91 เอกสารอ้างอิง กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. (2546). การวิจัยเชิงคุณภาพในสวัสดิการสังคม: แนวคิดและวิธีวิจัย. (พิมพ์ครั้ง ที่ 1). กรุงเทพฯ: ส ำนักพิมพ์มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์. ชำย โพธิสิตำ. (2550). ศาสตร์และศิลป์ แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: ส ำนักพิมพ์ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. ทัศน์ศิรินทร์ สว่ำงบุญ. (2548). การสังเคราะห์งานวิจัยด้านการมีส่วนร่วมของโรงเรียนกับชุมชน: การ วิเคราะห์อภิมานและการวิเคราะห์กระบวนการทางปัญญาอภิมาน. วิทยำนิพนธ์ปริญญำ มหำบัณฑิต, จุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลัย, คณะครุศำสตร์, ภำควิชำวิจัยและจิตวิทยำกำรศึกษำ , สำขำวิชำวิจัยกำรศึกษำ. นิศำ ชูโต. (2551). การวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: บริษัทพริ้นต์โพร จ ำกัด. ศิริพร จิรวัฒน์กุล. (2552). การวิจัยเชิงคุณภาพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: ส ำนักพิมพ์บริษัทวิทยพัฒน์. สุภำงค์ จันทวำนิช. (2551). วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 16). กรุงเทพฯ: ส ำนักพิมพ์แห่ง จุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลัย. สุวิมล ติรกำนันท์. (2548). การประเมินโครงการ: แนวทางสูก่ารปฏบิตั.ิ(พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ แห่งจุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลัย. LeCompte, M. D. and Schensul, J. J. (1999b). Analyzing and interpreting Ethnographic Data. (Ethnographer’s Toolkit Vol. 5). Walnut Creek, CA: Altamira Press. Maxwell, J. A. (1996). Qualitative Research Design: An Interactive Approach. Thousand Oaks, CA: Sage. Miles, M. B. and Huberman, A. M. (1994). Qualitative Data Analysis. An Expanded Sourcebook (2nd ed.). Thousand Oaks, CA: Sage. Patton, M. Q. (1990). Qualitative Evaluation and Research Methods. Second Edition. Newbury Park, CA: Sage. Seale, C. (1999). The Quality of Qualitative Research. Thousand Oaks, CA: Sage.
บทที่ 5 การออกแบบการวิจัย: ความสอดคล้อง ความถูกต้อง และความชัดเจนของการออกแบบการวิจัย (Research Design II) (ต่อ) วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้วนิสิตสามารถ 1. สร้างการออกแบบการวิจัยที่มีความถูกต้อง ความสอดคล้อง และความชัดเจนในการวิจัย 2. สร้างการออกแบบการวิจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ 3. สร้างการออกแบบการวิจัยที่สัมพันธ์กับประโยชน์ในการวิจัย 4. สร้างการออกแบบการวิจัยที่คำนึงถึงจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัย ขอบข่ายเนื้อหา 1. การออกแบบการวิจัยที่มีความถูกต้อง ความสอดคล้อง และความชัดเจนในการวิจัย 2. การออกแบบการวิจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ 3. สร้างการออกแบบการวิจัยที่สัมพันธ์กับประโยชน์ในการวิจัย 4. การออกแบบการวิจัยที่คำนึงถึงจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัย กิจกรรม 1. อ่านทบทวนและสรุปสาระสำคัญ 2. ฝึกตอบคำถามท้ายบท
93 5.1 การออกแบบการวิจัยที่ดีต้องนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ (knowledge) ประเด็นนี้เป็นเกณฑ์กำหนดข้อที่ 2 ที่นักวิจัยได้ศึกษาค้นคว้าตามปัญหาในการวิจัยที่ตั้งไว้ เป็น องค์ความรู้ที่เกิดจากการออกแบบการวิจัยที่จะทำให้เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ (ต่อยอดความรู้เดิม) หรือทำให้ได้ องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม การวิจัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ใช้ระเบียบวิธีอะไรในการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคตก็ตาม มีเป้าหมายอย่างหนึ่งที่แยกไม่ออกจากโจทย์/คำถามหรือวัตถุประสงค์ในการวิจัย ก็คือ องค์ ความรู้ (mass of knowledge) ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในระดับใด โลกียะหรือโลกุตระ งานวิจัยทุกเรื่องล้วนมุ่ง ไปสู่การแสวงหาความรู้ ค้นคิด ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตีความ ด้วยความพิถีพิถัน เพื่อให้เข้าถึง โลกและประสบการณ์ส่วนบุคคล หรือที่เรียกในทางวิธีวิทยาว่า “กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย” (key informants) ที่เป็นเจ้าของโลกและประสบการณ์ที่นักวิจัยมุ่งหมายที่จะเข้าไปศึกษา และเมื่องานวิจัยสำเร็จเสร็จสิ้นสมบูรณ์ จะมีอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ก็ทั้งสองอย่างที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คือ นักวิจัยได้ความรู้เชิงประสบการณ์ ส่วนบุคคล (tacit knowledge) และความรู้สาธารณะ/เปิดเผย (explicit knowledge) หมายความว่า เมื่อ นักวิจัยได้สร้างองค์ความรู้ส่วนบุคคลจากการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองแล้ว ก็ไม่ได้เก็บไว้บนหิ้งหรือชั้นเพียง อย่างเดียว หากแต่มุ่งที่จะนำเอาองค์ความรู้ที่ได้ศึกษาค้นคว้านั้น มาสร้างคุณูปการแก่สังคมส่วนรวมทั้งที่ เกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตามกับนักวิจัย ด้วยแนวทางเฉกเช่นนี้ งานวิจัยเชิงคุณภาพทั้ง 39 เรื่อง ที่ผู้เขียนได้นำมา สังเคราะห์ในครั้งนี้ จึงสามารถนำมาประเมินตามแนวทางการออกแบบการวิจัยในประเด็นที่ 1 ดังกล่าวแล้วนั้น และสามารถแบ่งออกได้ตามแนวทางข้างต้นเป็น 2 ประการ ด้วยกัน กล่าวคือ (1) การต่อยอดองค์ความรู้เดิม ของงานวิจัย และ (2) การสร้างองค์ความรู้ใหม่ของงานวิจัย ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ 5.1.1 การต่อยอดองค์ความรู้เดิมของงานวิจัยเป็นเช่นใด? การวิจัยที่ปรากฏในบรรณพิภพทั้งในอดีตและปัจจุบันพบว่า ส่วนมากเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ เดิมของงานวิจัยที่มีอยู่ก่อนแล้ว สาเหตุหนึ่งที่เป็นเช่นนี้น่าจะมาจากความสะดวกและไม่ยุ่งยากนักในการสร้าง เสริมเติมต่อ นี่ถือว่าเป็นสาเหตุจากปัจจัยภายในตัวนักวิจัย อีกประการหนึ่งที่น่าจะเป็นสาเหตุเช่นกัน คือ สภาพของสังคมหรือสิ่งแวดล้อมทั้งทางกายภาพและบริบททางสังคมวัฒนธรรมไม่เอื้ออำนวย นี่เป็นสาเหตุจาก ปัจจัยภายนอก แต่ปัจจัยสาเหตุสองประการนี้ที่เป็นอุปสรรคมากที่สุดของประชาคมนักวิจัยไทย ก็คือ การทอด ธุระในการทำวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่สังคม ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าสังคมไทยยังไม่เป็นสังคมแห่งการ เรียนรู้และค้นคิดตามนโยบายและแผนที่รัฐได้วางไว้เท่าที่ควร ด้วยเหตุฉะนี้ วงการวิจัยของไทยหรือของ สถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ส่วนมากจึงมีแต่การวิจัยเพื่อต่อยอดองค์ความรู้เดิม ถ้าจะถามว่า การ วิจัยเพื่อต่อยอดองค์ความรู้เดิมมีประโยชน์หรือไม่? ตอบว่า มีประโยชน์ ทั้งประโยชน์เชิงทฤษฎีและปฏิบัติ อย่างน้อยการวิจัยเพื่อต่อยอดองค์ความรู้เดิมของนักวิจัย ก็ยังเป็นการบ่งบอกได้ว่า ในอดีตสถานการณ์ด้าน บุคคล ชุมชน สังคม ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ ความเชื่อ แบบแผนความสัมพันธ์เป็นเช่นใด และปัจจุบันคงอยู่สภาพ
94 เดิมหรือเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนเพียงไร ถึงแม้ผลการวิจัยจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน หรือสังคม วัฒนธรรมในระดับถอนรากถอนโคนก็ตาม เพราะนั่นอาจจะเป็นจุดมุ่งหมายของการวิจัยเชิง ปริมาณเป็นหลัก แต่การวิจัยเชิงคุณภาพ มีจุดมุ่งหวังเพียงเพื่อตอบสนองโจทย์ทางสังคมในระดับปัจเจกเป็น หลัก ผลทางสังคม วัฒนธรรม จัดเป็นผลพลอยได้ แต่เป็นผลพลอยได้ที่งานวิจัยเชิงคุณภาพยุคปัจจุบันให้ความ มุ่งหวังเป็นพิเศษ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันความเป็นศาสตร์ของงานวิจัยเชิงคุณภาพ ได้ส่งผลต่อการ เปลี่ยนแปลงเชิงสังคม วัฒนธรรมมากขึ้น ดังงานวิจัยเชิงคุณภาพทั้ง 28 เรื่อง ที่ผู้เขียนใช้ในการสังเคราะห์เพื่อ ตอบโจทย์/คำถามและวัตถุประสงค์ในตำรานี้ ในงานวิจัยทั้ง 39 เรื่อง ปรากฏว่า มีงานวิจัยที่เป็นการศึกษาเพื่อต่อยอดองค์ความรู้เดิมอยู่ 28 เรื่อง แยกตามประเภทของงานวิจัยทั้ง 4 ประการ (ในส่วนที่ 1 ซึ่งอยู่ในบทที่ 4) ได้ ดังนี้ คือ ในประเภทที่ 1 มี อยู่ 4 เรื่อง ในประเภทที่ 2 มีอยู่ 8 เรื่อง ในประเภทที่ 3 มีอยู่ 10 เรื่อง และในประเภทที่ 4 มีอยู่ 6 เรื่อง งานวิจัยที่เป็นการต่อยอดองค์ความรู้เดิมมีโจทย์/คำถามในการวิจัยร่วมกันว่า พุทธปรัชญาคืออะไร มีแนวคิด และท่าทีต่อทั้งปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคมอย่างไร และนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสังคมได้อย่างไร ส่วน โจทย์/คำถามที่แตกต่างออกไปเป็นเพียงการเจาะประเด็นเฉพาะด้านเท่านั้น เช่น ด้านปรัชญา เศรษฐกิจ หรือ การเมือง จากคำถามนำมาสู่วัตถุประสงค์ในการวิจัยร่วมกันว่า เพื่อศึกษาแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้ พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ร่วมนั้น แยกออกเป็นด้านแนวคิดพุทธปรัชญาที่เป็นตัวเนื้อแท้ จากพระไตรปิฎกที่จะเป็นพื้นฐานต่อแนวทางปฏิบัติของพุทธบริษัท/สื่อบุคคลสำคัญ 4 ประเภท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา หรือเรียกเป็นรวม ๆ ว่า “พุทธศาสนิกชน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์ที่เป็น ผู้นำชุมชนทางจิตวิญญาณว่า จะมีท่าทีในการพัฒนาชุมชนหรือสังคม โดยอาศัยสถานภาพที่ดำรงอยู่ในฐานะ เป็นที่เคารพ ยกย่อง และบูชาอย่างไร จึงจะนำชุมชนหรือสังคมไปสู่เป้าหมายแห่งความอยู่ดี มีสุข (social welfare and well-being) ตามแนวทางสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม เมื่อประมวลองค์ความรู้จากโจทย์/คำถามและวัตถุประสงค์ในการวิจัยทั้ง 28 เรื่อง พบว่า แบ่ง ออกได้เป็น 3 องค์ประกอบ ด้วยกัน คือ (1) แนวคิดพุทธปรัชญา (2) บทบาทหรือท่าทีตามแนวคิดพุทธปรัชญา และ (3) การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากองค์ประกอบทั้ง 2 นั้น แต่ ทั้งนี้ องค์ประกอบทั้ง 3 นั้น จะต้องสอดประสานเป็นเนื้อเดียวกัน จึงจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงตาม โจทย์/คำถามและวัตถุประสงค์ในการวิจัย ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ 1. แนวคิดพุทธปรัชญา คือ องค์ความรู้ที่เป็นอุดมการณ์หรือหลักปฏิบัติที่เป็นแนวทางเพื่อให้ บุคคลหรือสังคมนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและบุคคลอื่น มิใช่เพียงแค่ผลในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงผลที่จะเกิดแก่ตนเองและบุคคลอื่นในอนาคตอีกด้วย รวมเรียกว่า ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ใน ที่นี้ผู้เขียนจะได้แบ่งองค์ความรู้ด้านนี้ออกเป็น 3 แขนง คือ (1) ปรัชญา (2) การเมือง และ (3) การประยุกต์ใช้ และการพัฒนาสังคม แนวทางการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาสังคมทั้ง 3 นี้ ปรัชญา จะบอกให้รู้ว่า พุทธ ศาสนามีหลักคำสอนเกี่ยวกับความรู้/ความจริงในลักษณะ “สัจนิยมเชิงปฏิบัตินิยม/วิภัชชวาท” หมายความว่า การที่ใครก็ตามอยากจะเข้าถึงความรู้/ความจริงจะต้องลงมือปฏิบัติให้ผ่านประสบการณ์ด้วยตนเองเท่านั้น จะ
95 ให้บุคคลอื่นปฏิบัติแทนไม่ได้ ด้วยแนวทางปฏิบัติเช่นนี้จึงไปคล้ายคลึงกับทฤษฎีความจริงแบบปฏิบัตินิยมของ ตะวันตก ดังนั้น พุทธศาสนาจึงแสดงท่าทีต่อความรู้/ความจริงแบบวิภัชชวาท หรือจำแนกแยกแยะความรู้/ ความจริงทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคลหรือสังคม แล้วจึงอธิบายด้วยหลักพุทธปรัชญา โดยลักษณะนี้ พุทธปรัชญาจึงได้สะท้อนหลักการปฏิบัติของสังคมเกี่ยวกับ การเมือง เพื่อให้บุคคลหรือสังคมได้นำไปปฏิบัติให้ เกิดผลเชิงประจักษ์ ทั้งนี้ก็เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาการเมืองนั่นเอง รวมทั้งผลพลอยได้ทางเศรษฐศาสตร์/ เศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน (ประเภทที่ 1 บวก 2) 2. บทบาทหรือท่าทีตามแนวคิดพุทธปรัชญา คือ องค์ความรู้ที่สืบเนื่องเกี่ยวพันมาจากแนวคิด พุทธปรัชญาอย่างแยกไม่ออก เพราะการที่พุทธบริษัทจะมีบทบาทหรือแสดงท่าทีต่อสังคมเป็นประการใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพระสงฆ์ที่เป็นสื่อบุคคลสำคัญของสังคม ย่อมได้รับอิทธิพลมาจากกระบวนทัศน์ที่อยู่ เบื้องหลัง ซึ่งก็คือ พุทธกระบวนทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงบทบาทด้านใด แต่ในองค์ประกอบที่ 2 นี้ ผลการวิจัยเน้นไปที่บทบาทพระสงฆ์ด้านการพัฒนาชุมชน พระสงฆ์ที่เป็นผู้นำในการพัฒนาชนบทมีทั้งที่เป็น ปัจเจกและกลุ่มบุคคล และที่พิเศษออกไปมีการวิจัยอยู่เรื่องหนึ่งที่ศึกษาในนามของวัด (ซึ่งก็คือ พระสงฆ์บวก บุคคลอื่นบางกลุ่ม) ที่ได้ช่วยเหลือสังคมด้วยการสงเคราะห์เด็กกำพร้าและเด็กยากไร้ ในเรื่องนี้เป็นการศึกษา เปรียบเทียบกันระหว่างวัดกับกรมประชาสงเคราะห์ว่า วัดหรือกรมประชาสงเคราะห์ทำได้ดีกว่ากัน ส่วนหนึ่ง เพื่อนำผลการศึกษาไปปรับปรุงทั้งสององค์กรนั้นให้ดีขึ้นนั่นเอง เมื่อย้อนกลับมาสู่บทบาทในการพัฒนาชุมชน ของพระสงฆ์พบว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 8 แขนง คือ (1) บทบาทด้านการเผยแผ่ธรรม (2) บทบาทด้านการ พัฒนาชนบททั่ว ๆ ไป (3) บทบาทด้านการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง (4) บทบาทด้านการพัฒนาทุนชุมชนด้วยกลุ่ม สัจจะสะสมทรัพย์ (5) บทบาทด้านการส่งเสริมการลด ละ เลิกอบายมุข (6) บทบาทด้านการส่งเสริมการใช้ สมุนไพร (7) บทบาทด้านการสงเคราะห์ และ (8) บทบาทด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ประเภทที่ 3) 3. การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม คือ การแสดงบทบาทอย่างหนึ่งในฐานะพุทธ บริษัท เพื่อให้เกิดผล 2 ประการ คือ การอยู่ดีและมีสุข (social welfare and well-being) การประยุกต์ใช้ พุทธธรรมจากผลการวิจัยพบว่า มีแนวทางในการปฏิบัติที่หลากหลาย ขึ้นอยู่ที่บุคคล สถานที่ หรือ ปรากฏการณ์นั้น ๆ เป็นหลัก การประยุกต์ใช้พุทธธรรมนี้อาจจะมาจากพระสงฆ์เป็นผู้นำ หรือดำเนินการโดย บุคคลทั่ว ๆ ไปก็ได้ โดยแนวทางในการปฏิบัติแบ่งออกได้เป็น 3 แขนง คือ (1) หลักการ (2) วิธีการ และ (3) เป้าหมาย/อุดมการณ์ โดยหลักการ ก็คือ การยึดหลักใหญ่ของพุทธปรัชญา คือ ละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตให้ผ่องใส และหลักอริยสัจ 4 ศีล 5 ไตรสิกขา พรหมวิหาร 4 ฆราวาสธรรม 4 อคติ 4 ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4 อปริหานิย ธรรม 7 ทศพิธราชธรรม หลักทิศ 6 สัปปุริสธรรม 7 อิทธิบาท 4 สุจริต 3 หลักบุคคลหาได้ยาก 2 ส่วนวิธีการ ก็คือ การใช้กลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนหรือสังคมที่เรียกว่า “การเผยแผ่ธรรมะเชิงรุก” ด้วยการ ปลูกฝังธรรมะในจิตใจให้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเข้าค่ายคุณธรรม การเคารพธรรมชาติ และการรักษาสมดุลของธรรมชาติ การพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจและการเดินทางสายกลาง การรักษาระเบียบ วินัยและการมีมนุษยสัมพันธ์ต่อกัน การส่งเสริมการรวมกลุ่ม การใช้พิธีกรรมทางศาสนา การรณรงค์ลด ละ
96 เลิกสิ่งไม่ดี ความเสียสละของผู้นำและความสามัคคีของชุมชน ความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และองค์กร/ ชุมชนที่ตนเกี่ยวข้องด้วย การรู้จักประหยัดทรัพย์สินและการคบเพื่อนที่ดี และเป้าหมาย/อุดมการณ์ ก็คือ การ ที่ชุมชนหรือองค์กรเกิดความเข้มแข็งทั้งด้านบุคลากร การเงิน การงาน มีกองทุนสวัสดิการที่เรียกว่า “บุญ” ที่ เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน หมายความว่า บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทั้งทางกาย วาจา ใจ (สุจริต 3) กาย ก็ขยันขันแข็ง มีระเบียบวินัยในตนเอง สามัคคีกัน เลิก ละอบายมุข วาจาก็สุภาพอ่อนโยน ซื่อสัตย์สุจริต มี สำนึกเมื่อพูดสิ่งไม่ดี ใจก็สงบระงับมากขึ้น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีทัศนคติที่ดีในการมองปัญหาเพื่อให้เกิด ปัญญา กระตือรือร้นในการทำงาน ลดมานะทิฏฐิลงเมื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น อันเป็นเหตุนำมาซึ่งความสมัครสมาน สามัคคี มีความเสียสละมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับหลักการใหญ่ที่เป็นพุทธปรัชญาว่าด้วย “ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจ ให้ผ่องใส” ฉะนั้น เพื่อให้เห็นรูปธรรมของการต่อยอดองค์ความรู้เดิมชัดเจนขึ้น ผู้เขียนจะได้นำเสนอประเด็น ว่าด้วยการสร้างองค์ความรู้ใหม่ของงานวิจัยต่อไป (ประเภทที่ 4) 5.1.2 ลักษณะเด่นของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ของงานวิจัย งานวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในบรรณพิภพค่อนข้างหาศึกษาได้ยาก แต่ก็ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเลย หากแต่ทุกวันนี้จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเหตุที่งานวิจัยที่เป็นการต่อยอดองค์ ความรู้เดิมมีค่อนข้างเยอะและนักวิจัยก็มักจะทำในเรื่องที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว เช่น การสอบถามทัศนคติทางการ เมือง ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ไม่ค่อยมีคุณูปการต่อวงการ การศึกษาและการวิจัยมากนัก อาจจะมีประโยชน์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ แต่ก็เป็นเพียงของบุคคลบางคนหรือ บางกลุ่มเท่านั้น สังคมส่วนรวมไม่ค่อยได้รับประโยชน์เท่าที่ควร งานวิจัยลักษณะนี้มักจะออกมาในรูปของการ วิจัยเชิงปริมาณเป็นส่วนใหญ่ ส่วนงานวิจัยที่เป็นเชิงคุณภาพ เท่าที่พิจารณาดูมักจะเป็นการสร้างองค์ความรู้ ใหม่ ถึงแม้จะทำในวงแคบมากกว่าการวิจัยเชิงปริมาณก็ตาม แต่ถือว่ามีประโยชน์ต่อวงการการศึกษาและการ วิจัยมากทีเดียว รวมทั้งต่อการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติในวงกว้างต่อไป และที่สำคัญงานวิจัยที่ เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่จะเป็นมิติหนึ่งที่จะส่งผลต่อการผลิตนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ทรงคุณค่าประดับวงการ การศึกษาและการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม ทั้งนี้ก็เพราะว่า งานวิจัยที่ เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่จะทำให้ตัดสินได้ว่า นักวิจัยคนนั้น ๆ มีคุณภาพจริง ซึ่งอาจจะหาไม่ได้จากนักวิจัย ที่ศึกษางานวิจัยด้วยการต่อยอดองค์ความรู้เดิม อย่างน้อยก็ตัดสินได้ในทางตรรกะของผลการศึกษาที่ได้จาก งานวิจัย จากงานวิจัยทั้ง 39 เรื่อง มีงานวิจัยอยู่ 11 เรื่อง ที่เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ เหตุที่ผู้วิเขียนจัด ว่าเป็นงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ก็เพราะว่า มีจุดเด่นอยู่หลายประการ เช่น มีผลการวิจัยที่แปลกใหม่ที่ ไม่เคยมีผู้ศึกษามาก่อน หรือมีผู้ศึกษามาก่อนแต่เป็นการศึกษาในอีกมุมมองหนึ่ง ทำให้เห็นการบูรณาการกันกับ งานวิจัยที่เคยมีมาก่อน หรือเป็นการศึกษาที่สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดย ไม่ต้องไปปรับปรุงวิเคราะห์และสังเคราะห์อีกขั้นหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะของงานวิจัยที่เป็นการต่อยอดองค์
97 ความรู้เดิม งานวิจัยที่เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่นี้ทั้ง 11 เรื่อง เมื่อพิจารณาตามลักษณะของการสร้างองค์ ความรู้ใหม่แยกออกเป็น 3 องค์ประกอบ เช่นเดียวกับประเภทการต่อยอดองค์ความรู้เดิมของงานวิจัยทั้ง 28 เรื่อง ได้แก่ (1) แนวคิดพุทธปรัชญา (2) บทบาทหรือท่าทีตามแนวคิดพุทธปรัชญา และ (3) การประยุกต์ใช้ พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบนี้ จะต้องเชื่อมโยงประสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่าง แยกไม่ออกเช่นเดียวกับประเภทการต่อยอดองค์ความรู้เดิมของงานวิจัย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. แนวคิดพุทธปรัชญา องค์ความรู้ที่อยู่บนพื้นฐานข้อค้นพบจากงานวิจัยในประเด็นนี้พบว่า แยกออกได้เป็น 4 แขนง คือ (1) ด้านการเมือง (2) ด้านเศรษฐศาสตร์/เศรษฐกิจ (3) การพัฒนาสังคมไทย และ (4) ด้านการขจัดความขัดแย้งของชุมชน (สังคม) ด้วยพุทธสันติวิธีที่เรียกว่า “ธัมมิกมัชฌิมวิธี/ธัมมิกมัชฌิม ปฏิปทา” ด้านการเมือง เป็นการนำเสนอหลักคิดและหลักปฏิบัติสำหรับชาวพุทธที่เรียกว่า “แนวคิดประชา สังคม” ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากนักคิดนักวิชาการไทยหลายคน เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักวิพากษ์สังคมจากฐาน คิดพุทธศาสนา แนวคิดนี้มุ่งส่งเสริมให้ชาวพุทธในสังคมไทยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเครือข่ายเพื่อให้เกิดพลังกลุ่ม ต่อต้านสิ่งที่ไม่ดีทุกรูปแบบ รวมทั้งส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การ พัฒนาจิตใจ การปฏิรูปองค์กรพุทธศาสนา เป็นต้น ด้านเศรษฐศาสตร์/เศรษฐกิจ มุ่งเน้นการพัฒนาเพื่อให้เกิด ดุลยภาพระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ-สังคม-กายกับจิต ระบบนิเวศ ตามหลักปฏิบัติสัมมาอาชีวะ เป็นเศรษฐกิจ แบบพอเพียง เน้นความสัมพันธ์ในชุมชน พึ่งตนเอง การรวมกลุ่ม การแบ่งปัน ความสามัคคี เสียสละ ส่วนการ พัฒนาสังคมไทย เป็นการพัฒนาที่ให้ความสำคัญแก่ปัจเจก อันจะส่งผลถึงสังคมส่วนรวม พัฒนาจากระดับล่าง ขึ้นบน หรือการพัฒนาโครงสร้างส่วนล่างขึ้นสู่ส่วนบน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือ สิ่งแวดล้อมก็ตาม โดยลักษณะนี้ จะต้องมีการพัฒนาหลักจริยธรรมที่สำคัญ คือ ศีล 5 ความรัก ความเมตตาให้ เป็นหลักจริยธรรมของสังคมส่วนรวม การเน้นเรื่องการให้ การพัฒนาจิตใจทั้งระดับปัจเจก ชุมชนและสังคม โดยมีตัวอย่างแห่งการพัฒนาเชิงจริยธรรมขั้นสูง คือ พระสงฆ์ และด้านการขจัดความขัดแย้งของชุมชน (สังคม) ด้วยพุทธสันติวิธีที่เรียกว่า “ธัมมิกมัชฌิมวิธี/ธัมมิกมัชฌิมปฏิปทา” เน้นที่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แก่ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม เช่น ความขัดแย้งเรื่องน้ำเพื่อทำกิน วิธีที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของพุทธปรัชญา ก็คือ จะต้องมีการเจรจากัน ไกล่เกลี่ยกัน ไต่สวนหามูลเหตุ ใช้กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งจะต้องรู้จัก ประนีประนอมกัน โอนอ่อนผ่อนตาม ถูกต้องตามหลักศีลธรรมจริยธรรม และได้ประโยชน์ทุกฝ่าย (ประเภทที่ 1 บวก 2) 2. บทบาทหรือท่าทีตามแนวคิดพุทธปรัชญา องค์ความรู้ในประเด็นนี้แสดงถึงบทบาทของ พระสงฆ์ที่สังคมคาดหวังว่า ควรจะเป็นไปในลักษณะที่เป็นเชิงรุกมากขึ้น กล่าวโดยสรุปแยกออกเป็น 3 ด้าน คือ บทบาทต่อตนเอง ได้แก่ การศึกษาธรรมวินัย บทบาทต่อองค์กรสงฆ์ ได้แก่ การจัดวัดให้สงบ สะอาด จัด กิจกรรมต่าง ๆ ให้หลากหลาย มีวิทยาลัยสำหรับพระสงฆ์เพื่อการเรียนรู้สรรพวิชาและการวิจัยสังคม และ แก้ไขตัวบทกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรสงฆ์ และบทบาทต่อสังคม ได้แก่ การให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาสังคม สงเคราะห์สังคม อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและจัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ (ประเภทที่ 3)
98 3. การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม องค์ความรู้ในประเด็นนี้พบว่า การประยุกต์ใช้ พุทธธรรมจะต้องมีหลากหลายรูปแบบ แต่ยังอยู่บนหลักการใหญ่ คือ “ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใส” อาจจะ เป็นการเผยแผ่ธรรมะรูปแบบสมัยใหม่ เช่น จัดเป็นขบวนธรรมยาตราไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้สังคมได้มี ส่วนร่วมในการเรียนรู้หลักธรรม และถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งในการปรับบทบาทพระสงฆ์สำหรับการช่วยเหลือ สังคม ผลที่ได้จากขบวนการธรรมยาตราแยกออกได้เป็น 3 ด้าน คือ ด้านผู้เข้าร่วมธรรมยาตรา เช่น เกิด ความรู้สึกเป็นกัลยาณมิตรและสำนึกรักธรรมชาติ ด้านชุมชน เช่น ความร่วมมือของฝ่ายต่าง ๆ ในพื้น ที่ โครงการ และด้านภูมิภาค เช่น มีการนำรูปแบบ วิธีการต่าง ๆ ที่ใช้ในขบวนการธรรมยาตราไปปรับใช้ในพื้นที่ อื่น ๆ อันจะส่งผลดีต่อชุมชนและสังคมในพื้นที่นั้น ๆ อนึ่ง การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมมิใช่เป็นผลดีต่อคนที่ ปกติเท่านั้น หากยังมีผลดีต่อคนที่ไม่ปกติด้วย เช่น คนเป็นโรคจิตเภท หลักธรรมสามารถกล่อมเกลาให้จิตใจ โปร่งโล่งขึ้นด้วยการยอมรับว่า มันคงเป็นกรรมเก่าที่ไม่ดีของตน จึงส่งผลให้ตนเองเป็นเช่นนี้ เป็นคนไม่ปกติ เหมือนคนอื่น ไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น ถูกคนอื่นดูถูกเหยียดหยาม หากยอมรับตรงจุดนี้ ก็จะทำให้จิตใจ ดีขึ้นทั้งตัวผู้ป่วยเองและครอบครัวผู้เป็นญาติใกล้ชิด นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้พุทธธรรมยังสามารถประยุกต์ ได้ในระบบกองทุนสวัสดิการชุมชนที่เรียกว่า “ระบบบุญนิยม” คือ ลักษณะนี้เป็นการให้ความหมายใหม่ของคำ ว่า “บุญ” ที่ต่างออกไปจากที่เคยรับรู้กัน บุญในลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการผลิตเพื่อการบริโภคอย่าง พอดี เน้นการเสียสละแรงงานเพื่อชุมชน ผลที่ได้ คือ “บุญ” มิใช่ผลตอบแทนที่เป็นตัวทรัพย์สินเงินทอง ผลผลิตส่วนเกินที่ได้จะกลายมาเป็นทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อสมาชิกทุกคน รวมทั้งเป้าหมายหลักของระบบบุญ นิยมอยู่ที่การพัฒนาคนให้มีจิตสำนึกต่อบทบาทผู้ผลิตและบริโภคที่มีความพอดี มีความสมดุลระหว่างกายกับ จิต หรือความต้องการกับความสามารถในการตอบสนองความต้องการ (ประเภทที่ 4) 5.2 การออกแบบการวิจัยที่สัมพันธ์กับประโยชน์ในการวิจัย (values) ประเด็นนี้เป็นเกณฑ์กำหนดข้อที่ 3 ที่นักวิจัยสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งทาง ทฤษฎี/วิชาการ (ในที่นี้เน้นที่วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก) และทางปฏิบัติเกี่ยวกับบุคคล สถานที่หรือ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม ประโยชน์ทางการวิจัยย่อมเกี่ยวข้องและนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ทางการวิจัย หรือนัยตรงกัน ข้ามการสร้างองค์ความรู้ทางการวิจัยย่อมนำไปสู่ประโยชน์ทางการวิจัยเสมอ แต่ว่าประโยชน์ทางการวิจัย จะต้องสัมพันธ์กับจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัยด้วย จึงจะถือว่าเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง อนึ่ง ประโยชน์ทางการวิจัยถึงแม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการออกแบบการวิจัย แต่การออกแบบการวิจัยไม่ว่าจะ เป็นขั้นตอนใดจะต้องคำนึงถึงหลักของประโยชน์เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการวิจัยที่ได้จะต้องนำไปใช้ ประโยชน์ได้จริง อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีประโยชน์ในทางวิธีวิทยาการวิจัย หมายความว่า ผลการวิจัยจะต้อง ตอบโจทย์/คำถามหรือวัตถุประสงค์ในการวิจัยให้ได้ ถ้าตอบโจทย์/คำถามหรือวัตถุประสงค์ในการวิจัยยังไม่ได้ การที่จะนำผลการวิจัยไปใช้ในที่อื่น กับบุคคลอื่น และ/หรือปรากฏการณ์หรือสถานการณ์อื่นนั้น เป็นเรื่องที่
99 เป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย ฉะนั้น ประโยชน์ในการวิจัยนักวิจัยจึงต้องคำนึงถึงหลักของการนำไปปฏิบัติ เป็นเป้าหมายสูงสุดและใช้ได้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจด้านบริบทบุคคล สังคมหรือวัฒนธรรมที่ เข้าไปศึกษา นำไปแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้จริง เป็นประโยชน์แก่บริบทหรือบุคคลที่คล้ายคลึงกับกรณีศึกษา และ สามารถสร้างทฤษฎีฐานรากได้ (grounded theory) เมื่อกล่าวโดยสรุปจึงแบ่งออกได้เป็น 2 ประการ ด้วยกัน คือ (1) ประโยชน์ด้านวิชาการหรือทฤษฎี และ (2) ประโยชน์ด้านการปฏิบัติ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ 5.2.1 ประโยชน์ด้านวิชาการหรือทฤษฎี ประโยชน์ด้านนี้นั้น เป็นประโยชน์ที่นักวิจัยจะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกตั้งแต่การ ออกแบบการวิจัยขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย เมื่องานวิจัยสำเร็จเสร็จสิ้นมีผลการวิจัยที่แสดงถึงหลักการ วิธีการ และกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาตนเองทั้งของบุคคล ชุมชน หรือสังคมส่วนรวม เป็นองค์ความรู้ที่อาจ เรียกว่า “นวัตกรรมทางสังคม” ได้องค์ความรู้ใหม่ทางสังคมหรือกรณีศึกษา สามารถนำเอาผลการศึกษามาวาง เป็นแบบแผนหรือหลักสูตรในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสังคมหรือชุมชนหรือบุคคลตามลำดับความสำคัญต่อไปทั้ง ในปัจจุบันและอนาคตได้ จากงานวิจัยทั้ง 39 เรื่อง มีผลการวิจัยที่เป็นประโยชน์ในเชิงทฤษฎีแทบทุกเรื่อง อย่างน้อยก็มี ประโยชน์ด้านการเรียนรู้เรื่องวิธีวิทยาการวิจัยของนักวิจัย ถ้าหากจะจำแนกให้เห็นชัดเจนจะได้งานวิจัยที่เป็น การต่อยอดองค์ความรู้เดิมทั้งหมด 28 เรื่อง และงานวิจัยที่เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทั้งหมด 11 เรื่อง โดย ล้อกับเกณฑ์กำหนดเรื่องความรู้ในประเด็นที่ 2 ที่ผ่านมา อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ประโยชน์ของงานวิจัยมักจะคู่ กับความรู้ทางการวิจัยเสมอ ประโยชน์ในตัวของมันเอง ก็คือ ความรู้ ความรู้ในตัวมันเอง ก็คือ ประโยชน์ เมื่อ นักวิจัยเชิงคุณภาพกล่าวถึงเรื่องหนึ่ง ก็ต้องกล่าวถึงอีกเรื่องหนึ่งเสมอ ประโยชน์กับความรู้เปรียบเสมือนด้าน หัวกับด้านก้อยของเหรียญที่ต้องอยู่คู่กันจึงจะได้ชื่อว่าเหรียญ ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์กำหนดดังกล่าวพบว่า มีงานวิจัยอยู่หลายเรื่องที่แสดงถึงประโยชน์ด้านนี้ อย่างชัดเจน เช่น เรื่อง “การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยกลุ่มสัจจะสะสม ทรัพย์ เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต:กรณีศึกษา บ้านหนองน้ำจืด ตำบลท่าพริก อำเภอเมือง จังหวัดตราด” ของ อนันต์ แม้นพยัคฆ์ (2549) เรื่องนี้นักวิจัยได้เข้าไปศึกษาภาคสนามเป็นหลัก และนักวิจัยก็ถือว่าเป็นผู้ที่ รู้จักชุมชนแห่งนั้นเป็นอย่างดี เพราะเป็นคนในพื้นที่นั้น จึงทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกและเชิงกว้าง ได้วิธีการ ประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในกระบวนการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์อย่างสอดคล้องกันที่ถือว่าเป็นประโยชน์ในเชิง ทฤษฎีสำหรับนำไปปฏิบัติในที่อื่นหรือบริบทอื่นได้อย่างลงตัว โดยผลการศึกษาที่ได้พบว่า มีการประยุกต์ใช้ พุทธธรรมที่เห็นเป็นรูปธรรม เพราะใช้หลักการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุก ใช้เงื่อนไขการจ่ายสวัสดิการปรับพฤติกรรม ให้คนปฏิบัติตามหลักธรรม ช่วงแรก ๆ อาจจะยังไม่เห็นผลเป็นที่ประจักษ์นัก แต่นาน ๆ ไป จะมีพฤติกรรมที่ สอดคล้องกับหลักธรรมไปโดยไม่รู้ตัว เกิดความเสียสละมากขึ้น มีความสามัคคีกันมากขึ้น ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาก ขึ้น ซึ่งการแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ชุมชนจะถือว่าเป็น “บุญ” ที่ไม่ใช่บุญในความหมายที่เคยรู้จักกันมาก่อน
100 เพราะบุญตัวนี้สามารถมองเห็นได้เป็นรูปธรรม บุญตัวนี้จะทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งขึ้น ด้วยการมีเงินทุน หมุนเวียนภายในชุมชน ชุมชนมีสถานบันการเงินเป็นของตนเอง คือ “กองทุนสวัสดิการ” ที่สามารถหยิบยืม หรือนำไปช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือช่วยเหลือในยามเจ็บไข้ได้ป่วย ประโยชน์ที่เป็นเชิงทฤษฎีว่าด้วยวิธีการประยุกต์ใช้พุทธธรรมเพื่อพัฒนาชุมชนหรือแก้ไขปัญหา ชุมชนและสังคม ยังสามารถเห็นได้จากงานวิจัยอีกหลายเรื่อง เช่น งานวิจัยของ พระมหาสง่า พลสงคราม (2542) ที่ศึกษาเปรียบเทียบเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธและเศรษฐกิจพอเพียงในสังคมไทย เรื่องนี้เป็นการ สร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีประโยชน์ในเชิงทฤษฎีที่ว่า สามารถนำเอาผลการศึกษาไปเผยแพร่ในวงกว้างได้ เพื่อให้ สังคมไทยหันกลับมาสนใจเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธที่เมื่อก่อนสังคมไทยเคยปฏิบัติและได้รับผลของการปฏิบัติด้วย การอยู่อย่างพอเพียง แต่ปัจจุบันสังคมไทยให้ความสำคัญแก่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่เน้นที่การเสพ อย่างไร้ขอบเขต ความต้องการกับทรัพยากรที่มีอยู่ไม่สมดุลกัน จึงทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชน ตลอดถึงสังคมโลก แต่ถ้าหากนำหลักเศรษฐศาสตร์เชิง พุทธหรือเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ ถึงแม้เศรษฐกิจจะไม่หวือหวาเติบโตอย่างที่คาดหวัง แต่จะเกิดความ สมดุลระหว่างความต้องการกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด หรือที่เรียกในภาษาเศรษฐศาสตร์ว่า “ความสมดุล ของอุปสงค์และอุปทาน” ซึ่งหาไม่ได้จากเศรษฐกิจทุนนิยมกระแสหลัก ประโยชน์ด้านทฤษฎียังไม่เป็นที่ เพียงพอสำหรับงานวิจัยเชิงคุณภาพ จะต้องมีประโยชน์ด้านการปฏิบัติด้วย จึงจะทำให้ผลการวิจัยที่ได้มีความ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 5.2.2 ประโยชน์ด้านการปฏิบัติ ประโยชน์ด้านนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ขั้นสูงสำหรับงานวิจัยแต่ละเรื่อง ด้วยว่างานวิจัยแต่ละเรื่อง จะเรียกได้ว่า มีคุณภาพควรค่าแก่การศึกษาหรือไม่ ปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา ก็คือ ประโยชน์ด้านการ ปฏิบัติ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทั้งด้านบุคคล ชุมชน และสังคมส่วนรวม หม ายความว่า ประโยชน์ด้านนี้นั้น เป็นประโยชน์ในวงกว้าง มิใช่ได้ประโยชน์เฉพาะตัวนักวิจัยเท่านั้น (ซึ่งลักษณะนี้จะพบได้ จากประโยชน์ในเชิงทฤษฎีเป็นหลัก) ส่วนมากงานวิจัยทั่ว ๆ ไป จะตอบโจทย์สังคมได้เพียงประโยชน์ในเชิง ทฤษฎีเท่านั้น งานวิจัยที่มีผลการวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้ในวงกว้างมีค่อนข้างน้อย ฉะนั้น งานวิจัยประเภทนี้ จึงทรงคุณค่า เพราะมีองค์ประกอบของกระบวนการวิจัยค่อนข้างสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบการ วิจัย ด้านการสร้างองค์ความรู้ และด้านการคำนึงถึงจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัย เมื่อพิจารณาจากงานวิจัยทั้ง 39 เรื่อง พบว่า มีงานวิจัยอยู่หลายเรื่องที่มีประโยชน์ด้านการ ปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทั้งด้านบุคคล ชุมชน และสังคมส่วนรวม เช่น เรื่อง “รูปแบบการจัดการ ความขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธี: ศึกษาวิเคราะห์กรณีลุ่มน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงใหม่” ของ พระมหาหรรษา ธมฺมหา โส (2547) ในเรื่องนี้นักวิจัยแสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ที่ได้ศึกษาจากเอกสารว่าด้วยเรื่อง การจัดการความขัดแย้งจากทั้งพระไตรปิฎกและความรู้ทั่ว ๆ ไป ไปปรับประยุกต์ใช้ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง
101 เกิดขึ้น ซึ่งก็คือ ชุมชนบริเวณลุ่มน้ำแม่ตาช้าง ที่ขัดแย้งกันในเรื่องของทรัพยากรน้ำเพื่อทำกิน เมื่อน้ำไม่ เพียงพอจึงเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้น นักวิจัยอาศัยปรากฏการณ์เช่นนี้จึงได้เข้าไปศึกษาพร้อมทั้งร่วมหาทาง แก้ไข และได้เสนอรูปแบบการจัดการความขัดแย้งที่นักวิจัยเรียกชื่อว่า “รูปแบบการจัดการความขัดแย้งธัม มิกมัชฌิมวิธี” คือ การแก้ไขด้วยวิธีเป็นกลางโดยมีฐานคิดพุทธปรัชญาเป็นแกนหลัก เช่น การเจรจากัน การ ไกล่เกลี่ยโดยคนกลาง การมีส่วนร่วม หรือการประนีประนอมกัน ซึ่งในท้ายที่สุดความขัดแย้งก็ได้ทุเลาเบาบาง ลงไป อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ผลการวิจัยในเรื่องนี้จึงแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ด้านการปฏิบัติอย่างชัดเจน อาจจะเรียกว่า เป็นการวิจัยเพื่อการพัฒนาเรื่องหนึ่งก็ได้ (research and development) และใน ขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่สำหรับงานวิจัยเชิงคุณภาพในเรื่องการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคมอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า มีงานวิจัยของ พระมหาประญัติ เกรัมย์ (2548) ที่ศึกษาขบวนการธรรม ยาตราในสังคมไทย ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม 3 ด้าน คือ ด้านบุคคล ด้านชุมชน และด้านสังคม หรือภูมิภาค ที่ขบวนการธรรมยาตราแผ่กระจายไปถึง หรือมีโครงการธรรมยาตราในพื้นที่นั้น ๆ ทำให้บุคคล ชุมชน หรือสังคมเกิดความตระหนักรู้ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม ที่อยู่บนพื้นฐานของการปรับ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมได้อย่างสมสมัยมากขึ้น 5.3 การออกแบบการวิจัยต้องคำนึงถึงจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัย (morality and code of conduct) ประเด็นนี้เป็นเกณฑ์กำหนดข้อที่ 4 ที่นักวิจัยมีการออกแบบการวิจัยที่คำนึงถึงผลกระทบทั้งทาง กายและจิตใจ (ความถูกต้อง เหมาะสม ดีหรือไม่ดี) ที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยทั้งในส่วนของบุคคล สถานที่ และ/หรือปรากฏการณ์ที่เข้าไปศึกษา รวมถึงการป้องกันและแก้ไขด้วย การศึกษาวิจัยในทางสังคมศาสตร์หรือศาสตร์สาขาอื่น ๆ ก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่นักวิจัยจะต้อง คำนึงถึงและให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากระบวนการในการวิจัยอื่น ๆ เช่น การตั้งโจทย์/คำถามหรือ วัตถุประสงค์ในการวิจัย ก็คือ หลักจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัย หลักจริยธรรมและจรรยาบรรณใน การวิจัยนี้เป็นเกณฑ์ตัดสินงานวิจัยอย่างหนึ่งที่จะบอกว่า งานวิจัยนั้นควรค่าแก่การนำผลการศึกษาไปใช้ ประโยชน์หรือไม่ เพราะเหตุที่งานวิจัยทางสังคมศาสตร์โดยเฉพาะงานวิจัยเชิงคุณภาพเป็นเรื่องที่ต้องเข้าไปยุ่ง เกี่ยวกับบุคคล สถานที่ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม เพื่อให้ได้ข้อมูลตามปัญหาการวิจัยที่ตั้งไว้ ทำให้ บุคคล สถานที่ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม (โดยเฉพาะบุคคล) ต้องได้รับผลกระทบทั้งทางกายและใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางใจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงลำบากที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบ อย่างน้อยก็เกิดความอึดอัดใจ เมื่อ มีนักวิจัยเข้ามาศึกษาข้อมูล อาจจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ด้วยเหตุผลข้อนี้ทำให้นักวิจัยเชิงคุณภาพต้องประสบ กับการตั้งคำถามเชิงจริยธรรมว่า เป็นการเหมาะสมหรือไม่กับเรื่องที่นักวิจัยกำลังปฏิบัติอยู่ หรือมีความจำเป็น เพียงใดที่จะต้องทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ เป็นต้น
102 จากคำถามนี้อาจจะนำไปสู่จุดยืนเชิงจริยธรรมที่แตกต่างกันของนักวิจัยเชิงคุณภาพที่ได้ให้ คำตอบแก่สังคม คือ จุดยืนที่นักวิจัยยึดการทำหน้าที่อย่างถูกต้องเป็นสำคัญ หรือจุดยืนที่ยึดผลประโยชน์ของ การวิจัยเป็นหลักสำคัญ หรืออีกข้อหนึ่งจุดยืนที่ยึดคุณธรรมและความสามารถของนักวิจัยเป็นหลักสำคัญ จาก จุดยืนนี้จะส่งผลถึงการแสดงบทบาทตามหน้าที่ของนักวิจัยในเมื่อลงสู่พื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ถ้านักวิจัย ยึดจุดยืนแรกจะไม่มีปัญหาเชิงจริยธรรมด้านระเบียบวิธีวิจัยและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย แต่จะมีปัญหา ด้านผลกระทบที่ตามมาภายหลังทั้งต่อตัวนักวิจัยและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ถ้านักวิจัยยึดจุดยืนแบบที่ สอง จะค่อนข้างมีปัญหาเชิงจริยธรรมทั้งสองด้านตรงกันข้ามกับแบบแรก เพราะนักวิจัยจะไม่คำนึงถึงอะไรเลย นอกจากผลการวิจัยตามปัญหาการวิจัยที่ตั้งไว้เท่านั้น โดยมองว่า ถ้าผลออกมาดี ก็แสดงว่าทั้งหมดที่ทำมาเป็น เรื่องถูกต้อง ถ้านักวิจัยยึดจุดยืนแบบที่สาม จะช่วยลดปัญหาเชิงจริยธรรมในแบบที่หนึ่งและสองได้ เพราะ จุดยืนข้อนี้จะเน้นความถูกต้องทั้งแนวทางการวิจัยและผลกระทบที่จะเกิดตามมาภายหลังจากการศึกษาวิจัย เสร็จสิ้นแล้ว แต่จุดยืนทั้ง 3 ข้อนี้ ไม่ได้หมายความว่า จุดยืนแบบนี้เท่านั้นที่นักวิจัยเลือกเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง จุดยืนอื่นทั้งหมดผิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทเชิงสังคมและวัฒนธรรมที่นักวิจัยเข้าไปศึกษาเป็นหลัก ดังนั้น นักวิจัย จึงต้องยึดทั้งระเบียบวิธีวิจัยและความถูกต้องดีงามเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการ แสดงบทบาทได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และสอดคล้องกันทั้งบทบาทแบบคนในและบทบาทแบบคนนอก ดังที่ ชาย โพธิสิตา (2550, น. 415-416) กล่าวไว้ว่า แต่ไม่ว่าจะเล่นบทบาทไหน นักวิจัยก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับการยกเว้น จากความรับผิดชอบด้านจริยธรรมต่อประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการวิจัย จริยธรรมไม่ใช่สิ่งที่จะอะลุ่มอล่วย หรือจะประนีประนอมได้ แหล่งข้อมูลในการวิจัยจะต้องได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสมและอย่างมีจริยธรรม เสมอ นี่คือหลักเบื้องต้นในการวิจัย จากหลักเบื้องต้นทางจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัยดังกล่าวแล้วนั้น นำไปสู่ข้อปฏิบัติขั้น พื้นฐานในการวิจัยทั้งกระบวนการ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุดของการวิจัย (ว่าถูกไม่ถูก ดีไม่ดี ควรไม่ควร) หรือที่เรียกว่า “การออกแบบการวิจัย” นั่นเอง (ปัญหาการวิจัย-เขียนรายงานการวิจัย) ในที่นี้ผู้เขียนจะได้แบ่ง ประเด็นสำหรับวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตีความ ตามแนวทางของการออกแบบการวิจัยในส่วนที่ 1 และ 2 นั้น ดัง มีรายละเอียดต่อไปนี้ 5.3.1 ความจำเป็นในการวิจัยเชิงคุณภาพ งานวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเกี่ยวกับโลกและประสบการณ์ของกลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการวิจัย จึงมักถูกตั้งข้อสังเกตเชิงจริยธรรมว่า เป็นการบังควรหรือไม่ที่ไปล่วงล้ำก้ำเกินวิถีชีวิตส่วนบุคคล ซึ่งเขาหรือเธอควรจะได้ดำเนินชีวิตไปตามปกติปราศจากข้อกังวลใจใด ๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้ ได้มี งานวิจัยเชิงคุณภาพหลายเรื่องมีการวิจัยในเรื่องเกี่ยวกับทางเพศในบุคคลหลายกลุ่มหลายวัย โดยมีคำถามหรือ วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาทางเพศหรืออะไรก็ตาม บางเรื่องเป็นการศึกษาถึงพฤติกรรมทางเพศ ของพระสงฆ์ คำถามที่เกิดขึ้นตามมา ก็คือ เป็นการเหมาะสมหรือไม่ ทำไปแล้วจะเกิดประโยชน์อย่างไรแก่
103 พระสงฆ์หรือสถาบันสงฆ์ (นักวิจัยมีความมุ่งหวังที่จะแก้ปัญหาพฤติกรรมทางเพศของพระสงฆ์หรืออย่างไร) เหตุนั้น ในเรื่องนี้มีสิ่งที่นักวิจัยจะต้องตระหนักก่อนการทำวิจัยเกี่ยวกับสถาบันสงฆ์ คือความเหมาะสมกับ สถานภาพทางสังคมของพระสงฆ์ พระสงฆ์อยู่ในฐานะปูชนียบุคคลของสังคมไทย นักวิจัยศึกษาประเด็นนี้ผิด หลักจริยธรรมหรือไม่ เพราะนอกจากต้องพิจารณาถึงความเคารพสิทธิส่วนบุคคลแล้ว ยังต้องตระหนักถึง สถาบันทางสังคมที่พระสงฆ์ดำรงอยู่ด้วย ในประเด็นนี้จากงานวิจัยทั้ง 39 เรื่อง พบว่า ยังไม่มีร่องรอยของการผิดจริยธรรม ด้วยเหตุที่ งานวิจัยทั้ง 39 เรื่อง นั้น เน้นการศึกษาเรื่องที่เปิดเผยต่อที่สาธารณชนได้ เป็นการนำเสนอเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ และน่ายกย่องทั้งในส่วนของหลักพุทธปรัชญา หรือบทบาทของพระสงฆ์ รวมถึงการประยุกต์ใช้พุทธธรรมใน การพัฒนาสังคมของพระสงฆ์และกลุ่มชาวพุทธอื่น ๆ เช่น งานวิจัยเรื่อง “บทบาทของพระพุทธศาสนากับการ พัฒนาชุมชน: ศึกษาเฉพาะกรณีพระครูวิศาลเขมคุณ วัดพิชโสภาราม อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี” ของ พระ มหาวิเชียร ขันทองดี (2547) เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของพระครูวิศาลเขมคุณ ที่เอาใจใส่ต่อชุมชนด้วย การร่วมกับชุมชนช่วยกันพัฒนาทั้งด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ เช่น สร้างถนนหนทางเพื่อการสัญจร โดยสะดวกระหว่างชุมชน สร้างบ่อน้ำบาดาล ประปา ขึ้นภายในชุมชนโดยไม่ต้องพึ่งพิงรัฐเพียงอย่างเดียว การ เจียระไนพลอยส่งขายภายนอกชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมจากรายได้หลักที่ได้จากการทำไร่ ทำนา นอกจากนี้ ยังได้ช่วยอบรมสั่งสอนทั้งหลักปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธแก่พระสงฆ์สามเณรและชาวบ้านทั้งภายใน อำเภอและต่างอำเภอ ต่างจังหวัด รวมถึงต่างประเทศด้วย ดังนั้น เรื่องนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นใน การศึกษาเพื่อนำเสนอผลการวิจัยในวงกว้าง พร้อมทั้งสามารถนำไปใช้ในนโยบายและแผนทั้งในระดับล่างและ ระดับบนได้ 5.3.2 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการออกแบบการวิจัยโดยตรง ดังนั้น นักวิจัยจึงควรออกแบบการวิจัยทั้ง ในเรื่องของการเลือกตัวอย่างเพื่อใช้ในการวิจัย เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการ รายงานผลการวิจัยด้วย ตัวอย่างเช่น การเลือกตัวอย่างเพื่อใช้ในการวิจัย ต้องไม่มีความลำเอียง/อคติในการ เลือก ถึงแม้การเลือกตัวอย่างในการวิจัยเชิงคุณภาพจะเน้นการเลือกแบบเจาะจงก็ตาม แต่การเลือกเช่นนี้ก็ ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับปัญหาในการวิจัยด้วย จึงจะได้ข้อมูลในเชิงลึกและเชิงกว้างจากแหล่งข้อมูล รวมถึงวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลก็ต้องเหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเช่นกัน แต่ในบางครั้งนักวิจัย จำเป็นต้องปิดบังตัวตนที่แท้จริง เพื่อมิให้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยสังเกตเห็นได้ เพื่อให้การเก็บรวบรวม ข้อมูลด้วยการสังเกตทั้งที่มีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วมบรรลุตามวัตถุประสงค์ในการวิจัยได้ เพราะถ้าแจ้ง ล่วงหน้า กลุ่มตัวอย่างอาจจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยปฏิบัติเมื่ออยู่ตรงหน้านักวิจัยก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ตาม นักวิจัยก็ต้องคำนึงถึงหลักจริยธรรมในการวิจัยทั้งในและนอกสนามวิจัยอยู่แล้ว
104 จากงานวิจัยทั้ง 39 เรื่อง พบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่ทำได้ดีและเหมาะสมกับหลักปฏิบัติเชิง จริยธรรม มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่นักวิจัยอาจจะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตามในการเลือกเก็บรวบรวมข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าหมิ่นเหม่ต่อการผิดจริยธรรมในการวิจัย เช่น งานวิจัย เรื่อง “บทบาทผู้นำทางศาสนากับการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง”ของ พระธีระพล ชัยยะนุภาพ (2547) เพราะเหตุว่าใน เรื่องนี้นั้น นักวิจัยทราบอยู่แล้วว่า ช่วงเวลาที่เข้าไปเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนั้น ผู้ให้สัมภาษณ์ กำลังอาพาธ (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) และอีกรูปหนึ่งก็มีเวลาน้อยในการให้สัมภาษณ์ (พระพยอม กลฺยาโณ) แต่นักวิจัยก็ยังเข้าไปเก็บข้อมูล ทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่เพียงพอต่อการวิเคราะห์ อนึ่ง นักวิจัยยังสามารถเก็บ รวบรวมข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบและเลือกกลุ่มตัวอย่างอื่นได้ แต่นักวิจัยก็ยังยืนยันที่จะทำกับกลุ่มตัวอย่าง ดังกล่าว จึงถือว่าหมิ่นเหม่ต่อการผิดจริยธรรมในการวิจัยเรื่องความไม่เหมาะสมของวิธีเก็บรวบรวมข้อมูลด้วย ถึงแม้นักวิจัยจะอุดช่องโหว่ด้านข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์บุคคลใกล้ชิดก็ตาม แต่ ถึงอย่างไรก็คงไม่ได้ข้อมูลในเชิงลึกเหมือนกับการสัมภาษณ์กับเจ้าตัวได้ คล้ายคลึงกับอีกเรื่องหนึ่ง คือ “ประสิทธิผลของการสื่อสารในการเผยแผ่ธรรมะหลักสูตรการพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติสุข” ของ ณัฐนันท์ ประกายสันติสุข (2541) ที่ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลไม่เหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เพราะใช้เพียงแค่แบบสอบถามเท่านั้น ส่วนการสัมภาษณ์ก็สัมภาษณ์ในกลุ่มตัวอย่างอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วนำข้อมูล มาสรุปรวมกันเพื่อให้ได้ผลการศึกษาตามที่ตั้งไว้ ในเรื่องนี้ทำให้ได้ข้อมูลแบบคร่าว ๆ เท่านั้น ไม่ได้ข้อมูลในเชิง ลึกตามลักษณะของงานวิจัยเชิงคุณภาพได้ ถึงแม้การเลือกกลุ่มตัวอย่างและการใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจะ เป็นเรื่องที่หลีกเว้นด้านข้อบกพร่องลำบาก แต่นักวิจัยก็ต้องตระหนักอยู่เสมอ 5.3.3 การขอความยินยอมโดยการบอกกล่าวและการรักษาความลับของผู้ถูกวิจัย ประเด็นจริยธรรมการวิจัยสองประเด็นนี้เกี่ยวข้องกัน เพราะการที่นักวิจัยจะเข้าไปเก็บรวบรวม ข้อมูลจากเขาหรือเธอได้ นักวิจัยจะต้องได้รับความยินยอมจากทั้งตัวเขาหรือเธอเอง รวมทั้งจากผู้ปกครองด้วย โดยนัยนี้ นักวิจัยจะต้องไม่บีบบังคับหรือกดดันให้ผู้ถูกวิจัยยินยอมทำตามนักวิจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัมภาษณ์ หรือการสังเกตพฤติกรรม หรือวิธีอื่นใดก็ตาม การขอความยินยอมนี้อาจจะกระทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือ ทางวาจาก็ได้แล้วแต่กรณี แต่ประเด็นการขอความยินยอมอยู่ที่เกณฑ์อายุของผู้ให้ความยินยอม เพราะผู้ถูก วิจัยบางคนยังไม่บรรลุนิติภาวะและยังอยู่ในความปกครองของพ่อแม่หรือผู้ปกครองคนอื่น การขอความยินยอมจะยิ่งมีความสำคัญ ถ้าหากเรื่องที่ทำวิจัยมีความเสี่ยงในเรื่องของอันตรายที่ อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ถูกวิจัย ดังนั้น ในใบยินยอมนักวิจัยจึงต้องบอกรายละเอียดในกระบวนการวิจัย ไม่ว่าจะเป็น วัตถุประสงค์ ระยะเวลาในการวิจัย อธิบายถึงความเสี่ยงหรือไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเข้าร่วมในการวิจัย รวมทั้งนักวิจัยจะต้องเก็บรักษาข้อมูลที่ได้เป็นความลับและไม่ระบุชื่อ สถานที่ของผู้ถูกวิจัย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ทางการสัมภาษณ์ สังเกต แบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์กลุ่ม (ประเด็นการสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์ กลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลในกลุ่มจะทราบข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่น ดังนั้น นักวิจัยอาจจะขอร้องหรือให้ลงนามเป็นลาย
105 ลักษณ์อักษรว่า จะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นในกลุ่ม) หรือผู้ถูกวิจัยอาจจะยกเลิกการเข้าร่วมในการ วิจัยเมื่อใดก็ได้ ถ้าหากว่าการวิจัยนั้นทำให้เกิดอันตรายหรือไม่สะดวกในการให้ข้อมูล นอกจากนี้ นักวิจัย จะต้องบอกถึงสิทธิประโยชน์ที่ผู้ถูกวิจัยควรจะได้รับจากการวิจัยด้วย อนึ่ง ในการเก็บรักษาข้อมูลเป็นที่ความลับ นักวิจัยอาจจะใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือทั้งสองวิธีในการ เก็บรักษาก็ได้ คือ ไม่เปิดเผยชื่อ/สถานที่ของผู้ให้ข้อมูล แต่อาจจะใช้ชื่อ/สถานที่สมมติแทน หรือใช้รหัสแทน แต่ถ้าหากจะเปิดเผยชื่อ/สถานที่นักวิจัยจะต้องขอความยินยอมก่อน แต่ในกรณีของงานวิจัยเชิงคุณภาพทั้ง 39 เรื่อง ที่ใช้ในตำรานี้ พบว่า ไม่มีปัญหาเชิงจริยธรรมในการวิจัยเรื่องการเก็บรักษาข้อมูลเป็นความลับ เพราะเหตุ ว่า ข้อมูลในงานวิจัยเหล่านี้ทั้งข้อมูลบุคคล สถานที่ หรือปรากฏการณ์ เป็นข้อมูลที่ศึกษาเพื่อการเปิดเผย หรือ เพื่อทำการเผยแพร่ในวงกว้างทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ฉะนั้น ประเด็นที่ควรพิจารณาในที่นี้ คือ การขอความ ยินยอมเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต การสนทนากลุ่ม เมื่อพิจารณาจากงานวิจัยทั้ง 39 เรื่อง พบว่า งานวิจัยทุกเรื่องที่เข้าไปเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธี ดังกล่าวแล้วนั้น ตระหนักในเรื่องการขอความยินยอมนี้เป็นอย่างดี ยังไม่พบร่องรอยของการทำผิดจริยธรรม ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ พระอุปกรณ์ ชูเชื้อ (2544) เรื่อง “บทบาทพระสงฆ์และการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการจัดการป่าในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ในเรื่องนี้นักวิจัยเริ่มด้วยการศึกษาพื้นที่ที่จะใช้ ในการศึกษาก่อนเมื่อได้ข้อมูลค่อนข้างชัดเจนแล้ว นักวิจัยจึงเดินเข้าสู่พื้นที่ที่ได้คัดเลือกไว้ ด้วยการเข้าไปสร้าง ความสัมพันธ์แบบหลวม ๆ ก่อน เป็นการเข้าไปสืบค้นข้อมูลเบื้องต้น เพื่อให้ได้คำถามหรือวัตถุประสงค์ในการ วิจัยแจ่มชัดขึ้น พอได้ข้อมูลเบื้องต้นชัดเจนแล้วนักวิจัยจึงได้เข้าสู่พื้นที่อย่างจริงจัง และได้คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง หลัก ๆ ที่จะให้ข้อมูลในเชิงลึกและเชิงกว้างได้ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ ผู้นำท้องถิ่น ชาวบ้านหรืออาสาสมัคร ชุมชน แล้วทำการสัมภาษณ์และการสนทนาด้วยความยินยอมของบุคคลเหล่านั้น ทั้งนี้กุญแจหลักของการให้ ความยินยอมให้สัมภาษณ์ สังเกตหรือสนทนา ก็คือ การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพระสงฆ์ ผู้นำท้องถิ่น หรือ ชาวบ้าน เป็นต้น ฉะนั้น นักวิจัยจึงได้ข้อมูลแบบคนในมาทำการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตีความหมายได้สอดคล้อง กับโจทย์/คำถามและวัตถุประสงค์ในการวิจัยที่ตั้งไว้ ประเด็นในการพิจารณาเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัยมีรายละเอียดปลีกย่อย ค่อนข้างมาก ตามแต่องค์กร สถาบันนั้น ๆ จะได้พิจารณากำหนดขึ้น เพื่อให้บุคลากรของตนได้ยึดถือปฏิบัติ ไม่ว่า จะเป็นการโจรกรรมวิชาการ (plagiarism) การใช้ข้อมูลล้าหลังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ศึกษา และ/หรือ ประเด็นอื่น ๆ อีกมากมาย แต่โดยทั่วไปจะมีหลักการกว้าง ๆ ว่า (1) ผู้ถูกวิจัยต้องได้รับการบอกกล่าวและให้ ความยินยอมโดยสมัครใจ (2) นักวิจัยต้องรักษาความลับ ความเป็นส่วนตัว และการปิดบังชื่อของผู้ถูกวิจัย (3) การวิจัยต้องไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนทางร่างกายและจิตใจของผู้ถูกวิจัย และ (4) ผลการวิจัยควรให้ผลดีต่อ สังคม ในปัจจุบัน เรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจาก ประชาชนทั่วไปมีความตระหนักในเรื่องสิทธิมากขึ้น ในวงการวิจัยจึงถือเป็นข้อปฏิบัติว่า การวิจัยที่จะได้รับ อนุมัติให้ดำเนินการได้ จะต้องผ่านการพิจารณาประเด็นด้านจริยธรรมจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก่อน
106 อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัยเชิงคุณภาพ แม้จะไม่ใช่ จุดมุ่งหมายหลักของการวิจัย แต่ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของ ผลการวิจัยและการนำไปใช้ประโยชน์เลย ดังนั้น นักวิจัยเชิงคุณภาพจึงต้องคำนึงถึงและให้ความสำคัญตั้งแต่ จุดเริ่มต้นจนถึงจุดสุดท้ายของการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคำถามในการวิจัยที่จะให้ผลการศึกษาที่ สอดคล้อง ถูกต้อง เหมาะสมกับจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัย อย่างที่ Steinar Kvale (1996, pp. 119- 120) และ ชาย โพธิสิตา (2550, น. 418) กล่าวไว้ว่า “ประโยชน์ของการวิจัยคืออะไร การขอความยินยอม ก่อนทำการเก็บข้อมูลต้องทำอย่างไร ความลับของผู้ให้ข้อมูลควรจะเปิดเผยหรืออำพรางจึงจะสอดคล้องกับ กฎหมาย การป้องกันผลกระทบที่อาจมีต่อผู้ให้ข้อมูล จุดยืนทางบทบาทของนักวิจัยคืออะไร” ซึ่งแนวคำถาม ทั้งหมดที่กล่าวมาอาจจะเริ่มต้นที่ตัวนักวิจัย หรือกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย และ/หรือกลุ่มทุนผู้ให้การ สนับสนุนในการวิจัยก็ได้ ฉะนั้น นักวิจัยจึงต้องตระหนักและสังวรระวังอยู่เสมอ ตลอดเวลาที่ยังอยู่ในฐานะ ผู้สร้างและผู้เสริมงานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ ในการประเมินประเด็นทั้งหมดของการออกแบบการวิจัยดังกล่าวมา เป็นสิ่งที่นักวิจัยผู้มีความ ประสงค์ที่จะทำการสังเคราะห์งานวิจัยด้วยวิธีการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) จะต้องตระหนักและให้ความสำคัญในทุกประเด็น เพราะประเด็นทั้งหมดที่ได้เสนอไปนั้นมีความสัมพันธ์กันใน เชิงตรรกะของวิธีวิทยาการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ประกอบของการออกแบบเชิงปฏิสัมพันธ์ 5 ประการ (interactive design) (คำถามการวิจัย จุดมุ่งหมาย/วัตถุประสงค์การวิจัย แนวคิดที่ใช้เป็นกรอบในการวิจัย วิธีการวิจัย และความถูกต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย) จะขาดเสียมิได้ เพราะองค์ประกอบเหล่านี้ทำหน้าที่ เสมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงร่างกายให้ดำรงอยู่ได้ ในทางวิธีการวิจัยก็คือ กระบวนการวิจัยทั้งหมด เป็น แผนที่ทางความคิดที่นักวิจัยจะต้องคิดให้สร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา งานวิจัยของตนจึงจะบรรลุถึงจุดหมาย ปลายทางที่ต้องการได้ แผนที่ความคิดเหล่านี้นักวิจัยสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม (emergent design) มิเช่นนั้น นักวิจัยอาจติดกับดักแล้วหลงทางไปทำในเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรก็ได้ ซึ่ง นั่นจะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตัวนักวิจัยและผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย ดังที่ ชาย โพธิสิตา (2550, น. 107) กล่าวไว้ว่า การออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ก็คือ แผนที่ทางความคิดของนักวิจัยที่จะบอกว่า ในการทำวิจัย เพื่อบรรลุถึงคำตอบที่เขาสนใจนั้น เขาจะต้องทำอะไรบ้าง จะทำอย่างไร จะทำอะไรก่อนอะไรหลัง และจะ เกี่ยวข้องกับใครบ้าง แผนที่ทางความคิดนี้เหมือนกับแผนที่ของนักเดินทางตรงที่มันทำหน้าที่ให้แนวทางในการ ทำวิจัยเพื่อไปให้ถึงคำตอบที่ต้องการเท่านั้น นักวิจัย (ซึ่งเปรียบเหมือนนักเดินทาง) อาจจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ในการทำงานให้ต่างออกไปจากที่ออกแบบไว้แต่แรกก็ได้ ถ้าเห็นว่ามีเหตุผลอันสมควร คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่ง ของแผนที่ทางความคิดสำหรับการทำวิจัยคือ แต่ละขั้นตอนแต่ละองค์ประกอบใน “แผนที่การวิจัย” (การ ออกแบบ) นี้ ต่างก็มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ชนิดที่เมื่อมีการปรับเปลี่ยนในองค์ประกอบอันหนึ่งก็จะมีผลกระทบต่อ องค์ประกอบที่เหลืออื่น ๆ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ในบทต่อไป ผู้เขียนจะได้นำเสนอบทวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับ แนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคมจากงานวิจัยเชิงคุณภาพทั้ง 39 เรื่อง ที่ผ่านการ
107 ประเมินการออกแบบการวิจัย (research design evaluation) ทั้งสองขั้นตอน คือ ในส่วนที่ 1 (บทที่ 3) และ ในส่วนที่ 2 (บทที่ 4 – 5) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์ทั้งหมดจะนำไปสู่ข้อค้นพบจากข้อค้นพบ ของงานวิจัย (findings of findings) ตามรายละเอียดในบทที่ 6 และ 7 ต่อไป 5.4 สรุป การออกแบบการวิจัยในส่วนที่ 2 นี้เป็นการเน้นถึงลักษณะสำคัญ 3 ประการ ที่สืบเนื่องมาจาก ความสอดคล้อง ความถูกต้อง และความชัดเจนในการออกแบบการวิจัยเชิงปฏิสัมพันธ์ (บทที่ 4) กล่าวคือ จะต้องนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ด้วย คือ 1) จะต้องเป็นการต่อยอดองค์ความรู้เดิมของงานวิจัย และ 2) เป็น การสร้างองค์ความรู้ใหม่ของงานวิจัยด้วย นอกจากการออกแบบการวิจัยที่ดีต้องนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ ยังต้องนำไปใช้ประโยชน์ในวง กว้างได้ด้วย กล่าวคือ 1) จะต้องมีประโยชน์ด้านวิชาการหรือทฤษฎี และ 2) มีประโยชน์ด้านการปฏิบัติ การออกแบบการวิจัยที่ดียังต้องคำนึงถึงจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัยด้วย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งปัจจุบันประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจหลักในการดำเนินการวิจัยและนโยบายในระดับบนคือรัฐ และระดับโลกคือนานาชาติด้วย กล่าวคือ งานวิจัยนั้นมี 1) ความจำเป็นในการวิจัยหรือไม่อย่างไร เช่น การ วิจัยเชิงคุณภาพ 2) มีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นเช่นไร และ 3) มีการขอความยินยอมโดยการบอกกล่าวและ การรักษาความลับของผู้ถูกวิจัยหรือไม่อย่างไร คำถามท้ายบท 1. การออกแบบการวิจัยเชิงปฏิสัมพันธ์นอกจากมีความสอดคล้อง ความถูกต้องและความชัดเจนแล้ว จะต้อง นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ด้วยหรือไม่อย่างไร? 2. การสร้างองค์ความรู้ทางการวิจัยมีส่วนสัมพันธ์กับการนำไปใช้ประโยชน์ในทางสังคมสงเคราะห์และ สวัสดิการสังคมอย่างไร? 3. ปัจจุบันประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจหลักในการดำเนินการวิจัยและนโยบายทั้งในระดับบนคือรัฐ และระดับโลกคือนานาชาติ นิสิตจะมีแนวทางในการดำเนินการวิจัยให้ถูกต้อง สอดคล้องกับจริยธรรมหรือ จรรยาบรรณในการวิจัยอย่างไร?
108 เอกสารอ้างอิง ชาย โพธิสิตา. (2550). ศาสตร์และศิลป์ แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. Kvale, S. (1996). InterViews: An Introduction to Qualitative Research Interviewing. Thousand Oaks, CA: Sage.
บทที่ 6 การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อค้นพบจากงานวิจัย (findings of findings I) วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้วนิสิตสามารถ 1. อธิบาย วิเคราะห์และสังเคราะห์หลักพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการด้านการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม 2. อธิบาย วิเคราะห์ และสังเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อมได้อย่างบูรณาการ ขอบข่ายเนื้อหา 1. หลักพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการด้านการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม 2. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเชิงพุทธบูรณาการ กิจกรรม 1. อ่านทบทวนและสรุปสาระสำคัญ 2. ฝึกตอบคำถามท้ายบท
110 การสำรวจและสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับแนวคิด บทบาทและการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการ พัฒนาสังคม ด้วยการประยุกต์หลักการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ (qualitative meta research) โดยได้บูรณา การแนวคิดพุทธปรัชญากับศาสตร์แห่งการตีความทางสังคมเพื่อให้ความหมายเชิงอภิมานในปรากฏการณ์ทาง สังคมในทุกขั้นตอนตั้งแต่จุดมุ่งหมายของการวิจัยจนถึงข้อค้นพบ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นกรอบมโนทัศน์เชิงทฤษฎีใน การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อค้นพบจากงานวิจัย (findings of findings) ทั้ง 39 เรื่อง ด้วยหวังว่า ผลจาก การสำรวจและสังเคราะห์งานวิจัยในครั้งนี้ จะเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้ประชาคมนักวิจัยที่สนใจงานด้าน พุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับสังคมแบบองค์รวมทั้งแนวคิด บทบาทและการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนา สังคมได้ตระหนักและดำเนินการศึกษาวิจัยที่เป็นประโยชน์ ไม่ซ้ำซ้อนกับงานวิจัยที่ผ่านมา อีกทั้งสามารถ สร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพมาใช้ประโยชน์ในการเติมเต็มหรือเสริมสร้างองค์ความรู้ในส่วนที่ขาดหายไป หรือใช้ผลการวิจัยเป็นองค์ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับพุทธ ศาสนาและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลแก่ทุกฝ่ายทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของพุทธศาสนา นักวิจัยหรือผู้ที่มีส่วนร่วม จะต้องสามารถบูรณาการแนวคิดทางพุทธปรัชญาและศาสตร์สาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์หรือสวัสดิการสังคม ให้เป็นองค์ความรู้ที่เป็นหนึ่งเดียวในการปฏิบัติ ซึ่ง ในที่นี้ผู้เขียนจะเรียกว่า “พุทธบูรณาการศาสตร์” จึงจะประสบความสำเร็จตามความประสงค์ได้ทั้งในระดับ ปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคมส่วนรวม การอิงอยู่กับหลักพุทธปรัชญาหรือหลักการทั่ว ๆ ไปเพียงหนึ่งเดียว เป็นการยากยิ่งที่จะแก้ไข ปัญหาและการพัฒนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางการเมืองและ เศรษฐกิจ เพราะสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายส่วนของชีวิตทางสังคม ในเรื่องนี้มีผลการวิจัยในอดีตหลายเรื่อง เพื่อยืนยันปัญหาและการพัฒนาดังกล่าว รวมทั้งมีการนำเสนอแนวคิด ยุทธศาสตร์ เพื่อหาทางออกร่วมกันจน นำไปสู่ความสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น ในการนำเสนอองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จบนฐานพุทธบูรณา การศาสตร์ดังกล่าว ผู้เขียนได้ทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลการวิจัยและข้อสรุปจากงานวิจัยเชิงคุณภาพ ทั้ง 39 เรื่อง สามารถจำแนกข้อค้นพบออกเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ (1) แนวคิดพุทธปรัชญา: ความเข้าใจ หลักการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม (2) บทบาทพระสงฆ์: ความคาดหวังของสังคมโลกา ภิวัตน์ (3) การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม: จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ และ (4) การเปลี่ยนแปลง ทางสังคม: เป้าหมายการพัฒนาเชิงพุทธปรัชญา ผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 6.1 แนวคิดพุทธปรัชญา: ความเข้าใจหลักการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม การทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ในหลักการทางพุทธปรัชญาเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นไม่น้อยไปกว่า การนำไปปฏิบัติ เพราะถ้าหากปฏิบัติโดยไร้ทิศทางที่ถูกต้อง จะนำไปสู่ความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม
111 แต่หลักใหญ่ใจความสำคัญของพุทธศาสนาเป็นที่รู้จักกันในนาม “โอวาทปาฏิโมกข์” หรือหลักแห่งความหลุด พ้นจากความทุกข์ทั้งมวลทั้งทางกาย-ใจ ด้วยการ “ละชั่ว ประพฤติดี ทำใจให้ผ่องใส” หลักนี้เป็นฐานมั่นคงมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นฐานส่งต่อไปถึงปรัชญาทางการเมืองและเศรษฐกิจของสังคมไทย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการเมืองและเศรษฐกิจภาคประชาชน (ชนบท) ดังที่ปรากฏแก่สายตาตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน 6.1.1 พุทธปรัชญาในการมองสังคมและความจริงทางสังคม จากหลักการดังกล่าวนำไปสู่การทำความเข้าใจปรัชญาพื้นฐานว่า แท้ที่จริงพุทธปรัชญา (Buddhist Philosophy) มีการมองโลกและสังคมเป็นเช่นใดเพื่อเปิดตาแห่งปัญญาญาณให้สว่างมองเห็น แนวทางแห่งการพัฒนาตนเองและสังคมทั้งทางกาย-วาจา-ใจ จริงอยู่พุทธปรัชญาในการมองโลกและ ประสบการณ์ของเขาและเธอจะเน้นให้ความเป็นอิสระทั้งกาย-วาจา-ใจ ซึ่งมีความหมายมากกว่าการให้ เสรีภาพตามแนวปรัชญาเสรีนิยม และมีอุดมการณ์ทางสังคมที่เด่นชัดว่า จะต้องเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขทั้งของ ตนเองและบุคคลอื่น ให้ความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมีของมนุษย์ มุ่งให้เกิดความเสมอภาคกันและ ยุติธรรม โดยทำนองนี้ พุทธปรัชญาจึงให้ความสำคัญแก่ระบบการพัฒนาแบบองค์รวมหรือที่เรียกว่า “การ พัฒนาแบบบูรณาการ” ที่ต้องคำนึงถึงกรอบโครงสร้างการพัฒนาหลายมิติ ทั้งมิติธรรมชาติแวดล้อม มิติมนุษย์ และมิติสังคมส่วนรวม (พระมหาอุทัย ศรสวัสดิ์, 2533, น. 122-124; สุวิดา แสงสีหนาท, 2549, น. 475- 476) ด้วยเหตุที่การพัฒนามนุษย์และสังคมมีความสัมพันธ์กับหลายเหตุปัจจัยดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลก และประสบการณ์มนุษย์ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการมองสังคมและความจริงทางสังคมของพุทธปรัชญา เราจึง ต้องย้อนกลับไปสู่ท่าทีของพุทธปรัชญาที่มีต่อความรู้/ความจริงทางสังคมที่เรียกในทางภาษาปรัชญาว่า “ญาณ วิทยา” หรือ ทัศนะเกี่ยวกับความรู้/ความจริง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ และวิธีวิทยาในการแสวงหา ความรู้ด้วย จากการสำรวจวิจัยในครั้งนี้ พบงานวิจัยที่ได้แสดงถึงข้อค้นพบที่เด่นชัดว่าด้วยญาณวิทยาทาง พุทธปรัชญาที่มีต่อความรู้/ความจริงทางสังคมหรือในการสำรวจสังเคราะห์งานวิจัยนี้เรียกว่า “การพัฒนา สังคม” อยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ ญาณวิทยาในพุทธปรัชญาเถรวาทเป็นประสบการณ์นิยมหรือไม่? ของ ลักษณ์วัต ปาละรัตน์ (2535) และ ทฤษฎีความจริงในพุทธปรัชญาเถรวาท ของ ชาญณรงค์ บุญหนุน (2540) ทั้งสอง เรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของนักวิจัยในการทำความเข้าใจทั้งญาณวิทยา ภาววิทยาและวิธีวิทยา เพื่อการวินิจฉัยความรู้/ความจริงทางสังคมอันสามารถบอกได้ว่า พุทธปรัชญาเป็นเช่นใด จะต้องคำนึงถึงบริบท ของคำที่ใช้เป็นกรณี ๆ ไป ใช้การจำแนกและแยกประเด็นให้ชัดเจนแล้วตอบ ”แบบวิภัชชวาท” และด้วยการ ใช้วิธีการดังกล่าว เราก็จะตอบปัญหาญาณวิทยาในพุทธปรัชญาที่มีทัศนะต่อสังคมและความจริงทางสังคมได้ (หรือที่ ลักษณ์วัต เรียกว่า “ประสบการณ์”) โดยข้อค้นพบจากงานวิจัยในประเด็นนี้ ลักษณ์วัต ปาละรัตน์ (2535, น. 368) กล่าวไว้ว่า ในกรณีที่ “ประสบการณ์” ของพุทธปรัชญาใช้ในความหมายกว้าง คือ หมายถึงทั้ง ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสกับประสบการณ์ที่เหนือประสาทสัมผัส และพุทธปรัชญาให้ความสำคัญแก่
112 ประสบการณ์ในฐานะเป็นพื้นฐานและที่มาของความรู้ โดยไม่ได้ปฏิเสธบทบาทของเหตุผลในการช่วยให้ได้มา ซึ่งความรู้ แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นว่า เหตุผลมีบทบาทรอง สำหรับในกรณีที่เราใช้ “ประสบการณ์นิยม” ตาม ความหมายอย่างอ่อน คือถือว่า ประสบการณ์เป็นที่มาที่สำคัญที่สุดของความรู้ ทฤษฎีความรู้ของพุทธปรัชญา เถรวาทก็จัดได้ว่าเป็นประสบการณ์นิยม แต่ในกรณีที่เราใช้ “ประสบการณ์นิยม” ในความหมายที่เคร่งครัดว่า ประสบการณ์เท่านั้นที่เป็นที่มาของความรู้ ญาณวิทยาของพุทธปรัชญา ก็ไม่อาจจัดได้ว่าเป็นประสบการณ์นิยม ในทัศนะพุทธปรัชญาต่อการมองความรู้/ความจริงทางสังคมหรือประสบการณ์นี้ ชาญณรงค์ บุญหนุน (2540, น. 191-201) ได้กล่าวเสริมไว้อย่างน่าฟัง ถึงแม้จะดูแตกต่างจาก ลักษณ์วัต บ้างบางประการ แต่โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ก็มีข้อค้นพบที่สอดคล้องกัน โดย ชาญณรงค์ เรียกว่า “พุทธปรัชญาสัจนิยมเชิงปฏิบัติ นิยม” ที่บอกว่าแตกต่างบ้างบางประการนั้น ก็เพราะว่า ชาญณรงค์ มองพุทธปรัชญาเกี่ยวกับความรู้/ความจริง ว่ามาจากประสบการณ์ก็จริง แต่มาจากประสบการณ์ที่เป็นกลางระหว่างสัมพัทธนิยมกับสัมบูรณนิยม ส่วน ลักษณ์วัต มองว่า ประสบการณ์อยู่ในแนวเดียวกันกับสัมพัทธนิยม ซึ่งการมองที่แตกต่างกันนี้จะนำไปสู่ทัศนะที่ มีต่อความรู้/ความจริงเชิงพุทธปรัชญาที่แตกต่างกันด้วย จากข้อค้นพบที่แตกต่างกันเล็กน้อยนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า พุทธปรัชญาเป็นสัจนิยมเชิงปฏิบัตินิยม ซึ่งดูจะคล้ายคลึงกับปรัชญาสัจนิยมและปฏิบัตินิยม (Realism and Pragmatism) แต่พุทธปรัชญาก็ไม่ได้มี แนวคิดและการปฏิบัติในแนวสัจนิยมและปฏิบัตินิยมอย่างลงตัว หากมีแนวคิดและการปฏิบัติเป็นอัตลักษณ์ของ ตัวเอง หรือที่ ชาญณรงค์ เรียกว่า “สัจนิยมเชิงปฏิบัตินิยม/ทฤษฎีความจริงแบบวิภัชชวาท” ที่ตระหนักถึง ความสำคัญของการค้นหาความจริง แม้ความจริงจะดูเหมือนอยู่ไกลเกินที่มนุษย์จะสามารถบรรลุได้ แต่พุทธ ปรัชญาก็ตระหนักว่า ด้วยวิธีการแสวงหาความจริงแบบอาศัยประสบการณ์เชิงปฏิบัติ ในที่สุดก็จะค้นพบความ จริง (การพัฒนาไปสู่ความเจริญทั้งกาย-วาจา-ใจ) การให้เหตุผลเชิงปฏิบัติจึงเป็นการเปิดกว้างให้ทุกอย่างได้ถูก ทดสอบและตัดสินด้วยประสบการณ์ของปัจเจก (กลุ่ม ชุมชน สังคม) ด้วยตระหนักว่า การยืนยันอย่างเด็ดขาด ลงไปอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นอาจผิดพลาดได้ อันจะนำไปสู่การพัฒนา (หรือที่เรียกทางพุทธปรัชญาว่า “ประโยชน์”) ด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม 6.1.2 พุทธปรัชญาที่สัมพันธ์กับระบบการพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุผลที่พุทธปรัชญามีความเกี่ยวข้องกับทั้งระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่าง แยกไม่ออก จึงเกิดงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่พยายามศึกษาค้นคว้าหลักพุทธปรัชญาที่สามารถตอบโจทย์การวิจัย กล่าวคือ จะมีแนวคิดทางพุทธปรัชญาอะไรที่สามารถนำไปปรับประยุกต์กับสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ได้ข้อค้นพบที่สรุปได้ว่า จุดเริ่มต้นของระบบการพัฒนาโครงสร้างส่วนต่าง ๆ ทางสังคม ทั้งโครงสร้างส่วนบน (แบบความคิดที่แสดงด้วยระบบกรรมสิทธิ์ กฎหมาย หรือการเมืองการปกครอง เป็นต้น) ส่วนล่าง (สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์กับสังคมในเชิงรูปธรรม) และโครงสร้างส่วนลึก (ความรู้สึก/จิตวิญญาณที่มีต่อ โครงสร้างส่วนอื่น) จะต้องเริ่มมองที่ “ปัญหาหรือจุดบกพร่องของระบบ” แล้วหาทางออกเพื่อระบบเหล่านั้น
113 แนวทางเลือกหนึ่งของทางออก ก็คือ คำสอนทางพุทธปรัชญาที่ว่าด้วยระบบการพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ข้อค้นพบจากงานวิจัยที่ศึกษาระดับแนวคิดพุทธปรัชญาในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 6 เรื่อง ที่กลุ่ม นักวิจัยเสนอทางออกของระบบที่มีปัญหาว่า จะต้องเริ่มที่โครงสร้างส่วนลึกของมนุษย์และสังคมที่เกี่ยวข้องกับ ระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม และต้องมองให้ลึกลงไปถึงระบบความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง หรือเรียก ในทางพุทธปรัชญาว่า “ระบบปฏิจจสมุปบาท” ที่แสดงให้เห็นถึงความเกิดขึ้น ดำรงอยู่ ความหมดไปของปัญหา ระบบต่าง ๆ หรือแสดงให้เห็นถึงสาเหตุ ผล และวิธีการแก้ปัญหาของระบบทั้งหลายโดยอาศัยหลักอริยสัจ เมื่อ มนุษย์และสังคมมองเห็นรากเหง้าของปัญหาระบบตามพุทธปรัชญาเช่นนี้แล้ว พุทธปรัชญาจึงได้เสนอทางออก จากระบบที่มีปัญหาเหล่านั้น โดยข้อค้นพบจากงานวิจัยเรื่อง การศึกษาแนวคิดและขบวนการประชาสังคมของ พุทธศาสนาในสังคมไทย (หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516-ปัจจุบัน) ของ พระมหาวินัย ผลเจริญ (2544, น. 369) ได้เสนอทางออกหนึ่งที่เรียกว่า “ขบวนการประชาสังคม” ที่อาศัยแนวคิดทางพุทธปรัชญาเป็น แนวทางหลักในการแก้ปัญหาระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม นักวิจัยกล่าวไว้ว่า ความเป็นประชา สังคมขึ้นอยู่กับความสำนึกที่เป็นอิสระที่ผู้คนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง และพร้อมที่จะใช้ศักยภาพของ ตนเพื่อพัฒนาให้ส่วนรวมดีขึ้น ความเป็นประชาสังคมมีที่ว่างสำหรับเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ขณะเดียวกันก็ คำนึงถึงความต้องการของกลุ่มหรือของส่วนรวมได้ด้วยความเป็นประชาสังคมในพุทธศาสนาตั้งอยู่บนพื้นฐานความ เป็นจริงหลักอย่างหนึ่งว่า โดยที่แท้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนพึ่งพาอาศัยกัน ไม่มีอะไรที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยตัวของ มันเองโดยไม่พึ่งพาสิ่งอื่น ในสังคมมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน มนุษย์จะต้องพึ่งพากันเองและต้องพึ่งพาสิ่งอื่น ๆ นอก ตัวมนุษย์ ทั้งที่เป็นธรรมชาติแวดล้อมทางกายภาพและชีวภาพ รวมถึงสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรมที่ มนุษย์สร้างขึ้นมาเองด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีอิทธิพลส่งผลกระทบถึงกันหมด มนุษย์จึงต้องรู้เหตุปัจจัยแห่ง ความเจริญและความเสื่อมของธรรมชาติและสังคม จึงจะสามารถปรับแต่งวิถีชีวิตของตนและวิถีสังคมให้ เป็นไปเพื่อความเจริญก้าวหน้าได้ การแก้ปัญหาแบบบูรณาการด้วยแนวคิดและขบวนการประชาสังคมเพื่อการพัฒนาทุกระบบใน ลักษณะนี้ พระมหาวินัย ผลเจริญ (2544, น. 348-368) ได้เสนอไว้หลัก ๆ 8 แนวทางด้วยกัน ตั้งแต่ผู้มีอิทธิพล ต่อกระบวนการคิดของสังคม เช่น พุทธทาสภิกขุ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ ประเวศ วะสี ไปจนถึงกลุ่ม/ขบวนการประชาสังคมที่มีบทบาทต่อสังคมจริง ๆ เช่น กลุ่มอีโต้น้อย กลุ่มสังฆ อาสาพัฒนา กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคม เป็นต้น และแนวทางหนึ่งที่ต่าง ออกไปในการแก้ไขปัญหาเพื่อการพัฒนาสังคมดังกล่าว ก็คือ การเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปพุทธศาสนา ทั้งนี้มีเหตุผล มาจากความอ่อนแอของสถาบันศาสนานั่นเอง ตราบใดที่สถาบันศาสนาอ่อนแอ การแก้ไขปัญหาและการพัฒนา สังคมย่อมไม่ได้ผลอยู่ตราบนั้น จากแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาแบบบูรณาการในโครงสร้างส่วนลึกของมนุษย์และสังคม นำไปสู่การเสนอแนวโน้มและทิศทางใหม่เพื่อการพัฒนาสังคม (ไทย) ในโครงสร้างส่วนบนและส่วนล่างที่มี ความสอดคล้องกันกับผลการวิจัยของพระมหาวินัยดังกล่าวข้างต้น คือ ข้อค้นพบจากงานวิจัยเรื่อง ภูมิปัญญา
114 พุทธกับแนวทางใหม่ในการพัฒนาประเทศของไทย ของ ศุภชัย สุวรรณสุทธิ์ (2538, น. 167-170) ซึ่งนักวิจัย เรียกแนวทางการพัฒนานี้ว่า “ปธานสังขาร” หรือ หลักแห่งความเพียรสร้างสรรค์ ในโครงสร้างของระบบ การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการว่า จะต้องคำนวณถึง “ต้นทุนทางสังคม” (social cost) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักพุทธปรัชญาที่ได้รับผลกระทบอย่างวิกฤตจากปัญหาสังคมด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม (การหันหลังให้แก่พุทธศาสนา) รวมทั้งต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ที่ควรจะพัฒนาไปใน ลักษณะที่สมดุล ตลอดจนความเสื่อมทรามของสภาพจิตใจ (spiritual cost) ของคนในสังคมไทยที่อยู่ในภาวะ น่าวิตกจนทำให้ขาดศีลธรรมประจำใจ สูญเสียความงดงามด้านจิตใจจนแทบไม่มี “มนุษยภาพ” หลงเหลืออยู่ ต้นทุนการสูญเสียดังกล่าวไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ด้วยเทคนิคเชิงปริมาณ หากแต่ต้องหยุดคิดพิจารณาด้วย ปัญญา (โยนิโสมนสิการ) แล้วหาทางแก้ไขให้ทันท่วงทีด้วยหลักพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการที่เรียกว่า “หลักปฏิจจสมุปบาท” 6.1.2.1 หลักการบูรณาการ: ทิศทางใหม่ในการพัฒนาสังคม ทิศทางในการพัฒนาสังคมปัจจุบัน (สังคมไทย) จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนทั้งในระดับจุลภาค และมหภาค กล่าวคือ “สันติสุข” (peace) นั่นหมายความว่า สังคมจะต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา ประเทศไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเมืองปัจจุบัน ที่ขาดเสถียรภาพอย่างรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤตอันเกิดจากปัญหาการขาดความยุติธรรมในสังคมอันมีสาเหตุมา จากหลายเหตุปัจจัยทั้งปัจเจกบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร และการเมืองภาคประชาชนที่ยังขาด ข้อมูลสารสนเทศที่เพียงพอที่เป็นต้นทุนในการวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อทราบถึงปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศแล้ว สังคมจึงต้องกำหนดวิธีการใหม่ที่จะ เป็นแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์ประเทศใหม่ให้ก้าวหน้าไปทุก ๆ ด้านอย่างชัดเจนเป็นขั้น เป็นตอนและสมดุล โดยเป้าหมายการพัฒนาเริ่มที่ตัวมนุษย์ พัฒนามนุษย์ที่เป็นทรัพยากรทางสังคมที่มีคุณค่า ที่สุดให้มีศักยภาพในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านจิตใจที่ต้องอาศัยหลักปฏิจจสมุปบาทที่ถือว่าเป็นหลักใน การพัฒนาเชิงบูรณาการ (หรือนัยตรงกันข้าม ก็คือ การแก้ไขปัญหาระบบนั่นเอง) ข้อค้นพบจากงานวิจัยของ ศุภชัย สุวรรณสุทธิ์ (2538, น. 152-160) พบว่า การพัฒนาตามแนวทาง ดังกล่าวสอนให้คนมีความเชื่อตรงต่อคำสอนดั้งเดิมของพุทธปรัชญา กล่าวคือ เชื่อในชาตินี้ชาติหน้าว่า ทำ กรรมอย่างไรจะต้องได้รับผลของกรรมอย่างนั้นทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ซึ่งความเชื่อดังนี้ถูกละเลยอย่างมาก ในปัจจุบัน จึงทำให้ประเทศไม่พัฒนาเท่าที่ควร เมื่อทำความเห็นให้ถูกเป็นสัมมาทิฐิแล้ว ที่ขาดเสียมิได้สังคม จะต้องให้ความสำคัญแก่ระบบศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และคุณธรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาจิตใจที่จะ ทำให้คุณค่าและความงดงามของความเป็นมนุษย์กลับคืนมาสู่สังคม (ไทย) ขนานไปกับความเจริญทางวัตถุและ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ถือว่าเป็นตัวแบบ (model) ของการพัฒนาประเทศ (ไทย) ในยุคโลกาภิวัตน์ จากหลัก การบูรณาการ: ทิศทางใหม่ในการพัฒนาสังคมนำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ในมิติต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 6.1.2.2 ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมบนฐานพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการ
115 เพื่อดำเนินไปสู่เป้าหมายการพัฒนาสังคมที่ตั้งเอาไว้อย่างได้ผล จึงต้องมียุทธศาสตร์ในการพัฒนา บนฐานพุทธปรัชญา (ปฏิจจสมุปบาท) ผลจากการสังเคราะห์ข้อค้นพบจากงานวิจัยของนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง เช่น ศุภชัย สุวรรณสุทธิ์ (2538, น. 161-166) ทำให้ทราบว่า จะต้องดำเนินการอย่างบูรณาการทั้งในเรื่องของ ญาณวิทยาเชิงพุทธกล่าวคือ การเรียนรู้ของสังคมจะต้องไปให้ถึงระดับปัญญาทั้งโลกียะและโลกุตระ มีจิตสำนึก ในการเรียนรู้ทั้งเรื่องธรรมชาติแวดล้อม สังคมไทยตลอดถึงสังคมโลก รู้หลักศาสนาของตัวเองพร้อมทั้งนำ หลักการต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและคนอื่น ความรู้เรื่องญาณวิทยาที่ให้ ความสำคัญต่อการเรียนรู้ทางสังคมนี้ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ประเภทอื่น ๆ ทั้งหมด ดังนั้น จึง ควรสร้างเครือข่ายของผู้เชี่ยวชาญให้มากพอ และคอยช่วยเหลือการดำเนินการในยุทธศาสตร์ด้านอื่น ๆ โดย ควรปรุงวิธีคิดใหม่ให้คิดแบบปฏิสัมพันธ์พลวัตตามหลักปฏิจจสมุปบาทหรือหลักแห่งเหตุปัจจัยที่ต้องพึ่งพา อาศัยกันและกันจึงจะนำไปสู่ความสำเร็จตามประสงค์ นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์การพัฒนาจะต้องให้ความสำคัญแก่ระบบครอบครัวที่ถือว่าเป็นฐานทาง สติปัญญาและศีลธรรม/จริยธรรมของชาติ อันจะนำไปสู่การพัฒนาทั้งโครงสร้างของสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้าน การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม จากครอบครัวนำไปสู่การพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ของชุมชน ที่ถือว่า เป็นฐานของสังคมอารยะ (civil society) และประชาธิปไตย เพราะการบูรณาการกันขององค์ประกอบ 3 ประการ คือ ธรรม การเรียนรู้ และการจัดการ ที่เรียกว่า “ชุมชนาภิวัตน์” ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้มีการรวมตัว กันเป็นองค์การชุมชนชาวบ้าน ส่งเสริมให้ชุมชนจัดการเรื่องของตนเองให้มากที่สุดและเชื่อมโยงกันเป็น เครือข่าย ซึ่งจะทำให้สังคมและธรรมชาติเกิดสันติสุข รวมถึงระบบการเมือง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองภาค ประชาชน) และเศรษฐกิจด้วย ผลการสังเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาระบบการศึกษาก็เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วน จัดเป็นวาระแห่งชาติทุกยุคสมัย แสดงให้เห็นว่าระบบการศึกษาของสังคมไทยย่ำอยู่กับที่ สอนให้คนคิดไม่เป็น พูดไม่เป็น และทำไม่เป็น ดังนั้น จริยธรรมที่จะเป็นเครื่องแสดงออกถึงความเป็นผู้มีการศึกษาจึงไม่เกิด ทั้งด้าน การเมือง เศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อม ในเรื่องนี้พุทธปรัชญาแสดงทัศนะว่า สังคมจะต้องพัฒนาให้ครบ มิติของระบบการศึกษา คือ จะต้องมีทั้งมิติทางกาย สังคม จิต และปัญญา (ปัญญาญาณ) ด้วยการศึกษาจาก การสัมผัสความจริง (สมมติ-ปรมัตถ์) การศึกษาจากการคิด และการศึกษาจากการเจริญสติ (ความรู้เท่าทัน สถานการณ์) การเรียนรู้ในองค์กรและบทบาทของกองทัพก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยผู้ที่อยู่ในองค์กรทุกประเภท ควร ได้รับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรรัฐหรือเอกชน ซึ่งจะเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่าง ต่อเนื่อง ดังนั้น จึงควรส่งเสริมการเรียนรู้ให้องค์กรทุกประเภทดังกล่าว อีกทั้งควรปรับปรุงบทบาทของกองทัพ ให้เป็นสถาบันพัฒนาคนไปพร้อมกับการดำรงสมรรถนะการสู้รบ โดยกองทัพสามารถตั้งสถาบันอุดมศึกษาเพื่อ เป็นเครื่องพัฒนาสติปัญญาของคนทั้งชาติได้ โดยพัฒนาการศึกษาได้ในทุกระดับเพื่อเป็นการให้โอกาสแก่ผู้ เสียเปรียบทางสังคมที่เข้ามาในกองทัพ เช่น ทหารเกณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจน
116 สื่อสารมวลชนเป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากในสังคมปัจจุบัน ทั้งต่อกระบวนการคิด พฤติกรรมการ แสดงออกทั้งกาย-วาจา-ใจ ซึ่งปัญหาสังคมที่ปรากฏให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่ออื่น ๆ ก็ดี สาเหตุหนึ่งที่สำคัญมาจากการนำเสนอข่าวของสื่อต่าง ๆ นั่นเอง ดังนั้น จึงต้องมีการพัฒนาระบบการสื่อสาร เพื่อให้เกิดสติปัญญาแก่คนในชาติ ด้วยการบริหารจัดการสื่อ การพัฒนาคุณภาพของผู้สื่อ เช่น ศิลปิน นักกีฬา รวมถึงเนื้อหาและวิธีการสื่อที่มีความสอดคล้องเหมาะสมแก่เด็ก-ผู้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันถือว่า ดีขึ้นในระดับหนึ่ง เพราะมีการแนะนำว่า อะไรควร-ไม่ควรสำหรับเด็กหรือผู้มีวุฒิภาวะต่ำ อีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่ถือว่าเป็นจุดบอดหรือจุดบกพร่องของสังคมไทย คือ การศึกษาวิจัย (research) เพราะไม่เคยมีนโยบายอย่างจริงจัง มีการใช้ทรัพยากรเพื่อการวิจัยน้อยและขาดกลไกการจัดการที่ มีประสิทธิภาพ แม้ในปัจจุบันก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร แต่ก็ถือว่าดีกว่าสมัยก่อนพอสมควร เพราะมีเจ้าภาพหลัก หลายองค์กร เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วม รับผิดชอบต่อการวิจัยทางสังคม เพื่อเป็นองค์ความรู้แก้ไขปัญหาและการพัฒนาสังคม ทั้งนี้เป็นเพราะว่า วิทยาศาสตร์พื้นฐานของเราอ่อนแอมาก ซึ่งเป็นตัวถ่วงการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม (การเมือง สิ่งแวดล้อม) และจะทำให้สังคมไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาและเสียเปรียบประเทศที่เข้มแข็งทาง สติปัญญามากกว่า ขณะนี้เยาวชนของไทยไม่มีจินตภาพของการเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยเก่ง ๆ ซึ่งเป็น จินตภาพที่บิดเบี้ยวในสังคมอันทำให้สังคมเสียดุลยภาพ อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการดำเนินการเพื่อสร้างเสถียรภาพทางสังคมทั้งวงจร ก็ คือ การจัดการเพื่อความเข้มแข็งทางปัญญา ซึ่งการจัดการให้เกิดประสิทธิภาพนำไปสู่ประสิทธิผลนั้นจะต้องทำ ให้ครบวงจรทั้ง 3 ประการ คือ (1) ในระดับโครงสร้างส่วนบน เช่น รัฐ องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องให้ความ ร่วมมือ (2) การประสานการทำแผนพัฒนาของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม และ (3) การ มีกลไกตรวจสอบประเมินผล เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สอดคล้องกับข้อค้นพบของ ศุภชัย ก็คือ ข้อค้นพบของ สุวิดา แสงสี หนาท (2549, น. 479-504) เรื่อง “ภูมิปัญญาบูรณาการบนฐานคิดพุทธปรัชญา: ยุทธศาสตร์ทางเลือกในการ พัฒนาสังคมไทย” กล่าวคือ การที่สังคม (ไทย) จะก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างแท้จริงนั้นจะต้องมีระบบการพัฒนา ที่นักวิจัยเรียกว่า “ยุทธศาสตร์บูรณาการแห่งการพัฒนาสังคมไทย” โดยเน้นที่องค์ประกอบแห่งการพัฒนา 4 รูปแบบ ตั้งแต่โครงสร้างส่วนลึก (จิตสำนึก) โครงสร้างส่วนบน (สังคม) และโครงสร้างส่วนล่าง (บุคคล ชุมชน) ได้แก่ (1) ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนสำนึกของมนุษย์ หมายถึง การชี้ให้เห็นทุกข์และเหตุเกิดของทุกข์ (ทุกข์- สมุทัย) เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อสภาวธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนจิตสำนึกโดยธรรมชาติ (หรืออย่างที่ เปา โล แฟร์ (1921-1997) เรียกว่า “การปลุกจิตสำนึก”) ดังนั้น ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนจิตสำนึกจึงไม่ใช้การบังคับ (2) ยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวลึก (ระดับบุคคลและชุมชน) หมายถึง การพัฒนาที่เน้นมนุษย์เป็นแกนกลาง โดยใช้จริยธรรมขั้นพื้นฐานในการพัฒนา ได้แก่ ศีลและเมตตา โดยมีนโยบายว่า ทุกกิจกรรม คือ การพัฒนา ตนเอง-ชุมชน เชื่อมโยงกับระบบต่าง ๆ ทางสังคม ทั้งระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม (3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวกว้าง (ระดับสังคม) หมายถึง การพัฒนาที่ต้องเป็นไปใน 2 ทิศทาง คือ พลัง เครือข่ายแห่งความรักทั้งต่อตนเอง ชุมชน สังคม และการแบ่งปันประโยชน์แก่สังคมภายนอกด้วยความเคารพ
117 ต่อทุกชีวิต การให้ความรู้เพื่อการพึ่งตนเอง การบ่มเพาะความดีของมนุษย์ และ (4) ยุทธศาสตร์บูรณาการแห่ง การพัฒนาต่อระบบทุนนิยมโลก หมายถึง ยุทธศาสตร์ที่บูรณาการยุทธศาสตร์ทั้ง 3 เข้าด้วยกัน เพื่อแสดงท่าที ต่อระบบทุนนิยมโลกหรือโลกาภิวัตน์ กล่าวคือ การรู้รอบระดับจักรวาลทัศน์ การมีพลังเครือข่ายประเทศ พันธมิตร จุดยืนประเทศแห่งการพัฒนาจิตใจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบนฐานศีลธรรมและความรัก และ มีกระบวนการกลั่นกรองด้วยศีล ผู้เขียนมีข้อสังเกตเชิงทฤษฎีว่า ยุทธศาสตร์บูรณาการแห่งการพัฒนาสังคมไทยของ สุวิดา เปรียบเทียบกับ ศุภชัย เป็นยุทธศาสตร์ที่มีองค์ประกอบครบทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม แต่ข้อเสนอของศุภชัยมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากกว่า ทั้งในระดับโครงสร้างส่วนบน ส่วนล่าง และส่วนลึก เพราะเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่เป็นเชิงอุดมคติจนเกินไป ส่วนยุทธศาสตร์ตามข้อเสนอของสุวิ ดาพบว่า มีความได้เปรียบตรงที่เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้มาจากการสัมผัสประชากรในการวิจัยโดยตรง แต่ เป็นเพียงข้อมูลบางด้านของระบบสังคมใหญ่ที่เมื่อนำมาปฏิบัติจริง ๆ อาจจะไม่ได้ผลเลย ทั้งนี้เพราะเป็น ยุทธศาสตร์ที่มีความเป็นนามธรรมสูง ถึงแม้จะมีข้อมูลเชิงประจักษ์จากกรณีศึกษาทั้งสามกลุ่มก็ตาม (สันติ อโศก ขบวนการสรรโวทัย มูลนิธิพุทธฉือจี้) เนื่องด้วยเป็นพุทธกระบวนทัศน์ที่มีหลักปฏิบัติที่แยกออกไปจากพุทธ กระบวนทัศน์กระแสหลัก (พุทธเถรวาท) ไกลพอสมควร และเมื่อปฏิสัมพันธ์กับพุทธกระบวนทัศน์กระแสหลัก อาจจะเป็นเพียงเสี้ยวส่วนแห่งความสำเร็จที่ยากแก่การยอมรับ ทั้งในทัศนะเรื่องญาณวิทยา ภววิทยา และวิธีวิทยา แต่ถ้าไม่เพ่งเล็งจากสามหลักนี้นัก ก็ถือว่าเป็นการนำเสนอยุทธศาสตร์ต่อการพัฒนาสังคม (ไทย) ที่มีความ น่าสนใจทีเดียว อย่างไรก็ตาม เมื่อจะกล่าวโดยสรุปจาก แนวคิดพุทธปรัชญา: ความเข้าใจหลักการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติที่เห็นผลเป็นรูปธรรมครบองค์ประกอบทั้ง 3 ประการ กล่าวคือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ (หลักการ วิธีการ และอุดมการณ์) จะสอดคล้องกับข้อค้นพบเรื่อง เศรษฐศาสตร์แนวพุทธกับวิถีทางพัฒนาของไทย ของ สุนทราภรณ์ เตชะพะโลกุล (2534, น. 172-173) กล่าวคือ มนุษย์และสังคมจะต้องให้ความสำคัญแก่ระบบจริยธรรมทั้งของปัจเจกและส่วนรวม หรือที่นักวิจัย เรียกว่า “จริยธรรมพื้นฐานสู่จริยธรรมสังคม” ทั้งนี้เพื่อเป็นการเปลี่ยนผ่านระบบการปฏิบัติของปัจเจกสู่การ ปฏิบัติของสังคมเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคม ในที่นี้ ก็คือ “ศีล 5” นั่นเอง ได้แก่ (1) หลักความเมตตาและ กรุณา (2) หลักความมีประสิทธิภาพในการบริโภคและใช้ทรัพยากร (3) หลักความเสมอภาค (4) หลักความ เคารพในสิทธิการรับรู้สารสนเทศ และ (5) หลักความมีประสิทธิภาพและมีเหตุผลทางการผลิต เพื่อให้เห็นความชัดเจนของยุทธศาสตร์บูรณาการแห่งการพัฒนาสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ที่อยู่บนฐาน ของหลักการฝึกตน 3 ประการ (ไตรสิกขา) คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เริ่มด้วยความมีเมตตากรุณาต่อกันจนถึง ความรอบรู้ในระดับจักรวาลทัศน์ ซึ่งผู้เขียนจะได้เสนอในแผนภูมิที่ 6.1 ต่อไป หลักการทั้งห้าประการบ่งชัดถึงภาคปฏิบัติทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับสังคม โดยต้องถือ ปฏิบัติหรือกระทำให้เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยหลักการที่หนึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในฐานะตัวเปิดพื้นที่สู่หลักการทั้งสี่ ประการที่เหลือ กล่าวคือ หากสังคมมิได้ตั้งอยู่บนรากฐานของความเมตตากรุณาแล้ว เป็นการยากยิ่งที่หลักการ อื่น ๆ จะเกิดผลตามมา นอกจากนั้น หลักการที่สองและห้าต่างสนับสนุนซึ่งกันและกันต่อการสร้างระบบ เศรษฐกิจ (รวมถึงระบบการเมือง สิ่งแวดล้อม) ที่ถูกต้อง ฉะนั้น สุนทราภรณ์ เตชะพะโลกุล (2534, น. 172) จึง
118 ได้กล่าวสรุปไว้ว่า หากสังคมปรากฏลักษณะทั้งห้าประการ ย่อมแสดงถึงว่า ทั้งมนุษย์และสังคมได้ร่วมกันนำ ความเปลี่ยนแปลงที่ดีมาสร้างเสริมซึ่งกันและกัน โครงสร้างส่วนบนและส่วนล่างของสังคม ซึ่งเคยสร้างแรง กดดันอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างทางจิตสำนึก (ส่วนลึก) ของมนุษย์ จะเปลี่ยนแปลงไปสู่การเกื้อหนุนและสร้าง ดุลยภาพทางโครงสร้างซึ่งกันและกันได้ โดยที่ความขัดแย้งระหว่างจริยธรรมส่วนสังคมและจริยธรรมส่วนบุคคล ระหว่างเสรีภาพกับสมภาพ ระหว่างความเจริญเติบโตกับความอยุติธรรมทางเศรษฐกิจ (การเมือง สิ่งแวดล้อม) จะค่อย ๆ หมดไป และนี่คือ สังคมที่ให้ความพึงพอใจสูงสุด (กินดี อยู่ดี มีสันติสุข) แก่ทุกคนอย่างแท้จริง จากพุทธปรัชญาบูรณาการเชิงนามธรรม นำไปสู่ข้อค้นพบเชิงรูปธรรมจากงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ แสดงถึงบทบาทของพุทธบริษัทที่ถือว่าเป็นสื่อบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระสงฆ์ ผู้นำทางภูมิปัญญา พุทธ ที่มีบทบาทอย่างโดดเด่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมตามแนวทางพุทธปรัชญาและศาสตร์ร่วม สมัย รวมทั้งแนวทางการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคมมิติต่าง ๆ ทั้งในระดับปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม ซึ่งมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
119 แผนภูมิที่ 6.1 สรุปยุทธศาสตร์บูรณาการแห่งการพัฒนาสังคมโลกาภิวัตน์ ที่มา: ดัดแปลงจาก สุวิดา แสงสีหนาท (2549, น. 503) 6.2 สรุป การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของพุทธศาสนา นักวิจัยหรือผู้ที่มีส่วนร่วมจะต้อง สามารถบูรณาการแนวคิดทางพุทธปรัชญาและศาสตร์สาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์หรือสวัสดิการสังคม ให้เป็นองค์ความรู้ที่เป็นหนึ่งเดียวในการปฏิบัติซึ่งจะเรียกว่า “พุทธบูรณาการศาสตร์” จึงจะประสบความสำเร็จตามความประสงค์ได้ทั้งในระดับปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน ท่าทีต่อโลกาภิวัตน์ พลังเครือข่ายประเทศพันธมิตร รู้รอบระดับจักรวาลทัศน์ (ปัญญา/บูรณาการศาสตร์) จุดยืนประเทศแห่งการ พัฒนาจิตใจ (สมาธิ) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บนฐานศีลธรรมและความรัก มีกระบวนการกลั่นกรองด้วยศีล ชุมชน ชุมชน ชุมชน บุคคล “ศีล” ชุมชน ความรัก/ ไตรสิกขา พลังเครือข่ายแห่ง ความรัก/ไตรสิกขา สังคม
120 และสังคมส่วนรวม การที่อิงอยู่กับหลักพุทธปรัชญาหรือหลักการทั่ว ๆ ไปเพียงหนึ่งเดียว เป็นการยากยิ่งที่จะ แก้ไขปัญหาและการพัฒนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางการเมือง และเศรษฐกิจ เพราะสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายส่วนของชีวิตทางสังคม ในเรื่องนี้มีผลการวิจัยในอดีตหลาย เรื่องเพื่อยืนยันปัญหาและการพัฒนาดังกล่าว รวมทั้งมีการนำเสนอแนวคิด ยุทธศาสตร์เพื่อหาทางออกร่วมกัน จนนำไปสู่ความสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น ในการนำเสนอองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จบนฐานพุทธ บูรณาการศาสตร์ดังกล่าว สามารถจำแนกข้อค้นพบออกเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ (1) แนวคิดพุทธปรัชญา: ความเข้าใจหลักการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม (2) บทบาทพระสงฆ์: ความคาดหวัง ของสังคมโลกาภิวัตน์(3) การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม: จากแนวคิดสู่การปฏิบัติและ (4) การ เปลี่ยนแปลงทางสังคม: เป้าหมายการพัฒนาเชิงพุทธปรัชญา แนวคิดพุทธปรัชญา: ความเข้าใจหลักการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พุทธ ปรัชญาได้ให้ความสำคัญแก่ระบบการพัฒนาแบบองค์รวมหรือที่เรียกว่า “การพัฒนาแบบบูรณาการ” ที่ต้อง คำนึงถึงกรอบโครงสร้างการพัฒนาหลายมิติ ทั้งมิติธรรมชาติแวดล้อม มิติมนุษย์ และมิติสังคมส่วนรวม หรือ แนวคิดการพัฒนานี้จะเรียกว่า “สัจนิยมเชิงปฏิบัตินิยม/ทฤษฎีความจริงแบบวิภัชชวาท” หรืออาจจะเรียกว่า “ระบบปฏิจจสมุปบาท/ปธานสังขาร” ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการค้นหาความจริง แม้ความจริงจะดู เหมือนอยู่ไกลเกินที่มนุษย์จะสามารถบรรลุได้ แต่พุทธปรัชญาก็ตระหนักว่า ด้วยวิธีการแสวงหาความจริงแบบ อาศัยประสบการณ์เชิงปฏิบัติ ในที่สุดก็จะค้นพบความจริง (การพัฒนาไปสู่ความเจริญทั้งกาย-วาจา-ใจ) การให้ เหตุผลเชิงปฏิบัติจึงเป็นการเปิดกว้างให้ทุกอย่างได้ถูกทดสอบและตัดสินด้วยประสบการณ์ของปัจเจก (กลุ่ม ชุมชน สังคม) ด้วยตระหนักว่า การยืนยันอย่างเด็ดขาดลงไปอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นอาจผิดพลาดได้ อันจะ นำไปสู่การพัฒนา (หรือที่เรียกทางพุทธปรัชญาว่า “ประโยชน์”) ด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
121 คำถามท้ายบท 1. ข้อค้นพบของงานวิจัยจากงานวิจัย (findings of findings) มีความหมายอย่างไร? 2. พุทธบูรณาการศาสตร์ มีความหมายและความสำคัญอย่างไรในการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ? 3. ความเข้าใจในหลักการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมตามหลักพุทธปรัชญาเป็นอย่างไร?
122 เอกสารอ้างอิง ชาญณรงค์ บุญหนุน. (2540). ทฤษฎีความจริงในพุทธปรัชญาเถรวาท. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎี บัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บัณฑิตวิทยาลัย, ภาควิชาปรัชญา, สาขาวิชาปรัชญา. พระมหาวินัย ผลเจริญ. (2544). การศึกษาแนวคิดและขบวนการประชาสังคมของพุทธศาสนาใน สังคมไทย (หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516-ปัจจุบัน). วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต , มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะศิลปศาสตร์, สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา. พระมหาอุทัย ศรสวัสดิ์. (2533). ปรัชญาสังคมของพุทธศาสนา: เสรีนิยมหรือสังคมนิยม. วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บัณฑิตวิทยาลัย, ภาควิชาปรัชญา. ลักษณ์วัต ปาละรัตน์. (2535). ญาณวิทยาในพุทธปรัชญาเถรวาทเป็ นประสบการณ์นิยมหรือไม่?. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บัณฑิตวิทยาลัย, ภาควิชาปรัชญา, สาขาวิชาปรัชญา. ศุภชัย สุวรรณสุทธิ์. (2538). ภูมิปัญญาพุทธกับแนวทางใหม่ในการพัฒนาประเทศของไทย. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, คณะพัฒนาสังคม. สุนทราภรณ์ เตชะพะโลกุล. (2534). เศรษฐศาสตร์แนวพุทธกับวิถีทางพัฒนาของไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะเศรษฐศาสตร์. สุวิดา แสงสีหนาท. (2549). ภูมิปัญญาบูรณาการบนฐานคิดพุทธปรัชญา: ยุทธศาสตร์ทางเลือกในการพัฒนา สังคมไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยสหวิทยาการ, สาขา วิชาสหวิทยาการ.
บทที่ 7 การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อค้นพบจากงานวิจัย (findings of findings II) (ต่อ) วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้วนิสิตสามารถ 1. อธิบาย วิเคราะห์และสังเคราะห์หลักพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการด้านบทบาทการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ 2. อธิบาย วิเคราะห์ และสังเคราะห์การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม 3. อธิบายการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม ที่เป็นผลมาจากการ ประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม ขอบข่ายเนื้อหา 1. บทบาทพระสงฆ์บนฐานพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการด้านการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม 2. การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม 3. การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของปัจเจก กลุ่ม ชุมชน และสังคม ที่เป็นผลมาจากการ ประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเชิงบูรณาการศาสตร์ กิจกรรม 1. อ่านทบทวนและสรุปสาระสำคัญ 2. ฝึกตอบคำถามท้ายบท
124 7.1 บทบาทพระสงฆ์: ความคาดหวังของสังคมโลกาภิวัตน์ ข้อค้นพบที่ปรากฏในงานวิจัยด้านพุทธปรัชญาเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมในลำดับแรกกระทำใน ระดับที่เป็นนามธรรมบ่งบอกถึงการทำความเข้าใจขั้นพื้นฐานในหลักการพัฒนาสังคมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้สังคมมีทิศทางแนวคิดที่ชัดเจน อันส่งผลถึงการปฏิบัติเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ วางไว้อย่างได้ผล ในขณะเดียวกัน ก็มีผลงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่สนใจแสวงหาความรู้พุทธปรัชญาในระดับ รูปธรรม กล่าวคือ การสำรวจบทบาทสถาบันศาสนาหรือพระสงฆ์ที่มีบทบาทในการบรรเทาทุกข์และสามารถ ช่วยเหลือสนับสนุนส่งเสริมสังคม/ชุมชนให้ดำเนินชีวิตตามแนวทางที่ถูกต้อง สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ ตนเองด้วยการดึงเอาทุนทางสังคมที่มีอยู่อย่างล้นเหลือกลับมามีบทบาทต่อวิถีชีวิตด้วยการปรับประยุกต์ให้เข้า กับยุคสมัย ทั้งนี้ เพราะว่าสังคมไทยปัจจุบันอยู่ท่ามกลางปัญหาและวิกฤติทางวัฒนธรรมมากมาย อัน เนื่องมาจากการพัฒนาสังคมให้ทันสมัย ซึ่งสร้างความตึงเครียดและปัญหาความขัดแย้งระหว่างระบบการเมือง เศรษฐกิจแบบตลาด (ซึ่งส่งผลกระทบถึงระบบอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น สิ่งแวดล้อม) กับคุณภาพชีวิตมาโดย ตลอด เนื่องจากนโยบายการพัฒนาของรัฐมุ่งให้คุณค่าและความสำคัญไปที่ภาคเศรษฐกิจการเมือง/เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เป็นผลให้ภาคอื่น ๆ ทางสังคม เช่น ภาคเศรษฐกิจการเกษตรเกิดความล้าหลัง ยากจน และเป็น ฐานรองรับภาคการผลิตอุตสาหกรรม ระบบนิเวศวิทยาได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงและเกิดความ บอบช้ำ ในขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาของชาติมุ่งผลิตกำลังคนสนองความต้องการกิเลสตัณหาทั้งทาง การเมือง เศรษฐกิจ เป็นผลทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนอันหมายถึง “อิสรภาพ” และ “คุณค่า” ของความเป็น มนุษย์ต้องสูญเสียไปกับความสับสนทางค่านิยมสมัยใหม่ที่ตีบตัน ความไม่รู้เท่าทันโลกและสังคมภายใต้การ คุกคามของพลังทางการเมือง/เศรษฐกิจที่ไร้จริยธรรม และกระแสความตื่นตัวต่อการจะเกื้อกูลภาวะสมดุลและ เป็นปกติทางสังคมกลับคืนมาจึงเกิดขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้พุทธศาสนาและพุทธบริษัทผู้มีเจตจำนงมุ่งต่อความเจริญ ของสังคมโลกาภิวัตน์ จึงมีส่วนร่วมรับผิดชอบอยู่ด้วย (ดัดแปลงจาก สุนทราภรณ์ เตชะพะโลกุล, 2534, น. 173-174) ดังนั้น ทางออกเบื้องต้นของปัญหาการพัฒนาจึงอยู่ที่สถาบันศาสนา หากกล่าวให้เฉพาะเจาะจง ลงไปเห็นจะได้แก่ “พระสงฆ์/สถาบันสงฆ์” ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทางจิต วิญญาณ เพราะปฏิปทาที่พระสงฆ์แสดงออกต่อสายตาของสังคมเป็นผู้ดำรงไว้ซึ่งสิ่งดีงามทั้งปวงทั้งกาย วาจา ใจ เพื่อที่พระสงฆ์/สถาบันสงฆ์จะเป็นสื่อกลางในการเชื่อมรัฐกับราษฎร์เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน โดยจะ เปลี่ยนการกำกับและการบังคับให้เป็นความร่วมมือ และจะเป็นเครื่องมือควบคุมสังคม เพื่อคานแรงกดดัน ทางการเปลี่ยนแปลงของระบบต่าง ๆ ในโครงสร้างสังคม (ส่วนบน ส่วนล่าง ส่วนลึก) หากจะกล่าวให้เฉพาะเจาะจงแล้ว ปัญหาสังคมปัจจุบันทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดมาจากตัวมนุษย์ จึงต้องเริ่มพัฒนาที่ตัวมนุษย์ เพื่อปรับเปลี่ยนจิตสำนึกให้เกิด พฤติกรรมที่ดีงาม ซึ่งการปรับเปลี่ยนจิตสำนึกหรือพฤติกรรมต้องอาศัย “ศรัทธา” เป็นพื้นฐาน ทั้งนี้เนื่องจาก
125 ศรัทธาเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากในระยะเริ่มต้นของกระบวนการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ แล้ว จะถูกแทนที่ด้วยปัญญาในที่สุดด้วยกระบวนการพัฒนาดังกล่าว โดยแนวทางนี้ ผู้ที่มีบุคลิกลักษณะเป็นผู้นำที่ ประชาชนทุกระดับให้ความศรัทธาและการยอมรับนับถือ ก็คือ “พระสงฆ์” ดังนั้น ผู้เขียนจะได้นำเสนอข้อ ค้นพบจากงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ได้ศึกษาวิจัยด้านนี้ โดยจำแนกบทบาทของพระสงฆ์ออกเป็นด้านต่าง ๆ เพื่อ ง่ายต่อการนำเสนอและความเข้าใจ ได้แก่ (1) บทบาทด้านการเมืองในอดีตและปัจจุบัน: หน้าที่ตามพุทธ บัญญัติจริงหรือ? (2) บทบาทด้านการพัฒนาชุมชน: ความหวังและทางออก และ (3) บทบาทด้านการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม: พุทธนิเวศวิทยาด้านการควบคุมทางสังคม กล่าวคือ 7.1.1 บทบาทด้านการเมืองในอดีตและปัจจุบัน: หน้าที่ตามพุทธบัญญัติจริงหรือ? การเมืองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไกลตัวของผู้ที่ชื่อว่าเป็น “พระสงฆ์” ในสายตาของคนทั่วไป เพราะ ในสายตาของคนทั่วไปมองว่า พระสงฆ์ คือ ผู้ที่สละขาดแล้วจากโลกภายนอก เป็นผู้ที่มีความประพฤติดีปฏิบัติ ชอบและเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณงามความดีทั้งปวง ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ที่เป็นเสมือนสมรภูมิรบ เรื่องอำนาจและผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง อันอาจจะทำให้พระสงฆ์แปดเปื้อนหรืออาจจะเข้า ทำนอง “ไม่ใช่กิจของสงฆ์” หมายความว่า พระสงฆ์ในฐานะปูชนียบุคคลควรวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองที่เป็นเรื่องของทางโลก ถ้าเข้ามายุ่งเกี่ยวจะทำให้พระสงฆ์ไม่อาจจะอยู่ในฐานะ ของปูชนียบุคคลอีกต่อไปได้ หรือเข้าในทำนองที่ผู้รู้หลายคนกล่าวว่า “ความดีของมนุษย์สิ้นสุดที่การเมือง” ความเข้าใจและการรับรู้ดังกล่าว ผู้เขียนมองว่า เป็นเรื่องที่มองสังคมสงฆ์ด้านเดียว ไม่มองในเชิงบูรณา การทางโครงสร้างสังคมทั้งด้านแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรม ที่เกี่ยวข้องกับทางโลกทั้งในอดีตปัจจุบัน เปรียบเสมือนคนมีนัยน์ตาข้างเดียวมองอะไรไม่รอบด้านเหมือนกับคนมีนัยน์ตาสองข้าง ในเรื่องนี้มี ผลการวิจัยของ วุฒินันท์ กันทะเตียน (2541, น. 160-169) เรื่อง พระสงฆ์กับการเมือง: แนวคิดและบทบาท ในสังคมไทยปัจจุบัน ที่พบว่า พระสงฆ์กับบทบาทด้านการเมืองเป็นของที่ต้องควบคู่กันไปในฐานะที่พระสงฆ์ เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อสังคม เสนอแนะสิ่งที่ดีงามแก่สังคมในทุก ๆ ด้าน ซึ่งด้านหนึ่ง ก็คือ “การเมือง” การเกี่ยวข้องกับการเมืองนักวิจัยมองว่า เป็นการเผยแผ่ธรรมแนวทางหนึ่งจากการปฏิบัติหน้าที่ พระสงฆ์ 4 ประการ คือ ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม เผยแผ่ธรรม รักษาธรรม เพราะเป็นการให้สติปัญญาในทาง การเมืองแก่ทุกฝ่ายไม่ใช่เพียงนักการเมืองเท่านั้น ทัศนะเกี่ยวกับบทบาทพระสงฆ์ด้านการเมืองนี้นักวิจัยได้ทำการสำรวจจากปราชญ์หลายท่านใน วงการพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงและสังคมให้การยอมรับ เช่น พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พระพรหมมัง คลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ) ซึ่งมีทัศนะไปในแนวเดียวกันว่า พระสงฆ์ทำหน้าที่เผยแผ่ธรรม มีส่วนทำให้การบริหารบ้านเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ประโยชน์ โดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก และบทบาทนี้พระสงฆ์ควรคำนึงถึงข้อบทกฎหมายทางการเมือง เกี่ยวข้องกับ การเมืองโดยอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัย โดยหน้าที่ของพระสงฆ์ไม่เกี่ยวกับการสมัครรับเลือกตั้งและการหา
126 เสียง เรียกร้องประชาธิปไตย ร่วมเดินขบวน แต่ถ้าการเรียกร้องและร่วมเดินขบวนเป็นไปโดยชอบธรรม เป็น การแสดงออกที่ พุทธทาสภิกขุ เรียกว่า “ธัมมิกสังคมนิยม” นั่นย่อมสามารถทำได้ทั้งในกรอบของพระธรรม วินัยและกฎหมายทางบ้านเมือง งานวิชาการและผลงานวิจัยจำนวนหนึ่งย้ำให้เห็นว่า พระสงฆ์มีความสำคัญต่อสังคมไทยเป็น อย่างมากมาแต่โบราณกาล หากจะนับให้เห็นภาพคงต้องบอกว่า ตั้งแต่สมัยสุโขทัย-รัตนโกสินทร์ โดยเหตุที่ พระสงฆ์ไม่ได้ทำตนให้เป็นคนเหนือโลกหรือหลุดโลก แต่อยู่กับโลกเป็นที่พึ่งแก่สังคม ทั้งนี้ การเป็นอยู่ของ พระสงฆ์ก็เพื่อความสงบสุขของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยปัจจุบัน การเมืองไทยมาถึงทางตีบตันทาง สติปัญญาที่หาทางออกไม่เจอ นับว่าช่วงระยะเวลานี้เป็นโอกาสอันดีที่พระสงฆ์จะได้เสนอทางออกแก่สังคม เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามพุทธบัญญัติที่ว่า “พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์สุขของชนเป็นอันมาก” และตรง กับความหมายของการเมืองในแง่ที่ว่า การเมือง คือ เรื่องการจัดการเพื่อให้คนในบ้านเมืองมีความสงบสุข แต่ ถ้าการเมืองในความหมายของอำนาจและผลประโยชน์ พระสงฆ์ควรวางตนเป็นกลาง (ยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย) ไม่ ควรจะข้องแวะ มิฉะนั้น จะเกิดความเสื่อมเสียแก่พระสงฆ์และสถาบันสงฆ์ด้วย ดังพุทธพจน์ (สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, พระไตรปิฎก เล่มที่ 15, ข้อที่ 183, น. 254) ที่ว่า “ผลกล้วยแล ย่อมฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้น ไผ่ ขุยอ้อ ย่อมฆ่าต้นอ้อ สักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่ว เหมือนลูกในท้อง ฆ่าแม่ม้าอัศดร ฉะนั้น” สำหรับกลุ่มตัวอย่างบุคคล กลุ่ม หรือองค์กรสงฆ์ที่มีความโดดเด่นในการแสดงออกด้านการเมือง เพื่อความชอบธรรม เช่น กลุ่มพระการเมือง ที่มีบทบาทในระหว่างหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516-6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 โดยที่ พระมหาวินัย ผลเจริญ (2544, น. 250) เรียกกลุ่มเหล่านี้ว่า “ขบวนการประชา สังคม” ที่มุ่งทำประโยชน์ต่อสังคมตามแนวทางพุทธปรัชญา และ/หรือกลุ่มพระสงฆ์คณะยุวสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ ไทย ที่มีการเรียกร้องความเป็นธรรมให้คืนสมณศักดิ์แก่พระพิมลธรรม ที่ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองจนต้องตก เป็นผู้ร้าย คือ ถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์และเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของรัฐ จนกระทั่งถูกถอดสมณศักดิ์ (เนื่องด้วยสมัยนั้นระบบคอมมิวนิสต์กำลังครอบงำสังคมไทย และประชาธิปไตย แบบไทย ๆ หรือที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” กำลังเบ่งบาน การกระทำใด ๆ ที่เป็นการหมิ่นเหม่ต่อความ มั่นคงของชาติ ย่อมถูกเหมารวมว่า เป็นพวกคอมมิวนิสต์) คณะยุวสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทยได้กระทำการ เคลื่อนไหว โดยได้ชุมนุมเรียกร้อง จนสุดท้ายได้พิสูจน์แล้วว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดนั้นเลื่อนลอย และได้ผลสรุป คือ การคืนสมณศักดิ์แก่พระพิมลธรรม ส่วนการเคลื่อนไหวทางการเมืองมีผลการวิจัยที่ผ่านมาชี้ว่า ไม่ค่อยมีความเหมาะสมสอดคล้องกับ พระธรรมวินัยมากนัก เช่น ข้อค้นพบของ วุฒินันท์ กันทะเตียน ( 2541) กล่าวคือ การแสดงออกทางการเมือง ที่มุ่งไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงกรอบพระธรรมวินัย หรือนำพระธรรมวินัยไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ตัวอย่างเช่น กลุ่มพระสงฆ์ 5 รูป ที่นำโดย พระผ่อง จิรปัญโญ ที่ช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่เชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2518 นั้น นับว่าไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย/พุทธบัญญัติ เพราะทำตนเป็นฝักฝ่ายเสียความเป็นกลาง พระ ธรรมวินัยวางหลักให้พระสงฆ์เป็นกัลยาณมิตรต่อทุกคน อีกทั้งบทบาทดังกล่าวยังผิดหลักจตุปาริสุทธิศีลข้ออา ชีวปาริสุทธิ และการกล่าวหาเสียงก็มักจะกล่าวเสียดสีประทุษร้ายซึ่งกันและกันทั้งด้วยวาจาและพฤติกรรม
127 แสดงออก ซึ่งถือว่าผิดสมณวิสัยอย่างมาก ในทางพระธรรมวินัยเรียกบุคคลประเภทนี้ว่า “ผู้มีความปรารถนา ลามก” หรือผู้ถูกกิเลสตัณหาครอบงำอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มพระสงฆ์อีกหลายกลุ่มที่ทำตัวไม่เหมาะสมกับฐานะของตนเอง ซึ่งผลการวิจัย ชี้ว่า ผิดหลักพุทธบัญญัติถึงแม้จะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม เช่น การเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ที่ร่วมเดินขบวน ประท้วงกับชาวนาเมื่อ พ.ศ. 2517 การร่วมเดินขบวนนี้มีการตีความไปหลายแนวทาง ถ้ามองในมิติทาง การเมืองสมัยใหม่ ก็นับได้ว่าเป็นการแสดงบทบาทตามสิทธิเสรีภาพในฐานะประชาชน แต่ในฐานะพระสงฆ์การ มองเพียงเท่านี้นับว่าเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะตามหลักพุทธบัญญัติไม่อนุญาตให้พระสงฆ์แสดงความเป็นทุกข์ เป็นสุขด้วยการเป็นผู้กระทำการเสียเอง ที่เรียกว่า “การถูกคฤหัสถ์จับไว้” ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักพระธรรม วินัยที่ห้ามการกระทำเช่นนั้น แม้ว่าในบางสังคม เช่น กัมพูชา พม่า พระสงฆ์สามารถร่วมเดินขบวนเรียกร้อง ทางการเมืองในลักษณะผู้กระทำการเอง นั่นก็ถือว่าเป็นบทบาททางการเมืองในบริบทของสังคมของประเทศ นั้น ๆ ซึ่งบทบาททางการเมืองของพระสงฆ์ในบริบทสังคมไทย ไม่ได้เปิดช่องไว้เพื่อให้กระทำการเช่นนั้น ส่วนปัญหาทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของพระสงฆ์ที่มีผลต่อความรู้สึกและการดำเนินการทาง การเมือง ก็คือ กรณีสมณะโพธิรักษ์ (สำนักสันติอโศก) ปัญหาในที่นี้มี 2 ประเด็น คือ การปกครองกับการ ตีความพระธรรมวินัย ปัญหาแรกไม่ใช่ประเด็นสำคัญทางการเมือง แต่ปัญหาที่สองถือว่า มีความสำคัญมากต่อ การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพระสงฆ์ เพราะการตีความพระธรรมวินัยของสมณะโพธิรักษ์ เป็นการ ตีความที่หักล้างโครงสร้างพระธรรมวินัยดั้งเดิมที่สังคมมองว่า เป็นพระธรรมวินัยที่แท้จริงที่มาจากพระพุทธ โอษฐ์และพุทธบริษัทต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุดเพื่อความสง่างามทั้งในปัจจุบันและอนาคตของพระสงฆ์ (เถรวาท) การตีความพระธรรมวินัยเรื่องการเมือง (รวมถึงเรื่องอื่น ๆ) ผิดไปจากวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของ สมณะโพธิรักษ์ ได้นำไปสู่การเป็นผู้กระทำการเสียเองด้วยการสนับสนุนเป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองหนึ่ง แล้วมีการจัดตั้งองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าเรื่องนี้จะมีข้อยุติแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็น ว่า การที่พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองในลักษณะที่ผิดวัตถุประสงค์ในเชิงกิจกรรมทางการเมืองโดยตรง นี้เป็นความล่มสลายของผู้นั้นเอง แม้แต่พระพุทธเจ้าที่ถือว่าเป็นผู้สูงสุดในทางพุทธศาสนา เมื่อพระเจ้าอชาต ศัตรูเข้ามาทูลถามอุบายเรื่องการตีเอาแคว้นวัชชีมาไว้ในอำนาจปกครอง ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าไม่ทรงเฉลยหรือ สนับสนุน แต่พระพุทธเจ้าทรงวางพระองค์เป็นกลางตรัสเป็นกลาง ๆ ในเรื่องนี้ผู้เขียนมองว่า ถ้าหากสมณะโพธิรักษ์ไม่ใช่พระสงฆ์ในองค์กรพุทธศาสนา หรือเป็น สมณะอีกพวกหนึ่ง การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทำได้โดยไม่ผิดพุทธบัญญัติหรือพระธรรมวินัย แต่ถ้ายังเป็น พระสงฆ์อยู่ การกระทำการเสียเองในทางการเมือง พระธรรมวินัยไม่ได้อนุญาตให้ทำได้ เพราะไม่ใช่กิจธุระของ สงฆ์ที่ต้องทำเช่นนั้น แต่ถ้าหากเป็นการแนะนำสั่งสอน วางตัวเป็นกลาง เกี่ยวข้องกับการเมืองในฐานะผู้มุ่งสันติ สุขแก่สังคม ซึ่งรวมถึงสถาบันสงฆ์ด้วย ก็น่าเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ และถูกต้องสอดคล้องกับพระธรรมวินัยในแง่ที่ เป็นการจัดการสังคมหรือเผยแผ่ธรรมเพื่อเป็นการให้สติปัญญาแก่นักการเมืองหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การเมือง
128 อย่างไรก็ตาม ถ้ามองอุดมการณ์ทางการเมืองของสมณะโพธิรักษ์ (สำนักสันติอโศก) ในฐานะ สำนักคิดหนึ่งของสังคมไทยไม่เกี่ยวข้องกับบทบาททางการเมืองของพระสงฆ์ไทย ก็นับว่าเป็นสำนักคิดหนึ่งที่มี ความน่าสนใจในแง่ของวิชาการหรือการทดลองปฏิบัติทางสังคมของผู้คนในสมัยโลกาภิวัตน์ ที่เป็นการเปิด กว้างทางความคิด ที่นักคิดนักวิชาการสมัยปัจจุบันมองว่า เป็นสังคมพหุลักษณ์ ดังนั้น แนวทางเลือกในการ ปฏิบัติเกี่ยวกับการเมืองก็ควรมีหลากหลายแนวทาง เพื่อเป็นการเสนอทางออกของปัญหาทางการเมืองที่มีผล ต่อองค์ประกอบส่วนอื่น ๆ ของสังคม นอกจากนี้ ข้อค้นพบของ สุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง (2533, น. 159-161) ได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบการ พัฒนาประเทศทั่วโลกรวมถึงของไทยด้วยระบบทุนนิยมเสรี เป็นการสร้างมาตรฐานชีวิตที่ผิด ทำให้ผู้คนแปลก แยกจากความจริงของชีวิต ดังจะเห็นได้จากช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้นทุกวัน ๆ ทั้งที่ชีวิตน่าจะ มีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สะท้อนให้เห็นว่า สังคมเกิดปัญหาใน 2 มิติ คือ ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังมิติในแนว ระนาบประการหนึ่ง และปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังมิติในแนวดิ่งอีกประการหนึ่ง ซึ่งก็คือ ปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจ และปัญหาที่เกิดจากกิเลสตัณหาภายในใจของผู้ผลิต ผู้บริโภคและการกระจายผลผลิต และปัญหาเชิง โครงสร้างอีกมิติหนึ่ง คือ การอธิบายหลักพุทธธรรมในกระบวนทัศน์พุทธศาสนากระแสหลักไม่สามารถช่วยให้ เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับกฎธรรมชาติของชีวิต ที่ควบคุมอยู่เบื้องหลังความต้องการส่วนเกินของมนุษย์เท่าที่ควร ทำให้มนุษย์เกิดความมืดมนต่อความจริงส่วนนี้ ณ ที่แห่งนี้จึงเกิดกระบวนการใหม่ทางพุทธศาสนาที่สามารถอธิบายและให้คำตอบต่อความจริง ในการแก้ไขปัญหาทางสังคมที่เกิดจากกระบวนการพัฒนาทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ ซึ่งนักวิจัยเรียกว่า “พุทธศาสนากระบวนทัศน์สันติอโศก” ได้แก่ การสร้างแบบจำลองที่เป็นเสมือนตัวอย่างการทดลองใน ห้องปฏิบัติการทางสังคม เพื่อพิสูจน์ยืนยันถึงความจริงของกฎธรรมชาติที่ควบคุมอยู่เบื้องหลังกิเลสตัณหา อุปาทานของมนุษย์ ตลอดจนพิสูจน์ให้เห็นว่า มนุษย์สามารถจะอาศัยความรู้ ความเข้าใจในกฎธรรมชาติ ดังกล่าว ช่วยขัดเกลาลดละกิเลสตัณหาอุปาทานหรือความต้องการส่วนเกินให้จางคลายลดน้อยลงได้ อันจะ ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ทางสังคมของบุคคลหรือสังคมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการผลิต การบริโภค การกระจายผลผลิตอย่างเป็นธรรม การพัฒนามนุษย์ไปสู่จุดหมายในอุดมคติ ทั้งในระดับจุลภาคที่เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลและ ระดับมหภาคที่เป็นเรื่องของสังคมส่วนรวม ชาวอโศกได้อาศัยปรัชญาปฏิบัตินิยมแบบวิภาษวิธีของพุทธศาสนา ซึ่งสมณะโพธิรักษ์เรียกว่า “กลปรานี” เป็นยุทธศาสตร์ในการทำงานทางศาสนา ที่ถือว่าเป็นสื่อแสดง/วาทกรรม เพื่อให้มนุษย์ได้ประจักษ์ถึงสัจจะภายใต้ “โลกของความจริง” ที่เป็นความสัมพันธ์ในเชิงวิภาษระหว่างสมมติ สัจจะกับปรมัตถสัจจะ สอดคล้องกับข้อค้นพบจากงานวิจัยของ สุวิดา แสงสีหนาท (2549, น. 475-477) ที่ได้ นำเสนอปรัชญาบูรณาการแห่งการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานของความจริง 2 อย่าง คือ สมมติสัจจะและปรมัตถ สัจจะ ผู้เขียนมองว่า อุดมการณ์ทางการเมืองของสำนักสันติอโศกเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากในโลกของ ความจริง เพราะเป็นอุดมการณ์ที่ค่อนข้างสุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง ไม่เป็นไปตามหลักพุทธปรัชญาอย่างแท้จริง
129 ที่เป็น “พุทธปรัชญามัชฌิมาปฏิปทา” ดำเนินไปตามโลกของความจริงทางสังคม ไม่มุ่งต่อต้านหรือโอนอ่อน ผ่อนตามกิจกรรมทางการเมืองจนไร้ทิศทางของพุทธปรัชญาอย่างที่อุดมการณ์ทางการเมืองของสำนักสันติ อโศกดำเนินการอยู่ ซึ่งสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทางการเมืองไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาจาก กลุ่มที่ยึดแนวทางการทำกิจกรรมทางการเมืองสำนักสันติอโศก ที่เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับพุทธบริษัทที่ยึด อุดมการณ์ทางการเมืองของพุทธศาสนากระแสหลักตามแนวทางสายกลาง ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง จึงทำให้ เกิดความขัดแย้งทางความคิดกันขึ้น จนลุกลามต่อไปยังการเมืองนอกกำแพงวัด แล้วส่งผลให้สังคมเสมือนว่า แตกเป็นฝักเป็นฝ่าย หาทางสมานฉันท์กันทางการเมืองลำบากหรือไม่อาจสมานฉันท์กันได้เลย โดยทางออกของการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่มีปัญหาหรือความรุนแรงของพุทธบริษัท ทั้ง กลุ่มพุทธกระบวนทัศน์ใหม่ (สำนักสันติอโศก/อื่น ๆ) และกลุ่มพุทธกระบวนทัศน์กระแสหลัก (เถรวาท) จะต้อง คำนึงถึงประโยชน์สุขของทั้งปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคม เป็นเป้าหมายสูงสุด และสันติสุขตามแนวทาง พุทธปรัชญาอย่างแท้จริง ไม่ใช่จากบุคคล กลุ่มบุคคล และ/หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิดการ ตีความพุทธปรัชญาคลาดเคลื่อนไปจากวัตถุประสงค์ดั้งเดิมก็อาจเป็นได้ 7.1.2 บทบาทด้านการพัฒนาชุมชน: ความหวังและทางออก บทบาทด้านนี้เป็นบทบาทที่ปรากฏอย่างเด่นชัดของพระสงฆ์หรือองค์กรสงฆ์ (วัด) ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุที่พระสงฆ์หรือองค์กรสงฆ์ (วัด) เป็นผู้อยู่ใกล้ชิดและเห็นความเป็นไปของชุมชนทั้งด้าน ที่เป็นปัญหาและด้านที่มีการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านที่มีปัญหา เช่น ปัญหาความเป็นอยู่ ปัญหา ยาเสพย์ติด ปัญหาความอ่อนแอของชุมชน เป็นต้น ดังข้อค้นพบเรื่อง หน้าที่ของพระสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ: แนวคิดและบทบาทของ พระคำเขียน สุวณฺโณ ในการพัฒนาชุมชน ที่ ภัทรพร สิริกาญจน (2535, น. 59) กล่าวไว้ว่า บทบาทของพระสงฆ์ไทยผูกพันกับงานพัฒนาและการแก้ปัญหาของชุมชนมาตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน การที่พระสงฆ์ไทยไม่เพิกเฉยต่อปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน นับเป็นความเมตตาและความ สำนึกในหน้าที่ของพระสงฆ์ตามพุทธบัญญัติอย่างยิ่ง ทำให้ประชาชนไม่ไร้ที่พึ่ง แม้รัฐบาลยังไม่เข้ามา ดำเนินการช่วยเหลือก็ตาม การที่พระสงฆ์จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาสังคม และพัฒนาชุมชนอันเนื่องมาจากพระ วินัยและความต้องการของชาวบ้าน ทำให้พระสงฆ์จำต้องมีวิจารณญาณที่ถี่ถ้วนมากขึ้น มีปัญญามองเห็น การณ์ไกลและมีวิธีการอันถูกต้องดีงาม เพื่อให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาและเป็นที่ไว้วางใจของชาวบ้านได้ตลอดไป งานพัฒนาชุมชนของพระสงฆ์มีหลายด้าน แต่เมื่อประมวลรวบยอดน่าจะได้แก่ การพัฒนาใน 2 ด้าน กล่าวคือ (1) งานพัฒนาด้านวัตถุ (2) งานพัฒนาด้านจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานพัฒนาด้านวัตถุควบคู่กับ จิตใจ เป็นบทบาทที่พระสงฆ์จะต้องทำตามหน้าที่ของพุทธบริษัท ทั้งนับว่าเป็นหน้าที่หนึ่งของพลเมืองที่ดีอีก ด้วย ในฐานะที่พระสงฆ์ก็ถือว่าเป็นประชาชนคนหนึ่งเหมือนกัน และพระสงฆ์ที่โดดเด่นมีด้วยกันหลายรูป ตัวอย่างเช่น พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) แห่งวัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา และพระราชธรรม นิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ) แห่งวัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ทั้งสองรูปนี้มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาชุมชน
130 ให้เกิดความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ โดยไม่ต้องรอภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ ด้วยทั้งสองรูปนี้มีความเพียบพร้อมทั้ง ด้านความรู้ ความสามารถทั้งทางโลกและทางธรรม โดยผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาในอดีตหลายเรื่องได้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญของพระสงฆ์ด้าน การพัฒนาชุมชนทั้งของ อัจฉรา กาญจโนมัย (2528) สุภาพรรณ ณ บางช้าง (2526) พินิจ ลาภธนานนท์ (2527) บรรพต วีระสัย, บุญลือ วันทายนต์, และ อร วีระสัย (2523) จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์ (2525) รวมทั้ง ข้อค้นพบเรื่อง บทบาทของผู้นำทางศาสนากับการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ของ พระธีระพล ชัยยะนุภาพ (2547, น. 119-127) ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบทบาทที่แตกต่างกันของผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยทั้งสอง กล่าวคือ พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) จะมีความโดดเด่นด้านการสังคมสงเคราะห์ชุมชนด้วยทรัพย์สินที่ผู้มี ส่วนร่วมในการวิจัยมีอยู่ โดยการสร้างสาธารณูปโภค/สาธารณูปการ เช่น ถนน สระกักเก็บน้ำ สถานศึกษา โรงพยาบาล ประปาหมู่บ้าน ไฟฟ้าสาธารณะ เป็นต้น จะเห็นว่าเป็นแนวทางการพัฒนาชุมชนที่สามารถยกระดับ ความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระดับหนึ่ง และยังเป็นแนวทางการพัฒนาที่กำลังนำพา ประชาชนและชุมชนก้าวไปสู่การเป็นชุมชนเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส่วนพระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ) มีแนวทางการพัฒนาชุมชนที่มุ่งให้ชุมชนเกิด ความเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ในอนาคต เพราะใช้แนวทางการพัฒนาที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นสำคัญ กล่าวคือ เน้นให้ประชาชนรู้จักทำมาหากิน รู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง และยังได้สอนวิชาชีพระยะสั้นในสาขา ต่าง ๆ เช่น ช่างไม้ ช่างปูน ช่างตีเหล็ก ช่างเชื่อม เป็นต้น ซึ่งประชาชนสามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพเลี้ยง ตัวในอนาคตได้ นอกจากนี้ พระราชธรรมนิเทศ ยังได้จัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ ขึ้นมา เช่น กลุ่มทำน้ำสกัดชีวภาพ กลุ่ม ปลูกพืชตัวยาสมุนไพร กลุ่มทำปุ๋ยหมักตามแนวพระราชดำริ เป็นต้น รวมทั้งการหางานให้ประชาชนทำ เช่น การรับบริจาคของเก่าเพื่อนำมาซ่อมแซมแก้ไขให้กลับมาใช้ได้ใหม่ แล้วนำออกวางจำหน่ายในราคาถูกแก่ผู้ที่ สนใจทั่วไป ทำให้ประชาชนที่เข้ามาทำงานได้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เป็นการช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากที่สังคม มองว่า “เป็นบุคคลชายขอบ/ตกขอบ” ในระดับหนึ่ง และถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการเผยแผ่ศาสนธรรมที่ บูรณาการกับการพัฒนาชุมชนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่มีเพียงผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยทั้งสองนี้เท่านั้นที่มีความโดดเด่นด้านการพัฒนา ชุมชนเข้มแข็ง ยังมีพระสงฆ์อีกมากมายทั่วประเทศที่มีความโดดเด่นด้านนี้ เช่น พระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะ จังหวัดนครราชสีมารูปปัจจุบัน พระบวรปริยัติวิธาน รองเจ้าคณะอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พระครู พิพิธประชานาถ (หลวงพ่อนาน) เจ้าอาวาสวัดสามัคคี จังหวัดสุรินทร์ พระครูศีลวราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดโนน เมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น ดังนั้น เมื่อกล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับบทบาทหลักด้านการพัฒนาชุมชนของ พระสงฆ์ เห็นจะได้แก่ (1) บทบาทด้านการอบรมขัดเกลาจิตใจ (2) บทบาทด้านการส่งเสริมการศึกษา (3) บทบาทด้านการส่งเสริมให้ชุมชนพึ่งตนเอง (4) บทบาทด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน (5) บทบาท ด้านการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น (6) บทบาทด้านการรณรงค์เพื่อลด ละ เลิกอบายมุข (7) บทบาทด้านการ สังคมสงเคราะห์ และ (8) บทบาทด้านการปกครองวัด-บ้าน-โรงเรียน ส่วนบทบาทรองที่ถือว่าสำคัญไม่น้อยไป กว่ากัน เพราะเป็นเครื่องประกอบให้บทบาทหลักบรรลุผล ก็คือ (1) บทบาทด้านการปลุกจิตสำนึก (2) บทบาท
131 ด้านการให้การเรียนรู้ (3) บทบาทด้านการส่งเสริมคุณธรรม และ (4) บทบาทด้านการให้คำปรึกษา ซึ่งบทบาท ทั้ง 4 ประการนี้ พระสงฆ์นักพัฒนาทุกรูปได้ใช้เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาชุมชน จึงสามารถทำให้ชุมชนเกิดความ เข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ 7.1.2.1 ปัจจัยพื้นฐานในงานพัฒนาชุมชน อนึ่ง เมื่อคำนึงถึงความสำเร็จของบทบาทดังกล่าว มีผลการวิจัยหลายเรื่องที่ชี้ให้เห็นผลเชิง ประจักษ์ว่า มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้านทั้งปัจจัยภายใน (คุณสมบัติส่วนตัว) และปัจจัยภายนอก (บุคลากร ทรัพยากร หรือการมีส่วนร่วม เป็นต้น) ดังข้อค้นพบเรื่อง “บทบาทพระสงฆ์ในการพัฒนาชนบท ศึกษากรณี: พระเทพสีมาภรณ์กับการพัฒนาชนบทในจังหวัดนครราชสีมา” ของ พระมหาไพสิทธิ์ สัตยาวุธ (2542, น. 110-113) ได้ชี้ให้เห็นว่ามีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ กล่าวคือ (1) การเข้ากับคน (2) การเข้า กับงาน และ (3) การเข้ากับแผน นอกจากนี้ ปัจจัยที่ถือว่ามีความสำคัญยิ่งในทางวิธีวิทยาการพัฒนาชุมชน ก็ คือ พระสงฆ์จะต้องคำนึงถึงวิธีการเชิงบูรณาการในการพัฒนา โดยจะต้องมีการประยุกต์หลักพุทธธรรมให้ สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการประสานงานระหว่างองค์กร และการไม่มีผลประโยชน์ส่วนตน ที่ถือว่า เป็นความเสียหายอย่างยิ่งในงานพัฒนา พร้อมกันนี้ นักวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญของ พระสงฆ์นักพัฒนาที่ส่งผลถึงความสำเร็จหรือล้มเหลว ก็คือ การไม่มีบุคลากรที่จะสานต่องานทั้งในปัจจุบันและ อนาคต หรือการขาดองค์กรที่จะสนับสนุนงานพัฒนาชุมชนให้ดำเนินไปได้ในอนาคต อย่างไรก็ดี จากความสำเร็จหรือล้มเหลวของงานพัฒนาชุมชนในลักษณะที่ผ่านมา ได้นำไปสู่ข้อ ค้นพบจากงานวิจัยที่เสนอแนะว่า จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้าง และพระสงฆ์ควรจะมีบทบาทต่อการพัฒนา สังคมไทยในอนาคตอย่างไร เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ในฐานะที่พระสงฆ์เป็นทั้งความหวัง และทางออกของชุมชนและสังคมทั้งที่เป็นมาในอดีตจนถึงปัจจุบันและจะเป็นไปในอนาคต 7.1.2.2 ทิศทางและแนวโน้มบทบาทพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชน/สังคมในอนาคต ข้อค้นพบจากงานวิจัยเรื่อง “บทบาทของพระสงฆ์ไทยใน 2 ทศวรรษหน้า (2541-2560)” ที่ เสนอโดย สุภา อุทโท (2541, น. 97-102) พบว่า ภาพรวมของสังคมไทยในอนาคต (ทศวรรษหน้า) สังคมไทย จะมีการเชื่อมโยงกับสังคมโลกมากขึ้น มีลักษณะความเป็นนานาชาติ นานาพันธุ์ มีวัฒนธรรม และมีวิถีชีวิตที่ หลากหลายหรือที่เรียกภาษาวิชาการว่า “สังคมพหุลักษณ์” (pluralism) ชนบทจะขยายเป็นตัวเมืองมากขึ้น และเป็นฐานการผลิตของเมือง ขณะที่การติดต่อสื่อสารจะทำผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย อีกด้านหนึ่งคนไทยจะมี ลักษณะเป็นผู้ตามกระแสมากกว่าผู้นำ ทำให้ระบบการสื่อสารมวลชนและธุรกิจโฆษณามีอิทธิพลชี้นำความคิด และพฤติกรรมด้านต่าง ๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโฆษณาชวนเชื่อด้านการเมืองที่มีอิทธิพลต่อด้านอื่น ๆ จนมีผู้ กล่าวว่า ทุกวันนี้การทำรัฐประหารมิใช่กระทำโดยทหาร แต่เป็นการทำรัฐประหารทางสื่อ) ของสังคม ผนวกกับ กระแสวัฒนธรรมบริโภคนิยมที่เข้มข้น ด้วยเหตุปัจจัยนี้จะทำให้เกิดเป็นสังคมที่ผู้คนเห็นแก่ตัว แข่งขันกันดำรง ชีพ จนเกิดภาวะวิกฤติขึ้น เช่น ปัญหาเด็กและคนชราถูกทอดทิ้ง ปัญหาความรุนแรงทางสังคม เป็นต้น ส่วนผู้คนอีกส่วนหนึ่งจะหันไปพึ่งพาไสยศาสตร์ โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้ส่งเสริมและไม่ยอมเข้าไป แก้ปัญหา แต่ก็ยังมีผู้คนอีกส่วนหนึ่งหันไปให้ความสำคัญแก่เรื่องจิตใจ (พุทธปรัชญาที่เป็นสารธรรม) สรุปว่า
132 สังคมไทยจะมีการพัฒนาในระบบต่าง ๆ มากขึ้น แต่เป็นการพัฒนาที่เน้นการเติบโตทางวัตถุหรือบริโภคนิยม แต่การพัฒนาด้านจิตวิญญาณจะค่อย ๆ เสื่อมลง ๆ สวนกระแสกับหลักคำสอนทางพุทธศาสนา จนอาจจะ เรียกว่า หาทางบรรจบกันไม่ได้ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ทราบความเป็นไปของสังคมเช่นนี้แล้ว นักวิจัยจึงได้เสนอว่า พระสงฆ์ควรมีบทบาทที่สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน กล่าวคือ (1) บทบาทต่อตนเอง (2) บทบาทต่อองค์กร (วัด) และ (3) บทบาทต่อสังคม ดังนั้น พระสงฆ์ในฐานะที่เป็นสื่อบุคคลสำคัญของพุทธศาสนา ควรมีการศึกษาทั้งปริยัติและ ปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จทางปฏิเวธตามความรู้ความสามารถของตน พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ให้มีความรู้ ความสามารถทั้งทางโลกและทางธรรม อันจะเป็นที่พึ่งแก่สังคมได้ ซึ่งบทบาทนี้นักวิจัยเรียกว่า “บทบาทต่อ ตนเอง” เมื่อพระสงฆ์มีคุณสมบัติส่วนตัวที่พร้อมจะทำงานเพื่อพระศาสนาและสังคมแล้ว พระสงฆ์จะต้อง มีแนวทางการบริหารจัดการองค์กร (วัด) ของตนให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม สะอาด สงบ ร่มเย็น เหมาะแก่การเข้าไปทำบุญกุศลและประพฤติปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชนในโลกสมัยใหม่ รวมถึงจะต้องมี กิจกรรมที่หลากหลายเพื่อพัฒนาคุณธรรมของผู้คน พัฒนาอาชีพ พัฒนาวัด นอกจากนี้องค์กรสงฆ์ควรมีการ จัดตั้งวิทยาลัยเพื่ออบรมถวายความรู้แก่พระสงฆ์ พระสังฆาธิการให้ครอบคลุมทั่วประเทศและปรับปรุง พระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ให้มีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป บทบาทนี้นักวิจัยเรียกว่า “บทบาทต่อองค์กรสงฆ์” เพื่อให้กิจการพระศาสนาและการพัฒนาสังคมสำเร็จผล พระสงฆ์จะต้องมีการเรียนรู้และวิจัย สังคมให้มากขึ้นว่า สังคมมีปัญหาอะไร สังคมต้องการอะไร ทางออกของสังคมคืออะไร และการแก้ปัญหาสังคม จะต้องทำอย่างไร โดยให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย ซึ่งนักวิจัยเรียกว่า “บทบาทต่อสังคม” ดังนั้น พระสงฆ์ ในยุคโลกาภิวัตน์จะต้องรู้จักประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์บ้านเมือง ด้วยการสอนศีลธรรม จริยธรรมแก่ผู้คนทุกระดับทั้งในวัดและนอกวัด พระสงฆ์จะสั่งสอนผู้คนอยู่แต่ในวัดที่เรียกว่า การสอนเชิงรับ ไม่ได้อีกต่อไป จะต้องออกไปเทศนาสั่งสอนผู้คนนอกวัดที่เรียกว่า การสอนเชิงรุกให้มากขึ้น ทำหน้าที่เป็นที่ ปรึกษาด้านวิชาความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม พุทธศาสนาจึงจะเป็นสถาบันที่มีคุณค่าในโครงสร้างสังคมไทย ที่สามารถให้การอบรมสั่งสอนผู้คนตามความต้องการของเขา และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ก็คือ พระสงฆ์ใน ฐานะที่อยู่ใกล้ชิดและรับรู้ปัญหาของชุมชน จะต้องมีความรับผิดชอบต่อธรรมชาติที่เป็นบ่อเกิดของพุทธ ปรัชญาและพุทธศาสนา ด้วยการปลุกจิตสำนึกให้ชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ถือว่า เป็นต้นทุนทางสังคมของชุมชนที่สำคัญที่สุด สงเคราะห์คนจนคนด้อยโอกาส ประสานงานกับองค์กรระดับต่าง ๆ ส่งเสริมและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมการแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยกระบวนการกลุ่ม เช่น กลุ่มสัจจะ สะสมทรัพย์ กลุ่มนักสืบสายน้ำ เป็นต้น ข้อค้นพบของ สุภา อุทโท (2541) สอดคล้องกับผลการศึกษาของ George M. Beal (1949, อ้างถึงใน พระมหาไพสิทธิ์ สัตยาวุธ, 2542, น. 94-95) ในเรื่อง บทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งพอสรุป ประเด็นได้ว่า ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (การพัฒนาชุมชน) จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างน้อย 6 ประการ
133 ด้วยกัน กล่าวคือ จะต้องเป็นนักค้นคว้าวิจัยอยู่เสมอ เป็นนักการศึกษาด้วยการเผยแผ่ภูมิธรรมภูมิปัญญาที่มีอยู่ แก่ศาสนิกชนตามโอกาสและความสามารถ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในเรื่องราวต่าง ๆ แก่ผู้คนที่เข้าไปหา รวมทั้งเป็นผู้อำนวยความสะดวกแก่ชุมชน หมายความว่า จะต้องสนับสนุนส่งเสริมชุมชนให้เขาสามารถ ตัดสินใจแก้ปัญหาและพัฒนาด้วยตนเอง เป็นผู้รวมกลุ่ม กล่าวคือ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการพัฒนาชุมชนด้วย การทำให้ดู อยู่ให้เห็น ซึ่งจะเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ/ศรัทธาของผู้คน และประการสุดท้ายจะต้องเป็นผู้ที่มีระบบการ บริหารจัดการอย่างดี เพื่อให้แผนงานหรือนโยบายที่ได้มอบหมายให้ชุมชนไปปฏิบัติเกิดประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล 7.1.3 บทบาทด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม: พุทธนิเวศวิทยาด้านการควบคุมทางสังคม อย่างไรก็ดี ยังมีบทบาทหลักอีกบทบาทหนึ่งที่พระสงฆ์ร่วมเกี่ยวข้องอยู่เสมอทุกยุคทุกสมัย ตราบ เท่าที่สังคมชนบทยังไม่สามารถดูแลความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินที่ตนอาศัยอยู่ได้ ที่เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำ ของชุมชน และในฐานะที่พระสงฆ์เป็นผู้ที่ต้องอาศัยธรรมชาติเพื่อจุดประสงค์หลายประการ เช่น การปฏิบัติ ธรรม การเผยแผ่ธรรม พระสงฆ์จึงนิ่งดูดายไม่ได้ที่จะปล่อยให้ระบบนิเวศที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับมนุษย์ให้ เสียหายไป ดังนั้น พระสงฆ์จึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในที่ ๆ ตนอาศัยอยู่ ด้วยการบริหารจัดการบนฐานพุทธปรัชญา ในที่นี้ผู้เขียนจะเรียกว่า “พุทธนิเวศวิทยา” ข้อค้นพบจากงานวิจัยเรื่อง บทบาทพระสงฆ์และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่า ใน บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของ พระอุปกรณ์ ชูเชื้อ (2544, น. 148-152) พบว่า เมื่อพระสงฆ์มองเห็นปัญหา จึงหาวิธีการเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นจากตัวมนุษย์ก่อน กล่าวคือ พระสงฆ์จะเริ่มต้นด้วยการเข้าไปให้ การศึกษาแก่ประชาชน เพื่อให้มองเห็นประโยชน์ของป่าที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตชุมชนในทุกด้านและแนวทางการ ดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างสอดคล้องสมดุลกับสิ่งแวดล้อม (ป่า) ตัวอย่างเช่น พระครูสุภาจารวัฒน์ (หลวงพ่อสีหา) เจ้าคณะตำบลนาโส่ จังหวัดยโสธร เป็นพระนักพัฒนาที่มี บทบาทโดดเด่นด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการประยุกต์วันพระให้มีการเทศนาและรับฟังปัญหาจากญาติ โยมที่มาร่วมทำบุญกันมากมาย เมื่อรับทราบปัญหาแล้ว ก็จะร่วมกันทำกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริม กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน โดยครอบคลุมเนื้อหาทั้ง 4 ด้าน มิใช่เพียงแค่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น ได้แก่ ด้านสังคม ให้ชุมชนยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ด้วยการยึดเอาประโยชน์ ของชุมชนมากกว่าประโยชน์ตน ด้านเศรษฐกิจ ให้มีการดำเนินกิจกรรมบนฐานของการพึ่งพาตนเองแบบพออยู่ พอกินและพอเพียง ด้านวัฒนธรรม ให้ความสำคัญแก่ขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นแนว ทางการดำเนินชีวิตของชุมชน ด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญแก่ระบบความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อ วิถีชีวิตชุมชนและวิถีชีวิตชุมชนก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย อย่างไรก็ดี บทบาทผู้นำการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ไม่ได้มีมิติเพียงแค่การพัฒนาทาง กายภาพเท่านั้น แต่จุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมากกว่านั้น ก็คือ การพัฒนาด้านจิตวิญญาณของชุมชนด้วย
134 กิจกรรมอันหลากหลาย กล่าวคือ การจัดโครงการธรรมสัญจร การประสานความขัดแย้งในชุมชน อบรมศีลธรรม จริยธรรม ร่วมกันทำความสะอาดวัด ปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่นเพื่อเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม และการให้คำแนะนำ ส่งเสริมการประกอบอาชีพ เช่น การปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน ทำการเกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ เกษตร ปลอดสารพิษ ธุรกิจชุมชน ตลอดจนเป็นผู้นำด้านกิจกรรมกลุ่ม เช่น กลุ่มสมุนไพร กลุ่มโรงสีข้าว เป็นต้น จน เกิดการดำเนินกิจกรรมที่แฝงด้วยจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการนำชุมชนปลูกป่า จัดทอดผ้าป่าต้นไม้ กิจกรรมต้นไม้เพื่อชีวิต ส่งเสริมจิตสำนึกรักษ์ป่าชุมชน ทำให้ชุมชนร่วมแรงร่วมใจกันอนุรักษ์ป่าที่เป็นต้นทุน ทางสังคมที่สำคัญที่สุด ด้วยแนวทางดังกล่าว จึงทำให้ชุมชนอยู่ดี กินดี มีความสุข และมีทัศนคติที่ดีต่อพระสงฆ์ ต่อบทบาทพระสงฆ์และต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งทางกายภาพและทางสังคม ดังที่ พระอุปกรณ์ ชูเชื้อ (2544, น. 150) กล่าวไว้ว่า แนวทางดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่ดีต่อพระสงฆ์ ต่อ กิจกรรมและต่อบทบาทการอนุรักษ์ป่าของพระสงฆ์ เกิดการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกที่ดีต่อป่า และเข้ามามีส่วน ร่วมในการแก้ไขปัญหาชุมชน ตลอดจนการอนุรักษ์ป่า โดยอาศัยการร่วมคิดค้นหาสาเหตุของปัญหา แสวงหา ทางเลือกเพื่อแก้ไขและแนวทางการดำเนินการร่วมกัน ตลอดจนการรับผลประโยชน์จากกิจกรรมร่วมกันของ ชุมชน อันเกิดจากการประสานความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกชุมชน นอกจากนี้ ยังมีพระสงฆ์อีกมากมายหลายรูปที่เป็นผู้นำด้านนี้ เช่น พระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะ จังหวัดนครราชสีมา พระครูบรรพตสุวรรณกิจ (หลวงพ่อคำเขียน) เจ้าคณะตำบลหนองขาม จังหวัดชัยภูมิ จนทำให้ เกิดกฎกติกาหรือจิตสำนึกร่วมต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกิดภาวะที่เรียกในทางสังคม วิทยาว่า “การควบคุมทางสังคม” (social control) ที่อยู่บนฐานพุทธปรัชญาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะนำไปสู่การ พัฒนาชุมชนในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาจิตวิญญาณที่เป็นผลมาจากจิตสำนึกอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของพระสงฆ์ที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรือ ล้มเหลว ก็คือ การถูกตั้งคำถามว่า บทบาทด้านนี้สอดคล้องกับพระธรรมวินัยหรือไม่? แต่ก็ถือว่าไม่เป็นปัญหาและ อุปสรรคที่สำคัญ เพราะหลักพุทธบัญญัติได้วางบทบาทพระสงฆ์ไว้กว้าง ๆ ว่า พระสงฆ์มีบทบาทหน้าที่ใน การศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม เผยแผ่ธรรม และรักษาธรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากบทบาทหน้าที่ดังกล่าวนี้ นับว่าพระสงฆ์ที่เป็นผู้นำในการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมได้ทำงานที่สอดคล้องกับหน้าที่ของตนตามพุทธบัญญัติ และสอดคล้องกับหลักการพัฒนาชุมชน โดยทั่วไป กล่าวคือ การพัฒนาจิตใจเป็นพื้นฐาน การพึ่งตนเอง การทำตามหน้าที่ การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ความต่อเนื่องในการทำงาน รวมทั้งสอดคล้องกับหลักการพัฒนาตามพุทธบัญญัติ กล่าวคือ การพัฒนาจิตใจเป็น พื้นฐาน การพัฒนาเพื่อความพ้นทุกข์ การทำลายกิเลสตัณหา การส่งเสริมการทำหน้าที่ การส่งเสริมการ พึ่งตนเอง (ดัดแปลงจาก ภัทรพร สิริกาญจน, 2535, น. 106-120) แต่ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาชุมชน (การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม) ก็คือ ความเห็น ไม่ตรงกัน ขาดความร่วมมือ ผลประโยชน์ทับซ้อน จิตใจไม่พัฒนาของคน ดังที่ ภัทรพร สิริกาญจน (2535, น. 82) กล่าวไว้ว่า “อุปสรรคที่ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าในงานพัฒนาดังกล่าวที่เด่นชัด ได้แก่ ความไม่เข้าใจและไม่
135 ไว้วางใจซึ่งกันและกัน การไม่มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง อิทธิพลของระบบทุนนิยม และจิตใจอันไม่พัฒนาของ ผู้เกี่ยวข้อง” สำหรับทางแก้ปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว ผู้เขียนมองว่า พระสงฆ์จะต้องเริ่มแก้ที่ตัวบุคคลก่อน ด้วยการมีนโยบายและแผนงานที่ชัดเจนในการดำเนินการ ต่อจากนั้น จึงโน้มน้าวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาร่วม ปรึกษาหารือกันเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ และต้องอาศัยการปฏิบัติจริงของพระสงฆ์ ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตน อดทนอดกลั้นต่อปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ และพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขอย่างไม่ท้อถอย ด้วยการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมอย่างมีสติและมีกิจกรรมอันหลากหลายในการพัฒนา จึงจะประสบผลสำเร็จได้ ดังมี รายละเอียดต่อไปนี้ 7.2 การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม: จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ ผลจากการสำรวจสังเคราะห์งานวิจัยในสองประเด็นที่ผ่านมา กล่าวคือ แนวคิดพุทธปรัชญาและ บทบาทพระสงฆ์ ทำให้ผู้เขียนได้ตระหนักว่า ความสำเร็จหรือล้มเหลวในการพัฒนาชุมชน/สังคม ไม่ใช่เพียง การมีความเข้าใจที่ถ่องแท้ในหลักพุทธปรัชญาและทราบถึงการกระทำตามบทบาทพระสงฆ์เท่านั้น แต่พระสงฆ์ ต้องมีความชำนาญในการปรับประยุกต์หลักธรรมตามบทบาทให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมอย่าง เฉพาะเจาะจงด้วย เช่น การประยุกต์หลักศีล 5 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วยการไม่เบียดเบียนใส่ร้าย กัน เป็นต้น หมายความว่า การที่พระสงฆ์จะประยุกต์หลักธรรมให้เห็นเป็นรูปธรรมได้นั้น ส่วนหนึ่งที่เป็นภูมิ หลังที่สำคัญ ก็คือ หลักพุทธปรัชญา เมื่อพระสงฆ์ศึกษาหลักพุทธปรัชญาเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็นำหลัก พุทธปรัชญานั้นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสังคม ซึ่งก็คือ การแสดงออกในบทบาทต่าง ๆ ดังกล่าวมาใน ประเด็นที่สอง ถ้าจะเปรียบเทียบบทบาทและการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ก็เปรียบเสมือน เหรียญที่มีสองด้านเสมอ ด้านหนึ่งเป็นการแสดงตามบทบาท อีกด้านหนึ่งเป็นการประยุกต์ใช้พุทธธรรมตาม บทบาท และมีหลักพุทธปรัชญาเป็นแกนกลางในระบบการพัฒนาสังคมตามบทบาทและการประยุกต์ใช้พุทธ ธรรม ฉันใดก็ฉันนั้น อย่างไรก็ดี จากการสำรวจสังเคราะห์งานวิจัยที่ศึกษาด้านนี้ ปรากฏงานวิจัยหลายเรื่องที่แสดงให้ เห็นถึงการประยุกต์ใช้พุทธธรรมอย่างได้ผล สามารถนำชุมชนที่ถือว่าเป็นเป้าหมายหลักในการปรับประยุกต์ใช้ พุทธธรรมของพระสงฆ์ให้หลุดพ้นจากวงจรที่เรียกในภาษาทางเศรษฐกิจว่า “โง่ จน เจ็บ” อย่างเห็นเป็น รูปธรรม พร้อมกันนี้ยังสามารถปรับประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาจิตใจควบคู่กับการพัฒนาวัตถุธรรม เหล่านั้นได้อย่างลงตัวอีกด้วย ข้อค้นพบจากงานวิจัยเรื่อง การประยุกต์ใช้พุทธธรรมกับการทำกิจกรรมในชุมชนของพระสงฆ์ กลุ่มเสขิยธรรม โดย พระมหาจรูญโรจน์ ปาโส (2545, น. 141-142) แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้พุทธธรรม ในการพัฒนาชุมชนอย่างได้ผล ทั้งในเรื่องความเป็นอยู่ การศึกษา การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาจิตใจ ด้วยการปรับประยุกต์พุทธธรรมในการทำกิจกรรมที่หลากหลายใน ประเด็นดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อสอดแทรกพุทธธรรม ได้แก่ศีล 5 อริยสัจ 4 หลักไตรสิกขา รวมทั้งหลักพรหมวิหารธรรม
136 ฆราวาสธรรม และทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ รวมถึงหลักธรรมขั้นพื้นฐานอื่น ๆ เช่น ความสามัคคี การไม่มีอคติ หลักอปริหานิยธรรม เป็นต้น เข้าไปในชีวิตประจำวัน จนสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้นทั้ง กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม 7.2.1 หลักการในการทำงาน: อริยมรรคาเพื่อสร้างจิตสำนึกชุมชน อย่างไรก็ตาม การที่พระสงฆ์จะประยุกต์หลักธรรมให้เห็นเป็นรูปธรรมได้นั้น พระสงฆ์จะต้องมี หลักการในการดำเนินงานเชิงบูรณาการ ดังข้อค้นพบจากงานวิจัยของ พระมหาจรูญโรจน์ ปาโส (2545, น. 143-144) และงานวิจัยเรื่อง บทบาทพระสงฆ์ในการนำหลักธรรมมาใช้ทำกิจกรรมงานพัฒนาชุมชน เพื่อลด ละ เลิกอบายมุข: ศึกษาเฉพาะกรณีพระครูศีลวราภรณ์ (เฉลิม ฐิติสีโล) ของ วิเชียร ชาญณรงค์ (2547, น. 58-60) ได้แสดงให้เห็นว่า พระสงฆ์ส่วนใหญ่มีหลักในการทำงานไม่แตกต่างกันนัก แต่มีเป้าหมายในทิศทาง เดียวกัน คือ การเน้นการพัฒนาด้านจิตใจของผู้คนเป็นหลัก โดยสรุปมีหลักการดังต่อไปนี้ คือ (1) การปลูกฝัง ธรรมะในจิตใจ เพื่อให้ปรับเปลี่ยนทัศนคติในการดำเนินชีวิตเสียใหม่ เช่น หลักอิทัปปัจจยตา (2) การเคารพ ธรรมชาติและการรักษาความสมดุลของธรรมชาติ เช่น วิธีการบวชป่า วิธีการทอดผ้าป่าต้นไม้ เพื่อให้ผู้คน มองเห็นความสัมพันธ์เชิงเกื้อกูลระหว่างชีวิตกับธรรมชาติ (3) การพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจและการเดินทางสาย กลาง คือ การกินอยู่แต่พอดี ซึ่งจะทำให้ชีวีมีสันติสุข (มัตตัญญุตาและสมชีวิตา) (4) การรักษาระเบียบวินัยและ การมีมนุษยสัมพันธ์ ที่อยู่บนพื้นฐานของศีล 5 และพรหมวิหารธรรม (5) การประสานงานกันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน (บวร) ซึ่งจะนำไปสู่การประสานกันทั้ง 3 ด้าน ทั้งทางกาย วาจา ใจ (6) การสร้างความเข้าใจใน บทบาทพระสงฆ์นักพัฒนา ซึ่งผู้คนทั่วไปยังมีความเคลือบแคลงสงสัยว่า เหมาะสมกับสมณสารูปและกิจของ สงฆ์หรือไม่ (7) การให้สิ่งตอบแทน หมายถึง การเอาสิ่งไม่ดีออกไปแล้วเอาสิ่งที่ดีมาตอบแทน (8) การให้รางวัล แก่ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามครรลองคลองธรรม ด้วยการยกย่องเชิดชูเกียรติและวัตถุสิ่งของ และ (9) การ ติดตามประเมินผล จะติดตามงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เมื่อพบเห็นปัญหาก็จะศึกษาดูว่า มีเหตุปัจจัยอะไร ที่ทำให้งานนั้นไม่บรรลุผล มีเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้คนไม่พัฒนา แล้วค่อยศึกษาหาแนวทางแก้ไข จากหลักการ เหล่านี้ได้ทำให้ผู้คนเกิดจิตสำนึกเพื่อจะพัฒนาตนเองและชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์รู้ว่า ผู้คน/ชุมชนเกิดจิตสำนึกร่วม จึงนำลงสู่ภาคปฏิบัติทางสังคมด้วยวิธีการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมที่หลากหลาย ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาบนฐานพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการ ศาสตร์ 7.2.2 วิธีการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในกิจกรรมชุมชน: มรรควิธีสู่สันติสุขในการพัฒนาชุมชน แต่ผลการวิจัยเน้นให้เห็นถึงวิธีการแก้ปัญหาด้านความเป็นอยู่และสันติสุขของชุมชนเป็นสำคัญ ดังข้อค้นพบของ พระมหาจรูญโรจน์ ปาโส (2545, น. 112-123) ที่สอดคล้องกับข้อค้นพบเรื่อง การ
137 ประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนด้วยกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ เพื่อพัฒนา คุณธรรมครบวงจรชีวิต: กรณีศึกษา บ้านหนองน้ำจืด ตำบลท่าพริก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ของ อนันต์ แม้นพยัคฆ์ (2549, น. 87-121) กล่าวคือ พระสงฆ์ได้มีวิธีการประยุกต์หลักธรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของ ประชาชนผ่านกิจกรรมกลุ่มเพื่อการพัฒนาใน 3 ด้าน คือ (1) ด้านมนุษย์ (2) ด้านสังคมและเศรษฐกิจ และ (3) ด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ คือ (1) การฝึกอบรม เช่น การปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนา กรรมฐาน ทั้งภายในวัดและนอกวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอกวัด ซึ่งถือว่าเป็นการเผยแผ่ธรรมเชิงรุก และการเข้า ค่ายจริยธรรม เช่นค่ายพุทธบุตร กิจกรรมส่วนนี้เน้นที่เยาวชนเป็นหลัก ใช้เวลาไม่มากเพียง 3-5 วัน หรืออย่าง มากก็ไม่เกิน 1 เดือน (2) การส่งเสริมการรวมกลุ่ม ด้วยกระบวนการกลุ่มที่หลากหลาย เช่น การบวชสามเณร ภาคฤดูร้อน การบวชชีพราหมณ์ หรืออาจจะเป็นกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์กลุ่มเกษตรเพื่อธรรมชาติ กลุ่มเด็กใจ วิเศษ เป็นต้น (3) การใช้พิธีกรรม กล่าวคือ พระสงฆ์จะเป็นผู้นำในการทำพิธี อาจจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนา โดยตรงหรือพิธีกรรมอื่น ๆ ที่ใช้หลักศาสนาเป็นตัวเชื่อม เช่น กิจกรรมการเดินธรรมยาตราเพื่อทะเลสาบ สงขลา การบวชป่า การปลูกป่า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เข้ากับรูปแบบวิถีชีวิตของผู้คนอยู่แต่เดิม คือ ความเชื่อเรื่องผี ป่า ผีน้ำ และ (4) การรณรงค์ หมายถึง พระสงฆ์จะมีการเทศน์สั่งสอน (ซึ่งในมุมมองหนึ่ง อาจจะเรียกว่า เทคนิควิธีการ ก็ได้) เพื่อให้สติแก่พุทธศาสนิกชนเพื่อให้ลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ที่บั่นทอนชีวิตให้ ตกต่ำ พร้อมทั้งให้ตั้งอยู่ในคุณธรรม จริยธรรม เช่น ศีล 5 ซึ่งก็คือ การรณรงค์ให้สมาทานตั้งมั่นอยู่ในหลักละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตใจให้ผ่องใสนั่นเอง 7.2.3 เทคนิควิธีเชิงบูรณาการ: เครื่องมือการพัฒนาเชิงพุทธ นอกจากนี้ ผลการสังเคราะห์งานวิจัยส่วนหนึ่งได้ชี้ให้เห็นว่า พระสงฆ์ยังมีเทคนิควิธีเชิงบูรณา การอย่างอื่นอีกเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า พระสงฆ์ได้ใช้เทคนิควิธีการที่ หลากหลายตามแต่ภูมิภาคและท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วยการปรับประยุกต์วิธีการทางโลกให้ควบคู่ไปกับวิธีการทาง ธรรม กล่าวคือ ถ้าเป็นวิธีการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรม เช่น กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ คณะกรรมการกลุ่มก็จะมี เทคนิคเงื่อนไขการจ่ายสวัสดิการ คือ ถ้าใครทำดี มีความสม่ำเสมอในการรวมกลุ่มทำกิจกรรมเพื่อสังคม ไม่ดื่ม เหล้า หรือเล่นอบายมุข เมื่อเกิดเจ็บป่วย คณะกรรมการก็จะพิจารณาให้เงินช่วยเหลือรักษาพยาบาล หรือ พิจารณาหักเงินสวัสดิการ หากว่าสมาชิกไม่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง เช่น ไม่เตรียมเงินมาให้ครบพอดี ในการจ่ายเงินสะสมรายเดือน หรือไม่เข้าแถวในเวลาส่งเงิน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เทคนิควิธีการเพื่อให้การประยุกต์ใช้พุทธธรรมอย่างได้ผลยังมีอีกมากมาย ดังข้อ ค้นพบของ วิเชียร ชาญณรงค์ (2547, น. 79-106) ได้แสดงถึงเทคนิควิธีการ 6 ประการ คือ การกระตุ้น/ปลุก จิตสำนึก การสื่อด้วยป้ายศาสนสุภาษิต การสื่อด้วยการเทศนา/บรรยายธรรม การสื่อด้วยกิจกรรม การสื่อที่ใช้ กับบุคคลทั่วไป และการสื่อที่ใช้กับบุคคลเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเทคนิควิธีการดังกล่าวได้เน้นที่การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยที่พระครูศีลวราภรณ์ได้นำมาปรับประยุกต์ให้เข้ากับชุมชน บริบทของชุมชน และสถานการณ์ทางสังคมที่
138 อบายมุขกำลังคุกคามอย่างหนัก ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน เช่น คนที่ยากจนอยู่แล้ว ถ้าเล่นอบายมุข ก็จะทำให้ยากจนมากขึ้น หรือการขาดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สอดคล้องกับข้อค้นพบเรื่อง “บทบาทพระสงฆ์ในการส่งเสริมองค์กรชุมชนเพื่อสร้างทุนชุมชน ศึกษาเฉพาะกรณี: กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ จังหวัดตราด” ของ วิสมัญญา ทุยไธสงค์ (2544, น. 74-75) ที่แสดงให้เห็นถึงการส่งเสริมการประยุกต์ หลักธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจของผู้คนด้วยเทคนิควิธีการ 4 ประการ กล่าวคือ การปลุกเล้าคุณธรรม การลองผิด ลองถูก การตรวจสอบซึ่งกันและกัน และการอ้างอิงบุคคล/สถานที่ ที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยกลุ่มสัจจะ สะสมทรัพย์ โดยมีพระสงฆ์ (พระสุบิน ปณีโต และพระสงฆ์ในชุมชน) เป็นผู้นำ โดยใช้ระบบเศรษฐกิจเป็นสื่อนำ และตามด้วยระบบศีลธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศีล 5 จนสามารถแก้ปัญหาเรื่องปากท้องและการขาดศีลธรรม ได้ในระดับหนึ่ง เมื่อกล่าวโดยสรุป การที่พระสงฆ์ (พุทธบริษัท) จะปรับประยุกต์พุทธธรรมให้สอดคล้องกับการ ดำเนินชีวิตของปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคม ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลนั้น พระสงฆ์ (พุทธบริษัท) จะต้องคำนึงถึงทั้งหลักการ วิธีการ และเทคนิควิธีการ ให้บูรณาการและรอบด้าน โดยหลักการบ่ง บอกให้ทราบถึงคุณสมบัติส่วนตัวของพระสงฆ์ (พุทธบริษัท) ว่า มีศักยภาพพอหรือไม่ในการพัฒนาชุมชนไปสู่ ความเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ในยุคโลกาภิวัตน์ วิธีการจะบอกให้รู้ว่า พระสงฆ์ (พุทธบริษัท) ควรแสดงท่าทีอย่างไร ต่อปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในระดับโครงสร้างส่วนลึก ส่วนล่าง และส่วนบน อีก ทั้งเทคนิควิธีการจะบอกให้รู้ว่า พระสงฆ์ (พุทธบริษัท) ควรจะปรับเปลี่ยนทั้งหลักการ วิธีการ ให้เหมาะสมกับ บริบทของสังคมอย่างไร อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของทั้งปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคมใน ที่สุด 7.3 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม: เป้าหมายการพัฒนาเชิงพุทธปรัชญา ผลจากการสำรวจสังเคราะห์แนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมของพระสงฆ์/พุทธ บริษัทชี้ให้เห็นว่า ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเชิงพุทธด้วยการส่งเสริมการพัฒนาปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคม และด้วยการร่วมกันทำกิจกรรมที่ส่งเสริมจริยธรรมทางสังคม 2 ระดับ กล่าวคือ ระดับ ปฏิบัติการและระดับแนวคิดทฤษฎี เช่น ผลที่เกิดขึ้นจากการตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ โดยพระสงฆ์ (พระสุบิน ปณีโต) จากจุดเริ่มต้นด้วยการสงเคราะห์ชุมชนในรูปแบบของการให้เปล่า นำสิ่งของไปช่วยเหลือ มอบเป็น ทุนการศึกษาหรือการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ จนถึงการส่งเสริมให้ชุมชน (สังคม) มีส่วนร่วมในการพัฒนา ด้วยการปลุกจิตสำนึก การปลูกฝังธรรมะในจิตใจ การจัดอบรม การส่งเสริมการพัฒนาชุมชน การส่งเสริม คุณธรรม โดยอาศัยปสาทะศรัทธาที่มีต่อพระสงฆ์เป็นทุนเดิม กระบวนการพัฒนาที่เกิดจากการมีส่วนร่วมระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน (บวร) ที่มีพระสงฆ์เป็น ผู้นำ ได้ก่อให้เกิดขบวนการพัฒนาที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่ม/องค์กรชุมชน นำไปสู่กิจกรรมการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีกิจกรรมของกลุ่มที่หลากหลาย เช่น การสะสมทรัพย์ การปล่อยกู้ กองทุนชุมชน กองทุน
139 ฌาปนกิจ เพื่อสร้างเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง เป็นแนวทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่าง ยั่งยืนได้ในยุคนี้สมัยนี้ เป็นมิติของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาที่อาศัยภูมิปัญญาพุทธได้อย่างบูรณาการและ รอบด้าน เป็นสหวิทยาการ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะถูกตั้งคำถามเชิงดูหมิ่นว่า ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ไม่ใช่กิจของพุทธบุตร ที่นับว่าเป็นความท้าทายในการปฏิบัติหน้าที่ของพระสงฆ์ในยุคโลกาภิวัตน์ 7.3.1 ผลการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา 4 ระดับ อย่างไรก็ตาม เมื่อมองการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาที่เกิดขึ้น สามารถสรุปได้เป็น 4 ระดับ คือ ระดับบุคคล ระดับกลุ่มชน ระดับชุมชน และระดับสังคม สามระดับแรกเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยตรง ส่วนระดับสังคมเป็นผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดโดยอ้อม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสังคมส่วนล่าง หรืออาจจะแยกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับบุคคลและระดับชุมชน (สังคม) ในฐานะที่การพัฒนาชุมชนที่มีพระสงฆ์ เป็นผู้นำ มียุทธศาสตร์การพัฒนาอยู่ที่ชุมชน (ชนบท) เป็นหลัก ผลการศึกษาของ อนันต์ แม้นพยัคฆ์ (2549, น. 121-126) พบว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาชุมชนที่ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ แยกออกเป็น 2 ระดับ กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับบุคคล และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับชุมชน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับบุคคลนั้น (พิจารณาผลที่เกิดจากกลุ่ม สัจจะสะสมทรัพย์เป็นตัวอย่าง) สามารถทำให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ใน 8 ด้าน คือ การบัญชีการวางแผนการใช้ จ่ายเงิน พัฒนาระบบคิด การตรงต่อเวลา การเข้าแถวส่งเงิน การเตรียมเงินมาพอดี การเขียนสมุดมาเอง และ การลด ละ เลิกอบายมุข จากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน (สังคม) ทั้งด้าน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยทำให้ชุมชนเกิดมีกองทุนหมุนเวียนภายในหมู่บ้าน ครอบครัวมีความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้น พึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง มีความสามัคคีกันมากขึ้น มีกองทุนสวัสดิการเป็นของชุมชน รวมทั้งทำ ให้ระบบนิเวศของชุมชนดีขึ้น ด้วยการร่วมกันขจัดขยะมูลฝอยที่กระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ขยะที่สามารถนำ กลับมาใช้ใหม่ได้ก็เก็บรวบรวมกันเพื่อนำไปขาย นำเงินมาจัดเป็นทุนสวัสดิการชุมชนต่อไป ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้สอดคล้องกับข้อค้นพบของ วิสมัญญา ธุยไทสงค์ (2544, น. 77-87) กล่าวคือ กิจกรรมการพัฒนาบนฐานพุทธปรัชญาที่มีการปรับประยุกต์ใช้ให้สมสมัย สามารถนำชุมชนไปสู่ความ เข้มแข็งพึ่งตนเองได้ในทุก ๆ ด้าน ได้แก่ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านชุมชน ด้านวัฒนธรรม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้าน สุขภาพ และด้านจิตใจ ซึ่งถือว่า เป็นการนำหลักพุทธธรรมกลับเข้าไปอยู่ในชุมชนและชีวิตจิตใจ ไม่มีความแปลก แยกระหว่างวิถีชีวิตกับวิถีพุทธ อีกทั้งเป็นการอธิบายคำว่า “บุญ” ใหม่ในนิยามความหมายที่ต่างไปจากเดิม เล็กน้อย แต่เป้าหมายยังคงเดิม คือ การชำระจิตสันดานให้หมดจดจากความเศร้าหมอง (โลภะ โทสะ โมหะ) เพราะบุญในที่นี้ หมายถึง การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การเสียสละแบ่งปันทั้งแรงกาย-แรงใจเพื่อให้ชุมชนเกิด ความสมัครสมานสามัคคีกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือกันทั้งในปัจจุบันและอนาคต 7.3.2 ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนา อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาชุมชน (สังคม) ถึงแม้จะเป็นไปด้านดีหลายด้านก็ตาม แต่ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของพระสงฆ์นักพัฒนาอยู่ไม่
140 น้อย กล่าวคือ การขาดผู้นำทั้งผู้นำสงฆ์และผู้นำชาวบ้านที่มีความคิดก้าวหน้า มีวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาชุมชน (สังคม) ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงการดำเนินกิจกรรมของชุมชนทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ รวมทั้งถ้ากิจกรรมกลุ่มมีการทำยอดบัญชีรายรับ-รายจ่าย การตรวจสอบบัญชี ก็มักจะมีความบกพร่องไม่มากก็ น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเงินสวัสดิการหรือเงินกองทุนอื่น ๆ เป็นเรื่องที่ต้องกระทำอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ (การพัฒนาชุมชนของพระสงฆ์นักพัฒนามักจะมีจุดเน้นใน 2 เรื่องหลัก ๆ กล่าวคือ เศรษฐกิจและสังคม ฉะนั้น ผลการวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรค จึงมักจะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคเรื่องปากท้องและ อบายมุขเป็นสำคัญ) อีกทั้งการขาดกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมทักษะด้านต่าง ๆ เช่น ด้านบัญชี ค่าบำรุง เขียนสมุดเงินฝาก หรือการไม่มีจิตสำนึกในการทำงานของผู้มีส่วนรับผิดชอบด้านต่าง ๆ ปัญหาประการต่อมา ก็คือ หนี้เสีย ที่เกิดจากการขาดส่ง หรือยืมไปแล้วไม่ยอมส่งคืนตามที่สัญญาไว้ ทำให้เป็นภาระของผู้ค้ำประกัน หรือของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องที่จะต้องคอยผ่อนส่งให้ และปัญหาการขาดส่งของสมาชิกที่ติดธุระจำเป็นในวัน เปิดทำการของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ (วิสมัญญา ธุยไทสงค์, 2544, น. 88-89) นอกจากนี้ ผลการวิจัยดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อค้นพบของ วิเชียร ชาญณรงค์ (2547, น. 106) ที่ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาชุมชน (สังคม) มักเกิดจากเหตุปัจจัย 3 ประการ กล่าวคือ (1) ธรรมชาติ หมายถึง ฝนแล้ง น้ำท่วม ที่ดินทำกินไม่เพียงพอ (นี่อาจจะเป็นสาเหตุของปัญหา มากกว่า แต่ก็อนุโลมว่าเป็นปัญหาและอุปสรรค เพราะมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก) ทำให้เกิดปัญหา การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ดังเช่นผลงานวิจัยเรื่อง “รูปแบบการจัดการความขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธี: ศึกษาวิเคราะห์กรณีลุ่มน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงใหม่” ของ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (นิธิบุณยากร) (2547, น. 424-425) ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรน้ำที่เกิดจากการขยายที่ทำกิน การเพิ่มขึ้นของ ประชากร และการขยายตัวของรีสอร์ท ผนวกกับความต้องการที่ไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ จนต้องนำไปสู่การ แก้ไขปัญหาด้วยกระบวนการพุทธสันติวิธีเชิงบูรณาการด้วยข้อปฏิบัติแบบกลาง ๆ 7 ชุด กล่าวคือ การเจรจา กันเอง การไกล่เกลี่ยโดยคนกลาง การไต่สวน การมีส่วนร่วม การใช้อนุญาโตตุลาการ การใช้กระบวนการทาง ศาล และการออกกฎหมาย (2) คน หมายถึง ผู้ร่วมงานและกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ ที่คอย ขัดขวางการทำงานของพระสงฆ์ หรือแม้กระทั่งกลุ่มผู้ไม่ยอมทำความเข้าใจในกระบวนการทำงานเพื่อพัฒนา ที่ชอบดูหมิ่นเชิงเหยียดหยามว่า ไม่ใช่กิจของสงฆ์ และในการพัฒนาชุมชน (หรือสังคม) ของพระสงฆ์ก็มักมีการ ติดต่อกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ก็จะถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วยเรื่องราวอันเป็นเท็จต่าง ๆ นานา หรือ กลุ่มพระสงฆ์บางกลุ่มที่ไม่มีความเข้าใจกระบวนการทำงานของพระสงฆ์ในยุคโลกาภิวัตน์ เพราะติดกับ ประเพณีดั้งเดิมของการเผยแผ่ธรรม ที่ทำงานอยู่แต่ในวัดหรือการเผยแผ่ธรรมเชิงรับ และ (3) บุคลากรที่จะ อุทิศกาย-ใจ เพื่อทำงานร่วมกันและสานต่อกิจกรรมที่ทำมาให้ต่อเนื่องไม่เพียงพอ ในขณะที่กิจกรรมงานพัฒนา ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากจะกล่าวโดยสรุป เห็นจะได้แก่ (1) บุคคลทั่วไปขาดความเข้าใจในแนวคิดและรูปแบบ กิจกรรมการพัฒนาสังคมของพระสงฆ์นักพัฒนา (2) ความพร่ามัวของบทบาทพระสงฆ์นักพัฒนาที่ทำให้บุคคล ทั่วไปยังคลางแคลงใจ และ (3) จำนวนที่เพียงพอของบุคลากรและความร่วมมือจากฝ่ายต่าง ๆ ทางสังคม (ดัดแปลงจาก แนวทางแก้ไขปัญหาขบวนการธรรมยาตราของ พระมหาประญัติ เกรัมย์, 2548, น. 238-239)