The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เเผนการจัดการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kru.Jirayu.2541, 2022-03-03 08:48:24

เเผนการจัดการเรียนรู้

เเผนการจัดการเรียนรู้

แผนการจดั การเรยี นรู้
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 สารละลาย
รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว22101 เรือ่ ง สารละลายอ่มิ ตัว

ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2

โดย
นายจิรายุ เลา้ โสภณเจริญกลุ

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ



คำนำ

การจัดทำแผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว22101) ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 2 ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2565 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560)
เป็นแกนหลักเพื่อกำหนดการจัดทำโครงสร้างและสาระหลักสูตรสถานศึ กษาให้สอดคล้องกับบริบทของ
สถานศึกษา ซึ่งในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาครั้งนี้ เป็นการสร้างหลักสูตรที่อาศัยการมีส่วนร่วมของ
นักเรียน คณะครู ผู้ปกครองและชมุ ชน ทั้งนี้เพื่อให้สามารถขับเคล่ือนไปสู่การจดั การเรียนรูท้ ีส่ ง่ ผลให้ผูเ้ รียนมี
คุณภาพด้านความรู้และทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงและแสวงหาความรู้
เพื่อพฒั นาตนเองอย่างตอ่ เน่อื งตลอดชวี ติ

แนวทางการออกแบบการเรียนรู้ ผู้จัดทำได้ออกแบบการเรียนรู้การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้
5 ขั้นตอน (The 5Es of Inquiry-Based Learning) เป็นการเรียนการสอน ที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน
เป็นสำคัญ คือ การฝึกให้ผู้เรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้โดยใช้กระบวนการทางความคิดหาเหตุผล เพ่ือ
เป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ถูกต้องด้วยตนเอง ในขณะที่คุณครูเองก็มีส่วนสำคัญด้วย 5 ขั้นตอน ที่คุณครูและ
ผู้เรียนต่างมีบทบาทและหน้าทีใ่ นแตล่ ะข้ันตอน เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนแสดงบทบาทอย่างเต็มท่ี ตามแนวทาง
การจัดการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ซึ่งเป็น
การออกแบบที่ยึดเป้าหมายแบบย้อนกลับโดยเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายปลายทางที่เป็นคุณภาพผู้เรียน
ที่คาดหวัง เป็นจุดเริ่มต้นแล้วจึงคิดออกแบบองค์ประกอบอื่น เพื่อนำไปสู่ปลายทาง และทุกขั้นตอนของ
กระบวนการออกแบบต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างเป็นเหตุเป็นผล และเน้นการประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพ
ของผเู้ รยี นเป็นสำคัญ

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ีข้าพเจ้าพฒั นาจัดทำข้ึนสอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษา โดยมีกิจกรรมการ
เรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีความหลากหลาย ตอบสนองต่อความถนัดและความแตกต่างระหว่างบุคคล
มีวิธีการและเครื่องมือการวัดและประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
ให้บรรลเุ ปา้ หมายตามหลักสตู รทัง้ ในดา้ นความรู้ สมรรถนะสำคญั และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

จริ ายุ เล้าโสภณเจริญกลุ

สารบญั ข

คำนำ หน้า
สารบัญ ก
สว่ นที่ 1 การวเิ คราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ข

ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลางวทิ ยาศาสตร์ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 2
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ 5
สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ 12
สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
18
ส่วนที่ 2 แผนการจดั การเรยี นรู้ 25
โครงสร้างรายวชิ า
หน่วยการเรียนรู้ 38
แผนการจดั การเรียนร้ทู ใ่ี ช้สอบปฏิบตั กิ ารสอน
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 สารละลาย 47
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 สารละลายอิม่ ตวั 55
สอ่ื การเรยี นการสอน 57
เพาเวอร์พอ้ ยนำเสนอ
ใบกจิ กรรมท่ี 2.2 เรอ่ื ง สารละลายอ่ิมตัวคอื อะไร 60
เฉลยใบกจิ กรรมที่ 2.2 เรอื่ ง สารละลายอิม่ ตวั คืออะไร 61
63
สว่ นท่ี 3 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ 66
การวัดและการประเมินผล
แบบประเมินดา้ นความรู้ 69
แบบประเมนิ ดา้ นทักษะ / กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 71
แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์

ภาคผนวก
คำอธิบายรายวิชา
กำหนดการจัดการเรยี นรูร้ ายภาค

1

ส่วนท่ี 1 ตัวช้ีวดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลางวิทยาศาสตร์

รายวชิ า วิทยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2

2

ตวั ช้ีวดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลางวทิ ยาศาสตร์ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2

สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ

มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของ
โครงสรา้ ง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตวแ์ ละมนษุ ย์ทีท่ ำงานสมั พันธ์กนั ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง
และหน้าทขี่ องอวัยวะต่าง ๆ ของพืชทีท่ ำงานสมั พันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ช้นั ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.2 1. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าท่ี • ระบบหายใจมีอวัยวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จมูก ท่อ
ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องในระบบ ลม ปอด กะบังลม และกระดูกซี่โครง
หายใจ • มนุษย์หายใจเข้าเพื่อนำแก๊สออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพ่ือ
2. อธิบายกลไกการหายใจเข้าและ นำไปใช้ในเซลล์ และหายใจออกเพื่อกำจัดแก๊ส
ออกโดยใช้แบบจำลอง รวมทั้ง คาร์บอนไดออกไซดอ์ อกจากรา่ งกาย
อธิบายกระบวนการแลกเปลี่ยน
แกส๊ • อากาศเคลื่อนที่เข้าและออกจากปอดได้ เนื่องจากการ
3. ตระหนักถึงความสำคัญของ เปลี่ยนแปลงปริมาตรและความดันของอากาศภายใน
ระบบหายใจ โดยการบอก ช่องอกซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของกะบังลม และ
แนวทางในการดูแลรักษา กระดกู ซี่โครง
อวัยวะในระบบหายใจให้ทำงาน
เป็นปกติ • การแลกเปล่ยี นแกส๊ ออกซิเจนกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ในร่างกายเกิดขึ้นบริเวณถุงลมในปอดกับหลอดเลือดฝอย
ทีถ่ ุงลม และระหว่าง หลอดเลือดฝอยกบั เนอ้ื เยอ่ื

• การสูบบุหร่ี การสดู อากาศที่มสี ารปนเป้ือน และการเป็น
โรคเก่ียวกับระบบหายใจบางโรค อาจทำใหเ้ กิดโรคถุงลม

โป่งพอง ซึ่งมีผลให้ความจุอากาศของปอดลดลง ดังน้ัน
จงึ ควรดูแลรกั ษาระบบหายใจใหท้ ำหน้าทีเ่ ป็นปกติ

4. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ • ระบบขบั ถ่ายมอี วยั วะท่เี กี่ยวข้อง คอื ไต ทอ่ ไต กระเพาะ
ของอวัยวะในระบบขับถ่ายใน ปัสสาวะ และ ท่อปัสสาวะ โดยมีไตทำหน้าที่กำจัดของ
การกำจดั ของเสยี ทางไต
เสยี เชน่ ยเู รีย แอมโมเนีย กรดยรู กิ รวมท้ังสารท่รี า่ งกาย
5. ตระหนักถึงความสำคัญของ ไม่ต้องการออกจากเลือด และควบคุมสารที่มีมาก หรือ
ระบบขับถ่ายในการกำจัดของ นอ้ ยเกินไป เชน่ น้ำ โดยขบั ออกมาในรูปของปัสสาวะ
เสียทางไต โดยการบอกแนวทาง • การเลอื กรบั ประทานอาหารที่เหมาะสม เช่น รับประทาน
ในการปฏิบัติตนที่ช่วยให้ระบบ อาหารที่ไม่มี รสเค็มจัด การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
ขับถา่ ยทำหน้าท่ไี ด้อยา่ งปกติ เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำหนา้ ท่ีได้อยา่ ง

ปกติ

6. บรรยายโครงสร้างและหน้าท่ี • ระบบหมุนเวียนเลือดประกอบด้วยหัวใจ หลอดเลือด
ของหัวใจ หลอดเลือด และ และเลือด
เลือด

3

ชั้น ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

7. อธิบายการทำงานของระบบ • หัวใจของมนุษย์แบ่งเป็น 4 ห้อง ได้แก่ หัวใจห้องบน
ห ม ุ น เ ว ี ย น เ ล ื อ ด โ ด ย ใ ช้ 2 ห้อง และห้องล่าง 2 ห้อง ระหว่างหัวใจห้องบนและ
แบบจำลอง
หวั ใจหอ้ งลา่ งมลี ้ินหัวใจก้ัน

• หลอดเลือด แบ่งเป็นหลอดเลือดอาร์เตอรี หลอดเลือด

เวน หลอดเลอื ดฝอย ซงึ่ มโี ครงสร้างต่างกนั

• เลือด ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือด เพลตเลต และ
พลาสมา

• การบีบและคลายตัวของหวั ใจทำให้เลอื ดหมนุ เวียน และ
ลำเลียงสารอาหาร แก๊ส ของเสีย และสารอื่น ๆ ไปยัง
อวยั วะและเซลลต์ า่ ง ๆ ทว่ั รา่ งกาย

• เลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงจะออกจากหัวใจไปยัง
เ ซ ล ล ์ ต ่ า ง ๆ ท ั ่ ว ร ่ า ง ก า ย ข ณ ะ เ ด ี ย ว ก ั น แ ก๊ ส
คาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์จะแพร่เข้าสู่เลือด และ
ลำเลียงกลับเข้าสู่หัวใจและถูกส่งไปแลกเปลี่ยนแก๊สท่ี

ปอด

8. อ อ ก แ บ บ ก า ร ท ด ล อ ง แ ล ะ • ชีพจรบอกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจซึ่งอัตราการเต้น
ทดลองในการเปรียบเทยี บอัตรา ของหัวใจในขณะปกติและหลังจากทำกจิ กรรมต่าง ๆ จะ
การเต้นของหัวใจ ขณะปกติ แตกต่างกัน ส่วนความดันเลือดเกิดจากการทำงานของ
และหลังทำกิจกรรม
หัวใจและหลอดเลอื ด
9. ตระหนักถึงความสำคัญของ • อัตราการเต้นของหัวใจมีความแตกตา่ งกนั ในแตล่ ะบุคคล

ระบบหมุนเวียนเลือด โดยการ คนที่เป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดจะส่งผลทำให้หัวใจ

บอกแนวทางในการดูแลรักษา สูบฉีดเลอื ดไมเ่ ป็นปกติ
อวัยวะในระบบหมุนเวียนเลือด • การออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร การ
ใหท้ ำงานเปน็ ปกติ
พักผ่อน และการรักษาภาวะทางอารมณ์ให้เป็นปกติ จึง

เป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาระบบ หมุนเวียน

เลอื ดใหเ้ ป็นปกติ

10. ระบอุ วยั วะและบรรยายหน้าท่ี • ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมองและไขสัน
ของอวัยวะในระบบประสาท หลัง จะทำหน้าที่ร่วมกับเส้นประสาท ซึ่งเป็นระบบ
ส่วนกลางในการควบคุมการ ประสาทรอบนอกในการควบคุม การทำงานของอวัยวะ
ทำงานต่าง ๆ ของรา่ งกาย
ต่าง ๆ รวมถึงการแสดงพฤติกรรมเพื่อการตอบสนองต่อ
11. ตระหนักถึงความสำคัญ ส่ิงเร้า
ของระบบประสาทโดยการ • เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นหน่วยรับความรู้สึกจะเกิดกระแส
บอกแนวทางในการดูแลรักษา ประสาทสง่ ไปตามเซลล์ประสาทรับความรู้สึกไปยังระบบ
ร ว ม ถ ึ ง ก า ร ป ้ อ ง กั น ก า ร ประสาทส่วนกลาง แล้วส่งกระแสประสาทมาตามเซลล์
กระทบกระเทือนและอันตราย ประสาทสั่งการไปยังหน่วยปฏิบัติงาน เช่น กล้ามเนื้อ
ตอ่ สมองและไขสนั หลัง

4

ชั้น ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

• ระบบประสาทเป็นระบบที่มีความซับซ้อนและมี

ความสัมพันธ์กับทุกระบบในร่างกาย ดังนั้น จึงควร

ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนต่อสมอง

หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด หลีกเลี่ยงภาวะเครียด และ

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อดูแลรักษาระบบ

ประสาทให้ทำงานเปน็ ปกติ

12. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าท่ี • มนุษย์มีระบบสืบพันธุ์ที่ประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ที่ทำ
ของอวัยวะในระบบสืบพันธ์ุ หน้าที่เฉพาะ โดยรังไข่ในเพศหญิงจะทำหน้าที่ผลิตเซลล์
ของเพศชายและเพศหญิงโดย ไข่ สว่ นอัณฑะในเพศชายจะ ทำหนา้ ท่สี ร้างเซลล์อสจุ ิ
ใช้แบบจำลอง
• ฮอร์โมนเพศทำหน้าที่ควบคุมการแสดงออกของลักษณะ
13. อธบิ ายผลของฮอรโ์ มนเพศชาย ทางเพศที่แตกตา่ งกัน เมือ่ เข้าสู่วยั หนมุ่ สาวจะมีการสร้าง
และ เพศหญิงที่ควบคุมการ เซลล์ไข่และเซลล์อสุจิ การตกไข่ การมีรอบเดือน และ
เปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อ ถ้ามีการปฏิสนธิของเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิจะทำให้เกิด
เขา้ สวู่ ยั หนมุ่ สาว
การตัง้ ครรภ์
14. ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลง

ของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม

สาว โดยการดูแลรักษาร่างกาย

และจิตใจของตนเองในช่วงที่มี

การเปล่ยี นแปลง

15. อ ธ ิ บ า ย ก า ร ต ก ไ ข ่ ก า ร มี • การมีประจำเดือนมีความสัมพันธ์กับการตกไข่ โดยเป็น
ประจำเดือน การปฏิสนธิ และ ผลจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศหญิง
การพัฒนาของไซโกตจนคลอด

เปน็ ทารก • เมื่อเพศหญิงมีการตกไข่และเซลล์ไข่ได้รับการปฏิสนธิกับ

16. เลือกวิธีการคุมกำเนิดท่ี เซลล์อสุจิจะทำให้ได้ไซโกต ไซโกตจะเจริญเป็นเอ็มบรโิ อ
เหมาะสมกับ สถานการณ์ที่ และฟีตัส จนกระทั่งคลอดเป็นทารก แต่ถ้าไม่มีการ
กำหนด ปฏิสนธิ เซลล์ไข่จะสลายตัว ผนังด้านในมดลูก รวมท้ัง
17. ตระหนักถึงผลกระทบของการ หลอดเลือดจะสลายตัวและหลุดลอกออก เรียกว่า
ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร โดย ประจำเดอื น
การประพฤติตนให้เหมาะสม • การคุมกำเนิดเป็นวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการต้ังครรภ์ โดย

ป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิหรือไม่ให้มีการฝังตัวของ

เอ็มบรโิ อ ซึ่งมีหลายวธิ ี เช่น การใชถ้ ุงยางอนามัย การกิน

ยาคมุ กำเนิด

5

สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ

มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ
โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง
สถานะของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี

ชั้น ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

ม.2 1. อธิบายการแยกสารผสมโดย • การแยกสารผสมให้เป็นสารบรสิ ุทธิ์ทำไดห้ ลายวิธี ขึ้นอยู่กับ
การระเหยแห้ง การตกผลึก สมบัติของสารนั้น ๆ การระเหยแห้งใช้แยกสารละลายซึ่ง
การกลั่นอย่างง่ายโครมาโท- ประกอบด้วยตัวละลายที่เป็นของแข็งในตัวทำละลายที่เป็น
กราฟแี บบกระดาษ การสกัด ของเหลว โดยใช้ความร้อนระเหยตัวทำละลายออกไปจน
ด้วยตัวทำละลาย โดยใช้ หมด เหลือแต่ตัวละลาย การตกผลึกใช้แยกสารละลายท่ี
หลักฐานเชิงประจกั ษ์
ประกอบด้วยตัวละลายที่เป็นของแข็งในตัวละลายที่เป็น
2. แยกสารโดยการระเหยแห้ง ของเหลว โดยทำให้สารละลายอิ่มตัว แล้วปล่อยให้ตัวทำ
การตกผลึก การกลั่นอย่าง ละลายระเหยออกไปบางส่วน ตัวละลายจะตกผลึกแยก
ง่าย โครมาโทกราฟีแบบ ออกมา การกลั่นอย่างง่ายใช้แยกสารละลายที่ประกอบด้วย
กระดาษ การสกัดด้วยตัวทำ ตัวละลายและตัวทำละลายที่เป็นของเหลวที่มีจุดเดือด
ละลาย ต่างกันมาก วิธีนี้จะแยกของเหลวบริสุทธิ์ออกจาก

สารละลายโดยให้ความร้อนกับสารละลาย ของเหลวจะ

เดือดและกลายเป็นไอแยกจากสารละลายแลว้ ควบแน่นกลับ

เป็นของเหลวอีกครั้ง ขณะที่ของเหลวเดือด อุณหภูมิของ

ไอจะคงที่ โครมาโทกราฟีแบบกระดาษเป็นวิธีการแยกสาร

ผสมที่มีปริมาณน้อยโดยใช้แยกสารที่มีสมบัติการละลายใน

ตัวทำละลายและการถูกดูดซับด้วยตัวดูดซับแตกต่างกัน ทำ

ให้สารแต่ละชนิดเคลื่อนที่ไปบนตัวดูดซับได้ต่างกัน สารจึง

แยกออกจากกันได้ อัตราส่วนระหว่างระยะทางที่สาร

องค์ประกอบแต่ละชนิดเคลื่อนที่ได้บนตัวดูดซับกับ

ระยะทางทีต่ ัวทำละลายเคลื่อนท่ีได้เปน็ ค่าเฉพาะตวั ของสาร

แต่ละชนิดในตัวทำละลายและตัวดูดซับหนึ่ง ๆ การสกัด

ด้วยตัวทำละลายเป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีสมบัติการ

ละลายในตัวทำละลายท่ีต่างกัน โดยชนิดของตัวทำละลายมี

ผลต่อชนิดและปริมาณของสารที่สกัดได้ การสกัดโดยการ

กลั่นด้วยไอน้ำใช้แยกสารที่ระเหยง่าย ไม่ละลายน้ำ และไม่

ทำปฏิกิริยากับน้ำออกจากสารที่ระเหยยากโดยใช้ไอน้ำเป็น

ตวั พา

3. นำวิธีการแยกสารไปใช้ • ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เก่ียวกับการแยกสาร บูรณาการกับ
แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี โดยใช้กระบวนการทางวิศวกรรม
โดยบูรณาการวิทยาศาสตร์ สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันหรือปัญหาที่พบ

ในชมุ ชนหรอื สรา้ งนวัตกรรม โดยมีขน้ั ตอน ดังนี้

6

ชั้น ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง

คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี - ระบุปัญหาในชีวิตประจำวันที่เกี่ยวกับการแยกสาร

และวศิ วกรรมศาสตร์ โดยใช้สมบัติทางกายภาพ หรือนวัตกรรมที่ต้องการ

พฒั นา โดยใช้หลกั การดังกลา่ ว

- รวบรวมข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับการแยกสาร โดย

ใช้สมบัติทางกายภาพที่สอดคล้องกับปัญหาที่ระบุหรือ

นำไปสกู่ ารพฒั นานวัตกรรมนนั้

- ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา หรือพัฒนานวัตกรรมที่

เกี่ยวกับการแยกสารในสารผสม โดยใช้สมบัติทาง

กายภาพ โดยเชื่อมโยงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์

คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการทางวิศวกรรม

รวมทั้งกำหนดและควบคุมตัวแปรอย่างเหมาะสม

ครอบคลุม

- วางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา หรือพัฒนานวัตกรรม

รวบรวมข้อมูลจัดกระทำข้อมูล และเลือกวิธีการส่ือ

ความหมายท่เี หมาะสมในการนำเสนอผล

- ทดสอบ ประเมินผล ปรับปรุงวิธีการแก้ปัญหา หรือ

นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่

รวบรวมได้

- นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา หรือผลของนวัตกรรมที่

พัฒนาขึ้น และผลที่ได้ โดยใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม

และน่าสนใจ

4. ออกแบบการทดลองและ • สารละลายอาจมีสถานะเป็นของแข็ง ของเหลว และแก๊ส
ทดลองในการอธิบายผลของ สารละลายประกอบด้วยตัวทำละลายและตัวละลาย กรณี
ชนิดตัวละลาย ชนิดตัวทำ สารละลายเกิดจากสารท่ีมีสถานะเดยี วกนั สารที่มีปริมาณ
ละลาย อุณหภูมิที่มีต่อสภาพ มากท่สี ดุ จัดเปน็ ตัวทำละลาย กรณสี ารละลายเกิดจากสาร
ละลายได้ของสาร รวมท้ัง ที่มีสถานะต่างกัน สารที่มีสถานะเดียวกันกับสารละลาย
อธิบายผลของความดันที่มีต่อ จดั เปน็ ตวั ทำละลาย
สภาพละลายได้ของสาร โดย • สารละลายที่ตัวละลายไม่สามารถละลายในตัวทำละลาย
ใช้สารสนเทศ
ไดอ้ ีกทอ่ี ุณหภูมิหนง่ึ ๆ เรยี กว่า สารละลายอมิ่ ตัว

• สภาพละลายได้ของสารในตัวทำละลายเป็นค่าที่บอก

ปริมาณของสารที่ละลายได้ในตัวทำละลาย 100 กรัม จน

ได้สารละลายอิ่มตัว ณ อุณหภูมิ และความดันหนึ่ง ๆ

สภาพละลายได้ของสารบ่งบอกความสามารถในการ

ละลายได้ของตัวละลายในตัวทำละลาย ซึ่งความสามารถ

ในการละลายของสารขึ้นอยู่กับชนิดของตัวทำละลายและ

ตวั ละลาย อณุ หภูมิ และความดนั

7

ชั้น ตัวชวี้ ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

• สารชนิดหน่ึงมีสภาพละลายได้แตกตา่ งกันในตัวทำละลาย
ที่แตกต่างกัน และสารต่างชนิดกันมีสภาพละลายได้ในตัว
ทำละลายหน่งึ ๆ ไม่เทา่ กนั

• เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น สารส่วนมากสภาพละลายได้ของสาร
จะเพิ่มขึ้น ยกเว้นแก๊ส เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นสภาพการ
ละลายได้จะลดลง ส่วนความดันมีผลต่อแก๊ส โดยเม่ือ
ความดันเพ่ิมขน้ึ สภาพละลายได้จะสูงขึ้น

• ความรู้เกี่ยวกับสภาพละลายได้ของสาร เมื่อเปลี่ยนแปลง

ชนิดตัวละลาย ตัวทำละลาย และอุณหภูมิ สามารถ

นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น การทำน้ำเชื่อม

เข้มข้น การสกัดสารออกจากสมุนไพรให้ได้ปริมาณมาก

ท่ีสดุ

5. ระบุปริมาณตัวละลายใน • ความเข้มข้นของสารละลายเป็นการระบุปริมาณตวั ละลาย
สารละลายในหน่วยความ ในสารละลาย หน่วยความเขม้ ขน้ มหี ลายหนว่ ย ท่ีนิยมระบุ
เข้มข้นเป็นร้อยละ ปริมาตร เป็นหน่วยเป็นร้อยละปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล
ต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลตอ่ ปริมาตร
และมวลต่อปรมิ าตร
• ร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตรเป็นการระบุปริมาตรตัว
6. ตระหนักถึงความสำคัญของ ละลายในสารละลาย 100 หน่วยปรมิ าตรเดียวกัน นิยมใช้
การนำความรู้เรื่องความ กับสารละลายทเ่ี ปน็ ของเหลว หรือแกส๊
เข้มข้นของสารไปใช้ โดย
ยกตวั อยา่ งการใชส้ ารละลาย • ร้อยละโดยมวลต่อมวลเป็นการระบุมวลตัวละลายใน
ในชีวิตประจำวันอย่าง สารละลาย 100 หนว่ ยมวลเดียวกนั นิยมใช้กบั สารละลาย
ถกู ต้อง และปลอดภยั ที่มีสถานะเปน็ ของแข็ง

• ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตรเป็นการระบุมวลตัวละลายใน

สารละลาย 100 หน่วยปริมาตร นิยมใช้กับสารละลายที่มี

ตวั ละลายเปน็ ของแขง็ ในตวั ทำละลายทเ่ี ป็นของเหลว

• การใช้สารละลายในชวี ิตประจำวนั ควรพิจารณาจากความ

เข้มข้นของสารละลาย ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการใช้

งาน และผลกระทบต่อส่งิ ชวี ิตและสิง่ แวดลอ้ ม

8

มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการ
เคล่อื นท่ีแบบตา่ ง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์

ชน้ั ตวั ชวี้ ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

ม.2 1. พยากรณ์การเคลื่อนที่ของ • แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ เมอ่ื มแี รงหลาย ๆ แรงกระทำต่อ
วัตถุที่เป็นผลของแรงลัพธ์ท่ี วตั ถุ แลว้ แรงลพั ธ์ท่กี ระทำต่อวัตถมุ ีค่าเป็นศูนย์ วัตถุจะไม่
เกิดจากแรงหลายแรงที่ เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ แต่ถ้าแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุ
ก ร ะ ท ำ ต ่ อ ว ั ต ถ ุ ใ น แ น ว มคี ่าไม่เป็นศูนย์ วัตถจุ ะเปล่ียนแปลงการเคลอื่ นท่ี
เดียวกันจากหลักฐานเชิง
ประจักษ์
2. เขียนแผนภาพแสดงแรงและ
แรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลาย
แรงที่กระทำต่อวัตถุในแนว
เดยี วกนั

3. ออกแบบการทดลองและ • เมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงที่ของเหลวกระทำต่อวัตถุ
ทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมใน ในทุกทิศทาง โดยแรงที่ของเหลวกระทำต้ังฉากกับผิววัตถุ
การอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อ ต่อหนงึ่ หนว่ ยพ้ืนท่ี เรียกวา่ ความดนั ของของเหลว
ความดันของของเหลว • ความดันของของเหลวมีความสัมพันธ์กับความลึกจาก
ระดับผิวหน้าของของเหลว โดยบริเวณที่ลึกลงไปจาก
ระดับผิวหนา้ ของของเหลวมากขึน้ ความดันของของเหลว
จะเพิม่ ขึ้น เนอื่ งจากของเหลวที่อย่ลู ึกกว่าจะมีน้ำหนักของ
ของเหลวดา้ นบนกระทำมากกว่า

4. วิเคราะห์แรงพยุงและการจม • เมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงพยุง เนื่องจากของเหลว
การลอยของวัตถุในของเหลว กระทำต่อวัตถุ โดยมที ิศขึ้นในแนวดง่ิ การจมหรือการลอย
จากหลักฐานเชิงประจกั ษ์ ของวัตถุขึ้นอยู่กับแรงพยุง ถ้าน้ำหนักของวัตถุและแรง

5. เขียนแผนภาพแสดงแรงที่ พยุงของของเหลวมีค่าเท่ากัน วัตถุจะลอยนิ่งอยู่ใน
กระทำต่อวัตถุในของเหลว ของเหลว แต่ถ้าน้ำหนกั ของวตั ถุมคี ่ามากกว่าแรงพยุงของ
ของเหลว วตั ถุจะจม

6. อธิบายแรงเสียดทานสถิต • แรงเสียดทานเปน็ แรงที่เกิดข้ึนระหวา่ งผิวสมั ผสั ของวัตถุเพื่อ
และแรงเสียดทานจลน์จาก ตา้ นการเคล่ือนท่ีของวัตถนุ ั้น โดยถา้ ออกแรงกระทำต่อวัตถุ
หลักฐานเชงิ ประจักษ์ ที่อยู่นิ่งบนพื้นผิวให้เคลื่อนที่ แรงเสียดทานก็จะต้านการ

เคลอื่ นที่ของวัตถุ แรงเสยี ดทานที่เกิดข้ึนในขณะท่ีวัตถุยังไม่
เคลื่อนที่เรียก แรงเสียดทานสถิต แต่ถ้าวัตถุกำลังเคลื่อนท่ี
แรงเสียด-ทานก็จะทำให้วัตถุนั้นเคลื่อนที่ช้าลงหรือหยุดน่ิง
เรยี ก แรงเสียดทานจลน์

7. ออกแบบการทดลองและ • ขนาดของแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุขึ้นกับ
ทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมใน ลักษณะผิวสัมผัสและขนาดของแรงปฏิกิริยาตั้งฉาก
การอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อ ระหวา่ งผวิ สมั ผัส
ขนาดของแรงเสียดทาน

9

ชั้น ตัวชีว้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

8. เขียนแผนภาพแสดงแรง • กิจกรรมในชีวิตประจำวันบางกิจกรรมต้องการแรงเสียด
เสียดทานและแรงอื่น ๆ ท่ี ทาน เช่น การเปิดฝาเกลียวของน้ำ การใช้แผ่นกันลื่นใน
กระทำตอ่ วัตถุ
ห้องน้ำ บางกิจกรรมไม่ต้องการแรงเสียดทาน เช่น การ
9. ตระหนักถึงประโยชน์ของ ลากวตั ถุบนพืน้ การใชน้ ้ำมันหลอ่ ล่ืนในเครื่องยนต์
ความรู้เรื่องแรงเสียดทาน • ความรู้เรื่องแรงเสียดทานสามารถนำไปใช้ประโยชน์ใน
โดยวิเคราะห์สถานการณ์ ชวี ติ ประจำวันได้
ปัญหาและเสนอแนะวิธีการ

ลดหรือเพิ่มแรงเสียดทานท่ี

เป็นประโยชน์ต่อการทำ

กิจกรรมในชีวิตประจำวนั

10. ออกแบบการทดลองและ • เมื่อมีแรงที่กระทำต่อวัตถุโดยไม่ผ่านศูนย์กลาง มวลของ
ทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสม วัตถุจะเกิดโมเมนต์ของแรง ทำให้วัตถุหมุนรอบศูนย์กลาง
ในการอธิบายโมเมนต์ของ มวลของวตั ถนุ ั้น
แรงเมื่อวัตถุอยู่ในสภาพ • โมเมนตข์องแรงเป็นผลคูณของแรงที่กระทำต่อวัตถุกับ
สมดุลต่อการหมุน และ ระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับแนวแรง เมื่อผลรวม
คำนวณการใช้สมการ ของโมเมนต์ของแรงมีค่าเป็นศูนย์ วัตถุจะอยู่ในสภาพ
M = Fl สมดุลต่อการหมุน โดยโมเมนต์ของแรงในทิศทวนเข็ม

นาฬิกาจะมีขนาดเท่ากับโมเมนต์ของแรงในทิศตามเข็ม

นาฬกิ า

• ของเล่นหลายชนิดประกอบด้วยอุปกรณ์หลายส่วนที่ใช้

หลักการโมเมนต์ของแรง ความรู้เรื่องโมเมนต์ของแรง

สามารถนำไปใชอ้ อกแบบและประดิษฐ์ของเล่นได้

11. เปรียบเทียบแหล่งของ • วัตถุที่มีมวลจะมีสนามโน้มถ่วงอยู่โดยรอบแรงโน้มถ่วงท่ี
สนามแม่เหล็กสนามไฟฟ้า กระทำต่อวัตถุจะมีทิศพุ่งเข้าหาวัตถุที่เป็นแหลง่ ของสนาม
และสนามโน้มถ่วง และ โน้มถ่วง
ทิศทางของแรงที่กระทำต่อ • วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าจะมีสนามไฟฟ้าอยู่โดยรอบ แรงไฟฟ้า
วัตถุที่อยู่ในแต่ละสนาม ที่กระทำต่อวัตถุที่มีประจุจะมีทิศพุ่งเข้าหาหรือออกจาก
จากขอ้ มลู ทร่ี วบรวมได้
วตั ถทุ ่ีมีประจุท่ีเปน็ แหลง่ ของสนามไฟฟา้
12.เขียนแผนภาพแสดงแรง
แมเ่ หลก็ แรงไฟฟ้า และแรง • วัตถุที่เป็นแม่เหล็กจะมีสนามแม่เหล็กอยู่โดยรอบแรง
โนม้ ถว่ งทก่ี ระทำต่อวตั ถุ แม่เหล็กทก่ี ระทำต่อขวั้ แม่เหล็กจะมีทิศพุ่งเข้าหาหรือออก
จากขั้วแม่เหลก็ ที่เปน็ แหล่งสนามแมเ่ หล็ก

13. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ • ขนาดของแรงโน้มถ่วง แรงไฟฟ้า และแรงแม่เหล็กที่
ระหว ่างขนาดข อ ง แ ร ง กระทำต่อวัตถุที่อยู่ในสนามนั้น ๆ จะมีค่าลดลง เมื่อวัตถุ
แม่เหลก็ แรงไฟฟา้ และแรง อยู่ห่างจากแหล่งของสนามน้ัน ๆ มากขนึ้
โน้มถ่วงที่กระทำต่อวัตถุท่ี

อยู่ในสนามนั้น ๆ กับ

10

ช้ัน ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ระยะห่างจากแหล่งของ

สนามถึงวัตถุจากข้อมูลที่

รวบรวมได้

14. อ ธ ิ บ า ย แ ล ะ ค ำ น ว ณ • การเคลื่อนที่ของวัตถุเป็นการเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุ
อัตราเร็วและความเร็วของ เทียบกับตำแหน่งอ้างอิงโดยมีปริมาณที่เกี่ยวข้องกับการ
การเคลื่อนที่ของวัตถุ โดย เคลื่อนที่ ซึ่งมีทั้งปริมาณสเกลาร์ และปริมาณเวกเตอร์
s ⃑s
ใช้สมการ v= t และ v⃑= t เช่น ระยะทาง อัตราเร็ว การกระจัด ความเร็ว ปริมาณ
สเกลาร์เป็นปริมาณที่มีขนาด เช่น ระยะทาง อัตราเร็ว
จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ปริมาณเวกเตอร์เปน็ ปริมาณท่ีมีทั้งขนาด และทิศทาง เช่น
การกระจดั ความเรว็
15. เขียนแผนภาพแสดงการ
• เขียนแผนภาพแทนปริมาณเวกเตอร์ได้ด้วยลูกศร โดย
กระจดั และความเรว็

ความยาวของลูกศรแสดงขนาด และหัวลูกศรแสดงทิศทาง

ของเวกเตอรน์ ั้น

• ระยะทางเป็นปริมาณสเกลลาร์ โดยระยะทางเป็นความ
ยาวของเส้นทางทีเ่ คลอื่ นทไี่ ด้

• การกระจัดเปน็ ปรมิ าณเวกเตอร์ โดยการกระจดั มีทิศช้ีจาก
ตำแหน่งเริ่มต้นไปยังตำแหน่งสุดท้าย และมีขนาดเท่ากับ
ระยะท่ีสัน้ ทีส่ ดุ ระหว่างสองตำแหนง่ นัน้

• อัตราเร็วเป็นปริมาณสเกลาร์ โดยอัตราเร็วเป็นอัตราส่วน
ของระยะทางต่อเวลา

• ความเร็วปริมาณเวกเตอร์มีทศิ เดียวกับทิศของการกระจดั
โดยความเร็วเป็นอัตราส่วนของการกระจัดต่อเวลา

11

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์
ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานใช้ชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์
ท่ีเกยี่ วข้องกับเสียง แสง และคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมทั้งนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ช้ัน ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.2 1. วิเคราะห์สถานการณ์และ • เมื่อออกแรงกระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ โดย
คำนวณเกี่ยวกับงาน และ แรงอยใู่ นแนวเดียวกบั การเคล่ือนที่จะเกิดงาน งานจะมีค่า
กำลังที่เกิดจากแรงที่กระทำ มากหรือน้อยขึ้นกับขนาดของแรงและระยะทางในแนว
ตอ่ วัตถโุ ดยใช้สมการ
w เดยี วกับแรง
W = Fs และ P= t
• งานที่ทำในหน่วยเวลา เรียกว่า กำลัง หลักการของงาน
จากข้อมูลทีร่ วบรวมได้ นำไปอธบิ ายการทำงานของเคร่ืองกลอย่างง่าย ไดแ้ ก่ คาน

2. วิเคราะห์หลักการทำงาน พื้นเอียง รอกเดี่ยว ลิ่ม สกรู ล้อ และเพลา ซึ่งนำไปใช้
ของเครื่องกลอย่างง่าย จาก ประโยชนด์ า้ นต่าง ๆ ในชวี ติ ประจำวนั

ข้อมลู ท่รี วบรวมได้

3. ตระหนักถึงประโยชน์ของ

ความรู้ของเครื่องกลอย่าง

ง่าย โดยบอกประโยชน์และ

การประยุกต์ใช้ใน

ชีวิตประจำวัน

4. ออกแบบและทดลองด้วยวิธี • พลังงานจลนเ์ ปน็ พลงั งานของวตั ถทุ ่ีเคลื่อนที่ พลงั งานจลน์
ที่เหมาะสมในการอธิบาย จะมีค่ามากหรือนอ้ ยขึน้ กับมวลและอัตราเร็ว ส่วนพลังงาน
ปัจจัยที่มีผลต่อพลังงาน ศกั ยโ์ นม้ ถว่ งเกยี่ วขอ้ งกับตำแหน่งของวตั ถจุ ะมคี ่ามากหรือ
จลน์และพลังงานศักย์โน้ม น้อยขึ้นกับมวลและตำแหน่งของวัตถุ เมื่อวัตถุอยู่ในสนาม
ถว่ ง โน้มถ่วงวัตถุจะมีพลังงานศักย์โน้มถ่วง พลังงานจลน์และ

พลังงาน ศกั ยโ์ น้มถ่วงเปน็ พลงั งานกล

5. แปลความหมายข้อมูลและ • ผลรวมของพลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลงังานจลน์เป็น
อธิบายการเปลี่ยนพลังงาน พลังงานกล พลังงาน ศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์ของ
ระหว่างพลังงานศักย์โน้ม วัตถุหนึ่ง ๆ สามารถเปลี่ยนกลับไปมาได้ โดยผลรวมของ
ถ่วงและพลังงานจลน์ของ พลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์มีค่าคงตัว นั่นคือ
วัตถุ โดยพลังงานกลของ พลงั งานกลของวัตถุมคี า่ คงตวั
วัตถุมีค่าคงตัวจากข้อมูลท่ี

รวบรวมได้

12

ชัน้ ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

6. วิเคราะห์สถานการณ์และ • พลังงานรวมของระบบมีค่าคงตัวซึ่งอาจเปลี่ยนจาก
อธิบายการเปลี่ยนและการ พลังงานหนึ่งเป็นอีกพลังงานหนึ่ง เช่น พลังงานกล
ถ่ายโอนพลังงานโดยใช้กฎ เปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า พลังงานจลน์เปลี่ยนเป็น
การอนรุ กั ษพ์ ลงั งาน
พลังงานความร้อน พลังงานเสียง พลังงานแสง

เนื่องมาจากแรงเสียดทาน พลังงานเคมีในอาหาร

เปลย่ี นเป็น พลังงานท่ไี ปใชใ้ นการทำงานของสงิ่ มีชีวติ

• นอกจากนี้พลังงานยังสามารถถ่ายโอนไปยังอีกระบบหนึ่ง

หรอื ไดร้ ับพลงั งานจากระบบอ่ืนได้ เช่น การถา่ ยโอนความ

ร้อนระหว่างสสาร การถ่ายโอนพลังงานของการสั่นของ

แหล่งกำเนิดเสียงไปยังผู้ฟัง ทั้งการเปลี่ยนพลังงานและ

การถา่ ยโอนพลังงาน พลงั งานรวมทงั้ หมดมีคา่ เท่าเดิมตาม

กฎการอนุรักษ์พลงั งาน

สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสมั พันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลีย่ นแปลงภายในโลก
และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก
รวมทั้งผลต่อสงิ่ มีชีวติ และส่งิ แวดลอ้ ม

ชนั้ ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ม.2 1. เปรียบเทียบกระบวนการเกิด • เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ
และการใช้ประโยชน์ รวมท้ัง ของซากสิ่งมีชีวิตในอดีต โดยกระบวนการทางเคมีและ
อธิบายผลกระทบจากการใช้ ธรณีวิทยา เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ ได้แก่ ถ่านหิน หิน
เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์จาก น้ำมัน และปิโตรเลียม ซึ่งเกิดจากวัตถุต้นกำเนิด และ
ข้อมูลทร่ี วบรวมได้
สภาพแวดล้อม การเกิดที่แตกต่างกันทำให้ได้ชนิดของ

เชื้อเพลิง ซากดึกดำบรรพ์ที่มีลักษณะ สมบัติ และการ
นำไปใช้ประโยชน์แตกต่างกัน สำหรับปิโตรเลียมจะต้องมี
ผ่านการกลั่นลำดับส่วนก่อนการใช้งาน เพื่อให้ได้

ผลิตภัณฑ์เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ เชื้อเพลิงซากดึก
ดำบรรพ์เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปเนื่องจากต้องใช้
เวลานานหลายล้านปี จงึ จะเกิดขน้ึ ใหมไ่ ด้

2. แสดงความตระหนกั ถงึ ผลจาก • การเผาไหม้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ในกิจกรรมต่าง ๆ
การใช้เชื้อเพลิงซากดึกดำ ของมนุษย์จะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบ
บ ร ร พ ์ โ ด ย น ำ เ ส น อ แ น ว ต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ แก๊สบางชนิดท่ี
ทางการใช้เชื้อเพลิงซากดึกดำ เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ เช่น แก๊ส
บรรพ์ คาร์บอนไดออกไซด์และไนตรัสออกไซด์ยังเป็นแก๊สเรือน

13

ชนั้ ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

กระจก ซึ่งส่งผลใหเ้ กดิ การเปล่ยี นแปลงภูมอิ ากาศของโลก

รุนแรงขึ้น ดังนั้น จึงควรใช้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์โดย

คำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น

เลือกใช้พลังงานทดแทน หรือเลือกใช้เทคโนโลยีที่ลดการ

ใช้เชือ้ เพลงิ ซากดึกดำบรรพ์

3. เปรยี บเทียบขอ้ ดแี ละข้อจำกัด • เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญใน
ของพลังงานทดแทนแต่ละ กิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เนื่องจากเชื้อเพลิงซากดึกดำ
ประเภทจากการรวบรวม บรรพ์มีปริมาณจำกัดและมักเพิ่มมลภาวะในบรรยากาศ
ข้อมูล และนำเสนอแนวทาง มากขึ้น จึงมีการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น พลังงาน
การใช้พลังงานทดแทนที่ แสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล
เหมาะสมในทอ้ งถนิ่
พลังงานคลื่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงาน

ไฮโดรเจน ซึ่งพลังงานทดแทนแต่ละชนิดจะมีข้อดีและ

ข้อจำกดั ท่แี ตกตา่ งกัน

4. สร้างแบบจำลองที่อธิบาย • โครงสรา้ งภายในโลกแบ่งออกเปน็ ช้ันตามองค์ประกอบทาง
โครงสร้างภายในโลกตาม เคมี ได้แก่ เปลือกโลกซึ่งอยู่นอกสุด ประกอบด้วย
องค์ประกอบทางเคมีจาก สารประกอบของซลิ ิกอน และอะลมู เิ นียมเป็นหลัก เนื้อโลก
ข้อมลู ทีร่ วบรวมได้
คือส่วนที่อยู่ใต้เปลือกโลกลงไปจนถึงแก่นโลก

มีองค์ประกอบหลักเป็นสารประกอบของซิลิกอน

แมกนีเซียม และเหล็ก และแก่นโลกคือส่วนที่อยู่ใจกลาง

ของโลก มอี งคป์ ระกอบหลักเป็นเหล็กและนิกเกิล ซ่ึงแต่ละ

ช้ันมลี ักษณะแตกตา่ งกนั

5. อธิบายกระบวนการผุพัง • การผุพังอยู่กับที่ การกร่อน และการสะสมตัวของตะกอน
อยู่กับที่การกร่อน และ เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่ทำให้ผิว
การสะสมตัวของตะกอน โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นภูมิลักษณ์ แบบต่าง ๆ โดย
จ า ก แ บ บ จ ำ ล อ ง ร ว ม ท้ั ง มปี ัจจัยสำคญั คือ นำ้ ลม ธารน้ำแขง็ แรงโนม้ ถ่วงของโลก
ย ก ต ั ว อ ย ่ า ง ผ ล ข อ ง สงิ่ มีชีวติ สภาพอากาศ และปฏิกริ ิยาเคมี
กระบวนการดังกล่าวที่ทำให้ • การผุพังอยู่กับที่ คือ การที่หินผุพังทำลายลงด้วย
ผิวโลกเกิดการเปลย่ี นแปลง กระบวนการต่าง ๆ ได้แก่ ลมฟ้าอากาศกับน้ำฝน และ

รวมทั้งการกระทำของต้นไม้กับแบคทีเรีย ตลอดจนการ

แตกตัวทางกลศาสตร์ซึ่งมีการเพิ่มและลดอุณหภูมิสลับกัน

เปน็ ต้น

• การกร่อน คือ กระบวนการหนึ่งหรือหลายกระบวนการที่

ทำใหส้ าร เปลือกโลกหลุดไปละลายไป หรอื กร่อนไปโดยมี

ตัวนำพาธรรมชาติ คือ ลม น้ำ และธารน้ำแข็ง ร่วมกับ

ปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ ลมฟ้าอากาศ สารละลาย การนำพา

14

ช้ัน ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการพังทลายเป็นกลุ่มก้อน เช่น แผ่นดิน

ถล่ม ภูเขาไฟระเบดิ

• การสะสมตัวของตะกอน คือ การสะสมตัวของวัตถุจาก

การนำพาของนำ้ ลม หรือธารนำ้ แข็ง

6. อธิบายลักษณะของชั้นหน้า • ดินเกิดจากหินที่ผุพังตามธรรมชาติผสมคลุกเคล้ากับ
ตัดดินและกระบวนการเกิด อนิ ทรียวัตถทุ ่ีไดจ้ าก การเนา่ เปอ่ื ยของซากพืชซากสัตว์ทับ
ดินจากแบบจำลอง รวมทั้ง ถมเป็นชั้น ๆ บนผิวโลก ชั้นดินแบ่งออกเป็นหลายชั้น
ระบุปัจจัยที่ทำให้ด ินมี ขนานหรือเกือบขนานไปกับหน้าดิน แต่ละชั้นมีลักษณะ
ลักษณะและสมบัติแตกต่าง แตกต่างกัน เนื่องจากสมบัติทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ
กัน และลักษณะอื่น ๆ เช่น สี โครงสร้าง เนื้อดิน การยืดตัว

ความเป็นกรดเบส สามารถสังเกตได้จากการสำรวจ

ภาคสนาม การเรียกชื่อชั้นดินหลักจะใช้อักษร

ภาษาอังกฤษตัวใหญ่ ไดแ้ ก่ O, A, E, B, C, R

• ชั้นหน้าตัดดินเป็นชั้นดินที่มีลักษณะปรากฏให้เห็น

เรยี งลำดับเป็นชั้นจาก ชัน้ บนสดุ ถงึ ช้ันลา่ งสุด

• ปัจจัยที่ทำให้ดินแต่ละท้องถิ่นมีลักษณะและสมบัติ

แตกต่างกัน ได้แก่ วัตถุต้นกำเนิดดิน ภูมิอากาศ สิ่งมีชีวิต

ในดิน สภาพภมู ิประเทศ และระยะเวลาในการเกิดดนิ

7. ตรวจวัดสมบัติบางประการ • สมบัติบางประการของดิน เช่น เนื้อดิน ความชื้นดิน ค่า
ของดิน โดยใช้เครื่องมือท่ี ความเป็นกรด-เบส ธาตุอาหารในดิน สามารถนำไปใช้ใน
เหมาะสม และนำเสนอแนว การตัดสินใจถึงแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยอาจ
ทางการใช้ประโยชน์ดินจาก นำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร หรืออื่น ๆ ซึ่งดินที่ไม่
ขอ้ มลู สมบัตขิ องดนิ
เหมาะสมต่อการทำการเกษตร เช่น ดินจืด ดินเปรี้ยว ดิน

เค็ม และดินดาน อาจเกิดจากสภาพดินตามธรรมชาติ หรอื

การใช้ประโยชน์จะต้องปรับปรุงให้มีสภาพเหมาะสมเพ่ือ

นำไปใชป้ ระโยชน์

8. อ ธ ิ บ า ย ป ั จ จ ั ย แ ล ะ • แหลง่ น้ำผวิ ดนิ เกดิ จากน้ำฝนท่ีตกลงบนพ้ืนโลกไหลจากท่ีสูง
กระบวนการเกิดแหล่งน้ำผิว ลงสู่ที่ต่ำด้วยแรงโน้มถ่วง การไหลของน้ำทำให้พื้นโลกเกิด
ดินและแหล่งน้ำใต้ดิน จาก การกัดเซาะเป็นร่องน้ำ เช่น ลำธาร คลอง และแม่น้ำ ซึ่ง
แบบจำลอง
ร่องน้ำจะมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณ

น้ำฝน ระยะเวลาในการกัดเซาะ ชนิดดินและหิน และ

ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ เชน่ ความลาดชนั ความสงู ต่ำของพ้ืนที่

เมื่อนำ้ ไหลไปยังบริเวณท่ีเปน็ แอ่งจะเกิดการสะสมเป็นแหล่ง

นำ้ เชน่ บงึ ทะเลสาบ ทะเล และมหาสมุทร

15

ช้ัน ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

• แหล่งน้ำใต้ดินเกิดจากการซึมของน้ำผิวดินลงไปสะสมตัว

ใต้พื้นโลก ซึ่งแบ่งเป็นน้ำในดินและน้ำบาดาล น้ำในดิน

เป็นน้ำที่อยู่ร่วมกับอากาศตามช่องว่างระหว่างเม็ดดิน

ส่วนนำ้ บาดาลเป็นนำ้ ที่ไหลซึมลกึ ลงไปและถกู กักเก็บไว้ใน

ช้ันหินหรือช้ันดินจนอม่ิ ตัวไปด้วยน้ำ

9. สรา้ งแบบจำลองที่อธิบายการ • แหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดินถูกนำมาใช้ในกิจกรรม
ใช ้น้ำ และนำเสนอแ น ว ต่าง ๆ ของมนุษย์ ส่งผลต่อการจัดการการใชป้ ระโยชน์น้ำ
ทางการใช้น้ำอย่างยั่งยืนใน และคุณภาพของแหล่งน้ำ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของ
ทอ้ งถ่ินของตนเอง
จำนวนประชากร การใช้ประโยชน์พ้ืนทีใ่ นดา้ นต่าง ๆ เช่น

ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลง

ภูมิอากาศ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝนใน

พื้นท่ีลุ่มนำ้ และแหล่งน้ำผวิ ดินไม่เพียงพอสำหรับกิจกรรม

ของมนษุ ย์ น้ำจากแหล่งนำ้ ใต้ดนิ ถูกนำมาใชม้ ากขนึ้ ส่งผล

ให้ปริมาณน้ำใต้ดินลดลงมากจึงต้องมีการใช้น้ำอย่าง

เหมาะสมและยั่งยืน ซึ่งอาจทำได้โดยการจัดหาแหล่งน้ำ

เพือ่ ให้มแี หล่งนำ้ เพยี งพอสำหรบั การดำรงชวี ติ การจดั สรร

และการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์และฟื้นฟู

แหลง่ น้ำ การป้องกันและแกไ้ ขปญั หาคุณภาพนำ้

10. สร้างแบบจำลองที่อธิบาย • นำ้ ท่วม การกัดเซาะชายฝ่ัง ดินถล่ม หลุมยบุ แผ่นดินทรุด
ก ร ะ บ ว น ก า ร เ ก ิ ด แ ล ะ มีกระบวนการเกิดและผลกระทบที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจ
ผลกระทบของน้ำท่วม การ สรา้ งความเสยี หายร้ายแรงแก่ชวี ติ และทรพั ย์สิน
กัดเซาะชายฝั่ง ดินถล่ม หลุม • น้ำท่วมเกิดจากพื้นที่หนึ่งได้รับปริมาณน้ำเกินกว่าที่จะกัก
ยบุ แผน่ ดินทรุด
เก็บได้ ทำให้แผ่นดินจมอยู่ใต้น้ำ โดยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ

และสภาพทางธรณวี ทิ ยาของพน้ื ท่ี

• การกัดเซาะชายฝั่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของ

ชายฝั่งทะเลที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจากการกัดเซาะของคลื่น
หรือลม ทำให้ตะกอนจากที่หนึ่งไปตกทับถมในอีกบริเวณ
หนึ่ง แนวของชายฝั่งเดิมจึงเปลี่ยนแปลงไป บริเวณที่มี
ตะกอนเคลื่อนเข้ามาน้อยกว่าปริมาณที่ตะกอนเคลื่อน
ออกไป ถอื วา่ เปน็ บรเิ วณทม่ี ีการกดั เซาะชายฝงั่

• ดนิ ถลม่ เป็นการเคล่ือนท่ีของมวลดนิ หรอื หินจำนวนมากลง
ตามลาดเขา เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลกเป็นหลัก ซ่ึง
เกิดจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความลาดชันของพื้นที่ สภาพ
ธรณีวิทยา ปริมาณน้ำฝน พืชปกคลุมดิน และการใช้
ประโยชน์พ้นื ท่ี

16

ช้ัน ตัวชวี้ ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

• หลุมยุบ คือ แอ่งหรือหลุมบนแผ่นดินขนาดต่าง ๆ ที่อาจ
เกิดจากการถล่มของโพรงถ้ำหินปูน เกลือหินใต้ดิน หรือ
เกิดจากน้ำพัดพาตะกอนลงไปในโพรงถ้ำหรือธารนำ้ ใต้ดิน

• แผน่ ดนิ ทรุดเกิดจากการยบุ ตวั ของชนั้ ดิน หรือหินรว่ น เม่ือ
มวลของแข็งหรือของเหลวปริมาณมากที่รองรับอยู่ใต้ช้ัน
ดินบริเวณนั้นถูกเคลื่อนย้ายออกไปโดยธรรมชาติหรือโดย
การกระทำของมนษุ ย์

17

ส่วนที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้

รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์
จำนวน 3 ชัว่ โมง/สัปดาห์ จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ

ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2 ภาคเรยี นที่ 1

18

โครงสรา้ งรายวิชา

รายวิชา ว22101 วทิ ยาศาสตร์ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ภาคเรยี นท่ี 1
เวลา 60 ช่ัวโมง จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ

ที่ หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา คะแนน
เรียนร/ู้ ตวั ชว้ี ัด (ชว่ั โมง) 2
1 ธรรมชาติของ วิทยาศาสตร์มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่าง
วิทยาศาสตร์ — จากศาสตร์แขนงอื่น ๆ โดยธรรมชาติของ 2
วิทยาศาสตร์จะให้ความสำคัญกับการมองโลก
ในมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ท่ีว่า เราสามารถทำ
ความเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้โดยอาศัย
ก ร ะ บ ว น ก า ร ห า ห ล ั ก ฐ า น ล ง ค ว า ม ค ิ ด เ ห็ น
ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และ
จินตนาการ ในการสร้างแนวคิดและคำอธิบาย
ทางวิทยาศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็
ตามองคค์ วามรทู้ างวิทยาศาสตร์ท่ีมคี วามคงทน
ก็อาจจะเปลยี่ นแปลงได้ เมื่อมหี ลกั ฐานเพ่ิมเติม
ทม่ี ีความนา่ เช่ือถือมากกว่า วทิ ยาศาสตร์จึงเป็น
วิถีทางแห่งการเรียนรู้สิ่งรอบตัวอย่างที่ไม่มีท่ี
ส้ินสดุ ของมนุษย์และไม่ใช่แนวคดิ จากความเช่ือ
ฟังที่สืบต่อกันมาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม
วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถให้คำตอบที่สมบูรณ์
หรือตอบคำถามทุกคำถามได้ การสืบเสาะหา
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นส่วนสำคัญอีกส่วน
ห น ึ ่ ง ข อ ง ธ ร ร ม ช า ต ิ ว ิ ท ย า ศ า ส ต ร ์ เ ป็ น
กระบวนการที่มนุษย์ใช้แสวงหาคำตอบ สร้าง
แนวคิดและคำบรรยายเกี่ยวกับปรากฏการณ์
ต่าง ๆ ที่เรียกว่า ทฤษฎี (theory) และอธิบาย
ความสัมพันธ์หรือรูปแบบของสิ่งต่าง ๆ ใน
ปรากฏการณ์ ที่เรียกว่า กฎ (law) เพื่อใช้
อธิบายหรือทำนายการเกิดปรากฏการณ์ใน
ธรรมชาติ เป็นกระบวนการที่มีระบบแต่ไม่มี
รูปแบบที่ตายตัวมักเริ่มต้นจากคำถาม มีการ
เก็บข้อมูลหลักฐานด้วยวิธีการต่าง ๆ วิเคราะห์
ข้อมูลและสร้างคาอธิบายจากหลักฐานที่ได้
จากนั้นเชื่อมโยงคำอธิบายที่คน้ พบกับผู้อื่นและ
สื่อสารอย่างมีเหตุผล แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะมี
ลักษณะเฉพาะตัว แต่ก็ถือว่าเป็นกิจการทาง

19

ที่ หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา คะแนน
2 สารละลาย เรียนร้/ู ตวั ชว้ี ดั (ชั่วโมง) 15
สังคมของมนษุ ยชาติท่ีทกุ คนสามารถทำได้ และ
ว 2.1 มีส่วนร่วมได้ทั้งในระดับบุคคล สังคม และ 10
ม.2/4, ม.2/5, องค์กร ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีการจัดระบบ
ม.2/6 และแตกแขนงเป็นสาขาที่หลากหลาย โดย
องค์กรต่าง ๆ และมีหลักจริยธรรมในการ
ดำเนินการร่วมกัน ลักษณะนิสัยของบุคคลที่
เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิดทางวิทยาศาสตร์
เรียกว่า จิตวทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ แสดงออกไดห้ ลาย
แนวทาง เช่น วิเคราะห์และให้เหตุผลแต่ละ
ข้อมูลก่อนการประเมินและตัดสินใจ ไม่แสดง
ความคิดเห็นต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ก่อนลงมือ
ทำหรือได้ข้อมูลเพียงพอ สืบเสาะและใช้
หลักฐานสนับสนุนคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์
รายงานหลักฐานเชิงประจักษอ์ ย่างครบถ้วน ไม่
แอบอ้างผลงานผู้อื่น ยอมรับความเห็นหรือ
แนวคิดที่มีประจักษ์พยานและเหตุผล แม้ว่า
ความเห็นหรือแนวคิดดังกล่าวจะแตกต่างจาก
ตนเอง รวมทั้งเห็นคุณค่า ความสำคัญ และ
ความสนใจต่อวิทยาศาสตร์

สารละลายประกอบด้วยตัวทำละลายและตัว
ละลาย สารละลายมีทั้งสถานะของแข็ง
ของเหลว และแกส๊ สารละลายที่เกิดจากสารท่ีมี
สถานะเดียวกนั สารที่มปี รมิ าณมากทสี่ ดุ จัดเป็น
ตัวทำละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารที่มี
สถานะต่างกัน สารที่มีสถานะเดียวกันกับ
สารละลายและมีปริมาณมากที่สุดจัดเป็นตัวทำ
ละลาย สารละลายที่ตัวละลายไม่สามารถ
ละลายในตัวทำละลายปริมาณหนึ่ง ๆ ได้อีกที่
อุณหภูมิและความดันหนึ่ง ๆ เรียกว่า
สารละลายอิ่มตัว สภาพละลายได้ของสารในตัว
ทำละลายเป็นค่าที่บอกปริมาณของสารเป็น
กรัมที่ละลายได้ในตวั ทำละลาย 100 กรมั จนได้
สารละลายอิ่มตัว ณ อุณหภูมิและความดัน
หนึ่ง ๆ สภาพละลายได้ของสารบ่งบอก
ความสามารถในการละลายของตัวละลายในตวั
ทำละลาย ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวทำละลายและ

20

ที่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา คะแนน
3 รา่ งกายมนุษย์ เรียนร/ู้ ตวั ชี้วดั (ช่วั โมง) 15
ตัวละลาย อุณหภูมิ และความดัน สารชนิด
ว 1.2 หนึ่ง ๆ มีสภาพละลายได้แตกต่างกันในตัวทำ 21
ม.2/1, ม.2/2, ละลายที่แตกต่างกัน ส่วนสารต่างชนิดกันมี
ม.2/3, ม.2/4, สภาพละลายได้ในตัวทำละลายหน่งึ ๆ ไมเ่ ท่ากัน
ม.2/5, ม.2/6, เมื่ออุณหภูมิคงที่ แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น สภาพ
ม.2/7, ม.2/8, ละลายได้ของสารส่วนมากจะเพิ่มขึ้น ยกเว้น
ม.2/9, ม.2/10, แก๊สเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นสภาพการละลายได้จะ
ม.2/11, ม.2/12, ลดลง สว่ นความดนั มีผลต่อสภาพละลายได้ของ
ม.2/13, ม.2/14, แก๊ส โดยเมื่อความดันเพิ่มขึ้น สภาพละลายได้
ของแก๊สจะเพิ่มขึ้น ความรู้เกี่ยวกับสภาพ
ละลายได้ของสารเมื่อเปลี่ยนแปลงชนิดตัว
ละลายและตัวทำละลาย อุณหภูมิและความดนั
สามารถนาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
ความเข้มข้นของสารละลาย เป็นปริมาณตัว
ละลายในสารละลายหรอื ในตัวทำละลาย หน่วย
ความเข้มข้น มีหลายหน่วย หน่วยที่นิยมใช้ใน
ชีวิตประจำวันคือหน่วยเป็นร้อยละโดยปริมาตร
ต่อปริมาตร โดยมวลต่อมวล และโดยมวลต่อ
ปริมาตร ร้อยละโดยปริมาตร ต่อปริมาตรเป็น
การระบุปริมาตรตัวละลายในสารละลาย 100
หน่วยปริมาตรเดียวกัน ร้อยละโดยมวลต่อมวล
เป็นการระบุมวลตัวละลายในสารละลาย 100
หน่วยมวลเดียวกัน ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร
เป็นการระบุมวลตัวละลายในสารละลาย
100 หน่วยปริมาตร การใช้สารละลายใน
ชีวิตประจำวัน ควรพิจารณาจากความเข้มข้น
ของสารละลาย ข้นึ อยู่กบั จุดประสงค์ของการใช้
งานและผลกระทบตอ่ สิง่ มีชวี ิตและสิ่งแวดล้อม

ร่างกายมนุษย์มีระบบอวัยวะต่าง ๆ หลาย
ระบบที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ เช่น
ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบหายใจ ระบบ
ขับถ่าย ระบบประสาท และระบบสืบพันธุ์
ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ประกอบด้วย
หวั ใจ หลอดเลือด และเลือด โดยเลอื ดทำหน้าที่
ลำเลยี งสารอาหาร แก๊ส ของเสยี และสารอน่ื ๆ
ไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เลือดจะถูก

21

ที่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา คะแนน
เรียนร้/ู ตวั ชี้วดั (ชั่วโมง)

ม.2/15, ม.2/16, ลำเลียงไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายได้โดยการ

ม.2/17 ทำงานของหัวใจ ซึ่งทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปท่ัว

ร่างกายโดยการบีบและคลายตัวเป็นจังหวะ

เพื่อนำเลือดที่มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ไปยัง

ปอด เกิดการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอด เลือดที่มี

ปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงจากปอดจะเข้าสู่หัวใจ

อีกครั้งก่อน สูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของ

ร่างกาย ในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจวัดได้

จากการจับชีพจร โดยอัตรา การเต้นของหัวใจ

ขณะพักและหลังทำกิจกรรมจะแตกต่างกัน

ขณะที่หัวใจบีบและคลายตัวจะทำให้เกิดการ

เปล่ยี นแปลงความดนั เลือด จงึ วดั ความดนั เลือด

เป็นค่าความดัน 2 ค่า ระบบหายใจ

ประกอบด้วยจมูก ท่อลม และปอด ทำหน้าท่ี

นำแก๊สออกซิเจนจากการหายใจเข้า เพื่อทำ

ปฏิกิริยากับสารอาหารก่อให้เกิดพลังงาน และ

กำจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย

โดยการหายใจออก อากาศจะเคลื่อนเข้าสู่

ร่างกายทางจมูก ท่อลม หลอดลม หลอดลม

ฝอย และถงุ ลมภายในปอด กระบวนการหายใจ

เข้าและออกเกิดจากการทำงานที่ประสานกัน

ของกะบังลมและกระดูกซี่โครงการแลกเปลี่ยน

แก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

เกิดขึ้น 2 บริเวณ คือ ที่บริเวณถุงลมในปอดกับ

หลอดเลือดฝอย และระหว่างหลอดเลือดฝอย

กับเซลล์ ระบบขับถ่ายของมนุษย์มีไตเป็น

อวัยวะสำคัญในการกำจัดของเสียออกจาก

ร่างกายไตประกอบด้วยหน่วยไตเล็ก ๆ จำนวน

มาก ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลอื ด และ

ดูดสารที่มีประโยชน์และน้ำบางส่วนกลับคืนสู่

หลอดเลือด ส่วนของเหลวที่เหลือซึ่งประกอบ

ด้วยยูเรีย กรดยูริก น้ำ และสารบางชนิด รวม

เรียกว่า น้ำปัสสาวะจะถูกกำจัดออกนอก

รา่ งกาย ระบบประสาทสว่ นกลาง ประกอบด้วย

สมองและไขสันหลัง ทำหน้าที่ร่ว มกับ

เส้นประสาทซึ่งเป็นระบบประสาทรอบนอกใน

22

ที่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา คะแนน
เรยี นร้/ู ตวั ชีว้ ดั (ชั่วโมง)

การควบคุมการทำงานของอวัยวะตา่ ง ๆ รวมถึง

การแสดงพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย ประกอบด้วยอวัยวะ

สำคัญ ได้แก่ อัณฑะซึ่งทำหน้าที่ผลิตอสุจิและ

ฮอร์โมนเพศชาย ส่วนระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

ประกอบด้วยอวัยวะสำคัญ ได้แก่ รังไข่ซึ่งทำ

หน้าที่ผลิตเซลล์ไข่และฮอร์โมนเพศหญิง

ฮอร์โมนเพศทำหนา้ ทค่ี วบคมุ การแสดงออกของ

ลักษณะทางเพศที่แตกต่างกัน การรวมกัน

ระหว่างนิวเคลียส แต่ละเซลล์ของอสุจิและ

เซลลไ์ ข่ เรยี กวา่ การปฏสิ นธิ เกิดเปน็ ไซโกต ไซ

โกตมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์ และเจริญ

เป็นเอ็มบริโอซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างจนมี

อวัยวะครบสมบูรณ์ การคุมกำเนิดเป็นวิธี

ป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ โดยป้องกันไม่ให้

เกิดการปฏิสนธิ ป้องกันไม่ให้มีการตกไข่ หรือ

ไม่ให้มีการฝังตัวของเอ็มบริโอ ซึ่งสามารถทำได้

หลายวิธีระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย มี

ความสำคัญมาก จึงต้องดูแลรักษาอวัยวะใน

ระบบตา่ ง ๆ ให้ทำหน้าที่เปน็ ปกติ

4 การเคล่อื นท่ี ว 2.2 ตำแหน่งที่สังเกตได้ง่ายและอยู่กับที่ ในการ 21 18

และแรง ม.2/1, ม.2/2, เคลือ่ นทจี่ ากตำแหนง่ หน่ึงไปยังอีกตำแหน่งหน่ึง

ม.2/3, ม.2/4, ความยาวตามเส้นทางที่เคลื่อนที่จริง เรียกว่า

ม2/5, ม.2/6, ระยะทาง ส่วนระยะทางที่วัดในแนวตรงจาก

ม.2/7, ม.2/8, ตำแหน่งเริ่มต้นไปยังตำแหน่งสุดท้าย โดยมีทิศ

ม.2/9, ม.2/10, ชี้ไปยังตำแหน่งสุดท้าย เรียกว่า การกระจัด ซึ่ง

ม.2/11, ม.2/12, การกระจัดเป็นปริมาณที่ต้องระบุทั้งขนาดและ

ม.2/13, ม.2/14, ทิศทาง ปริมาณที่ต้องระบุทั้งขนาดและทิศทาง

ม.2/15 เรียกว่า ปริมาณเวกเตอร์ เขียนแทนด้วยลูกศร

ความยาวของลูกศร แทนขนาด และหัวลูกศร

แทนทิศทาง ส่วนปริมาณที่ระบุเฉพาะขนาด

อย่างเดียว เรียกว่า ปริมาณสเกลาร์การ

เ ค ล ื ่ อ น ท ี ่ ข อ ง ว ั ต ถ ุ จ ะ เ ค ลื่ อ น ท ี ่ เ ร ็ ว ห ร ื อ ช้ า

พิจารณาจากระยะทางที่ได้หรือการกระจัดที่ได้

เทยี บกบั เวลาท่ีใชใ้ นการเคลื่อนที่ โดยระยะทาง

ที่ได้ในหนึ่งหน่วยเวลา เรียกว่า อัตราเร็ว เป็น

23

ที่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา คะแนน
เรียนร้/ู ตัวช้ีวัด (ช่ัวโมง)
ปริมาณสเกลาร์ มีหน่วยในระบบ SI เป็นเมตร
ตอ่ วนิ าที ส่วนการกระจัดท่ไี ด้ในหน่ึงหน่วยเวลา
หรือการเปลี่ยนตำแหน่งในหนึ่งหน่วยเวลา
เรียกว่า ความเร็ว เปน็ ปริมาณเวกเตอร์ มีหน่วย
ในระบบ SI เปน็ เมตรต่อวนิ าที แรงเป็นปริมาณ
เวกเตอร์ เขียนลูกศรแทนแรงได้โดยความยาว
ของลูกศรแทนขนาดของแรง และหัวลกู ศรแทน
ทิศทางของแรง สามารถหาผลรวมของแรง
หลายแรงหรือแรงลัพธ์ได้จากการเขียน
แผนภาพแสดงแรง การรวมเวกเตอร์แบบหาง
ต่อหัว ถ้าแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุเป็นศูนย์
วัตถุจะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ คือ
วตั ถุจะอยู่นิง่ หรอื เคลอื่ นท่ีดว้ ยความเร็วคงท่ี แต่
ถ้าแรงลัพธ์ไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะเปลี่ยนแปลง
สภาพการเคลื่อนที่ โดยเคลื่อนที่เร็วขึ้น ช้าลง
หรือเปลี่ยนทิศทาง เมื่อออกแรงกระทำต่อวัตถุ
เพื่อพยายามทำให้วัตถุเคลื่อนที่หรือออกแรง
กระทำใหว้ ัตถุเคลอื่ นทไ่ี ปบนพ้นื ผวิ จะมแี รงต้าน
การเคลื่อนที่หรือแรงเสียดทานเกิดขึ้นระหว่าง
ผวิ สัมผัส โดยแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นขณะที่วัตถุ
ยังไม่เคลื่อนที่เป็นแรงเสียดทานสถิต ส่วนแรง
เสียดทานที่เกิดขึ้นเมื่อระบบ SI เป็นเมตรต่อ
วินาที ส่วนการกระจัดที่ได้ในหนึ่งหน่วยเวลา
หรือการเปลี่ยนตำแหน่งในหนึ่งหน่วยเวลา
เรียกว่า ความเรว็ เปน็ ปริมาณเวกเตอร์ มหี น่วย
ในระบบ SI เป็นเมตรต่อวนิ าที แรงเป็นปริมาณ
เวกเตอร์ เขียนลูกศรแทนแรงได้โดยความยาว
ของลูกศรแทนขนาดของแรง และหวั ลูกศรแทน
ทิศทางของแรง สามารถหาผลรวมของแรง
หลายแรงหรือแรงลัพธ์ได้จากการเขียน
แผนภาพแสดงแรง การรวมเวกเตอร์แบบหาง
ต่อหัว ถ้าแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุเป็นศูนย์
วัตถุจะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ คือ
วตั ถุจะอยูน่ ่งิ หรือเคลือ่ นท่ีด้วยความเร็วคงที่ แต่
ถ้าแรงลัพธ์ไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะเปลี่ยนแปลง
สภาพการเคลื่อนที่ โดยเคลื่อนที่เร็วขึ้น ช้าลง

24

ที่ หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา คะแนน
เรยี นรู้/ตัวชว้ี ัด (ชั่วโมง)

หรือเปลี่ยนทิศทาง เมื่อออกแรงกระทำต่อวัตถุ

เพื่อพยายามทำให้วัตถุเคลื่อนที่หรือออกแรง

กระทำใหว้ ัตถเุ คลอื่ นทไี่ ปบนพ้ืนผวิ จะมแี รงต้าน

การเคลื่อนที่หรือแรงเสียดทานเกิดขึ้นระหว่าง

ผิวสมั ผัส โดยแรงเสยี ดทานท่ีเกิดข้ึนขณะที่วัตถุ

ยังไม่เคลื่อนที่เป็นแรงเสียดทานสถิต ส่วนแรง

เสยี ดทานทีเ่ กิดขน้ึ เมื่อแรงและระยะต้ังฉากจาก

จุดหมุนไปยังแนวแรง ในกรณีที่ผลรวมของ

โมเมนต์ของแรงในทิศทางตามเข็มนาฬิกา

เท่ากับผลรวมของโมเมนต์ของแรงในทิศทาง

ทวนเข็มนาฬิกา วัตถุจะอยู่ในสภาพสมดุลต่อ

การหมุนแม่เหล็กเป็นแหล่งสนามแม่เหล็ก วัตถุ

ที่มีประจุไฟฟ้าเป็นแหล่งสนามไฟฟ้า วัตถุที่มี

มวลจะเป็นแหล่งสนามโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก

แรงไฟฟ้า และแรงโน้มถ่วง ต่างเป็นแรงไม่

สัมผัส แรงที่กระทำต่อขั้วแม่เหล็กใน

สนามแม่เหล็กและแรงที่กระทำต่อประจุไฟฟ้า

ในสนามไฟฟ้าอาจมีทิศทางเดียวกันหรือทิศ

ทางตรงข้ามกับทิศทางขอสนามแม่เหล็กหรือ

สนามไฟฟ้าได้ แต่แรงที่กระทำต่อวัตถุที่มีมวล

ในสนามโน้มถ่วงจะมีทิศทางเดียวกับทิศทาง

ของสนามโน้มถ่วงเสมอ โดยความเข้มของแต่

ละสนามจะลดลง เมื่อมีระยะห่างจากแหล่ง

สนามน้นั ๆ มากข้ึน

รวม 54 50

สอบกลางภาคเรียน 3 20

สอบปลายภาคเรียน 3 30

รวมทั้งหมด 60 100

25

หน่วยการเรยี นรู้ เวลาเรียน 10 ชวั่ โมง
ระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 2 เรอื่ ง สารละลาย
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

1. เปา้ หมายการเรียนรู้
1.1 สาระ มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวช้ีวดั
สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ
ของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและ
ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และ
การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี
ตวั ชีว้ ดั
ว 2.1 ม.2/4 ออกแบบการทดลองและทดลองในการอธิบายผลของชนิดตัวละลายชนิด
ตัวทำละลาย อุณหภูมิที่มีต่อสภาพละลายได้ของสาร รวมทั้งอธิบายผลของ
ความดนั ท่ีมีตอ่ สภาพละลายไดข้ องสาร โดยใชส้ ารสนเทศ
ว 2.1 ม.2/5 ระบุปริมาณตัวละลายในสารละลายในหน่วยความเข้มข้นเป็นร้อยละ
ปรมิ าตรตอ่ ปรมิ าตร มวลต่อมวล และมวลตอ่ ปริมาตร
ว 2.1 ม.2/5 ตระหนักถึงความสำคัญของการนำความรู้เรื่อง ความเข้มข้นของสารไปใช้
โดยยกตัวอย่างการใช้สารละลายในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้องและ
ปลอดภัย

1.2 สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
สารละลายประกอบด้วยตัวทำละลายและตัวละลาย สารละลายมที ้ังสถานะของแข็งของเหลว

และแก๊สสารละลายที่เกิดจากสารที่มีสถานะเดียวกัน สารที่มีปริมาณมากที่สุดจัดเป็นตัวทำละลาย กรณี
สารละลายเกิดจากสารที่มีสถานะต่างกัน สารที่มีสถานะเดียวกันกับสารละลายและมีปริมาณมากที่สุดจัดเปน็
ตัวทำละลาย สารละลายที่ตัวละลายไม่สามารถละลายในตัวทำละลายปริมาณหนึ่ง ๆ ได้อีกที่อุณหภูมิและ
ความดันหนึ่ง ๆ เรียกว่า สารละลายอิ่มตัวสภาพละลายได้ของสารในตัวทำละลายเป็นค่าที่บอกปริมาณของ
สารเป็นกรัมที่ละลายได้ในตัวทำละลาย 100 กรัม จนได้สารละลายอิ่มตัว ณ อุณหภูมิและความดันหนึ่ง ๆ
สภาพละลายได้ของสารบง่ บอกความสามารถในการละลายของตัวละลายในตัวทำละลาย ขึน้ อยู่กับชนดิ ของตัว
ทำละลายและตัวละลาย อุณหภมู ิ และความดัน สารชนิดหนง่ึ ๆ มสี ภาพละลายได้แตกต่างกันในตัวทำละลาย
ที่แตกต่างกัน ส่วนสารตา่ งชนิดกันมีสภาพละลายได้ในตวั ทำละลายหนึ่ง ๆ ไม่เท่ากันเมื่ออุณหภมู ิคงท่ี แต่เมื่อ
อุณหภูมิสูงขึ้น สภาพละลายได้ของสารส่วนมากจะเพิ่มขึ้น ยกเว้นแก๊สเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นสภาพการละลายได้
จะลดลง ส่วนความดันมีผลต่อสภาพละลายได้ของแก๊ส โดยเมื่อความดันเพิ่มขึ้น สภาพละลายได้ของแก๊สจะ
เพ่มิ ขน้ึ ความรเู้ กี่ยวกับสภาพละลายได้ของสารเมื่อเปลย่ี นแปลงชนิดตัวละลายและตัวทำละลาย อุณหภูมิและ
ความดนั สามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ในชีวิตประจำวนั

26

1.3 สาระการเรยี นรู้
1. สารละลายอาจมีสถานะเป็นของแข็ง ของเหลว และแก๊สสารละลายประกอบด้วยตัว

ทำละลายและตัวละลาย กรณสี ารละลายเกิดจากสารท่ีมสี ถานะเดยี วกัน สารทีม่ ีปริมาณมากทส่ี ุดจัดเป็นตัวทำ
ละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารที่มีสถานะต่างกัน สารที่มีสถานะเดียวกันกับสารละลายจัดเป็นตัวทำ
ละลาย

2. สารละลายที่ตัวละลายไม่สามารถละลายในตัวทำละลายได้อีกที่อุณหภูมิหนึ่ง ๆ เรียกว่า
สารละลายอ่มิ ตัว

3. สภาพละลายได้ของสารในตัวทำละลาย เป็นค่าที่บอกปริมาณของสารที่ละลายได้ในตัว
ทำละลาย 100 กรัม จนได้สารละลายอิ่มตัว ณ อุณหภูมิและความดันหนึ่ง ๆ สภาพละลายได้ของสารบ่งบอก
ความสามารถในการละลายได้ของตัวละลายในตัวทำละลาย ซึ่งความสามารถในการละลายของสารขึ้นอยู่กับ
ชนิดตัวทำละลาย และตวั ละลาย อณุ หภูมิ และความดัน

4. สารชนิดหนึ่ง ๆ มีสภาพละลายได้แตกต่างกันในตัวทำละลายที่แตกต่างกัน และสารต่าง
ชนดิ กันมสี ภาพละลายไดใ้ นตวั ทำละลายหนึง่ ๆ ไมเ่ ทา่ กัน

5. เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น สารส่วนมาก สภาพละลายได้ของสารจะเพิ่มขึ้น ยกเว้นแก๊สเมื่อ
อุณหภูมิสูงขึน้ สภาพละลายได้จะลดลง ส่วนความดันมีผลต่อแก๊ส โดยเมื่อความดันเพิ่มขึ้นสภาพละลายได้จะ
สูงข้นึ

6. ความรู้เกี่ยวกับสภาพละลายได้ของสาร เมื่อเปลี่ยนแปลงชนิดตัวละลาย ตัวทำละลาย
และอุณหภูมิ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเช่น การทำน้ำเชื่อมเข้มข้น การสกัดสารออกจาก
สมุนไพรใหไ้ ดป้ รมิ าณมากท่สี ดุ

7. ความเข้มข้นของสารละลาย เป็นการระบุปริมาณตัวละลายในสารละลาย หน่วยความ
เข้มข้นมีหลายหน่วย ที่นิยมระบุเป็นหน่วยเป็นร้อยละปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวลและมวล
ต่อปรมิ าตร

8. ร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร เป็นการระบุปริมาตรตัวละลายในสารละลาย 100 หน่วย
ปริมาตรเดียวกัน นิยมใชก้ ับสารละลายทเ่ี ป็นของเหลวหรอื แกส๊

9. ร้อยละโดยมวลต่อมวล เป็นการระบุมวลตัวละลายในสารละลาย 100 หน่วยมวลเดียวกนั
นิยมใชก้ ับสารละลายทีม่ สี ถานะเปน็ ของแข็ง

10. ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร เป็นการระบุมวลตัวละลายในสารละลาย 100 หน่วย
ปริมาตร นยิ มใช้กับสารละลายท่ีมีตวั ละลายเป็นของแขง็ ในตัวทำละลายทเี่ ป็นของเหลว

11. การใช้สารละลายในชีวิตประจำวัน ควรพิจารณาจากความเขม้ ข้นของสารละลาย ขึ้นอยู่
กบั จุดประสงคข์ องการใช้งานและผลกระทบต่อสง่ิ มีชวี ติ และสง่ิ แวดลอ้ ม

1.4 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา

27

1.5 ด้านคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ซ่ือสตั ย์
2. มวี นิ ัย
3. ใฝเ่ รยี นรู้
4. มงุ่ มั่นในการทำงาน

2. หลักฐานการเรยี นรู้
2.1 ชน้ิ งาน/ภาระงาน

กจิ กรรม สิง่ ที่เกดิ กบั ผู้เรยี น

1. กิจกรรมที่ 2.1 ระบุตัวละลายและตัวทำ ระบุองค์ประกอบของสารละลายได้ว่าสารใดเป็น

ละลายไดอ้ ย่างไร ตวั ละลายหรือตัวทำละลาย

2. กิจกรรมที่ 2.2 สารละลายอิม่ ตัวคอื อะไร อธิบายความหมายของสารละลายอิ่มตัว ผลของ

3. กิจกรรมที่ 2.3 ชนิดของตัวละลาย และ ชนิดตัวละลาย ชนิดตัวทำละลาย อุณหภูมิ และ
ตัวทำละลายมีผลต่อสภาพละลายได้ของ ความดนั ท่ีมีต่อสภาพละลายไดข้ องสาร

สารอยา่ งไร

4. กิจกรรมที่ 2.4 อุณหภูมิมีผลต่อสภาพ

ละลายไดข้ องสารอยา่ งไร

5. กจิ กรรมท้ายบทการใช้ตัวทำละลายอย่าง

ถกู ต้องและปลอดภัยทำได้อยา่ งไร

6. กิจกรรม 2.5 ระบุความเข้มข้นของ ระบปุ รมิ าณตัวละลายในสารละลายในหน่วยความ

สารละลายในหน่วยร้อยละได้อย่างไร เข้มขน้ เป็นร้อยละ ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อ

มวล และมวลต่อปรมิ าตร

7. กิจกรรมท้ายบท นำสารละลายที่มีความ ตระหนักถึงความสำคัญของการนำความรเู้ รือ่ ง

เขม้ ขน้ ตา่ ง ๆ มาใชป้ ระโยชน์ได้อยา่ งไร ความเข้มขน้ ของสารไปใช้โดยยกตวั อย่างการใช้

สารละลายในชีวติ ประจำวนั ที่อย่างถูกต้องและ

ปลอดภยั

28

2.2 การวดั และการประเมนิ ผล
1. การประเมินระหวา่ งจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
- การสังเกตพฤตกิ รรมผ้เู รียน (ซ่อื สตั ย์ มวี ินยั ใฝ่เรยี นรู้ มงุ่ ม่ันในการทำงาน)
- การตอบคำถามระหวา่ งการทำกจิ กรรม

รายการ เกณฑ์การให้คะแนน
ประเมนิ
ซ่อื สตั ย์ 4 32 1

มวี นิ ัย ตั้งใจปฏบิ ัติกิจกรรม ตั้งใจปฏิบตั กิ ิจกรรม ตง้ั ใจปฏิบัติ ไม่ต้ังใจปฏบิ ตั ิ
และบนั ทึกผลของ และบนั ทึกผลของ กจิ กรรม กิจกรรม
ใฝเ่ รียนรู้ กิจกรรมครบถ้วน กิจกรรมค่อนข้าง บนั ทกึ ผลของ
ตามความเปน็ จริง กิจกรรมไมต่ รงตาม และไมบ่ ันทึกผล
ความมุ่งม่ัน ครบถ้วน ความเปน็ จริง ของกิจกรรม
ในการทำงาน สง่ งานท่ีมอบหมาย
ตรงตามเวลา ส่งงานที่มอบหมาย สง่ งานทีม่ อบหมาย ส่งงานทมี่ อบหมาย
ไมต่ รงตามเวลา
ท่กี ำหนดด้วยตนเอง ตรงตามเวลา ตรงตามเวลา ท่กี ำหนดโดย
ตักเตอื นหลายครั้ง
ให้ร่วมมอื ด้านการ ท่กี ำหนดโดย ท่ีกำหนดโดย
เรยี น ตอบคำถาม ไมใ่ ห้ร่วมมือในด้าน
แสดงความคิดเหน็ ตักเตอื นบางครงั้ ตกั เตอื นหลายครั้ง การเรยี น ไมต่ อบ
และยอมรบั ความ คำถาม ไม่แสดง
คิดเห็นของผอู้ ืน่ อย่าง ใหร้ ว่ มมอื ในด้านการ ใหร้ ว่ มมือในด้าน ความคดิ เหน็ และ
เรียน ตอบคำถาม การเรียน ไมย่ อมรับความ
มีเหตุผล บางส่วน แสดงความ
คดิ เห็นและยอมรบั ไมต่ อบคำถาม คิดเห็น
มีความต้ังใจทำงานที่ ความคดิ เห็นของ ไมแ่ สดงความ
ไดร้ ับมอบหมายเป็น ไม่ต้ังใจทำงานที่
อย่างดี ครบถว้ นและ ผู้อ่นื คิดเหน็ ไดร้ บั มอบหมาย
ยอมรับความ
ถูกต้อง คดิ เห็นของผอู้ ื่น

มีความตง้ั ใจทำงานท่ี มคี วามตง้ั ใจทำงาน
ไดร้ ับมอบหมายเปน็ ที่ได้รบั มอบหมาย
อยา่ งดี ครบถว้ น แตไ่ ม่ครบถว้ น

ระดบั คุณภาพในการประเมนิ ด้านความรู้
คะแนน 14 – 16 หมายถึง ดีมาก
คะแนน 10 – 13 หมายถึง ดี
คะแนน 6 – 9 หมายถงึ พอใช้
คะแนน 1 – 5 หมายถงึ ปรบั ปรุง
* เกณฑ์การประเมินแบบใบกิจกรรม ตอ้ งผ่านเกณฑร์ ะดับดขี ้นึ ไป

29

2. การประเมินเมื่อส้นิ สดุ กจิ กรรมการเรียนรู้
- การนำเสนอผลงานกจิ กรรม

- การประเมนิ ช้นิ งาน/ภาระงาน

รายการประเมิน ระดับคะแนน / ลักษณะของงาน
1. สารละลายอิ่มตัว
321
2. สภาพละลายได้ของ
สาร บอกความหมายของ บอกความหมายของ บอกความหมายของ

สารละลายอ่ิมตวั ได้ สารละลายอิ่มตวั ได้ สารละลายอิม่ ตวั ได้ไม่

ครบถ้วนสมบรู ณ์ ครบถว้ นไมส่ มบรู ณ์ ครบถว้ น

บอกความหมายของ บอกความหมายของ บอกความหมายของ

สภาพละลายได้ของสาร สภาพละลายได้ของสาร สภาพละลายได้ของสาร

ไดค้ รบถว้ นสมบรู ณ์ ได้ครบถ้วนไมส่ มบรู ณ์ ได้ไมค่ รบถว้ น

ระดบั คุณภาพในการประเมนิ ดา้ นความรู้

คะแนน 6 หมายถึง ดีมาก

คะแนน 4 – 5 หมายถึง ดี

คะแนน 2 – 3 หมายถงึ พอใช้

คะแนน 0 หมายถงึ ปรบั ปรุง

* เกณฑ์การประเมินแบบใบกจิ กรรม ต้องผา่ นเกณฑ์ระดับดีขน้ึ ไป

รายการประเมิน เกณฑ์การใหค้ ะแนน

1. การวเิ คราะห์ 4 32 1
ขอ้ มลู วเิ คราะห์ข้อมูลโดยอาศัยผลท่ี วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยไม่
ไดจ้ ากการทำกิจกรรมหรอื วเิ คราะหข์ ้อมลู โดยอาศัยผลทไี่ ด้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยอาศัย อาศัยผลทไี่ ด้จากการ
2. การอภิปราย ความรทู้ ีเ่ กย่ี วข้องท้ังหมดและ
และสรปุ ผล จากการทำกิจกรรมหรอื ความรู้ ผลเพยี งบางสว่ นทไี่ ด้จาก ทำกิจกรรมและ
สอดคล้องกับผลสรปุ ไมส่ อดคล้องกับผลสรุป
3. การตอบ บนั ทกึ ผลจากกิจกรรมได้อย่าง ทเ่ี กย่ี วขอ้ งเป็นสว่ นใหญแ่ ละ การทำกจิ กรรมและ บันทึกผลจากกิจกรรม
คำถามหลังการ ถูกต้องและออกแบบตาราง ไมถ่ ูกต้องและออกแบบ
ทำกจิ กรรม บนั ทกึ ผลท่เี หมาะสมกบั ขอ้ มูล สอดคลอ้ งกับผลสรุป สอดคล้องกับผลสรปุ
ตารางบนั ทกึ ผลไม่
4. การจัดกระทำ เป็นอยา่ งมาก บนั ทึกผลจากกจิ กรรมได้อยา่ ง บนั ทกึ ผลจากกจิ กรรมได้ เหมาะสมกับข้อมลู
ขอ้ มลู และ
นำเสนอผลการ ตอบคำถามโดยอา้ งถงึ ความรู้ ถกู ตอ้ งและออกแบบตาราง อย่างถูกตอ้ งและออกแบบ คอ่ นข้างมาก
ทำกิจกรรม ที่ได้จากการทำกจิ กรรมมาใช้ ตอบคำถามโดยไมอ่ ้างถึง
เปน็ เหตผุ ลประกอบได้อย่าง บนั ทกึ ผลท่เี หมาะสมกบั ขอ้ มลู ตารางบนั ทึกผลที่ ความรูท้ ไ่ี ด้จากการทำ

เหมาะสม และครบถว้ น ค่อนขา้ งมาก เหมาะสมกบั ขอ้ มูล กจิ กรรม

จดั กระทำข้อมลู โดยใชว้ ธิ กี าร ค่อนขา้ งน้อย จัดกระทำข้อมูลโดยใช้
ทเี่ หมาะสมและ วธิ ีการที่ไม่เหมาะสมและ
ตอบคำถามโดยอา้ งถึงความร้ทู ่ี ตอบคำถามโดยอา้ งถงึ มีขนั้ ตอนการนำเสนอ
มีขัน้ ตอนการนำเสนอข้อมูลที่
ได้จากการทำกจิ กรรมมาใชเ้ ปน็ ความร้ทู ่ีได้จากการทำ

เหตผุ ลประกอบได้อยา่ ง กจิ กรรมมาใชเ้ ป็นเหตผุ ล

เหมาะสม แต่ไมค่ รบถว้ น ประกอบอย่างไม่

เหมาะสม

จัดกระทำขอ้ มลู โดยใชว้ ธิ กี ารที่ จดั กระทำขอ้ มลู โดยใช้

เหมาะสมและมขี ้ันตอนการ วิธกี ารทเ่ี หมาะสมแต่

นำเสนอขอ้ มูลท่ีเขา้ ใจงา่ ย มีขนั้ ตอนการนำเสนอ

30

รายการประเมนิ 4 เกณฑก์ ารให้คะแนน 2 1
3

เข้าใจงา่ ยครบถว้ น ชดั เจน ครบถ้วน ชัดเจน ข้อมลู ท่ีไม่คอ่ ยชัดเจนและ ขอ้ มูลท่ีเขา้ ใจยาก

และนา่ สนใจ แต่ไม่ดงึ ดูดความสนใจ ไมค่ รบถว้ น ไมช่ ดั เจน และไมค่ รบถว้ น

สรุปผลจากกจิ กรรมได้ สรุปผลจากกิจกรรมได้ สรุปผลจากกจิ กรรมได้ สรุปผลจากกจิ กรรมไม่

5. การอภปิ ราย สอดคล้องกับจดุ ประสงค์ สอดคล้องกับจดุ ประสงค์ สอดคล้องกบั จุดประสงค์ สอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์

และสรปุ ผล ครบถว้ น แปลความหมาย ครบถว้ น แปลความหมาย แปลความหมายผดิ บา้ ง แปลความหมายผิด และ

ถกู ตอ้ งและอภิปรายผลได้ ผิดบา้ ง แต่อภิปรายผลได้อยา่ ง และอภปิ รายผลได้ อภิปรายผลไมค่ รบถ้วน

อยา่ งชดั เจน ครบถ้วน ชดั เจน ครบถว้ น ไมค่ รบถ้วน

สมาชิกทุกคนทำงานตาม สมาชกิ สว่ นใหญ่ทำงานตาม สมาชกิ สว่ นน้อยทำงาน สมาชิกสว่ นใหญ่ไม่ทำงาน

6. การให้ความ หนา้ ท่ที ไ่ี ด้รบั มอบหมาย ไม่ หนา้ ท่ที ไี่ ดร้ ับมอบหมาย ตามหนา้ ทท่ี ่ีได้รบั ตามหนา้ ทที่ ไี่ ด้รบั

ร่วมมือในการ หลีกเล่ยี งงาน งานเสร็จทัน ไมห่ ลีกเล่ยี งงาน งานเสรจ็ ทนั มอบหมาย หลกี เลี่ยงงาน มอบหมาย หลกี เลย่ี งงาน

ทำงานกลมุ่ ตามเวลาที่กำหนด ตามเวลาที่กำหนด เปน็ บางคน งานเสรจ็ ช้า เปน็ บางคน งานเสรจ็ ช้า

กวา่ กำหนดเล็กนอ้ ย กว่ากำหนด

พดู และเขยี นอธบิ าถา่ ยทอด พดู หรือเขยี นอธบิ ายถ่ายทอด พดู หรอื เขียนอธบิ าย ไมส่ ามารถพดู หรือเขยี น

7. ความสามารถ ความรูค้ วามเขา้ ใจจากเนอื้ หา ความรู้ความเขา้ ใจจากเนือ้ หา ถ่ายทอดความรู้ความ อธบิ ายถ่ายทอดความรู้
ในการสื่อสาร ความรู้ ท่อี า่ น ฟัง หรอื ดูตาม ความรทู้ ี่อ่าน ฟัง หรือดูตาม เข้าใจจากเนอื้ หาความรทู้ ่ี ความเขา้ ใจจากเนื้อหา
ที่กำหนดไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง ความรทู้ ี่อ่าน ฟังหรอื ดู
ท่กี ำหนดไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง อ่าน ฟังหรือดูตามท่ี

ครบถ้วนชดั เจน และมน่ั ใจ ครบถว้ น แต่ไม่มคี วามมนั่ ใจ กำหนดไมช่ ดั เจน ตามทก่ี ำหนดไว้

มีการคิดวเิ คราะห์ โดยใช้ มกี ารคดิ วเิ คราะห์ โดยใช้เหตผุ ล มกี ารคดิ วเิ คราะห์ โดยใช้ ไม่สามารถคิดวเิ คราะห์

เหตผุ ลหลักฐานเชงิ ตรรกะ หลักฐานเชงิ ตรรกะ เหตุผลหลกั ฐานเชงิ ตรรกะ โดยใชเ้ หตผุ ลหลกั ฐานเชงิ

8. ความสามารถ มาวิเคราะห์สงิ่ ตา่ ง ๆ มาวเิ คราะห์ส่งิ ตา่ ง ๆ มาวเิ คราะห์ สิ่งตา่ ง ๆ ตรรกะมาวเิ คราะห์

ในการคิด ให้ชดั เจน สมเหตสุ มผล และ ให้ชัดเจน สมเหตสุ มผล แตไ่ ม่สมเหตุสมผล สิ่งต่าง ๆ ได้

สรปุ ตัดสนิ ใจเลอื กทางเลอื กที่ แต่ไมค่ รอบคลุมทกุ ด้าน

เหมาะสม

มีการวางแผนในการแกป้ ัญหา มีการวางแผนในการแก้ปัญหา มีการวางแผนในการแก้ไข ไม่มีการวางแผนในการ

โดยใชข้ อ้ มูลประกอบการ โดยใชข้ อ้ มูลประกอบการ ปญั หาโดยใชข้ ้อมูล แก้ปญั หาหรอื ไมม่ ีการ

9. ความสามารถ วางแผน มีขัน้ ตอนของ วางแผน มีขน้ั ตอนของแผนงาน ประกอบการวางแผนและ ปฏิบตั ิตามแผนการ

ในการแกป้ ญั หา แผนงานและปฏิบตั ิตามแผนที่ และปฏิบตั ิตามแผนการ ปฏบิ ัติตามแผนการ แก้ปญั หาท่ีวางไว้

กำหนดไว้ทกุ ข้ันตอน แกป้ ญั หาทกี่ ำหนดไว้ 2 ใน 3 แกป้ ญั หาทกี่ ำหนดไว้ 1

ของข้นั ตอน ใน 3 ของขน้ั ตอน

ระดับคณุ ภาพในการประเมินด้านความรู้
คะแนน 31 – 36 หมายถงึ ดมี าก
คะแนน 25 – 30 หมายถงึ ดี
คะแนน 16 – 24 หมายถงึ พอใช้
คะแนน 1 – 15 หมายถงึ ปรบั ปรุง

* เกณฑ์การประเมนิ แบบใบกิจกรรม ตอ้ งผ่านเกณฑร์ ะดับดีข้ึนไป

31

3. กจิ กรรมการเรียนรู้
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 3 องคป์ ระกอบของสารละลาย
1. กระตุ้นความสนใจของนักเรียน เพื่อนำเข้าสู่หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง สารละลาย โดยนักเรียน

สังเกตยาแก้ไอแบบน้ำเชื่อม น้ำหวาน น้ำยาบ้วนปาก หรือสังเกตจากภาพ จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกัน
อภิปรายข้อมูลจากการสังเกต หรือจากประสบการณ์ที่เคยรับประทานมาก่อน เช่น ลักษณะและรสชาติเป็น
อยา่ งไร (นักเรยี นสามารถตอบได้อยา่ งอสิ ระ)

2. เช่ือมโยงจากการร่วมกนั อภิปรายว่า ยาแก้ไอแบบน้ำเช่ือม น้ำหวาน น้ำยาบว้ นปาก นักเรียนคิดว่า
สารดงั กล่าวน้ันเป็นสารละลายหรอื ไม่

3. นักเรียนและครูรว่ มกันอภิปรายต่อว่า สารดังกล่าวเปน็ สารผสมที่ประกอบด้วยสารหลายชนิดผสม
เปน็ เน้ือเดียวกัน ซึ่งจดั เป็นสารละลาย จากนน้ั เชอื่ มโยงเพ่ือเข้าสู่องคป์ ระกอบของสารละลาย

4. นักเรียนดภู าพสารละลายตวั อยา่ ง เช่น นำ้ เชือ่ ม กระทะทองเหลือง อากาศ เปน็ ต้น เพื่อใหน้ กั เรียน
สังเกตว่า สารละลายสามารถเป็นได้ทั้ง ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส จากนั้นให้นักเรียนบอกองค์ประกอบของ
สารละลายท่ยี กตัวอยา่ ง พร้อมศกึ ษาองคป์ ระกอบของสารละลายจากภาพ

5. นักเรียนทำกิจกรรมที่ 2.1 เรื่อง ระบุละลายและตัวทำละลายได้อย่างไร โดยนักเรียนต้องระบุ
องคป์ ระกอบของสารละลายทกี่ ำหนดใหว้ ่า ส่วนใดเปน็ ตวั ละลาย และสว่ นใดเปน็ ตวั ทำละลาย

6. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า สารละลายเป็นสารผสมเนื้อเดียว
ที่ประกอบด้วยสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป มีทั้งที่เป็นของแข็ง ของเหลว และแก๊ส องค์ประกอบของ
สารละลายจำแนกเป็นตัวละลายและตัวทำละลาย โดยอนุภาคของตัวละลายกระจายตัวอยู่ในตัวทำละลาย
ทั้งหมดอย่างสม่ำเสมอ สารละลายจึงเป็นสารเนื้อเดียว สารละลายที่เกิดจากสารที่มีสถานะต่างกัน ตัวท ำ
ละลายคือสารที่มีสถานะเหมือนกับสารละลาย สารละลายที่เกิดจากสารที่มสี ถานะเหมือนกัน สารที่มีปริมาณ
มากที่สุด จดั เป็นตวั ทำละลาย สว่ นองคป์ ระกอบที่เหลอื จดั เปน็ ตวั ละลาย

7. นักเรียนตอบคำถาม ในสารละลายหนึ่ง ๆ ตัวละลายจะละลายในตัวทำละลายอย่างไม่จำกัด
ปรมิ าณหรือไม่ และการละลายมปี ัจจยั ใดบ้างท่สี ่งผลต่อสภาพการละลายบ้าง เพ่ือนำเข้าสู่ เรื่อง สภาพละลาย
ไดแ้ ละปัจจยั ท่มี ผี ลต่อสภาพละลายได้ (นกั เรยี นอาจตอบคำถามได้ หรือไมไ่ ด้บา้ ง)

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 4 สารละลายอิม่ ตวั
1. นักเรียนทบทวนเนื้อหา เรื่อง องค์ประกอบของสารละลาย โดยนักเรียนยกตัวอย่างสารละลาย
ที่รจู้ ัก พรอ้ มบอกองค์ประกอบของสารละลายนัน้ วา่ มสี ่วนใดเป็นตัวละลายและตวั ทำละลาย
2. จากคำตอบของนกั เรียน ครูแจกมะมว่ งแช่อม่ิ ให้แต่ละกลุ่ม ชิมรสชาติ และตอบคำถาม ท่ีมาของช่ือ
มะม่วงแช่อิ่ม วิธีการทำมะม่วงแช่อิ่ม และรสชาติของมะม่วงแช่อิ่ม เพื่อให้นักเรียนมีความรู้เบื่องต้นว่าการ
อ่มิ ตัวคืออะไร
3. เข้าสูก่ จิ กรรมที่ 2.2 เรือ่ ง สารละลายอมิ่ ตัวคืออะไร เพอื่ ให้นักเรียนเขา้ ใจมากย่ิงขนึ้
4. นกั เรยี นทำกจิ กรรมโดยการแบ่งกลุ่ม โดยใชเ้ ทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือรว่ มใจ ซ่ึงนักเรียนแต่ละ
คนจะมีหนา้ ที่ต่างกัน และการทำกจิ กรรมกลุ่มทุกครงั้ จะมีการเลือ่ นลำดับตำแหน่งของแตล่ ะคนเพ่ือให้นักเรียน
สามารถทำกิจกรรมกับเพื่อนต่างกลุ่มได้ การทำกิจกรรมทุกครั้งครูจะเดินสังเกตการทำกิจกรรมของนักเรียน
พรอ้ มใหค้ ำแนะนำกรณที ่ีนกั เรยี นมีข้อสงสยั ในประเด็นตา่ ง ๆ
5. นักเรียนนำเสนอผลการทดลองท่ีได้ จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกันสรุปและอภิปรายผลร่วมกันอกี
ครั้งว่าแต่ละกลุ่มได้ผลไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ หากมีบางกลุ่มได้ผลไม่ตรง ร่วมกันอภิปรายถึงเหตุผลใน
การทำให้ผลคลาดเคลอ่ื น จากนนั้ สรปุ เพือ่ ให้เข้าใจตรงกัน

32

6. นักเรียนตอบคำถามว่าสารแต่ละชนิดมีสภาพการละลายเหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่ พร้อมท้ัง
ศึกษาข้อมูลจากตารางที่ 2.1 สภาพการละลายได้ของสารบางชนิดในน้ำ 100 กรัม ที่อุณหภูมิ 20
องศาเซลเซียส

7. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าสารละลายอิ่มตัว (saturated solution)
เปน็ สารละลายท่ีตัวละลายไม่สามารถละลายไดห้ มด โดยปรมิ าณมากท่สี ดุ ของตวั ละลายทส่ี ามารถละลายได้ใน
ตวั ทำละลายจำนวนหนึ่ง เรียกวา่ สภาพละลายไดข้ องสาร (solubility) โดยทั่วไปสภาพละลายได้ของสารในน้ำ
มีหน่วยเป็น กรัมของสารต่อน้ำ 100 กรัม (g/100 gwater) นอกจากนี้อาจพบเห็นในหน่วยอื่นได้ เช่น
กรัมตอ่ ลติ ร

8. นักเรียนสังเกตจากตาราง 2.1 ระบุอุณหภูมิกับสภาพละลายได้ของสารในน้ำไว้ แสดงว่าอุณหภูมิ
อาจมผี ลต่อสภาพละลายได้ของสาร เพอื่ นำเขา้ สกู่ ิจกรรมถดั ไป

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 5 ชนิดของตวั ละลายและตวั ทำละลายตอ่ สภาพละลายได้
1. นักเรียนทำกิจกรรมที่ 2.3 เรื่อง ชนิดของตัวละลายและตัวทำละลายมีผลต่อสภาพละลายได้ของ
สารอยา่ งไร นักเรียนทำกจิ กรรมกล่มุ แบบเดิม แตเ่ ลอ่ื นตำแหนง่ หนา้ ทกี่ นั ภายในกลุ่ม ตำแหน่งสดุ ท้ายของกลุ่ม
จะย้ายไปอยู่อีกกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมกับสมาชิกใหม่ ๆ การทำกิจกรรมทุกครั้งครูจะเดินสังเกตการทำกิจกรรม
ของนักเรยี น พรอ้ มใหค้ ำแนะนำกรณีท่ีนกั เรยี นมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ
2. นักเรียนนำเสนอผลกิจกรรม และตอบคำถามท้ายกิจกรรม จากน้ันนกั เรยี นและครูร่วมกันอภิปราย
สรุปผลของกิจกรรมโดยใช้คำถามท้ายกิจกรรมเป็นแนวทาง เพื่อให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า ดีเกลือมีสภาพ
ละลายได้ในน้ำมากกว่าในเอทานอล ส่วนพิมเสนมีสภาพละลายได้ในเอทานอลมากกว่าในน้ำ ชนิดของตัว
ละลายและตัวทำละลายมีผลตอ่ สภาพละลายไดข้ องสาร
3. นกั เรียนศกึ ษาเพ่ิมเติมเกีย่ วกบั ผลของตวั ละลายและตวั ทำละลายที่มีผลต่อสภาพละลายได้ของสาร
โดยอ่านเนื้อหาและดูภาพ 2.4 ในหนังสือเรียนหน้า 21 ประกอบการอภิปราย เพื่อให้ ได้ข้อสรุปว่า
สารบางชนิดละลายได้ดีในตัวทำละลายหนึ่งแต่ไม่ละลายในตัวทำละลายอื่น ชนิดของตัวละลายและตัวทำ
ละลายมผี ลตอ่ สภาพละลายไดข้ องสาร การเตรยี มสารละลายจึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมระหว่างตัวละลาย
และตัวทำละลาย สารหลายชนิดละลายได้ดีในน้ำ จึงใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย แต่สารบางชนิด เช่น สีทาเล็บ
ละลายในน้ำได้น้อยมาก แต่ละลายได้ดีในน้ำยาล้างเล็บซึ่งมีส่วนผสมหลักเป็นแอซีโตน การล้างสีทาเล็บจึงใช้
น้ำยาล้างเลบ็ แทนน้ำ
4. นักเรียนตอบคำถาม นอกจากชนิดตัวละลายและตัวทำละลายแล้ว ยังมีปัจจยั อื่นอีกหรือไมท่ ีส่ ่งผล
ต่อสภาพละลายได้ของสาร บางครั้งถ้าเราเปลี่ยนตัวทำละลายไม่ได้ เราจะทำอย่างไรให้ตัวทำละลายเดิม
สามารถละลายตัวละลายได้มากขึ้น เช่น ในการชงเครื่องดื่ม ถ้าต้องการให้ตัวละลายละลายในน้ำมากข้ึน
จะเลือกใช้น้ำอณุ หภูมิห้องหรือน้ำร้อนไดห้ รือไม่ เพ่ือนำเข้าสูก่ จิ กรรมถัดไป

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 6 อุณหภมู ติ อ่ สภาพการละลายได้
1. นักเรียนทำกิจกรรมที่ 2.4 เรื่อง อุณหภูมิมีผลต่อสภาพละลายได้ของสารอย่างไร นักเรียน
ทำกิจกรรมกลุ่มแบบเดิม แต่เล่อื นตำแหนง่ หนา้ ที่กันภายในกลุ่ม ตำแหน่งสุดท้ายของกลุ่มจะย้ายไปอยู่อีกกลุ่ม
เพือ่ ทำกิจกรรมกับสมาชิกใหม่ ๆ การทำกจิ กรรมทุกคร้งั ครูจะเดนิ สงั เกตการทำกจิ กรรมของนักเรียน พร้อมให้
คำแนะนำกรณีทน่ี ักเรยี นมีข้อสงสัยในประเดน็ ต่าง ๆ

33

2. นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทำกิจกรรม ตอบคำถามท้ายกิจกรรม และร่วมกันสรุปผลของ
กิจกรรมโดยใช้คำถามท้ายกิจกรรมเป็นแนวทาง เพื่อให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า จุนสีละลายในน้ำที่อุณหภูมิ
สูงได้ดีกว่าละลายในน้ำทีอ่ ณุ หภมู ิต่ำ

3. นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลของอุณหภูมิที่มีต่อสภาพละลายได้ของสาร โดยใช้กราฟ
ภาพ 2.5 ในหนังสือเรียนหน้า 23 ประกอบการอภิปราย และอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในหนังสือเรียน เพื่อให้ได้
ขอ้ สรุปวา่ เมื่ออุณหภมู เิ พ่ิมขนึ้ สภาพละลายไดข้ องสารสว่ นใหญ่เพิ่มขนึ้ แต่สารบางชนดิ มสี ภาพละลายได้ลดลง

4. นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลของอุณหภูมิที่มีต่อสภาพละลายได้ของแก๊ส โดยใช้กราฟ
ภาพ 2.6 ในหนังสือเรียนหน้า 24 ประกอบการอภิปราย และอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในหนังสือเรียน เพื่อให้ได้
ข้อสรุปว่า แก๊สมีสภาพละลายได้ลดลงเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น จากนั้นเชื่อมโยงความรู้เรื่องสภาพละลายได้ของ
แก๊สกับภาวะโลกร้อนตามหนังสือเรียน เพื่อชวนให้นักเรียนคิดต่อไปว่าถ้าโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำในแหล่งน้ำ
มีอุณหภูมิสูงขึ้น แก๊สออกซิเจนซึ่งเป็นปัจจัยจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะละลายในน้ำ
ได้มากขึ้นหรือน้อยลง และส่งผลต่อสิง่ มีชีวิตอย่างไร ซึ่งจะกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความตระหนักในการร่วมมอื
กนั ลดความรนุ แรงของภาวะโลกรอ้ น

5. นกั เรยี นและครูอภิปรายรว่ มกันเกี่ยวกับส่ิงที่ได้เรยี นร้จู ากการทำกิจกรรม และจากขอ้ มูลในหนังสือ
เรียน เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า อุณหภูมิมีผลต่อสภาพละลายได้ของสาร เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น สภาพละลายได้ของ
สารส่วนใหญ่เพ่ิมขึน้ แต่มีสารบางชนิด เมื่ออุณหภูมเิ พิม่ ขึ้น สภาพละลายได้จะลดลง เช่น ซีเซียมซัลเฟต และ
สภาพละลายไดข้ องแกส๊ จะลดลงเมื่ออณุ หภมู ิเพ่มิ ขน้ึ

6. นกั เรยี นและครรู ว่ มกันอภิปรายตอ่ เกี่ยวกับองค์ประกอบทล่ี ะลายในน้ำอดั ลม ตามเน้ือหาในหนังสือ
เรียนหน้า 24 เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า แก๊สที่อยู่ในน้ำอัดลมคือแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อเปิดขวด ความดัน
ภายในขวดลดลงจนเท่ากับความดันบรรยากาศ ทำให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ละลายในน้ำอัดลมได้น้อยลง
จึงมีบางส่วนแยกตัวออกจากสารละลาย ทำให้เห็นฟองแก๊สที่ไม่สามารถละลายในน้ำอัดลมเคลื่อนที่ขึ้นสู่
ผิวหน้าน้ำอัดลม จากนั้นเชื่อมโยงความรู้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่พบในชีวิตประจำวัน เช่น การเก็บรักษา
น้ำอัดลมให้มีแก๊สอัดอยู่ในน้ำอัดลมมากที่สุด โดยใช้ภาพ 2.7 ในหนังสือเรียนหน้า 25 เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า
ความดันเปน็ ปจั จยั หนง่ึ ทีม่ ผี ลต่อสภาพละลายได้ของสารที่มีสถานะแก๊ส ถ้าความดนั สูงขึน้ สภาพละลายได้ของ
แก๊สจะเพิ่มขนึ้ ซึ่งตรงขา้ มกับอณุ หภมู ิ ถ้าอณุ หภูมสิ ูงขนึ้ สภาพละลายได้ของแก๊สจะลดลง

7. นกั เรยี นและครรู ่วมกันอภปิ รายโดยใช้คำถามวา่ นักเรียนคดิ ว่าความดันมีผลต่อสภาพละลายได้ของ
สารที่ตัวละลายมีสถานะของเหลว และของแข็งหรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนคิดวิเคราะห์และ
สืบคน้ ความรู้ตอ่ ไป

8. นักเรียนทำกิจกรรมตรวจสอบตนเอง เพื่อสรุปองค์ความรู้ที่ได้เรียนรู้จากบทเรียน โดยการเขียน
บรรยาย วาดภาพ หรือเขียนผังมโนทศั น์ส่ิงที่ได้เรียนรูจ้ ากบทเรยี นองค์ประกอบของสารละลายและปัจจยั ที่มี
ผลต่อสภาพละลายได้ และให้แต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานโดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมอภิปรายในช้ันเรียน
หรือติดแสดงผลงานบนผนังห้องเพ่ือให้นักเรียนกลุ่มอื่นได้ชมผลงาน จากนั้นครูและนักเรียนอภิปรายสรุปองค์
ความรู้ท่ีได้จากบทเรยี นร่วมกัน ดังตัวอยา่ ง

34

9. นกั เรยี นทำแบบฝกึ หดั ทา้ ยบทเพื่อตรวจสอบความเข้าใจอกี คร้ัง
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 7 ความเขม้ ข้น
1. นักเรียนดูภาพการใช้น้ำหวานในเครื่องดื่มเพื่อนำเข้าสู่บทเรียน เรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย
และร่วมกนั อภปิ ราย โดยใชค้ ำถามตอ่ ไปน้ี
• การทำนำ้ หวานจำนวนมาก จากนำ้ หวานเขม้ ข้น มีวธิ กี ารอยา่ งไร
(นกั เรียนตอบตามความเข้าใจของตนเอง เชน่ เตมิ น้ำลงในน้ำหวานเขม้ ขน้ )
• ทำอย่างไรจงึ จะทำนำ้ หวานทีม่ ีรสหวานและความเขม้ ของสีเทา่ กันทกุ คร้งั
(นกั เรยี นตอบตามความเข้าใจของตนเอง เช่น ใช้น้ำหวานเขม้ ขน้ และน้ำปริมาณเท่าเดมิ ทกุ ครัง้ เพอ่ื ให้
ได้น้ำหวานที่มีความเขม้ ของสีและรสหวานเท่าเดิม)
2. นกั เรยี นศกึ ษาเนือ้ หาเพ่มิ เตมิ และอภปิ รายเพอ่ื ให้ได้คำตอบที่ถูกต้องของคำถาม ดังต่อไปน้ี
• การทำนำ้ หวานจำนวนมากจากน้ำหวานเขม้ ขน้ มวี ธิ ีการอย่างไร
(ผสมน้ำหวานเขม้ ข้นกับนำ้ สะอาดในอัตราส่วนท่ีเหมาะสม)
• ทำอย่างไรจึงจะทำน้าหวานที่มีรสหวานและความเขม้ ของสเี ทา่ กันทกุ คร้ัง
(ใช้น้ำหวานเข้มข้นและน้ำสะอาดในปริมาณเท่าเดิมทุกครั้ง ถ้าจะเตรียมน้ำหวานปริมาณมากขึ้นก็
จะตอ้ งเพ่มิ ปรมิ าณสว่ นผสมตามอัตราส่วนที่ระบุ)
3. นักเรียนและครูอภิปรายร่วมกัน เพื่อให้นักเรียนทราบขอบเขตเนื้อหาที่นักเรียนจะได้เรียนรู้
ในบทเรียน รวมทั้งเป้าหมายการเรียนรู้ (นักเรียนจะไดเ้ รยี นรู้เกี่ยวกบั การระบุปริมาณตัวละลายในสารละลาย
ในหน่วยความเข้มข้นเป็นร้อยละ โดยปริมาตรต่อปริมาตร โดยมวลต่อมวล และโดยมวลต่อปริมาตรและ
ความสำคัญของการนำความร้เู ร่อื งความเข้มขน้ ของสารละลายไปใช้ประโยชน)์

35

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 8 ร้อยละโดยมวลต่อมวล ร้อยละโดยปรมิ าตรตอ่ ปริมาตร และรอ้ ยละโดย
มวลต่อปริมาตร

1. นักเรียนดูภาพน้ำยาล้างห้องน้ำ ที่เกี่ยวกับปริมาณกรดไฮโดรคลอริก และร่วมกันอภิปรายโดย
ใช้คำถามเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า น้ำยาล้างห้องน้ำที่มีปริมาณกรดมากกว่าจะกำจัดคราบสกปรกได้ดีกว่า ดังน้ัน
จงึ ตอ้ งร้จู กั ความเข้มขน้ ของสารละลายและเลือกใช้ให้เหมาะสม และอ่านคำสำคัญ ทำกิจกรรมทบทวนความรู้
กอ่ นเรยี น แลว้ ร่วมกนั อภิปรายเพ่อื ให้ได้คำตอบท่ีถูกต้อง หากพบว่านักเรียนยังทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อน
เรียนไมถ่ ูกต้อง ควรทบทวนและแก้ไขความเข้าใจผิดของนักเรียนเพื่อให้นักเรียนมีความรู้พ้ืนฐานที่ถูกต้องและ
เพยี งพอทจี่ ะเรียนเรื่องความเขม้ ขน้ ของสารละลายต่อไป

2. นักเรียนทำกิจกรรม 2.5 เรื่อง ระบุความเข้มข้นของสารละลายในหน่วยร้อยละได้อย่างไร โดย
ใช้คำถามสร้างความสนใจว่าจากฉลากเครื่องดื่มในภาพรู้อะไรบ้างก่อนเรียน ที่ระบุว่า เครื่องดื่มชนิดนี้มีสาร
แต่งสีและกล่ินเลียนแบบธรรมชาตอิ ยู่ร้อยละ 2 โดยมวลตอ่ ปริมาตร มีความหมายว่าอยา่ งไร จากนั้นเชื่อมโยง
สู่กิจกรรม 2.5 โดยตั้งคำถามว่า การระบุความเข้มข้นของสารละลายในหน่วยร้อยละทำได้อย่างไร นักเรียน
ทราบหรือไม่ โดยนักเรียนทำกิจกรรมกลุ่มแบบเดิม แต่เลื่อนตำแหน่งหน้าที่กันภายในกลุ่ม ตำแหน่งสุดท้าย
ของกลุ่มจะย้ายไปอยู่อีกกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมกับสมาชิกใหม่ ๆ การทำกิจกรรมทุกครั้งครูจะเดินสังเกตการทำ
กจิ กรรมของนกั เรยี น พร้อมใหค้ ำแนะนำกรณีท่นี ักเรียนมขี ้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ

3. นักเรียนนำเสนอผลการทำกิจกรรม ตอบคำถามท้ายกิจกรรม สำหรับการคำนวณหาความเข้มข้น
ของสารละลายครูแสดงวิธีคำนวณความเข้มข้นของสารละลายเป็นร้อยละโดยมวลต่อปริมาตรและร้อยละโดย
ปริมาตรต่อปริมาตรในกิจกรรม จากนั้นร่วมกันสรุปผลของกิจกรรมโดยใช้คำถามท้ายกิจกรรมเป็นแนวทาง
เพื่อให้ได้ข้อสรปุ จากกิจกรรมว่า

ตอนที่ 1 สารละลายจุนสีที่เตรียมได้ทั้งสองครั้งมีความเข้มข้นเป็นร้อยละ 2 โดยมวลต่อปริมาตร
เทา่ กัน สีของสารละลายจึงเข้มเทา่ กนั

ตอนที่ 2 สารละลายเอทานอลผสมสีที่เตรียมได้ทั้ง 2 ครั้งมีความเข้มข้นไม่เท่ากัน สารละลายใน
บกี เกอร์ 1 และ 2 มีความเข้มขน้ เปน็ ร้อยละ 20 และ 10 โดยปริมาตรตอ่ ปริมาตรตามลำดบั สขี องสารละลาย
จึงเขม้ ตา่ งกัน

4. นักเรียนเรียนรู้เพิม่ เติม โดยอ่านเนือ้ หาและตอบคำถามระหวา่ งเรียนเก่ียวกับการระบุความเขม้ ข้น
ของสารละลายที่ตัวละลายเป็นของแข็งในของเหลว เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า การเตรียมสารละลายโดยละลายตัว
ละลายที่เป็นของแข็งในของเหลว นิยมระบุความเข้มข้นของสารละลายโดยบอกมวลตัวละลายที่อยู่ใน
สารละลาย 100 หนว่ ยปรมิ าตร เรียกหน่วยความเข้มขน้ นีว้ ่า รอ้ ยละโดยมวลต่อปรมิ าตร การใช้หน่วยของมวล
ต้องสอดคลอ้ งกับหนว่ ยของปริมาตร โดยพิจารณาจากความสมั พันธด์ ังน้ี

ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร = [มวลของตัวละลาย (g)/ปรมิ าตรของสารละลาย (cm3)] X100
หรอื รอ้ ยละโดยมวลตอ่ ปรมิ าตร = [มวลของตัวละลาย (kg)/ปรมิ าตรของสารละลาย (L)] X100
5. นักเรียนฝึกคำนวณเกี่ยวกับความเข้มข้นของสารละลายในหน่วยร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร
ในสถานการณ์ต่าง ๆ ตามตัวอย่างโจทย์ในหนังสือเรียน ถ้านักเรยี นยังไม่เข้าใจ ครูควรเพิ่มโจทย์ให้นักเรียนได้
ฝึกจากโจทยท์ ี่ไมซ่ บั ซ้อนจนถงึ โจทยท์ ีม่ คี วามซับซ้อนมากข้นึ ตามลำดบั
6. นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติม โดยศึกษาเนื้อหาในหนังสือเรียนหน้า 36 และตอบคำถามระหว่างเรียน
เกยี่ วกบั การระบุความเขม้ ข้นของสารละลายทต่ี ัวละลายเปน็ ของเหลวและแก๊ส เพอ่ื ใหไ้ ด้ขอ้ สรปุ วา่ สารละลาย
ที่ตัวละลายมีสถานะของเหลวและแก๊ส ตัวทำละลายมีสถานะของเหลวหรือแก๊ส นิยมระบุความเข้มข้นของ
สารละลายโดยบอกปริมาตรตวั ละลายทีอ่ ยใู่ นสารละลาย 100 หน่วยปรมิ าตรเดยี วกัน เรียกหน่วยความเข้มข้น

36

นวี้ า่ รอ้ ยละโดยปรมิ าตรต่อปรมิ าตร หรือ ร้อยละโดยปรมิ าตร ความเขม้ ข้นของสารละลายในหน่วยร้อยละโดย
ปริมาตรตอ่ ปรมิ าตร เขียนความสัมพันธ์ได้ดังนี้

ร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร = [ปริมาตรของตัวละลาย (cm3)/ปรมิ าตรของสารละลาย (cm3)] X100
หรอื รอ้ ยละโดยปริมาตรตอ่ ปรมิ าตร = [ปริมาตรของตัวละลาย (L)/ปริมาตรของสารละลาย (L)] X100

7. นักเรียนทบทวนการคำนวณหาความเข้มข้นของสารละลาย จากนั้นฝึกคำนวณเกี่ยวกับความ
เข้มข้นของสารละลายในหน่วยร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร ในสถานการณ์ต่าง ๆ ตามตัวอย่างโจทย์ใน
หนังสือเรียน หากนักเรียนยังไม่เข้าใจ ควรเพิ่มโจทย์ให้นักเรียนได้ฝึกฝนจากโจทย์ที่ไม่ซับซ้อนจนถึงโจทย์ที่มี
ความซับซอ้ นมากขนึ้ ตามลำดบั

8. นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติม โดยศึกษาเนื้อหาในหนังสือเรียนหน้า 38 และตอบคำถามระหว่างเรียน
เกี่ยวกับการระบุความเข้มข้น หรือปริมาณตัวละลายในตัวทำละลายโดยใช้หน่วยร้อยละโดยมวลต่อมวลหรือ
ร้อยละโดยมวล เพอื่ ให้ไดข้ อ้ สรปุ วา่ สารละลายท่ีทง้ั ตัวละลายและตวั ทำละลายมีสถานะเป็นของแข็ง นยิ มระบุ
ความเข้มข้นของสารละลายโดยบอกมวลของตัวละลายที่อยู่ในสารละลาย 100 หน่วย มวลเดียวกัน
เรียกหน่วยความเข้มข้นน้ีว่า ร้อยละโดยมวลต่อมวลหรือร้อยละโดยมวล ความเข้มข้นของสารละลายในหน่วย
รอ้ ยละโดยมวลตอ่ มวล หรือ ร้อยละโดยมวลเขียนความสมั พันธ์ได้ดงั นี้

ร้อยละโดยมวลต่อมวล = [มวลของตวั ละลาย (g)/มวลของสารละลาย (g)] X100
หรือร้อยละโดยมวลต่อมวล = [มวลของตวั ละลาย (kg)/มวลของสารละลาย (kg)] X100
ในสารละลายบางชนิดทต่ี ัวละลายและตวั ทำละลายมสี ถานะอื่นทไ่ี มใ่ ช่ของแข็ง อาจระบคุ วามเขม้ ข้นเป็นหน่วย
รอ้ ยละโดยมวลตอ่ มวลได้ เชน่ กรดไฮโดรคลอริกเขม้ ขน้ รอ้ ยละ 37 โดยมวลตอ่ มวล
9. นักเรียนทบทวนการคำนวณหาความเข้มขน้ ของสารละลาย จากนั้นให้นักเรียนฝกึ คำนวณเก่ียวกับ
หน่วยร้อยละโดยมวลต่อมวลในสถานการณ์ต่าง ๆ ตามตัวอย่างโจทย์ในหนังสือเรียน หากนักเรียนยังไม่เข้าใจ
ควรเพ่มิ โจทย์ให้นักเรยี นได้ฝกึ ฝนจากโจทย์ทีไ่ มซ่ ับซ้อนจนถงึ โจทย์ทม่ี ีความซับซ้อนมากขึน้ ตามลำดบั
10. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปราย เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับความเข้มข้นของสารละลายในหน่วยส่วนใน
ล้านส่วน ซึ่งนิยมใช้กับสารละลายที่มีตัวละลายอยู่ในปริมาณน้อย ๆ โดยเชื่อมโยงกับการระบุปริมาณสารใน
ชวี ิตประจำวนั เชน่ ปรมิ าณคลอรนี ในน้ำประปา ปรมิ าณสิ่งปนเป้ือนในอากาศ แม้ว่าจะมปี ริมาณน้อย แต่ยังมี
ความสำคัญที่จะต้องระบุค่าให้เข้าใจตรงกันทั้งปริมาณและหน่วยที่ใช้ ดังนั้น เมื่อจะใช้สารละลายแต่ละชนิด
ต้องคำนึงถึงความเข้มข้นของสาร และใช้สารละลายที่มีปริมาณตัวละลายและตัวทำละลายถูกต้องเหมาะสม
เพอื่ ให้ใชป้ ระโยชนจ์ ากสารละลายได้เต็มประสิทธิภาพ ตามรายละเอยี ดในหนงั สอื เรียน
11. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปราย เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับอัลลอยซึ่งเป็นสารละลายที่มีสถานะเป็น
ของแข็งโดยอาจยกตัวอย่างอัลลอยที่เคยเห็นหรือใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ประตูอัลลอยซึ่งเป็นโลหะผสม
การอุดฟันด้วยสารอะมัลกัม และอาจค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณโลหะในอัลลอยต่าง ๆ
เปรียบเทยี บปริมาณโลหะในทองรปู พรรณ รวมทั้งการใช้ประโยชน์
12. นักเรียนร่วมกันสรุปหัวข้อเรื่องในบทที่ 2 ความเข้มข้นของสารละลาย ซึ่งสรุปได้ดังนี้ ความ
เข้มข้น (concentration) คือ อัตราส่วนระหว่างปริมาณของตัวละลายกับปริมาณของสารละลายหรือปริมาณ
ตัวทำละลาย โดยหน่วยของความเขม้ ขน้ ของสารละลายที่พบในชีวติ ประจำวันสว่ นใหญ่อยใู่ นรปู ร้อยละ ซึ่งเป็น
การบอกปริมาณของตัวละลายเทียบกับปริมาณสารละลาย 100 ส่วน อาจเป็นหน่วยร้อยละโดยมวลต่อ
ปริมาตร ร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร หรือร้อยละโดยมวลต่อมวล การนำสารละลายไปใช้ประโยชน์อย่าง
ถูกต้องและปลอดภัยนอกจากจะต้องคำนึงถึงชนิดของตัวละลายและตัวทำละลายแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความ
เขม้ ขน้ ของสารละลายอกี ด้วย

37
13. นักเรียนทำกิจกรรมตรวจสอบตนเอง เพื่อสรุปองค์ความรู้ที่ได้เรียนรู้จากบทเรียน โดยการเขียน
บรรยาย วาดภาพ หรือเขียนผังมโนทัศน์สิ่งที่ได้เรียนรู้จากบทเรียนเรื่องความเข้มข้นของสารละลาย จากนั้น
นำเสนอผลงานที่ได้จากการอภิปรายภายในกลุ่ม และอภิปรายร่วมกันในชั้นเรียน แต่ละกลุ่มติดแสดงผลงาน
บนผนังในหอ้ งเรียน นักเรียนทุกคนร่วมชมผลงานและพิจารณาให้ความเห็น ครูและนักเรยี นอภิปรายสรุปองค์
ความรทู้ ่ไี ด้จากบทเรียนรว่ มกนั ดังตัวอย่าง

14. นักเรียนทำกิจกรรมทา้ ยบท เร่อื ง นำสารละลายทม่ี คี วามเข้มข้นต่าง ๆ มาใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ย่างไร
และตอบคำถามทา้ ยกิจกรรม จากน้นั ให้นกั เรียนตรวจสอบตนเองโดยการทำแบบฝึกหัดทา้ ยบท

38

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4

กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว22101 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2

หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 สารละลาย เวลาเรียน 10 ชว่ั โมง

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 4 เรอ่ื ง สารละลายอิม่ ตวั เวลาเรียน 1 ช่ัวโมง

วันที่ 5 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2565 เวลา.....................น.

ผู้สอน นายจริ ายุ เลา้ โสภณเจริญกุล โรงเรียน...................

1. มาตรฐานการเรียนร้/ู ตัวชวี้ ดั
สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ
สสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของ
การเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
ตัวชีว้ ัด
ว 2.1 ม.2/4 ออกแบบการทดลองและทดลองในการอธิบายผลของชนิดตัวละลายชนิด
ตัวทำละลาย อุณหภูมิที่มีต่อสภาพละลายได้ของสาร รวมทั้งอธิบายผลของ
ความดันท่มี ตี ่อสภาพละลายได้ของสาร โดยใช้สารสนเทศ

2. การบูรณาการ
แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง สารละลายอิ่มตัว เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิด

ทกั ษะการทดลอง และการวิเคราะห์ผล ซ่งึ เป็นทักษะท่ีสำคัญ โดยในการจดั การเรียนรู้มีการสอดแทรกเนื้อหาสาระ
ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เพื่อให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนเข้ากับชีวิตจริงได้ ทำให้การเรียนรู้
ทมี่ ีประสิทธภิ าพ และบรรลุวตั ถปุ ระสงค์ของการจดั การเรยี นรู้

3. สาระสำคญั
สารละลายประกอบด้วยตัวทำละลายและตัวละลาย สารละลายมีทั้งสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส

สารละลายทเ่ี กิดจากสารท่ีมีสถานะเดยี วกนั สารทมี่ ีปริมาณมากที่สุดจัดเปน็ ตัวทำละลาย กรณสี ารละลายเกิดจาก
สารท่มี สี ถานะตา่ งกนั สารทม่ี สี ถานะเดียวกันกบั สารละลายและมีปริมาณมากทีส่ ดุ จัดเปน็ ตัวทำละลาย สารละลาย
ที่ตัวละลายไม่สามารถละลายในตัวทำละลายปริมาณหนึ่ง ๆ ได้อีกที่อุณหภูมิและความดันหนึ่ง ๆ เรียกว่า
สารละลายอิ่มตัว สภาพละลายได้ของสารในตัวทำละลายเป็นค่าที่บอกปริมาณของสารเป็นกรัม ท่ีละลายได้ใน
ตัวทำละลาย 100 กรัม จนได้สารละลายอิ่มตัว ณ อุณหภูมิและความดันหนึ่ง ๆ สภาพละลายได้ของสารบ่งบอก
ความสามารถในการละลายของตวั ละลายในตัวทำละลาย ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวทำละลายและตวั ละลาย อุณหภูมิ
และความดนั สารชนดิ หนึ่ง ๆ มีสภาพละลายไดแ้ ตกต่างกันในตวั ทำละลายที่แตกตา่ งกัน

39

4. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ด้านความรู้ (K)
1. อธบิ ายลกั ษณะการละลายของสารละลายได้
2. อธิบายความหมายของสารละลายอม่ิ ตัวได้
ด้านทกั ษะ / กระบวนการ (P)
1. ปฏบิ ัติการทดลอง เรือ่ ง สารละลายอมิ่ ตวั ได้ถกู ตอ้ งตามข้ันตอน
2. วเิ คราะห์สภาพการละลายของสารละลายตวั อย่างบางชนดิ ได้
ด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
1. ซอื่ สตั ย์
2. มีวนิ ัย
3. ใฝ่เรียนรู้
4. มุง่ มนั่ ในการทำงาน

5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา

6. สาระการเรยี นรู้
1. สารละลายที่ตัวละลายไม่สามารถละลายในตัวทำละลายได้อีกที่อุณหภูมิหนึ่ง ๆ เรียกว่า สารละลาย

อ่ิมตัว
2. สภาพละลายได้ของสารในตัวทำละลาย เป็นค่าที่บอกปริมาณของสารที่ละลายได้ในตัวทำละลาย

100 กรมั จนได้สารละลายอิ่มตวั ณ อุณหภมู ิและความดันหนึ่ง ๆ สภาพละลายไดข้ องสารบง่ บอกความสามารถใน
การละลายได้ของตัวละลายในตัวทำละลาย ซึ่งความสามารถในการละลายของสารขึ้นอยู่กับชนิดตัวละลายและ
ตัวละลาย อุณหภมู ิ และความดัน

7. ชนิ้ งาน / ภาระงาน
1. ใบกจิ กรรมที่ 2.2 เร่อื ง สารละลายอม่ิ ตัวคืออะไร
2. แบบฝึกหดั ทา้ ยบทเรยี น

40

8. กจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้
ขัน้ ที่ 1 ขั้นสรา้ งความสนใจ ( Engagement )
1.1 นักเรียนทบทวนความรู้เดิมจากภาพองคป์ ระกอบของสารละลาย โดยมีครคู อยตัง้ คำถาม
- สารละลายมีประกอบอย่างไร
แนวคำตอบ คือ สารละลายประกอบด้วยตัวละลายและตัวทำละลายผสมเป็นเนื้อ
เดียวกัน สารที่เป็นตัวทำละลายมีสถานะเดียวกับสารละลายและมีปริมาณมากที่สุด
สว่ นองคป์ ระกอบท่ีเหลอื จะเป็นตัวละลาย

1.2 นักเรียนยกตัวอยา่ งสารละลายที่รจู้ กั มาคนละ 1 อยา่ ง
1.3 นักเรียนตอบคำถามตอ่ ไปน้ีเพือ่ ทบทวนความรูก้ ่อนเรยี น

- สารละลายเกดิ จากสาร 2 ชนดิ ข้นึ ไปละลายเข้าดว้ ยกนั ในอัตราสว่ นผสมต่าง ๆ
แนวคำตอบ ถกู ต้อง
- สารละลายมสี ถานะเปน็ ของเหลวจะมนี ำ้ เปน็ ตัวทำละลาย
แนวคำตอบ ไม่ถูกต้อง เพราะสารละลายที่มีสถานะเป็นของเหลวอาจมีของเหลวอื่น ๆ
เช่น เอทานอล เป็นตัวทาละลาย ยกตัวอย่าง เช่น นำ้ มนั แก๊สโซฮอล์ มีสว่ นผสมระหว่าง
นำ้ มนั เบนซินและเอทานอล ซง่ึ เอทานอล เป็นตวั ละลาย
- สารละลายที่มสี ถานะเป็นแก๊ส แก๊สทม่ี ีปรมิ าณมากท่สี ดุ จะเป็นตวั ทำละลาย
แนวคำตอบ ถกู ต้อง

41

ขั้นท่ี 2 ขนั้ สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 นกั เรยี นรบั มะมว่ งแช่อม่ิ จากครู จากนัน้ ใหน้ ักเรียนแกะชมิ และตอบคำถามตอ่ ไปน้ี
- นักเรียนทราบที่มาของชื่อมะม่วงแช่อิ่มหรือไม่ (หากนักเรียนตอบไม่ได้ครูอธิบายแนว

คำตอบใหน้ กั เรยี นฟงั )
แนวคำตอบ การแช่อิ่มเป็นภูฒิปัญญาชาวบ้านที่มีมาแต่โบราณ ที่ใช้ถนอมอาหาร และ

แปรรูปใหส้ ามารถเกบ็ ไว้รบั ประทานได้เปน็ เวลานาน โดยการนำมะม่วงมาแชก่ ับน้ำเชอ่ื มให้มีรสชาติหวาน
ตามต้องการ หรอื เกดิ การอ่มิ ตวั จงึ เปน็ ที่มาของการแช่อิ่ม

- นักเรียนทราบวิธีการทำมะม่วงแช่อิ่มหรือไม่ (หากนักเรียนตอบไม่ได้ครูอธิบายแนว
คำตอบให้นกั เรยี นฟัง)

แนวคำตอบ การแช่อิ่ม ใช้สารละลายน้ำเชื่อมแช่ลงไปในมะม่วงสดที่เตรียมไว้จนมิด
จากนัน้ ปิดฝาแชท่ ง้ิ ไว้ตามรสชาตทิ ่ตี ้องการ

- เพราะเหตใุ ดมะมว่ งแชอ่ ม่ิ จึงมรี สชาติหวาน
แนวคำตอบ เพราะสารละลายน้ำเชื่อมจะซึมเข้าส่เู น้ือของมะม่วงอย่างช้า ๆ จนเกิดการ
อิ่มตวั ทำให้มะมว่ งมีรสชาติหวาน
2.2 นักเรียนพอมีความรู้เบือ้ งตน้ เกี่ยวกับการแช่อิ่ม เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าใจมากยิ่งข้นึ โดย
นำเข้าสูก่ จิ กรรมการทดลอง เรอ่ื งสารละลายอิ่มตวั คืออะไร
2.3 นักเรียนแบ่งกลุม่ กลุ่มละ 5 คน จำนวน 6 กลุ่ม ซึ่งจะมีหมายเลขประจำกลุม่ และหมายเลข
ประจำตวั นักเรยี นภายในกล่มุ ดังภาพ

โดยการทำกิจกรรมกลุ่มทุกคร้งั จะมกี ารเปลย่ี นตำแหนง่ ของนักเรียนตามลำดับแต่ละกลุ่ม เชน่

กลมุ่ ที่ 6 กลมุ่ ที่ 1 กลมุ่ ท่ี 2

1→2→3→4→5→6→1→2→3→4→5→6→1→2→3→4→5→6

ตามลำดับ แต่ละหมายเลขมหี น้าทีต่ ่างกันตามความเหมาะสมของกิจกรรม

เช่น หมายเลข 1 อธิบายการทดลองให้เพื่อนในกลุ่มฟัง หมายเลข 2 จัดเตรียมอุปกรณ์การ

ทดลอง หมายเลข 3 ทำการทดลอง หมายเลข 4 บนั ทึกและสรปุ ผลการทดลอง และหมายเลข 5 นำเสนอ

ผลการทดลอง ซ่งึ นกั เรยี นทุกคนจะได้ทำหนา้ ท่ที ้งั หมดจากการเปลยี่ นตำแหน่งทกุ ครง้ั ท่ีทำกิจกรรมกล่มุ

2.4 นกั เรยี นแต่ละกลุ่มรบั อปุ กรณ์ และใบกิจกรรมที่ 2.2 เรอื่ ง สารละลายอมิ่ ตัวคืออะไร อา่ นทำ

ความเข้าใจวธิ กี ารทดลอง

2.5 นักเรียนและครู ร่วมกันอภิปรายวิธีการทดลองอีกครั้งเพื่อความเข้าใจมากขึ้น และให้

คำแนะนำก่อนปฏบิ ัติการทดลองดงั นี้

42

- การตวงสารดว้ ยช้อนตักสารท่ีถูกต้อง โดยใชช้ อ้ นตกั สารข้ึนมา จากนนั้ ปาดสารให้เสมอกับขอบ
ช้อนโดยไม่ออกแรงกดด้วยดา้ มช้อนตกั สารอีกคันหนึ่ง

- ใช้แท่งแก้วคนของเหลวในบีกเกอรจ์ นเกลอื แกงละลาย สังเกตการเปลย่ี นแปลงแล้วจึงเติมลงไป
อีกทลี ะชอ้ น เมอ่ื สังเกตเห็นสารละลายเหลอื อยู่จึงหยดุ เตมิ

- ปริมาณสารที่จัดให้เพียงพอต่อการทำกิจกรรมแล้ว ไม่สามารถขอเพิ่มได้อีก เพื่อให้นักเรียน
ตระหนักถึงความคุ้มค่าส่งิ ของ และรับผิดชอบตอ่ สงิ่ แวดล้อม

- สารเหลอื ห้ามเทสารกลบั ลงในขวดสารเคมี

2.6 นักเรียนปฏิบัตกิ ารทดลองภายในกลุ่มของตนเอง โดยมีครูคอยสังเกตและให้คำแนะนำกรณี
นักเรียนมีข้อสงสยั ในกิจกรรม เช่น วิธีการสงั เกตว่าเกลอื แกงละลายหมดหรือยัง วิธีนับจำนวนช้อนท่ตี วง
เกลือแกงทั้งหมด โดยเริ่มนับตั้งแต่ช้อนแรกที่เติมลงไป ใช้แท่งแก้วคนจนละลายหมด แล้วจึงเติมช้อนท่ี
สอง ทำซ้ำจนกระทั่งสารไม่ละลาย นับจำนวนช้อนเฉพาะที่สารละลายจนหมดโดยไม่ต้องนบั ช้อนสุดท้าย
ทลี่ ะลายไม่หมด

2.7 นกั เรยี นบันทึกผลการทดลองทไ่ี ด้ลงใบใบกิจกรรม
ขัน้ ท่ี 3 ข้นั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)

3.1 นักเรียนนำเสนอผลการทำกิจกรรมการทดลองแต่ละกลุ่ม จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกัน
ตรวจสอบผลว่าแต่ละกลุ่มได้ผลไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ หากไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ครูและ
นักเรียนร่วมอภปิ รายสาเหตทุ ที่ ำให้ผลการทำกิจกรรมคลาดเคลื่อน เช่น การตกั สาร การเติมสารในขณะท่ี
ยังละลายไมห่ มด

3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการทดลอง เพื่อหาข้อสรุปโดยการตอบคำถามท้าย
กจิ กรรม ดงั นี้

1) เมอ่ื เตมิ เกลอื แกงลงในน้ำ เกดิ การเปล่ยี นแปลงอยา่ งไร
แนวคำตอบ เมื่อเติมเกลือแกงลงในน้ำ เกิดการเปลี่ยนแปลงคือเกลือแกงจะละลาย
หายไปในนำ้ และเมอ่ื เติมต่อไปเรื่อย ๆ เกลือแกงจะค่อย ๆ ละลายหายไปอยา่ งชา้ ๆ และเม่ือถึง
ปริมาณหน่งึ เกลอื แกงบางส่วนไมล่ ะลาย ยังคงปรากฏเป็นของแข็งอยทู่ ีก่ น้ บกี เกอร์
2) ใช้เกลอื แกงทั้งหมดก่ีช้อน ตั้งแต่เร่มิ ต้นจนเริม่ เหน็ เกลอื แกงเหลอื อยู่
แนวคำตอบ เมื่อเติมเกลือแกงลงในน้ำประมาณ 3 ช้อนเบอร์หนึ่ง จะเริ่มเห็นเกลือแกง
เหลืออยทู่ ี่ก้นบีกเกอร์

43

3) สารละลายเกลือแกงเร่ิมอิม่ ตวั เม่อื ใช้เกลือแกงกีช่ ้อน ทราบได้อยา่ งไร
แนวคำตอบ สารละลายเกลือแกงเรม่ิ อ่มิ ตัวเมื่อเติมเกลือแกง จำนวน 3 ช้อน เหน็ ได้จาก
มีเกลอื แกงบางส่วนเหลืออยู่ที่กน้ บกี เกอร์เม่อื เติมลงไป 3 ชอ้ น
4) จากกจิ กรรม สรปุ ไดว้ า่ อย่างไร
แนวคำตอบ จากกิจกรรม สรุปได้ว่า เมื่อเติมเกลือแกงลงในสารละลายไปเรื่อย ๆ
ในที่สุดเกลือแกงจะไม่สามารถละลายได้อีก สารละลายที่ไม่สามารถละลาย ตัวละลายได้หมด
เรียกว่า สารละลายอิ่มตวั
3.3 นักเรยี นเรยี นรเู้ พ่ิมเติม โดยครูและนกั เรยี นร่วมกนั อภิปรายเกี่ยวกับสารละลายอิม่ ตวั โดยใช้
ตารางสภาพละลายได้ของสารบางชนิดในน้ำ 100 กรัมที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ในหนังสือเรียน
หนา้ ท่ี 19

3.4 นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้เพื่อสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับตารางสภาพละลายได้ของสารบาง
ชนิดในน้ำ 100 กรัมทอี่ ณุ หภูมิ 20 องศาเซลเซยี ส

1) จากตารางสารใดละลายไดม้ ากท่สี ดุ ในน้ำทอ่ี ุณหภมู ิ 20 องศาเซลเซยี ส
แนวคำตอบ จากตาราง น้ำตาลทรายละลายได้มากที่สุดที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส
คือ 202 กรมั ในนำ้ 100 กรมั
2) ถา้ ใช้น้ำ 300 กรัมจะสามารถละลายจนุ สไี ดส้ ูงสุดก่ีกรมั จึงจะไดส้ ารละลายอ่มิ ตัวพอดี
ที่อุณหภมู ิ 20 องศาเซลเซียส
แนวคำตอบ ถ้าใชน้ ำ้ 300 กรัมจะสามารถละลายจนุ สไี ด้สูงสดุ 96 กรัม จะได้สารละลาย
อิม่ ตัวพอดที อ่ี ณุ หภมู ิ 20 องศาเซลเซยี ส
3.5 นักเรยี นและครูรว่ มกนั อภิปรายเพ่ือให้ได้ข้อสรุปว่า สภาพละลายได้ของสารแต่ละชนิดในน้ำ
100 กรัมที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียสมีค่าไม่เท่ากัน และถ้านำสารปริมาณมากกว่าสภาพละลายได้มา
ละลายในน้ำ 100 กรมั ท่ีอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซยี สจะมสี ารสว่ นหนึ่งไมล่ ะลาย
3.6 นักเรียนตอบคำถามต่อไปนเี้ พอ่ื ตรวจสอบความเข้าใจเรื่องสารละลายอิ่มตัวคืออะไร
1) สารละลายอิ่มตวั คือ
แนวคำตอบ คอื สารละลายทม่ี ีปริมาณตัวถูกละลายอยู่เต็มท่ี จนไม่สามารถละลายต่อไป
ไดอ้ กี แล้ว ณ อุณหภูมิขณะน้ัน

44

2) สภาพละลายได้ของสาร คอื
แนวคำตอบ คือ ปริมาณของตัวละลายที่ละลายได้มากที่สุดในตัวทำละลายจำนวนหนง่ึ
ซึ่งทำให้สารละลายอิ่มตัว ถ้าตัวทำละลายเป็นน้ำสภาพละลายได้จะมีหน่วยเป็นกรัมของสารต่อ
นำ้ 100 กรัม

ขน้ั ท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 นักเรียนทำแบบฝกึ หัดท้ายบทเรียนเพือ่ ตรวจสอบความเข้าใจ
4.2 นักเรียนตอบคำถามชวนคิด หากนักเรียนเปลี่ยนตัวทำละลายจากน้ำ เป็นแอลกอฮอล์

นักเรียนคิดว่าสภาพการละลายได้ของสารแต่ละชนิดในแอลกอฮอล์จะเท่ากับสภาพการละลายได้ในน้ำหรือไม่
อย่างไร

แนวคำตอบ นักเรียนอาจตอบได้ หรอื ไม่ได้ ครจู ะเชื่อมโยงเพ่อื นำเขา้ สเู่ รือ่ งถดั ไป

ขั้นท่ี 5 ขนั้ ประเมินผล ( Evaluation )
5.1 ประเมินผลผู้เรียนจากการทำใบกิจกรรมการทดลอง เรื่องสารละลายอิ่มตัวคืออะไร และ

แบบฝกึ หัดท้ายบทเรียน

9. ส่ือการเรยี นรู้ /แหลง่ การเรียนรู้
1. PowerPoint
2. หนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2 เล่ม 1
3. คมู่ ือครู วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 เล่ม 1
4. แบบฝึกหัดทา้ ยบทเรยี น
5. ใบกิจกรรมที่ 2.2 เรือ่ ง สารละลายอมิ่ ตัวคอื อะไร

45

ตารางการวดั และประเมนิ ผล

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ วธิ กี ารวัด เคร่ืองมอื เกณฑ์
ผ่านเกณฑร์ ะดบั ดีขน้ึ ไป
ดา้ นความรู้ (K) ผา่ นเกณฑร์ ะดับดีข้นึ ไป
ผ่านเกณฑร์ ะดับดีข้นึ ไป
1. อธิบายลักษณะการละลายของ ใบกิจกรรมการทดลอง ผ่านเกณฑร์ ะดบั ดีขึน้ ไป

สารละลายได้ ตรวจใบกิจกรรม เรื่องสารละลายอิ่มตัวคือ

2. อธิบายความหมายของสารละลาย อะไร

อม่ิ ตัวได้

ด้านทกั ษะ / กระบวนการ (P)

1. ปฏิบัติการทดลอง เรื่อง สารละลาย ใบกิจกรรมการทดลอง

อิม่ ตวั ไดถ้ กู ตอ้ งตามขน้ั ตอน ตรวจใบกิจกรรม เรอ่ื งสารละลายอิ่มตวั คือ

2. วิเคราะห์สภาพการละลายของ อะไร

สารละลายตวั อยา่ งบางชนิดได้

ด้านคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)

1. ซอ่ื สัตย์ การสงั เกต แบบประเมินคุณลักษณะ
2. มวี ินัย อันพงึ ประสงค์
3. ใฝเ่ รียนรู้

4. มุ่งม่นั ในการทำงาน

สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน

1. ความสามารถในการส่อื สาร การสังเกต แบบประเมนิ สมรรถนะ
2. ความสามารถในการคดิ สำคัญ

3. ความสามารถในการแก้ปญั หา

46

บนั ทึกหลงั การจัดการเรียนรู้

รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว22101 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เร่ือง สารละลาย แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 4 เรือ่ ง สารละลายอม่ิ ตวั

1. ผลการจดั การเรยี นรู้
1.1 การประเมนิ ผลความรู้หลังการเรยี น พบว่า นักเรยี นผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ คิดเปน็ ร้อยละ

นักเรยี นทไ่ี ม่ผา่ นเกณฑ์เน่ืองจาก
1.2 การประเมินด้านทักษะกระบวนการเรียน พบว่า นักเรียนผา่ นเกณฑ์การประเมนิ คดิ เปน็ ร้อยละ

นกั เรียนที่ไมผ่ ่านเกณฑ์เน่ืองจาก
1.3 การประเมนิ ด้านคุณลักษณะทพี่ ึงประสงค์ พบว่า นกั เรียนผา่ นเกณฑ์การประเมนิ คิดเปน็ รอ้ ยละ

นกั เรยี นที่ไม่ผา่ นเกณฑ์เน่ืองจาก
2. ปัญหาและอุปสรรค

3. ข้อเสนอแนะ/แนวทางการแกไ้ ขและพฒั นา

4. ประเดน็ ทนี่ า่ สนใจในการพัฒนาด้วยการวจิ ยั ในชั้นเรยี น/การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC)

ลงช่ือ ผู้สอน
(นายจิรายุ เลา้ โสภณเจริญกุล)


Click to View FlipBook Version