The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารคำสอน รายวิชารัฐประศาสนศาสตร์ในพระ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by brother_dol, 2022-08-27 20:48:23

เอกสารคำสอน รายวิชารัฐประศาสนศาสตร์ในพระ

เอกสารคำสอน รายวิชารัฐประศาสนศาสตร์ในพระ

เอกสารคาสอน
รัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก
Public Administration in Tipitaka

จัดพิมพ์โดย ผศ.ดร.ธติ วิ ุฒิ หม่นั มี

เอกสารคาสอน

รฐั ประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก
Public Administration in Tipitaka

ผู้เขยี น ผศ.ดร.ธติ วิ ุฒิ หมน่ั มี

ภาควิชารฐั ศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์

มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณาชวทิ ยาลัย

พิมพ์ครงั้ ท่ี ๑ : ธนั วาคม ๒๕๖๐ จานวน ๕๐๐ เล่ม
พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๒ : มนี าคม ๒๕๖๒ จานวน ๕๐๐ เล่ม
จัดพมิ พโ์ ดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธติ วิ ฒุ ิ หม่นั มี
พิมพ์ท่ี : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
๗๕ หมู่ ๑ ถ.พหลโยธนิ ต.ลาไทร อ.วงั น้อย จ.พระนครศรีอยธุ ยา
ท่ีปรกึ ษา
โทร. 035-248-000 แฟกซ์ 035-248-000
: ศ.ดร.บุญทัน ดอกไธสง
: ศ.ดร.จานงค์ อดวิ ัฒนสิทธิ์
: ศ.ดร.กฤช เพิ่มทันจิตต์
: รศ.ดร.สุรพล สยุ ะพรหม
: รศ.ดร.สมาน งามสนทิ
: รศ ดร.สุรินทร์ นิยมางกูร

ศิลปกรรม : อาจารย์ ดร.สุรยิ า รักษาเมอื ง

(สงวนลขิ สิทธิต์ ามกฎหมาย)

(ก)

คำนำ

เอกสารคาสอนเร่ือง “รัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก” เล่มนี้
ไดร้ วบรวมและเรยี บเรยี งจากพระไตรปิฎก ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย เอกสาร และหนังสือต่างๆ มาจัดพิมพ์เพ่ือใช้ประกอบการบรรยายใน
รายวิชา รฐั ประศาสนศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก แก่นิสิตหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร
มหาบัณฑิต หลักสูตรบัณฑิตศึกษา ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพ่ือจะได้มีความรู้ ความเข้าใจ
เกย่ี วกบั รัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก

โดยจุดมุ่งหมายของเอกสารคาสอนเล่มนี้เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความ
เข้าใจเก่ียวกับการวางแผน การบริหารการพัฒนา การจัดองค์กรและการวินิจฉัย
ส่ังการ การติดต่อประสานงานและการติดตามประเมินผล ภาวะผู้นาเชิงพุทธ
การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การสื่อสารองค์กร การพัฒนาประสิทธิภาพการ
ทางานและธรรมาภิบาลสาหรับการบริหาร และสามารถนาความรู้ที่ได้ไป
ประยกุ ตใ์ ช้ในการปฏิบตั ิงานไดอ้ ย่างเหมาะสม

และท้ายท่สี ดุ นี้ ผเู้ ขยี นหวงั วา่ เอกสารคาสอนเลม่ น้จี ะยงั ประโยชน์ต่างๆ
ให้เกิดข้ึนกับผู้เก่ียวข้องทุกท่านตามวัตถุประสงค์ของเอกสารคาสอนเล่มน้ี หากมี
ข้อบกพร่อง ผิดพลาดประการใดเกิดขึ้นในส่วนต่างๆ ของเอกสาร ต้องขออภัยมา
ณ โอกาสน้ี

ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ธติ วิ ฒุ ิ หมนั่ มี
มีนาคม ๒๕๖๒

(๒)

สารบัญ หน้า

เรอ่ื ง (๑)
(๒)
คำนำ (๗)
สำรบญั
รำยละเอยี ดของรำยวชิ ำ (มอค.๓)

บทท่ี ๑ ความรู้เบอ้ื งต้นเกย่ี วกับรฐั ประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 3
บทนำ 3
๑.๑ ควำมรเู้ บอื้ งตน้ เกีย่ วกบั รัฐประศำสนศำสตร์ 3
๑.๒ รัฐประศำสนศำสตร์ในพระไตรปิฎก 7
คำถำมทำ้ ยบท 16
อ้ำงอิงประจำบท 17

บทท่ี ๒ การวางแผน 21
บทนำ 21
๒.๑ ควำมหมำยของกำรวำงแผน 23
๒.๒ ควำมสำคัญของกำรวำงแผน ๒5
๒.๓ แนวคิดเกยี่ วกบั กำรวำงแผน 28
๒.๔ หลกั กำรวำงแผนท่ปี รำกฏในพระไตรปฎิ ก 30
๒.๕ กำรบูรณำกำรแนวคิดทำงรัฐประศ ำสนศำสตร์กับแนวคิดทำง 46
พระพทุ ธศำสนำ 54
คำถำมทำ้ ยบท 55
อำ้ งองิ ประจำบท

บทที่ ๓ การบริหารการพฒั นา 61
บทนำ 61
๓.๑ กำรบริหำร 61
๓.๒ ควำมหมำยของกำรบรหิ ำรกำรพฒั นำ 63
๓.๓ ทฤษฎแี ละหลกั กำรบรหิ ำร 67
๓.๔ องคป์ ระกอบของกำรบริหำร 69
๓.๕ กำรพฒั นำ 70
๓.๖ กำรบริหำรงำนทปี่ รำกฏในพระไตรปิฎก 72
คำถำมทำ้ ยบท 84

(3()๓)

เรอ่ื ง หน้า

อำ้ งองิ ประจำบท 85

บทท่ี ๔ การจัดองคก์ รและการวินจิ ฉัยสัง่ การ 89
บทนำ 89
๔.๑ นยิ ำมและควำมหมำยของกำรจัดกำรองค์กร 89
๔.๒ ผู้นำและผบู้ รหิ ำรองค์กร 92
๔.๓ กำรจัดกำรองคก์ รที่ปรำกฏในพระไตรปิฎก 98
๔.๔ ตัวอย่ำงกำรจดั กำรองค์กรคณะสงฆข์ องพระพุทธเจ้ำ 102
๔.๕ รูปแบบกำรจัดองค์กรคณะสงฆ์ของพระพุทธเจ้ำในสมัยพุทธกำลเพื่อก้ำวสู่ 106
ยคุ ปจั จบุ ัน 109
๔.๖ กำรวินจิ ฉัยส่ังกำร 110
๔.7 ควำมหมำยของกำรวินิจฉัยสั่งกำร 111
๔.8 รูปแบบกำรวินิจฉยั สัง่ กำรของผบู้ รหิ ำร 115
๔.9 ทฤษฎีกำรวินิจฉยั สงั่ กำร 115
4.10 กำรวินิจฉยั สง่ั กำรตำมหลักกำลำมสตู ร 122
คำถำมท้ำยบท ๑23
อำ้ งองิ ประจำบท

บทท่ี ๕ การตดิ ต่อประสานงานและการติดตามประเมินผล 129
บทนำ 129
๕.๑ ควำมหมำยของกำรติดต่อประสำนงำน 129
๕.๒ องค์ประกอบของกำรประสำนงำน 131
๕.๓ ควำมสำคัญของกำรประสำนงำน 132
๕.๔ หลักกำรของกำรประสำนงำน 133
๕.๕ กำรประสำนงำนทีป่ รำกฏในพระไตรปิฎก 135
๕.๖ หลกั สังคหวัตถุธรรมกับกำรประสำนงำน 138
๕.๗ กำรติดตำมประเมินผล 140
5.8 เทคนิคกำรเกบ็ รวบรวมข้อมูลในกำรประเมินผล 144
5.9 รปู แบบกำรติดตำมและกำรประเมนิ ผล 144
5.10 กำรติดตำมประเมนิ ผลทดี่ ีและวัตถุประสงค์ของกำรประเมนิ ผล 145
5.11 ประโยชน์ของกำรประเมินผล 146
5.12 กำรตดิ ตำมประเมินผลท่ปี รำกฏในพระไตรปิฎก 147
คำถำมท้ำยบท 151

(4) (๔)
เรื่อง
หน้า
อ้ำงอิงประจำบท
บทที่ ๖ ภาวะผ้นู าเชิงพทุ ธ ๑52
157
บทนำ 157
๖.๑ ควำมหมำยของผูน้ ำ 158
๖.๒ ภำวะผู้นำ 159
๖.๓ กำรจดั องค์กร 160
๖.๔ กำรจดั องค์กรทำงสงั คม 162
๖.๕ แนวนโยบำยที่ทรงใช้สรำ้ งศรัทธำ 164
๖.๖ ผนู้ ำตำมแนวพทุ ธ 165
คำถำมทำ้ ยบท 171
อำ้ งองิ ประจำบท ๑72
บทท่ี ๗ การจดั การทรัพยากรมนษุ ย์ 175
บทนำ 175
๗.๑ วัตถุประสงคข์ องกำรจัดกำรทรัพยำกรมนุษย์ 176
๗.๒ ควำมสำคญั ของกำรจัดกำรทรัพยำกรมนุษย์ 177
๗.๓ หลกั กำรบรหิ ำรงำนสมัยใหมท่ บี่ ูรณำกำรกับหลักธรรม 179
๗.๔ พทุ ธวธิ ใี นกำรจัดองค์กร 181
๗.๕ กำรจดั กำรทรพั ยำกรมนุษยท์ ป่ี รำกฏในพระไตรปิฎก 182
๗.๖ หลักกำรรกั ษำทรัพยำกรมนษุ ย์แนวพุทธ 190
คำถำมทำ้ ยบท 196
อ้ำงอิงประจำบท ๑97
บทที่ ๘ การสื่อสารในองค์กร 201
บทนำ 201
๘.๑ แนวคิดกำรส่ือสำร 201
๘.๒ แนวคิดเกี่ยวกบั ส่อื สำรที่ปรำกฏในพระไตรปิฎก 203
206
8.2.1 หลักกำรสอนของพระพุทธเจำ้ 206
8.2.2 หลกั กำรและวิธกี ำรในกำรเผยแผต่ ำมหลักพระพทุ ธศำสนำ 207
8.2.3 หลักกำรวเิ ครำะห์ผรู้ บั สำรตำมแนวพระพทุ ธศำสนำ 207
8.2.4 หลกั กำรเก่ยี วกับเนอื้ หำทีเ่ ผยแผ่

เรอ่ื ง (5()๕)
หน้า
8.2.5 เปำ้ หมำยของกำรเผยแผ่
8.2.6 หลกั กำรส่ือสำรท่ปี รำกฏในพำลบัณฑติ สตู ร 208
8.2.7 วิธกี ำรสอนหรือกำรสอื่ สำรแบบตำ่ ง ๆ 210
8.2.8 คณุ สมบตั ขิ องผสู้ ่งสำรท่ีพงึ ประสงค์ตำมแนวพุทธ 214
8.3 วเิ ครำะหป์ ระเดน็ กำรสอื่ สำรท่ปี รำกฏในพระไตรปฎิ ก 215
คำถำมท้ำยบท 217
อ้ำงอิงประจำบท 221
บทที่ ๙ การพัฒนาประสทิ ธิภาพการทางาน 222
บทนำ 227
๙.๑ ควำมหมำยของประสิทธิภำพกำรทำงำน 227
๙.๒ แนวคดิ เกี่ยวกับกำรพัฒนำประสิทธภิ ำพกำรทำงำน 227
๙.๓ องค์ประกอบของกำรพัฒนำประสิทธภิ ำพกำรทำงำน 228
๙.๔ ประเภทของกำรพัฒนำประสทิ ธภิ ำพกำรทำงำน 230
๙.๕ ควำมสำคัญและประโยชนข์ องกำรพัฒนำประสทิ ธภิ ำพกำรทำงำน 232
๙.๖ ลกั ษณะที่ดีของกำรพฒั นำประสทิ ธภิ ำพกำรทำงำน 233
๙.๗ ปจั จัยที่ชว่ ยในกำรพัฒนำประสิทธิภำพกำรทำงำน 233
9.8 หลักธรรมทำงพทุ ธศำสนำกับกำรพัฒนำประสทิ ธภิ ำพกำรทำงำน 238
9.9 กำรพัฒนำประสทิ ธิภำพกำรทำงำนทปี่ รำกฏในพระไตรปฎิ ก 239
คำถำมท้ำยบท 243
อำ้ งองิ ประจำบท 248
บทท่ี 10 ธรรมาภิบาลสาหรับการบริหาร 249
บทนำ 253
10.1 ควำมเป็นมำของธรรมำภบิ ำล 253
10.2 ควำมหมำยของธรรมำภิบำล 254
10.3 องคป์ ระกอบของธรรมำภบิ ำล 248
10.4 หลกั ธรรมำภิบำลสำกล 249
10.5 ธรรมำภบิ ำลแนวคดิ สำกลกับแนวคดิ ในพระพุทธศำสนำ 260
10.6 หลักธรรมำภิบำลท่ีปรำกฏในพระไตรปฎิ ก 262
266

(6) (๖)

เรอื่ ง หน้า

คำถำมท้ำยบท 274
อ้ำงอิงประจำบท 275
บรรณานกุ รม 277

รายละเอียดของรายวิชา (มคอ.๓)

ตามกรอบมาตรฐานคุณวฒุ อิ ุดมศกึ ษา

ชอ่ื สถาบันอดุ มศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชารฐั ศาสตร์
สาขาวชิ ารฐั ประศาสนศาสตร์

หมวดที่ ๑ ข้อมลู โดยทวั่ ไป

๑. รหสั และชื่อรายวชิ า
๖๐๘ ๑๐๓ รัฐประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก

๒. หลักสูตรและประเภทของรายวิชา (ระดับปริญญาโท)
รฐั ประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ รายวิชาบังคับ

๓. อาจารย์ผู้รับผดิ ชอบรายวชิ าและอาจารย์ผสู้ อน

๓.๑ อาจารย์ผู้รบั ผดิ ชอบรายวชิ า ผศ.ดร.เกยี รตศิ กั ดิ์ สขุ เหลอื ง
๓.๒ อาจารย์ผ้สู อนรายวิชา

ผศ.ดร.ธิติวฒุ ิ หม่นั มี วฒุ ิการศกึ ษา พธ.บ.(สังคมศึกษา), พธ.ม.(ปรัชญา), พธ.ด.(รฐั ประศาสน
ศาสตร์)

๔. ภาคการศกึ ษา / ช้นั ปีทเี่ รียน
ภาคเรียนที่ ๑ ชน้ั ปที ่ี ๑-๒๕๖๒

๕. รายวิชาท่ตี ้องเรยี นมาก่อน (Pre-requisite) (ถา้ ม)ี - ไม่มี
๖. รายวชิ าทตี่ ้องเรียนพร้อมกัน (Co-requisites) (ถ้าม)ี - ไม่มี
๗. สถานท่เี รียน

อาคารเรียนรวมโซนบี ชั้น ๕ ห้อง ๕๐๗ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย
๘. วันทจ่ี ัดทาหรือปรบั ปรุงรายละเอียดของรายวชิ าครงั้ ล่าสุด

๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒

(๒)
(8)

หมวดที่ ๒ จุดมงุ่ หมายและวตั ถปุ ระสงค์

๑. จุดมงุ่ หมายของรายวชิ า
๑) เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับแนวคิดท่ีสาคัญทางรัฐประศาสนศาสตร์ที่

ปรากฏในพระไตรปิฎก อันประกอบด้วย การวางแผน การบริหารการพัฒนา การจัดองค์กร
การวินิจฉัยสั่งการ การติดต่อประสานงาน การติดตามประเมินผล ภาวะผู้นา การจัดการ
ทรัพยากรมนษุ ย์ การสอ่ื สารในองค์การ การพัฒนาประสิทธิภาพการทางาน และธรรมาภิบาล
สาหรับการบริหารงาน

๒) เพื่อให้ผู้ศึกษารู้วิธีการนาความรู้ที่ได้รับไปใช้กับสภาพความเป็นจริง และนา
หลักเกณฑ์การวเิ คราะห์

ตัวแปรทางองค์การท่ีสาคัญ ๆ
๓) เพ่ือใหผ้ ู้ศึกษาสามารถนาหลกั การที่ศึกษาในพระไตรปิฎกสามารถประยุกต์ในการ
บริหารได้

๒. วตั ถปุ ระสงคใ์ นการพัฒนา/การบรู ณาการสอนในรายวชิ าฯ)
เพื่อให้นิสิตได้รับความรู้เกี่ยวกับแนวคิดสาคัญทางรัฐประศาสนศาสตร์ที่ปรากฏใน

พระไตรปิฎกและที่สาคัญสามารถประยุกต์แนวคิดที่สาคัญซ่ึงปรากฏในข้อหลักธรรมเหล่านั้น
เข้ากับหลักของการบริหารได้เป็นอยา่ งดีและมีประสิทธิผล

หมวดที่ ๓ ลกั ษณะและการดาเนินการ

๑. คาอธิบายรายวชิ า
๖๐๘ ๑๐๓ รฐั ประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก ๓
(๓-๐-๖)
(Public Administration in Tipitaka)
ศึ ก ษ า วิ เ ค ร า ะ ห์ แ น ว คิ ด ส า คั ญ ท า ง รั ฐ ป ร ะ ศ า ส น ศ า ส ต ร์ ท่ี ป ร า ก ฏ ใ น
พระไตรปิฎก ประกอบด้วยเรื่อง การวางแผน การบริหารการพัฒนา การจัดองค์กร การ
วินิจฉัยส่ังการ การติดต่อประสานงาน การติดตามประเมินผล ภาวะผู้นา การจัดการ
ทรัพยากรมนุษย์ การสื่อสารในองค์การ การพัฒนาประสิทธิภาพการทางาน ธรรมาภิบาล
สาหรับการบริหารงาน โดยเน้นหลักการและหลักธรรมในพระไตรปิฎกมาประยุกต์ใช้ในการ
บริหาร

(๓)

(9)

๒. จานวนชว่ั โมงทใ่ี ชต้ อ่ ภาคการศึกษา

บรรยาย สอนเสริม การฝึกปฏิบตั /ิ งาน การศึกษาด้วย
ภาคสนาม/การฝึกงาน ตนเอง
บรรยาย เชญิ วทิ ยากรเพ่อื สอนเสริม ไม่มีการฝึกค้นควา้ ข้อมูลใน
๔๕ ชัว่ โมง ตามความต้องการ ภาคสนาม การศกึ ษาด้วย
ต่อภาค ตนเอง ๖ ช่ัวโมงตอ่
การศกึ ษา สปั ดาห์

๓. จานวนชัว่ โมงตอ่ สปั ดาห์ท่ีอาจารย์ให้คาปรึกษาและแนะนาทางวิชาการแก่นิสติ เป็น
รายบคุ คล

- อาจารย์ประจารายวิชา ประกาศเวลาให้คาปรึกษารายบุคคล/กลุ่มหรือผ่านเว็ปไซต์ของ
หลักสตู รบัณฑติ ศกึ ษา สาขาวชิ าการจัดการเชิงพทุ ธและสาขาวิชารฐั ประศาสนศาสตร์

หมวดท่ี ๔ การพัฒนาการเรียนรขู้ องนิสิต

๑. คุณธรรม จรยิ ธรรม

๑.๑ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมทตี่ ้องพัฒนา(โดยเปน็ ความรบั ผิดชอบหลักคือ ขอ้ ๓)
การพฒั นาผเู้ รยี นให้มคี วามรับผิดชอบ มีวินัย มีจรรยาบรรณวิชาชีพ เคารพในสิทธ์ิ

ของข้อมูลส่วนบุคคล การไม่เปิดเผยข้อมูล การรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูล การไม่ละเมิด
ลิขสิทธ์ิทางเอกสาร/ตาราและไม่ละเมิดสิทธ์ทางปัญญา มีความซ่ือสัตย์สุจริตวิชาชีพ โดยมี
คณุ ธรรมจริยธรรมและมคี ณุ สมบัติตามหลักสูตร/สาขาวิชาฯ

๑) มีความสามารถในการใช้ดุลยพินิจเพ่ือการแก้ปัญหาทางคุณธรรมและจริยธรรม
ท่ีซับซอ้ นอย่างผ้รู ใู้ นบริบทของศาสตร์ทางด้านรฐั ประศาสนศาสตร์

๒) มีความสามารถในการสนับสนุนอย่างจริงจังให้ผู้อ่ืนใช้ดุลยพินิจบนฐานความรู้
ทางรฐั ประศาสนศาสตรใ์ นการจดั การกับบรบิ ททมี่ ีผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่ืน

๓) มีภาวะผู้นาในการส่งเสริมให้มีการประพฤติปฏิบัติตามหลักคุณธรรม
จริยธรรมในทีท่ างาน และชมุ ชนที่ตนเก่ียวข้อง (เน้น)

๔) มีความสามารถในการเปน็ แบบอย่างที่ดีงามของผู้อ่นื

(๔)
(10)

๑.๒ วธิ ีการสอน
๑. ฝึกฝนภาวะความเป็นผู้นา ผู้ตาม รวมถึงการเคารพสิทธิ และการรับฟังความ

คิดเห็นผู้อนื่ ในการปฏิบัติงานเป็นทีมและการทางานวิจยั
๒. การสอดแทรกความรู้ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม ในการเรียนการสอน ทงั้ ในด้านการ

ดารงชีวติ อยู่ในสังคม และในการวจิ ัย
๑.๓ วิธกี ารประเมินผล

๑. ประเมนิ จากการมวี นิ ยั ในการเรยี น การตรงเวลาในการเข้าช้ันเรียน การทางานเสร็จ
และส่งงานตามกาหนด

๒. ประเมินจากความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานเป็นทีม การทางานวิจัย และการเข้า
รว่ มกจิ กรรมในการใช้องค์ความรู้ทางการศึกษาทาประโยชนต์ อ่ สังคม

๓. ประเมนิ จากความซื่อสัตย์ และจรรยาบรรณในการสอบ
๔. ผู้เรียนประเมินตนเอง และประเมินโดยเพ่ือนและอาจารย์ โดยใช้แบบประเมินและ
แบบวัดผล
๕. ภายหลังสาเรจ็ การศึกษา ใหม้ หาบัณฑิตประเมนิ ตนเอง ประเมนิ จากผ้ใู ชม้ หาบัณฑิต
และประเมนิ จากผปู้ กครองของมหาบณั ฑติ โดยใช้แบบสอบถาม

๒. ความรู้

๒.๑ ความรู้ที่ต้องได้รับ (เปน็ ความรบั ผิดชอบหลกั ขอ้ ๑)
๑) มีความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นแก่นของ

สาขาวิชาฯ
๒) มีความสามารถในการใช้เทคนิคการวิจัยและพัฒนาเพ่ือหาข้อสรุปของ

ปรากฏการณใ์ นสาขาวชิ ารัฐประศาสนศาสตร์
๓) มีความเข้าใจอย่างลึกซ้ึงและกว้างขวางเกี่ยวกับองค์ความรู้เชิงปฏิบัติการที่

เปล่ียนแปลงไปท้งั ในระดับชาตแิ ละนานาชาติ
๔) มีความสามารถในการปรับเปล่ียนปัจเจกปัญญามาเป็นสาธารณปัญญาท่ี

กอ่ ให้เกิดคุณคา่ ตอ่ สังคม
๒.๒ วิธีการสอน

๑. จัดการเรยี นรู้โดยผ้เู รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง และม่งุ เน้นให้นสิ ติ มคี วามรคู้ วามเข้าใจศาสตร์
ในเชิงลึก ผสมผสานให้นาไปสู่วิธีการดาเนินการท่ีเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีการ
เรียนการสอนท่ีเน้นหลักการทางทฤษฎี และการประยุกต์ทางปฏิบัติในสภาพแวดล้อมจริง

(๕)
(11)

เปน็ รปู แบบการเรยี นรทู้ ก่ี ระตนุ้ ใหเ้ กดิ การคดิ วิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตนเอง เช่นให้มีการ
นาเสนองาน การร่วมแสดงความคิดเห็น การตอบคาถาม เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาคิดเป็น
และมนี สิ ยั ใฝร่ ู้

๒. การจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีอิสระในการแสวงหาความรู้โดยไม่ยึดติดกับการรับ
ข้อมูลจากผู้สอนเพยี งวิธเี ดียว

๓. การเรยี นรู้แบบมีสว่ นรว่ ม
๔. เรียนรู้จากสถานการณ์จรงิ มกี ารเรียนรู้ทั้งในชน้ั เรียนและศึกษาดูงาน
๕. การทาวจิ ยั ทงั้ ในรายวิชาทเ่ี กี่ยวขอ้ งและวิทยานพิ นธ์
๖. การเรียนรู้ท่ีเน้นการนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทาประโยชน์ต่อชุมชน ท้องถ่ิน
และในระดับท่ีสูงขึน้
๒.๓ วิธกี ารประเมนิ ผล
ประเมินจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการปฏิบัติของนิสิต ให้ครอบคลุมในทุกด้าน
ดว้ ยวิธีการดงั ตอ่ ไปนี้
๑. การทดสอบยอ่ ย
๒. การสอบกลางภาคและปลายภาค
๓. วัดผลสาเร็จของการปฏบิ ัติงานเป็นทีม
๔. การนาเสนอผลงาน

๓. ทกั ษะทางปญั ญา

๓.๑ ทกั ษะทางปญั ญาท่ีตอ้ งพฒั นา (เป็นความรบั ผดิ ชอบหลกั ข้อ ๑)
๑) สามารถใช้ความเข้าใจอันถ่องแท้ในทฤษฎีและเทคนิคการแสวงหาความรู้ใน

การวเิ คราะหป์ ระเด็นและปญั หาสาคญั ไดอ้ ย่างสรา้ งสรรค์
๒) สามารถใช้ทฤษฎีและเทคนิคการแสวงหาความรู้ในพัฒนาแนวทางการแก้ไข

ปญั หาดว้ ยวธิ ีการใหมๆ่ ทเี่ กิดขนึ้ จากรัฐประศาสนศาสตร์
๓) สามารถสังเคราะห์ผลงานวิจัยและทฤษฎีเพ่ือพัฒนาความรู้ความเข้าใจใหม่ๆที่

สร้างสรรค์ รวมไปถึงการบูรณาการแนวคิดต่างๆ ทั้งภายในและนอกสาขาวิชารัฐประศาสน
ศาสตรท์ ศ่ี ึกษาในข้ันสงู

๔) สามารถออกแบบและดาเนินการโครงการวจิ ัยท่ีสาคัญในเร่ืองที่ซบั ซ้อนทีเ่ ก่ียวกับ
การพัฒนาองค์ความรทู้ างด้านรัฐประศาสนศาสตร์ใหมๆ่ จนกลายเปน็ ข้อเสนอเพื่อการ
นาไปสกู่ ารปฏบิ ตั ติ ่อไป

(๖)
(12)

๓.๒ วธิ กี ารสอน
เพื่อให้เกิดผลการเรียนรู้ด้านทักษะทางปัญญา หลักสูตรจึงใช้กลยุทธ์ในการสอนเพื่อ

พฒั นาการเรียนร้ขู องผเู้ รียนดังน้ี
๑. ฝกึ ทกั ษะการคดิ และการแก้ไขปัญหา
๒. เน้นการเรยี นรูด้ ้วยตนเอง และการปฏบิ ตั ิงานจรงิ
๓. เนน้ การเรยี นรู้ที่สามารถประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง โดยใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้น

ให้เกิดการเรยี นรู้
๓.๓ วิธีการประเมินผล

ประเมนิ ทกั ษะทางปัญญาดว้ ยวธิ กี ารดงั ต่อไปนี้
๑. วัดการแสดงออกทางการกระบวนการคิดและการแก้ไขปัญหา
๒. วดั ผลการปฏบิ ัติงานทีไ่ ด้รบั มอบหมาย
๓. การนาเสนอผลงาน
๔. การอธบิ าย การตอบคาถาม
๕. การโตต้ อบสื่อสารกับผู้อนื่

๔. ทักษะความสัมพันธร์ ะหว่างบุคคลและความรบั ผิดชอบ

๔.๑ ทกั ษะความสัมพันธร์ ะหว่างบคุ คลและความรับผดิ ชอบทตี่ ้องพัฒนา (ความ
รับผดิ ชอบหลักคือ ข้อ ๔ )

๑) มีความสามารถสูงในใช้ความรู้ทางด้านรัฐประศาสนศาสนตร์เพ่ือการแสดง
ความคดิ เหน็ ทางวิชาการได้อย่างลึกซึง้ และแหลมคม

๒) มีความสามารถในการใช้ความรู้ทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์เพ่ือการวางแผน
วิเคราะหแ์ ละแก้ปัญหาทซี่ ับซอ้ นสูงมากด้วยตนเอง รวมทั้งวางแผนในการปรบั ปรุงตนเองและ
องคก์ รไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ

๓) มคี วามสามารถสร้างปฏสิ ัมพันธใ์ นกจิ กรรมกลมุ่ อย่างสรา้ งสรรค์
๔) มีความสามารรถในการแสดงออกถึงความโดดเด่นในการเป็นผู้นาในทาง
วิชาการและสงั คมท่ีซบั ซอ้ น ๔.๒ วธิ กี ารสอน
เพื่อให้เกิดผลการเรียนรู้ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความรับผิดชอบ
หลกั สตู รจงึ ใช้กลยุทธใ์ นการสอนเพอื่ พฒั นาการเรียนรู้ของผเู้ รยี นดังนี้
๑. การจัดกิจกรรมในรายวิชาที่เน้นการเรียนการสอนท่ีมีการปฏิสัมพันธ์ท่ีดีระหว่าง
ผูเ้ รยี นและผสู้ อน

(๗)
(13)

๒. ฝกึ ฝนภาวะความเปน็ ผู้นา ผู้ตาม การแสดงออกถึงภาวะความเป็นผู้นาและผู้ตามที่ดี
การมมี นษุ ยสมั พนั ธ์ท่ีดกี บั ผู้รว่ มงาน และการรบั ฟังความคดิ เห็นผูอ้ ื่นในการปฏิบัติงานเป็นทีม
และการทางานวจิ ัย

๓. ฝกึ ฝนการทากจิ กรรมเพื่อสังคม
๔. ฝกึ ฝนการวางตัวท่เี หมาะสมตอ่ กาลเทศะ
๕. ฝึกฝนการประสานงานกบั ผูอ้ น่ื ท้ังภายในและภายนอกสถาบนั การศกึ ษา
๔.๓ วธิ ีการประเมินผล
ประเมินทักษะความสมั พันธ์ระหว่างบคุ คลและความรับผิดชอบด้วยวธิ กี ารดังต่อไปน้ี
๑. สังเกตุพฤติกรรมและการแสดงออกของนิสิตในหลายๆ ด้าน ระหว่างกิจกรรมการ
เรยี นการสอน เช่น พฤตกิ รรมความสนใจ ต้ังใจเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง
๒. สังเกตุพฤติกรรมการแสดงบทบาทภาวะผู้นาและผู้ตามท่ีดี ความสามารถในการทางาน
ร่วมกบั ผอู้ ่ืน
๓. สังเกตุพฤติกรรมความรับผิดชอบในการเรียนและงานท่ีได้รับมอบหมาย การ
นาเสนอผลงาน การทางานวจิ ยั และการร่วมทากจิ กรรมเพือ่ สงั คม

๕. ทักษะการวิเคราะห์เชงิ ตวั เลข การสือ่ สาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

๕.๑ ทกั ษะการวเิ คราะห์เชิงตัวเลข การส่ือสาร และการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศทตี่ ้อง
พฒั นา

(โดยความรับผดิ ชอบหลักคือข้อ ๓ )
๑) สามารถคัดกรองข้อมูลและใช้หลักตรรกะทางคณิตศาสตร์และสถิติ ในการศึกษา
คน้ ควา้ ปญั หา เชื่อมโยงประเด็นปัญหาที่สาคัญและซับซ้อน และเสนอแนะแนวทางการแก้ไข
ปัญหาในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านรฐั ประศาสนศาสตรใ์ นเชิงลกึ ได้
๒) สามารถส่ือสารโดยใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งการ
พูด การอา่ น การฟงั การเขียน และการนาเสนอ และสื่อสารกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ทั้งในวงการ
วิชาการและวิชาชีพ รวมถงึ ชุมชนทั่วไปได้อย่างเหมาะสม
๓) สามารถใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการนาเสนอรายงานการวจิ ยั หรอื โครงการ
คน้ คว้าทสี่ าคัญ ทั้งในรูปแบบท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการ รวมถึงการตีพิมพ์ผ่านส่ือ
ทางวิชาการและวิชาชพี ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
๕.๒ วิธีการสอน
เพ่ือให้เกิดผลการเรียนรู้ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การส่ือสาร และการใช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศ หลักสตู รจึงใช้กลยุทธใ์ นการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรยี นดังนี้

(๘)
(14)

๑. จัดการเรียนรายวิชาสัมมนาให้นิสิต โดยนิสิตทุกคนต้องลงทะเบียนเรียนโดยไม่นับ
หนว่ ยกิต ทัง้ นี้เพื่อใหน้ สิ ติ ไดฝ้ ึกทักษะท้ังด้านการวิเคราะห์ การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ ในการคน้ คว้าและนาเสนองานทัง้ เปน็ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

๒. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะการสื่อสาร และการ
นาเสนอโดยใช้เทคโนโลยีท้ังด้วยตนเองและรว่ มกับผูอ้ ่ืน การอภิปราย

๓.จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการวิเคราะห์ปัญหาจริงในการเรียนรู้และการ
ทางานวิจยั
๕.๓ วธิ ีการประเมินผล

ประเมินทักษะการวเิ คราะห์เชงิ ตวั เลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ดว้ ยวธิ กี ารดังต่อไปนี้

๑. การทดสอบความรู้และเทคนิคการวิเคราะห์และแก้ปัญหาในสถานการณ์จาลอง
เสมือนจรงิ

๒. การทางานวิจัย ต้ังแต่เร่ิมต้นจนถึงข้ันตอนการเขียนรายงาน และการนาเสนอ
ผลงาน

หมวดท่ี ๕ แผนการสอนและการประเมนิ ผล
๑. แผนการสอน
สปั ดาห์ จานวน กจิ กรรมการเรียน การสอน
ท่ี หัวข้อ/รายละเอยี ด ช่วั โมง ส่ือท่ใี ช้ (ถ้าม)ี ผู้สอน

๑ แนะนาวิธีการศกึ ษาและวดั ๓ แนะนากิจกรรมนิสิตและการวัด ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ
ประเมนิ ผลการศึกษาฯ ประเมินผล บรรยาย อภิปราย หม่นั มี
และการสรุปสาระท่ีสาคญั ๆ
- แนวการสอน/เน้อื หาร ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ
สาระ หม่ันมี
- กิจกรรมการเรียนการ
สอน
- การวดั และประเมินผลฯ
๒ แนวคิดสาคญั ทางรัฐ ๓ บรรยาย ยกตวั อยา่ งประกอบ
ประศาสนศาสตรท์ ปี่ รากฏ อภิปราย ซกั ถาม โตต้ อบ
ในพระไตรปฎิ ก เรื่อง วเิ คราะห์ ในประเด็นการวางแผน

(๙)
(15)

สปั ดาห์ หัวข้อ/รายละเอยี ด จานวน กจิ กรรมการเรยี น การสอน ผสู้ อน
ที่ ชวั่ โมง สอ่ื ที่ใช้ (ถ้าม)ี
- การวางแผน
ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกโดยเนน้
นสิ ิตเป็นศนู ยก์ ลาง

๓ แนวคิดสาคัญทางรฐั ๓ ใหน้ สิ ติ เขา้ หอ้ งสมุดค้นหา
ประศาสนศาสตร์ทป่ี รากฏ หลักการบริหารการพฒั นาใน ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ
ในพระไตรปิฎก เรื่อง พระไตรปิฎกพรอ้ มท้งั บรรยาย หมั่นมี
- การบรหิ ารการพฒั นา
อภิปรายและใหน้ สิ ิตยกตัวอยา่ ง
๔ แนวคดิ สาคญั ทางรัฐ พรอ้ มทงั้ แสดงความคดิ เห็น
ประศาสนศาสตร์ท่ีปรากฏ รว่ มกันและอาจารยผ์ สู้ อนเป็นผู้
ในพระไตรปฎิ ก เร่ือง สรุปแนวคิดสาคญั ในประเด็น
- การจดั องค์กร ดังกลา่ ว
๓ อาจารยผ์ บู้ รรยายนาธรรมบทท่ี ผศ.ดร.ธิติวุฒิ
๕ แนวคิดสาคัญทางรฐั เก่ยี วกบั เรื่องการจดั องค์การใหน้ สิ ติ หมัน่ มี
ประศาสนศาสตร์ทป่ี รากฏ ศกึ ษาในช่ัวโมงประมาณ ๓๐ นาที
ในพระไตรปฎิ ก เรอ่ื ง จากนนั้ ร่วมกันอภปิ รายและ
- การวินจิ ฉยั สัง่ การ ยกตวั อยา่ งที่เกีย่ วกับการจดั
องค์การใหเ้ หน็ เป็นรปู ธรรมพรอ้ ม
๖ แนวคดิ สาคัญทางรฐั ทง้ั ใหน้ ิสิตเปน็ ผู้คดิ และวิเคราะห์
ประศาสนศาสตรท์ ่ีปรากฏ ๓ แบง่ นิสติ ออกเป็นกลมุ่ และ ผศ.ดร.ธิติวุฒิ
ในพระไตรปฎิ ก เรื่อง มอบหมายใหแ้ ตล่ ะกล่มุ ค้นเนอ้ื หา หม่นั มี
- การติดต่อประสานงาน ในพระไตรปิฎกโดยเนน้ ไปท่เี รอื่ ง
การวินจิ ฉัยส่ังการของพระพุทธเจา้
จากน้ันให้แต่ละกลุ่มอภิปราย
เนอื้ หาทก่ี ล่มุ คน้ คว้าพร้อมทงั้
บรรยายสรปุ ในสว่ นทเ่ี กี่ยวข้อง
จากนนั้ ให้นสิ ติ เขยี นเป็นงานสรุปสง่
คนละ ๑ ชิ้น
๓ อธิบายและให้นสิ ติ แสดงความ ผศ.ดร.ธติ ิ
วฒุ ิ หมน่ั มี
คดิ เหน็ ในหัวข้อการตดิ ตอ่
ประสานงานทีป่ รากฏใน
พระไตรปฎิ กพรอ้ มท้งั ยกตวั อยา่ งให้
เห็นเปน็ เป็นรูปธรรม

(๑๐)
(16)

สัปดาห์ หวั ข้อ/รายละเอียด จานวน กิจกรรมการเรียน การสอน ผู้สอน
ท่ี ช่ัวโมง สือ่ ทีใ่ ช้ (ถ้าม)ี
๗ แนวคดิ สาคัญทางรฐั ๓ การอธิบายและการยกตวั อยา่ ง-การ ผศ.ดร.ธิติวุฒิ
ประศาสนศาสตร์ที่ปรากฏ ติดตามประเมนิ ผล และใหน้ ิสติ หมน่ั มี

ในพระไตรปิฎก เรื่อง อภิปรายวิเคราะห์รว่ มกนั

- การตดิ ตามและประเมนิ ผล ๓ อาจารย์มอบหมายใหน้ สิ ิตเข้าหอ้ ง ผศ.ดร.ธิติวุฒิ
๘ แนวคดิ สาคญั ทางรฐั
ประศาสนศาสตรท์ ี่ปรากฏ พระไตรปฎิ กเพื่อคน้ ควา้ ธรรมบทท่ี หมน่ั มี
เก่ยี วขอ้ งกบั การติดตามประเมนิ ผล
ในพระไตรปฎิ ก เรอ่ื ง แล้วนามาวเิ คราะห์ในห้องบรรยาย
- การติดตามและประเมนิ ผล
(ต่อ) พรอ้ มทัง้ อภิปรายเปรยี บเทยี บกับ
แนวคดิ รัฐประศาสนศาสตรท์ ี่เปน็
แนวคดิ ทางตะวันตก
๙ แนวคดิ สาคัญทางรฐั ๓ บรรยาย อภิปรายและ ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ
ประศาสนศาสตรท์ ีป่ รากฏ หมั่นมี
ในพระไตรปิฎก เรอ่ื ง ยกตวั อย่าง-พรอ้ มทงั้ ให้นิสิต
- ภาวะผนู้ า ค้นคว้าข้อมูลเพอื่ นาเสนอ
อภปิ รายร่วมกนั ในช้นั เรียน
๑๐ แนวคิดสาคญั ทางรัฐ
ประศาสนศาสตรท์ ปี่ รากฏ ๓ บรู ณาการการจดั การเรยี นการ ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ
ในพระไตรปิฎก เร่ือง หมั่นมี
- การจัดการทรพั ยากรมนุษย์ สอนในหัวข้อ “การจัดการ
ทรัพยากรมนุษย”์ นานสิ ติ ไป +
ศกึ ษาดงู านชุมชนตน้ แบบเร่อื ง (กิจกรรม
การจดั การทรพั ยากรมนษุ ย์ ณ
“องค์การบรหิ ารส่วนจังหวัด นอก
สมุทรสงคราม” หอ้ งเรียน)

๑๑ แนวคิดสาคัญทางรัฐ ๓ บรรยาย อธบิ ายและยกตวั อยา่ ง ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ
ประศาสนศาสตร์ทป่ี รากฏ การการสอื่ สารในองคก์ ร และให้ หม่ันมี
ในพระไตรปิฎก เรอ่ื ง
- การสื่อสารในองค์การ นสิ ิตยกตวั อย่างทีป่ รากฏใน
พระไตรปิฎกโดยจัดเป็นกิจกรรม
ในห้องเรียนเพ่ือใหไ้ ดค้ น้ คว้าจาก
พระไตรปิฎกไดอ้ ยา่ งถูกต้องพร้อม
ท้ังร่วมกันวิเคราะห์ อภปิ รายใน
ประเดน็ ที่เกยี่ วขอ้ งเพ่อื หาข้อสรุป

(๑๑)
(17)

สปั ดาห์ หัวข้อ/รายละเอยี ด จานวน กจิ กรรมการเรยี น การสอน ผสู้ อน
ที่ ช่วั โมง สื่อทใ่ี ช้ (ถ้าม)ี
ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ
๑๒ แนวคิดสาคญั ทางรฐั ๓ จากน้ันใหน้ ิสิตทางานสง่ จานวน หม่นั มี
ประศาสนศาสตรท์ ีป่ รากฏ คนละ ๑ แผ่น
ในพระไตรปฎิ ก เร่อื ง ๓ บรรยาย อธิบาย และนาตัวอยา่ ง +
- การพัฒนาประสิทธิภาพการ มาประกอบการอธบิ ายใหเ้ หน็ (อาจารยส์ อน
๓ อย่างชัดเจนพรอ้ มทงั้ ไดเ้ ชิญ
ทางาน ๓ อาจารยผ์ มู้ คี วามร้ทู างด้านการ เสรมิ )
พัฒนาประสทิ ธภิ าพการทางานมา
๑๓ แนวคดิ สาคญั ทางรฐั ใหค้ วามร้เู พิ่มเตมิ กบั นสิ ิตในชัน้ ผศ.ดร.ธิติวุฒิ
ประศาสนศาสตร์ทป่ี รากฏ เรยี น หมน่ั มี
ในพระไตรปฎิ ก เร่ือง บรรยาย อธิบาย และนาตวั อย่าง
- การพัฒนาประสิทธิภาพการ มาประกอบการอธบิ ายใหเ้ ห็น +
อยา่ งชัดเจนพรอ้ มท้ังไดเ้ ชิญ (อาจารย์สอน
ทางาน (ต่อ) อาจารยผ์ มู้ ีความรู้ทางดา้ นการ
พฒั นาประสิทธภิ าพการทางานมา เสรมิ )
๑๔ แนวคดิ สาคญั ทางรัฐ ให้ความรเู้ พิม่ เติมกับนสิ ติ ในช้ัน
ประศาสนศาสตรท์ ่ีปรากฏ เรยี น ผศ.ดร.ธิติวุฒิ
ในพระไตรปิฎก เรอ่ื ง บรรยาย อธบิ าย และนาเสนอ หม่นั มี
- ธรรมาภิบาลสาหรับการ ตวั อยา่ งกรณศี ึกษาฯ พรอ้ มทั้งให้
นสิ ิตคน้ คว้าจากพระไตรปิฎกใน ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ
บรหิ ารงาน ประเดน็ ดงั กล่าวแลว้ นาอภปิ ราย หม่นั มี
ประยกุ ตใ์ หเ้ ข้ากบั การบริหารใน
๑๕ แนวคดิ สาคญั ทางรฐั ปจั จุบัน
ประศาสนศาสตร์ที่ปรากฏ อาจารยผ์ ู้บรรยายแบ่งนิสติ
ในพระไตรปิฎก เรื่อง ออกเปน็ กลมุ่ ๆ ละไม่เกนิ ๕ คน
- ธรรมาภิบาลสาหรับการ จากใหน้ สิ ติ ค้นหาหน่วยงานการ
บรหิ ารทไี่ ดร้ รั บรางวลั ดีเด่นด้าน
บริหารงาน (ตอ่ ) การบรหิ ารและใหห้ าข้อมลู ของ
การไดม้ าซงึ่ รางวลั นัน้ พร้อมทั้งให้
นสิ ิตคน้ คว้าจากพระไตรปฎิ กใน
ประเด็นดังกล่าวแลว้ นาอภปิ ราย
วา่ การบริหารดงั กลา่ วนน้ั ในแต่ละ
องคก์ รใช้หลกั บริหารใดและตรง

(๑๒)
(18)

สปั ดาห์ หวั ข้อ/รายละเอยี ด จานวน กจิ กรรมการเรยี น การสอน ผู้สอน
ท่ี ชั่วโมง ส่อื ที่ใช้ (ถ้าม)ี
กบั หลักการบรหิ ารใดใน
พระไตรปฎิ ก
๑๖ สอบปลายภาค ๓ สอบผ่านระบบ Classroom

๒ แผนการประเมนิ ผลการเรียนรู้ สดั ส่วน
เกณฑท์ ี่
ท่ี แผนการประเมนิ และ สปั ดาห์ที่ประเมนิ ประเมนิ ผล
วิธกี ารประเมิน

มาตรฐานการเรียนรู้ ๕ ดา้ น
๑. ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม
ประเมินจากการมวี นิ ยั ในการ
เรียน การตรงเวลาในการเขา้ ชน้ั
เรียน การทางานเสรจ็ และส่ง ๗๐ %
งานตามกาหนด และความ
รับผิดชอบในการปฏบิ ัตงิ านเป็น
ทมี การทางานวิจยั และการเขา้
ร่วมกจิ กรรมในการใชอ้ งค์
ความรู้ทางการศึกษาทา
๑ ประโยชน์ตอ่ สงั คม ตลอดภาคการศึกษา

๒. ความรู้ ประเมินจาก การ
ทดสอบย่อย การสอบปลายภาค
และการนาเสนอผลงาน
๓. ทักษะทางปญั ญา ประเมิน
จากการแสดงออกทางการ
กระบวนการคดิ และการแก้ไข
ปญั หา จากการปฏบิ ตั ิงานที่
ไดร้ บั มอบหมาย การนาเสนอ
ผลงาน และการอธิบาย การ

ตอบคาถาม (๑๓)
(19)
๔. ทกั ษะความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งบุคคลและความ ๒๐%
รับผดิ ชอบประเมนิ จากสงั เกตุ

พฤติกรรมและการแสดงออก
ของนิสิตในหลายๆ ดา้ น
ระหว่างกิจกรรมการเรียนการ
สอน เชน่ พฤตกิ รรมความสนใจ
ต้งั ใจเรยี นรู้ และพัฒนาตนเอง
และสังเกตุพฤติกรรมการแสดง
บทบาทภาวะผู้นาและผูต้ ามท่ีดี
ความสามารถในการทางาน
รว่ มกบั ผ้อู นื่

๕. ทกั ษะการวิเคราะห์เชงิ
ตัวเลข การสือ่ สาร และการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศประเมิน

การทดสอบความรแู้ ละเทคนิค
การวเิ คราะห์และแก้ปัญหาใน
สถานการณ์จาลองเสมือนจรงิ

และการทางานวิจัย ต้งั แต่

เริม่ ตน้ จนถงึ ข้ันตอนการเขียน
รายงาน และการนาเสนอ
ผลงาน

การวิเคราะหผ์ ลงานทม่ี อบหมาย
- การจัดทารายงานกลมุ่
- การตรวจและสรุปบทความ
๒ - การสง่ งานตามท่ีมอบหมาย ตลอดภาคการศกึ ษา

มชี ิ้นงานตามจดุ ดา(ความ
รับผิดชอบหลัก) ท้งั ๕ ด้าน

(20) ๑) มภี าวะผู้นาในการสง่ เสรมิ ให้ ตลอดภาคการศกึ ษา (๑๔)
๓ มีการประพฤตปิ ฏิบตั ิตามหลัก -มีเอกสารรายงานฯ ๑๐%
คุณธรรม จริยธรรมในท่ที างาน
และชุมชนท่ตี นเก่ยี วข้อง
๒) มคี วามสามารถในการพัฒนา
นวัตกรรมหรือสรา้ งองค์ความรู้
ใหม่ท่ีเปน็ แกน่ ของสาขาวิชาฯ
๓) สามารถใชค้ วามเขา้ ใจอนั
ถ่องแท้ในทฤษฎีและเทคนิคการ
แสวงหาความรใู้ นการวิเคราะห์
ประเดน็ และปญั หาสาคัญได้
อยา่ งสรา้ งสรรค์
๔) มีความสามารรถในการ
แสดงออกถึงความโดดเด่นใน
การเปน็ ผนู้ าในทางวิชาการและ
สังคมท่ีซับซอ้ น
๓) สามารถใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศในการนาเสนอ
รายงานการวิจัย หรือโครงการ
คน้ คว้าที่สาคญั ทัง้ ในรปู แบบที่
เปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ
รวมถงึ การตีพมิ พ์ผ่านสือ่ ทาง
วชิ าการและวชิ าชีพได้อยา่ ง
การเข้าเรยี น/รว่ มทากจิ กรรม

- การมีส่วนรว่ ม อธปิ ราย
- การเสนอความคิดเหน็ ในกลุ่ม

(๑๕)
(21)

หมวดที่ ๖ ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน

๑. เอกสารและตาราหลกั
ธติ วิ ุฒิ หมัน่ มี . เอกสารประกอบคาสอน. “รฐั ประศาสนศาสตรใ์ น

พระไตรปฎิ ก”. คณะสังคมศาสตร์, มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๖๒.
๒. เอกสารและข้อมูลสาคัญ

---
๓. เอกสารและขอ้ มูลแนะนา ม.มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั : WWW.mcu.ac.th ,
WWW.polmcu.com

- ทฤษฎีองค์การและการจดั การ,
https://docs.google.com/document/edit?id

- การค้นควา้ วทิ ยานพิ นธ์ (Thesis) : WWW.ThaiLIS สภาพัฒนาเศรษฐกิจ (สศช) :
WWW.nesdb.go.th

หมวดที่ ๗ การประเมนิ และปรับปรุงการดาเนนิ การของรายวิชาฯ
๑. กลยุทธ์การประเมนิ ประสิทธิผลของรายวิชาโดยนิสติ

๑.๑ นสิ ติ ประเมินประสิทธผิ ลของรายวชิ าฯ
๑) ดา้ นวิธีการสอนของอาจารย์
๒) ด้านการจดั กิจกรรมในห้องเรยี น
๓) ดา้ นการจดั กจิ กรรมนอกห้องเรียน
๔) สงิ่ สนบั สนุนการเรยี นการสอนที่ส่งผลกระทบตอ่ การเรยี นรู้และผลการเรยี นรู้ 5

ด้านท่ีไดร้ บั
๕) ข้อเสนอแนะเพ่อื ปรับปรงุ รายวิชาดว้ ยระบบเครือข่ายของมหาวทิ ยาลัยฯ

๑.๒ อาจารยผ์ สู้ อนประเมินพฤตกิ รรมการเรียนของนิสิต
๑) การสังเกตจากสนทนากลมุ่ ระหว่างอาจารย์ผู้สอนกับผูเ้ รียน

๒) การสงั เกตการณจ์ ากพฤติกรรมของผู้เรยี น
๑.๓ แบบประเมินผ้สู อนและแบบประเมินรายวิชา
๑) แบบประเมินอาจารย์ผ้สู อนและเอกสารรายงานทสี่ รปุ ผลการประเมิน

(๑๖)
(22)

๒) แบบประเมินรายวชิ าฯ และเอกสารรายงานทสี่ รปุ ผลการประเมิน
๑.๔ ขอ้ เสนอแนะผ่านเวบ็ ที่อาจารย์ผูส้ อนได้จดั ทาเป็นชอ่ งทางการส่ือสารกับนสิ ติ

หลกั ฐานทจ่ี ะใชป้ ระเมนิ ผลตาม มคอ.5 เช่น เมล์ เวบ็ บอรด์ ฯลฯ

๒. กลยุทธก์ ารประเมนิ การสอน

๒.๑ การสอนเป็นไปในลกั ษณะที่เน้นผู้เรยี นเป็นสาคญั
- มีการบรรยายถึงเนือ้ หาหลกั และแนะนาใหผ้ เู้ รียนค้นคว้าหรอื ทาความเขา้ ใจ

ปลกี ยอ่ ยดว้ ยตนเอง
๒.๒ การสอนหลกั การหรอื ทฤษฎแี ละกฎเกณฑต์ ่างๆ เพอ่ื ทดลองปฏบิ ตั ิจริงและใช้

เครื่องมอื ดว้ ยตนเอง
- โดยสอนสอดแทรกเนอ้ื หา/กจิ กรรมที่สง่ เสริมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม เพอื่ ทาให้

ผู้เรียนเกดิ ทกั ษะ
ในการเรียนรู้ การนาเสนอ และการอภปิ ราย โดยใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการ

ส่ือสารกบั ผู้อนื่
๒.๓ การวดั และประเมินการสอน:
- การกาหนดวิธวี ัดผลการศึกษา โดยอิงมาตรฐานกลุ่มหรืออิงเกณฑ์
- การสงั เกตโดยอาจารยผ์ สู้ อนจากการที่นิสิตมาขอคาปรกึ ษา

๓. การปรบั ปรุงการสอน

หลงั จากผลการประเมินการสอนในขอ้ ๒ จงึ มกี ารปรับปรุงการสอน โดยจัดกิจกรรม
ในการระดมสมอง และหาขอ้ มูลเพ่ิมเติมเพอ่ื ปรับปรงุ การสอน ดังนี้

๓.๑ หลักสูตรฯ กาหนดให้ผู้สอนทบทวนและปรับปรุงกลยุทธ์และวิธีการสอนจากผล
การประเมินประสิทธิผลรายวิชาแล้วจัดทารายงานผลดาเนินการรายวิชา(มคอ.5) ตามที่
สกอ.กาหนดให้จัดทาทกุ ภาคการศกึ ษา (ภายใน ๓๐ วนั /เทอม)

๓.๒ หลักสตู รฯ ส่งเสริมให้อาจารย์ผู้สอนเข้ารับการอบรมถึงกลยุทธ์การสอน วิเคราะห์
ผู้เรียนและการวิจัยในชั้นเรียนในรายวิชาที่มีปัญหาหรือมีประสิทธิผลจากการประเมินต่าฯ
อย่างนอ้ ยภาคการศึกษาละ 1 รายวิชา

๓.๓ หลักสูตรฯ จัดให้มีการประชุม/สัมมนากับอาจารย์ผู้สอนเพ่ือปรึกษาหารือปัญหา
การเรยี นรขู้ องนสิ ติ และวิธีการปรบั ปรงุ /แกไ้ ขหรอื พัฒนาให้ดยี ิ่งข้นึ

(๑๗)
(23)

๔. การทวนสอบมาตรฐานผลสมั ฤทธขิ์ องนิสติ ในรายวชิ า

ในระหว่างกระบวนการสอนรายวิชา มีการทวนสอบผลสัมฤทธ์ิในรายหัวข้อ ตามท่ี
คาดหวังจากการเรียนรู้ในรายวิชา ๕ ดา้ น โดยสอบถามนิสิตหรือสุ่มตรวจผลงานนิสิต รวมถึง
ผลการทดสอบย่อย ดังน้ี

๔.๑ การแต่งตัง้ คณะกรรมการทวนสอบฯ เพ่ือตรวจสอบผลการประเมิน”ผลการ
เรียนรู้ 5 ด้าน”ของนิสิต โดยการตรวจสอบกระบวนการเรียน-การสอนรายวิชานั้นๆ เช่น
ตรวจ มคอ.3 เน้ือหาในรายวิชาและส่ือการสอน รวมทั้งเอกสารประกอบการสอน/ตาราที่ใช้
ประกอบการสอนฯ (ตามหมวดท่ี ๒ การจัดการเรียนการสอนของรายวชิ าฯ ใน มคอ.๕)

๔.๒ การตรวจสอบข้อสอบ ตรวจรายงาน และวิธีการให้คะแนนสอบ การให้
คะแนนพฤติกรรม และการให้คะแนนตามข้อกาหนดการวัดและประเมินผลรายวิชาตามที่
กาหนดไว้ รวมท้งั พจิ ารณาจากผลการทดสอบย่อยและให้คาปรึกษาฯ

๔.๓ การทวนสอบผลการเรียนรายวิชาฯ มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ โดยรวมใน
รายวิชา ดงั น้ี

๑) การทวนสอบการใหค้ ะแนนจากการสุ่มตรวจผลงานของนิสิต โดยอาจารย์
อ่นื ที่ประจาสาขาวิชาฯ

๒) การสอบถาม/สัมภาษณ์นสิ ติ ฯเพื่อพจิ ารณาผลการเรียนรใู้ นรายวิชาฯ โดย
คณะกรรมการท่รี บั ผดิ ชอบและผเู้ ชยี่ วชาญ/ผู้ทรงคุณวฒุ ฯิ แตล่ ะสาขาวิชาฯ เพ่ือตรวจสอบผล
ประเมนิ ”ผลการเรยี นรู้ 5 ด้าน”และพฤตกิ รรมนิสติ /นสิ ติ ฯ

๕. การดาเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรุงประสทิ ธผิ ลของรายวิชา

จากผลการประเมินและทวนสอบผลสัมฤทธ์ิประสิทธิผลรายวิชา โดยสาขาวิชาและคณะ
วิชาฯ ได้มีการวางแผน การปรับปรุงการสอนและรายละเอียดของวิชา(มคอ.๓) เพ่ือให้เกิด
คณุ ภาพมากขึ้น ดังนี้

๕.๑ การปรับปรุงรายละเอียดของรายวิชาทุกภาคการศกึ ษาปี หรือตามขอ้ เสนอแนะ
และผลการทวนสอบรายวิชาในมาตรฐานผลสัมฤทธ์ติ ามขอ้ ๔

๕.๒ การเปล่ียนหรือสลับอาจารย์ผู้สอนในรายวิชาน้ี เพ่ือให้นิสิตได้มีมุมมองในเร่ืองการ
ประยกุ ตค์ วามรนู้ ้ีกบั ปญั หาที่เกดิ จากปจั จัยภายนอก/ปัญหาในสังคมหรือหนว่ ยงานตา่ งๆ

๕.๓ การเชิญวิทยากร/อาจารย์ผู้สอนท่านอื่นฯ เพ่ือเข้าร่วมสอน ท่ีทาให้นิสิตได้รับ
ความรู้เพ่ิมหรือมีมุมมองในเรื่องประสบการณ์หรือการประยุกต์ ความรู้นี้กับปัญหาท่ีมาจาก
ผลงานวจิ ยั /ประสบการณข์ องวทิ ยากร/ผทู้ รงคุณวุฒฯิ

(๑๘)
(24)

ลงช่ือ..................................................................................
อาจารยผ์ ู้สอนรายวิชา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธติ วิ ุฒิ หมัน่ มี

วันท่ี ๑๒ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ลงชอ่ื ..................................................................................
อาจารย์ผูร้ ับผิดชอบรายวชิ า พระครูสงั ฆรักษเ์ กียรตศิ ักดิ์ กิตตฺ ปิ ญโฺ ญ,ผศ.ดร.

วนั ที่ ๑๒ เดอื น พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒

ขอบข่ายการเรยี นรบู้ ทท่ี ๑

1. ความรูเ้ บื้องตน้ เกยี่ วกบั รฐั ประศาสนศาสตร์
2. รัฐประศาสนศาสตรในพระไตรปิฎก
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. เพื่อให้นสิ ติ มีความรู้เกี่ยวกับความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานทางรัฐ
ประศาสนศาสตร์
๒. เพ่อื ให้นสิ ติ มคี วามรู้เกีย่ วกับรัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก



2

บทที่ ๑
ความรูเ้ บื้องต้นเก่ียวกบั รฐั ประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก

อาทิโต ปฏฺฐาย เตปฏิ เก รฐฐฺ ปสาสนสาสสสฺ โกวโิ ท

บทนา
รัฐประศาสนศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เก่ียวกับทุกการปฏิบัติงานในทุกสาขา

อาชีพและในทุกองค์กร ดังนั้นรัฐประศาสนศาสตร์จึงมีความจาเป็นและมี
ความสาคัญเป็นอย่างมากท่ีจะต้องศึกษาเรียนรู้และทาความเข้าใจอย่างถ่องนี้ ใน
บทน้ีจะได้ศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในแง่มุมของพระพุทธศาสนา ซึ่งถือได้ว่าเป็น
หลักรัฐประศาสนศาสตร์ท่ีเก่าแก่ที่สุดในโลกอีกแนวคิดหนึ่ง ท่ีกล่าวเช่นนี้เพราะ
เกิดข้ึนสมัยท่ีพระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์อยู่และเป็นผู้กาหนดแนวคิดเหล่าน้ัน
เพียงแต่การเรียกขานและการทาความเข้าใจในศาสตร์เหมือนเช่นทุกวันน้ียังไม่ได้
รับการเผยแพร่และรู้จักกันเช่นทุกวันนี้ แนวคิดถึงกล่าวจะเป็นเช่นไรและจะมี
องค์ประกอบเช่นไร จะมีความแตกต่างจากรัฐประศาสนศาสตร์ท่ัวไปหรือไม่
ผู้เขยี นจะได้นาเสนอในบทนพ้ี รอ้ มทงั้ วเิ คราะห์และยกตัวอยา่ งประกอบ
1.1 ความรู้เบ้ืองต้นเกีย่ วกบั รฐั ประศาสนศาสตร์

การศึกษาเก่ียวกับรัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎกนั้นเป็นเร่ืองท่ี
น่าสนใจยิ่งสาหรับผู้ที่ค้นคว้าและกาลังศึกษาใหม่ในศาสตร์นี้และโดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งศาสตร์น้ีปรากฏในพระไตรปิฎก นักวิชาการด้านนี้ส่วนมากอาจจะเกิดความ
อัศจรรย์ใจในแนวคิดขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เมื่อศึกษาในหลักธรรมหรื
อธรรมบทในพระสูตรต่าง ๆ จะปรากฏแนวคิดทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์อยู่เต็ม
ไปหมด ซึ่งบางท่านได้ยอมรับแนวคิดเหล่าน้ันว่าเป็นแนวคิดของนักคิดตะวันตก
และเปน็ ทีย่ อมรับกนั ทัว่ โลกไปแลว้ แต่หารู้ไม่ว่าแนวคิดทั้งหลายเหล่าน้ันได้เกิดข้ึน
ก่อนที่นักคิดตะวันตกทั้งหมดท่ีให้แนวคิดเกี่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์จะเกิดขึ้น
เสียอีก ดังน้ันเอกสารคาสอนเล่มน้ีจึงเป็นประตูแรกหรือบันไดข้ันแรกให้กับผู้ท่ี
สนใจศึกษาแนวคิดทางรัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎกต่อไป รัฐประศาสน
ศาสตรเ์ ปน็ เร่ืองท่ีวา่ ดว้ ยการบริหารสังคมเพราะสังคมนั้นเกิดข้ึนจากกลุ่มคนต้ังแต่

4 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 3

สองคนข้ึนไป ถ้ากลุ่มใหญ่ปัญหาในการบริหารจัดการก็ย่อมจะเกิดขึ้นเป็นเร่ือง
ธรรมดา ปัญหาท่ีเกิดข้ึนในสังคม ชุมชน เมื่อมีมากข้ึนจึงต้องมีการ กาหนด
ระเบียบ กฎเกณฑ์เพ่ือนามาใช้ในการบริหารจัดการ รัฐประศาสนศาสตร์เชิงพุทธ
เป็น การนาหลักทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์หรือการบริหารรัฐกิจท่ีเป็นศาสตร์
สมัยใหม่มาใช้ใน การบริหารจัดการเชิงพุทธ เป็นการนาเอาหลักธรรมของ
พระพุทธศาสนามาประยุกต์กับวิชา สมัยใหม่ ทั้งน้ีเพราะพุทธธรรมเป็นนามธรรม
สูงกว่าความรู้สมัยใหม่ใดๆ พุทธธรรมจึงสามารถครอบคลุมท้ังวิทยาศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ได้ท้ังหมด โดยกระบวนการที่นาหลักคาสอนทางพระพุทธศาสนามา
เป็นตัวเชื่อมกับทฤษฎีการจัดการ ที่จะก่อให้เกิดองค์ความรู้และแนวทางแก่ผู้
ปฏิบัติในกระบวนการต่างๆ โดยมีหลักบริหารจัดการ 3 ป. คือ หลักปริยัติ
(เรยี นร)ู้ ปฏบิ ตั ิ (ทาตาม) และปฏเิ วธ (ดแู ลผล) ซึง่ มกี ุญแจสาคัญ คอื ตอ้ งใช้สติเป็น
ตัวควบคุม ให้ดีตลอด แต่ก่อนที่จะเข้าสู่เน้ือหาในส่วนของรัฐประศาสนศาสตร์ใน
พระไตรปิฎกน้ัน จะอธิบายถึงความหมายของรัฐประศาสนศาสตร์ที่เป็นศาสตร์
สมัยใหม่ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งจะทาให้เราสามารถเชื่อมโยงแนวคิด (Concept)
ทฤษฎี (Theory) ทางรัฐประศาสนศาสตร์มาบูรณาการเข้ากับหลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี ความหมายของรัฐประศาสนศาสตร์
รฐั ประศาสนศาสตร์เป็นศาสตร์ว่าด้วยเร่ืองการบริหารการจัดการภาครัฐ หรือการ
บ ริ ห า ร ร า ช ก า ร แ ผ่ น ดิ น โ ด ย มี ชื่ อ ใ น ท า ง ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ ว่ า “ Public
Administration” หาก พิจารณาโดยนัยแล้ว รัฐประศาสนศาสตร์นั้นสามารถแบ่ง
ได้เปน็ 2 นัย คือ

1. ในฐานะเป็น สาขาวิทยาการศึกษา (Discipline of Study) เรียกว่า
วิชารัฐประศาสนศาสตร์หรือวิชา บริหารรัฐกิจ ซึ่งเป็นวิชาท่ีศึกษาเก่ียวกับการ
บริหารงานของรัฐเป็นศาสตร์หรือวิชาการ ซึ่งสามารถศึกษาได้อย่างเป็นระบบมี
กฎเกณฑแ์ ละหลักการ และ

2. ในฐานะที่เป็นกิจกรรม (Activities) ซ่ึงมีความหมายตรงกับคาว่าการ
บรหิ ารงานสาธารณะ หรือกิจกรรมการบริหาร งานสาธารณะซึ่งครอบคลุมทั้งการ
บริหารราชการ ท้ังราชการพลเรือนและทหารเป็นกิจกรรม ท่ีราชการปฏิบัติและ

ผศ.ดร.ธติ ิวุฒิ หมั่นมี 54
ต้องปฏิบัติ๑รัฐประศาสนศาสตร์ยังเป็นวิชาที่ว่าด้วยหลักและวิธีการดาเนินงานให้
เป็นไปตาม นโยบายที่วางไว้ โดยมุ่งเสาะหาหลักการและวิธีการท่ีจะใช้ในการ
ปฏิบัติงานให้รัดกุมและมี ประสิทธิภาพข้ึน รัฐประศาสนศาสตร์จึงเป็นเร่ืองของ
การกาหนดวัตถุประสงค์การวางแผน ในการดาเนินงาน การแบ่งแยกหน้าท่ีและ
ความรับผิดชอบ การบังคับบัญชาตลอดจนการ ประเมินผลการปรับปรุงงานให้ดี
ขึน้ หรืออีกนัยหนึง่ คอื เป็นวิชาท่ีว่าด้วยศิลปะและศาสตร์ การบริหารราชการของ
ประเทศ เพอ่ื ม่งุ ถึงการประหยัด และประสทิ ธิภาพเป็นสาคญั ๒

อย่างไรก็ตามได้มีนักวิชาการได้อธิบายความหมายทาง รัฐประศาสน
ศาสตร์ไว้อีกหลายความหมาย เช่น Prunchaphuek ได้กล่าวถึงรัฐประศาสน
ศาสตร์ว่าเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานภาครัฐบาล๓ ในภาษาอังกฤษ
คาว่า Public Administration (ตัวพิมพ์ใหญ่) หมายถึง สาขาวิชาการบริหารงาน
ภาครัฐ ส่วน public administration (ตัวพิมพ์เล็ก) หมายถึง กิจกรรมหรือ
กระบวนการ หรือ พฤติกรรมการบริหารงานภาครัฐบาล ในภาษาไทยนั้น คาว่า
รฐั ประศาสนศาสตรม์ กั จะหมายถึงสาขาวิชาการบรหิ ารงานของรัฐ ส่วนการบริหาร
รัฐกิจมักจะหมายถึง กิจกรรมหรือกระบวนการเกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐ
นอกจากน้ัน Chongprathum ได้อธิบายถึงรัฐประศาสนศาสตร์ว่าหมายถึง
การศึกษาการบริหารราชการและการกระทาหรือกิจกรรมการบริหารราชการ
เพราะความหมายท้ังสอง๔ คือ การศึกษา และการกระทาทางด้านการบริหาร
ราชการน้ันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดอีกท้ัง Henry ได้ อธิบายถึงรัฐ
ประศาสนศาสตรว์ า่ มีเอกลักษณ์ เพราะมีความแตกต่างจากรัฐศาสตร์ท่ีว่าเป็นวิชา
ท่ีให้ความสนใจต่อการศึกษาโครงสร้างและพฤติกรรมของระบบราชการรวมท้ัง

๑ Waldo, Dwight, The Study of Public Administration, (New York:
Random House,Inc, 1955), p. 151.

๒ Karnjanapakprn, C., Public Administration, (Duplicate document),
(Faculty of Public Administration: Thammasat University, 2010), p. 15.

๓ Prunchaphuek, T, Comparative Public Administration: Tools for
Country Development, (Bangkok : Chulalongkorn University, 1992), p. 59.

๔ Chongprathum, W. & Chantarasorn, W. Conceptual Coordination
And the Scope of Public Administration, (Bangkok: National Institute of
Development Administration Printing, 1996), p. 83.

6 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก 5

เป็นศาสตร์ที่มีระเบียบวิธีการศึกษาเป็นของตนเอง๕ รัฐประศาสนศาสตร์ยังแยก
ความแตกตา่ งจากศาสตร์การบริหารในแง่ท่ีว่าเป็นวิชาท่ีศึกษาเร่ืองขององค์การรัฐ
ซ่ึงมิได้มุ่งแสวงหากาไร ดังเช่น องค์การเอกชน แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน
องค์การของรัฐมีความจาเป็นต้องบริหารงานองค์การ เพื่อแสวงหากาไรแต่จะนา
กาไรกลบั มาชว่ ยเหลอื ตอ่ สว่ นรวม เช่น องค์การของมูลนิธินอกจากนี้ ยังเป็นวิชาที่
สนับสนุนให้องค์การของรัฐมีโครงสร้างกลไกในการตัดสินใจที่สามารถเก้ือกูลต่อ
การ ให้บริการสาธารณะส่วน Vocino & Rabin ยังได้อธิบายถึงรัฐประศาสน
ศาสตรว์ า่ เป็น การประยุกตใ์ ชท้ ฤษฎีและวธิ กี ารปฏิบัติงานในเรื่องเก่ียวกับองค์การ
การตัดสินใจและบุคลากร เพื่อนามาสู่การแก้ไขปัญหาสาธารณะ๖ ซึ่งมีความ
แตกต่างจากการบริหารงาน ภาคเอกชน และ Nigro & Nigro ยังได้อธิบายต่ออีก
ว่ารัฐประศาสนศาสตร์เป็นเร่ืองหรือกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ (1) ความพยายาม
ร่วมกันของกลุ่มชนสาธารณะ (2) กิจกรรมของ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและ
ฝ่ายตุลาการ (3) เป็นเร่ืองของการเมืองและการกาหนดนโยบายสาธารณะ
ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของการกาหนดนโยบาย และ (4) บทบาทของเอกชนและ บุคคล
หลายฝ่าย ท่ีมีต่อการให้บริการชุมชน๗ จากความหมายในเบื้องต้นจึงสรุปได้ว่า
รัฐประศาสนศาสตร์มีความหมายตรงกับคาศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Public
Administration จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการบริหารงาน ภาครัฐ หรือ ระบบ
ราชการ รวมท้ังองค์กรของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจ และองค์กรมหาชนต่างๆ โดยส่วน
ใหญ่มักเน้นเร่ืองกรอบแนวความคิดด้านการบริหารองค์การและการจัดการ การ
บรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์ การบริหารงานคลังและงบประมาณ การบัญชรี ัฐบาล การ
วางแผนบริหาร กฎหมาย มหาชน ระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารงานภาครัฐ
นโยบายสาธารณะ การบริหารงานตารวจ และจิตวิทยาองค์การ เป็นการ
บริหารงานภาครัฐท่ีเก่ียวกับ กิจการสาธารณะเพ่ือสนองต่อความต้องการของ

๕ Henry, N. Public administration and public affairs (2nd ed.),
(Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall, 1980),p 22.

๖ Vocino, T. & Rabin, J. Contemporary public administration, (New
York: Harcourt Brace Jovanovich, 1981),p 101.

๗ Nigro, F. A., & Nigro, L. G. Modern public administration (6th ed.),
(New York: Harper & Row, 1984), p. 62.

ผศ.ดร.ธติ ิวุฒิ หมั่นมี 76
ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่มีเป้าหมายเพ่ือหากาไรมีลักษณะเป็นระบบราชการ ทุนใน
การดาเนนิ การมาจากภาษขี องประชาชน๘
1.2 รัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก

เมื่อทราบความหมายของรัฐประศาสนศาสตร์ท่ีเป็นศาสตร์สมัยใหม่แล้ว
ทนี ี้มาเข้าสู่เน้ือหารัฐประศาสนศาสตร์เชงิ พุทธกนั บา้ ง รฐั ประศาสนศาสตร์เชิงพุทธ
น้ัน เริ่มมีขึ้นเป็นรูปธรรมสองเดือนนับจากวันท่ี พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม
เทศนาเป็นคร้ังแรกแก่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 แล้วพระอัญญาโกณฑัญญะได้เกิด
ดวงตาเห็นธรรมขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงทาให้เกิดเป็น
พระสังฆรัตนะขึ้น เม่ือมีพระสังฆรัตนะสิ่งท่ีเกิดข้ึนตามมาก็คือ ภิกษุณีอุบาสก
อุบาสิกาทาให้เกิดพุทธบริษัททั้ง 4 เป็นสมาชิกในพระพุทธศาสนา เม่ือมีพุทธ
บริษัททั้ง 4 เกิดขึ้นพระพุทธเจ้าก็ต้องใช้รัฐประศาสนศาสตร์ในการบริหารกิจการ
คณะสงฆ์เพ่ือความเป็น ระบบระเบียบและการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุข การที่เราจะ
ศึกษารัฐประศาสนศาสตร์เชิงพุทธในคร้ังน้ีทางผู้เขียนขอยกพุทธพจน์ ของพระ
พุทธองค์ที่ทรงกาหนดคุณลักษณะของผู้จะทาหน้าท่ีบริหาร 7 ประการใน ทุติย
ปาปณิกสตู ร ดังน๙ี้

1. จกฺขมุ า หมายถึง ต้องมีปัญญามองการณ์ไกล ต้องเป็นผู้ฉลาดสามารถ
ในการ วางแผนและฉลาดในการใช้คนคุณลักษณะข้อน้ีตรงกับภาษาอังกฤษว่า
Conceptual Skill

2. วธิ ูโร หมายถึง ตอ้ งเป็นผู้มคี วามสามารถในการจัดการธุระต่าง ๆ หรือ
กิจการ ท้ังปวงได้ดีมีความเช่ียวชาญเฉพาะด้าน ข้อน้ีตรงกับคาว่า Technical
Skill

3. นิสฺสยสมฺปนฺโน หมายถึง เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดีกับเพื่อนร่วมงาน
และบุคคล อ่ืน ซ่ึงเป็นทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ข้อนี้ตรงกับคาว่า Human
Relation Skill

๘ Kenaphoom, S. “Evolution and Scope of Public Administration
Education”, Chophayom Journal, 26 (2): (July – December, 2015): 83.

๙ อง.ฺ เอก.(ไทย) 20/20/163-165.

8 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 7

คุณลักษณะ ท้ัง 3 ประการนีม้ ีความสาคัญมากน้อยต่างกัน ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับ
ระดบั ความแตกตา่ งของนกั บริหารถา้ เป็นนักบรหิ ารระดับสงู ต้องรับผดิ ชอบในการ
วางแผนแลควบคุมคนเป็นจานวนมาก คุณลักษณะข้อท่ี 1 (จกฺขุมา) และข้อท่ี 3
(นิสฺสยสมฺปนฺโน) สาคัญมาก ส่วนข้อท่ี 2 (วิธูโร) มี ความสาคัญน้อยลงมา เพราะ
ผูบ้ ริหารระดับสูงสามารถมอบหมายงานด้านเทคนิค หรือ วิชาการให้ผู้ร่วมงานไป
ดาเนนิ การแทนได้ตามความสามารถและความเหมาะสมของผู้นั้น

สาหรับผู้บริหารระดับกลาง คุณลักษณะทั้ง 3 ข้อ (จกฺขุมา วิธูโรและ
นิสฺสยสมฺปนฺโน) มี ความสาคัญเท่า ๆ กัน กล่าวคือ ผู้บริหารระดับกลางจะต้องมี
ความชานาญเฉพาะด้าน และมี มนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ร่วมงาน ในขณะเดียวกันก็
ต้องมปี ญั ญาที่จะมองการณ์ไกลหรอื การ วางแผนงานในอนาคตและวางแผนตัวเอง
เพ่ือท่ีจะเป็นผู้บริหารระดับสูงต่อไปสาหรับผู้บริหาร ระดับต้น จะต้องเป็นผู้มี
คุณลักษณะข้อ 2 (วธิ โู ร) และข้อ 3 (นิสฺสยสมฺปนฺโน) เพราะต้องลง มือปฏิบัติงาน
ร่วมกับผู้ร่วมงานหรือทีมงานอย่างใกล้ชิด แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับต้น
จาเป็นต้องพัฒนาคุณลักษณะข้อ 1 (จกฺขุมา) ไปด้วย ก็คือ การพัฒนาปัญญาเพ่ือ
เตรียมพร้อม เลื่อนข้ึนสู่ตาแหน่งผู้บริหารระดับกลางต่อไปจากคุณลักษณะและ
ทกั ษะของผูบ้ รหิ ารระดับ ต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวถึงนั้น นอกจากนี้หลักทฤษฎีทางรัฐ
ประศาสนศาสตร์ยังนามาบูรณาการกาหนดเป็นกรอบ ในการพิจารณา หน้าท่ี
(Function) เพอื่ การบริหารจัดการมีอยู่ตามที่ ประการตามคาย่อใน ภาษาอังกฤษ
ว่า “POSDC” ดงั นี้

P คือ Planningหมายถึง การวางแผน เป็นการกาหนดแนวทางเนินงาน
ในปัจจุบัน เพื่อความสาเร็จท่ีจะตามมาในอนาคต ผู้บริหารท่ีดีต้องมีวิสัยทัศน์เพื่อ
กาหนดทิศทางของ องค์กร

O คือ Organization หมายถึง การจัดองค์กร เป็นการกาหนดโครงสร้าง
ความสัมพันธ์ของสมาชิและสายบังคับบัญชาภายในองค์กร มีการแบ่งงานกันทา
และการ กระจายอานาจภายในองค์กร มีการแบ่งงานกันทาและการกระจาย
อานาจ

S คือ Staffing หมายถึง งานบุคลากร เป็นการสรรหาบุคลากรใหม่ การ
พฒั นา บคุ ลากรและการใช้คนให้เหมาะกับงาน วารสารสถาบันวิจยั พิมลธรรม 7

D คอื Directing หมายถึง การอานวยการ เป็นการส่ือสารเพ่ือให้เกิดการ
ดาเนินการตามแผน ผบู้ รหิ ารต้องมมี นษุ ยสมั พันธ์ท่ดี แี ละมีภาวะผู้นา

ผศ.ดร.ธติ ิวุฒิ หม่ันมี 98
C คือ Controlling หมายถงึ การกากบั ดูแล เป็นการควบคุมคุณภาพของ
การ ปฏิบัติงานภายในองค์กรรวมทั้งกระบวนการแก้ปัญหาภายในองค์กร เราจะ
พิจารณารฐั ประศาสนศาสตรเ์ ชิงพทุ ธเพื่อนามาเป็นกลยุทธใ์ นการบริหารที่เกี่ยวกับ
การวางแผนการจัดองค์กร การบริหารงานบุคคล การอานวยการและการกากับ
ดแู ล ตามลาดบั ดงั ตอ่ ไปนี้๑๐
การวางแผนเชงิ พทุ ธเมื่อว่าตามคานยิ ามและหนา้ ท่ขี องนักบริหารดังกล่าว
มานีเ้ ราต้องยอมรับว่า หลังจากตรัสรู้ในวันเพ็ญกลางเดือน 6 ซ่ึงเป็นวันวิสาขบูชา
พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ตาม ลาพังพระองค์เดียว ในขั้นน้ียังไม่มีการบริหารใน
พระพุทธศาสนา การบริหารเกิดข้ึน เม่ือมีสมาชิกใหม่เข้ามาในพระพุทธศาสนา
เหตุการณ์นีเ้ กิดขนึ้ หลงั จากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 2 เดือน นั่นคือ เม่ือพระพุทธเจ้า
แสดงปฐมเทศนา แก่พระปัญจวัคคียใ์ นวันอาสาฬหบูชา ท่านอัญญาโกณฑัญญะได้
ดว้ งตาเห็นธรรมแล้วขอบวชเปน็ พระภกิ ษุรปู แรกใน พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า
ทรงประทานการอุปสมบทแก่ท่านอัญญาโกณฑัญญะด้วยพุทธ ดารัสว่า “เธอจง
เป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพ่ือทาท่ีสุด
แห่งทุกข์โดยชอบเถิด” เราจะเห็นได้ว่าในพุทธดารัสน้ีมีการกล่าวถึงวัตถุประสงค์
ของการอุปสมบทไว้ ชัดเจนว่า “เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทาที่สุดแห่งทุกข์
โดยชอบเถิด” น่ันหมายถึงว่ามีการกาหนดวัตถุประสงค์ส่วนตัวเพื่อให้สมาชิกใหม่
ได้ปฏิบัติไปในทิศทางเดยี วกนั
พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนายึดเป้าหมาย
เดยี วกนั คือ มุง่ ปฏิบัตเิ พื่อความหลุดพ้นทุกข์ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในโอกาสอื่น
ว่า พรหมจรรย์ (การบวช) นี้ไม่ได้มีไว้สาหรับแสวงหาลาภสักการะและคา
สรรเสริญ ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อศีล สมาธิและ ปัญญาเท่าน้ัน แต่มีไว้เพ่ือเจโตวิมุตติ
หรอื ความหลดุ พ้นแห่งจิต ในพุทธวิธีเก่ียวกับวางแผนน้ีส่ิงที่สาคัญมากคือผู้บริหาร
ตอ้ งมีวิสยั ทัศน๑์ ๑ พระพุทธเจา้ ตรัสวา่ ผบู้ รหิ ารตอ้ งมจี กั ขมุ า แปลวา่ มีสายตาที่ยาว
ไกล คือมองการณ์ไกล วิสัยทัศน์ช่วยให้ ผู้บริหารสามารถวาดภาพจุดหมาย
ปลายทางได้ชัดเจนและใช้ส่ือสารให้สมาชิกภายในองค์กร ยอมรับและดาเนินไปสู่

๑๐ Phradhammakosajarn,(P.APayutto),Buddhist Management Method,
(Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya University, 2006), p. 22.

๑๑ องฺ.เอก.(ไทย) 20/20/163-165.

10 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก 9

จุดหมายปลายทางน้ันองค์กรท้ังหมดก็จะถูกขับเคล่ือนไปด้วย วิสัยทัศน์นี้
พระพุทธเจ้าทรงกาหนดจุดหมายปลายทางในพระพุทธศาสนาไว้ว่า การประพฤติ
ปฏบิ ตั ิธรรมทกุ อยา่ งมีเปา้ หมายสูงสุดท่ีจุดเดียวคือวิมุตติ (ความหลุด พ้นทุกข์) ดัง
พุทธพจน์ ทว่ี า่ “เปรยี บเหมือนมหาสมทุ รมรี สเดียวคือรสเค็มฉันใด ธรรมวินัยนี้ก็มี
รสเดยี วคือวิมุตติรสฉันน้ัน การถือเอาความ หลุดพ้นทุกข์เป็นวัตถุหระสงค์ส่วนตัว
สาหรับสมาชกิ ทกุ คนในพระพทุ ธศาสนานี้ใชไ้ ด้กับผ้ยู งั ไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์แต่
เมอื่ สมาชิกน้ันเปน็ พระอรหันต์ได้เจโตวมิ ตุ ตหิ ลดุ พ้นทุกขแ์ ลว้ วัตถุประสงค์ของเขา
ก็เปล่ยี นไป นนั่ คอื แทนทจ่ี ะดาเนนิ ชีวิตเพ่ือความหลุดพ้นทุกข์ส่วนตัว พระอรหันต์
จะดาเนินชีวิตเพ่ือช่วยคนอ่ืนให้หลุดพ้นทุกข์ดังจะเห็นได้ว่าเม่ือพ้นพรรษาแรก มี
ภิกษุผู้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ 60 รูป พระพุทธเจ้าทรงวางแฟนเพ่ือประกาศพระ
ศาสนาแล้ว ส่งพระสาวกเหล่านัน้ ใหแ้ ยกย้ายกนั ไปในทิศทางต่าง ๆ ด้วยพระดารัส
ว่า๑๒ “ภิกษุท้ังหลาย เรา พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งท่ีเป็นของทิพย์ท้ังที่เป็นของ
มนุษย์แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วง ท้ังปวง ทั้งท่ีเป็นของทิพย์ท้ังที่เป็นของมนุษย์
เธอท้ังหลายจงเท่ียวจาริกไป เพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพ่ือ
อนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข แก่เทวดาและมนุษย์
ท้ังหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกันสองรูป...แม้เราเองก็จะไปยังตาบลอุรุเวลา เสนา
นคิ มเพื่อแสดงธรรม”

เนื่องจากพระสงฆ์มจี านวนจากัด พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญชาให้แต่ละรูปไป
ตามลาพงั คนเดยี ว ส่วนพระองค์เองทรงเลือกไปประกาศธรรมแก่เจ้าลัทธิในแคว้น
มคธ คือ ชฏิล สามพี่น้องท่ีตาบลอุรุเวลาเสนานิคม พระพุทธเข้าทรงใช้เวลา 2
เดือนปราบพยศชฏิลสามพี่ น้องและบริวาร จนทาให้พวกเขาหันมาบวชเป็น
พระภกิ ษใุ นพระพทุ ธศาสนา จากนั้น ได้เสดจ็ ไปเทศนโ์ ปรดพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็น
พระราชาแห่งแคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารและ ประชาชนชาวมคธพอเห็นว่าชฏิล
สามพี่น้องท่ีพวกตนนบั ถือไดย้ อมเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า แล้ว ก็คลายทิฐิมานะ
หนั มาตง้ั ใจฟังธรรม ในที่สุดกไ็ ด้ดวงตาเหน็ ธรรมและหันมานับถือ พระพุทธศาสนา
พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ท ร ง ใ ช้ เ ว ล า ไ ม่ น า น นั บ จ า ก วั น ต รั ส รู้ ก็ ส า ม า ร ถ ว า ง ร า ก ฐ า น
พระพุทธศาสนาในแคว้นมคธ ซ่ึงเป็นหน่ึงในแคว้นมหาอานาจสมัยนั้น นี่เป็นผล
จากการ วางแผนประกาศพระศาสนาในเบื้องต้นของพระพุทธเจ้า วารสาร

๑๒ ว.ิ มหา.(ไทย) 4/32-33/32.

ผศ.ดร.ธติ วิ ฒุ ิ หมัน่ มี 1110
สถาบันวิจัยพิมลธรรม 9 ในการวางแผนเพ่ือประกาศพระศาสนาดังกล่าวมาน้ัน
พระพุทธเจ้าทรงกาหนด วัตถุประสงค์สาหรับให้สมาชิกในองค์กรทุกคนถือปฏิบัติ
เป็นแบบเดยี วกนั นัน้ คือให้สมาชกิ ยดึ ความหลุดพน้ ทกุ ข์สว่ นตวั หรือความหลุดพ้น
ทุกขข์ องคนอน่ื เป็นเปา้ หมายของการดาเนนิ ชีวติ การปฏิบัติเพ่ือความหลุดพ้นทุกข์
ส่วนตัว เรียกว่า อัตตหิตสมบัติการปฏิบัติเพื่อความ หลุดพ้นทุกข์ของคนอื่น
เรยี กว่า ปรหติ ปฏบิ ตั ิ

จะเห็นไดว้ ่าในการวางแผนเพ่อื บรหิ ารองคก์ รของพระพุทธเจ้านั้นมีการใช้
วิสัยทัศน์ กาหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์และพันธกิจขององค์กรคณะสงฆ์ไว้อย่าง
ชัดเจน องค์กร พระพุทธศาสนาเจริญเติบโตข้ึนมาได้เพราะผลจากวิสัยทัศน์ของ
พระพุทธเจา้ การจัดองค์กรเชิงพทุ ธ ในการรับสมาชิกใหม่เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุ
ในพระพุทธศาสนาจะมีการ กาหนดให้สมาชิกทุกคนเร่ิมต้นจากศูนย์นั่นคือ ไม่มี
การอนุญาตให้นาชาติชั้นวรรณะหรือ ตาแหน่งหน้าท่ีในเพศฆราวาสเข้ามาใน
องคก์ รคณะสงฆด์ งั พทุ ธพจน์ที่ว่า “เปรียบเหมือน แม่น้าใหญ่บางสายคือ แม่น้าคง
คา ยมุนา อจิรวดีสรภูมหีไหลถึงมหาสมุทรแล้วย่อมละนาม และโคตรอันเดิมเสีย
ถึงซ่ึงอันนับว่ามหาสมุทรเหมือนกันวรรณะ 4 เหล่านี้คือ กษัตริย์ พราหมณ์แพศย์
ศูทร ก็เช่นเดียวกันคือ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ ตถาคต
ประกาศแล้วย่อมละช่ือและตระกูลเดิมเสีย ถึงซ่ึงอันนับว่าสมณะเช้ือสายศากย
บุตร เหมือนกัน ” พุทธพจน์น้ีแสดงให้เห็นว่า ทุกคนที่เข้ามาบวชใน
พระพุทธศาสนาเป็นพระภิกษุ เสมอเหมือนกันหมด การอยู่ร่วมกันของคนท่ีเท่า
เทียมกันน้ีอาจก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับ บัญชาภายในองค์กร เพราะเหตุที่ว่า
เม่ือสมาชิกถือตัวว่า เท่าเทียมกับคนอ่ืนก็จะไม่มีใครเช่ือ ฟังใครหรือยอมลงให้ใคร
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “การอยู่ร่วมกันของคนที่เสมอกันนาทุกข์มาให้)๑๓
ถ้าเป็นเช่นน้ันการบังคับบัญชาภายในองค์กรก็มีไม่ได้พระพุทธเจ้าจึงทรง
กาหนดให้พระภิกษุต้องเคารพกันตามลาดับพรรษา ผู้บวชทีหลังต้องแสดงความ
เคารพต่อผู้ บวชก่อนเมื่อสาวกมีจานวนมากขึ้น พระพุทธเจ้าทรงจัดองค์การใน
พระพุทธศาสนาออกเป็น พุทธบริษัท 4 คอื ภิกษุ ภิกษุณีอุบาสก อุบาสิกา ในส่วน
ของภิกษุบริษัทและภิกษุณีบริษัท พระพุทธเจ้าทรงมอบความเป็นใหญ่ให้แก่คณะ
สงฆ์ดังจะเห็นได้จากการท่ีทรงกระจายอานาจให้คณะสงฆ์ดาเนินการอุปสมบท

๑๓ ข.ุ ขทุ .ฺ (ไทย) 25/31/45-46.

12 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 11

เม่ือมีกิจจาธิกรณ์หรือกิจการท่ีจะต้องทาร่วมกันคณะสงฆ์สามารถบริหารจัดการ
เอง หรอื เมื่อมกี รณคี วามขดั แยง้ เกิดขนึ้ ในคณะสงฆ์

พระพุทธเจ้าก็ทรงมอบอานาจให้คณะสงฆ์เป็นผู้จัดการแก้ปัญหา การ
บริหารงานบุคคลเชิงพุทธ การบริหารงานบุคคลในพระพุทธศาสนา เร่ิมต้ังแต่การ
รับคนเข้ามาบวช ที่ต้องมี การกลั่นกรองโดยคณะสงฆ์พระพุทธเจ้าทรงมอบความ
เป็นใหญ่ให้คณะสงฆ์ในการให้การ อุปสมบทแก่กุลบุตรตามแบบบัญญัติติจตุตถ
กรรม พระสงฆ์ผู้เป็นประธานในพิธีอุปสมบท เรียกว่าพระอุปัชฌาย์การรับคนเข้า
มาอปุ สมบทต้องได้รับความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จาก คณะสงฆ์ท่ีประชุมพร้อมกัน
ในอุโบสถทีป่ ระกอบพิธอี ุปสมบท เมื่อบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้ว พระบวช
ใหม่จะต้องไดร้ ับการฝกึ หัดอบรม และการศึกษาเล่าเรียนจากพระอุปัชฌาย์โดยอยู่
ภายใต้การปกครองดูแลของท่านจนกว่าจะมี พรรษาครบ 5 จึงเรียกว่านิสัยมุตต
กะ คือผูพ้ ้นจากการพ่ึงพาพระอุปัชฌาย์ดังนั้น กระบวนการฝึกอบรมพระบวชใหม่
จึงมีความจาเป็นอย่างย่ิง กระบวนการน้ีกอ่ ใหเ้ กิดระบบ โรงเรียนในวัด ซึ่งต่อมาได้
พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาท่ีสาคัญในอินเดีย เช่น มหาวิทยาลัยนา
ลันทา ระบบการศึกษาในพระพุทธศาสนาเป็นเคร่ืองมือที่สาคัญในการพัฒนา
บุคลากร ตราบใดท่ีบุคลากรนั้นยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์เขาผู้นั้นต้องได้รับ
การศึกษาอบรมตลอดไป เรียกว่าเป็นเสขะ คือ ผู้ยังต้องศึกษา ต่อเม่ือสาเร็จ
การศึกษาเป็นพระอรหันต์แล้วจึงเรียกว่า เป็นอเสขะ คือผู้ไม่ต้องศึกษา
กระบวนการจดั การศกึ ษาในพระพุทธศาสนายึดหลักไตรสิกขาคือศีล สมาธิปัญญา
ซ่ึงเปน็ การฝึกอบรม (Training) ทเ่ี นน้ ภาคปฏบิ ัตมิ ากกวา่ จะเป็นการเรียนการสอน
ในทาง ทฤษฎี (Teaching) เม่ือกล่าวในเชิงบริหารเราต้องยอมรับว่า
พระพุทธศาสนาให้ความสาคัญ แก่การจัดการศึกษาอบรมเพ่ือพัฒนาบุคลากรเป็น
อย่างยิ่ง ด้วยเหตุน้ีพระพุทธศาสนาจึงช่ือ ว่าเป็นศาสนาแห่งการศึกษา การ
อานวยการเชิงพุทธ การอานวยการให้เกิดการดาเนินงานในพระพุทธศาสนาต้อง
อาศัยภาวะผู้นาเป็น สาคัญ ท้ังน้ีเพราะไม่มีระบบการใช้กาลังบังคับให้ปฏิบัติตาม
ผู้นาในพระพุทธศาสนา การที่ สมาชกิ จะทาตามคาส่ังของผู้บริหารหรือไม่จึงขึ้นอยู่
กับภาวะผู้นาในผู้บริหารเป็นสาคัญ วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 11 พุทธธรรม
กับการบริหารองค์กร บุคคลท่ีจะเป็นผู้บริหารต้องมีคุณสมบัติสาคัญ 2 ประการ
ดงั กล่าวมาแล้ว คอื อตั ตหิตสมบัตหิ มายถึงความเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติส่วนตัว

ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ หมนั่ มี 123
ที่เหมาะกับการเป็นผู้นาและปรหิตปฏิบัติหมายถึงความมีน้าใจในการปฏิบัติงาน
เพ่อื ส่วนรวมและองค์กรของตน

พระพุทธเจ้าทรงเพียบพร้อมด้วยอัตตหิตสมบัติและปรหิตสมบัติจึง
สามารถใช้ภาวะผ้นู าบรหิ ารกจิ การพระพทุ ธศาสนาให้สาเร็จลุล่วงไปด้วยดีอัตตหิต
สมบัติท่ีสาคัญในการบริหารของพระพุทธเจ้าก็คือความสามารถในการส่ือสารกับ
คน ความสามารถในการจูงใจคนของพระพุทธเจ้า ตรงกับพระสมัญญาว่า ตถาคต
หมายถึง คนท่ีพูดอย่างไรแล้วทาอย่างน้ัน๑๔ พระพุทธเจ้าทรงมีภาวะผู้นาสูงมาก
เพราะทรงสอนใหร้ ู้ (ยถาวาท)ี ทาใหด้ ู (ตถาการี) และอยูใ่ หเ้ ห็น (ยถาวาทีตถาการี)
ย่ิงไปกว่าน้ัน การส่ังการแต่ละคร้ังของ พระพุทธเจ้าเป็นที่ยอมรับได้ง่ายเพราะไม่
ทรงใช้วิธีเผด็จการ แต่ทรงใช้วิธีการแบบ ธรรมาธิปไตย ดังท่ีพระพุทธเจ้าทรง
จาแนกแรงจูงใจในการทาความดีซึง่ เรยี กว่า อธปิ ไตย 3 ประการ๑๕

1. อัตตาธิปไตย การทาความดีเพราะยึดผลประโยชน์หรือความพอใจ
ของตนเป็นท่ีต้ัง 2. โลกาธิปไตย การทาความดีเพราะต้องการให้ชาวโลกยกย่อง
นั่นคือ ยึดทัศนะ หรือคะแนนนิยมจากคนอ่ืนเป็นท่ีต้ัง 3. ธรรมาธิปไตย การทา
ความดีเพ่ือความดีทาหน้าที่เพ่ือหน้าที่ น่ันคือยึดธรรมคือ หน้าท่ีเป็นสาคัญ เพราะ
เหตุท่ีพระพุทธเจา้ ทรงยดึ หลกั ธรรมาธปิ ไตยนเ่ี อง จึงไม่มีการต้ังใครเป็น ศาสดาสืบ
ต่อจากพระพุทธองค์ก่อนท่ีพระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระอานนท์
ทูลถามว่า จะทรงต้ังใครเป็นศาสดาสืบต่อจากพระองค์หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัส
ตอบว่า จะไม่ ทรงต้ังใครเป็นศาสดาสืบต่อจากพระองค์ท้ังน้ีเพราะทรงประสงค์จะ
ให้คณะสงฆ์ปกครอง กันเองโดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครองดังท่ี
พระพทุ ธเจา้ ตรัสวา่ “ธรรมและวินัย ที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วจะเป็นศาสดาของ
พวกเธอเมอื่ เราลว่ งลับไป”

ภายหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วไม่นาน พระมหากัสสปะได้
ปฏิบัติตาม พุทธพจน์น้ีโดยเรียกประชุมพระอรหันต์ 500 รูป เพื่อสังคายนาพระ
ธรรมวินัยให้เป็นหมวดหมู่สาหรับใช้เป็นหลักอ้างอิงในการบริหารกิจการพระ
ศาสนา นับแต่นั้นมาการบริหาร กิจการพระศาสนาก็ยึดพระธรรมวินัยใน
พระไตรปิฎกเป็นหลัก โดยมคี ณะสงฆ์เป็นองคก์ ร บริหารสูงสุดสืบต่อมาจนทุกวันนี้

๑๔ขุ.วิมา.(ไทย) 26/473/435.
๑๕ องฺ.เอก.(ไทย) 20/479/165-167.

14 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 13

พุทธธรรมกับการกากับดูแล การกากับดูแลเป็นการควบคุมสมาชิกภายในองค์กร
ให้ปฏิบัติหน้าท่ีเพื่อบรรลุผล ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้พระพุทธเจ้าทรงให้
ความสาคัญแก่การกากับดูแลคณะสงฆ์เป็น อย่างย่ิง ดังท่ีพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ
พระวินัยเพ่ือให้พระสงฆ์ใช้เป็นมาตรฐานควบคุมความ ประพฤติให้เป็นแบบ
เดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงให้เหตุผลในการบัญญัติพระวินัยไว้ 10 ประการ เช่น
เพอ่ื ความผาสกุ แหง่ คณะสงฆเ์ พอ่ื ข่มบคุ คลผูไ้ ร้ยางอาย เพ่ือป้องกันไม่ให้เกิด ความ
เสื่อมเสียทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อความม่ันคงแห่งพระพุทธศาสนา การ
บัญญัติพระวินัยเป็นเครื่องช่วยให้พระสงฆ์มีวินัยในตนเองและมีเกณฑ์ในการ
ประเมนิ ตนเอง

เม่ือเห็นว่าตนทาผิดพลาดไปจาก มาตรฐานความประพฤติท่ีพระพุทธเจ้า
ทรง บัญญัติไว้และความผิดพลาดน้ันไม่ร้ายแรงถึงขนาดต้องถูกขับออกจากหมู่
คณะ หรือขาดจาก ความเป็นภิกษุพระสงฆ์แต่ละรูปจะสารภาพความผิดพลาดต่อ
เพ่ือนพระสงฆ์ด้วยกัน พิธี สารภาพเรียกว่า การแสดงอาบัติซึ่งลงท้ายด้วยคามั่น
สัญญาว่า จะไม่ทาผิดอย่างน้ันอีกต่อไป (น ปุเนวกริสฺสามิ) เพื่อเป็นเคร่ืองเตือนใจ
ให้พระสงฆ์ปฏิบัติตามพระวินัยท่ีทรงบัญญัติไว้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงกาหนดให้
พระภิกษุนาศีลสิกขาบทท่ีทรงบัญญัติไว้เหล่าน้ันมาสวดให้กันและ กันฟังทุกกึ่ง
เดือนในวันพระ 15 ค่า ประเพณีปฏิบัตินี้เรียกว่าการสวดปาฏิโมกข์ในตอนจบ
ของศีลสิกขาบทแต่ละข้อ ผู้สวดก็จะถามท่ีประชุมสงฆ์ว่า “กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา ท่าน
ท้ังหลายบริสุทธ์ิในศีลสิกขาบทน้ีแล้วหรือ” กระบวนการกากับดูแลความ
ประพฤติของพระสงฆ์ท่พี ระพทุ ธเจ้าบญั ญัตไิ วน้ น้ั เป็นหลักประกันความม่ันคงและ
ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของคณะสงฆ์ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “เปรียบเหมือน
มหาสมุทร ไม่ร่วมกับซากศพที่ตายแล้ว ซากศพที่ตายแล้วใดมีอยู่ใน มหาสมุทร
มหาสมุทรย่อมนาซากศพท่ีตายแล้วน้ันไปสู่ฝั่ง ซัดข้ึนบกโดยพลัน บุคคลใดเป็นผู้
วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 13 ทุศีล มีธรรมลามก มีความประพฤติไม่สะอาด
น่ารังเกียจ สงฆ์ย่อมไม่ร่วมกับบุคคลนั้น ย่อม ประชุมกันยกเธอออกไปเสียโดย
พลัน ถึงแม้เธอนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงอย่างนั้นเธอ ช่ือว่าไกลจากสงฆ์
และสงฆก์ ไ็ กลจากเธอ”

บทสรุป รัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์สมัยใหม่เมื่อเรานามา
เปรียบเทียบและบูรณาการเข้ากับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้วจะเห็นได้ว่า
ในครั้งพุทธกาลองค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ทรงใช้รัฐประศาสนศาสตร์

ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ หมั่นมี 154
ในการบริหารจัดการกับพุทธบริษทั ท้งั 4 ทง้ั นใ้ี นทุกกระบวนการที่พระพุทธองค์ได้
ทรงนามาใช้อาจจะไม่ครอบคลุมเหมือนกับรัฐ ประศาสนศาสตร์ในปัจจุบัน แต่
ความจาเป็นต้องมีรัฐประศาสนศาสตร์เชิงพุทธน้ัน เพราะได้ เล็งเห็นถึง
ความสาคัญถึงการบริการจัดการท่ีให้ความสาคัญเร่ืองการบริหาร “คน” โดยการ
พึ่งพิงทุนมนุษย์ (Human Capital) เป็นสาคัญ ส่วนหลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนาก็ถือว่ามี ส่วนสาคัญในการท่ีจะนามากาหนดบทบาทและหน้าท่ี
อันพึงกระทาของนักบริหาร เช่น การนาหลักธรรมาธิปไตยมาใช้ในการบริหาร ที่
ผบู้ รหิ ารเองตอ้ งประพฤติธรรมและใช้ธรรมเป็น หลักในการบริหาร พุทธวิธีบริหาร
จงึ ต้องไมเ่ ป็นทง้ั อัตตาธปิ ไตยและโลกาธิปไตย ผู้บริหารที่ เป็นอัตตาธิปไตยก็มักจะ
คานึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนหรือความพอใจของตนเป็นหลัก ผู้บริหารประเภทน้ี
มักลงท้ายด้วยการเป็นเผด็จการ ส่วนผู้บริหารที่เป็นโลกาธิปไตยก็ พยายามเอาใจ
ทุกคน เพื่อให้ตนเองอยู่ในตาแหน่งต่อไปได้ผู้บริหารท่ีดีจะต้องยอมเสียสละ
ประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อประโยชน์สุขที่ย่ิงใหญ่กว่านั่นคือประโยชน์สุขของ
ประชาชนสว่ นรวม นั่นเอง

15

คาถามท้ายบท

1. ให้นสิ ิตวิเคราะห์จดุ กาเนดิ ของแนวคดิ พื้นฐานทางรฐั ประศาสนศาสตร์
๒. ให้นิสิตเทียบเคียงจุดเหมือนและจุดแตกต่างระหว่างแนวคิดทางรัฐ
ประศาสนศาสตร์ตามศาสตร์ตะวนั ตกและท่ปี รากฏในพระไตรปิฎก

16

อา้ งองิ ประจาบท

อง.ฺ เอก.(ไทย) 20/20/163-165.
วิ.มหา.(ไทย) 4/32-33/32.
อง.ฺ เอก.(ไทย) 20/20/163-165.
Chongprathum, W. & Chantarasorn, W. Conceptual Coordination

And the Scope of Public Administration. Bangkok: National
Institute of Development Administration Printing, 1996.
Henry, N. Public administration and public affairs (2nd ed.).
Englewood Cliffs. NJ: Prentice-Hall, 1980.
Karnjanapakprn,C. Public Administration. Duplicate
document.Faculty of Public Administration: Thammasat
University,2010.
Kenaphoom, S. “Evolution and Scope of Public Administration
Education” Chophayom Journal. 26 (2) : July – December,
2015.
Mahachulalongkornrajavidyalaya University. Thai Tipitakas. Bangkok:
MCU Press. 1996.
Nigro, F. A., & Nigro, L. G. Modern public administration (6th ed.).
New York: Harper & Row, 1984.
Phradhammakosajarn, (P.A. Payutto). Buddhist Management
Method. Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya University,
2006.
Prunchaphuek, T. Comparative Public Administration : Tools for
Country Development. Bangkok : Chulalongkorn University,
1992.
Vocino, T. & Rabin, J. Contemporary public administration. New
York: Harcourt Brace Jovanovich, 1981.
Waldo, Dwight. The Study of Public Administration. New York:
Random House,Inc, 1955.



ขอบข่ายการเรียนรูบ้ ทท่ี ๒

1. ความหมายของการวางแผน
2. ความสาคญั ของการวางแผน
3. แนวคิดเกีย่ วกบั การวางแผน
4. หลกั การวางแผนท่ปี รากฏในพระไตรปฎิ ก
5. การบูรณาการแนวคิดทางรัฐประศาสนศาสตร์กับแนวคิดทาง
พระพทุ ธศาสนา

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. เพื่อให้นิสิตมีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับความหมายของการวางแผน
ความสาคัญของการวางแผน แนวคิดเกย่ี วกับการวางแผน

2. เพ่ือให้นิสิตได้เรียนรู้หลักการวางแผนท่ีปรากฏในพระไตรปิฎกและ
การบูรณาการแนวคดิ ทางรัฐประศาสนศาสตร์กบั แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนา



18

บทที่ ๒
การวางแผน
กมมฺ สทิ ฺธิจนิ ฺตนํ

บทนาํ
การบรหิ ารมีมาต้ังแต่สมัยมนุษย์มาอยู่รวมกันในยุคก่อนประวัติศาสตร์ดัง

หลกั ฐานมาจากการสรา้ งพรี ะมดิ ในสมัยอียปิ ตห์ รอื การขยายตัวของจักรวรรดิต่างๆ
เช่น จักรวรรดิโรมันและจักรวรรดิอังกฤษ ความสาเร็จส่วนหนึ่งมาจาก
ความสามารถของมหาบุรุษ แต่อีกส่วนหน่ึงมาจากการจัดระบบการทางาน
ผู้บริหารภาครฐั เปน็ กลุ่มคนท่ีสาคัญของสังคม พัฒนามาจากกลุ่มเล็กๆ จนมากขึ้น
และกลายเป็นวิชาชีพ เมื่อรัฐพัฒนาเข้ามาสู่ระบบการทางานสมัยใหม่ ที่ต้องมี
ระบบราชการและต้องมีองค์การที่สลับซับซ้อนเป็นกลไกสาคัญ ดังท่ีเรียกว่า
“รัฐบริหาร” (administrative vitiate) ปัจจุบันสามารถพบเห็นคนที่ทางานการ
บริหารภาครัฐอยู่ทั่วไปหน้าท่ีของนักบริหารจึงต้องมีแผน แผน(Plan) เป็นวิธีการ
กระทาที่กาหนดข้ึนไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นรูปธรรมเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่เป็น
ลายลักษณ์อักษร การวางแผน (Planning) จึงหมายถึงการกาหนดวิธีการกระทา
ไว้ล่วงหน้าในอนาคต เพื่อบรรลุเป้าหมาย (Goal) วัตถุประสงค์ (Objective)
ท่ีต้องการโดยอาจทาเปน็ ลายลักษณ์อักษรในรูปแผนงาน(Programs)และโครงการ
(Projects)หรือไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ การวางแผนสามารถนาไปปฏิบัติ
แก้ไขปัญหาและสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตได้ด้วยสัจธรรมของ
หลักการบริหารเชิงพุทธได้แง่คิดท้ังเชิงพุทธและรัฐประศาสนศาสตร์และเป็น
ประโยชน์อย่างแท้จริงในวงวิชาการ

การบริหารงานองค์กรมีองค์ประกอบสาคัญที่นักบริหารงาน ควรคานึง
เพ่อื ใหก้ ารบรหิ ารงานประสบความสาเร็จ ประกอบไปด้วย เงิน (money) วัตถุดิบ
(materials) เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ (machine or equipment) และแรงงาน
หรือคน (man) องค์ความรู้ในการบริหารงานในยุคต้น ๆ ของการพัฒนาการ
บริหารงานสมัยใหม่จะคิดถึงองค์ประกอบสาคัญ เพ่ือพิจารณากาหนดเป้าหมาย
ขององค์กรวา่ จะมีทิศทางหรือแนวทางในการบริหารองค์กรอย่างไร แต่ต่อมามีการ

22 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 19

พัฒนาระบบการบริหารงานเพ่ือรองรับการเปล่ียนแปลงขององค์กรตามโลกา
ภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูงจึงมีการสร้างระบบการบริหารงานที่เน้นคนมากย่ิงขึ้น
“บุคคลโดยท่ัวไปมีความหมายกว้างขวางมากถ้าเก่ียวข้องกับการบริหาร
จะหมายถึงการวางแผนกาลังคน การรับบุคลากรเข้าทางาน การกาหนดตาแหน่ง
และเงินเดือน การเลื่อน ลด ปลด โอน ย้าย การจูงใจ การปูนบาเหน็จรางวัล
การลงโทษ วินัย มนุษย์สัมพันธ์ การดารงรักษาและการพัฒนาบุคลากรการ
ฝึกอบรม สัมมนาและสนั ทนาการ เป็นต้น”๑ รวมท้ังปรับปรุงและพัฒนาระบบการ
บ ริ ห า ร ง า น ส มั ย ใ ห ม่ เ พ่ื อ ร อ ง รั บ ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ท่ี ห ล า ก ห ล า ย ข้ึ น จึ ง ไ ด้ มี
แนวความคิดในการบริหารคนหรือทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรของตนเพ่ือ
ความสาเร็จและบรรลุผลสาเร็จ โดยให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือ
นวัตกรรมใหม่ ๆ ท่ีเข้ามาสนับสนุนการบริหารงานขององค์กร เช่น “ส่งเสริมการ
ทาเอกสาร (documentary research) ทางรัฐประศาสนศาสตร์เพ่ิมมากข้ึน๒”
พร้อมกับทาวิจัยเอกสาร โดยนาแนวคิดทางรัฐประศาสนศาสตร์ไปประยุกต์กับวิชา
สาขาอืน่ ”๓ เพราะเนื่องจากประเทศไทยต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงซึ่งถือว่าเป็น
ประเดน็ ท่สี าคญั ของสังคมไทย หรือองค์กร ต้องให้ความสนใจเพราะว่าการบริหาร
จดั การจะต้องมีปฏิสัมพันธก์ ับสิ่งแวดล้อมเนื่องจากโลกในอนาคตเป็นโลกที่ทางาน
ในส่ิงแวดล้อมท่ีเป็นพลวัตรมากข้ึนการแข่งขันจะมีอัตราที่สูงข้ึนและเป็นการ
เปล่ียนแปลงในเร่ืองของความคาดหวังทางสังคมเพ่ิมข้ึนและจะกดดันเรียกร้องใน
องคก์ ร มีการปรบั ตัวเพื่อแสวงหาแนวทางในการบรหิ ารจดั การองคก์ รให้สอดคล้อง
กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยเฉพาะการพยายามให้เกิด “การมีส่วนร่วม”
มากข้ึน “การให้อานาจ” “การเข้าไปเกี่ยวข้อง” “การทางานเป็นทีม” ทั้งหมด
จะต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน โดยผ่านกระบวนการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้เกิดความม่ันใจจากองค์ประกอบสาคัญข้างต้น คือ บุคคล (man)

๑ วิรัช วิรัชนิภาวรรณ, หลักรัฐประศาสนศาสตร์แนวคิดและกระบวนการ, พิมพ์
ครั้งท่ี ๒, (กรงุ เทพมหานคร: ธรรกมลการพมิ พ์, ๒๕๕๑), หนา้ ๑๐๑.

๒ โปรดดูตัวอย่างจาก วิรัช วิรัชนิภาวรรณ, การวิจัยการจัดการทรัพยากรมนุษย์,
(กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์โพรเพช,๒๕๔๔), หนา้ ๑๕๑.

๓ วิรัช วริ ัชนภิ าวรรณ, ศาลปกครองไทย; วิเคราะหเ์ ปรียบเทียบรูปแบบ โครงสร้าง
อํานาจหน้าท่ีและการบริหารงานบุคคลกับศาลปกครองอังกฤษ ฝร่ังเศษและ เยอรมัน,
(กรุงเทพมหานคร: สานกั พมิ พน์ ิติธรรม, ๒๕๔๒), หน้า ๕๗๙.

ผศ.ดร.ธติ วิ ุฒิ หมน่ั มี 2203
เงิน (money) วัสดุอุปกรณ์ (materials) และ การจัดการ (management) หรือ
กระบวนการทางการบริหาร (Administration) ซง่ึ กระบวนการบริหารดังกล่าวนี้มี
นักวิชาการได้เสนอแนวคิดไว้มากมายแต่ในปัจจุบันที่เป็นท่ีนิยมนามาใช้คือ
กระบวนการบริหารแบบ “POSDCo” ซึ่งประกอบดว้ ย๔

๑. การวางแผนงาน (Planning) หมายถึงองค์กรควรจะกาหนดแผนงาน
กิจการ เพ่ือให้หมู่สมาชิกหรือบุคลากรในองค์กรมีทิศทางในการปฏิบัติงานหรือ
ทางานรว่ มกันอย่างกลมกลืนไปในทางเดยี วกนั

๒. การจดั องคก์ าร (Organizing) คอื การจดั การโครงสร้างองค์กรให้มีสาย
บังคับบัญชาท่ีคล่องตัวการเชื่อมสายบังคับบัญชาให้แน่นแฟ้น และมีความ
จงรักภักดีต่อองค์กรเพ่ือสนับสนุนนโยบายของผู้บริหารในระดับสูงเป็น
อยา่ งดี

๓.การบริหารงานบุคคล (Staffing) การส่งเสริมและพัฒนาการบริหาร
ท รั พ ย า ก ร ม นุ ษ ย์ ใ น อ ง ค์ ก ร เ พื่ อ เ พ่ิ ม ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น ข อ ง
องค์กร

๔.การวนิ จิ ฉัยส่ังการ (Directing)องค์กรต้องมีการวินิจฉัยส่ังการที่รวดเร็ว
แม่นตรง รวมท้งั ข้อมูลข่าวสารทีท่ ันสมัยเพ่ือเปน็ ขอ้ มลู ในการตดั สนิ ใจของผู้บริหาร
องค์กรเพ่อื เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผลขององคก์ ร

๕.การประสานงาน (Co – ordinating) เป็นการประสานงานในเชิงระบบ
ในองค์กร หรือ นอกระบบนอกองค์กรเพ่ือให้องค์กรสามารถดาเนินกิจการอย่างมี
ประสิทธภิ าพตรงตามนโยบายและวัตถุประสงค์ขององค์กร เพื่อแก้ไขปัญหาความ
ขดั แย้งท้ังในองค์กรและนอกองค์กร
๒.๑ ความหมายของการวางแผน

นกั วชิ าการดา้ นการบริหารได้ให้ความหมายของการวางแผนไว้ต่าง ๆ กัน
แต่หากสังเกตเนื้อหาสาระอย่างละเอียดจะทาให้ทราบได้ว่าไม่แตกต่างกันมากนัก
ไดม้ ีผใู้ หค้ วามหมายและคาจากัดความของการวางแผนไว้ดงั น้ี

๔ พิมลจันทร์ นามวัฒน์และคนอื่น ๆ , ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหาร, พิมพ์
ครง้ั ที่ ๒๒, (นนทบรุ ี : มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๔๐), หน้า ๔๒.

24 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก 21

กกกกกกก Del (เดล) ใหค้ วามหมายไว้วา่ การวางแผนคือการกาหนดวัตถุประสงค์
ท่ี จ ะ ท า กิ จ ก า ร ง า น ไ ว้ ล่ า ง ห น้ า โ ด ย ก า ห น ด วิ ธี แ ล ะ แ น ว ป ฏิ บั ติ เ พ่ื อ บ ร ร ลุ ถึ ง
ความสาเรจ็ ตามความมุ่งหมาย๕
กกกกกกกกKoontz and O’Donnell (คูนตซ์และโอ ดอนแนล) ให้ความหมาย
ไว้ว่าการวางแผนคือการตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะทาอะไร ทาทาไม ทาเมื่อไร และ
ใครเป็นคนทา๖
กกกกกกกกKast and Rosenzwieg (คาสต์และโรเซนซ์วีก) ได้กล่าวไว้ว่า
การวางแผนคือกระบวนการในการตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะทาอะไร อย่างไร มีการ
เลือกวตั ถปุ ระสงค์ นโยบาย โครงการและแนวปฏบิ ตั ิเพ่ือบรรลุวัตถปุ ระสงคน์ ้ัน๗
กกกกกกกกรองศาสตราจารย์ สมคิด บางโม มีความเห็นว่าการวางแผนและการ
กาหนดเป้าหมายและแนวทางปฏิบัติไว้ล่างหน้า โดยการศึกษาข้อมูลต่างๆ และ
เลือกแนวทางปฏบิ ัตทิ จ่ี ะเกิดประโยชนส์ งู สดุ ตอ่ องคก์ าร๘
กกกกกกกกจากความหมายและคาจากัดความดังกล่าวข้างต้น จะพบว่าการ
วางแผนมลี ักษณะสาคัญ ดงั นี้
กกกกกกกก๑. เป็นเรอ่ื งสมมิฐานในอนาคต โดยอาศยั ขอ้ มลู ในปัจจบุ นั
กกกกกกกก๒. การกาหนดเปา้ หมายและวิธีการไปสู่เป้าหมาย
กกกกกกกก๓. เปน็ เรอื่ งเก่ียวขอ้ งกบั การกระทาหรือกจิ กรรม
กกกกกกกก๔. เปน็ เรอื่ งของการตัดสินใจของผ้บู ริหาร

๕. คือการทางานร่วมกันอย่างเป็นข้ันตอนเพ่ือผลประโยชน์ของ
องค์การ
กกกกกกกก๖. การให้ความสาคัญเป็นอันดับแรกของการดาเนินงานตา่ ง ๆ

๕Ernest Dale, Manage : Theory and Pracitce, (New York: McCraw-Hill,
1986), p. 45.

๖Harold D. Koontz and Cyril O’Donnell, Principles of Management,
(New York: McCraw-Hill, 1972), p. 113.

๗Fremont E. .Kast and James E. Rosenzwieg, Organization and
Manager, (New York: McCraw-Hill, 1974), p. 235.

๘ สมคิด บางโม, องค์การและการจัดการ, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทวิทยพัฒน์
จากัด, ๒๕๔๗), หนา้ ๘๑.


Click to View FlipBook Version