The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือชุด 6 เล่ม (พรรณไม้ ผีเสื้อ แตน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินก นก ค้างคาว)
โครงการ อพ.สธ. สนองพระราชดำริโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dpongchai, 2020-08-12 11:27:20

แตน

หนังสือชุด 6 เล่ม (พรรณไม้ ผีเสื้อ แตน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินก นก ค้างคาว)
โครงการ อพ.สธ. สนองพระราชดำริโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Keywords: อพ.สธ.

แตนเบียน บรเิ วณเขาถำ�้ เสอื -เขาจำ� ปา

อ�ำเภอแกง่ คอย จงั หวัดสระบรุ ี

รองศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิกา อารียก์ ุล บทุ เชอร์

ภาควชิ าชวี วทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โครงการอนรุ กั ษพ์ นั ธุกรรมพชื อนั เนือ่ งมาจากพระราชดำ� ริ
สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี
สนองพระราชด�ำรโิ ดยจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย



ค�ำน�ำ

แตนเบียนจัดเป็นแมลงท่ีมีความส�ำคัญมากต่อระบบนิเวศบก และเศรษฐกิจ
แตย่ งั ไมค่ อ่ ยเปน็ ทร่ี จู้ กั มากนกั สำ� หรบั บคุ คลทว่ั ไป แมว้ า่ จะจดั อยใู่ นกลมุ่ เดยี วกบั ผงึ้ มด
ต่อ และแตนชนิดอื่น อาจเป็นเพราะแตนเบียนมีขนาดเล็ก มีความหลากชนิดสูงมาก
และเปราะบาง จงึ ตอ้ งใช้วิธีเกบ็ ตัวอยา่ งและการเก็บรกั ษาตัวอยา่ งทแ่ี ตกตา่ งจากแมลง
กลมุ่ อนื่ ทม่ี ขี นาดใหญ่ ดงั นนั้ ผเู้ ขยี นมคี วามตง้ั ใจอยากใหค้ วามรแู้ ละแนะนำ� แมลงกลมุ่ น้ี
ใหบ้ คุ คลทว่ั ไปรู้จกั
พน้ื ทบี่ รเิ วณเขาถำ้� เสอื เขาจำ� ปาเปน็ อกี บรเิ วณหนง่ึ ทคี่ วรอนรุ กั ษไ์ ว้ เนอื่ งจาก
มคี วามหลากชนดิ ของพชื และสตั วส์ งู แตย่ งั ไมค่ อ่ ยมรี ายงานสงิ่ มชี วี ติ จากพนื้ ทน่ี มี้ ากนกั
หนังสือเล่มน้ีจะเป็นเล่มหนึ่งที่ร่วมบอกเล่าถึงความหลากหลายของส่ิงมีชีวิตในพ้ืนที่นี้
เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และให้ประชาชนท่ัวไปตระหนักถึง
ความส�ำคัญของทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย ในหนังสือได้กล่าวถึงแตนเบียน
ชนิดต่างๆ พร้อมภาพประกอบและค�ำอธิบายลักษณะทางสัณฐานภายนอกแบบสั้น
มีเน้ือหาไมม่ ากนักจงึ เหมาะสำ� หรบั ใช้เป็นคมู่ อื เบือ้ งต้นในการศกึ ษาแตนเบียน
ผเู้ ขยี นหวงั เปน็ อยา่ งยง่ิ วา่ หนงั สอื เลม่ นจี้ ะเปน็ ประโยชนแ์ กผ่ อู้ า่ นไมม่ ากกน็ อ้ ย
และสร้างแรงบนั ดาลใจในการศกึ ษาวิจัยทางกฏี วทิ ยากับเยาวชนไทย

ผจู้ ดั ท�ำ
พฤศจิกายน

ค�ำนิยม

เนอ่ื งในโอกาสทจ่ี ฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ไดร้ บั พระราชทานพระราชานญุ าตจาก
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เป็นเจ้าภาพร่วมกับโครงการ
อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชด�ำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกมุ ารี (โครงการ อพ.สธ.) จัดงานประชมุ วิชาการและนทิ รรศการครั้งที่ 9
ในหัวข้อ ทรัพยากรไทย: ศักยภาพมากล้นมีให้เห็น ในปีพุทธศักราช 2560 ณ พ้ืนที่
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี ต�ำบลช�ำผักแพว อ�ำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี
นบั เปน็ พระมหากรณุ าธิคณุ เปน็ ลน้ พน้ แก่ชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นบั ตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2550 เปน็ ตน้ มา จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ไดข้ ยายพนื้ ทด่ี ำ� เนนิ
กจิ กรรมทางดา้ นการเรยี นการสอน การวจิ ยั การบรกิ ารวชิ าการและกจิ กรรมในรปู แบบอนื่ ๆ
ของคณาจารย์ บุคลากรและนิสิต มายังพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี
ซ่ึงแต่เดิม คือ โครงการพัฒนาที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ�ำเภอแก่งคอย
จงั หวัดสระบรุ ี ท่ีไดเ้ รม่ิ ดำ� เนินการมาตั้งแตป่ ี พ.ศ. 2532 จากการรเิ ร่มิ จัดหาทด่ี ิน โดย
ศาสตราจารย์ ดร.บุญรอด บิณฑสนั ต์ และไดม้ อบพื้นท่ใี หก้ บั จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2548 มหาวทิ ยาลยั ไดแ้ ตง่ ตงั้ คณะกรรมการวางแผนพฒั นาพนื้ ทส่ี ระบรุ ี
และในปี พ.ศ. 2549 มอบหมายใหค้ ณะวทิ ยาศาสตรจ์ ดั ทำ� “โครงการสำ� รวจสงิ่ แวดลอ้ ม
ทางชีวภาพ กายภาพ และการประเมินสถานภาพทางนิเวศวิทยาในพื้นท่ีโครงการ”
เพ่ือสำ� รวจและเกบ็ ข้อมลู ท้ังทางด้านกายภาพและชวี ภาพของพนื้ ที่
กิจกรรมการส�ำรวจธรรมชาติวิทยาในพ้ืนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี
ได้ด�ำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นแผนพัฒนาเครือข่ายวิชาการจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั ในภูมิภาค ท่ไี ดถ้ วายรายงานตอ่ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรม
ราชกุมารี ในโอกาสเสด็จพระราชด�ำเนินมาทรงติดตามความก้าวหน้าโครงการ
พฒั นาทดี่ นิ ของจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั อำ� เภอแกง่ คอย จงั หวดั สระบรุ ี ในวนั พฤหสั บดี
ท่ี 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ซึ่งมีสาระที่ส�ำคัญตอนหน่ึงเก่ียวข้องกับการพัฒนาพื้นท่ี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี เพื่อการเรียนการสอนธรรมชาติวิทยา แบบ
ตอ่ เนอื่ งในระยะยาว โดยมอบหมายใหภ้ าควชิ าชวี วทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย เป็นหนง่ึ ในหนว่ ยงานท่รี ่วมรบั ผดิ ชอบด�ำเนินการ

ขอ้ มลู ทางธรรมชาตวิ ทิ ยาท่ี คณาจารย์ นกั วจิ ยั และนสิ ติ ของภาควชิ าชวี วทิ ยา
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมส�ำรวจ ภายใต้การสนับสนุนของ
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ตง้ั แต่ ปี พ.ศ. 2549 จนถงึ ปจั จบุ นั มคี ณุ คา่ เชงิ วชิ าการสงู มาก
สมควรได้รับการรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีความยินดีและขอขอบพระคุณเป็นอย่างย่ิงท่ีศูนย์
เครือข่ายการเรียนรู้เพ่ือภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดพิมพ์หนังสือเก่ียวกับ
สรรพชีวิตในพื้นที่สระบุรีจ�ำนวน 6 เร่ืองได้แก่ พืชพรรณในพ้ืนท่ี ผีเสื้อ แตนเบียน
สัตว์สะเทินน้�ำสะเทินบก นก และค้างคาว ไว้เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงของพื้นท่ีและ
ของจังหวัดสระบุรี อันจะยังให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ จนน�ำไปสู่การอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติไว้ต่อไป
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กิตนะ

หวั หนา้ ภาควชิ าชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั

สารบัญ

หน้า
บทนำ� 1
ชวี วิทยาของแตนเบียน 3
การเกบ็ ตัวอย่างแตนเบียน 5
• กับดกั แสงไฟ 5
• กบั ดัก Malaise 9
• สวงิ จบั แมลง 11

แตนเบยี นท่พี บบรเิ วณพนื้ ทีเ่ ขาถำ้� เสอื และเขาจำ� ปา 12
• วงศ์ Stephanidae 12
• วงศ์ Diapriidae 14
• วงศ์ Dryinidae 16
• วงศ์ Bethylidae 17
• วงศ์ Chrysididae 19
• วงศ์ Scelionidae 20
• วงศ์ Chalcididae 22
• วงศ์ Ichneumonidae 24
• วงศ์ Braconidae 30

กิตตกิ รรมประกาศ 57

บรรณานุกรม 58

ความหลากหลายของแตนเบียน

บริเวณเขาถ�ำ้ เส้ือและเขาจำ� ปา อ�ำเภอแกง่ คอย จงั หวดั สระบุรี

รองศาสตราจารย์ ดร.บัณฑกิ า อารยี ์กลุ บุทเชอร์
ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทนำ�

แตนเบยี น (parasitoid wasps) จดั อยูใ่ นอนั ดบั Hymenoptera กลุม่ เดียว
กบั ผง้ึ มด ตอ่ และแตนชนดิ อนื่ มกี ารเจรญิ เปลยี่ นแปลงรปู รา่ งแบบสมบรู ณ์ (complete
metamorphosis) โดยมี 4 ระยะ คือ ไข่ ตวั อ่อน ดกั แด้ และตัวเตม็ วยั แตนเบียนด�ำรงชีวิต
เป็นแมลงเบียน คือตัวเมียจะวางไข่ไว้ภายในหรือภายนอกล�ำตัวของแมลงชนิดอ่ืน
(เรียกว่า แมลงให้อาศัย) เมื่อไข่ฟัก ตัวอ่อนของแตนเบียนจะเจริญเติบโต ลอกคราบ
กดั กนิ เนอ้ื เยอ่ื ของแมลงใหอ้ าศยั เปน็ อาหาร เมอ่ื เจรญิ เตม็ ทจี่ ะฆา่ แมลงใหอ้ าศยั ตาย จาก
วิถีการด�ำรงชีวิตดังกล่าว แตนเบียนจึงมีบทบาทในการควบคุมประชากรของแมลงใน
ระบบนเิ วศบก ไมใ่ หม้ จี ำ� นวนประชากรมากเกนิ ไป นอกจากนยี้ งั สามารถนำ� ความรเู้ กย่ี วกบั
วถิ ชี วี ติ ของแมลงเบยี นมาประยกุ ตใ์ ชแ้ ตนเบยี นเปน็ ศตั รธู รรมชาติ เพอื่ ควบคมุ ประชากร
ของแมลงศัตรูพืช (ส่วนใหญ่เป็นหนอนผีเสื้อ) โดยชีววิธี (biological control) แตน
เบียนจึงมีประโยชน์อย่างยิ่งท้ังต่อระบบนิเวศบก และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้าน
การเกษตร การนำ� แตนเบยี นมาใชเ้ ป็นแมลงศตั รูพชื ชว่ ยลดปญั หาการใชส้ ารเคมกี ำ� จดั
แมลงศัตรูพืช ลดตน้ ทนุ การผลติ ของเกษตรกรและสามารถผลติ ผลผลิตทางการเกษตร
ทป่ี ลอดสารพษิ ทำ� ใหเ้ พม่ิ มลู คา่ การสง่ ออกได้ ไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ สารพษิ ตกคา้ งในสงิ่ แวดลอ้ ม
เพราะเปน็ การนำ� ส่งิ มีชีวติ ที่มอี ย่แู ลว้ ตามธรรมชาติ มาใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ อกี ทัง้ ไม่กอ่
ให้เกิดปญั หาสุขภาพตอ่ ทง้ั เกษตรและผู้บริโภค
แตนเบียนสามารถเบียนแมลงได้เกือบทุกกลุ่ม และในทุกระยะของการเจริญ
ต้ังแต่ ไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ต้องการแมลงให้อาศัยเพียงตัวเดียวเท่านั้น
แตนเบยี นมกั จะเบียน ไข่ ตัวอ่อน และดักแดข้ องแมลงในกลุม่ ผีเส้ือ (Lepidoptera)
ดว้ ง หรอื แมลงปกี แขง็ (Coleoptera) แมลงวนั (Diptera) แมลงชา้ ง (Neuroptera) ผงึ้

1

มด ต่อ แตน (Hymenoptera) และเพลี้ยที่ชอบดูดกินน�้ำเล้ียงของพืชเป็นอาหาร
(Hemiptera) เช่น เพลี้ยอ่อน สำ� หรบั แมลงให้อาศัยในระยะตวั เตม็ วัย จะมแี ตนเบียน
เพียงบางกลุ่มเท่าน้ัน เช่น ในวงศ์ย่อย Euphorinae ท่ีเบียนด้วง และมวนตัวเต็มวัย
สามารถพบแตนเบยี นกลมุ่ นใี้ นพนื้ ทเ่ี ขาถำ�้ เสอ้ื และเขาจำ� ปา แตนเบยี นยงั สามารถเบยี น
สตั ว์ขาขอ้ กลุ่มอื่นได้ดว้ ย เชน่ แมงมุม เหบ็ ไร และตะขาบ
แตนเบียนนอกจากมีประโยชน์มากแล้ว ยังจัดเป็นแมลงกลุ่มหนึ่งท่ีมีความ
หลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ท้ังชนิด ลักษณะสัณฐานภายนอก และการด�ำรงชีวิต
ความหลากชนดิ ของแตนเบยี นจดั เปน็ อนั ดบั สองรองจากแมลงปกี แขง็ หรอื ดว้ ง ในอนั ดบั
Coleoptera อย่างไรก็ดีนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า แตนเบียนอาจมีจ�ำนวนชนิด
มากกวา่ ดว้ ง เพยี งแตย่ งั ไมไ่ ดร้ บั การคน้ พบ ศกึ ษา และตง้ั ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ การดำ� รงชวี ติ
ของแตนเบียนมีทั้งชนิดท่ีเบียนภายในตัวของแมลงให้อาศัย (endoparasitoid) และ
เบียนภายนอกตัวของแมลงให้อาศัย (ectoparasitoid) อาจเป็นแตนเบียนเดี่ยว
(solitary) คอื แมลงใหอ้ าศยั 1 ตวั ตอ่ หนอนแตนเบยี น 1 ตวั หรอื แบบกลมุ่ (gregarious)
คอื แมลงใหอ้ าศัย 1 ตัวตอ่ แตนเบียนมากกวา่ 1-1,000 ตวั หรือแตนเบยี นบางชนิดอาจ
ไม่ได้ด�ำรงชวี ติ เป็นแมลงเบียน แตก่ ินพชื เป็นอาหาร เช่น แตนเบียนมะเดื่อ (fig wasp)
ซึ่งแตนเบียนชนิดน้ีสามารถพบได้ในพ้ืนท่ีโดยรอบเขาถ้�ำเสือ และเขาจ�ำปา เนื่องจาก
มีต้นมะเดือ่ อยจู่ ำ� นวนหน่ึง
ถึงแมว้ ่าแตนเบยี นเป็นแมลงทม่ี ีความหลากชนดิ สูงและมคี วามส�ำคญั อย่างยิ่ง
ต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจ แต่ยังมีผู้สนใจศึกษาแมลงกลุ่มน้ีไม่มากนัก เนื่องจาก
แตนเบียนเป็นแมลงที่มีขนาดเล็กและเปราะบาง ดังนั้นต้องใช้วิธีเฉพาะในการจับและ
การปักเข็ม การวินิจฉัยชนิดต้องการนักอนุกรมวิธานท่ีมีความเช่ียวชาญแมลงกลุ่มน้ี
โดยเฉพาะมาช่วยในการวินิจฉัยชนิด ปัญหาที่มักพบคือ ไม่มีรูปวิธานของแตนเบียน
ทสี่ นใจศกึ ษา โดยเฉพาะแตนเบยี นทเ่ี กบ็ ไดใ้ นประเทศไทย จากประสบการณก์ ารศกึ ษา
สำ� รวจ เกบ็ ตวั อยา่ งแตนเบยี นในประเทศไทยของผเู้ ขยี นมากกวา่ 10 ปี พบวา่ แตนเบยี น
ส่วนใหญ่ท่ีพบในประเทศไทยเป็นชนิดใหม่ ผู้เขียนค้นพบแตนเบียนชนิดใหม่ในสกุล
Aleiodes เพียงสกุลเดียวจากตัวอย่างแตนเบียนท่ีเก็บได้ในประเทศไทยถึง 176 ชนิด
และคาดว่าจะมีจ�ำนวนมากกว่านี้ ปัจจุบันมีรายงานแตนเบียนวงศ์ Braconidae

2

อยา่ งเปน็ ทางการในประเทศไทย 330 ชนดิ เนือ่ งจากผูเ้ ขยี นศกึ ษา วิจัยแตนเบียนกลุ่ม
นี้มากกว่ากลุ่มอื่น จึงมีข้อมูลของแตนเบียนวงศ์นี้ค่อนข้างมาก ทั้งโลกมีรายงาน
แตนเบียน braconid ทั้งสิ้น 18,000 ชนิด และยังคงมีการค้นพบแตนเบียนชนิดใหม่
อยเู่ รอ่ื ยๆ ทกุ ปี แสดงใหเ้ หน็ วา่ แมลงกลมุ่ นยี้ งั มอี กี จำ� นวนมากทรี่ อการคน้ พบและศกึ ษา

ชวี วทิ ยาของแตนเบียน

แตนเบียนตัวเต็มวัยด�ำรงชีวิตอิสระ สามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว เพื่อหาคู่
ผสมพันธุ์และในตัวเมียเพื่อหาแมลงให้อาศัยส�ำหรับวางไข่ แตนเบียนเพศเมีย
มีความสามารถในการค้นหาแมลงให้อาศยั สงู มาก ถึงแมว้ ่าแมลงใหอ้ าศัยจะซ่อนตวั อยู่
เช่น หนอนม้วนใบ หนอนชอนใบ แตนเบียนมีอวัยวะวางไข่ (ovipositor) มีลักษณะ
คลา้ ยเขม็ ฉดี ยา ใชส้ �ำหรับแทงเขา้ ไปในตัวของแมลงใหอ้ าศยั เพอ่ื วางไข่ สามารถสงั เกต
เห็นอวัยวะวางไข่ได้ชัดเจน โดยมักจะย่ืนยาวออกมาจากบริเวณปลายสุดของส่วนท้อง
แตใ่ นแตนเบยี นหลายชนดิ อวยั วะวางไข่ จะหดซอ่ นอยใู่ นสว่ นทอ้ ง เหน็ เพยี งปลายแหลม
ย่ืนออกมาเล็กน้อย เวลาต้องการใช้ถึงจะยื่นออกมา ส่วนปลายสุดของอวยัวะวางไข่
จะมีตัวรับความรู้สึกอยู่ เม่ือแตนเบียนใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าไปในตัวแมลงให้อาศัย
จะมีการปล่อยสารพิษ (venom) ก่อนหรือระหว่างวางไข่ก็ได้ สารพิษน้ีจะท�ำให้แมลง
ให้อาศัยเป็นอัมพาตช่ัวคราว หรือถาวรก็ได้ ข้ึนกับชนิดของแตนเบียน นอกจากน้ี
ยงั สามารถเปลยี่ นระบบสรรี วทิ ยาของแมลงใหอ้ าศยั ใหเ้ ออื้ ประโยชนต์ อ่ ตวั ออ่ นแตนเบยี น
ทีจ่ ะฟกั จากไขด่ ้วย โดยไปกดภมู ิคุม้ กันของแมลงให้อาศยั ไม่ใหก้ ำ� จดั ตัวออ่ นแตนเบียน

ค�ำศัพท์ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั ชวี วิทยาของแตนเบยี น

“primary parasitoid” แตนเบยี นท่เี บยี นแมลงให้อาศัย และฆ่าแมลงใหอ้ าศัยตาย
“hyperparasitoid” แตนเบียนของแตนเบียนหลัก โดยจะเบียนแตนเบียนหลัก
ขณะท่ีก�ำลังเจริญอยู่ภายในแมลงให้อาศัย โดยแมลงให้อาศัยยังไม่ตาย หรืออาจ
เบียนแตนเบียนหลักหลังจากท่ีเจริญจนถึงระยะท่ีเลิกกินแมลงให้อาศัยแล้ว และแมลง
ให้อาศัยมกั จะตายแลว้

3

“idiobiont” แตนเบยี นจะทำ� ใหแ้ มลงใหอ้ าศยั เปน็ อมั พาตถาวรหรอื ตายทนั ที ในกรณนี ี้
ตัวอ่อนแตนเบียนไม่ต้องป้องกันตัวเองจากระบบภูมิคุ้มกันของแมลงให้อาศัย ส�ำหรับ
แตนเบียนท่ีมีวิถีชีวิตแบบน้ี มักจะใช้เวลาในการเจริญส้ัน เนื่องจากแมลงให้อาศัย
ไมส่ ามารถเคลอ่ื นที่ กนิ อาหารไดอ้ กี ตอ่ ไป หรอื อาจตายแลว้ ดงั นนั้ ตวั ออ่ นแตนเบยี นจงึ
ต้องรีบเจรญิ พฒั นาเปน็ ตวั เตม็ วยั ให้เร็วทสี่ ดุ
“koinobiont” แตนเบยี นจะทำ� ใหแ้ มลงทอ่ี าศยั เปน็ อมั พาตเพยี งชวั่ คราว (เฉพาะตอน
วางไข)่ จากนนั้ แมลงใหอ้ าศยั จะกลบั มาดำ� รงชวี ติ ปกติ สามารถเคลอื่ นที่ และกนิ อาหาร
ได้ ตวั ออ่ นแตนเบยี นจะตอ้ งปรบั ตวั และปอ้ งกนั ตวั เองจากระบบภมู คิ มุ้ กนั ของแมลงให้
อาศัย ส�ำหรับแตนเบียนที่มีการด�ำรงชีวิตแบบน้ี มักจะใช้เวลาในการเจริญนานเพราะ
แมลงให้อาศยั ยังไมต่ าย จึงไมต่ ้องรีบเจรญิ พฒั นาเป็นตวั เตม็ วัย
“superparasitism” แตนเบยี น A วางไขใ่ นแมลงใหอ้ าศยั ทถี่ กู เบยี นแลว้ โดยแตนเบยี น
B โดยทีแ่ ตนเบียน A และ B เป็นแตนเบียนชนิดเดียวกนั
“multiparasitism” แตนเบยี น A วางไขใ่ นแมลงใหอ้ าศยั ทถี่ กู เบยี นแลว้ โดยแตนเบยี น
B โดยท่ีแตนเบยี น A และ B เปน็ แตนเบยี นคนละชนิดกนั
“polyembryony” แตนเบียนวางไข่ 1 ฟองในแมลงให้อาศัย ไข่จะมีการแบ่งตัว
เจริญได้ตัวอ่อนแตนเบียนต้ังแต่ 10 - 1,000 ตัว ข้ึนกับชนิดของแตนเบียนและ
ขนาดของแมลงให้อาศัย
“egg parasitoid” แตนเบยี นทเ่ี บยี นแมลงใหอ้ าศยั ในระยะไข่ เมอ่ื ไขฟ่ กั จะกนิ เนอื้ เยอ่ื
ภายในไข่ เจริญเติบโต และเข้าดักแด้อยู่ภายในไข่แมลงเลย เมื่อถึงเวลาแตนเบียน
ตวั เตม็ วัยจะออกมาจากไขข่ องแมลงใหอ้ าศัย
“larval parasitoid”แตนเบยี นเบยี นแมลงใหอ้ าศยั ในระยะตวั ออ่ น แตนเบยี นบางชนดิ
จะเขา้ ดกั แดใ้ นตวั ออ่ นของแมลงใหอ้ าศยั และออกจากซากหนอนแมลงใหอ้ าศยั ในระยะ
ตวั เตม็ วยั หรอื บางชนดิ หนอนแตนเบยี นระยะสดุ ทา้ ย จะเจาะผนงั ลำ� ตวั ของหนอนแมลง
ใหอ้ าศัยออกมาเขา้ ดกั แด้ภายนอก
“pupal parasitoid” แตนเบียน เบียนแมลงให้อาศัยในระยะดกั แด้
“egg-larval parasitoid” ในแตนเบียนท่ีมีวิถีชีวิตแบบ koinobiont แตนเบียน
4

ตวั เมยี จะวางไขใ่ นไขข่ องแมลงใหอ้ าศยั และคอ่ ยๆ เจรญิ อยภู่ ายในไขข่ องแมลงใหอ้ าศยั
ไข่ของแมลงให้อาศยั จะฟกั เปน็ ตัวออ่ น เจริญ และกินอาหารได้ แตเ่ ม่ือแตนเบยี นเจรญิ
เตม็ ทแ่ี ลว้ จะฆา่ แมลงใหอ้ าศยั ตาย
“larval-pupal parasitoid” ในแตนเบยี นที่มวี ถิ ีชวี ติ แบบ koinobiont แตนเบยี น
ตัวเมียจะวางไข่ในตัวอ่อนของแมลงให้อาศัย และค่อยๆ เจริญอยู่ภายในตัวอ่อน
ของแมลงใหอ้ าศยั ตวั ออ่ นของแมลงใหอ้ าศยั จะเขา้ ดกั แด้ เมอ่ื แตนเบยี นเจรญิ เตม็ ทแ่ี ลว้
จะฆา่ แมลงใหอ้ าศยั ตาย

การเกบ็ ตวั อยา่ งแตนเบียน

สามารถเกบ็ ตวั อยา่ งแตนเบยี นไดห้ ลายวธิ ี ขน้ึ กบั วา่ สนใจศกึ ษาแตนเบยี นกลมุ่
ไหน เนื่องจากแตนเบียนเป็นแมลงที่มีขนาดแตกต่างกันมาก ตั้งแต่เล็กมาก (น้อยกว่า
1 มลิ ลเิ มตร) ถงึ มากกวา่ 2 เซนติเมตร บางชนิดชอบอยตู่ ามพุ่มไม้เต้ยี ๆ บางชนิดบนิ สูง
อยู่ตามยอดไม้ บางชนิดหากินเวลากลางคืน ดังนั้นวิธีและอุปกรณ์ท่ีใช้จับ จึงมีความ
สำ� คัญมาก ในหนงั สือเล่มนขี้ อยกตวั อย่างอุปกรณจ์ ับแมลงท่ผี เู้ ขียนใช้อย่เู ปน็ ประจ�ำใน
การจับแตนเบียน
1. กบั ดกั แสงไฟ (black light trap)
กับดักชนดิ นเ้ี หมาะส�ำหรบั จับแตนเบียนทอี่ อกหากินในเวลากลางคนื ใชแ้ สงไฟลอ่
แมลงมาทกี่ ับดัก โดยกบั ดกั น้ีประกอบดว้ ย

• ผ้าขาวผืนใหญ่ ส�ำหรับใหแ้ มลงมาเกาะ
• หลอดไฟแสงจนั ทร์ 1 หลอด ขนาด 250 วัตต์ ขนาดก�ำลังไฟอาจสูงกวา่ นี้ แต่
ผเู้ ขยี นมกั ใชข้ นาดนี้ เพราะไมร่ อ้ นจนเกนิ ไปเวลาเขา้ ไปเลอื กเกบ็ แมลงทกี่ บั ดกั
• หลอดไฟยวู แี สงขาว 2 หลอด โดยให้หลอดไฟแสงจนั ทร์อยตู่ รงกลาง และผกู
หลอดไฟยูวีไวข้ ้างหลอดไฟแสงจันทร์
• ปล๊กั ไฟและสายไฟยาวอย่างนอ้ ย 200 เมตร (เผ่ือไวใ้ นกรณที ตี่ ้องลากสายไฟ
ยาวเพ่ือเสยี บปลั๊ก)
• เครื่องป่ันไฟ ในกรณที ่ีติดต้ังกับดกั แสงไฟบริเวณทไ่ี มม่ ีปล๊ักใหเ้ สยี บ

5

เน่ืองจากการติดต้ังกับดกั แสงไฟ จะต้องน�ำผา้ ขาวไปผูกโยงไว้กับตน้ ไม้ 2 ต้น
เพื่อขึงผ้าให้ตึง ในภาคสนามบางคร้ังไม่สามารถหาต้นไม้ที่ห่างกันพอเหมาะ หรือ
ต�ำแหน่งท่ีเหมาะในการผูกผ้าขาวได้ ดังน้ันผู้เขียนและสมาชิกในห้องปฏิบัติการ
นิเวศวิทยาเชิงผสมผสาน จึงคิดค้น ดัดแปลงกับดักแสงไฟแบบใหม่ ให้สามารถน�ำไป
ตดิ ตง้ั ทไี่ หนในภาคสนามกไ็ ด้ (ภาพที่ 1) และมเี ครอ่ื งปน่ั ไฟ เพอ่ื ใชเ้ ปน็ แหลง่ กำ� เนดิ ไฟฟา้
ควรเตรยี มนำ้� มนั ทจี่ ะตอ้ งเตมิ ในเครอ่ื งปน่ั ไฟไปดว้ ย ใสถ่ งั แกลลอนไว้ เพอื่ ความสะดวก
เมือ่ ไปถึงภาคสนาม (ภาพที่ 2)

ภาพท่ี 1 แสดงกับดักแสงไฟท่ีติดตงั้ เรยี บรอ้ ยแลว้ ก่อนเปดิ ไฟ (ซ้าย) เปดิ ไฟแล้ว (ขวา)

6

ภาพที่ 2 กับดักแสงไฟทีเ่ ปดิ ไฟท้ิงไวพ้ ักหนี่งึ แล้ว มแี มลงบินมาเลน่ ไฟจำ� นวนมาก (บน) 7
เครอื่ งป่นั ไฟ และถงั แกลลอนบรรจุนำ้� มนั (ล่าง)

เมอ่ื ตดิ ตงั้ กบั ดกั แสงไฟเสรจ็ แลว้ ตอ้ งตรวจเชค็ บรเิ วณทเ่ี สยี บปลก๊ั ไฟดว้ ย อาจ
หาผ้าใบหรือถงุ มาคลมุ บริเวณปล๊ัก หากฝนตกไฟจะได้ไม่ชอ็ ต แต่ถา้ คืนไหนฝนตกหนกั
มากและมพี ายุ ไมค่ วรตดิ ตง้ั กบั ดกั แสงไฟ เพราะอาจเกดิ ไฟชอ็ ตและลมพดั แรงอาจทำ� ให้
หลอดไฟแตกได้ แมลงกม็ กั จะไมบ่ นิ ในคนื ฝนตก ควรเปดิ ไฟกอ่ นพระอาทติ ยต์ กดนิ และ
สามารถเปิดไฟไว้ได้ตลอดคืน อย่างไรก็ดีจากประสบการณ์แตนเบียนมักจะมาที่กับดัก
ตงั้ แตห่ วั คำ่� จนถงึ เวลาประมาณ 23.00 น. หลงั จากเวลานมี้ กั จะไมพ่ บแตนเบยี นแลว้ แต่
จะพบด้วง และผีเส้ือกลางคนื ที่กับดักแสงไฟมากกวา่
เมอื่ แมลงมาทกี่ บั ดกั สามารถยนื เลอื กเกบ็ ตวั อยา่ งเฉพาะแตนเบยี น หรอื แมลง
ท่ีสนใจได้เลย โดยเก็บตัวอย่างแมลงในเอทานอลร้อยละ 95 (ภาพ 3) อาจใช้ปากคีบ
ขนาดเล็ก หรือพู่กันในการเข่ียแมลงให้ลงขวดเอทานอล ควรท�ำอย่างเบามือ เพราะ
แตนเบียนมขี นาดเล็ก และเปราะบาง รยางค์ เช่นหนวด ขา หรอื ปกี อาจหักได้ หากจบั
หรือบบี แรงๆ และควรเดนิ ส�ำรวจ มองหาตัวอย่างแตนเบยี นจากทง้ั ดา้ นหนา้ และด้าน
หลงั ของกับดกั แสง

ภาพที่ 3 ขณะกำ� ลงั สอนเดก็ ประถมศกึ ษา
สงั เกตและเกบ็ ตวั อยา่ งแมลงจากกบั ดกั แสง
ในโครงการชวนน้องสนองพระราชด�ำริ
วั น ที่ 2 0 - 2 2 มิ ถุ น า ย น 2 5 6 0
อำ� เภอแกง่ คอย จังหวดั สระบุรี

8

2. กบั ดกั Malaise (Malaise trap)
กับดักนี้มีลักษณะคล้ายเต็นท์ ประดิษฐ์และคิดค้นโดยนักกีฏวิทยาชาวสวีเดน
ชอ่ื René Malaise ในปี 1934 โดยไดค้ วามคดิ มาจากการสงั เกตวา่ เวลาออกภาคสนาม
และต้องนอนเต็นท์ เม่ือตื่นมากลับมีแมลงมาเกาะที่เต็นท์มากกว่าที่เค้าเดินจับแมลง
ทง้ั วนั จงึ นำ� เตน็ ทม์ าประยกุ ตด์ ดั แปลงไปเปน็ กบั ดกั จบั แมลง กบั ดกั นม้ี ขี นาดคอ่ นขา้ งใหญ่
ตอ้ งใชส้ องคนช่วยกนั ติดต้ัง หากไมม่ ีความคนุ้ เคยกบั การติดต้งั กับดกั Malaise อาจใช้
เวลาเกอื บ 1 ชวั่ โมงในการตดิ ตง้ั ไมต่ อ้ งเสยี บไฟ สามารถตง้ั ทง้ิ ไวต้ ลอดปี เหมาะสำ� หรบั
จบั แมลงทีบ่ ินไดเ้ ปน็ หลกั เช่น แตนเบยี น ผ้ึง แมลงวัน และแตน เป็นต้น มักใชใ้ นงาน
วิจัยเกี่ยวกับการศึกษาความหลากชนิดของแมลงในพ้ืนที่ศึกษา อุปกรณ์นี้ไม่ต้องเสีย
ค่าใชจ้ ่ายสูงในการดูแลรกั ษา กบั ดักนี้ประกอบด้วย

• ผ้าตาข่ายตาถี่ส�ำหรับท�ำกับดัก ส่วนหลังคาใช้ผ้าตาข่ายสีขาว ส่วนที่เหลือ
ท้งั หมดจะทำ� จากผา้ ตาขา่ ยสดี �ำ
• เชือกไนลอ่ นหรอื เชอื กฟางสำ� หรบั ยดึ ขงึ กบั ดักให้ตึง
• สมอบก
• ขวดเก็บตวั อย่างแมลง
• โครงเหล็กสำ� หรบั ยึดขวดเกบ็ ตัวอย่างแมลงกับตวั กบั ดัก
• ไม้ท่อน หรือท่อพีวีซี ส�ำหรับขึงยึดกับดักด้านหน้าและหลัง หากไม่อยากขน
สามารถตดั ไมท้ ่อนๆ หรอื นำ� กบั ดกั ไปผูกยึดกับต้นไมข้ นาดเลก็ ได้

ข้ันแรกควรยึดด้านหน้าและด้านหลังของกับดัก Malaise ก่อน ดึงให้ตึงแล้ว
ผูกติดกับเสา จากภาพจะเห็นว่าใช้ท่อพีวีซีมาท�ำเป็นเสา จากน้ันค่อยๆ กางด้านข้าง
กับดักออก ใช้เชือกผูกที่มุมทั้ง 4 ข้าง แล้วโยงมายึดกับสมอบก กางผ้าให้ตึง ชายผ้า
ตดิ กบั พนื้ ดนิ ไมค่ วรลอยขน้ึ จากพน้ื ดนิ สงั เกตผา้ ตาขา่ ยสดี ำ� ตรงกลาง จะตง้ั ฉากกบั พน้ื
กับดักจะไปขัดขวางการบินของแมลง แมลงจะเกาะที่ผ้าตาข่ายสีด�ำ และตาม
สญั ชาตญาณแมลงจะคอ่ ยๆ เดนิ ขน้ึ ไปดา้ นบนหลงั คาทท่ี ำ� จากผา้ ตาขา่ ยสขี าว เขา้ หาแสง
และคลานขน้ึ ทสี่ งู เรอื่ ยๆ เพอ่ื หาทางหนี หลงั คาของกบั ดกั Malaise จะมคี วามลาดเอยี ง
ด้านที่สูงกว่าจะมีขวดเก็บแมลงผูกติดไว้ แมลงจะตกลงมาในขวดเก็บแมลงน้ี ซ่ึงบรรจุ
เอทานอลรอ้ ยละ 95 อยู่ (ภาพที่ 4)

9

ควรมาเก็บตัวอย่างแมลงจากขวดเก็บแมลงทุก 24 ชั่วโมง มิฉะนั้นตัวอย่าง
แมลงอาจเนา่ และท�ำใหเ้ กดิ ความเสียหาย ไมส่ ามารถน�ำมาศึกษาวิจยั ต่อไปได้ เมื่อเก็บ
ตวั อยา่ งแมลงแลว้ เปลยี่ นเอทานอลใหมล่ งไปในขวดเกบ็ แมลง หากจะตงั้ กบั ดกั Malaise
ทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน หม่ันตรวจสอบว่ากับดักยังอยู่ในสภาพดีหรือไม่ บางคร้ังอาจ
โดนกวนจากสตั วอ์ ื่น เช่น หมาหรือลิง ท�ำใหก้ บั ดักชำ� รุด เช่น ผ้าตาข่ายขาด หรอื อาจ
เกิดภยั ธรรมชาติ ฝนตก พายุเข้า ลมพัดแรงทำ� ใหก้ ับดักล้ม หรอื ฟา้ ผา่ ตน้ ไมใ้ หญ่ตกลง
มาทบั กับดักพัง ซ่งึ เคยเกิดขึ้นกบั ผ้เู ขียนมาแล้ว

ภาพท่ี 4 กับดกั Malaise ท่ีติดต้งั เรียบรอ้ ยแล้ว

10

3. สวิงจบั แมลง (aerial insect net)
ในทีน่ ี้ขอกลา่ วถงึ สวงิ จบั แมลงทใี่ ช้จับแมลงในอากาศเทา่ นนั้ สวิงจบั แมลง
ประกอบด้วย (ภาพที่ 5)

• ถุงสวิงท่ีท�ำจากผ้าตาข่ายสีขาว หรือด�ำ แต่ผู้เขียนนิยมใช้สีขาว เพราะ
จะช่วยให้มองเห็นแมลงซ่ึงส่วนใหญ่มีสีเข้มได้ชัดเจน ควรมีตาตาข่ายถี่
เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงมุดหนี ถุงสวิงควรจะมีความลึกประมาณ 2 ฟุต หาก
ตื้นเกินไปจะไม่สามารถตลบถุงสวิงกันแมลงออกได้ ผ้าท่ีน�ำมาใช้ท�ำถุงสวิง
จะไมใ่ ชช่ นดิ เดยี วกบั ผา้ ทใ่ี ชท้ ำ� สวงิ ชอ้ นปลา ผา้ ของสวงิ ชอ้ นปลาจะแขง็ เกนิ ไป
และมีตาตาขา่ ยคอ่ นข้างหยาบ ไมเ่ หมาะสำ� หรบั จบั แมลง
• กรอบสวิง มขี นาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางแตกตา่ งกัน ตง้ั แต่ 12”, 15” และ 18”
• ดา้ มจับ ควรมีความเบา สามารถยืดและหดได้ หากตอ้ งการจับแมลงทีบ่ ินสงู
ก็ยืดด้ามสวิงออกมาได้ ความยาวสวิงมาตราฐานคือ 3 ฟุต หรือ
91.5 เซนติเมตร

สวงิ จบั แมลงสามารถประดษิ ฐเ์ องได้ อาจมกี ารดดั แปลง ปรบั เปลยี่ นจากขนาด
มาตรฐาน อย่างไรก็ดี ควรจะถอดแยกสวิงออกเปน็ ช้ินๆ ได้ โดยแยกกรอบสวิง ถุงสวิง
และดา้ มสวงิ ออกจากกัน เพือ่ ความสะดวกในการเก็บรักษา และพกพาเวลาเดนิ ทางไป
ภาคสนาม เม่ือต้องการใช้จึงประกอบสวิงขึ้นมาใหม่ ถุงสวิงสามารถซักได้หากสกปรก
ข้อควรระวัง ไม่ควรโฉบหรือเหว่ียงสวิงไปโดนต้นไม้ท่ีมีหนาม อาจท�ำให้ถุงสวิงขาดได้
เมือ่ ขาดแล้ว เวลาจบั แมลง แมลงอาจบนิ หลดุ หนีไป

ภาพท่ี 5 ขณะก�ำลงั ใชส้ วิงจับแมลง
ในภาคสนาม

11

ท�ำอยา่ งไรเมือ่ ไดต้ ัวอยา่ งแตนเบียนมาแล้ว?

เม่ือได้ตวั อย่างแตนเบียนจากภาคสนามแล้ว ขัน้ ตอนต่อไปคอื นำ� แมลงที่ไดม้ า
ปกั เขม็ เขยี นเลเบล และเกบ็ ในกลอ่ งแมลง เพอ่ื ปอ้ งกนั ไมใ่ หต้ วั อยา่ งชำ� รดุ เสยี หาย และ
ถูกท�ำลายจากแมลงชนิดอื่น ใส่การบูรลงไปในกล่องแมลงเพื่อป้องกันไม่ให้แมลง
ชนิดอ่นื เชน่ เหาหนังสือมากินตวั อย่างแมลง เก็บกล่องแมลงในทอ่ี ากาศถา่ ยเท ไม่ชน้ื
มิฉะนั้นราอาจข้ึนตัวอย่างด้วย หม่ันน�ำกล่องบรรจุตัวอย่างแมลงมาตรวจสอบอยู่เสมอ
หากพบราหรือแมลงทเ่ี ขา้ มากินตัวอยา่ งแมลง จะไดป้ อ้ งกนั ได้ทัน

แตนเบยี นทพี่ บบรเิ วณพนื้ ทเี่ ขาถำ�้ เสอ้ื และเขาจำ� ปา

จากการสำ� รวจ ศกึ ษา และเกบ็ ตัวอย่างแตนเบียน เป็นเวลาเพยี ง 1 ปี โดยใช้
กับดักแสงและกับดัก Malaise เป็นหลกั พบแตนเบยี นจำ� นวนมากกวา่ 350 ตัวอย่าง
อย่างนอ้ ย 90 ชนิด แต่จะขอยกตัวอยา่ งเพยี งบางกลุม่ และอธิบายลักษณะทางสณั ฐาน
ภายนอก และชวี วทิ ยาทว่ั ไปอยา่ งสน้ั เนอ่ื งจากหลายชนดิ ยงั อยใู่ นขนั้ ตอนของการศกึ ษา
วิจัย และวินจิ ฉยั ชนดิ ตัวอยา่ งกลุ่มแตนเบียนท่ีพบในพืน้ ที่ศกึ ษามีดงั นี้

วงศ์ Stephanidae

จัดอยู่ใน superfamily Stephanoidea วงศ์ Stephanidae มาจาก
ภาษากรกี “stephanos” แปลวา่ มงกฎุ โดยดา้ นบนของหวั จะมสี ว่ นของ exoskeleton
ยน่ื แหลมออกมาคลา้ ยซฟี่ นั 3 ซ่ี (ภาพที่ 6 ลกู ศรช)้ี มลี กั ษณะคลา้ ยใสม่ งกฎุ จงึ เปน็ ทม่ี า
ของชื่อแตนเบียนวงศ์ มีรายงานพบแตนเบียนวงศ์น้ีได้ท่ัวโลก แต่มักพบไม่บ่อยนัก
หากเจอสามารถสังเกตได้ง่าย เน่ืองจากแตนเบียนกลุ่มนี้มีขนาดใหญ่ อาจมีความยาว
ล�ำตัมากถึง 2 เซนติเมตร ปัจจบุ นั มแี ตนเบยี นวงศ์นี้ท่ัวโลกประมาณ 320 ชนิด 11 สกลุ
มักพบมากในประเทศเขตร้อน ตัวอย่างที่พบในพื้นท่ีเป็นเพศผู้ เนื่องจากไม่มีอวัยวะ
วางไข่ย่ืนออกมาท่ีปลายของส่วนท้อง หากเป็นตัวเมีย จะมีอวัยวะวางไข่ยาวมาก
ยาวกว่าความยาวล�ำตัว สามารถสังเกตได้ง่าย ตัวอย่างที่จับได้มีสีด�ำ ยกเว้นส่วนหัว
มีสนี ้ำ� ตาลแดง ปกี สนี �้ำตาลใส มกั เบยี นตวั อ่อนของดว้ งเจาะไม้ (วงศ์ Cerambycidae
และ Buprestidae) หรือแตนชนิดอ่ืน เป็นแตนเบียนเด่ียว มักพบตอนกลางวัน

12

แต่บางคร้ังอาจพบที่กับดักแสง แสดงให้เห็นว่าแตนเบียนวงศ์น้ีมีช่วงเวลาในการออก
หากินคอ่ นข้างนาน เปน็ แตนเบยี นทบ่ี นิ ช้า และบนิ ไม่คอ่ ยเกง่ มาก

ภาพที่ 6 แตนเบียนเพศผู้วงศ์ Stephanidae แสดงใหเ้ หน็ ลักษณะคลา้ ยฟนั 3 ซี่
ทางด้านบนของสว่ นหัว (บน) เต็มตัว (ล่าง)
ถ่ายภาพโดย นายพรเทพ เก้ือกจิ

13

แตนเบยี นใน superfamily Proctotrupoidea

สมาชิกใน superfamily Proctotrupoidea เป็นแมลงขนาดเล็กถึงเล็กมาก
ส่วนใหญม่ ีสีดำ� และมนั วาว ปีกมเี ส้นปกี ท่ีลดรูป

วงศ์ Diapriidae

ตวั เตม็ วยั มขี นาดเลก็ ตงั้ แต่ 1-6 มลิ ลเิ มตร หนวดเปน็ แบบหกั ขอ้ ศอก มจี ำ� นวน
ปลอ้ ง 11-15 ปลอ้ ง อกปลอ้ งแรกมลี กั ษณะยาว มที ง้ั ชนดิ ทมี่ ปี กี และไมม่ ปี กี แตต่ วั อยา่ ง
ท่ีพบมีปีก เส้นปีกลดรูปลง ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะทางสัณฐานภายนอกแตกต่างกัน
ชัดเจน ท�ำให้บางคร้ังอาจคิดว่าเป็นคนละชนิดกัน ส่วนต่อระหว่างอกและท้องแสดง
ลักษณะเอวคอดชัดเจน แต่เป็นแบบปกติไม่มีการเปล่ียนแปลงรูปร่าง ผิวเรียบและ
มันวาว ไม่มีรอยหยักและขรุขระ ไม่สามารถมองเห็นอวัยวะวางไข่ได้ในแตนเบียน
เพศเมีย เนื่องจากจะหดเก็บไว้ในส่วนท้องเวลาไม่ใช่ เวลาวางไข่จึงย่ืนออกมา มัก
เบยี นหนอนหรอื ดักแด้ของแมลงในอนั ดับ Lepidoptera, Coleoptera และ Diptera
โดยเฉพาะในกลมุ่ แมลงวนั กน้ ขนในวงศ์ Tachinidae ซงึ่ ดำ� รงชวี ติ เปน็ แมลงเบยี นเชน่ กนั
มีการแสดงพฤติกรรมแบบ hyperparasitoid คือเป็นแตนเบียนของแมลงเบียนอีก
ทีหน่งึ มรี ายงานพบว่าบางชนิดสามารถเบยี นมดในอนั ดับ Hymenoptera ด้วย
นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าน่าจะมีแตนเบียนวงศ์น้ีประมาณ 4,000 ชนิด
ท่ัวโลก ปัจจุบันน้อยกว่า 50% ของสมาชิกวงศ์น้ีที่ถูกค้นพบ ศึกษา และต้ัง
ช่ือวิทยาศาสตร์ เน่ืองจากแตนเบียนวงศ์นี้มีขนาดเล็กมาก มักถูกมองข้ามไป ในพื้นท่ี
เขาถำ้� เสอื และเขาจ�ำปา พบ 2 ตัวอยา่ ง จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Dipriinae (ภาพท่ี 7)

14

ภาพท่ี 7 แตนเบยี นในวงศ์ Diapriidae ท้งั 2 ชนิดท่พี บในพนื้ ท่ศี กึ ษา

15

แตนเบยี นใน superfamily Chrysidoidea

สามารถพบแตนเบยี นกลมุ่ นไ้ี ดท้ ว่ั ไป มคี วามหลากหลายสงู ปจั จบุ นั มรี ายงาน
พบ Chrysidoidea ถึง 6,000 ชนิดท่ัวโลก นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า น่าจะมี
แตนเบยี นกลมุ่ นอี้ กี จำ� นวนมากทร่ี อการคน้ พบ ศกึ ษา และตงั้ ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ ประกอบ
ไปดว้ ย 3 วงศใ์ หญค่ อื Bethylidae, Chrysididae และ Dryinidae และอกี 4 วงศข์ นาด
เล็ก ลำ� ตัวของ Chrysidoidea มีขนาดเลก็ ยาวไม่เกิน 7 มลิ ลเิ มตร

วงศ์ Dryinidae

ชอ่ื ของแตนเบยี นวงศน์ มี้ าจากภาษากรกี “dryinus” ทแ่ี ปลวา่ ตน้ โอก๊ เนอ่ื งจาก
ตวั อยา่ งแตนเบยี นชนดิ แรกในวงศน์ ี้ เกบ็ ไดจ้ ากตน้ โอก๊ ในประเทศสเปน สามารถพบแตน
เบยี นวงศน์ ไ้ี ด้ทว่ั โลก ปัจจุบันมีรายงานมากกว่า 1,700 ชนดิ ใน 15 วงศ์ย่อย 50 สกลุ
มหี นวด 10 ปลอ้ ง ตวั ผแู้ ละตวั เมยี มลี กั ษณะทางสณั ฐานภายนอกทแี่ ตกตา่ งกนั โดยตวั ผู้
มีปีก แต่ตัวเมียในหลายชนิดไม่มีปีก บางชนิดมีการเลียนแบบรูปร่างให้เหมือนมด
เปน็ แตนเบยี นภายในของตวั ออ่ นหรอื ตวั เตม็ วยั แมลงในกลมุ่ มวน มกั เปน็ แตนเบยี นเดยี่ ว
ลักษณะเฉพาะของ dryinid คือ ตัวอ่อนแตนเบียนอาศัยอยู่ในตัวของแมลง
ให้อาศัย จากน้ันจะสร้างถุงที่เรียกว่า thylacium ย่ืนออกมานอกตัวบริเวณส่วนท้อง
ของแมลงให้อาศัย ตัวเต็มวัยมีขนาดประมาณ 1-5 มิลลิเมตร ตัวเต็มวัยเพศเมีย
ไม่สามารถมองเหน็ อวยั วะวางไขไ่ ด้ เวลาไมใ่ ชจ้ ะหดเก็บไวใ้ นช่องทอ้ ง
จากการส�ำรวจและเก็บตัวอย่าง พบแตนเบียน dryinid 1 ชนิด (ภาพท่ี 8)
โดยเก็บตวั อย่างไดจ้ ากกับดักแสง

16

ภาพที่ 8 แตนเบยี นในวงศ์ Dryinidae ท่ีพบในพน้ื ทศ่ี กึ ษา

วงศ์ Bethylidae

แตนเบียนกลุ่มนี้สามารถพบได้ทั่วโลก มีรายงานจ�ำนวนชนิดมากกว่า 2,200
ชนิด ใน 100 สกุล 6 วงศ์ย่อย ขนาดล�ำตัวประมาณ 2-5 มิลลิเมตร ล�ำตัวมีสีเข้ม
มีหนวด 12-13 ปล้อง ตัวเมียในหลายชนิดไม่มีปีก มีรูปร่างภายนอกคล้ายมด เป็น
แตนเบียนภายนอกของตัวอ่อนแมลงในอันดบั Coleoptera และ Lepidoptera บาง
ชนดิ ด�ำรงชวี ติ เป็นผลู้ ่า
แตนกลุ่มน้ีได้รับความสนใจมาก เน่ืองจากมีพฤติกรรมในการผสมพันธุ์และ
หาอาหารท่ีต่างจากแตนกลุ่มอื่น นอกจากนี้ตัวเมียมีการดูแลตัวอ่อนในช่วงระยะแรก
(maternal care) ตวั ผมู้ กั จะเจรญิ ออกมาเปน็ ตวั เตม็ วยั กอ่ นตวั เมยี มนั จะบนิ วนอยรู่ อบ
กลุ่มดักแด้ จากนั้นตัวผู้จะกัดเจาะเข้าไปในดักแด้ของตัวเมีย เพ่ือผสมพันธุ์กับตัวเมีย
ที่เพิ่งเจริญเปลี่ยนแปลงรูปร่างจากดักแด้ มาเป็นแตนตัวเต็มวัย พฤติกรรมน้ีแสดงการ
ผสมพันธุ์กับพี่น้องใกล้ชิด (inbreeding) ดังน้ันแตนตัวเมียจะต้องผสมพันธุ์หลายคร้ัง
กบั ตัวผูห้ ลายตัว และเปน็ ตวั ผู้ที่ไม่มคี วามสัมพนั ธใ์ กลช้ ดิ กัน

17

แตนเบียนตัวเมียจะท�ำให้แมลงให้อาศัยเป็นอัมพาตถาวร ตัวเมียจะกิน
ของเหลวจากแมลงให้อาศัยเป็นอาหาร และช่วยในการพัฒนาไข่ เมื่อไข่แตนเบียนฟัก
เปน็ หนอน จะใชเ้ วลาเพยี ง 2 วนั เทา่ นน้ั ในการกนิ แมลงใหอ้ าศยั และเจรญิ กอ่ นเขา้ ดกั แด้
จะเคล่ือนตัวออกจากแมลงให้อาศัยและเข้าดักแด้ วงชีวิตของแตน bethylid
ในชนดิ ทส่ี นั้ ทสี่ ดุ ใชเ้ วลาเพยี ง 9-12 วนั หรอื อาจนานถงึ 34 วนั จากการสำ� รวจพบแตน
กลมุ่ นี้ 1 ชนดิ (ภาพท่ี 9)

ภาพที่ 9 แตนเบยี นในวงศ์ Bethylidae ท่ีพบในพื้นที่ศึกษา

18

วงศ์ Chrysididae

ตัวอย่างที่พบในพ้ืนท่ีศึกษา จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Loboscelidiinae สกุล
Loboscelidia Westwood, 1874 พบเพยี งตวั อยา่ งเดยี ว มกั พบแตนกลมุ่ นใี้ นเอเชยี ใต้
รวมถงึ ประเทศไทย มรี ายงานพบท่อี อสเตรเลียเพียง 4 ชนดิ เท่านนั้ Loboscelidiinae
มีลักษณะเฉพาะทางสัณฐานภายนอกท่ีแตกต่างจากแตนชนิดอ่ืนในวงศ์ Chrysididae
ทำ� ใหส้ งั เกตและสามารถระบสุ กลุ แตนกลมุ่ นไี้ ดง้ า่ ย ลกั ษณะเฉพาะทางสณั ฐานทส่ี งั เกต
ได้งา่ ย เช่น หนวด ยน่ื ออกมากลางสว่ นหน้าของแมลง โดยเหมอื นอยูใ่ นทอ่ (ภาพท่ี 10
ลูกศรช้ี) เป็นแตนขนาดเล็ก สีตัวเข้ม ไม่มีความมันวาว บริวเวณท้ายด้านบน
ของปล้องอกทตี่ ่อกับทอ้ ง เหมือนมีติง่ ยน่ื ออกมา (ภาพท่ี 10 ลกู ศรช)ี้ ตัวผแู้ ละตวั เมีย
มลี ักษณะทางสัณฐานภายนอกทแ่ี ตกตา่ งกัน โดยตวั ผมู้ ีทอ้ ง 5 ปล้อง และมลี ำ� ตวั ผอม
และยาว ในขณะที่ตัวเมียมีทอ้ ง 4 ปล้อง และมลี �ำตัวหนากวา่ ตัวผู้

ภาพท่ี 10 แตนเบียนในวงศย์ อ่ ย Loboscelidiinae ทพี่ บในพ้ืนท่ศี ึกษา

19

แตนเบยี นใน superfamily Platygastroidea

วงศ์ Scelionidae

เป็นแตนเบยี นท่ีมคี วามหลากหลายสงู วงศ์หนง่ึ ปัจจุบันมีรายงานจำ� นวนชนิด
ทั่วโลกมากกว่า 3,000 ชนิด ใน 163 สกุล มีขนาดล�ำตัวตั้งแต่ 0.5 - 10 มิลลิเมตร
ส่วนใหญ่มีล�ำตัวสีด�ำ หนวดมีลักษณะแบบหักข้อศอก สามารถสังเกตได้ชัดเจน
(ภาพท่ี 11 ลกู ศรช)ี้ มจี ำ� นวนปลอ้ ง 9-10 ปลอ้ ง เบยี นไขข่ องแมลงและแมงมมุ บางชนดิ
มีการจ�ำเพาะในการเบียนไข่ตั๊กแตน หรือต๊ักแตนต�ำข้าว โดยตัวเมียจะเกาะติดไปกับ
ตกั๊ แตน จนกวา่ ตก๊ั แตนจะวางไข่ เมอื่ ตก๊ั แตนวางไข่ แตนเบยี นจะเขา้ เบยี นไขข่ องตก๊ั แตน
ทันที หลายชนิดไม่มีปีก และบางชนิดสามารถเบียนไข่ของแมลงน�้ำได้ โดยการลงไป
เบียนในน้�ำ มีการน�ำแตนเบียน scelionid หลายชนิดมาใช้เป็นแมลงศัตรูธรรมชาติ
เพ่อื ควบคมุ ประชากรของแมลงศัตรูพชื โดยชวี วิธี
จากการสำ� รวจ เกบ็ ตวั อยา่ งพบแตนเบียนวงศน์ ี้ 1 ชนิด

ภาพที่ 11 แตนเบยี นในวงศ์ Scelionidae ทพี่ บในพ้นื ท่ศี ึกษา สงั เกตหนวดแบบหักขอ้ ศอก (ลกู ศรช)ี้

20

แตนเบยี นใน superfamily Chalcidoidea

แตนเบียน superfamily นี้มีความหลากหลายสูงมาก ทั้งทางชนิด รูปร่าง
ลักษณะทางสัณฐานภายนอก และการด�ำรงชีวิต นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าท่ัวโลก
น่าจะมจี �ำนวนชนิดมากกว่า 500,000 ชนดิ อยา่ งไรก็ดีปัจจุบนั มรี ายงานแตนเบียนกล่มุ นี้
เพยี ง 22,000 ชนดิ เท่าน้ัน เน่ืองจากความหลากชนดิ สูงมาก และตัวอย่างแตนเบียนมี
ขนาดเล็กมาก แมลงท่เี ล็กที่สุดในโลก (fairlyfly วงศ์ Mymaridae) จัดอยใู่ นแตนเบียน
กลุ่มนี้ดว้ ย มขี นาดลำ� ตวั แตกตา่ งกนั ตัง้ แต่ 0.1 - 20 มิลลิเมตร โดยเฉล่ียมขี นาดอยู่ท่ี
ประมาณ 1.5 มลิ ลเิ มตร นอกจากนยี้ งั มคี วามเปราะบางมาก การพนิ แมลงกลมุ่ นตี้ อ้ งใช้
ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในวงศ์ท่ีมีขนาดเล็กมาก เช่น Mymaridae และ
Trichogrammatidae จ�ำเป็นต้องใช้กล้องจุลทรรศน์สเตอริโอซูมท่ีก�ำลังขยายสูงกว่า
ปกติ มฉิ ะนั้นจะไม่สามารถมองเหน็ ลกั ษณะทางสณั ฐานภายนอกได้
ลกั ษณะทส่ี ำ� คญั ทางสณั ฐานภายนอกของแตนเบยี นกลมุ่ นคี้ อื มกั มหี นวดแบบ
หักขอ้ ศอก และมจี �ำนวนปล้องหนวดไม่เกิน 13 ปล้อง สว่ นใหญม่ ีสีด�ำ แต่มีหลายชนิด
ที่มสี ีสนั สวยงาม เชน่ เมทลั ลกิ ของสแี ดง เขยี ว และนำ�้ เงิน เวลาแมลงเกาะพกั ปีกจะ
แนบตดิ ไปกบั สว่ นทอ้ ง เสน้ ปกี ลดรปู มาก เมอ่ื เทยี บกบั แตนเบยี นในกลมุ่ อนื่ มกั เบยี นไข่
และตัวอ่อนของผีเสื้อ แมลงวัน ด้วง และมวน มีรายงานว่า เบียนแมงมุม และหนอน
ตวั กลมด้วย บางชนิดมีพฤติกรรม hyperparasitoid คอื จะเบียนแตนเบยี นชนดิ อ่นื อีก
ทีหน่ึง และมีบางชนิดไม่ได้ด�ำรงชีวิตเป็นแมลงเบียน แต่กินพืชเป็นอาหาร เช่น
แตนเบยี นมะเดื่อ (fig wasp) โดยตัวออ่ นแตนเบยี นมะเด่ือ อาศัยอยใู่ นผลมะเด่ือ และ
จะกินเนื้อเย่ือภายในผลมะเด่ือ บางชนิดอาจมีการสร้างปม และช่วยในการผสมเกสร
(pollinator)
แตนเบียนกลุ่มน้ีหลายชนิด ถูกน�ำมาใช้เป็นแมลงศัตรูธรรมชาติเพ่ือควบคุม
ประชากรของแมลงศตั รพู ชื เชน่ แตนเบยี นไข่ (Trichogramma) มกี ารเลย้ี งและแจกจา่ ย
ให้เกษตรกรน�ำไปปล่อยในแปลงเกษตรและควบคุมประชากรแมลงศัตรูพืชได้ดี วิธีที่
เหมาะในการเกบ็ ตวั อยา่ งแตนเบยี นกลมุ่ นคี้ อื การใชส้ วงิ จบั แมลงแบบ sweep net โดย
ถุงสวิงมักท�ำจะผ้าดิบ ที่มีขาวหนาและเหนียวกว่าสวิงที่ใช้จับแมลงบินในอากาศ

21

เนอ่ื งจากตอ้ งใชส้ วงิ นโี้ ฉบและเคาะไปตามพมุ่ ไมเ้ ตย้ี ๆ โฉบแมลงไปตามพมุ่ ไม้ 5-10 ครงั้
แล้วเคาะเอาแมลงทั้งหมดท่ีเก็บได้ ใส่ขวดเก็บตัวอย่างที่บรรจุเอทานอลร้อยละ 95
เน่ืองจากแตนเบียน Chalcidoidea มีขนาดเล็กมาก หลายชนดิ ไมส่ ามารถมองเหน็ ได้
ด้วยตาเปล่า จึงควรเก็บตัวอย่างมาทั้งหมด แล้วน�ำมาคัดแยกต่อในห้องปฏิบัติการใต้
กลอ้ งจลุ ทรรศน์
ผเู้ ขยี นไมไ่ ดว้ จิ ยั แตนเบยี นกลมุ่ น้ี แตม่ กั พบตวั อยา่ งแตนเบยี น Chalcidoidea
ปะปนมากับตัวอย่างแมลงชนิดอ่ืนเสมอ ในหนังสือเล่มน้ีขอกล่าวถึงแตนเบียนกลุ่มนี้ท่ี
มกั พบบอ่ ยในพนื้ ทเ่ี ขาถำ้� เสอื และเขาจำ� ปา นนั่ คอื วงศ์ Chalcididae อยา่ งไรกด็ ผี เู้ ขยี น
เชื่อว่ายังมีแตนเบียนกลุ่มน้ีอีกมากกว่า 100 ชนิดในพื้นท่ีนี้ เพียงแต่ยังไม่มีผู้ศึกษา
สำ� รวจและเก็บตัวอย่าง

วงศ์ Chalcididae

เป็นแตนเบียนขนาดกลาง มีขนาดล�ำตัวตั้งแต่ 2.5-9.0 มิลลิเมตร ปัจจุบันมี
รายงานจำ� นวนชนิดท่ัวโลก 1,500 ชนดิ ใน 85 สกลุ และ 5 วงศย์ อ่ ย สว่ นใหญม่ สี ีดำ�
เหลือง และแดง มักไมพ่ บตัวอย่างทมี่ สี เี มทัลลกิ ลักษณะทางสณั ฐานภายนอกทีส่ �ำคญั
ของแตนเบียนวงศ์น้ีคือ มีล�ำตัวหนาและสั้น ขาหลังปล้อง femur ขยายขนาดใหญ่
ปอ้ มและสนั้ ภายในมกี ล้ามเนอื้ ขนาดใหญ่ (ภาพท่ี 12 ลูกศรช)ี้ และมซี ีฟ่ ันเรียงเป็นแถว
อยู่ขอบล่าง มีรายงานว่าแตนเบียนชนิด Lasiochalcidia igiliensis จะใช้กล้ามเน้ือ
ท่ีขาหลงั ชว่ ยในการเบยี นโดยแตนเบียนชนิดนีเ้ บยี นตวั ออ่ นแมลงช้าง (ant lion) ชนิด
ทเ่ี ปน็ ผลู้ า่ และดรุ า้ ยมี mandibles หรอื ฟนั ขนาดใหญส่ ำ� หรบั กดั เหยอื่ แตนเบยี นตวั เมยี
จะใช้ขาหลังท่ีมีกล้ามขนาดใหญ่ ง้าง mandibles ของตัวอ่อนแมลงช้างออกจากกัน
แล้วใช้อวยั วะวางไขแ่ ทงไปบรเิ วณสว่ นตอ่ ระหวา่ งหัวกับอก เพอื่ วางไข่
โดยทว่ั ไปแตนเบยี น chalcid มกั เบยี นผเี สอื้ แมลงวนั บางชนดิ เบยี นแมลงชา้ ง
และด้วง หากเบียนผีเสื้อ มักเบียนในระยะที่เร่ิมเป็นดักแด้ หากเบียนแมลงวัน มักจะ
เบียนในระยะตัวอ่อนระยะสุดท้าย ส่วนใหญ่เป็นแตนเบียนเดี่ยว มีเพียงไม่ก่ีชนิดที่มี
รายงานว่าเป็นแตนเบยี นกลุ่ม

22

ภาพที่ 12 แตนเบียนในวงศ์ Chalcididae ที่พบในพนื้ ที่ศึกษา
สังเกตขาหลังปลอ้ ง femur ทีม่ กี ารขยายขนาด (ลูกศรช้)ี

23

แตนเบยี นใน superfamily Ichneumonoidea

จดั เปน็ แตนเบยี นกลมุ่ ทม่ี คี วามหลากหลายสงู ทสี่ ดุ ประกอบไปดว้ ย 2 วงศใ์ หญ่
คือ Ichneumonidae และ Braconidae ขนาดล�ำตัวใหญ่กว่าแตนเบียนกลุ่มอื่น
ที่กล่าวมา (แต่มีขนาดเล็กกว่า Stephanidae) สามารถพบแตนเบียนกลุ่มนี้ได้ท่ัวโลก
ปัจจุบันมีรายงานจ�ำนวนชนิดของแตนเบียน Ichneumonoidea ทั่วโลกมากกว่า
60,000 ชนิด อย่างไรก็ดีนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าน่าจะมีความหลากชนิดของ
แตนเบยี นกลมุ่ นมี้ ากกวา่ 100,000 ชนดิ ยงั มอี กี หลายพน้ื ทใ่ี นโลก ทยี่ งั ตอ้ งทำ� การศกึ ษา
ส�ำรวจ และเก็บตัวอย่าง โดยเฉพาะในพื้นท่ีประเทศเขตร้อน รวมถึงประเทศไทย
แตนเบยี นหลายชนดิ ในกลมุ่ นนี้ ำ� มาใชเ้ ปน็ แมลงศตั รธู รรมชาตเิ พอ่ื ควบคมุ ประชากรของ
แมลงศัตรูพืชโดยชีววธิ ี และประสบความสำ� เรจ็ สงู

วงศ์ Ichneumonidae

จัดเป็นวงศ์ท่ีสมาชิกมีความหลากชนิดสูงที่สุดในอาณาจักรสัตว์ มีรายงาน
จ�ำนวนชนิดมากกว่า 45,000 ชนิด และยังมีการค้นพบแตนเบียน ichneumonid
อยเู่ รื่อยๆ มกั เบยี นตัวออ่ นและดกั แด้ของผีเส้ือ แตน และดว้ ง หนวดมีจ�ำนวนปลอ้ งมาก
(มากกว่า 16 ปล้อง) และส่วนใหญ่ตัวเมียจะมีอวัยวะวางไข่ยาวมาก บางชนิดอวัยวะ
วางไข่ยาวกว่าความยาวล�ำตัว มีท้ังชนิดที่เป็น idiobiont และ koinobiont มีความ
ส�ำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศบก เนื่องจากมีความหลากชนิดสูง และด�ำรงชีวิตเป็น
แมลงเบียน จึงมีหน้าที่ควบคุมประชากรของแมลงชนิดอ่ืนในระบบนิเวศบก ไม่ให้
มจี ำ� นวนมากเกนิ ไป ในประชากรของแมลงใหอ้ าศยั ประมาณ 10-20% จะถกู เบยี นโดย
แตนเบียน
แตนเบยี นวงศน์ ี้ จัดจ�ำแนกออกเปน็ 39 วงศย์ อ่ ย ในหนังสือเล่มน้ี ขอกล่าวถงึ
เฉพาะวงศย์ ่อยทพี่ บในพ้นื ทีศ่ กึ ษา

24

วงศย์ ่อย Cryptinae

เปน็ วงศย์ อ่ ยทใี่ หญท่ สี่ ดุ ในวงศ์ Ichneumonidae ลกั ษณะทสี่ ำ� คญั ทางสณั ฐาน
ภายนอกคือ ท้องปล้องแรกด้านที่ต่อกับอกมีลักษณะคอด และจะค่อยๆ ขยายขนาด
ออก เพศเมยี มอี วยั วะวางไขย่ าวประมาณครง่ึ หนง่ึ ของสว่ นทอ้ ง แตต่ วั อยา่ งในภาพทเี่ กบ็
ได้จากพ้นื ทศ่ี ึกษาเปน็ ตวั ผู้ (ภาพท่ี 13) ท�ำให้ไมส่ ามารถเห็นลักษณะนไ้ี ด้
จัดเป็นแตนเบียนภายนอกของดักแด้แมลงกลุ่มที่มีการเจริญเปลี่ยนแปลง
รูปร่างแบบสมบูรณ์ เช่น ผีเสื้อ ด้วง และแตน นอกจากเบียนในระยะดักแด้แล้ว
บางชนดิ เบียนตัวออ่ นของดว้ งเจาะไม้และแมลงวันด้วย

ภาพท่ี 13 แตนเบียนในวงศ์ยอ่ ย Cryptinae ที่พบในพื้นทศ่ี ึกษา

25

วงศ์ย่อย Ichneumoninae

จัดเป็นวงศ์ย่อยท่ีใหญ่เป็นอันดับ 2 ในวงศ์ Ichneumonidae มักมีสีสด
สามารถสังเกตได้ง่าย ส่วนท้องแบนจากบนลงล่าง หรือมีความกว้างมากกว่าความสูง
(ภาพท่ี 14) เป็นแตนเบยี นขนาดใหญ่ และมีรูปรา่ งแตกต่างกนั ระหวา่ งตัวผู้และตวั เมยี

ภาพที่ 14 แตนเบยี นในวงศ์ยอ่ ย Ichneumoninae ทพ่ี บในพื้นทีศ่ กึ ษา

26

วงศย์ อ่ ย Pimplinae

แตนเบียนวงศ์ย่อยน้ีส่วนใหญ่มีสีด�ำ และมีสีเหลืองหรือส้มแทรกอยู่
ท้องปล้องแรกมีลักษณะส้ันและกว้าง ล�ำตัวมีลักษณะผอมและยาว ขาปล้อง tibia
มีหนามหนา (ภาพท่ี 15) สามารถพบได้ท่ัวโลก ปัจจุบันมีรายงาน 1,540 ชนิด
ใน 75 สกุล เป็นแตนเบียนภายนอกของแมลงท่ีมีการเจริญแบบสมบูรณ์ เบียนดักแด้
ของผีเส้ือเป็นหลัก บางชนิดสามารถเบียนแมงมมุ หรอื ถงุ ไข่ของแมงมุมดว้ ย

ภาพที่ 15 แตนเบียนในวงศ์ย่อย Pimplinae ที่พบในพื้นทศี่ กึ ษา

27

วงศ์ย่อย Orthocentrinae

เป็นแตนเบียนขนาดเล็ก มีรายงานพบประมาณ 500 ชนิด ส่วนใหญ่พบใน
ประเทศโลกเกา่ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั แตนเบยี นวงศย์ อ่ ยนใี้ นประเทศเขตรอ้ นยงั มอี ยนู่ อ้ ยมาก
รวมถงึ ยงั ขาดขอ้ มลู ทางชวี วทิ ยาดว้ ย (ภาพท่ี 16) อยา่ งไรกด็ นี กั วทิ ยาศาสตรค์ าดการณ์
วา่ แตนเบยี น orthocentrinid เปน็ แตนเบยี นภายในของหนอนแมลงในอนั ดบั Diptera
ขนาดล�ำตัวเล็ก มักพบติดในกับดัก Malaise ในพ้ืนท่ีท่ีมีความช้ืนสูงและอยู่ในร่มเงา
ไมม่ แี ดดมาก

ภาพที่ 16 แตนเบยี นในวงศย์ อ่ ย Orthocentrinae ทพี่ บในพน้ื ทศ่ี ึกษา

28

วงศ์ย่อย Mesochorinae

สามารถพบแตนเบียนวงศ์ย่อยนี้ได้ทั่วโลก เป็น hyperparasitoid ของ
แตนเบียนกลุ่ม Ichneumonoidea และแมลงวันก้นขน มีรายงานท่ัวโลก 880 ชนิด
13 สกุล ท้องปล้องแรกมีลักษณะผอมและยาว อวัยวะวางไข่มีลักษณะคล้ายเข็ม
(ภาพท่ี 17)

ภาพท่ี 17 แตนเบยี นในวงศ์ยอ่ ย Mesochorinae ที่พบในพ้นื ทศี่ กึ ษา

29

วงศ์ Braconidae

ปัจจุบันแตนเบียนวงศ์ Braconidae ถูกค้นพบ บรรยายลักษณะ และ
ตงั้ ช่ือวทิ ยาศาสตรแ์ ลว้ ท่ัวโลกกว่า 17,000 ชนิด นกั วิทยาศาสตรค์ าดการณว์ ่านา่ จะมี
แตนเบียนวงศ์น้ีอีกประมาณ 60,000 ชนิดท่ียังไม่ถูกค้นพบ สามารถจ�ำแนกออกเป็น
47 วงศ์ย่อย มากกว่า 1,000 สกุล แตนเบียน braconid มักเบียนระยะตัวอ่อนและ
ดักแด้ของแมลงในอันดับ Lepidoptera, Coleoptera, Diptera และ Hemiptera
โดยเฉพาะเพลี้ยอ่อน แมลงให้อาศัยของแตนเบียนกลุ่มน้ีส่วนใหญ่เป็นแมลงศัตรูพืช
ดังนั้นแตนเบียน braconid จึงมีความส�ำคัญในการน�ำมาใช้เป็นศัตรูธรรมชาติเพ่ือ
ควบคุมประชากรของแมลงศตั รูพืชโดยชวี วิธี และประสบความส�ำเรจ็ สงู
ลักษณะทางสัณฐานภายนอกท่ีส�ำคัญของแตนเบียนวงศ์น้ี คือ จ�ำนวนปล้อง
ของหนวดมี 16 ปล้องหรือมากกว่า ขาปล้อง trochanter มี 2 ปล้อง ตัวเต็มวัย
ของแตนเบยี นวงศ์นมี้ กั มสี ีโทนด�ำ แดง หรอื น้�ำตาลส้ม สามารถมองเหน็ ได้ด้วยตาเปล่า
มีขนาดไมเ่ กนิ 15 มิลลิเมตร และขนาดเล็กสุด 1-3 มลิ ลเิ มตร
เน่ืองจากผู้เขียนท�ำวิจัยแตนเบียนในวงศ์ Braconidae จากการส�ำรวจตรวจ
บางแมลง ในพ้ืนที่เพียง 1 ปี สามารถเก็บตัวอย่างแตนเบียนวงศ์น้ีได้ถึง 17 วงศ์ย่อย
โดยตวั อยา่ งทง้ั หมดจบั ไดจ้ ากกบั ดกั แสงเพยี งอยา่ งเดยี ว ผเู้ ขยี นยงั ไมไ่ ดน้ ำ� ตวั อยา่ งแมลง
จากกบั ดกั อน่ื มาศึกษา

30

วงศย์ อ่ ย Alysiinae

แตนเบียนวงศ์ย่อยนี้ สามารถพบได้ท่ัวโลก มีรายงานถึง 2,000 ชนิด แต่ใน
ประเทศไทยมรี ายงานอยา่ งเปน็ ทางการเพยี งชนดิ เดยี ว มกั เบยี นแมลงในอนั ดบั Diptera
ลักษณะเฉพาะทางสณั ฐานภายนอกของแตนเบยี นวงศย์ อ่ ยนี้คอื ฟนั หรอื mandibles
จะโค้งออกจากกัน ท�ำให้ดูเหมือนว่า แมลงไม่หุบปาก ซึ่งลักษณะน้ีแตกต่างจากแมลง
อื่นทั่วไปที่ mandibles มักโค้งเข้าหากัน ล�ำตัวมักมีสีเข้ม ด�ำ หรือน้�ำตาลเข้ม
(ภาพที่ 18)

ภาพท่ี 18 แตนเบยี นในวงศย์ ่อย Alysiinae ท่ีพบในพ้ืนที่ศกึ ษา

31

วงศ์ย่อย Braconinae

สามารถพบได้ทั่วโลก แต่มีความหลากหลายสูงที่สุดในประเทศเขตร้อน
มีรายงานท่ัวโลกมากกว่า 2,000 ชนิด ในประเทศไทยมีรายงานอย่างเป็นทางการ
11 ชนดิ เปน็ แตนเบยี นภายนอกของตวั ออ่ นแมลงในอันดับ Lepidoptera, Diptera,
Coleoptera และ Hymenoptera หนวดมลี กั ษณะเปน็ ทรงกระบอก มคี วามกวา้ งและ
ความยาวเท่ากัน ล�ำตัวของแตนเบียนวงศ์ย่อยนี้ส่วนมากมักหนา ป้อม มีสีเหลือง-ส้ม
หรอื นำ้� ตาล-แดง หลายชนดิ นยิ มนำ� มาใชเ้ ปน็ แมลงศตั รธู รรมชาติ เพอ่ื ควบคมุ ประชากร
ของแมลงศตั รพู ชื เชน่ Bracon hebetor และประสบความสำ� เรจ็ สงู สามารถเลย้ี งและ
ผลติ ไดจ้ ำ� นวนมาก ในประเทศไทยมกี ารนำ� แตนเบยี นชนดิ นม้ี าควบคมุ ประชากรหนอน
หวั ดำ� มะพรา้ ว (black-headed caterpillar) ซง่ึ เปน็ แมลงศตั รพู ชื ของมะพรา้ ว และพชื
ตระกูลปาล์มชนิดอื่น วางไข่เป็นฟองเด่ียว อาจวางหลายฟองบนหนอนของแมลงให้
อาศัย (ภาพที่ 19) ในพ้ืนที่เขาถ้�ำเสือและเขาจ�ำปาพบแตนเบียนวงศ์ย่อยน้ีอย่างน้อย
5 ชนิด (ภาพที่ 20)

ภาพที่ 19 แตนเบียน Bracon hebetor ขณะกำ� ลังเบยี นหนอนผีเสื้อ (ซา้ ย)
และไขข่ องแตนเบยี นชนิดนี้ (ขวา)
ภาพโดย นายพรเทพ เก้อื กิจ

32

ภาพท่ี 20 แตนเบยี นในวงศย์ ่อย Braconinae
ทีพ่ บในพื้นทีศ่ กึ ษา

33

วงศย์ อ่ ย Doryctinae

เป็นแตนเบียนวงศ์ย่อยที่มีความหลากหลายสูง มีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่
1-25 มลิ ลเิ มตร นกั วิทยาศาสตร์มีการค้นพบ บรรยายลักษณะ และตัง้ ช่ือวิทยาศาสตร์
แตนเบียนวงศ์ย่อยนห้ี ลายชนดิ ในทุกปี หวั มักมีลกั ษณะกลม และมขี นาดใหญ่ ตวั ผอม
และยาว ปกี มกั มีขนาดเลก็ เมอื่ เทียบกบั ปีกของแตนเบียนวงศย์ อ่ ยอน่ื ขาคูห่ นา้ ท่ีปลอ้ ง
tibia จะมหี นามสน้ั ๆ เรียงกันอยู่ มอี วัยวะวางไขย่ าว สามารถสังเกตได้ชัดเจน
จัดเป็นแตนเบียนภายนอกของตัวอ่อนด้วงเจาะไม้ จากการส�ำรวจพบ
แตนเบยี นวงศย์ อ่ ยนี้มากกวา่ 9 ชนิด (ภาพที่ 21)

ภาพที่ 21 แตนเบียนในวงศ์ยอ่ ย Doryctinae ทพี่ บในพ้ืนทศี่ กึ ษา

34

ภาพที่ 21 แตนเบยี นในวงศ์ย่อย Doryctinae ทพี่ บในพนื้ ทศ่ี กึ ษา (ตอ่ )

35

สกุล Stenocorse sp.

เป็นสกุลเล็กของแตนเบียนวงศ์ย่อย Doryctinae ปัจจุบันท่ัวโลกมีเพียง
ชนดิ เดยี วเทา่ นนั้ ทถ่ี กู คน้ พบ บรรยายลกั ษณะ และตง้ั ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ คอื Stenocorse
bruchivora Crawford, 1909 แต่มีการพบแตนเบียนสกุลนี้ในพื้นท่ีเขาถ้�ำเสือ และ
เขาจำ� ปา ดังนั้นจึงเปน็ รายงานครงั้ แรกของแตนเบยี นสกลุ นี้ในประเทศไทย แตนเบียน
สกุลนี้เบียนแมลงให้อาศัยกลุ่มด้วง ในวงศ์ Bruchidae ลักษณะเฉพาะทางสัณฐาน
ภายนอก คือ มีล�ำตัวหนา และตัน หัวมีขนาดเล็กเม่ือเทียบกับล�ำตัว บริเวณขาคู่หน้า
ปลอ้ ง tibia มหี นามหนาและสน้ั 8-12 อัน เรียงเปน็ แถวอยู่ดา้ นหนา้ (ภาพท่ี 22)

ภาพที่ 22 แตนเบียนในสกุล Stenocorse วงศ์ยอ่ ย Doryctinae ท่ีพบในพน้ื ท่ีศกึ ษา

36

วงศ์ย่อย Hormiinae

เป็นแตนเบียนภายนอกของแมลงในอันดับ Lepidoptera เป็นแตนเบียน
วงศ์ย่อยท่ีเพ่ิงแยกออกมาใหม่ จึงยังไม่ค่อยมีข้อมูลมากนัก ในประเทศไทยมีรายงาน
อย่างเป็นทางการเพียง 1 ชนิดเท่านั้น แต่จากการศึกษาเก็บตัวอย่างในพื้นท่ี
พบแตนเบียนวงศย์ ่อยนถ้ี ึง 2 ชนดิ (ภาพที่ 23)

ภาพท่ี 23 แตนเบียนในวงศย์ อ่ ย Hormiinae ที่พบในพ้นื ทีศ่ กึ ษา

37

วงศ์ยอ่ ย Lysiterminae

มีรายงานพบแตนเบียนวงศ์ย่อยน้ีครั้งแรกในประเทศไทยที่เกาะแสมสาร
อ�ำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในปี 2558 ลักษณะเฉพาะทางสัณฐานภายนอกของ
Lysiterminae คอื ทอ้ งปล้องแรกไมม่ ีสันตามแนวยาว ท้องปล้องท่ี 1-3 ไม่เรียบ มีสนั
นูนเป็นเส้นๆ ตามแนวยาว จากขอบบนถึงขอบลา่ งของปล้องท่ี 1 และด้านบนของปลอ้ งท่ี 2
และ 3 ความยาวของอวัยวะวางไขส่ ั้นกวา่ ความยาวของสว่ นท้อง
ในพนื้ ท่ีเขาถำ้� เสือ เขาจ�ำปา พบแตนเบยี นวงศย์ ่อยน้ี 3 ชนิด (ภาพท่ี 24) และ
มกี ารค้นพบแตนเบียนชนดิ ใหม่สกุล Cedria จากการส�ำรวจเก็บตวั อย่างในพืน้ ท่ี ซ่ึงได้
เขยี นบทความวจิ ยั แลว้

ภาพท่ี 24 แตนเบียนในวงศ์ย่อย Lysiterminae ที่พบในพืน้ ทศ่ี กึ ษา

38

วงศ์ยอ่ ย Opiinae

เป็นแตนเบียนภายในของแมลงในอันดับ Diptera อวัยวะวางไข่ส้ัน
ในประเทศไทยมีรายงาน 18 ชนิด จากการส�ำรวจเก็บตัวอย่าง พบ Opiinae 4 ชนิด
(ภาพท่ี 25)

ภาพท่ี 25 แตนเบยี นในวงศย์ ่อย Opiinae ท่พี บในพื้นท่ศี กึ ษา

39

วงศ์ย่อย Pambolinae

จดั เป็นแตนเบยี นภายนอกของแมลงในอนั ดบั Lepidoptera ลักษณะเฉพาะ
ทางสัณฐานภายนอกของแตนเบียนวงศ์ย่อยน้ีคือ ทางด้านท้ายของอก ด้านหลัง
มีหนามหนายื่นออกมา 2 ขา้ ง สามารถสังเกตไดช้ ัดเจน (ภาพที่ 26 ลูกศรช)ี้ ส่วนท้อง
มีลักษณะเรียบและมันวาว ไม่มีรอยหยักขรุขระใดๆ พบ Pambolinae 2 ชนิด
บริเวณเขาถ�ำ้ เสือ เขาจำ� ปา (ภาพท่ี 26)

ภาพที่ 26 แตนเบยี นในวงศ์ยอ่ ย Pambolinae ทพ่ี บในพน้ื ทศี่ กึ ษา

40

วงศ์ยอ่ ย Rhysipolinae

มีรายงานพบแตนเบียนวงศ์ย่อยน้ีคร้ังแรกในประเทศไทย บริเวณหมู่เกาะ
แสมสาร อ�ำเภอสตั หีบ จงั หวัดชลบรุ ี ในปี 2558 จากกบั ดักแสงไฟ วงจรชวี ิตจะพเิ ศษ
กว่าแตนเบียนวงศ์ย่อยอื่น คือเป็นแตนเบียนภายนอกแบบ koinobiont คือแมลง
ใหอ้ าศยั เปน็ อมั พาตชวั่ คราว แตต่ วั ออ่ นแตนเบยี นเจรญิ อยภู่ ายนอกตวั ของแมลงใหอ้ าศยั
โดยท่ัวไปถ้าแตนเบียนมีวิถีชีวิตแบบ koinobiont มักจะเป็นแตนเบียนภายใน มัก
เบียนแมลงให้อาศัยในอันดับ Lepidoptera พบตัวอย่างแตนเบียนวงศ์ย่อยน้ี 1 ชนิด
ในพื้นท่เี ขาถำ้� เสือและเขาจ�ำปา แต่ตวั อยา่ งท่ีเกบ็ ได้หนวดหกั (ภาพท่ี 27)

ภาพท่ี 27 แตนเบยี นในวงศ์ย่อย Rhysipolinae ท่พี บในพื้นทศ่ี กึ ษา

41

วงศ์ยอ่ ย Rogadinae

สามารถพบไดท้ ั่วโลก ในประเทศไทยมีรายงานมากกว่า 300 ชนดิ โดยเฉพาะ
ในช่วง 2-3 ปีท่ีผ่านมา มีการค้นพบแตนเบียนวงศ์ย่อยน้ีในประเทศไทยมากถึง
200 ชนดิ เปน็ แตนเบียนภายในของหนอนผเี ส้อื (ภาพท่ี 28, 29) ลกั ษณะเฉพาะทาง
ชีววิทยาของแตนเบียน Rogadinae คือ หนอนแตนเบียนจะท�ำให้หนอนผีเสื้อ
มีลักษณะเหมือนมัมม่ีเมื่อเจริญมาถึงระยะหนึ่ง หนอนผีเส้ือจะเปล่ียนสีกลายเป็น
สีน้�ำตาลเข้ม ตัวหดลง และท�ำให้หนอนผีเสื้อติดกับก่ิงไม้ เมื่อแตนเบียนเจริญเต็มท่ี
จะเกิดออกมาจากซากหนอนผีเสื้อมัมมี่ หากหนอนผีเสื้อติดกับกิ่งไม้ไม่แน่นพอ
แตนเบียนจะออกมาจากซากหนอนผีเสือ้ ไม่ส�ำเรจ็ แตนเบยี นวงศย์ ่อยนีม้ ักพบบอ่ ยคร้ัง
ที่กับดกั แสงไฟ
จากการสำ� รวจพบตวั อยา่ งแตนเบยี นอยา่ งนอ้ ย 14 ชนดิ และคาดวา่ นา่ จะเปน็
แตนเบียนชนิดใหม่ถึง 2 ชนิด ในสกุล Yelicones และ Colastomion (ภาพที่ 30)
ขณะนก้ี ำ� ลงั อยู่ตรวจสอบวา่ เป็นชนดิ ใหมแ่ น่นอน และก�ำลงั เขยี นบทความวจิ ัย

42


Click to View FlipBook Version