The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิธีการวิจัยทางสังคมสงเคราะห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by brother_dol, 2023-08-23 04:19:39

วิธีการวิจัยทางสังคมสงเคราะห์

วิธีการวิจัยทางสังคมสงเคราะห์

วิธีการวิจัยทางสังคมสงเคราะห์ (Social Work Research Methodology) พระมหาชาติชาย พุ่มจันทร์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


วิธีการวิจัยทางสังคมสงเคราะห์ (Social Work Research Methodology) โดย พระมหาชาติชาย พุ่มจันทร์ บรรณาธิการบริหาร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ผดุง วรรณทอง คณะที่ปรึกษา รศ.ดร.โกนิฏฐ์ ศรีทอง รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง พระมหาสุเทพ สุปณฺฑิโต, ผศ.ดร. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ปอนถิ่น ISBN 978-616-565-893-5 พิมพ์ครั้งที่ 1 : มีนาคม 2563 จำนวนพิมพ์ 300 เล่ม ราคา 300 บาท ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ พระมหาชาติชาย พุ่มจันทร์. วิธีการวิจัยทางสังคมสงเคราะห์. กรุงเทพมหานคร: 2563.


(1) คำนำ ตำราการสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรม ในการพัฒนาสังคม: วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (Knowledge Synthesis on Thoughts, Roles, and the Application of Buddhadhamma for Social Development: Qualitative Meta Research Methodology) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสำรวจและสังเคราะห์งานวิจัยทาง สังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคมเกี่ยวกับ แนวคิด บทบาท และการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคม จากงานวิจัย เชิงคุณภาพระหว่างปี พ.ศ. 2530-2550 รวมถึงแนวโน้มและทิศทางการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สังคม สงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคมด้านแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมเพื่อการแก้ไข ปัญหาและพัฒนาปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคต และเพื่อนำเสนอแนวคิด และยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานคิดพุทธปรัชญา เป็นกระบวนทัศน์ทางเลือกแห่งการพัฒนาแก่ปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคต และอีกหนึ่งวัตถุประสงค์ก็คือ เพื่อใช้ประกอบการ ทำวิจัยเชิงพื้นที่ของวิชาการดูงานและสัมมนาของนิสิตสาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ชั้นปีที่ 4 สาระสำคัญของงานวิจัยที่นำมาสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า งานวิจัยส่วนใหญ่มีเป้าหมายใน การทำความเข้าใจหลักพุทธปรัชญาที่มีต่อชีวิตและสังคม รวมทั้งการวิจัยเพื่อนำเสนอบทบาทหน้าที่ ของพระสงฆ์นักพัฒนาด้วยการประยุกต์ใช้พุทธธรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคม ที่นำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งระดับจุลภาคและมหภาค ทำให้สังคมต้องหันมาให้ความสำคัญต่อการ พัฒนาตามแนวพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการที่สังคมได้เหินห่างมานาน ทั้งในระดับแนวคิดและการ ปฏิบัติ ที่มีสาเหตุมาจากระบบการพัฒนาแยกส่วนบนฐานการพัฒนาระบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย นักวิจัยผู้สร้างองค์ความรู้บางส่วนได้เสนอทางออกจากระบบที่มีปัญหาว่า การพัฒนา มนุษย์และสังคมจะต้องเริ่มที่โครงสร้างส่วนลึกของมนุษย์และสังคมที่เกี่ยวข้องกับระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม และต้องมองให้ลึกลงไปถึงระบบความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่เรียกในทาง พุทธปรัชญาว่า “ระบบปฏิจจสมุปบาท” ที่แสดงให้เห็นถึงความเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และความหมดไปของ ปัญหาระบบต่าง ๆ หรือแสดงให้เห็นถึงสาเหตุ ผล และวิธีการแก้ปัญหาของระบบทั้งหลายโดยอาศัย หลักอริยสัจ หากมนุษย์และสังคมมองเห็นรากเหง้าของปัญหาแห่งระบบด้วยการวิเคราะห์ตามพุทธ ปรัชญาเช่นนี้แล้ว มนุษย์และสังคมอาจพบทางออกจากระบบที่มีปัญหาเหล่านั้นที่เรียกว่า “ปธาน สังขารหรือหลักแห่งความเพียรสร้างสรรค์” จากหลักแห่งความเพียรสร้างสรรค์ได้นำไปสู่การกำหนดแนวคิดและยุทธศาสตร์การพัฒนา บนฐานคิดพุทธปรัชญา 8 ด้าน กล่าวคือ ญาณวิทยาเชิงพุทธที่จะต้องก้าวไปให้ถึงทั้งระดับโลกียะและ โลกุตระ สถาบันครอบครัวจะต้องเป็นฐานทางสติปัญญา และศีลธรรมหรือจริยธรรมของชาติ ระบบ


(2) การศึกษาของชาติจะต้องพัฒนาให้ถึงมิติทั้งทางกาย สังคม จิต และปัญญา องค์กรต่าง ๆ จะต้องมี การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สื่อมวลชนจำเป็นต้องยึดหลักศีลธรรมหรือจริยธรรม เสนอสิ่งที่ให้สติปัญญา แก่คนในชาติ ระบบการศึกษาวิจัยจะต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นโยบายและแผนจะต้องมีความ ชัดเจน และสุดท้ายยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ก็คือ การจัดการเพื่อความเข้มแข็งทางปัญญา นอกจากนี้ ผลจากการสังเคราะห์องค์ความรู้ยังพบว่า บทบาทและการประยุกต์ใช้พุทธ ธรรมในการพัฒนาสังคม ได้นำไปสู่ข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เรียกในทางสังคมวิทยาว่า “การควบคุมทางสังคมบนฐานพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการ 4 ระดับ” กล่าวคือ ระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ชน ระดับชุมชน และระดับสังคม ที่เป็นการยกจริยธรรมบุคคลขึ้นสู่จริยธรรมสังคม จึงนับว่าเป็นการ เปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างของมนุษย์และสังคมนั่นเอง ในประเด็นการออกแบบการวิจัยพบว่า นักวิจัยจะต้องให้ความสำคัญทั้งเรื่องความ ชัดเจนในการกำหนดเป้าหมายในการวิจัย ความสอดคล้องระหว่างโจทย์ วัตถุประสงค์ และวิธีการวิจัย รวมถึงความชัดเจนของกรอบมโนทัศน์ในการวิจัยและความถูกต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย พระมหาชาติชาย ปญฺญาวชิโร (พุ่มจันทร์) อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มจร 25 มกราคม 2563


(3) สารบัญ หน้า คำนำ............................................................................................................................................ (1) สารบัญ........................................................................................................................................ (3) สารบัญแผนภูมิ............................................................................................................................ (7) บทที่ 1. บทนำ.................................................... ....................................................................... 1 วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท.............................................................................. 1 ขอบข่ายเนื้อหา........................................................................................................ 1 กิจกรรม................................................................................................................... 1 ความเป็นมาและความสำคัญของพุทธศาสนา.... .................................................... 2 ความสำคัญของการสังเคราะห์งานวิจัยที่สัมพันธ์กับการประยุกต์ใช้หลักธรรม ทางพุทธศาสนา....................................................................................................... 5 สรุป......................................................................................................................... 7 คำถามท้ายบท......................................................................................................... 9 เอกสารอ้างอิง......................................................................................................... 10 2. วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ............................................................................. 11 วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท............................................................................. 11 ขอบข่ายเนื้อหา....................................................................................................... 11 กิจกรรม................................................................................................................... 11 ความจำเป็นของวิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ............................................. 12 วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพกับการวิเคราะห์และสังเคราะห์เชิงตีความ..... 14 การคัดเลือกงานวิจัยด้วยการสุ่มแบบเจาะจงหรือเชิงทฤษฎี................................... 16 ขั้นตอนการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพ............................................................. 22 การวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................. 22 การนำเสนอข้อมูล................................................................................................... 23 สรุป......................................................................................................................... 24 คำถามท้ายบท......................................................................................................... 25


(4) เอกสารอ้างอิง......................................................................................................... 26 3. การออกแบบการวิจัย: องค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของการออกแบบการวิจัย 1....... 27 วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท............................................................................. 27 ขอบข่ายเนื้อหา....................................................................................................... 27 กิจกรรม................................................................................................................... 27 องค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของการออกแบบการวิจัย.......................................... 29 โจทย์/คำถามการวิจัย............................................................................................. 30 วัตถุประสงค์การวิจัย............................................................................................... 36 แนวคิดในการวิจัย................................................................................................... 39 วิธีการวิจัย............................................................................................................... 42 ความถูกต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย................................................................ 47 สรุป......................................................................................................................... 50 คำถามท้ายบท......................................................................................................... 52 เอกสารอ้างอิง......................................................................................................... 53 4. การออกแบบการวิจัย: ความสอดคล้อง ความถูกต้อง และความชัดเจน ของการออกแบบการวิจัย 2................................................................................................... 54 วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท............................................................................. 54 ขอบข่ายเนื้อหา....................................................................................................... 54 กิจกรรม................................................................................................................... 54 ความสอดคล้อง ความถูกต้อง และความชัดเจนของการออกแบบการวิจัย.. .......... 56 ความชัดเจนของคำถามการวิจัย............................................................................. 58 ความสอดคล้องต้องกันของวัตถุประสงค์การวิจัยกับคำถามและปัญหาการวิจัย..... 59 ความสำคัญและจำเป็นของเรื่องที่ทำวิจัยในสถานการณ์ทางสังคม......................... 61 ความสอดคล้องของขอบเขตการวิจัยกับกรอบแนวคิดในการวิจัย.......................... 62 ความชัดเจนของการนิยามศัพท์ที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในการวิจัย................... 63 การคัดเลือกผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยที่มีความเหมาะสมกับปัญหาวิจัย..................... 64 ความเหมาะสม/เกณฑ์ในการคัดเลือกผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยเป็นเช่นใด? .............. 66 เครื่องมือที่ใช้มีคุณภาพและเหมาะสมกับข้อมูลเพียงใด?........................................ 69 การเก็บรวบรวมข้อมูลมีความชัดเจนและน่าเชื่อถือหรือไม่?................................... 74


(5) การวิเคราะห์ลักษณะข้อมูลในเบื้องต้นมีความจำเป็นหรือไม่?................................ 76 ความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล...................................... 78 ความถูกต้องชัดเจนของผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นเช่นใด?..................................... 80 ผลสรุปมีความครอบคลุมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และปัญหาวิจัย/คำถามวิจัย... 82 การอภิปรายผลครอบคลุมสอดคล้องกับผลการวิจัยและปัญหาวิจัย/คำถามวิจัย.... 84 การออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพกับสมมติฐานและข้อจำกัดในการวิจัย................ 87 สรุป......................................................................................................................... 88 คำถามท้ายบท......................................................................................................... 90 เอกสารอ้างอิง......................................................................................................... 91 5. การออกแบบการวิจัย: ความสอดคล้อง ความถูกต้อง และความชัดเจน ของการออกแบบการวิจัย (ต่อ).............................................................................................. 92 วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท............................................................................. 92 ขอบข่ายเนื้อหา....................................................................................................... 92 กิจกรรม................................................................................................................... 92 การออกแบบการวิจัยที่ดีต้องนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้....................................... 93 การออกแบบการวิจัยที่สัมพันธ์กับประโยชน์ในการวิจัย.............. ........................... 98 การออกแบบการวิจัยต้องคำนึงถึงจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัย..... ......... 101 สรุป......................................................................................................................... 107 คำถามท้ายบท......................................................................................................... 107 เอกสารอ้างอิง......................................................................................................... 108 6. การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อค้นพบจากงานวิจัย.................... ................................. 109 วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท............................................................................. 109 ขอบข่ายเนื้อหา....................................................................................................... 109 กิจกรรม................................................................................................................... 109 แนวคิดพุทธปรัชญา: ความเข้าใจหลักการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม........................................................................... ........................... 110 สรุป......................................................................................................................... 119 คำถามท้ายบท......................................................................................................... 121 เอกสารอ้างอิง......................................................................................................... 122


(6) 7. การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อค้นพบจากงานวิจัย (ต่อ).............................................. 123 วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท............................................................................. 123 ขอบข่ายเนื้อหา....................................................................................................... 123 กิจกรรม................................................................................................................... 123 บทบาทพระสงฆ์: ความคาดหวังของสังคมโลกาภิวัตน์......................... .................. 124 การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม: จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ.................. 135 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม: เป้าหมายการพัฒนาเชิงพุทธปรัชญา………............….. 138 สรุป......................................................................................................................... 143 คำถามท้ายบท......................................................................................................... 144 เอกสารอ้างอิง......................................................................................................... 145 8. บทสรุป ............................................................................. ........................................... 147 วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท............................................................................. 147 ขอบข่ายเนื้อหา....................................................................................................... 147 กิจกรรม................................................................................................................... 147 สรุปผลการสังเคราะห์งานวิจัย............................................... ................................. 150 คุณภาพของงานวิจัยกับการออกแบบการวิจัย: ความสัมพันธ์เชิงตรรกะ ทางการวิจัย............................................................................................................. 153 ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ข้อค้นพบจากงานวิจัย: ทฤษฎีและการปฏิบัติ.............................................................................................. 158 สรุป......................................................................................................................... 166 คำถามท้ายบท......................................................................................................... 167 เอกสารอ้างอิง......................................................................................................... 168 รายการอ้างอิง......................................................... .............. ..................................................... 169 ประวัติการศึกษา............................................................. .............. ............................................. 176


(7) สารบัญแผนภูมิ แผนภูมิที่ หน้า 2.1 ขั้นตอนการวิจัย......................................................................................................... 21 6.1 สรุปยุทธศาสตร์บูรณาการแห่งการพัฒนาสังคมโลกาภิวัตน์...................................... 119 7.1 สรุปข้อค้นพบจากงานวิจัยด้านแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรม ในการพัฒนาสังคม..................................................................................................... 142


บทที่ 1 บทนำ (Introduction) วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้วนิสิตสามารถ 1. อธิบายและวิเคราะห์ภาพรวมของความเป็นมาและความสำคัญของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยและ สังคมโลก 2. วิเคราะห์บทบาทของพุทธธรรมที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยและสังคมโลกตามแนวทางของปราชญ์และ พระไตรปิฎก 3. เรียนรู้แนวทางการรวบรวม เรียบเรียง วิเคราะห์ และสังเคราะห์หลักพุทธธรรมด้วยวิธีวิทยาการ วิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ ขอบข่ายเนื้อหา 1. ความเป็นมาและความสำคัญของพุทธศาสนา 2. บทบาทของพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลต่อชีวิตและสังคมไทยและสังคมโลก 3. ความสำคัญของการสังเคราะห์งานวิจัยที่สัมพันธ์กับการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนา กิจกรรม 1. อ่านทบทวนและสรุปสาระสำคัญ 2. ฝึกตอบคำถามท้ายบท


2 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของพุทธศาสนา สังคมไทยและสังคมโลกรับรู้ร่วมกันว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาสำคัญประจำชาติไทยมาอย่างยาวนาน เป็นเวลาร่วมพันปี เป็นบ่อเกิดแห่งศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีมากมาย ซึ่งมีอิทธิพลต่อวิถีการ ดำเนินชีวิตของชาวไทยและผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ตลอดถึงเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณของชาวไทยตั้งแต่ เกิดจนถึงตาย อาจกล่าวได้ว่าเมื่อใดมีการพูดถึงคนไทย ประเทศไทย ภาษาไทย ขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย เมื่อนั้นจะต้องมีการพูดถึงพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน เพราะวิถีชีวิตของคนไทย ก็คือ วิถีแห่งพุทธศาสนาและพุทธ ธรรมนั่นเอง จากอดีตถึงปัจจุบันพุทธศาสนาเข้าไปมีบทบาททั้งทางตรงและทางอ้อมในการดำเนินชีวิตของชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม โดยพุทธศาสนาได้หลอมรวมเป็นสถาบัน ศาสนาที่สำคัญสถาบันหนึ่งในสามสถาบันหลักของชาติไทย อันได้แก่ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สถาบันทั้งสามเป็นหลักพึ่งพิงของชาวไทยทั้งในเวลามีสุขและทุกข์ โดยทั้งนี้สถาบันทั้งสามต่างส่งเสริมและ สนับสนุนซึ่งกันและกันเปรียบเสมือนเชือกสามเส้นฟั่นเป็นเส้นเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีความเป็น ปึกแผ่นและสันติสุขสืบมา ด้วยจุดมุ่งหมายที่พระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้ให้พระสงฆ์พุทธบริษัทได้ปฏิบัติตั้งแต่ แรกเริ่มที่ได้ตรัสรู้ใหม่ ๆ (วินัยปิฎก มหาวิภังค์, พระไตรปิฎก เล่มที่ 4, ข้อที่ 32, น. 40; พระธรรมโกศาจารย์, 2549, น. 7) โดยพระพุทธดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของ มนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริก ไป เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไป ทางเดียวกันสองรูป แม้เราเองก็จะไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อ แสดงธรรม พระพุทธดำรัสนี้ซึ่งถือว่าเป็นหลักการที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป แม้กาลเวลาเปลี่ยนและยุคสมัยจะ เปลี่ยนแปลงไปก็ตาม พระสงฆ์ตลอดถึงพุทธบริษัททั้งหลายยังคงมุ่งที่จะน้อมนำเอาหลักธรรมอันเป็นแก่นสาร ของสถาบันมาเผยแผ่และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้เกิดสันติสุข สันติภาพ ภราดรภาพ ทั้งต่อ ตัวเองและสังคมส่วนรวม ในสถานการณ์สังคมปัจจุบันนับว่าสถาบันพุทธศาสนาต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยอันถือ ว่าเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ที่กระแสการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูลข่าวสารเชื่อมโยงถึงกันอย่าง ทันท่วงทีในเวลาไม่กี่นาที ผลกระทบจากที่หนึ่งเชื่อมโยงไปสู่ที่หนึ่งอย่างรวดเร็ว ทำให้โลกทั้งโลกมีปัญหาและ ผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองเหมือน ๆ กัน ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาจึงได้รับผลของการ เปลี่ยนแปลงนั้นด้วย ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวทำให้บทบาทของพุทธศาสนาเปลี่ยนแปลงไปมากเมื่อเปรียบเทียบ กับสมัยก่อนยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แต่ถึงแม้บทบาททางสังคม หรือแม้แต่ต่อปัจเจกชน จะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม พุทธศาสนาก็ยังถือว่ามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยส่วนมาก เพราะสังคมไทย ปัจจุบันยังมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งชาติ โดยคนไทยนับถือพุทธศาสนาประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์อีก 5


3 เปอร์เซ็นต์เป็นศาสนิกของศาสนาอื่น ๆ เมื่อพูดถึงบทบาทของพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทยปัจจุบันสามารถ สรุปรวมเป็น 11 ประการ ด้วยกัน ได้แก่ เป็นสถานศึกษา เป็นสถานสงเคราะห์ เป็นสถานพยาบาล เป็นที่พัก คนเดินทาง เป็นสโมสรสันนิบาต เป็นสถานบันเทิง เป็นที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรม เป็น คลังพัสดุสำหรับเก็บสิ่งของต่าง ๆ เป็นศูนย์กลางบริหารหรือปกครองของชาวบ้าน และเป็นสถานประกอบ พิธีกรรมทางศาสนา กล่าวได้ว่า วัด (พุทธศาสนา) เป็นทุกอย่างของสังคม เป็นศูนย์กลางที่รวมจิตใจของ ประชาชน ส่วนพระสงฆ์ซึ่งเป็นตัวแทนของวัดในบทบาทเหล่านี้ก็กลายเป็นผู้นำทางจิตใจของประชาชน เป็น ศูนย์รวมแห่งความเคารพเชื่อถือและการร่วมมือ โดยนัยนี้วัดก็กลายเป็นหลักประกันความมั่นคงของ ประเทศชาติ โดยฐานะเป็นที่ยึดเหนี่ยวประชาชนให้มีความสามัคคีและให้รวมตัวกันเข้าเป็นหน่วยหนึ่ง ๆ ได้ นอกจากช่วยให้เกิดความสามัคคี ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการประพฤติศีลธรรมในสังคม หมู่บ้านแล้ว ฐานะของพระสงฆ์ที่ได้รับความเคารพนับถือ น่าจะมีบทบาทสำคัญในการควบคุมทางสังคม ระดับประเทศด้วย เพราะความเป็นที่เคารพนับถือของพระสงฆ์นั้นเป็นไปอย่างกว้างขวางทั่วทุกส่วนทุกชั้นของ สังคม นับแต่พระมหากษัตริย์ลงมา (พระราชวรมุนี (ประยุทธ์), 2527, น. 205-207) ในปัจจุบันถึงแม้บทบาทของพุทธศาสนาบางอย่างขาดความเข้มข้นลงไป เช่น เป็นสถานศึกษาวิชาการ ทางโลกสมัยใหม่ เป็นที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เป็นศูนย์กลางการบริหารหรือการปกครองของชาวบ้าน เป็นต้น แต่ วัด (พุทธศาสนา) ยังทำหน้าที่อยู่เบื้องหลังของกิจกรรมต่าง ๆ ทางสังคมของประชาชนทั่วไป เป็นบทบาทที่ ซ่อนเร้น แต่ก็ถือว่ายังมีความสำคัญไม่น้อยต่อสังคมไทยยุคปัจจุบัน ที่มีภาวะกดดันทางด้านกายและจิต วิญญาณจากสถานการณ์ปัญหาของโลกยุคโลกาภิวัตน์ ดังนั้น ที่พึ่งพิงของสังคมจึงหันมาสู่วัดหรือพุทธศาสนา ในการขจัดปัดเป่าสถานการณ์ปัญหาเหล่านั้นให้ทุเลาเบาบางลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางด้านจิต วิญญาณอันถือว่าเป็นปัญหาสำคัญของมนุษย์ทุกเชื้อชาติศาสนา พระสงฆ์ในฐานะที่เป็นตัวแทนของสถาบัน จึง มีหน้าที่ในการสงเคราะห์ทั้งทางวัตถุและทางจิตใจตามความเหมาะสมแก่กำลังที่จะทำได้ ซึ่งโดยปกติพระสงฆ์ จะทำหน้าที่ในการสงเคราะห์ด้านจิตใจเป็นหลัก เพราะถือว่าเป็นงานตามหลักการที่พระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้ ให้ปฏิบัติตั้งแต่เริ่มแรกทีเดียว จึงถือได้ว่า วัดมีบทบาทเป็นสถานสงเคราะห์ที่สำคัญในสังคมไทย ดังพระไพศาล วิสาโล (2542, น. 42-43) กล่าวไว้ว่า วัดเป็นศูนย์ของชุมชนอย่างแท้จริง จริงอยู่บทบาททางสังคมดังกล่าวได้ เลือนหายไปมากแล้วหลังจากที่สังคมไทยรับความเจริญแบบตะวันตกเข้ามา แต่ผู้คนเป็นอันมาก ลืมไปว่า ทุก วันนี้สถาบันสงฆ์ก็ยังมีบทบาทเกื้อกูลสังคมอย่างมาก มิใช่มีประโยชน์จำเพาะด้านพิธีกรรมเท่านั้น บทบาทที่ว่า สรุปอย่างสั้น ๆ ว่า “วัดยังคงเป็นแหล่งสงเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสังคมไทย” ผู้ได้รับการสงเคราะห์จากวัด มิใช่มีแค่คนแก่เท่านั้น ที่สำคัญก็คือเยาวชนในชนบทที่ขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาจากรัฐ คนเหล่านี้ได้ อาศัยวัดเป็นทางผ่านไปสู่การศึกษา ทั้งโดยการบวชและการเป็นศิษย์วัด สถาบันสงฆ์จึงเป็นตัวลดช่องว่างทาง การศึกษาและสังคม และเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างชนบทกับเมือง (ในขณะที่การพัฒนามีแต่จะทำให้ ช่องว่างถ่างมากขึ้น) อย่างที่คนส่วนใหญ่หาได้ตระหนักไม่ แท้ที่จริง ภารกิจในการสงเคราะห์ประชาชนด้านสติปัญญาหรือจิตใจนั้น ว่าตามอุดมคติทางพุทธ ศาสนาแล้วไม่ได้หมายเอาหน้าที่ที่เกิดจากข้อผูกพันในการตอบแทน แต่หมายถึงหน้าที่ที่เกิดจากคุณธรรมคือ


4 ความกรุณา คิดจะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ (ปัญหา) ให้มีชีวิตที่ปลอดโปร่งเป็นสุข ซึ่งจะเห็นได้จาก พระจริยาวัตรของพระพุทธเจ้าเอง ตลอดถึงคำสอนทั่วไป เช่น พระดำรัสส่งสาวกออกประกาศศาสนา ที่ให้ สาวกจาริกไปเพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เป็นต้น ดังกล่าวมาแล้ว ข้างต้น อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้เป็นหน้าที่ด้วยอาศัยความผูกพันในลักษณะการตอบแทนก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในเมื่อคณะสงฆ์กลายเป็นองค์การหรือสถาบันที่ใหญ่ และต้องดำรงอยู่ตลอดระยะเวลานาน และ การตอบแทนนี้มิได้มุ่งการสงเคราะห์กันเป็นส่วนบุคคลหรือจำเพาะปัจเจกชน แต่มุ่งในรูปสมัชชาคือ การ สงเคราะห์กันระหว่างสงฆ์กับประชาชน ไม่ใช่ระหว่างภิกษุ ก. กับนาย ข. หน้าที่ของพระสงฆ์ต่อประชาชนที่กล่าวแล้วนั้น มีอยู่ในหลักคำสั่งสอนที่เรียกว่าธรรมและวินัยนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ในสิงคาลกสูตร ซึ่งเป็นสูตรที่มีชื่อเสียงมากสูตรหนึ่ง ได้กำหนดหน้าที่ที่บุคคลพึงปฏิบัติต่อกันใน สังคม กล่าวคือ ระหว่างบิดามารดากับบุตร สามีกับภรรยา เพื่อนกับเพื่อน ครูอาจารย์กับศิษย์ และนายจ้างกับ ลูกจ้าง อีกทั้งได้กำหนดหน้าที่ของพระสงฆ์กับประชาชน (ทีฆนิกาย, ปาฏิกวรรค, พระไตรปิฎก เล่มที่ 11, ข้อที่ 272, น. 216; พระราชวรมุนี (ประยุทธ์), 2527, น. 23-27) ไว้ว่า ดูก่อนคหบดีบุตร สมณพราหมณ์ (พระสงฆ์) ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรพึงบำรุงโดยฐานะ 5 คือ 1) ด้วยกายกรรมประกอบด้วยเมตตา 2) ด้วยวจีกรรม ประกอบด้วยเมตตา 3) ด้วยมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา 4) ด้วยเต็มใจต้อนรับ 5) ด้วยจัดหาสิ่งของถวาย และเมื่อสมณพราหมณ์ได้รับการบำรุงจากกุลบุตรเช่นนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยภารกิจ 6 อย่าง คือ 1) สอนให้ละเว้นจากความชั่ว 2) ให้ตั้งอยู่ในความดี 3) อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม 4) สอนสิ่งที่ยังไม่เคยฟังมา ก่อน 5) ชี้แจงให้เข้าใจยิ่งขึ้นในสิ่งที่เล่าเรียนมาแล้ว 6) แนะนำวิธีครองชีวิตให้ได้รับผลดีและความสุข ซึ่งนั่น หมายความว่า พระสงฆ์จะต้องดำรงชีวิตให้เกื้อหนุนต่อปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม ที่จะทำให้ความสัมพันธ์ ระหว่างพระสงฆ์กับประชาชนเป็นไปอย่างใกล้ชิดและมั่นคงตลอดไป โดยเฉพาะในประเทศไทย ความสัมพันธ์ อันแน่นแฟ้นได้ ขยายตัวออกถึงขนาดที่แสดงออกในชีวิตจิตใจของคนไทยในหลาย ๆ ด้านดังกล่าวมาแล้ว ข้างต้น (11 ประการ) จากเหตุผลดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นว่า การที่สังคมไทยประกอบด้วยสถาบันหลัก ๆ 3 สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่ทำงานประสานเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในอดีตกระทั่งถึงปัจจุบัน จึงถือได้ ว่า เป็นจุดแข็งของสังคมไทยและถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญประการหนึ่งของชาติไทย แม้ว่าในปัจจุบัน สถาบันทั้งสามจะลดความเข้มข้นในความร่วมมือเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ทางสังคมลงไป แต่ก็ยังจัดว่ามี ความสัมพันธ์อันดีต่อกัน สนับสนุนส่งเสริมเพิ่มพูนในกิจกรรมต่าง ๆ ทางสังคมต่อกันที่แยกจากกันเด็ดขาด ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันศาสนาที่เป็นตัวเชื่อมโยงประสานระหว่างชาติ (ประชาชน) กับ พระมหากษัตริย์ให้มีคุณูปการต่อกัน เพราะความที่ทั้งสองสถาบันยอมรับนับถือในสถาบันศาสนาเช่นเดียวกัน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะปูชนียบุคคลของพสกนิกรชาวไทย เพราะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม (หลักการแห่งการปกครอง) และพสกนิกรก็ดำรงอยู่ในหลักการทางศาสนา เช่นเดียวกัน โดยตั้งมั่นอยู่ในหลักของความสมัครสมานสามัคคีประพฤติพรหมวิหารธรรมต่อกัน ด้วยการ แสดงออกทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ตลอดถึงการจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ด้วยเหตุฉะนี้ พุทธศาสนา


5 จึงถือว่ามีความสำคัญต่อสังคมไทยและเป็นรากฐานขององค์ประกอบต่าง ๆ ทางสังคมอยู่ไม่น้อย โดยส่งผ่านมา ทางศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ตลอดถึงยังมีความสำคัญต่อระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในยุคโลกาภิวัตน์ เช่น หลักแห่งความพอเพียง (code of sufficiency) หรือสันโดษ ที่ ปรากฏอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 - 12 (พ.ศ. 2550-2564) ซึ่งเน้นการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมตามแนวทางของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและสังคมพอเพียง โดยคาดหวังว่าจะนำพา สังคมไทยผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางสังคมในยุคปัจจุบันไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ 1.2 ความสำคัญของการสังเคราะห์งานวิจัยที่สัมพันธ์กับการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพุทธ ศาสนา ในปัจจุบันการที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์บรรยายและนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ภาคสนามในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ เป็นหน่วยงานราชการและเอกชน ได้มีโอกาสใช้หลักวิจัยเชื่อมโยงกับหลักพุทธธรรม และได้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ ของการปฏิบัติตามหลักธรรมเหล่านั้นทั้งในระดับปัจเจก กลุ่มชน ชุมชนและสังคมโดยรวม ที่ทำให้รู้ถึง คุณประโยชน์ของพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทยมาเป็นเวลานาน ทั้งประโยชน์ที่เห็นชัดเจนและซ่อนเร้น อีกทั้ง ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในการวิจัย ส่งผลทำให้ผู้เขียนมองเห็นความสำคัญของการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมในระดับต่าง ๆ อันจะส่งผลให้สังคมพัฒนาไปสู่สังคม ที่ยั่งยืน มีสันติสุขตามแผนงานและนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐได้วางไว้ อย่างไรก็ดี ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางสังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ ศาสตร์และสวัสดิการสังคมด้านการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมไว้เป็นจำนวนมาก โดยนักวิชาการ นิสิต นักศึกษา ตลอดถึงหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งทางราชการและเอกชน ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ อนันต์ แม้นพยัคฆ์ (2549) เรื่อง “การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนด้วย กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต กรณีศึกษา บ้านหนองน้ำจืด ตำบลท่าพริก อำเภอ เมือง จังหวัดตราด” ซึ่งเป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับหลักพุทธธรรมที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชนและ ความเข้มแข็งของชุมชน อันจะนำไปสู่ความอยู่รอดของชุมชน โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำในการพัฒนา ซึ่งเป็นการ ตระหนักถึงทุนทางสังคมและวัฒนธรรมคือพุทธศาสนาที่เคียงคู่กับชุมชนอยู่แล้วได้ทำหน้าที่ทางสังคมตาม แนวทางที่พึงประสงค์ งานวิจัยเรื่องนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ จรูญโรจน์ ปาโส (2545) เรื่อง “การประยุกต์ใช้พุทธธรรม กับการทำกิจกรรมในชุมชนของพระสงฆ์กลุ่มเสขิยธรรม” ที่เป็นการศึกษาค้นคว้าถึงความสำคัญของพุทธ ศาสนาที่มีต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมชนบทห่างไกลความเจริญ โดยมีตัวแทนทางสถาบันคือ พระสงฆ์ กลุ่มเสขิยธรรมผู้ทำหน้าที่ตามพุทธประสงค์และตามที่สังคมประสงค์เป็นผู้นำในการพัฒนา ด้วยการสอดแทรก กิจกรรมทางพุทธศาสนาให้บูรณาการกับกิจกรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ชาวบ้าน ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน อันจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชนบทอย่างยั่งยืน ไม่


6 เบียดเบียนตนเองและคนอื่น ตลอดถึงธรรมชาติแวดล้อมที่ถือว่าเป็นทุนทางระบบนิเวศที่ชาวชนบทจะต้อง พึ่งพิงอาศัยในการดำเนินชีวิต นอกจากนี้พบว่า ในแวดวงวิชาการมีความสนใจศึกษาการประยุกต์ใช้พุทธธรรมเพื่อการแก้ไขปัญหา และพัฒนาชุมชน (สังคม) โดยเชื่อว่าศาสนาสามารถทำให้ชุมชนเกิดวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และตระหนักถึง อันตรายของการดำเนินชีวิตที่เน้นการบริโภคเป็นสำคัญ ที่จะส่งผลให้ชุมชนเกิดการล้มละลายด้านการดำเนิน ชีวิตอย่างที่ปรากฏอยู่ทั่วทุกมุมโลกในปัจจุบันนี้ ดังความตอนหนึ่งที่ จรูญโรจน์ ปาโส (2545, น. 127) กล่าวไว้ ว่า ผลของการทำกิจกรรมของพระสงฆ์กลุ่มเสขิยธรรมใน 3 ด้าน คือ ด้านการพัฒนามนุษย์ ด้านสังคม/ เศรษฐกิจ และด้านธรรมชาติสิ่งแวดล้อมกับการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการทำกิจกรรมเห็นได้ชัดเจนว่า กิจกรรมของพระสงฆ์กลุ่มเสขิยธรรมที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วประเทศ หลายรูปมีบทบาทอย่างโดดเด่นเฉพาะ ตน แต่ในฐานะกลุ่มก็พบว่า โดยภาพรวมของพระสงฆ์กลุ่มเสขิยธรรมแล้วก็มีบทบาทโดดเด่นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องของกิจกรรมชุมชนเป็นเรื่องของการสร้างกระแสปลุกจิตสำนึกพลเมือง การจัดสวัสดิการ ชุมชน การสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับชาวบ้าน นำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และชี้ให้เห็นอันตรายจากระบบทุนนิยม บริโภคนิยมของกระแสปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การที่จะผลักดันหลักพุทธธรรม (หลักพุทธปรัชญาหรือพุทธจริยศาสตร์) เพื่อเป็น กระบวนทัศน์ทางเลือก (หรือกระบวนทัศน์หลัก) ในการแก้ไขปัญหา เปลี่ยนแปลง (พฤติกรรมทางกาย วาจา ใจ) และพัฒนาสังคมไทยอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น ปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ องค์ความรู้เกี่ยวกับ หลักพุทธธรรมที่ถูกต้อง เมื่อพิจารณาสภาพองค์ความรู้ดังกล่าวที่มีอยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับงานสังคมสงเคราะห์ และสวัสดิการสังคม กลับพบว่ายังไม่เพียงพอ ที่จะอธิบายให้เข้าใจถึงปรากฏการณ์ในเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าจะมี ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปที่ได้นำหลักพุทธธรรมไปปรับใช้ในพื้นที่ต่าง ๆ ของสังคม ตลอดถึง การศึกษาวิจัยจำนวนหนึ่งได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำหลักพุทธธรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหา และพัฒนาสังคมได้เป็นอย่างดี ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข เกิดสันติสุข พึ่งตนเองได้ เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม แม้อยู่ภายใต้การครอบงำของกระแสการพัฒนาที่มุ่งเน้นความทันสมัยก็ตาม แต่ความรู้ที่มีอยู่ นั้น ก็ยังไม่ประสานอย่างเป็นระบบและรอบด้านเพียงพอที่จะเป็นฐานความคิดในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา สังคมได้ ด้วยเหตุนี้ การสังเคราะห์งานวิจัย (research synthesis) เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมไปสู่สังคมเชิงอุดมคติเพื่อให้สามารถอธิบายได้ว่า หลักพุทธธรรมจะต้องมีการปรับประยุกต์ใช้อย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับกาลเทศะ ตลอดถึงปัจเจก กลุ่ม ชุมชน สังคมนั้น ๆ ได้อย่างลงตัว ให้สมกับความเป็น “อกาลิโก” ของหลักพุทธธรรม คือ ไม่จำกัดด้วยกาลเวลา สถานที่ ฯลฯ แต่ยังมีความทันสมัยใหม่อยู่เสมอ เพื่อให้รองรับกับสถานการณ์ยุคปัจจุบันที่ทุกสิ่งทุกอย่างมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บุคคลและ/หรือสังคมปรับเปลี่ยนตัวเองไม่ทัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมา มากมายทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ธรรมชาติแวดล้อมและจิตวิญญาณดังปรากฏอยู่ทั่วไป อนึ่ง การประยุกต์ใช้พุทธธรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคม ได้ใช้ปรัชญา แนวคิด ทฤษฎี บทบาทและ


7 วิธีการประยุกต์ใช้อย่างไร ตลอดถึงนักวิจัยที่ทำงานในการเผยแผ่พุทธธรรมและการประยุกต์ใช้พุทธธรรมเพื่อ การแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคม สถานการณ์ด้านการประยุกต์ใช้พุทธธรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนา สังคม และเป้าประสงค์ในการสังเคราะห์องค์ความรู้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร อีกทั้งผลการสังเคราะห์องค์ ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้พุทธธรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมดังกล่าว สามารถนำไปกำหนดเป็น ทิศทางในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคมด้านการประยุกต์ใช้พุทธธรรม เพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้หรือไม่อย่างไร และประการสุดท้าย สามารถ กำหนดเป็นกระบวนทัศน์/ยุทธศาสตร์ทางเลือกในการพัฒนาสังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างไร ซึ่ง แนวทางหนึ่งในการศึกษาวิจัยเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการนำหลักพุทธธรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับเปลี่ยน สังคมไปสู่แนวทางที่ดีขึ้นดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นก็คือ การวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่เป็นปัจจุบันและคาดว่าจะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสังคม ได้ในที่สุด ด้วยเหตุผลดังกล่าว การศึกษาวิจัยหลักพุทธศาสนาด้วยการเลือกใช้วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิง คุณภาพ (qualitative meta research) ที่ถือว่าเป็นวิธีวิทยาการวิจัยแนวทางใหม่ทางประชาคมการวิจัย ที่ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัยทางสังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม เพราะนอกจากจะ ทำให้ทราบถึงสถานะอันเป็นปัจจุบันขององค์ความรู้ที่สำคัญต่อการพัฒนาสังคมแล้ว ยังให้ข้อเสนอแนะต่อ ความเหมาะสมของวิธีวิทยาและกระบวนการในการศึกษาวิจัย ประเด็นความสอดคล้องของปัญหาในการวิจัย กับข้อค้นพบที่เกิดขึ้นจากการวิจัย และที่สำคัญวิธีการดังกล่าวนี้ยังสามารถพิจารณาถึงทิศทาง แนวโน้มของ การศึกษาวิจัยในประเด็นการศึกษานั้น ๆ ต่อไปในอนาคต รวมถึงการนำผลการสังเคราะห์องค์ความรู้ไปใช้ อย่างเป็นรูปธรรมได้อีกด้วย (ศศิธร ศักดิ์เทวินทร์, 2551, น. 4) และเนื่องจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า มี งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในทางสังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการ สังคมอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งมากพอสมควร และสามารถนำมาสังเคราะห์เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่เหมาะสมได้ ประกอบกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยต้องการองค์ความรู้ที่ผสมผสานอย่างเป็นระบบและรอบด้าน การวิจัยอภิ มานเชิงคุณภาพจึงมีความเหมาะสมในการดำเนินการเพื่อให้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว 1.3 สรุป ความสำคัญของพุทธศาสนาเป็นที่ประจักษ์ทั้งต่อสังคมไทยและสังคมโลกมาอย่างยาวนานปรากฏตาม หลักฐานตั้งแต่สังคายนาครั้งที่ 3 เป็นต้นมา มิใช่เพราะพุทธศาสนากำเนิดมาอย่างยาวนาน แต่เป็นเพราะหลัก คิดหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนามีผลต่อการดำเนินชีวิตของชาวไทยตลอดจนชาวโลก จนเป็นบ่อเกิดของ ประเพณีวัฒนธรรมที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนจากพฤติกรรมทางความคิด คำพูด และการกระทำทางกาย และพุทธ ศาสนาก็มีบทบาทที่สำคัญต่อสังคมไทยอย่างน้อย 11 ประการด้วยกัน คือ เป็นสถานศึกษา เป็นสถาน สงเคราะห์ เป็นสถานพยาบาล เป็นที่พักคนเดินทาง เป็นสโมสรสันนิบาต เป็นสถานบันเทิง เป็นที่ไกล่เกลี่ยข้อ พิพาท เป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรม เป็นคลังพัสดุสำหรับเก็บสิ่งของต่าง ๆ เป็นศูนย์กลางบริหารหรือปกครอง


8 ของชาวบ้าน และเป็นสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ การที่เรามีทรัพยากรคือ หลักธรรมที่สูงส่ง แต่ไร้วิธีการหรือกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่ภาคปฏิบัติได้นั้นย่อมไร้ซึ่งพลังและไม่เกิดประโยชน์ต่อ ผู้ใดทั้งสิ้น ดังนั้น การนำวิธีการหรือวิธีวิทยาการวิจัย (Research Methodology) โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธี วิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) มาเป็นเครื่องมือในการสืบค้น รวบรวม เรียบเรียง วิเคราะห์ และสังเคราะห์หลักธรรมบนฐานของการวิจัย จนได้องค์ความรู้ที่ทันสมัยสมตาม คุณลักษณะของหลักพุทธธรรมที่ว่า “อกาลิโก” ที่จะนำไปปรับประยุกต์ซึ่งจะเกิดประโยชน์ในวงกว้างทั้งต่อ ปัจเจก กลุ่ม ครอบครัว ชุมชนและสังคมไทยและสังคมโลกในที่สุด


9 คำถามท้ายบท 1. พุทธศาสนามีความหมายและความสำคัญตามแนวทางของปราชญ์ทางศาสนาและพระไตรปิฎกต่อ สังคมไทยและสังคมโลกอย่างไร? 2. จุดเน้นในการพัฒนาที่สำคัญ ๆ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 – 12 ที่สัมพันธ์กับ หลักพุทธธรรมมีสาระสำคัญอย่างไร? 3. การรวบรวม เรียบเรียง วิเคราะห์และสังเคราะห์หลักพุทธธรรมด้วยวิธีวิทยาการวิจัยที่เรียกว่า “การวิจัยอภิ มานเชิงคุณภาพ” มีลักษณะเป็นอย่างไร?


10 เอกสารอ้างอิง พระธรรมโกศาจารย์. (2549). พุทธวิธีบริหาร. (พิมพ์พิเศษ). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระมหาจรูญโรจน์ ปาโส. (2545). การประยุกต์ใช้พุทธธรรมกับการทำกิจกรรมในชุมชนของพระสงฆ์กลุ่ม เสขิยธรรม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์. พระราชวรมุนี (ประยุทธ์). (2527). สถาบันสงฆ์กับสังคมไทย. (พิมพ์ครั้งแรก). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิ โกมลคีมทอง. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 4. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 11. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ศศิธร ศักดิ์เทวินทร์. (2551). สถานะองค์ความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเด็กเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม: วิธีวิทยาการสังเคราะห์งานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์. อนันต์ แม้นพยัคฆ์. (2549). การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนด้วยกลุ่ม สัจจะสะสมทรัพย์ เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต: กรณีศึกษา บ้านหนองน้ำจืด ตำบลท่าพริก อำเภอเมือง จังหวัดตราด. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคม สงเคราะห์ศาสตร์.


บทที่ 2 วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (Qualitative Meta Research) วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว นิสิตสามารถ 1. อธิบายความหมาย ความสำคัญและความจำเป็นของระเบียบวิธีวิจัยทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ 2. อธิบายวิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพกับการวิเคราะห์และสังเคราะห์เชิง ตีความ 3. เข้าใจขั้นตอนวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างงานวิจัยด้วยวิธีการแบบเจาะจงหรือเชิงทฤษฎี 4. เข้าใจขั้นตอนการสังเคราะห์งานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ 5. วิเคราะห์ผลงานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพได้อย่างลึกซึ้งและตรงประเด็น 6. นำเสนองานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพได้อย่างถูกต้องและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ จริง ขอบข่ายเนื้อหา 1. ความหมาย ความสำคัญและความจำเป็นของระเบียบวิธีวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิง คุณภาพ 2. วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพกับการวิเคราะห์และสังเคราะห์เชิงตีความ 3. ขั้นตอนวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างงานวิจัยด้วยวิธีการแบบเจาะจงหรือเชิงทฤษฎี 4. ขั้นตอนการสังเคราะห์งานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ 5. การวิเคราะห์ผลงานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ 6. นำเสนองานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ กิจกรรม 1. อ่านทบทวนและสรุปสาระสำคัญ 2. ฝึกตอบคำถามท้ายบท


12 วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) เป็นวิธีวิทยาเพื่อ สร้างองค์ความรู้แนวทางหนึ่งทางสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างจากวิธีวิทยาการวิจัยทั่ว ๆ ไป ทั้งในแง่เป้าหมายของการสร้างองค์ความรู้และวิธีการวิเคราะห์ ข้อมูล การวิจัยทั่ว ๆ ไป นักวิจัยต้องแสวงหาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงจากแหล่งปฐมภูมิหรือแหล่งทุติยภูมิ ที่นักวิจัยรวบรวมมาจากกลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มประชากร แต่การสังเคราะห์งานวิจัยนั้น เป็นการวิจัย บนรายงานการวิจัยจำนวนหลาย ๆ เรื่อง ที่ศึกษาปัญหาเดียวกัน เป็นการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลซึ่ง ประกอบด้วยผลการวิจัยและรายละเอียดของงานวิจัยทั้งหมดทุกเรื่อง อาจมีบางส่วนที่สอดคล้องกันหรือ บางส่วนขัดแย้งกัน เพื่อจะนำมาสังเคราะห์หาข้อสรุปสุดท้ายสำหรับกลุ่มประชากรทุกกลุ่มที่นำมา ศึกษา นั่นคือ วิธีวิทยาการวิจัยนี้เน้นการวิเคราะห์ซ้ำชุดข้อมูลเก่าเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นองค์รวม เป็น ปัจจุบันและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 2.1 ความจำเป็นของวิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ กิจกรรมที่สำคัญต่อความก้าวหน้าของศาสตร์กิจกรรมหนึ่งที่นักวิชาการและนักวิจัย จำเป็นต้องทำคือ การบูรณาการข้อความรู้ที่เกิดขึ้นในงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อให้รู้ถึงสภาวะปัจจุบันของข้อ ค้นพบ อันจะเป็นประโยชน์โดยทั่วไปในการเข้าใจเครือข่าย พรมแดน การสะสม และการงอกงามของ ข้อความรู้ในศาสตร์นั้น ๆ โดยในอดีตเมื่อปริมาณงานวิจัยมีไม่มากนัก นักวิจัยมักบูรณาการข้อค้นพบ จากการวิจัยต่าง ๆ โดยการอ่านรายงานการวิจัย แล้วจับประเด็นที่เป็นผลสรุปของงานวิจัยออกมา บรรยาย ผลการบูรณาการงานวิจัยในลักษณะการบรรยายนี้ มักมีความแตกต่างกันตามประเภท ตาม ความรู้ และความเชี่ยวชาญในการจับประเด็น ตลอดจนจุดเน้นของผู้สังเคราะห์ (สุวัฒนา สุวรรณเขต นิคม, 2529, น. 16; อุทุมพร จามรมาน, 2527, น. ก) ความสำคัญของวิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพมีมากขึ้น เพราะปัจจุบันรายงาน การวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย หลากหลายและรวดเร็ว ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาปัญหาเดียวกัน โดยใช้รูปแบบ วิธีวิจัย คล้ายกัน แต่ใช้กลุ่มตัวอย่างต่างกัน ผลการวิจัยเหล่านี้มีทั้งที่สอดคล้องและ ขัดแย้งกัน เป็นผลทำให้ผู้วิจัยสืบเนื่องและผู้ต้องการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยเกิดความสับสน และ ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงให้ความสำคัญแก่วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ และ พยายามพัฒนาวิธีการวิเคราะห์ให้มีระบบ มีความเที่ยงตรง เชื่อถือได้ เพื่อให้ได้ผลการสังเคราะห์ งานวิจัยที่มีคุณค่า เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยสืบเนื่อง และการนำผลการวิจัยไปสร้างความเจริญให้แก่ สังคมอย่างแท้จริง (ไมตรี สมบูรณ์, 2531, น. 9) สรุปได้ว่า วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) เป็น สิ่งจำเป็น เนื่องจากในปัจจุบันมีรายงานการวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นจำนวนมาก การสังเคราะห์


13 งานวิจัยทำให้รู้สภาวะข้อเท็จจริงปัจจุบันของศาสตร์ที่นำมาสังเคราะห์ ช่วยให้ได้ข้อสรุปของรายงาน การวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ ทำให้เกิดความเข้าใจพร้อมทั้งความเจริญงอกงามในข้อความรู้ของศาสตร์ต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์และสะดวกต่อการวิจัยศาสตร์นั้น ๆ ต่อไป (วรรณา ฐิติโรจน์ไพบูลย์, 2537, น. 47) สำหรับวิธีวิทยาการวิจัยอภิมานนี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเชิงปริมาณเป็นหลัก (quantitative synthesis) เช่น การสังเคราะห์วิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิตที่เกี่ยวข้องกับ การศึกษาคณิตศาสตร์ ของ ไมตรี สมบูรณ์ (2531) การวิเคราะห์บทบาทขององค์การบริหารส่วน ตำบลในการจัดการศึกษาและการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของ ประภาพรรณ ไชยวงษ์ (2544) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนประถมศึกษา ในจังหวัดชัยภูมิ ของ นุชนาฎเรขา สุขดา (2547) ส่วนการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพที่มีปรากฏ (qualitative synthesis) เช่น การสังเคราะห์งานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) เรื่อง สถานะองค์ความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเด็กเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ของ ศศิธร ศักดิ์เทวินทร์ (2551) ที่เน้นการวิเคราะห์และสังเคราะห์ด้วยกระบวนทัศน์ตีความเชิงวิพากษ์ เพื่อให้เห็นจุดบกพร่องของการออกแบบการวิจัยแต่ละเรื่อง พร้อมทั้งเสนอแนวทางที่ถูกต้องในการ ออกแบบการวิจัยว่ามีลักษณะความสัมพันธ์เชิงตรรกะอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณาอภิมานเรื่องการสังเคราะห์ งานวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง: การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณาอภิ มาน ของ อดุลย์ วังศรีคูณ (2543) ที่เป็นการศึกษาพรรณนาอย่างละเอียดลึกซึ้งถึงชีวิตและ ประสบการณ์ของผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย ตั้งแต่ลำดับขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน องค์ประกอบของการเรียนรู้ของชุมชน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ที่จะ นำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการวิจัยอยู่บ้างบางประการ กล่าวคือ ข้อจำกัด ด้านระเบียบวิธีวิจัยที่ยังไม่ค่อยมีความชัดเจน เพราะเป็นระเบียบวิธีวิจัยที่ยังใหม่ อีกทั้งยังเป็นการ สังเคราะห์งานวิจัยเป็นจำนวนมาก (31 เรื่อง) จึงทำให้การวิเคราะห์และสังเคราะห์ขาดความลุ่มลึก และการบูรณาการกันของข้อค้นพบ อนึ่ง ยังมีการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพด้านภาษาศาสตร์เชิงจิตวิทยาเรื่องการ สังเคราะห์งานวิจัยทางภาษาศาสตร์เชิงจิตวิทยา ของ วรรณา ฐิติโรจน์ไพบูลย์ (2537) ซึ่งทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางการวิจัยแนวการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research synthesis) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการรวบรวม เรียบเรียงงานวิจัยที่หลากหลายที่มีผู้ผลิตไว้ เสร็จแล้วในประเด็นปัญหาเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน แต่ยังกระจัดกระจายยังไม่เป็นองค์ความรู้ที่เป็น หนึ่งเดียวที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาพรวมทั้งหมดได้เท่าที่ควร


14 2.2 วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพกับการวิเคราะห์และสังเคราะห์เชิงตีความ วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) มีเอกลักษณ์ ประการหนึ่งคือ เป็นการวิจัยแนววิเคราะห์สังเคราะห์เชิงตีความ (interpretive research) ตลอด กระบวนวิธีวิจัย เริ่มตั้งแต่โจทย์การวิจัย คำถามการวิจัย จนถึงผลการศึกษาหรือข้อค้นพบจาก งานวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อค้นพบจากงานวิจัย นักวิจัยจะต้องวิเคราะห์สังเคราะห์แนวตีความ ตลอดเวลา เพื่อให้ได้ข้อค้นพบที่เป็นบูรณาการและรอบด้าน เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่จะหาจากงานวิจัย เล่มใดเล่มหนึ่งไม่ได้ อีกทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติได้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อ ประชาคมวิจัยและการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมที่เห็นเป็นรูปธรรม การวิเคราะห์สังเคราะห์แนวตีความ (interpretive) ที่ถือว่าเป็นจุดเน้นของการวิจัยอภิ มานเชิงคุณภาพ นักวิจัยจะต้องเริ่มที่ตัวนักวิจัยก่อนและดำเนินการต่อไปถึงบริบทอื่น ๆ ที่นักวิจัยเข้า ไปเกี่ยวข้อง เช่น คน สังคม วัฒนธรรม ธรรมชาติแวดล้อม เทคโนโลยี ทั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจต่อ ปรากฏการณ์เหล่านี้อย่างประจักษ์ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิจัยเชิงคุณภาพที่ถือว่าเป็นผู้สร้างองค์ ความรู้และนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในส่วนรวม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อวงกว้างของสังคมที่ นักวิจัยเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แนวคิดเชิงตีความ (interpretivism) ดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญอย่าง มากต่อการทำความเข้าใจความหมายของพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ที่ศึกษาว่า มนุษย์เราสร้าง ความหมายให้ปรากฏการณ์ที่ตนประสบ และตีความสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของตนอย่างไร แนวคิดการตีความถือว่า ความหมายนั้นขึ้นอยู่กับบริบท ซึ่งรวมถึงบริบททางสังคม วัฒนธรรม และ สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น ในการวิจัยนักวิจัยจะต้องให้ความสำคัญแก่บริบทของการกระทำหรือ ของปรากฏการณ์ที่ศึกษาอย่างเพียงพอ จึงจะสามารถเข้าใจความหมายของสิ่งนั้นอย่างสมบูรณ์ได้ (ชาย โพธิสิตา, 2550, น. 91) โดยนัยนี้ แนวคิดการตีความจึงเป็นเสมือนญาณวิทยาที่ย้อนกลับมาจาก กระบวนการวิจัยไปสู่การพยากรณ์และการควบคุมพฤติกรรมของผู้อื่น ผู้ที่เป็นผู้แสวงหาความรู้ตาม แนวคิดเชิงตีความมีฐานะเป็นวัตถุของการเปลี่ยนแปลง แนวคิดเชิงตีความเป็นการเคลื่อนไหวไปมากลับไปกลับมาระหว่างการพิจารณาที่วัตถุของการวิจัย-ตัวบท-และการวิเคราะห์ความหมายของตัว บท เนื่องจากเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า การแสวงหาความรู้ทางสังคมศาสตร์ทุกประเภทนั้นต้อง เกี่ยวข้องกับการตีความหมาย ดังนั้น ความคิดที่มองว่าตัวบทใดจะต้องถูกนำไปตีความหมายจึงเป็นสิ่ง ที่ตามมา (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์, 2546, น. 94) อนึ่ง แนวคิดการตีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับแนวคิดการกำหนดสร้าง (constructionism) และแนวคิดเชิงวิพากษ์ (critical theories) เพราะเป็นชุดของแนวคิดที่นักวิจัยจะต้องดำเนินการไป พร้อม ๆ กัน จึงจะได้ข้อค้นพบจากงานวิจัยที่เป็นบูรณาการและรอบด้าน โดยในแง่ของการวิจัยการ


15 ตีความก็เพื่อสร้างความหมายให้แก่สิ่งที่ศึกษานั่นเอง และในการสร้างความหมาย (ใหม่หรือเก่าผสม ใหม่) จะต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์ตามไปด้วย จึงจะก่อให้เกิดการตีความที่ได้ข้อค้นพบที่น่าเชื่อถือได้ ตามความหมายนี้นักวิจัยที่ใช้แนวคิดการกำหนดสร้าง จะต้องทำความเข้าใจในข้อสรุปพื้นฐานสั้น ๆ เกี่ยวกับมนุษย์หรือสังคมมนุษย์ว่า มนุษย์สร้างโลกทางสังคมให้แก่ตัวเองอย่างไร (Holloway, 1997, อ้างถึงใน ชาย โพธิสิตา, 2550, น. 91) การวิเคราะห์ตามแนวความคิดนี้จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่ นิยามและความหมายของการกระทำ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในทัศนะของผู้กระทำและภายในบริบท ทางสังคมวัฒนธรรมของเขา ในการวิเคราะห์สังเคราะห์ตีความเชิงวิพากษ์สำหรับการวิจัยครั้งนี้มุ่งไปที่เป้าประสงค์ 3 ประการ คือ 1) มุ่งเปิดเผยให้เห็นคุณค่าเชิงอุดมการณ์ที่แฝงเร้นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม (พุทธ ธรรมกับสังคม) 2) มุ่งสร้างพื้นฐานแนวความคิดในการทำความเข้าใจกับสภาพความเป็นจริง ความรู้ และการพรรณนาอรรถาธิบายให้ความหมายของสิ่งต่าง ๆ ในสังคม (วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ กับองค์ความรู้บนฐานคิดพุทธปรัชญา) และ 3) มุ่งเชื่อมโยงและสะท้อนตัวตนของผู้แสวงหาความรู้ (นักวิจัยบวกงานวิจัย)/พื้นฐานทางภาษาศาสตร์ของการเป็นตัวแทน (แนวคิด บทบาท และการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม) (ดัดแปลงจาก กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์, 2549, น. 13) ตาม ความหมายนี้ เมื่อมองในแง่วิจัย ชาย โพธิสิตา (2550, น. 93) จึงกล่าวว่า นักวิจัยในแนวคิดเชิง วิพากษ์ที่สมบูรณ์แบบ มักเป็นทั้งนักวิจัยและนักเคลื่อนไหวทางสังคมไปพร้อมกัน พวกเขามักเลือกใช้ วิธีการเชิงคุณภาพ เพราะเป็นวิธีที่ทำให้นักวิจัยได้มีการติดต่ออย่างมีส่วนร่วมโดยตรงกับกลุ่ม ประชากรเป้าหมาย การติดต่อทางตรงเช่นนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะเปลี่ยนทัศนคติและวิธีคิดของ ประชาชนผู้ถูกวิจัยและของสังคมในวงกว้างเพื่อปลุกให้ “ตื่น” จาก “สำนึกที่ไม่ถูกต้อง” (false consciousness) ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ ดังนั้น อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า การวิเคราะห์สังเคราะห์ตีความเชิงวิพากษ์ หมายถึง การ ดำเนินการที่นักวิจัยมีจุดยืนที่มีระยะห่างเพียงพอที่จะทำให้ความสามารถในการวิพากษ์ปรากฏให้ได้ กล่าวคือ มี critical distance ระหว่าง ”นักวิจัย” กับ “วัฒนธรรมที่ล้อมรอบนักวิจัย” รวมทั้ง ระหว่าง “นักวิจัย” กับ “สังคมศาสตร์ที่เคยรู้จัก” (ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์, ฐิติพร ศิริพันธ์ พันธเสน, สุวัจฉรา เปี่ยมญาติ, และ อภิชัย พันธเสน (บรรณาธิการ), 2550, น. 94-95) ดังนั้น ผลจากการ สังเคราะห์องค์ความรู้ จะนำไปสู่การรู้จักและเข้าใจความหมายของแนวคิด บทบาท และการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคมได้ ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้คือ 1) การวิเคราะห์สังเคราะห์ วัตถุประสงค์ในการสร้างความรู้ของนักวิจัย 2) การวิเคราะห์คำถามและวิธีวิทยาของนักวิจัย 3) การ วิเคราะห์สังเคราะห์ข้อค้นพบของการศึกษาวิจัย 4) ตรวจสอบไตร่ตรองวิธีการวิเคราะห์สังเคราะห์ และการตีความตลอดกระบวนการวิจัย และ 5) เสนอผลการสังเคราะห์และอภิปรายผลการสังเคราะห์ งานวิจัยทั้งหมดที่สำรวจเพื่อตอบคำถามการวิจัย


16 การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ผู้เขียนใช้วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ เป็นเครื่องมือหลัก ในการวิเคราะห์สังเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิจัยต่าง ๆ โดยการวิเคราะห์สังเคราะห์เน้นการตีความ เชิงวิพากษ์ (critical interpretation) ตามรูปแบบขั้นตอนที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นบนฐานคิดพุทธ ปรัชญาที่เป็นองค์ความรู้หลักสำหรับการวิเคราะห์สังเคราะห์ในงานวิจัยนี้ โดยบูรณาการกับศาสตร์ สาขาต่าง ๆ ทางสังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม ฉะนั้น ผู้เขียนจึงได้ ออกแบบการวิจัยโดยมีวิธีดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 2.3 การคัดเลือกงานวิจัยด้วยการสุ่มแบบเจาะจงหรือเชิงทฤษฎี การสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการ พัฒนาสังคม: วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ ใช้รูปแบบการคัดเลือกงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการ สุ่มแบบเจาะจง (purposive sampling) โดยได้เริ่มต้นด้วยการรวบรวมและสำรวจงานวิจัยทั้งระดับ วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต ระดับดุษฎีบัณฑิต และงานวิจัยทั่ว ๆ ไป ด้วยการสืบค้นชื่อเรื่อง (title search) และคำสำคัญ (keyword search) คือ “พุทธธรรม” “พุทธศาสนา” หรือ “การประยุกต์ใช้ พุทธธรรม” และคำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ/ปัญหาการวิจัย คำถามการวิจัย หรือวัตถุประสงค์การ วิจัย แล้วทำการคัดเลือกงานวิจัยที่มีคุณภาพที่จะนำมาสังเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อค้นพบที่เป็นบูรณาการ และรอบด้าน นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ ดังนั้น ในการคัดเลือกเพื่อให้ได้ งานวิจัยที่มีคุณภาพ ผู้เขียนจึงได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้คือ ขั้นตอนที่ 1: สำรวจรายชื่องานวิจัยและกำหนดกรอบความคิดในการสังเคราะห์ ผลการวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ระหว่างปี พ.ศ. 2530-2550 ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยในประเทศไทย โดยมีการดำเนินการ ดังนี้ 1. ผู้เขียนได้ศึกษาเอกสาร ตำรา งานวิจัย วิทยานิพนธ์ทั้งในระดับมหาบัณฑิต และ ดุษฎีบัณฑิต ตลอดถึงรายงานการวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธ ธรรมในการพัฒนาสังคม 2. ผู้เขียนได้เข้าร่วมประชุมสัมมนาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด บทบาท และการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ที่จัดโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น การ ประชุมสัมมนาระดับประเทศเรื่องครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนและพระนักเผยแผ่พุทธศาสนาหรือ นักวิจัยลูกไก่ ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) 3. ผู้เขียนได้ประมวลข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสารและเข้าร่วมการประชุมสัมมนา มาวิเคราะห์เนื้อหา แล้วสรุปเป็นกรอบความคิดเบื้องต้น ซึ่งประกอบด้วย 1) แนวคิดเกี่ยวกับพุทธ ศาสนากับการพัฒนาสังคม เช่น แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน พุทธเศรษฐศาสตร์ 2) พระสงฆ์กับ


17 กระบวนการพัฒนา เช่น แนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์ แนวคิดเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้พุทธ ธรรมในกระบวนการพัฒนาของพระสงฆ์ และ 3) แนวคิดเกี่ยวกับการสังเคราะห์งานวิจัยอภิมานเชิง คุณภาพ ตลอดถึงแนวคิด ทฤษฎีและวรรณกรรมอื่น ๆ ทางสังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์และ สวัสดิการสังคมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัยในครั้งนี้ 4. ผู้เขียนได้นำเสนอกรอบความคิดเบื้องต้นให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพิจารณาให้ ข้อคิดเห็น หลังจากนั้น ผู้เขียนได้ปรับกรอบความคิดตามความเห็นของคณะกรรมการที่ปรึกษา จนกระทั่งได้กรอบความคิดเบื้องต้นสำหรับการวิจัย ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 2 ส่วน คือ 4.1 ส่วนที่เป็นแนวคิด ทฤษฎีทั้งทางสังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์และ สวัสดิการสังคม และแนวคิด ทฤษฎีทางพุทธปรัชญา โดยแยกออกเป็น 3 องค์ประกอบ คือ 4.1.1 แนวคิด ทฤษฎีที่เป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีวิทยาการวิจัยอภิมาน เชิงคุณภาพแนวตีความเชิงวิพากษ์ โดยเน้นการปฏิสัมพันธ์เชิงบูรณาการระหว่าง 4 องค์ประกอบหลัก คือ 1) ระบบสังคม 2) การสร้างองค์ความรู้ 3) นักวิจัย และ 4) พุทธศาสนา ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การ สังคมสงเคราะห์ขั้นสูงสุด โดยแยกเป็น 2 ประเด็น คือ 1) การแก้ปัญหาสังคม และ 2) การพัฒนา สังคม สุดท้ายสังคมก็จะได้รับสวัสดิการทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ คือ ทางกายก็อยู่ดีมีสุข ทาง จิตก็เป็นอยู่อย่างมีความสุข 4.1.2 แนวคิด ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการ สังคม เช่น แนวคิดการพัฒนาชุมชน แนวคิดการสังคมสงเคราะห์ชุมชน แนวคิดประชาสังคม 4.1.3 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับพุทธปรัชญา เช่น แนวคิดพุทธเศรษฐศาสตร์ แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเชิงพุทธ แนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์ แนวคิดเกี่ยวกับการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมในกระบวนการพัฒนาของพระสงฆ์ 4.2 ส่วนที่เป็นองค์ความรู้ทางพุทธปรัชญา ซึ่งแยกออกเป็น 2 ประการ ได้แก่ 1) พุทธปรัชญาที่เป็นแนวคิด ทฤษฎีที่เป็นหลักการ วิธีการ และอุดมการณ์ใหญ่ และ 2) การประยุกต์ใช้พุทธ ธรรมในการพัฒนาสังคม ซึ่งแยกออกเป็น (1) บทบาทหรือการปฏิบัติตามหน้าที่ของพุทธบริษัท และ (2) ขั้นได้รับผลของการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม เช่น ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ ไม่ตกเป็นทาสของการบริโภคตามระบบทุนนิยมโลก ขั้นตอนที่ 2: การคัดเลือกงานวิจัยที่จะนำมาสังเคราะห์ ผู้เขียนได้ดำเนินการ ดังนี้ 1. สำรวจรายชื่องานวิจัยที่จะนำมาสังเคราะห์ ผู้เขียนสำรวจรายชื่องานวิจัยเชิง คุณภาพที่ค้นคว้าวิจัยในประเทศไทยเกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการ พัฒนาสังคม ในช่วงปี พ.ศ. 2530-2550 โดยสำรวจทั้งงานวิจัยที่เป็นวิทยายานิพนธ์และงานวิจัยทั่วไป ดังนี้


18 1.1 การสำรวจรายชื่องานวิจัยที่เป็นวิทยานิพนธ์ จะดำเนินการโดยการค้นจาก ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2530-2550 คำสำคัญที่ใช้สำหรับการค้นคือ คำ ว่า “พุทธธรรม” “พุทธศาสนา” หรือ “การประยุกต์ใช้พุทธธรรม” และคำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหาการวิจัย เมื่อข้อมูลวิทยานิพนธ์ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ นักศึกษาจะตรวจสอบชื่อและ บทคัดย่อของงานวิจัยที่เป็นวิทยานิพนธ์แต่ละเรื่องว่ามีความเกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำลังจะศึกษา หรือไม่อย่างไร ถ้าเกี่ยวข้องก็รวบรวมรายชื่องานวิจัยนั้นไว้ ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องก็คัดแยกออกไป 1.2 การสำรวจรายชื่องานวิจัยทั่วไป ดำเนินการค้นจากฐานข้อมูลเอกสารของ หอสมุดกลาง ห้องสมุดคณะของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และสถาบันวิจัยต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ ยังได้สำรวจรายชื่องานวิจัยจากรายการอ้างอิงหรือบรรณานุกรมของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ ประเด็นที่จะศึกษาที่ได้รายชื่อมาก่อนแล้ว โดยดำเนินการเช่นเดียวกับการสำรวจรายชื่องานวิจัยที่เป็น วิทยานิพนธ์ 2. รวบรวมงานวิจัยที่จะนำมาสังเคราะห์ ผู้เขียนดำเนินการแสวงหางานวิจัยฉบับ สมบูรณ์ตามรายชื่อที่ได้จากการสำรวจในข้อที่ 1 ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยการติดต่อใช้ บริการถ่ายเอกสารระหว่างมหาวิทยาลัย ตลอดจนการติดต่อขอถ่ายเอกสารงานวิจัยนั้นด้วยตนเองใน กรณีที่ผู้เขียนสืบค้นงานวิจัยจากแหล่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง 3. คัดเลือกงานวิจัยที่จะนำมาสังเคราะห์ ผู้เขียนดำเนินการคัดเลือกงานวิจัยที่จะนำมา สังเคราะห์ในเบื้องต้นจำนวน 5 เรื่อง เพื่อทำการศึกษาสังเคราะห์นำร่อง (pilot study) โดยการ พิจารณางานวิจัยที่ได้จากการรวบรวมในข้อที่ 2 อย่างละเอียด งานวิจัยที่จะได้รับการคัดเลือกเพื่อ นำมาสังเคราะห์ จะต้องผ่านเกณฑ์ ต่อไปนี้ คือ 1) เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ 2) เป็นงานวิจัยที่สะท้อน ให้เห็นถึงแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม และ 3) เป็นงานวิจัยที่ ศึกษาในประเด็นหรือสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นเกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธ ธรรมในการพัฒนาสังคมตามกรอบความคิดที่ใช้ในการศึกษาสังเคราะห์ครั้งนี้ ซึ่งกรอบความคิด ดังกล่าวเป็นกรอบความคิดเบื้องต้นที่มีความยืดหยุ่น สามารถที่จะเพิ่มเติมหรือตัดออกได้ตาม รายละเอียดของข้อมูลจากรายงานการวิจัยที่นำมาสังเคราะห์ อนึ่ง งานวิจัยที่ได้รับการคัดเลือกตาม เกณฑ์ข้อนี้ ไม่จำเป็นต้องศึกษาหรือสะท้อนให้เห็นประเด็นตามกรอบความคิดในการสังเคราะห์ครบ ทุกประเด็น แต่อย่างน้อยต้องมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งประเด็น จากเกณฑ์การพิจารณาดังกล่าว ผู้เขียนคัดเลือกงานวิจัยที่จะนำมาวิเคราะห์และ สังเคราะห์ได้ 39 เรื่อง รายละเอียดดังปรากฏในภาคผนวกท้ายเล่ม ขั้นตอนที่ 3: การสังเคราะห์งานวิจัย ผู้เขียนดำเนินการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพ เกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคมตามแนวทางวิธีวิทยาการ วิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) ดังนี้


19 1. ผู้เขียนอ่านงานวิจัยที่ผ่านการคัดเลือกแต่ละเรื่องอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจ เนื้อหาสาระของงานวิจัยที่นำมาสังเคราะห์ 2. ผู้เขียนกำหนดกรอบแสดงความเกี่ยวข้องระหว่างงานวิจัยแต่ละเรื่องที่นำมา สังเคราะห์ โดยจับประเด็นจากข้อค้นพบของงานวิจัยตามโจทย์การวิจัย วัตถุประสงค์ แนวคิดในการ วิจัย วิธีวิทยาการวิจัย และความถูกต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย หรือกรอบความคิดของการวิจัย โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ 1) การวิเคราะห์สังเคราะห์ประเภทของงานวิจัยแต่ละเรื่องตาม โจทย์การวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย แนวคิดในการวิจัย วิธีวิทยาการวิจัย และความถูกต้องตรงประเด็น ของผลการวิจัย และ 2) การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อค้นพบของงานวิจัยแต่ละเรื่อง แยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ (1) ด้านแนวคิด ทฤษฎีทางพุทธปรัชญา และ (2) ด้านบทบาท และ/หรือด้านการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม 3. ผู้เขียนดำเนินการแปลความหมายหรือตีความเทียบเคียงกันระหว่างงานวิจัย โดย นำเอาผลการวิจัยจากงานวิจัยแต่ละเรื่องมาแปลความเทียบเคียงกันตามประเด็นจากโจทย์การวิจัย วัตถุประสงค์ แนวคิดในการวิจัย วิธีวิทยาการวิจัย ความถูกต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย หรือ กรอบความคิดของการวิจัยโดยแยกออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ 1) การวิเคราะห์สังเคราะห์ประเภท ของงานวิจัยแต่ละเรื่องตามโจทย์การวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย แนวคิดในการวิจัย วิธีวิทยาการวิจัย และความถูกต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย และ 2) การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อค้นพบของงานวิจัย แต่ละเรื่อง แยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ (1) ด้านแนวคิด ทฤษฎีทางพุทธปรัชญา และ (2) ด้าน บทบาท และ/หรือด้านการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม และการแปลความหมายสามารถ ทำได้ 3 ลักษณะ คือ 1) การแปลความหมายเทียบกลับไปกลับมา 2) การแปลความหมายเชิงหักล้าง และ 3) การแปลความหมายเพื่อเสนอประเด็นการโต้แย้ง 4. ผู้เขียนนำผลการแปลความหมายเทียบเคียงกันมาสังเคราะห์ เพื่อให้ได้ข้อความรู้ที่ เป็นบูรณาการและรอบด้านจากงานวิจัยทุกเรื่องในประเด็นต่าง ๆ ตามโจทย์การวิจัย วัตถุประสงค์ แนวคิดในการวิจัย วิธีวิทยาการวิจัย และความถูกต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย หรือกรอบความคิด ของการวิจัย ขั้นตอนที่ 4: สรุปและรายงานผลการสังเคราะห์ ผู้เขียนดำเนินการสรุปและเขียน รายงานการวิจัย โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ 1) การวิเคราะห์สังเคราะห์ประเภทของงานวิจัย แต่ละเรื่องตามโจทย์การวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย แนวคิดในการวิจัย วิธีวิทยาการวิจัย และความถูก ต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย และ 2) การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อค้นพบของงานวิจัยแต่ละเรื่อง แยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ (1) ด้านแนวคิด ทฤษฎีทางพุทธปรัชญา และ (2) ด้านบทบาท และ/ หรือด้านการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม


20 ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพของวิธีดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังกล่าวมาอย่างชัดเจน ผู้เขียนจะได้นำเสนอแผนภูมิที่ 3.1 ข้างล่างนี้


21 แผนภูมิที่ 2.1 ขั้นตอนการสังเคราะห์งานวิจัย ขั้นตอนที่ 1: กำหนดกรอบความคิดในการสังเคราะห์ผลการวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และ การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ขั้นตอนที่ 2: การคัดเลือกงานวิจัย ขั้นตอนที่ 3: การสังเคราะห์งานวิจัย ขั้นตอนที่ 4: สรุปและรายงานผลการสังเคราะห์ ศึกษาเอกสาร ต ารา งานวิจัย และวิทยานิพนธ์ในเรื่อง ที่เกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้ พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ประมวลข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสารและเข้าร่วมประชุมสัมมนา วิเคราะห์เนื้อหา แล้วสรุปเป็น กรอบความคิดเบื้องต้น เข้าร่วมประชุมสัมมนาในเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้ พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ปรับกรอบความคิดเบื้องต้น เสนอคณะกรรมการที่ปรึกษาพิจารณากรอบความคิดเบื้องต้น ส ารวจรายชื่องานวิจัย กรอบความคิดเบื้องต้น รวบรวมงานวิจัยและคัดเลือกงานวิจัย อ่านและวิเคราะห์เนื้อหางานวิจัยเพื่อจ าแนกประเภทงานวิจัย สุ่มส ารวจงานวิจัยและคัดเลือกงานวิจัยเพิ่ม วิเคราะห์และสังเคราะห์งานวิจัยจากโจทย์ วัตถุประสงค์ และวิธีวิทยา วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อค้นพบจากงานวิจัย


22 2.4 ขั้นตอนการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพ การสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) มีรูปแบบและขั้นตอน เช่นเดียวกับงานวิจัยรูปแบบอื่น จะแตกต่างกันบ้างตรงที่เป็นการวิเคราะห์ซ้ำข้อค้นพบจากงานวิจัยเล่มต่าง ๆ เท่านั้น โดยมีขั้นตอนดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 1. ทบทวนแนวคิด ทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาที่สนใจศึกษาและนำไปสู่ การกำหนดปัญหาการวิจัย 2. ทบทวนแนวคิด ทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องรอบที่สองเพื่อสร้างกรอบความคิดเบื้องต้น ในการวิจัย 3. สำรวจและรวบรวมงานวิจัยที่จะนำมาสังเคราะห์นำร่อง (pilot study) เพื่อกำหนดทิศทางใน การศึกษาวิจัยทั้งกระบวนการ ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดกรอบแนวคิดและสมมติฐานการวิจัยในปัญหาที่สนใจ ศึกษาขั้นสุดท้าย 4. คัดเลือกงานวิจัยที่จะนำมาสังเคราะห์เกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรม ในการพัฒนาสังคม 5. สังเคราะห์เชิงตีความงานวิจัยตามประเด็นดังต่อไปนี้ คือ 1) วิเคราะห์บริบท (context) ทาง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่องานวิจัย 2) ประเมินการออกแบบและวิเคราะห์กระบวนการวิจัยเพื่อ จำแนกประเภทของงานวิจัย และ 3) วิเคราะห์ตีความเนื้อหาข้อค้นพบหรือข้อสรุปจากงานวิจัยเรื่องต่าง ๆ 6. นำเสนอข้อค้นพบจากการวิเคราะห์สังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพ ดังนี้ คือ 1) นำเสนอ ประเภทของงานวิจัย 2) องค์ความรู้ใหม่จากข้อค้นพบในการสังเคราะห์งานวิจัย 3) ข้อเด่น-ข้อด้อย ของงานวิจัย เกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม 4) ทิศทางและแนวโน้มของการ ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม และ 5) แนวคิดและ ยุทธศาสตร์การพัฒนาทางเลือกบนฐานคิดพุทธปรัชญาที่สามารถนำไปกำหนดเป็นกระบวนทัศน์ในการปฏิบัติ ได้ทั้งปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคมส่วนรวม และที่สำคัญ คือ งานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นอีกทางหนึ่งในการสั่งสม ภูมิปัญญาหรือเป็นกระบวนทัศน์ทางเลือกด้านการพัฒนาปัจเจก กลุ่ม ชุมชนและสังคมบนฐานคิดพุทธปรัชญา ท่ามกลางกระแสหลักแห่งการพัฒนาด้วยระบบทุนนิยมโลก 2.5 การวิเคราะห์ข้อมูล การสังเคราะห์ข้อมูลในวิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) จะ เน้นการวิเคราะห์ตีความแนววิพากษ์เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกและถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของวิธีวิทยาการวิจัย ประเภทนี้ โดยมีขั้นตอน ดังนี้


23 1. วิเคราะห์งานวิจัย ด้วยการวิเคราะห์บริบทภายนอกของงานวิจัยเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ 1) ปัญหา การวิจัย/โจทย์/คำถามการวิจัย หรือหลักการและเหตุผลในการวิจัย และมูลเหตุจูงใจ 2) วิเคราะห์การ ออกแบบการวิจัย เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือด้วยการศึกษาความเหมาะสมระหว่างโจทย์การวิจัย วัตถุประสงค์ในการวิจัย แนวคิดในการวิจัย วิธีการวิจัย และความถูกต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย และ 3) วิเคราะห์ตีความเนื้อหาจากข้อค้นพบและข้อสรุปของงานวิจัย 2. นำเสนอผลการสังเคราะห์และอภิปรายผลการสังเคราะห์งานวิจัยทั้งหมด เพื่อตอบโจทย์การ สังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม: วิธีวิทยาการ วิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ ตลอดจนการนำผลการสังเคราะห์ไปสู่การเสนอแนะเชิงนโยบายและแผนต่อไป อนึ่ง การวิเคราะห์และสังเคราะห์บริบทภายนอกและข้อค้นพบจากงานวิจัยเชิงคุณภาพทั้งหมด ในครั้งนี้ ผู้เขียนยังจะได้ใช้แนวทางการวิเคราะห์และสังเคราะห์ตีความภายใต้กระบวนทัศน์พุทธปรัชญา (พุทธ บูรณาการศาสตร์) อีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยืนยันความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของข้อมูล และเพื่อเป็น การตรวจสอบเพื่อดูความครบถ้วนและคุณภาพของข้อมูล (rigorous data) รวมทั้งนักวิจัยในฐานะเครื่องมือ การวิจัยที่สำคัญที่สุดด้วย ซึ่งในทางวิธีวิทยาเรียกว่า “การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลภายใน และ ข้อมูลภายนอกของการสังเคราะห์” หรือการวิเคราะห์และสังเคราะห์ภายใต้ 4 องค์ประกอบ กล่าวคือ พุทธ ศาสนา-นักวิจัย/ผู้เขียน-องค์ความรู้-ระบบสังคม/โครงสร้างสังคม 2.6 การนำเสนอข้อมูล การสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนา สังคม: วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพครั้งนี้ เพื่อให้สะดวกต่อการนำเสนอข้อมูล ผู้เขียนจึงได้แบ่ง ออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ คือ ส่วนที่หนึ่ง: ข้อมูลที่เป็นการบรรยาย/พรรณนาจากผลการศึกษาสำรวจและสังเคราะห์งานวิจัย ทางสังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคมเกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้ พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม และผลการวิเคราะห์สังเคราะห์ที่นำไปสู่การกำหนดกรอบความคิดในการพัฒนา งานด้านการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคมอย่างเป็นบูรณาการและรอบด้านทั้งในปัจจุบันและ อนาคต ส่วนที่สอง: ข้อมูลที่เป็นแผนภูมิ เพื่อแสดงการประมวลผลสรุปเชิงตรรกะเกี่ยวกับแนวคิดทฤษฎี และวรรณกรรมที่ใช้เป็นกรอบในการวิจัย วิธีวิทยาการวิจัย และข้อค้นพบในการวิจัยด้านแนวคิด บทบาท และ การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม วิธีวิทยาการวิจัยว่าด้วยการออกแบบการวิจัย นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการวิจัยทุก ประเภท เปรียบเสมือนแผนที่เดินทางสำหรับนักวิจัย ถ้าหากวิธีวิทยาการวิจัยทำได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ผล การศึกษาที่ได้จะมีคุณภาพ เป็นบูรณาการและรอบด้าน สามารถนำเอาองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง


24 โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประชาคมวิจัยทั้งในปัจจุบันและอนาคต อีกทั้งจะมีประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง กล่าวคือ นโยบายและการวางแผนสังคม นอกจากนี้ วิธีวิทยาการวิจัยว่าด้วยการออกแบบการวิจัยในงานวิจัย เชิงคุณภาพยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวประการหนึ่งคือ ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เพราะวิธีวิทยาใน งานวิจัยเชิงคุณภาพให้ความสำคัญต่อความเป็นพลวัต (dynamic) ของทั้งปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม วัฒนธรรมที่ศึกษา โดยในวิธีวิทยาการวิจัยว่าด้วยการออกแบบการวิจัยนี้ นักวิจัยถือว่าเป็นเครื่องมือการวิจัยที่ สำคัญที่สุด ดังนั้น ในการออกแบบการวิจัยเกี่ยวกับวิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) ดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้ผู้เขียนมองเห็นกระบวนการวิจัย ตลอดถึงการวิเคราะห์และสังเคราะห์ งานวิจัยทั้ง 39 เรื่อง ได้ชัดเจนและเป็นระบบมากยิ่งขึ้นตามรายละเอียดในบทต่อ ๆ ไป 2.7 สรุป วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากใน ปัจจุบันมีรายงานการวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นจำนวนมาก การสังเคราะห์งานวิจัยทำให้รู้สภาวะข้อเท็จจริง ปัจจุบันของศาสตร์ที่นำมาสังเคราะห์ ช่วยให้ได้ข้อสรุปของรายงานการวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ ทำให้เกิดความ เข้าใจพร้อมทั้งความเจริญงอกงามในข้อความรู้ของศาสตร์ต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์และสะดวกต่อการวิจัย ศาสตร์นั้น ๆ ต่อไป และวิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพมีเอกลักษณ์ประการหนึ่งคือ เป็นการวิจัยแนว วิเคราะห์สังเคราะห์เชิงตีความ (interpretive research) ตลอดกระบวนวิธีวิจัย เริ่มตั้งแต่โจทย์การวิจัย คำถามการวิจัย จนถึงผลการศึกษาหรือข้อค้นพบจากงานวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อค้นพบจากงานวิจัย นักวิจัยจะต้องวิเคราะห์สังเคราะห์แนวตีความตลอดเวลา เพื่อให้ได้ข้อค้นพบที่เป็นบูรณาการและรอบด้าน เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่จะหาจากงานวิจัยเล่มใดเล่มหนึ่งไม่ได้ อีกทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติได้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อประชาคมวิจัยและการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมที่เห็นเป็นรูปธรรม ในขั้นตอน ต่อมาจะต้องมีการคัดเลือกงานวิจัยที่เรียกในเชิงทฤษฎีว่า “การคัดเลือกแบบเจาะจง” เมื่อได้งานวิจัยที่ เหมาะสมแล้วจะต้องอ่านวิเคราะห์เชิงตีความเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการ สังเคราะห์ผลการวิจัยที่เป็นองค์ความรู้ที่เป็นปัจจุบันและใหม่สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ตามสถานการณ์ใน ขณะนั้นต่อไป


25 คำถามท้ายบท 1. วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเป็นอย่างไร? เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? 2. วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเป็นอย่างไร? เหมือนหรือแตกต่างกันเพียงใด? 3. วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพใช้แนวคิดทฤษฎีอะไรในการวิเคราะห์และมีลักษณะเป็นเช่นใด? 4. วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพมีรูปแบบ วิธีการ และกระบวนการอย่างไรในการดำเนินการวิจัย? 5. วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพมีประโยชน์ต่อวงการวิจัยและการปรับประยุกต์ใช้พุทธธรรมอย่างไร?


26 เอกสารอ้างอิง กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. (2546). การวิจัยเชิงคุณภาพในสวัสดิการสังคม: แนวคิดและวิธีวิจัย. (พิมพ์ครั้ง ที่ 1). กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ชาย โพธิสิตา. (2550). ศาสตร์และศิลป์ แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. นุชนาฎเรขา สุขดา. (2547). ปัจจยัทีมีความสัมพันธ์กับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน่ ของโรงเรียนประถมศึกษาในจงัหวดัชยัภูมิ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ, คณะครุศาสตร์. ประภาพรรณ ไชยวงษ์. (2544). การวิเคราะห์บทบาทขององค์การบริหารส่วนตา บลในการจดัการศึกษา และการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต,จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ภาควิชาบริหารการศึกษา. ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ และคณะ. (2550). สงัเคราะห์องค์ความรูเ้กีย่วกบัเศรษฐกิจพอเพยีง. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: ส านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). ไมตรี สมบูรณ์. (2531). การสังเคราะห์วิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิตที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา คณิตศาสตร์ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2518-2529. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วรรณา ฐิติโรจน์ไพบูลย์. (2537). การสังเคราะห์งานวิจัยทางภาษาศาสตร์เชิงจิตวิทยา. ปริญญานิพนธ์ มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, บัณฑิตวิทยาลัย, วิชาเอก ภาษาศาสตร์การศึกษา. ศศิธร ศักดิ์เทวินทร.์ (2551). สถานะองค์ความรูเ้กี่ยวกับการคุม้ครองสิทธิเด็กเมื่อเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม: วิธีวิทยาการสังเคราะห์งานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ. วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์. สุวัฒนา สุวรรณเขตนิคม. (พฤษภาคม-สิงหาคม 2529). การวิเคราะห์เมตต้าของงานวิจัย: วิธีวิทยาการวิจัย. น. 1, น. 23-66. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ. อดุลย์ วังศรีคูณ. (2543). การสงัเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรูข้องชุมชนที่ท าใหชุ้มชน เข้มแข็ง: การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณาอภิมาน. วิทยานิพนธ์ปริญ ญ าดุษฎีบัณ ฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะครุศาสตร์. อุทุมพร จามรมาน. (2527). การสังเคราะห์งานวิจัยเชิงปริมาณ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.


บทที่ 3 การออกแบบการวิจัย: องค์ประกอบพื้นฐาน ที่สำคัญของการออกแบบการวิจัย 1 (Research Design I) วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้วนิสิตสามารถ 1. อธิบายและวิเคราะห์การออกแบบการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ 2. ออกแบบการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพที่ถูกต้องเหมาะสมตามองค์ประกอบเชิงปฏิสัมพันธ์ 3. เข้าใจองค์ประกอบเชิงปฏิสัมพันธ์ในกระบวนการวิจัยอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน 4. นำไปประยุกต์ใช้กับหลักพุทธธรรมและหลักการทั่ว ๆ ไป ในงานสังคมสงเคราะห์ ขอบข่ายเนื้อหา 1. ออกแบบการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ 2. การออกแบบการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพตามองค์ประกอบเชิงปฏิสัมพันธ์ 3. งานวิจัยเกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม กิจกรรม 1. อ่านทบทวนและสรุปสาระสำคัญ 2. ฝึกตอบคำถามท้ายบท


28 นิสิตส่วนใหญ่คงเคยเห็นวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง (The Grand Palace) หรือที่ชาวไทยและต่างชาติรู้จักกันในนามว่า “วัดพระแก้ว” พร้อมทั้งเคยเข้าไปเที่ยวชมในวัดพระแก้วหรือ บริเวณวัดพระแก้วมาแล้วอย่างน้อยก็หนึ่งครั้ง และคงเกิดความทึ่งหรืออัศจรรย์ขึ้นในใจว่า ทำไม?วัดแห่งนี้จึง สร้างได้อย่างสวยงาม วิจิตรพิสดารอย่างนี้ นี่มันมนุษย์หรือเทพเจ้าเป็นผู้สร้าง คำตอบในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย นั่นก็เป็นเพราะว่า นายช่างเขาได้มีพิมพ์เขียว/การออกแบบ วางแผน คิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ มาอย่างดีก่อน แล้ว จึงลงมือสร้าง เมื่อแล้วเสร็จทุกคนจึงได้เห็นและได้ชื่นชมกับความงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า จากเหตุผลนี้ วัดพระแก้วได้สร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายล้านบาทจากการเข้าเที่ยวชมของทั้งชาวไทยและต่างชาติ และ ยังเป็นสถานที่ที่ให้ความอิ่มเอิบทางด้านจิตใจด้วยสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และอื่น ๆ อีกมากมาย สรุปว่า วัดพระแก้วให้ประโยชน์ทั้งด้านความรู้ ด้านวรรณคดี ด้านโบราณสถาน/โบราณคดี ทั้งด้านรูปธรรมและ นามธรรม ฉันใดก็ฉันนั้น การวิจัยไม่ว่าจะเป็นเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพก็ตาม ถ้าหากว่านักวิจัยได้ออกแบบ การวิจัย/วางแผนการวิจัย (พิมพ์เขียวการวิจัย) ไว้อย่างดีแล้ว กระบวนการวิจัยทั้งหมดย่อมจะดำเนินไปอย่างไม่ สะดุด และได้ผลการศึกษาที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ (เป็นศาสตร์และศิลป์ทางการ วิจัย) เป็นงานวิจัยที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งด้านภาววิทยา ญาณวิทยาและวิธีวิทยา การออกแบบการวิจัย (research design) เป็นเรื่องของการวางแผนเกี่ยวกับสิ่งที่จะต้องทำใน การวิจัย แผนนั้นนอกจากจะบอกให้ทราบว่า จะต้องทำอะไร อย่างไรแล้ว ยังช่วยกำหนดว่ากิจกรรมการวิจัย จะคลี่คลายจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสุดท้ายอย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นการจัดส่วนประกอบและ รายละเอียดต่าง ๆ ที่จะต้องทำในการวิจัยเข้าด้วยกัน เพื่อบรรลุถึงจุดมุ่งหมายของการวิจัยที่วางเอาไว้ (Maxwell, 1996, ชาย โพธิสิตา, 2550, น. 106) การออกแบบการวิจัยเป็นผลของกระบวนทัศน์และแนวคิด ทฤษฎี บวกกับตรรกะของวิธีวิทยาที่นักวิจัยจะต้องเลือกมาใช้ให้เหมาะแก่บุคคล สถานที่ และเหตุการณ์ที่จะ ทำการวิจัย ดังนั้น เพื่อให้ประชาคมวิจัยทราบว่า งานวิจัยเชิงคุณภาพทั้ง 39 เรื่อง ที่ผู้เขียนได้นำมาสังเคราะห์ ในครั้งนี้นั้น มีการออกแบบการวิจัยเป็นเช่นใด มีคุณภาพมากน้อยแค่ไหนเพียงไร งานวิจัยเรื่องนั้น ๆ จะได้ผ่าน การประเมินผลในประเด็นต่าง ๆ ไปตามลำดับ ผลของการประเมินจะนำไปสู่การตอบโจทย์/คำถามการวิจัย และวัตถุประสงค์ในการวิจัย รวมทั้งข้อค้นจากการวิจัยที่ตั้งไว้ ดังนั้น ประเด็น “การสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธ ธรรมในการพัฒนาสังคม: วิธีวิทยาการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ” (Knowledge Synthesis on Thoughts, Roles, and the Application of Buddhadhamma for Social Development: Qualitative Meta Research Methodology) จึงเป็นวิธีวิทยาการวิจัยที่มุ่งให้ความสำคัญแก่องค์ความรู้ การแสวงหาความรู้ และ การปฏิบัติตามพุทธธรรม ซึ่งหมายถึงองค์ประกอบ 3 ประการ คือ แนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้ที่รวม เป็นพลังหนึ่งเดียวในการพัฒนาสังคม ที่มีจุดหมายสูงสุด คือ ความสุขสงบทั้งกายและจิตวิญญาณ (social welfare and well-being) เปรียบเสมือนเชือกสามเส้นฟั่นเป็นเส้นเดียวกันจนเกิดความแข็งแรงมั่นคง ยุ่ยขาด ยาก โดยผ่านสื่อบุคคลสำคัญ 4 ประเภท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา แต่ในที่นี้จะเน้นในส่วน แนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมของพระสงฆ์ และองค์ความรู้ทางพุทธปรัชญาเถรวาทเป็นหลัก


29 ตามนัยนี้ ผู้เขียนจึงได้สืบค้นและคัดเลือกงานวิจัยที่จะนำมาวิเคราะห์สังเคราะห์เพื่อให้ได้องค์ ความรู้ที่ทันสมัย เป็นบูรณาการและรอบด้าน และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งเชิงทฤษฎีและทางปฏิบัติตาม วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ จำนวนทั้งสิ้น 39 เรื่อง พร้อมกันนี้ผู้เขียนได้อ่าน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และจำแนกงานวิจัย เพื่อให้ได้ผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1) เป็นการจำแนก องค์ประกอบของการออกแบบการวิจัยตามโจทย์/คำถามการวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย แนวคิดในการวิจัย วิธีการวิจัย และความถูกต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย (บทที่ 3) และ ส่วนที่ 2) เป็นการวิเคราะห์และ สังเคราะห์ตีความการออกแบบการวิจัยจากเกณฑ์กำหนดที่ได้พัฒนาขึ้นตามแนวความคิดทฤษฎีของ นักวิชาการต่าง ๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศ (บทที่ 4 – 5) ดังนั้น เพื่อให้สะดวกต่อการนำเสนอข้อมูล ในขั้น แรกผู้เขียนจะได้จำแนกงานวิจัยโดยการพิจารณาจากโจทย์/คำถามการวิจัยที่มีความใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกัน ต่อจากนั้นจึงจะนำเสนอผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์งานวิจัยตามกรอบแนวคิดทฤษฎี บทบาท และการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคมจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์โจทย์การวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย แนวคิดในการวิจัย วิธีการวิจัย และความถูกต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย เพื่อจำแนกประเภทของงานวิจัย ทั้ง 39 เรื่อง (typological analysis) ซึ่งสามารถจำแนกประเภทเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้ 1. งานวิจัยที่ศึกษาแนวคิดทฤษฎีในขั้นพุทธปรัชญา/อุดมการณ์ในการพัฒนาปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม 2. งานวิจัยที่ศึกษาแนวคิดและการประยุกต์ใช้แนวคิด (พุทธธรรม) ในการพัฒนาปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม 3. งานวิจัยที่ศึกษาบทบาทของพุทธบริษัท (พระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา) ในการพัฒนาปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม 4. งานวิจัยที่ศึกษาการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม 3.1 องค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของการออกแบบการวิจัย (research design) องค์ประกอบพื้นฐานของการออกแบบการวิจัยส่วนที่ 1 นี้เป็นส่วนที่นักวิจัยจะต้องให้ ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อแสดงให้รู้ว่าตนเองมีความต้องการอะไรในการวิจัย จะค้นคว้าหาองค์ความรู้ ด้วยวิธีอะไร อีกทั้งมีประโยชน์ในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติอย่างไร เป็นต้น ในที่นี้ผู้เขียนจะได้วิเคราะห์และ สังเคราะห์ตามแนวทางของ Maxwell (1996) ชาย โพธิสิตา (2550, น. 105-140) ที่เรียกว่า “องค์ประกอบ เชิงปฏิสัมพันธ์” (interactive design) กล่าวคือ 1) โจทย์/คำถามการวิจัย 2) วัตถุประสงค์การวิจัย 3) แนวคิด ในการวิจัย 4) วิธีการวิจัย และ 5) ความถูกต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย และการวิเคราะห์ในส่วนที่ 1 นี้ ผู้เขียนได้ดัดแปลงจากกรอบการวิเคราะห์ของ 1) ศิริพร จิรวัฒน์กุล (2552, น. 226-304) ในเรื่อง “ตัวอย่าง บทความวิจัยเชิงคุณภาพ” 2) สุภางค์ จันทวานิช (2551, น. 1-174) ในเรื่อง “การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย เชิงคุณภาพ” และ 3) Noblit and Hare (1988) อดุลย์ วังศรีคูณ (2543, น. 44-49) ในเรื่อง “การสังเคราะห์


30 งานวิจัยเชิงคุณภาพ: การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณา” โดยจะวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามประเภทของงานวิจัย 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ข้างต้นนั้น ดังนี้ 3.1.1 โจทย์/คำถามการวิจัย (research questions) สิ่งที่นักวิจัยต้องการรู้หรือต้องการหาคำตอบอันเป็นที่มาของการวิจัยเรื่องนั้น ในการออกแบบ ส่วนนี้ นักวิจัยควรพยายามตอบคำถามเหล่านี้ คือ ในการทำวิจัยเรื่องนี้เราต้องการรู้หรือทำความเข้าใจ อะไรบ้าง? มีสิ่งใดบ้างที่ยังไม่มีใครรู้แต่เราอยากจะรู้? ในการวิจัยนี้เราจะพยายามตอบคำถามอะไรบ้าง? และ คำถามเหล่านั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร? คำถามการวิจัยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก ในการออกแบบการวิจัย องค์ประกอบส่วนอื่น ๆ ทั้งหมดนักวิจัยจะต้องคำนึงถึงคำถามการวิจัยก่อนเสมอ ดังนั้น คำถามจึงทำหน้าที่เป็น เสมือนศูนย์กลางของการออกแบบการวิจัย เมื่อมองในภาพรวมงานวิจัยทั้ง 39 เรื่อง การทำความเข้าใจใน โจทย์การวิจัย ก็คือ การตั้งคำถามในฐานะผู้วิเคราะห์และสังเคราะห์ภาพรวมว่า นักวิจัยมีคำถามเช่นใดใน การศึกษาวิจัยแต่ละเรื่อง และในงานวิจัยแต่ละประเภทมีโจทย์การวิจัยร่วมเป็นอย่างไร เหมือนหรือแตกต่าง กันหรือไม่อย่างไร ความสำคัญของการทำความกระจ่างในโจทย์การวิจัย จะทำให้นักวิจัยมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ในปัญหาการวิจัยของตน ตลอดถึงขอบเขตการวิจัยและกระบวนการวิจัยทั้งหมด ประเภทที่ 1: งานวิจัยที่ศึกษาแนวคิดทฤษฎีในขั้นพุทธปรัชญา/อุดมการณ์ในการพัฒนาปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม ลักษณะสำคัญของงานวิจัยประเภทนี้ นักวิจัยได้ตั้งโจทย์การวิจัยร่วมไว้ว่า อะไรคือ กระบวนทัศน์ทางพุทธปรัชญา ท่าทีของพุทธปรัชญาควรจะเป็นอย่างไร อัตลักษณ์ของพุทธปรัชญาคืออะไร และจะมีส่วนในการพัฒนาสังคมอย่างไร ซึ่งโจทย์ร่วมทั้งหมดจะมุ่งศึกษาไปตามแนวทางพระไตรปิฎกของฝ่าย เถรวาท/หินยาน (ตรงข้ามกับมหายาน) เป็นหลัก เป็นคำถามในเชิงทฤษฎี เช่น อะไรคือความรู้ในพุทธปรัชญา (ลักษณ์วัต ปาละรัตน์, 2535) ทฤษฎีความจริงในพุทธปรัชญาเป็นอย่างไร (ชาญณรงค์ บุญหนุน, 2540) แนวคิดและหลักคำสอนสามารถนำมาพัฒนาเป็นกระบวนทัศน์ในการดำเนินธุรกิจในสังคมสมัยใหม่ได้อย่างไร (ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย, 2550) เป็นต้น ส่วนโจทย์ที่แตกต่างออกไป นักวิจัยจะตั้งคำถามในเชิงเปรียบเทียบกับ แนวคิดทางตะวันตกว่า พุทธปรัชญาเข้ากันได้หรือไม่อย่างไรกับปรัชญาตะวันตก เช่น แนวความคิดของพุทธ ศาสนาเป็นเสรีนิยมหรือสังคมนิยม (พระมหาอุทัย ศรสวัสดิ์, 2533) เป็นต้น ซึ่งคำตอบของนักวิจัยทั้งหมดจะ เป็นไปในแนวทางเดียวกัน คือ “พุทธปรัชญามีอัตลักษณ์ของตัวเอง” ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า โจทย์การวิจัย ทั้งหมดทั้งที่เหมือนและแตกต่าง นักวิจัยต้องการผลการศึกษาคือ ท่าทีของพุทธปรัชญาที่มีต่อโลกปัจจุบัน ปัจจุบันในที่นี้คือ ยุคนั้น ๆ สมัยนั้น ๆ (อกาลิโก/ไม่จำกัดกาล) ที่นักวิจัยศึกษาอยู่ เช่น คำถามที่ว่า แนวคิด ประชาสังคมในพระไตรปิฎก สังคมไทย (โดยเฉพาะด้านการเมือง ตั้งแต่ พ.ศ. 2516 เป็นต้นมา) ได้นำมา เสริมสร้างความเป็นประชาสังคมมากน้อยเพียงใด นำมาใช้อย่างไร เป็นต้น (พระมหาวินัย ผลเจริญ, 2544) งานวิจัยตามประเภทที่ 1 นี้ มีจำนวน 10 เรื่อง ได้แก่


31 1. จริยศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท (ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย, 2550) 2. ภูมิปัญญาบูรณาการบนฐานคิดพุทธปรัชญา: ยุทธศาสตร์ทางเลือกในการพัฒนาสังคมไทย (สุ วิดา แสงสีหนาท, 2549) 3. การศึกษาแนวคิดและขบวนการประชาสังคมของพุทธศาสนาในสังคมไทย (หลังจาก เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516-ปัจจุบัน) (พระมหาวินัย ผลเจริญ, 2544) 4. การศึกษาเปรียบเทียบเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธกับเศรษฐกิจพอเพียงในสังคมไทย (พระมหาสง่า พลสงคราม, 2542) 5. ทฤษฎีความจริงในพุทธปรัชญาเถรวาท (ชาญณรงค์ บุญหนุน, 2540) 6. ภูมิปัญญาพุทธกับแนวทางใหม่ในการพัฒนาประเทศของไทย (ศุภชัย สุวรรณสุทธิ์, 2538) 7. ญาณวิทยาในพุทธปรัชญาเถรวาทเป็นประสบการณ์นิยมหรือไม่? (ลักษณ์วัต ปาละรัตน์, 2535) 8. เศรษฐศาสตร์แนวพุทธกับวิถีทางพัฒนาของไทย (สุนทราภรณ์ เตชะพะโลกุล, 2534) 9. ปรัชญาสังคมของพุทธศาสนา: เสรีนิยมหรือสังคมนิยม (พระมหาอุทัย ศรสวัสดิ์, 2533) 10. อุดมการณ์ทางการเมืองในพุทธศาสนา: ศึกษากรณีแนวคิดของสำนักสันติอโศก (สุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง, 2533) ในจำนวน 10 เรื่อง นักวิจัยไม่ได้ตั้งโจทย์การวิจัยไว้เลยจำนวน 4 เรื่อง ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนทาง กระบวนการวิจัยอยู่พอสมควร เพราะคำถามการวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัยทั้งหมด ทำหน้าที่เป็นเสมือน ศูนย์กลางการวิจัย กำหนดวัตถุประสงค์และวิธีวิทยาการวิจัย ตลอดถึงกรอบมโนทัศน์ที่จะใช้ในการวิจัยที่จะ ส่งผลถึงความน่าเชื่อถือของข้อค้นพบในการวิจัยในขั้นตอนสุดท้ายด้วย ถ้าคำถามไม่ชัดหรือไม่มีคำถามเลย จะ เป็นการยุ่งยากทางเทคนิควิธีสำหรับนักวิจัยในภายหลัง เปรียบเสมือนแผนที่ที่ขาดหายไปตรงจุดที่สำคัญฉะนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นความไม่ตั้งใจหรืออาจจะเป็นความไม่ชัดเจนของนักวิจัยเอง สำหรับงานวิจัย 4 เรื่อง ที่ไม่มี คำถามการวิจัยนั้น เมื่อวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์จึงทำให้ทราบว่า นักวิจัยต้องการรู้คำตอบในสองเรื่อง กล่าวคือ เรื่องการเมืองและเศรษฐกิจที่ดำเนินไปตามแนวคิดพุทธปรัชญา โดยคำถามการวิจัยควรจะมีว่า การ พัฒนาประเทศด้วยกระบวนทัศน์การพัฒนากระแสหลักมาถึงทางตีบตัน แนวคิดและหลักคำสอนในพุทธ ศาสนา สามารถนำมาพัฒนาเป็นกระบวนทัศน์ทางเลือกในการพัฒนาระบบการเมืองและเศรษฐกิจได้หรือไม่ อย่างไร หรือสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงท่ามกลางการพัฒนากระแสหลักและสามารถสร้างเป็นระบบจริยธรรม ทางสังคมได้หรือไม่อย่างไร อันจะนำไปสู่ข้อค้นพบเชิงทฤษฎีที่มีความน่าสนใจและนำไปปฏิบัติได้จริง ดังที่ ปรากฏในงานวิจัยทั้ง 4 เรื่อง ประเภทที่ 2: งานวิจัยที่ศึกษาแนวคิดและการประยุกต์ใช้แนวคิด (พุทธธรรม) ในการพัฒนา ปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม โจทย์การวิจัยของประเภทที่ 2 นี้ เป็นโจทย์ต่อเนื่องจากประเภทที่ 1 กล่าวคือ เป็นคำถามที่เน้นในทางปฏิบัติมากขึ้นกว่าประเภทแรก เป็นขั้นนำไปสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันจริง ๆ ไม่ได้


32 เป็นเพียงปรัชญาอีกต่อไป โดยมีคำถามร่วมว่า พุทธบริษัททั้ง 4 จะมีแนวทางอะไรที่เป็นแนวคิดทางพุทธธรรม จะไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งของปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพียงพอ เช่น ปัญหาด้านการเมืองในสังคมไทย พระสงฆ์ควรจะให้หลักคิดอะไร แนวทางปฏิบัติอย่างไรเพื่อ ป้องกัน หลีกเลี่ยง และ/หรือขจัดปัญหานั้น ๆ ให้หมดไปได้ โดยที่พระสงฆ์ยังคงธำรงศรัทธาปสาทะของ ชาวบ้านไว้ได้ ไม่เสียหายทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ (วุฒินันท์ กันทะเตียน, 2541) รูปแบบการจัดการความ ขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธีเชิงบูรณาการที่จะนำไปจัดการความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบันคืออะไร (พระมหา หรรษา ธมฺมหาโส, 2547) อนึ่ง ถ้าป้องกัน หลีกเลี่ยง หรือขจัดปัญหานั้น ๆ ไม่ได้ และ/หรือถ้าปัญหาเกิดขึ้นจน มีผู้ได้รับความเสียหายแล้ว พุทธบริษัทจะมีแนวทางอะไรในการปฏิบัติต่อกัน เช่น ชาวพุทธในสังคมไทยจะ ประยุกต์นำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการให้อภัยทานในลักษณะอย่างไร (กษิรา เทียนส่องใจ, 2550) และ งานวิจัยประเภทนี้มีจำนวนหนึ่งที่ไม่ปรากฏแนวคำถามในการวิจัยเช่นเดียวกับประเภทที่ 1 จำนวน 5 เรื่อง ใน หลายเรื่องที่มีคำถามการวิจัย แต่นักวิจัยตั้งคำถามไม่ชัดเจน ซึ่งจะมีผลต่อข้อค้นพบการวิจัยด้วย เช่น คำถาม ที่ว่า แนวคิดและบทบาทของพระสงฆ์ในระบอบการปกครองมีความสอดคล้องกับพระธรรมวินัยหรือไม่ (วุฒินันท์ กันทะเตียน, 2541) นักวิจัยไม่ระบุให้ชัดเจนถึงระบอบการปกครองของพระสงฆ์หรือของบ้านเมือง หรือทั้งสองอย่าง ส่วนคำถามที่แตกต่างกันนั้น มีเพียงเป็นคำถามในเชิงปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคมเท่านั้น สำหรับงานวิจัยประเภทที่ 2 นี้ มีจำนวน 9 เรื่อง ได้แก่ 1. การศึกษาวิเคราะห์อภัยทานเพื่อจัดการความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน (กษิรา เทียนส่อง ใจ, 2550) 2. สันติภาพตามแนวคิดของท่านพุทธทาสภิกขุ: ความหมายและการประยุกต์ใช้ในโลกปัจจุบัน (พระมหานครินทร์ แก้วโชติรุ่ง, 2548) 3. รูปแบบการจัดการความขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธี: ศึกษาวิเคราะห์กรณีลุ่มน้ำแม่ตาช้าง จ. เชียงใหม่ (พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (นิธิบุณยากร), 2547) 4. การปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาของพระสงฆ์ในชุมชนพื้นที่สูง (พระปลัดเสน่ห์ ธมฺมวโร และคณะ, 2546) 5. แนวทางการป้องกันอาชญากรรมตามหลักพระพุทธศาสนา (สุเทพ ศรีทอง, 2545) 6. การศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาสุขภาพจิตในพุทธศาสนาเถรวาท (อุดม ตะหน่อง, 2545) 7. พระสงฆ์กับการเมือง:แนวคิดและบทบาทในสังคมไทยปัจจุบัน (วุฒินันท์ กันทะเตียน, 2541) 8. พระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคม: ศึกษาความคิดเห็นของพระสังฆาธิการต่อการพัฒนา สังคมของ พระพยอม กัลยาโณ (พระมหามาโนช ศึกษา, 2539) 9. มรรควิถีแห่งรักและเมตตาเพื่อรับใช้สังคม ในทัศนะวิทยากรชาวพุทธ (ศุภลักษณ์ สุวรรณ เครือ, 2532) ประเภทที่ 3: งานวิจัยที่ศึกษาบทบาทของพุทธบริษัท (พระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา) ในการพัฒนา ปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม งานวิจัยประเภทที่ 3 นี้ เป็นการศึกษาที่ลงรากลึกถึงการปฏิบัติสืบเนื่องมาจาก


33 แนวทางการศึกษาประเภทที่ 1 และ 2 อีกทั้งมีคำถามการวิจัยร่วมว่า บทบาทพุทธบริษัทโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระสงฆ์ที่เป็นผู้นำทั้งทางการปฏิบัติตามพุทธธรรมและจิตวิญญาณจะต้องทำอะไร อย่างไร เพื่ออะไร เพราะอะไร และกับใคร (พระมหาประสิทธิ์ รวมพิมาย, 2538) จะเป็นประโยชน์แก่สังคมเพียงใด สอดคล้องกับพระธรรม วินัยหรือไม่อย่างไร (ภัทรพร สิริกาญจน, 2535) หากว่าไม่สอดคล้องควรจะปรับเปลี่ยนบทบาทอย่างไร หรือ ถ้าสอดคล้องควรจะเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ เพื่อให้บทบาทที่มีอยู่มีความชัดเจนยิ่งขึ้น (สุภา อุทโท , 2541) ทั้งนี้เพื่อให้พระสงฆ์เป็นบุคคลที่สังคมให้การยอมรับเลื่อมใสศรัทธายิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งจะเป็นการจรรโลงพระ ศาสนาให้คู่กับสังคมไทยตลอดไป จุดต่างของคำถามการวิจัยประเภทนี้อยู่ที่นักวิจัยบางคนถามบทบาทที่ เป็นมาในอดีตจนถึงปัจจุบันและจบอยู่เพียงนั้น บางคนถามบทบาทที่ควรจะเป็นในอนาคตว่าจะต้องเป็นอย่างไร ปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่หรือไม่อย่างไร เป็นคำถามที่มุ่งถามว่า พระสงฆ์ควรเปลี่ยนบทบาทที่เป็นอยู่หรือเป็นมา ในอดีต มาเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่แตกต่างไปจากเดิมที่เคยปฏิบัติมา เป็นพระสงฆ์ยุคโลภาภิวัตน์/พระสงฆ์ยุคที่ ไม่ควรยึดติดอยู่กับประเพณีเก่า ๆ มากนัก (สุภา อุทโท, 2541) งานวิจัยประเภทนี้มีทั้งหมด 11 เรื่อง ไม่มี คำถามการวิจัยอยู่ 8 เรื่อง สำหรับ 11 เรื่องนั้น มีดังนี้ 1. บทบาทของผู้นำทางศาสนากับการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง (พระธีระพล ชัยยะนุภาพ, 2547) 2. บทบาทของพระพุทธศาสนากับการพัฒนาชุมชน: ศึกษาเฉพาะกรณีพระครูวิศาลเขมคุณ วัดพิชโสภาราม อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี (พระมหาวิเชียร ขันทองดี, 2547) 3. บทบาทพระสงฆ์ในการนำหลักธรรมมาใช้ทำกิจกรรมงานพัฒนาชุมชน เพื่อลด ละ เลิก อบายมุข: ศึกษาเฉพาะกรณี พระครูศีลวราภรณ์ (เฉลิม ฐิติสีโล) (วิเชียร ชาญณรงค์, 2547) 4. บทบาทพระสงฆ์และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่าในบริเวณภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ (พระอุปกรณ์ ชูเชื้อ, 2544) 5. บทบาทพระสงฆ์ในการส่งเสริมองค์กรชุมชน เพื่อสร้างทุนชุมชน ศึกษาเฉพาะกรณี: กลุ่มสัจจะ สะสมทรัพย์ จังหวัดตราด (วิสมัญญา ทุยไธสงค์, 2544) 6. บทบาทของพระสงฆ์ไทยใน 2 ทศวรรษหน้า (2541-2560) (สุภา อุทโท, 2541) 7. บทบาทพระธรรมทูตภายในประเทศ: ศึกษาจากกรอบความคิดโครงการพระธรรมทูต สำนักงาน พระธรรมทูตสายที่ 2 เฉพาะกรณีศูนย์งานพระธรรมทูตจังหวัดลพบุรี (พระมหาประสิทธิ์ รวมพิมาย, 2538) 8. บทบาทพระสงฆ์ในการพัฒนาชนบท ศึกษากรณี: พระเทพสีมาภรณ์กับการพัฒนาชนบทใน จังหวัดนครราชสีมา (พระมหาไพสิทธิ์ สัตยาวุธ, 2538) 9. หน้าที่ของพระสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ: แนวคิดและบทบาทของพระคำเขียน สุวณฺโณ ในการ พัฒนาชุมชน (ภัทรพร สิริกาญจน, 2535) 10. การศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของวัดกับกรมประชาสงเคราะห์ที่มีต่อการสงเคราะห์เด็กกำพร้า และเด็กยากไร้: ศึกษาเฉพาะกรณี วัดสระแก้ว จังหวัดอ่างทอง และสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี (สัญญา ภู่แก้วเผือก, 2533)


34 11. บทบาทของพระสงฆ์ไทยในการส่งเสริมการใช้สมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองของชาวชนบท ศึกษา เฉพาะกรณีจังหวัดอุบลราชธานี (สมชาย สุรชาตรี, 2530) ประเภทที่ 4: งานวิจัยที่ศึกษาการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และ สังคม สำหรับงานวิจัยประเภทนี้มีคำถามการวิจัยที่เป็นการประยุกต์ใช้พุทธธรรมเพื่อการพัฒนาในขั้นสุดท้าย เป็นคำถามระดับการปฏิบัติการกับปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม เป็นคำถามที่เน้นถามการประยุกต์ใช้พุทธ ธรรมอย่างเป็นรูปธรรม (grounded theory research) คล้ายกับประเภทที่ 3 แต่แตกต่างกันตรงที่ประเภทที่ 3 ยังมีคำถามเป็นเชิงทฤษฎีและมีความเป็นนามธรรมสูงกว่า โดยมีคำถามการวิจัยร่วมว่า ชุมชนหรือสังคมมี การปรับประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนหรือสังคมอย่างไร (อนันต์ แม้น พยัคฆ์, 2549) การปรับประยุกต์ใช้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลหรือไม่อย่างไร (ณัฐนันท์ ประกายสันติสุข, 2541) มีเทคนิค วิธีการ กระบวนการ และกิจกรรมใดบ้างที่จะทำให้เกิดพลวัตทางพฤติกรรมและการพัฒนา ทางจริยธรรม (สมปอง นครไธสง, 2548) จนสามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง พึ่งตนเองได้โดยอาศัยความ ร่วมมือกันของชุมชนหรือสังคม ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าและความหมาย (เพ็ญศิริ พันพา, 2545) ส่วนแนวคำถามที่แตกต่างกันนั้น นักวิจัยจะเน้นตั้งโจทย์หรือคำถามการวิจัยที่เน้นในมิติที่แตกต่างกัน นักวิจัยบางคนเน้นด้านเศรษฐกิจ (อนันต์ แม้นพยัคฆ์, 2549) บางคนเน้นด้านสังคม (สังคมสงเคราะห์/ สวัสดิการสังคม) บางคนเน้นด้านการเมือง (พระมหาประญัติ เกรัมย์, 2548) แต่ถึงแม้จะมีมิติในการเน้นตั้ง คำถามวิจัยแตกต่างกันก็ตาม สุดท้ายก็มีจุดเน้นที่เดียวกันคือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ ตระหนักและให้ความสำคัญแก่การนำแนวคิดพุทธธรรมไปปรับใช้ในการทำกิจกรรมในชุมชนหรือสังคมเพื่อให้ เกิดดุลยภาพระหว่างมนุษย์ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม (จรูญโรจน์ ปาโส, 2545) ในจำนวนนี้มีงานวิจัย อยู่ 2 เรื่อง ที่ไม่มีคำถามการวิจัย ซึ่งถือว่าเป็นข้อผิดพลาดของการออกแบบการวิจัย สำหรับงานวิจัย 2 เรื่องที่ไม่มีคำถามการวิจัย หากวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ที่นักวิจัยต้องการรู้ คำตอบเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้ว คำถามการวิจัยน่าจะมีว่า ใน สถานการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป มนุษย์ควรจะมีการปรับประยุกต์หลักพุทธธรรมอย่างไร ภายใต้ระบบการ พัฒนากระแสหลักกับการพัฒนาตามแนวพุทธธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ข้อค้นพบที่มีความน่าสนใจ แต่ข้อค้นพบที่ ปรากฏในงานวิจัย 2 เรื่องนี้ ยังเป็นเพียงเสี้ยวส่วนของหลักพุทธธรรม คือ มีการประยุกต์พุทธธรรมแบบ ฉาบฉวย ทั้งนี้ เนื่องมาจากข้อบกพร่องของการออกแบบการวิจัยนั่นเอง ส่วนจำนวนงานวิจัยประเภทนี้มีทั้งสิ้น 9 เรื่อง ได้แก่ 1. การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยกลุ่มสัจจะสะสม ทรัพย์ เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต: กรณีศึกษา บ้านหนองน้ำจืด ตำบลท่าพริก อำเภอเมือง จังหวัด ตราด (อนันต์ แม้นพยัคฆ์, 2549) 2. ขบวนการธรรมยาตราในสังคมไทย (พระมหาประญัติ เกรัมย์, 2548)


35 3. การศึกษาเรื่อง การพัฒนามนุษย์แนวพุทธกับพลวัตพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น: ศึกษากรณีค่ายคุณธรรมและศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาตามแนวทางของ สำนักงานพุทธมณฑล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (สมปอง นครไธสง, 2548) 4. การดำเนินชีวิตในสังคมหลังการบำบัดของผู้ป่วยจิตเภท โรงพยาบาลศรีธัญญา (ชาติชาย ใบ ทับทิม, 2547) 5. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักพุทธธรรม: กรณีศึกษา บริษัท 505 โภคภัณฑ์ จำกัด (ณัฐ หทัย ชลายนวัฒน์, 2546) 6. การประยุกต์ใช้พุทธธรรมกับการทำกิจกรรมในชุมชนของพระสงฆ์กลุ่มเสขิยธรรม (จรูญ โรจน์ ปาโส, 2545) 7. ระบบบุญนิยม: การพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง ศึกษาเฉพาะกรณี สา ธารณโภคีศีรษะอโศก ชุมชนศีรษะอโศก (เพ็ญศิริ พันพา, 2545) 8. การประยุกต์หลักการบริหารเชิงพุทธในเรือนจำและทัณฑสถาน (พระมหาสุทธิพงศ์ ปานเพ็ชร์, 2544) 9. ประสิทธิผลของการสื่อสารในการเผยแผ่ธรรมะหลักสูตรการพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติ สุข (ณัฐนันท์ ประกายสันติสุข, 2541) จากจำนวนงานวิจัยทั้งสิ้น (39 เรื่อง) ผู้เขียนจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่มีคำถามการ วิจัย และประเภทที่ไม่มีคำถามการวิจัย ประเภทที่มีคำถามการวิจัยมีทั้งสิ้น 20 เรื่อง ส่วนประเภทที่ไม่มีคำถาม การวิจัยมีทั้งสิ้น 19 เรื่อง เมื่อมองในภาพรวมของประเภทงานวิจัยที่มีโจทย์/คำถามการวิจัยจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ คุณภาพดี โดยอาศัยตรรกะขององค์ประกอบการออกแบบการวิจัย (research design) เป็นเกณฑ์ตัดสิน ส่วน งานวิจัยประเภทที่ไม่มีโจทย์/คำถามการวิจัยจัดอยู่ในเกณฑ์คุณภาพพอใช้ เพราะไม่เป็นไปตามองค์ประกอบ ของการออกแบบการวิจัยดังกล่าว แต่ทั้งสองประเภทล้วนมีประโยชน์ในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ทั้งสิ้น เพราะในเวลาวิเคราะห์สังเคราะห์ผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงทั้งส่วนที่ดีและไม่ดีของงานวิจัยทั้งหมด (39 เรื่อง) แล้วตีความเปรียบเทียบหาจุดด้อย-จุดเด่นของแต่ละเรื่อง แล้วนำมาวิเคราะห์ซ้ำอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่ผล การวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เบื้องต้น ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า ผู้เขียนกำลังนำวิธีวิทยาของ เอกสารที่กำลังทำอยู่นี้มาดำเนินการแล้วในขั้นตอนที่ 3 (ขั้นตอนการวิเคราะห์และสังเคราะห์งานวิจัยอภิมานเชิง คุณภาพ) เมื่อย้อนกลับมาวิเคราะห์เกี่ยวกับประเด็นที่นักวิจัยไม่ได้ตั้งโจทย์/คำถามการวิจัยไว้เลยใน การศึกษาเรื่องนั้น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นจุดด้อยประการหนึ่งของงานวิจัยของนักวิจัยคนนั้น ๆ เพราะจะทำให้ภาพต่อ ของงานวิจัยที่กำลังศึกษาอยู่ขาดหายไป เป็นเหตุทำให้งานวิจัยขาดความสมบูรณ์ของเนื้อหาในการออกแบบ การวิจัยของตน ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาเปรียบเทียบเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธกับเศรษฐกิจ พอเพียงในสังคมไทย” (พระมหาสง่า พลสงคราม, 2542) เป็นการศึกษาในเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับ สังคมไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพราะเป็นการศึกษาในเรื่องที่สำคัญและจำเป็นสำหรับสังคมไทยเสมอมา ใน


36 เรื่องนี้นักวิจัยกล่าวถึงที่มาและความสำคัญของเศรษฐศาสตร์ทั้งสองกระบวนทัศน์ที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยและ สังคมโลกอย่างชัดเจน แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงสิ่ง/โจทย์ที่นักวิจัยต้องการค้นหาคำตอบ กล่าวแต่เพียงกว้าง ๆ ว่า จะศึกษาคำสอนทางพุทธศาสนาเปรียบเทียบกับแนวคิดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักของนักคิด นักวิชาการทั่ว ๆ ไปเท่านั้น จากจุดบกพร่องข้อนี้จึงทำให้องค์ประกอบของการออกแบบการวิจัยทั้งหมดขาด ความชัดเจนและความสอดคล้องกัน ที่จะนำไปสู่ข้อค้นพบในการวิจัยที่น่าเชื่อถือในที่สุด ดังนั้น นักวิจัยจึงต้องมีความชัดเจนในกระบวนการวิจัยทั้งหมดทุกขั้นตอน ผลการศึกษาวิจัยจึง จะมีความน่าเชื่อถือและมีประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฎีและทางปฏิบัติ อีกทั้งเมื่อดูตามวัตถุประสงค์ในการวิจัยแล้ว นักวิจัยมีความสนใจศึกษาในทางทฤษฎีเท่านั้น ไม่เน้นด้านการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน คือ เป็นเพียง การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกระบวนทัศน์สองกระบวนทัศน์หลักของสังคมไทย (พ.ศ. 2542) หากจะมีการ นำผลการศึกษามาปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน อาจจะไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามที่สังคมคาดหวัง ก็ได้ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากกระบวนการการวิจัยที่นักวิจัยได้ดำเนินการไม่มีความชัดเจนและสอดคล้องกันนั่นเอง แต่ถ้าหากไม่เคร่งครัดในเรื่องระเบียบวิธีวิจัยมากนัก เน้นเฉพาะผลการศึกษาที่จะนำมาใช้ใน ชีวิตประจำวัน ก็จะมีประโยชน์ต่อสังคมไม่น้อย ทั้งนี้ ก็เพราะหลักคำสอนของพุทธศาสนามิได้เน้นในเรื่องของ ระเบียบวิธีเกี่ยวกับกระบวนการแสวงหาความรู้ตามแนวคิดตะวันตกมากนัก แต่เน้นในเรื่องของการนำมาทดลอง ใช้ในชีวิตประจำวัน (ปฏิบัตินิยม/ปฏิปัตติสัทธรรม) เป็นหลัก หมายความว่า พุทธศาสนาเน้นเรื่องปฏิบัติ มากกว่าหลักทฤษฎี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าละทิ้งทฤษฎีเสียทีเดียว ทฤษฎีเป็นเพียงแค่เครื่องบ่งชี้ทิศทาง เท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมาย ซึ่งการที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น จะต้องอาศัยการปฏิบัติเป็นหลัก ซึ่งคำตอบนี้จะอยู่ใน คำถามที่ ชาญณรงค์ บุญหนุน (2540) ได้ตั้งไว้ว่า การเป็นปฏิบัตินิยมของพุทธปรัชญาเถรวาทจะทำให้ต้องเป็น สัมพัทธนิยมในเรื่องความจริงด้วยหรือไม่? ซึ่งคำตอบก็คือ “พุทธปรัชญาเป็นสัจนิยมเชิงปฏิบัตินิยม” หรือในอีก ความหมายหนึ่ง ก็คือ พุทธปรัชญาเป็นทฤษฎีแนววิภัชชวาท ด้วยการจำแนกแยกแยะส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ รวมกันเข้าเป็นสังขารธรรมก็ดี อสังขารธรรมก็ดี แล้วตอบให้ตรงประเด็นคำถามทางวิธีวิทยานั้น ๆ 3.1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย (objectives) วัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการวิจัย เป็นเป้าหมายที่นักวิจัยต้องการจะบรรลุถึงในการวิจัย เรื่องนั้น รวมถึงสิ่งที่ต้องการจะทำในกระบวนการวิจัย อันจะช่วยให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการนั้นได้ ในการ ออกแบบจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการวิจัยควรพยายามตอบคำถามเหล่านี้ คือ เป้าหมายสูงสุดของการ วิจัยคืออะไร? มีประเด็นอะไรบ้างที่ต้องการทำความเข้าใจ? และประเด็นเหล่านั้นมีความสำคัญอย่างไร? ทำไม จึงควรมีการวิจัยเรื่องนั้น? มีเหตุผลอะไรที่เราต้องให้ความสำคัญแก่เรื่องนั้น? และการวิจัยเรื่องนั้นมีคุณค่า เพียงใด? ทั้งด้านเพิ่มพูนความรู้และในทางนโยบาย ดังนั้น การวิจัยที่ไม่มีวัตถุประสงค์การวิจัยที่ชัดเจน เพียงพอ จึงมักจะไม่สามารถตอบคำถามการวิจัยได้ดีเท่าที่ควร ตลอดถึงกระบวนการวิจัยทั้งหมดของนักวิจัยผู้ นั้นก็จะไม่ชัดเจนตามไปด้วย เพราะอะไร? ก็เพราะว่ากระบวนการวิจัยทั้งหมดในเรื่องนั้น ๆ จะมีความสัมพันธ์


37 กันเป็นลูกโซ่ ส่วนหนึ่งจะมีผลต่ออีกส่วนหนึ่งเสมอ ในกรณีนี้เมื่อผู้เขียนได้จำแนกแยกแยะประเภทการวิจัย ทั้งหมดดังกล่าวมาแล้ว จึงทำให้ผู้เขียนสามารถสะท้อนวัตถุประสงค์การวิจัยเรื่องนั้น ๆ ที่นักวิจัยศึกษาค้นคว้า เพื่อมุ่งไปสู่คำตอบตามโจทย์การวิจัยที่ตั้งไว้แต่ต้น ประเภทที่ 1: การตั้งวัตถุประสงค์ร่วมของงานวิจัยประเภทนี้ คือ การมุ่งที่จะศึกษาแนวคิดระดับ พุทธปรัชญาที่เป็นหลักการใหญ่ ทั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจในพุทธปรัชญา ญาณวิทยาทางพุทธปรัชญา (ลักษณ์วัต ปาละรัตน์, 2535) ทฤษฎีความจริงและเกณฑ์ตัดสินความจริง (ชาญณรงค์ บุญหนุน, 2540) วิเคราะห์เปรียบเทียบ พุทธปรัชญากับปรัชญาสายอื่น ๆ (ศุภชัย สุวรรณสุทธิ์, 2538; สุนทราภรณ์ เตชะพะโลกุล, 2534) การ นำเสนอแนวคิดทางพุทธปรัชญาเป็นกระบวนทัศน์ทางเลือกในการพัฒนาสังคม ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม (สุวิดา แสงสีหนาท, 2549) เป็นการศึกษาที่มุ่งเอาพุทธปรัชญาเป็นตัวตั้งและ บูรณาการกับศาสตร์สาขาต่าง ๆ ส่วนการตั้งวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย คือ เป็นการตั้ง วัตถุประสงค์เพื่อพิสูจน์ความจริงในเชิงทฤษฎีตามพระไตรปิฎก กับพิสูจน์ความจริงในระดับปฏิบัติ เช่น การศึกษาเปรียบเทียบเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธกับเศรษฐกิจพอเพียงในสังคมไทย (พระมหาสง่า พลสงคราม, 2542) เป็นการศึกษาเปรียบเทียบปรัชญาบริสุทธิ์กับปรัชญาประยุกต์สมัยใหม่ หรือแม้กระทั่งปรัชญาทาง การเมืองบริสุทธิ์ (ตามพระไตรปิฎก) กับการเมืองประยุกต์ เช่น แนวคิดและขบวนการประชาสังคมตาม พระไตรปิฎกกับแนวคิดและขบวนการประชาสังคมในทางการเมืองที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย (พระมหาวินัย ผลเจริญ, 2544; สุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง, 2533) ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า วัตถุประสงค์ของกลุ่มงานวิจัยประเภทนี้ให้ความสำคัญแก่กระบวนทัศน์ ทางพุทธปรัชญาเป็นอย่างมากว่า จะสามารถพัฒนาสังคมไปสู่เป้าหมายแห่งสันติสุขอย่างแท้จริง ไม่ใช่มุ่งศึกษา เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ในทางทฤษฎีเท่านั้น หากแต่มุ่งที่ผลของการวิจัย คือ ประโยชน์ในทางปฏิบัติของสังคม เช่น วัตถุประสงค์ของ สุนทราภรณ์ เตชะพะโลกุล (2534) สุวิดา แสงสีหนาท (2549) และ ศักดิ์ชัย อนันต์ตรี ชัย (2550) ประเภทที่ 2: งานวิจัยประเภทนี้นักวิจัยได้ตั้งวัตถุประสงค์ร่วมในประเด็นการวิเคราะห์แนวคิด เรื่องการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาสังคมตามแนวทางพุทธศาสนา เพื่อหาทางออกให้แก่สังคมด้วยการ ประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม เช่น ความขัดแย้งทางสังคมในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น (กษิรา เทียนส่องใจ, 2550; พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, 2547) ตลอดถึงการนำเสนอแนวทางใหม่เพื่อการ พัฒนาอย่างเป็นองค์รวมให้แก่สังคม โดยมีต้นแบบ คือ พระสงฆ์ เป็นผู้นำทางด้านความคิดและการประยุกต์ใช้ แนวคิดทางพุทธปรัชญาเพื่อการพัฒนาปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม ซึ่งวัตถุประสงค์ในประเภทที่ 2 นี้ จะ คาบเกี่ยวไปในประเภทที่ 3 ด้วย คือ ด้านหน้าที่/บทบาท แต่นักวิจัยยังตั้งวัตถุประสงค์ไม่ลึกลงไปในขั้นของ การศึกษาหน้าที่/บทบาทของพระสงฆ์หรือบุคคลอื่น ๆ ที่ใช้แนวทางพุทธธรรมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนา สังคม (วุฒินันท์ กันทะเตียน, 2541) ส่วนวัตถุประสงค์ที่แตกต่างในประเด็นย่อย จะเป็นการมุ่งศึกษาเกี่ยวกับ ประเด็นที่มีกรณีศึกษา (case study) กับไม่มีกรณีศึกษา และการศึกษาแนวคิดการพัฒนาผ่านสื่อบุคคลสำคัญ เช่น พุทธทาสภิกขุ (พระมหานครินทร์ แก้วโชติรุ่ง, 2548) ซึ่งส่วนใหญ่จะศึกษาแนวคิดและการประยุกต์ใช้


38 แนวคิดตามพระไตรปิฎกเป็นหลัก (documentary research) วัตถุประสงค์ของงานวิจัยประเภทนี้จะแตกต่าง กับวัตถุประสงค์ประเภทที่ 1 คือ ประเภทที่ 1 มุ่งผลในทางทฤษฎีเป็นหลัก แต่ประเภทที่ 2 มุ่งผลทางทฤษฎี ด้วยทางปฏิบัติด้วยไปพร้อม ๆ กัน แต่ทั้งสองประเภทก็ยังเป็นการศึกษาด้านแนวคิดทฤษฎีทางพุทธปรัชญา เป็นหลัก ประเภทที่ 3: งานวิจัยประเภทนี้มีวัตถุประสงค์ร่วม คือ มุ่งศึกษาวิเคราะห์บทบาทและการ กระทำตามบทบาทหรือหน้าที่ตามพุทธบัญญัติที่ได้รับมอบหมายของพุทธบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์ ที่ เป็นผู้นำทางด้านบทบาทและการกระทำตามบทบาท บทบาทในที่นี้ เป็นบทบาทหลักที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและ ได้รับมาในภายหลัง เป็นความคาดหวังของประชาชนที่อยากเห็นพระสงฆ์ผู้ที่เขาหรือเธอเลื่อมใสศรัทธาได้ แสดงออกถึงบทบาท อีกทั้งงานวิจัยประเภทนี้ยังมุ่งศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมมือกับ พระสงฆ์หรือบุคคลอื่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมของตนให้เป็นสังคมที่พึงปรารถนา (พระอุปกรณ์ ชูเชื้อ , 2544; ภัทรพร สิริกาญจน, 2535) จุดเน้นของบทบาทตามพุทธบัญญัติในวัตถุประสงค์ของงานวิจัยประเภทนี้ คือ การมุ่งศึกษาถึงการให้ความช่วยเหลือ/การสงเคราะห์สังคมเพื่อให้เกิดความอยู่ดีมีสุขทั้งทางกายและจิต วิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทด้านการส่งเสริมให้ประชาชนดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำตามบทบาทอย่างแท้จริงของพุทธบริษัท (พระมหาประสิทธิ์ รวมพิมาย, 2538) วัตถุประสงค์ร่วมอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ เป็นการศึกษาถึงบทบาทของพุทธบริษัทในการพัฒนาชนบทและ เป็นการศึกษาในเชิงกรณีศึกษาเป็นสำคัญ (มีเพียง สุภา อุทโท (2541) ที่ใช้การวิจัยภาคสนามร่วมกับ Delphi Technique) ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า พุทธบริษัทโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์ เป็นบุคคลสำคัญจริง ๆ ใน ชุมชนชนบท ส่วนวัตถุประสงค์ที่แตกต่างออกไปมีว่า นักวิจัยมุ่งศึกษาบทบาทที่เป็นมาในอดีตจนถึงปัจจุบันว่า พระสงฆ์ทำอะไร ที่ไหน ประสบความสำเร็จอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคหรือไม่อย่างไร กับการมุ่งศึกษาบทบาทที่ควร จะเป็นในอนาคต (สุภา อุทโท, 2541) จุดต่างอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ เป็นการมุ่งศึกษาเปรียบเทียบระหว่างบทบาท ของบุคคลหรือองค์กรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและต่อไปในอนาคตว่า บทบาทจริงเป็นอย่างไร บทบาทในอุดม คติเป็นอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคหรือไม่อย่างไร (พระธีระพล ชัยยะนุภาพ, 2547;สัญญา ภู่แก้วเผือก, 2533) ประเภทที่ 4: งานวิจัยในประเภทนี้มีจุดเน้นหรือวัตถุประสงค์ในการวิจัยร่วมว่า เพื่อศึกษาการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม สังคมในที่นี้หมายรวมถึงปัจเจก กลุ่มคน และชุมชนด้วย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งชุมชน ถือว่าเป็นหัวใจของการพัฒนาสังคมในกระบวนวิธีพัฒนาตามแนวทางพุทธปรัชญา เพราะ สังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นชุมชน มีการไปมาหาสู่กันเหมือนพี่น้อง มีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันใน ฐานะพุทธบริษัทเหมือนกันและในฐานะประชาชนชาวไทยที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่เน้นความเป็นมิตรสหาย มีเมตตากรุณาเป็นพื้นฐานของการปฏิสัมพันธ์ เป็นสังคมที่ชาวตะวันตกมองว่า “เป็นสังคมแบบหลวมหรือมี โครงสร้างสังคมแบบหลวม” วัตถุประสงค์ของงานวิจัยประเภทนี้มีจุดเน้นที่สองตัวแปร/ปัจจัยหลัก คือ การ แก้ปัญหาสังคมและการพัฒนาสังคม โดยอาศัยพุทธธรรมเป็นแกนกลางในการปฏิบัติ พร้อมกันนี้ก็จะมี พระสงฆ์เป็นผู้นำในการปฏิบัติการ ตัวอย่างเช่น การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการทำกิจกรรมกลุ่มในชุมชนของ พระสงฆ์กลุ่มเสขิยธรรม และพระอาจารย์สุบิน ปณีโต เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนรู้จักการพึ่งตนเอง อยู่กับธรรมชาติ


39 ด้วยการถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน จนสามารถทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ ไม่เป็นสังคม บริโภคนิยมจนเกินขอบเขต หรือที่เรียกว่า “สังคมสุขนิยม” (จรูญโรจน์ ปาโส, 2545; อนันต์ แม้นพยัคฆ์, 2549) จุดเน้นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ มีการศึกษาที่มุ่งด้านเศรษฐกิจสังคมเป็นสำคัญควบคู่กับพุทธธรรม ทั้งนี้เพื่อ เป็นทางเลือกใหม่ในการพัฒนาสังคมหรือชุมชนตลอดถึงองค์กรธุรกิจเอกชน ให้สามารถผ่านวิกฤตการณ์ที่ ประสบอยู่ไปให้ได้ (ณัฐหทัย ชลายนวัฒน์, 2546) การประยุกต์ใช้พุทธธรรมนี้มีแนวทางในการปฏิบัติได้หลาย แนวทาง เช่น เปิดเป็นหลักสูตรปฏิบัติหรือทำเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมหรือจัดทำเป็นระบบกองทุน สวัสดิการ เป็นต้น (ณัฐนันท์ ประกายสันติสุข, 2541; สมปอง นครไธสง, 2548; พระมหาประญัติ เกรัมย์, 2548; เพ็ญศิริ พันพา, 2545) ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า เป้าหมาย/วัตถุประสงค์ที่กำหนดในงานวิจัยประเภทที่ศึกษาการ ประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ทุกเรื่องจะเน้นศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของหน่วย สังคมหรือชุมชนเป็นหลัก แต่เมื่อมองในภาพรวมของสังคมใหญ่ยังขาดแนวร่วมหรือการประสานเป็นเครือข่ายแห่ง การพัฒนาเป็นกระบวนการเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้จัดว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคใหญ่ของกระบวนการพัฒนาที่เน้น พุทธธรรมเป็นแกนกลาง คล้ายกับว่าแนวทางการพัฒนาสังคมของรัฐเป็นอีกกระบวนทัศน์หนึ่ง (กระบวนทัศน์ การพัฒนาแนวตะวันตกที่เน้นความสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่งเป็นหลัก) แนวทางการพัฒนาสังคมของพุทธศาสนาเป็น อีกแนวทางหนึ่ง (กระบวนทัศน์การพัฒนาตะวันออกที่เน้นทางสายกลาง คือ ความพอเพียงเป็นหลัก) เป็นเส้น ขนานที่สวนทางกัน ยากที่จะบรรจบได้ ฉะนั้น การพัฒนาสังคมไทยจึงไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น งานวิจัยที่เน้นศึกษาหลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาสังคม จึงควรย้อนสำรวจกระบวนทัศน์ ในการพัฒนาทั้งของตะวันตกและตะวันออก แล้ววิเคราะห์เปรียบเทียบหาจุดแข็งที่จะนำไปสู่จุดยืนร่วมกัน โดยเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ในการวิจัยควรจะกำหนดไว้ว่า เพื่อเปรียบเทียบและเสนอชุดของคำอธิบาย เพื่อ การเชื่อมโยงกระบวนทัศน์การพัฒนากระแสหลักเข้ากับพุทธกระบวนทัศน์ ที่จะนำไปสู่การสร้างบูรณาการภาพ ทางแนวคิดในการอธิบายปัญหาทางโครงสร้างสังคม และผลพลอยได้ที่จะเกิดตามมาอาจจะสามารถปรับเปลี่ยน โครงสร้างสังคมเสียใหม่ ให้กลายเป็นสังคมแห่งศีลธรรมและจริยธรรมทั้งระบบ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ อาจจะค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นตอน ตั้งแต่ระดับบุคคล กลุ่ม ชุมชน และสังคมส่วนรวม 3.1.3 แนวคิดในการวิจัย (conceptual framework) ในการวิจัยแต่ละเรื่องจะต้องมีกรอบมโนทัศน์หรือกรอบทางทฤษฎีที่นักวิจัยจะใช้ในการตอบ คำถามการวิจัยที่ตั้งเอาไว้ แนวคิดในการวิจัยจะบอกเราว่า ปรากฏการณ์หรือสิ่งที่เราจะศึกษานั้นน่าจะเป็น อย่างไร? มีทฤษฎี ข้อค้นพบ และกรอบแนวคิดอะไรบ้างที่จะเป็นแนวทางในการศึกษาของเรา? ผลจาก การศึกษาที่ผ่านมา ผลจากการทดลองศึกษาในเบื้องต้น หรือประสบการณ์ส่วนตัวของนักวิจัยอะไรบ้างที่พอจะ นำมาใช้ประโยชน์ในการศึกษาครั้งนี้? ดังนั้น องค์ประกอบที่สำคัญในการออกแบบการวิจัยจึงเชื่อมโยงกับ แง่มุมทางทฤษฎีเพื่อทำความเข้าใจประเด็นที่เราจะศึกษา ในการวิจัยแต่ละเรื่อง หากนักวิจัยมีกรอบแนวคิดใน


40 การวิจัยที่ชัดเจนเพียงพอและเหมาะสมกับโจทย์การวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัยแล้ว ก็เท่ากับว่านักวิจัยได้ พยายามตอบคำถามการวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัยในเบื้องต้นแล้ว และจะได้ข้อค้นพบที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง ยิ่งขึ้นในเมื่อทำการวิจัยเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ในทางตรงกันข้าม หากนักวิจัยขาดแนวคิดที่ดีพอในการวิจัย จะ ทำให้นักวิจัยมีความยุ่งยากในการวิเคราะห์ตีความและอาจจะทำให้ผลของข้อค้นพบในการวิจัยเรื่องนั้นขาด ความน่าเชื่อถือก็เป็นได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่านักวิจัยขาดเครื่องมือหรือเสบียงเดินทางที่สำคัญประการหนึ่งไปนั่นเอง ตามความหมายนี้ กรอบแนวคิดในการวิจัยเชิงคุณภาพ จึงหมายถึง กรอบที่เป็นเพียงแนวทางบอกเรื่องราวที่ จะศึกษาพร้อมทั้งบริบทที่จะศึกษาเพื่อให้การวิจัยมีความสะดวกและเป็นแนวทางหนึ่งที่จะให้นักวิจัยมองเห็น การออกแบบการวิจัยของตนว่า น่าจะมีโจทย์/คำถามการวิจัย พร้อมทั้งวัตถุประสงค์ในการวิจัยอย่างไร จึงจะ ได้ผลการศึกษาที่เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของการวิจัยที่ตั้งไว้ในเบื้องต้น ประเภทที่ 1: งานวิจัยในประเภทนี้มีกรอบมโนทัศน์เรื่องการพัฒนาสังคม (ไทย) ซึ่งเป็นกรอบ มโนทัศน์ใหญ่ครอบคลุมกรอบมโนทัศน์ทั้งหมด กล่าวได้ว่าเป็นทัศนะแม่บทในการพัฒนา ทัศนะแม่บทที่ว่านี้ คือ พุทธปรัชญาที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎกซึ่งถือว่าเป็นศาสดาแทนองค์พระพุทธเจ้าโดยแบ่งออกเป็นพุทธ ปรัชญาเกี่ยวกับ ความรู้ ความจริง ปรัชญาสังคมเกี่ยวกับมนุษย์และการดำเนินชีวิตในสังคม (ลักษณ์วัต ปาละ รัตน์, 2535; ชาญณรงค์ บุญหนุน, 2540; พระมหาอุทัย ศรสวัสดิ์, 2533) นอกจากนี้ พุทธปรัชญายังได้แสดง ถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ/หรือวัฒนธรรมทางสังคมนั้น ๆ เป็นการทบทวน แนวคิด ทฤษฎีในเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์และเปรียบเทียบผลดี-ผลเสียระหว่างกระบวนทัศน์ในการพัฒนา ตะวันออก-ตะวันตก เทียบเคียงกันด้าน/มิติต่าง ๆ ทางสังคม (พระมหาสง่า พลสงคราม, 2542; ศุภชัย สุวรรณสุทธิ์, 2538; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย, 2550; สุนทราภรณ์ เตชะพะโลกุล, 2534) เมื่อมองภาพรวมการ สร้างกรอบแนวคิดทฤษฎีเพื่อใช้เป็นกรอบมโนทัศน์ในการวิจัยของนักวิจัยทุกคนที่ได้สำรวจทบทวนวรรณกรรม พุทธปรัชญาว่าด้วยความรู้ความจริง หรือกระบวนการพัฒนาสังคมด้านการเมือง เศรษฐกิจ เป็นต้น นับว่าอยู่ใน เกณฑ์ที่สอดคล้องกับคำถามการวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัยของตน ถึงแม้ว่าในการวิจัยหลายเรื่องนักวิจัยจะ ไม่ได้ตั้งคำถามการวิจัยไว้ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากวัตถุประสงค์การวิจัย นักวิจัยทุกคนได้ทบทวนแนวคิด/ วรรณกรรมต่าง ๆ ได้สอดคล้องเหมาะสม และเป็นประโยชน์ทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติในกระบวนการวิจัยขั้น ต่อไปในการวิจัยเรื่องนั้น ๆ ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ในหลาย ๆ เรื่อง นักวิจัยเมื่อทำการทบทวนวรรณกรรมเพื่อสร้างกรอบ แนวคิดในการวิจัยของตนพบว่า นักวิจัยได้พยายามตอบคำถามการวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัยเรียบร้อยแล้ว ในระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของพระมหาวินัย ผลเจริญ (2544) ที่ตั้งวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ไว้ว่า เพื่อ เสนอแนะแนวทางการพัฒนาประชาสังคมในประเทศไทยตามหลักการในพุทธศาสนา นอกจากนี้ ก็ยังมี งานวิจัยของ ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย (2550) และ พระมหาอุทัย ศรสวัสดิ์ (2533) ซึ่งเป็นการยืนยันว่า นักวิจัยแต่ ละคนได้ทบทวนวรรณกรรมที่สอดคล้องกับเรื่องที่ทำ และจะนำไปสู่ข้อค้นพบในการวิจัยที่มีคุณภาพ ประเภทที่ 2 : แนวคิดในการวิจัยประเภทนี้เป็นแนวคิดที่นักวิจัยมุ่งให้ความสำคัญแก่การสร้าง กรอบมโนทัศน์ว่าด้วยหลักการและวิธีการประยุกต์พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม แตกต่างจากประเภทที่ 1 ที่


Click to View FlipBook Version