The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ระเบียบปลดถอดยศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by patama.dpd, 2021-09-18 04:18:19

ระเบียบปลดถอดยศ

ระเบียบปลดถอดยศ

ขอ้ บงั คบั กระทรวงกลาโหม


ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลือ่ น และลดตำแหนง่ ขา้ ราชการกลาโหม

พ.ศ.๒๕๐๒




โดยทเี่ ปน็ การสมควรปรับปรุงข้อบังคบั กระทรวงกลาโหมวา่ ด้วยการบรรจุ ปลด ยา้ ย เลือ่ น
ลด และรบั สง่ หนา้ ทีใ่ หเ้ หมาะสมยิ่งข้ึน จึงออกข้อบังคบั ไวด้ งั ตอ่ ไปน้ี

ขอ้ ๑. ข้อบังคับน้ีเรียกว่า "ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย
เล่อื น และลดตำแหนง่ ข้าราชการกลาโหม พ.ศ.๒๕๐๒"

ข้อ ๒. ใหใ้ ชข้ ้อบังคับนต้ี งั้ แตบ่ ัดน้เี ป็นตน้ ไป

ข้อ ๓. ให้ยกเลิก

(๑) ข้อบังคับทหารท่ี ๗/๒๑๔๘๘๒๑๙
๔ ลง ๒๐ ม.ค.๘๑ ว่าด้วยการบรรจุ ปลด
ยา้ ย เล่อื น ลด และรบั สง่ หนา้ ที

(๒) ขอ้ บังคบั กระทรวงกลาโหมว่าด้วยการบรรจุ ปลด ยา้ ย เลอื่ น ลด และ
รบั สง่ หน้าท่ี (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ.๒๔๙๒

(๓) ขอ้ บงั คับกระทรวงกลาโหมวา่ ด้วยการบรรจุ ปลด ยา้ ย เลื่อน ลด และ
รับสง่ หนา้ ที่ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๔๙๓

(๔) ข้อบังคบั กระทรวงกลาโหมว่าดว้ ยการบรรจุ ปลด ย้าย เลอ่ื น ลด และ
รับสง่ หนา้ ท่ี (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ.๒๔๙๗


หมวด ๑


การบรรจุ และปลด


ข้อ ๔. ผู้มีอำนาจส่ังบรรจุบุคคลเข้ารับราชการและส่ังปลดข้าราชการกลาโหม

ออกจากราชการ คอื

๕๘๖


(๑) ตำแหน่งต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร ให้ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ชั้นผู้บัญชาการ
กองพล ผู้บงั คับการกองเรือ ผ้บู ัญชาการกองพลบนิ หรือเทียบเท่าขนึ้ ไปเป็นผ้สู ่งั

(๒) ตำแหน่งช้ันสัญญาบัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้ส่ัง

เว้นแต่ตำแหน่งตัง้ แตช่ ้นั ผู้บัญชาการกองพล ผบู้ งั คบั การกองเรือ ผบู้ ญั ชาการกองพลบนิ หรอื เทียบเท่าขน้ึ ไป
พระมหากษัตริย์จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่ถ้าเป็นการให้ออกจากราชการเนื่องจากการลาออก
หรือเน่ืองจากเหตุครบเกษียณอายุตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหมเปน็ ผสู้ งั่


หมวด ๒


การย้าย เลื่อน และลดตำแหนง่


ข้อ ๕. ผู้มีอำนาจส่งั ยา้ ย เล่ือน และลดตำแหนง่ ข้าราชการกลาโหม คือ

(๑) ตำแหน่งต่ำกว่าชน้ั สญั ญาบัตร ให้ผ้บู งั คับบัญชาตั้งแตช่ นั้ ผ้บู ังคับกองร้อย
ผู้บังคับการเรือชั้น ๓ หรือต้นเรือช้ัน ๒ ผู้บังคับหมวดบินชั้น ๒ หรือเทียบเท่าข้ึนไป เป็นผู้ส่ัง

แต่ถ้าเป็นการเปล่ียนพรรค เหล่า จำพวก หรือวิทยาการในหน้าที่ต้องได้รับอนุมัติจากเลขานุการรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม สมุหราชองครักษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการ
ทหารบก ผบู้ ัญชาการทหารเรือ และผูบ้ ญั ชาการทหารอากาศ กอ่ น

(๒) ตำแหนง่ ชน้ั สัญญาบตั ร

ก. ตงั้ แตช่ ั้นผบู้ งั คบั กองร้อย ผู้บังคับการเรือชัน้ ๓ หรอื ต้นเรอื ช้ัน ๒
ผู้บังคับหมวดบินชั้น ๒ หรือเทียบเท่าลงไป ให้ผู้บังคับบัญชาช้ันผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกองเรือ

ผู้บัญชาการกองพลบิน หรือเทียบเท่าข้นึ ไปเป็นผูส้ ่ัง เวน้ แตก่ ารย้ายซ่ึงเปน็ การเปลย่ี นพรรค เหล่า จำพวก
หรอื วทิ ยาการในหนา้ ทีห่ รอื การเลอ่ื นหรอื ลดตำแหนง่ ใหเ้ ป็นไปตามที่กำหนดไวใ้ นหมายอกั ษร ข.

ข. ต้ังแต่ชั้นผู้บังคับการกรม ผู้บังคับหมวดเรือ ผู้บังคับกองบิน

หรอื เทียบเท่าลงไปและการยา้ ยซ่ึงเปน็ การเปลีย่ นพรรค เหลา่ จำพวก หรอื วิทยาการในหน้าท่ี หรอื การเลอื่ น
หรือลดตำแหน่งต้ังแต่ชนั้ ผบู้ งั คบั กองร้อย ผูบ้ ังคบั การเรอื ชั้น ๓ หรือตน้ เรือช้ัน ๒ ผู้บงั คบั หมวดบินชัน้ ๒
หรือเทียบเท่าลงไป ให้ปลัดกระทรวงกลาโหม สมุหราชองครักษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการ
ทหารบก ผ้บู ัญชาการทหารเรือ และผบู้ ัญชาการทหารอากาศเปน็ ผู้ส่งั

ค. ต้ังแต่ชั้นผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกองเรือ ผู้บัญชาการ
กองพลบนิ หรอื เทียบเทา่ ขึ้นไป พระมหากษตั รยิ ์จะไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ

๕๘๗


ข้อ ๖. การย้ายข้าราชการระหว่างสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กรมราชองครักษ์ กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ
และกองทัพอากาศ ให้ปฏิบัติดงั นี้

(๑) ตำแหน่งต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร ให้ส่วนราชการท่ีต้องการขอตัว

ไปทำความตกลงกบั สว่ นราชการต้นสังกัดเดมิ ก่อนเม่ือไดร้ บั ความตกลงแลว้

ก. ให้ส่วนราชการต้นสังกัดเดิมออกคำสั่งให้ข้าราชการผู้นั้นพ้นจาก
ตำแหนง่ หน้าที่และขาดจากอตั ราเงินเดอื นทางสงั กัดเดิม

ข. ให้ส่วนราชการที่ขอตัวไปออกคำส่ังบรรจุเข้าประจำตำแหน่ง

และรับเงินเดือนเท่าท่ีเคยได้รับอยู่ทางต้นสังกัดเดิมต้ังแต่วันที่ข้าราชการผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหน้าท
ี่
ทางต้นสงั กัดเดมิ

ผู้มีอำนาจอนุมัติและส่ังการตามความในหมายอักษร ก. และ ข.

ของวรรคกอ่ น ใหเ้ ปน็ ไปตามหมวด ๑ ขอ้ ๔. (๑)

(๒) ตำแหน่งช้ันสัญญาบัตร ให้ส่วนราชการที่ต้องการขอตัวไปทำความตกลง
กับส่วนราชการตน้ สงั กดั เดิมกอ่ น เมือ่ ได้รับความตกลงแล้ว จงึ เสนอเร่ืองต่อสำนกั งานปลัดกระทรวงกลาโหม
เพื่อดำเนินการขออนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและออกคำสั่งย้ายต่อไป เว้นแต่ตำแหน่งต้ังแต่
ช้ันผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกองเรือ ผู้บัญชาการกองพลบิน หรือเทียบเท่าข้ึนไป พระมหากษัตริย์

จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ

ขอ้ ๗. ผู้มีอำนาจส่ังแต่งตั้งข้าราชการให้รักษาราชการในตำแหน่งที่ว่างให้เป็นไปตาม
หมวด ๒ ขอ้ ๕. เว้นแตก่ ารส่งั แต่งตงั้ ข้าราชการใหร้ กั ษาราชการในตำแหน่งตงั้ แตช่ ้ันผู้บญั ชาการกองพล

ผบู้ งั คับการกองเรือ ผูบ้ ญั ชาการกองพลบนิ หรอื เทยี บเท่าขน้ึ ไป รฐั มนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเปน็ ผูส้ ัง่

ขอ้ ๘. ผ้มู อี ำนาจส่ังแตง่ ต้ังข้าราชการใหร้ กั ษาราชการแทนในตำแหน่งอืน่ ใดอีก คือ

(๑) รักษาราชการแทนในตำแหน่งชั้นผู้บังคับหมู่ นายตอน หรือเทียบเท่า
ให้ผู้บังคับบัญชา ช้ันผู้บังคับกองร้อย ผู้บังคับการเรือช้ัน ๓ หรือต้นเรือช้ัน ๒ ผู้บังคับหมวดบินช้ัน ๒

หรือเทียบเทา่ ข้ึนไปเป็นผ้สู งั่

(๒) รักษาราชการแทนในตำแหนง่ ช้นั ผบู้ ังคบั กองรอ้ ย ผู้บงั คบั การเรือชนั้ ๓
หรือต้นเรือช้ัน ๒ ผู้บังคับหมวดบินชั้น ๒ หรือเทียบเท่าลงไป ให้ผู้บังคับบัญชาช้ันผู้บังคับการกรม

ผ้บู ังคับหมวดเรอื ผบู้ งั คับกองบนิ หรอื เทยี บเท่าขน้ึ ไปเปน็ ผ้สู ัง่

๕๘๘


(๓) รักษาราชการแทนในตำแหน่งชั้นผู้บังคับการกรม ผู้บังคับหมวดเรือ

ผู้บังคับกองบินหรือเทียบเท่าลงไป ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกองเรือ

ผบู้ ัญชาการกองพลบนิ หรอื เทยี บเท่าขึ้นไปเป็นผู้สง่ั

(๔) รักษาราชการแทนในตำแหน่งช้ันผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกองเรือ
ผูบ้ ญั ชาการกองพลบิน หรอื เทยี บเทา่ ใหป้ ลัดกระทรวงกลาโหม สมุหราชองครกั ษ์ ผบู้ ญั ชาการทหารสงู สดุ
ผบู้ ญั ชาการทหารบก ผู้บญั ชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นผู้สง่ั

(๕) รักษาราชการแทนในตำแหน่งชั้นแม่ทัพ หรือเทียบเท่า รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหมเปน็ ผสู้ ัง่

ข้อ ๙. การส่ังให้นายทหารประทวนทำหน้าท่ีในตำแหน่งนายทหารชั้นสัญญาบัตรท่ีว่าง
เพ่ือทดสอบความรู้ความสามารถในกรณีที่จะเลื่อนฐานะเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร ตามหลักเกณฑ์

ในกฎหมายว่าด้วยยศทหาร ให้ผู้บังคับบัญชาช้ันผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกองเรือ ผู้บัญชาการ
กองพลบิน หรือเทียบเทา่ ขนึ้ ไปเป็นผู้สัง่

ข้อ ๑๐. การส่งั ยา้ ยซ่ึงตอ้ งเปลี่ยนพรรค เหลา่ จำพวก หรอื วทิ ยาการในหนา้ ท่ี ใหร้ ะบุไว้
ในคำสั่งให้ชัดเจนดว้ ยว่า เปล่ียนไปเป็นพรรค เหล่า จำพวก หรอื วิทยาการในหนา้ ท่ใี ด

ข้อ ๑๑. การส่ังย้ายตำแหน่ง ถ้ามิได้สั่งการเป็นอย่างอ่ืน ให้ผู้ถูกย้ายรับเงินเดือน

ทางตำแหน่งใหมใ่ นเดอื นถัดจากเดือนทีอ่ อกคำสงั่ เปน็ ต้นไป

ข้อ ๑๒. เม่ือได้มีคำส่ังย้ายข้าราชการผู้ใด ให้ส่วนราชการต้นสังกัดเดิมทำหนังสือส่งตัว
พร้อมกับประวัติรับราชการ บัญชีวันลาป่วย บัญชีวันลากิจ และรายงานประจำตัวตลอดจนเอกสารอ่ืน ๆ
ของผ้นู ้นั ไปยังสว่ นราชการตน้ สงั กัดใหมโ่ ดยเร็ว


หมวด ๓


เบ็ดเตลด็


ข้อ ๑๓. การบรรจุ ปลด ยา้ ย เลือ่ น และลดตำแหนง่ ตุลาการพระธรรมนญู อยั การทหาร
นายทหารพระธรรมนูญ จ่าศาลทหาร เจ้าหน้าท่ีกฎหมาย และผู้ช่วยตำแหน่งดังกล่าวซึ่งเป็นเหล่าทหาร
พระธรรมนญู ให้เป็นไปตามกฎหมายและตามทีก่ ระทรวงกลาโหมกำหนด

ข้อ ๑๔. เมื่อมีคำสั่งย้ายข้าราชการหรือให้ข้าราชการออกจากราชการ ให้ผู้บังคับ
บัญชาจัดการใหไ้ ดร้ บั สง่ หนา้ ทีก่ ันโดยเร็ว และใหป้ ฏบิ ตั ดิ งั นี


๕๘๙


(๑) ในกรณีย้ายข้าราชการซ่ึงเป็นการสับเปล่ียนตำแหน่ง ให้รับส่งหน้าที่กัน
ตามลำดับจากคนสุดท้ายในชุดการย้ายน้ันข้ึนไป เว้นแต่การรอรับส่งหน้าท่ีตามลำดับน้ันไม่เป็นการสะดวก
แกร่ าชการ หรือมีวิธีอ่ืนใดท่ีจะทำใหร้ บั ส่งหนา้ ที่กันได้เรว็ กว่านก้ี ็ให้ผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายตกลงกัน

(๒) ในกรณีย้ายข้าราชการซึ่งมิใช่เป็นการสับเปล่ียนตำแหน่งและยังมิได้

มีคำส่ังให้ผู้ใดมาครองตำแหน่งนั้นแทน หรือในกรณีให้ข้าราชการออกจากราชการ ให้ผู้บังคับบัญชา

รีบพิจารณาดำเนินการให้ผู้ถูกย้ายหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการได้ส่งมอบหน้าที่ให้กับข้าราชการผู้ใดผู้หนึ่ง
ใหเ้ ป็นการเสร็จสิ้นไปเสยี ตอนหนึง่ ก่อน

ข้อ ๑๕. ในระหว่างการส่งมอบหน้าท่ี ให้ผู้ถูกย้ายหรือถูกส่ังให้ออกจากราชการ มีอำนาจ
หน้าท่ีและรับผิดชอบในตำแหน่งเดิมต่อไปจนกว่าจะได้ส่งมอบหน้าที่ให้กับผู้มารับหน้าท่ีเป็นการเสร็จสิ้น
เรยี บร้อยแล้ว

ขอ้ ๑๖. การรับสง่ หนา้ ทใี่ หป้ ฏบิ ตั ดิ งั น
้ี
(๑) ให้ผู้ส่งจัดทำบัญชีส่งหน้าท่ีเฉพาะในกองบังคับการหรือเฉพาะในส่วนท่ี
ตนรับผิดชอบโดยตรง เช่น บัญชีกำลังพล บัญชีอาวุธ บัญชีเงิน บัญชีพัสดุ บัญชียานพาหนะ และ

สตั ว์พาหนะ หรอื บญั ชอี นื่ เฉพาะท่ีจำเป็นตามจำนวนซ่ึงเป็นจรงิ ในวันรับสง่ หนา้ ที่

สำหรับเงิน ผู้มีอำนาจสั่งการเบิกจ่ายเงินกับผู้มีหน้าที่รักษาเงินต้องทำบัญชีรับส่ง
และตรวจตวั เงินด้วย นอกนั้นใหต้ รวจรบั เฉพาะแตท่ ่มี ิได้อย่ใู นความรบั ผดิ ชอบของเจา้ หน้าทช่ี ้นั สัญญาบัตร

เม่ือได้ตรวจรับถูกต้องแล้ว ให้ผู้ส่งและผู้รับเขียนไว้ท้ายบัญชีส่งหน้าที่

ว่าได้ตรวจรับถูกต้องแล้ว และลงช่ือผู้รับไว้ แต่ถ้ามีการคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น ก็ให้บันทึกไว้ในบัญชีน้ัน

และลงชื่อผู้รับ ผู้ส่งกับเจ้าหน้าท่ีซ่ึงเก่ียวข้อง แล้วรับส่งกันให้เสร็จไปชั้นหน่ึงก่อน ต่อจากนั้น ผู้รับมอบ
หนา้ ท่ตี อ้ งรบี รายงานให้ผบู้ งั คบั บัญชาโดยตรงทราบโดยเรว็

บัญชีรับ - ส่งหนา้ ท่ี ให้ทำเป็น ๓ ชดุ เก็บไว้ ณ ท่ีทำการเป็นหลักฐาน ๑ ชดุ

ผ้สู ง่ เก็บรักษาไว้ ๑ ชดุ อีก ๑ ชุด นำเสนอผบู้ งั คับบัญชาโดยตรงทราบภายใน ๗ วัน นับตัง้ แต่วันท่ีรบั ส่ง
หน้าท่ีเสร็จ

(๒) ใหผ้ ู้ส่งมอบรายงานประจำตัวของข้าราชการในสังกดั แกผ่ ูร้ ับ ถ้ามีกิจการ
ทจี่ ะปฏิบัตคิ ้างอยู่ หรอื โครงการท่จี ะดำเนนิ การตอ่ ไป กใ็ หช้ แ้ี จงแกผ่ รู้ ับทราบดว้ ย

(๓) เม่ือได้รับส่งหน้าท่ีกัน ณ ที่ทำการเป็นการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

ถ้าเป็นผู้บังคับหน่วยกำลังทหาร ให้ผู้ส่งประชุมผู้อยู่ในบังคับบัญชาเท่าที่จะรวบรวมได้ แล้วช้ีแจงและ

มอบหมายการบงั คบั บญั ชาใหแ้ กผ่ รู้ ับต่อไป

๕๙๐


(๔) การรับส่งหน้าที่ในเรือรบหลวงตั้งแต่เรือชั้น ๓ ข้ึนไป ให้เป็นไปตาม


ที่กองทัพเรือกำหนด


ข้อ ๑๗. การเสนอขอบรรจุ ปลด ยา้ ย เล่ือน และลดตำแหน่ง ใหท้ ำเปน็ เอกสารชนั้ ปกปิด

เปน็ อย่างตำ่


ข้อ ๑๘. การสัง่ บรรจุ ปลด ย้าย เล่อื น และลดตำแหนง่ ใหก้ ระทำเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร


เม่ือได้มีการส่ังบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งตามความในวรรคก่อน

ให้ผ้อู อกคำส่ังเสนอสำเนาคำส่ังน้นั ใหผ้ ้บู ังคับบัญชาโดยตรงของตนทราบ ถ้าเป็นคำสงั่ เกี่ยวกบั ขา้ ราชการ

ช้ันสัญญาบัตรต้องส่งสำเนาคำสั่งให้สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สำนักงานปลัด

กระทรวงกลาโหม กรมราชองครักษ์ กองบัญชาการทหารสงู สดุ กองทพั บก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ

ทราบด้วย และถ้าคำสั่งนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องงด หรือจ่าย หรือเปล่ียนแปลงเบ้ียหวัดบำเหน็จบำนาญแล้ว

ตอ้ งรีบสง่ สำเนาคำส่ังใหก้ รมการเงนิ กลาโหมทราบภายใน ๗ วนั





ประกาศ ณ วนั ท่ี ๑๔ ธนั วาคม ๒๕๐๒





(ลงช่อื ) พลเอก ถ. กติ ติขจร


รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงกลาโหม














หมายเหต ุ : - ยกเลกิ ความในขอ้ ๑๑. และใช้ใหมต่ ามขอ้ บงั คบั กห. ฯ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ.๒๕๐๕


- ยกเลิกความในข้อ ๕.(๑), (๒) ข., ข้อ ๖. วรรคหน่ึง, ข้อ ๘.(๔) และขอ้ ๑๘. วรรคสอง


และใชใ้ หม่ตามขอ้ บงั คบั กห. ฯ (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ.๒๕๓๕, (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ.๒๕๓๕

ขอ บงั คับกระทรวงกลาโหม
วา ดว ยเงินเบ้ียหวดั
พ.ศ. ๒๔๙๕

โดยที่เปนการสมควรแกไขขอบังคับของกระทรวงกลาโหม วาดวยเงินเบี้ยหวัดให

เหมาะสมยง่ิ ขนึ้ จึงตราขอบังคับไวด งั ตอไปนี้

ขอ ๑ ขอ บังคบั นเี้ รยี กวา “ ขอบังคบั กระทรวงกลาโหมวาดวยเงินเบย้ี หวัด พ.ศ.๒๔๙๕”

ขอ ๒ ใหใ ชข อบงั คับน้ี ตงั้ แตวันท่ี ๑๒ เมษายน ๒๔๙๕ เปน ตน ไป
๒/๙๘๔
ขอ ๓ ใหยกเลิกขอบังคับทหาร ท่ี ๒๔๗๙ วาดวยเงินเบี้ยหวัด ลง ๒๓ เม.ย.๗๙

และขอ บงั คับกระทรวงกลาโหมวา ดวยเงนิ เบี้ยหวัด (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๔๙๓

หมวด ๑
ทหารซึ่งมสี ทิ ธิรับเบี้ยหวดั

ขอ ๔ ทหารซึง่ มีสิทธิไดรบั เบี้ยหวดั คอื
(๑) นายทหารช้ันสัญญาบัตร ซ่ึงมเี วลาราชการไมนอ ยกวา ๑ ป แลวออกจากราชการ

เปน นายทหารกองหนุน
(๒) นายทหารชั้นสัญญาบัตรนอกประจําการ (นายทหารกองหนุน นายทหารนอก

ราชการ หรือนายทหารพนราชการ) ที่ไมไดรับเบ้ียหวัด บําเหน็จหรือบํานาญ ภายหลังทางราชการสั่ง
ใหกลับเขารับราชการประจําการใหมเปนเวลาไมนอยกวา ๑ ป แลวออกจากราชการเปนนายทหาร
กองหนนุ

๑๕๘

(๓) นายทหารประทวนและพลทหารซ่ึงรับราชการในกองประจําการครบกําหนด
ตามกฎหมายวาดวยการรับราชการทหารแลว เม่ือเขารับราชการประจําการตอไปไมนอยกวา ๑ ป
แลวออกจากราชการ และเมื่อออกจากราชการนั้นยังไมพนกองหนุนชั้นที่ ๒ ตามกฎหมายวาดวย
การรบั ราชการทหาร

(๔) นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุน ที่ไมไดรับเบี้ยหวัดบําเหน็จ หรือ
บํานาญ ภายหลังทางราชการส่ังใหกลับเขารับราชการประจําการใหมเปนเวลาไมนอยกวา ๑ ป แลว
ออกจากราชการ เม่ือออกจากราชการน้ันยังไมพนกองหนุนชั้นท่ี ๒ ตามกฎหมายวาดวยการรับ
ราชการทหาร

หมวด ๒

ทหารซ่งึ ไมมีสทิ ธิรบั เบยี้ หวัด
*ขอ ๕ ทหารซึ่งระบไุ วใ นกรณตี อ ไปนี้ ไมม สี ทิ ธิไดรบั เบยี้ หวดั

(๑) ออกจากราชการไดร ับบําเหนจ็ บาํ นาญตามกฎหมาย วาดว ยบาํ เหน็จบํานาญ
ขา ราชการ

(๒) นายทหารประทวนและพลทหาร ซึ่งรับราชการในกองประจําการครบ กําหนด
ตามกฎหมายวาดวยการรับราชการทหารแลว ตองรับราชการตอไปเพราะเล่ือนกําหนดเวลาปลด
หรือนายทหารประทวนและพลทหารกองหนุน ซ่ึงเขารับการระดมพลเขาฝกวิชาทหารหรือเขารับ
การทดลองความพรงั่ พรอมตามกฎหมายวาดว ยการรบั ราชการทหาร

(๓) ออกจากราชการเพราะมคี วามผิดอยา งใดอยางหนึง่ ดังตอไปนี้
ก. ทุจริตตอ หนาท่ีราชการ
ข. กระทําความผิดใหต องรับโทษจําคกุ หรือโทษท่ีหนักกวาจําคุก โดยคํา

พิพากษาถึงท่ีสุดใหจําคุกหรือใหรับโทษท่ีหนักกวาจําคุก เวนแตความผิดอันตองระวางโทษไมเกิน
ลหโุ ทษหรือความผิดอันไดกระทาํ โดยประมาททไ่ี มเ สียหายแกร าชการเกีย่ วกบั หนา ที่ของตน

*ขอ ๕ แกไขเพิม่ เติมตามขอ บังคับ กห.ฯ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๐๖

๑๕๙

ค. ตองคําพิพากษาถึงที่สุดใหเปนคนลมละลาย เพราะทําหน้ีสินขึ้นดวย
ความทุจริตหรือตองคําพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพง อันแสดงวาเปนการเส่ือมเสียเกียรติศักด์ิแหง
ตําแหนง หนาทอี่ ยางรา ยแรง

ง. ขัดคําสั่งผูบังคับบัญชาซึ่งส่ังโดยชอบดวยกฎหมาย และการขัดคําสั่ง
นั้น เปนเหตุใหเ สยี หายแกราชการอยางรายแรง

จ. เปดเผยความลับของราชการเปน เหตุใหเสียหายแกราชการอยางรา ยแรง
ฉ. ประมาทเลินเลอในหนาที่ราชการ เปนเหตุใหเสียหายแกราชการอยาง
รายแรง
ช. ตองหาในคดีอาญาแลว หลบหนไี ป
ซ. หนีราชการทหารในเวลาประจาํ การ
ฌ. ประพฤตชิ วั่ อยางรายแรง
การออกจากราชการเพราะมีความผิดซึ่งไมมีสิทธิไดรับเบ้ียหวัดตาม ข.และ ค.ใหไม
มสี ิทธไิ ดรบั เบี้ยหวดั ตั้งแตว ันมีคําพิพากษาถงึ ท่ีสดุ แตถ าเปน ผูถูกสั่งพกั ราชการอยูกอนแลว ใหไมมี
สทิ ธิไดรับเบ้ยี หวดั ต้งั แตวนั ส่ังพกั ราชการ

หมวด ๓
เกณฑคาํ นวณเบย้ี หวดั
*ขอ ๖ เกณฑคํานวณเบ้ียหวัดนอกจากทก่ี ลา วไวในขอ ๗ใหค ํานวณตามสวนแบงของ
เงนิ เดอื นเดือนสุดทา ย โดยจา ยเปน รายเดอื นดงั นี้
(((((๔๓๕๑๒)))))มมมมมเี ีเเีีเเีวววววลลลลลาาาาารรรรราาาาาชชชชชกกกกกาาาาารรรรรไ๒๓๓๑ม๕ถ๐๕๕งึ ปปปป๑แ๕แถแตตึงตปไไ ไ๔มมมไ๐ถถถดงึงึปงึ ๓๒๑๕๓ไ๕๕ด๕๐๐ ปปปข๕๔ไไไอดด๐๐ดงเง๕ข๓๒๕นิ๓๕อ๐๐๕๐เ๕ง๐ดเงือขนิขขนอออเงดงงเืองเเงงนินนิินเดเเดดอื อืือนนน

*ขอ ๖ แกไ ขเพ่มิ เติมตามขอ บังคับ กห.ฯ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๐๙

๑๖๐

(๖) มีเวลาราชการเกินกวา ๔๐ ปข้ึนไป ใหแบงเปนหาสิบสวนคูณดวยจํานวนป
เวลาราชการ เบย้ี หวดั ใหจ าํ กดั จํานวนอยางสูงไมเ กนิ เงินเดอื นเดอื นสดุ ทา ย

ขอ ๗ นายทหารสัญญาบัตรซ่ึงสําเร็จการศึกษาจากโรงเรียนทหาร ท่ีทางราชการกําหนด
ไวใหรับราชการตอไปไมเกิน ๒ ป เมื่อออกจากราชการเปนนายทหารกองหนุนมีเบ้ียหวัด ใหไดรับ
เบ้ยี หวัดตามขอบังคบั วาดวยโรงเรียนทหารนัน้ ๆ แตไ มเกินเดือนละ ๓๑๕ บาท

ทหารซ่ึงมีสิทธิไดรับเบี้ยหวัดตามความในวรรคกอน หากระหวางที่รับราชการได
เล่ือนชั้นเงินเดือนสูงขึ้น และเม่ือใชเกณฑคํานวณเบี้ยหวัดตามความในขอ ๖ แลวจะไดรับเบี้ยหวัด
สงู กวาเดือนละ ๓๑๕ บาท ก็ใหใชเกณฑคํานวณตามขอ ๖

หมวด ๔
การงดเบีย้ หวดั
*ขอ ๘ ทหารซง่ึ ไดร ับเบี้ยหวัดอยูแ ลว ใหง ดเบยี้ หวัดในกรณใี ดกรณหี น่ึงดงั ตอไปน้ี
(๑) นายทหารชน้ั สัญญาบัตรกองหนุนมเี บีย้ หวัดซง่ึ ยายหรอื ปลดจากประเภทนี้
(๒) นายทหารประทวน และพลทหารมีเบ้ียหวัดซ่ึงปลดจากกองหนุนชั้นท่ี ๒
ตามกฎหมายวาดวยการรบั ราชการทหาร
(๓) เขารับราชการในตําแหนงซ่ึงมีสิทธิ จะไดรับบําเหน็จบํานาญตามกฎหมาย
วา ดวยบาํ เหน็จบาํ นาญขา ราชการ
(๔) กระทําความผิดตามที่กาํ หนดไวใ นขอ ๕ (๓)
(๕) หลีกเลี่ยง หรือบิดพล้ิวตอราชการจนเปนเหตุใหไมสามารถเรียกตัวในคราว
มรี าชการจําเปนทีต่ อ งการใชตัวได
(๖) เจ็บไขหรือพิการซึ่งนายแพทยของทหาร ๒ นาย มีความเห็นวาไมสามารถ
จะทาํ การตามหนาท่ตี อไปได
การงดเบี้ยหวดั ตาม (๔) เฉพาะผทู ีก่ ระทําความผดิ ตามขอ ๕ (๓) ข. และ ค. ใหงดต้ังแต
วนั ที่มีคาํ พิพากษาถงึ ที่สุด

*ขอ ๘ แกไขเพิ่มเตมิ ตามขอบังคับ กห.ฯ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๖

๑๖๑

หมวด ๕
เบ็ดเตล็ด
*ขอ ๙ การนับเวลาราชการสําหรับคํานวณเบ้ียหวัดและความหมายของคําวา“เงินเดือน
เดอื นสดุ ทาย” ตามขอบังคบั น้ใี หเ ปนไปตามกฎหมายวา ดวยบาํ เหนจ็ บํานาญขา ราชการ
เพื่อประโยชนในการคํานวณบําเหน็จบํานาญตามกฎหมาย วาดวยบําเหน็จบํานาญ
ขาราชการ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดผูใดเปลี่ยนจากรับเบี้ยหวัดเปนรับบําเหน็จบํานาญภายหลัง
วันท่ี ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ หากปรากฏวาเงินเดือนเดือนสุดทายเปนเงินเดือนอยางเกาที่ยังมิไดมี
การรวมเงินเพิ่มพิเศษประจําเดือนชั่วคราว (พ.) ที่ใชบังคับตั้งแตวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๒
หรือการปรับเงินเดือนตามหลักการที่ใชบังคับตั้งแตวันท่ี ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ หรือการปรับปรุง
เงนิ เดือนตามหลักการท่ใี ชบงั คับตง้ั แตว ันที่ ๑ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๑๖ หรือการปรับเงินเดือนและเงิน
เพม่ิ ตางๆ ตามหลักการที่ใชบังคับต้ังแตวันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ เปนตนไป อยางใดอยางหน่ึง
หรือท้ังสี่อยางแลวแตกรณี หรือ ถาหากมีการปรับอัตราเงินเดือนข้ึนใหมอีกก็ตาม ใหดําเนินการ
ปรบั เงนิ เดือนเปนอัตราเงินเดอื นท่ีปรับน้นั ๆ เสียกอน
ความในวรรคสองมใิ หใ ชบังคับแกท หารทีม่ สี ทิ ธไิ ดร ับเบยี้ หวดั ตามพระราชบัญญัติ
ลางมลทินในโอกาสครบ ๒๕ พุทธศตวรรษ พ.ศ. ๒๔๙๙ หรือพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในโอกาส
ครบ ๒๕ พุทธศตวรรษ พ.ศ. ๒๔๙๙ เวนแตทหารที่มีสิทธิไดรับเบี้ยหวัดตามพระราชบัญญัติดังกลาว
ผูใด เปล่ียนจากรับเบี้ยหวัดเปนรับบําเหน็จบํานาญภายหลังวันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ก็ให
ดําเนนิ การปรับเงนิ เดือนตามหลกั การตามความในวรรคสองใหดว ย
ขอ ๑๐ ทหารซึ่งไดรับเบ้ียหวัดอยู ถาไดเขารับราชการมีเงินเดือนตองรายงานใหผูบังคับ
บัญชาตนสังกัดและแจงใหสวนราชการที่เบิกจายเบี้ยหวัดของตนทราบภายใน ๗ วัน นับแตวันเขา
รับราชการ วาไดเขารับราชการในกรม กอง กระทรวงใด ต้ังแต วัน เดือน ป และเวลาใด เปน
ขา ราชการประเภทใด มีเงินเดือนเทา ใด

*ขอ ๙ แกไขเพม่ิ เติมตามขอบังคบั กห.ฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓, (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๐๔,
(ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๑, (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๑๘

๑๖๒

ขอ ๑๑ ทหารซึ่งออกจากราชการจะไดรับเบี้ยหวัดหรือไม หรือเม่ือรับเบ้ียหวัดอยู

แลว ตองงดเพราะเหตุใด ใหผูมีอํานาจส่ังบรรจุสั่งการใหชัดเจน แลวสงสําเนาคําส่ังนั้นมายังสํานักงาน

ปลัดกระทรวงฯ

ขอ ๑๒ นายทหารช้ันสัญญาบตั รและประทวนกองหนุน ซงึ่ ไดร ับเบย้ี หวดั อยูกอนวัน

ใชขอบงั คับน้ี ใหคงรบั ตามอตั ราเดิม ๒/๙๘๔
๒๔๗๙
ขอ ๑๓ นายทหารประทวนซึ่งออกจากราชการกอนวันใชขอบังคับทหารที่

วาดวยเงินเบี้ยหวัด ลง ๒๓ เม.ย.๗๙ และพลทหารประจําการซ่ึงออกจากราชการไปกอนวันใช

ขอ บังคบั นไี้ มมีสิทธิไดร บั เบย้ี หวดั

ประกาศ ณ วันท่ี ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕

(ลงช่อื ) จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม
รัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม

ที่ ๑๑/๑๖๕๓๖

๒๔๘๒


ข้อบงั คบั ทหาร


ว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสญั ญาบัตร





มาตรา ๑


อธิบายศัพท์และแบง่ ประเภท


ขอ้ ๑. นายทหารสัญญาบัตร คือผู้ซึ่งได้รับยศทหารตั้งแต่
อธิบายศพั ท์


นายร้อยตรี หรือนายเรือตรี หรือนายเรืออากาศตรี ข้ึนไปและหมายความตลอดถึง



ผ้ซู ึง่ ไดว้ ่าทใ่ี นยศช้ันนน้ั ๆ ด้วย


ข้อ ๒. นายทหารสญั ญาบัตรแบง่ ประเภทดงั ต่อไปน้ี
ประเภทนายทหาร

(๑) นายทหารประจำการ
สัญญาบัตร


(๒) นายทหารนอกกอง


(๓) นายทหารพเิ ศษและผ้บู ังคบั การพิเศษ


(๔) นายทหารกองหนนุ


(๕) นายทหารนอกราชการ


(๖) นายทหารพน้ ราชการ


มาตรา ๒


นายทหารประจำการและนายทหารนอกกอง


ขอ้ ๑. นายทหารประจำการ คือนายทหารซ่งึ มตี ำแหน่งราชการ นายทหารประจำการ

ประจำในกระทรวงกลาโหม
นายทหารนอกกอง

ขอ้ ๒. นายทหารนอกกอง คือนายทหารซง่ึ ไม่มตี ำแหนง่ ราชการ
ประจำในกระทรวงกลาโหม และกระทรวงกลาโหมสัง่ ให้เป็นนายทหารประเภทนี้

๕๓๘


โดยปกตินายทหารนอกกองไม่มีหน้าที่ต้องรับราชการทหารอย่างใด ๆ

ในส่วนสังกดั นน้ั ใหค้ งสังกดั กองทัพ ซงึ่ เปน็ ตน้ สังกดั นอกน้นั ให้สังกัดสำนักงานปลัด

กระทรวงกลาโหม เว้นแต่กระทรวงกลาโหมจะได้สงั่ เป็นอยา่ งอื่น สว่ นมรรยาทอย่างใด

ซึ่งนายทหารสัญญาบัตรท่ัวไปพึงปฏิบัติ นายทหารนอกกองจักต้องปฏิบัติด้วย


เช่นเดียวกนั
มาตรา ๓


นายทหารพเิ ศษและผบู้ ังคบั การพิเศษ


ข้อ ๑. นายทหารพิเศษ คือ ผู้ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
นายทหารพเิ ศษ

ตั้งให้มียศทหารเป็นพิเศษสังกัดในหน่วยทหาร หรือผู้ท่ีมียศทหารอยู่แล้วทรงพระกรุณา
โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ปน็ นายทหารพิเศษในหน่วยหนง่ึ หน่วยใด

ขอ้ ๒. ผู้บังคับการพิเศษ คือนายทหารซึ่งทรงพระกรุณา
ผ้บู ังคับการพเิ ศษ

โปรดเกล้า ฯ ให้รับตำแหน่งเป็นผูบ้ ังคับการพเิ ศษในหน่วยหน่ึงหน่วยใด

ขอ้ ๓. นายทหารพิเศษ และผู้บังคับการพิเศษเป็นตำแหน่ง ไมม่ หี นา้ ทีป่ ระจำ

กติ ติมศักด์ิ ไมม่ ีหน้าทร่ี าชการประจำในหนว่ ยท่ีสงั กดั นน้ั แตป่ ระการใด


มาตรา ๔


นายทหารกองหนุน


ขอ้ ๑. นายทหารกองหนุน คือนายทหารซ่ึงไม่มีตำแหน่ง ประเภทนายทหาร

ราชการประจำในกระทรวงกลาโหม และกระทรวงกลาโหมส่ังให้เป็นนายทหาร กองหนุน

ประเภทนี้ ซ่งึ แบ่งเป็น

(๑) นายทหารกองหนนุ มีเบีย้ หวัด

(๒) นายทหารกองหนุนไม่มเี บยี้ หวดั

ขอ้ ๒. นายทหารกองหนุน โดยปกติให้สังกัดหน่วยทหารหรือ การบรรจสุ ังกดั

จังหวดั ทหาร ซงึ่ เปน็ ภูมลิ ำเนาหรอื หนว่ ยตน้ สงั กดั ของผูน้ น้ั เว้นแตก่ ระทรวงกลาโหม
จะได้สงั่ เป็นอยา่ งอ่นื

แต่การย้ายสังกัดนายทหารกองหนุนซ่ึงมียศต้ังแต่ช้ัน พันเอก

นาวาเอก นาวาอากาศเอก ลงไป ให้ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ
หรือผูบ้ ัญชาการทหารอากาศ เป็นผสู้ ่ัง

๕๓๙


ข้อ ๓. นายทหารกองหนุนต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับคำสั่ง การปฏิบัติและ

และแบบธรรมเนียมทหาร เม่ือสังกัดหน่วยใดให้หัวหน้าหน่วยน้ันเป็นผู้บังคับบัญชา การบงั คบั บญั ชา

โดยตรง

ข้อ ๔. นายทหารกองหนุนโดยปกติมีหน้าท่ีเข้ารับราชการปีหนึ่ง การเข้ารับราชการ

ไมเ่ กิน ๒ เดอื น เวน้ แตเ่ ข้ารบั ราชการในขณะทีม่ ีราชการพเิ ศษ หรือเข้ารบั การศึกษา
ตามระเบียบและหลักสูตรท่ีกระทรวงกลาโหมหรือกองบัญชาการทหารสูงสุด หรือ

เหล่าทัพกำหนด ทง้ั น้ี ใหก้ ระทำไดต้ อ่ เมือ่ มีคำส่งั ของรฐั มนตรีวา่ การกระทรวงกลาโหม

เมื่อมีราชการสงคราม หรือประกาศระดมพลหรือประกาศใช้กฎ
อัยการศึกในเขตท้องท่ีซึ่งตนต้ังภูมิลำเนาอยู่ แม้จะไม่ได้รับคำสั่งเรียกร้องประการใด
นายทหารกองหนุนกต็ ้องไปรายงานตนเองยังทีว่ า่ การหน่วยท่ตี นสังกดั โดยเร็วที่สุด

ขอ้ ๕. นายทหารกองหนุนซ่ึงถูกเรียกเข้ารับราชการตามข้อ ๔ เงินเดือนและ

วรรคต้น ให้ถือว่าเป็นนายทหารประจำการชั่วคราว และให้รับเงินรายเดือนเท่าท
่ี ค่าพาหนะ

ได้รับเมื่อก่อนออกจากประจำการ ส่วนค่าพาหนะเดินทางนั้น ให้ผู้บังคับบัญชา
อนุโลมจ่ายตามอัตราจ่ายค่าพาหนะสำหรับผู้ไปราชการช่ัวคราวแรมคืน ตามตำแหน่ง
เม่ือกอ่ นออกจากประจำการ

ขอ้ ๖. ผลการปฏิบัติของนายทหารกองหนุนท่ีเรียกเข้ามา
รายงานประจำตัว

รับราชการน้ัน เมื่อพ้นเวลารับราชการช่ัวคราวหรือมีเหตุการณ์พิเศษระหว่าง

รับราชการช่ัวคราวก็ดี ให้ผู้บังคับบัญชาเขียนไว้ในรายงานประจำตัวแล้วเสนอ

ตามลำดบั จนถงึ ผูบ้ ังคบั บญั ชาชั้นทข่ี ้ึนตรงตอ่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ข้อ ๗. นายทหารกองหนุนอาจได้เลื่อนยศหรือเลื่อนช้ัน
การเลอ่ื นยศเลือ่ นช้นั

เงินเดือนเพราะเหตุท่ีได้แสดงความสามารถต่อหน้าที่ราชการในขณะที่ถูกเรียก

เข้ารับราชการชั่วคราว หรอื เม่อื มคี วามชอบเปน็ พเิ ศษ

ข้อ ๘. นายทหารกองหนุนย้ายภูมิลำเนา หรือไปต่างจังหวัด ย้ายภมู ลิ ำเนาหรอื

ช่วั คราว ตั้งแต่ ๓๐ วันขนึ้ ไป ตอ้ งรายงานต่อผู้บงั คับบัญชาต้นสังกัดภายใน ๑๕ วัน ไปต่างจงั หวดั

นับแต่วันไปหรือก่อนวันจะไป เม่ือผู้บังคับบัญชาได้รับแล้ว ให้นำส่งรายงานน้ันไปยัง
เจ้าหน้าที่ผู้รักษาประวัติ และถ้าในกรณีเกี่ยวกับการเงินก็ให้เจ้าหน้าที่ผู้รักษาประวัติ
สง่ ไปยงั เจ้าหน้าท่ีการเงินด้วย

๕๔๐


ถา้ จะออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องทำรายงานเสนอต่อผูบ้ งั คับบัญชา

จนถึงหัวหน้าส่วนราชการข้ึนตรงต่อกระทรวงกลาโหม เพื่อพิจารณาอนุญาต และ


ให้ส่วนราชการขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหมแจ้งเร่ืองการอนุญาตนั้นให้สำนักงานปลัด

กระทรวงกลาโหมทราบด้วย


ขอ้ ๙. นายทหารกองหนุน ถ้าเข้ารับราชการในกระทรวงทบวง การเข้ารับราชการทีอ่ ่นื


กรมอื่นต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดให้ทราบว่าเข้ารับราชการตำแหน่งใด


เป็นข้าราชการประเภทใด มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ หรือไม่รับเงินเดือนเท่าใด

หรือได้เล่ือนช้ันเงินเดือนหรือออกจากราชการ ท้ังน้ี ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันท่


ได้มีกรณนี ัน้ ๆ และผ้บู งั คบั บญั ชาตอ้ งเสนอรายงานตามลำดบั จนถึงหน่วยทข่ี ึ้นตรงตอ่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทราบ และให้เจ้าหน้าที่ส่งเร่ืองไปยังเจ้าหน้าท่ี

เสมยี นตรา และให้เจ้าหน้าทเี่ สมียนตราส่งเจา้ หน้าทีก่ ารเงิน


ข้อ ๑๐. นายทหารกองหนุนจะอุปสมบทต้องยื่นรายงานต่อผู้บังคับ การอปุ สมบท


บญั ชาตน้ สงั กัด แลว้ เสนอตามลำดับจนถงึ รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงกลาโหม


ขอ้ ๑๑. นายทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดหมดสิทธิท่ีจะเป็นกองหนุน การปลดจากกองหนุน


มีเบยี้ หวัดด้วยเหตุตอ่ ไปน้ี คือ
เบีย้ หวัด


(๑) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จ

บำนาญ


(๒) ไม่สมคั รอยใู่ นกองหนุนมีเบีย้ หวัดและมีเหตสุ มควร


(๓) ไม่มคี วามสามารถพอ


(๔) มีความผิด จนถึงต้องงดเบี้ยหวัดตามข้อบังคับ

ทหารวา่ ดว้ ยเงนิ เบ้ยี หวดั


(๕) เจ็บไขซ้ ่ึงแพทยท์ หาร ๒ นาย รับรองว่าไมส่ ามารถ

จะทำการตามหนา้ ท่ีต่อไปได้ และผ้บู ังคับบัญชาเห็นสมควร


(๖) มอี ายเุ กนิ กว่าเกษยี ณอายุกองหนุน


(๗) ล้นอตั รากองหนนุ


ขอ้ ๑๒. นายทหารกองหนุนจะอยู่ในประเภทกองหนุนได้ไม่เกิน เกษียณอายกุ องหนนุ


กำหนดอายุ ดังน้ี

๕๔๑


นายรอ้ ย หรือนายเรอื ครบ ๔๕ ป

หรือนายเรืออากาศ


พันตรี พนั โท หรอื นาวาตรี


นาวาโท หรือนาวาอากาศตร ี ครบ ๕๐ ปี


นาวาอากาศโท


แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะส่ังให้ผู้ซึ่งมีอายุเกินกำหนดน้ี

คงอยู่ในประเภทกองหนนุ ตอ่ ไปเป็นพิเศษได้ แต่อายตุ อ้ งไม่เกิน ๕๕ ป


พนั เอก หรือนาวาเอก


หรือนาวาอากาศเอก ครบ ๕๕ ปี


และนายพล


มาตรา ๕


นายทหารนอกราชการ


ขอ้ ๑. นายทหารนอกราชการ คือนายทหารซึ่งไม่มีตำแหน่ง นายทหารนอกราชการ


ราชการประจำในกระทรวงกลาโหมและกระทรวงกลาโหมส่ังให้เป็นนายทหาร

ประเภทนี้


ข้อ ๒. นายทหารนอกราชการ ในส่วนสังกัดให้ปฏิบัติตาม
การบรรจสุ ังกัด


มาตรา ๔ ขอ้ ๒.


ขอ้ ๓. นายทหารนอกราชการไมม่ หี น้าทเี่ ขา้ รับราชการในยามปกติ

แต่ต้องปฏิบัติตามท่ีกล่าวไว้ในมาตรา ๔ ข้อ ๓. ข้อ ๘. วรรคหนึ่ง ข้อ ๙. และ


ขอ้ ๑๐. แห่งข้อบังคับน้


เมื่อมีราชการสงคราม หรือประกาศระดมพล หรือประกาศใช้กฎ

อัยการศึก ในเขตท้องที่ซึ่งตนตั้งภูมิลำเนาอยู่ แม้จะไม่ได้รับคำส่ังเรียกร้อง


ประการใด นายทหารนอกราชการก็ต้องไปรายงานตนเองยังท่ีว่าการหน่วยที่ตนสังกัด

โดยเรว็ ทส่ี ดุ


ข้อ ๔. นายทหารนอกราชการจะปลดเป็นนายทหารพ้นราชการ การปลดเป็นนายทหาร

ดว้ ยเหตตุ ่อไปนี
้ พน้ ราชการ

๕๔๒


(๑) มอี าการเจ็บไข้ หรอื ไมส่ มควรจะให้เป็นนายทหาร

นอกราชการซึ่งผบู้ งั คับบญั ชาไดพ้ จิ ารณาเห็นเปน็ การสมควร


(๒) มีอายุเกนิ กวา่ เกษยี ณอายนุ อกราชการ


ขอ้ ๕. นายทหารนอกราชการอยู่ในประเภทนอกราชการได้ไม่ เกษียณอาย

นอกราชการ

เกินกำหนดอายดุ ังน
้ี

นายร้อย หรอื นายเรือ หรอื นายเรอื อากาศ ครบ ๕๕ ป


นายพันตร,ี โท หรือนาวาตรี, โท


หรือนายนาวาอากาศตร,ี โท ครบ ๖๐ ปี


นายพนั เอก หรือนายนาวาเอก หรือนายนาวา


อากาศเอก และนายพล ครบ ๖๕ ป


มาตรา ๖


นายทหารพน้ ราชการ


ข้อ ๑. นายทหารพ้นราชการ คือนายทหารซึ่งไม่มีตำแหน่ง นายทหารพ้นราชการ


ราชการประจำในกระทรวงกลาโหม และกระทรวงกลาโหมสั่งให้เป็นนายทหาร

ประเภทน
้ี

ข้อ ๒. นายทหารพ้นราชการโดยปกติให้สังกัดหน่วยกองทัพ
สงั กัดนายทหาร


ที่ตนสังกัด เว้นแตจ่ ะไดส้ ่ังเปน็ อยา่ งอน่ื
พ้นราชการ


ข้อ ๓. นายทหารพ้นราชการไม่มีหน้าท่ีต้องเข้ารับราชการทหาร

อย่างใด ๆ แต่ต้องปฏิบัติตามที่กล่าวไว้ใน มาตรา ๔ ข้อ ๓. ข้อ ๘. วรรคหนึ่ง


ขอ้ ๙. และขอ้ ๑๐. แหง่ ขอ้ บงั คบั น
้ี
มาตรา ๗


การตรวจรา่ งกายนายทหารประจำการ

และนายทหารกองหนนุ มีเบี้ยหวัด


ข้อ ๑. ให้ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ชั้นหรือเทียบช้ันผู้บังคับกองพัน การตรวจรา่ งกาย

หรือผู้บังคับการเรือ หรือผู้บังคับกองบินน้อยข้ึนไป จัดการให้นายแพทย์ทหาร
นายทหารประจำการ

๕๔๓


๒ นาย กับผู้บังคับบัญชาโดยตรง ร่วมมือกันตรวจร่างกายนายทหารประจำการ


ซ่ึงอยู่ในบังคับบัญชาของตนอย่างน้อยปีละ ๑ คร้ัง หน่วยใดท่ีมีนายแพทย์ทหาร


เพียงนายเดียวให้ขอจากกองเสนารักษ์มณฑล หรือหน่วยใกล้เคียง หรือขอความ


ช่วยเหลือจากนายแพทย์ท่ีรับราชการฝ่ายพลเรือน ณ จังหวัดนั้นตรวจก็ได้ เม่ือ


นายแพทย์ได้ตรวจแล้ว ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาของนายทหารผู้น้ันทราบว่า


ผู้ใดมรี ่างกายสมบูรณ์ หรอื มีอาการป่วยประการใด


ข้อ ๒. ให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดจัดการให้นายแพทย์ทหาร การตรวจร่างกาย


ตรวจร่างกายนายทหารกองหนุนมีเบ้ียหวัดซ่ึงอยู่ในบังคับบัญชาของตนปีละ ๑ คร้ัง นายทหารกองหนนุ


เม่ือนายแพทย์ได้ตรวจแล้วต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาของนายทหารผู้น้ันทราบว่า

ผู้ใดมีร่างกายสมบูรณ์ หรือมีอาการป่วยประการใด เมื่อผู้บังคับบัญชาพิจารณา


เห็นว่าผู้ใดไม่สามารถจะรับราชการตามหน้าท่ีต่อไปได้ ให้รายงานตามลำดับช้ัน


จนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยหลักฐานใบตรวจของแพทย์ซ่ึงมี


นายแพทย์รบั รอง ๒ นาย เสนอไปด้วย


ข้อ ๓. หน่วยใดไม่มีนายแพทย์ทหารประจำ ก็ให้ขอจากหน่วย
การจัดนายแพทย์

ที่มีนายแพทย์ทหารประจำนั้น และใหผ้ บู้ งั คับบัญชาหน่วยน้ัน ๆ จดั ให
้ ตรวจร่างกาย


ส่วนนายทหารประจำการที่รับราชการอยู่ต่างจังหวัด และนายทหาร

กองหนุนมีเบ้ียหวัดท่ีมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดกับท่ีตั้งหน่วยทหารผู้บังคับบัญชา


จะทำความตกลงขอแพทย์ทีร่ บั ราชการฝ่ายพลเรือน ณ จังหวัดนัน้ ตรวจก็ได้


มาตรา ๘


การรายงานเม่อื ตอ้ งคด


นายทหารสัญญาบัตรทุกประเภทเม่ือต้องหาในคดีอาญา (เว้นคดีท
่ี รายงานเมอ่ื ตอ้ งคด

ขึ้นศาลทหาร) คดีแพ่ง หรือคดีล้มละลายให้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับ
ชน้ั จนถึงรฐั มนตรวี า่ การกระทรวงกลาโหมโดยเร็ว

แบบรายงานใหใ้ ชต้ ามตวั อย่างทา้ ยข้อบงั คับน้ี

๕๔๔

มาตรา ๙


ยกเลกิ ข้อบงั คับเก่าและใช้ข้อบังคบั ใหม




ายทหารชั้นสญั ใ
หญ้ใาชบ้ขัต้อรบังทค่ี ับ๑๔ฉ๒/บ๑๔ับ๓๗น๘๙้ีแ๘
ล๘ะยตก้ังเแลติก่บขัด้อนบเี้ ังปค็นับตท้นหไาปร
ว่าด้วยการแบ่งประเภท
ยกเลกิ ข้อบงั คบั เก่า


(ลงนาม) พบิ ูลสงคราม


รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงกลาโหม


ศาลาว่าการกลาโหม พระนคร


๑๔ พ.ย. ๘๒














หมายเหต ุ - ยกเลิกความในมาตรา ๔ ข้อ ๘. และใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ (ฉบับท่ี ๒)


พ.ศ. ๒๔๙๗


- ยกเลิกแบบรายงานเมื่อต้องคดี และให้ใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ (ฉบับที่ ๓)


พ.ศ. ๒๔๙๙


- ยกเลิกความในมาตรา ๔ ข้อ ๒. และใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ (ฉบับที่ ๔)


พ.ศ. ๒๕๑๓


- ยกเลิกความในมาตรา ๕ ข้อ ๒. และใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ (ฉบับที่ ๔)


พ.ศ. ๒๕๑๓


- ยกเลิกความในมาตรา ๕ ข้อ ๓. และใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ (ฉบับท่ี ๕)


พ.ศ. ๒๕๓๒, (ฉบบั ที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๖


- ยกเลิกความในมาตรา ๖ ข้อ ๓. และใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ (ฉบับที่ ๕)


พ.ศ.๒๕๓๒, (ฉบบั ท่ี ๖) พ.ศ. ๒๕๓๖


- ยกเลิกความในมาตรา ๔ ข้อ ๔. วรรคหน่ึง และให้ใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ


(ฉบับท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๔๐

๕๔๕


(แบบ)

รายงานเมอ่ื ตอ้ งคดีอาญา




เขยี นท.่ี ...........................................................


วนั ท่ี...................เดือน....................................พ.ศ........................

เรอื่ ง......................................................................

เรียน.....................................................................

สิ่งทีส่ ง่ มาด้วย......................................................

ด้วยเม่ือวันท่ี.............................................เดือน...........................................พ.ศ.........................

กระผม.....................................................ตำแหน่ง...........................................สังกัด........................................

ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน..................................................โดย.............................................เป็นผู้กล่าวหา

เหตุเกิดท่ีตำบล.............................................อำเภอ.........................................จังหวัด.........................................

ขณะน้ีกระผมได้ประกันตัว หรือถูกควบคุมตัวอยู่ ณ ...................................................................................

ตำบล...................................................อำเภอ.............................................จงั หวัด...............................................

ต้ังแต่วันท.ี่ ..............................................เดือน.........................................................พ.ศ.......................................

เรือ่ งน้ี กระผมขอเรยี นช้ีแจงขอ้ เท็จจริงว่า..................................................................................

...............................................................................................................................................................................

ฉะน้ัน จึงเรียนมาเพ่ือขอได้นำรายงานเสนอตามลำดับชั้นจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
กลาโหม ตามขอ้ บงั คบั ว่าดว้ ยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตรดว้ ย


ควรมคิ วรแล้วแต่จะกรุณา


(ลงช่ือ).............................................................


(ตำแหนง่ )............................................



หมายเหตุ ในกรณีซึ่งเป็นคดที ีน่ ำขึ้นฟ้องรอ้ งยงั ศาลแล้ว ให้คัดสำเนาฟ้องของโจทก์โดยตลอด แนบไปด้วย

๕๔๖


(แบบ)

รายงานเมื่อตอ้ งคดแี พ่งหรอื ล้มละลาย




เขยี นที่............................................................


วันที่...................เดอื น....................................พ.ศ........................

เรือ่ ง......................................................................

เรียน.....................................................................

สิง่ ท่สี ่งมาด้วย......................................................

ด้วยเม่ือวันท่ี.............................................เดือน...........................................พ.ศ.........................

กระผม.....................................................ตำแหน่ง...........................................สังกัด........................................

ได้ถกู ฟ้องฐาน.....................................................................โดย.............................................................เป็นโจทก์

ณ ศาล..................................................................................................................................................................

เรอื่ งนี้ กระผมขอเรยี นชีแ้ จงขอ้ เท็จจริงวา่ ..................................................................................

...............................................................................................................................................................................

...............................................................................................................................................................................

ฉะน้ัน จึงเรียนมาเพื่อขอได้นำรายงานเสนอตามลำดับชั้นจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
กลาโหม ตามข้อบงั คบั ว่าด้วยการแบง่ ประเภทนายทหารสญั ญาบตั รด้วย


ควรมิควรแล้วแตจ่ ะกรณุ า


(ลงชอ่ื ).............................................................


(ตำแหนง่ )............................................



หมายเหต ุ ให้คดั สำเนาฟอ้ งของโจทก์โดยตลอดแนบไปด้วย ๑ ชุด

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สปํารนะกั มงาวนลคกณฎะหกมรรามยกอาารญกฤาทษฎหีกาาร สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาล เปนอดีตภาคลวงแลว ๒๔๕๔ พรรษา ปตยุบันกาล

สํานักงานจคันณทะรกครตรมินกิยารมกฤศษุกฎรกี สาังวัจฉร มาฆสมํานาศกั งากนัณคณหะะกปรกรมษก าฉรดกฤิถษีชฎีวกี ะาวาร สุริยคติกสาํ นลักงราัตนนคณโกะสกิรนรทมรกศารกกฤษฎีกา

๑๓๐ กุมภาพันธมาส อัฐมาศาหคณุ พเิ ศษ บริเฉทกาลกําหนด

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชริ าวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราชพนิ ติ
สาํ นกั งานปครณะะชการนรมารกาถรมกฤหษาฎสีกมามตวงษ อตสิศํานัยกัพงงานษควณิมะลกรรรัตมนกาวรกรฤขษัตฎตีกิยา ราชนิกโรดสมํานจักางตานุรคันณตะบกรรรมมมกาหรากฤษฎีกา

จักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสัง สุทธเคราะหณี จักรีบรมนารถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร บรม
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มกุฎนเรนทรสูร สันตติวงษวิสิฐ สุสาธิตบุรพาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหารอติเรกบุญฤทธิ ธัญ

สาํ นักงานลคักณษะณกรวริจมิตกราโรสกภฤษาฎคีกยาสรรพางค มสหําานชักโงนานตคตณะะมการงรคมกปารระกนฤษตฎบีกาาทบงกชยุคล สปาํ นระักสงาิทนธคิสณระรกพรรศมุภกาผรลกฤษฎกี า

อุดมบรมสุขุมาลย ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ บุริมศักดิ์
สมญาเทพทวสาํารนาักวงดานี ศครณีมะหกรารบมุรกุษารสกุตฤสษมฎกีบาัติ เสนางคนิสกํารนรกั ัตงนานอคัศณวะโกกรศรมลกปารรกะฤพษนฎธีกาปรีชามัทวสมา

จาร บริบูรณคุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สรรพวิเศษศิรินธร บรมชนกาดิศรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเสวตฉัต

ราดิฉัตร ศิริรสัตํานโนักงปาลนักคณษะณกมรรหมากบารรกมฤรษาฎชีกาาภิเศกาภิสิตสสํารนรกั พงาทนคศณทะิศกวริชรมิตกไาชรยกฤสษกฎลีกมา ไหสวริยมหา
สวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนารถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตร

สาํ นักงานรัตคณนะสกรรณรมารกกัารษก ฤอษดฎลุ ีกยาศักด์ิอรรคนสเรําศนักรงาามนาคธณิบะดกีรเรมมตกตารากกฤรษุณฎากี สาีตลหฤไทย อสโํานนบักไงมานยคบณุญะกกรารรมสกากรลกฤษฎีกา

ไพศาลมหารัษฎาธิเบนทร ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตรพระมงกุฎเกลา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เจาอยหู วั

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ทรงพระราชดําริวา พระธรรมนูญศาลทหารบกและพระธรรมนูญศาลทหารเรือ

ซึ่งโปรดเกลาฯสําในหกั ตงารนาคเปณนะกพรรระมรกาาชรกบฤัญษญฎีกัตาิขึ้นไวเม่ือรัตสนําโนกักสงินานทครณศะกกร๑ร๒มก๖าแรกลฤะษ๑ฎ๒ีกา๗ นั้น เปนแต
พระราชกําหนดสําหรับจัดการและกําหนดหนาท่ี และอํานาจศาลทหารบกและศาลทหารเรือ และ

สาํ นกั งานปครณะมะกวรลรกมกฎาหรกมฤาษยฎอีกาาญา ซึ่งโปรดสเํากนลักางฯานคใหณตะกรรารเมปกนารพกรฤะษรฎากี ชาบัญญัติข้ึนไวสเาํ มน่ือักงราัตนนคณโกะสกิรนรทมรกศารกกฤษฎีกา

๑๒๗ นั้น ก็บัญญัติแตเฉพาะลักษณะโทษแหงความผิดลวงละเมิดตอพระราชกําหนดกฎหมาย

สามัญ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษบฎัดกี นาี้สมควรจะมีพสํารนะักรงาาชนบคญั ณญะกตั ริรกมํากหารนกดฤลษักฎษกี าณะโทษแหงคสวําานมักผงาิดนตคาณงะๆกรอรมันกเปารนกฤษฎกี า

ฐานลวงละเมดิ ตอกฎหมาย และหนาท่ีฝา ยทหารข้ึนไวเปนหลักฐาน แตทรงพระราชปรารภวา การ
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

กระทําผิดตอกฎหมายและหนาท่ีฝายทหารน้ัน แมเปนการซ่ึงเกิดจากความประพฤติของบุคคลท่ี

สํานักงานเปคนณทะกหรารรมเกสาียรกเปฤษนฎพีก้ืนาก็จริง แตมีบสํานงักองยาานงคทณี่อะากจรเรกมิดกาขร้ึนกจฤษากฎคีกาวามประพฤตสิขาํ อนงักบงาุคนคลณสะการมรัญมกกา็ไรดกฤษฎีกา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

- ๒ - สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นกั งานในคณพะรกะรรรามชกบารัญกฤญษัตฎิเีกชานน้ีควรมีบทสํกานฎกั หงามนาคยณบะกางรรอมยกาางรกใฤหษใฎชกี ไาดตลอดทั้งบสุคาํ คนักลงทาน่ีเปคณนทะกหรรามรกแาลระกฤษฎีกา
บคุ คลสามัญและใชแ ตเ ทา นั้น บุคคลซง่ึ เปนทหารยอมตั้งอยูในใตบงั คับวนิ ัยทหาร๑

สํานเกั มง่ือานกครณะทะกํารผริดมขก้ึนารตกอฤษพฎรีกะาราชกําหนดกสฎําหนกัมงาายนอคยณาะงกครรนมสกาามรกัญฤษคฎวกีาามผิดน้ันยอมมี

ลักษณะการละเวน ความควรประพฤติในฝายทหารเจือไปดวย สมควรมีโทษหนักยิ่งกวาผูกระทํา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

ผดิ เชน เดยี วกนั ซ่ึงเปนคนสามญั

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

เพราะฉะน้ันจึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตราไวเปนพระราชบัญญัติสืบไป

สาํ นักงานดคังณน้ีะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

๑ ในพระราชปรารภ คําวา ขนบธรรมเนียมฝายทหาร” มีอยู ๓ แหง ใน ๒ แหงแรกใหแก

สาํ นักงานเปคนณ“ะหกรนรามทกี่ฝาารยกทฤหษาฎรกี”าแหงหลังใหแกสเําปนนักง“าวนินคัยณทหะการรร”มโกดายรปกรฤะษมฎวกีลากฎหมายอาญาสทาํหนาักรงแากนไคขณเพะ่ิมกเรตริมมกพารรกะฤษฎกี า

พุทธศักราช ๒๔๖๙

- ๓ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สปํารนะกั มงาวนลคกณฎะหกมรรามยกอาารญกฤาทษฎหีกาาร สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

ภาค ๑

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษวฎา กีดาว ยขอบังคบั ตสา ํางนๆกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๑ ใหเรียกพระราชบญั ญัตินวี้ า “ประมวลกฎหมายอาญาทหาร”

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๒ ใหใชพระราชบัญญัติน้ีเปนกฎหมาย ต้ังแตวันที่ ๑ เมษายน รัตนโกสิ

สาํ นกั งานนคทณระศกกรร๑ม๓กา๑รกเฤปษนฎตีกนาไป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นมกั างาตนรคาณ๓ะกรตรง้ัมแกตารวกนั ฤทษ่ีใฎชกี กาฎหมายน้สี บื สไําปนกัใงหายนกคเณละกิ กรรมการกฤษฎกี า

๑) กฎหมายลักษณะขบถศกึ

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๒) ขอความในพระราชกําหนดกฎหมาย และกฎขอบังคับอื่นๆ ซ่ึงเก่ียวกับ

บรรดาความผสดิ าํ นทกั ่กีงาฎนหคมณาะยกนรรี้บมัญกาญรกัตฤวิ ษาฎตีกอ างมโี ทษ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๔๒ “ทหาสรํา”นกัหงมานาคยณควะกามรรวมา กบารุคกคฤลษทฎีกี่อายใู นอาํ นาจกฎสหาํ นมักางยานฝคา ยณทะกหรารรมการกฤษฎีกา
คําวา “เจา พนักงาน” ทใ่ี ชในประมวลกฎหมายลักษณะอาญาน้ัน ทานหมายความ

ตลอดถึงบรรดสําานนักางยาทนคหณาระบกรกรนมากยารทกหฤาษรฎเกีราือ ช้ันสัญญาบสัตํานรกั แงลานะชคั้นณปะกรระรทมวกนารทกี่อฤยษูใฎนกี กาองประจําการ

นน้ั ดว ย

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า “ราชศัตรู”สํานนั้นักงทานาคนณหะมการยรมคกวาารมกฤตษลฎอกี ดาถึงบรรดาคนสํามนีอักางวานุธคทณ่ีแะสกดรงรมคกวาารมกฤษฎกี า

คําวา

ขดั แยง ตอ อาํ นสาําจนผกั งใู าหนญคณ หะรกือรรทม่ีเกปาน รกกฤบษฏฎหีกราือเปนโจรสลสดั ําหนรกั ืองาทนก่ี คอ ณกะากรรจรมลกาจารลกฤษฎีกา
คําวา “ตอหนาราชศัตรู” นั้น ทานหมายความตลอดถึงที่อยูในเขตซ่ึงกองทัพได

สาํ นกั งานกครณะทะกาํ สรรงมคกราารมกนฤษัน้ ฎดีกวาย สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

คําวา “คําสั่ง” นั้น ทานหมายความวา บรรดาขอความที่ผูซึ่งบังคับบัญชาทหารผู
ถืออํานาจอันสสาํ มนคักวงารนคเปณนะกผรูสรั่งมไกปารโกดฤยษสฎมีกคา วรแกกาลสสมําัยนแักลงาะนชคอณบะดกรวรยมพกราระกรฤาษชฎกีกําาหนดกฎหมาย

คาํ สัง่ เชน นี้ทา นวาเมื่อผูร บั คําสั่งนน้ั ไดกระทาํ ตามแลว ก็เปน อันหมดเขตของการทส่ี ่ังนั้น๓
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

คําวา “ขอบังคับ” นั้น ทานหมายความวา บรรดาขอบังคับและกฎตางๆ ที่ใหใช

อยูเสมอ ซึ่งผสูซาํ ่ึงนบกั ังาคนับคบณัญะกชรารทมกหาารรกผฤูถษฎือีกอาํานาจอันสมคสวํานรักไดงาอนอคกณไะวกโรดรมยกสามรกคฤวษรฎแีกกากาลสมัย และ

ชอบดว ยพระราชกําหนดกฎหมาย๔

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

๒ มาตรา ๔ คําวิเคราะหศัพทของคําวา “ทหาร” แกไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติแกไข
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เพม่ิ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ท่ี ๗) พทุ ธศักราช ๒๔๘๗

สาํ น๓ักงมาานตครณา ะ๔กรแรกมคกําาอรกธิบฤษายฎคกี ําาวา “คําส่ัง” คสือําคนําักวงาาน“นคาณยะทกหรารรม”กาแรกกเฤปษนฎ“ีกผาูซึ่งบังคับบัญชา
ทหาร” โดยพระราชบญั ญัตแิ กไขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายอาชญาทหาร พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๓

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๔ ฎมีกาาตรา ๔ แกคําอสธิบํานายกั คงาํานวคา ณ“ขะอกบรรังมคกับา”รคกืฤอษคําฎวีกาา“นายทหาร” แสกาํ เนปักนงา“นผคูซณึ่งบะักงครรับมบกัญาชรกาฤษฎีกา
ทหาร” โดยพระราชบัญญัติแกไ ขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายอาชญาทหาร พุทธศกั ราช ๒๔๗๓

- ๔ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๕ ทหารคสํานนใักดงกานระคทณําะคกวรรามมกผาิดรกอฤยษาฎงใีกดาๆ นอกจากทส่บีาํ นญั ักญงาตันคไิ วณใ ะนกปรรรมะกมาวรลกฤษฎีกา

กฎหมายอาญาทหารนี้ ทานวามันควรรับอาญาตามลักษณะพระราชกําหนดกฎหมาย ถากฎหมาย

นม้ี ไิ ดบญั ญตั ิไสวําในหกั เงปานน คอณยะากงรอร่ืนมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๕ ทวิ๕ บสุคําคนลกั งทา่ีอนยคูใณนะอกรํารนมากจาศรากลฤทษฎหีกาารตามกฎหมาสยาํ วนาักดงวานยคธณรระมกรนรูญมกศาารลกฤษฎีกา

ทหาร ผูใดกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายน้ีหรือกฎหมายอื่นนอกราชอาณาจักร จะตองรับ

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

โทษในราชอาณาจกั ร

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษในฎีกการณีที่มิใชควาสมํานผักิดงเากน่ียควณกะับกรครวมากมามรกั่นฤคษงฎแีกหา งราชอาณาจสักาํ รนตักางามนทคี่บณัญะกญรรัตมิไกวาใรนกฤษฎีกา
มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๒๙ แหงประมวลกฎหมายอาญา ถาไดมีคําพิพากษาของศาลใน

ตางประเทศอสันาํ นถกัึงงทาี่สนุดคณใหะกปรลรอมยกาตรัวกผฤูนษฎ้ันีกหา รือศาลในตสาํางนปักรงะานเทคศณพะกิพรารกมกษาารใกหฤลษงฎโกี ทาษและผูน้ันได

พนโทษแลว หามมิใหลงโทษผูน้ันในราชอาณาจักรเพราะการกระทําน้ันอีก แตถาผูน้ันยังไมพน

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
โทษ ศาลจะลงโทษนอยกวา ที่กฎหมายกาํ หนดไว หรอื จะไมลงโทษเลยก็ได

สํานมกั างาตนรคาณ๖ะก๖ รรผมูใกดาตรกอฤงษคฎําีกพาิพากษาศาลทสํหานากั รงใาหนลคงณอะากชรญรมากปารรกะฤหษาฎรกีชาีวิต ทานใหเอา

สํานักงานไปคณยงิะเกสรียรใมหกาต รากยฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นมกั งาาตนรคาณ๗ะก๗รรมผกูมาีอรกําฤนษาฎจกีบาังคับบัญชาตสาํามนกักฎงาหนคมณายะกวรารดมวกยาวรกินฤัยษทฎหกี าาร มีอํานาจลง
ทัณฑแกทหารผูกระทําความผิดตอวินัยทหารตามกฎหมายวาดวยวินัยทหาร ไมวาเปนการกระทํา

สํานกั งานคควณามะกผริดรใมนกหารรกอื ฤนษอฎกี ราาชอาณาจกั รสํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานมกั างาตนรคาณ๘ะก๘รรกมากรากรรกะฤทษําฎคกี วาามผิดอยางใสดํานๆกั งทาี่บนัญคณญะัตกริไรวมในกามรากตฤรษาฎีก๒า๑ มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓
สาํ นักงานมคาณตระการ๓รม๔กามรากตฤษราฎกี ๓า๕ มาตรา ๓ส๖ํานมกั างตานรคาณ๓ะ๗กรรมมากตารรกาฤ๓ษ๙ฎีกมา าตรา ๔๑ มสาาํตนรักางา๔น๒คณมะากตรรรมาก๔าร๓กฤษฎกี า

มาตรา ๔๔ มสาาํตนรักางา๔น๖คณแะลกะรรมมากตารรากฤ๔ษ๗ฎีกแา หงประมวลสกําฎนหักงมานายคนณี้ะถการผรมูมกีอาํรากนฤาษจฎบกี ังาคับบัญชาตาม
กฎหมายวาดวยวินัยทหาร พิจารณาเห็นวาเปนการเล็กนอยไมสําคัญใหถือเปนความผิดตอวินัย

สํานักงานทคหณาระกแรรลมะกใหารมกีอฤษาํ นฎากี จาลงทณั ฑตามสมํานาตักงราาน๗คณเะวกน รแรมตกผาูมรกีอฤําษนฎาีกจาแตงตงั้ ตลุ ากาสรําตนาักมงากนฎคหณมะกายรรวมากดาว รยกฤษฎกี า

ธรรมนูญศาลทหารจะส่ังใหสงตัวผูกระทําความผิดไปดําเนินคดีในศาลทหาร หรือจะมีการ
ดาํ เนินคดีน้ันใสนาํ นศักางลาพนคลณเระอื กนรรตมากมากรกฎฤหษมฎากี ยาวา ดวยธรรมสนําญูนกัศงาาลนทคหณาะรกรจรงึมใกหารเปกฤน ษไฎปกีตาามนั้น

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

๕ มาตรา ๕ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแกไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับท่ี
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

๖ มาตรา ๖ แกไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติแกไขประมวลกฎหมายอาญาทหาร
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

พุทธศักราช ๒๔๗๗

สําน๗กั งมาานตครณา ะ๗กรแรกมไกขาเรพกิ่มฤเษตฎิมกี โาดยพระราชบัญสญํานัตักิแงกาไนขคเพณ่ิมะกเตริมรมปกราะรมกวฤลษกฎฎีกหามายอาญาทหาร
(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

สํานักงานคณะกรรมการกฤษ๘ฎมกี าาตรา ๘ แกไขเพสําิ่มนเกัตงิมาโนดคยณพะรกะรรรามชกบาัญรญกฤัตษิแฎกีกไาขเพ่ิมเติมประมสวาํ ลนกักฎงาหนมคาณยะอการญรามทกหารารกฤษฎกี า
(ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

- ๕ - สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๙๙ ความสําทนี่บักัญงานญคัตณิไะวกใรนรมกาตารรกาฤษ๘ฎใีกหา ใชตลอดถึงสคาํ วนาักมงผานิดคลณหะุโกทรรษมกแาลระกฤษฎีกา

ความผดิ ทเ่ี ปรยี บเทยี บไดต ามกฎหมาย

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๑๐ บรรดาบทในพระราชกําหนดกฎหมาย ที่ทานกําหนดแตโทษปรับ
สํานกั งานสคถณานะกเรดรียมวกาถรกาฤจษําฎเลีกยา เปนทหารซสึ่งําไนมักใงชานชคั้นณสะัญกรญรมากบาัตรกรฤหษรฎือกี ชาั้นประทวน ทสําานนักวงาานถคาณศะากลรวรินมิจกาฉรัยกฤษฎีกา

เห็นสมควรจะใหจําเลยรับโทษจําคุกแทนคาปรับตามลักษณะที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๘ แหง

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

ประมวลกฎหมายลักษณะอาญาน้นั ก็ได

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๑๑ ความผิดฐานลหุโทษก็ดี ความผิดอันตองดวยโทษจําคุกไมเกินกวา

เดอื นหนง่ึ หรสือาํ ปนรกั บังาไนมคเณกนิะกกรวรามรกอายรกบฤาษทฎหกี ารือทง้ั จําทั้งปสรับํานักเชงนานนค้ันณเะปกนรโรทมกษาทรหี่กฤนษักฎกกี ็ดาี ถาจาํ เลยเปน
ทหาร ทานใหศาลวินิจฉัยตามเหตุการณ ถาเห็นสมควรจะเปลี่ยนใหเปนโทษขังไมเกินกวาสาม

สํานักงานเดคือณนะกกรไ็ รดม การกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นมกั งาาตนรคาณ๑ะก๒ร๑ร๐มกเามรื่อกศฤษาลฎทกี าหาร พิพากษสาําเนดัก็ดงขานาดคณใหะกลรงรโมทกษารแกกฤทษหฎากี ราคนใด ทานวา

ใหผูซึ่งบังคับบัญชาทหารผูมีอํานาจสั่งใหลงโทษตามคําพิพากษาน้ันวินิจฉัยตามเหตุการณ ถา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
เห็นสมควรจะสั่งใหอานคําพิพากษาใหจําเลยฟงตอหนาประชุมทหารหมูหน่ึงหมูใด ตามที่

เหน็ สมควรกไ็ สดํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณภะากครทรมี่ ๒การกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
วา ดว ยลกั ษณะความผดิ โดยเฉพาะ

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๑๓ เชลสยําศนึกกั งคานนใคดณทะการนรปมลกาอรยกตฤษัวไฎปีกโาดยมันใหคําสสาํัตนยักไงวานวคาจณะะไกมรรกมรกะาทรํากฤษฎีกา
การรบพุงตอทานอีกจนตลอดเวลาสงครามคราวนั้น ถาและมันเสียสัตยนั้นไซร ทานจับตัวมาได

ทานใหประหาสรํานชักีวงิตามนคันณเสะียกรหรมรกือาจรํากคฤษุกฎมกีันาไวจนตลอดชสีวํานิตักงหารนือคมณิฉะกะรนรั้นมใกหารจกําฤคษุกฎมีกันา ไวต้ังแตหาป

ข้นึ ไปจนถึงย่สี ิบป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๑๔๑๑ ผูใดเปนราชศัตรู และมันปลอมตัวลวงเขาไปใน ปอม คาย เรือรบ

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หรือสถานท่ีใดๆ อันเปนของสําหรับทหาร หรือมีทหารของสมเด็จพระเจาอยูหัวตั้งอยูไซร ทานวา

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๙ มาตรา ๙ แกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแกไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

(ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

๑๐ มาตรา ๑๒ คําวา “นายทหาร” แกเปน “ผูซ่ึงบังคับบัญชาทหาร” โดยพระราชบัญญัติ
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
แกไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาชญาทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๓ และคําวา “ศาลทหารบกหรือศาลทหารเรือ

ศาลใด” แกเปนสาํ“นศกัาลงทานหคาณร”ะกโดรยรพมกระารรกาชฤบษัญฎญกี าตั แิ กไขเพ่ิมเติมสปํานระกั มงาวนลคกณฎหะกมรารยมอกาญารากทฤหษาฎรีก(าฉบับที่ ๘) พ.ศ.
๒๕๐๗

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๑๑ฎมีกาาตรา ๑๔ คําวสาําน“ักทงหาานรคบณกะกทรหรามรกเารรือก”ฤษแฎกเีกปาน “ทหาร” โดสยํานพักรงะารนาคชณบัะญกญรรัตมิแกกาไรขกฤษฎีกา

เพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

- ๖ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นกั งานมคันณเปะกนรผรมูลกักาลรอกฤบษสฎอีกดาแนม ใหเอาสตําัวนมักันงาไนปคปณระะกหรรามรกชาีวริตกเฤสษียฎีกหารือมิฉะนั้นใหสจาํ นําักคงุกามนคันณไวะกจรนรตมลกอารดกฤษฎกี า

ชีวติ

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๑๕ ผูใดปด บังซอ นเรน หรอื ชวยราชศัตรทู กี่ ระทาํ เชนวามาในมาตรา ๑๔
สํานักงานโดคยณทะก่ีมรันรมรูชกาัดรวกาฤเษปฎนีกราาชศัตรูก็ดี มสันํานปักดงบานังคซณอะนกเรรรนมหการรือกชฤวษยฎผีกูาลักลอบสอดแสนาํ นมักโงดายนคทณ่ีรูชะกัดรแรลมกวการ็ดกีฤษฎีกา

ทานวา โทษมนั ถงึ ตอ งประหารชีวติ หรอื มฉิ ะนนั้ ใหจําคุกมันไวตลอดชีวติ

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๑๖ ผูใดเปนทหาร และมันบังอาจเกลี้ยกลอมคนใหไปเขาเปนพวกราช

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

ศัตรู ทานวา โทษมนั ถงึ ตองประหารชีวติ หรอื มิฉะนน้ั ใหจาํ คุกมนั ไวตลอดชวี ิต

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๗๑๒ ผใู ดทานใชใ หเ ปน นายทหาร บังคับกองทหารใหญนอย ปอม คาย

สาํ นกั งานเรคือณระบกรหรมรือกาสรถกาฤนษทฎี่อกี ายางใดๆ ของสทํานหักางราขนอคงณสะมกเรดร็จมพการระกเฤจษาฎอีกยาูหัว ถายังมิทันสสาํ น้ินักกงําาลนคังแณละะกสรรามมกาารรถกฤษฎกี า
ท่ีมันจะปองกันและตอสูขาศึก มันยอมแพยกกองทหาร ปอมคาย เรือรบ หรือสถานท่ีนั้นๆ ใหแก

ศัตรูเสียไซร ทสําานนักวงาโนทคษณมะกันรถรึมงปการระกหฤาษรฎชกี ีวาิต หรือจําคุกสจํานนักตงลานอคดณชะีวกิตรรหมรกือารมกิฉฤะษนฎั้นกี าใหจําคุกมันไว

ตงั้ แตหา ปขน้ึ ไปจนถงึ ยส่ี บิ ป

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๑๘๑๓ ผูใดยุยงหรือขมขืนใจ หรือสมคบกันเพื่อยุยงหรือขมขืนใจใหผู

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
บังคับกองทหารใหญนอย ปอม คาย เรือรบ หรือสถานท่ีอยางใดๆ ของทหาร ของสมเด็จพระ

สํานักงานเจคาณอะยกูหรรัวมยกอามรกแฤพษแฎกีการาชศัตรู ทานสําวนาักโงทาษนคขณอะงกมรันรมถกึงาปรรกะฤหษฎารีกชาีวิต หรือจําคสุกาํ นจักนงตานลคอณดะชกีวริตรมหการรือกฤษฎกี า
มฉิ ะนัน้ ใหจาํ คุกมันไวต ง้ั แตหา ปข ึ้นไปจนถึงย่สี บิ ป

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๑๙๑๔ ผูใดเปนนายเรือ ทานใชใหควบคุมเรือลําหน่ึงลําใดของทหารของ

สํานักงานสคมณเดะ็จกรพรรมะกเาจรา กอฤยษูหฎัวกี าในขณะกระทสาํ ํากนากั รงราบนคพณงุ ะถการแรมลกะามรันกฤถษอฎยีกอาอกเสียจากทสี่รําบนนัก้ันงาโนดคยณไมะกมรีเรหมตกุอารันกฤษฎีกา

สมควร ทานวาโทษของมันถึงประหารชีวิต หรือจําคุกจนตลอดชีวิต หรือมิฉะน้ันใหจําคุกมันไว

ต้ังแตหา ปขน้ึ ไสปํานจกั นงถานึงยคสี่ณบิะกปร รมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๒๐๑๕ ผูใสดําเนปกั นงานนาคยณเระกือรรทมากนาใรชกใฤหษคฎีกวาบคุมเรือลําหนสาํึ่งนลักํางใาดนขคอณงะทกหรรามรกขาอรงกฤษฎกี า

สมเดจ็ พระเจาสอาํ นยักหู งัวานแคลณะะมกนัรรจมงกใจารกกรฤะษทฎาํ กี หารอื ปลอ ยใหเสรําือนนกั ้ันงาชนําครณดุ ะหกรรอืรมอกับาปรกางฤษทฎา ีกนาวา โทษของมนั
ถึงจาํ คกุ ตั้งแตห าปขน้ึ ไปจนถงึ ย่ีสิบป

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

๑๒ มาตรา ๑๗ คําวา “ทหารบก ทหารเรือ” แกเปน “ทหาร” โดยพระราชบัญญัติแกไข
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เพม่ิ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

๑๓ มาตรา ๑๘ คําวา “ทหารบก ทหารเรือ” แกเปน “ทหาร” โดยพระราชบัญญัติแกไข
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

เพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

สําน๑กั ๔งมานาคตณราะก๑ร๙รมคกําาวรกาฤ“ษทฎหีกาารบก ทหารเรือสํา”นแักกงาเปนคนณ“ะทกหรารรม”กาโรดกยฤพษรฎะกี ราาชบัญญัติแกไข
เพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษ๑๕ฎมีกาาตรา ๒๐ คําวสาําน“กัทงหาานรคบณกะกทรหรามรกเารรือก”ฤษแฎกีกเปาน “ทหาร” โดสยํานพักรงะารนาคชณบะัญกญรรัตมิแกกาไรขกฤษฎกี า

เพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

- ๗ - สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๒๑๑๖ ผูใดเปนนายเรือ ทานใชใหควบคุมเรือลําหนึ่งลําใดของทหารของ

สมเด็จพระเจสาําอนยักูหงาัวนแคลณะะมกรันรกมรกะาทรกําฤหษรฎือีกปาลอยใหเรือนสั้นํานชกัํางราุดนหครณือะอกัรบรปมากงาดรกวฤยษคฎวีกาามประมาทของ

มันไซร ทา นวา โทษของมันถงึ จาํ คุกไมเ กนิ กวาสามป

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๒๒๑๗ ผูใดเจตนากระทําหรือปลอยใหเรือลําหน่ึงลําใดของทหารของ

สมเดจ็ พระเจาสอํานยกัหู งวัานชคําณรดุะกหรรรอืมกอาับรปกฤางษฎทกี า านวา โทษของมสํานั นถกั ึงงจานาํ คคณุกตะก้งั รแรตมสกาารมกปฤขษนึ้ ฎไีกปาจนถงึ สิบหา ป

สํานักงานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๒๓๑๘ ผสูใําดนกักรงะานทคําณหะรกือรปรมลกอายรกใหฤษเรฎือีกลาําหน่ึงลําใด สขําอนงักทงาหนาครณขะอกงรสรมมกเาดร็จกฤษฎกี า

พระเจาอยูหัว ชํารุดหรืออับปางดวยความประมาทของมันไซร ทานวาโทษของมันถึงจําคุกไมเกิน

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

กวา สองป

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๒๔ ถาเรือน้ันเปนเรือสําหรับใชเดินในลํานํ้า ทานวาควรลดอาญาอยาง

หนักที่บัญญัตสิไําวนใกันงมานาคตณราะก๒รร๐ม,ก๒าร๑ก,ฤ๒ษฎ๒ีก,า๒๓, น้ันลงกสึ่งําหนักนง่ึงาแนลคะณมะิใกหรรศมากลาตรกอฤงษถฎือีกตาามอาญาอยาง

เบาทบ่ี ญั ญัติไวน ้ันๆ เปน ประมาณในการทจี่ ะปรบั โทษผกู ระทําผดิ

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๒๕๑๙ ผูใดเปนนายเรือ ทานใชใหควบคุมเรือเดินทะเลลําหน่ึงลําใดของ

ทหารของสมเสดาํ ็จนพักงราะนเคจณาอะยกรูหรัวมกถาารมกีเฤหษตฎุรีกาายเกิดข้ึนเชนสพําานยกั ุเงปานนคตณนะกแรลระมมกาันรไกมฤพษฎากกี าเพียรจนสุดสิ้น

ความสามารถทจ่ี ะแกไขใหเรือน้ันพนอันตรายเสียกอน มันละทิ้งเรือน้ันไปเสียไซร ทานวาโทษของ

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มันถงึ จําคุกไมเ กินกวา สามป

สาํ นมกั งาาตนรคาณ๒ะก๖ร๒ร๐มกผาูใรดกฤเปษนฎีกนาายเรือ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทานใชใหควบคุมเรือเดินทะเลลําหนึ่งลําใดของ

สํานักงานทคหณาะรกขรอรงมสกมารเกดฤ็จษพฎรกี ะาเจาอยูหัว ถาสมํานีเหกั งตาุรนาคยณเะกกิดรขรมึ้นกเชารนกเฤรษือฎเกีกายท่ีต้ืนหรือจวสนํานอักับงปานาคงณมะันกรรรูวมากยาังรมกีฤษฎีกา
คนอยูใ นเรือนนั้ และมนั จงใจไปเสียจากเรอื นั้นไซร ทานวาโทษของมันถึงจาํ คกุ ไมเกินกวาหา ป

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๒๗ ผูใดเปนทหาร ถามันมิไดมีเหตุอันสมควรท่ีจะกระทําไดและมัน

สาํ นักงานบคังณอาะกจรทรํามลกาายรกหฤรษือฎลีกะาท้ิงเครื่องศาสําตนรกั างวาุธนคกณระะกสรุนรมดกินาปรกนฤษเสฎบกี าียง มา หรือเคสํารน่ือักงงยาุทนคธณนาะกรารรมอกยาารงกฤษฎีกา

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๑๖ มาตรา ๒๑ คําวา “ทหารบก ทหารเรือ” แกเปน “ทหาร” โดยพระราชบัญญัติแกไข

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

๑๗ มาตรา ๒๒ คําวา “ทหารบก ทหารเรือ” แกเปน “ทหาร” โดยพระราชบัญญัติแกไข
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เพม่ิ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

๑๘ มาตรา ๒๓ คําวา “ทหารบก ทหารเรือ” แกเปน “ทหาร” โดยพระราชบัญญัติแกไข
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เพมิ่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

สาํ น๑กั ๙งามนาคตณราะก๒ร๕รมคกําารวกาฤ“ษทฎหกี าารบก ทหารเรืสอํา”นแกั กงาเปนคนณ“ะทกหรารรม”กาโรดกยฤพษรฎะีกราาชบัญญัติแกไข
เพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๒๐ฎมกี าาตรา ๒๖ คําวสาําน“กัทงหาานรคบณกะกทรหรมารกเารรือก”ฤษแฎกกีเปาน “ทหาร” โดสยาํ นพักรงะารนาคชณบะัญกญรรัตมิแกกาไรขกฤษฎีกา

เพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

- ๘ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นกั งานใดคณๆะกกร็ดรีมหกราือรกทฤําษใฎหกี ขาองน้ันๆ วิปลสําานศักบงาุบนสคลณาะยกไรปรมกก็ดาี รทกาฤนษวฎากี มาันมีความผิดสตาํ นอักงงราะนหควณาะงกโรทรษมกตาารมกฤษฎีกา

สมควรแกเ หตุดงั จะวาตอไปนี้ คือ

สาํ น๑กั ง)านถคาณมะักนรไรดมกกราระกทฤําษคฎวีกาามผิดนั้นตอหสํานนากั รงาาชนศคณัตะรกู ทรรามนกใาหรกลฤงษอฎากี ญาามันเปนสาม

สถาน คือ สถานหน่ึงใหประหารชีวิต สถานหนึ่งใหจําคุกจนตลอดชีวิต สถานหนึ่งใหจําคุกตั้งแตป

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

หน่งึ ขึน้ ไปจนถึงยสี่ บิ ป

สําน๒ักง)านถคาณมะันกรมริไมดกการรกะฤทษําฎคกี วาามผิดนั้นตอสหํานนาักรงาานชคศณัตะรกู แรรตมไกดากรกรฤะษทฎํากีในา เวลาสงคราม
หรือในเขตซึ่งอยใู นอํานาจกฎอัยการศึก ทานใหลงอาญาจําคุกมันไวจนตลอดชีวิต หรือมิฉะน้ันให

สํานักงานจคําคณกุ ะกมรันรตมก้ังแารตกปฤหษฎนีกึ่งาขึ้นไปจนถงึ ยสส่ี ําบิ นปกั ง านคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

๓) ถามันกระทําความผิดน้ัน ในเวลาหรือท่ีอ่ืนนอกจากท่ีวามาแลวทานใหลง

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

อาญาจําคกุ มนั ไมเ กนิ กวาย่ีสิบป

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๒๘ ธงซ่ึงไดมีพระบรมราชานุญาตใหใชในราชการ เปนเคร่ืองหมาย

สําหรับประเทสําศนกัก็ดงาี นรคัฐณบะากลรกร็มดกี หารรกือฤษสํฎาหีการับเรือรบหลสวํานงหกั งราือนกคณรมะกกรอรงมทกาหรากรฤใษดฎๆีกา ก็ดี หรือเปน
เครื่องหมายสําหรับเกียรติยศ หรือตําแหนงหนาท่ีราชการของบุคคลใดๆ ก็ดี เหลานี้ ถาในเวลา

สํานกั งานเจคา ณพะนกกัรรงมากนาไรดกชฤกัษขฎน้ึีกาไวห รอื ประดิษสําฐนาักนงไาวน คหณระือกเชรริญมไกปารมกาฤแษหฎงีกใาดๆ เพอื่ เปนเสคาํ นรื่อักงาหนมคาณยะดกังรทรมว่ี กา นารน้ั กฤษฎกี า

ผูหน่ึงผูใดบังอาจ ลด ลม หรือกระทําแกธงน้ันใหอันตราย ชํารุด หรือเปอนเปรอะเสียหายโดยไม
มีเหตุอันควรไสซํารนกั ทงาานนควณา มะันกรมรีคมวกาามรกผฤดิ ษฐฎากี นาสบประมาทธสงํานตกั องางนรคะณวาะงกโรทรษมกจาํารคกกุ ฤไษมฎเ ีกกานิ กวา ๑ ป

อนึ่งถาธงท่ีมันสบประมาทนั้น เปนธงเคร่ืองหมายสําหรับพระเกียรติยศของ
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สมเด็จพระเจาอยูหัวก็ดี สมเด็จพระมเหสีก็ดี มกุฎราชกุมาร หรือผูสําเร็จราชการแผนดิน เวลา

รักษาราชการสตําานงักพงารนะคอณงะคกสรรมมเกดา็จรกพฤรษะฎเจีกาอยูหัว หรือสพํารนะักรงานชคโอณระสกรพรรมะกรารากชฤธษิดฎากี าในสมเด็จพระ

เจา อยูห ัวไมว า รัชกาลใดๆ ก็ดี ทานไมประสงคจะใหเอาความในมาตรานี้ไปใชลบลางอาญา ที่ทาน
สํานักงานไดคณบัะญกญรรัตมิไกวาสรกําฤหษรฎับีกคาวามผิดฐานสแําสนดักงงคานวคาณมะอการฆรมาตกามรากดฤรษาฎยกี แาละหมิ่นประสมําานทักงดานังคไดณกะกลรารวมไกวาใรนกฤษฎกี า

ประมวลกฎหมายลักษณะอาญาสําหรับพระราชอาณาจกั รสยามมาตรา ๙๘ หรอื มาตรา ๑๐๐ นั้น
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๒๙ ผูใดเปนทหาร ทานใชใหอยูยามรักษาการก็ดี ทานมอบหมายให
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

กระทําการตามบังคับหรือคําส่ังอยางใดๆ ก็ดี ถาและมันละท้ิงหนาท่ีน้ันเสีย หรือมันไปเสียจาก

หนาที่โดยมิไดสาํรนับกั องานนุญคณาตะกกรอรนมกทารากนฤวษาฎมีกันามีความผิด ตสําอนงักรงะานวาคงณโะทกษรรตมากมาสรกมฤคษวฎรกี แากเหตุดังจะวา

ตอไปน้ี คือ

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษ๑ฎ)ีกาถามันไดกระสํทานํากั คงวานามคณผะิดกนรร้ันมตกอารหกนฤษารฎากี ชาศัตรู ทานใหสลํานงักองาาญนคาณมันะกเรปรนมกสาารมกฤษฎีกา

สถาน คือ สถานหนึ่งใหประหารชีวิตเสีย สถานหน่ึงใหจําคุกจนตลอดชีวิต สถานหน่ึงใหจําคุก

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ตง้ั แตห า ปขน้ึ ไปจนถงึ ยีส่ บิ ป

สํานักงานคณะกรรมการกฤษ๒ฎ)กี าถามันมิไดกรสะํานทักํางคาวนาคมณผะิดกรนร้ันมตกาอรหกฤนษาฎราีกชาศัตรู แตไดกสรําะนทักํงาาในนคเวณละากสรรงมคกราารมกฤษฎกี า
หรอื ในเขตซ่งึ อยใู นอาํ นาจกฎอยั การศึก ทา นใหล งอาญาจาํ คกุ มนั ตั้งแตป ห นึ่งข้ึนไปจนถึงย่สี ิบป

สาํ น๓ักง)านถคาณมะนั กไรดรมกกราะรทกําฤคษวฎากี มาผดิ นัน้ ในเวลสาํ นหกั รงือานทคี่อณนื่ ะนกอรรกมจกาากรทกฤว่ี ษา มฎากี แาลว ทานใหลง

อาญาจาํ คุกมันไมเกินกวาสิบป

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

- ๙ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๓๐ ผใู ดสเปํานน ักทงหานาครณแะลกะรมรมนั กขาดัรกขฤืนษหฎรกี ือาละเลยมิกระทสําาํ นตักางมาคนคําสณ่งั ะอกยรรามงใกดารๆกฤษฎกี า
ทา นวามนั มีความผดิ ตอ งระวางโทษตามสมควรแกเหตดุ งั จะวา ตอไปน้ี คือ
สําน๑ักง)านถคาณมะักนรไรดมกกราระกทฤําษคฎวกี าามผิดน้ันตอหสํานนากั รงาาชนศคณัตะรกู ทรรามนกใาหรกลฤงษอฎาีกญาามันเปนสาม

สถาน คือ สถานหน่ึงใหประหารชีวิตเสีย สถานหน่ึงใหจําคุกจนตลอดชีวิต สถานหน่ึงใหจําคุก

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

ต้ังแตสามปข ึ้นไปจนถงึ ย่สี บิ ป

สาํ น๒กั ง)านถคาณมะันกรมริไมดกการรกะฤทษําฎคกี วาามผิดนั้นตอสหํานนากั รงาานชคศณัตะรกู แรรตมไกดากรกรฤะษทฎําีกในา เวลาสงคราม
หรือในเขตซึง่ อยใู นอาํ นาจกฎอัยการศึก ทานใหลงอาญาจาํ คุกมนั ต้งั แตป ห นง่ึ ขึ้นไปจนถงึ ย่สี ิบป
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๓ฎ)กี าถามันไดกระสทํานําคกั งวาานมคผณิดะกนร้ันรใมนกเาวรลกฤาหษฎรีกือาท่ีอื่นนอกจากสทาํ น่ีวักามงาานแคลณวะทการนรมใกหาลรงกฤษฎกี า

อาญาจาํ คกุ มันไมเกนิ กวา หา ป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๓๑ ผูใดเปนทหาร และมันขัดขืนมิกระทําตามคําสั่งอยางใดๆ โดยมัน

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
แสดงความขัดขืนดวยกิริยา หรือวาจาองอาจตอหนาหมูทหารถืออาวุธดวยไซร ทานวามันมี

ความผิด ตองสราํ ะนวักางงาโนทคษณตะากมรรสมมกคาวรกรฤแษกฎเหกี าตดุ งั จะวา ตอไสปํานนกั ี้ คงาือนคณะกรรมการกฤษฎีกา
๑) ถามันไดกระทําความผิดนั้นตอหนาราชศัตรู ทานใหลงอาญามันเปนสาม

สาํ นกั งานสคถณานะกครรือมกสาถรากนฤษหฎนกี ึ่งาใหประหารชสีวําิตนกั สงถานาคนณหะนกึ่งรใรหมกจาํ รคกุกฤจษนฎตกี าลอดชีวิต สถสานํานหักนงาึ่งนใคหณจะํากครุกรตมก้ังาแรตกฤษฎกี า

หาปขน้ึ ไปจนถงึ ยีส่ บิ ป
สาํ น๒ักง)านถคาณมะันกรมริไมดกการรกะฤทษําฎคีกวาามผิดน้ันตอสหํานนากั รงาานชคศณัตะรกู แรรตมไกดากรกรฤะษทฎํากีในา เวลาสงคราม

หรอื ในเขตซึง่ อยูในอํานาจกฎอยั การศกึ ทานใหลงอาญาจําคกุ มันตัง้ แตส ามปข้ึนไปจนถึงยสี่ บิ ป
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๓) ถามันไดกระทําความผิดนั้นในเวลาหรือที่อ่ืนนอกจากท่ีวามาแลวทานใหลง

อาญาจําคกุ มันสไาํ นมักเกงาินนกควณา ะสกบิ รปรม การกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๓๒ ผูใดสเําปนนกั ทงาหนาครณแะกลระรมมันกขารัดกขฤืนษหฎกีรือา ละเลยมิกระสทาํ ํานตักางามนขคอณบะังกครรับมอกยาารงกฤษฎกี า

ใดๆ ทา นวามันมีความผิด ตองระวางโทษตามสมควรแกเ หตุดงั จะวาตอ ไปน้ี คือ
สําน๑ักง)านถคาณมะันกไรดรมกกราะรทกฤําคษวฎาีกมาผิดน้ันตอหนสําานรักางชาศนัตครณู ะทการนรมใหกาลรงกอฤาษญฎาีกจาําคุกมันต้ังแต

ปหนง่ึ ขึ้นไปจนถงึ สิบป
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

๒) ถามันมิไดกระทําความผิดนั้นตอหนาราชศัตรู แตไดกระทําในเวลาสงคราม

หรือในเขตซ่ึงสอํายนูใกั นงาอนําคนณาจะกกรฎรมอกัยากรากรฤศษึกฎไีกซาร ทานใหลงสอําานญักางาจนําคคณุกะมกันรรตมั้งกแาตรกสฤาษมฎเดกี ือา นข้ึนไปจนถึง

หา ป

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษ๓ฎ)ีกาถามันไดกระสทํานําคกั งวาานมคผณิดะกนรั้นรใมนกเาวรลกฤาหษฎรกีือาท่ีอ่ืนนอกจากสทํานี่วักามงาานแคลณวะทการนรมใกหาลรงกฤษฎกี า

อาญาจําคกุ มนั ไมเ กนิ กวาสามป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๓๓ ผูใดเปนทหาร และมันขัดขืนมิกระทําตามขอบังคับอยางใดๆ โดย

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มันแสดงความขัดขืนนั้นดวยกิริยาหรือวาจาองอาจตอหนาหมูทหารถืออาวุธดวยไซร ทานวามันมี

ความผิดตองรสะาํ วนากั งงโาทนษคณตาะมกรสรมมคกาวรรกแฤกษเ ฎหีกตาดุ งั จะวา ตอ ไปสํานนี้ กัคงอื านคณะกรรมการกฤษฎกี า
๑) ถามันไดกระทําความผิดนั้นตอหนาราชศัตรู ทานใหลงอาญาจําคุกมันตั้งแต

สาํ นกั งานสคามณปะกขรึ้นรไมปกจารนกถฤึงษยฎีส่ ีกบิ าป สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

- ๑๐ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษ๒ฎ)ีกาถามันมิไดกสรํานะักทงําาคนควณามะกผริดรมนกั้นารตกอฤหษฎนกีาาราชศัตรู แตสไําดนกักรงาะนทคําณใะนกเรวรลมากศารึกกฤษฎกี า

สงคราม หรือในเขตซึ่งอยูในอํานาจกฎอัยการศึก ทานใหลงอาญาจําคุกมันต้ังแตปหนึ่งขึ้นไป

จนถงึ สบิ ป สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๓) ถามันไดกระทําความผิดนั้นในเวลาหรือท่ีอ่ืนนอกจากที่วามาแลว ทานใหลง

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

อาญาจําคกุ มนั ไมเ กนิ กวาหาป

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๓๔๒๑ ผูใดเปนทหาร ทานใชใหเปนยามรักษาการ หรืออยูยามประจํา

สํานักงานหคนณาะทก่ีแรลรมะกมาันรหกฤลษับฎเกีสาียในหนาท่ีก็ดสีําหนกัรงือาเนมคาณสะุรการใรนมหกนารากทฤ่ีกษ็ดฎีีกทาานวามันมีควสาํามนักผงิดานตคอณงระกะรวรามงกโทารษกฤษฎีกา
ตามสมควรแกเ หตุ ดังจะวา ตอไปนี้ คือ

สําน๑กั ง)านถคาณมะันกไรดรมกกราะรทกฤําคษวฎากี มาผิดนั้นตอหนสําานรักางชาศนัตครณู ะทการนรมใหกาลรงกอฤาษญฎาีกจาําคุกมันต้ังแต

ปหน่ึงขึน้ ไปจนถงึ เจด็ ป

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๒) ถามันมิไดกระทําความผิดนั้นตอหนาราชศัตรู แตไดกระทําในเวลาสงคราม

หรือในเขตซ่ึงสอํายนูใักนงาอนําคนณาจะกกรฎรอมัยกากรากรฤศษึกฎีกทาานใหลงอาญสาําจนําักคงาุกนมคันณตะ้ังกแรรตมสกาามรกเดฤือษฎนีกขา้ึนไปจนถึงสาม
ป

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๓ฎ)ีกาถามันไดกระสทํานําคกั งวาานมคผณิดะนกรั้นรใมนกเาวรลกาฤษหฎรกี ือาที่อื่นนอกจากสทาํ น่ีวักางมาานแคลณวะทการนรมใกหาลรงกฤษฎกี า

อาญาจาํ คุกมันไมเกนิ กวาสองป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๓๕ ผูใดเปนทหาร ทานใชใหเปนยามรักษาการหรืออยูยามประจําหนาที่
สํานักงานแคลณะปะกรรารกมฏกวาารมกฤนั ษมฎไิ ีกดาเอาใจใส หรอืสํามนันกั มงาีคนวคาณมะปกรระรมมกาทารใกนฤหษนฎีกา ทา ีน่ ัน้ ไซร ทานสวําานมักันงามนีคควณาะมกผรริดมกตาอรงกฤษฎีกา

ระวางโทษตามสมควรแกเหตุดังจะวาตอไปน้ี คอื
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๑) ถามันไดกระทําความผิดน้ันตอหนาราชศัตรู ทานใหลงอาญาจําคุกมันต้ังแต

สํานกั งานสคามณเะดกอืรรนมขกนึ้ ารไปกฤจษนฎถกี งึ าหาป สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๒) ถามันมิไดกระทําความผิดนั้นตอหนาราชศัตรู แตไดกระทําในเวลาสงคราม
หรือในเขตซึง่ สอํายนใู กั นงอานําคนณาจะกกรฎรอมยักการากรฤศษึกฎทกี าานใหล งอาญสาําจนาํ ักคงุกานมคันณไมะกเ กรรินมกกวาารสกฤามษปฎกี า

๓) ถามันไดกระทําความผิดน้ันในเวลา หรือท่ีอ่ืนนอกจากท่ีวามาแลวทานใหลง
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

อาญาจําคกุ มนั ไมเ กินกวาสองป

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๓๖ ผูใดบังอาจใชกําลังทํารายแกทหารยามรักษาการก็ดี หรือแกทหาร

สํานักงานอคยณูยะากมรปรมระกจารํากหฤนษาฎทกี ี่กา็ดี ทานวามันสํามนีคักวงาานมคผณิดะตกอรรงมรกะาวรากงฤโษทฎษีกตาามสมควรแกสเําหนักตงุ าดนังคจณะะวการตรอมกไปารนก้ีฤษฎกี า

คือ

สาํ น๑ักง)านถคาณมะักนรไรดมกกราระกทฤําษคฎวีกาามผิดนั้นตอหสํานนาักรงาาชนศคณัตะรกู ทรรามนกใาหรกลฤงษอฎาีกญาามันเปนสาม

สถาน คือ สถานหน่ึงใหประหารชีวิต สถานหนึ่งใหจําคุกมันจนตลอดชีวิต สถานหน่ึงใหจําคุกมัน

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ต้ังแตหาปขึน้ ไปจนถงึ ยสี่ บิ ป

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษ๒๑ฎมกี าาตรา ๓๔ คําวสาํา“นแักลงะามนันคนณอะนกรเสรียม”กาแรกกเฤปษนฎ“ีกแาละมันหลับเสียส”าํ นโดักยงาปนรคะณมวะลกกรรฎมหกมาารยกฤษฎีกา
อาญาทหารแกไขเพม่ิ เติม พระพทุ ธศักราช ๒๔๖๙

- ๑๑ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษ๒ฎ)กี าถามันมิไดกรสะํานทักํางคาวนาคมณผะิดกรนรั้นมตกาอรหกฤนษาฎรากี ชาศัตรู แตไดกสรําะนทักํงาาในนคเวณละากสรรงมคกราารมกฤษฎกี า

หรอื ในเขตซึง่ อยูในอํานาจกฎอยั การศึก ทานใหลงอาญาจาํ คกุ มนั ตั้งแตปห นึง่ ขน้ึ ไปจนถึงยีส่ บิ ป

สําน๓กั ง)านถคาณมะันกรไรดมกกราะรทกฤําคษฎวากี มา ผิดน้ันในเวสลําานหกั รงือานทค่ีอณื่นะกนรอรกมจกาารกกทฤี่วษาฎมีกาาแลวทานใหลง

อาญาจําคกุ มนั ไมเกินกวาหา ป

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

ถาและในการประทุษรายนั้น มันทําใหเขาถึงตายหรือใหเขามีบาดเจ็บถึงสาหัส

ดวยไซร ทานสวาํานถกั างมานันคสณมะคกวรรรมรับกาโรทกษฤษหฎนกี ักาย่ิงกวาท่ีบัญสญําันตกัิไวงาในนคมณาะตกรรารนมกี้แาลรวกฤกษ็ใฎหกี มาันผูกระทําผิด
น้ันรับอาญาตามลักษณะที่ทานบัญญัติไวในมาตรา ๒๕๐,๒๕๑,และ ๒๕๗ แหงประมวลกฎหมาย

สํานักงานลคกั ณษะณกะรอรมากญาารกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นมกั งาาตนรคาณะ๓ก๗รร๒ม๒การผกูใฤดษหฎีกมาิ่นประมาทหสรําือนกัขงูเาขน็ญคณวาะกจรระมกกราะรกทฤําษรฎากียาแกทหารยาม

รักษาการก็ดี หรือแกทหารอยูยามประจําหนาท่ีก็ดี ทานวามันมีความผิดตองระวางโทษตาม

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สมควรแกเ หตุ ดงั จะวา ตอ ไปนี้ คือ

สําน๑ักง)านถคาณมะันกไรดรมกกราะรทกฤําคษวฎาีกมาผิดน้ันตอหนสําานรักางชาศนัตครณู ะทการนรมใหกาลรงกอฤาษญฎาีกจาําคุกมันตั้งแต
ปหนง่ึ ขึ้นไปจนถงึ สิบป

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๒ฎ)กี าถามันมิไดกรสะํานทกั ํางคาวนาคมณผะิดกรนรั้นมตกาอรหกฤนษาฎรากี ชาศัตรู แตไดกสรําะนทักํงาาในนคเวณละากสรรงมคกราารมกฤษฎีกา

หรือในเขตซ่ึงอยูในอาํ นาจกฎอยั การศกึ ทา นใหล งอาญาจําคุกมนั ตัง้ แตสามเดอื นข้ึนไปจนถงึ หา ป
สาํ น๓ักง)านถคาณมะันกรไรดมกกราะรทกฤําคษฎวากี มา ผิดน้ัน ในเวสลํานาหกั งราือนทคี่อณ่ืนะกนรอรกมจกาารกกทฤ่ีวษาฎมีกาาแลวทานใหลง

อาญาจาํ คกุ มนั ไมเ กนิ กวาสามป
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๓๘๒๓ ผูใดเปนทหาร และมนั บังอาจกระทําการประทุษรายดวยกําลังกาย
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

แกผูซ่ึงมีอํานาจบังคับบัญชาเหนือมันไซร ทานวามันมีความผิดตองระวางโทษตามสมควรแกเหตุ

สํานกั งานดคังณจะวการตรมอกไาปรนกฤี้ คษือฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

๑) ถามันไดกระทําความผิดนั้นตอหนาราชศัตรู ทานใหลงอาญามันเปนสาม
สถาน คือ สถสาํานนหกั นงาึ่งนใคหณปะรกะรหรมารกชารีวกิตฤเษสฎียีกสาถานหนึ่งใหสจําํานคกั ุกงมานันคตณละอกดรรชมีวกิตารสกถฤาษนฎหีกาน่ึงใหจําคุกมัน

ต้งั แตห าปข้นึ ไปจนถึงยี่สบิ ป
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

๒) ถามันมิไดกระทําความผิดน้ันตอหนาราชศัตรู แตไดกระทําในเวลาสงคราม

หรือในเขตซงึ่ สอาํ ยนใู กั นงอานําคนณาจะกกรฎรอมัยกการากรฤศษึกฎทกี าา นใหลงอาญสาําจนํากัคงุกานมคนั ณตะงั้ กแรตรมปกหานรกึง่ ฤขษนึ้ ฎไปกี าจนถึงย่สี ิบป

๓) ถามันไดกระทําความผิดน้ัน ในเวลาหรือท่ีอ่ืนนอกจากท่ีวามาแลวทานใหลง

สํานกั งานอคาญณะากจรํารคมกุ กมารันกตฤัง้ษแฎตีกปา หนึง่ ขนึ้ ไปจสนําถนงึกั เงจาด็นปคณ ะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๒๒ มาตรา ๓๗ คําวา “ทหารยามรักษาการอยูยามประจําหนาที่” แกเปน “ทหารยาม

รักษาการก็ดี หสรําือนแักกงาทนหคาณรอะกยรูยรามมกปารระกจฤําษหฎนีกาาท่ีก็ดี” โดยปรสะํามนวกั ลงกานฎคหณมะากยรอรามญกาาทรกหฤาษรแฎกกี ไาขเพ่ิมเติม พระ
พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๙

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษ๒๓ฎกีมาาตรา ๓๘ คําวสาํา“นแักกงทานหคาณรคะนกใรดรมทก่ีมาีอรํากนฤาษจฎเหกี นาือมัน” แกเปนสํา“นแักกงผาูซนึ่งคมณีอะํากนรารจมบกังาครับกฤษฎีกา
บัญชาเหนือมนั ” โดยพระราชบญั ญัตแิ กไขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาชญาทหาร พทุ ธศักราช ๒๔๗๓

- ๑๒ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๓๙ ผูใดสเําปนกันงทานหคาณระแกรลระมมกันารบกังฤอษาฎจกี ใาชกําลังทํารายสําแนกักทงาหนาครณผะูใกดรซรม่ึงกเปารนกฤษฎีกา

ผใู หญเหนือมันไซร ทานวา มันควรรับอาญาจําคุกไมเ กนิ กวา หา ป

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๔๐ ถาและในการกระทําผิดเชนวามาในมาตรา ๓๘ และ๓๙ นั้น เปน

สาํ นักงานเหคตณุใะหกรผรูตมอกางรปกรฤะษทฎุษีการายถึงตาย หสรําือนตักงอางนบคาณดะเกจร็บรมถกึงาสรากหฤษัสฎดกีวายไซร ทานวาสถาํ นาักมงันานสคมณคะวกรรรรับมกโทารษกฤษฎกี า

หนักย่ิงกวาท่ีบัญญัติไวในมาตราน้ีแลว ก็ใหลงอาญาแกมันผูกระทําผิดนั้นตามลักษณะท่ีทาน

บัญญัติไวใ นมสาาํ ตนรกั างา๒น๕คณ๐ะ,๒กร๕ร๑มกแาลรกะฤ๒ษฎ๕กี๗า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

แหงประมวลกฎหมายลักษณะอาญา

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๔๑๒๔ ผูใดเปนทหาร และมันบังอาจแสดงความอาฆาตมาดรายตอ

ผูบงั คับบัญชาสําหนรกั อื งตานอ คทณหะากรรทรมีเ่ ปกนารใกหฤญษฎเหกี นา ือมัน หรือมสันําหนกัมง่ินานปครณะมะการทรใมสกคารวกาฤมษหฎกีราือโฆษณาความ
หมิน่ ประมาทอยางใดๆ กด็ ี ทา นวา มันมคี วามผดิ ตองระวางโทษจาํ คกุ ไมเกนิ กวา สามป

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๔๒ ถา ทหารมว่ั สุมกัน ณ ที่ใดๆ ต้ังแตหาคนข้ึนไปใชกําลังทําราย หรือขู

เข็ญวา จะทาํ ราสยํานกัก็ดงี าหนรคือณมะันกรกรรมะกทาํารกฤารษอฎยกี างใดๆ ข้ึนใหสวําุนวกั างายนใคนณบะากนรเรมมือกงารขกอฤงษทฎากีนาก็ดี ทานวามัน

มีความผดิ ฐานกาํ เรบิ ตองระวางโทษตามสมควรแกเหตดุ ว ยกนั ทกุ คนดังจะวา ตอ ไปน้ี คือ

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๑) ถามันไดกระทําความผิดน้ันตอหนาราชศัตรู ทานใหลงอาญามันเปนสาม

สถาน คือ สถสาํานนหักนงา่ึงนใคหณปะรกะรหรมารกชารีวกิตฤเษสฎียีกสาถานหนึ่งใหสจําํานคกั ุกงมานันคจณนะตกลรรอมดกชารีวกิตฤษสฎถกีานา หน่ึงใหจําคุก
ตัง้ แตส ามปขนึ้ ไปจนถึงย่ีสิบป

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษ๒ฎ)กี าถามันมิไดกรสะํานทกั ํางคาวนาคมณผะิดกรนรั้นมตกาอรหกฤนษาฎราีกชาศัตรู แตไดกสราํ ะนทักํงาาในนคเวณละากสรรงมคกราารมกฤษฎีกา

หรอื ในเขตซง่ึ อยูในอํานาจกฎอัยการศกึ ทา นใหลงอาญาจําคกุ มนั ตั้งแตป หน่งึ ข้ึนไปจนถงึ ยสี่ บิ ป
สําน๓ักง)านถคาณมะันกรไรดมกกราะรทกฤําคษฎวาีกมา ผิดนั้นในเวสลําานหกั งราือนทคี่อณื่นะกนรอรกมจกาารกกทฤ่ีวษาฎมีกาาแลวทานใหลง

อาญาจําคุกมนั ไมเ กินกวา หา ป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานมักางาตนรคาณ๔ะ๓กรรมถกาแารลกะฤใษนฎพีกวากทหาร ท่ีกรสะําทนักํากงาานรคกณําเะรกิบรรทม่ีวกาามรากใฤนษมฎากี ตารา ๔๒ น้ัน มี
ศาสตราวธุ ไปดวยตั้งแตคนหนง่ึ ข้นึ ไป ทานวา พวกนนั้ ตองระวางโทษตามสมควรแกเหตุดวยกันทุก

สํานักงานคคนณดะกังจรระมวกาาตรอกไฤปษนฎี้กคาือ สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

๑) ถามันไดกระทําความผิดน้ันตอหนาราชศัตรู ทานใหลงอาญามันเปนสาม
สถาน คือ สถสาาํ นนกัหงนาน่ึงใคหณปะกรระรหมากรารชกีวฤิตษเฎสกีียา สถานหนึ่งใสหําจนําักคงาุกนจคนณตะกลรอรดมกชาีวริตกฤสษถฎากี นาหน่ึงใหจําคุก

ตงั้ แตห า ปขึน้ ไปจนถงึ ย่สี บิ ป สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๒) ถามันมิไดกระทําความผิดน้ันตอหนาราชศัตรู แตไดกระทําในเวลาสงคราม

หรอื ในเขตซึ่งสอาํ ยนูใกั นงอานําคนณาจะกกรฎรอมัยกการากรฤศษึกฎทีกาา นใหล งอาญสาําจนํากัคงกุ านมคันณตะั้งกแรตรมสกามารปกขฤ้ึนษฎไปกี จานถงึ ย่สี ิบป

๓) ถามันไดกระทําความผิดนั้น ในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่วามาแลวทานใหลง

สํานกั งานอคาญณะากจราํ รคมกุ กมารนั กไฤมษเฎกีกนิ ากวา สิบป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๒๔ มาตรา ๔๑ คําวา “บังอาจแสดงความอาฆาตมาดรายตอทหารผูใด ซ่ึงมีอํานาจบังคับ

สํานกั งานบคัญณชะากหรรรือมเกปานรกผฤูใหษญฎกีเหานือมัน” แกเปสนําน“ักบงังาอนาคจณแสะกดรงรคมวกาามรอกาฤฆษาฎตกีมาาดรายตอผูบังคสับํานบักัญงชานา คหณรือะกตรอรทมหกาารรทก่ีฤษฎีกา
เปน ใหญเ หนอื มนั ” โดยพระราชบัญญัตแิ กไ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาชญาทหาร พทุ ธศักราช ๒๔๗๓

- ๑๓ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๔๔ เม่ือเจาพนักงาน ผูมีตําแหนงหนาที่ไดบังคับทหารท่ีกระทําการ

กําเริบในที่ใดสๆาํ นใักหงเาลนิกคไณปะเกสรียรมถกาแรกลฤะษพฎวีกกาทหารที่กระทสํานกกัางรากนําคเณริบะกนร้ันรมคกนารใกดฤทษี่ยฎังีกมาิไดใชกําลังทํา

รายอยางใดแลวเลิกไปตามบังคับน้ันโดยดี ทานวาใหลงโทษแกมันตามท่ีบัญญัติไวในมาตรา ๔๒

สาํ นกั งานแคลณะะ๔ก๓รรมนก้ันาแรกตฤกษึ่งฎหกี นาึ่ง สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานมกั งาาตนรคาณ๔ะก๕ร๒ร๕มกผาูใรกดฤเปษฎนีกนาายทหารชั้นสสัญํานญักงาาบนัตคณร ะชก้ันรรปมรกะาทรกวฤนษฎชกีั้นานายสิบ ช้ันจา

หรือเปน พลทหารกด็ ี ถาและมันขาดจากหนา ท่ีราชการโดยมไิ ดร บั อนุญาต หรือมนั ขาดจากราชการ

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ในเมือ่ พนกาํ หนดอนญุ าตลาแลวก็ดี แมเปนไปดว ยความเจตนาจะหลีกเล่ียงจากราชการตามคําสั่ง

ใหเดินกองทสหําานรกั งหานรคือณเดะกินรเรรมือกไารปกจฤาษกฎทีกา่ี หรือคําส่ังเรสียํานกักรงะานดคมณเตะกรรียรมมกศาึกรกนฤ้ันษไฎซีกรา ทานวามันมี

ความผดิ ฐานหนรี าชการ อกี นยั หนึ่งมันขาดจากราชการ จนถึงกําหนดทจี่ ะกลา วตอไปนี้ คอื

สํานักงานคณะกรรมการกฤษ๑ฎ)ีกาขาด ๒๔ ชัว่ โสมํางนักตงอานหคนณาะรการชรศมัตกรารู กฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

๒) ขาด ๓ วัน ถามิใชตอหนาราชศัตรู แตในเวลาสงครามหรือในเขตที่ใชกฎ

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

อัยการศกึ

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๓ฎ)ีกาขาด ๑๕ วันสใํานนทกั ง่แี าลนะคเณวละกาอรร่ืนมๆกานรกอฤกษจฎากี กาท่ีกลา วมาแลสวําดนงั ักนงี้ไาซนรคณทะากนรกรม็วกามารันกฤษฎีกา
มีความผิดฐานหนีราชการดจุ กัน

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๔๖ ผูใดกระทําความผิดฐานหนีราชการ ทานวามันตองระวางโทษตาม

สํานกั งานสคมณคะวกรรแรกมเกหาตรกุ ดฤษังจฎะีกวาา ตอ ไปน้ี คอื สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๑) ถามันหลบหนีไปเขา อยกู บั พวกราชศัตรู ทา นวาโทษมันถึงตาย
สําน๒ักง)านถคณามะกันรกรรมะกทารํากคฤวษาฎมกี ผาิดน้ันตอหนสาํารนากั ชงศานัตครณู ทะการนรใมหกลารงกอฤาษญฎากี จาําคุกมันไวจน

ตลอดชีวติ หรอื มิฉะนนั้ ใหจ าํ คกุ มนั ไวย ี่สบิ ป สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๓) ถามันมิไดกระทําความผิดน้ันตอหนาราชศัตรู แตไดกระทําในเวลาสงคราม

หรอื ในเขตซงึ่ สอํายนูใักนงอานําคนณาจะกรฎรอมยักการากรฤศษกึ ฎทกี าานใหลงอาญสาําจนําักคงุกานมคันณไะวกตรั้งรแมตกปารหกนฤษ่ึงขฎึ้นกี าไปจนถึงสิบหา

ป
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษ๔ฎ)กี าถามันกระทํสาคํานวกั างมานผคิดณนะั้นกใรนรมเกวาลรากฤหษรฎือกี ทา่ีอ่ืนนอกจากสทาํ ่ีวนาักมงาานแคลณวะทการนรมใกหาลรงกฤษฎีกา

อาญาจําคุกมนั ผูก ระทาํ ผดิ นั้นไวไ มเ กินกวา หาป สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๔๗๒๖ ผูใดเปน ทหาร ทา นใชใ หม ีหนาท่จี ัดซื้อหรอื ทาํ หรือปกครองรักษา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทรัพยส ิง่ ใดๆ ของทหาร ถา และมันบงั อาจเอาของอ่ืนปลอมหรอื ปนกับทรพั ยส ่งิ นั้นๆ ใหเสื่อมลงก็

ดี หรือมันปลอสํายนใักหงผานูอคื่นณกะรกะรทรํามเกชานรกนฤั้นษโฎดกี ยามันรูเห็นเปนสใําจนดักวงายนกค็ดณี ทะการนรวมากมารันกมฤีคษวฎากี มาผิดตองระวาง

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สําน๒กั ๕งมานาตครณาะ๔กร๕รมคกําวาารก“ฤพษลฎทกี หาารบกทหารเรือส”ํานแกักงเาปนนค“ณพะลกทรรหมากร”ารโกดฤยษพฎรกีะาราชบัญญัติแกไข
เพมิ่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๒๖ฎมีกาาตรา ๔๗ คําวสาําน“ักทงหานารคบณกะกทรหรมารกเารรือก”ฤษแฎกีกเปาน “ทหาร” โดสยาํ นพักรงะารนาคชณบะัญกญรรัตมิแกกาไรขกฤษฎกี า
เพ่มิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗

- ๑๔ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานโทคษณจะกํารครุกมตกั้งารแกตฤสษาฎมกี เาดือนข้ึนไป จสนําถนึงักเงจาน็ดคปณ แะกลระรปมรกับารตกั้งฤแษตฎรกี อายบาทข้ึนไปจสนํานถักึงงสาอนคงพณันะกบรารทมกดาวรยกฤษฎกี า

อีกโสดหนง่ึ

สํานแักลงาะนทคหณาะรกครรนมใกดาทรกาฤนษใฎชกีใหา มีหนาท่ีจัดซสื้อํานหกั รงือานทคําณหะกรรือรปมกกคารรกอฤงษรฎักกี ษาาสิ่งใดๆ ของ

ทหาร ถา และมนั บงั อาจจายทรัพยส ่งิ ใดๆ ทีม่ ันรูอยูวา มขี องอื่นปลอมหรอื ปนเชนวามาแลวก็ดหี รอื

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มันปลอยใหผูอ่ืนกระทําเชนน้ัน แลวมันไมรีบรองเรียนตอผูใหญท่ีเหนือมันก็ดี ทานวามันมี

ความผิดตองรสะาํ วนาักงงโาทนษคณเชะนกวรรามมกาาใรนกมฤาษตฎรกี าานี้แลวนัน้ ดุจกสําันนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๔๘ ในเวสลําานสกั งงคานรคามณะถการผรมูใ ดกากรรกะฤทษําฎกกี าารปราศจากคสวําานมักเงมาตนตคณาแะกกรครนมทกา่ีถรูกกฤษฎีกา
อาวุธบาดเจ็บ หรือแกคนท่ีปวยเจ็บในกองทัพฝายหนึ่งฝายใดก็ดี หรือกระทําการปลนทรัพยแยง

ทรัพยอยางใดสๆาํ นกัทงี่ทานานคณบะัญกญรรัตมิไกวาใรกนฤมษาฎตีกราา ๒๔๙ ถึง มสํานตักรงาาน๒ค๕ณ๙ะกแรรลมะกมาารตกฤรษาฎ๒กี ๘า ๘ ถึง มาตรา

๓๐๓ แหงประมวลกฎหมายลักษณะอาญาน้ัน ทานใหเพิ่มโทษมันผูกระทําผิดตองระวางโทษ

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ตามทีท่ า นบัญญัติไวส ําหรับความเชน นนั้ ขึ้นดวยอีกกึง่ หน่งึ

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๔๙ ในเวลาสงคราม ถาผูใดใชธงกากบาทแดงหรือเครื่องหมายกาชาด

สํานกั งานโดคยณผะกิดรขรอมบกาังรคกับฤแษฎหีกงาหนังสือสัญญสาํานนาักนงาานปครณะเะทกรศรมซก่ึงาทรํากทฤษ่ีเมฎือกี งาเยนีวาเม่ือวันสทาํ นี่ ัก๖งากนรคกณฎะากครมรมรกัตารนกฤษฎกี า
โกสินทรศก ๑๒๕ ทานวามันมีความผิดตองดวยอาญาซ่ึงบัญญัติไวในมาตรา ๑๒๘ แหงประมวล

กฎหมายลกั ษสณํานะอักงาาญนาคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎากี ตารา ๕๐๒๗ ผสูใําดนักเปงานคทณหะากรรรถมากมารันกฤกษรฎะีกทาําผิดในเวลาสทาํ ่ีนทักางนานใชคณใหะกเปรรนมยกาารมกฤษฎกี า

รักษาการ หรอื อยยู ามประจําท่ี หรอื ใหกระทาํ การอยางใดๆ ท่ีมีศาสตราวุธของหลวงประจําตัวโดย
ความผิดที่ทา นสําบนัญักงญานตั คิไณวใะนกมรรามตกราารตกาฤงษๆฎกี แาหง กฎหมายลสํากั นษกั ณงาะนอคาณญะากดรรงั มจกะากรลกาฤวษตฎอ กี ไาปน้ี คือ

มาตรา ๙๘ ถึงมาตรา ๑๐๐ ความผิดในฐานประทษุ รา ยตอ พระบรมราชตระกูล
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๑๐๒ ถึงมาตรา ๑๐๔ ความผดิ ฐานกบฏภายในพระราชอาณาจกั ร

สาํ นมักางาตนรคาณ๑ะ๐กร๕รมถกึงามรกาตฤษราฎีก๑า๐๘ ความผิดสฐํานานักงกาบนฏคณภาะยกรนรอมกพารรกะฤรษาฎชีกอาาณาจักร

มาตรา ๑๑๒ ถงึ มาตรา ๑๑๕ ความผิดตอ ทางพระราชไมตรกี บั ตา งประเทศ
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๑๑๖ ถึงมสาําตนรกั างา๑นค๒ณ๘ะกครวรามมกผาริดกตฤอษเฎจีกา าพนักงาน สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๑๕๑ ความผิดฐานกระทาํ ใหเส่ือมเสยี อาํ นาจศาล
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๑๕๔ ความผิดฐานชวยผอู ืน่ ใหพ น อาชญาอนั ควรรบั โทษตามกฎหมาย

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๑๖๕ ถงึ มสาําตนรักางา๑น๖คณ๙ะกครวรามมกผาริดกฐฤาษนฎหีกลาบหนจี ากทคี่ สุมําขนงั ักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

มาตรา ๑๗๗ ถึงมาตรา ๑๘๒ ความผิดฐานสมคบกันเปนอั้งย่ีและเปนซองโจร

ผรู า ย สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๑๘๓ และมาตรา ๑๘๔ ความผิดฐานกอการจลาจล

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๒๗ฎีกมาาตรา ๕๐ แกไสขําเนพกั ิ่มงเาตนิมคโณดะยกพรรรมะรกาาชรบกฤัญษญฎัตีกิแากไขเพ่ิมเติมปสรําะนมักวงลานกคฎณหะมการยรอมากชาญรกาฤษฎกี า
ทหาร พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๖

- ๑๕ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๑๘๕ แสลําะนมกั งาาตนรคาณะ๒ก๐รร๑มกคารวกาฤมษผฎิกีดาฐานกระทําใสหาํ นเักกงิดานภคยณันะกตรรรามยกแารกกฤษฎีกา

สาธารณชนฐานกระทาํ ใหสาธารณชนปราศจากความสะดวกในการไปมาและการสงขาวและของถึง

กัน และฐานกสรําะนทักํางใาหนสคณาธะากรรณรมชกนาปรกรฤาษศฎจกีาากความสขุ สบสาํายนกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๒๕๓ ความผดิ ฐานเกีย่ วของในทว่ี ิวาทตอสกู ันซึ่งมผี ูถงึ แกความตาย

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๒๕๔ ถึงมาตรา ๒๕๙ ความผิดฐานประทุษรา ยแกร างกาย

สาํ นมกั างาตนรคาณ๒ะก๖ร๘รมถกงึ ามรกาฤตษรฎากี ๒า๗๗ ความผสิดําฐนากั นงากนรคะณทะาํ กใรหรเมสกือ่ ามรกเสฤยีษอฎิสีกราภาพ
มาตรา ๒๘๘ ถงึ มาตรา ๒๙๖ ความผดิ ฐานลักทรัพย

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๒๙๗ ถึงสมําานตกั รงาน๓ค๐ณ๒ะกรครวมากมาผรกิดฤฐษาฎนีกวา่ิงราว ฐานชิงทสํารนัพักยงาฐนาคนณปะกลรนรทมรกัพารยกฤษฎกี า

และฐานสลัด

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๓๐๓ ความผดิ ฐานกรรโชก

สํานักงานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๓๒๗ ถงึ สมําานตักรงาาน๓ค๓ณ๐ะกครรวมากมาผริดกฤฐษานฎกีบากุ รุก สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ทา นวา มนั ผูกระทาํ ผดิ ตอ งระวางโทษตามท่ีทานบัญญัติไวสําหรับความผิดเชนน้ัน

และใหเ พิ่มโทสษําขนนึ้กั งอากีนกคึง่ณหะนกรง่ึ รมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๕๑๒๘ (ยสกําเนลักกิ ง)านคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นมกั งาาตนครณา ะ๕กร๒รม๒๙การเกมฤ่ือษฎคกี วาามผิดอยางสหํานนกั ่ึงาอนยคาณงะใกดรรดมังกาทรี่ไกดฤษรฎะกีบาุไวในมาตรา

๒๐,๒๒,๒๗,(๒ หรือ ๓) ๒๙ (๒ หรือ ๓),๓๐,(๒ หรือ ๓),๓๑ (๒ หรือ ๓),๓๒,๓๓,๓๖,(๒
สํานักงานหครณอื ะ๓กร)ร,๓มก๗าร,๓กฤ๘ษ,ฎ(๒กี าหรือ ๓),๓๙ส,ํา๔น๑กั ,ง๔าน๒ค,(ณ๒ะกหรรรือมก๓าร)ก,๔ฤษ๓ฎีก(๒า หรือ ๓),๔ส๖ํา,น(๒ักง,๓านคหณระือกร๔ร)ม,หการรือกฤษฎกี า

๔๗ แหงประมวลกฎหมายอาญาทหารน้ีไดกระทําลงดวยความประสงคที่จะบอนใหสมรรถภาพ
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ของกรมกองทหารเสอื่ มทรามลงไซร ทา นใหเ พ่ิมโทษผกู ระทําผดิ ดังตอไปน้ี

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษถฎาีกระาวางโทษอยาสงําสนูงกั สงุดานกคําณหะนกดรรไมวกสาํารหกรฤับษฎคีกวามผิดน้ันเพียสงําจนําักคงุากนตคลณอะดกชรรีวมิตกไาซรรกฤษฎกี า

ทานใหเพิม่ ขนึ้ เปนโทษอยา งสงู สุดถงึ ประหารชีวติ
สํานถักางรานะควาณงะโกทรษรมอกยาารงกสฤูงษสฎุดกี ทาี่กําหนดไวสําสหํานรกัับงคานวาคมณผะกิดรนรั้นมกเพารียกงฤจษําฎคกี ุกามีกําหนดย่ีสิบ

ปไซร ทานใหเพิ่มข้ึนเปน โทษจาํ คกุ ไวจนตลอดชีวติ เปน อยา งสูงสุด สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ถา ระวางโทษอยา งสูงสดุ ที่กําหนดไวสําหรับความผิดน้ันเพียงจําคุกมีกําหนดเวลา

อยางอ่ืนนอกจสาํากนทักงี่กาลนาควณแะลกว รรทมากนารใกหฤเ ษพฎมิ่ กี ขาึ้นอีกกงึ่ หนึ่งขสอํานงโักทงาษนทควี่ณาะงกไรวรสมาํ กหารรบักฤคษวฎากีมาผดิ นั้นๆ

เมื่อความผิดอยางหน่ึงอยางใดดังท่ีไดระบุไวในวรรคตนน้ีไดกระทําไปเปนสวน

สาํ นักงานหคนณึ่งะขกอรงรแมผกานรกกฤาษรทฎกีี่จาะลางลมรัฐบสาําลนกกั ็ดงาี นหครณือะจกะรใรหมเกปาลรก่ียฤนษปฎรีกะาเพณีการเมือสงํานหักรงือานเคศณรษะกฐรกริจมแกาหรงกฤษฎีกา

พระราชอาณาจักรดวยใชกําลังบังคับหรือกระทํารายก็ดี ทานวามันผูกระทํามีความผิดตองระวาง

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
โทษถึงประหารชวี ติ หรือจําคกุ มันไวจ นตลอดชวี ิต

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สําน๒ัก๘งามนาคตณราะก๕ร๑รมยกการเลกิกฤโษดฎยีกพาระราชบัญญัตสิแํานกักไขงาเนพค่ิมณเตะิมกรปรรมะกมาวรลกกฤฎษหฎกีมาายอาชญาทหาร
พุทธศักราช ๒๔๗๖

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษ๒๙ฎีกมาาตรา ๕๒ เพิ่มสโําดนยักพงารนะครณาชะบกัรญรญมกัตาิแรกกไฤขษปฎรีกะามวลกฎหมายอสาําญนักางทาหนาครณพะกุทรธรศมักกราารชกฤษฎีกา
๒๔๗๐

- ๑๖ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานปครณะมะกวรลรกมฎกหารมกาฤยษอฎาีกญา าทหารแกไขสเําพน่ิมกั งเตานมิ คณพะรกะรพรมุทกธาศรักฤราษชฎีก๒า๔๖๙๓๐ สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

พระราชบัญญสัตาํ ิแนกั งไ าขนปครณะมะกวรลรกมฎกาหรมกฤายษอฎาีกญา าทหาร พุทสธําศนักักรงาชนค๒ณ๔ะ๗กร๐รม๓๑การกฤษฎกี า

สํานักงานพครณะระกาชรรบมัญกญารัตกฤิแษกฎไ กีขาเพมิ่ เตมิ ประมสําวนลักกงฎานหคมณาะยกอรารชมญกาารทกหฤษารฎีกพาทุ ธศักราช ๒ส๔าํ ๗นัก๓ง๓า๒นคณะกรรมการกฤษฎีกา

พระราชบญั ญสตั ําแินกั งไาขนเพคณ่ิมะเตกรมิ รปมรกะารมกวฤลษกฎฎีกหามายอาชญาทสําหนากั รงาพนทุคณธศะกกั รรรามชก๒าร๔กฤ๗ษ๖ฎ๓กี ๓า

สํานักงานพครณะระกาชรรบมญั กญารัตกฤิแษกฎไ ีกขาประมวลกฎหสมํานายกั องาานญคาณทะหการรมพกาุทรธกศฤักษฎราีกชา ๒๔๗๗๓๔ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นมกั างาตนรคาณ๔ะกรบรรมรกดารากอฤรษรฎถกี คาดีที่ไดมีคําพสิพําานกักษงาานถคึงณทะี่สกุดรกรมอกนาวรกันฤใษชฎพกี ราะราชบัญญัติน้ี

ใหบ งั คับไปตามกฎหมายเดิม

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

พระราชกาํ หนดแกไขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช ๒๔๘๖๓๕

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

พระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกําหนดแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช

สาํ นักงาน๒ค๔ณ๘ะ๖กรพรมทุ กธาศรกกั ฤรษาฎชีก๒า๔๘๖๓๖ สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานมกั างาตนรคาณ๓ะกรใรหมอกานรุมกัตฤษิพฎรีกะาราชกําหนดแสกําไนขกั เงพาน่ิมคเณติมะกปรรระมมกาวรลกกฤฎษหฎกีมาายอาญาทหาร

พทุ ธศักราช ๒๔๘๖ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

พระราชบัญญตั ิแกไขเพ่ิมเตมิ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ที่ ๗) พุทธศกั ราช ๒๔๘๗๓๗
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

พระราชบญั ญตั แิ กไ ขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗๓๘
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพ่ือใหสอดคลองกับประมวล
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

กฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติวาดวยวินัยทหาร (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๐๕ และเพื่อใหศาล

สํานกั งานทคหณาระกมรอี รํามนกาจรกลฤงษโทฎษีกาบุคคลทอ่ี ยใู นสอํานาํ กันงาาจนศคาณละทกหรรามรกซารึง่ กกฤรษะฎทีกาํ าความผิดนอกสรําานชักองาาณนคาณจกัะกรรไรดม การกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๓๐ฎรกี าาชกิจจานเุ บกษสาําเนลกัมง๔าน๓ค/ณ-/ะกหรนราม๕ก๐าร๑ก/ฤ๓ษฎตุลกี าาคม ๒๔๖๙ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๓๑ ราชกิจจานเุ บกษา เลม ๔๔/-/หนา ๑๗๓/๔ กันยายน ๒๔๗๐
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๓๒ ราชกิจจานเุ บกษา เลม ๔๗/-/หนา ๑๒๐/๓ สิงหาคม ๒๔๗๓

๓๓ ราชกิจจานเุ บกษา เลม ๕๐/-/หนา ๕๓๖/๑๐ กันยายน ๒๔๗๖ สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๓๔ ราชกิจจานเุ บกษา เลม ๕๒/-/หนา ๓๒๑/๕ พฤษภาคม ๒๔๘๗

สําน๓ัก๕งรานาชคกณิจะจกานรรเุ บมกกษารากเฤลษมฎ๖กี ๐า/ตอนท่ี ๑๙/สหํานนาัก๖ง๖าน๕ค/ณ๓ะ๐กมรรีนมากคามรก๒ฤ๔ษ๘ฎ๖กี า
๓๖ ราชกิจจานเุ บกษา เลม ๖๐/ตอนที่ ๔๗/หนา ๑๓๓๕/๑๔ กันยายน ๒๔๘๖

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษ๓๗ฎกีราาชกิจจานุเบกษสาําเนลักมงา๖น๑ค/ณตะอกนรทร่ีม๖ก๓า/รหกนฤษา ฎ๙ีก๒า๙/๑๐ ตลุ าคมส๒าํ น๔ัก๘ง๗านคณะกรรมการกฤษฎีกา
๓๘ ราชกิจจานุเบกษา เลม ๘๑/ตอนที่ ๑๑๑/หนา ๖๗๘/๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๗

- ๑๗ - สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สัญชยั /ปรบั ปรงุ
สํานักงานคณะกรรมก๑าร๐กฤพษฤฎศีกจากิ ายน ๒๕๔๙

สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า

พระราชบัญญัติ
บาํ เหน็จบาํ นาญขาราชการ

พ.ศ.๒๔๙๔

ในพระปรมาภไิ ธย
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช

ธานีนิวัต กรมหม่นื พิทยลาภพฤฒยิ ากร
ผูส าํ เรจ็ ราชการแทนพระองค

ใหไว ณ วนั ที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๔
เปนปท ่ี ๖ ในรชั กาลปจ จุบัน

โดยท่ีเปนการสมควรปรับปรุงกฎหมาย วาดวยบําเหน็จบํานาญทหาร และกฎหมาย
วา ดวยบาํ เหน็จบาํ นาญขาราชการฝา ยพลเรือน

พระมหากษัตริย โดยคําแนะนําและยินยอมของรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให
ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว ดงั ตอไปนี้

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติบําเหน็จบํานาญขาราชการ
พ.ศ. ๒๔๙๔”

มาตรา ๒ พระราชบัญญตั นิ ี้ใหใชบงั คับ ตง้ั แตว ันถัดจากวันประกาศในราชกจิ จานุเบกษา
เปนตน ไป

มาตรา ๓ ใหยกเลิกบรรดากฎหมาย วาดวยบําเหน็จบํานาญทหาร กฎหมายวาดวย
บําเหน็จ บํานาญ ขาราชการฝายพลเรือน และบรรดากฎหมายและขอบังคับอ่ืนๆ ในสวนที่มีบัญญัติ
ไวแลว ในพระราชบัญญตั นิ ี้ หรือซ่งึ แยงกับบทแหงพระราชบัญญตั นิ ้ี

๑๓๖

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญตั ินี้
“ขาราชการ” หมายความวา ทหารและขา ราชการพลเรือน
“ทหาร” หมายความวา นายทหารสัญญาบัตร นายทหารประทวน ตลอดจนวาท่ียศ
น้ันๆ และพลทหารประจาํ การ
“ขาราชการพลเรือน” หมายความวา ขาราชการพลเรือนตามกฎหมาย วาดวยระเบียบ
ขาราชการพลเรือน ขาราชการฝายตุลาการตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการฝายตุลาการขาราชการ
ฝายอยั การตามกฎหมายวาดว ยระเบียบขาราชการฝายอัยการ ขาราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยตาม
กฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ขาราชการการเมืองตามกฎหมายวาดวย
ระเบยี บขาราชการการเมือง ขาราชการฝายรัฐสภาตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการฝายรัฐสภา
ขาราชการตํารวจ ตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการตํารวจ ขาราชการครูตามกฎหมายวาดวย
ระเบียบขา ราชการครู และขาราชการกลาโหมพลเรอื นตามกฎหมายวา ดว ยระเบยี บขาราชการทหาร
“เวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญ” หมายความวา เวลาราชการที่ขาราชการ
รับราชการมาต้ังแตตนจนถึงวันสุดทายที่ไดรับเงินเดือนตามเกณฑ และวิธีการที่บัญญัติไวใน
พระราชบัญญัตนิ ี้
(๑๐) “เงินเดือนเดือนสุดทาย” หมายความวา เงินเดือนท่ีไดรับจากเงินงบประมาณประเภท
เงินเดือนเดือนสุดทายท่ีออกจากราชการ รวมท้ังเงินเพ่ิมพิเศษรายเดือน สําหรับคาวิชาและหรือเงิน
เพ่ิมการเล่ือนฐานะ และหรอื สําหรับประจําตําแหนงที่ตองฝาอันตรายเปนปกติ และหรือสําหรับการ
สูรบ และหรือสําหรบั การปราบปรามผกู ระทาํ ความผิด แตไ มร วมถึงเงนิ เพ่ิมอยางอนื่ ๆ สวนขา ราชการ
ตํารวจ ซ่ึงกรมตํารวจส่ังแตงตั้งใหไปปฏิบัติหนาที่ราชการตํารวจโดยไดรับเงินเดือนจากผูวาจาง
เงินเดือนเดือนสุดทาย หมายความวา เงินเดือนที่ผูวาจางจายตามคําส่ังของผูบังคับบัญชาตามอัตรา
เงินเดือนในบัญชีตอทายกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการตํารวจเดือนสุดทายที่ออกจากราชการ
รวมทั้งเงินเพ่ิมพิเศษรายเดือนสําหรับคาวิชา และหรือเงินเพ่ิมการเลื่อนฐานะ และหรือสําหรับ
ประจําตําแหนงท่ีตองฝาอันตรายเปนปกติ และหรือสําหรับการสูรบ และหรือสําหรับการ
ปราบปรามผกู ระทําความผิด แตไมรวมเงนิ เพิ่มอยา งอน่ื ๆ
(๗) “เงินเดือนเดิม” หมายความวา เงินเดือนเดือนสุดทายที่เคยไดรับสูงสุดในครั้งใดกอน
ออกจากราชการ แตในกรณีท่ีมีการปรับอัตราเงินเดือนขาราชการ เงินเดือนเดิมใหหมายความถึง

๑๓๗

เงินเดือนเดือนสุดทายที่เคยไดรับสูงสุดในคร้ังใดกอนออกจากราชการ และไดปรับตามกฎหมาย
หรือขอบังคบั ท่ีใชบ ังคบั แกขาราชการนน้ั แลว

“บําเหนจ็ ” หมายความวา เงินตอบแทนความชอบท่ีไดรับราชการมาซึ่งจายครั้งเดยี ว
“บาํ นาญ” หมายความวา เงินตอบแทนความชอบท่ีไดรับราชการมา ซึ่งจายเปนรายเดือน
“แพทยท่ีทางราชการรับรอง” หมายความวา ผูท่ีไดขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต
เปนผูประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายวาดวยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ หรือแพทยที่มีสิทธิ
ประกอบโรคศิลปะในตางประเทศ ซ่ึงประกอบโรคศิลปะอยูในตางประเทศน้ันและกระทรวงการคลัง
ไดร ับรองใหท ําการตรวจและแสดงความเหน็ ตามความในพระราชบัญญัตินี้ได
(๑๐) “ทายาทผมู สี ทิ ธ”ิ หมายความวา

(๑)บุตร และใหหมายความรวมถึงบุตรซึ่งไดมีคําพิพากษาของศาลวาเปนบุตร
ชอบดวยกฎหมายของผูตายซ่ึงไดมีการฟองคดีขอใหรับเด็กเปนบุตรกอน หรือภายในหน่ึงปนับแต
วันทบ่ี ิดาตาย หรอื นบั แตว นั ทไ่ี ดรูหรือควรไดร ูถ ึงความตายของบิดา

(๒) สามหี รอื ภรยิ า
(๓) บิดาและมารดา
(๒) “ผอู ุปการะ” หมายความวา
(๑) ผทู ่ีไดอ ปุ การะเลีย้ งดูใหก ารศึกษาผูตายมาแตเยาวฉันบิดามารดากับบุตร หรอื
(๒) ผูทีไ่ ดอปุ การะขาราชการประจํา หรือขาราชการบํานาญ ผูมีรายได ไมเพียงพอ
แกอ ัตภาพ หรอื ไดอุปการะขาราชการบํานาญผูซ่ึงปวยเจ็บ ทุพพลภาพ หรือวิกลจริตไมสามารถที่จะ
ชว ยตวั เองได ผอู ปุ การะตามขอ น้ตี อ งเปนผูใหอ ุปการะประจาํ เปน สวนใหญ
(๒) “ผูอยูในอุปการะ” หมายความวา ผูที่ไดอยูในความอุปการะของผูตายตลอดมา โดย
จาํ เปนตอ งมผี ูอุปการะ และความตายของผูนั้นทําใหไ ดร ับความเดือดรอน เพราะขาดความอุปการะ
มาตรา ๕ ใหรัฐมนตรวี า การกระทรวงการคลังรกั ษาการตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ และ
ใหมีอํานาจออกกฎกระทรวงเพอ่ื ปฏิบัติการใหเ ปนไปตามพระราชบัญญตั ินี้
กฎกระทรวงนั้น เมอ่ื ไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใ ชบงั คบั ได

๑๓๘

ลักษณะ ๑
บําเหนจ็ บํานาญปกติ

หมวด ๑
สิทธใิ นบาํ เหน็จบํานาญปกติ

มาตรา ๖ เม่ือขาราชการผูใดออกจากราชการ ใหจายบําเหน็จหรือบํานาญใหตามเกณฑ
ซ่ึงกาํ หนดไวในพระราชบญั ญตั ินี้

สิทธใิ นบาํ เหน็จหรอื บํานาญเปน สิทธเิ ฉพาะตวั จะโอนไมได
มาตรา ๗ ภายใตบ งั คับมาตรา ๘ ขาราชการซึ่งจะไดรับบําเหน็จบํานาญตามพระราชบัญญัติ
นี้ เมื่อกอ นออกจากราชการ หรือกอนไดรับคําสั่งใหไปทําการใด ๆ ตามความในมาตรา ๒๘ ตองได
ไดรับเงนิ เดอื นจากเงนิ งบประมาณประเภทเงนิ เดอื น
(๑๕) มาตรา๘บุคคลทีร่ ะบุไวตอ ไปน้ี ไมม สี ทิ ธไิ ดรับบาํ เหน็จบาํ นาญปกติตามพระราชบญั ญตั ิน้ี

(๑) ขาราชการซึ่งมิใชขาราชการตุลาการตามกฎหมาย วาดวยระเบียบขาราชการ
ฝายตุลาการและขาราชการอัยการตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการฝายอัยการ ซ่ึงถูกไลออก
จากราชการเพราะมีความผดิ

(๒) ขาราชการตลุ าการตามกฎหมายวา ดว ยระเบียบขา ราชการฝายตุลาการ และขาราชการ
อยั การตามกฎหมายวาดว ยระเบยี บขา ราชการฝา ยอัยการ ซึง่ ถกู ไลออกหรือปลดออกจากราชการเพราะ
มีความผดิ

(๓) ขาราชการวิสามัญหรือลูกจาง เวนแตในกรณีท่ีมีขอกําหนดใหบําเหน็จหรือ
บํานาญ ไวใ นหนังสอื สญั ญาจางตามความตองการของรฐั บาล

(๔) ผซู ง่ึ รัฐบาลกําหนดเงนิ อยางอ่ืนไวใหแ ทนบาํ เหน็จหรอื บาํ นาญแลว
(๕) ผูซึง่ มเี วลาราชการสาํ หรับคาํ นวณบําเหน็จบํานาญไมครบหนงึ่ ปบรบิ ูรณ
(๖) ผูซ่ึงไมเคยรับราชการมากอน แตไดเปนทหารตามกฎหมายวาดวยการรับราชการ
ทหาร เม่ือปลดเปนกองหนุนแลวและไดเขารับราชการอีก โดยเวลารับราชการจะติดตอกับเวลา
ราชการกองประจําการหรือไมกต็ าม ยังไมค รบหน่งึ ปบรบิ รู ณ

๑๓๙

มาตรา ๙ ขาราชการมีสิทธิไดรับบําเหน็จบํานาญปกติดวยเหตุอยางใดอยางหน่ึง
ดงั ตอ ไปนี้

(๑) เหตุทดแทน
(๒) เหตุทุพพลภาพ
(๓) เหตุสูงอายุ
(๔) เหตรุ ับราชการนาน
มาตรา ๑๐ สิทธิในการขอบําเหน็จบํานาญปกติตามพระราชบัญญัตินี้ ใหมีอายุความ
สามป
มาตรา ๑๑ บําเหน็จบํานาญเหตุทดแทนนั้น ใหแกขาราชการซึ่งออกจากประจําการ
เพราะเลิกหรือยุบตําแหนงหรือซึ่งมีคําสั่งใหออกโดยไมมีความผิด หรือซ่ึงออกตามบทบัญญัติใน
รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย หรือทหารซ่งึ ออกจากกองหนนุ เบ้ยี หวดั
มาตรา ๑๒ บําเหน็จบํานาญเหตุทุพพลภาพน้ัน ใหแกขาราชการผูปวยเจ็บ ทุพพลภาพ
ซึ่งแพทยท่ีทางราชการรับรองไดตรวจและแสดงความเห็นวา ไมสามารถท่ีจะรับราชการในตําแหนงหนาท่ี
ซึ่งปฏบิ ตั อิ ยนู น้ั ตอไป
(๓)มาตรา ๑๓ บําเหน็จบํานาญเหตุสูงอายุน้ัน ใหแกขาราชการผูมีอายุครบหกสิบป
บริบูรณแลว
ถาขาราชการผูใดมีอายุครบหาสิบปบริบูรณแลว ประสงคจะลาออกจากราชการก็ให
ผูม ีอาํ นาจสงั่ อนุญาตใหลาออกจากราชการเพ่ือรับบําเหน็จบํานาญเหตุสงู อายไุ ด
(๓)มาตรา ๑๔ บําเหน็จบาํ นาญเหตุรบั ราชการนานนัน้ ใหแกขาราชการซ่ึงมีเวลาราชการ
สําหรับคํานวณบําเหน็จบาํ นาญครบสามสบิ ปบ ริบรู ณแลว
ถาขาราชการผูใดมีเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญครบยี่สิบหาปบริบูรณ
แลวประสงคจะลาออกจากราชการก็ใหผูมีอํานาจส่ังอนุญาตใหลาออกจากราชการเพ่ือรับบําเหน็จ
บาํ นาญเหตุรับราชการนานได
มาตรา ๑๕ ขาราชการผูซ่ึงมีเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญ ไมถึงสิบป
บรบิ รู ณ มีสิทธไิ ดบําเหน็จ

๑๔๐

ขาราชการผูซ่ึงมีเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญ ตั้งแตสิบปบริบูรณข้ึน
ไปมสี ิทธิไดร ับบํานาญ

มาตรา ๑๖ ขาราชการผูมีสิทธิไดบํานาญจะย่ืนคําขอรับบําเหน็จตามเกณฑ ในมาตรา
๓๒ แทนบํานาญกไ็ ด

(๓)มาตรา๑๗ ขาราชการผูใดมีเวลาราชการ สําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญครบสิบป
บริบูรณแลวออกจากราชการเพราะลาออกและไมมีสิทธิท่ีจะไดรับบําเหน็จบํานาญปกติตามความ
ในมาตรา ๙ ก็ใหไ ดรับบาํ เหนจ็ ตามเกณฑใ นมาตรา ๓๒

(๓)มาตรา๑๘ ขาราชการการเมืองตําแหนงรัฐมนตรีซึ่งไดรับราชการในตําแหนงขาราชการ
การเมืองมาแลวและมีเวลาราชการในตําแหนงขาราชการการเมืองรวมกันไมนอยกวาส่ีปบริบูรณ
เม่ือออกจากตําแหนงและไมประสงคจะรับบําเหน็จบํานาญตามบทความในพระราชบัญญัตินี้โดย
ประการอืน่ กใ็ หมสี ทิ ธิรับบาํ นาญเดือนละสองพันบาท

หมวด ๒
เวลาราชการและการนับเวลาราชการ
(๑๔)มาตรา ๑๙ ขาราชการซ่ึงมีอายุครบหกสิบปบริบูรณแลว เปนอันพนจากเวลาราชการ
เม่ือสน้ิ ปงบประมาณท่ีขา ราชการผนู ้นั มีอายุครบหกสิบปบริบูรณ
ความในวรรคหน่ึงมใิ หใชบ งั คบั แกข าราชการพลเรอื นในพระองค สมุหราชองครักษ
รองสมุหราชองครักษ ขาราชการการเมือง ขาราชการตุลาการซึ่งดํารงตําแหนงผูพิพากษาอาวุโส
และขา ราชการอัยการซึง่ ดาํ รงตําแหนงอยั การอาวุโส
การพนจากราชการของขาราชการพลเรือนในพระองค สมุหราชองครักษ และ รอง
สมุหราชองครักษ ใหเ ปน ไปตามพระราชอธั ยาศัย
การพนจากราชการของขาราชการตุลาการ ซ่ึงดํารงตําแหนงผูพิพากษาอาวุโสให
เปน ไปตามมาตรา ๑๙ ทวิ
การพนจากราชการของขาราชการอัยการ ซ่ึงดํารงตําแหนงอัยการอาวุโสใหเปนไป
ตามมาตรา ๑๙ ตรี

๑๔๑

(๑๓)มาตรา ๑๙ ทวิ ขาราชการตุลาการซึ่งดํารงตําแหนงผูพิพากษาอาวุโส ท่ีมีอายุครบหก
สิบหาปบริบูรณแลวเปนอันพนจากราชการเม่ือส้ินปงบประมาณท่ีขาราชการตุลาการผูน้ันมีอายุครบ
หกสิบหาปบริบูรณ เวนแตขาราชการตุลาการท่ีไดผานการประเมินแลววายังมีสมรรถภาพในการ
ปฏิบัติหนาท่ีก็ใหรับราชการตอไปไดจนถึงส้ินปงบประมาณที่ขาราชการตุลาการผูน้ันมีอายุครบ
เจ็ดสบิ ปบ ริบูรณ

หลักเกณฑและวิธีประเมินสมรรถภาพของขาราชการตุลาการตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไป
ตามระเบยี บที่คณะกรรมการตลุ าการกาํ หนดตามกฎหมายวา ดวยหลกั เกณฑการแตง ต้ังและการดํารง
ตาํ แหนง ผพู พิ ากษาอาวโุ ส

(๑๔)มาตรา ๑๙ ตรี ขา ราชการอัยการซง่ึ ดํารงตําแหนงอัยการอาวุโสท่ีมีอายุครบหกสิบหาป
บริบูรณแลวเปนอันพนจากราชการ เมื่อส้ินปงบประมาณที่ขาราชการอัยการผูนั้นมีอายุครบหกสิบ
หาปบริบูรณ เวนแตขาราชการอัยการที่ไดผานการประเมินแลววา ยังมีสมรรถภาพในการปฏิบัติ
หนาท่ี ก็ใหรับราชการตอไปไดจนถึงส้ินปงบประมาณท่ีขาราชการอัยการผูน้ันมีอายุครบเจ็ดสิบป
บรบิ รู ณ

หลักเกณฑและวิธีการประเมินสมรรถภาพของขาราชการอัยการตามวรรคหน่ึง ให
เปนไปตามระเบียบท่ีคณะกรรมการอัยการกําหนดตามกฎหมายวาดวยหลักเกณฑการแตงตั้งและ
การดํารงตาํ แหนง อยั การอาวโุ ส

มาตรา ๒๐ ใหคณะกรรมการขาราชการพลเรือนตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการ
พลเรือนเปนเจาหนา ทค่ี วบคุมเกษยี ณอายขุ องขาราชการ เวนแต

(๑) ขา ราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม ใหก ระทรวงกลาโหมเปนเจา หนาที่
(๒) ขา ราชการฝายตุลาการ ใหกระทรวงยุตธิ รรมเปน เจา หนาท่ี
(๓) ขาราชการครู ใหก ระทรวงศึกษาธิการเปนเจาหนาที่
(๑๔)มาตรา ๒๑ กอนสิ้นเดือนสุดทายของปงบประมาณทุกป ใหเจาหนาท่ีควบคุม
เกษียณอายุของขาราชการตามมาตรา ๒๐ ย่ืนบัญชีรายช่ือขาราชการผูมีสิทธิจะไดรับบําเหน็จบํานาญ
เนอื่ งจากการเกษียณอายุตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๑๙ ทวิ และมาตรา ๑๙ ตรี ในปงบประมาณถัดไปตอ
เจากระทรวงของผูนั้น และกระทรวงการคลัง เวนแตในกรณีของขาราชการตุลาการและขาราชการ
อัยการ ซึ่งจะพนจากราชการเม่ือส้ินปงบประมาณที่ขาราชการตุลาการหรือขาราชการอัยการผูน้ันมี

๑๔๒

อายุครบหกสิบปบริบูรณหรือหกสิบหาปบริบูรณแลวแตกรณี ใหย่ืนบัญชีรายชื่อกอนสิ้น
ปงบประมาณดังกลาวไมนอยกวาหกสิบวันในกรณีที่มีการตอเวลาราชการใหแกขาราชการผูใด ให
เจากระทรวงแจงไปใหเจาหนาที่ควบคุมเกษียณอายุทราบ และใหเจาหนาท่ีควบคุมเกษียณอายุแจง
ตอ ไปยงั กระทรวงการคลัง

มาตรา ๒๒ การตอเวลาราชการหน่ึงปในคราวแรกนั้น ใหนับตั้งแตวันอายุครบหก
สิบปบริบูรณ และถาจะตอเวลาราชการใหในปถัดไปอีก ใหสั่งตอเวลาราชการลวงหนาไมนอยกวา
หนึ่งเดือนกอนส้ินวันครบการตอเวลาราชการคร้ังสุดทาย ถามิไดมีการสั่งตอเวลาราชการภายใน
กาํ หนดดังกลาว ใหถอื วา ขาราชการผนู นั้ พนจากราชการถดั จากวันครบการตอเวลาราชการครั้งสุดทาย
นนั้

มาตรา ๒๓ การนับเวลาราชการสาํ หรบั คาํ นวณบําเหน็จบํานาญนนั้ ใหน บั แตวันรบั
ราชการรบั เงนิ เดอื นจากเงนิ งบประมาณประเภทเงินเดือน ซ่ึงไมใชอัตราขาราชการวิสามัญหรือลูกจาง
ครูประชาบาล สารวัตรศึกษา หรือขาราชการวิสามัญท่ีไดมีบทบัญญัติของกฎหมายใหยกฐานะหรือ
ใหเปลี่ยนฐานะเปนขาราชการท่ีมีสิทธิรับบําเหน็จบํานาญ ตามมาตรา ๗ ได และเม่ือไดมีการยกฐานะ
หรอื เปล่ียนฐานะเปน ขา ราชการที่มีสิทธิรับบําเหน็จบํานาญดังกลาวมาแลว ก็ใหนับเวลาระหวางที่เปน
ครูประชาบาล สารวัตรศึกษา หรือขา ราชการวสิ ามญั ทต่ี ดิ ตอกับวันที่ไดมีการยกฐานะหรือการเปลี่ยน
ฐานะนั้น เปนเวลาราชการสําหรับคาํ นวณบําเหนจ็ บํานาญไดดวย

ขาราชการซึ่งทํางานหรือรับราชการกอนอายุครบสิบแปดปบริบูรณ ใหเริ่มนับเวลา
ราชการสาํ หรับคาํ นวณบาํ เหน็จบาํ นาญตงั้ แตวนั ทมี่ อี ายคุ รบสิบแปดปบริบูรณเ ปน ตน ไป

ผูซ่ึงไดขึ้นทะเบียนทหารกองประจําการ ใหมีสิทธินับเวลาราชการไดต้ังแตวันข้ึน
ทะเบยี นกองประจําการตามกฎหมายวา ดว ยการรบั ราชการทหาร

(๕)มาตรา ๒๓ ทวิ การนับเวลาราชการสําหรับคํานวณ บําเหน็จบํานาญของขาราชการที่
โอนมาจากขา ราชการสว นจังหวดั หรอื ขาราชการท่โี อนมาจากพนกั งานเทศบาล ใหนับเวลาราชการ
สําหรับคํานวณ บําเหน็จบํานาญตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญขาราชการสวนทองถ่ินที่ใชอยู
ในวนั โอน เปนเวลาราชการสําหรับคาํ นวณบําเหน็จบาํ นาญดว ย

มาตรา ๒๔ ผูซึ่งกระทําหนาที่ตามท่ีกระทรวงกลาโหมกําหนด ในระหวางเวลาที่มี
การรบหรือสงคราม หรือมีการปราบปรามการจลาจล หรือในระหวางเวลาท่ีมีพระบรมราชโองการ

๑๔๓

ประกาศสถานการณฉุกเฉิน หรือในระหวางเวลาที่ส่ังใหเปนนักดําเรือดําน้ําใหนับเวลาราชการที่
ปฏิบตั ิการตามสงั่ เปน ทวีคณู แมวา ในระยะเวลาดงั กลา วนน้ั จะไมไดรับเงนิ เดอื นจากเงินงบประมาณ
ประเภทเงนิ เดือนก็ตาม

(๑๕)ในกรณที ี่มกี ารประกาศใชก ฎอยั การศึกในเขตพ้ืนท่ีใด ใหคณะรัฐมนตรีมีอํานาจพิจารณา
ใหขาราชการซึ่งประจําปฏิบัติหนาที่อยูในเขตท่ีไดมีประกาศใชกฎอัยการศึกนั้น ไดรับการนับเวลา
ราชการทป่ี ฏิบตั หิ นา ท่ีในระหวา งนัน้ เปน ทวคี ณู ไดตามหลกั เกณฑท่ีคณะรฐั มนตรีกําหนด หลักเกณฑ
ดังกลาวใหพ จิ ารณาความจาํ เปน ของสถานการณโ ดยคาํ นึงถึงความยากลาํ บาก และการเสี่ยงอันตราย
อยางแทจ ริงของขาราชการน้ัน

ในกรณีตามวรรคหนึ่ง หรือกรณีท่ีคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหนับเวลาราชการเปน
ทวีคูณตามวรรคสองถาผูใดมีเวลาราชการซ่ึงอาจนับเปนทวีคูณในเวลาเดียวกันไดหลายประการ ก็
ใหนบั เวลาระหวางน้ันเปน ทวคี ณู แตประการเดยี ว

มาตรา ๒๕ เวลาปวยหรือลา หรือตองพักราชการ ซ่ึงไดรับอนุญาตใหรับเงินเดือนเต็ม
นั้น สาํ หรับการคาํ นวณบาํ เหนจ็ บํานาญใหนบั เหมือนเตม็ เวลาราชการ

เวลาปวยหรือลา หรือตองพักราชการ ซ่ึงไดรับอนุญาตใหรับเงินเดือนไมเต็มนั้น
สาํ หรบั การคาํ นวณบาํ เหนจ็ บาํ นาญใหน บั เวลาตามสวนแหงเงนิ เดอื นท่ไี ดรับ

เวลาปวยหรือลา หรือตองพักราชการ หรือมิไดอยูรับราชการ ซึ่งมิไดรับอนุญาตให
รับเงินเดือนไมนับเปนเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญ แตทั้งนี้มิไดหมายความถึงผูท่ี
มไิ ดอยูร ับราชการดวยเหตทุ ถ่ี กู ลงทณั ฑทางวินยั ตามกฎหมายวา ดวยวนิ ยั ทหารหรือตํารวจ

มาตรา ๒๖ ในระหวางที่ทหารกองหนุนไดรับเบ้ียหวัด ใหนับเวลาสําหรับคํานวณ
บาํ เหนจ็ บํานาญเสมอหนึง่ ในสข่ี องเวลาอยรู บั ราชการ

มาตรา ๒๗ ขา ราชการซงึ่ ทางราชการคดั เลือกหรือสอบคัดเลือกใหไปดูงาน หรือศึกษา
วิชาในตางประเทศ ใหนับเวลาสําหรับการคํานวณบําเหน็จบํานาญในระหวางนั้นเหมือนเต็มเวลา
ราชการ

มาตรา ๒๘ ขาราชการที่ไดรับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือน ซึ่งทาง
ราชการสั่งใหไปทําการใดๆ ตามหลักเกณฑที่กําหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ผูนั้นยังไมมีสิทธิรับ

๑๔๔

บําเหน็จบํานาญ และใหนับเวลาสําหรับการคํานวณบําเหน็จบํานาญในระหวางนั้นเหมือนเต็มเวลา
ราชการ

มาตรา ๒๙ เวลาราชการสําหรับคํานวณ บําเหน็จบํานาญใหนับแตจํานวนป เศษของ
ปถ าถึงครึง่ ปใหนบั เปน หนง่ึ ป

การนบั ระยะเวลาตามความในวรรคกอ น สาํ หรับเดือนหรือวัน ใหคํานวณตามวิธีการ
จายเงินเดือนและใหนับสิบสองเดือนเปนหนึ่งป สําหรับจํานวนวัน ถามีรวมกันหลายระยะ ใหนับ
สามสบิ วนั เปน หนง่ึ เดอื น

(๑๒)มาตรา ๓๐ ขาราชการซึ่งมิใชขาราชการการเมืองผูใดออกจากราชการไปแลว ถา
ภายหลังกลับเขารับราชการใหม ใหนับเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญตามบทบัญญัติแหง
กฎหมายวา ดว ยกองทุนบาํ เหนจ็ บํานาญขาราชการ

ขาราชการการเมืองผูใดซึ่งตองออก หรือพนจากตําแหนงโดยผลของรัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจักรไทยและยังมิไดรับบําเหน็จบํานาญสําหรับการรับราชการในตอนท่ีตองออกหรือ
พนจากตําแหนง ถาภายหลังกลับเขารับราชการใหมเปนขาราชการการเมือง ใหนับเวลาราชการ
สําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญกอนออกหรือพนจากตําแหนงตอเนื่องกับการรับราชการในตอน
หลัง

(๑๖)ขา ราชการการเมอื งผูซ ง่ึ ออกหรอื พนจากตาํ แหนง โดยไดรับ หรือมีสิทธิไดรับบํานาญ
ปกติจากการไดนับเวลาราชการท่ีเปนขาราชการการเมืองสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญหรือไดรับ
หรือมีสิทธิไดรับบํานาญตามมาตรา ๑๘ ถาภายหลังกลับเขารับราชการใหมเปนขาราชการการเมือง
และเลิกรับบํานาญในขณะที่กลับเขารับราชการใหม ใหนับเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จ
บํานาญกอนออกหรือพนจากตําแหนงตอเน่ืองกับการรับราชการในตอนหลัง หากผูน้ันประสงคจะ
รับบํานาญตอไปจะตองแจงความประสงคภายในสามสิบวันนับแตวันกลับเขารับราชการใหม โดยทํา
เปนหนังสือลงลายมือชื่อไวเปนหลักฐานย่ืนตอสวนราชการท่ีผูนั้นกลับเขารับราชการใหม เม่ือแจง
ความประสงคดังกลาวแลว ใหผูนั้นมีสิทธิรับบํานาญตอไปและจะนับเวลาราชการตอเน่ืองมิได ถา
พนกําหนดเวลาดังกลาวไมแจงความประสงค ใหถือวาขาราชการผูน้ันเลิกรับบํานาญเพ่ือขอรับเวลา
ราชการตอเน่ือง โดยใหสวนราชการท่ีผูนั้นกลับเขารับราชการใหมแจงไปยังสวนราชการท่ีผูน้ันรับ
บาํ นาญอยูเพอื่ งดจายบํานาญ

๑๔๕

ขาราชการซึ่งมิใชขาราชการการเมืองผูใดออกจากราชการ โดยไดรับหรือมีสิทธิไดรับ
บํานาญปกติหรือขาราชการสวนทองถิ่นผูใดออกจากราชการโดยไดรับ หรือมีสิทธิไดรับบํานาญ
ปกติตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญขาราชการสวนทองถิ่น ถาภายหลังผูน้ันกลับเขารับราชการ
ใหมเปนขาราชการการเมือง มิใหนับเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญกอนออกจาก
ราชการตอเน่ืองกับเวลารับราชการเปนขาราชการการเมืองในตอนหลัง แตใหนับเวลาราชการ
สําหรบั คาํ นวณบาํ เหนจ็ บาํ นาญเฉพาะเวลารับราชการเปนขาราชการการเมอื งในตอนหลังเทาน้ัน

ขาราชการซ่ึงมิใชขาราชการการเมืองผูใดหรือขาราชการสวนทองถิ่นผูใดออกจาก
ราชการไปแลวกลับเขารับราชการเปนขาราชการการเมือง และไดนับเวลาราชการสําหรับคํานวณ
บําเหน็จบํานาญกอนออกจากราชการตอเน่ืองกับเวลารับราชการเปนขาราชการการเมืองในตอน
หลังมากอนแลว ถาภายหลังผูน้ันกลับเขารับราชการเปนขาราชการการเมืองอีกมิใหนับเวลาราชการ
สําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญในครั้งกอนตอเน่ืองกับเวลารับราชการเปนขาราชการการเมืองใน
คร้ังหลัง แตใหนับเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญเฉพาะเวลารับราชการเปน
ขา ราชการการเมอื งในครง้ั หลงั

(๑๖)มาตรา ๓๐ ทวิ ยกเลกิ

หมวด ๓
วธิ คี ํานวณบําเหน็จบํานาญ
(๖)มาตรา ๓๑ ในการคํานวณบําเหนจ็ บาํ นาญนัน้ ใหต้งั เงินเดือนเดือนสุดทายเปนเกณฑ
คํานวณ แตถาเปนการคํานวณบําเหน็จบํานาญของขาราชการ ซ่ึงพนจากราชการเพราะเกษียณอายุ
ตามมาตรา ๑๙ เงินเดือนเดือนสุดทายใหหมายความรวมถึงเงินเดือนที่ไดเลื่อนในวันสุดทายของป
งบประมาณนัน้ ดว ย
การเล่ือนเงินเดือนในวันสุดทายของปงบประมาณนั้น ไมกอใหเกิดสิทธิรับเงินเดือน
ที่ไดเล่อื น แตเงินเดือนที่ไดเลอ่ื นนัน้ ใหถือเสมือนวา เปน เงนิ เดือนเดมิ
(๗)ขาราชการผใู ดเคยดํารงตาํ แหนง ในขณะเดียวกนั หลายตาํ แหนง แลวพนจากตําแหนง
ท่ีมีเงินเดือนสูงกอนพนจากราชการ ใหถือเงินเดือนเดือนสุดทายของตําแหนงท่ีมีเงินเดือนสูงจาก
เงินงบประมาณประเภทเงินเดือนท่ีเคยไดรับอยูนั้นเปนเงินเดือนเดือนสุดทายสําหรับตั้งเปนเกณฑ


Click to View FlipBook Version