The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารคำสอน รายวิชารัฐประศาสนศาสตร์ในพระ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by brother_dol, 2022-08-27 20:48:23

เอกสารคำสอน รายวิชารัฐประศาสนศาสตร์ในพระ

เอกสารคำสอน รายวิชารัฐประศาสนศาสตร์ในพระ

ผศ.ดร.ธติ วิ ุฒิ หมน่ั มี 7750
โลกนี้ไม่มีใครหรอกท่ีจะไม่แตกต่างกัน“ทมะ” จึงเป็นการฝึกข่มใจระงับความรู้สึก
ตอ่ เหตบุ กพร่องของกันและกัน พูดง่ายๆ ว่า รู้จักทนกันให้ได้ รู้จักยอมรับในความ
ต่างของกันและกัน รู้จักฝึกฝนปรับปรุงตน รู้จักแก้ไขข้อบกพร่อง ปรับนิสัยและ
อัธยาศัยให้กลมกลืนประสานเข้าหากันได้ ไม่เป็นเอาแต่ใจตนเอง หรือดื้อรั้นเอา
อารมณ์ของตนเป็นใหญ่โดยท่ีไม่สนใจอีกฝ่ายเลย การมีทมะก็เพื่อที่จะทาให้เรา
ยอมรับในข้อบกพร่องของคนรักของเราหรือผู้อ่ืนได้ รวมทั้งจุดเด่น จุดดีของเขา
ด้วย

หลักอันแท้จริงของทมะ ก็คือการใช้สติและปัญญาในการตัดสินใจ
ควบคุมจิตใจ ในการทาความเข้าใจคนที่เรารัก รวมถึงเข้าใจถึงความเป็นไปอัน
แท้จริงของโลกนี้ด้วย หากเราไม่มีธรรมะข้อนี้ เท่ากับว่าเราเป็นคนที่ขาดการใช้
สติปัญญาในการพิจารณาเรื่องต่างๆ ซ่ึงผลร้ายของการปล่อยให้อารมณ์ หรือ
ข้อบกพรอ่ งที่มมี าควบคุมเราไดน้ ้ัน ก็จะกลายเป็นเหตุให้เราแตกแยกความสามัคคี
กับคนท่ีเรารัก หรือกับผู้อื่น การที่ไม่สามัคคี หรือไม่ลงรอยกันเป็นแค่อาการ
เบ้ืองต้นของการที่เรามีหลักธรรมทมะต่า แต่อาการขั้นต่อไปนั้น ความแตกร้าวจะ
ทาลายชีวติ ครู่ ักให้แตกขาดจากกนั อย่างสมบรู ณ์แบบในท่ีสุด

จากท่ีกล่าวไปแล้ว เมื่อทุกคนต่างรู้ดีว่า ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบไปหมด
ทุกอย่าง ทุกคนต้องเข้าใจในข้อด้อยและข้อเด่นของผู้อ่ืน เม่ือเข้าใจผู้อื่นแล้วก็จึง
จะเป็นผู้ท่ีสามารถได้รับความเข้าใจจากคนท่ีเรารัก หรือคนอ่ืนๆ ได้เช่นกัน ซ่ึง
หลักธรรมข้อนี้นั้น ก็เหมือนเช่นข้ออื่นๆ คืออาจจะดูจับต้องยากสักหน่อย แต่ถ้า
เราพยายามฝึกหัดควบคุมใจของตนทีละน้อย ให้เป็นผู้ท่ีบังคับควบคุมอารมณ์และ
จิตใจของตนเอง ใหท้ าใจกับปญั หาและความแตกตา่ งที่เกดิ ข้ึน เราก็จะเป็นผู้หน่ึงท่ี
ไดผ้ ลดแี ห่งความสุข สมหวังในรักจากหลกั ธรรมขอ้ น้ี

อานิสงส์ของการมีทมะ ได้แก่ ทาให้เป็นคนรักการฝึกฝนตนเอง มี
ความสามารถในการทางาน ไม่มีศัตรู ไม่มีความแค้นกับใคร สมารถยับยั้งตนเอง
ไม่ให้หลงไปทาผิด หรือหลงไปในทางท่ีผิดได้ สามารถตั้งตัวได้ มีสมองดี มีปัญญา
เป็นเลิศ มีใจท่สี งบสุขเพราะควบคุมอารมณไ์ ด้ เปน็ ต้น

โทษของการขาดทมะ ได้แก่ ไม่ฝึกฝนตนเอง ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม
ขาดความสามารถในการทางาน หลงผิดไปทาความชั่วได้ง่าย เข้าใจผิดในเร่ือง
ต่างๆ ได้บ่อย เกิดการทะเลาวิวาทได้ง่าย มักลุ่มหลงในอบายมุข ทาให้ครอบครัว

76 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก 71

เดือดร้อน สร้างเน้ือสร้างตัวให้ดีได้ยาก เป็นคนโง่เขลา ปัญญาทึบ มีสติน้อย มัก
ทางานใดๆ ผิดพลาดเสมอ เป็นตน้

3. ขนั ติ แปลว่า ความอดทน๒๙ อดกลั้น ซึ่งหลักธรรมข้อนี้ ไม่ใช่เพียง
จาเป็นต่อชีวิตคู่เท่านั้น แต่เป็นหลักท่ีสาคัญมาก ที่ต้องมีหากต้องการให้ชีวิต
สมหวัง สาเร็จด่ังใจหมาย ความอดทนนั้น เป็นหลักการตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ซ่ึง
แม้แต่ปัจจุบันน้ีก็ตาม หากใครไม่มี ดูเหมือนว่า ชีวิตนี้จะยากท่ีจะประสบ
ความสาเร็จได้ และสาหรับชีวิตคู่นั้น นอกจากจะต้องมีความซ่ือสัตย์ ความจริงใจ
และความเขา้ ใจกนั แล้ว จะตอ้ งมคี วามอดทนอดกลั้นอกี ดว้ ย

เพราะการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนอกจากจะมีข้อขัดแย้งแตกต่างทางด้าน
อุปนิสัย การอบรม ประสบการณ์เดิม บางคร้ังก็อาจมีอุปสรรคมาให้ร่วมเผชิญ
หรือบางครั้งอาจมีการทะเลาะเบาะแว้ง บาดหมางกัน ซ่ึงไม่ว่าจะโดยคาพูดหรือ
การกระทา จะตั้งใจหรือไม่ต้ังใจก็ตาม อีกฝ่ายหน่ึงจะต้องรู้จักอดกล้ันระงับใจ ไม่
ก่อเหตใุ หเ้ รื่องลุกลามกว้างขยายต่อไป เร่ืองร้ายท่ีน่าจะลุกลามจึงจะระงับ สงบลง
ไป แต่ถ้าระงับห้ามใจไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างทาเร่ืองเล็กให้เป็นเร่ืองใหญ่ ก็จะไม่
สามารถอยู่รว่ มกนั ได้ ในท่สี ดุ ก็ตอ้ งเลิกรากันไป

หลักขันตินั้นจะแตกต่างจากหลักของทมะ ตรงที่ขันติมุ่งอดทนที่ร่างกาย
เป็นหลัก ส่วนหลักของทมะน้ัน มุ่งอดทนที่จิตใจและอดทนที่อารมณ์ คนที่มุ่งมั่น
จะฝึกให้ขันติมีมากแก่ตน ต้องอดทนต่อความยากลาบากท่ีเกิดขึ้นกับตัวเองให้ได้
โดยเฉพาะในชวี ติ คู่ เราตอ้ งอดทนทงั้ ตอ่ ตวั เราเอง และอดทนกบั คนท่ีเรารัก เพราะ
ในการใช้ชีวิตร่วมกับคนท่ีเรารัก อาจต้องพบเจอกับความลาบากตรากตรา และ
เร่ืองหนักใจต่างๆ ในการประกอบการงานอาชีพ อุปสรรคก็จะถาโถมเข้ามามาก
หากอดทนไมไ่ หว ก็จะทาใหพ้ าครอบครัวไปไม่ถึงฝง่ั ฝัน

สาหรับชีวิตคู่ การร่วมหัวจมท้ายที่จะอดทนเผชิญและฟันฝ่าต่อความ
ยากลาบากไปด้วยกนั ถือเป็นเร่อื งท่ีสาคัญมาก เป็นเคร่ืองพิสูจน์ถึงความรักของคน
ทั้งสองดว้ ย โดยเฉพาะเมอ่ื เกิดภัยพิบัติ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสบความตกต่าคับ
ขัน ทั้งคู่จะต้องมีสติ อดทน อดกล้ัน คิดหาอุบาย หรือใช้ปัญญาหาทางแก้ไข ฝ่า
ฟนั ไปใหไ้ ด้ ความอดทนเพยี รพยายามเทา่ นน้ั ทจ่ี ะเปน็ กาลังใจให้ซ่ึงกันและกัน จน
สามารถผา่ นพน้ เหตุการณเ์ ลวรา้ ยไปดว้ ยกันได้

๒๙ อง.ฺ ปญฺจ.(ไทย) 22/215/260.

ผศ.ดร.ธิติวุฒิ หมั่นมี 7772
แต่หากขาดความอดทนแล้ว ท้ังคู่ก็จะไม่สามารถประสานใจ ร่วมกัน
ประคับประคองพากันให้รอดพ้นเหตุร้ายต่างๆ ได้ หรือแม้แต่จะอดทนอยู่ด้วยกัน
ตลอดรอดฝั่งก็นับว่ายาก บางคู่ บางคน อดทนอะไรนิดหน่อยก็ไม่ได้ ก็จาเป็นต้อง
เลิกรากนั ไป แต่หลายคแู่ ม้ทะเลาะกนั นบั พนั ๆ หน กย็ งั อยู่ด้วยกันได้จนแก่ จนเฒ่า
จนตายจากกันไป ก็นับว่าเป็นหลักธรรมเรื่องขันติน้ีเอง ดังน้ันจึงไม่แปลกที่จะมี
บางคนให้นิยามของความรักว่า “รักคือการอดทน” หรือรักคือ “การอยู่เคียงข้าง
กัน ไม่ว่าในเวลาท่ีทุกข์หรือสุข” ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่าคู่รักบางคนที่มุ่งแต่จะ
เอาความสะดวกสบายจากคนรัก พอไม่ได้ก็ทิ้งกันไป เช่นนี้แล้วนับเป็นบุญวาสนา
ของคนท่ีโดนท้ิงมาก เพราะว่าคนท่ีไม่มีความอดทน ถึงจะอยู่ด้วยกันยังไง ก็ไม่มี
ทางสรา้ งความเจรญิ ใหค้ รอบครวั ไปได้อยา่ งแน่นอน
อานิสงส์ของการมีขันติ ได้แก่ ทาให้อดทนต่ออุปสรรคและปัญหาต่างๆ
ได้ ทางานได้ดี เป็นท่ีพึ่งและหลักในครอบครัวได้ เป็นที่พึงให้คนอื่นท่ีเดือดร้อนได้
ทาให้ไม่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่น ไม่หลงผิดไปทาความชั่ว และทาให้ชีวิต
ประสบความสาเร็จตามทม่ี ุง่ หวงั ได้ เปน็ ต้น
โทษของการขาดขันติ ได้แก่ เป็นคนเหลาะแหละ ทาให้ผู้อื่นดูถูกเหยียด
หยาม ไม่สามารถอดทนต่อปัญหาและอุปสรรคใดๆ ได้เลย เป็นคนจับจด ทางาน
อะไรก็ไม่สาเร็จ ไม่สามารถเป็นท่ีพ่ึงให้ผู้อ่ืนได้ หลงผิด ทาชั่วได้ง่าย ไม่มีใคร
ไว้วางใจจากผู้อ่ืน มีศัตรูมาก ชีวิตไม่มีความเจริญก้าวหน้า ไม่มีทางประสบ
ความสาเร็จ หรอื รา่ รวยได้ เปน็ ต้น
4. จาคะแปลว่า ความเสียสละ๓๐ ความเผ่ือแผ่ แบ่งปัน หรือคือการให้
นั่นเอง จาคะน้ันมีความหมายรวมถึงรู้จักสละส่ิงของช่วยเหลือผู้อื่นด้วย ซึ่งโดย
ปกติของชีวิตคู่น้ัน เราต้องช่วยเหลือเก้ือกูลคนรักของเราตลอดเวลา เรียกว่าต้อง
แบ่งปันช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน แต่ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงมุ่งจะเอากับคนรักอย่าง
เดียว ก็จะทาให้เกิดการเบื่อหน่าย เข้าทานองรู้ว่า อีกฝ่ายหนึ่งต้ังใจจะเอาเปรียบ
ทาให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันยืดได้ ซ่ึงการให้ท่ีดีนั้น จะต้องอยู่บนหลักของ ผู้ให้ให้ด้วย
ความเตม็ ใจ ผรู้ บั ก็รบั ดว้ ยความสุข ผูใ้ ห้ก็จะมคี วามสุขไปด้วย แต่ถ้าเป็นการบังคับ
เอากบั ผ้อู ่นื โดยทีผ่ ูใ้ หก้ ไ็ มเ่ ต็มใจจะให้ ยอ่ มไมท่ าใหเ้ กดิ ความสุขท้ังผใู้ หแ้ ละผรู้ บั

๓๐ อง.ฺ สตฺต.(ไทย) 15/5-6/4-6.

78 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก 73

ผู้ท่ีอยู่ครองเรือนต้องบริหารกิจการในครอบครัวให้เป็นไปอย่างราบรื่น
เรียบร้อยต้องประกอบด้วยธรรม 4 ข้อน้ี คือผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวต้องมีสัจจะ
ความซ่ือสัตย์ต่อคนในครอบครัว เช่น สามีมีความซื่อสัตย์ต่อภรรยา ต่อบุตรธิดา
ภรรยามีความซื่อสัตย์ต่อสามี ต่อบุตรธิดา เม่ือผู้นามีความซ่ือสัตย์ต่อคนรอบข้าง
จะทาให้คนรอบข้างไว้วางใจไม่เกิดความระแวงต่อกัน แต่ละคนก็จะต้ังใจทางาน
ตามหน้าท่ีของตนได้เต็มความสามารถ การงานที่ทาก็จะออกมาดี ประสบ
ความสาเร็จตามท่ีตั้งเอาไว้ ไม่เฉพาะความซ่ือสัตย์เท่านั้นที่นาความสาเร็จมาให้
แมแ้ ต่วาจาสจั หรอื การพูดความจรงิ ก็นาประโยชน์อนั ย่งิ ใหญ่มาใหด้ งั พระพุทธพจน์
ว่า สจฺจ เว อมตา วาจา๓๑ คาสัจ เป็นวาจาที่ไม่ตาย คนที่มีสัจจะนอกจากจะ
บริหารงานประสบความสาเร็จแล้ว ยังสามารถกลับใจศัตรูให้เป็นมิตรได้ดัง
ตัวอย่างเรื่องของสามเณรอธิมุตตกะ ผู้เดินทางผ่านป่าใหญ่ เพ่ือที่จะไปเย่ียมบิดา
มารดาถูกพวกโจรจับตัวเพื่อจะฆ่าบวงสรวงเทวดาสามเณรขอชีวิตไว้แล้วรับปาก
กับโจรว่าถ้าไปแล้วเห็นคนเดินผ่านมาจะไม่บอกว่ามีพวกโจรอยู่ในป่านี้พวก โจร
เชือ่ ถอ้ ยคาขอสามเณรจงึ ปลอ่ ยไปเมือ่ สามเณรเดินไปพบบดิ ามารดาและพี่น้องชาย
เดินสวนทางมาเมื่อทักทายกันเรียบร้อยแล้วก็ลาจากกันบิดามารดาของสามเณร
เดนิ ทางเข้าปา่ ใหญ่ แหง่ นน้ั ถกู พวกโจรจับไวม้ ารดาของสามเณรบ่นเพ้อว่าสามเณร
ทาไมไมบ่ อกแมส่ กั คาว่ามพี วกโจรอาศัยอยู่ในป่านี้หัวหน้าพวกโจรจึงถามเอาความ
จริงมารดาของสามเณรจึงเล่าให้ฟังว่าพวกเขาเป็น มารดาบิดาของสามเณรและ
ลูกๆ ท่ีมาด้วยนี้คือพ่ีน้องของสามเณร หัวหน้าโจรได้ฟังดังน้ัน เกิดความเลื่อมใส
ในความมีสัจจะของสามเณรท่ีรับปากไว้ว่าจะไม่บอกใครว่ามีพวกโจรอาศัยอยู่ใน
ป่าน้ีจึงปล่อยคนเหล่านั้นแล้วพาลูกน้องทั้งหมดติดตามไปขอบวชกับสามเณร
สามเณรให้พวกโจรเหล่านั้นรับไตรสรณคมน์และสิกขาบท 10 แล้ว นาไปขอ
อปุ สมบทกับพระอปุ ัชฌายข์ องตนคือพระสังกจิ จเถระ

การรักษาสัจจนอกจากจะมีผลทาให้ผู้รักษาเป็นท่ีเคารพนับถือของคนอ่ืน
แล้วการทาสัจจกิริยา หรือการต้ังสัจจะอธิษฐานยังทาให้ผู้ที่ตกอยู่ในอันตรายรอด
พ้นจากอันตรายได้ด้วยดังตัวอย่างเร่ืองสามกุมารในสุวรรณสามชาดความย่อว่า
สามกุมารเป็นคนมีเมตตาเป็นท่ีรักของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเขาอาศัยอยู่ในป่า
เลี้ยงมารดาบิดาตาบอดท้ังสออยู่มาวันหนึ่งขณะที่เขาเดินไปตักน้าท่ี ท่าน้า พร้อม

๓๑ สุตตฺ .ส.สคา.(บาลี) 15/740/278.

ผศ.ดร.ธิติวฒุ ิ หมัน่ มี 7794
กับพวกสัตว์ท้ังหลายท่ีติดตามเขาไป ถูกพระเจ้าปิลยักษ์ยิงด้วยธนู ได้รับความ
เจ็บปวด อย่างหนัก จึงอ้อนวอนให้พระเจ้าปิลยักษ์ไปบอกให้มารดาบิดาของเขา
ทราบด้วย พระเจ้าปิลยักษ์ก็ไปตามคาขอร้องของสามกุมาร บิดามารดาของสาม
กุมารมาแลว้ รู้วา่ อาการของลูกชายหนกั มากโอกาสรอดชีวิตมีน้อย ด้วยความรักลูก
ชายจึงต้ังสัจจอธิษฐานขอให้ลูกชายฟื้นและหายจากบาด แผลและความ เจ็บปวด
เทวดาผู้เคยเป็นมารดาของสามกุมารก็มาร่วมตั้งสัจจอธิษฐาน ด้วยพอจบคา
อธิษฐานของ มารดาบิดาและเทวดาเท่านั้น สามกุมารก็ฟ้ืนขึ้นมาและหายจาก
บาดแผลและอาการบาดเจ็บ การรักษาสัจจะเป็นทางให้ไปสู่ความเป็นหมู่ของ
เทวดา๓๒

จากตัวอย่างท่ีกล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่าสัจจะเป็นคุณธรรมท่ีทาให้มนุษย์
ประสบความสาเร็จในส่ิงที่ปรารถนาได้ผู้ท่ีเป็นนักบริหารจึงควรปลูกฝังสัจจะให้
เกิดขึ้นในจติ ใจของตนเพื่อจะได้นาไปใช้ในการบริหารตนและบริหารคนให้ประสบ
ความสาเรจ็ ตอ่ ไป

ทมะ การฝึกตน ผูอ้ ยคู่ รองเรือนต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาเพ่ือ
จะมีความรู้ใหม่ๆ มาบริหารในครอบครัวให้เจริญก้าวหน้าต่อไปการฝึกตนมีท้ัง
ทางด้านร่างกายและจิตใจและทักษะอย่างอ่ืนท่ีเกี่ยวข้องกับการดาเนินชีวิต เช่น
เข้าฝึกอบรมหลักการวิชาการใหม่ๆ ตามโอกาสที่เหมาะสมการฝึกตนในทาง
พระพทุ ธศาสนาพระพทุ ธองค์ทรงสรรเสริญไว้ว่า “ในบรรดามนุษย์ทั้งหลายผู้ท่ีฝึก
ตนดีแลว้ เป็นผู้ประเสริฐ”“บัณฑิตยอ่ มฝึกตน”๓๓

จากพระพุทธพจน์เหล่านี้พระองค์จึงทรงสละเวลาและกาลังแห่งพระ
วรกายของ พระองค์ให้กับการฝึกหัดบุคคลที่ควรฝึกได้ตลอดพระชนมายุ 45
พรรษาท่ีทรงเผยแผ่พระธรรมวินัยแก่ชาวโลกท้ังหลาย จะเห็นได้จากการท่ี
พระองค์เสด็จไปคามนิคมน้อยใหญ่เพ่ือแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ท่ีมี
อุปนิสัยจะได้บรรลุมรรคผลโดยไม่คานึงถึงความเหน็ดเหน่ือยของพระองค์แม้ใกล้
จะเสดจ็ ดับขนั ธปรนิ ิพพานแล้วยงั แสดงพระเทศนาโปรด สุภัททปริพาชก ดังเรื่องท่ี
ปรากฏในพระมหาปรินิพพานสูตรน้ัน บุคคลที่ฝึกตนเองได้แล้วจึงจะสามารถ
แนะนาตักเตือนคนอื่นได้ ถ้าตนเองยังไม่ได้ฝึกฝนอบรมตนให้ดีก่อนเมื่อไปแนะนา

๓๒ อรรถกถา.ข.ุ (ไทย) 9/89/14.
๓๓ ข.ุ วิมาน.(ไทย) 26/7803/336.

80 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 75

คนอ่ืนเขาก็จะไม่เชื่อฟังถ้อยคาของตนแถมยังจะถูกว่ากล่าวย้อนกลับมาห าตัวเอง
อีก ผู้บริหารที่ดีต้องฝึกตนเองให้ดีก่อนแล้วค่อยไปบริหารคนอื่นแนะนาคนอื่น
การทอยา่ งน้ีจงึ จะประสบความสาเรจ็ ในการบรหิ าร

ขันติความอดทนผู้บริหารต้องมีความอดทนอดกล้ันเม่ือมีปัญหาเกิดขึ้น
หรือมีอุปสรรค เกิดข้ึนไม่ว่าจะเป็นความอดทนต่อความลาบากทางด้านร่างกายท่ี
จะต้องทางานหนกั หาเลีย้ งครอบ ครัว นอกจากนยี้ ังต้องอดทนต่อความลาบากทาง
ใจด้วย เช่น เมื่อมีเรื่องความขัดแย้งมากระทบจิตใจทาให้จิตใจเศร้าหมองขุ่นมัว
อดทนต่อคาด่าว่ากล่าวตักเตือนจากคนในครอบครัว ถ้าผู้บริหารมีขันติ ความ
อดทนจะทาให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ เพราะความอดทนเป็นบ่อเกิดแห่ง
คุณธรรมท้ังหลายอีกมากมาย ดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ว่า
“ขนฺตี ปรม ตโป ตตี ิกขฺ า๓๔ ขันติ คือความอดทนอดกล้ันเป็นตบะอย่างย่งิ ”

เรื่องของพระพุทธองค์ทถ่ี ูกพวกรบั จา้ งจากพระนางคันทิยา พระมเหสีของ
พระเจ้าอุเทนให้มาด่าพระพุทธองค์ ขณะที่เข้าไปบิณฑบาตในพระนคร จนพระ
อานนทเถระทนไม่ไหว ทูลเชิญพระองค์เสด็จไปเมืองอ่ืน พระพุทธองค์ตรัสว่าการ
ทาอย่างนั้นไม่ใชว่ ิธแี กป้ ัญหาทีถ่ กู ปญั หาเกดิ ทีไ่ หนต้อง แก้ท่ีนั่นแล้วพระองค์ก็อยู่ท่ี
เมอื งนั้นจนพวกท่ดี ่าหยุดด่าไปเอง

จากตัวอย่างน้ีจะเห็นว่าความอดทนสามารถแก้ปัญหาที่ร้ายแรงให้กลับ
กลายเปน็ เบาและ หมดไปในทส่ี ดุ

ครั้งหนึ่งพระสารีบตุ รเถระถูกพระภิกษใุ หมร่ ปู หน่ึงตเิ ตยี นว่าเดินไปเหยียบ
ชายจีวร แล้ว ไม่ขอโทษแล้วนาเรื่องนี้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าพระองค์ตรัสเรียก
พระสารีบุตรมาสอบถาม พระสารีบุตรยอมรับว่าไม่ได้มีเจตนาแล้วลดตัวลงขอ
ขมาโทษต่อพระภิกษุใหม่รูปน้ันทาให้พระภิกษุรูปนั้นถึงกับอดกลั้นน้าตาไม่ไหวที่
เหน็ ความเปน็ คนสภุ าพอ่อนโยนของพระสารบี ุตร

จากตัวอย่างเรื่องนี้จะเห็นว่าความอดทนอดกล้ันต่อถ้อยคาด่าทอต่าง ๆ
ทาให้เรื่องร้ายกลายเป็นดีทาให้ศัตรูกลายเป็นมิตรทาให้เกิดความรักความสามัคคี
ขน้ึ ในหมคู่ ณะในสงั คมและประเทศชาติ

ตัวอย่างการใช้ขันติความอดทนต่อความลาบากทางใจเช่นเร่ืองของทีฆาวุ
กุมารทป่ี รากฏในพระวินัยปิฎกเล่มที่ 5 ความย่อว่า ทีฆาวุกุมารเป็นโอรสของพระ

๓๔ ข.ุ ขุทฺทก.(บาลี) 17/24/184.

ผศ.ดร.ธติ วิ ุฒิ หมน่ั มี 7861
เจา้ ทีฆตี ิ พระราชาแห่งนครโกศล ต่อมานครโกศลถูกพระเจ้าพรหมทัต พระราชา
แห่งนครพาราณสี ยกทัพมาตีและยึดเอาพระราชบัลลังก์พระเจ้าทีฆีติ จึงสั่งให้
ทีฆาวุกุมารหลบหนีไปอยู่ที่อื่น ส่วนพระองค์และพระมเหสีปลอมตัวเป็นชาวบ้าน
อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต่อมาถูกพระเจ้าพรหมทัต จับได้แล้วนาไปประหาร
ชีวิต ขณะที่ถูกนาตัวเดินประจานไปตามถนนน้ันทีฆาวุก็แฝงตัวอยู่ในหมู่มหาชน
เม่ือเห็นพระบิดาถูกทาทารุณอย่างนั้น ก็ทนไม่ไหว จึงว่ิงเข้าไปใกล้พระบิดา พระ
เจา้ ทีฆีติ เหน็ ดังน้นั จึงหา้ มด้วยถอ้ ยคาว่า ทฆี าวุ เจา้ อยา่ เห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่สั้น
เวรย่อมไมร่ ะงับดว้ ยการจองเวร พูดเตอื นสติทีฆาวุกุมารอย่างนี้ถงึ 3 คร้ัง จนทาให้
พวกทหารเข้าใจว่าพระเจ้าทีฆีติบ่นเพ้อเพราะความกลัวต่อมรณภัยท่ีจะมาถึง เมื่อ
พระบิดาพระมารดาถูกประหารชีวิตทิ้งศพไว้อย่างน่าสลดสังเวช ทีฆาวุกุมารก็
แอบไปนาร่างของพระบิดาพระมารดามาทาฌาปนกิจ เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ไปขอ
สมคั รเป็นคนรบั ใชค้ นเลย้ี งช้างของพระเจ้าพรหมทัต๓๕

ต่อมาได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้าพรหมทัตจึงได้เข้าไปรับใช้อย่าง
ใกล้ชิดใน พระราชวัง อยู่มาวันหน่ึงพระเจ้าพรหมทัตเสด็จไปล่าเน้ือในป่ากับพวก
อามาตย์โดยให้ทีฆาวุกุมาร เป็นนายสารถีคันที่พระเจ้าพรหมทัตประทับทีฆาวุ
แกล้งเรง่ รถให้เร็วเพื่อไมใ่ หพ้ วกอามาตย์ติดตามทันแล้วพาพระเจ้าพรหมทัตเข้าป่า
ลึก ด้วยความเหน็ดเหน่ือยพระเจ้าพรหมทัตจึงบรรทมหลับไปบนตักของทีฆาวุ
กมุ าร ทีฆาวุกุมารเม่ือเหน็ ว่าได้โอกาสแลว้ จงึ ถอดพระขรรค์ออกมาหวังจะปลงพระ
ชนม์ของพระเจ้าพรหมทัตได้เงื้อพระขรรค์ขึ้นถึง 3 คร้ังแต่ไม่กล้าเพราะระลึกถึง
คาพูดของพระบิดา ขณะน้ันพระเจ้าพรหมทัตทรงสุบินและตกใจต่ืนขึ้นพร้อม
กับแก้ความฝันให้ทีฆาวุกุมารฟังว่ากาลังจะถูกพระโอรสของพระเจ้าทีฆีติฆ่า พอ
พูดจบทีฆาวุกุมารก็เอามือข้างหนึ่งจับที่หมวยผมของพระเจ้าพรหมทัตไว้ เอามือ
ข้างหน่ึงเง้ือพระขรรค์ขึ้นเพ่ือจะปลงพระชนม์พระเจ้าพรหมทัตพระเจ้าพรหมทัต
พระเจ้าพรหมทัตเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงร้องขอชีวิตไว้ทีฆาวุกุมารจึงลด พระขรรค์ลง
พร้อมกับหมอบลงแทบพระบาทของพระเจ้าพรหมทัตพูดว่าข้าพระองค์ต่างหากท่ี
ตอ้ งขอชีวิตจากพระองค์พระองค์เป็นเจ้าชีวิตของข้าพระองค์ขอพระองค์จงไว้ชีวิต
ใหแ้ กข่ ้าพระองคด์ ว้ ยพระเจา้ พรหมทัตและทีฆาวุกุมารต่างคนต่างก็ขอชีวิตจากกัน
และกัน ถือว่าเป็นผู้มีบุญคุณต่อกัน แล้วทาปฏิญญาต่อกันว่าจะไม่เป็นศัตรูต่อกัน

๓๕ ว.ิ มหา.(ไทย) 5/243-247/652-630.

82 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 77

ด้วยความเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและซ่ือสัตย์ของทีฆาวุกุมาร พระเจ้าพรหมทัต
จึงยกพระธิดาให้เป็นมเหสีของทีฆาวุกุมารแล้วคืนพระราชสมบัติ ทุกอย่างท่ีเป็น
ของพระบิดาของทีฆาวุกุมาร ต่อมาเมื่อพระเจ้าพรหมทัตสวรรคต ทีฆาวุกุมารได้
ครอบครองนครพาราณสี และนครโกศลพร้อมกัน

จากตัวอย่างท่ีกล่าวมาน้ีแสดงให้เห็นถึงอานิสงส์ของขันติความอดทน
สามารถทาศัตรู ให้เป็นมิตรและยังเป็นเหตุนามาซึ่งสมบัติอันยิ่งใหญ่สมกับพระ
พุทธพจนท์ ี่ไดย้ กมาในเบื้องต้นนน้ั

จาคะความเสียสละในท่ีน้ีมีความหมาย 2 นัยคือ นัยแรกเสียสละแบ่งปัน
ส่ิงของท่ีหามาได้ ให้แก่คนในครอบครัวอย่างเป็นธรรมไม่ลาเอียง นัยที่สอง
เสียสละหรือสละอารมณ์ท่ีเป็นข้าศึก ต่อจิตใจท่ีทาให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัวอารมณ์
โกรธความเคียดแค้นชิงชังความเกลียดความอาฆาตจอง เวรความพยาบาทปอง
ร้ายเป็นต้นเมื่ออารมณ์เหล่าน้ีเกิดข้ึนต้องเสียสละออกไปจากจิตใจไม่ปล่อย ให้
อารมณ์เหล่านี้อยู่ในจิตใจนานเพราะจะทาให้เสียสุขภาพกายและใจเป็นอุปสรรค
ต่อการบริหารงาน การสละสิ่งของของตนให้คนอื่นที่ควรให้เป็นเรื่องท่ีพระพุทธ
องค์ทรงสรรเสริญและยกย่อง ดังท่ีพระองค์ได้วางหลักการปฏิบัติไว้สาหรับพวก
ภกิ ษทุ งั้ หลายวา่ ใหแ้ บง่ ปนั เอกลาภทเี่ กิดขึ้นในวัดแกภ่ กิ ษุทม่ี าถึงเชน่ ทรงอนุญาตให้
ภกิ ษุสงฆท์ าการอปโลกกรรมแบ่งปนั สงิ่ ของให้ถึงแกส่ งฆ์ทุกรปู

ตามลาดับพรรษา ทรงบัญญัติพระวินัยไว้ให้ภิกษุสละผ้าจีวรท่ีอยู่
ปราศจากคือปลอ่ ยให้ผ้าอยู่ท่ีหนึ่ง ตัวเองอยู่ท่ีหน่ึงจนอรุณของวันใหม่ข้ึนไป ทาให้
ผ้าน้ันเป็นนิสสัคคีย์คือเป็นผ้าท่ีควรสละเสียก่อน ส่วนตัวภิกษุเป็นอาบัติปาจิตตีย์
ต้องนาผ้าผืนนั้นไปทาพิธีสละให้เป็นสมบัติของภิกษุรูปอ่ืนเสียก่อนแล้วให้ภิกษุรูป
นน้ั คนื ให้ในภายหลงั จึงแสดงอาบตั ติ อ่ หน้าภิกษรุ ูปนั้นหรือรูปอื่นก็ได้ การทาอย่าง
น้นั จึงจะพ้นจากอาบัตทิ ีต่ อ้ งนั้น

มีข้อความปรากฏในปราภวสูตร ตอนหนึ่งว่าผู้ท่ีมีของเหลือกินเหลือใช้ไม่
แบ่งปันให้คนอ่ืนหรือคนรอบข้างกลับใช้สอยส่ิงเหล่าน้ันเพียงผู้เดียวพระพุทธองค์
ตรสั ว่าการทาอยา่ งน้นั เปน็ ทางแหง่ ความเส่อื มของคนนัน้

ในทางพระพุทธศาสนาการสละแบ่งปันสิ่งของของตนให้คนอื่นหรือการ
ถวายสิ่งของของตนให้เปน็ ทานแกส่ งฆ์หรือแก่บุคคลเป็นอุบายเคร่ืองละกิเลสอย่าง
หยาบ คือความตระหนี่ออกจากจิตใจของตนทาให้จิตใจของตนเป็นอิสระจาก
ความตระหนี่ซึ่งเป็นเครื่อง ผูกพันจิตใจอย่างหน่ึง ในโอวาทปาฏิโมกข์ซ่ึงเป็นคา

ผศ.ดร.ธติ ิวฒุ ิ หมน่ั มี 8738
สอนที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของพระพุทธ ศาสนาท่ีพระองค์ทรงแสดงแก่พระ
อรหันต์สาวกจานวน 1,250 รูปท่ีมาประชุมกันที่พระเวฬุวัน อุทยานป่าไผ่ที่พระ
เจ้าพิมพิสารถวายให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสาวกน้ัน พระองค์ได้
แนะนาให้สละอารมณ์ที่เป็นข้าศึกแก่จิตใจด้วยการให้ชาระจิตใจของตนให้สะอาด
ให้ ผ่องใสจากเครื่องเศร้าหมองท้ังหลาย เคร่ืองเศร้าหมองในที่นี้คือกิเลสท้ังหลาย
เช่น ความกาหนัดยินดีใน รูป เสียง กล่ิน รส สัมผัส ท่ีมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น
และร่างกาย ความโกรธ ความอาฆาต ความพยาบาทปองร้าย
บทสรปุ

การบริหารการพัฒนาเป็นเรื่องสาคัญเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อยู่ในตัว
หมายความว่า ผู้บริหารต้องมีศาสตร์คือความรู้เก่ียวกับการบริหารงาน เช่น หลัก
ฆราวาสธรรมน้ีถือว่าเป็นศาสตร์แห่งการบริหารงาน ส่วนศิลปะในการบริหารน้ัน
ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน บางคนใช้หลัก สัจจะ เหมือนกัน แต่วิธีการ
อาจจะเหมือนกัน แต่ศาสตร์และศิลป์ทั้งสองอย่างน้ีต้องดาเนินไปด้วยกันจึงจะทา
ใหก้ ารบรหิ ารงานประสบความสาเร็จ อุปมาเหมอื นกับมีข้าวและกับข้าวแล้ว ถ้าไม่
รูจ้ ักวิธีนามาปรุงเป็นอาหารกไ็ ม่เกิดประโยชน์แกเ่ จา้ ของ และไม่ทาให้แก้ปัญหาคือ
ความหวิ ของตนให้หายไปได้ การมีความรู้ก็เหมือนกับมีข้าวและกับข้าว การนามา
ประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน เปรียบเหมือนการนาข้าวและกับข้าวมาปรุงเป็น
อาหารแล้วรับประทานทาให้อิ่มและหายจากความหิวได้ หลักธรรมใน
พระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับบริหารงานมีหลายหมวด แต่หลักฆราวาสธรรมน้ี
เป็นหลักธรรมหนึ่งท่ีผู้อยู่ครองเรือนสามารถนามาเป็นแนวทางในการบริหารงาน
ในครอบครัวและองค์กรท่ีจะทาให้ได้รับประโยชน์อย่างย่ิงใหญ่ตามหลักฐาน
ตวั อย่างทีไ่ ด้ศกึ ษามาน้ัน

79

คาถามทา้ ยบท

1. ให้นิสิตอธิบายวิเคราะห์หลักการบริหารและหลักการพัฒนามาโดย
ละเอยี ด

2. ให้นิสิตวิเคราะห์หลักการพัฒนาและการบริหารงานท่ีปรากฏใน
พระไตรปฎิ ก

80

อ้างองิ ประจาบท

ข.ุ ขทุ ทฺ ก.(บาล)ี 17/24/184.
ข.ุ คาถา.(ไทย) 23/232/421.
ข.ุ คาถา.(ไทย) 23/232/421.
ขุ.วมิ าน.(ไทย) 26/7803/336.
อภิ.วิ.(ไทย) 35/200/128-131.
อรรถกถา.ขุ. (ไทย) 9/89/14.
สุตตฺ .ส.สคา.(บาล)ี 15/740/278.
องฺ.ปญจฺ .(ไทย) 22/215/260.
องฺ.สตตฺ .(ไทย) 15/5-6/4-6.
สง.ฺ สคา.(ไทย) 15/845/298.
ว.ิ มหา.(ไทย) 5/243-247/652-630.
ณรงค์ นนั ทวรรธนะ. การบริหารงานอุตสาหกรรม. กรุงเทพมหานคร : ฟิสิกส์เช็น

เตอรพ์ านชิ , 2536.
ติน ปรัชญพฤทธ์ิ. ศัพท์รัฐประศาสนศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์

จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั ,2535.
ทฤษฎีการศึกษา (EDUCATIONAL THEORY), [ออนไลน์], แหล่งที่มา:

https://www.krupatom.com/B2/ [๑๔ กนั ยายน ๒๕๖๒].
ธงชัย สันติวงษ์. การวางแผน. กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช,

2551.
ธีรวุฒิ ประทุมนพรัตน์. ทฤษฎีการบริหารและการจัดองค์การ. สงขลา:

มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ, 2531.
บุญทัน ดอกไธสง. การจัดองค์การ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์

ราชวทิ ยาลยั , 2537.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.

พิมพ์ครง้ั ที่ 12. นนทบรุ ี : สหธรรมิก, 2546.
ไพบูลย์ ช่างเรียน. วัฒนธรรมการบริหาร. กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน์,

2532..

86 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก 81

ภิญโญ สาธร. หลักบริหารการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช,
2541.

เมธีปิลนธนานนท์. การบริหารงานบุคคลในวงการศึกษา.พิมพ์คร้ังท่ี 2.
กรงุ เทพมหานคร: โอเอส พรน้ิ ต้งิ เฮ้าส,์ 2529.

ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔.
กรุงเทพมหานคร : 2556.

วจิ ิตร ศรสี อ้าน. บทบาทผู้บริหารโรงเรียนในการปรับปรุงส่งเสริมงานวิชาการ.
กรุงเทพมหานคร : วารสารสภาการศึกษาแหง่ ชาต,ิ 2520.

สมพงศ์ เกษมสนิ . การบรหิ าร. กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพาณิช, 2523..
----------------. การบรหิ าร. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, 2550.
อนันต์ เกตุวงศ์. การบริหารการพัฒนา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2537.
อทุ ยั เลาหวเิ ชียร. รัฐประศาสนศาสตร์ลักษณะวิชาและมิติต่าง ๆ. พิมพ์คร้ังท่ี 6.

กรุงเทพมหานคร: สานักพมิ พ์เสมาธรรม, 2543.
Drucker, Peter F., The Practice of Management. New York:

Harper&Row, Publishers, 1954.
Good, Carter V., Dictionary of Education. New York: McGraw-Hill

Book, 1973.
Harold D, Koontz. Analysis of Managerial Functions. New York :

McGraw - Hill Book, 1972.
Kneller, G. F. Introduction to the Philosophy of Education

University of California. Los Angeles : John Wiley & Sohn,
1964.
Koontz and Donell. Principles of Management. New York : McGraw
– Hill, 1995.
Schermerhorn, J. R., Organizational Culture and Leadership. 2nd
ed), San Francico : Jossey-Bass.,1999.
Simon, Herbert A., Administrative Behavior. New York : The Free
Press, 1976.

ขอบขา่ ยการเรียนรู้บทที่ 4

1. นิยามและความหมายของการจัดองคก์ ร
2. ผู้นาและผ้บู ริหารองคก์ ร
3. การจัดองค์กรทป่ี รากฏในพระไตรปิฎก
4. ความหมาย ทฤษฎี และรูปแบบของการวนิ ิจฉัยส่งั การ
5. การวินิจฉยั สัง่ การตามหลักกาลามสตู ร

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

1. เพ่อื ใหน้ ิสติ ร้แู ละเข้าใจนิยามและความหมายของการจัดองค์กร
2. เพือ่ ใหน้ สิ ิตมคี วามรแู้ ละความเขา้ ใจเก่ียวกบั ผ้นู าและผู้บรหิ ารองค์กร
3. เพ่อื ใหน้ สิ ติ ได้ศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์และเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการ
จัดองคก์ รทปี่ รากฏในพระไตรปิฎก
4. เพอ่ื ให้นิสิตได้ทราบถงึ ความหมาย ทฤษฎี และรูปแบบของการวินิจฉัย
ส่ังการ
5. เพื่อให้นิสิตมีความรู้ ความเข้าใจในการวินิจฉัยส่ังการตามหลักกาลาม
สตู ร



83

บทที่ 4
การจัดการองคก์ รและการวนิ ิจฉัยส่งั การ
ปรสิ าย กมมฺ วภิ ชนํ เจว กมมฺ วินิจฺฉโย จ

บทนา
การจัดการองค์กร นับเป็นส่ิงสาคัญและจาเป็นต่อการบริหารกิจการ

การสัง่ งาน การควบคุม และการดาเนินงาน ด้วยเหตุเพราะเพ่ือให้โครงสร้างงาน
ของกลุ่มคนต่างๆ และกลุ่มตาแหน่งสายงานต่างๆน้ัน ที่จะไปรองรับกับแผนงาน
ท่ีได้กาหนดไว้และเป็นโครงสร้างที่จัดข้ึน เพ่ือประสานให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันได้ดี
ช่วยลดความซ้าซ้อนดังนั้นผู้บริหารจึงจาเป็นท่ีจะต้องมีการบริหารจัดการองค์กร
ของตนเองให้มีประสทิ ธภิ าพเพอื่ ประโยชนส์ งู สดุ หรือเปา้ หมายสูงสดุ องค์กร
๔.1 นิยามและความหมายของการจดั การองคก์ ร

ธงชัย สันติวงษ์ กล่าวไว้ว่า การจัดการองค์การ คือ การจัดระเบียบ
กิจกรรมให้เป็นกลุ่มก้อนเข้ารูป และการมอบหมายงานให้คนปฏิบัติ เพื่อให้
บรรลุผลสาเร็จตามวัตถุประสงค์ของงานท่ีต้ังไว้ การจัดการองค์การจะเป็น
กระบวนการที่เกย่ี วกับการจัดระเบียบความรับผิดชอบต่างๆทั้งนี้เพ่ือให้ทุกคนต่าง
ฝา่ ยต่างทราบวา่ ใครตอ้ งทาอะไร และใครหรอื กิจกรรมใดต้องสัมพันธ์กับฝ่ายอ่ืนๆ
อย่างไรบ้าง๑

สมคิด บางโม กล่าวไว้ การจัดการองค์การ หมายถึง การจัดแบ่งองค์การ
ออกเป็นหน่วยงานย่อมๆให้ครอบคลุมภารกิจและหน้าที่ขององค์การ พร้อม
กาหนดอานาจหนา้ ที่และความสมั พันธก์ ับองคก์ รยอ่ ยอ่ืนๆไว้ด้วย ท้ังน้ี เพื่ออานวย
ความสะดวกในการบรหิ ารให้บรรลุเป้าหมายขององคก์ าร๒

๑ ธงชยั สนั ตวิ งษ, องค์การและการบริหารงาน, พมิ พ์ครั้งที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร:
วัฒนาพานชิ , ๒๕๕๑), หนา้ ๔๗-๕๒.

๒ สมคิด บางโม, หลักการจัดการ, (กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์วิทยพัฒน์,
2538), หน้า 94.

90 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก 84

เดรค เฟรช และ ฮีทเตอร์ สวาร์ด (Derak French and Heather
Saward) ได้ให้ความหมาย การจัดการ หมายถึง เป็นกระบวนการ กิจกรรมหรือ
การศึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าท่ีจะเช่ือม่ันได้ว่า กิจกรรมต่างๆ ดาเนินไปใน
แนวทางท่ีจะบรรลุผลสาเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ สรุปได้ว่า การจัดการ
องค์กร ก็คือ การจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างส่วนงานต่างๆ และบุคคลใน
องค์การ โดยกาหนดภารกิจอานาจหน้าท่ีและความรับผิดชอบให้ชัดเจน เพื่อให้
การดาเนนิ งานตามภารกิจขององคก์ รมีความบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
อย่างมีประสทิ ธภิ าพท่สี ดุ

ถ้าพิจารณาแล้ว การจัดการองค์กร (Organizing ) คาว่า “องค์กร”
เป็นศูนย์รวมกิจกรรมที่ประกอบข้ึนเป็นหน่วย ถ้าเป็นงานด้านสาธารณะ เรียกว่า
องค์การบริหารส่วนราชการถ้าเป็นหน่วยงานด้านเอกชน เรียกว่า องค์กร
บริหารธุรกิจ ซึ่งทั้งหมดสามารถร่วมกันและทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่า
เทยี มกันโดยลักษณะทว่ั ไปขององคก์ รมีอยูด่ ว้ ยกัน 3 ลกั ษณะดังตอ่ ไปนี้

2.1 องค์กรทางสังคม: เป็นองค์กรที่มี วัตถุประสงค์ในการทางานที่
เก่ยี วขอ้ งสัมพนั ธก์ ับสมาชกิ ในสังคม ได้แก่ ครอบครัว มหาวิทยาลัย โรงเรียน และ
กลุ่มกิจกรรมตา่ งๆ ทที่ าหน้าท่ีใน ทางสาธารณะ

2.2 องค์กรส่วนราชการ: เป็นหน่วยงานทางราชการต่างๆ ที่ทาหน้าท่ี
ในทางสาธารณะหรือบริการประชาชน โดยที่ไม่ได้หวังผลกาไรจากประชาชนแต่
องค์การส่วนราชการเป็นองค์กรที่มีระบบซับซ้อนมาก ได้แก่ กระทรวง เทศบาล
สขุ าภบิ าล และองคก์ รตา่ งๆ ทีอ่ ยูใ่ นระบบราชการ

2.3 องค์กรเอกชน: เป็นองค์กรท่ีดาเนินการ เพ่ือผลประโยชน์ทาง
การคา้ และบริการโดยผลประโยชน์หรือกาไรจะตกแก่บุคคลหรือ กลุ่มบุคคลท่ีเป็น
เจ้าของ ได้แก่ สถาบันการเงิน โรงงานอุตสาหกรรม บริษัท ห้างหุ้นส่วน เป็นต้น
ขบวนการที่สามารถอธิบายกลุ่ม องค์กร ขบวนการทางสังคมในระยะท่ีผ่านมา
แม้ว่าจะมพี น้ื ฐานสภาพทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจท่ีมีความแตกต่างกันน้ัน แต่
การเกดิ กลุ่มในพ้นื ทีต่ ่างๆน้นั จะพบการก่อเกิดกลมุ่ องคก์ รอยา่ งชดั เจน๓

๓Derek French and Saward Heather, Dictionary of Management
Second Edition, (Alder shot: Gower. 1983), p. 122.

ผศ.ดร.ธิติวุฒิ หมน่ั มี 9815
ดังน้ัน การจัดการองค์กรหมายถึง การจัดระเบียบเป็นกระบวนการใน
องค์กรน้ันๆโดยมีความสัมพันธ์กัน ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้นิยามของการจัดการ
องคก์ รไว้ว่า หมายถึง การแบ่งอานาจหน้าที่ในการดาเนินงานออกเป็นส่วนต่างๆ๔
เป็นกระบวนการหนึ่งในการบริหารที่มีกระบวนการประสิทธิภาพและประสิทธิผล
โดยอาศัยทรพั ยากรตา่ งๆ ผ่านหนา้ ท่ีการบรหิ ารตา่ งๆ ได้แก่ การวางแผนงาน การ
จัดการองค์กร การนา และการควบคุม เพื่อให้เกิดความบรรลุตามวัตถุประสงค์
ขององค์กร๕ ทฤษฎีการบริหารจัดการองค์กรมีหลายทฤษฎีด้วยกัน ส่วนการนา
แนวทฤษฎีต่างๆ มาใช้ในองค์กรก็ขึ้นอยู่กับองค์กรนั้นๆ จะเลือกและปรับประยุกต์
ให้เข้ากับองค์กรของตนเอง๖ ซ่ึงในบทความนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะทฤษฎีโพสต์
คอร์บ (POSDCoRB) เพ่ือที่จะเป็นรอยต่อในการบริหารองค์กรให้เกิด
ประสิทธิภาพตลอดจนประสิทธิผล และส่ิงสาคัญเพื่อไปเสริมสร้างองค์กรของ
ตนเองให้เกิดความเท่าเทียมกัน อยู่กันอย่างสันติสุขต่อไปทฤษฎีโพสด์คอร์บ
(POSDCoRB) ซึ่งเป็นทฤษฎีการบริหารจัดการทางตะวันตกที่ได้รับการยอมรับ
อย่างกว้างขวาง โดยเกิดมาจากแนวคิดของลูเธอร์ กูลิค (Luther Gulick) และ
ลินดอลเออรว์ ิค (Lyndall Urwick) ประกอบดว้ ยขัน้ ตอนการบริหาร 7 ประการ
ได้
P คือ Planning หมายถึง การวางแผน เป็นการกาหนดแนวทาง
ดาเนินงานในปัจจุบัน เพื่อความสาเร็จท่ีจะตามมาในอนาคต ผู้บริหารที่ดีต้องมี
วสิ ัยทศั นเ์ พ่ือกาหนดทศิ ทางขององค์กร
O คือ Organizing หมายถึง การจัดองค์กร เป็นการกาหนดโครงสร้าง
ความสัมพันธ์ของสมาชิกและสายบังคับบัญชาภายในองค์กร มีการแบ่งงานกันทา
และการกระจายอานาจภายในองค์กร มีการแบ่งงานกันทาและการกระจาย
อานาจ

๔ ราชบัณฑติ ยสถาน, พจนานกุ รมศพั ทส์ ังคมวทิ ยา, (กรงุ เทพมหานคร: รุ่งศลิ ปก์ าร
พมิ พ,์ 2524), หนา้ 249.

๕ สมาน รังสิโยกฤษฎ์ และ สุธี สุธิสมบรูณ์, หลักการบริหารเบื้องต้น, พิมพ์ครั้งที่
19, (กรุงเทพมหานคร: สานักงาน ก.พ , 2544), หนา้ 23.

๖ Dabrin & Ireland, Emest Dale anagement Theory and Practice.
(New York: McGrarw-Hill Book, 1972), p. 4.

92 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 86

S คือ Staffing หมายถึง การจัดบุคลากรปฏิบัติงาน เรื่องท่ีเกี่ยวกับการ
บริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรนั้นเองท้ังนี้เพ่ือให้บุคลากรมาปฏิบัติงานอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพและสอดคลอ้ งกับการจดั แบ่งหนว่ ยงานทก่ี าหนดไว้

D คือ Directing หมายถึง การอานวยการ เป็นภาระหน้าที่ที่จาเป็นที่
จะต้องใช้ศิลปะในการบริหารงาน เช่น ภาวะผู้นา (Leadership) มนุษย์สัมพันธ์
(HumanRelations)การจูงใจ (Motivation) และการตัดสินใจ (Decision
making) เปน็ ตน้

Co คือ Coordinating หมายถึง การประสานงาน เป็นการประสานส่วน
ต่างๆ ของกระบวนกระในการทางานมีความต่อเนื่องกัน เพ่ือให้การดาเนินงาน
เปน็ ไปด้วยความเรียบรอ้ ยดี และราบรืน่ บรรลไุ ปไดด้ ้วยดี

R คือ Reporting หมายถึง การรายงานซ่ึงเป็นกระบวนการและเทคนิค
ของการแจ้งให้ผู้บังคับบัญชา ตามช้ันได้ทราบถึงผลการปฏิบัติงาน โดยท่ีมี
ความสัมพันธ์ กบั การตดิ ตอ่ ส่อื สาร (Communication) อยู่ในองค์กรอยดู่ ้วย

B คือ Budgeting หมายถงึ การงบประมาณ ซึ่งเป็นภารกิจที่เกี่ยวกับการ
วางแผนการทาบญั ชีการควบคุมเก่ียวกบั การเงนิ และการคลงั ๗

สง่ิ ที่สาคญั ที่ขาดไม่ได้ในการจัดองค์กรคือผู้นาเพราะผู้นามีบทบาทในการ
จดั องคก์ รในฐานหัวหน้าส่วนงานหรือองคก์ รนนั้ ๆ อาจกล่าวได้ว่า องค์กรจะดีหรือ
มีความเจริญหน้าได้นั้น ย่อมข้ันอยู่กับผู้นาองค์กรว่ามีการจัดการองค์กรได้ดีมาก
นอ้ ยเพียงใด ดงั จะได้กลา่ วถงึ ผู้นาและผบู้ รหิ ารองคก์ ร ดังนี้
๔.2 ผนู้ าและผู้บรหิ ารองค์กร

นักวิชาการได้ให้นยิ ามคาวา่ “ ผู้นา” ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ ดังนี้
ศ.ดร.อุดม ทมุ โฆสติ กลา่ ววา่ ผู้นา หมายถงึ บุคคลทมี่ คี วามสามารถในการ
บริหารจัดการและเป็นบุคคลท่ีมีอานาจเหนือผู้อ่ืน สามารถชักจูงหรือช้ีนาบุคคล
อน่ื ให้ปฏบิ ัตงิ านสาเร็จตามวัตถปุ ระสงค์๘

๗ วิรัช วิรัชนิภาวรรณ, การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถ่ิน:
สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และไทย, (กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์โฟร์เพซ,
2545), หนา้ 39.

๘ อุดม ทุมโฆสิต, การจัดการ, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร
ศาสตร์, 2544), หน้า 230.

ผศ.ดร.ธติ ิวฒุ ิ หมน่ั มี 9837
ศ.เสนาะ ติเยาว์ ให้ความหมายว่า ผู้นา หมายถึงผู้ท่ีใช้อานาจหรือ
อิทธิพลกาหนดพฤติกรรมและความรู้สึกของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลท่ีมีต่อตัว
บุคคลแต่ละคนหรือต่อกลุ่ม ซ่ึงเป็นอิทธิพลที่มีผลต่ออารมณ์ของคนเหล่าน้ัน เช่น
ทาให้มีความรู้สึกกระตือรือร้นท่ีจะทางานซึ่งแต่ก่อนไม่ยอมท่ีจะทางานนั้น หรือ
เห็นว่างานน้ันน่าเบ่ือหน่าย ซึ่งในท่ีน้ีจะขอกล่าว ผู้นา มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน
กลา่ วคอื ๙
1. ผนู้ าที่นั่งอย่บู นหวั คน หมายถึง ผูน้ าท่ีสวมหวั โขนข่มคนอ่ืนตลอด
2. ผู้นาที่นั่งอยู่ในหัวใจคน หมายถึง ผู้นาที่หัดถอดหัวโขนออกทาตัวเป็น
กันเอง มีนิวาตะ คือความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ใช่เป็นการแสดงถึงความอ่อนแอ
ผู้นาท่ีน่ังอยู่ในหัวใจคนร่วมงานหรือลูกน้องนั้นจะเป็นคนที่มีความเข้มแข็งแต่ไม่
กระดา้ ง อ่อนโยนแตไ่ มอ่ ่อน เปน็ ตน้
ภาวะของผู้นาเป็นเสน่ห์ของคนมาตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ ในวรรณคดี
ต่างๆ ได้บันทึกเกย่ี วกบั ผูน้ าทีด่ แี ละผู้นาทีเ่ ลว แต่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยก็มีข้อพิสูจน์
ได้ว่าผู้นาที่ดีจะคู่กับความเจริญของมนุษย์ชาติตลอดมา มีหลักฐานปรากฏว่าผู้นา
ที่ดีสร้างท้ังผลงานและคุณธรรมต่อส่วนรวมและโลกก็ยังคงต้องการผู้นาท่ีดีอยู่
ตลอดไป เพราะความเป็นผู้นามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลอื่นๆในหลายๆ
ทางมีผู้ได้ให้นิยามไว้ ดงั น้ี
สตอกดิลล์ (Stogdill) กล่าววา่ ภาวะผู้นาเป็นเร่ืองเก่ียวกับการใช้อิทธิพล
(Influence) เขาให้นิยามภาวะผู้นาไว้ว่า คือกระบวนการใช้อิทธิพลท่ีผู้นาการ
กระทาตอ่ กลมุ่ เพอ่ื ใหง้ านของกลุ่มบรรลเุ ป้าหมายทีว่ างใจ๑๐
สาคร สุขศรีวงศ์ ให้คาจากัดความของภาวะผู้นาว่า ภาวะผู้นา หมายถึง
ความสามารถของผู้นาในการทาให้บุคคลอ่ืนปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้บรรลุ
วตั ถุประสงค์ขององค์กร๑๑

๙ เสนาะ ตเิ ยาว,์ ทฤษฎีองค์กรประสิทธิภาพ, (กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาสงั คม
วิทยาและมานุษยวิทยา คณะรฐั ศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, 2535), หนา้ 5-6.

๑๐ Stogdill, R.M., Handbook of Leadership: A survey of theory and
research, (New York: Free Press, 1974), p.58.

๑๑ สาคร สุขศรีวงศ์, การจัดการจากมุมมองนักบริหาร, พิมพ์ครั้งที่ 6. (กรุงเทพฯ:
บริษทั จี.พี.ไซเบอรพ์ รน้ิ ท์ จากัด, 2553), หนา้ 156.

94 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก 88

รศ.ดร.เสน่ห์ จุ้ยโต ระบุว่า ภาวะผู้นา คือ กระบวนการที่บุคคลในกลุ่ม
สมาชิกคนใดคนหนึ่งที่พยายามให้พฤติกรรมมีอิทธิพลเหนือสมาชิกอ่ืนๆ ในกลุ่ม
เดียวกัน ภาวะผู้นา คือ กระบวนการที่บุคคลสามารถทาให้ผู้อื่นยอมรับท้ังในแง่
ความรู้ ความสามารถในทางวิชาการ สุขภาพดี จติ ใจดีและเป็นบุคคลที่สามารถดล
ใจ ดึงดูดใจและชกั จงู ใจใหผ้ ูอ้ ื่นยินดที ่จี ะปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ โดยเขา
มิได้ถูกบงั คับให้กระทาแตอ่ ย่างใด๑๒

ศ.ดร.อดุ ม ทุมโฆสิต กล่าววา่ ภาวะผู้นา คือ กระบวนการท่ีใช้อานาจและ
อิทธิพลท่ีแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้นาและผู้ตาม เพ่ือบรรลุวัตถุประสงค์
อยา่ งใดอย่างหน่ึงขององคก์ าร๑๓

ศ.เสนาะ ติเยาว์ ได้ให้ความหมายของภาวะผู้นาไว้ว่า ภาวะผู้นาคือ
คว าม ส ามา ร ถท่ี มีอิทธิ พล ต่ อคน อื่ น ซ่ึง จ ะทา ให้ งา น บ ร ร ลุ เป้ าห ม ายห รื อเป็ น
กระบวนการกระตุ้นบุคคลอื่นให้ทางานหนักจนประสบความสาเร็จ ในแง่ของ
สังคมภาวะผู้นา คือ กระบวนการท่ีมีอิทธิพลทางสังคมที่ทาให้ผู้นาแสวงหาความ
ร่วมมือจากบุคคลอื่นให้มีส่วนร่วมด้วยความสมัครใจ ในการใช้ความพยายาม
เพ่อื ให้งานสาเร็จไปตามเป้าหมาย๑๔

บทบาทและหน้าที่ท่ัวๆไปของผู้นาในกลุ่มต่างๆมีตรงกันอยู่บ้างอย่างน้อย
14 อย่าง ดงั นี้๑๕

1. นาในฐานะผ้บู รหิ าร
2. นาในฐานะวางแผน
3. ผนู้ าในฐานะผูก้ าหนดนโยบาย
4. ผ้นู าในฐานะผ้ชู านาญการ
5. ผู้นาในฐานะตวั แทนของกลมุ่ เพอ่ื ตดิ ตอ่ กับภายนอก

๑๒ เสน่ห์ จุ้ยโต, การบริหารนวัตกรรมแนวใหม่, (กรุงเทพมหานคร: หาวิทยาลัย
สุโขทัยธรรมาธิราช, 2554), หน้า 114.

๑๓ อุดม ทุมโฆสิต, การจัดการ, (กรุงเทพมหานคร: คณะรัฐประศาสนศาสตร์
สถาบนั บัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร์, 2544) หนา้ 230.

๑๔ เสนาะ ติเยาว์, หลักการบริหาร, (กรุงเทพมหานคร : หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
2546), หน้า 182.

๑๕ ประยงค์ รณรงค์, ผู้นาการเรียนรู้, (กรุงเทพมหานคร: สถาบัน, 2550),หน้า
10-14.

ผศ.ดร.ธิติวฒุ ิ หมัน่ มี 9859
6. ผนู้ าในฐานะผู้ควบคุมความสัมพันธภ์ ายใน
7. ผนู้ าในฐานะผู้ใหค้ ณุ และให้โทษ
8. ผนู้ าในฐานะไกล่เกล่ีย
9. ผนู้ าในฐานะท่เี ปน็ บุคคลตวั อยา่ ง
10. ผู้นาในฐานะสัญลักษณข์ องกลุม่
11. ผนู้ าในฐานะตัวแทนรับผิดชอบ
12. ผู้นาในฐานะอดุ มคติ
13. นาในฐานะบดิ าผูม้ แี ต่ความกรุณา
14. ผู้นาในฐานะเปน็ ผรู้ ับความผดิ แทน
ผู้นาท่ีมีคุณสมบัติที่ดี การเป็นผู้นาที่ดีจะเป็นแบบอย่างท่ีดีให้กับ
ผู้ใต้บังคับบัญชา และการที่ผู้นาจะสามารถแสดงแบบอย่างการเป็นผู้นาให้
เหมาะสมน้ัน จะต้องมีคุณลักษณะหลายประการ ผู้นาท่ีดีต้องมีบารมีและอิทธิพล
จึงจะทาให้เป็นผู้นาท่ีย่ิงใหญ่ได้ กรณีที่เป็นผู้บริหารการท่ีจะเสริมสร้างภาวะผู้นา
ให้ได้มากขึ้น ควรพยายามท่ีจะใช้อานาจหน้าที่ให้น้อยที่สุด ใครใช้มากย่อมเสื่อม
มาก อานาจหน้าที่เป็นเหมือนอานาจจอมปลอมที่ไม่จีรังยั่งยืน เม่ือไม่มีตาแหน่ง
อานาจหน้าที่ย่อมหมดสิ้นไปด้วย การเป็นผู้นาอย่างแท้จริงต้องเป็นท้ังอยู่ใน
ตาแหนง่ หนา้ ท่ีและไมอ่ ยู่ในตาแหน่งหนา้ ที่๑๖
การเป็นผู้นาที่ประสบความสาเร็จและเป็นผู้นาที่ยิ่งใหญ่น้ัน จาเป็นอย่าง
ยิ่งจะต้องอาศัยหลักในการปฏิบัติที่สาคัญ ความเป็นผู้มีเหตุผล การเดินสายกลาง
การตรงต่อเวลา การมีวิสัยทัศในการทางาน มีจิตใจสูง ให้ระวังความหลงระเริง
ความเผลอตัว จะเป็นอุปสรรคอันหน่ึงที่ทาให้เสียความยิ่งใหญ่ ความเชื่อตรง เป็น
ส่ิงที่สาคัญอย่างหน่ึงท่ีจะทาให้สร้างความย่ิงใหญ่ได้ การสร้างความดีและทา
คุณประโยชน์ให้เป็นมรดกตกทอดแก่คนรุ่นหลัง ผู้ยิ่งใหญ่น้ันคือ “ผู้ท่ีนั่งอยู่ในใจ
คน ไม่ใช่น่ังอยู่บนหัวคน”๑๗ ในปัจจุบันการบริหารงานหรือการจัดการองค์กรมี
ความจาเป็นต้องใช้ศาสตร์ในการบริหารงานอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้เน่ืองจากในยุค
ปัจจบุ ันเป็นระบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมท่ีแสวงหากาไรและมีการแข็งขันเพื่อให้

๑๖ วิเชียร วทิ ยอุดม, ภาวะผนู้ า, (กรุงเทพมหานคร: ธีระฟลิ ์ม, 2448), หน้า 149.
๑๗ จิตใส คล่องพยาบาล, ภาวะผู้นา, (สุรินทร์ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
อสี าน, ๒๕๕๑), หน้า ๓.

96 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 90

เหนือกว่าค่แู ข่ง ทง้ั ในเชงิ บรหิ ารงานและการพัฒนาองค์กร ให้บรรลุตามเป้าหมาย
ขององค์กร จึงมกี ารบริหารสมยั ใหม่เข้ามาเป็นกลยุทธ์ หรือหลักการในการบริหาร
จดั การ๑๘

สามารถสรปุ ไดว้ ่า ผู้ทไ่ี ด้ชอื่ วา่ เป็นผ้นู า ไมว่ า่ จะเปน็ ผนู้ าครอบครวั ผู้นาใน
สังคม หรอื ผู้นาประเทศ ตลอดจนรวมไปถึงผู้นาองค์กรต่างๆนั้น ขึ้นชื่อว่าผู้นาหรือ
ผู้บริหาร ต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารงานองค์กรของตน ผู้นาที่จะดี
จะต้องมีท้ังพระเดชและพระคุณต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บริหารจะต้องมีความ
จงรักภกั ดตี ่อหมู่คณะ ต่อสว่ นรวมและต่อองคก์ ร ซ่ึงความจงรักภักดีน้ีจะทาให้ผู้นา
เป็นผู้ท่ีมีความไว้เน้ือเช่ือใจจากลูกน้อง และท่ีสาคัญผู้นาที่ดีต้องรู้จักการประมาณ
ในตัวเองหรอื หนา้ ทท่ี ีต่ นเองมไี ม่สวมหวั โขน สวมหัวยักษ์ตลอดเวลา เพราะอานาจ
ท่ีได้มาน้ันเป็นท้ังคุณและโทษถ้าใช้อานาจในการบริหารองค์กรในทางท่ีดีย่อม
ส่งผลที่ดีต่อภาพลักษณ์องค์กร แต่ถ้าหากผู้นาทาไม่ดีโทษนั้นจะย้อนกลับมาหา
ผ้นู าหรอื ผ้บู รหิ ารในท่ีสุด ซ่ึงในทางพระพุทธศาสนาได้แนะวิธีคุณลักษณะของผู้นา
ทีด่ ใี นทางพระพทุ ธศาสนา ตามหลัก สังคหวตั ถุ 4๑๙ กลา่ วคือ

1. การบริหารงานตามหลักทาน คือ การให้ส่ิงของของตนที่ควรให้ซึ่งใน
ท่ีน้ีสถาบันครอบครัวการให้สิ่งของเป็นสิ่งท่ีหัวหน้าครอบครัวต้องรู้จักการให้
โดยเฉพาะการแบ่งปันทรัพย์สินมรดกให้แก่สมาชิกในครอบครัวโดยความยุติธรรม
ปราศจากอคติ ซงึ่ ทานที่กลา่ วมาขา้ งตนนใี้ นทางพระพุทธศาสนามี 3 ประเภทคอื

อามิสทาน คือ เสียสละแบ่งปนั สิ่งของ ขา้ วของเครอื่ งใช้ตา่ งๆตามกาลังตัว
เราธรรมทาน คือ การให้ที่ไม่ใช่สิ่งของ กล่าวคือ การให้สติ ให้ปัญญา ให้ธรรมมะ
สอนให้ร้จู ักคณุ ธรรม และการใหก้ าลงั ใจ

อภัยทาน คือ การยกโทษไม่จองเวร จองกรรม ตลอดจนการให้อภัยศัตรู
หรอื ผ้ทู คี่ ดิ ไมด่ ีต่อตนเอง

2. การบริหารงานตามหลักปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคาท่ีสุภาพ
เรียบร้อย เหมาะแก่บุคคล เวลา สถานท่ี พูดในส่ิงท่ีเป็นประโยชน์ ฟังแล้ว
ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดกาลังใจให้การท่ีจะต่อประโยชน์ต่องานในองค์กรหรือต่อการ

๑๘ จารสั จันทร์แสงศร,ี หลกั การบรหิ ารงานสมัยใหม่ กบั หลกั การบรหิ ารเชงิ พุทธ
ศาสตร,์ (กรงุ เทพมหานคร : ๒๕๔๙), หนา้ ๒๓-๓๔.

๑๙ องฺ.จตกุ .(ไทย) 21/32/37-38.

ผศ.ดร.ธิติวฒุ ิ หม่ันมี 9971
ดาเนินชีวิต สุนทรภู่ นักกวีเอกของโลก ได้ประพันธ์บทกลอนเกี่ยวกับการใช้การ
พดู ไว้ว่า๒๐

อันอ้อยตาลหวานลน้ิ แล้วส้ินซาก
แต่ลมปากหวานหูไมร่ ูห้ าย
แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย
เจ็บจนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ
3. การบริหารงานตามหลกั อตั ถจริยา คือ ทาตนเองให้เกิดประโยชน์ ตาม
กาลังความรู้และความสามารถ เช่น การบริหารงานตามวัตถุประสงค์ และใน
ขณะเดียวกันต้องไม่ละเลยประโยชน์ของเพื่อนร่วมงานหรือผู้คนรอบข้างหรือ
ประโยชน์ที่เป็นสาธารณะชนทั่วไป เช่น เข้าร่วมกิจกรรมในส่วนรวมอยู่สม่าเสมอ
ตามโอกาสไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนฝ่ายเดียว การทาอย่างน้ีเพื่อนร่วมงานหรือ
คนรอบข้างจะเกิดความประทับใจ ในเรื่องน้ีพระพุทธองค์ทรงทาเป็นตัวอย่าง
มาแล้วตอนท่ีพระองค์ทรงบารุงภิกษุอาพาธรูปหนึ่ง พระองค์เห็นภิกษุอาพาธถูก
พวกพระภิกษุสงฆ์ทอดทิ้งใหอ้ ยู่คนเดียวตามลาพัง ขาดการดูแลจากเหล่าภิกษุสงฆ์
ดว้ ยกัน พระพุทธองคจ์ งึ เสด็จไปชว่ ยชาระร่างกายแล้วแสดงพระธรรมเทศนาให้ฟัง
หลังจากนั้นพระองค์จึงตรัสพระดารัสว่า ใครต้องการหรือปรารถนาจะอุปัฏฐาก
พระองค์ของให้อุปัฏฐากพระภิกษุท่ีอาพาธ แล้วรับส่ังให้พระภิกษุดูแลกันและกัน
เพราะว่าพวกเราได้สละครอบครัวการครองเรือนมาแล้ว ถ้าเราไม่ดูแลกันแล้วใคร
เหล่าจะดแู ล
4. การบริหารงานตามหลักสมานัตตตา คือ ทาตัวเองให้มีความเสมอต้น
เสมอปลาย วางตนเองให้เหมาะสมกับฐานะไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อ่ืน หรือเอา
เปรียบผู้ใต้บังคับบัญชา ด้วย กาย วาจา และใจ ถ้าผู้บริหารองค์กรทั้งหลาย
สามารถทาได้ตามวิธีนี้ เป็นอันเชื่อได้ว่าการบริหารงานองค์กรของเราย่อมไปถึง
จุดประสงค์หรอื จุดมงุ่ หมายได้อยา่ งไม่ยาก
นอกจากนั้นยังมีการเปรียบเทียบลงลึกให้เห็นภาพในหนทางไปของสัตว์
ต่าง ๆ ว่าถ้ากลุ่มชน หรือองค์กรใดมีแนวคิดอย่างน้ีจะได้รับผล และเป้าหมาย
อย่างน้ี เป็นตน้ วา่

๒๐ วิกิพีเดีย สารานกุ รมเสรี, เพลงยาวถวายโอวาท,
https://th.wikipedia.org/wiki/เขา้ ถึงขอ้ มลู เมอ่ื วนั ท่ี 15 ธันวาคม พ.ศ.2562.

98 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 92

“เรากาหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกน้ีด้วยใจอย่างน้ีว่า “บุคคลผู้
ปฏิบัตอิ ย่างนัน้ เป็นไปอย่างนนั้ และดาเนนิ ทางน้ันแล้ว หลังจากตายแล้วจักไปเกิด
ในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก” ต่อมาเราเห็นเขาหลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย
ทคุ ติ วินิบาต นรก เสวยทุกขเวทนา โดยส่วนเดยี วอันแรงกลา้ เผ็ดร้อนดว้ ยตาทิพย์
อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์” และยังได้เปรียบเปรย หรือชี้ให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติ
เหมือนมีแผนท่ีไว้ในมือ หรือสูตรสาเร็จอื่น ๆ อีก เช่น บุคคลปฏิบัติย่างนี้ต้อง
ดาเนินไปสดู่ ิรจั ฉาน...เปรตวิสัย มนษุ ย์ภมู ิ โลกสวรรค์เปน็ ลาดับ๒๑

สามารถสรุปได้ว่า พระพุทธองค์จัดระบบองค์กรหรือกลุ่มผลประโยชน์ไว้
ในหลากหลายรูปแบบ โดยอาศัยอาชีพบ้าง การกาเนิดบ้าง หรือคติท่ีไปบ้าง ก็ได้
เพ่ือให้สามารถปรับใช้ ยืดหยุ่นต่อระบบกลุ่มองค์กรนั้นๆ ทั้งน้ีการจัดองค์กรทาง
ศาสนาพุทธมคี วามเป็นระเบียบและมีความควบคมุ ดูแล และแบ่งหน้าที่การทางาน
กันอย่างชัดเจน ตามความถนัดของแต่ละบุคคล ซ่ึงการบริหารองค์กรในเช่นน้ี ถ้า
เราเอาหลักในการจัดระบบของพระทางพระพุทธศาสนามาปรับประยุคใช้กับการ
บริหารราชการบ้านเมืองในปัจจุบัน หรือบริหารงานในองค์กรของตนเองจะเป็น
บันไดไปสเู้ ป้าหมายความสาเรจ็ ไดอ้ ยา่ งไมย่ ากเย็น
๔.3 การจดั การองค์กรทป่ี รากฏในพระไตรปฎิ ก

เม่ือจะศึกษาเปรียบเทียบรัฐประศาสนศาสตร์ หรือ การบริหารรัฐกิจ กับ
พระสูตร มีความหมายที่ไม่ตรงประเด็นเลยทีเดียวเพราะการบริหารและการจัด
องค์กรนั้นจะมองดูรูปแบบในพระพุทธศาสนาที่กว้างกว่าความหมายในหลัก
วิชาการทางตะวันตกเป็นอย่างมาก หากแต่การศึกษาเปรียบเทียบเพ่ือให้เกิด
การบูรณาการด้วยกรอบความคิดท่ีกว้างกว่าก็จะเป็นประโยชน์อยู่มิใช่น้อย ดังจะ
อธิบายตอ่ ไปน้ี

P = Planning หมายถึง การวางแผน กล่าวคือ เมื่อลงมือทาอะไรต้องรู้
ผลของการกระทาตลอดจนมีเป้าหมายที่ชัดเจนต่อการกระทาน้ันๆเพื่อให้บรรลุ
วตั ถุประสงค์ของงานทจี่ ะกระทา ยกตวั อย่างเช่นว่า มีคร้ังหนึ่งในพระพุทธศาสนา
พระพทุ ธองค์ ทรงวางแผนเพ่ือที่จะใหเ้ หล่าภกิ ษสุ าวกประกาศพระศาสนาไปในทิศ

๒๑ พระธรรมโกศาจารย์, (ประยูร ธมฺมจิตโต), พุทธวิธีบริหาร, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๙), หนา้ ๘๔

ผศ.ดร.ธติ วิ ุฒิ หมั่นมี 9993
ต่างๆ พระพุทธองค์ทรงตรัสกับเหลา่ ภิกษสุ าวกของพระองค์ว่า ภิกษุท้ังหลาย พวก
เธอทงั้ หลายจงเทยี่ วจารกึ ไปในสถานทตี่ า่ งๆ เพือ่ ก่อใหเ้ กิดประโยชน์ต่อตนเองและ
ก่อให้เกิดความสุขสงบสุขแก่ชนหมู่มาก เพ่ืออนุเคราะห์แก่ชาวโลก และเพ่ือทา
ประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไปในทาง
เดยี วกนั สองรปู แม้แตเ่ ราผเู้ ปน็ ตถาคตเองจะไปยังเมอื งอุรุเวลเสนานิคม เพ่ือแสดง
ธรรมให้เกิดประโยชน์สงู สดุ ต่อมวลมนษุ ยชาติสืบไปนานเทา่ นาน๒๒

O = Organizing หมายถงึ การจดั องค์กรในพระพุทธศาสนามีพุทธบริษัท
4 พระพุทธองค์ให้ความสาคญั ต่อความเสมอภาคและภราดรภาพ กล่าวคือ มนุษย์
ทุกคนจะต้องมีความเท่าเทียมกันและปฏิบัติต่อกันดุจพี่น้อง ความเป็นพี่เป็นน้อง
เป็นสิ่งท่ีธรรมชาติมอบให้มนุษย์ คือ การไม่เน้นผิวพรรณ หรือ เผ่าพันธ์ุ เปรียบ
เหมือนดัง่ แม่นา้ ใหญบ่ างสายไหลไปยงั มหาสมทุ รแล้ว ย่อมละนามและโคตรอันเดิม
เสีย วรรณท้ัง 4 ผู้ออกเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศ
แล้ว ย่อมละชื่อและตระกูลเสีย การท่ีเข้ามาเป็นสมณะ เชื้อสายศากยบุตร
เหมือนกัน

S = Staffing หมายถึง คณะผู้ร่วมงาน รวมไปถึงการจัดวางสายงานด้วย
ซึ่งในพุทธประวัติพระองค์ทรงรับหรือบรรจุคนเข้ามาเป็นสมาชิกในพุทธบริษัท 4
เช่น พระภกิ ษุ กาหนดคณุ สมบตั แิ ละกลัน่ กรองโดยคณะสงฆ์ ภิกษุณี พระพุทธองค์
ทรงกาหนดคุณสมบัติและกลั่นกรองโดยคณะสงฆ์ ท้ัง 2 ฝ่าย อุบาสก รวมไปถึง
การพัฒนาการศึกษาและฝึกอบรมโดยยึดหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่
ทรงเน้นภาคฝึกปฏิบัติ (Training) มากกว่าภาคทฤษฎี (Teaching) เช่น “เธอ
ทั้งหลายต้องทาความเพียรเผากิเลสเอง ตถาคตเจ้าเป็นแค่ผู้บอกทางเท่าน้ัน”๒๓

D = Directing หมายถึง การสั่งการซึง่ ผู้บริหารกับผนู้ า
ผู้บริหาร หมายถงึ ผ้ทู ่ที าใหค้ นอน่ื ทางานตามที่ ผบู้ ริหารต้องการ
ผนู้ า หมายถงึ ผูท้ ี่ทาให้คนอื่นต้องการทางาน ตามทผ่ี นู้ าตอ้ งการ
พระพทุ ธเจา้ ทรงเนน้ หลักของผบู้ รหิ ารองคก์ รของพระพทุ ธองค์ไว้ 3 แบบ
1. อัตตาธิปไตย หมายถึง ถือตนเองเป็นใหญ่หรือถือประโยชน์ของตนเอง
เป็นที่ตั้ง ซึ่งบุคคลประเภทนี้ถ้าจะทาอะไรจะบริจาคเงินหรือสิ่งของใช้สอย ก็

๒๒ วิ. มหา. (ไทย) 1/32/39.
๒๓ ขุ. ธ. (ไทย) 25/30/51.

100 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก 94

ต้องการใหป้ ระกาศช่อื เสยี งของตนลงไปด้วย ตอ้ งได้เป็นผมู้ เี กยี รติจึงจะสามารถทา
ประโยชน์ได้ บางครั้งบุคคลบางคนที่ทาอะไรโดยคิดบวกลบคูณหารคิดถึงผลได้
ผลเสยี คอื หวงั ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นท่ีต้ัง นาอะไรไปให้ใครก็เข้าทานองว่า “ให้
น้อยเพื่อได้มาก” อย่างไรก็ตามถ้าจะถือว่าความเห็นแก่ตัวจูงใจให้ทาความดี
แม้แต่ความคิดดีน้ันยังไม่สมบรูณ์ ก็ยังถือว่าเป็นบันไดข้ันแรกท่ียังสามารถพัฒนา
ต่อไปไดเ้ พื่อก้าวไปสูค่ วามเปน็ ผมู้ ีจิตใจสงู ขึ้นในต่อไป

2. โลกาธิปไตย หมายถึง การถือคะแนนนิยมจากคนอื่นเป็นที่ต้ัง เขาว่า
อย่างไรก็ถือว่าเป็นอย่างนั้น ซึ่งในบางคร้ังก่อนให้เกิดความเดือดร้อนเป็นอันมาก
เช่น คนในครอบครัวเสียชีวิตลง ตามประเพณีต้องสวด 3 คืน ต้องทาบุญ 7 วัน
ต้องเล้ียงอาหารพระภิกษุ ตลอดทั้งแขกร่วมงาน ซึ่งในบางงานเราจะปฏิเสธไม่ได้
ด้วยวา่ มกี ารเลีย้ งสรุ านา้ เมาเข้ามาร่วมอยู่ด้วย ซึ่งตนเองซึ่งเป็นเจ้าภาพก็ยากจนไม่
มีเงินจาเป็นต้องไปหยิบยืมเงินมาเพ่ือทาบุญ เพียงเพราะไม่ให้คนทั้งหลายติเตียน
ตนเองได้ หรืออีกกรณีคือการที่จะบวชลูกชาย จาเป็นท่ีจะต้องเชิญแขกมาเลี้ยง
อาหาร มีการลงขัน คอื ผ้รู บั เชญิ เอาเงินมาชว่ ยงานเราแลว้ จดจานวนไว้เพื่อถึงคราว
งานเขาจะเอาเงินไปช่วยให้สมส่วนกัน ซ่ึงท้ังหมดท่ีกล่าวมาน้ีคือ การท่ีทาอะไรก็
ตามแล้ว ผู้ที่ทาลงไปแล้วไม่ดูฐานะของตนเองอย่างน้ี บางคร้ังก็ก่อให้เกิดความ
เดือดร้อน และเป็นการเสียเงินไปเพียงเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วย ก็เลยได้
บาปแทนได้บุญ ดังน้ันการทาความดีโดยถือคติเห็นโลกเป็นใหญ่จึงมีโอกาส
ผดิ พลาดกันไดง้ ่ายอย่างยงิ่

3. ธรรมาธปิ ไตย หมายถงึ ยึดธรรมคือความถูกตอ้ งเป็นหลัก ซง่ึ อาจกล่าว
ได้อีกอย่างหน่ึงว่า เป็นการทาความดี เพราะเห็นแก่ความดี เมื่อทาความดีไปแล้ว
และแน่ใจว่าเป็นการสมควรแล้ว ใครจะเห็นหรือไม่เห็นในความดีนั้น ใครจะ
โฆษณาช่ือเราหรือไม่ แม้ท่ีสุดเมื่อทาบุญคุณแก่ใครแล้วเขาจะไม่กล่าวแม้แต่คา
ขอบคุณ หรือไม่สานึกในบุญคุณนั้นเลย ซ่ึงในบางท่ีบางคร้ังกลับทาเนรคุณด้วยซ้า
ก็ไม่ถือเป็นความเสียใจ เพราะความมุ่งหมายท่ีทาน้ันคือเจตนาทาความดีโดยไม่
หวังสิง่ ตอบแทน เมือ่ มจี ติ ใจสงู เชน่ น้ี ก็เป็นเหตใุ หก้ ารกระทาเป็นไปในทางที่เหมาะ
ท่ีควร ไมม่ กี ารแฝงความลับลมคมในอะไรไว้เบอื้ งหลัง จะไม่มีการบ่นน้อยเนื้อต่าใจ
ใดๆท้งั สน้ิ

Co = Coordinating หมายถึง การประสานงานและกากับดูแลพระพุทธ
องค์ทรงให้มีการตักเตือนกันเองในวันปวารณาออกพรรษา เช่น "ข้าแต่พระสงฆ์ผู้

ผศ.ดร.ธิติวฒุ ิ หมัน่ มี 19051
เจริญ กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ หากท่านทั้งหลายได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัย ว่า
กระผมได้ทาสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขอท่านทั้งหลายโปรดอนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือน
กระผมด้วย เม่ือกระผมมองเห็นแล้ว จักประพฤติตัวเสียใหม่ให้ดี” การอยู่จา
พรรษารวมกันตลอดระยะเวลาสามเดือน อาจมีข้อประพฤติปฏิบัติท่ีไม่ดีไม่งาม
เกดิ ข้นึ โดยร้เู ท่าไม่ถงึ การณ์ หรอื มองไม่เหน็ เสมือนผงเข้าตาตัวเอง แม้ผงจะอยู่ชิด
ติดกับลูกนัยน์ตา เราก็ไม่สามารถมองเห็นผงนั้นได้ จึงจาเป็นต้องไหว้วานขอร้อง
ผู้อ่ืนให้มาช่วยดู หรือต้องใช้กระจกส่องดู เพราะฉะน้ัน พุทธเจ้าจึงทรงใช้วิธีการ
ปวารณาให้ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ เพื่อพระภิกษุที่ได้เห็นหรือแม้แต่ได้
ยนิ ไดฟ้ งั เรือ่ งไม่ดไี มง่ ามอะไรก็ตาม ให้กล่าวแนะนาตักเตือนได้ คือ พระผู้มีพรรษา
มากกก็ ลา่ วตกั เตือนพระผูม้ ีพรรษาน้อยได้ และพระผู้มีพรรษาน้อยก็สามารถกล่าว
ช้ีแนะถึงข้อบกพร่องของพระผู้มีพรรษามาก เป็นการให้เหล่าพระภิกษุสงฆ์หมั่น
กากับดูแลซ่ึงกันและกัน อีกท้ังยังสานความสัมพันธ์ท่ีดีงามกันในองค์กรสงฆ์อีก
ดว้ ย

R = Reporting หมายถึง การทารายงาน ซ่ึงองค์กรจะต้องมีการ
ตรวจสอบข้อมูลผลการปฏิบัติงานเพ่ือให้งานน้ันมีความเป็นประสิทธิภาพ การ
รายงานข้อมูลอย่างสม่าเสมอ และเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ เท่ียงตรง มีมาตรฐาน
ดังที่พระอานนท์ทรงขอพร 8 ประการมีข้อหนึ่งถ้าพระอานนท์ไม่ได้ตามเสด็จไป
ขอให้พระองค์ก็ทรงกลับมาตรัสธรรมเรื่องนั้น ๆ ให้กับพระอานนท์ หรือภิกษุ
ละเมดิ ศลี กส็ ืบสวน ลงโทษปรบั อาบตั ิแลว้ แจ้งให้สงฆ์ทราบ เป็นตน้

B = Budgeting หมายถึง การทางบประมาณ งบประมาณ หรือว่าต้นทุน
พระพทุ ธเจา้ ไม่ได้ใช้งบประมาณในรูปของเงินงบประมาณ แต่พระองค์มีต้นทุนทาง
สังคมสูงมากคือเรื่องของศีล-สมาธิ-ปัญญา อันเป็นอริทรัพย์ กล่าวคือ ทรัพย์
ภายใน ไม่ใช่ทรัพย์ภายนอกเหมือนทรัพย์สินเงินทอง แต่ดีกว่าทรัพย์ภายนอก
เพราะเป็นทรัพย์ที่ติดตวั ไม่มีผู้ใดสามารถลักขโมยเอาไปได้ และไม่ต้องออกแรง ไม่
ต้องสร้างเครื่องป้องกันใดๆทั้งส้ิน และที่สาคัญไปกว่านั้นสามารถติดตามไปได้ทุก
หนทุกแห่งโดยไม่ต้องไปแบกหามไป และยังสามารถนาไปให้ถึงท่ีสุคติได้และเป็น
เหตุให้บรรลุนิพพานได้ บริหารจัดการได้ แต่ถ้าจะเทียบเคียงแหล่งทุนของ
พระพุทธศาสนาในสมัยน้ันก็มีมากมาย เช่น กษัตริย์ผู้นา อย่างพระเจ้าพิมพิสาร
พระเจา้ ประเสนทโิ กศล พระเจา้ อชาตศตั รู ฯลฯ พราหมณ์มหาศาล ท่านอนาถบิณ
ฑิกเศรษฐี และ นางวิสาขา ซึ่งบุคคลเหล่าน้ีล้วนแต่เป็นบุคคลท่ีมีทรัพย์ภายนอก

102 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก 96

มากมายมหาศาล และยังสามารถทาคุณประโยชน์กับพระศาสนาได้อย่างดีท่ีสุด
เพราะพระพุทธองค์ทรงสั่งสอนเหล่าบรรดาสาวกให้ถือประโยชน์สุขส่วนรวมเป็น
สาคญั เช่น ถา้ เห็นวา่ จะไดป้ ระโยชน์สุขท่ียิ่งใหญ่ เพราะสละประโยชน์สุขเล็กน้อย
บุคคลควรสละประโยชน์สขุ เลก็ นอ้ ย เพ่ือเห็นแกป่ ระโยชน์สุขที่ย่งิ ใหญ่๒๔

สามารถสรุปได้ว่า การจัดการองค์กร เป็นการจัดการโครงสร้าง
ความสัมพันธ์เพ่ือไปสู่เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์อันเดียวกัน โดยร่วมกันบริหาร
จดั การองค์กรอย่างเป็นกระบวนการ จัดระเบียบแบบแผน อันจะทาให้ดาเนินไปสู่
วัตถุประสงค์ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซ่ึงการบริหาร
จดั การองคก์ รใหป้ ระสบความสาเรจ็ ตามเป้าหมายนั้นสมาชิกในองค์กรต้องเป็นผู้ท่ี
มีส่วนร่วมลงมือในการดาเนินงานหรือร่วมมือกันทาให้บรรลุวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้
โดยหลักใหญ่ใจความต้องอาศัยหลักในการดาเนินงาน กล่าวคือ การวางแผน การ
จัดการองค์กร การบริหารงานบุคคล การควบคุมดูแล การจัดการทุกชนิดใน
องค์กร โดยอาศัยทรัพยากรท่ีสาคัญท่ีมี คือบุคคล เงินทุน และการจัดการอย่าง
เหมาะสมและให้เกดิ ความค้มุ ค่า โดยก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถตอบสนอง
เป้าหมายของสมาชิกในองค์กรและจุดมุ่งหมายขององค์กรซึ่งจะให้องค์กรน้ัน
ประสบความสาเร็จในที่สุด ดังน้ันจะเห็นได้ว่า การจัดการองค์กรท่ีดีนั้นจาเป็นที่
จะต้องมีผบู้ ริหารงานหรือมผี ู้นาท่ีมี จักขุมา ซึ่งแปลว่า มีสายตาท่ียาวไกล คือ มอง
การณ์ไกล ตลอดจนมีวิสัยทัศน์ เพื่อจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถวาดภาพจุด
ประกายทางตลอดจนเปา้ หมายขององค์กรได้อย่างชัดเจน
๔.4 ตวั อย่างการจัดองค์กรคณะสงฆ์ของพระพุทธเจ้า

การจัดองค์กรและการบริหารในงานในพระพุทธศาสนาเร่ิมมีข้ึนเป็น
รูปธรรม สองเดือนนับจากวันท่ีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ นั้นคือ ในวันอาสาฬหบูชา เม่ือ
พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ ซึ่งทาให้เกิด
พระสังฆรัตนะข้ึน เมื่อพระสังฆรัตนะเป็นสมาชิกใหม่เกิดข้ึนในพระพุทธศาสนา
อย่างนี้ พระพุทธองค์ก็จาเป็นท่ีจะต้องบริหารจัดการองค์กรคณะสงฆ์ ซ่ึงวิธีการที่
พระพุทธเจ้าทรงใช้ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ซึ่งดารงสืบต่อกันมาจนถึง
ปัจจุบัน เป็นเวลายาวนานถึง 2,500 ปี นับเป็นข้อมูลให้พวกเราได้ศึกษาเรื่อง

๒๔ ขุ.ธ.(ไทย) 25/8/9.

ผศ.ดร.ธิติวฒุ ิ หมั่นมี 10937
พุทธวิธีการบริหารองค์กร นอกจากนี้ ยังมีพุทธพจน์ท่ีเกี่ยวกับการบริหารกระจาย
อยู่ในพระไตรปิฎก ซ่ึงการศึกษาพุทธพจน์เหล่าน้ีก็จะทาให้ทราบถึงพุทธวิธีการ
บริหารงานภายในองค์กรสงฆ์ของพระพุทธองค์ เมื่อว่าตามคานิยามและหน้าที่ของ
นักบริหารดังกล่าวมาน้ี เราต้องยอมรับว่าหลังจากท่ีเจ้าชายสิทธะทรงตรัสรู้เป็น
พระอรหนั ต์สมั มาสัมพุทธเจา้ ในวันเพญ็ เดอื น 6 ซงึ่ เป็นวนั วสิ าขบูชา พระพุทธเจ้า
ทรงประทับอยู่ตามลาพังพระองค์เดียว ในขั้นนี้ยังไม่มีการบริหารใน
พระพุทธศาสนา การบริหารเกิดขึ้นเม่ือมีสมาชิกใหม่เข้ามาในพระพุทธศาสนา
เหตกุ ารณน์ ้ีเกดิ ขึ้นหลังจากท่พี ระพุทธเจา้ ตรสั รูไ้ ด้ 2 เดอื น น้นั คอื เม่ือพระพุทธเจ้า
แสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ในวันอาสาฬหบูชา ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้
ดวงตาเห็นธรรมแล้ว จึงขอบวชในพระพุทธศาสนาซ่ึงนับได้ว่าพระอัญญาโกณ
ฑัญญะเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงพระทานการ
อุปสมบทแก่ท่านอัญญาโกณฑัญญะด้วยพุทธดารัสว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด
ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพ่ือทาที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ
เถิด”๒๕ เราจะเห็นได้ว่าในพุทธดารัสน้ี มีการกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการ
อุปสมบทไว้อย่างชัดเจนว่า “เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทาท่ีสุดแห่งทุกข์โดย
ชอบเถิด” นั้นมีความหมายว่า มีการกาหนดวัตถุประสงค์ส่วนตัว เพื่อให้สมาชิกที่
จะเข้ามาในองค์กรสงฆ์ของพระองค์มีแนวทางในการปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน

พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้ที่เข้ามาอุปสมบทเข้ามาในพระพุทธศาสนา
น้ันยึดเป้าหมายอันเดียวกัน กล่าวคือ มุ่งปฏิบัติเพ่ือให้หลุดพ้นทุกข์ ดังที่
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในโอกาสอื่นว่า พรหมจรรย์ “การบวช” น้ี ไม่ได้มีไว้ในการ
แสวงหาลาภสักการะและคากล่าวสรรเสริญ ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อศีล สมาธิ และ
ปัญญาเท่าน้ันแต่มีไว้เพื่อ เจโตวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตซ่ึงในพุทธวิธ
เกีย่ วกบั การวางแผนนสี้ ่งิ สาคญั มาก คอื ผู้บรหิ ารองค์กรท้ังหลายจะต้องมีวิสัยทัศน์
ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า จะต้องมี จักขุมา แปลว่า การมีสายตาที่ยาวไกลคือ
มองเห็นไกล วิสัยทัศน์น้ีช่วยให้ผู้บริหารสามารถวาดภาพจุดหมายปลายทางได้
ชัดเจน และใช้สื่อสารให้สมาชิกภายในองค์กรยอมรับและดาเนินไปสู่จุดหมาย
ปลายทางน้นั องคก์ รยอมรับและดาเนินไปสู่จุดหมายปลายทางน้ันองค์กรท้ังหมดก็
จะถูกขับเคล่ือนไปด้วยวิสัยทัศน์น้ี พระพุทธเจ้าทรงกาหนดจุดหมายปลายทางใน

๒๕ ว.ิ มหา. (ไทย) 1/18/23.

104 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 98

พระพุทธศาสนาไว้ว่า การประพฤติปฏิบัติธรรมทุกอย่าง มีเป้าหมายสูงสุดอยู่ท่ีจุด
เดียว คือ วิมุตติ (ด้วยความหลุดพ้นทุกข์) ดังพุทธพจน์ท่ีว่าเปรียบเหมือน
มหาสมทุ รมรี สเดียว คือ รสเคม็ ฉันใด ธรรมวินัยน้ีก็มีรสเดียว คือ วิมุตติรส ฉันนั้น
พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนายึดเป้าหมายเดียวกัน
คือ มุ่งปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น” การถือเอาความหลุดพ้นทุกข์เป็นวัตถุประสงค์
ส่วนตัว สาหรับสมาชิกทุกคนในพระพุทธศาสนาน้ีใช้ได้กับผู้ยังไม่บรรลุเป็นพระ
อรหันต์ แต่เมื่อสมาชิกนั้นเป็นพระอรหันต์ ได้เจโตวิมุตติหลุดพ้นทุกข์ท้ังปวง
แล้ว วัตถุประสงค์ของเขาน้ันก็เปลี่ยนไป นั่นคือจะดาเนินชีวิตเพื่อความหลุดพ้น
ทุกข์ส่วนตัว พระอรหันต์จะดาเนินชีวิตเพื่อช่วยคนอื่นให้พ้นทุกข์ ดังจะเห็นได้
ว่า เมื่อพ้นพรรษาแรกมีพระภิกษุสาเร็จพระอรหันต์ 60 รูปพระพุทธเจ้าทรง
วางแผนเพื่อประกาศพระศาสนา แล้วส่งพระสาวกเหล่านั้นให้แยกย้ายกันไปใน
ทศิ ทางต่างๆ ด้วยพระดารสั วา่ ภิกษทุ ่งั หลาย เราพ้นแล้ว จากบ่วงท้ังปวง ท้ังท่ีเป็น
ของทิพย์ ทั้งท่ีเป็นของมนุษย์ เธอท้ังหลายจงเท่ียวจาริกไปเพ่ือประโยชน์และ
ความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพ่ือประโยชน์เกื้อกูลและ
ความสขุ แก่เทวดาและมนษุ ย์ท้งั หลาย แตอ่ ยา่ ไปทางเดียวกันสองรูป แม้เราก็จะไป
ยังตาบลอุรุเวลาเสนานิคมเพ่ือแสดงธรรม เน่ืองจากพระองค์มีพระสงฆ์จานวน
จากดั พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญชาให้แต่ละรูปไปตามลาพังผู้เดียว ส่วนพระองค์ทรง
เลอื กไปประกาศธรรมแกเ่ จ้าลัทธิในแคว้นมคธ คือ ชฎิลสามพ่ีน้อง ที่ตาบลอุรุเวลา
เสนานิคม พระพุทธเจ้าทรงใช้เวลา 2 เดือน ปราบพยศชฎิลสามพี่น้องและ
บริวาร จนให้พวกเขาหนั มาบวชเปน็ พระภิกษใุ นพระพทุ ธศาสนา จากน้ันไปเสด็จ
ไปเทศน์โปรดพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชาแห่งแคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสาร
และประชาชนชาวมคธพอเห็นว่าชฎิลสามพ่ีน้องท่ีพวกตนนับถือได้ยอมรับเป็น
สาวกของพระพุทธเจ้าแล้วก็คลายทิฏฐิมานะ หันมาตั้งใจฟังธรรมในที่สุดก็ได้
ดวงตาเหน็ ธรรมและหันมานับถือพระพทุ ธศาสนา

พระพุทธเจ้าทรงใช้เวลาไม่นานนับจากวันตรัสรู้ซ่ึงเป็นหน่ึงในแคว้น
มหาอานาจสมัยนั้น นี่เป็นผลจากการวางแผนประกาศพระศาสนาในเบื้องต้นของ
พระพุทธเจ้าถ้าพระพุทธเจ้าไม่ประสบผลสาเร็จในการประกาศพระศาสนาโดยที่
หาผู้บรรลุธรรมตามอย่างพระพุทธองค์ไม่ได้สักคนเดียว พระพุทธเจ้าก็เป็นเพียง
พระปัจเจกพุทธะ คือ ผู้ตรัสรู้เฉพาะตนท่ีไม่สามารถสอนคนอื่นให้ตรัสรู้ตามได้ จึง
ไม่ใช่นักบริหาร แต่เพราะเหตุท่ีพระพุทธเจ้าสามารถสอนให้คนอ่ืนตรัสรู้ตาม

ผศ.ดร.ธิตวิ ฒุ ิ หมน่ั มี 10959
ได้ พระองคจ์ ึงเป็นพระสัมมาสมั พทุ ธะ ผสู้ ามารถจัดต้ังองค์กรพระพุทธศาสนาและ
เป็นนักบริหารกิจการพระศาสนาในการวางแผนเพื่อบริหารองค์กรของ
พระพุทธเจ้าน้ันมีการใช้วิสัยทัศน์กาหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และพันธ์กิจของ
องคก์ รคณะสงฆ์ไว้อย่างชัดเจนในการวางแผนเพ่ือประกาศพระศาสนาดังกล่าวมา
นั้น พระพุทธเจ้าทรงกาหนดวัตถุประสงค์ สาหรับให้สมาชิกในองค์กรทุกคนถือ
ปฏิบัติเป็นแบบเดียวกัน นั่นคือ ให้สมาชิกยึดความหลุดพ้นทุกข์ส่วนตัว หรือการ
ปฏิบัติเพ่ือความหลุดพ้นทุกข์ของคนอ่ืนเป็นเป้าหมายของการดาเนินชีวิต การ
ปฏิบัติเพ่ือความหลุดพ้นทุกข์ส่วนตัวเรียกว่า อัตตหิตสมบัติ การปฏิบัติเพ่ือความ
หลุดพน้ ทกุ ขข์ องคนอืน่ เรียกว่า ปรหติ ปฏิบัติ พระพทุ ธเจา้ ทรงมีทั้ง อัตตหิตสมบัติ
ที่เกิดจากพระปัญญาคุณและปรหิตปฏิบัติท่ีเกิดจากพระกรุณาคุณ จึงทรง
วางรากฐานในการประกาศพระศาสนาด้วยการแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระ
อรหันต์ 1,240 รูป ในวันมาฆบูชา หลังตรัสรู้ได้ 9 เดือน โอวาทปาฏิ
โมกข์ หมายถึง คาสอนท่ีเป็นหลักสาคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาท่ี
พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระอรหันต์เพื่อให้ใช้เป็นแนวทางในการดา เนินงาน
ต่อไป ในโอวาทปาฏิโมกข์นี้มีการกาหนดให้นิพพานหรือความหลุดพ้นทุกข์เป็น
เป้าหมายสงู สุดในการปฏิบัติธรรม

แนวทางปฏิบัติธรรมให้ยึดหลัก 3 ประการ คือ ไม่ทาช่ัวท้ังปวงทาดีให้ถึง
พร้อม และทาจิตใจให้ผ่องใสนอกจากน้ียังกาหนดวิธีการประกาศพระพุทธศาสนา
ว่า ให้เผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยขันติหรือความอดทน ไม่ใช้การว่าร้าย หรือการ
เขน่ ฆา่ ประหัตประหาร เพ่อื บบี บงั คับให้คนหนั มานบั ถือพระพุทธศาสนา๒๖

สามารถสรุปไดด้ งั น้ีวา่ จะเหน็ ได้ว่า ในการวางแผนเพื่อการจัดองค์กรของ
พระพุทธเจ้าน้ันมีการใช้วิสัยทัศน์กาหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์และพันธกิจของ
องคก์ รคณะสงฆ์ไว้อย่างชัดเจน องค์กรพระพุทธศาสนาเจริญเติบโตข้ึนมาได้ นั่นก็
เพราะผลมาจากวิสัยทัศน์ของพระพุทธเจ้า ผู้บริหารที่ดีต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
เพือ่ ท่จี ะให้ก้าวไปสู่การพัฒนาบริหารอย่างแท้จริงท่ีจะสร้างสังคมให้เกิดสุขได้ต้อง
มาจาก มีความสามัคคีในองค์กร มีวินัย และมีคุณภาพในการทางาน และสิ่งท่ี
สาคญั ทีจ่ ะขาดไปไม่ไดก้ ล่าวคือ มีคุณธรรมในการดาเนนิ ชีวิตและมีคุณธรรมในการ
บริหารงาน ซง่ึ พระพทุ ธองคไ์ ด้วางไว้เป็นแบบแผน

๒๖ ข.ุ ธ. (ไทย) 25/24/39.

106 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 100

๔.5 รูปแบบการจดั องค์กรคณะสงฆ์ของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลเพ่ือก้าว
สยู่ คุ ปัจจบุ ัน

การบริหารจัดการองค์กรในพระพุทธศาสนาถือได้ว่ามีการบริหารจัดการ
คล้ายๆ กันกับการจัดการองค์กรในสมัยปัจจุบัน แต่ที่มีความแตกต่างกันคือ
พระพทุ ธศาสนามีเปา้ หมายคอื มรรคผลนิพาน โดยมพี ระธรรมวินัยเป็นเครื่องมือใน
การอยูร่ ว่ มกันในหมู่พระภิกษุสงฆ์ มจี ดุ มุ่งหมายตามหลกั อตั ถประโยชน์ 3 ได้แก่

1. จุดหมายท่ีได้ในปัจจุบันทันที ได้แก่ สิ่งดีๆ ท่ีตนเองพึงได้ เช่น มี
สุขภาพรา่ งกายทด่ี ี มกี ารมีงานท่ดี ี มีครอบครัวทีด่ ีและอบอุ่น เปน็ ต้น

2. จุดมุ่งหมายท่ีเกิดขึ้นในอนาคต ได้แก่ มีความภาคภูมิใจ อ่ิมใจ โล่งใจ
เป็นต้น

3. จุดหมายสูงสุด เช่น การไม่ถือม่ันยึดม่ันบีบคั้นจิตใจ เบิกบาน ผ่องใส
เปน็ อยู่ด้วยปัญญา เป็นต้น๒๗ พระพุทธเจ้าทรงตั้งพระธรรมวินัยขึ้นมาเพื่อให้คณะ
สงฆ์พุทธบริษัทได้มีระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินชีวิต ได้แก่ อาหาร
จีวร เสนาสนะ และยารักษาโรค นอกจากนี้ยังมีระเบียบเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมี
ความสุข เช่น การจัดสรรอาหาร จีวร พักอาศัย และระเบียบต่างๆ เป็นต้น และ
เปน็ อยู่เพื่อประโยชน์ 3 ประการ กลา่ วคอื

1. ประโยชน์ตน คอื การพัฒนาตนเองใหถ้ ึงพรอ้ มดว้ ยวชิ ชาและจรณะ
2. ประโยชน์ของผู้อื่น คือ การช่วยเหลือแบ่งปันผู้อ่ืนท้ังทรัพย์ภายนอก
และอรยิ ทรัพย์
3. ประโยชนร์ ว่ มกันทงั้ สองฝ่าย คือ ไมเ่ บียดเบียนตนเองและผู้อนื่
พระพุทธเจ้าทรงให้ความสาคัญ กับจุดมุ่งหมายเหล่าน้ีในทุกระดับ แต่ที่
พระองค์ทรงเน้นคือ ปรมัตถ์ประโยชน์ เพราะจะทาให้มนุษย์พ้นจากความทุกข์ได้
แต่กระน้ันก็ไม่ได้ทรงท้ิงประโยชน์ในข้ออื่นๆ เป็นแต่เพียงให้เราพิจารณาให้เกิด
ความเหมาะสม ในการที่จะประพฤติประโยชน์แก่ตนเองและบุคคลอื่นดังท่ีทรง
ตรัสวา่ “บุคคลไม่ควรให้ประโยชน์ตนเสียไป เพราะประโยชน์คนอื่นแม้มาก เม่ือรู้

๒๗ พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต, การพัฒนาที่ย่ังยืน, พิมพ์ครั้งท่ี ๖,
(กรงุ เทพมหานคร : สหธรรมิก, 2550), หนา้ 10-11.

ผศ.ดร.ธติ ิวฒุ ิ หมั่นมี 110071
ประโยชน์ตนแล้ว ก็ควรขวนขวายในประโยชน์ตน”๒๘ ในการศึกษาแนวคิด ทฤษฏี
การบริหารจัดการองค์กร ทั้งทางด้านตะวันตกและทางพระพุทธศาสนา นั้นชี้ให้
เราเห็นว่าความแตกต่างของการบริหารจัดการตามแนวตะวันตกแตกต่างจากพุทธ
ศาสนาอย่างไร ในประเดน็ ทเ่ี ก่ียวข้อง สามารถอธบิ ายไดด้ ังนี้

1) จุดหมาย วิสัยทัศน์องค์กรตามหลักพระพุทธศาสนาทาให้เกิด
ประโยชน์ต่อตนเองและบุคคลอ่ืน โดยการสร้างสันติสุขในองค์กรนั้นต้องประกอบ
ไปด้วย เป็นผู้นาทุกด้าน เป็นผู้นาท้ังทางด้านการบริหารการจัดการกิจการต่างๆ
ผู้นาจาเป็นท่ีจะต้องมีท้ังศาสตร์และศิลป์เข้ามาประกอบรอบทิศ สุจริตจริงใจ มี
น้าใจ ให้โอกาสบุคลากรได้แสดงความคิดเห็นและมุมมองต่างๆเพ่ือร่วมกันแก้ไข
ปญั หาและพัฒนาองคก์ รไปสู่จดุ มุง่ หมาย

2) มีความโปร่งใสในการบริหาร เพราะใช้พระธรรมวินัยและคุณธรรม
ประกอบกับความสามารถเฉพาะตวั มาเปน็ เกณฑ์วดั ในการบริหารงาน เป็นท่ีทราบ
กนั ดวี ่า ความโปรง่ ใส มีความจาเป็นอย่างย่ิงในการบริหารงานแทบจะทุกส่วนหรือ
ทุกหน้าที่ตั้งแต่ระดับล่างสุดไปถึงระดับบนสุดแต่คงที่ประปฏิเสธมิได้ว่า ความ
โปร่งใส นั้นจาเป็นอย่างท่ีสุดและผู้นาตลอดจนบุคคลทุกระดับต้องตระหนักถึง
ความโปร่งใสในการบริหารงานราชการทุกส่วน หรือจะเป็นการบริหารงานใน
องค์กร ทุกองคก์ ร

3) สร้างความสามัคคีและความเป็นระเบียบวินัย เพราะการมีศีลเป็น
เครื่องกากับ คิด พูด ทา ของหมู่คณะไปในทิศทางเดียวกัน ความสามัคคีน้ัน
ในทางพระพุทธศาสนานน้ั พระพุทธองค์ทรงเน้นยา้ เหลา่ ภิกษุสงฆ์ให้มีความสามัคคี
เป็นน้าหน่ึงใจเดียวกัน มีความกลมเกลียวกัน และมีความรักความปรองดองกัน
รว่ มใจกันทากิจหรือหน้าท่ีให้บรรลุผลตามต้องการ เกิดผลงานด้านการเผยแผ่ จน
เป็นท่ียอมรับ ซึ่งความแตกต่างหลากหลายทางด้านความคิด ความแตกต่าง
หลากหลายทางด้านเช้ือชาติน้ัน ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด ในทางกลับกันจะ
ก่อเกิดความรักและความสามัคคี มีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพ่ือให้เป้าหมายของ
การเผยแผ่นั้นประสบความสาเร็จ และเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยยึดอาศัยพระ
ธรรมวินยั เป็นตัวขับเคล่อื นองค์กรคณะสงฆ์

4) ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นาและผู้ตามเป็นไปด้วยความพร้อมใจ การ

๒๘ ขุ.อติ ิ.(ไทย). 25/166/84.

108 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 102

เคารพรักในศีลวัตรปฏิบัติผู้นาอันเป็นมาตรฐานทางธรรมท่ีพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้
เป็นท่ีทราบกันดีว่าพระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ว่า ให้เหล่าภิกษุสงฆ์มีความเคารพ
กนั ตามอายุพรรษา แม้ผู้ที่บวชก่อนจะมีอายุน้อยกว่าตนก็ตาม พระพุทธองค์ก็ให้มี
ความเคารพตามวันและเวลาของการบรรพชาก่อน ท้ังนี้เพื่อให้เหล่าภิกษุปฏิบัติ
ตามกันและเป็นแนวทางเดียวกันเพ่ือให้เกิดความสมานฉันท์และมีความเป็นหน่ึง
เดียวกันของคณะสงฆ์ อีกทั้งยังแบ่งภาระหน้าที่ตามความรู้และความสามารถให้
ดแู ลกจิ ตามหน้าท่ีท่ีตนเองถนัดและมีความรู้ความสามารถโดยมี เอตทัคคะ คือ ผู้
เยี่ยมยอดในทางใดทางหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น เป็นเอตทัคคะทางธรรมกถึก ซึ่ง
หมายความวา่ เยี่ยมยอดทางแสดงธรรมเป็นพิเศษ เพื่อให้ภิกษุสงฆ์ดูแลซ่ึงกันและ
กนั ตามหนา้ ท่ี เปน็ ต้น

5) การเอาในใส่สภาพแวดล้อม ทั้งกับผู้อยู่ในองค์กรหรือผู้ที่มารับบริการ
ขององค์กรเป็นการบริหารจัดการให้มีระเบียบแบบแผน เอ้ืออานวยความสะดวก
ให้กับทกุ ฝา่ ยที่เกยี่ วขอ้ งใหเ้ กดิ ความสนั ติสุขในการร่วมมอื ประสานงานกนั

การบรหิ ารจัดการองคก์ รดว้ ยหลักการนี้ สามารถนาพาองค์กรให้เกิดสันติ
สุข และมีระเบียบแบบแผนวิธีการปฏิบัติท่ีสอดรับกับทฤษฏีบริหารจัดการองค์กร
ตามแนวตะวันตก โดยมีมิติของการพัฒนาจิตวิญญาณของสมาชิกองค์กรเป็น
พน้ื ฐาน ซง่ึ หลักทฤษฏีตะวันตกมิได้แสดงหรือกล่าวไว้อย่างจัดเจน ตัวอย่างองค์กร
สงฆ์หรือปัจจุบันเรียกว่า วัด ท่ีประความสาเร็จ สร้างสันติสุขให้กับสังคม ชุมชน
ของตนเอง พุทธศาสนานนั้ มีประโยชน์เกยี่ วกับนกั บริหารอยูส่ ามดา้ นดว้ ยกัน คอื

ด้านแรก ชว่ ยเป็นหลักเกณฑ์ในการบริการจิต นั้นคือ ในการท่ีจะใช้จิตไป
บริหารอะไรก็ควรท่จี ะบริหารจติ ของตนใหอ้ ยใู่ นสภาวะทพ่ี ร้อมทสี่ ดุ เสียก่อน

ด้านท่ีสอง แสดงได้ว่าหลักทฤษฎีและเทคนิคในการบริหาร ไม่ว่าจะเป็น
ของตะวันตกหรือตะวันออก ก็ล้วนแต่เป็นหัวข้อพุทธธรรมท่ีได้แสดงไว้แล้วทั้งสิ้น
นอกจากนใี้ นการสารวจคุณสมบัติของหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาท่ีพึงประสงค์ของ
ผบู้ ริหาร ก็พบวา่ คุณสมบตั เิ หลา่ นน้ั ตา่ งกเ็ ป็นธรรมท่ีอยู่ในพุทธศาสนาเช่นกัน มอง
ในมุมมองกลับการนาพทุ ธธรรมทจี่ าแนกเป็นหมวดหมู่อย่างเหมาะสมมาฝึกปฏิบัติ
ยอ่ มเป็นประโยชนแ์ กน่ กั บรหิ ารได้เป็นอย่างดี

ด้านที่สาม สังเกตดูจะเห็นว่า แนวโน้มในการบริหารยุคใหม่เร่ิมมองการ
แข่งขันและการบริหารท่ีเป็นธรรมและความสาเร็จที่ย่ังยืนมากกว่าผลประโยชน์
ระยะสั้น และเริ่มมีหลักบริหารที่ส่งเสริมแนวทางนี้ เช่น เศรษฐกิจพอเพียง การ

ผศ.ดร.ธิตวิ ฒุ ิ หมัน่ มี 1093
บรหิ ารจดั การท่ีดี ความโปรง่ ใส ผลประโยชนท์ ับซ้อน เป็นต้น ซึ่งเป็นการว่ิงเข้าหา
และการสอดคล้องกับหลักพทุ ธธรรมอย่างแท้จริง๒๙

บทสรุปได้ว่า การบริหารจัดการองค์กรด้วยหลักการน้ี สามารถนาพา
องค์กรให้เกิดสันติสุข และมีระเบียบแบบแผนวิธีการปฏิบัติท่ีสอดรับกับทฤษฏี
บริหารจัดการองค์กรตามแนวตะวันตก โดยมีมิติของการพัฒนาจิตวิญญาณของ
สมาชิกองค์กรเป็นพ้ืนฐาน เพื่อช่วยกันสร้างองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ซ่ึงใน
ที่บทความน้ี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอุดุลเดช พระองค์ทรงใช้
หลักธรรมท้ัง 5 ประการที่กล่าวมาเพื่อให้ประชาชนหรือบุคคลที่เป็นกาลังของ
ประเทศชาติได้นาความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาประกอบอาชีพโดยความสุจริต
ต้ังใจ มีความอุตสาหะและที่สาคัญย่ิงกว่าน้ัน กล่าวคือ ในการทางาน ผู้บริหารก็ดี
ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ดี ตลอดจนคนในองค์กรก็ดี ทุกคนต้องมีธรรมมะในการดาเนิน
ชีวิต และมีคุณธรรมในการประพฤติปฏิบัติงานซึ่งหลักการบริหารจัดการองค์กร
ทั้งหมดมานี้ ในทางพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงว่าแบบแผน แบบอย่าง ไว้เป็น
อย่างดี เพ่ือที่จะให้มนุษย์ในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข โดยเอาหลักคุณธรรม
ของนักบริหารท่ีดี ท้ัง 4 ประการ เข้ามาบริหารงานตนเอง ซึ่งคุณธรรมท้ัง 4
ประการดังท่ีกล่าวมาเบื้องตน คือ สังคหวัตถุ 4 นั้นเองเพ่ือพัฒนาตนเองและ
องค์กรของตนเองให้เกดิ ประโยชนส์ งู สดุ กับสงั คม ประเทศชาติ
๔.6 การวนิ จิ ฉัยสง่ั การ

การวินิจฉัยสงั่ การ (decision making)เก่ียวข้องกับในเร่ืองของภาวะผู้นา
และยังโยงไปถึงการคิดการตัดสินใจทางการบริหารซ่ึงอยู่ในทุกระดับของ
ผู้ปฏิบัติงานในองค์การ แบบของการวินิจฉัยสั่งการโดยท่ัวไปแยกได้เป็น 2 แบบ
คือ ใช้สามัญสานึกกับใช้เหตุผล ซ่ึงมีสาระสาคัญอยู่ที่ว่าจะต้องมีการกาหนด
ขอบเขตของปัญหาท่ีเกดิ ขนึ้ กาหนดทางเลือก และเลือกทางท่ีเห็นว่าดีท่ีสุดในการ
แก้ไขปัญหาจากน้ันจึงทาการกาหนดแนวทางหรือวิธีการที่เหมาะสมท่ีสุดมีการใช้
ความคิดรเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์เพือ่ เป็นการนาองคก์ ารไปสู่ความสาเร็จ

๒๙ อนุมงคล ศิรเิ วทิน, Management Information System,(กรุงเทพมหานคร:
หอ้ งสมุด, 2558), หนา้ 111.

110 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 104

เมอ่ื มีเหตกุ ารณ์ใดๆ เกดิ ขน้ึ มากต็ าม แต่ละฝา่ ย ท้ังผู้บริหารและผู้ปฏิบัติก็
มักจะหาเหตุผล ข้อมูล ตรรกะต่างๆ มาสนับสนุนข้อคิดเห็นของตนเองแทบจะ
ทั้งส้ิน ดังน้ันแล้ว ในฐานะผู้นาจะทาอย่างไร จะเชื่อในข้อมูลจากด้านไหน จะหา
ความจริงได้จากไหนกัน คาถามนี้ยากท่ีจะตอบได้ในทันที จะมีหลักธรรมข้อไหน
ทางพุทธศาสนาท่ีจะทาให้เรา คิด วิเคราะห์ ทบทวน ประมวล ข้อมูลต่างๆ ก่อน
จะสรุป และตัดสินใจสั่งการเพื่อทาให้เกิดความร่วมมือความเข้าใจของบุคคลากร
ในองค์การนนั้ ๆเปน็ วธิ ที ่ีสามารถนาไปสู่การบรรลเุ ป้าหมายสงู สดุ ขององค์การ
๔.7 ความหมายของการวินจิ ฉัยส่ังการ

การวินิจฉัยสั่งการ (Decision making) หมายถึง กระบวนการในการ
คดั เลือกเพือ่ การปฏบิ ตั ทิ ี่มีทางเลอื กอย่หู ลายทาง และผลลัพธ์ที่มีความแตกต่างกัน
ในการวินิจฉัยส่ังการน้ีจะมีข้ันตอนที่เริ่มต้นจากการท่ีได้ตระหนักถึงปัญหา และ
ขั้นตอนสดุ ทา้ ยจะนาไปสู่การตัดสนิ ใจอย่างมเี หตุผล

การการวินจิ ฉยั ส่ังการ มีนกั วชิ าการได้ให้ความหมายไว้ดังน้ี
ศิริพร พงศ์ศรีโรจน์ กล่าวว่า การวินิจฉัยส่ังการ หรือ การตัดสินใจ
หมายถึง การเลือกปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติหรือการเลือกทางดาเนินการที่เห็น
ว่าดีที่สุดทางใดทางหน่ึง จากทางเลือกหลายๆ ทาง เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์
ตามทตี่ อ้ งการ หรือการวินิจฉัยส่งั การคือ การชั่งใจไตรต่ รองและตัดสินใจเลือกทาง
ดาเนินงานท่ีเห็นว่าดีท่ีสุดทางใดทางหน่ึงจากหลายๆ ทางเพ่ือให้บรรลุ
วัตถปุ ระสงค์ตามท่ีตอ้ งการ๓๐
บรรยงค์ โตจินดา กล่าวว่า การวินิจฉัยสั่งการหรือการตัดสินใจหมายถึง
การท่ีผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาพิจารณาตัดสินใจและสั่งการในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง
การวินิจฉัยส่ังการ หรือการตัดสินใจเป็นเรื่องท่ีมีความสาคัญมาก เพราะการ
วินิจฉัยสั่งการจะเป็นการเลือกทางเลือก ดาเนินการที่ดีท่ีสุดในบรรดาทางเลือก
หลายๆ ทาง๓๑

๓๐ ศิริพร พงศ์ศรีโรจน์, องค์การและการจัดการ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
มหาวิทยาลยั ธรุ กิจบณั ฑิตย์ 2546), หน้า 24.

๓๑ บรรยงค์ โตจินดา, องค์การและการจดั การ, (กรุงเทพมหานคร : อมรการพิมพ,์
๒๕๔๕), หน้า ๑๔๓.

ผศ.ดร.ธติ วิ ุฒิ หม่นั มี 11015
สมคิด บางโม กล่าวว่า การวินิจฉัยสั่งการ หมายถึง การตัดสินใจเลือก
ทางปฏิบัติซึ่งมีหลายทางเป็นแนวปฏิบัติไปสู่เป้าหมายท่ีวางไว้ การตัดสินใจนี้อาจ
เป็นการตัดสินใจท่ีจะกระทาการส่ิงใดส่ิงหนึ่งหรือหลายส่ิงหลายอย่างเพื่อ
ความสาเร็จตรงตามที่ต้ังเป้าหมายไว้ ในทางปฏิบัติการตัดสินใจมักเก่ียวข้องกับ
ปัญหาที่ยุ่งยากสลับซับซ้อน และมีวิธีการแก้ปัญหาให้วินิจฉัยมากกว่าหน่ึงทาง
เสมอดังน้ันจึงเป็นหน้าท่ีของผู้วินิจฉัยปัญหาว่าจะเลือกส่ังการปฏิบัติโดยวิธีใด
จงึ จะบรรลเุ ปา้ หมายอยา่ งดีท่สี ดุ และบงั เกดิ ผลประโยชนส์ ูงสุดแกอ่ งค์การน้นั ๓๒
๔.8 รูปแบบการวินจิ ฉัยสงั่ การของผบู้ รหิ าร
การวินิจฉัยส่ังการ เป็นหน้าที่ที่สาคัญของผู้นาหรือผู้บริหาร ที่ต้องมี
ศักยภาพในการค้นหาความจริง และ ประเมินสถานการณ์ก่อนทาการตัดสินใจ ว่า
ควรทาหรือไม่ควรทาและเพราะอะไรเมื่อตัดสินใจแล้ว ก็จะต้องการวางแผนและ
กาหนดเปา้ หมาย และวตั ถุประสงค์ทีแ่ น่นอน ชัดเจน สามารถวัดผลได้กริฟฟิทส์๓๓
ให้ความหมายว่า การตัดสินใจ เป็นการศึกษาทางเลือกการปฏิบัติโดยคิดการ
เลือกทางเลือกทีแ่ ตกต่างกัน สเุ มธ เดยี วอศิ เรศ กลา่ ววา่ การตัดสนิ ใจ เป็นการ
เลือกทางปฏิบัติ ซึ่งมีอยู่หลายทางเพื่อไปสู่เป้าหมายที่กาหนดไว้๓๔ พีรพงศ์
ดาราไทย กล่าวว่า การตัดสินใจ หมายถึง ความคิดและการกระทาต่าง ๆ ท่ี
นาไปสู่การตกลงใจเลือกทางใดทางหนึ่งจากทางเลือกท่ีมีอยู่หลายทางเพื่อใช้

๓๒ สมคิด บางโม, องค์การและการจัดการ, พิมพ์คร้ังที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร :
วทิ ยพฒั น,์ ๒๕๔๕), หนา้ ๒๑-๒๕.

๓๓ Griffiths, , Daniel E. Administrative Theory, (New York : Appleton –
Century, 1959), p.104.

๓๔ สุเมธ เดียวอิศเรศ เอกสารประกอบการเรียนการสอน วิชาบริหาร 412
พฤติกรรมของผู้นาทางการศึกษา, (ชลบุรี : ภาควิชาบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ บางแสน, 2525), หน้า 127.

112 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 106

แก้ปญั หาที่เกดิ ข้ึนแคมพ์เบล และคนอ่ืนๆ๓๕ Campbell and others ได้แบ่ง
ประเภทของการตัดสินใจดังนี้๓๖

1. การตัดสินใจท่ีวางแผนการไว้ล่วงหน้าจะเก่ียวข้องกับภารกิจตาม
รายการตา่ งๆ ทกี่ าหนดให้

2. การตัดสินใจ ท่ีเป็นไปตามสถานการณ์ จะเกี่ยวข้องกับสิ่งท่ีวางแผน
หรอื คาดคะเนไว้นั้นไม่เป็นไปตามกจิ กรรมหรอื รายการทีก่ าหนดไว้

การวนิ ิจฉยั ส่ังการท่ีดี เปน็ ความตอ้ งการเบื้องตน้ สาหรับการบริหารงานใน
ทุก ๆองคก์ าร องคก์ ารไมส่ ามารถเจรญิ เติบโตไดถ้ ้าขาดการวินิจฉัยสังการท่ีถูกต้อง
และเหมาะสมการวินิจฉัยสง่ั การท่ปี ฏบิ ตั ิกันอยู่ท่ัวไปแยกได้ 2 แบบ คอื ๓๗

1.การวินิจฉัยส่ังการโดยใช้สามัญสานึก ประสบการณ์และความรู้สึก
ต่างๆ การตดั สนิ ใจแบบนีเ้ ป็นการตัดสินใจโดยไม่มหี ลัก เพราะเพียงแต่คิดว่าอะไร
เหมาะสมหรือเห็นว่าควรจะเป็นอะไร ก็วินิจฉัยหรือตัดสินใจไปตามน้ัน ซึ่งบางที
ก็เป็นลักษณะของการตัดสินใจโดยปราศจากการไตร่ตรองและมักจะอาศัยสามัญ
สานกึ ความรูส้ ึกหรือสญั ชาตญาณเป็นสาคัญ

2.การวินิจฉัยสั่งการด้วยการใช้เหตุผลไตร่ตรอง การตัดสินใจแบบนี้เป็น
การตัดสินใจโดยใชห้ ลักการทางวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ เป็นการตัดสินใจโดยการ
ใช้หลกั เหตุผลและวิธีการทเี่ หมาะสมเข้าช่วย

การตัดสินใจของบุคคลจะมีต้ังแต่เร่ืองที่ง่าย ๆ ไปจนถึงเรื่องที่ซับซ้อน
ยุ่งยาก เสียค่าใช้จ่ายน้อยไปจนถึงเสียค่าใช้จ่ายมาก มีเวลาในการตัดสินใจมากไป
จนถึงมีเวลาน้อย เป็นต้น ประชุม รอดประเสริฐ กล่าวว่า การตัดสินใจ
หมายถงึ กระบวนการในการสร้างทางเลือกการดาเนินงานไว้หลาย ๆ ทาง แล้ว
พิจารณาตรวจสอบประเมินทางเลือกเหล่าน้ันเพื่อเลือกทางที่ดีท่ีสุดเพื่อไป

๓๕ พีรพงศ์ ดาราไทย, ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการตัดสินใจของผู้บริหารกับ
ประสิทธิผลโรงเรียนเอกชน สายสามัญศึกษาในเขตการศึกษา 12”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตร
มหาบัณฑิต, (ชลบุร:ี มหาวิทยาลัยบูรพา, 2542), หนา้ 23.

๓๖ Campbell J.E. and Nystrand. R.O., Introduction to educational
administration, 6th ed. (Boston: Allyn and Bacon, 1983), P, 103.

๓๗ ศริ ิพร พงศศ์ รโี รจน,์ การบรหิ ารการตลาดยุคใหม่, (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัทธี
ระฟมิ ล์และไซคเ์ ทค็ จากดั , 254๑), หน้า 188.

ผศ.ดร.ธิตวิ ฒุ ิ หมั่นมี 110173
ดาเนินงานดงั นัน้ การตัดสนิ ใจท่ดี ีจงึ ควรมกี ระบวนการที่ดีในการตัดสินใจจึงจะช่วย
ให้การตดั สินใจมคี วามผิดพลาดนอ้ ยทีส่ ุดและเกิดผลดีมากท่สี ุด๓๘

ส่ิงทจ่ี ะทาให้การตัดสนิ ใจของผูบ้ ริหารเป็นไปอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและเกิด
ประสิทธิผลสูงสุดน้ันควรมีกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งสามารถดาเนินการเป็น
ขน้ั ตอน ดงั น้ี๓๙

1.การหาขอ้ มูลและวิเคราะหข์ อ้ มูล ไดแ้ ก่ กระบวนการรวบรวมข่าวสาร
ข้อมูลจากสภาพแวดลอ้ มหรือส่ิงที่เก่ยี วข้องกบั ปญั หา แล้วนามาวิเคราะห์เพื่อเป็น
ข้อมูลสาหรับการตัดสินใจ ยิ่งได้ข้อมูลมากเท่าไรยิ่งดีเท่านั้นเพราะจะทาให้การ
ตัดสนิ ใจถกู ต้อง ไมผ่ ดิ พลาด หรือผิดพลาดน้อยทีส่ ดุ

2.คาดคะเนผลทีจ่ ะเกดิ ขึน้ ในอนาคต
3.การพิจารณาแนวทางปฏิบัติท่ีจะนาไปใช้ รวมทั้งการคิดค้นหาวิธีการ
ใหม่ๆ เพอื่ พิจารณาแกป้ ญั หา รวมทั้งวิเคราะห์ประเมินค่าสาหรับแนวทางปฏิบัติ
น้นั ๆก็ควรพิจารณาหาทางเลอื กไว้หลายๆทาง
4.เลือกทางปฏิบัติทางใดทางหนึ่งจากแนวทางปฏิบัติ ที่อาจจะเป็นไปได้
หลาย ๆ ทาง โดยเลอื กแนวทางทจ่ี ะเกดิ ประโยชนส์ งู สุดต่อหนว่ ยงาน
5.ตดั สินใจสั่งการใหป้ ฏบิ ัติ
6.วัดผลการปฏบิ ตั ิ โดยนาไปเปรยี บเทียบกบั การคาดคะเนท่ีตง้ั ไว้
ความสามารถในการทางานหรือการบริหารงาน นอกจากจะต้องมีความรู้
ความสามารถในงานท่ีปฏิบัติแล้วส่ิงสาคัญประการหนึ่งของผู้ปฏิบัติงาน
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงหัวหนา้ งานหรอื ผู้บริหารกค็ ือ การตัดสินใจ (Decision Making)
การตดั สินใจเปรยี บเสมอื นหวั ใจของการปฏบิ ัติงานและบริหารงาน ทั้งนี้เพราะการ
ตัดสินใจจะมีอยู่ในแทบทุกข้ันตอนและทุกกระบวนการของการทางาน แม้แต่
บุคคลท่ัวไปก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงเรื่องการตัดสินใจได้ นับตั้งแต่บุคคลต่ืนขึ้นมาก็จะมี
การตดั สินใจในเรือ่ งต่างๆอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกชุดท่ีจะใส่ เส้นทาง

๓๘ ประชมุ รอดประเสริฐ, การบรหิ ารโครงการ, พมิ พครัง้ ที่ 4, (กรุงเทพมหานคร :
เนตกิ ุลการพมิ พ์, 2539), หน้า 283.

๓๙ สมคิด บางโม, องคก์ ารและการจดั การ, หนา้ 181.

114 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 108

ท่ีจะใช้เดินทาง เป็นต้น เจษฎา อึ้งเจริญ ได้กล่าวว่า การตัดสินใจของผู้บริหาร
นั้นจะพิจารณาได้จากรูปแบบทีแ่ ตกตา่ งกัน 2 รูปแบบ คอื ๔๐

1.การตัดสินใจท่ีกาหนดไว้ล่วงหน้าเป็นการตัดสินใจที่เก่ียวข้องกับแนว
ปฏบิ ตั หิ รอื นโยบาย ซึ่งเป็นไปในทางลักษณะของงานประจา การตัดสินใจส่ังการ
ประเภทน้ที าไดง้ ่ายๆ โดยอาศัยระเบียบ กฎเกณฑท์ ่ีมอี ยู่

2.การตัดสินใจที่ไม่ได้กาหนดไว้ล่วงหน้าเป็นการตัดสินใจในปัญหาท่ี
เกิดขนึ้ นอกเหนอื จากงานประจาหรือไม่เป็นไปตามนโยบายที่กาหนดไว้เป็นปัญหา
ในสถานการณ์ใหม่ที่ต้องใช้ความสามารถในเชิงสร้างสรรค์และดุลยพินิจในการ
แก้ปัญหา การตัดสินใจส่ังการแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้นในลักษณะนี้จะแสดงให้เห็นถึง
ประสทิ ธิภาพของผบู้ ริหาร เพราะเป็นการตัดสินใจปัญหาซ่ึงเกิดจากสภาวะการณ์
ทีเ่ ปล่ียนแปลงไป ดงั น้นั ขอ้ มลู ท่ีสมบรู ณ์และถกู ต้องจงึ มีความสาคญั อย่างยงิ่

แต่ดูเหมือนว่าการตัดสินใจในเร่ืองท่ัว ๆ ไปเหล่านี้เป็นเร่ืองท่ีไม่ต้อง
พิจารณาอะไรมากมายนัก แม้ตัดสินใจแล้วผิดพลาดก็สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก แต่
ถ้าเรื่องท่ีตัดสินใจนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งหมายถึง เร่ืองท่ีหากตัดสินใจแล้วผิดพลาด
จะเกดิ ความเสียหายมากหรือแก้ไขได้ยาก การตัดสินใจในเรื่องใหญ่ ๆ เหล่านี้ควร
ต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนท่ีจะตัดสินใจลงไป วิชัย โถสุวรรณจินดา ได้เสนอ
ขน้ั ตอนกระบวนการตัดสนิ ใจไว้ 7 ข้นั ตอน ดงั นี้

1.การตระหนักในปัญหา หมายถึง การค้นหาปัญหาและตระหนักถึง
ความสาคญั ของ ปญั หากอ่ น

2.การระบแุ ละวิเคราะห์สาเหตุของปญั หา โดยอาจเร่มิ จากระบุสภาพและ
ขอบเขตของ ปัญหาก่อน และพยายามค้นหาว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ก่อให้เกิด
ปัญหา โดยพิจารณาในแนวกว้าง

3.กาหนดทางเลือกโดยเลือกใช้ข้อมูลข่าวสารท่ีเกี่ยวข้องกับตัวปัญหาให้
มากท่ีสุดใหไ้ ดข้ อ้ มลู ท่ีทนั สมัยที่สุด

4.ประเมินทางเลือกและจัดอันดับความสาคัญ โดยใช้วิจารณญาณของ
ผบู้ ริหารประเมิน ทางเลือกให้เหมาะสมกับสภาพและความสาคัญของปัญหาควรมี
เกณฑม์ าตรฐานสาหรบั ประเมินผล

๔๐ จุฑา เทียนไทย, การจัดการ : มุมมองนักบริหาร , พิมพ์ครั้งท่ี ๕,
(กรุงเทพมหานคร : ซีวแี อลการพมิ พ์, 2537), หนา้ 35.

ผศ.ดร.ธติ วิ ุฒิ หม่นั มี 111059

5.การตัดสินใจทางเลือกที่ดีท่ีสุด โดยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
ต้องคานงึ ถึงประสิทธิภาพสงู สดุ หรอื ไม่ สามารถนาเอาไปปฏิบัติไดห้ รอื ไม่

6.การนาทางเลือกทางไปปฏิบัติ การตดั สินใจที่ไม่สามารถนามาปฏิบัติได้
ถือว่าการตดั สินใจท่ไี มม่ ปี ระสิทธิภาพ เง่ือนไขท่ีดีท่ีสุดคือทุกคนยอมรับมีการมอบ
อานาจท่ีให้ผูเ้ กีย่ วขอ้ งไปปฏบิ ตั ิ มกี ารเกีย่ วขอ้ งมสี ว่ นร่วมในการตัดสินใจ

7.การติดตามผลและการดาเนินงานเพื่อจะได้ทราบว่าการตัดสินใจใน
เร่ืองการปฏิบัติได้ผลตามที่คาดหมายไว้เป็นไปตามขั้นตอนที่กาหนดไว้หรือไม่เกิด
ปัญหาในด้านการปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรเพ่ือจะได้ทาการแก้ไขได้ทันท่วงที
๔.๙ ทฤษฎีการวินจิ ฉัยสง่ั การ

ทฤษฎีการวินิจฉัยส่ังการตามวิธีวินิจฉัยสั่งการ เป็นการนาแนวความคิดที่
มีเหตุผลท่ีผู้บริหารใช้ในการเลือกทางเลือกท่ีดีท่ีสุด ซ่ึงสามารถจาแนกได้ ตามวิธี
วินจิ ฉยั สัง่ การ 3 วิธี ดงั นี้๔๑

1. ทฤษฎีการวนิ ิจฉัยสัง่ การโดยการคาดการณ์
มีการใช้เทคนิคการคาดการณ์และการพยากรณ์เข้ามาประกอบการ
วินิจฉัยเชน่ การพยากรณ์โดยใช้แนวโน้มเป็นตน้
2. ทฤษฎีการวินิจฉัยสัง่ การโดยการพรรณนา
เป็นการใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือในการวินิจฉัย ดังน้ันผู้วิจัย
จะต้องมีการพิสูจน์และเห็นจริงจึงจะดาเนินการวินิจฉัยได้ บางคร้ังเรียกการ
วินจิ ฉัยสัง่ การแบบนวี้ า่ การวินิจฉัยทางวทิ ยาศาสตร์
3. ทฤษฎีการวนิ จิ ฉัยส่งั การโดยการกาหนดความ
เป็นทฤษฎีท่ีคานึงถึงว่าแนวทางวินิจฉัยสั่งการควรจะเป็นหรือน่าจะเป็น
อย่างไรจงึ จะสามารถบรรลุเปา้ หมายทต่ี อ้ งการวินิจฉยั ส่งั การได้
๔.1๐ การวนิ ิจฉัยสั่งการตามหลกั กาลามสูตร
กาลามสูตร๔๒ เป็นพระสูตรสาคัญสูตรหนึ่งในพระพุทธศาสนา กาลาม
สูตร เป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้

๔๑ เร่อื งเดียวกนั , หน้า 263-264.
๔๒ องฺ.เอก.(ไทย) 20/505/212-218.

116 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก 110

เช่ือส่ิงใดๆ อย่างงมงาย โดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดี
ก่อนเชื่อ โดยมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เกสปุตตสูตร๔๓ แต่ชาวโลกทั่วไป มักจะเรียก
พระสูตรน้ีว่า กาลามสตู รเพราะรู้สึกว่าจะเรียกได้ง่ายกว่าพระสูตรน้ีเป็นพระสูตรที่
ไม่ยาว แต่มีใจความลึกซึ้งน่าคิดประกอบด้วยเหตุผล ซึ่งผู้นับถือ พระพุทธศาสนา
หรือผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาควรจะได้ศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการใช้เหตุผล
ตามหลัก วทิ ยาศาสตร์ สอดคลอ้ งกับกฎทางวทิ ยาศาสตร์ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่

1. มา อนุสฺสเวน (อยา่ เพง่ิ เชื่อโดยฟงั ตามกนั มา)
2. มา ปรมฺปราย (อย่าเพิ่งเช่อื โดยคดิ ว่าเปน็ ของเก่า เลา่ สืบๆ กนั มา)
3. มา อิตกิ ริ าย (อยา่ เพ่งิ เช่อื เพราะเปน็ ขา่ วเลา่ ลือ หรอื ต่นื ข่าว)
4. มา ปฏิ กสมปฺ ทาเนน (อยา่ รับเอามาเชือ่ ด้วยเหตเุ พยี งว่ามที อ่ี ้างในปิฎก)
5. มา ตกฺกเหตุ (เหตุอยา่ เพิ่งเช่อื โดยคดิ เดาเอาเอง)
6. มา นยเหตุ (อยา่ เพงิ่ เชอื่ โดยการคิดคาดคะเนหรอื อนุมานเอา)
7. มา อาการปรวิ ติ กเฺ กน (อย่าเพิง่ เช่อื โดยตรกึ เอาตามอาการท่ีปรากฏ)
8. มา ทิฏฐฺ ินิชฌฺ านกขฺ นตฺ ยิ า (อย่าเพ่งิ เชอื่ ว่าตอ้ งกับลัทธิของตน)
9. มา ภพพฺ รปู ตาย (อย่าเพ่ิงเชอ่ื วา่ ผู้พูดควรเชือ่ ได)้
10.มา สมโณ โน ครูติ (อยา่ เพง่ิ เชื่อเพราะเห็นวา่ ผู้พูดเปน็ ครูของเรา)
แนวคิดตามทฤษฎีการวินจิ ฉัยส่ังการในกาลามสูตร สามารถวเิ คราะหไ์ ด้ดงั น้ี

1.ทฤษฎีการวินิจฉัยส่ังการโดยการคาดการณ์ ตรงกับหลักกาลามสูตร
ที่ว่า มา นยเหตุ อยา่ เพง่ิ เช่อื โดยการคิดคาดคะเนหรอื อนมุ านเอา

การวินิจฉัยส่ังการด้วยการใช้เทคนิคการคาดการณ์หรือศาสตร์แห่งการ
พยากรณ์ การใช้สถิติศาสตร์และการศึกษาแนวโน้มความน่าจะเป็น เข้ามา
ประกอบการวินิจฉัยสั่งการ แม้จะเป็นวิธีที่เห็นว่าดีและมีความเป็นไปได้มากที่สุด
ในตายตาของผู้วนิ ิจฉยั แตก่ ็มไิ ดห้ มายความวา่ จะเปน็ อยา่ งอ่นื ไปไม่ได้ กล่าวคือ ยัง
มีโอกาสผิดพลาดได้เสมอ ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎีการวินิจฉัยสั่งการโดยการคาดการณ์
จึงสอดคล้องเช่ือมโยงกับคาสอนที่ว่า “อย่าเพ่ิงเช่ือโดยการคิดคาดคะเนหรือ
อนุมานเอา” ซึ่งลักษณะวิธีการเช่นนี้ทางพุทธศาสนา เรียกว่า การวินิจฉัยแบบ
วภิ ชั วาท

๔๓ อง.ฺ เอก.(ไทย) 20/505/212-218.

ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ หมั่นมี 111171
ตัวอย่างท่ีเห็นชัดในเร่ืองน้ี เช่น๔๔ กรณีท่ีปรากฏในอรรถกถาอปัณณก
ชาดกเรื่อง “พ่อค้าฉลาดกับพ่อค้าโง่” ใจความว่า ในอดีตกาล ณ แคว้นกาสิกรัฐ
แห่งเมืองพาราณสี มีกลุ่มพ่อค้ากองเกวียนคาราวาน กลุ่มละ 500 คน จานวน 2
กลมุ่ ไดแ้ ก่ กลุ่มของพระโพธสิ ตั ว์ (พ่อค้าฉลาด) และ กลุ่มพ่อค้าโง่ เพราะความไม่
รอบคอบ และประกอบกับชอบการคาดคะเนจากสิ่งที่เห็นของกลุ่มพ่อค้าโง่ โดย
หวังว่าจะเจอนา้ ในทางข้างหน้าและการไม่พิจารณาให้ถ่ีถ้วนของหัวหน้า พวกกลุ่ม
พอ่ ค้าโง่จึงถกู พวกยักษห์ ลอกลวงและจับกินเป็นอาหารท้ังหมด ส่วนพ่อค้าฉลาดได้
เดินทางด้วยความรอบคอบและช่างสังเกตุในที่สดุ ก็ไปถึงที่หมายอยา่ งปลอดภยั
อุทาหรณ์จากชาดกเรื่องน้ี แสดงให้ทราบว่า ความสาเร็จและความ
ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาขององค์กร ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยสั่งการของผู้นา
กลุ่มที่ 1 เป็นการรับข้อมูลเพียงด้านเดียว ยังไม่ได้พิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของ
แหล่งข้อมูลที่ได้รับ ยังไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลท่ีได้รับกับความจริงท่ีปรากฏ และ
บริบทรอบข้าง แล้วรีบด่วนสรุปตัดสิน ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มท่ีมีทฤษฎีวิธีการ
วินิจฉัยอย่างถ่ีถ้วนรอบคอบ เริ่มตั้งแต่การพิจารณาท่ีความน่าเช่ือถือของ
แหล่งข้อมูล ข้อมูลที่ได้รับกับความเป็นจริงท่ีปรากฏ และบริบทรอบข้างท่ีผ่านมา
และกาลงั จะเป็นไป สมดังพระดารสั ว่า “ ดูก่อนคฤหบดี ในกาลก่อน คนผู้ที่ชอบ
เช่อื ถอื โดยการคาดคะเน มักถึงความพินาศใหญ่หลวงด้วยประการอย่างน้ี ส่วนคน
ผู้มีปรกติเช่ือถือตามความจริง ย่อมพ้นจากเงื้อมมือของพวกอมนุษย์ ไปถึงที่ที่ตน
ปรารถนา ๆ โดยสวสั ดภิ าพ แล้วกลับมาเฉพาะยังทอี่ ยู่ของตน”
2. ทฤษฎกี ารวินิจฉัยส่งั การโดยการพรรณนา ตรงกับหลักกาลามสูตรท่ีว่า
มา ปิฏกสมปฺ ทาเนนอย่ารับเอามาเชอ่ื ด้วยเหตุเพยี งว่ามีทีอ่ า้ งในปิฎก หรือ ตารา.
สารท่ใี ห้ความร้บู างคร้งั ก็เข้าใจง่าย แต่งบางคร้ังท่ีเป็นเรื่องสลับซับซ้อนก็
จะเข้าใจยาก ต้องใช้การพินิจพิเคราะห์อย่างลึกซ้ึง ทั้งนี้ย่อมขึ้นกับเร่ืองที่เข้าใจ
ง่ายหรือเข้าใจยาก ผู้รับมีพ้ืนฐานในเร่ืองที่ฟังเพียงใด ถ้าเป็นข่าวหรือบทความ
เกี่ยวหับเกษตรกรผู้มีอาชีพเกษตรย่อมเข้าใจง่าย ถ้าเป็นเร่ืองเก่ียวกับธุรกิจนัก
ธุรกิจก็จะได้เข้าใจง่ายกว่าผู้มีอาชีพเกษตร และผู้พูดหรือผู้ส่งสารก็มีส่วนสาคัญ
ถา้ มีความรู้ในเรื่องนั้นเป็นอย่างดีรู้วิธีเสนอ ก็จะเข้าใจได้ง่ายซ่ึงในหลักกาลามสูตร
คือข้อ มา ปิฏกสมุปทาเนน อย่ารับเอามาเช่ือด้วยเหตุเพียงว่ามีที่อ้างในปิฎก ถ้า

๔๔ ข.ุ เอก.(ไทย) 55/1/159-166.

118 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตร์ในพระไตรปิฎก 112

ใครเอาตารามาอ้างให้เราฟัง เราก็อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะตาราก็อาจจะผิดได้บางคน
อาจจะค้านว่า “ที่เราพูดถึงกาลามสูตรนี้ ไม่ใช่ตาราหรอกหรือ” จริงอยู่ เราก็อ้าง
กาลามสูตรซึ่งเป็นตาราเหมือนกัน แต่ท่านว่า อย่าเพ่ิงเช่ือ เพราะอาจจะผิดได้
ดังน้ัน ไม่ว่าใครจะเอาตาราอะไรก็ตามมาอ้างเราก็ต้องอย่าเพิ่งเช่ือ พระพุทธเจ้า
ตรัสว่าให้พิจารณาดูก่อน บางคนกล่าวยืนยันว่าตนเอง อ้างตามตารา ซ่ึงแท้จริง
แล้วเขาไม่ได้อ่านตารานั้นเลย แต่ว่าเอามาอ้างขึ้นเอง บางคนก็ต้องการ โดยการ
อา้ งตารา

ตัวอย่างเร่ือง จังกีสูตร๔๕ “จังกีสูตร” เป็นเร่ืองของพราหมณ์ที่ช่ือว่า จังกี
คือ มีการสอบถามปัญหา ทดสอบภูมิความรูก้ ันกับพระพุทธเจ้าในเร่ืองคาสอนของ
พวกพราหมณ์ ทส่ี อนๆ กนั มา ในทนี่ ้นั พระพทุ ธเจา้ ตอบด้วยวธิ กี ารถามกลับว่า ใน
สิ่งท่ีจังกีพราหม์บอกว่า มนต์ของพวกพราหมณ์ จริง เท่าน้ัน,ของอื่น เป็นโมฆะ
เช่นว่า พราหมณ์เกิดจากอกของพรหม พวกภิกษุเกิดจากเท้าของพรหม อย่างน้ี
เปน็ ต้น อันน้เี ป็นส่ิงท่ีขา้ พเจ้ายกมา ในพระสตู รเขาไม่พดู เรื่องใครเกิดจากอะไร แต่
นี่เป็นตัวอย่างของมนต์ของพวกพราหมณ์ พระพุทธเจ้าถามว่า “ในบทแห่งมนต์
เหลา่ นั้น ความรู้ตา่ งๆ เหลา่ นนั้ ”

ประเด็นแรก คอื มคี นท่ีรู้ ยนื ยันไหม? ว่าเป็นอยา่ งนั้น มีคนรู้ไหม?
ประเด็นที่ 2 คอื มคี นเห็นอยา่ งนนั้ ไหม?
ฉะนนั้ ในพระสูตรน้ี พระองคจ์ ึงได้ให้แง่คิดสาหรับการวินิจฉัยสั่งการไว้ว่า
ส่ิงท่ีเช่ือสนิทใจ ส่ิงที่ถูกกับใจชอบ ส่ิงท่ีเรียนต่อกันมา สิ่งท่ีคิดตรองไว้ดีแล้ว สิ่งที่
เพ่งพินิจไว้เป็นอย่างดีแล้วว่าถูกต้องตามทิฐิและทฤษฎีหลักการของตน บางคร้ัง
ย่อมกลบั กลายเปน็ เท็จไปกม็ ี แตบ่ างคราส่ิงท่ีไม่เคยนึกเช่ือสนิทใจ สิ่งท่ีไม่ถูกกับใจ
ชอบ สิ่งท่ีไม่เคยเรียนต่อกันมา สิ่งที่ไมไ่ ดค้ ดิ ตรองไว้ ส่ิงที่ไม่ได้เพ่งพินิจไว้เป็นอย่าง
ดแี ลว้ ว่าถกู ต้องตามทิฐแิ ละทฤษฎีหลักการของตน ย่อมกลับกลายเป็นจริงก็มี เมื่อ
เปน็ เช่นนี้ ผนู้ าท่มี หี นา้ ท่วี ินิจฉัยสั่งการตามพระสูตรนี้ จึงควรเป็นผู้กระตือรือร้นใน
การเตรียมแผนรับมือกับส่ิงท่ีอาจเกิดขึ้นได้ หรือท่ีเรียกว่า ผลข้างเคียง พร้อมกัน
นั้นต้องต่ืนตัวแต่ไม่ต่ืนตูม ใฝ่ใจในการสืบสาวความจริงในเรื่องนั้นๆอยู่ตลอดเวลา
และรจู้ ักเลือกวนิ จิ ฉยั ตัดสินให้เหมาะสมตามแต่กรณีสืบไป ส่ิงท่ีพระองค์ตรัสแก่กา
ปทิกมาณพ ในจังกีสูตรน้ี จึงเป็นการส่ือให้ทราบว่า มนุษย์มักตีบตัดหรือยุติการ

๔๕ ขุ.เอก.(ไทย) 21/651-655/346-349.

ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ หมนั่ มี 111193
ค้นหาความจริงของข้อมูล คือ จบลงปลงใจเชื่อเพียงแค่ข้อมูลในส่ือนั้นๆ เช่น ใน
ตารา เป็นต้น โดยที่ไม่ใคร่จะสนใจว่า เหตุใด ทาไม อย่างไรจึงเป็นเช่นนั้นหรือมี
ความนา่ เช่อื ถือเพยี งไร ขอเพยี งใหเ้ หน็ วา่ ข้อมูลน้ันถูกเขียนหรือนาเสนอในส่ือที่แค่
คิดว่าน่าเชื่อถือ ก็ตกลงใจเพียงแค่น้ัน จึงทาให้การวินิจฉัยส่ังการของผู้นาไม่
ถกู ตอ้ งชอบธรรมไปดว้ ย ดังเช่นในปัจจุบันได้เกิดมีปัญหาการบิดเบือนข้อมูล การ
เสนอข่าวหรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จแก่ผู้วินิจฉัย ย่ิงหากผู้วินิจฉัยสั่งการไม่ใฝ่ใจ
สังเกต หรือขาดความรอบคอบด้วยแล้ว จึงมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้กอบโกย
ผลประโยชน์และสร้างปัญหาใหมข่ น้ึ มาอีกโดยไมร่ ู้ตัว

3. ทฤษฎกี ารวนิ จิ ฉัยสัง่ การโดยการกาหนดความ ตรงกับหลักกาลามสูตร
ทวี่ า่ มา อาการปรวิ ิตกเฺ กน อย่าเพงิ่ เชือ่ โดยตรึกเอาตามอาการทีป่ รากฏ

ความน่าจะเป็น คือการวัดหรือการประมาณความเป็นไปได้ว่า บางสิ่ง
บางอย่างจะเกิดขึ้นหรือถ้อยแถลงหน่ึง ๆ จะเป็นจริงมากเท่าใด ความน่าจะเป็นมี
คา่ ตง้ั แต่ 0 (โอกาส 0% หรือ จะไม่เกิดข้ึน) ไปจนถึง 1 (โอกาส 100% หรือ จะ
เกิดขึ้น) ระดับของความน่าจะเป็นที่สูงข้ึน คือความเป็นไปได้มากขึ้นท่ีเหตุการณ์
นั้นจะเกิด หรือถ้ามองจากเง่ือนเวลาของการสุ่มตัวอย่าง คือจานวนคร้ังมากข้ึนท่ี
เหตุการณ์เช่นน้ันคาดหวังว่าจะเกิดซึ่งในหลักกาลามสูตรคือข้อ มา อาการปริวิตกฺ
เกน อยา่ เพ่ิงเช่ือโดยตรึกเอาตามอาการท่ีปรากฏ คือเห็นอาการที่ปรากฏแล้วก็คิด
ว่าใช่แน่นอน เช่น เห็นคนท้องโตก็คิดว่าเขาจะมีลูก ซ่ึงก็ไม่แน่ บางคนแต่งตัวภูมิ
ฐานก็คิดว่าคนน้ีเป็นคนใหญ่โต ร่ารวย ซ่ึงก็ไม่แน่ อีกบางทีก็เป็นขโมย แต่งตัว
เรียบร้อยมาหาเรา บางคนทาตัวเหมือนเป็นคนบ้าคนใบ้มานั่งใกล้กุฏิพระ คนก็ไม่
สนใจนึกว่าเป็นคนบ้า แต่พอพระเผลอก็ขโมยของของพระไป ดังนั้น เราจะดู
อาการท่ปี รากฏกไ็ มไ่ ด้ บางคนปวดหัว ก็คิดว่าเป็นโรคอะไรท่ีหัว แต่ก็ไม่แน่ สาเหตุ
อาจจะเป็นที่อ่ืนแล้วทาให้เราปวดหัวก็ได้ เช่น ท้องผูก เป็นต้นหรือเราขับรถมาถึง
สะพานซ่ึงมองดูแล้วคิดว่าสะพานน้ีน่าจะมั่นคงพอจะขับข้ามไปได้ แต่ก็ไม่แน่
สะพานอาจจะพังลงมากไ็ ด้

ตัวอย่างเร่ืองกุหกชาดก๔๖ เรื่องดาบสขี้โกง ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้า
พรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี ชฎิลโกงผู้หนึ่งเป็นดาบสหลอกลวง
อาศัยอยู่ในหมู่บ้านตาบลหน่ึง. กุฎุมพีคนหน่ึงช่วยสร้างศาลาในป่าให้ดาบสน้ัน ให้

๔๖ ขุ.กหุ ก.(ไทย) 56/89/312-314.

120 เอกสารคำ�สอน รฐั ประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 114

ดาบสอยู่ในบรรณศาลา ปรนนิบัติด้วยอาหารอันประณีต ในเรือนของตน ฝากให้
ดาบสดแู ลหลุมฝังทองคา 100 แท่ง ดาบสพูดให้เขาเกิดความสบายใจว่า " ข้ึนช่ือ
วา่ ความโลภในสิ่งของผูอ้ ่นื บรรพชิตไมม่ ีเลย " พ่อค้ายิ่งเล่ือมใสเข้าใจว่า " ดาบสนี้
ไม่ถือเอาส่ิงของผู้อ่ืน พระคุณเจ้าช่างเคร่งคัดจริง ๆ " แต่สุดท้ายเพราะมองคนแต่
ภายนอกและอาการ ดาบสนี้จึงขโมยทองคา 100 แท่งไป

อุทาหรณ์จากชาดกเร่ืองนี้ แม้นว่าผู้มีวาจาไพเราะหาใช่จะเป็นคนดีเสมอ
ไป เขาอาจหลอกให้เราตายได้ด้วยคาพูดท่ีสวยหรูของเขา ดังน้ันก่อนไว้ใจใครต้อง
คบเขาใหน้ านพอเสียกอ่ น อยา่ ไว้ใจทาง อย่าวางใจคน แล้วจะจนใจเอง สอดคล้อง
กับกาลามสูตรที่ว่าอย่าเพ่ิงเช่ือโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ เป็นความ
สอดคล้องในแง่ของ การอย่าเพ่ิงเชื่ออะไรง่ายๆแม้ว่าผู้น้ันจะน่าเชื่อถือด้วย
รูปลกั ษณ์ การแต่งกาย แต่เพียงฉาบฉวยโดยตาเห็นเพียงเท่าน้ัน หากแต่ควรพินิจ
พิจารณาด้วยปญั ญาใหถ้ ่องแท้เสียกอ่ น

ดังน้นั แนวคิดตามทฤษฎีการวนิ จิ ฉัยส่ังการในกาลามสูตร เป็นแนวคิดเชิง
ปฏิเสธ งดเว้นหรือห้าม หมายความว่า อย่าเพิ่งด่วนเช่ือหรือด่วนสรุป รวมถึงด่วน
ตัดสินใจอะไรง่ายๆ ซ่ึงเม่ือเกิดคาถามว่า ถ้าห้ามว่าอย่าเพิ่งเช่ือหรือตัดสินใจง่ายๆ
แล้วจะให้ทาอย่างไร คาตอบทางพุทธศาสนา คือ เรียนรู้และเข้าใจการวินิจฉัยสั่ง
การอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลซ่ึงในทางพระพุทธศาสนาได้
เสนอแนวทางในการตัดสินใจหรือการวินิจฉัยสั่งการด้วยหลัก “กาลามสูตร” ที่
ต้องใช้ทั้ง "ปรโตโฆสะ"และ "โยนิโสมนสิการ" เพ่ือให้การวินิจฉัยสั่งการเป็นไป
อย่างถูกตอ้ ง (สมั มาทิฏฐิ) สามารถปฏบิ ัติได้และใหผ้ ลประโยชนอ์ ยา่ งสูงสุด
บทสรุป

แนวคิดตามทฤษฎกี ารวนิ จิ ฉยั สง่ั การในกาลามสูตร เป็นแนวคิดเชิงปฏิเสธ
งดเว้นหรือห้าม หมายความว่า อย่าเพิ่งด่วนเช่ือ ด่วนสรุปหรือด่วนสรุป รวมถึง
ด่วนตัดสินใจอะไรง่ายๆ ซึ่งเมื่อเกิดคาถามว่า ถ้าห้ามว่าอย่าเพ่ิงเช่ือหรือตัดสินใจ
ง่ายๆแล้วจะให้ทาอย่างไร คาตอบบางพุทธศาสนา คือ เรียนรู้และเข้าใจการ
วินิจฉัยส่ังการอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลซึ่งในทาง
พระพุทธศาสนาได้เสนอแนวทางในการตัดสินใจหรือการวินิจฉัยสั่งการด้วยหลัก
“กาลามสูตร” ที่ต้องใช้ท้ัง "ปรโตโฆสะ"และ "โยนิโสมนสิการ" เพื่อให้การวินิจฉัย
ส่ังการเป็นไปอย่างถูกต้อง (สมั มาทฏิ ฐ)ิ สามารถปฏบิ ตั ไิ ดแ้ ละใหผ้ ลประโยชน์อย่าง

ผศ.ดร.ธิตวิ ุฒิ หม่ันมี 12115
สูงสุด ส่วนกระบวนการวินิจฉัยสังการนั้นมีข้ันตอนตามความเห็นของนักวิชาการ
ต่าง ๆ กัน ซ่ึงมีสาระสาคัญอยู่ท่ีว่าจะต้องมีการกาหนดขอบเขตของปัญหาท่ี
เกิดขึ้น กาหนดทางเลือกท่ีเห็นว่าดีที่สุดในการแก้ปัญหา ซ่ึงจะต้องนาเอาหลัก
ทฤษฎีทางตะวันตกมาใช้ในหลักของการวิเคราะห์“5Ws1H” เป็นการหาข้อมูล
ของเหตทุ ่มี าซง่ึ จะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลทีต่ ามมาทหี ลัง

บทบาทท่ีสาคญั ของผู้นาหรือผู้บริหารในการจัดการหรือบริหารงานท่ีต้อง
ใช้หลักในการคิดวิเคราะห์ซ่ึงจะนาพาให้เกิดความอยู่รอดและการประสบ
ความสาเร็จ ของกลุ่ม หน่วยงาน หรือองค์การ การตัดสินใจที่ดีน้ันจะก่อให้เกิด
ความผิดพลาดน้อยท่ีสุดตาม ดังน้ันผู้ที่จะตัดสินใจจึงควรหาข้อมูลหรือมีข้อมูลที่ดี
และมีกระบวนการท่ีดีให้การตัดสินใจ ตลอดจนตระหนักถึงสาเหตุที่ทาให้เกิดการ
ตัดสินใจผิดพลาดอีกด้วย โดยสามารถใช้หลักธรรมท่ีมีมาในพระพุทธศาสนามา
เป็นเคร่ืองมือที่ใช้ในการพิจารณาแล้วการตัดสินใจก็จะเกิดผลดีมากท่ีสุดและเกิด
ความผดิ พลาดนอ้ ยที่สุด ซ่ึงจะนาไปสูจ่ ดุ มงุ่ หมายสงู สดุ ของการบรหิ ารงานองค์การ

116

คาถามท้ายบท

1. ให้อธิบายถงึ ผนู้ าและผ้บู ริหารองค์กรมาโดยละเอยี ด
2. ใหน้ สิ ิตวิเคราะห์ถึงการจดั องค์กรทปี่ รากฏในพระไตรปิฎก
3. ให้นสิ ติ วิเคราะหห์ ลักการวินิจฉัยสัง่ การตามหลักกาลามสตู รพร้อม
ยกตัวอย่างประกอบ

117
อ้างอิงประจาบท
ขุ. ธ. (ไทย) 25/30/51.
ข.ุ กหุ ก.(ไทย) 56/89/312-314.
ข.ุ กหุ ก.(ไทย) 56/89/312-314.
ข.ุ ธ. (ไทย) 25/24/39.
ขุ.ธ. (ไทย) 25/24/39.
ขุ.ธ.(ไทย) 25/8/9.
ข.ุ ธ.(ไทย) 25/8/9.
ขุ.อติ .ิ (ไทย). 25/166/84.
ขุ.อติ ิ.(ไทย). 25/166/84.
ข.ุ เอก.(ไทย) 21/651-655/346-349.
ขุ.เอก.(ไทย) 21/651-655/346-349.
ขุ.เอก.(ไทย) 55/1/159-166.
ขุ.เอก.(ไทย) 55/1/159-166.
ว.ิ มหา. (ไทย) 1/32/39.
วิ.มหา. (ไทย) 1/18/23.
ว.ิ มหา. (ไทย) 1/18/23.
องฺ.จตกุ .(ไทย) 21/32/37-38.
องฺ.เอก.(ไทย) 20/505/212-218.
อง.ฺ เอก.(ไทย) 20/505/212-218.
องฺ.เอก.(ไทย) 20/505/212-218.
องฺ.เอก.(ไทย) 20/505/212-218.
จารัส จันทร์แสงศรี. หลักการบริหารงานสมัยใหม่ กับหลักการบริหารเชิงพุทธ
ศาสตร์. กรงุ เทพมหานคร : ๒๕๔๙.
จิตใส คล่องพยาบาล. ภาวะผู้นา. สุรินทร์ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
อสี าน, ๒๕๕๑.
จฑุ า เทยี นไทย. การจัดการ : มมุ มองนักบรหิ าร. พมิ พ์คร้ังที่ ๕. กรุงเทพมหานคร
: ซวี ีแอลการพิมพ์, 2537.
ธงชยั สนั ติวงษ. องค์การและการบริหารงาน. พิมพ์ครั้งที่ ๑๑. กรุงเทพมหานคร:
วัฒนาพานชิ , ๒๕๕๑.

124 เอกสารคำ�สอน รัฐประศาสนศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 118

บรรยงค์ โตจินดา. องค์การและการจัดการ. กรุงเทพมหานคร : อมรการพิมพ์,
๒๕๔๕.

ประชุม รอดประเสริฐ. การบริหารโครงการ. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร :
เนติกุลการพมิ พ์, 2539.

ประยงค์ รณรงค์. ผ้นู าการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร: สถาบัน, 2550.
พระธรรมโกศาจารย์. (ประยรู ธมฺมจิตโต).พุทธวิธีบริหาร. กรุงเทพมหานคร : โรง

พมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๙.
พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต. การพัฒนาท่ีย่ังยื่น. พิมพ์ครั้งท่ี ๖.

กรุงเทพมหานคร : สหธรรมิก, 2550.
พีรพงศ์ ดาราไทย. ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการตัดสินใจของผู้บริหารกับ

ประสิทธิผลโรงเรียนเอกชน สายสามัญศึกษาในเขตการศึกษา 12”.
วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา,
2542.
ราชบณั ฑิตยสถาน. พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา. กรุงเทพมหานคร: รุ่งศิลป์การ
พมิ พ์, 2524.
วิ กิ พี เ ดี ย ส า ร า นุ ก ร ม เ ส รี . เ พ ล ง ย า ว ถ ว า ย โ อ ว า ท .
https://th.wikipedia.org/wiki/เข้าถึงข้อมูลเม่ือวันที่ 15 ธันวาคม
พ.ศ.2562.
วเิ ชียร วิทยอดุ ม. ภาวะผู้นา. กรุงเทพมหานคร: ธรี ะฟลิ ม์ , 2448.
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถ่ิน:
สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝร่ังเศส ญี่ปุ่น และไทย. กรุงเทพมหานคร:
สานกั พมิ พโ์ ฟร์เพซ, 2545.
ศิริพร พงศ์ศรีโรจน์. การบริหารการตลาดยุคใหม่. กรุงเทพมหานคร :บริษัทธี
ระฟมิ ล์และไซค์เท็ค จากดั . 254๑.
--------------. องค์การและการจัดการ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย
ธรุ กจิ บณั ฑิตย์ 2546.
สมคิด บางโม. หลกั การจัดการ. กรงุ เทพมหานคร: สานกั พิมพ์วิทยพฒั น์, 2538.
----------------. องค์การและการจัดการ. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร :
วทิ ยพัฒน์, ๒๕๔๕.


Click to View FlipBook Version