ขอ้ บงั คบั กระทรวงกลาโหม
ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลือ่ น และลดตำแหนง่ ขา้ ราชการกลาโหม
พ.ศ.๒๕๐๒
โดยทเี่ ปน็ การสมควรปรับปรุงข้อบังคบั กระทรวงกลาโหมวา่ ด้วยการบรรจุ ปลด ยา้ ย เลือ่ น
ลด และรบั สง่ หนา้ ทีใ่ หเ้ หมาะสมยิ่งข้ึน จึงออกข้อบังคบั ไวด้ งั ตอ่ ไปน้ี
ขอ้ ๑. ข้อบังคับน้ีเรียกว่า "ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย
เล่อื น และลดตำแหนง่ ข้าราชการกลาโหม พ.ศ.๒๕๐๒"
ข้อ ๒. ใหใ้ ชข้ ้อบังคับนต้ี งั้ แตบ่ ัดน้เี ป็นตน้ ไป
ข้อ ๓. ให้ยกเลิก
(๑) ข้อบังคับทหารท่ี ๗/๒๑๔๘๘๒๑๙
๔ ลง ๒๐ ม.ค.๘๑ ว่าด้วยการบรรจุ ปลด
ยา้ ย เล่อื น ลด และรบั สง่ หนา้ ที
่
(๒) ขอ้ บังคบั กระทรวงกลาโหมว่าด้วยการบรรจุ ปลด ยา้ ย เลอื่ น ลด และ
รบั สง่ หน้าท่ี (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ.๒๔๙๒
(๓) ขอ้ บงั คับกระทรวงกลาโหมวา่ ด้วยการบรรจุ ปลด ยา้ ย เลื่อน ลด และ
รับสง่ หนา้ ที่ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๔๙๓
(๔) ข้อบังคบั กระทรวงกลาโหมว่าดว้ ยการบรรจุ ปลด ย้าย เลอ่ื น ลด และ
รับสง่ หนา้ ท่ี (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ.๒๔๙๗
หมวด ๑
การบรรจุ และปลด
ข้อ ๔. ผู้มีอำนาจส่ังบรรจุบุคคลเข้ารับราชการและส่ังปลดข้าราชการกลาโหม
ออกจากราชการ คอื
๕๘๖
(๑) ตำแหน่งต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร ให้ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ชั้นผู้บัญชาการ
กองพล ผู้บงั คับการกองเรือ ผ้บู ัญชาการกองพลบนิ หรือเทียบเท่าขนึ้ ไปเป็นผ้สู ่งั
(๒) ตำแหน่งช้ันสัญญาบัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้ส่ัง
เว้นแต่ตำแหน่งตัง้ แตช่ ้นั ผู้บัญชาการกองพล ผบู้ งั คบั การกองเรือ ผบู้ ญั ชาการกองพลบนิ หรอื เทียบเท่าขน้ึ ไป
พระมหากษัตริย์จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่ถ้าเป็นการให้ออกจากราชการเนื่องจากการลาออก
หรือเน่ืองจากเหตุครบเกษียณอายุตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหมเปน็ ผสู้ งั่
หมวด ๒
การย้าย เลื่อน และลดตำแหนง่
ข้อ ๕. ผู้มีอำนาจส่งั ยา้ ย เล่ือน และลดตำแหนง่ ข้าราชการกลาโหม คือ
(๑) ตำแหน่งต่ำกว่าชน้ั สญั ญาบัตร ให้ผ้บู งั คับบัญชาตั้งแตช่ นั้ ผ้บู ังคับกองร้อย
ผู้บังคับการเรือชั้น ๓ หรือต้นเรือช้ัน ๒ ผู้บังคับหมวดบินชั้น ๒ หรือเทียบเท่าข้ึนไป เป็นผู้ส่ัง
แต่ถ้าเป็นการเปล่ียนพรรค เหล่า จำพวก หรือวิทยาการในหน้าที่ต้องได้รับอนุมัติจากเลขานุการรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม สมุหราชองครักษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการ
ทหารบก ผบู้ ัญชาการทหารเรือ และผูบ้ ญั ชาการทหารอากาศ กอ่ น
(๒) ตำแหนง่ ชน้ั สัญญาบตั ร
ก. ตงั้ แตช่ ั้นผบู้ งั คบั กองร้อย ผู้บังคับการเรือชัน้ ๓ หรอื ต้นเรอื ช้ัน ๒
ผู้บังคับหมวดบินชั้น ๒ หรือเทียบเท่าลงไป ให้ผู้บังคับบัญชาช้ันผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกองเรือ
ผู้บัญชาการกองพลบิน หรือเทียบเท่าข้นึ ไปเป็นผูส้ ่ัง เวน้ แตก่ ารย้ายซ่ึงเปน็ การเปลย่ี นพรรค เหล่า จำพวก
หรอื วทิ ยาการในหนา้ ทีห่ รอื การเลอ่ื นหรอื ลดตำแหนง่ ใหเ้ ป็นไปตามที่กำหนดไวใ้ นหมายอกั ษร ข.
ข. ต้ังแต่ชั้นผู้บังคับการกรม ผู้บังคับหมวดเรือ ผู้บังคับกองบิน
หรอื เทียบเท่าลงไปและการยา้ ยซ่ึงเปน็ การเปลีย่ นพรรค เหลา่ จำพวก หรอื วิทยาการในหน้าท่ี หรอื การเลอื่ น
หรือลดตำแหน่งต้ังแต่ชนั้ ผบู้ งั คบั กองร้อย ผูบ้ ังคบั การเรอื ชั้น ๓ หรือตน้ เรือช้ัน ๒ ผู้บงั คบั หมวดบินชัน้ ๒
หรือเทียบเท่าลงไป ให้ปลัดกระทรวงกลาโหม สมุหราชองครักษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการ
ทหารบก ผ้บู ัญชาการทหารเรือ และผบู้ ัญชาการทหารอากาศเปน็ ผู้ส่งั
ค. ต้ังแต่ชั้นผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกองเรือ ผู้บัญชาการ
กองพลบนิ หรอื เทียบเทา่ ขึ้นไป พระมหากษตั รยิ ์จะไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
๕๘๗
ข้อ ๖. การย้ายข้าราชการระหว่างสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กรมราชองครักษ์ กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ
และกองทัพอากาศ ให้ปฏิบัติดงั นี้
(๑) ตำแหน่งต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร ให้ส่วนราชการท่ีต้องการขอตัว
ไปทำความตกลงกบั สว่ นราชการต้นสังกัดเดมิ ก่อนเม่ือไดร้ บั ความตกลงแลว้
ก. ให้ส่วนราชการต้นสังกัดเดิมออกคำสั่งให้ข้าราชการผู้นั้นพ้นจาก
ตำแหนง่ หน้าที่และขาดจากอตั ราเงินเดอื นทางสงั กัดเดิม
ข. ให้ส่วนราชการที่ขอตัวไปออกคำส่ังบรรจุเข้าประจำตำแหน่ง
และรับเงินเดือนเท่าท่ีเคยได้รับอยู่ทางต้นสังกัดเดิมต้ังแต่วันที่ข้าราชการผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหน้าท
ี่
ทางต้นสงั กัดเดมิ
ผู้มีอำนาจอนุมัติและส่ังการตามความในหมายอักษร ก. และ ข.
ของวรรคกอ่ น ใหเ้ ปน็ ไปตามหมวด ๑ ขอ้ ๔. (๑)
(๒) ตำแหน่งช้ันสัญญาบัตร ให้ส่วนราชการที่ต้องการขอตัวไปทำความตกลง
กับส่วนราชการตน้ สงั กดั เดิมกอ่ น เมือ่ ได้รับความตกลงแล้ว จงึ เสนอเร่ืองต่อสำนกั งานปลัดกระทรวงกลาโหม
เพื่อดำเนินการขออนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและออกคำสั่งย้ายต่อไป เว้นแต่ตำแหน่งต้ังแต่
ช้ันผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกองเรือ ผู้บัญชาการกองพลบิน หรือเทียบเท่าข้ึนไป พระมหากษัตริย์
จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ
ขอ้ ๗. ผู้มีอำนาจส่ังแต่งตั้งข้าราชการให้รักษาราชการในตำแหน่งที่ว่างให้เป็นไปตาม
หมวด ๒ ขอ้ ๕. เว้นแตก่ ารส่งั แต่งตงั้ ข้าราชการใหร้ กั ษาราชการในตำแหน่งตงั้ แตช่ ้ันผู้บญั ชาการกองพล
ผบู้ งั คับการกองเรือ ผูบ้ ญั ชาการกองพลบนิ หรอื เทยี บเท่าขน้ึ ไป รฐั มนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเปน็ ผูส้ ัง่
ขอ้ ๘. ผ้มู อี ำนาจส่ังแตง่ ต้ังข้าราชการใหร้ กั ษาราชการแทนในตำแหน่งอืน่ ใดอีก คือ
(๑) รักษาราชการแทนในตำแหน่งชั้นผู้บังคับหมู่ นายตอน หรือเทียบเท่า
ให้ผู้บังคับบัญชา ช้ันผู้บังคับกองร้อย ผู้บังคับการเรือช้ัน ๓ หรือต้นเรือช้ัน ๒ ผู้บังคับหมวดบินช้ัน ๒
หรือเทียบเทา่ ข้ึนไปเป็นผ้สู งั่
(๒) รักษาราชการแทนในตำแหนง่ ช้นั ผบู้ ังคบั กองรอ้ ย ผู้บงั คบั การเรือชนั้ ๓
หรือต้นเรือช้ัน ๒ ผู้บังคับหมวดบินชั้น ๒ หรือเทียบเท่าลงไป ให้ผู้บังคับบัญชาช้ันผู้บังคับการกรม
ผ้บู ังคับหมวดเรอื ผบู้ งั คับกองบนิ หรอื เทยี บเท่าขน้ึ ไปเปน็ ผ้สู ัง่
๕๘๘
(๓) รักษาราชการแทนในตำแหน่งชั้นผู้บังคับการกรม ผู้บังคับหมวดเรือ
ผู้บังคับกองบินหรือเทียบเท่าลงไป ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกองเรือ
ผบู้ ัญชาการกองพลบนิ หรอื เทยี บเท่าขึ้นไปเป็นผู้สง่ั
(๔) รักษาราชการแทนในตำแหน่งช้ันผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกองเรือ
ผูบ้ ญั ชาการกองพลบิน หรอื เทยี บเทา่ ใหป้ ลัดกระทรวงกลาโหม สมุหราชองครกั ษ์ ผบู้ ญั ชาการทหารสงู สดุ
ผบู้ ญั ชาการทหารบก ผู้บญั ชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นผู้สง่ั
(๕) รักษาราชการแทนในตำแหน่งชั้นแม่ทัพ หรือเทียบเท่า รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหมเปน็ ผสู้ ัง่
ข้อ ๙. การส่ังให้นายทหารประทวนทำหน้าท่ีในตำแหน่งนายทหารชั้นสัญญาบัตรท่ีว่าง
เพ่ือทดสอบความรู้ความสามารถในกรณีที่จะเลื่อนฐานะเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร ตามหลักเกณฑ์
ในกฎหมายว่าด้วยยศทหาร ให้ผู้บังคับบัญชาช้ันผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกองเรือ ผู้บัญชาการ
กองพลบิน หรือเทียบเทา่ ขนึ้ ไปเป็นผู้สัง่
ข้อ ๑๐. การส่งั ยา้ ยซ่ึงตอ้ งเปลี่ยนพรรค เหลา่ จำพวก หรอื วทิ ยาการในหนา้ ท่ี ใหร้ ะบุไว้
ในคำสั่งให้ชัดเจนดว้ ยว่า เปล่ียนไปเป็นพรรค เหล่า จำพวก หรอื วิทยาการในหนา้ ท่ใี ด
ข้อ ๑๑. การส่ังย้ายตำแหน่ง ถ้ามิได้สั่งการเป็นอย่างอ่ืน ให้ผู้ถูกย้ายรับเงินเดือน
ทางตำแหน่งใหมใ่ นเดอื นถัดจากเดือนทีอ่ อกคำสงั่ เปน็ ต้นไป
ข้อ ๑๒. เม่ือได้มีคำส่ังย้ายข้าราชการผู้ใด ให้ส่วนราชการต้นสังกัดเดิมทำหนังสือส่งตัว
พร้อมกับประวัติรับราชการ บัญชีวันลาป่วย บัญชีวันลากิจ และรายงานประจำตัวตลอดจนเอกสารอ่ืน ๆ
ของผ้นู ้นั ไปยังสว่ นราชการตน้ สงั กัดใหมโ่ ดยเร็ว
หมวด ๓
เบ็ดเตลด็
ข้อ ๑๓. การบรรจุ ปลด ยา้ ย เลือ่ น และลดตำแหนง่ ตุลาการพระธรรมนญู อยั การทหาร
นายทหารพระธรรมนูญ จ่าศาลทหาร เจ้าหน้าท่ีกฎหมาย และผู้ช่วยตำแหน่งดังกล่าวซึ่งเป็นเหล่าทหาร
พระธรรมนญู ให้เป็นไปตามกฎหมายและตามทีก่ ระทรวงกลาโหมกำหนด
ข้อ ๑๔. เมื่อมีคำสั่งย้ายข้าราชการหรือให้ข้าราชการออกจากราชการ ให้ผู้บังคับ
บัญชาจัดการใหไ้ ดร้ บั สง่ หนา้ ทีก่ ันโดยเร็ว และใหป้ ฏบิ ตั ดิ งั นี
้
๕๘๙
(๑) ในกรณีย้ายข้าราชการซ่ึงเป็นการสับเปล่ียนตำแหน่ง ให้รับส่งหน้าที่กัน
ตามลำดับจากคนสุดท้ายในชุดการย้ายน้ันข้ึนไป เว้นแต่การรอรับส่งหน้าท่ีตามลำดับน้ันไม่เป็นการสะดวก
แกร่ าชการ หรือมีวิธีอ่ืนใดท่ีจะทำใหร้ บั ส่งหนา้ ที่กันได้เรว็ กว่านก้ี ็ให้ผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายตกลงกัน
(๒) ในกรณีย้ายข้าราชการซึ่งมิใช่เป็นการสับเปล่ียนตำแหน่งและยังมิได้
มีคำส่ังให้ผู้ใดมาครองตำแหน่งนั้นแทน หรือในกรณีให้ข้าราชการออกจากราชการ ให้ผู้บังคับบัญชา
รีบพิจารณาดำเนินการให้ผู้ถูกย้ายหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการได้ส่งมอบหน้าที่ให้กับข้าราชการผู้ใดผู้หนึ่ง
ใหเ้ ป็นการเสร็จสิ้นไปเสยี ตอนหนึง่ ก่อน
ข้อ ๑๕. ในระหว่างการส่งมอบหน้าท่ี ให้ผู้ถูกย้ายหรือถูกส่ังให้ออกจากราชการ มีอำนาจ
หน้าท่ีและรับผิดชอบในตำแหน่งเดิมต่อไปจนกว่าจะได้ส่งมอบหน้าที่ให้กับผู้มารับหน้าท่ีเป็นการเสร็จสิ้น
เรยี บร้อยแล้ว
ขอ้ ๑๖. การรับสง่ หนา้ ทใี่ หป้ ฏบิ ตั ดิ งั น
้ี
(๑) ให้ผู้ส่งจัดทำบัญชีส่งหน้าท่ีเฉพาะในกองบังคับการหรือเฉพาะในส่วนท่ี
ตนรับผิดชอบโดยตรง เช่น บัญชีกำลังพล บัญชีอาวุธ บัญชีเงิน บัญชีพัสดุ บัญชียานพาหนะ และ
สตั ว์พาหนะ หรอื บญั ชอี นื่ เฉพาะท่ีจำเป็นตามจำนวนซ่ึงเป็นจรงิ ในวันรับสง่ หนา้ ที่
สำหรับเงิน ผู้มีอำนาจสั่งการเบิกจ่ายเงินกับผู้มีหน้าที่รักษาเงินต้องทำบัญชีรับส่ง
และตรวจตวั เงินด้วย นอกนั้นใหต้ รวจรบั เฉพาะแตท่ ่มี ิได้อย่ใู นความรบั ผดิ ชอบของเจา้ หน้าทช่ี ้นั สัญญาบัตร
เม่ือได้ตรวจรับถูกต้องแล้ว ให้ผู้ส่งและผู้รับเขียนไว้ท้ายบัญชีส่งหน้าที่
ว่าได้ตรวจรับถูกต้องแล้ว และลงช่ือผู้รับไว้ แต่ถ้ามีการคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น ก็ให้บันทึกไว้ในบัญชีน้ัน
และลงชื่อผู้รับ ผู้ส่งกับเจ้าหน้าท่ีซ่ึงเก่ียวข้อง แล้วรับส่งกันให้เสร็จไปชั้นหน่ึงก่อน ต่อจากนั้น ผู้รับมอบ
หนา้ ท่ตี อ้ งรบี รายงานให้ผบู้ งั คบั บัญชาโดยตรงทราบโดยเรว็
บัญชีรับ - ส่งหนา้ ท่ี ให้ทำเป็น ๓ ชดุ เก็บไว้ ณ ท่ีทำการเป็นหลักฐาน ๑ ชดุ
ผ้สู ง่ เก็บรักษาไว้ ๑ ชดุ อีก ๑ ชุด นำเสนอผบู้ งั คับบัญชาโดยตรงทราบภายใน ๗ วัน นับตัง้ แต่วันท่ีรบั ส่ง
หน้าท่ีเสร็จ
(๒) ใหผ้ ู้ส่งมอบรายงานประจำตัวของข้าราชการในสังกดั แกผ่ ูร้ ับ ถ้ามีกิจการ
ทจี่ ะปฏิบัตคิ ้างอยู่ หรอื โครงการท่จี ะดำเนนิ การตอ่ ไป กใ็ หช้ แ้ี จงแกผ่ รู้ ับทราบดว้ ย
(๓) เม่ือได้รับส่งหน้าท่ีกัน ณ ที่ทำการเป็นการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
ถ้าเป็นผู้บังคับหน่วยกำลังทหาร ให้ผู้ส่งประชุมผู้อยู่ในบังคับบัญชาเท่าที่จะรวบรวมได้ แล้วช้ีแจงและ
มอบหมายการบงั คบั บญั ชาใหแ้ กผ่ รู้ ับต่อไป
๕๙๐
(๔) การรับส่งหน้าที่ในเรือรบหลวงตั้งแต่เรือชั้น ๓ ข้ึนไป ให้เป็นไปตาม
ที่กองทัพเรือกำหนด
ข้อ ๑๗. การเสนอขอบรรจุ ปลด ยา้ ย เล่ือน และลดตำแหน่ง ใหท้ ำเปน็ เอกสารชนั้ ปกปิด
เปน็ อย่างตำ่
ข้อ ๑๘. การสัง่ บรรจุ ปลด ย้าย เล่อื น และลดตำแหนง่ ใหก้ ระทำเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร
เม่ือได้มีการส่ังบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งตามความในวรรคก่อน
ให้ผ้อู อกคำส่ังเสนอสำเนาคำส่ังน้นั ใหผ้ ้บู ังคับบัญชาโดยตรงของตนทราบ ถ้าเป็นคำสงั่ เกี่ยวกบั ขา้ ราชการ
ช้ันสัญญาบัตรต้องส่งสำเนาคำสั่งให้สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สำนักงานปลัด
กระทรวงกลาโหม กรมราชองครักษ์ กองบัญชาการทหารสงู สดุ กองทพั บก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ
ทราบด้วย และถ้าคำสั่งนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องงด หรือจ่าย หรือเปล่ียนแปลงเบ้ียหวัดบำเหน็จบำนาญแล้ว
ตอ้ งรีบสง่ สำเนาคำส่ังใหก้ รมการเงนิ กลาโหมทราบภายใน ๗ วนั
ประกาศ ณ วนั ท่ี ๑๔ ธนั วาคม ๒๕๐๒
(ลงช่อื ) พลเอก ถ. กติ ติขจร
รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงกลาโหม
หมายเหต ุ : - ยกเลกิ ความในขอ้ ๑๑. และใช้ใหมต่ ามขอ้ บงั คบั กห. ฯ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ.๒๕๐๕
- ยกเลิกความในข้อ ๕.(๑), (๒) ข., ข้อ ๖. วรรคหน่ึง, ข้อ ๘.(๔) และขอ้ ๑๘. วรรคสอง
และใชใ้ หม่ตามขอ้ บงั คบั กห. ฯ (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ.๒๕๓๕, (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ.๒๕๓๕
ขอ บงั คับกระทรวงกลาโหม
วา ดว ยเงินเบ้ียหวดั
พ.ศ. ๒๔๙๕
โดยที่เปนการสมควรแกไขขอบังคับของกระทรวงกลาโหม วาดวยเงินเบี้ยหวัดให
เหมาะสมยง่ิ ขนึ้ จึงตราขอบังคับไวด งั ตอไปนี้
ขอ ๑ ขอ บังคบั นเี้ รยี กวา “ ขอบังคบั กระทรวงกลาโหมวาดวยเงินเบย้ี หวัด พ.ศ.๒๔๙๕”
ขอ ๒ ใหใ ชข อบงั คับน้ี ตงั้ แตวันท่ี ๑๒ เมษายน ๒๔๙๕ เปน ตน ไป
๒/๙๘๔
ขอ ๓ ใหยกเลิกขอบังคับทหาร ท่ี ๒๔๗๙ วาดวยเงินเบี้ยหวัด ลง ๒๓ เม.ย.๗๙
และขอ บงั คับกระทรวงกลาโหมวา ดวยเงนิ เบี้ยหวัด (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๔๙๓
หมวด ๑
ทหารซึ่งมสี ทิ ธิรับเบี้ยหวดั
ขอ ๔ ทหารซึง่ มีสิทธิไดรบั เบี้ยหวดั คอื
(๑) นายทหารช้ันสัญญาบัตร ซ่ึงมเี วลาราชการไมนอ ยกวา ๑ ป แลวออกจากราชการ
เปน นายทหารกองหนุน
(๒) นายทหารชั้นสัญญาบัตรนอกประจําการ (นายทหารกองหนุน นายทหารนอก
ราชการ หรือนายทหารพนราชการ) ที่ไมไดรับเบ้ียหวัด บําเหน็จหรือบํานาญ ภายหลังทางราชการสั่ง
ใหกลับเขารับราชการประจําการใหมเปนเวลาไมนอยกวา ๑ ป แลวออกจากราชการเปนนายทหาร
กองหนนุ
๑๕๘
(๓) นายทหารประทวนและพลทหารซ่ึงรับราชการในกองประจําการครบกําหนด
ตามกฎหมายวาดวยการรับราชการทหารแลว เม่ือเขารับราชการประจําการตอไปไมนอยกวา ๑ ป
แลวออกจากราชการ และเมื่อออกจากราชการนั้นยังไมพนกองหนุนชั้นที่ ๒ ตามกฎหมายวาดวย
การรบั ราชการทหาร
(๔) นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุน ที่ไมไดรับเบี้ยหวัดบําเหน็จ หรือ
บํานาญ ภายหลังทางราชการส่ังใหกลับเขารับราชการประจําการใหมเปนเวลาไมนอยกวา ๑ ป แลว
ออกจากราชการ เม่ือออกจากราชการน้ันยังไมพนกองหนุนชั้นท่ี ๒ ตามกฎหมายวาดวยการรับ
ราชการทหาร
หมวด ๒
ทหารซ่งึ ไมมีสทิ ธิรบั เบยี้ หวัด
*ขอ ๕ ทหารซึ่งระบไุ วใ นกรณตี อ ไปนี้ ไมม สี ทิ ธิไดรบั เบยี้ หวดั
(๑) ออกจากราชการไดร ับบําเหนจ็ บาํ นาญตามกฎหมาย วาดว ยบาํ เหน็จบํานาญ
ขา ราชการ
(๒) นายทหารประทวนและพลทหาร ซึ่งรับราชการในกองประจําการครบ กําหนด
ตามกฎหมายวาดวยการรับราชการทหารแลว ตองรับราชการตอไปเพราะเล่ือนกําหนดเวลาปลด
หรือนายทหารประทวนและพลทหารกองหนุน ซ่ึงเขารับการระดมพลเขาฝกวิชาทหารหรือเขารับ
การทดลองความพรงั่ พรอมตามกฎหมายวาดว ยการรบั ราชการทหาร
(๓) ออกจากราชการเพราะมคี วามผิดอยา งใดอยางหนึง่ ดังตอไปนี้
ก. ทุจริตตอ หนาท่ีราชการ
ข. กระทําความผิดใหต องรับโทษจําคกุ หรือโทษท่ีหนักกวาจําคุก โดยคํา
พิพากษาถึงท่ีสุดใหจําคุกหรือใหรับโทษท่ีหนักกวาจําคุก เวนแตความผิดอันตองระวางโทษไมเกิน
ลหโุ ทษหรือความผิดอันไดกระทาํ โดยประมาททไ่ี มเ สียหายแกร าชการเกีย่ วกบั หนา ที่ของตน
*ขอ ๕ แกไขเพิม่ เติมตามขอ บังคับ กห.ฯ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๐๖
๑๕๙
ค. ตองคําพิพากษาถึงที่สุดใหเปนคนลมละลาย เพราะทําหน้ีสินขึ้นดวย
ความทุจริตหรือตองคําพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพง อันแสดงวาเปนการเส่ือมเสียเกียรติศักด์ิแหง
ตําแหนง หนาทอี่ ยางรา ยแรง
ง. ขัดคําสั่งผูบังคับบัญชาซึ่งส่ังโดยชอบดวยกฎหมาย และการขัดคําสั่ง
นั้น เปนเหตุใหเ สยี หายแกราชการอยางรายแรง
จ. เปดเผยความลับของราชการเปน เหตุใหเสียหายแกราชการอยางรา ยแรง
ฉ. ประมาทเลินเลอในหนาที่ราชการ เปนเหตุใหเสียหายแกราชการอยาง
รายแรง
ช. ตองหาในคดีอาญาแลว หลบหนไี ป
ซ. หนีราชการทหารในเวลาประจาํ การ
ฌ. ประพฤตชิ วั่ อยางรายแรง
การออกจากราชการเพราะมีความผิดซึ่งไมมีสิทธิไดรับเบ้ียหวัดตาม ข.และ ค.ใหไม
มสี ิทธไิ ดรบั เบี้ยหวดั ตั้งแตว ันมีคําพิพากษาถงึ ท่ีสดุ แตถ าเปน ผูถูกสั่งพกั ราชการอยูกอนแลว ใหไมมี
สทิ ธิไดรับเบ้ยี หวดั ต้งั แตวนั ส่ังพกั ราชการ
หมวด ๓
เกณฑคาํ นวณเบย้ี หวดั
*ขอ ๖ เกณฑคํานวณเบ้ียหวัดนอกจากทก่ี ลา วไวในขอ ๗ใหค ํานวณตามสวนแบงของ
เงนิ เดอื นเดือนสุดทา ย โดยจา ยเปน รายเดอื นดงั นี้
(((((๔๓๕๑๒)))))มมมมมเี ีเเีีเเีวววววลลลลลาาาาารรรรราาาาาชชชชชกกกกกาาาาารรรรรไ๒๓๓๑ม๕ถ๐๕๕งึ ปปปป๑แ๕แถแตตึงตปไไ ไ๔มมมไ๐ถถถดงึงึปงึ ๓๒๑๕๓ไ๕๕ด๕๐๐ ปปปข๕๔ไไไอดด๐๐ดงเง๕ข๓๒๕นิ๓๕อ๐๐๕๐เ๕ง๐ดเงือขนิขขนอออเงดงงเืองเเงงนินนิินเดเเดดอื อืือนนน
*ขอ ๖ แกไ ขเพ่มิ เติมตามขอ บังคับ กห.ฯ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๐๙
๑๖๐
(๖) มีเวลาราชการเกินกวา ๔๐ ปข้ึนไป ใหแบงเปนหาสิบสวนคูณดวยจํานวนป
เวลาราชการ เบย้ี หวดั ใหจ าํ กดั จํานวนอยางสูงไมเ กนิ เงินเดอื นเดอื นสดุ ทา ย
ขอ ๗ นายทหารสัญญาบัตรซ่ึงสําเร็จการศึกษาจากโรงเรียนทหาร ท่ีทางราชการกําหนด
ไวใหรับราชการตอไปไมเกิน ๒ ป เมื่อออกจากราชการเปนนายทหารกองหนุนมีเบ้ียหวัด ใหไดรับ
เบ้ยี หวัดตามขอบังคบั วาดวยโรงเรียนทหารนัน้ ๆ แตไ มเกินเดือนละ ๓๑๕ บาท
ทหารซ่ึงมีสิทธิไดรับเบี้ยหวัดตามความในวรรคกอน หากระหวางที่รับราชการได
เล่ือนชั้นเงินเดือนสูงขึ้น และเม่ือใชเกณฑคํานวณเบี้ยหวัดตามความในขอ ๖ แลวจะไดรับเบี้ยหวัด
สงู กวาเดือนละ ๓๑๕ บาท ก็ใหใชเกณฑคํานวณตามขอ ๖
หมวด ๔
การงดเบีย้ หวดั
*ขอ ๘ ทหารซง่ึ ไดร ับเบี้ยหวัดอยูแ ลว ใหง ดเบยี้ หวัดในกรณใี ดกรณหี น่ึงดงั ตอไปน้ี
(๑) นายทหารชน้ั สัญญาบัตรกองหนุนมเี บีย้ หวัดซง่ึ ยายหรอื ปลดจากประเภทนี้
(๒) นายทหารประทวน และพลทหารมีเบ้ียหวัดซ่ึงปลดจากกองหนุนชั้นท่ี ๒
ตามกฎหมายวาดวยการรบั ราชการทหาร
(๓) เขารับราชการในตําแหนงซ่ึงมีสิทธิ จะไดรับบําเหน็จบํานาญตามกฎหมาย
วา ดวยบาํ เหน็จบาํ นาญขา ราชการ
(๔) กระทําความผิดตามที่กาํ หนดไวใ นขอ ๕ (๓)
(๕) หลีกเลี่ยง หรือบิดพล้ิวตอราชการจนเปนเหตุใหไมสามารถเรียกตัวในคราว
มรี าชการจําเปนทีต่ อ งการใชตัวได
(๖) เจ็บไขหรือพิการซึ่งนายแพทยของทหาร ๒ นาย มีความเห็นวาไมสามารถ
จะทาํ การตามหนาท่ตี อไปได
การงดเบี้ยหวดั ตาม (๔) เฉพาะผทู ีก่ ระทําความผดิ ตามขอ ๕ (๓) ข. และ ค. ใหงดต้ังแต
วนั ที่มีคาํ พิพากษาถงึ ที่สุด
*ขอ ๘ แกไขเพิ่มเตมิ ตามขอบังคับ กห.ฯ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๖
๑๖๑
หมวด ๕
เบ็ดเตล็ด
*ขอ ๙ การนับเวลาราชการสําหรับคํานวณเบ้ียหวัดและความหมายของคําวา“เงินเดือน
เดอื นสดุ ทาย” ตามขอบังคบั น้ใี หเ ปนไปตามกฎหมายวา ดวยบาํ เหนจ็ บํานาญขา ราชการ
เพื่อประโยชนในการคํานวณบําเหน็จบํานาญตามกฎหมาย วาดวยบําเหน็จบํานาญ
ขาราชการ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดผูใดเปลี่ยนจากรับเบี้ยหวัดเปนรับบําเหน็จบํานาญภายหลัง
วันท่ี ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ หากปรากฏวาเงินเดือนเดือนสุดทายเปนเงินเดือนอยางเกาที่ยังมิไดมี
การรวมเงินเพิ่มพิเศษประจําเดือนชั่วคราว (พ.) ที่ใชบังคับตั้งแตวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๒
หรือการปรับเงินเดือนตามหลักการที่ใชบังคับตั้งแตวันท่ี ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ หรือการปรับปรุง
เงนิ เดือนตามหลักการท่ใี ชบงั คับตง้ั แตว ันที่ ๑ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๑๖ หรือการปรับเงินเดือนและเงิน
เพม่ิ ตางๆ ตามหลักการที่ใชบังคับต้ังแตวันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ เปนตนไป อยางใดอยางหน่ึง
หรือท้ังสี่อยางแลวแตกรณี หรือ ถาหากมีการปรับอัตราเงินเดือนข้ึนใหมอีกก็ตาม ใหดําเนินการ
ปรบั เงนิ เดือนเปนอัตราเงินเดอื นท่ีปรับน้นั ๆ เสียกอน
ความในวรรคสองมใิ หใ ชบังคับแกท หารทีม่ สี ทิ ธไิ ดร ับเบยี้ หวดั ตามพระราชบัญญัติ
ลางมลทินในโอกาสครบ ๒๕ พุทธศตวรรษ พ.ศ. ๒๔๙๙ หรือพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในโอกาส
ครบ ๒๕ พุทธศตวรรษ พ.ศ. ๒๔๙๙ เวนแตทหารที่มีสิทธิไดรับเบี้ยหวัดตามพระราชบัญญัติดังกลาว
ผูใด เปล่ียนจากรับเบี้ยหวัดเปนรับบําเหน็จบํานาญภายหลังวันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ก็ให
ดําเนนิ การปรับเงนิ เดือนตามหลกั การตามความในวรรคสองใหดว ย
ขอ ๑๐ ทหารซึ่งไดรับเบ้ียหวัดอยู ถาไดเขารับราชการมีเงินเดือนตองรายงานใหผูบังคับ
บัญชาตนสังกัดและแจงใหสวนราชการที่เบิกจายเบี้ยหวัดของตนทราบภายใน ๗ วัน นับแตวันเขา
รับราชการ วาไดเขารับราชการในกรม กอง กระทรวงใด ต้ังแต วัน เดือน ป และเวลาใด เปน
ขา ราชการประเภทใด มีเงินเดือนเทา ใด
*ขอ ๙ แกไขเพม่ิ เติมตามขอบังคบั กห.ฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓, (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๐๔,
(ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๑, (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๑๘
๑๖๒
ขอ ๑๑ ทหารซึ่งออกจากราชการจะไดรับเบี้ยหวัดหรือไม หรือเม่ือรับเบ้ียหวัดอยู
แลว ตองงดเพราะเหตุใด ใหผูมีอํานาจส่ังบรรจุสั่งการใหชัดเจน แลวสงสําเนาคําส่ังนั้นมายังสํานักงาน
ปลัดกระทรวงฯ
ขอ ๑๒ นายทหารช้ันสัญญาบตั รและประทวนกองหนุน ซงึ่ ไดร ับเบย้ี หวดั อยูกอนวัน
ใชขอบงั คับน้ี ใหคงรบั ตามอตั ราเดิม ๒/๙๘๔
๒๔๗๙
ขอ ๑๓ นายทหารประทวนซึ่งออกจากราชการกอนวันใชขอบังคับทหารที่
วาดวยเงินเบี้ยหวัด ลง ๒๓ เม.ย.๗๙ และพลทหารประจําการซ่ึงออกจากราชการไปกอนวันใช
ขอ บังคบั นไี้ มมีสิทธิไดร บั เบย้ี หวดั
ประกาศ ณ วันท่ี ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕
(ลงช่อื ) จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม
รัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม
ที่ ๑๑/๑๖๕๓๖
๒๔๘๒
ข้อบงั คบั ทหาร
ว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสญั ญาบัตร
มาตรา ๑
อธิบายศัพท์และแบง่ ประเภท
ขอ้ ๑. นายทหารสัญญาบัตร คือผู้ซึ่งได้รับยศทหารตั้งแต่
อธิบายศพั ท์
นายร้อยตรี หรือนายเรือตรี หรือนายเรืออากาศตรี ข้ึนไปและหมายความตลอดถึง
ผ้ซู ึง่ ไดว้ ่าทใ่ี นยศช้ันนน้ั ๆ ด้วย
ข้อ ๒. นายทหารสญั ญาบัตรแบง่ ประเภทดงั ต่อไปน้ี
ประเภทนายทหาร
(๑) นายทหารประจำการ
สัญญาบัตร
(๒) นายทหารนอกกอง
(๓) นายทหารพเิ ศษและผ้บู ังคบั การพิเศษ
(๔) นายทหารกองหนนุ
(๕) นายทหารนอกราชการ
(๖) นายทหารพน้ ราชการ
มาตรา ๒
นายทหารประจำการและนายทหารนอกกอง
ขอ้ ๑. นายทหารประจำการ คือนายทหารซ่งึ มตี ำแหน่งราชการ นายทหารประจำการ
ประจำในกระทรวงกลาโหม
นายทหารนอกกอง
ขอ้ ๒. นายทหารนอกกอง คือนายทหารซง่ึ ไม่มตี ำแหนง่ ราชการ
ประจำในกระทรวงกลาโหม และกระทรวงกลาโหมสัง่ ให้เป็นนายทหารประเภทนี้
๕๓๘
โดยปกตินายทหารนอกกองไม่มีหน้าที่ต้องรับราชการทหารอย่างใด ๆ
ในส่วนสังกดั นน้ั ใหค้ งสังกดั กองทัพ ซงึ่ เปน็ ตน้ สังกดั นอกน้นั ให้สังกัดสำนักงานปลัด
กระทรวงกลาโหม เว้นแต่กระทรวงกลาโหมจะได้สงั่ เป็นอยา่ งอื่น สว่ นมรรยาทอย่างใด
ซึ่งนายทหารสัญญาบัตรท่ัวไปพึงปฏิบัติ นายทหารนอกกองจักต้องปฏิบัติด้วย
เช่นเดียวกนั
มาตรา ๓
นายทหารพเิ ศษและผบู้ ังคบั การพิเศษ
ข้อ ๑. นายทหารพิเศษ คือ ผู้ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
นายทหารพเิ ศษ
ตั้งให้มียศทหารเป็นพิเศษสังกัดในหน่วยทหาร หรือผู้ท่ีมียศทหารอยู่แล้วทรงพระกรุณา
โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ปน็ นายทหารพิเศษในหน่วยหนง่ึ หน่วยใด
ขอ้ ๒. ผู้บังคับการพิเศษ คือนายทหารซึ่งทรงพระกรุณา
ผ้บู ังคับการพเิ ศษ
โปรดเกล้า ฯ ให้รับตำแหน่งเป็นผูบ้ ังคับการพเิ ศษในหน่วยหน่ึงหน่วยใด
ขอ้ ๓. นายทหารพิเศษ และผู้บังคับการพิเศษเป็นตำแหน่ง ไมม่ หี นา้ ทีป่ ระจำ
กติ ติมศักด์ิ ไมม่ ีหน้าทร่ี าชการประจำในหนว่ ยท่ีสงั กดั นน้ั แตป่ ระการใด
มาตรา ๔
นายทหารกองหนุน
ขอ้ ๑. นายทหารกองหนุน คือนายทหารซ่ึงไม่มีตำแหน่ง ประเภทนายทหาร
ราชการประจำในกระทรวงกลาโหม และกระทรวงกลาโหมส่ังให้เป็นนายทหาร กองหนุน
ประเภทนี้ ซ่งึ แบ่งเป็น
(๑) นายทหารกองหนนุ มีเบีย้ หวัด
(๒) นายทหารกองหนุนไม่มเี บยี้ หวดั
ขอ้ ๒. นายทหารกองหนุน โดยปกติให้สังกัดหน่วยทหารหรือ การบรรจสุ ังกดั
จังหวดั ทหาร ซงึ่ เปน็ ภูมลิ ำเนาหรอื หนว่ ยตน้ สงั กดั ของผูน้ น้ั เว้นแตก่ ระทรวงกลาโหม
จะได้สงั่ เป็นอยา่ งอ่นื
แต่การย้ายสังกัดนายทหารกองหนุนซ่ึงมียศต้ังแต่ช้ัน พันเอก
นาวาเอก นาวาอากาศเอก ลงไป ให้ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ
หรือผูบ้ ัญชาการทหารอากาศ เป็นผสู้ ่ัง
๕๓๙
ข้อ ๓. นายทหารกองหนุนต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับคำสั่ง การปฏิบัติและ
และแบบธรรมเนียมทหาร เม่ือสังกัดหน่วยใดให้หัวหน้าหน่วยน้ันเป็นผู้บังคับบัญชา การบงั คบั บญั ชา
โดยตรง
ข้อ ๔. นายทหารกองหนุนโดยปกติมีหน้าท่ีเข้ารับราชการปีหนึ่ง การเข้ารับราชการ
ไมเ่ กิน ๒ เดอื น เวน้ แตเ่ ข้ารบั ราชการในขณะทีม่ ีราชการพเิ ศษ หรือเข้ารบั การศึกษา
ตามระเบียบและหลักสูตรท่ีกระทรวงกลาโหมหรือกองบัญชาการทหารสูงสุด หรือ
เหล่าทัพกำหนด ทง้ั น้ี ใหก้ ระทำไดต้ อ่ เมือ่ มีคำส่งั ของรฐั มนตรีวา่ การกระทรวงกลาโหม
เมื่อมีราชการสงคราม หรือประกาศระดมพลหรือประกาศใช้กฎ
อัยการศึกในเขตท้องท่ีซึ่งตนต้ังภูมิลำเนาอยู่ แม้จะไม่ได้รับคำสั่งเรียกร้องประการใด
นายทหารกองหนุนกต็ ้องไปรายงานตนเองยังทีว่ า่ การหน่วยท่ตี นสังกดั โดยเร็วที่สุด
ขอ้ ๕. นายทหารกองหนุนซ่ึงถูกเรียกเข้ารับราชการตามข้อ ๔ เงินเดือนและ
วรรคต้น ให้ถือว่าเป็นนายทหารประจำการชั่วคราว และให้รับเงินรายเดือนเท่าท
่ี ค่าพาหนะ
ได้รับเมื่อก่อนออกจากประจำการ ส่วนค่าพาหนะเดินทางนั้น ให้ผู้บังคับบัญชา
อนุโลมจ่ายตามอัตราจ่ายค่าพาหนะสำหรับผู้ไปราชการช่ัวคราวแรมคืน ตามตำแหน่ง
เม่ือกอ่ นออกจากประจำการ
ขอ้ ๖. ผลการปฏิบัติของนายทหารกองหนุนท่ีเรียกเข้ามา
รายงานประจำตัว
รับราชการน้ัน เมื่อพ้นเวลารับราชการช่ัวคราวหรือมีเหตุการณ์พิเศษระหว่าง
รับราชการช่ัวคราวก็ดี ให้ผู้บังคับบัญชาเขียนไว้ในรายงานประจำตัวแล้วเสนอ
ตามลำดบั จนถงึ ผูบ้ ังคบั บญั ชาชั้นทข่ี ้ึนตรงตอ่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ข้อ ๗. นายทหารกองหนุนอาจได้เลื่อนยศหรือเลื่อนช้ัน
การเลอ่ื นยศเลือ่ นช้นั
เงินเดือนเพราะเหตุท่ีได้แสดงความสามารถต่อหน้าที่ราชการในขณะที่ถูกเรียก
เข้ารับราชการชั่วคราว หรอื เม่อื มคี วามชอบเปน็ พเิ ศษ
ข้อ ๘. นายทหารกองหนุนย้ายภูมิลำเนา หรือไปต่างจังหวัด ย้ายภมู ลิ ำเนาหรอื
ช่วั คราว ตั้งแต่ ๓๐ วันขนึ้ ไป ตอ้ งรายงานต่อผู้บงั คับบัญชาต้นสังกัดภายใน ๑๕ วัน ไปต่างจงั หวดั
นับแต่วันไปหรือก่อนวันจะไป เม่ือผู้บังคับบัญชาได้รับแล้ว ให้นำส่งรายงานน้ันไปยัง
เจ้าหน้าที่ผู้รักษาประวัติ และถ้าในกรณีเกี่ยวกับการเงินก็ให้เจ้าหน้าที่ผู้รักษาประวัติ
สง่ ไปยงั เจ้าหน้าท่ีการเงินด้วย
๕๔๐
ถา้ จะออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องทำรายงานเสนอต่อผูบ้ งั คับบัญชา
จนถึงหัวหน้าส่วนราชการข้ึนตรงต่อกระทรวงกลาโหม เพื่อพิจารณาอนุญาต และ
ให้ส่วนราชการขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหมแจ้งเร่ืองการอนุญาตนั้นให้สำนักงานปลัด
กระทรวงกลาโหมทราบด้วย
ขอ้ ๙. นายทหารกองหนุน ถ้าเข้ารับราชการในกระทรวงทบวง การเข้ารับราชการทีอ่ ่นื
กรมอื่นต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดให้ทราบว่าเข้ารับราชการตำแหน่งใด
เป็นข้าราชการประเภทใด มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ หรือไม่รับเงินเดือนเท่าใด
หรือได้เล่ือนช้ันเงินเดือนหรือออกจากราชการ ท้ังน้ี ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันท่
ี
ได้มีกรณนี ัน้ ๆ และผ้บู งั คบั บญั ชาตอ้ งเสนอรายงานตามลำดบั จนถึงหน่วยทข่ี ึ้นตรงตอ่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทราบ และให้เจ้าหน้าที่ส่งเร่ืองไปยังเจ้าหน้าท่ี
เสมยี นตรา และให้เจ้าหน้าทเี่ สมียนตราส่งเจา้ หน้าทีก่ ารเงิน
ข้อ ๑๐. นายทหารกองหนุนจะอุปสมบทต้องยื่นรายงานต่อผู้บังคับ การอปุ สมบท
บญั ชาตน้ สงั กัด แลว้ เสนอตามลำดับจนถงึ รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงกลาโหม
ขอ้ ๑๑. นายทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดหมดสิทธิท่ีจะเป็นกองหนุน การปลดจากกองหนุน
มีเบยี้ หวัดด้วยเหตุตอ่ ไปน้ี คือ
เบีย้ หวัด
(๑) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จ
บำนาญ
(๒) ไม่สมคั รอยใู่ นกองหนุนมีเบีย้ หวัดและมีเหตสุ มควร
(๓) ไม่มคี วามสามารถพอ
(๔) มีความผิด จนถึงต้องงดเบี้ยหวัดตามข้อบังคับ
ทหารวา่ ดว้ ยเงนิ เบ้ยี หวดั
(๕) เจ็บไขซ้ ่ึงแพทยท์ หาร ๒ นาย รับรองว่าไมส่ ามารถ
จะทำการตามหนา้ ท่ีต่อไปได้ และผ้บู ังคับบัญชาเห็นสมควร
(๖) มอี ายเุ กนิ กว่าเกษยี ณอายุกองหนุน
(๗) ล้นอตั รากองหนนุ
ขอ้ ๑๒. นายทหารกองหนุนจะอยู่ในประเภทกองหนุนได้ไม่เกิน เกษียณอายกุ องหนนุ
กำหนดอายุ ดังน้ี
๕๔๑
นายรอ้ ย หรือนายเรอื ครบ ๔๕ ป
ี
หรือนายเรืออากาศ
พันตรี พนั โท หรอื นาวาตรี
นาวาโท หรือนาวาอากาศตร ี ครบ ๕๐ ปี
นาวาอากาศโท
แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะส่ังให้ผู้ซึ่งมีอายุเกินกำหนดน้ี
คงอยู่ในประเภทกองหนนุ ตอ่ ไปเป็นพิเศษได้ แต่อายตุ อ้ งไม่เกิน ๕๕ ป
ี
พนั เอก หรือนาวาเอก
หรือนาวาอากาศเอก ครบ ๕๕ ปี
และนายพล
มาตรา ๕
นายทหารนอกราชการ
ขอ้ ๑. นายทหารนอกราชการ คือนายทหารซึ่งไม่มีตำแหน่ง นายทหารนอกราชการ
ราชการประจำในกระทรวงกลาโหมและกระทรวงกลาโหมส่ังให้เป็นนายทหาร
ประเภทนี้
ข้อ ๒. นายทหารนอกราชการ ในส่วนสังกัดให้ปฏิบัติตาม
การบรรจสุ ังกัด
มาตรา ๔ ขอ้ ๒.
ขอ้ ๓. นายทหารนอกราชการไมม่ หี น้าทเี่ ขา้ รับราชการในยามปกติ
แต่ต้องปฏิบัติตามท่ีกล่าวไว้ในมาตรา ๔ ข้อ ๓. ข้อ ๘. วรรคหนึ่ง ข้อ ๙. และ
ขอ้ ๑๐. แห่งข้อบังคับน้
ี
เมื่อมีราชการสงคราม หรือประกาศระดมพล หรือประกาศใช้กฎ
อัยการศึก ในเขตท้องที่ซึ่งตนตั้งภูมิลำเนาอยู่ แม้จะไม่ได้รับคำส่ังเรียกร้อง
ประการใด นายทหารนอกราชการก็ต้องไปรายงานตนเองยังท่ีว่าการหน่วยที่ตนสังกัด
โดยเรว็ ทส่ี ดุ
ข้อ ๔. นายทหารนอกราชการจะปลดเป็นนายทหารพ้นราชการ การปลดเป็นนายทหาร
ดว้ ยเหตตุ ่อไปนี
้ พน้ ราชการ
๕๔๒
(๑) มอี าการเจ็บไข้ หรอื ไมส่ มควรจะให้เป็นนายทหาร
นอกราชการซึ่งผบู้ งั คับบญั ชาไดพ้ จิ ารณาเห็นเปน็ การสมควร
(๒) มีอายุเกนิ กวา่ เกษยี ณอายนุ อกราชการ
ขอ้ ๕. นายทหารนอกราชการอยู่ในประเภทนอกราชการได้ไม่ เกษียณอาย
ุ
นอกราชการ
เกินกำหนดอายดุ ังน
้ี
นายร้อย หรอื นายเรือ หรอื นายเรอื อากาศ ครบ ๕๕ ป
ี
นายพันตร,ี โท หรือนาวาตรี, โท
หรือนายนาวาอากาศตร,ี โท ครบ ๖๐ ปี
นายพนั เอก หรือนายนาวาเอก หรือนายนาวา
อากาศเอก และนายพล ครบ ๖๕ ป
ี
มาตรา ๖
นายทหารพน้ ราชการ
ข้อ ๑. นายทหารพ้นราชการ คือนายทหารซึ่งไม่มีตำแหน่ง นายทหารพ้นราชการ
ราชการประจำในกระทรวงกลาโหม และกระทรวงกลาโหมสั่งให้เป็นนายทหาร
ประเภทน
้ี
ข้อ ๒. นายทหารพ้นราชการโดยปกติให้สังกัดหน่วยกองทัพ
สงั กัดนายทหาร
ที่ตนสังกัด เว้นแตจ่ ะไดส้ ่ังเปน็ อยา่ งอน่ื
พ้นราชการ
ข้อ ๓. นายทหารพ้นราชการไม่มีหน้าท่ีต้องเข้ารับราชการทหาร
อย่างใด ๆ แต่ต้องปฏิบัติตามที่กล่าวไว้ใน มาตรา ๔ ข้อ ๓. ข้อ ๘. วรรคหนึ่ง
ขอ้ ๙. และขอ้ ๑๐. แหง่ ขอ้ บงั คบั น
้ี
มาตรา ๗
การตรวจรา่ งกายนายทหารประจำการ
และนายทหารกองหนนุ มีเบี้ยหวัด
ข้อ ๑. ให้ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ชั้นหรือเทียบช้ันผู้บังคับกองพัน การตรวจรา่ งกาย
หรือผู้บังคับการเรือ หรือผู้บังคับกองบินน้อยข้ึนไป จัดการให้นายแพทย์ทหาร
นายทหารประจำการ
๕๔๓
๒ นาย กับผู้บังคับบัญชาโดยตรง ร่วมมือกันตรวจร่างกายนายทหารประจำการ
ซ่ึงอยู่ในบังคับบัญชาของตนอย่างน้อยปีละ ๑ คร้ัง หน่วยใดท่ีมีนายแพทย์ทหาร
เพียงนายเดียวให้ขอจากกองเสนารักษ์มณฑล หรือหน่วยใกล้เคียง หรือขอความ
ช่วยเหลือจากนายแพทย์ท่ีรับราชการฝ่ายพลเรือน ณ จังหวัดนั้นตรวจก็ได้ เม่ือ
นายแพทย์ได้ตรวจแล้ว ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาของนายทหารผู้น้ันทราบว่า
ผู้ใดมรี ่างกายสมบูรณ์ หรอื มีอาการป่วยประการใด
ข้อ ๒. ให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดจัดการให้นายแพทย์ทหาร การตรวจร่างกาย
ตรวจร่างกายนายทหารกองหนุนมีเบ้ียหวัดซ่ึงอยู่ในบังคับบัญชาของตนปีละ ๑ คร้ัง นายทหารกองหนนุ
เม่ือนายแพทย์ได้ตรวจแล้วต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาของนายทหารผู้น้ันทราบว่า
ผู้ใดมีร่างกายสมบูรณ์ หรือมีอาการป่วยประการใด เมื่อผู้บังคับบัญชาพิจารณา
เห็นว่าผู้ใดไม่สามารถจะรับราชการตามหน้าท่ีต่อไปได้ ให้รายงานตามลำดับช้ัน
จนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยหลักฐานใบตรวจของแพทย์ซ่ึงมี
นายแพทย์รบั รอง ๒ นาย เสนอไปด้วย
ข้อ ๓. หน่วยใดไม่มีนายแพทย์ทหารประจำ ก็ให้ขอจากหน่วย
การจัดนายแพทย์
ที่มีนายแพทย์ทหารประจำนั้น และใหผ้ บู้ งั คับบัญชาหน่วยน้ัน ๆ จดั ให
้ ตรวจร่างกาย
ส่วนนายทหารประจำการที่รับราชการอยู่ต่างจังหวัด และนายทหาร
กองหนุนมีเบ้ียหวัดท่ีมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดกับท่ีตั้งหน่วยทหารผู้บังคับบัญชา
จะทำความตกลงขอแพทย์ทีร่ บั ราชการฝ่ายพลเรือน ณ จังหวัดนัน้ ตรวจก็ได้
มาตรา ๘
การรายงานเม่อื ตอ้ งคด
ี
นายทหารสัญญาบัตรทุกประเภทเม่ือต้องหาในคดีอาญา (เว้นคดีท
่ี รายงานเมอ่ื ตอ้ งคด
ี
ขึ้นศาลทหาร) คดีแพ่ง หรือคดีล้มละลายให้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับ
ชน้ั จนถึงรฐั มนตรวี า่ การกระทรวงกลาโหมโดยเร็ว
แบบรายงานใหใ้ ชต้ ามตวั อย่างทา้ ยข้อบงั คับน้ี
๕๔๔
มาตรา ๙
ยกเลกิ ข้อบงั คับเก่าและใช้ข้อบังคบั ใหม
่
น
ายทหารชั้นสญั ใ
หญ้ใาชบ้ขัต้อรบังทค่ี ับ๑๔ฉ๒/บ๑๔ับ๓๗น๘๙้ีแ๘
ล๘ะยตก้ังเแลติก่บขัด้อนบเี้ ังปค็นับตท้นหไาปร
ว่าด้วยการแบ่งประเภท
ยกเลกิ ข้อบงั คบั เก่า
(ลงนาม) พบิ ูลสงคราม
รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงกลาโหม
ศาลาว่าการกลาโหม พระนคร
๑๔ พ.ย. ๘๒
หมายเหต ุ - ยกเลิกความในมาตรา ๔ ข้อ ๘. และใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ (ฉบับท่ี ๒)
พ.ศ. ๒๔๙๗
- ยกเลิกแบบรายงานเมื่อต้องคดี และให้ใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ (ฉบับที่ ๓)
พ.ศ. ๒๔๙๙
- ยกเลิกความในมาตรา ๔ ข้อ ๒. และใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๑๓
- ยกเลิกความในมาตรา ๕ ข้อ ๒. และใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๑๓
- ยกเลิกความในมาตรา ๕ ข้อ ๓. และใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ (ฉบับท่ี ๕)
พ.ศ. ๒๕๓๒, (ฉบบั ที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๖
- ยกเลิกความในมาตรา ๖ ข้อ ๓. และใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ (ฉบับที่ ๕)
พ.ศ.๒๕๓๒, (ฉบบั ท่ี ๖) พ.ศ. ๒๕๓๖
- ยกเลิกความในมาตรา ๔ ข้อ ๔. วรรคหน่ึง และให้ใช้ความใหม่ตามข้อบังคับ กห. ฯ
(ฉบับท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๔๐
๕๔๕
(แบบ)
รายงานเมอ่ื ตอ้ งคดีอาญา
เขยี นท.่ี ...........................................................
วนั ท่ี...................เดือน....................................พ.ศ........................
เรอื่ ง......................................................................
เรียน.....................................................................
สิ่งทีส่ ง่ มาด้วย......................................................
ด้วยเม่ือวันท่ี.............................................เดือน...........................................พ.ศ.........................
กระผม.....................................................ตำแหน่ง...........................................สังกัด........................................
ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน..................................................โดย.............................................เป็นผู้กล่าวหา
เหตุเกิดท่ีตำบล.............................................อำเภอ.........................................จังหวัด.........................................
ขณะน้ีกระผมได้ประกันตัว หรือถูกควบคุมตัวอยู่ ณ ...................................................................................
ตำบล...................................................อำเภอ.............................................จงั หวัด...............................................
ต้ังแต่วันท.ี่ ..............................................เดือน.........................................................พ.ศ.......................................
เรือ่ งน้ี กระผมขอเรยี นช้ีแจงขอ้ เท็จจริงว่า..................................................................................
...............................................................................................................................................................................
ฉะน้ัน จึงเรียนมาเพ่ือขอได้นำรายงานเสนอตามลำดับชั้นจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
กลาโหม ตามขอ้ บงั คบั ว่าดว้ ยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตรดว้ ย
ควรมคิ วรแล้วแต่จะกรุณา
(ลงช่ือ).............................................................
(ตำแหนง่ )............................................
หมายเหตุ ในกรณีซึ่งเป็นคดที ีน่ ำขึ้นฟ้องรอ้ งยงั ศาลแล้ว ให้คัดสำเนาฟ้องของโจทก์โดยตลอด แนบไปด้วย
๕๔๖
(แบบ)
รายงานเมื่อตอ้ งคดแี พ่งหรอื ล้มละลาย
เขยี นที่............................................................
วันที่...................เดอื น....................................พ.ศ........................
เรือ่ ง......................................................................
เรียน.....................................................................
สิง่ ท่สี ่งมาด้วย......................................................
ด้วยเม่ือวันท่ี.............................................เดือน...........................................พ.ศ.........................
กระผม.....................................................ตำแหน่ง...........................................สังกัด........................................
ได้ถกู ฟ้องฐาน.....................................................................โดย.............................................................เป็นโจทก์
ณ ศาล..................................................................................................................................................................
เรอื่ งนี้ กระผมขอเรยี นชีแ้ จงขอ้ เท็จจริงวา่ ..................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
ฉะน้ัน จึงเรียนมาเพื่อขอได้นำรายงานเสนอตามลำดับชั้นจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
กลาโหม ตามข้อบงั คบั ว่าด้วยการแบง่ ประเภทนายทหารสญั ญาบตั รด้วย
ควรมิควรแล้วแตจ่ ะกรณุ า
(ลงชอ่ื ).............................................................
(ตำแหนง่ )............................................
หมายเหต ุ ให้คดั สำเนาฟอ้ งของโจทก์โดยตลอดแนบไปด้วย ๑ ชุด
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สปํารนะกั มงาวนลคกณฎะหกมรรามยกอาารญกฤาทษฎหีกาาร สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาล เปนอดีตภาคลวงแลว ๒๔๕๔ พรรษา ปตยุบันกาล
สํานักงานจคันณทะรกครตรมินกิยารมกฤศษุกฎรกี สาังวัจฉร มาฆสมํานาศกั งากนัณคณหะะกปรกรมษก าฉรดกฤิถษีชฎีวกี ะาวาร สุริยคติกสาํ นลักงราัตนนคณโกะสกิรนรทมรกศารกกฤษฎีกา
๑๓๐ กุมภาพันธมาส อัฐมาศาหคณุ พเิ ศษ บริเฉทกาลกําหนด
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชริ าวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราชพนิ ติ
สาํ นกั งานปครณะะชการนรมารกาถรมกฤหษาฎสีกมามตวงษ อตสิศํานัยกัพงงานษควณิมะลกรรรัตมนกาวรกรฤขษัตฎตีกิยา ราชนิกโรดสมํานจักางตานุรคันณตะบกรรรมมมกาหรากฤษฎีกา
จักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสัง สุทธเคราะหณี จักรีบรมนารถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร บรม
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มกุฎนเรนทรสูร สันตติวงษวิสิฐ สุสาธิตบุรพาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหารอติเรกบุญฤทธิ ธัญ
สาํ นักงานลคักณษะณกรวริจมิตกราโรสกภฤษาฎคีกยาสรรพางค มสหําานชักโงนานตคตณะะมการงรคมกปารระกนฤษตฎบีกาาทบงกชยุคล สปาํ นระักสงาิทนธคิสณระรกพรรศมุภกาผรลกฤษฎกี า
อุดมบรมสุขุมาลย ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ บุริมศักดิ์
สมญาเทพทวสาํารนาักวงดานี ศครณีมะหกรารบมุรกุษารสกุตฤสษมฎกีบาัติ เสนางคนิสกํารนรกั ัตงนานอคัศณวะโกกรศรมลกปารรกะฤพษนฎธีกาปรีชามัทวสมา
จาร บริบูรณคุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สรรพวิเศษศิรินธร บรมชนกาดิศรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเสวตฉัต
ราดิฉัตร ศิริรสัตํานโนักงปาลนักคณษะณกมรรหมากบารรกมฤรษาฎชีกาาภิเศกาภิสิตสสํารนรกั พงาทนคศณทะิศกวริชรมิตกไาชรยกฤสษกฎลีกมา ไหสวริยมหา
สวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนารถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตร
สาํ นักงานรัตคณนะสกรรณรมารกกัารษก ฤอษดฎลุ ีกยาศักด์ิอรรคนสเรําศนักรงาามนาคธณิบะดกีรเรมมตกตารากกฤรษุณฎากี สาีตลหฤไทย อสโํานนบักไงมานยคบณุญะกกรารรมสกากรลกฤษฎีกา
ไพศาลมหารัษฎาธิเบนทร ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตรพระมงกุฎเกลา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เจาอยหู วั
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ทรงพระราชดําริวา พระธรรมนูญศาลทหารบกและพระธรรมนูญศาลทหารเรือ
ซึ่งโปรดเกลาฯสําในหกั ตงารนาคเปณนะกพรรระมรกาาชรกบฤัญษญฎีกัตาิขึ้นไวเม่ือรัตสนําโนกักสงินานทครณศะกกร๑ร๒มก๖าแรกลฤะษ๑ฎ๒ีกา๗ นั้น เปนแต
พระราชกําหนดสําหรับจัดการและกําหนดหนาท่ี และอํานาจศาลทหารบกและศาลทหารเรือ และ
สาํ นกั งานปครณะมะกวรลรกมกฎาหรกมฤาษยฎอีกาาญา ซึ่งโปรดสเํากนลักางฯานคใหณตะกรรารเมปกนารพกรฤะษรฎากี ชาบัญญัติข้ึนไวสเาํ มน่ือักงราัตนนคณโกะสกิรนรทมรกศารกกฤษฎีกา
๑๒๗ นั้น ก็บัญญัติแตเฉพาะลักษณะโทษแหงความผิดลวงละเมิดตอพระราชกําหนดกฎหมาย
สามัญ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษบฎัดกี นาี้สมควรจะมีพสํารนะักรงาาชนบคญั ณญะกตั ริรกมํากหารนกดฤลษักฎษกี าณะโทษแหงคสวําานมักผงาิดนตคาณงะๆกรอรมันกเปารนกฤษฎกี า
ฐานลวงละเมดิ ตอกฎหมาย และหนาท่ีฝา ยทหารข้ึนไวเปนหลักฐาน แตทรงพระราชปรารภวา การ
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
กระทําผิดตอกฎหมายและหนาท่ีฝายทหารน้ัน แมเปนการซ่ึงเกิดจากความประพฤติของบุคคลท่ี
สํานักงานเปคนณทะกหรารรมเกสาียรกเปฤษนฎพีก้ืนาก็จริง แตมีบสํานงักองยาานงคทณี่อะากจรเรกมิดกาขร้ึนกจฤษากฎคีกาวามประพฤตสิขาํ อนงักบงาุคนคลณสะการมรัญมกกา็ไรดกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
- ๒ - สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นกั งานในคณพะรกะรรรามชกบารัญกฤญษัตฎิเีกชานน้ีควรมีบทสํกานฎกั หงามนาคยณบะกางรรอมยกาางรกใฤหษใฎชกี ไาดตลอดทั้งบสุคาํ คนักลงทาน่ีเปคณนทะกหรรามรกแาลระกฤษฎีกา
บคุ คลสามัญและใชแ ตเ ทา นั้น บุคคลซง่ึ เปนทหารยอมตั้งอยูในใตบงั คับวนิ ัยทหาร๑
สํานเกั มง่ือานกครณะทะกํารผริดมขก้ึนารตกอฤษพฎรีกะาราชกําหนดกสฎําหนกัมงาายนอคยณาะงกครรนมสกาามรกัญฤษคฎวกีาามผิดน้ันยอมมี
ลักษณะการละเวน ความควรประพฤติในฝายทหารเจือไปดวย สมควรมีโทษหนักยิ่งกวาผูกระทํา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ผดิ เชน เดยี วกนั ซ่ึงเปนคนสามญั
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
เพราะฉะน้ันจึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตราไวเปนพระราชบัญญัติสืบไป
สาํ นักงานดคังณน้ีะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๑ ในพระราชปรารภ คําวา ขนบธรรมเนียมฝายทหาร” มีอยู ๓ แหง ใน ๒ แหงแรกใหแก
สาํ นักงานเปคนณ“ะหกรนรามทกี่ฝาารยกทฤหษาฎรกี”าแหงหลังใหแกสเําปนนักง“าวนินคัยณทหะการรร”มโกดายรปกรฤะษมฎวกีลากฎหมายอาญาสทาํหนาักรงแากนไคขณเพะ่ิมกเรตริมมกพารรกะฤษฎกี า
พุทธศักราช ๒๔๖๙
- ๓ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สปํารนะกั มงาวนลคกณฎะหกมรรามยกอาารญกฤาทษฎหีกาาร สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ภาค ๑
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษวฎา กีดาว ยขอบังคบั ตสา ํางนๆกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑ ใหเรียกพระราชบญั ญัตินวี้ า “ประมวลกฎหมายอาญาทหาร”
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๒ ใหใชพระราชบัญญัติน้ีเปนกฎหมาย ต้ังแตวันที่ ๑ เมษายน รัตนโกสิ
สาํ นกั งานนคทณระศกกรร๑ม๓กา๑รกเฤปษนฎตีกนาไป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นมกั างาตนรคาณ๓ะกรตรง้ัมแกตารวกนั ฤทษ่ีใฎชกี กาฎหมายน้สี บื สไําปนกัใงหายนกคเณละกิ กรรมการกฤษฎกี า
๑) กฎหมายลักษณะขบถศกึ
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๒) ขอความในพระราชกําหนดกฎหมาย และกฎขอบังคับอื่นๆ ซ่ึงเก่ียวกับ
บรรดาความผสดิ าํ นทกั ่กีงาฎนหคมณาะยกนรรี้บมัญกาญรกัตฤวิ ษาฎตีกอ างมโี ทษ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๔๒ “ทหาสรํา”นกัหงมานาคยณควะกามรรวมา กบารุคกคฤลษทฎีกี่อายใู นอาํ นาจกฎสหาํ นมักางยานฝคา ยณทะกหรารรมการกฤษฎีกา
คําวา “เจา พนักงาน” ทใ่ี ชในประมวลกฎหมายลักษณะอาญาน้ัน ทานหมายความ
ตลอดถึงบรรดสําานนักางยาทนคหณาระบกรกรนมากยารทกหฤาษรฎเกีราือ ช้ันสัญญาบสัตํานรกั แงลานะชคั้นณปะกรระรทมวกนารทกี่อฤยษูใฎนกี กาองประจําการ
นน้ั ดว ย
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า “ราชศัตรู”สํานนั้นักงทานาคนณหะมการยรมคกวาารมกฤตษลฎอกี ดาถึงบรรดาคนสํามนีอักางวานุธคทณ่ีแะสกดรงรมคกวาารมกฤษฎกี า
คําวา
ขดั แยง ตอ อาํ นสาําจนผกั งใู าหนญคณ หะรกือรรทม่ีเกปาน รกกฤบษฏฎหีกราือเปนโจรสลสดั ําหนรกั ืองาทนก่ี คอ ณกะากรรจรมลกาจารลกฤษฎีกา
คําวา “ตอหนาราชศัตรู” นั้น ทานหมายความตลอดถึงที่อยูในเขตซ่ึงกองทัพได
สาํ นกั งานกครณะทะกาํ สรรงมคกราารมกนฤษัน้ ฎดีกวาย สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คําวา “คําสั่ง” นั้น ทานหมายความวา บรรดาขอความที่ผูซึ่งบังคับบัญชาทหารผู
ถืออํานาจอันสสาํ มนคักวงารนคเปณนะกผรูสรั่งมไกปารโกดฤยษสฎมีกคา วรแกกาลสสมําัยนแักลงาะนชคอณบะดกรวรยมพกราระกรฤาษชฎกีกําาหนดกฎหมาย
คาํ สัง่ เชน นี้ทา นวาเมื่อผูร บั คําสั่งนน้ั ไดกระทาํ ตามแลว ก็เปน อันหมดเขตของการทส่ี ่ังนั้น๓
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
คําวา “ขอบังคับ” นั้น ทานหมายความวา บรรดาขอบังคับและกฎตางๆ ที่ใหใช
อยูเสมอ ซึ่งผสูซาํ ่ึงนบกั ังาคนับคบณัญะกชรารทมกหาารรกผฤูถษฎือีกอาํานาจอันสมคสวํานรักไดงาอนอคกณไะวกโรดรมยกสามรกคฤวษรฎแีกกากาลสมัย และ
ชอบดว ยพระราชกําหนดกฎหมาย๔
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๒ มาตรา ๔ คําวิเคราะหศัพทของคําวา “ทหาร” แกไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติแกไข
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เพม่ิ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ท่ี ๗) พทุ ธศักราช ๒๔๘๗
สาํ น๓ักงมาานตครณา ะ๔กรแรกมคกําาอรกธิบฤษายฎคกี ําาวา “คําส่ัง” คสือําคนําักวงาาน“นคาณยะทกหรารรม”กาแรกกเฤปษนฎ“ีกผาูซึ่งบังคับบัญชา
ทหาร” โดยพระราชบญั ญัตแิ กไขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายอาชญาทหาร พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๓
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๔ ฎมีกาาตรา ๔ แกคําอสธิบํานายกั คงาํานวคา ณ“ขะอกบรรังมคกับา”รคกืฤอษคําฎวีกาา“นายทหาร” แสกาํ เนปักนงา“นผคูซณึ่งบะักงครรับมบกัญาชรกาฤษฎีกา
ทหาร” โดยพระราชบัญญัติแกไ ขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายอาชญาทหาร พุทธศกั ราช ๒๔๗๓
- ๔ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๕ ทหารคสํานนใักดงกานระคทณําะคกวรรามมกผาิดรกอฤยษาฎงใีกดาๆ นอกจากทส่บีาํ นญั ักญงาตันคไิ วณใ ะนกปรรรมะกมาวรลกฤษฎีกา
กฎหมายอาญาทหารนี้ ทานวามันควรรับอาญาตามลักษณะพระราชกําหนดกฎหมาย ถากฎหมาย
นม้ี ไิ ดบญั ญตั ิไสวําในหกั เงปานน คอณยะากงรอร่ืนมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๕ ทวิ๕ บสุคําคนลกั งทา่ีอนยคูใณนะอกรํารนมากจาศรากลฤทษฎหีกาารตามกฎหมาสยาํ วนาักดงวานยคธณรระมกรนรูญมกศาารลกฤษฎีกา
ทหาร ผูใดกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายน้ีหรือกฎหมายอื่นนอกราชอาณาจักร จะตองรับ
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
โทษในราชอาณาจกั ร
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษในฎีกการณีที่มิใชควาสมํานผักิดงเากน่ียควณกะับกรครวมากมามรกั่นฤคษงฎแีกหา งราชอาณาจสักาํ รนตักางามนทคี่บณัญะกญรรัตมิไกวาใรนกฤษฎีกา
มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๒๙ แหงประมวลกฎหมายอาญา ถาไดมีคําพิพากษาของศาลใน
ตางประเทศอสันาํ นถกัึงงทาี่สนุดคณใหะกปรลรอมยกาตรัวกผฤูนษฎ้ันีกหา รือศาลในตสาํางนปักรงะานเทคศณพะกิพรารกมกษาารใกหฤลษงฎโกี ทาษและผูน้ันได
พนโทษแลว หามมิใหลงโทษผูน้ันในราชอาณาจักรเพราะการกระทําน้ันอีก แตถาผูน้ันยังไมพน
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
โทษ ศาลจะลงโทษนอยกวา ที่กฎหมายกาํ หนดไว หรอื จะไมลงโทษเลยก็ได
สํานมกั างาตนรคาณ๖ะก๖ รรผมูใกดาตรกอฤงษคฎําีกพาิพากษาศาลทสํหานากั รงใาหนลคงณอะากชรญรมากปารรกะฤหษาฎรกีชาีวิต ทานใหเอา
สํานักงานไปคณยงิะเกสรียรใมหกาต รากยฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นมกั งาาตนรคาณ๗ะก๗รรมผกูมาีอรกําฤนษาฎจกีบาังคับบัญชาตสาํามนกักฎงาหนคมณายะกวรารดมวกยาวรกินฤัยษทฎหกี าาร มีอํานาจลง
ทัณฑแกทหารผูกระทําความผิดตอวินัยทหารตามกฎหมายวาดวยวินัยทหาร ไมวาเปนการกระทํา
สํานกั งานคควณามะกผริดรใมนกหารรกอื ฤนษอฎกี ราาชอาณาจกั รสํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานมกั างาตนรคาณ๘ะก๘รรกมากรากรรกะฤทษําฎคกี วาามผิดอยางใสดํานๆกั งทาี่บนัญคณญะัตกริไรวมในกามรากตฤรษาฎีก๒า๑ มาตรา ๒๓
มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓
สาํ นักงานมคาณตระการ๓รม๔กามรากตฤษราฎกี ๓า๕ มาตรา ๓ส๖ํานมกั างตานรคาณ๓ะ๗กรรมมากตารรกาฤ๓ษ๙ฎีกมา าตรา ๔๑ มสาาํตนรักางา๔น๒คณมะากตรรรมาก๔าร๓กฤษฎกี า
มาตรา ๔๔ มสาาํตนรักางา๔น๖คณแะลกะรรมมากตารรากฤ๔ษ๗ฎีกแา หงประมวลสกําฎนหักงมานายคนณี้ะถการผรมูมกีอาํรากนฤาษจฎบกี ังาคับบัญชาตาม
กฎหมายวาดวยวินัยทหาร พิจารณาเห็นวาเปนการเล็กนอยไมสําคัญใหถือเปนความผิดตอวินัย
สํานักงานทคหณาระกแรรลมะกใหารมกีอฤษาํ นฎากี จาลงทณั ฑตามสมํานาตักงราาน๗คณเะวกน รแรมตกผาูมรกีอฤําษนฎาีกจาแตงตงั้ ตลุ ากาสรําตนาักมงากนฎคหณมะกายรรวมากดาว รยกฤษฎกี า
ธรรมนูญศาลทหารจะส่ังใหสงตัวผูกระทําความผิดไปดําเนินคดีในศาลทหาร หรือจะมีการ
ดาํ เนินคดีน้ันใสนาํ นศักางลาพนคลณเระอื กนรรตมากมากรกฎฤหษมฎากี ยาวา ดวยธรรมสนําญูนกัศงาาลนทคหณาะรกรจรงึมใกหารเปกฤน ษไฎปกีตาามนั้น
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๕ มาตรา ๕ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแกไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับท่ี
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
๖ มาตรา ๖ แกไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติแกไขประมวลกฎหมายอาญาทหาร
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พุทธศักราช ๒๔๗๗
สําน๗กั งมาานตครณา ะ๗กรแรกมไกขาเรพกิ่มฤเษตฎิมกี โาดยพระราชบัญสญํานัตักิแงกาไนขคเพณ่ิมะกเตริมรมปกราะรมกวฤลษกฎฎีกหามายอาญาทหาร
(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
สํานักงานคณะกรรมการกฤษ๘ฎมกี าาตรา ๘ แกไขเพสําิ่มนเกัตงิมาโนดคยณพะรกะรรรามชกบาัญรญกฤัตษิแฎกีกไาขเพ่ิมเติมประมสวาํ ลนกักฎงาหนมคาณยะอการญรามทกหารารกฤษฎกี า
(ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
- ๕ - สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๙๙ ความสําทนี่บักัญงานญคัตณิไะวกใรนรมกาตารรกาฤษ๘ฎใีกหา ใชตลอดถึงสคาํ วนาักมงผานิดคลณหะุโกทรรษมกแาลระกฤษฎีกา
ความผดิ ทเ่ี ปรยี บเทยี บไดต ามกฎหมาย
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๑๐ บรรดาบทในพระราชกําหนดกฎหมาย ที่ทานกําหนดแตโทษปรับ
สํานกั งานสคถณานะกเรดรียมวกาถรกาฤจษําฎเลีกยา เปนทหารซสึ่งําไนมักใงชานชคั้นณสะัญกรญรมากบาัตรกรฤหษรฎือกี ชาั้นประทวน ทสําานนักวงาานถคาณศะากลรวรินมิจกาฉรัยกฤษฎีกา
เห็นสมควรจะใหจําเลยรับโทษจําคุกแทนคาปรับตามลักษณะที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๘ แหง
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ประมวลกฎหมายลักษณะอาญาน้นั ก็ได
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๑๑ ความผิดฐานลหุโทษก็ดี ความผิดอันตองดวยโทษจําคุกไมเกินกวา
เดอื นหนง่ึ หรสือาํ ปนรกั บังาไนมคเณกนิะกกรวรามรกอายรกบฤาษทฎหกี ารือทง้ั จําทั้งปสรับํานักเชงนานนค้ันณเะปกนรโรทมกษาทรหี่กฤนษักฎกกี ็ดาี ถาจาํ เลยเปน
ทหาร ทานใหศาลวินิจฉัยตามเหตุการณ ถาเห็นสมควรจะเปลี่ยนใหเปนโทษขังไมเกินกวาสาม
สํานักงานเดคือณนะกกรไ็ รดม การกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นมกั งาาตนรคาณ๑ะก๒ร๑ร๐มกเามรื่อกศฤษาลฎทกี าหาร พิพากษสาําเนดัก็ดงขานาดคณใหะกลรงรโมทกษารแกกฤทษหฎากี ราคนใด ทานวา
ใหผูซึ่งบังคับบัญชาทหารผูมีอํานาจสั่งใหลงโทษตามคําพิพากษาน้ันวินิจฉัยตามเหตุการณ ถา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
เห็นสมควรจะสั่งใหอานคําพิพากษาใหจําเลยฟงตอหนาประชุมทหารหมูหน่ึงหมูใด ตามที่
เหน็ สมควรกไ็ สดํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณภะากครทรมี่ ๒การกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
วา ดว ยลกั ษณะความผดิ โดยเฉพาะ
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๑๓ เชลสยําศนึกกั งคานนใคดณทะการนรปมลกาอรยกตฤษัวไฎปีกโาดยมันใหคําสสาํัตนยักไงวานวคาจณะะไกมรรกมรกะาทรํากฤษฎีกา
การรบพุงตอทานอีกจนตลอดเวลาสงครามคราวนั้น ถาและมันเสียสัตยนั้นไซร ทานจับตัวมาได
ทานใหประหาสรํานชักีวงิตามนคันณเสะียกรหรมรกือาจรํากคฤษุกฎมกีันาไวจนตลอดชสีวํานิตักงหารนือคมณิฉะกะรนรั้นมใกหารจกําฤคษุกฎมีกันา ไวต้ังแตหาป
ข้นึ ไปจนถึงย่สี ิบป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๔๑๑ ผูใดเปนราชศัตรู และมันปลอมตัวลวงเขาไปใน ปอม คาย เรือรบ
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หรือสถานท่ีใดๆ อันเปนของสําหรับทหาร หรือมีทหารของสมเด็จพระเจาอยูหัวตั้งอยูไซร ทานวา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๙ มาตรา ๙ แกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแกไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
(ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
๑๐ มาตรา ๑๒ คําวา “นายทหาร” แกเปน “ผูซ่ึงบังคับบัญชาทหาร” โดยพระราชบัญญัติ
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
แกไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาชญาทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๓ และคําวา “ศาลทหารบกหรือศาลทหารเรือ
ศาลใด” แกเปนสาํ“นศกัาลงทานหคาณร”ะกโดรยรพมกระารรกาชฤบษัญฎญกี าตั แิ กไขเพ่ิมเติมสปํานระกั มงาวนลคกณฎหะกมรารยมอกาญารากทฤหษาฎรีก(าฉบับที่ ๘) พ.ศ.
๒๕๐๗
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๑๑ฎมีกาาตรา ๑๔ คําวสาําน“ักทงหาานรคบณกะกทรหรามรกเารรือก”ฤษแฎกเีกปาน “ทหาร” โดสยํานพักรงะารนาคชณบัะญกญรรัตมิแกกาไรขกฤษฎีกา
เพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
- ๖ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานมคันณเปะกนรผรมูลกักาลรอกฤบษสฎอีกดาแนม ใหเอาสตําัวนมักันงาไนปคปณระะกหรรามรกชาีวริตกเฤสษียฎีกหารือมิฉะนั้นใหสจาํ นําักคงุกามนคันณไวะกจรนรตมลกอารดกฤษฎกี า
ชีวติ
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๕ ผูใดปด บังซอ นเรน หรอื ชวยราชศัตรทู กี่ ระทาํ เชนวามาในมาตรา ๑๔
สํานักงานโดคยณทะก่ีมรันรมรูชกาัดรวกาฤเษปฎนีกราาชศัตรูก็ดี มสันํานปักดงบานังคซณอะนกเรรรนมหการรือกชฤวษยฎผีกูาลักลอบสอดแสนาํ นมักโงดายนคทณ่ีรูชะกัดรแรลมกวการ็ดกีฤษฎีกา
ทานวา โทษมนั ถงึ ตอ งประหารชีวติ หรอื มฉิ ะนนั้ ใหจําคุกมันไวตลอดชีวติ
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๖ ผูใดเปนทหาร และมันบังอาจเกลี้ยกลอมคนใหไปเขาเปนพวกราช
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ศัตรู ทานวา โทษมนั ถงึ ตองประหารชีวติ หรอื มิฉะนน้ั ใหจาํ คุกมนั ไวตลอดชวี ิต
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๗๑๒ ผใู ดทานใชใ หเ ปน นายทหาร บังคับกองทหารใหญนอย ปอม คาย
สาํ นกั งานเรคือณระบกรหรมรือกาสรถกาฤนษทฎี่อกี ายางใดๆ ของสทํานหักางราขนอคงณสะมกเรดร็จมพการระกเฤจษาฎอีกยาูหัว ถายังมิทันสสาํ น้ินักกงําาลนคังแณละะกสรรามมกาารรถกฤษฎกี า
ท่ีมันจะปองกันและตอสูขาศึก มันยอมแพยกกองทหาร ปอมคาย เรือรบ หรือสถานท่ีนั้นๆ ใหแก
ศัตรูเสียไซร ทสําานนักวงาโนทคษณมะกันรถรึมงปการระกหฤาษรฎชกี ีวาิต หรือจําคุกสจํานนักตงลานอคดณชะีวกิตรรหมรกือารมกิฉฤะษนฎั้นกี าใหจําคุกมันไว
ตงั้ แตหา ปขน้ึ ไปจนถงึ ยส่ี บิ ป
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๑๘๑๓ ผูใดยุยงหรือขมขืนใจ หรือสมคบกันเพื่อยุยงหรือขมขืนใจใหผู
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
บังคับกองทหารใหญนอย ปอม คาย เรือรบ หรือสถานท่ีอยางใดๆ ของทหาร ของสมเด็จพระ
สํานักงานเจคาณอะยกูหรรัวมยกอามรกแฤพษแฎกีการาชศัตรู ทานสําวนาักโงทาษนคขณอะงกมรันรมถกึงาปรรกะฤหษฎารีกชาีวิต หรือจําคสุกาํ นจักนงตานลคอณดะชกีวริตรมหการรือกฤษฎกี า
มฉิ ะนัน้ ใหจาํ คุกมันไวต ง้ั แตหา ปข ึ้นไปจนถึงย่สี บิ ป
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๑๙๑๔ ผูใดเปนนายเรือ ทานใชใหควบคุมเรือลําหน่ึงลําใดของทหารของ
สํานักงานสคมณเดะ็จกรพรรมะกเาจรา กอฤยษูหฎัวกี าในขณะกระทสาํ ํากนากั รงราบนคพณงุ ะถการแรมลกะามรันกฤถษอฎยีกอาอกเสียจากทสี่รําบนนัก้ันงาโนดคยณไมะกมรีเรหมตกุอารันกฤษฎีกา
สมควร ทานวาโทษของมันถึงประหารชีวิต หรือจําคุกจนตลอดชีวิต หรือมิฉะน้ันใหจําคุกมันไว
ต้ังแตหา ปขน้ึ ไสปํานจกั นงถานึงยคสี่ณบิะกปร รมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๒๐๑๕ ผูใสดําเนปกั นงานนาคยณเระกือรรทมากนาใรชกใฤหษคฎีกวาบคุมเรือลําหนสาํึ่งนลักํางใาดนขคอณงะทกหรรามรกขาอรงกฤษฎกี า
สมเดจ็ พระเจาสอาํ นยักหู งัวานแคลณะะมกนัรรจมงกใจารกกรฤะษทฎาํ กี หารอื ปลอ ยใหเสรําือนนกั ้ันงาชนําครณดุ ะหกรรอืรมอกับาปรกางฤษทฎา ีกนาวา โทษของมนั
ถึงจาํ คกุ ตั้งแตห าปขน้ึ ไปจนถงึ ย่ีสิบป
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๑๒ มาตรา ๑๗ คําวา “ทหารบก ทหารเรือ” แกเปน “ทหาร” โดยพระราชบัญญัติแกไข
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เพม่ิ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
๑๓ มาตรา ๑๘ คําวา “ทหารบก ทหารเรือ” แกเปน “ทหาร” โดยพระราชบัญญัติแกไข
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
เพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
สําน๑กั ๔งมานาคตณราะก๑ร๙รมคกําาวรกาฤ“ษทฎหีกาารบก ทหารเรือสํา”นแักกงาเปนคนณ“ะทกหรารรม”กาโรดกยฤพษรฎะกี ราาชบัญญัติแกไข
เพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษ๑๕ฎมีกาาตรา ๒๐ คําวสาําน“กัทงหาานรคบณกะกทรหรามรกเารรือก”ฤษแฎกีกเปาน “ทหาร” โดสยํานพักรงะารนาคชณบะัญกญรรัตมิแกกาไรขกฤษฎกี า
เพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
- ๗ - สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๒๑๑๖ ผูใดเปนนายเรือ ทานใชใหควบคุมเรือลําหนึ่งลําใดของทหารของ
สมเด็จพระเจสาําอนยักูหงาัวนแคลณะะมกรันรกมรกะาทรกําฤหษรฎือีกปาลอยใหเรือนสั้นํานชกัํางราุดนหครณือะอกัรบรปมากงาดรกวฤยษคฎวีกาามประมาทของ
มันไซร ทา นวา โทษของมันถงึ จาํ คุกไมเ กนิ กวาสามป
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๒๒๑๗ ผูใดเจตนากระทําหรือปลอยใหเรือลําหน่ึงลําใดของทหารของ
สมเดจ็ พระเจาสอํานยกัหู งวัานชคําณรดุะกหรรรอืมกอาับรปกฤางษฎทกี า านวา โทษของมสํานั นถกั ึงงจานาํ คคณุกตะก้งั รแรตมสกาารมกปฤขษนึ้ ฎไีกปาจนถงึ สิบหา ป
สํานักงานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๒๓๑๘ ผสูใําดนกักรงะานทคําณหะรกือรปรมลกอายรกใหฤษเรฎือีกลาําหน่ึงลําใด สขําอนงักทงาหนาครณขะอกงรสรมมกเาดร็จกฤษฎกี า
พระเจาอยูหัว ชํารุดหรืออับปางดวยความประมาทของมันไซร ทานวาโทษของมันถึงจําคุกไมเกิน
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
กวา สองป
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๒๔ ถาเรือน้ันเปนเรือสําหรับใชเดินในลํานํ้า ทานวาควรลดอาญาอยาง
หนักที่บัญญัตสิไําวนใกันงมานาคตณราะก๒รร๐ม,ก๒าร๑ก,ฤ๒ษฎ๒ีก,า๒๓, น้ันลงกสึ่งําหนักนง่ึงาแนลคะณมะิใกหรรศมากลาตรกอฤงษถฎือีกตาามอาญาอยาง
เบาทบ่ี ญั ญัติไวน ้ันๆ เปน ประมาณในการทจี่ ะปรบั โทษผกู ระทําผดิ
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๒๕๑๙ ผูใดเปนนายเรือ ทานใชใหควบคุมเรือเดินทะเลลําหน่ึงลําใดของ
ทหารของสมเสดาํ ็จนพักงราะนเคจณาอะยกรูหรัวมกถาารมกีเฤหษตฎุรีกาายเกิดข้ึนเชนสพําานยกั ุเงปานนคตณนะกแรลระมมกาันรไกมฤพษฎากกี าเพียรจนสุดสิ้น
ความสามารถทจ่ี ะแกไขใหเรือน้ันพนอันตรายเสียกอน มันละทิ้งเรือน้ันไปเสียไซร ทานวาโทษของ
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มันถงึ จําคุกไมเ กินกวา สามป
สาํ นมกั งาาตนรคาณ๒ะก๖ร๒ร๐มกผาูใรดกฤเปษนฎีกนาายเรือ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ทานใชใหควบคุมเรือเดินทะเลลําหนึ่งลําใดของ
สํานักงานทคหณาะรกขรอรงมสกมารเกดฤ็จษพฎรกี ะาเจาอยูหัว ถาสมํานีเหกั งตาุรนาคยณเะกกิดรขรมึ้นกเชารนกเฤรษือฎเกีกายท่ีต้ืนหรือจวสนํานอักับงปานาคงณมะันกรรรูวมากยาังรมกีฤษฎีกา
คนอยูใ นเรือนนั้ และมนั จงใจไปเสียจากเรอื นั้นไซร ทานวาโทษของมันถึงจาํ คกุ ไมเกินกวาหา ป
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๒๗ ผูใดเปนทหาร ถามันมิไดมีเหตุอันสมควรท่ีจะกระทําไดและมัน
สาํ นักงานบคังณอาะกจรทรํามลกาายรกหฤรษือฎลีกะาท้ิงเครื่องศาสําตนรกั างวาุธนคกณระะกสรุนรมดกินาปรกนฤษเสฎบกี าียง มา หรือเคสํารน่ือักงงยาุทนคธณนาะกรารรมอกยาารงกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๑๖ มาตรา ๒๑ คําวา “ทหารบก ทหารเรือ” แกเปน “ทหาร” โดยพระราชบัญญัติแกไข
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
๑๗ มาตรา ๒๒ คําวา “ทหารบก ทหารเรือ” แกเปน “ทหาร” โดยพระราชบัญญัติแกไข
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เพม่ิ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
๑๘ มาตรา ๒๓ คําวา “ทหารบก ทหารเรือ” แกเปน “ทหาร” โดยพระราชบัญญัติแกไข
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เพมิ่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
สาํ น๑กั ๙งามนาคตณราะก๒ร๕รมคกําารวกาฤ“ษทฎหกี าารบก ทหารเรืสอํา”นแกั กงาเปนคนณ“ะทกหรารรม”กาโรดกยฤพษรฎะีกราาชบัญญัติแกไข
เพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๒๐ฎมกี าาตรา ๒๖ คําวสาําน“กัทงหาานรคบณกะกทรหรมารกเารรือก”ฤษแฎกกีเปาน “ทหาร” โดสยาํ นพักรงะารนาคชณบะัญกญรรัตมิแกกาไรขกฤษฎีกา
เพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
- ๘ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานใดคณๆะกกร็ดรีมหกราือรกทฤําษใฎหกี ขาองน้ันๆ วิปลสําานศักบงาุบนสคลณาะยกไรปรมกก็ดาี รทกาฤนษวฎากี มาันมีความผิดสตาํ นอักงงราะนหควณาะงกโรทรษมกตาารมกฤษฎีกา
สมควรแกเ หตุดงั จะวาตอไปนี้ คือ
สาํ น๑กั ง)านถคาณมะักนรไรดมกกราระกทฤําษคฎวีกาามผิดนั้นตอหสํานนากั รงาาชนศคณัตะรกู ทรรามนกใาหรกลฤงษอฎากี ญาามันเปนสาม
สถาน คือ สถานหน่ึงใหประหารชีวิต สถานหนึ่งใหจําคุกจนตลอดชีวิต สถานหนึ่งใหจําคุกตั้งแตป
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
หน่งึ ขึน้ ไปจนถึงยสี่ บิ ป
สําน๒ักง)านถคาณมะันกรมริไมดกการรกะฤทษําฎคกี วาามผิดนั้นตอสหํานนาักรงาานชคศณัตะรกู แรรตมไกดากรกรฤะษทฎํากีในา เวลาสงคราม
หรือในเขตซึ่งอยใู นอํานาจกฎอัยการศึก ทานใหลงอาญาจําคุกมันไวจนตลอดชีวิต หรือมิฉะน้ันให
สํานักงานจคําคณกุ ะกมรันรตมก้ังแารตกปฤหษฎนีกึ่งาขึ้นไปจนถงึ ยสส่ี ําบิ นปกั ง านคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๓) ถามันกระทําความผิดน้ัน ในเวลาหรือท่ีอ่ืนนอกจากท่ีวามาแลวทานใหลง
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
อาญาจําคกุ มนั ไมเ กนิ กวาย่ีสิบป
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๒๘ ธงซ่ึงไดมีพระบรมราชานุญาตใหใชในราชการ เปนเคร่ืองหมาย
สําหรับประเทสําศนกัก็ดงาี นรคัฐณบะากลรกร็มดกี หารรกือฤษสํฎาหีการับเรือรบหลสวํานงหกั งราือนกคณรมะกกรอรงมทกาหรากรฤใษดฎๆีกา ก็ดี หรือเปน
เครื่องหมายสําหรับเกียรติยศ หรือตําแหนงหนาท่ีราชการของบุคคลใดๆ ก็ดี เหลานี้ ถาในเวลา
สํานกั งานเจคา ณพะนกกัรรงมากนาไรดกชฤกัษขฎน้ึีกาไวห รอื ประดิษสําฐนาักนงไาวน คหณระือกเชรริญมไกปารมกาฤแษหฎงีกใาดๆ เพอื่ เปนเสคาํ นรื่อักงาหนมคาณยะดกังรทรมว่ี กา นารน้ั กฤษฎกี า
ผูหน่ึงผูใดบังอาจ ลด ลม หรือกระทําแกธงน้ันใหอันตราย ชํารุด หรือเปอนเปรอะเสียหายโดยไม
มีเหตุอันควรไสซํารนกั ทงาานนควณา มะันกรมรีคมวกาามรกผฤดิ ษฐฎากี นาสบประมาทธสงํานตกั องางนรคะณวาะงกโรทรษมกจาํารคกกุ ฤไษมฎเ ีกกานิ กวา ๑ ป
อนึ่งถาธงท่ีมันสบประมาทนั้น เปนธงเคร่ืองหมายสําหรับพระเกียรติยศของ
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สมเด็จพระเจาอยูหัวก็ดี สมเด็จพระมเหสีก็ดี มกุฎราชกุมาร หรือผูสําเร็จราชการแผนดิน เวลา
รักษาราชการสตําานงักพงารนะคอณงะคกสรรมมเกดา็จรกพฤรษะฎเจีกาอยูหัว หรือสพํารนะักรงานชคโอณระสกรพรรมะกรารากชฤธษิดฎากี าในสมเด็จพระ
เจา อยูห ัวไมว า รัชกาลใดๆ ก็ดี ทานไมประสงคจะใหเอาความในมาตรานี้ไปใชลบลางอาญา ที่ทาน
สํานักงานไดคณบัะญกญรรัตมิไกวาสรกําฤหษรฎับีกคาวามผิดฐานสแําสนดักงงคานวคาณมะอการฆรมาตกามรากดฤรษาฎยกี แาละหมิ่นประสมําานทักงดานังคไดณกะกลรารวมไกวาใรนกฤษฎกี า
ประมวลกฎหมายลักษณะอาญาสําหรับพระราชอาณาจกั รสยามมาตรา ๙๘ หรอื มาตรา ๑๐๐ นั้น
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๒๙ ผูใดเปนทหาร ทานใชใหอยูยามรักษาการก็ดี ทานมอบหมายให
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
กระทําการตามบังคับหรือคําส่ังอยางใดๆ ก็ดี ถาและมันละท้ิงหนาท่ีน้ันเสีย หรือมันไปเสียจาก
หนาที่โดยมิไดสาํรนับกั องานนุญคณาตะกกรอรนมกทารากนฤวษาฎมีกันามีความผิด ตสําอนงักรงะานวาคงณโะทกษรรตมากมาสรกมฤคษวฎรกี แากเหตุดังจะวา
ตอไปน้ี คือ
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษ๑ฎ)ีกาถามันไดกระสํทานํากั คงวานามคณผะิดกนรร้ันมตกอารหกนฤษารฎากี ชาศัตรู ทานใหสลํานงักองาาญนคาณมันะกเรปรนมกสาารมกฤษฎีกา
สถาน คือ สถานหนึ่งใหประหารชีวิตเสีย สถานหน่ึงใหจําคุกจนตลอดชีวิต สถานหน่ึงใหจําคุก
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ตง้ั แตห า ปขน้ึ ไปจนถงึ ยีส่ บิ ป
สํานักงานคณะกรรมการกฤษ๒ฎ)กี าถามันมิไดกรสะํานทักํางคาวนาคมณผะิดกรนร้ันมตกาอรหกฤนษาฎราีกชาศัตรู แตไดกสรําะนทักํงาาในนคเวณละากสรรงมคกราารมกฤษฎกี า
หรอื ในเขตซ่งึ อยใู นอาํ นาจกฎอยั การศึก ทา นใหล งอาญาจาํ คกุ มนั ตั้งแตป ห นึ่งข้ึนไปจนถึงย่สี ิบป
สาํ น๓ักง)านถคาณมะนั กไรดรมกกราะรทกําฤคษวฎากี มาผดิ นัน้ ในเวลสาํ นหกั รงือานทคี่อณนื่ ะนกอรรกมจกาากรทกฤว่ี ษา มฎากี แาลว ทานใหลง
อาญาจาํ คุกมันไมเกินกวาสิบป
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
- ๙ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๓๐ ผใู ดสเปํานน ักทงหานาครณแะลกะรมรมนั กขาดัรกขฤืนษหฎรกี ือาละเลยมิกระทสําาํ นตักางมาคนคําสณ่งั ะอกยรรามงใกดารๆกฤษฎกี า
ทา นวามนั มีความผดิ ตอ งระวางโทษตามสมควรแกเหตดุ งั จะวา ตอไปน้ี คือ
สําน๑ักง)านถคาณมะักนรไรดมกกราระกทฤําษคฎวกี าามผิดน้ันตอหสํานนากั รงาาชนศคณัตะรกู ทรรามนกใาหรกลฤงษอฎาีกญาามันเปนสาม
สถาน คือ สถานหน่ึงใหประหารชีวิตเสีย สถานหน่ึงใหจําคุกจนตลอดชีวิต สถานหน่ึงใหจําคุก
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ต้ังแตสามปข ึ้นไปจนถงึ ย่สี บิ ป
สาํ น๒กั ง)านถคาณมะันกรมริไมดกการรกะฤทษําฎคกี วาามผิดนั้นตอสหํานนากั รงาานชคศณัตะรกู แรรตมไกดากรกรฤะษทฎําีกในา เวลาสงคราม
หรือในเขตซึง่ อยใู นอาํ นาจกฎอัยการศึก ทานใหลงอาญาจาํ คุกมนั ต้งั แตป ห นง่ึ ขึ้นไปจนถงึ ย่สี ิบป
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๓ฎ)กี าถามันไดกระสทํานําคกั งวาานมคผณิดะกนร้ันรใมนกเาวรลกฤาหษฎรีกือาท่ีอื่นนอกจากสทาํ น่ีวักามงาานแคลณวะทการนรมใกหาลรงกฤษฎกี า
อาญาจาํ คกุ มันไมเกนิ กวา หา ป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๓๑ ผูใดเปนทหาร และมันขัดขืนมิกระทําตามคําสั่งอยางใดๆ โดยมัน
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
แสดงความขัดขืนดวยกิริยา หรือวาจาองอาจตอหนาหมูทหารถืออาวุธดวยไซร ทานวามันมี
ความผิด ตองสราํ ะนวักางงาโนทคษณตะากมรรสมมกคาวรกรฤแษกฎเหกี าตดุ งั จะวา ตอไสปํานนกั ี้ คงาือนคณะกรรมการกฤษฎีกา
๑) ถามันไดกระทําความผิดนั้นตอหนาราชศัตรู ทานใหลงอาญามันเปนสาม
สาํ นกั งานสคถณานะกครรือมกสาถรากนฤษหฎนกี ึ่งาใหประหารชสีวําิตนกั สงถานาคนณหะนกึ่งรใรหมกจาํ รคกุกฤจษนฎตกี าลอดชีวิต สถสานํานหักนงาึ่งนใคหณจะํากครุกรตมก้ังาแรตกฤษฎกี า
หาปขน้ึ ไปจนถงึ ยีส่ บิ ป
สาํ น๒ักง)านถคาณมะันกรมริไมดกการรกะฤทษําฎคีกวาามผิดน้ันตอสหํานนากั รงาานชคศณัตะรกู แรรตมไกดากรกรฤะษทฎํากีในา เวลาสงคราม
หรอื ในเขตซึง่ อยูในอํานาจกฎอยั การศกึ ทานใหลงอาญาจําคกุ มันตัง้ แตส ามปข้ึนไปจนถึงยสี่ บิ ป
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๓) ถามันไดกระทําความผิดนั้นในเวลาหรือที่อ่ืนนอกจากท่ีวามาแลวทานใหลง
อาญาจําคกุ มันสไาํ นมักเกงาินนกควณา ะสกบิ รปรม การกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๓๒ ผูใดสเําปนนกั ทงาหนาครณแะกลระรมมันกขารัดกขฤืนษหฎกีรือา ละเลยมิกระสทาํ ํานตักางามนขคอณบะังกครรับมอกยาารงกฤษฎกี า
ใดๆ ทา นวามันมีความผิด ตองระวางโทษตามสมควรแกเ หตุดงั จะวาตอ ไปน้ี คือ
สําน๑ักง)านถคาณมะันกไรดรมกกราะรทกฤําคษวฎาีกมาผิดน้ันตอหนสําานรักางชาศนัตครณู ะทการนรมใหกาลรงกอฤาษญฎาีกจาําคุกมันต้ังแต
ปหนง่ึ ขึ้นไปจนถงึ สิบป
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๒) ถามันมิไดกระทําความผิดนั้นตอหนาราชศัตรู แตไดกระทําในเวลาสงคราม
หรือในเขตซ่ึงสอํายนูใกั นงาอนําคนณาจะกกรฎรมอกัยากรากรฤศษึกฎไีกซาร ทานใหลงสอําานญักางาจนําคคณุกะมกันรรตมั้งกแาตรกสฤาษมฎเดกี ือา นข้ึนไปจนถึง
หา ป
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษ๓ฎ)ีกาถามันไดกระสทํานําคกั งวาานมคผณิดะกนรั้นรใมนกเาวรลกฤาหษฎรกีือาท่ีอ่ืนนอกจากสทํานี่วักามงาานแคลณวะทการนรมใกหาลรงกฤษฎกี า
อาญาจําคกุ มนั ไมเ กนิ กวาสามป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๓๓ ผูใดเปนทหาร และมันขัดขืนมิกระทําตามขอบังคับอยางใดๆ โดย
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มันแสดงความขัดขืนนั้นดวยกิริยาหรือวาจาองอาจตอหนาหมูทหารถืออาวุธดวยไซร ทานวามันมี
ความผิดตองรสะาํ วนากั งงโาทนษคณตาะมกรสรมมคกาวรรกแฤกษเ ฎหีกตาดุ งั จะวา ตอ ไปสํานนี้ กัคงอื านคณะกรรมการกฤษฎกี า
๑) ถามันไดกระทําความผิดนั้นตอหนาราชศัตรู ทานใหลงอาญาจําคุกมันตั้งแต
สาํ นกั งานสคามณปะกขรึ้นรไมปกจารนกถฤึงษยฎีส่ ีกบิ าป สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
- ๑๐ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษ๒ฎ)ีกาถามันมิไดกสรํานะักทงําาคนควณามะกผริดรมนกั้นารตกอฤหษฎนกีาาราชศัตรู แตสไําดนกักรงาะนทคําณใะนกเรวรลมากศารึกกฤษฎกี า
สงคราม หรือในเขตซึ่งอยูในอํานาจกฎอัยการศึก ทานใหลงอาญาจําคุกมันต้ังแตปหนึ่งขึ้นไป
จนถงึ สบิ ป สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๓) ถามันไดกระทําความผิดนั้นในเวลาหรือท่ีอ่ืนนอกจากที่วามาแลว ทานใหลง
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
อาญาจําคกุ มนั ไมเ กนิ กวาหาป
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๓๔๒๑ ผูใดเปนทหาร ทานใชใหเปนยามรักษาการ หรืออยูยามประจํา
สํานักงานหคนณาะทก่ีแรลรมะกมาันรหกฤลษับฎเกีสาียในหนาท่ีก็ดสีําหนกัรงือาเนมคาณสะุรการใรนมหกนารากทฤ่ีกษ็ดฎีีกทาานวามันมีควสาํามนักผงิดานตคอณงระกะรวรามงกโทารษกฤษฎีกา
ตามสมควรแกเ หตุ ดังจะวา ตอไปนี้ คือ
สําน๑กั ง)านถคาณมะันกไรดรมกกราะรทกฤําคษวฎากี มาผิดนั้นตอหนสําานรักางชาศนัตครณู ะทการนรมใหกาลรงกอฤาษญฎาีกจาําคุกมันต้ังแต
ปหน่ึงขึน้ ไปจนถงึ เจด็ ป
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๒) ถามันมิไดกระทําความผิดนั้นตอหนาราชศัตรู แตไดกระทําในเวลาสงคราม
หรือในเขตซ่ึงสอํายนูใักนงาอนําคนณาจะกกรฎรอมัยกากรากรฤศษึกฎีกทาานใหลงอาญสาําจนําักคงาุกนมคันณตะ้ังกแรรตมสกาามรกเดฤือษฎนีกขา้ึนไปจนถึงสาม
ป
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๓ฎ)ีกาถามันไดกระสทํานําคกั งวาานมคผณิดะนกรั้นรใมนกเาวรลกาฤษหฎรกี ือาที่อื่นนอกจากสทาํ น่ีวักางมาานแคลณวะทการนรมใกหาลรงกฤษฎกี า
อาญาจาํ คุกมันไมเกนิ กวาสองป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๓๕ ผูใดเปนทหาร ทานใชใหเปนยามรักษาการหรืออยูยามประจําหนาที่
สํานักงานแคลณะปะกรรารกมฏกวาารมกฤนั ษมฎไิ ีกดาเอาใจใส หรอืสํามนันกั มงาีคนวคาณมะปกรระรมมกาทารใกนฤหษนฎีกา ทา ีน่ ัน้ ไซร ทานสวําานมักันงามนีคควณาะมกผรริดมกตาอรงกฤษฎีกา
ระวางโทษตามสมควรแกเหตุดังจะวาตอไปน้ี คอื
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๑) ถามันไดกระทําความผิดน้ันตอหนาราชศัตรู ทานใหลงอาญาจําคุกมันต้ังแต
สํานกั งานสคามณเะดกอืรรนมขกนึ้ ารไปกฤจษนฎถกี งึ าหาป สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๒) ถามันมิไดกระทําความผิดนั้นตอหนาราชศัตรู แตไดกระทําในเวลาสงคราม
หรือในเขตซึง่ สอํายนใู กั นงอานําคนณาจะกกรฎรอมยักการากรฤศษึกฎทกี าานใหล งอาญสาําจนาํ ักคงุกานมคันณไมะกเ กรรินมกกวาารสกฤามษปฎกี า
๓) ถามันไดกระทําความผิดน้ันในเวลา หรือท่ีอ่ืนนอกจากท่ีวามาแลวทานใหลง
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
อาญาจําคกุ มนั ไมเ กินกวาสองป
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๓๖ ผูใดบังอาจใชกําลังทํารายแกทหารยามรักษาการก็ดี หรือแกทหาร
สํานักงานอคยณูยะากมรปรมระกจารํากหฤนษาฎทกี ี่กา็ดี ทานวามันสํามนีคักวงาานมคผณิดะตกอรรงมรกะาวรากงฤโษทฎษีกตาามสมควรแกสเําหนักตงุ าดนังคจณะะวการตรอมกไปารนก้ีฤษฎกี า
คือ
สาํ น๑ักง)านถคาณมะักนรไรดมกกราระกทฤําษคฎวีกาามผิดนั้นตอหสํานนาักรงาาชนศคณัตะรกู ทรรามนกใาหรกลฤงษอฎาีกญาามันเปนสาม
สถาน คือ สถานหน่ึงใหประหารชีวิต สถานหนึ่งใหจําคุกมันจนตลอดชีวิต สถานหน่ึงใหจําคุกมัน
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ต้ังแตหาปขึน้ ไปจนถงึ ยสี่ บิ ป
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษ๒๑ฎมกี าาตรา ๓๔ คําวสาํา“นแักลงะามนันคนณอะนกรเสรียม”กาแรกกเฤปษนฎ“ีกแาละมันหลับเสียส”าํ นโดักยงาปนรคะณมวะลกกรรฎมหกมาารยกฤษฎีกา
อาญาทหารแกไขเพม่ิ เติม พระพทุ ธศักราช ๒๔๖๙
- ๑๑ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษ๒ฎ)กี าถามันมิไดกรสะํานทักํางคาวนาคมณผะิดกรนรั้นมตกาอรหกฤนษาฎรากี ชาศัตรู แตไดกสรําะนทักํงาาในนคเวณละากสรรงมคกราารมกฤษฎกี า
หรอื ในเขตซึง่ อยูในอํานาจกฎอยั การศึก ทานใหลงอาญาจาํ คกุ มนั ตั้งแตปห นึง่ ขน้ึ ไปจนถึงยีส่ บิ ป
สําน๓กั ง)านถคาณมะันกรไรดมกกราะรทกฤําคษฎวากี มา ผิดน้ันในเวสลําานหกั รงือานทค่ีอณื่นะกนรอรกมจกาารกกทฤี่วษาฎมีกาาแลวทานใหลง
อาญาจําคกุ มนั ไมเกินกวาหา ป
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ถาและในการประทุษรายนั้น มันทําใหเขาถึงตายหรือใหเขามีบาดเจ็บถึงสาหัส
ดวยไซร ทานสวาํานถกั างมานันคสณมะคกวรรรมรับกาโรทกษฤษหฎนกี ักาย่ิงกวาท่ีบัญสญําันตกัิไวงาในนคมณาะตกรรารนมกี้แาลรวกฤกษ็ใฎหกี มาันผูกระทําผิด
น้ันรับอาญาตามลักษณะที่ทานบัญญัติไวในมาตรา ๒๕๐,๒๕๑,และ ๒๕๗ แหงประมวลกฎหมาย
สํานักงานลคกั ณษะณกะรอรมากญาารกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นมกั งาาตนรคาณะ๓ก๗รร๒ม๒การผกูใฤดษหฎีกมาิ่นประมาทหสรําือนกัขงูเาขน็ญคณวาะกจรระมกกราะรกทฤําษรฎากียาแกทหารยาม
รักษาการก็ดี หรือแกทหารอยูยามประจําหนาท่ีก็ดี ทานวามันมีความผิดตองระวางโทษตาม
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สมควรแกเ หตุ ดงั จะวา ตอ ไปนี้ คือ
สําน๑ักง)านถคาณมะันกไรดรมกกราะรทกฤําคษวฎาีกมาผิดน้ันตอหนสําานรักางชาศนัตครณู ะทการนรมใหกาลรงกอฤาษญฎาีกจาําคุกมันตั้งแต
ปหนง่ึ ขึ้นไปจนถงึ สิบป
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๒ฎ)กี าถามันมิไดกรสะํานทกั ํางคาวนาคมณผะิดกรนรั้นมตกาอรหกฤนษาฎรากี ชาศัตรู แตไดกสรําะนทักํงาาในนคเวณละากสรรงมคกราารมกฤษฎีกา
หรือในเขตซ่ึงอยูในอาํ นาจกฎอยั การศกึ ทา นใหล งอาญาจําคุกมนั ตัง้ แตสามเดอื นข้ึนไปจนถงึ หา ป
สาํ น๓ักง)านถคาณมะันกรไรดมกกราะรทกฤําคษฎวากี มา ผิดน้ัน ในเวสลํานาหกั งราือนทคี่อณ่ืนะกนรอรกมจกาารกกทฤ่ีวษาฎมีกาาแลวทานใหลง
อาญาจาํ คกุ มนั ไมเ กนิ กวาสามป
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๓๘๒๓ ผูใดเปนทหาร และมนั บังอาจกระทําการประทุษรายดวยกําลังกาย
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
แกผูซ่ึงมีอํานาจบังคับบัญชาเหนือมันไซร ทานวามันมีความผิดตองระวางโทษตามสมควรแกเหตุ
สํานกั งานดคังณจะวการตรมอกไาปรนกฤี้ คษือฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๑) ถามันไดกระทําความผิดนั้นตอหนาราชศัตรู ทานใหลงอาญามันเปนสาม
สถาน คือ สถสาํานนหกั นงาึ่งนใคหณปะรกะรหรมารกชารีวกิตฤเษสฎียีกสาถานหนึ่งใหสจําํานคกั ุกงมานันคตณละอกดรรชมีวกิตารสกถฤาษนฎหีกาน่ึงใหจําคุกมัน
ต้งั แตห าปข้นึ ไปจนถึงยี่สบิ ป
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๒) ถามันมิไดกระทําความผิดน้ันตอหนาราชศัตรู แตไดกระทําในเวลาสงคราม
หรือในเขตซงึ่ สอาํ ยนใู กั นงอานําคนณาจะกกรฎรอมัยกการากรฤศษึกฎทกี าา นใหลงอาญสาําจนํากัคงุกานมคนั ณตะงั้ กแรตรมปกหานรกึง่ ฤขษนึ้ ฎไปกี าจนถึงย่สี ิบป
๓) ถามันไดกระทําความผิดน้ัน ในเวลาหรือท่ีอ่ืนนอกจากท่ีวามาแลวทานใหลง
สํานกั งานอคาญณะากจรํารคมกุ กมารันกตฤัง้ษแฎตีกปา หนึง่ ขนึ้ ไปจสนําถนงึกั เงจาด็นปคณ ะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๒๒ มาตรา ๓๗ คําวา “ทหารยามรักษาการอยูยามประจําหนาที่” แกเปน “ทหารยาม
รักษาการก็ดี หสรําือนแักกงาทนหคาณรอะกยรูยรามมกปารระกจฤําษหฎนีกาาท่ีก็ดี” โดยปรสะํามนวกั ลงกานฎคหณมะากยรอรามญกาาทรกหฤาษรแฎกกี ไาขเพ่ิมเติม พระ
พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๙
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษ๒๓ฎกีมาาตรา ๓๘ คําวสาํา“นแักกงทานหคาณรคะนกใรดรมทก่ีมาีอรํากนฤาษจฎเหกี นาือมัน” แกเปนสํา“นแักกงผาูซนึ่งคมณีอะํากนรารจมบกังาครับกฤษฎีกา
บัญชาเหนือมนั ” โดยพระราชบญั ญัตแิ กไขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาชญาทหาร พทุ ธศักราช ๒๔๗๓
- ๑๒ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๓๙ ผูใดสเําปนกันงทานหคาณระแกรลระมมกันารบกังฤอษาฎจกี ใาชกําลังทํารายสําแนกักทงาหนาครณผะูใกดรซรม่ึงกเปารนกฤษฎีกา
ผใู หญเหนือมันไซร ทานวา มันควรรับอาญาจําคุกไมเ กนิ กวา หา ป
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๔๐ ถาและในการกระทําผิดเชนวามาในมาตรา ๓๘ และ๓๙ นั้น เปน
สาํ นักงานเหคตณุใะหกรผรูตมอกางรปกรฤะษทฎุษีการายถึงตาย หสรําือนตักงอางนบคาณดะเกจร็บรมถกึงาสรากหฤษัสฎดกีวายไซร ทานวาสถาํ นาักมงันานสคมณคะวกรรรรับมกโทารษกฤษฎกี า
หนักย่ิงกวาท่ีบัญญัติไวในมาตราน้ีแลว ก็ใหลงอาญาแกมันผูกระทําผิดนั้นตามลักษณะท่ีทาน
บัญญัติไวใ นมสาาํ ตนรกั างา๒น๕คณ๐ะ,๒กร๕ร๑มกแาลรกะฤ๒ษฎ๕กี๗า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
แหงประมวลกฎหมายลักษณะอาญา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๔๑๒๔ ผูใดเปนทหาร และมันบังอาจแสดงความอาฆาตมาดรายตอ
ผูบงั คับบัญชาสําหนรกั อื งตานอ คทณหะากรรทรมีเ่ ปกนารใกหฤญษฎเหกี นา ือมัน หรือมสันําหนกัมง่ินานปครณะมะการทรใมสกคารวกาฤมษหฎกีราือโฆษณาความ
หมิน่ ประมาทอยางใดๆ กด็ ี ทา นวา มันมคี วามผดิ ตองระวางโทษจาํ คกุ ไมเกนิ กวา สามป
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๔๒ ถา ทหารมว่ั สุมกัน ณ ที่ใดๆ ต้ังแตหาคนข้ึนไปใชกําลังทําราย หรือขู
เข็ญวา จะทาํ ราสยํานกัก็ดงี าหนรคือณมะันกรกรรมะกทาํารกฤารษอฎยกี างใดๆ ข้ึนใหสวําุนวกั างายนใคนณบะากนรเรมมือกงารขกอฤงษทฎากีนาก็ดี ทานวามัน
มีความผดิ ฐานกาํ เรบิ ตองระวางโทษตามสมควรแกเหตดุ ว ยกนั ทกุ คนดังจะวา ตอ ไปน้ี คือ
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๑) ถามันไดกระทําความผิดน้ันตอหนาราชศัตรู ทานใหลงอาญามันเปนสาม
สถาน คือ สถสาํานนหักนงา่ึงนใคหณปะรกะรหรมารกชารีวกิตฤเษสฎียีกสาถานหนึ่งใหสจําํานคกั ุกงมานันคจณนะตกลรรอมดกชารีวกิตฤษสฎถกีานา หน่ึงใหจําคุก
ตัง้ แตส ามปขนึ้ ไปจนถึงย่ีสิบป
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษ๒ฎ)กี าถามันมิไดกรสะํานทกั ํางคาวนาคมณผะิดกรนรั้นมตกาอรหกฤนษาฎราีกชาศัตรู แตไดกสราํ ะนทักํงาาในนคเวณละากสรรงมคกราารมกฤษฎีกา
หรอื ในเขตซง่ึ อยูในอํานาจกฎอัยการศกึ ทา นใหลงอาญาจําคกุ มนั ตั้งแตป หน่งึ ข้ึนไปจนถงึ ยสี่ บิ ป
สําน๓ักง)านถคาณมะันกรไรดมกกราะรทกฤําคษฎวาีกมา ผิดนั้นในเวสลําานหกั งราือนทคี่อณื่นะกนรอรกมจกาารกกทฤ่ีวษาฎมีกาาแลวทานใหลง
อาญาจําคุกมนั ไมเ กินกวา หา ป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานมักางาตนรคาณ๔ะ๓กรรมถกาแารลกะฤใษนฎพีกวากทหาร ท่ีกรสะําทนักํากงาานรคกณําเะรกิบรรทม่ีวกาามรากใฤนษมฎากี ตารา ๔๒ น้ัน มี
ศาสตราวธุ ไปดวยตั้งแตคนหนง่ึ ข้นึ ไป ทานวา พวกนนั้ ตองระวางโทษตามสมควรแกเหตุดวยกันทุก
สํานักงานคคนณดะกังจรระมวกาาตรอกไฤปษนฎี้กคาือ สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๑) ถามันไดกระทําความผิดน้ันตอหนาราชศัตรู ทานใหลงอาญามันเปนสาม
สถาน คือ สถสาาํ นนกัหงนาน่ึงใคหณปะกรระรหมากรารชกีวฤิตษเฎสกีียา สถานหนึ่งใสหําจนําักคงาุกนจคนณตะกลรอรดมกชาีวริตกฤสษถฎากี นาหน่ึงใหจําคุก
ตงั้ แตห า ปขึน้ ไปจนถงึ ย่สี บิ ป สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๒) ถามันมิไดกระทําความผิดน้ันตอหนาราชศัตรู แตไดกระทําในเวลาสงคราม
หรอื ในเขตซึ่งสอาํ ยนูใกั นงอานําคนณาจะกกรฎรอมัยกการากรฤศษึกฎทีกาา นใหล งอาญสาําจนํากัคงกุ านมคันณตะั้งกแรตรมสกามารปกขฤ้ึนษฎไปกี จานถงึ ย่สี ิบป
๓) ถามันไดกระทําความผิดนั้น ในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่วามาแลวทานใหลง
สํานกั งานอคาญณะากจราํ รคมกุ กมารนั กไฤมษเฎกีกนิ ากวา สิบป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๒๔ มาตรา ๔๑ คําวา “บังอาจแสดงความอาฆาตมาดรายตอทหารผูใด ซ่ึงมีอํานาจบังคับ
สํานกั งานบคัญณชะากหรรรือมเกปานรกผฤูใหษญฎกีเหานือมัน” แกเปสนําน“ักบงังาอนาคจณแสะกดรงรคมวกาามรอกาฤฆษาฎตกีมาาดรายตอผูบังคสับํานบักัญงชานา คหณรือะกตรอรทมหกาารรทก่ีฤษฎีกา
เปน ใหญเ หนอื มนั ” โดยพระราชบัญญัตแิ กไ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาชญาทหาร พทุ ธศักราช ๒๔๗๓
- ๑๓ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๔๔ เม่ือเจาพนักงาน ผูมีตําแหนงหนาที่ไดบังคับทหารท่ีกระทําการ
กําเริบในที่ใดสๆาํ นใักหงเาลนิกคไณปะเกสรียรมถกาแรกลฤะษพฎวีกกาทหารที่กระทสํานกกัางรากนําคเณริบะกนร้ันรมคกนารใกดฤทษี่ยฎังีกมาิไดใชกําลังทํา
รายอยางใดแลวเลิกไปตามบังคับน้ันโดยดี ทานวาใหลงโทษแกมันตามท่ีบัญญัติไวในมาตรา ๔๒
สาํ นกั งานแคลณะะ๔ก๓รรมนก้ันาแรกตฤกษึ่งฎหกี นาึ่ง สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานมกั งาาตนรคาณ๔ะก๕ร๒ร๕มกผาูใรกดฤเปษฎนีกนาายทหารชั้นสสัญํานญักงาาบนัตคณร ะชก้ันรรปมรกะาทรกวฤนษฎชกีั้นานายสิบ ช้ันจา
หรือเปน พลทหารกด็ ี ถาและมันขาดจากหนา ท่ีราชการโดยมไิ ดร บั อนุญาต หรือมนั ขาดจากราชการ
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ในเมือ่ พนกาํ หนดอนญุ าตลาแลวก็ดี แมเปนไปดว ยความเจตนาจะหลีกเล่ียงจากราชการตามคําสั่ง
ใหเดินกองทสหําานรกั งหานรคือณเดะกินรเรรมือกไารปกจฤาษกฎทีกา่ี หรือคําส่ังเรสียํานกักรงะานดคมณเตะกรรียรมมกศาึกรกนฤ้ันษไฎซีกรา ทานวามันมี
ความผดิ ฐานหนรี าชการ อกี นยั หนึ่งมันขาดจากราชการ จนถึงกําหนดทจี่ ะกลา วตอไปนี้ คอื
สํานักงานคณะกรรมการกฤษ๑ฎ)ีกาขาด ๒๔ ชัว่ โสมํางนักตงอานหคนณาะรการชรศมัตกรารู กฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๒) ขาด ๓ วัน ถามิใชตอหนาราชศัตรู แตในเวลาสงครามหรือในเขตที่ใชกฎ
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
อัยการศกึ
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๓ฎ)ีกาขาด ๑๕ วันสใํานนทกั ง่แี าลนะคเณวละกาอรร่ืนมๆกานรกอฤกษจฎากี กาท่ีกลา วมาแลสวําดนงั ักนงี้ไาซนรคณทะากนรกรม็วกามารันกฤษฎีกา
มีความผิดฐานหนีราชการดจุ กัน
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๔๖ ผูใดกระทําความผิดฐานหนีราชการ ทานวามันตองระวางโทษตาม
สํานกั งานสคมณคะวกรรแรกมเกหาตรกุ ดฤษังจฎะีกวาา ตอ ไปน้ี คอื สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๑) ถามันหลบหนีไปเขา อยกู บั พวกราชศัตรู ทา นวาโทษมันถึงตาย
สําน๒ักง)านถคณามะกันรกรรมะกทารํากคฤวษาฎมกี ผาิดน้ันตอหนสาํารนากั ชงศานัตครณู ทะการนรใมหกลารงกอฤาษญฎากี จาําคุกมันไวจน
ตลอดชีวติ หรอื มิฉะนนั้ ใหจ าํ คกุ มนั ไวย ี่สบิ ป สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๓) ถามันมิไดกระทําความผิดน้ันตอหนาราชศัตรู แตไดกระทําในเวลาสงคราม
หรอื ในเขตซงึ่ สอํายนูใักนงอานําคนณาจะกรฎรอมยักการากรฤศษกึ ฎทกี าานใหลงอาญสาําจนําักคงุกานมคันณไะวกตรั้งรแมตกปารหกนฤษ่ึงขฎึ้นกี าไปจนถึงสิบหา
ป
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษ๔ฎ)กี าถามันกระทํสาคํานวกั างมานผคิดณนะั้นกใรนรมเกวาลรากฤหษรฎือกี ทา่ีอ่ืนนอกจากสทาํ ่ีวนาักมงาานแคลณวะทการนรมใกหาลรงกฤษฎีกา
อาญาจําคุกมนั ผูก ระทาํ ผดิ นั้นไวไ มเ กินกวา หาป สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๔๗๒๖ ผูใดเปน ทหาร ทา นใชใ หม ีหนาท่จี ัดซื้อหรอื ทาํ หรือปกครองรักษา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ทรัพยส ิง่ ใดๆ ของทหาร ถา และมันบงั อาจเอาของอ่ืนปลอมหรอื ปนกับทรพั ยส ่งิ นั้นๆ ใหเสื่อมลงก็
ดี หรือมันปลอสํายนใักหงผานูอคื่นณกะรกะรทรํามเกชานรกนฤั้นษโฎดกี ยามันรูเห็นเปนสใําจนดักวงายนกค็ดณี ทะการนรวมากมารันกมฤีคษวฎากี มาผิดตองระวาง
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สําน๒กั ๕งมานาตครณาะ๔กร๕รมคกําวาารก“ฤพษลฎทกี หาารบกทหารเรือส”ํานแกักงเาปนนค“ณพะลกทรรหมากร”ารโกดฤยษพฎรกีะาราชบัญญัติแกไข
เพมิ่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๒๖ฎมีกาาตรา ๔๗ คําวสาําน“ักทงหานารคบณกะกทรหรมารกเารรือก”ฤษแฎกีกเปาน “ทหาร” โดสยาํ นพักรงะารนาคชณบะัญกญรรัตมิแกกาไรขกฤษฎกี า
เพ่มิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
- ๑๔ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานโทคษณจะกํารครุกมตกั้งารแกตฤสษาฎมกี เาดือนข้ึนไป จสนําถนึงักเงจาน็ดคปณ แะกลระรปมรกับารตกั้งฤแษตฎรกี อายบาทข้ึนไปจสนํานถักึงงสาอนคงพณันะกบรารทมกดาวรยกฤษฎกี า
อีกโสดหนง่ึ
สํานแักลงาะนทคหณาะรกครรนมใกดาทรกาฤนษใฎชกีใหา มีหนาท่ีจัดซสื้อํานหกั รงือานทคําณหะกรรือรปมกกคารรกอฤงษรฎักกี ษาาสิ่งใดๆ ของ
ทหาร ถา และมนั บงั อาจจายทรัพยส ่งิ ใดๆ ทีม่ ันรูอยูวา มขี องอื่นปลอมหรอื ปนเชนวามาแลวก็ดหี รอื
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มันปลอยใหผูอ่ืนกระทําเชนน้ัน แลวมันไมรีบรองเรียนตอผูใหญท่ีเหนือมันก็ดี ทานวามันมี
ความผิดตองรสะาํ วนาักงงโาทนษคณเชะนกวรรามมกาาใรนกมฤาษตฎรกี าานี้แลวนัน้ ดุจกสําันนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๔๘ ในเวสลําานสกั งงคานรคามณะถการผรมูใ ดกากรรกะฤทษําฎกกี าารปราศจากคสวําานมักเงมาตนตคณาแะกกรครนมทกา่ีถรูกกฤษฎีกา
อาวุธบาดเจ็บ หรือแกคนท่ีปวยเจ็บในกองทัพฝายหนึ่งฝายใดก็ดี หรือกระทําการปลนทรัพยแยง
ทรัพยอยางใดสๆาํ นกัทงี่ทานานคณบะัญกญรรัตมิไกวาใรกนฤมษาฎตีกราา ๒๔๙ ถึง มสํานตักรงาาน๒ค๕ณ๙ะกแรรลมะกมาารตกฤรษาฎ๒กี ๘า ๘ ถึง มาตรา
๓๐๓ แหงประมวลกฎหมายลักษณะอาญาน้ัน ทานใหเพิ่มโทษมันผูกระทําผิดตองระวางโทษ
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ตามทีท่ า นบัญญัติไวส ําหรับความเชน นนั้ ขึ้นดวยอีกกึง่ หน่งึ
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๔๙ ในเวลาสงคราม ถาผูใดใชธงกากบาทแดงหรือเครื่องหมายกาชาด
สํานกั งานโดคยณผะกิดรขรอมบกาังรคกับฤแษฎหีกงาหนังสือสัญญสาํานนาักนงาานปครณะเะทกรศรมซก่ึงาทรํากทฤษ่ีเมฎือกี งาเยนีวาเม่ือวันสทาํ นี่ ัก๖งากนรคกณฎะากครมรมรกัตารนกฤษฎกี า
โกสินทรศก ๑๒๕ ทานวามันมีความผิดตองดวยอาญาซ่ึงบัญญัติไวในมาตรา ๑๒๘ แหงประมวล
กฎหมายลกั ษสณํานะอักงาาญนาคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎากี ตารา ๕๐๒๗ ผสูใําดนักเปงานคทณหะากรรรถมากมารันกฤกษรฎะีกทาําผิดในเวลาสทาํ ่ีนทักางนานใชคณใหะกเปรรนมยกาารมกฤษฎกี า
รักษาการ หรอื อยยู ามประจําท่ี หรอื ใหกระทาํ การอยางใดๆ ท่ีมีศาสตราวุธของหลวงประจําตัวโดย
ความผิดที่ทา นสําบนัญักงญานตั คิไณวใะนกมรรามตกราารตกาฤงษๆฎกี แาหง กฎหมายลสํากั นษกั ณงาะนอคาณญะากดรรงั มจกะากรลกาฤวษตฎอ กี ไาปน้ี คือ
มาตรา ๙๘ ถึงมาตรา ๑๐๐ ความผิดในฐานประทษุ รา ยตอ พระบรมราชตระกูล
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๐๒ ถึงมาตรา ๑๐๔ ความผดิ ฐานกบฏภายในพระราชอาณาจกั ร
สาํ นมักางาตนรคาณ๑ะ๐กร๕รมถกึงามรกาตฤษราฎีก๑า๐๘ ความผิดสฐํานานักงกาบนฏคณภาะยกรนรอมกพารรกะฤรษาฎชีกอาาณาจักร
มาตรา ๑๑๒ ถงึ มาตรา ๑๑๕ ความผิดตอ ทางพระราชไมตรกี บั ตา งประเทศ
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๑๑๖ ถึงมสาําตนรกั างา๑นค๒ณ๘ะกครวรามมกผาริดกตฤอษเฎจีกา าพนักงาน สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๕๑ ความผิดฐานกระทาํ ใหเส่ือมเสยี อาํ นาจศาล
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๑๕๔ ความผิดฐานชวยผอู ืน่ ใหพ น อาชญาอนั ควรรบั โทษตามกฎหมาย
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๑๖๕ ถงึ มสาําตนรักางา๑น๖คณ๙ะกครวรามมกผาริดกฐฤาษนฎหีกลาบหนจี ากทคี่ สุมําขนงั ักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๗๗ ถึงมาตรา ๑๘๒ ความผิดฐานสมคบกันเปนอั้งย่ีและเปนซองโจร
ผรู า ย สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๑๘๓ และมาตรา ๑๘๔ ความผิดฐานกอการจลาจล
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๒๗ฎีกมาาตรา ๕๐ แกไสขําเนพกั ิ่มงเาตนิมคโณดะยกพรรรมะรกาาชรบกฤัญษญฎัตีกิแากไขเพ่ิมเติมปสรําะนมักวงลานกคฎณหะมการยรอมากชาญรกาฤษฎกี า
ทหาร พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๖
- ๑๕ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๑๘๕ แสลําะนมกั งาาตนรคาณะ๒ก๐รร๑มกคารวกาฤมษผฎิกีดาฐานกระทําใสหาํ นเักกงิดานภคยณันะกตรรรามยกแารกกฤษฎีกา
สาธารณชนฐานกระทาํ ใหสาธารณชนปราศจากความสะดวกในการไปมาและการสงขาวและของถึง
กัน และฐานกสรําะนทักํางใาหนสคณาธะากรรณรมชกนาปรกรฤาษศฎจกีาากความสขุ สบสาํายนกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๒๕๓ ความผดิ ฐานเกีย่ วของในทว่ี ิวาทตอสกู ันซึ่งมผี ูถงึ แกความตาย
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๒๕๔ ถึงมาตรา ๒๕๙ ความผิดฐานประทุษรา ยแกร างกาย
สาํ นมกั างาตนรคาณ๒ะก๖ร๘รมถกงึ ามรกาฤตษรฎากี ๒า๗๗ ความผสิดําฐนากั นงากนรคะณทะาํ กใรหรเมสกือ่ ามรกเสฤยีษอฎิสีกราภาพ
มาตรา ๒๘๘ ถงึ มาตรา ๒๙๖ ความผดิ ฐานลักทรัพย
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๒๙๗ ถึงสมําานตกั รงาน๓ค๐ณ๒ะกรครวมากมาผรกิดฤฐษาฎนีกวา่ิงราว ฐานชิงทสํารนัพักยงาฐนาคนณปะกลรนรทมรกัพารยกฤษฎกี า
และฐานสลัด
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๓๐๓ ความผดิ ฐานกรรโชก
สํานักงานคณะกรรมการกฤษมฎาีกตารา ๓๒๗ ถงึ สมําานตักรงาาน๓ค๓ณ๐ะกครรวมากมาผริดกฤฐษานฎกีบากุ รุก สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ทา นวา มนั ผูกระทาํ ผดิ ตอ งระวางโทษตามท่ีทานบัญญัติไวสําหรับความผิดเชนน้ัน
และใหเ พิ่มโทสษําขนนึ้กั งอากีนกคึง่ณหะนกรง่ึ รมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษมฎากีตารา ๕๑๒๘ (ยสกําเนลักกิ ง)านคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นมกั งาาตนครณา ะ๕กร๒รม๒๙การเกมฤ่ือษฎคกี วาามผิดอยางสหํานนกั ่ึงาอนยคาณงะใกดรรดมังกาทรี่ไกดฤษรฎะกีบาุไวในมาตรา
๒๐,๒๒,๒๗,(๒ หรือ ๓) ๒๙ (๒ หรือ ๓),๓๐,(๒ หรือ ๓),๓๑ (๒ หรือ ๓),๓๒,๓๓,๓๖,(๒
สํานักงานหครณอื ะ๓กร)ร,๓มก๗าร,๓กฤ๘ษ,ฎ(๒กี าหรือ ๓),๓๙ส,ํา๔น๑กั ,ง๔าน๒ค,(ณ๒ะกหรรรือมก๓าร)ก,๔ฤษ๓ฎีก(๒า หรือ ๓),๔ส๖ํา,น(๒ักง,๓านคหณระือกร๔ร)ม,หการรือกฤษฎกี า
๔๗ แหงประมวลกฎหมายอาญาทหารน้ีไดกระทําลงดวยความประสงคที่จะบอนใหสมรรถภาพ
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ของกรมกองทหารเสอื่ มทรามลงไซร ทา นใหเ พ่ิมโทษผกู ระทําผดิ ดังตอไปน้ี
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษถฎาีกระาวางโทษอยาสงําสนูงกั สงุดานกคําณหะนกดรรไมวกสาํารหกรฤับษฎคีกวามผิดน้ันเพียสงําจนําักคงุากนตคลณอะดกชรรีวมิตกไาซรรกฤษฎกี า
ทานใหเพิม่ ขนึ้ เปนโทษอยา งสงู สุดถงึ ประหารชีวติ
สํานถักางรานะควาณงะโกทรษรมอกยาารงกสฤูงษสฎุดกี ทาี่กําหนดไวสําสหํานรกัับงคานวาคมณผะกิดรนรั้นมกเพารียกงฤจษําฎคกี ุกามีกําหนดย่ีสิบ
ปไซร ทานใหเพิ่มข้ึนเปน โทษจาํ คกุ ไวจนตลอดชีวติ เปน อยา งสูงสุด สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ถา ระวางโทษอยา งสูงสดุ ที่กําหนดไวสําหรับความผิดน้ันเพียงจําคุกมีกําหนดเวลา
อยางอ่ืนนอกจสาํากนทักงี่กาลนาควณแะลกว รรทมากนารใกหฤเ ษพฎมิ่ กี ขาึ้นอีกกงึ่ หนึ่งขสอํานงโักทงาษนทควี่ณาะงกไรวรสมาํ กหารรบักฤคษวฎากีมาผดิ นั้นๆ
เมื่อความผิดอยางหน่ึงอยางใดดังท่ีไดระบุไวในวรรคตนน้ีไดกระทําไปเปนสวน
สาํ นักงานหคนณึ่งะขกอรงรแมผกานรกกฤาษรทฎกีี่จาะลางลมรัฐบสาําลนกกั ็ดงาี นหครณือะจกะรใรหมเกปาลรก่ียฤนษปฎรีกะาเพณีการเมือสงํานหักรงือานเคศณรษะกฐรกริจมแกาหรงกฤษฎีกา
พระราชอาณาจักรดวยใชกําลังบังคับหรือกระทํารายก็ดี ทานวามันผูกระทํามีความผิดตองระวาง
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
โทษถึงประหารชวี ติ หรือจําคกุ มันไวจ นตลอดชวี ิต
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สําน๒ัก๘งามนาคตณราะก๕ร๑รมยกการเลกิกฤโษดฎยีกพาระราชบัญญัตสิแํานกักไขงาเนพค่ิมณเตะิมกรปรรมะกมาวรลกกฤฎษหฎกีมาายอาชญาทหาร
พุทธศักราช ๒๔๗๖
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษ๒๙ฎีกมาาตรา ๕๒ เพิ่มสโําดนยักพงารนะครณาชะบกัรญรญมกัตาิแรกกไฤขษปฎรีกะามวลกฎหมายอสาําญนักางทาหนาครณพะกุทรธรศมักกราารชกฤษฎีกา
๒๔๗๐
- ๑๖ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานปครณะมะกวรลรกมฎกหารมกาฤยษอฎาีกญา าทหารแกไขสเําพน่ิมกั งเตานมิ คณพะรกะรพรมุทกธาศรักฤราษชฎีก๒า๔๖๙๓๐ สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พระราชบัญญสัตาํ ิแนกั งไ าขนปครณะมะกวรลรกมฎกาหรมกฤายษอฎาีกญา าทหาร พุทสธําศนักักรงาชนค๒ณ๔ะ๗กร๐รม๓๑การกฤษฎกี า
สํานักงานพครณะระกาชรรบมัญกญารัตกฤิแษกฎไ กีขาเพมิ่ เตมิ ประมสําวนลักกงฎานหคมณาะยกอรารชมญกาารทกหฤษารฎีกพาทุ ธศักราช ๒ส๔าํ ๗นัก๓ง๓า๒นคณะกรรมการกฤษฎีกา
พระราชบญั ญสตั ําแินกั งไาขนเพคณ่ิมะเตกรมิ รปมรกะารมกวฤลษกฎฎีกหามายอาชญาทสําหนากั รงาพนทุคณธศะกกั รรรามชก๒าร๔กฤ๗ษ๖ฎ๓กี ๓า
สํานักงานพครณะระกาชรรบมญั กญารัตกฤิแษกฎไ ีกขาประมวลกฎหสมํานายกั องาานญคาณทะหการรมพกาุทรธกศฤักษฎราีกชา ๒๔๗๗๓๔ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นมกั างาตนรคาณ๔ะกรบรรมรกดารากอฤรษรฎถกี คาดีที่ไดมีคําพสิพําานกักษงาานถคึงณทะี่สกุดรกรมอกนาวรกันฤใษชฎพกี ราะราชบัญญัติน้ี
ใหบ งั คับไปตามกฎหมายเดิม
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
พระราชกาํ หนดแกไขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช ๒๔๘๖๓๕
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
พระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกําหนดแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช
สาํ นักงาน๒ค๔ณ๘ะ๖กรพรมทุ กธาศรกกั ฤรษาฎชีก๒า๔๘๖๓๖ สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานมกั างาตนรคาณ๓ะกรใรหมอกานรุมกัตฤษิพฎรีกะาราชกําหนดแสกําไนขกั เงพาน่ิมคเณติมะกปรรระมมกาวรลกกฤฎษหฎกีมาายอาญาทหาร
พทุ ธศักราช ๒๔๘๖ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
พระราชบัญญตั ิแกไขเพ่ิมเตมิ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบบั ที่ ๗) พุทธศกั ราช ๒๔๘๗๓๗
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พระราชบญั ญตั แิ กไ ขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗๓๘
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพ่ือใหสอดคลองกับประมวล
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
กฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติวาดวยวินัยทหาร (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๐๕ และเพื่อใหศาล
สํานกั งานทคหณาระกมรอี รํามนกาจรกลฤงษโทฎษีกาบุคคลทอ่ี ยใู นสอํานาํ กันงาาจนศคาณละทกหรรามรกซารึง่ กกฤรษะฎทีกาํ าความผิดนอกสรําานชักองาาณนคาณจกัะกรรไรดม การกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษ๓๐ฎรกี าาชกิจจานเุ บกษสาําเนลกัมง๔าน๓ค/ณ-/ะกหรนราม๕ก๐าร๑ก/ฤ๓ษฎตุลกี าาคม ๒๔๖๙ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๓๑ ราชกิจจานเุ บกษา เลม ๔๔/-/หนา ๑๗๓/๔ กันยายน ๒๔๗๐
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๓๒ ราชกิจจานเุ บกษา เลม ๔๗/-/หนา ๑๒๐/๓ สิงหาคม ๒๔๗๓
๓๓ ราชกิจจานเุ บกษา เลม ๕๐/-/หนา ๕๓๖/๑๐ กันยายน ๒๔๗๖ สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๓๔ ราชกิจจานเุ บกษา เลม ๕๒/-/หนา ๓๒๑/๕ พฤษภาคม ๒๔๘๗
สําน๓ัก๕งรานาชคกณิจะจกานรรเุ บมกกษารากเฤลษมฎ๖กี ๐า/ตอนท่ี ๑๙/สหํานนาัก๖ง๖าน๕ค/ณ๓ะ๐กมรรีนมากคามรก๒ฤ๔ษ๘ฎ๖กี า
๓๖ ราชกิจจานเุ บกษา เลม ๖๐/ตอนที่ ๔๗/หนา ๑๓๓๕/๑๔ กันยายน ๒๔๘๖
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษ๓๗ฎกีราาชกิจจานุเบกษสาําเนลักมงา๖น๑ค/ณตะอกนรทร่ีม๖ก๓า/รหกนฤษา ฎ๙ีก๒า๙/๑๐ ตลุ าคมส๒าํ น๔ัก๘ง๗านคณะกรรมการกฤษฎีกา
๓๘ ราชกิจจานุเบกษา เลม ๘๑/ตอนที่ ๑๑๑/หนา ๖๗๘/๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๗
- ๑๗ - สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สัญชยั /ปรบั ปรงุ
สํานักงานคณะกรรมก๑าร๐กฤพษฤฎศีกจากิ ายน ๒๕๔๙
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
พระราชบัญญัติ
บาํ เหน็จบาํ นาญขาราชการ
พ.ศ.๒๔๙๔
ในพระปรมาภไิ ธย
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช
ธานีนิวัต กรมหม่นื พิทยลาภพฤฒยิ ากร
ผูส าํ เรจ็ ราชการแทนพระองค
ใหไว ณ วนั ที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๔
เปนปท ่ี ๖ ในรชั กาลปจ จุบัน
โดยท่ีเปนการสมควรปรับปรุงกฎหมาย วาดวยบําเหน็จบํานาญทหาร และกฎหมาย
วา ดวยบาํ เหน็จบาํ นาญขาราชการฝา ยพลเรือน
พระมหากษัตริย โดยคําแนะนําและยินยอมของรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให
ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว ดงั ตอไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติบําเหน็จบํานาญขาราชการ
พ.ศ. ๒๔๙๔”
มาตรา ๒ พระราชบัญญตั นิ ี้ใหใชบงั คับ ตง้ั แตว ันถัดจากวันประกาศในราชกจิ จานุเบกษา
เปนตน ไป
มาตรา ๓ ใหยกเลิกบรรดากฎหมาย วาดวยบําเหน็จบํานาญทหาร กฎหมายวาดวย
บําเหน็จ บํานาญ ขาราชการฝายพลเรือน และบรรดากฎหมายและขอบังคับอ่ืนๆ ในสวนที่มีบัญญัติ
ไวแลว ในพระราชบัญญตั นิ ี้ หรือซ่งึ แยงกับบทแหงพระราชบัญญตั นิ ้ี
๑๓๖
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญตั ินี้
“ขาราชการ” หมายความวา ทหารและขา ราชการพลเรือน
“ทหาร” หมายความวา นายทหารสัญญาบัตร นายทหารประทวน ตลอดจนวาท่ียศ
น้ันๆ และพลทหารประจาํ การ
“ขาราชการพลเรือน” หมายความวา ขาราชการพลเรือนตามกฎหมาย วาดวยระเบียบ
ขาราชการพลเรือน ขาราชการฝายตุลาการตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการฝายตุลาการขาราชการ
ฝายอยั การตามกฎหมายวาดว ยระเบียบขาราชการฝายอัยการ ขาราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยตาม
กฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ขาราชการการเมืองตามกฎหมายวาดวย
ระเบยี บขาราชการการเมือง ขาราชการฝายรัฐสภาตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการฝายรัฐสภา
ขาราชการตํารวจ ตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการตํารวจ ขาราชการครูตามกฎหมายวาดวย
ระเบียบขา ราชการครู และขาราชการกลาโหมพลเรอื นตามกฎหมายวา ดว ยระเบยี บขาราชการทหาร
“เวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญ” หมายความวา เวลาราชการที่ขาราชการ
รับราชการมาต้ังแตตนจนถึงวันสุดทายที่ไดรับเงินเดือนตามเกณฑ และวิธีการที่บัญญัติไวใน
พระราชบัญญัตนิ ี้
(๑๐) “เงินเดือนเดือนสุดทาย” หมายความวา เงินเดือนท่ีไดรับจากเงินงบประมาณประเภท
เงินเดือนเดือนสุดทายท่ีออกจากราชการ รวมท้ังเงินเพ่ิมพิเศษรายเดือน สําหรับคาวิชาและหรือเงิน
เพ่ิมการเล่ือนฐานะ และหรอื สําหรับประจําตําแหนงที่ตองฝาอันตรายเปนปกติ และหรือสําหรับการ
สูรบ และหรือสําหรบั การปราบปรามผกู ระทาํ ความผิด แตไ มร วมถึงเงนิ เพ่ิมอยางอนื่ ๆ สวนขา ราชการ
ตํารวจ ซ่ึงกรมตํารวจส่ังแตงตั้งใหไปปฏิบัติหนาที่ราชการตํารวจโดยไดรับเงินเดือนจากผูวาจาง
เงินเดือนเดือนสุดทาย หมายความวา เงินเดือนที่ผูวาจางจายตามคําส่ังของผูบังคับบัญชาตามอัตรา
เงินเดือนในบัญชีตอทายกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการตํารวจเดือนสุดทายที่ออกจากราชการ
รวมทั้งเงินเพ่ิมพิเศษรายเดือนสําหรับคาวิชา และหรือเงินเพ่ิมการเลื่อนฐานะ และหรือสําหรับ
ประจําตําแหนงท่ีตองฝาอันตรายเปนปกติ และหรือสําหรับการสูรบ และหรือสําหรับการ
ปราบปรามผกู ระทําความผิด แตไมรวมเงนิ เพิ่มอยา งอน่ื ๆ
(๗) “เงินเดือนเดิม” หมายความวา เงินเดือนเดือนสุดทายที่เคยไดรับสูงสุดในครั้งใดกอน
ออกจากราชการ แตในกรณีท่ีมีการปรับอัตราเงินเดือนขาราชการ เงินเดือนเดิมใหหมายความถึง
๑๓๗
เงินเดือนเดือนสุดทายที่เคยไดรับสูงสุดในคร้ังใดกอนออกจากราชการ และไดปรับตามกฎหมาย
หรือขอบังคบั ท่ีใชบ ังคบั แกขาราชการนน้ั แลว
“บําเหนจ็ ” หมายความวา เงินตอบแทนความชอบท่ีไดรับราชการมาซึ่งจายครั้งเดยี ว
“บาํ นาญ” หมายความวา เงินตอบแทนความชอบท่ีไดรับราชการมา ซึ่งจายเปนรายเดือน
“แพทยท่ีทางราชการรับรอง” หมายความวา ผูท่ีไดขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต
เปนผูประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายวาดวยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ หรือแพทยที่มีสิทธิ
ประกอบโรคศิลปะในตางประเทศ ซ่ึงประกอบโรคศิลปะอยูในตางประเทศน้ันและกระทรวงการคลัง
ไดร ับรองใหท ําการตรวจและแสดงความเหน็ ตามความในพระราชบัญญัตินี้ได
(๑๐) “ทายาทผมู สี ทิ ธ”ิ หมายความวา
(๑)บุตร และใหหมายความรวมถึงบุตรซึ่งไดมีคําพิพากษาของศาลวาเปนบุตร
ชอบดวยกฎหมายของผูตายซ่ึงไดมีการฟองคดีขอใหรับเด็กเปนบุตรกอน หรือภายในหน่ึงปนับแต
วันทบ่ี ิดาตาย หรอื นบั แตว นั ทไ่ี ดรูหรือควรไดร ูถ ึงความตายของบิดา
(๒) สามหี รอื ภรยิ า
(๓) บิดาและมารดา
(๒) “ผอู ุปการะ” หมายความวา
(๑) ผทู ่ีไดอ ปุ การะเลีย้ งดูใหก ารศึกษาผูตายมาแตเยาวฉันบิดามารดากับบุตร หรอื
(๒) ผูทีไ่ ดอปุ การะขาราชการประจํา หรือขาราชการบํานาญ ผูมีรายได ไมเพียงพอ
แกอ ัตภาพ หรอื ไดอุปการะขาราชการบํานาญผูซ่ึงปวยเจ็บ ทุพพลภาพ หรือวิกลจริตไมสามารถที่จะ
ชว ยตวั เองได ผอู ปุ การะตามขอ น้ตี อ งเปนผูใหอ ุปการะประจาํ เปน สวนใหญ
(๒) “ผูอยูในอุปการะ” หมายความวา ผูที่ไดอยูในความอุปการะของผูตายตลอดมา โดย
จาํ เปนตอ งมผี ูอุปการะ และความตายของผูนั้นทําใหไ ดร ับความเดือดรอน เพราะขาดความอุปการะ
มาตรา ๕ ใหรัฐมนตรวี า การกระทรวงการคลังรกั ษาการตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ และ
ใหมีอํานาจออกกฎกระทรวงเพอ่ื ปฏิบัติการใหเ ปนไปตามพระราชบัญญตั ินี้
กฎกระทรวงนั้น เมอ่ื ไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใ ชบงั คบั ได
๑๓๘
ลักษณะ ๑
บําเหนจ็ บํานาญปกติ
หมวด ๑
สิทธใิ นบาํ เหน็จบํานาญปกติ
มาตรา ๖ เม่ือขาราชการผูใดออกจากราชการ ใหจายบําเหน็จหรือบํานาญใหตามเกณฑ
ซ่ึงกาํ หนดไวในพระราชบญั ญตั ินี้
สิทธใิ นบาํ เหน็จหรอื บํานาญเปน สิทธเิ ฉพาะตวั จะโอนไมได
มาตรา ๗ ภายใตบ งั คับมาตรา ๘ ขาราชการซึ่งจะไดรับบําเหน็จบํานาญตามพระราชบัญญัติ
นี้ เมื่อกอ นออกจากราชการ หรือกอนไดรับคําสั่งใหไปทําการใด ๆ ตามความในมาตรา ๒๘ ตองได
ไดรับเงนิ เดอื นจากเงนิ งบประมาณประเภทเงนิ เดอื น
(๑๕) มาตรา๘บุคคลทีร่ ะบุไวตอ ไปน้ี ไมม สี ทิ ธไิ ดรับบาํ เหน็จบาํ นาญปกติตามพระราชบญั ญตั ิน้ี
(๑) ขาราชการซึ่งมิใชขาราชการตุลาการตามกฎหมาย วาดวยระเบียบขาราชการ
ฝายตุลาการและขาราชการอัยการตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการฝายอัยการ ซ่ึงถูกไลออก
จากราชการเพราะมีความผดิ
(๒) ขาราชการตลุ าการตามกฎหมายวา ดว ยระเบียบขา ราชการฝายตุลาการ และขาราชการ
อยั การตามกฎหมายวาดว ยระเบยี บขา ราชการฝา ยอัยการ ซึง่ ถกู ไลออกหรือปลดออกจากราชการเพราะ
มีความผดิ
(๓) ขาราชการวิสามัญหรือลูกจาง เวนแตในกรณีท่ีมีขอกําหนดใหบําเหน็จหรือ
บํานาญ ไวใ นหนังสอื สญั ญาจางตามความตองการของรฐั บาล
(๔) ผซู ง่ึ รัฐบาลกําหนดเงนิ อยางอ่ืนไวใหแ ทนบาํ เหน็จหรอื บาํ นาญแลว
(๕) ผูซึง่ มเี วลาราชการสาํ หรับคาํ นวณบําเหน็จบํานาญไมครบหนงึ่ ปบรบิ ูรณ
(๖) ผูซ่ึงไมเคยรับราชการมากอน แตไดเปนทหารตามกฎหมายวาดวยการรับราชการ
ทหาร เม่ือปลดเปนกองหนุนแลวและไดเขารับราชการอีก โดยเวลารับราชการจะติดตอกับเวลา
ราชการกองประจําการหรือไมกต็ าม ยังไมค รบหน่งึ ปบรบิ รู ณ
๑๓๙
มาตรา ๙ ขาราชการมีสิทธิไดรับบําเหน็จบํานาญปกติดวยเหตุอยางใดอยางหน่ึง
ดงั ตอ ไปนี้
(๑) เหตุทดแทน
(๒) เหตุทุพพลภาพ
(๓) เหตุสูงอายุ
(๔) เหตรุ ับราชการนาน
มาตรา ๑๐ สิทธิในการขอบําเหน็จบํานาญปกติตามพระราชบัญญัตินี้ ใหมีอายุความ
สามป
มาตรา ๑๑ บําเหน็จบํานาญเหตุทดแทนนั้น ใหแกขาราชการซึ่งออกจากประจําการ
เพราะเลิกหรือยุบตําแหนงหรือซึ่งมีคําสั่งใหออกโดยไมมีความผิด หรือซ่ึงออกตามบทบัญญัติใน
รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย หรือทหารซ่งึ ออกจากกองหนนุ เบ้ยี หวดั
มาตรา ๑๒ บําเหน็จบํานาญเหตุทุพพลภาพน้ัน ใหแกขาราชการผูปวยเจ็บ ทุพพลภาพ
ซึ่งแพทยท่ีทางราชการรับรองไดตรวจและแสดงความเห็นวา ไมสามารถท่ีจะรับราชการในตําแหนงหนาท่ี
ซึ่งปฏบิ ตั อิ ยนู น้ั ตอไป
(๓)มาตรา ๑๓ บําเหน็จบํานาญเหตุสูงอายุน้ัน ใหแกขาราชการผูมีอายุครบหกสิบป
บริบูรณแลว
ถาขาราชการผูใดมีอายุครบหาสิบปบริบูรณแลว ประสงคจะลาออกจากราชการก็ให
ผูม ีอาํ นาจสงั่ อนุญาตใหลาออกจากราชการเพ่ือรับบําเหน็จบํานาญเหตุสงู อายไุ ด
(๓)มาตรา ๑๔ บําเหน็จบาํ นาญเหตุรบั ราชการนานนัน้ ใหแกขาราชการซ่ึงมีเวลาราชการ
สําหรับคํานวณบําเหน็จบาํ นาญครบสามสบิ ปบ ริบรู ณแลว
ถาขาราชการผูใดมีเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญครบยี่สิบหาปบริบูรณ
แลวประสงคจะลาออกจากราชการก็ใหผูมีอํานาจส่ังอนุญาตใหลาออกจากราชการเพ่ือรับบําเหน็จ
บาํ นาญเหตุรับราชการนานได
มาตรา ๑๕ ขาราชการผูซ่ึงมีเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญ ไมถึงสิบป
บรบิ รู ณ มีสิทธไิ ดบําเหน็จ
๑๔๐
ขาราชการผูซ่ึงมีเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญ ตั้งแตสิบปบริบูรณข้ึน
ไปมสี ิทธิไดร ับบํานาญ
มาตรา ๑๖ ขาราชการผูมีสิทธิไดบํานาญจะย่ืนคําขอรับบําเหน็จตามเกณฑ ในมาตรา
๓๒ แทนบํานาญกไ็ ด
(๓)มาตรา๑๗ ขาราชการผูใดมีเวลาราชการ สําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญครบสิบป
บริบูรณแลวออกจากราชการเพราะลาออกและไมมีสิทธิท่ีจะไดรับบําเหน็จบํานาญปกติตามความ
ในมาตรา ๙ ก็ใหไ ดรับบาํ เหนจ็ ตามเกณฑใ นมาตรา ๓๒
(๓)มาตรา๑๘ ขาราชการการเมืองตําแหนงรัฐมนตรีซึ่งไดรับราชการในตําแหนงขาราชการ
การเมืองมาแลวและมีเวลาราชการในตําแหนงขาราชการการเมืองรวมกันไมนอยกวาส่ีปบริบูรณ
เม่ือออกจากตําแหนงและไมประสงคจะรับบําเหน็จบํานาญตามบทความในพระราชบัญญัตินี้โดย
ประการอืน่ กใ็ หมสี ทิ ธิรับบาํ นาญเดือนละสองพันบาท
หมวด ๒
เวลาราชการและการนับเวลาราชการ
(๑๔)มาตรา ๑๙ ขาราชการซ่ึงมีอายุครบหกสิบปบริบูรณแลว เปนอันพนจากเวลาราชการ
เม่ือสน้ิ ปงบประมาณท่ีขา ราชการผนู ้นั มีอายุครบหกสิบปบริบูรณ
ความในวรรคหน่ึงมใิ หใชบ งั คบั แกข าราชการพลเรอื นในพระองค สมุหราชองครักษ
รองสมุหราชองครักษ ขาราชการการเมือง ขาราชการตุลาการซึ่งดํารงตําแหนงผูพิพากษาอาวุโส
และขา ราชการอัยการซึง่ ดาํ รงตําแหนงอยั การอาวุโส
การพนจากราชการของขาราชการพลเรือนในพระองค สมุหราชองครักษ และ รอง
สมุหราชองครักษ ใหเ ปน ไปตามพระราชอธั ยาศัย
การพนจากราชการของขาราชการตุลาการ ซ่ึงดํารงตําแหนงผูพิพากษาอาวุโสให
เปน ไปตามมาตรา ๑๙ ทวิ
การพนจากราชการของขาราชการอัยการ ซ่ึงดํารงตําแหนงอัยการอาวุโสใหเปนไป
ตามมาตรา ๑๙ ตรี
๑๔๑
(๑๓)มาตรา ๑๙ ทวิ ขาราชการตุลาการซึ่งดํารงตําแหนงผูพิพากษาอาวุโส ท่ีมีอายุครบหก
สิบหาปบริบูรณแลวเปนอันพนจากราชการเม่ือส้ินปงบประมาณท่ีขาราชการตุลาการผูน้ันมีอายุครบ
หกสิบหาปบริบูรณ เวนแตขาราชการตุลาการท่ีไดผานการประเมินแลววายังมีสมรรถภาพในการ
ปฏิบัติหนาท่ีก็ใหรับราชการตอไปไดจนถึงส้ินปงบประมาณที่ขาราชการตุลาการผูน้ันมีอายุครบ
เจ็ดสบิ ปบ ริบูรณ
หลักเกณฑและวิธีประเมินสมรรถภาพของขาราชการตุลาการตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไป
ตามระเบยี บที่คณะกรรมการตลุ าการกาํ หนดตามกฎหมายวา ดวยหลกั เกณฑการแตง ต้ังและการดํารง
ตาํ แหนง ผพู พิ ากษาอาวโุ ส
(๑๔)มาตรา ๑๙ ตรี ขา ราชการอัยการซง่ึ ดํารงตําแหนงอัยการอาวุโสท่ีมีอายุครบหกสิบหาป
บริบูรณแลวเปนอันพนจากราชการ เมื่อส้ินปงบประมาณที่ขาราชการอัยการผูนั้นมีอายุครบหกสิบ
หาปบริบูรณ เวนแตขาราชการอัยการที่ไดผานการประเมินแลววา ยังมีสมรรถภาพในการปฏิบัติ
หนาท่ี ก็ใหรับราชการตอไปไดจนถึงส้ินปงบประมาณท่ีขาราชการอัยการผูน้ันมีอายุครบเจ็ดสิบป
บรบิ รู ณ
หลักเกณฑและวิธีการประเมินสมรรถภาพของขาราชการอัยการตามวรรคหน่ึง ให
เปนไปตามระเบียบท่ีคณะกรรมการอัยการกําหนดตามกฎหมายวาดวยหลักเกณฑการแตงตั้งและ
การดํารงตาํ แหนง อยั การอาวโุ ส
มาตรา ๒๐ ใหคณะกรรมการขาราชการพลเรือนตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการ
พลเรือนเปนเจาหนา ทค่ี วบคุมเกษยี ณอายขุ องขาราชการ เวนแต
(๑) ขา ราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม ใหก ระทรวงกลาโหมเปนเจา หนาที่
(๒) ขา ราชการฝายตุลาการ ใหกระทรวงยุตธิ รรมเปน เจา หนาท่ี
(๓) ขาราชการครู ใหก ระทรวงศึกษาธิการเปนเจาหนาที่
(๑๔)มาตรา ๒๑ กอนสิ้นเดือนสุดทายของปงบประมาณทุกป ใหเจาหนาท่ีควบคุม
เกษียณอายุของขาราชการตามมาตรา ๒๐ ย่ืนบัญชีรายช่ือขาราชการผูมีสิทธิจะไดรับบําเหน็จบํานาญ
เนอื่ งจากการเกษียณอายุตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๑๙ ทวิ และมาตรา ๑๙ ตรี ในปงบประมาณถัดไปตอ
เจากระทรวงของผูนั้น และกระทรวงการคลัง เวนแตในกรณีของขาราชการตุลาการและขาราชการ
อัยการ ซึ่งจะพนจากราชการเม่ือส้ินปงบประมาณที่ขาราชการตุลาการหรือขาราชการอัยการผูน้ันมี
๑๔๒
อายุครบหกสิบปบริบูรณหรือหกสิบหาปบริบูรณแลวแตกรณี ใหย่ืนบัญชีรายชื่อกอนสิ้น
ปงบประมาณดังกลาวไมนอยกวาหกสิบวันในกรณีที่มีการตอเวลาราชการใหแกขาราชการผูใด ให
เจากระทรวงแจงไปใหเจาหนาที่ควบคุมเกษียณอายุทราบ และใหเจาหนาท่ีควบคุมเกษียณอายุแจง
ตอ ไปยงั กระทรวงการคลัง
มาตรา ๒๒ การตอเวลาราชการหน่ึงปในคราวแรกนั้น ใหนับตั้งแตวันอายุครบหก
สิบปบริบูรณ และถาจะตอเวลาราชการใหในปถัดไปอีก ใหสั่งตอเวลาราชการลวงหนาไมนอยกวา
หนึ่งเดือนกอนส้ินวันครบการตอเวลาราชการคร้ังสุดทาย ถามิไดมีการสั่งตอเวลาราชการภายใน
กาํ หนดดังกลาว ใหถอื วา ขาราชการผนู นั้ พนจากราชการถดั จากวันครบการตอเวลาราชการครั้งสุดทาย
นนั้
มาตรา ๒๓ การนับเวลาราชการสาํ หรบั คาํ นวณบําเหน็จบํานาญนนั้ ใหน บั แตวันรบั
ราชการรบั เงนิ เดอื นจากเงนิ งบประมาณประเภทเงินเดือน ซ่ึงไมใชอัตราขาราชการวิสามัญหรือลูกจาง
ครูประชาบาล สารวัตรศึกษา หรือขาราชการวิสามัญท่ีไดมีบทบัญญัติของกฎหมายใหยกฐานะหรือ
ใหเปลี่ยนฐานะเปนขาราชการท่ีมีสิทธิรับบําเหน็จบํานาญ ตามมาตรา ๗ ได และเม่ือไดมีการยกฐานะ
หรอื เปล่ียนฐานะเปน ขา ราชการที่มีสิทธิรับบําเหน็จบํานาญดังกลาวมาแลว ก็ใหนับเวลาระหวางที่เปน
ครูประชาบาล สารวัตรศึกษา หรือขา ราชการวสิ ามญั ทต่ี ดิ ตอกับวันที่ไดมีการยกฐานะหรือการเปลี่ยน
ฐานะนั้น เปนเวลาราชการสําหรับคาํ นวณบําเหนจ็ บํานาญไดดวย
ขาราชการซึ่งทํางานหรือรับราชการกอนอายุครบสิบแปดปบริบูรณ ใหเริ่มนับเวลา
ราชการสาํ หรับคาํ นวณบาํ เหน็จบาํ นาญตงั้ แตวนั ทมี่ อี ายคุ รบสิบแปดปบริบูรณเ ปน ตน ไป
ผูซ่ึงไดขึ้นทะเบียนทหารกองประจําการ ใหมีสิทธินับเวลาราชการไดต้ังแตวันข้ึน
ทะเบยี นกองประจําการตามกฎหมายวา ดว ยการรบั ราชการทหาร
(๕)มาตรา ๒๓ ทวิ การนับเวลาราชการสําหรับคํานวณ บําเหน็จบํานาญของขาราชการที่
โอนมาจากขา ราชการสว นจังหวดั หรอื ขาราชการท่โี อนมาจากพนกั งานเทศบาล ใหนับเวลาราชการ
สําหรับคํานวณ บําเหน็จบํานาญตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญขาราชการสวนทองถ่ินที่ใชอยู
ในวนั โอน เปนเวลาราชการสําหรับคาํ นวณบําเหน็จบาํ นาญดว ย
มาตรา ๒๔ ผูซึ่งกระทําหนาที่ตามท่ีกระทรวงกลาโหมกําหนด ในระหวางเวลาที่มี
การรบหรือสงคราม หรือมีการปราบปรามการจลาจล หรือในระหวางเวลาท่ีมีพระบรมราชโองการ
๑๔๓
ประกาศสถานการณฉุกเฉิน หรือในระหวางเวลาที่ส่ังใหเปนนักดําเรือดําน้ําใหนับเวลาราชการที่
ปฏิบตั ิการตามสงั่ เปน ทวีคณู แมวา ในระยะเวลาดงั กลา วนน้ั จะไมไดรับเงนิ เดอื นจากเงินงบประมาณ
ประเภทเงนิ เดือนก็ตาม
(๑๕)ในกรณที ี่มกี ารประกาศใชก ฎอยั การศึกในเขตพ้ืนท่ีใด ใหคณะรัฐมนตรีมีอํานาจพิจารณา
ใหขาราชการซึ่งประจําปฏิบัติหนาที่อยูในเขตท่ีไดมีประกาศใชกฎอัยการศึกนั้น ไดรับการนับเวลา
ราชการทป่ี ฏิบตั หิ นา ท่ีในระหวา งนัน้ เปน ทวคี ณู ไดตามหลกั เกณฑท่ีคณะรฐั มนตรีกําหนด หลักเกณฑ
ดังกลาวใหพ จิ ารณาความจาํ เปน ของสถานการณโ ดยคาํ นึงถึงความยากลาํ บาก และการเสี่ยงอันตราย
อยางแทจ ริงของขาราชการน้ัน
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง หรือกรณีท่ีคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหนับเวลาราชการเปน
ทวีคูณตามวรรคสองถาผูใดมีเวลาราชการซ่ึงอาจนับเปนทวีคูณในเวลาเดียวกันไดหลายประการ ก็
ใหนบั เวลาระหวางน้ันเปน ทวคี ณู แตประการเดยี ว
มาตรา ๒๕ เวลาปวยหรือลา หรือตองพักราชการ ซ่ึงไดรับอนุญาตใหรับเงินเดือนเต็ม
นั้น สาํ หรับการคาํ นวณบาํ เหนจ็ บํานาญใหนบั เหมือนเตม็ เวลาราชการ
เวลาปวยหรือลา หรือตองพักราชการ ซ่ึงไดรับอนุญาตใหรับเงินเดือนไมเต็มนั้น
สาํ หรบั การคาํ นวณบาํ เหนจ็ บาํ นาญใหน บั เวลาตามสวนแหงเงนิ เดอื นท่ไี ดรับ
เวลาปวยหรือลา หรือตองพักราชการ หรือมิไดอยูรับราชการ ซึ่งมิไดรับอนุญาตให
รับเงินเดือนไมนับเปนเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญ แตทั้งนี้มิไดหมายความถึงผูท่ี
มไิ ดอยูร ับราชการดวยเหตทุ ถ่ี กู ลงทณั ฑทางวินยั ตามกฎหมายวา ดวยวนิ ยั ทหารหรือตํารวจ
มาตรา ๒๖ ในระหวางที่ทหารกองหนุนไดรับเบ้ียหวัด ใหนับเวลาสําหรับคํานวณ
บาํ เหนจ็ บํานาญเสมอหนึง่ ในสข่ี องเวลาอยรู บั ราชการ
มาตรา ๒๗ ขา ราชการซงึ่ ทางราชการคดั เลือกหรือสอบคัดเลือกใหไปดูงาน หรือศึกษา
วิชาในตางประเทศ ใหนับเวลาสําหรับการคํานวณบําเหน็จบํานาญในระหวางนั้นเหมือนเต็มเวลา
ราชการ
มาตรา ๒๘ ขาราชการที่ไดรับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือน ซึ่งทาง
ราชการสั่งใหไปทําการใดๆ ตามหลักเกณฑที่กําหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ผูนั้นยังไมมีสิทธิรับ
๑๔๔
บําเหน็จบํานาญ และใหนับเวลาสําหรับการคํานวณบําเหน็จบํานาญในระหวางนั้นเหมือนเต็มเวลา
ราชการ
มาตรา ๒๙ เวลาราชการสําหรับคํานวณ บําเหน็จบํานาญใหนับแตจํานวนป เศษของ
ปถ าถึงครึง่ ปใหนบั เปน หนง่ึ ป
การนบั ระยะเวลาตามความในวรรคกอ น สาํ หรับเดือนหรือวัน ใหคํานวณตามวิธีการ
จายเงินเดือนและใหนับสิบสองเดือนเปนหนึ่งป สําหรับจํานวนวัน ถามีรวมกันหลายระยะ ใหนับ
สามสบิ วนั เปน หนง่ึ เดอื น
(๑๒)มาตรา ๓๐ ขาราชการซึ่งมิใชขาราชการการเมืองผูใดออกจากราชการไปแลว ถา
ภายหลังกลับเขารับราชการใหม ใหนับเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญตามบทบัญญัติแหง
กฎหมายวา ดว ยกองทุนบาํ เหนจ็ บํานาญขาราชการ
ขาราชการการเมืองผูใดซึ่งตองออก หรือพนจากตําแหนงโดยผลของรัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจักรไทยและยังมิไดรับบําเหน็จบํานาญสําหรับการรับราชการในตอนท่ีตองออกหรือ
พนจากตําแหนง ถาภายหลังกลับเขารับราชการใหมเปนขาราชการการเมือง ใหนับเวลาราชการ
สําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญกอนออกหรือพนจากตําแหนงตอเนื่องกับการรับราชการในตอน
หลัง
(๑๖)ขา ราชการการเมอื งผูซ ง่ึ ออกหรอื พนจากตาํ แหนง โดยไดรับ หรือมีสิทธิไดรับบํานาญ
ปกติจากการไดนับเวลาราชการท่ีเปนขาราชการการเมืองสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญหรือไดรับ
หรือมีสิทธิไดรับบํานาญตามมาตรา ๑๘ ถาภายหลังกลับเขารับราชการใหมเปนขาราชการการเมือง
และเลิกรับบํานาญในขณะที่กลับเขารับราชการใหม ใหนับเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จ
บํานาญกอนออกหรือพนจากตําแหนงตอเน่ืองกับการรับราชการในตอนหลัง หากผูน้ันประสงคจะ
รับบํานาญตอไปจะตองแจงความประสงคภายในสามสิบวันนับแตวันกลับเขารับราชการใหม โดยทํา
เปนหนังสือลงลายมือชื่อไวเปนหลักฐานย่ืนตอสวนราชการท่ีผูนั้นกลับเขารับราชการใหม เม่ือแจง
ความประสงคดังกลาวแลว ใหผูนั้นมีสิทธิรับบํานาญตอไปและจะนับเวลาราชการตอเน่ืองมิได ถา
พนกําหนดเวลาดังกลาวไมแจงความประสงค ใหถือวาขาราชการผูน้ันเลิกรับบํานาญเพ่ือขอรับเวลา
ราชการตอเน่ือง โดยใหสวนราชการท่ีผูนั้นกลับเขารับราชการใหมแจงไปยังสวนราชการท่ีผูน้ันรับ
บาํ นาญอยูเพอื่ งดจายบํานาญ
๑๔๕
ขาราชการซึ่งมิใชขาราชการการเมืองผูใดออกจากราชการ โดยไดรับหรือมีสิทธิไดรับ
บํานาญปกติหรือขาราชการสวนทองถิ่นผูใดออกจากราชการโดยไดรับ หรือมีสิทธิไดรับบํานาญ
ปกติตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญขาราชการสวนทองถิ่น ถาภายหลังผูน้ันกลับเขารับราชการ
ใหมเปนขาราชการการเมือง มิใหนับเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญกอนออกจาก
ราชการตอเน่ืองกับเวลารับราชการเปนขาราชการการเมืองในตอนหลัง แตใหนับเวลาราชการ
สําหรบั คาํ นวณบาํ เหนจ็ บาํ นาญเฉพาะเวลารับราชการเปนขาราชการการเมอื งในตอนหลังเทาน้ัน
ขาราชการซ่ึงมิใชขาราชการการเมืองผูใดหรือขาราชการสวนทองถิ่นผูใดออกจาก
ราชการไปแลวกลับเขารับราชการเปนขาราชการการเมือง และไดนับเวลาราชการสําหรับคํานวณ
บําเหน็จบํานาญกอนออกจากราชการตอเน่ืองกับเวลารับราชการเปนขาราชการการเมืองในตอน
หลังมากอนแลว ถาภายหลังผูน้ันกลับเขารับราชการเปนขาราชการการเมืองอีกมิใหนับเวลาราชการ
สําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญในครั้งกอนตอเน่ืองกับเวลารับราชการเปนขาราชการการเมืองใน
คร้ังหลัง แตใหนับเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญเฉพาะเวลารับราชการเปน
ขา ราชการการเมอื งในครง้ั หลงั
(๑๖)มาตรา ๓๐ ทวิ ยกเลกิ
หมวด ๓
วธิ คี ํานวณบําเหน็จบํานาญ
(๖)มาตรา ๓๑ ในการคํานวณบําเหนจ็ บาํ นาญนัน้ ใหต้งั เงินเดือนเดือนสุดทายเปนเกณฑ
คํานวณ แตถาเปนการคํานวณบําเหน็จบํานาญของขาราชการ ซ่ึงพนจากราชการเพราะเกษียณอายุ
ตามมาตรา ๑๙ เงินเดือนเดือนสุดทายใหหมายความรวมถึงเงินเดือนที่ไดเลื่อนในวันสุดทายของป
งบประมาณนัน้ ดว ย
การเล่ือนเงินเดือนในวันสุดทายของปงบประมาณนั้น ไมกอใหเกิดสิทธิรับเงินเดือน
ที่ไดเล่อื น แตเงินเดือนที่ไดเลอ่ื นนัน้ ใหถือเสมือนวา เปน เงนิ เดือนเดมิ
(๗)ขาราชการผใู ดเคยดํารงตาํ แหนง ในขณะเดียวกนั หลายตาํ แหนง แลวพนจากตําแหนง
ท่ีมีเงินเดือนสูงกอนพนจากราชการ ใหถือเงินเดือนเดือนสุดทายของตําแหนงท่ีมีเงินเดือนสูงจาก
เงินงบประมาณประเภทเงินเดือนท่ีเคยไดรับอยูนั้นเปนเงินเดือนเดือนสุดทายสําหรับตั้งเปนเกณฑ