๑๔๖
คํานวณ ในกรณีท่ีมีกฎหมายหรือขอบังคับปรับอัตราเงินเดือนของตําแหนงที่มีเงินเดือนสูงกอน
ขา ราชการผูน้ันพนจากราชการ ใหถือเงนิ เดือนของตําแหนงท่ีมีเงินเดือนสูงท่ีปรับตามกฎหมายหรือ
ขอ บังคบั นั้นแลว เปนเงินเดอื นเดอื นสดุ ทายสําหรบั ตัง้ เปนเกณฑคํานวณ
(๑๒)มาตรา ๓๒ วธิ คี าํ นวณบําเหน็จบํานาญ ใหกระทาํ ดงั นี้
(๑) สําหรับบําเหน็จ ใหต ัง้ เงินเดือนเดอื นสุดทา ยคณู ดว ยจํานวนปเวลาราชการ
(๒) สําหรับบํานาญ ใหตั้งเงินเดือนเดือนสุดทายหารดวยหาสิบคูณดวยจํานวน
ปเ วลาราชการ
มาตรา ๓๓ ภายใตบังคับมาตรา ๓๘ เมอื่ ไดแ จง การคํานวณบําเหน็จบํานาญปกติ ให
ผมู ีสิทธริ ับทราบลว งพนสองปแ ลว ใหถ อื วา การคํานวณนนั้ เปนอนั เด็ดขาด
มาตรา ๓๔ บํานาญปกติมีจํากัดจํานวนอยางสูงเดือนละหน่ึงพันบาท ทั้งน้ีไมกระทบ
กระเทอื นถงึ บาํ นาญตามเกณฑ ซ่ึงไดร ับอยูกอนวนั ใชพ ระราชบัญญัตินี้
ความในมาตรา ๓๔ นี้ ถูกยกเลิกไมใชโดยมาตรา ๖ แหง พ.ร.บ. บําเหน็จบํานาญ
ขา ราชการ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๔๙๙
หมวด ๔
ผรู บั บํานาญกลับเขา รบั ราชการใหม
(๑๒)มาตรา ๓๕ ยกเลกิ
(๑๒)มาตรา ๓๕ ทวิ ยกเลิก
ลักษณะ ๒
บําเหน็จบาํ นาญพิเศษ
มาตรา ๓๖ เม่ือขาราชการผูใดประสบเหตุด่ังที่บัญญัติไวในลักษณะนี้ ใหจายบําเหน็จ
หรอื บํานาญพิเศษ ใหสิทธิในบาํ เหนจ็ บํานาญพิเศษเปน สิทธเิ ฉพาะตวั จะโอนไมไ ด
มาตรา ๓๗ ขาราชการ พลทหารกองประจําการ หรือบุคคลท่ีทําหนาท่ีทหารตามท่ี
กระทรวงกลาโหมกําหนด ผูใดไดรับอันตรายจนพิการ เสียแขนหรือขา หูหนวกท้ังสองขาง ตาบอด
หรือไดรับการปวยเจ็บซึ่งแพทยท่ีทางราชการรับรองไดตรวจแลว และแสดงวาถึงทุพพลภาพไม
๑๔๗
สามารถจะรับราชการตอไปไดอีกเลย ทั้งนี้เพราะเหตุปฏิบัติราชการในหนาท่ีหรือถูกประทุษราย
เพราะเหตกุ ระทาํ การตามหนาทใ่ี หผูนน้ั ไดรบั บํานาญปกติกับท้ังไดร บั บํานาญพิเศษดว ย เวนแตการ
ไดร บั อันตราย ไดร บั การปวยเจ็บ หรือการถูกประทุษรายนั้นเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเลออยาง
รายแรง หรอื จากความผิดของตนเอง
มาตรา ๓๘ ขาราชการผูใดไดรับบําเหน็จหรือบํานาญไปแลวตามพระราชบัญญัตินี้
หรือพลทหารกองประจําการ หรือบุคคลท่ีทําหนาท่ีทหารตามท่ีกระทรวงกลาโหมกําหนด ผูใดซ่ึง
ไดออกจากราชการหรือพนจากหนาที่ทหารไปแลว ถาภายในกําหนดเวลาสามป นับแตวันออกจาก
ราชการหรือพนจากหนาท่ีทหาร ปรากฏหลักฐานชัดแจงวาผูน้ันเกิดปวยเจ็บถึงทุพพลภาพอันเปน
ผลเน่ืองมาจากการปฏิบัติหนาที่ราชการระหวางที่ผูนั้นรับราชการหรือทําหนาท่ีทหารอยู ก็ใหจาย
บํานาญตามมาตรา ๓๗ และถาถึงตายก็ใหจายบํานาญตามมาตรา ๔๑ ทั้งน้ีใหจายใหนับแตวันขอ
และในกรณที ่ไี ดรบั บาํ เหน็จไปแลว กใ็ หจ า ยเฉพาะบํานาญพเิ ศษแตอยางเดยี ว
มาตรา ๓๙ การคํานวณบํานาญพิเศษ ใหเจากระทรวงเปนผูกําหนดตามสมควรแก
เหตกุ ารณประกอบกับความพิการและทพุ พลภาพของผนู น้ั ตามอตั ราดังตอ ไปนี้
(๑) ในยามปกติ มีอัตราต้ังแตหาในหาสิบสวน จนถึงยี่สิบในหาสิบสวนแหง
เงนิ เดอื นเดอื นสดุ ทาย
(๒) ผูมีหนาที่ตองไปราชการหรือปฏิบัติราชการโดยอากาศยานในอากาศ หรือ
ตองไปราชการหรือปฏิบัติราชการโดยเรือดํานํ้า หรือมีหนาท่ีตองทําการดําน้ําหรือมีหนาท่ีทําการ
กวาดทุนระเบิด หรือมีหนาท่ีขุด ทําลาย ทําหรือประกอบวัตถุระเบิด หรือมีหนาที่เก่ียวกับไอพิษ ถา
ไดรบั อันตรายดว ยหนาท่ีที่กระทํานน้ั ใหมีอตั ราเปน จํานวนกึ่งเงินเดอื นเดอื นสดุ ทา ย
(๓) เวลาทําหนาท่ีตามท่ีกระทรวงกลาโหมกําหนด ในระหวางเวลาที่มีการรบ
หรือการสงครามหรือมีการปราบปรามการจลาจล หรือในระหวางเวลาที่มีพระบรมราชโองการ
ประกาศสถานการณฉุกเฉินถา ไดรบั อนั ตรายดวยหนาที่ท่ีกระทําน้ัน ใหมีอัตราตั้งแตสามสิบในหาสิบ
สวนจนถึงสามสิบหาในหาสิบสวนของเงินเดือนเดือนสุดทาย ในกรณีท่ีไมมีเงินเดือน ใหถืออัตรา
เงนิ เดือนทหารตามที่กระทรวงกลาโหมกาํ หนดเปน เงนิ เดือนเดอื นสดุ ทาย
๑๔๘
มาตรา ๔๐ ผูไดรับอันตรายถึงทุพพลภาพดั่งกลาวในมาตรา ๓๗ แมจะยังไมมีสิทธิ
รับบํานาญปกติก็ใหไดรับบํานาญปกติได คิดตามอัตราท่ีบัญญัติไวในมาตรา ๓๒ บวกกับบํานาญ
พิเศษดว ย
(๓)มาตรา ๔๑ ผูไดรับอันตรายดั่งกลาวในมาตรา ๓๗ ถาถึงแกความตายเพราะเหตุนั้นกอน
ไดรับบํานาญพิเศษไป นอกจากบําเหน็จตกทอดซึ่งจะไดรับตามท่ีบัญญัติไวในลักษณะ ๓ ก็ใหจาย
บํานาญพิเศษใหแกทายาทผูมีสิทธิตามเกณฑดังท่ีบัญญัติไวในมาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๕ อีกดวย
ดงั น้ี
(๑) ในยามปกตเิ ปนจํานวนก่ึงเงนิ เดือนเดือนสดุ ทา ยของผตู าย
(๒) ผูมีหนาท่ีตองไปราชการหรือปฏิบัติราชการโดยอากาศยานในอากาศ หรือมี
หนาที่ตองทําการโดดรม หรือตองไปราชการหรือปฏิบัติราชการโดยเรือดํานํ้า หรือมีหนาท่ีตองทํา
การดํานํ้า หรือมีหนาที่ทําการกวาดทุนระเบิด หรือมีหนาท่ีขุด ทําลาย ทําหรือประกอบวัตถุระเบิด
หรือมีหนาท่ีเกี่ยวกับไอพิษหรือเวลาทําหนาท่ีตามท่ีกระทรวงกลาโหมกําหนด ในระหวางเวลาที่มี
การรบหรือการสงคราม หรือมีการปราบปรามการจลาจล หรือในระหวางเวลาที่มีการประกาศใช
กฎอัยการศึก หรือประกาศสถานการณฉุกเฉิน ถาไดรับอันตรายดวยหนาที่ที่กระทําน้ัน ใหมีอัตรา
เปน จํานวนสส่ี บิ ในหาสิบสว นแหง เงินเดอื นเดอื นสดุ ทา ยของผูตาย
มาตรา ๔๒ ขาราชการผูใดไดรับการปวยเจ็บจนทุพพลภาพดง่ั กลาวในมาตรา ๓๗
เพราะเหตุ
(๑) ตอ งไปปฏิบัตริ าชการเปน ครั้งคราวนอกตําบลทีต่ ้ังสํานกั งานประจําหรือ
(๒) ตองประจําปฏิบัติราชการในทองที่กันดารที่จะตองเส่ียงตอโรคภัยไขเจ็บ
ซึง่ ทอ งที่นัน้ ไดก ําหนดไวโ ดยพระราชกฤษฎีกา
ถาปรากฏวา ความปวยเจ็บทุพพลภาพนั้นไดเกิดเน่ืองจากการตองไปปฏิบัติราชการ
หรือตองประจําปฏิบัติราชการน้ัน ก็ใหจายบํานาญตามมาตรา ๓๗ และถาถึงตายก็ใหจายบํานาญ
พิเศษตามมาตรา ๔๑ (๑)
มาตรา ๔๓ ขาราชการ พลทหารกองประจําการ หรือบุคคลที่ทําหนาที่ทหารตามที่
กระทรวงกลาโหมกําหนด ผูใ ดสูญหายไปและมีเหตุอันควรเชื่อไดวาผูนั้นไดรับอันตรายดั่งกลาวใน
มาตรา ๓๗ ถึงตาย เม่ือพนกําหนดสองเดือนนับแตวันสูญหาย ใหสันนิษฐานไวกอนเพื่อประโยชน
๑๔๙
แหงพระราชบญั ญัตนิ ้วี า ผูน ัน้ ถงึ แกความตายในวันทีส่ ญู หาย และใหจายบํานาญพิเศษตามบทบัญญัติใน
มาตรา ๔๑
ถาปรากฏในภายหลังวา ผูทีต่ อ งสนั นิษฐานวาตายตามความในวรรคกอนมิไดต าย ก็
ใหง ดจา ยบํานาญพิเศษนั้น และถาเจากระทรวงจะตองจายเงนิ ใหใ นระหวางเวลาท่ีตอ งสันนษิ ฐาน
วา ถงึ แกค วามตายกใ็ หหกั จาํ นวนเงินทง้ั หมดท่จี า ยไปแลว ออกจากจํานวนเงินท่ตี อ งจายนัน้
(๑๐)มาตรา ๔๔ บาํ นาญพิเศษทีบ่ ญั ญัติในลักษณะนี้ ใหจ า ยแกทายาทผมู สี ิทธติ ามเกณฑ
ดังน้ี
(๑) บตุ ร ใหไ ดรบั สองสว น ถา ผตู ายมีบุตรตงั้ แตสามคนขึ้นไปใหไดรับสามสว น
(๒) สามหี รือภรรยา ใหไดรบั หนงึ่ สว น
(๓) บิดามารดา หรอื บิดา หรือมารดา ท่มี ีชีวติ อยใู หไดรบั หนึง่ สว น
ถาผูตายไมมีทายาทผูมีสิทธิไดรับบํานาญพิเศษในอนุมาตราใดดังกลาว หรือทายาท
น้ันไดตายไปกอน ใหแบงบํานาญพิเศษนั้นระหวางทายาทผูมีสิทธิ ตามสวนในอนุมาตราที่มีทายาท
ผูมีสทิ ธไิ ดบาํ นาญพิเศษ
ถาไดมีการจายบํานาญพิเศษไปแลว หากปรากฏวามีบุตรซึ่งไดมีคําพิพากษาของศาล
วาเปนบุตรชอบดวยกฎหมายของผูตาย ซ่ึงไดมีการฟองคดีขอใหรับเด็กเปนบุตรกอนหรือภายใน
หนึ่งป นับแตวันที่บิดาตายหรือนับแตวันท่ีไดรูหรือควรไดรูถึงความตายของบิดาเพ่ิมข้ึน ใหแบง
บํานาญพิเศษนั้นใหมระหวางทายาทผูมีสิทธิโดยถือวาบุตรชอบดวยกฎหมายตามคําพิพากษาน้ัน
เปนทายาทผูมีสิทธิต้ังแตวันตายของเจาบํานาญ กรณีเชนน้ี ใหกระทรวงการคลังหักเอาจากทายาท
ซ่ึงรบั บํานาญพิเศษไปกอนแลวคนื ตามระเบียบทก่ี ระทรวงการคลังกําหนด
กรณีท่ีไมสามารถหักเงินบํานาญพิเศษที่จายใหทายาท ซึ่งรับเกินไปในสวนของตน
ตามวรรคสามคืนได กระทรวงการคลังไมตองรับผิดชอบจายเงินบํานาญพิเศษใหแกบุตร ซึ่งไดมีคํา
พิพากษาของศาลวาเปนบุตรชอบดวยกฎหมายยอนหลังไปถึงวันเกิดสิทธิรับบํานาญพิเศษแตอยาง
ใด
ถาไมมีทายาทผูมีสิทธิไดรับบํานาญพิเศษดังกลาวทั้ง ๓ อนุมาตรา ใหบุคคลซึ่งเจา
กระทรวงพิจารณาเห็นวา มีหลักฐานแสดงไดวาเปนผูอุปการะผูตายอยูหรือเปนผูอยูในความอุปการะ
ของผูตาย เปนผูรับบํานาญพิเศษตามสวนท่ีเจากระทรวงจะไดกําหนดให และเม่ือไดจายบํานาญ
๑๕๐
พิเศษใหแกผูอุปการะหรือผูอยูในความอุปการะของผูตายแลว หากปรากฏภายหลังวามีบุตรซ่ึงไดมี
คําพพิ ากษาของศาลวา เปนบตุ รชอบดวยกฎหมายของผตู าย ซึง่ ไดมีการฟองคดีขอใหร ับเด็กเปนบุตร
กอ นหรอื ภายในหนึ่งปน บั แตว นั ทบี่ ิดาตายหรือนบั แตว นั ที่ไดรูหรือควรไดรูถึงความตายของบิดาให
สั่งจายบํานาญพิเศษใหแกบุตร ซ่ึงศาลพิพากษาวาเปนบุตรชอบดวยกฎหมายดังกลาวกรณีเชนนี้ถา
ไมสามารถเรียกเงินบํานาญพิเศษที่จายใหผูอุปการะ หรือผูอยูในความอุปการะของผูตายรับไปแลว
คืนได ใหน าํ ความในวรรคสามและวรรคสม่ี าใชบ ังคบั โดยอนุโลม
เม่ือบุคคลซึ่งไดรับบํานาญพิเศษอยูตามท่ีกลาวขางตนตายหรือหมดสิทธิไป ใหสวน
ทผ่ี ูนั้นไดรับอยเู ปนอนั ยุตลิ งเพียงนนั้
มาตรา ๔๕ บํานาญพิเศษท่ีบัญญัติไวในมาตรา ๔๔ ใหจายโดยกําหนดเวลาและเง่ือนไข
ดงั นี้
(๑) บุตร ใหมีสิทธิไดรับจนอายุครบย่ีสิบปบริบูรณ เวนแตเมื่ออายุครบย่ีสิบป
บริบูรณนั้น กําลังศึกษาอยูในชั้นเตรียมอุดมศึกษา หรือในช้ันอุดมศึกษาหรือช้ันการศึกษาที่ทางราชการ
รับรองใหเทียบเทา ก็ใหไดรับตอไปตลอดเวลาที่ยังทําการศึกษาอยูในสถานศึกษา แตไมเกินอายุย่ีสิบหา
ปบ รบิ รู ณ
(๒) สามหี รอื ภริยาใหไ ดรับตลอดชวี ติ เวนแตทําการสมรสใหม
(๓) บดิ ามารดา ใหไ ดร บั ตลอดชวี ิต
(๔) บุคคลอื่นนอกจากท่ีไดกลาวใน (๑) (๒) และ (๓) ถาอายุยังไมถึงย่ีสิบป
บรบิ ูรณใหอ นุโลมรบั อยา งบุตรแลว แตกรณี ถาไมเขาลักษณะดัง่ กลา วแลว ใหรบั อยูเพยี งสบิ ป
ถาผูมีสิทธิไดรับบํานาญพิเศษเปนผูพิการถึงทุพพลภาพอยูกอนแลว หรือในระหวาง
ท่ีมีสทิ ธิไดร บั บาํ นาญพเิ ศษก็ใหผูน้นั ไดรบั บํานาญพเิ ศษตลอดเวลาทท่ี พุ พลภาพอยู
(๓)มาตรา ๔๖ บํานาญพิเศษรายใด มีจํานวนยอดรวมไมถึงเดือนละสามรอยบาท บรรดา
ผูมีสิทธิจะไดรับ จะย่ืนคําขอเปล่ียนเปนรับบําเหน็จพิเศษแทนได เปนจํานวนเทากับบํานาญพิเศษ
หกสบิ เดือนแตตองไมนอยกวา สามพนั บาท
มาตรา ๔๗ การขอบํานาญพิเศษ ตองแสดงรายงานแพทยที่ทางราชการรับรอง กับ
รายงานแสดงเหตุท่ตี องรบั อันตราย ไดร ับการปวยเจบ็ หรือถูกประทุษรา ยนั้นดวย
๑๕๑
ในกรณีด่ังบัญญัติไวในมาตรา๔๓ ใหแสดงถึงเหตุการณอันทําใหควรเช่ือไดวาผูนั้น
ไดรบั อนั ตรายถงึ ตาย
ลักษณะ ๓
บาํ เหนจ็ ตกทอด
(๑๒)มาตรา ๔๘ ขา ราชการผใู ดตายในระหวางรบั ราชการอยู หรอื ทหารกองหนุนมีเบยี้ หวดั
ตาย ถาความตายนั้นมิไดเกิดข้ึนเน่ืองจากการประพฤติช่ัวอยางรายแรงของตนเอง ใหจายเงินเปน
บาํ เหนจ็ ตกทอด เปน จํานวนตามเกณฑค ํานวณในมาตรา ๓๒ (๑) ใหแ กท ายาทผมู ีสทิ ธติ ามเกณฑด งั น้ี
(๑) บุตรใหไ ดรบั สองสวน ถาผูตายมีบุตรตัง้ แตสามคนขึน้ ไปใหไดร บั สามสว น
(๒) สามีหรอื ภริยาใหไดรับหนึง่ สวน
(๓) บดิ ามารดา หรือบิดา หรือมารดาทม่ี ชี วี ิตอยใู หไ ดร ับหนงึ่ สว น
ในกรณีท่ีไมมีทายาทในอนุมาตราใด หรือทายาทน้ันไดตายไปเสียกอนใหแบงเงิน
ดังกลา วระหวา งทายาทผมู ีสทิ ธใิ นอนุมาตราทม่ี ที ายาทผูม ีสิทธิไดร บั
ในกรณีท่ีไมมีทายาทท้ังสามอนุมาตราดังกลาว ใหจายแกบุคคลซ่ึงผูตายไดแสดงเจตนา
ไวต อ สวนราชการเจา สังกดั ตามแบบและวธิ ีการท่ีกระทรวงการคลังกาํ หนด
ในกรณีที่ไมมีทายาทและบุคคลซึ่งผูตายไดแสดงเจตนาไวตามวรรคสาม หรือบุคคล
นน้ั ไดต ายไปกอน ใหสทิ ธิในบาํ เหน็จตกทอดน้ันเปน อนั ยุติลง
ในกรณีท่ีไดมีการจายบําเหน็จตกทอดไปแลว หากปรากฏวามีบุตรซึ่งไดมีคําพิพากษา
ของศาลวาเปนบุตรชอบดวยกฎหมายของผูตาย ซ่ึงไดมีการฟองคดีขอใหรับเด็กเปนบุตรกอนหรือ
ภายในหนึ่งปนับแตวันที่บิดาตายหรือนับแตวันที่ไดรู หรือควรไดรูถึงความตายของบิดาเพิ่มข้ึน ให
แบงบําเหน็จตกทอดน้ันใหมระหวางทายาทผูมีสิทธิโดยถือวาบุตรชอบดวยกฎหมายตามคําพิพากษา
น้ันเปนทายาทผูมีสิทธิต้ังแตวันตายของเจาบํานาญ ในกรณีเชนน้ี ใหกระทรวงการคลังเรียกคืนบําเหน็จ
ตกทอดจากทายาท ซงึ่ รบั บําเหนจ็ ตกทอดไปกอ นแลวตามระเบียบท่กี ระทรวงการคลังกาํ หนด
ในกรณีท่ีไมสามารถเรียกคืนบําเหน็จตกทอดที่จายใหรับเกินไป ในสวนของตนตาม
วรรคหา ได กระทรวงการคลังไมตองรับผิดชอบจายเงินบําเหน็จตกทอดใหแกบุตรซึ่งไดมีคําพิพากษา
ของศาลวาเปน บตุ รชอบดวยกฎหมายยอ นหลังไปถงึ วันเกดิ สทิ ธริ ับบําเหน็จตกทอดแตอ ยา งใด
๑๕๒
(๑๒)มาตรา ๔๙ ภายใตบังคับมาตรา ๓๘ ผูไดรับบํานาญปกติอยูหรือผูมีสิทธิจะไดรับบํานาญ
ปกติหรือผไู ดรับบํานาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพตาย ใหจายเงินเปนบําเหน็จตกทอดใหแกบุคคล
ดังที่บัญญัติไวในมาตรา ๔๘ เปนจํานวนสามสิบเทาของบํานาญรายเดือนที่ไดรับหรือมีสิทธิไดรับ
นน้ั และใหจายตามสว นและหลักเกณฑท่ีกาํ หนด
มาตรา ๕๐ การคํานวณเงินบําเหน็จตกทอดตามความในลักษณะน้ี รายใดไดผลเปน
ยอดเงินบําเหน็จตกทอดไมถ งึ สามพันบาท กใ็ หจ ายเปนเงนิ บําเหน็จตกทอดสามพันบาท
ลักษณะ ๔
การพิจารณาสง่ั จายบําเหน็จบํานาญ
(๑๐) มาตรา ๕๑ เมื่อกระทรวง ทบวง กรม หรือสวนราชการเจาสังกัดซ่ึงมีฐานะไมต่ํากวา
กรมหรือจังหวัดแลวแตกรณี ไดรับเร่ืองขอรับบําเหน็จหรือบํานาญแลว ใหรีบตรวจสอบและนําสง
ใหถ ึงกระทรวงการคลงั ภายในสามสบิ วนั นบั แตว ันรับ และใหก ระทรวงการคลังรีบพิจารณาสั่งภายใน
ย่ีสิบเอ็ดวันนับแตวันรับ ท้ังน้ีเวนแตความลาชาเปนเพราะความผิดของผูขอหรือสวนราชการเจา
สงั กดั แลวแตก รณี
การขอใหส่ังจายและการสั่งจายบําเหน็จ หรือบํานาญ ใหเปนไปตามระเบียบท่ี
กระทรวงการคลังกาํ หนด
ลักษณะ ๕
การเสียสิทธริ ับบํานาญ
มาตรา ๕๒ ผใู ดไดรับบํานาญปกติหรือบาํ นาญตกทอดอยู ถา
(๑) กระทําความผิดถึงตองโทษจําคุก โดยคําพิพากษาโทษจําคุก เวนแตความผิด
ในลักษณะฐานลหุโทษ หรอื ความผิดอนั ไดกระทําโดยประมาท
(๒) เปน บุคคลลมละลายทจุ รติ ตามกฎหมายวาดว ยลมละลาย
ผูน้ันหมดสทิ ธิรับบํานาญปกติ หรือบํานาญตกทอดตง้ั แตว ันมคี าํ พิพากษาถงึ ทส่ี ุด
(๑๕)มาตรา ๕๓ ขา ราชการซ่ึงมิใชขา ราชการตลุ าการตามกฎหมาย วาดวยระเบียบขาราชการ
ฝา ยตลุ าการ หรอื ขา ราชการอัยการตามกฎหมาย วา ดวยระเบียบขาราชการฝา ยอัยการผูใดมีกรณีหรือ
๑๕๓
ตองหาวา กระทําผิดวินัยอยางรายแรงถึงแกความตายกอนไดรับการวินิจฉัยในเร่ืองที่กระทําผิดวินัย
น้ันใหก ระทรวงเจา สังกดั พจิ ารณาวินิจฉัยวา ถาผูนั้นไมถึงแกความตายเสียกอนจะตองไดรับโทษถึง
ไลออกหรือไม ถาเห็นวาผูนั้นจะตองถูกลงโทษถึงไลออก ทายาทไมมีสิทธิไดรับบําเหน็จตกทอด
ตามมาตรา ๔๘
ในกรณีที่ขาราชการตุลาการตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการฝายตุลาการ หรือ
ขา ราชการอัยการตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการฝายอัยการผูใดมีกรณี หรือตองหาวากระทํา
ผิดวินัยอยางรายแรงถึงแกความตายกอนไดรับการวินิจฉัยในเรื่องที่กระทําผิดวินัยนั้น ใหกระทรวง
เจาสังกดั พิจารณาวนิ จิ ฉยั วาถาผนู น้ั ไมถึงแกความตายเสียกอ นจะตองไดรับโทษถึงไลออก หรือปลด
ออกหรอื ไม ถากระทรวงเจาสงั กดั เหน็ วาผูนน้ั จะตอ งถกู ลงโทษถงึ ไลออกหรือปลดออก ทายาทไมมี
สิทธไิ ดรับบําเหน็จตกทอดตามมาตรา ๔๘
มาตรา ๕๔ ผูซึ่งไดรับบํานาญปกติหรือมีสิทธิไดรับบํานาญปกติ หรือไดรับบํานาญ
พเิ ศษเพราะเหตทุ ุพพลภาพ หรือทหารกองหนุนมีเบ้ียหวัดผูใดกระทําความผิดอาญา ซึ่งไมใชความผิด
ในลักษณะลหุโทษ หรือความผิดอันไดกระทําโดยประมาท หรือถูกฟองวาเปนบุคคลลมละลายทุจริต
ถาถงึ แกความตายกอนคดีหรือกอ นคดีถงึ ท่ีสดุ ใหกระทรวงเจา สังกัดที่ผูนั้นเคยสังกัดอยูพิจารณาวินิจฉัย
วา ผูน้ันไดกระทําความผิดจริงหรือไม ถาเห็นวาผูนั้นไดกระทําความผิดซ่ึงกฎหมายกําหนดโทษ
จาํ คุกอยา งสงู ไวเ กินกวา หนึง่ ปแ ลว ทายาทไมมสี ทิ ธิไดรบั บํานาญตามมาตรา ๔๙
มาตรา ๕๕ ทายาทดังตอไปน้ี ไมมีสิทธิท่ีจะไดรับบํานาญตามมาตรา ๔๑ มาตรา
๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙
(๑) ผตู องคาํ พพิ ากษาถงึ ทีส่ ดุ วา ไดเจตนากระทําหรือพยายามกระทําใหเจาบํานาญ
หรือผูทจ่ี ะกอ ใหเ กิดสิทธิรับบํานาญแกต นถึงตายโดยมิชอบดว ยกฎหมาย
(๒) ทายาทตามมาตรา ๔๔ ตองคําพิพากษาถึงท่ีสุดวา ไดเจตนากระทําหรือ
พยายามกระทําใหท ายาทดว ยกนั ถึงตายโดยมชิ อบดวยกฎหมาย
(๓) ผูที่ไดฟองเจาบํานาญหรือผูท่ีจะกอใหเกิดสิทธิรับบํานาญแกตนหาวาทํา
ความผิดโทษประหารชวี ติ และตนเองกลบั ตองคําพพิ ากษาถงึ ทีส่ ดุ วา มคี วามผิดฐานฟองเท็จหรือทํา
พยานเท็จ
๑๕๔
ลักษณะ ๖
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๕๖ ขาราชการผูใดลาออกไปดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทน หรือสภา
ผูแ ทนราษฎรแลวแตกรณี กอนวันใชพระราชบัญญัติน้ี ถาภายหลังกลับเขารับราชการใหม ก็ใหนับ
เวลาระหวางท่ีดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทน หรือสภาผูแทนราษฎรในการคํานวณบําเหน็จบํานาญ
ตามกฎหมายท่ีใชอ ยกู อนวนั ใชพ ระราชบญั ญตั ินี้
มาตรา ๕๗ ผูซ่ึงไปหรือผูซึ่งทางราชการส่ังอนุญาตใหไปศึกษาวิชาในตางประเทศ
กอนวันใชพระราชบัญญัติน้ี เมื่อเขารับราชการใหมีสิทธินับเวลาระหวางไปศึกษาวิชาในตางประเทศ
เปนเวลาราชการสําหรับคํานวณบําเหน็จบํานาญตามเกณฑในกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญท่ีใช
อยูกอ นวนั ใชพ ระราชบญั ญัตนิ ้ี
มาตรา ๕๘ ขาราชการผูใดกลับเขารับราชการกอนวันใชพระราชบัญญัตินี้ และตาม
กฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญท่ีใชอยูในขณะท่ีกลับเขารับราชการน้ัน อาจใหนับเวลาราชการหลาย
ตอนตอ กนั ได ก็ใหผ นู นั้ มีสิทธิไดน ับเวลาราชการตอนกอนกับตอนหลงั ตอกันได
ผรู บั สนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พบิ ูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
๑๕๕
ราชกิจจานุเบกษา ฉบบั พเิ ศษ เลม ๖๘ ตอนที่ ๒๔ วันท่ี ๑๑ เมษายน ๒๔๙๔
(๑) แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ.๒๔๙๔ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๖๘ ตอนท่ี ๘๐
วันท่ี ๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๔
(๒) แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๔) พ.ศ.๒๔๙๙ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๗๓ ตอนที่ ๗๗
วนั ท่ี ๒๗ กันยายน ๒๔๙๙
(๓) แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๐๒ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๗๖ ตอนที่ ๑๐๑
วนั ท่ี ๓๐ ตุลาคม ๒๕๐๒
(๔) แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๕๐๔ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๗๘ ตอนท่ี ๙๖
วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๔
(๕) แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๕๑๒ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๘๖ ตอนที่ ๑๙
วันท่ี ๖ มีนาคม ๒๕๑๒
(๖) แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๑๖ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๙๐ ตอนท่ี ๑๒๐
วันที่ ๒๕ กนั ยายน ๒๕๑๖
(๗) แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ.๒๕๑๗ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๙๑ ตอนที่ ๑๑๒
วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๑๗
(๘) แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๕๒๐ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๙๔ ตอนที่ ๑๗
วนั ที่ ๙ มนี าคม ๒๕๒๐
(๙) แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๓ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๙๗ ตอนท่ี ๑๔๖
วนั ที่ ๒๑ กนั ยายน ๒๕๒๓
(๑๐) แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๑๔) พ.ศ.๒๕๒๖ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๑๐๐ ตอนท่ี
๑๗๐ วันที่ ๒๔ ตลุ าคม ๒๕๒๖
(๑๑) แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๕) พ.ศ.๒๕๓๐ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๑๐๔ ตอนที่
๑๑๙ วนั ท่ี ๒๔ มถิ นุ ายน ๒๕๓๐
(๑๒) แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๙ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๑๑๓ ตอนท่ี
๔๒ ก วนั ที่ ๒๗ กนั ยายน ๒๕๓๙
๑๕๖
(๑๓) แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ.๒๕๔๒ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๑๑๖ ตอนท่ี
๗๒ ก วนั ที่ ๒๐ สงิ หาคม ๒๕๔๒
(๑๔) แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๑๘) พ.ศ.๒๕๔๓ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๑๑๗ ตอนที่
๑๑ ก วันท่ี ๒๕ กมุ ภาพนั ธ ๒๕๔๓
(๑๕) แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ.๒๕๔๓ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๑๑๗ ตอนที่
๒๙ ก วนั ท่ี ๑ เมษายน ๒๕๔๓
(๑๖) แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๒๐) พ.ศ.๒๕๔๓ ราชกิจจานุเบกษาเลม ๑๑๗ ตอนท่ี
๙๒ ก วนั ที่ ๑๑ ตลุ าคม ๒๕๔๓
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานพครณะระกาชรรบมัญกญารตักิฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ยศทหาร
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎพีกทุ าธศกั ราช ๒๔ส๗ํา๙นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั อานันทมหดิ ล
สาํ นกั งานคณะกรรมกคารณกะฤผษู้สฎาํีกเาร็จราชการแทสนํานพกัรงะาอนงคคณ์ ะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า ล(งตวาันมทสปําี่ รน๒ะกั๐กงาาสนศงิ คปหณราะะคกธมรารนพมสุทกภธาารศกผักฤู้แรษทาฎชนกี ร๒าา๔ษ๗ฎ๘ร ) สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎเีกจา้าพระยายมรสาชํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
พล.อ. เจ้าพระยาพชิ เยนทร โยธิน
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า ตราไว้ ณสําวนันักทงาี่ ๓นค๑ณตะลุการรคมมกพารุทกธฤศษกัฎรีกาาช ๒๔๗๙ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
เปน็ ปีที่ ๓ ในรชั กาลปจั จุบนั
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
โดยทส่ี ภาผู้แทนราษฎรลงมติวา่ สมควรมีพระราชบญั ญตั ยิ ศทหารข้ึนโดยเฉพาะ
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภาผู้แทนราษสฎํานรักดงังาตนอ่คไณปะนกี้รรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช
๒๔๗๙” สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษมฎาตกี ารา ๒๑ ให้ใช้พสํารนะักรงาาชนบคัญณญะกัตรนิ รมต้ี กั้งแารตกว่ ฤนั ษปฎรกี ะากาศในราชกิจสจําานนักเุงบานกคษณาเะปกน็รรตม้นกไาปรกฤษฎีกา
สาํ นมักางาตนรคาณ๓ะกรตรมั้งแกาตร่วกันฤใษชฎ้พีกราะราชบัญญัตสิํนานี้ ักใหงา้ยนกคเณละิกกบรรรมรกดาารบกทฤษกฎฎีกหามาย กฎ และ
ข้อบังคับอน่ื ๆ ในส่วนทมี่ ีบัญญตั ิไวแ้ ล้วในพระราชบัญญัติน้ี หรือซึ่งขัดแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัติ
สาํ นกั งานนค้ี ณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานมกั างตานรคาณ๔ะ๒กรยรมศกทาหรการฤมษตีฎาีกมาลําดับดงั น้ี สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๑. สัญญาบัตร
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลาํ ดับยศและเทียบยศ สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ทหารบก ทหารเรอื ทหารอากาศ
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษ๑ฎรีกาชากิจจานุเบกษาสเําลนม่ ัก๕งา๓น/ค-/ณหนะก้าร๕ร๓ม๑กา/ร๘กพฤฤษศฎจกี กิ าายน ๒๔๗๙ สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๒ มาตรา ๔ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญตั ยิ ศทหาร (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๔๙๔
- ๒ - สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ
สํานักพงลานเอคกณะกรรมการกฤษฎีกา พลเสรําอื นเกัองกานคณะกรรมการกฤษฎกี า พลอากาศเอสกํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พลโท พลเรอื โท พลอากาศโท
พลตรี สาํ นักงานคณะกรรมพกลารเรกือฤตษรฎี กี า สํานกั งานคพณละอการกรมาศกาตรรกี ฤษฎกี า
พลจัตวา พลเรอื จัตวา พลอากาศจตั วา
สํานกั พงันานเอคกณะกรรมการกฤษฎกี า นาวสาําเนอักกงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นาวาอากาศสเาํอนกักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พนั โท สํานักงานคณะกรรมนนกาาาววราากตโฤทรษี ฎกี า สํานักงานคนนณาาะววกาารออราามกกกาาาศศรกโตทฤรษี ฎกี า
พันตรี
สํานกั รง้อายนเคอณกะกรรมการกฤษฎีกา เรือสเอํานกักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรอื อากาศเอสกาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ร้อยโท เรือโท เรอื อากาศโท
ร้อยตรี สํานักงานคณะกรรมเกรือารตกรฤี ษฎกี า สํานกั งานคเณรอื ะอกรารกมากศาตรรกีฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งา๒น.คปณระะกทรวรมนการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกลฤาํ ษดฎบั กี ยาศและเทียบยสศํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรทมหกาารรบกฤกษฎกี า สํานกั งานทคหณาะรกเรรอืรมการกฤษฎีกา ทหสาํารนอักางากนาคศณะกรรมการกฤษฎกี า
นายดาบ สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
จ่าสิบเอก พันจา่ เอก พันจา่ อากาศเอก
สาํ นกั จง่าาสนิบคณโทะกรรมการกฤษฎกี า พนั จสํา่านโทักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า พันจา่ อากาศสโําทนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
จา่ สบิ ตรี พันจ่าตรี พนั จา่ อากาศตรี
สบิ เอก สํานกั งานคณะกรรมจก่าาเรอกกฤษฎกี า สํานกั งานคจณ่าะอการกรามศกเาอรกกฤษฎีกา
สาํ นกั สงิบานโทคณะกรรมการกฤษฎีกา จ่าโสทํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา จา่ อากาศโทสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สิบตรี จ่าตรี จ่าอากาศตรี
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๕๓ ผู้ใดจะเป็นทหารสัญญาบัตรยศชั้นใดได้นั้น จะได้ทรงพระกรุณา
สํานักโงปานรดคณเกะลก้ารรฯมกแาตร่งกตฤั้งษขฎ้ึนกี าเว้นแต่ผู้ท่ีมียสศําเนปัก็นงาทนหคาณระสกัญรรญมากบารัตกรฤอษยฎู่แกี ลา้วรับราชการสปํารนะักจงําาในนคสณังะกกัดรรใหมกมา่ รกฤษฎีกา
กองทัพใด หากยศไม่ตรงกบั สงั กัดกองทัพน้ัน ก็ให้มียศตามกองทัพที่สังกัดใหม่ในช้ันเดียวกับยศเดิมได้
ตั้งแต่วันท่ีมีคาํ สัง่ สใหําน้รักับงราานชคกณาะรกปรรระมจกาําใรนกสฤษงั กฎดัีกใาหม่ สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกมฤาษตฎรีกาา ๖ ผู้ท่ีจะสเปําน็นกั ทงาหนคาณรสะกัญรรญมากาบรัตกฤรษนฎั้นกี ตา้องเป็นผู้ท่ีมสีาํวนิทักยงาฐนาคนณะะกตรารมมกทา่ี รกฤษฎีกา
กระทรวงกลาโหมสกาํ นาํ หกั งนาดนไควณ้ เะวกน้ รแรตม่ผกาู้ทรี่ทกรฤงษพฎรกี ะากรุณาโปรดเกสลํานา้ กัฯงแานตคง่ ณตงั้ะเกปรน็รมพกิเศารษกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๓ มาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกําหนดแก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบัญญัติยศทหาร
สาํ นักพงทุานธศคกัณระากชร๒รม๔ก๗า๙รกพฤุทษธฎศีกักราาช ๒๔๘๔ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๓ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๗๔ การแต่งต้ังผู้ใดให้ว่าที่ยศนายทหารสัญญาบัตรช้ันใดชั่วคราว ให้
สํานกั รงัฐามนนคณตระกีว่ารรกมากรากรรกะฤทษรฎวกี งากลาโหมมีอําสนําานจกั แงตาน่งคตณั้งผะู้นกรั้นรใมหก้วา่ารทกฤ่ียษศฎสีกัญาญาบัตรชั้นนั้นสําชน่ัวักคงราานวคไณดะ้ กเวร้นรมแกตา่ รกฤษฎีกา
การแต่งตั้งว่าท่ียศนายทหารสัญญาบัตรช่ัวคราวของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษา
พระองค์ ให้อย่ใู นสพํารนะักรงาานชควินณจิะกฉรัยรขมอกงาผรู้บกฤัญษชฎาีกกาารหนว่ ยบญั ชสาํากนาักรงถานวคายณคะวการมรมปกลาอรดกฤภษยั ฎรีกักาษาพระองค์
สาํ นกั งานคณะกรรมการกมฤาษตฎรีกาา ๘๕ ผู้ใดจสะําเนปัก็นงานนาคยณทะกหรารรมปการระกทฤษวฎนีกชาั้นใดได้นั้น ใสหําน้รักัฐงมานนคตณระีวก่ารกรมากรารกฤษฎกี า
บกรัญะชทารกวางรกทลหาโาหรมบสาํกผนูบ้ ผักังงู้บคาัญนบั คชบณาญั กะชกาารรชรทมน้ั หกแาามรรท่เกรฤัพือษซฎห่ึงกีเรปาือน็ ผหู้บัวัญหชนา้ากสาว่ รนสทํารหนาชกัางรกาอานราคทกณา่ีขะศึ้นกอตรอรรกมงตปก่อารรกะกรทฤะวษทนฎรแีกวตาง่งกตล้ังาผโหู้อยมู่ใตผู้้
สาํ นักบงังานคคับณบะัญกชรรามไดก้าเรวก้นฤแษตฎ่กีกาารแต่งต้ังนายสทําหนาักรงาปนรคะณทะวกนรขรมอกงหารนก่วฤยษบฎัญกี าชาการถวายคสวาํ านมักปงาลนอคดณภะัยกรรักรมษกาารกฤษฎกี า
พระองค์ ใหอ้ ยใู่ นพระราชวินจิ ฉยั ของผบู้ ญั ชาการหนว่ ยบัญชาการถวายความปลอดภยั รักษาพระองค์
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๙ ผู้ท่ีจะเป็นทหารประทวนนั้น ต้องเป็นผู้ที่มีวิทยฐานะตามท่ี
สํานกั กงราะนทคณรวะงกกรลรมาโกหารมกกฤาํ ษหฎนีกดาไว้ เว้นแตผ่ ทู้ สีร่ ําฐั นมักนงตานรคีวณ่ากะากรรกรมระกทารรกวฤงษกฎลกีาาโหมแตง่ ต้งั เปน็สําพนเิ ักศงษานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สมาํ านตักรงาาน๑คณ๐ะกผรู้ทรม่ีไดกา้รรับกยฤศษทฎีกหาารอยู่แล้วก่อสนําวนันักใงชาน้พครณะะรการชรบมัญกาญรกัตฤินษ้ีใฎหกี ้คางมียศต่อไป
ตามเดิม สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สมาํ านตกั งราานค๑ณ๑ะกรทรมหกาารรกผฤู้ใษดฎทกี ่ีมาิได้มียศตามสพํานรกั ะงราานชคณบัะญกญรรัตมิกนา้ี รใกหฤ้รษัฐฎมีกานตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหมมอี ํานาจออกกฎกระทรวงเทยี บฐานะกบั ยศทหารได้
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๒๖ การถอดหรือการออกจากยศสัญญาบัตรจะกระทําได้โดยประกาศ
พระบรมราชโองกาสราํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกมฤาษตฎราีกา๑๓ การให้อสอํานกักจงาากนวค่าณทะ่ียกศรรสมัญกญารากบฤัตษรฎกี หารือการถอด หสราํ นือักกงาารนอคอณกะจการกรมยกศารกฤษฎีกา
ประทวน ให้ผ้มู อี าํ นาจแต่งต้ังสง่ั ได้ สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มาตรา ๑๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตาม
สาํ นักพงรานะคราณชะบกญัรรญมกตั าินรี้กแฤลษะฎใกีหาม้ อี ํานาจออกสกําฎนกักรงะานทครณวงะเกพร่ือรปมกฏาิบรัตกฤิกษารฎตีกาามพระราชบัญสญํานตั ักนิ งี้ านคณะกรรมการกฤษฎกี า
สกาํ ฎนกักงราะนทครณวงะนกรนั้ รเมมกอื่ าไรดกป้ ฤรษะฎกกี าาศในราชกิจจาสนํานุเบักกงาษนาคแณละว้ กใรหร้ใมชก้บางัรคกบัฤษไดฎ้ กี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ผู้รบั สนองพระบรมราชโองการ
พ.อ. พหลพสลาํ พนกัยงหุ าเนสคนณาะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
นายกรฐั มนตรี
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ส๔าํ นมากั ตงรานา ค๗ณแะกกไ้ รขรเพม่ิมกเาตริมกโฤดษยฎพกีระาราชบญั ญัติยศสทําหนากัรง(าฉนบคับณทะี่ ๘ก)รรพม.ศก.า๒รก๕ฤ๕ษ๖ฎีกา
๕ มาตรา ๘ แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบัญญัตยิ ศทหาร (ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๕๖
สํานกั งานคณะกรรมการก๖ฤมษาฎตรกี าา ๑๒ แกไ้ ขเพ่ิมสเตําิมนโักดงยาพนรคะณราะชกบรญัรมญกัตาิยรศกทฤหษาฎรีก(าฉบับท่ี ๖) พ.ศ.๒สํา๕น๐ัก๑งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
- ๔ - สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
พระราชกําหนดแก้ไขเพม่ิ เติมพระราชบญั ญัติยศทหาร พทุ ธศักราช ๒๔๗๙ พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๔๗
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการให้เป็นไปตามพระราช
กาํ หนดน้ี สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั พงารนะครณาชะกบรัญรมญกัตาริอกนฤุมษัตฎิพีการะราชกําหนสดําแนกัก้ไงขานเพคิ่มณเะตกิมรรพมรกะารรากชฤษบฎัญีกญา ัติยศทหาร พสําุทนธักศงักานรคาณชะ๒กร๔ร๗มก๙ารกฤษฎกี า
พทุ ธศักราช ๒๔๘ส๔าํ น๘กั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกมฤาษตฎรากี า๓ สภาผู้แทสนํารนากั ษงฎานรคไดณ้พะกิจรารรมณกาารลกงฤมษตฎิอกี นาุมัติพระราชกสําําหนนักดงาแนกค้ไณขเะพก่ิมรรเมตกิมารกฤษฎกี า
พระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ตามรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยสาํ มนากั ตงารนาค๕ณ๒ะกเรมร่ือมวกันารทก่ี ฤ๑ษ๙ฎีกมาถิ นุ ายน พุทธศสําักนรกัางชาน๒ค๔ณ๘ะ๔กรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั พงรานะคราณชะบกญัรรญมกัตาิยรศกทฤษหฎารกี า(ฉบับท่ี ๓) พสทุ ําธนศกั กังารนาคชณ๒ะ๔กร๘ร๕ม๙การกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สมําานตกั รงาาน๓คณใะนกกรรฎมหกมารากยฤวษ่าดฎ้วีกยายศทหารและสบํานรกัรงดาานกคฎณหะมกรารยมอกื่นาใรดกฤซษ่ึงฎมีกีคาําว่า “นาย”
ประกอบยศทหารอยู่ดว้ ยนั้น ใหต้ ัดคําว่า “นาย” ออกท้ังสน้ิ
สาํ นกั งานคณะกรรมการกถฤา้ ษผฎ้ทู ีกไ่ี ดาร้ บั ยศทหารเสปํา็นนหักงญานิงคใณหเ้ะตกมิรรคมาํ กวา่ารก“ฤหษญฎงิ ีก”า ท้ายยศนน้ั ๆสาํดนว้ ักยงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๔ ให้รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงกลาโหมรกั ษาการตามพระราชบัญญัติน้ี
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พระราชบญั ญัติยศทหาร (ฉบับท่ี ๔) พ.ศ. ๒๔๙๔๑๐
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
พระราชบญั ญตั ยิ ศทหาร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๙๗๑๑
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พระราชบัญญัติยศทหาร (ฉบับท่ี ๖) พ.ศ. ๒๕๐๑๑๒ สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือตามที่มาตรา ๑๒ แห่ง
สํานกั พงรานะคราณชะบกัญรรญมกตั าิยรศกทฤษหฎารีกาพุทธศกั ราช ๒สํา๔น๗ัก๙งานซค่ึงณไดะ้แกกรร้ไขมเกพาร่ิมกเตฤษิมฎโดกี ยาพระราชบัญญสําัตนิยักศงทานหคาณระ(กฉรบรับมกทาี่ รกฤษฎีกา
๕) พ.ศ. ๒๔๙๗ สบําันญกั ญงาัตนิใคหณ้นะากยรทรมหกาารรทก่ีฤมษียฎศีกจาอมพล จอมพสลํานเรกั ืองานจคอณมะพกลรอรมากกาารศกฤรษับฎรกี าาชการอยู่จน
ตลอดชีวิตนน้ั ไม่เหมาะสม สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในเรอื่ งนเ้ี พื่อใหน้ ายทหารดังกลา่ วรับราชการ
สาํ นกั เงชา่นนเคดณยี ะวกกรบั รขมา้กราารชกฤกษารฎทกี ว่ัาไป สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ส๗าํ นราักชงกาิจนจคาณนะุเบกกรษรมากเลารม่ ก๕ฤ๘ษ/ฎ-ีก/หาน้า ๓๖๗/๑๑ สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
มีนาคม ๒๔๘๔
สํานกั งานคณะกรรมการก๘ฤรษาชฎกีกจิ าจานุเบกษา เล่มสํา๕น๘กั /ง-า/นหคนณา้ ะ๘ก๙ร๘รม/๘กากรรกกฤฎษาฎคมีกา๒๔๘๔ สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๙ ราชกจิ จานุเบกษา เลม่ ๕๙/ตอน ๗๖/หนา้ ๒๓๕๙/๘ ธนั วาคม ๒๔๘๕
ส๑ํา๐นรักางชากนจิ คจณานะกุเบรกรษมากาเรลก่มฤ๖ษ๘ฎ/ีกตาอนที่ ๘๐/ฉบับสพําเิ นศษกั งหานนค้า ณ๑ะ๘ก/ร๓ร๑มกธนัารวกาคฤมษฎ๒ีก๔า๙๔
๑๑ ราชกจิ จานเุ บกษา เล่ม ๗๑/ตอนที่ ๑๖/หน้า ๔๔๑/๙ มนี าคม ๒๔๙๗
สํานักงานคณะกรรมการก๑๒ฤษราฎชกี กาิจจานเุ บกษา เลสม่ําน๗ัก๕ง/าตนอคนณทะี่ ก๕ร๐ร/มหกนาา้ รก๒ฤ๘ษ๙ฎ/๑กี ากรกฎาคม ๒๕๐ส๑ํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๕ - สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั พงรานะคราณชะบกัญรรญมกัตาิยรศกทฤษหฎารกี า(ฉบบั ท่ี ๗) พส.ศําน. กั๒ง๕าน๐ค๕ณ๑ะ๓กรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
หมายเหตุ :- เหตสุผาํลนใกันงกาานรคปณระะกกรารศมใกชา้พรกรฤะษรฎาชกี าบัญญัติฉบับนสี้ คํานือักงเนานื่อคงณจาะกกพรรรมะกราารชกบฤัษญฎญกี ัตาิจัดระเบียบ
ราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้บัญญัติให้กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เป็น
สํานักสง่วานนคราณชะกการรรมขก้ึนาตรรกงฤตษ่อฎกีกอางบัญชาการทสหํานากัรงสาูงนสคุดณจะกึงเรปรม็นกเหารตกุใฤหษ้ผฎู้บกี ัญา ชาการทั้งสาสมํากนอักงงทานัพคแณตะก่งตรรั้งมยกศารกฤษฎีกา
บนัญายชทาหกาารรทปหระารทเสวรํานือนไกั ผมงู้บ่ไาดนัญ้คชณสาะมกกาครรวรทมรหกแาการร้ไกอขฤาเษพกฎ่ิามกี ศเาตแิมตก่งฎตหั้งยมศานยสใานยํานเทรักห่ืองาางนรนคป้ีเณพระะื่อกทใรวหรน้ผมไู้กบดาัญ้ดรกังชฤเาดษกิมฎากี รกาทับหสามรคบวกรใหผู้้
สํานักผงู้บานงั คคณบั บะกญั รชรมาชกา้ันรแกมฤ่ทษฎัพีกซา่งึ เปน็ หัวหนา้ สสว่ํานนักรงาาชนกคาณระทกี่ขร้ึนรมตกรงารตก่อฤกษรฎะกี ทารวงกลาโหม สแาํตน่งักตง้ังายนศคนณาะยกทรรหมากรารกฤษฎกี า
ประทวนไดด้ ว้ ย
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พระราชบญั ญตั ิยศทหาร (ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๕๖๑๔
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยท่ีหน่วยบัญชาการถวายความ
ปลอดภัยรักษาพสรําะนอักงงคา์มนีภคณาระกกิจรรใมนกกาารรกถฤวษาฎยกี อาารักขาและถสวําานยักพงราะนเคกณียะรกตริอรงมคก์พารรกะฤมษหฎากี กาษัตริย์ พระ
ราชินี พระรัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมท้ังปฏิบัติหน้าที่ในพระราชพิธีตามที่ได้รับ
สาํ นกั มงอานบคหณมะากยรรแมลกาะรรกักฤษษฎาคีกาวามสงบเรียบสรําน้อักยงภานาคยณในะเกขรตรมพกราะรกราฤชษฐฎาีกนา ตลอดจนวาสงาํ นแักผงนานอคําณนะวกยรรกมากรารกฤษฎกี า
ประสานงาน ดสําาํ เนนักินงากนาครณะแกลระรมกกําากรักบฤงษาฎนีกใานหน้าที่ของสสํานมักเงดา็จนพคณระะกบรรรมมกโาอรรกสฤษาฎธิีกราาชฯ สยาม
มกุฎราชกุมาร สมควรให้การแตง่ ต้ังวา่ ท่ียศนายทหารสญั ญาบตั รชั่วคราวและการออกประทวนแต่งต้ัง
สาํ นักนงาานยคทณหะากรรปรรมะกทาวรกนฤขษอฎงหกี านว่ ยบญั ชากาสรําถนวกั างยาคนวคาณมะปกลรรอมดกภาัยรกรฤักษษฎาีกพาระองค์ อยู่ในสพํารนะักรงาาชนวคินณิจะฉกัยรรขมอกงารกฤษฎีกา
ผบู้ ัญชาการหนว่ ยบญั ชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ จงึ จําเป็นตอ้ งตราพระราชบญั ญัตินี้
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า ฐิติมา/ผู้จดั ทํา
สํานักงานคณะกรรมก๒า๗รกพฤฤษษฎีกภาาคม ๒๕๕๒
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า ปณตภสราํ/นปักรงับาปนครุงณ-ะเพกริม่ รเมตกิมารกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรม๒ก๕ารพกฤฤษศฎจีกิกาายน ๒๕๕๖
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงวานมิ คลณ/ปะรกับรรปมรกงุ ารกฤษฎีกา
๓ ธันวาคม ๒๕๕๖
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี ณา ฐั พร/ตรวจ
๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๖
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
๑๓ ราชกจิ จานุเบกษา เลม่ ๗๙/ตอนท่ี ๒๕/หนา้ ๒๙๗/๑๓ มนี าคม ๒๕๐๕
สํานักงานคณะกรรมการก๑๔ฤษราฎชกี กาิจจานุเบกษา เลสม่ําน๑กั ๓ง๐าน/ตคอณนะทก่ี ร๑ร๐ม๙กากร/กหฤนษ้าฎ๕ีก/า๒๐ พฤศจกิ ายนสํา๒น๕ัก๕งา๖นคณะกรรมการกฤษฎกี า
พระราชบัญญัติวา่ ดว้ ยวินยั ทหาร
พุทธศักราช ๒๔๗๖
ประชาธปิ ก ป.ร.
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราช
โองการโปรดเกล้าฯ ใหป้ ระกาศว่า
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรถวายคําปรึกษาว่า เพื่อปฏิบัติการตามความในมาตรา ๗
แห่งประมวลกฎหมายอาชญาทหาร และเนื่องจากทหารบก ทหารเรือ ได้รวมเป็นกระทรวงเดียวกัน
สมควรตราบทบัญญตั วิ า่ ด้วยวินยั ทหารเสยี ใหม่
จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหต้ ราพระราชบัญญตั ิขึ้นไวโ้ ดยคาํ แนะนําและยินยอม
ของสภาผแู้ ทนราษฎร ดงั ต่อไปน้ี
หมวด ๑
บทเบด็ เสรจ็ ทวั่ ไป
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร
พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๖”
มาตรา ๒๑ ใหใ้ ชพ้ ระราชบัญญตั นิ ีต้ ัง้ แต่วนั ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาเป็นตน้ ไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกกฎว่าด้วยยุทธวินัยและการลงอาญาทหารบกฐานละเมิดยุทธ
วินัย ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๔ กฎเสนาบดีว่าด้วยอํานาจลงอาญาทหารเรือ ลงวันท่ี
๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๕ และบรรดากฎ ข้อบังคับอ่ืน ๆ ในส่วนท่ีมีบัญญัติไว้แล้วใน
พระราชบญั ญัตนิ ้ี หรือซึ่งแยง้ กับบทแหง่ พระราชบัญญตั นิ ้ี
หมวด ๒
ว่าด้วยวนิ ัย
มาตรา ๔ วินัยทหารนั้น คือ การที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมของ
ทหาร
๑ ราชกิจจานุเบกษา เลม่ ๕๐/-/หนา้ ๔๗๓/๒๐ สิงหาคม ๒๔๗๖
มาตรา ๕ วินัยเป็นหลักสําคัญท่ีสุดสําหรับทหาร เพราะฉะนั้นทหารทุกคนจักต้อง
รักษาโดยเคร่งครดั อยเู่ สมอ ผู้ใดฝ่าฝืนทา่ นใหถ้ อื ว่าผนู้ ั้นกระทาํ ผดิ
ตัวอย่างการกระทําผิดวินัยทหาร มดี ังต่อไปนี้
๑) ด้อื ขดั ขนื หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบตั ิตามคําสงั่ ผูบ้ ังคับบัญชาเหนอื ตน
๒) ไมร่ ักษาระเบียบการเคารพระหวา่ งผใู้ หญผ่ ้นู อ้ ย
๓) ไมร่ กั ษามรรยาทให้ถกู ต้องตามแบบธรรมเนยี มของทหาร
๔) ก่อใหแ้ ตกความสามคั คใี นคณะทหาร
๕) เกยี จคร้าน ละท้ิง หรือเลนิ เล่อต่อหนา้ ทีร่ าชการ
๖) กล่าวคาํ เทจ็
๗) ใช้กิริยาวาจาไม่สมควร หรอื ประพฤตไิ ม่สมควร
๘) ไมต่ กั เตอื นสง่ั สอน หรือลงทัณฑ์ผู้ใตบ้ งั คับบญั ชาทกี่ ระทาํ ผิดตามโทษานโุ ทษ
๙) เสพเครือ่ งดองของเมาจนถึงเสยี กิรยิ า
มาตรา ๖๒ ผู้บังคับบัญชามีหน้าท่ีจัดการระวังรักษาวินัยทหารที่ตนเป็น
ผู้บังคับบัญชาอยู่น้ันโดยกวดขัน ถ้าหากว่าในการรักษาวินัยทหารนั้นจําเป็นต้องใช้อาวุธ เพื่อทําการ
ปราบปรามทหารผู้ก่อการกําเริบก็ดี หรือเพื่อบังคับทหารผู้ละท้ิงหน้าที่ให้กลับทําหน้าที่ของตนก็ดี
ผู้บงั คบั บัญชาและผทู้ ีช่ ่วยเหลือในการน้นั จะไมต่ ้องรับโทษในการท่ตี นได้กระทําไปโดยความจําเป็นน้ัน
เลย แต่เม่ือมีเหตุดังกล่าวน้ีผู้บังคับบัญชาจักต้องรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือตน และรายงาน
ต่อไปตามลาํ ดบั ช้นั จนถงึ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยเรว็
มาตรา ๗ ทหารผู้ใดกระทําผิดต่อวินัยทหารจักต้องรับทัณฑ์ตามวิธีที่ปรากฏใน
หมวด ๓ แหง่ พระราชบัญญัตนิ ี้ และอาจตอ้ งถูกปลดจากประจําการ หรือถูกถอดจากยศทหาร
หมวด ๓
อาํ นาจลงทณั ฑ์
มาตรา ๘ ทัณฑ์ท่ีจะลงแก่ผู้กระทําผิดต่อวินัยทหารดังกล่าวไว้ในหมวด ๒ นั้น ให้มี
กําหนดเป็น ๕ สถาน คือ
๑) ภาคทณั ฑ์
๒) ทณั ฑกรรม
๓) กกั
๔) ขงั
๕) จําขงั
๒ มาตรา ๖ แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหารแก้ไขเพ่ิมเติม พุทธศักราช
๒๔๗๗
มาตรา ๙๓ ภาคทัณฑ์ คือ ผู้กระทําผิดมีความผิดอันควรต้องรับทัณฑ์สถานหนึ่ง
สถานใดดังกล่าวมาแล้ว แต่มีเหตุอันควรปราณี จึงเป็นแต่แสดงความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏหรือให้ทํา
ทณั ฑ์บนไว้
ทณั ฑกรรมน้นั ให้กระทําการสุขา การโยธา ฯลฯ เพิ่มจากหน้าท่ีประจําซ่ึงตนจะต้อง
ปฏบิ ตั อิ ยู่แลว้ หรอื ปรับใหอ้ ยเู่ วรยาม นอกจากหน้าท่ีประจาํ
กกั คือ กักตัวไว้ในบรเิ วณใดบริเวณหน่ึงตามแต่จะกาํ หนดให้
ขงั คอื ขงั ในทคี่ วบคุมแตเ่ ฉพาะคนเดยี วหรือรวมกนั หลายคนแลว้ แต่จะไดม้ คี ําสั่ง
จาํ ขงั คือ ขังโดยส่งไปฝากให้อยู่ในความควบคุมของเรอื นจาํ ทหาร
นอกจากทัณฑ์ท่ีกล่าวไว้น้ี ห้ามมิให้คิดข้ึนใหม่ หรือใช้วิธีลงทัณฑ์อย่างอื่นเป็นอัน
ขาด
มาตรา ๑๐๔ ผมู้ ีอาํ นาจบังคับบญั ชาซึง่ ลงทณั ฑแ์ ก่ผู้กระทําผิดไดน้ ้นั คือ
(๑) ผู้บังคับบัญชา หรอื
(๒) ผู้ซ่ึงได้รับมอบอํานาจให้บังคับบัญชาตามท่ีกระทรวงกลาโหม ส่วนราชการที่ขึ้น
ตรงตอ่ กระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทพั เรอื หรอื กองทพั อากาศ กําหนด
ในการที่จะลงทัณฑ์น้ัน ให้กระทําได้แต่เฉพาะตามกําหนดในตารางกําหนดทัณฑ์
ทา้ ยพระราชบัญญตั นิ ี้
ส่วนผู้มีอํานาจบังคับบัญชาช้ันใดจะมีอํานาจเป็นผู้ลงทัณฑ์ชั้นใด และผู้อยู่ในบังคับ
บัญชาช้ันใดจะเป็นผ้รู บั ทณั ฑช์ ัน้ ใดใหถ้ อื เกณฑ์เทียบ ดงั ตอ่ ไปน้ี
ตารางเกณฑ์เทียบช้นั ผูล้ งทณั ฑแ์ ละผรู้ บั ทณั ฑ์
ตาํ แหน่งช้นั เป็นผู้ลงทัณฑช์ ้ัน เปน็ ผรู้ ับทณั ฑช์ ้นั
๑ -
๑. รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงกลาโหม ๒ -
๒. แมท่ พั ๓ -
๓. ผู้บัญชาการกองพล ผบู้ ังคับการกองเรือ ผู้
๔ ก
บญั ชาการกองพลบิน ๕ ข
๔. ผบู้ งั คบั การกรม ผู้บังคับหมวดเรอื ผู้บงั คบั
๖ ค
กองบิน
๕. ผู้บังคบั หมเู่ รอื ช้นั ๑ ๗ ง
๖. ผบู้ งั คับกองพัน ผบู้ งั คับหมเู่ รอื ช้ัน ๒ ผู้
บังคบั การเรอื ช้นั ๑ ผบู้ งั คบั ฝงู บนิ
๗. ผู้บังคับหมู่เรอื ชัน้ ๓ ผบู้ ังคับการเรือชน้ั ๒
ตน้ เรือช้นั ๑ ผบู้ ังคับหมวดบินช้ัน ๑
๘. ผบู้ ังคับกองร้อย ผ้บู ังคับการเรือชนั้ ๓ ต้น
๓ มาตรา ๙ แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบญั ญัติว่าด้วยวินยั ทหาร (ฉะบับที่ ๔) พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๐
๔ มาตรา ๑๐ แก้ไขเพิม่ เตมิ โดยพระราชบัญญตั วิ า่ ดว้ ยวนิ ัยทหาร (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๐๕
เรือช้นั ๒ นายกราบเรอื ผบู้ งั คับหมวดบิน ๘ จ
ช้นั ๒ ๙ ฉ
- ช
๙. ผบู้ งั คบั หมวด ต้นเรือชัน้ ๓ ผบู้ งั คบั หมวด
บินช้ัน ๓ - ซ
- ฌ
๑๐. ผูบ้ ังคับหมู่ นายตอน
๑๑. นกั เรียนทหารซ่ึงเม่ือสําเรจ็ การศกึ ษาแล้ว
จะได้เป็นนายทหารช้ันสญั ญาบตั ร บคุ คล
ผซู้ ึ่งอยใู่ นระหวา่ งเข้ารบั การฝึกวชิ าทหาร
โดยคาํ สัง่ รฐั มนตรีวา่ การ
กระทรวงกลาโหมตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการ
ส่งเสรมิ การฝกึ วชิ าทหาร
๑๒. นกั เรียนทหารซงึ่ เมอ่ื สาํ เร็จการศกึ ษาแล้ว
จะได้เปน็ นายทหารประทวน ลกู แถว
มาตรา ๑๑ ผู้ลงทัณฑ์ หรือรับทัณฑ์ ถ้าตําแหน่งไม่ตรงตามความในมาตรา ๑๐
แหง่ หมวดนแี้ ล้ว ให้ถือตามทไ่ี ด้เทียบตําแหนง่ ไว้ในขอ้ บงั คบั สําหรบั ทหาร
มาตรา ๑๒ กําหนดอํานาจลงทัณฑ์ตามท่ีตราไว้น้ี ผู้มีอํานาจลงทัณฑ์สั่งลงทัณฑ์
เต็มที่ได้สถานใดสถานหน่ึงแต่สถานเดียว ถ้าส่ังลงทัณฑ์ทั้งสองสถานพร้อมกัน ต้องกําหนดทัณฑ์ไว้
เพยี งกงึ่ หนึ่งของอัตราในสถานนั้น ๆ ห้ามมใิ หล้ งทัณฑค์ ราวเดยี วมากกวา่ สองสถาน
มาตรา ๑๓ ก่อนที่ผู้มีอํานาจลงทัณฑ์จะลงทัณฑ์ครั้งคราวใดก็ดี ให้พิจารณาให้ถ้วน
ถ่ีแน่นอนว่า ผู้ท่ีจะต้องรับทัณฑ์น้ันมีความผิดจริงแล้ว จึงส่ังลงทัณฑ์นั้น ต้องระวังอย่าให้เป็นการลง
ทัณฑไ์ ปโดยโทษจรติ หรือลงทัณฑ์แก่ผ้ทู ีไ่ มม่ คี วามผดิ โดยชัดเจนนัน้ เปน็ อันขาด เมื่อพิจารณาความผิด
ละเอียดแลว้ ต้องชแ้ี จงให้ผกู้ ระทาํ ผดิ น้นั ทราบวา่ กระทําผิดในขอ้ ใด เพราะเหตุใด แลว้ จงึ ลงทณั ฑ์
มาตรา ๑๔๕ ถ้าผู้มีอํานาจบังคับบัญชาได้ลงทัณฑ์ข้าราชการช้ันสัญญาบัตร ต้องส่ง
รายงานการลงทัณฑน์ ั้นเสนอตามลําดับชั้นจนถงึ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
มาตรา ๑๕ เม่ือผู้มีอํานาจบังคับบัญชาได้ทราบว่า ผู้ซ่ึงอยู่ในบังคับบัญชาของตนมี
ความผิดจนปรากฏแน่นอนแล้ว แต่ความผิดน้ันควรรับทัณฑ์ที่เหนืออํานาจจะส่ังกระทําได้ ก็ให้
รายงานชี้แจงความผิดน้นั ท้ังออกความเห็นวา่ ควรลงทัณฑ์เพยี งใด เสนอตามลาํ ดบั ชัน้ จนถงึ ผมู้ อี ํานาจ
ลงทณั ฑ์ไดพ้ อกบั ความผิด เพ่อื ขอใหผ้ ู้นัน้ สง่ั การต่อไป
๕ มาตรา ๑๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหารแก้ไขเพ่ิมเติม พุทธศักราช
๒๔๗๗
มาตรา ๑๖๖ ถ้าเป็นความผิดซ่ึงมีวิธีวางอัตรากําหนดทัณฑ์ไว้แน่นอนแล้ว เช่น ฐาน
ขาดหนีราชการทหาร เป็นต้น หากกําหนดทัณฑ์นั้นเหนืออํานาจของผู้บังคับบัญชาท่ีจะส่ังลงทัณฑ์ได้
กใ็ ห้นําเสนอเพียงชน้ั ที่กลา่ วต่อไปนี้
(๑) ฝ่ายทหารบก ผู้มีอํานาจบังคับบัญชาตําแหน่งช้ันผู้บังคับการกรม หรือช้ันผู้
บังคบั กองพันท่อี ยตู่ ่างทอ้ งถน่ิ กบั ผมู้ อี ํานาจบังคบั บัญชาชั้นผูบ้ งั คับการกรม
(๒) ฝ่ายทหารเรือ ผู้มีอํานาจบังคับบัญชาตําแหน่งช้ันผู้บังคับหมวดเรือ หรือชั้นผู้
บงั คบั กองพนั ทอี่ ยู่ต่างท้องถน่ิ กับผมู้ ีอาํ นาจบงั คบั บญั ชาช้นั ผบู้ ังคบั หมวดเรอื
(๓) ฝา่ ยทหารอากาศ ผู้มีอาํ นาจบงั คับบญั ชาตําแหนง่ ช้ันผูบ้ ังคับกองบิน
แม้ว่ากําหนดทัณฑ์น้ันจะเหนืออํานาจก็ดี ก็ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นที่กล่าวน้ีมีอํานาจลง
ทัณฑไ์ ดท้ เี ดียว ไมต่ ้องนําเสนอตามลาํ ดบั ชั้นตอ่ ไปอีก
มาตรา ๑๗ นายทหารท่ีเป็นหัวหน้าทําการควบคุมทหารไปโดยลําพัง ให้มีอํานาจท่ี
จะส่ังลงทัณฑ์ผู้อยู่ใต้อํานาจในระหว่างเวลาท่ีควบคุมอยู่น้ันเสมอผู้มีอํานาจเหนือจากตําแหน่งของตน
ขึน้ ไปอีกช้ันหนง่ึ ได้ เว้นแต่นายทหารซ่ึงมอี าํ นาจเป็นผูล้ งทณั ฑ์ช้นั ๒ ขนึ้ ไปจงึ ไมต่ อ้ งเพม่ิ
มาตรา ๑๘๗ ถ้าผู้มีอํานาจลงทัณฑ์ได้สั่งลงทัณฑ์ผู้กระทําผิดในฐานขังแล้วและผู้ท่ี
รับทัณฑ์ขังนั้นกระทําผิดซ้ําอีก ผู้มีอํานาจลงทัณฑ์จะสั่งเพ่ิมทัณฑ์ ก็ให้พิจารณาดูกําหนดทัณฑ์ท่ีได้ส่ัง
ไว้แตเ่ ดิมนั้นก่อน หา้ มมใิ ห้กําหนดเวลาให้ผูต้ ้องถูกขัง ท้งั กําหนดเดิมและกาํ หนดที่เพ่ิมใหม่รวมกันเกิน
กว่ากําหนดอํานาจของผู้ส่ังลงทัณฑ์น้ันเป็นอันขาด หากผู้กระทําผิดนั้นควรต้องรับทัณฑ์เกินกว่า
กําหนดอํานาจของผทู้ จ่ี ะสั่งลงทัณฑ์น้ันแล้ว กใ็ ห้ปฏบิ ัตกิ ารตามท่กี ลา่ วไวใ้ นมาตรา ๑๕ แหง่ หมวดนี้
มาตรา ๑๙ นับตั้งแต่วันท่ีปรากฏหลักฐานแห่งความผิดของผู้กระทําผิดซ่ึงจะต้อง
รับทัณฑ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยแน่นอนแล้ว ถ้าผู้มีอํานาจลงทัณฑ์มิได้จัดการท่ีจะให้ผู้น้ันได้รับ
ทัณฑ์ภายในกําหนดสามเดือน เป็นอันนับว่าล่วงเลยเวลาที่จะลงทัณฑ์ตามพระราชบัญญัติน้ีเสียแล้ว
จะส่ังลงทัณฑ์โดยอํานาจตนเองมิได้ เว้นเสียแต่ผู้ท่ีกระทําผิดน้ันขาด หนีราชการเสียแต่เมื่อก่อนครบ
กําหนดสามเดือน จึงมิให้นับวันที่ขาด หนีน้ีเข้าในกําหนดเวลาล่วงเลย ให้นับตั้งแต่วันที่ได้ตัวผู้นั้น
กลบั มายังทร่ี บั ราชการ
มาตรา ๒๐ เมื่อผู้มีอํานาจได้ส่ังลงทัณฑ์ตามพระราชบัญญัติน้ีแล้ว ผู้ท่ีสั่งลงทัณฑ์
หรอื ผมู้ ีอํานาจบังคับบัญชาเหนือผู้ที่สั่งลงทัณฑ์นั้นมีอํานาจที่จะเพ่ิมทัณฑ์ หรือลดทัณฑ์ หรือยกทัณฑ์
เสียก็ได้ แต่ถ้าเพิ่มทัณฑ์แล้ว ทัณฑ์ที่สั่งเพ่ิมข้ึนน้ันรวมกับที่สั่งไว้แล้วเดิม ต้องมิให้เกินอํานาจของผู้ที่
ส่งั ใหม่นนั้
หมวด ๔
วิธรี ้องทุกข์
๖ มาตรา ๑๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบญั ญตั วิ ่าดว้ ยวนิ ยั ทหาร (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๐๕
๗ มาตรา ๑๘ แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร (ฉะบับท่ี ๔) พุทธศักราช
๒๔๘๐
มาตรา ๒๑ ในการท่ีจะรักษาวินัยทหารให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ ย่อมเป็น
การจําเป็นที่ผู้บังคับบัญชาจักต้องมีอํานาจในการบังคับบัญชา หรือลงทัณฑ์อยู่เองเป็นธรรมดา แต่
ผู้บังคับบัญชาบางคนอาจใช้อํานาจในทางท่ีผิดยุติธรรม ซ่ึงเป็นการสมควรที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชามี
โอกาสร้องทกุ ขไ์ ดใ้ นทางเป็นระเบยี บไม่กา้ วก่าย
มาตรา ๒๒ คําชี้แจงของทหารว่า ผู้บังคับบัญชากระทําแก่ตนด้วยการอันไม่เป็น
ยุติธรรม หรือผิดกฎหมาย หรอื แบบธรรมเนียมทหารว่า ตนมิได้รับผลประโยชน์หรือสิทธิตามท่ีควรจะ
ได้รับในราชการนน้ั เรียกว่า “ร้องทกุ ข”์
มาตรา ๒๓ ทหารจะร้องทุกข์ได้แต่สําหรับตนเองเท่านั้น ห้ามมิให้ร้องทุกข์แทน
ผู้อื่นเป็นอันขาด และห้ามมิให้ลงช่ือรวมกัน หรือเข้ามาร้องทุกข์พร้อมกันหลายคน และห้ามมิให้
ประชมุ กันเพ่อื หารอื เรือ่ งจะรอ้ งทกุ ข์
มาตรา ๒๔ ห้ามมิให้ร้องทุกข์ในเวลาที่ตนกําลังเข้าแถว หรือในขณะที่กําลังทํา
หน้าท่ีราชการอย่างใดอย่างหน่ึง เช่น เวลาเป็นยาม เป็นเวร ดังน้ีเป็นต้น และห้ามมิให้ร้องทุกข์ก่อน
เวลาลว่ งไปแล้วย่ีสิบสช่ี ัว่ โมง นับตงั้ แต่ทมี่ ีเหตุจะต้องรอ้ งทกุ ขเ์ กิดข้นึ
มาตรา ๒๕ ห้ามมิให้ร้องทุกข์ว่า ผู้บังคับบัญชาลงทัณฑ์แรงเกินไป ถ้าหากว่า
ผู้บังคับบญั ชานัน้ มิได้ลงทัณฑ์เกินอาํ นาจทจ่ี ะทาํ ไดต้ ามความในหมวด ๓ แหง่ พระราชบัญญัตนิ ี้
มาตรา ๒๖ ถ้าจะกล่าวโทษผู้ใดให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้นั้น จะ
รอ้ งทุกขด์ ้วยวาจาหรือจะเขยี นเป็นหนังสือก็ได้ ถ้าผู้ร้องทุกข์มาร้องทุกข์ดว้ ยวาจา ให้ผ้รู บั การร้องทุกข์
จดขอ้ ความสาํ คญั ของเร่ืองทร่ี อ้ งทุกข์นนั้ ให้ผูร้ ้องทกุ ข์ลงลายมอื ชือ่ ไวเ้ ป็นหลักฐานด้วย
ถ้าหากว่าผู้ร้องทุกข์ไม่ทราบชัดว่า ตนได้รับความเดือดร้อนเพราะผู้ใดแน่ ก็ให้ร้อง
ทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตน เพ่ือเสนอไปตามลําดับชั้น จนถึงท่ีสุด คือ ผู้ท่ีจะสั่งการไต่สวน
และแก้ความเดอื ดรอ้ นน้ันได้
มาตรา ๒๗ ถ้าเขียนความร้องทุกข์เป็นจดหมายแล้ว จดหมายนั้นต้องลงลายมือช่ือ
ของผรู้ ้องทกุ ข์ ใบร้องทุกขฉ์ บับใดไม่มีลายมือชอ่ื ผู้บังคับบญั ชาไมม่ หี นา้ ทจี่ ะต้องพิจารณา
มาตรา ๒๘ เม่ือผู้ใดได้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาตามระเบียบที่ว่ามานี้แล้ว และ
เวลาล่วงพ้นไปสิบห้าวันยังไม่ได้รับความช้ีแจงประการใด ท้ังความเดือดร้อนก็ยังไม่ปลดเปล้ืองไป ให้
ร้องทุกข์ใหม่ต่อผู้บังคับบัญชาช้ันที่สูงถัดขึ้นไปเป็นลําดับอีก และในการร้องทุกข์คร้ังนี้ให้ช้ีแจงด้วยว่า
ไดร้ อ้ งทกุ ขต์ ่อผ้บู งั คบั บญั ชาชัน้ ใดมาแลว้ แตเ่ มือ่ ใด
มาตรา ๒๙ ถ้าผู้บังคับบัญชาได้รับเรื่องร้องทุกข์เมื่อใด ต้องรีบไต่สวนและจัดการ
แก้ไขความเดือดร้อน หรือชี้แจงให้ผู้ย่ืนใบร้องทุกข์เข้าใจ จะเพิกเฉยเสียไม่ได้เป็นอันขาด ผู้ใดเพิกเฉย
นับวา่ กระทําผิดตอ่ วินยั ทหาร
มาตรา ๓๐ ถ้าผู้บังคับบัญชาท่ีได้รับเรื่องร้องทุกข์ได้ช้ีแจงให้ผู้ร้องทุกข์ทราบแล้ว
แต่ผรู้ อ้ งทกุ ข์ยงั ไม่หมดความสงสยั ก็ให้รอ้ งทกุ ขต์ ่อผู้บังคับบัญชาช้ันเหนือขึ้นไปได้ และต้องช้ีแจงด้วย
วา่ ไดร้ ้องทุกขน์ ต้ี อ่ ผู้ใด และไดร้ บั คาํ ชี้แจงอยา่ งไรแล้วดว้ ย
มาตรา ๓๑ ถ้าหากปรากฏชัดว่า ข้อความที่ร้องทุกข์เป็นความเท็จ หรือการร้อง
ทุกขน์ ั้นกระทําไปโดยผดิ ระเบยี บท่ีกลา่ วมา ผู้ร้องทกุ ขจ์ ะตอ้ งมคี วามผดิ ฐานกระทาํ ผิดตอ่ วินัยทหาร
มาตรา ๓๒ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตาม
พระราชบญั ญตั นิ ้ี
ประกาศมา ณ วนั ท่ี ๑๒ สิงหาคม พุทธศกั ราช ๒๔๗๖ เป็นปที ่ี ๙ ในรัชกาลปจั จบุ ัน
ผู้รบั สนองพระบรมราชโองการ
นายพนั เอก พระยาพหลพลพยุหเสนา
นายกรัฐมนตรี
ตารางกาํ ห
ผ้ลู ง จาํ ขงั ขงั
ทณั ฑ์ ผ้รู บั ทณั ฑ์ ผู้รบั ทณั ฑ์
ชนั้ ช. ชั้น ฌ. ช้นั ก. ชน้ั ข. ช้นั ค. ชนั้ ง. ช้นั จ. ชั้น ฉ. ช้ัน ช. ช้ัน ซ. ชน้ั
ชั้น ๑ ๔ เดือน ๖ เดือน - - - - ๒ เดือน ๓ เดอื น ๔ เดอื น ๔ เดือน ๕
ช้นั ๒ ๓ เดอื น ๕ เดอื น - - - - ๑ เดือน ๒ เดอื น ๓ เดือน ๓ เดอื น ๔
ชัน้ ๓ ๔๕ วนั ๓ เดือน - - - - ๑๕ วัน ๑ เดือน ๒ เดือน ๒ เดือน ๓
ชั้น ๔ ๑ เดือน ๒ เดือน - - - - ๗ วนั ๑๕ วัน ๑ เดือน ๑ เดอื น ๒
ช้ัน ๕ ๒๐ วัน ๔๕ วนั - - - - ๓ วนั ๑๐ วัน ๒๐ วัน ๒๐ วัน ๔
ชัน้ ๖ ๑๕ วัน ๑ เดือน - - - - - ๗ วัน ๑๕ วนั ๑๕ วัน ๑
ชนั้ ๗ ๗ วนั ๑๕ วนั - - - - - ๓ วัน ๑๐ วนั ๑๐ วัน ๒
ชน้ั ๘ - - - - - - - - ๗ วนั ๗ วนั ๑
ชน้ั ๙ - - - --- - - - -
คาํ อธบิ าย
๑. กาํ หนดทัณฑ์ในตารางนี้ คอื กําหนดทส่ี งู ทส่ี ุด ผูล้ งทัณฑ์จะสั่งเกนิ กาํ หนดนไี้ มไ่ ด้ แตต่ าํ่ ก
๒. ทณั ฑกรรมที่กําหนดไว้เปน็ วัน ๆ หมายความว่าทําทัณฑกรรมทุก ๆ วนั จนกว่าจะครบก
อยู่เวรยามในวนั หนงึ่ ไม่เกินกาํ หนดเวลาอยู่เวรยามตามปกติ ผใู้ ดจะสั่งลงทณั ฑกรรมใหก้
๘ ตารางกําหนดทัณฑ์ แก้ไขเพิม่ เตมิ โดยพระราชบัญญตั วิ า่ ด้วยวนิ ัยทหารแก้ไข
หนดทณั ฑ๘์ ทัณฑกรรม
กกั ผู้รบั ทณั ฑ์
ผู้รบั ทัณฑ์ ชั้น ซ. ชัน้ ฌ.
น ฌ. ชนั้ ก. ชนั้ ข. ชัน้ ค. ชัน้ จ. ชั้น ฉ. ชั้น ช. ชั้น ซ. ชน้ั ฌ. ๓ วัน ๓ วัน
๓ วัน ๓ วัน
เดอื น ๑๕ วนั ๒๐ วัน ๒๐ วนั ๔๕ วัน ๒ เดือน ๓ เดอื น ๓ เดอื น ๔ เดอื น ๓ วนั ๓ วัน
เดอื น ๗ วนั ๑๐ วนั ๑๕ วนั ๑ เดือน ๔๕ วัน ๒ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๓ วัน ๓ วนั
เดือน - ๕ วนั ๗ วนั ๑๕ วัน ๒๐ วัน ๔๕ วัน ๔๕ วัน ๒ เดือน ๓ วนั ๓ วัน
เดอื น - - ๓ วัน ๗ วนั ๑๐ วนั ๑ เดือน ๑ เดือน ๔๕ วัน ๓ วนั ๓ วนั
๔๕ วัน - - - ๕ วนั ๗ วนั ๒๐ วนั ๒๐ วนั ๑ เดอื น ๑ วนั ๒ วัน
เดือน - - - ๓ วนั ๗ วนั ๑๕ วนั ๑๕ วัน ๑ เดอื น ๑ วนั ๒ วนั
๒๐ วัน - - - - ๕ วนั ๑๐ วนั ๑๐ วัน ๒๐ วนั
๑๕ วัน - - - - ๓ วนั ๗ วนั ๗ วนั ๑๕ วัน - ๑ วัน
- - - - - - ๓ วัน ๓ วัน ๗ วัน
กว่าน้ันได้
กาํ หนดในวันหนึ่งนน้ั ผู้ที่จะส่ังลงทณั ฑ์จะกาํ หนดทัณฑกรรมได้ไมเ่ กินกว่าวันละ ๖ ชั่วโมง แตถ่ ้าให้
กําหนดโดยชัดเจนวา่ ทณั ฑกรรมก่วี ัน และวนั ละเทา่ ใด
ขเพ่มิ เติม พทุ ธศักราช ๒๔๗๗
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานพครณะระากชรบรมญั กญารตั กิวฤ่าษดฎ้วกี ยาวนิ ยั ทหารแกส้ไําขนเพักง่ิมาเนตคมิ ณพะกุทรธรศมกั กราารกชฤ๒ษ๔ฎกี๗า๗๙ สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานมกั างตานรคาณ๒ะกใรหรม้ใชกพ้ารรกะฤรษาฎชกีบาัญญัติน้ตี ง้ั แตว่สันํานปกั รงะากนาคศณใะนกรรารชมกกิจารจกาฤนษเุ บฎกีกาษาเปน็ ตน้ ไป
สํานักงานพครณะระากชรบรมญั กญารตั กิวฤ่าษดฎว้ ีกยาวนิ ยั ทหารแกสไ้ ําขนเพกั ง่ิมาเนตคมิ ณพะกุทรธรศมักกราารกชฤ๒ษ๔ฎีก๗า๗ (ฉะบับที่ ๒ส)๑ําน๐ักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานมกั างตานรคาณ๒ะกใรหรม้ใชกพ้ารรกะฤรษาฎชกีบาัญญัตนิ ้ีต้ังแต่วสันํานปกั รงะากนาคศณใะนกรรารชมกกจิารจกาฤนษเุ บฎกกี าษาเป็นต้นไป
สํานักงานพครณะระากชรบรมญั กญารัตกวิฤา่ ษดฎว้ กี ยาวินยั ทหาร (ฉสะําบนบัักงทา่ีน๔ค)ณพะุทกธรรศมักกราารชกฤ๒ษ๔ฎ๘กี ๐า ๑๑ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๒ ใหใ้ ช้พระราชบญั ญตั ินตี้ ้ังแตว่ นั ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นตน้ ไป
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีหน้าท่ีรักษาการให้เป็นไปตาม
พระราชบัญญสตั าํนิ น้ี ักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานักงานพครณะระากชรบรมญั กญารัตกิวฤา่ ษดฎ้วีกยาวนิ ยั ทหาร (ฉสบําับนักทง่ี า๕น)คพณ.ะศก.ร๒รม๕ก๐า๕รก๑ฤ๒ษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานมกั างาตนรคาณ๒ะกรพรมรกะารรากชฤบษัญฎีกญาัตินี้ให้ใช้บังคสับํานตัก้ังงแาตน่วคันณถะกัดรจรามกกวาัรนกปฤรษะฎกีกาาศในราชกิจจา
สํานกั งานนคุเบณกะษกรารเปมก็นาตรน้กไฤปษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
หมายเหตุ :- เหสําตนุผักลงใานนกคาณระปกรระรมกกาศารใกชฤ้พษรฎะกีราาชบัญญัติฉบสับํานนี้ ักคงือานเคนณื่องะกจรารกมพกราะรรกาฤชษบฎัญกี าญัติว่าด้วยวินัย
ทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ ได้ประกาศใช้มาเป็นเวลานานแล้ว ตําแหน่งผู้บังคับบัญชาทหารซึ่งมี
สํานักงานอคาํ นณาะจกลรรงมทกณั ารฑกก์ ฤด็ ษี ฎตีกําาแหนง่ ผรู้ บั ทัณสฑํานก์ ัก็ดงี าไนดค้เปณละี่ยกนรรแมปกลางรไกปฤมษาฎกกี าสมควรแก้ไขเสพํา่ิมนเักตงิมานพครณะระากชรบรมัญกญารัตกิฤษฎีกา
วา่ ด้วยวินัยทหาร พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๖ เพื่อให้ตาํ แหน่งดงั กล่าวถกู ต้องตรงกบั ท่เี ป็นอยู่ในปจั จบุ นั
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะวกศรินร/มแกกาไ้รขกฤษฎกี า
๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
สําน๙ักรงาานชกคิจณจะากนรเุ บรมกกษาารเกลฤ่มษ๕ฎ๑กี /า-/หนา้ ๕๘๕/๒ส๓ํานกักันงยาานยคนณ๒ะ๔ก๗รร๗มการกฤษฎกี า
๑๐ ราชกจิ จานเุ บกษา เล่ม ๕๒/-/หนา้ ๑/๗ เมษายน ๒๔๗๘
สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษ๑๑ฎรกี าาชกิจจานเุ บกษาสําเนลม่กั ง๕า๔นค/-ณ/หะนก้ารร๑ม๘ก๒า๔รก/๑ฤ๔ษฎมีกนี าาคม ๒๔๘๐ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า
๑๒ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๙/ตอนที่ ๑๐๕/หนา้ ๑๒๑๗/๒๗ พฤศจกิ ายน ๒๕๐๕
ระเบียบกระทรวงกลาโหม
วาดวยผซู ่งึ ไมสมควรจะดํารงอยใู นยศทหารและบรรดาศกั ด์ิ
พ.ศ.๒๕๐๗
------------------------------
โดยทเ่ี ปน การสมควรกําหนดหลกั เกณฑ ผซู งึ่ ไมสามารถจะดํารงอยูในยศ
ทหารและบรรดาศกั ด์ิ จงึ วางระเบยี บไวด งั ตอ ไปน้ี
ขอ ๑. ระเบียบนี้เรียกวา “ระเบียบกระทรวงกลาโหมวาดวยผูซ่ึงไม
สมควรจะดาํ รงอยูในยศทหารและบรรดาศกั ด์ิ พ.ศ.๒๕๐๗”
ขอ ๒. ผูซึ่งไมสมควรจะดํารงอยูในยศทหารและบรรดาศักด์ิ ไดแกผูมี
ความผิดหรอื ตองรบั โทษอยา งใดอยา งหนึ่ง ดังตอไปนี้
๒.๑ ทุจริตตอหนาท่ีราชการ โดยถือตามคําพิพากษาถึงท่ีสุดให
จําคุกหรือโทษท่หี นักกวาจําคุก เวนแตศาลจะรอการกําหนดโทษ หรือกําหนดโทษแตรอ
การลงโทษไว
๒.๒ กระทําความผิดนอกจากขอ ๒.๑ ตองรับโทษจําคุกหรือ
โทษท่ีหนักกวาจําคุก โดยคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุกหรือโทษที่หนักกวาจําคุก เวนแต
ศาลจะรอการกําหนดโทษ หรือกําหนดโทษแตรอการลงโทษไว หรือตองรับโทษจําคุก
ไมเกินความผดิ ลหุโทษหรือ ความผิดอนั ไดกระทาํ โดยประมาท
๒.๓ ตองคําพิพากษาถึงท่ีสุดใหเปนคนลมละลายเพราะทําหน้ีสิน
ขนึ้ ดว ยความทจุ ริต
๒.๔ ขัดคําส่ังผูบังคับบัญชาซ่ึงส่ังโดยชอบดวยกฎหมาย และการ
ขัดคาํ ส่งั น้ันเปน เหตุใหเสียหายแกราชการอยา งรา ยแรง
๒.๕ เปด เผยความลับของราชการ เปนเหตุใหเสียหายแกร าชการ
อยางรา ยแรง
๒.๖ ประมาทเลินเลอในหนาท่ีราชการ เปนเหตุใหเสียหายแก
ราชการอยา งรายแรง
๑๓๕
๒.๗ ตอ งหาในคดอี าญาแลว หลบหนีไป
๒.๘ หนีราชการทหารในเวลาประจําการ
๒.๙ ประพฤตชิ ว่ั อยา งรา ยแรง
ขอ ๓ .ผูซ่ึงไมสมควรจะดํารงอยูในยศทหารและบรรดาศักด์ิ ใหสวน
ราชการตนสงั กดั ดาํ เนินการตอไปนี้
๓.๑ สําหรับขาราชการกระทรวงกลาโหม ช้ันสัญญาบตั ร ให
รายงานตามลําดับชั้นจนถงึ รัฐมนตรวี า การกระทรวงกลาโหมเพ่อื พิจารณา หากเห็นเปน
การสมควรจะไดด ําเนินการเพอ่ื ถอดออกจากยศทหารและบรรดาศกั ดต์ิ อ ไป
๓.๒ สําหรับขาราชการกระทรวงกลาโหม ตํา่ กวาชัน้ สัญญาบตั ร
ใหรายงานตามลําดบั ชั้นจนถงึ ผบู ังคับบญั ชาการชน้ั แมทพั ซง่ึ เปนหวั หนา สวนราชการ
ขึ้นตรงตอกระทรวงกลาโหม ผูบัญชาการทหารบก ผูบัญชาการทหารเรือ หรือ
ผบู ัญชาการทหารอากาศเพอ่ื พิจารณา หากเห็นเปนการสมควรก็ใหจ ดั การถอดออกจาก
ยศทหาร และบรรดาศกั ดเ์ิ สียในคราวเดยี วพรอมกนั
ขอ ๔. การถอดยศทหารและบรรดาศักดิ์ตามความในขอ ๒.๑ ขอ ๒.๒
หรอื ขอ ๒.๓ ใหถอดตง้ั แตว ันมีคําพพิ ากษาถงึ ทีส่ ดุ
ขอ ๕. ใหใชระเบยี บนต้ี ง้ั แตบ ัดน้ีเปนตน ไป
ประกาศ ณ วนั ท่ี ๑๘ กนั ยายน ๒๕๐๗
(ลงชื่อ) จอมพล ถ. กติ ตขิ จร
(ถนอม กิตตขิ จร)
รัฐมนตรีวา การกระทรวงกลาโหม๓๖
หมายเหตุ หลกั การและเหตุผลในการประกาศใชระเบยี บน้ีคอื กาํ หนดหลกั เกณฑผ ูซ่ึงไมส มควรจะดํารงอยูในยศ
ทหารและบรรดาศกั ดิ์ เพือ่ แกไขปรับปรงุ คําช้ีแจงทหารที่ ๗/๑๗๘๙๒ ลง ๑๒ ม.ค. ๑๘ เร่ือง ผซู ึง่ ไมส มควรจะ
๒๔๘๑
ดาํ รงอยูในยศบรรดาศักด์ิ(เฉพาะขาราชการช้ันสญั ญาบัตรและประทวน)ใหส อดคลอ งกบั ขอบงั คับ
กระทรวงกลาโหมวาดวยเงนิ เบ้ียหวัด (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ.๒๕๐๖ และเปลย่ี นจากคําช้แี จงเปนระเบียบ
เลม ๑๒๒ ตอนพเิ ศษ ๖๗ ง หนา ๑๖ ๑๘ สงิ หาคม ๒๕๔๘
ราชกจิ จานเุ บกษา
ระเบียบสาํ นกั นายกรฐั มนตรี
วาดว ยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคนื เครื่องราชอสิ ริยาภรณ
พ.ศ. ๒๕๔๘
โดยที่รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยและกฎหมายเกี่ยวกับเคร่ืองราชอิสริยาภรณ
หลายฉบับไดกําหนดไวซึ่งพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยท่ีจะทรงเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ
ป ร ะ ก อ บ กั บ ป จ จุ บั น ยั ง มิ ไ ด กํ า ห น ด ห ลั ก เ ก ณ ฑ ที่ ชั ด เ จ น แ ล ะ ร ว บ ร ว ม ก ร ณี ท่ี จ ะ เ รี ย ก คื น
เคร่ืองราชอิสริยาภรณไวเปนระเบียบแนนอน สมควรกําหนดหลักเกณฑและวางระเบียบเกี่ยวกับเรื่อง
ดังกลาวเพื่อถือเปนแนวทางปฏิบัติตอไป ท้ังนี้ สํานักนายกรัฐมนตรีไดนําความกราบบังคมทูล
พระกรุณาทราบฝา ละอองธลุ พี ระบาทแลว ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๑ (๘) แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน
พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรจี งึ วางระเบยี บไว ดงั ตอ ไปน้ี
ขอ ๑ ระเบียบน้ีเรียกวา “ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยการขอพระราชทานพระบรม
ราชานุญาตเรยี กคืนเครอ่ื งราชอิสรยิ าภรณ พ.ศ. ๒๕๔๘”
ขอ ๒ ระเบยี บนใี้ หใชบ งั คับตง้ั แตวันถัดจากวันประกาศในราชกจิ จานเุ บกษาเปนตน ไป
ขอ ๓ บรรดาระเบยี บ ขอบงั คับ มตคิ ณะรฐั มนตรี หรือคําสั่งอื่นใดในสวนที่กําหนดไวแลว
ในระเบียบนี้ หรอื ซึ่งขดั หรอื แยงกบั ระเบียบนี้ ใหใ ชร ะเบียบน้ีแทน
ขอ ๔ ในระเบยี บนี้
“เครือ่ งราชอสิ ริยาภรณ” หมายความวา เครือ่ งราชอิสรยิ าภรณไ ทยและเหรียญราชอิสริยาภรณไทย
แตไ มรวมถึงเหรยี ญรตั นาภรณและเหรยี ญราชรุจิ
“ผูไดรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ” หมายความวา ผูซ่ึงมีรายช่ือเปนผูไดรับพระราชทาน
เคร่อื งราชอิสรยิ าภรณตามท่ไี ดประกาศในราชกิจจานุเบกษา
“การเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ” หมายความวา การดําเนินการถอนช่ือผูไดรับพระราชทาน
เคร่ืองราชอิสริยาภรณออกจากรายช่ือผูไดรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ ตามประกาศ
สํานักนายกรัฐมนตรี และเรียกเคร่ืองราชอิสริยาภรณ รวมทั้งประกาศนียบัตรกํากับ
เคร่อื งราชอสิ รยิ าภรณท ่ไี ดร ับพระราชทานคืน
เลม ๑๒๒ ตอนพเิ ศษ ๖๗ ง หนา ๑๗ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๘
ราชกิจจานเุ บกษา
ขอ ๕ เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหเรียกคืนเคร่ืองราชอิสริยาภรณจากผูไดรับ
พระราชทานเคร่ืองราชอิสริยาภรณรายใด ใหสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
และดาํ เนนิ การเรยี กเคร่อื งราชอิสริยาภรณค ืนตอไป
ขอ ๖ ในกรณีที่ปรากฏเหตุแหงการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณตามขอ ๗ ใหดําเนินการ
เรียกคืนทุกชน้ั ตรา เวน แตกรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณแตเพียง
บางช้ันตรา
ขอ ๗ เหตุแหงการเรยี กคืนเครือ่ งราชอิสรยิ าภรณ มีดงั ตอ ไปน้ี
(๑) เปน ผูตอ งคําพิพากษาถงึ ท่สี ุดใหประหารชีวิต
(๒) เปนผูตองคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุก เวนแตในความผิดอันไดกระทําโดยประมาทหรือ
ความผิดลหุโทษ
(๓) เปนผูตองคําพิพากษาหรือคําส่ังของศาลใหทรัพยสินตกเปนของแผนดินเพราะรํ่ารวย
ผิดปกติหรือมีทรัพยสินเพ่ิมขึ้นผิดปกติ หรือเพราะกระทําความผิดตามกฎหมายวาดวยการปองกันและ
ปราบปรามการฟอกเงิน
(๔) เปนผูถูกลงโทษไลออก ปลดออก หรือใหออกเพราะกระทําผิดวินัยตามกฎหมายวาดวย
ระเบยี บขา ราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอน่ื โดยคําส่ังอันถึงทสี่ ดุ
(๕) เปนผูถูกลงโทษไลออก ปลดออก หรือใหออกเพราะกระทําผิดวินัยจากรัฐวิสาหกิจหรือ
หนวยงานอนื่ ของรัฐ โดยคาํ สงั่ อนั ถงึ ท่ีสุด
(๖) เปนผูถูกถอดถอนออกจากตําแหนงท่ีดํารงอยูเพราะมีพฤติการณรํ่ารวยผิดปกติ สอไป
ในทางทุจริตตอหนาท่ี สอวากระทําความผิดตอตําแหนงหนาท่ีราชการ สอวากระทําความผิด
ตอ ตาํ แหนงหนา ทีใ่ นการยตุ ธิ รรม หรอื จงใจใชอาํ นาจหนา ทข่ี ัดตอ รฐั ธรรมนญู หรือกฎหมาย
(๗) เปน ผูต องคาํ พิพากษาถงึ ทส่ี ดุ ใหเปน บคุ คลลมละลายทจุ รติ ตามกฎหมายวา ดว ยลม ละลาย
(๘) เปนผูประพฤตติ นไมสมเกียรตหิ รอื นําเครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณไปใชในกรณีไมสมควร
ขอ ๘ เม่ือผูไดรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณรายใดมีกรณีที่ตองถูกเรียกคืน
เครื่องราชอิสริยาภรณตามขอ ๗ ใหสวนราชการตนสังกัดหรือสวนราชการที่เสนอขอพระราชทาน
เคร่ืองราชอิสริยาภรณหรือหนวยงานที่เกี่ยวของ ดําเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐานและประวัติ
การไดรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณของผูนั้นเพื่อสงเร่ืองไปยังสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
เม่อื สํานกั เลขาธิการคณะรฐั มนตรไี ดร บั เรื่องแลว หรอื สํานกั เลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นสมควร
ใหเสนอรายช่ือพรอมท้ังชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณที่สมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืน
เลม ๑๒๒ ตอนพเิ ศษ ๖๗ ง หนา ๑๘ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๘
ราชกจิ จานเุ บกษา
ใหนายกรัฐมนตรีพิจารณา ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบแลวใหสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
เสนอรายชื่อและช้ันตราเครื่องราชอิสริยาภรณที่จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนไปยัง
สาํ นักราชเลขาธกิ าร เพือ่ นําความกราบบังคมทลู พระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืน
เคร่ืองราชอิสริยาภรณ หากทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหเรียกคืนแลว ใหประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ตอ ไป
ขอ ๙ เม่ือไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามขอ ๘ แลว ใหสํานักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรีแจงใหสวนราชการตนสังกัดของผูไดรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณหรือ
สวนราชการที่เสนอขอพระราชทานเคร่ืองราชอิสริยาภรณหรือหนวยงานที่เก่ียวของ ดําเนินการ
เรียกเคร่ืองราชอิสริยาภรณคืนจากผูไดรับพระราชทานหรือทายาทของผูไดรับพระราชทาน
เครื่องราชอิสริยาภรณ แลวแตกรณี โดยพลัน หากผูไดรับพระราชทานหรือทายาทของผูไดรับ
พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณไมสามารถสงคืนเคร่ืองราชอิสริยาภรณดวยประการใด ๆ ใหใช
ราคาตามที่สาํ นกั เลขาธกิ ารคณะรัฐมนตรีกําหนด
ในกรณีท่ีผูไดรับพระราชทานเคร่ืองราชอิสริยาภรณรายใดซึ่งมีเหตุท่ีจะตองถูกเรียกคืน
เครือ่ งราชอิสรยิ าภรณแ ลวไดวายชนมลง ใหด าํ เนนิ การเรยี กคืนโดยพลัน
ขอ ๑๐ ใหนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบน้ี โดยใหเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดําเนินการ
เก่ียวกับปญ หาในทางปฏิบตั ิตามระเบยี บน้ี หากไมไดขอยุติใหน าํ เสนอนายกรฐั มนตรีเพอื่ วินจิ ฉยั
คําวนิ ิจฉัยของนายกรัฐมนตรีใหเ ปนท่สี ดุ
ประกาศ ณ วนั ที่ ๑๕ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
พนั ตาํ รวจโททักษิณ ชนิ วัตร
นายกรัฐมนตรี