27 กันยายน 2564
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา สัมมนาธุรกิจท้องถิ่นเพื่อธุรกิจ
ระหว่างประเทศ รหัสวิชา 3634901 สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏนครปฐม มีอาจารย์ผู้สอน อาจารย์ นิตยา งามยิ่งยง โดยมีจุด
ประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทราบถึงแนวทางในการปรับตัวด้านการท่อง
เที่ยวเชิงเกษตรหลังสถานการณ์ Covid 19 และเพื่อเป็นการเผยแพร่สถาน
ที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดนครปฐม ซึ่งรายงานนี้มีเนื้อหา เกี่ยวกับ
ความรู้ด้านการป้องกัน Covid 19 และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรหลัง
สถานการณ์ Covid 19
ผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำรายงาน เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่น่า
สนใจรวมถึงให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาในการนำความรู้ไปพัฒนาต่อย
อด ผู้จัดทำต้องขอขอบคุณ อาจารย์ นิตยา งามยิ่งยง ผู้ให้ความรู้และ
แนวทางการศึกษามาโดยตลอด ผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็น
ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆท่าน
คณะผู้จัดทำ
นักศึกษาสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ
เรื่อง หน้า
หลักการและเหตุผล............................................................................................................................. 2
4
วัตถุประสงค์............................................................................................................................................... 4
4
ผู้รับผิดชอบโครงการ........................................................................................................................ 4
5
ผู้เข้าร่วมสัมมนา..................................................................................................................................... 5
5
วิทยากร........................................................................................................................................................... 5
6
สถานที่และระยะเวลา.......................................................................................................................... 7
10
วิธีการสัมมนา........................................................................................................................................... 15
26
งบประมาณ................................................................................................................................................. 27
45
ผลที่คาดว่าจะได้รับ............................................................................................................................. 60
80
กำหนดการสัมมนา..............................................................................................................................
การประเมินผล.........................................................................................................................................
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................................................
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.............................................................................................................................
รูปแบบการจัดงาน Layout......................................................................................................
ในการจัดสัมมนาPowerPoint...........................................................................................
เนื้ อหาที่ใช้ในการบรรยาย..............................................................................................................
ภาคผนวก.....................................................................................................................................................
บรรณานุกรม............................................................................................................................................
1
2
การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มี่การมุ่งเน้นทางด้านการเรียนรู้วิถีเกษตรกรรม
ของชาวชนบท โดยเน้นการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการดำเนินกิจกรรมให้
เกิดการเรียนรู้ด้านการเกษตรและวิถีการดำรงชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และ
เป็นการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดการเรียนรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ก่อให้เกิด
รายได้ต่อชุมชน และตัวเกษตรกร การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะเป็นการอนุรักษ์
ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและผลกระทบต่อ
สภาพสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นการเดินทางท่องเที่ยวไปยัง
พื้นที่เกษตรกรรม สวนเกษตร สวนสมุนไพร ฟาร์มปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง เพื่อ
ชื่นชมความสวยงามและเพลิดเพลินในสวนเกษตรที่ได้ความรู้และประสบการณ์
ใหม่ๆบนพื้นฐานความรับผิดชอบมีจิตสำนึกต่อการรักษาสภาพแวดล้อมของ
สถานที่แห่งนั้น
ปัจจุบันนี้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID -19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ทำให้ผู้คนเกิดความวิตกกังวลไปทั่วโลกมีการปิดเมือง ปิดประเทศ เพื่อป้องกัน
การแพร่กระจายของโรคระบาด สถานที่ท่องเที่ยวมากมายได้รับผลกระทบอย่าง
มากจากการที่ผู้คนไม่เดินทางมาท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ค้าขาดรายได้ เศรษฐกิจ
เริ่มซบเซาลง อย่างมาก หลายธุรกิจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจน
ต้องลดพนักงานหรือปิดตัวลง ซึ่งปัจจุบันเกาะลัดอีแท่น อยู่คนละฝั่ งแม่น้ำกับ
วัดไร่ขิง ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยราชการและได้รับ ความร่วมมือจากชุมชน
ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ผสมผสานเชิงเกษตรและวิถีชีวิตชุมชน
เกาะลัดอีแท่นมีที่ท่องเที่ยวทั้งหมด 4 จุดดังนี้ จุดที่ 1 ชมพิพิธภัณฑ์ด้าน
การเกษตร จุดที่ 2 ชมสวนส้มโอสายพันธุ์ทองดีและขาวน้ำผึ้ง จุดที่ 3 นมัสการ
หลวงพ่อโป๋หลุย วัดทรงคะนอง จุดที่ 4 เรียนรู้ ระบบการปลูกพืชอินทรีย์
3
จากประเด็นปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับการท่องเที่ยวจึงนำมาสู่การ
จัดสัมมนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเผยแพร่สถานที่ท่องเที่ยวเชิง
เกษตร และเพื่อเป็นแนวทางการปรับตัวด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร หลัง
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID -19 คลี่คลายลงควร
ฟื้ นฟู การท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สร้างความเชื่อ
มั่นของผู้บริโภค กระตุ้นให้นักท่องเที่ยว เกิดการใช้จ่ายจากการเดินทางท่อง
เที่ยวในประเทศเพิ่มมากขึ้นกระตุ้นการท่องเที่ยว อาจจะมีการวางแผนที่ดีขึ้น
ด้วยรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและบริการ ที่มี
คุณภาพอย่างต่อเนื่อง และมีการจัดการตารางการท่องเที่ยวและที่รองรับนัก
ท่องเที่ยวเพียงพอต่อความต้องการ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้น่า
สนใจมากขึ้น เพิ่มการโฆษณาผ่านเว็บไซต์และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไปยังโลก
ออนไลน์
4
1. เพื่อเป็นการเผยแพร่สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดนครปฐม
2. เพื่อเป็นแนวทางในการปรับตัวด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรหลังCovid 19
นาย ธรรมรัตน์ สิริคงสุข ทำหน้าที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์
นางสาว พัชรี ศรีโมรา ทำหน้าที่ วิทยากร
นางสาว กรรณิการ์ บุญเติม ทำหน้าที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์
นางสาว จิดาภา รจนาสม ทำหน้าที่ ทำ และเนื้PowerPoint อหา
นาย เสฎฐวุฒิ ไทยภักดี ทำหน้าที่ วิทยาการ
นาย ธันยบูรณ์ มยูขโชติ ทำหน้าที่ พิธีกร
นาย บวรศักดิ์ ลีประเสริฐ ทำหน้าที่ พิธีกร
นางสาว ภิญญดา วิชรัตน์ ทำหน้าที่ ออกแบบและสนับสนุน
1. นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาการจัดการ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จำนวน 43 คน
2. อาจารย์ประจำวิชา อาจารย์นิตยา งามยิ่งยง
นางสาวพัชรี ศรีโมรา (ผู้ชำนาญการด้านการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม)
นายเสฐวุฒิ ไทยภักดี (ที่ปรึกษาระดับกระทรวงและโฆษกกระทรวง
สาธารณสุข)
5
ผ่าน ณ วันที่ กันยายน เวลา น นZOOM MEETING
27 2564 13:00 . – 16:00 .
1. กำหนดขอบเขตการทำงานและแบ่งหน้าที่ในด้านต่าง ๆ ให้แก่สมาชิกในกลุ่ม
2. จัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสัมมนา ได้แก่ เนื้อหาในการสัมมนา
กำหนดการ และแบบประเมินผล
3. ประชาสัมพันธ์ผู้ที่สนใจให้เข้าร่วมโครงการสัมมนา
4. จัดเตรียมความพร้อมในระบบ ZOOM
5. ดำเนินการสัมมนาตามกำหนด
6. ประเมินผลการสัมมนา
- ค่าใช้จ่ายสำหรับวิทยากร (จำนวน 2 ท่าน ท่านละ 1,200 บาท) 2,400 บาท
- เงินรางวัล (จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 50 บาท) 150 บาท
ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิถีใหม่ที่ได้
มาตรฐาน ปลอดภัย หลังวิกฤติ Covid 19 และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการ
เข้าร่วมสัมมนาไปปรับใช้ในธุรกิจให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
6
7
แบบประเมินโครงการสัมมนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิถีใหม่ มาตรฐาน
ปลอดภัย หลังวิกฤติ Covid 19 ได้ดำเนินการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจาก
นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ คณะวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง โดยทำการ
วิเคราะห์ข้อมูลคุณลักษณะทางประชากรของผู้ตอบแบบสำรวจด้วยการหา
ค่าร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจโดยการหาค่าเฉลี่ยและส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน
พบว่า แบบประเมินโครงการสัมมนาการพัฒนาเพื่อนาไปสู่การสร้าง
มูลค่าเพิ่มให้กับโครงการสัมมนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิถีใหม่ มาตรฐาน
ปลอดภัย หลังวิกฤติ Covid 19 ภาพรวมมีความพึงพอใจในระดับมาก ( ̅
= 4.18) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านวิทยากร/พิธีกรอยู่ในระดับ
มาก ( ̅ = 4.18) ด้านระยะเวลา/การนำเสนออยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.12) ด้าน
การนำความรู้ไปใช้อยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.23)
8
9
การเก็บตัวอย่างจากนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครปฐมชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ
จำนวน 57 ท่าน และอาจารย์ประจำวิชา จำนวน 1 ท่าน โดยวิธีสุ่มแบบเจาะจงใน
ช่วง วัน จันทร์ ที่ 27 กันยายน พุทธศักราช 2563 โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูล
คุณลักษณะทางประชากรของผู้ตอบแบบสำรวจด้วยการหาค่าร้อยละ และ
วิเคราะห์ข้อมูล
1. การวิเคราะห์ข้อมูลคุณลักษณะทางประชากรของผู้ตอบแบบสอบถาม โดย
การหาค่าความถี่ และค่าร้อยละ แล้วนำเสนอในรูปแบบตารางประกอบการ
บรรยาย
2. การวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
โดยสามารถแปลความหมายของค่าเฉลี่ยในเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้
คะแนนเฉลี่ย 4.50 – 5.00 หมายถึง ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
คะแนนเฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายถึง ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
คะแนนเฉลี่ย 2.50 – 3.39 หมายถึง ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง
คะแนนเฉลี่ย 1.50 – 2.29 หมายถึง ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย
คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.49 หมายถึง ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด
10
จากการเก็บข้อมูลผู้เข้าร่วมสัมมนาในการสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้าร่วม
ในโครงการสัมมนา เรื่อง การท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิถีใหม่ มาตรฐาน ปลอดภัย
หลังวิกฤติ Covid 19 จำนวน 44 คน นำเสนอผลในรูปตารางประกอบการ
บรรยาย ดังนี้
ตอนที่ 1 สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบประเมิน
ตอนที่ 2 แบบประเมินระดับความพึงพอใจ
ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
ผลการวิเคราะห์สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบประเมิน ได้แก่ เพศ และอาชีพ
นำเสนอค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) มีผลการวิเคราะห์
ข้อมูล ดังนี้
ตารางที่ 1.1 แสดงจำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล
เพศ ปัจจัยส่วนบุคคล จำนวน (คน) ร้อยละ
อาชีพ
ชาย 12 20.70
หญิง 45 77.60
นักเรียน/นักศึกษา 57 98.30
ครู/อาจารย์ 1 1.70
11
จากตารางที่ 1.1 พบว่า ผู้ประเมินแบบสอบถามส่วนใหญ่ คือ เพศหญิง
จำนวน 45 คน คิดเป็นร้อยละ 77.60 รองลงมาเพศชาย จำนวน 12 คน คิด
เป็นร้อยละ 20.70 มีอาชีพนักเรียน/นักศึกษามากที่สุด จำนวน 57 คน คิด
เป็นร้อยละ 98.30 รองลงมา ครู/อาจารย์ จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.70
ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมสัมมนาที่มีต่อโครงการสัมมนา
เรื่อง การท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิถีใหม่ มาตรฐาน ปลอดภัย หลังวิกฤติ Covid
19 จำนวน 44 คน สามารถจำแนกเป็นรายด้าน ได้แก่ ด้านวิทยากร/พิธีกร ด้าน
ระยะเวลา/การนำเสนอ และด้านการนำความรู้ไปใช้ โดยนำเสนอเป็นค่าเฉลี่ย
(Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) พร้อมทั้งแปล
ผลค่าเฉลี่ย มีผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
ตารางที่ 2.1 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานด้านความพึงพอใจใน
ภาพรวม (N = 58)
ประเด็นความพึงพอใจ ̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ
ด้านวิทยากร/พิธีกร 4 . 18 0 . 52 มาก
4 . 12 0 . 51 มาก
ด้านระยะเวลา/การนำเสนอ
ด้านการนำความรู้ไปใช้ 4 . 23 0 . 54 มาก
4.18 0.47
รวม มาก
จากตารางที่ 2.1 พบว่า แสดงผลการวิเคราะห์ด้านความพึงพอใจ พบว่า
ภาพรวมมีความพึงพอใจในระดับมาก ( ̅ = 4.18) และเมื่อพิจารณาเป็นราย
ด้านพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญในระดับมากกับด้านการนำ
ความรู้ไปใช้ ( ̅ = 4.23) รองลงมา คือ ให้ความสำคัญในระดับมากกับด้าน
วิทยากร/พิธีกรอยู่ ( ̅ = 4.18) และให้ความสำคัญในระดับมากกับด้านระยะ
เวลา/การนำเสนอ ( ̅ = 4.12) ตามลำดับ
12
ตารางที่ 2.1 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานด้านวิทยากร/พิธีกร
(N = 58)
ประเด็นความพึงพอใจ ̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ
1. ความสามารถในการอธิบายเนื้อหา 4 . 24 0 . 62 มาก
2. ความเชื่อมโยงของเนื้อหาในการนำเสนอ 4 . 22 0 . 67 มาก
4 . 01 0 . 71 มาก
3. เสียงชัดเจนในการบรรยาย 4 . 24 0 . 60 มาก
4. ความครบถ้วนของเนื้อหา
0 . 52 มาก
รวม 4 . 18
จากตารางที่ 2.1 พบว่า แสดงผลการวิเคราะห์ด้านความพึงพอใจด้าน
วิทยากร/พิธีกร พบว่า โดยรวม ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญในระดับ
มาก ( ̅ = 4.18, S.D. = 0.52) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ให้ ความสำคัญใน
ระดับมากกับความสามารถในการอธิบายเนื้อหา ( ̅ = 4.24, S.D. = 0.60) รองลง
มา ให้ความสำคัญใน ระดับมากกับความครบถ้วนของเนื้อหา ( ̅ = 4.24, S.D. =
0.60) ให้ความสำคัญในระดับมากกับความเชื่อมโยงของเนื้อหาในการนำเสนอ
( ̅ = 4.22, S.D. = 0.67) ให้ความสำคัญในระดับมากกับเสียงชัดเจนในการ
บรรยาย ̅( = 4.01, S.D. = 0.71
ตารางที่ 2.2 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานด้านระยะเวลา/การนำเสนอ
ประเด็นความพึงพอใจ (N = 58)
̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ
1. ระยะเวลาในการอบรม/สัมมนามีความเหมาะสม 4 . 18 0 . 63 มาก
2. การให้คำแนะนำหรือตอบข้อซักถาม 4 . 12 0 . 62 มาก
มาก
3. ความพร้อมทางด้านอุปกรณ์และการเชื่อมต่อ 4 . 06 0 . 76
รวม 4 . 12 0 . 51 มาก
13
จากตารางที่ 2.2 พบว่า แสดงผลการวิเคราะห์ด้านความพึงพอใจด้านระยะ
เวลา/การนำเสนอ พบว่า โดยรวมผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญในระดับ
มาก ( ̅ = 4.12, S.D. = 0.51) เมื่อ พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ให้ความสำคัญใน
ระดับมากกับระยะเวลาในการอบรม/สัมมนามีความเหมาะสม ( ̅ = 4.18, S.D. =
0.63) รองลงมา ให้ความสำคัญในระดับมากกับการให้คำแนะนำหรือตอบข้อซัก
ถาม ( ̅ = 4.12, S.D. = 0.62) ให้ ความสำคัญในระดับมากกับความพร้อมทางด้าน
อุปกรณ์และการเชื่อมต่อ ( ̅ = 4.06, S.D. = 0.76)
ตารางที่ 2.2 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานด้านการนำความรู้ไปใช้
(N = 58)
ประเด็นความพึงพอใจ ̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ
1. สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ 4 . 22 0 . 59 มาก
2. สามารถนำความรู้ไปเผยแพร่/ถ่ายทอดได้ 4 . 24 0 . 62 มาก
รวม 4 . 23 0 . 54 มาก
จากตารางที่ 2.2 พบว่า แสดงผลการวิเคราะห์ด้านความพึงพอใจด้านการนำ
ความรู้ไปใช้ พบว่า โดยรวมผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญในระดับมาก ( ̅ =
4.23, S.D. = 0.54) เมื่อ พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ให้ ความสำคัญในระดับมาก
กับสามารถนำความรู้ไปเผยแพร่/ถ่ายทอดได้ ( ̅ = 4.24, S.D. = 0.62) รองลงมา
ให้ ความสำคัญในระดับมากกับสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ ̅( = 4.22,
S.D. = 0.59)
14
15
ได้ศึกษาเรื่อง การจัดการการท่อง
เที่ยวเชิงเกษตร ล่องเรือชมสวน เลียบคลองมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล
จังหวัดนครปฐม 1) ศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร 2) เพื่อศึกษา
ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว และ 3) ศึกษาการจัดการการท่องเที่ยวเชิง
เกษตร ล่องเรือชมสวนเลียบคลองมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัด
นครปฐม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ วิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย ตัวแทน
กลุ่มเกษตรกร ชาวนาบัว ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรมหาสวัสดิ์ บ้านข้าวตัง และ
ตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยว (เดินเรือท่องเที่ยว) ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก
(In Depth Interview) ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ เป็น
นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวล่องเรือชมสวนเลียบคลองมหา
สวัสดิ์ จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูล ที่มีค่าความเชื่อ
มั่นแบบสัมประสิทธิ์ แอลฟ่า (Alpha Coefficient) เท่ากับ .951 สถิติที่ใช้ใน
การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage)
ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าที (t-
และtest)One-way ANOVA
ผลการศึกษา พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาล่องเรือชมสวน
เลียบคลองมหาสวัสดิ์เป็นครั้งแรกมากับครอบครัว มาด้วยรถยนต์ส่วนตัว
เหตุผลที่เดินทางมาล่องเรือชมสวนเลียบคลองมหาสวัสดิ์เพราะวิถีชีวิตของ
เกษตรกร และความเป็นธรรมชาติ โดยหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการท่อง
เที่ยวจากอินเทอร์เน็ต/ เว็บไซต์/โซเชียล ส่วนใหญ่ประทับใจกิจกรรมชมนาบัว
การชมสวนกล้วยไม้ สวนผลไม้/ ไร่นาสวนผสม และกลุ่มแม่บ้านเกษตร มหา
สวัสดิ์ ตามลำดับ ในอนาคตจะกลับมาเที่ยวอีกแน่นอน และจะแนะนำผู้อื่นให้
มาท่องเที่ยวด้วย นักท่องเที่ยว พึงพอใจต่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ล่อง
เรือชมสวนเลียบคลองมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ใน
ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามค่าเฉลี่ย ได้แก่ ด้านแหล่งท่อง
เที่ยว ด้านอัตราค่าบริการ/การเงิน ด้านการบริการ ด้านสิ่งอำนวยความ
สะดวกอื่น ๆ และด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวตามลำดับ
16
ส่วนนักท่องเที่ยวที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อ
เดือนต่างกัน มีความพึงพอใจต่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ล่องเรือชมสวน
เลียบคลองมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐมในภาพรวมและ
รายด้านไม่แตกต่างกัน
ศึกษาเรื่อง
ศักยภาพการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จังหวัดจันทบุรี งานวิจัยนี้
มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) สำรวจแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร 2) ศึกษา
ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร 3) เสนอมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว
เชิงเกษตรที่เหมาะสมกับจังหวัดจันทบุรี และ 4) เสนอแนวทางพัฒนา
ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดจันทบุรี เก็บข้อมูลจากการ
สำรวจเชิงพื้นที่ ประเมินศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สัมภาษณ์
และประชุมกลุ่มย่อย จากนั้นทาการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อเสนอแนวทาง
พัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว เชิงเกษตรจังหวัดจันทบุรี
ผลการศึกษาพบว่า แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดจันทบุรี ทั้งหมด
14 แห่ง มีศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดจันทบุรี ผ่าน
เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพในระดับดี โดยมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเชิง
เกษตรที่เหมาะสมกับจังหวัดจันทบุรี ประกอบด้วย ศักยภาพการบริหาร
จัดการ ศักยภาพการรองรับ ศักยภาพการให้บริการ ศักยภาพการดึงดูดใจ
และศักยภาพด้านคุณค่า สาหรับแนวทางในการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่อง
เที่ยวเชิงเกษตร ควรเน้นการให้ความรู้ สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ และ
สร้างเครือข่าย
17
ได้ศึกษาเรื่อง รูปแบบการ
จัดการทรัพยากรเกษตรเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืนในอำเภอช้าง
กลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาพลวัต
และรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของ อำเภอช้างกลาง 2)
ศึกษาการใช้ทรัพยากรเกษตรเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของอำเภอช้าง
กลาง 3) ศึกษาผลกระทบของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อการจัดการ
ทรัพยากรเกษตรในอำเภอช้างกลาง 4) ศึกษาแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิง
เกษตรความยั่งยืนในอำเภอช้างกลาง 5) เสนอแนะรูปแบบการจัดการ
ทรัพยากร เกษตรเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่ง
ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอำเภอช้าง กลางจำนวน 11 แห่ง ด้วยแบบสำรวจ
การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึก
ผลการศึกษาพบว่า ในช่วงที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอำเภอช้างกลางได้รับ
ความนิยม แหล่งท่องเที่ยวเชิง เกษตรมีกิจกรรมการสาธิต/ให้ความรู้
การเกษตร การจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร และการ แนะนำธุรกิจ
การเกษตร โดยกิจกรรมดังกล่าวส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์และการสร้าง
มูลค่าเพิ่ม ทรัพยากรเกษตร ต่อมาเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลให้
แหล่งท่องเที่ยวมีการปรับกิจกรรม “การท่องเที่ยวในลักษณะไม่ต้อง
พึ่งพาธุรกิจท่องเที่ยวมากนัก การท่องเที่ยวเชิงเกษตรของอำเภอช้าง
กลางมีความยั่งยืนในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรเกษตร แต่ไม่มีความ
ยั่งยืนในด้านการเป็นธุรกิจบริการที่มีผลกำไรและการมีนักท่องเที่ยวอย่าง
สม่ำเสมอ การสร้างความยั่งยืนให้ท่องเที่ยวเชิงเกษตรของชุมชน ควรมี
การจัดการทรัพยากรเกษตรที่เน้นกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการเกษตร
การเรียนรู้วัฒนธรรมชนบท และการสัมผัสธรรมชาติ
18
ได้ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อ
การตัดสินใจและความคาดหวังของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อการท่องเที่ยว
เชิงเกษตรในจังหวัดพิษณุโลก การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงเกษตรและความคาดหวังของ
นักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดพิษณุโลก กรณีศึกษาแหล่งท่องเที่ยวเชิง
เกษตรเส้นทางสันเขา ตำบลวังนกแอ่น อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
โดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวในเส้น
ทางของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเส้นทางสันเขาจำนวน 400 ราย ในช่วง
เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2561 และวิเคราะห์ข้อมูล ปัจจัยที่มีผลต่อการ
ตัดสินใจโดยใช้แบบจำลองโลจิท
ผลการศึกษาพบว่าการเน้นกิจกรรมการให้/ใช้ความรู้ด้านการเกษตรจะ
ทาให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ16.47 เพศ
หญิงมีแนวโน้มเลือกท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.22
วัตถุประสงค์เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ จะส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงเกษตร
เพิ่มขึ้น ร้อยละ 13.69 และ สถานที่ท่องเที่ยวมีความน่าสนใจ จะส่งผลให้
โอกาสในการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.21 ในขณะที่
นักท่องเที่ยวไม่มีประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะทาให้นักท่องเที่ยว
ท่องเที่ยวเชิงเกษตรลดลงร้อยละ 81.86
ได้ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบ New Normal หลังการ
แพร่ระบาดโควิด-19 วิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบ New Normal หลังการแพร่
ระบาดโควิด-19 2) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยว
แบบ New Normal หลังการแพร่ระบาดโควิด-19 จำแนกตามข้อมูล
ลักษณะด้านประชากรศาสตร์ 3) เพื่อศึกษาทัศนคติต่อการแพร่ระบาดโค
วิด-19 ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบ New
Normal หลังการแพร่ระบาดโควิด-19 4) เพื่อศึกษาปัจจัยผลักดันทางการ
ท่องเที่ยวที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบ New
Normal หลังการแพร่ระบาดโควิด-19
19
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ประชากรไทยในเขตกรุงเทพมหานคร
จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม
ข้อมูล ซึ่งนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าทางสถิติโดย หาความถี่ ค่าร้อยละ ค่า
เฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติการทดสอบ
แบบ t-test สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way
ANOVA) และหากพบความแตกต่างจะนำไปเปรียบเทียบเป็นรายคู่โดยใช้วิธี
ของ LSD และใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple
Regression Analysis) ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ประชากรไทยในเขตกรุงเทพมหานครที่
มีเพศ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ ต่างกัน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบ New Normal หลังการแพร่ระบาดโควิด-19
ต่างกัน และประชากรไทยในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีอายุ รายได้เฉลี่ยต่อ
เดือน ต่างกัน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบ
New Normal หลังการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยรวมไม่ต่างกัน นอกจากนี้
ทัศนคติต่อการแพร่ระบาดโควิด-19 และปัจจัยผลักดันทางการท่องเที่ยวมี
ผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบ New Normal หลัง
การแพร่ระบาดโควิด-19
ได้ศึกษาเรื่อง การส่งเสริมการ
ท่องเที่ยวเชิงเกษตร จังหวัดระยองการวิจัยเรื่อง การส่งเสริมการท่องเที่ยว
เชิงเกษตรจังหวัดระยอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาถึงแรงจูงใจของนัก
ท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดระยอง 2) สำรวจ
พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัด
ระยอง 3) สำรวจความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่อง
เที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดระยอง และ 4) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการ
ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดระยอง การวิจัยดำเนินการเก็บ
ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเชิง
เกษตร และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดระยอง
โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการแบบทราบโอกาส และเลือกกลุ่ม
ตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทยแบบไม่ทราบโอกาส
20
โดยใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกและแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย
แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ผล ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน
โดยใช้วิธีการหาจำนวนร้อยละ การแจกแจงความอี ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน การทดสอบไคสเเควร์ การทดสอบผลต่างระหว่างคนเฉลี่ย และ
การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว
ผลวิจัยพบว่า การทำธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตรสามารถทำได้ทั้งขนาด
เล็ก กลางจนไปถึงขนาดใหญ่ โดยผู้ประกอบการต้องการให้มีกิจกรรมเชิง
เกษตร เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความรู้และได้รับประสบการณ์ใหม่ๆเกี่ยว
กับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร อย่างไรก็ตามการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนี้ยังไม่
ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควรและ นอกจากนั้นผลสำรวจกลุ่ม
ตัวอย่างนักท่องเที่ยว พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง
(546458) อยู่ในช่วงอายุ 41 45 ปีมากที่สุด (29%) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่
จบปริญญาตรี (80%) มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัท (464) โดยมีรายได้เฉลี่ย
ต่อเดือน บาท25,001-15,000 (50%)
ได้ศึกษาเรื่อง คุณภาพการ
บริการของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในไร่องุ่น การศึกษาวิจัยนี้มี
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความสัมพันธ์ทางด้านประชากรศาสตร์กับระดับ
บริการที่คาดหวังของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อคุณภาพการบริการของการ
ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในไร่องุ่น 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ทางด้าน
ประชากรศาสตร์กับระดับการรับรู้ต่อคุณภาพบริการของนักท่องเที่ยวชาว
ไทยของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในไร่องุ่น 3) เพื่อศึกษาถึงความพึงพอใจ
ของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อคุณภาพการบริการของการท่องเที่ยวเชิง
เกษตรในไร่องุ่นจากการศึกษาความแตกต่างระหว่างระดับบริการที่คาด
หวังกับระดับการรับรู้ต่อคุณภาพบริการ 4) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่อง
เที่ยวเชิงเกษตรในไร่องุ่นของนักท่องเที่ยวชาวไทย
21
ผลการศึกษาพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง
30 – 49 ปี การศึกษาสูงสุดอยู่ในระดับปริญญาตรี รายได้ต่อเดือน 20,000
– 39,999 บาท ใน 1 ปีที่ผ่านมาได้ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในไร่องุ่นเพียงครั้ง
เดียว มีเพื่อนและญาติเป็นผู้ให้ข้อมูลในการตัดสินใจมาท่องเที่ยว เลือกใช้
รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทาง จุดประสงค์หลักเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ
ความดึงดูดใจของสถานที่ท่องเที่ยวเป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจ ร่วม
เดินทางกับครอบครัวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการ
ท่องเที่ยวแต่ละครั้งน้อยกว่า 10,000 บาท
ได้ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพล
ต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยวชาว
ไทยกรณีศึกษาศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ ตำบล
ภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษา 1) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่มีต่อการ
ตัดสินใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้าน
ของพ่อ ตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา 2) พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่
เดินทางมาท่องเที่ยวศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ ตำบล
ภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3)
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาว
ไทยศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ ตำบลภูเขาทอง อำเภอ
พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ
นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเยี่ยมชมและร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ณ ศูนย์การ
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ ตำบลภูเขาทอง อำเภอ
พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 360 คน ได้มาโดย
การใช้สูตรคำนวณของยามาเน่ และใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่อง
มือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานใช้การ
วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าที (t–test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว
(One–Way ANOVA) โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
22
ผลการวิจัย นักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 21–30
ปี มีสถานภาพโสด มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่เป็นพนักงาน
บริษัท และมีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 10,001–20,000 บาทนักท่องเที่ยวเดิน
ทางมาท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอ
เพียงบ้านของพ่อ ตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา ส่วนใหญ่ไม่
เคยเดินทางมาท่องเที่ยว วัตถุประสงค์เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ เดินทางด้วย
ตัวเอง รู้จักแหล่งท่องเที่ยวจากเว็บไซต์นำเที่ยว มีค่าใช้จ่ายในการท่อง
เที่ยวประมาณ 501–1,000 บาทการตัดสินใจเลือกเดินทางท่องเที่ยวแหล่ง
ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ
จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่า ด้านความตั้งใจในการมาท่องเที่ยวอยู่ในระดับ
มาก ( = 3.41)โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ตั้งใจมาศึกษาเรียนรู้วิถี
ชีวิตแบบพอเพียงและตั้งใจมาท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้ได้ใกล้ชิด
กับธรรมชาติ ( = 3.54) วิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบชนบท และบรรยากาศที่
สงบร่มรื่น ( = 3.46) ตั้งใจมาท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ( =
3.36) ตั้งใจมาศึกษาหลักการเกษตรทฤษฎีใหม่ ( = 3.27) ตามลำดับ
ได้
ศึกษาเรื่อง ผลกระทบจากวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ต่ออุตสาหกรรมท่อง
เที่ยวในจังหวัดราชบุรี งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อทราบถึงปัจจัยที่มี
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดราชบุรี 2) เพื่อเป็น
แนวทางการปรับตัวด้านการฟื้ นตัวเศรษฐกิจท่องเที่ยวในจังหวัดราชบุรี
เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก โดย
ใช้แบบสอบถามจำนวน 400 ชุด ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะ
เป็น (Nonprobability Random) และใช้ วิธีการเลือกสุ่มตัวอย่างแบบ
ตามสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ
รวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามและวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่า
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
23
ผลการวิจัยวัตถุประสงค์ที่ 1 พบว่าปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
การท่องเที่ยว ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีดังนี้ ด้านค่าครองชีพ คิดเป็น
ร้อยละ 94.27, ด้านรายได้ คิดเป็น ร้อยละ 95.37, ด้านนักท่องเที่ยว คิด
เป็น ร้อยละ 6.50, ด้านการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คิดเป็น ร้อย
ละ 82.23
ผลการวิจัยวัตถุประสงค์ที่ 2 พบว่าการปรับตัวเพื่อฟื้ นฟูเศรษฐกิจการ
ท่องเที่ยว ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีดังนี้ ด้านเศรษฐกิจ พบว่า มีความ
พึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ̅ = 4.39) และ (S.D. = 0.665),
ด้านสังคม พบว่า มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ̅ =
4.39) และ (S.D. = 0.790), ด้านการเมือง พบว่า มีความพึงพอใจในภาพ
รวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ̅ = 4.38) และ (S.D. = 0.824), ด้านการท่องเที่ยว
พบว่า มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ̅ = 4.42) และ
(S.D. = 0.770), ด้านสาธารณสุข พบว่า มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ใน
ระดับมากที่สุด ( ̅ = 4.46) และ (S.D. = 0.716)
ได้ศึกษาเรื่อง
การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์คู่มือการท่องเที่ยวเกาะลัดอีแท่น จังหวัด
นครปฐม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
คู่มือการท่องเที่ยวเกาะลัดอีแท่น จังหวัด นครปฐมและ2) วัดประสิทธิภาพ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์คู่มือการท่องเที่ยวเกาะลัดอีแท่น จังหวัดนครปฐม
การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลหลัก แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
คือ ผู้นำชุมชนและปราชญ์ชาวบ้าน จานวน 10 คน และประชาชนทั่วไป จาน
วน 30 คน การคัดเลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างและ
แบบสอบถามในการวัดประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การ
วิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา
ประกอบด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
24
ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฯ ประกอบด้วย
4 บท ได้แก่ข้อมูลทั่วไปในเกาะลัดอีแท่น สถานที่ท่องเที่ยวในเกาะลัดอีแท่น
แผนที่เกาะลัดอีแท่น และสุดท้ายตารางเดินรถราง 2) ผลการประเมินความ
พึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับพอใจมาก ( ̅ = 3.70, S.D.= 1.03) ข้อค้นพบ
จากงานวิจัยในครั้งนี้เพื่อเป็นการศึกษาองค์ความรู้งานวิจัยนี้ยังเป็น
ประโยชน์ต่อการศึกษาเนื้อหาและวิเคราะห์เนื้อหาเป็นอย่างดีเพื่อเป็นการ
พัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เชิง
สร้างสรรค์ เชิงวัฒนธรรม และเชิงอนุรักษ์
25
26
พื้นหลังผู้จัดทำสัมมนา
พื้นหลังผู้เข้าร่วมสัมมนา
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45
ตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศไทย ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดสุพรรณบุรี
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดสมุทรสาคร
จังหวัดราชบุรี ทิศตะวันออก ติดต่อกับ กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดราชบุรี จังหวัด
กาญจนบุรี
“เป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก
และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเชิงสุขภาพ”
มุ่งเน้นทางด้านการเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมของชาวชนบท เน้นการมีส่วน
ร่วมของนักท่องเที่ยวในการดำเนินกิจกรรมให้เกิดการเรียนรู้ด้าน
การเกษตรและวิถีการดำรงชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี เป็นการนำเอา
ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดการเรียนรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ก่อให้เกิดรายได้ต่อ
ชุมชน และตัวเกษตรกร เป็นการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเพื่อไม่
ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม
1. การทำนา (Rice Cultivation) ไม่ว่าจะเป็นนาปี นาปรัง นาขั้นบันได
การไถ การดำ การหว่าน การเกี่ยวข้าว โดยการพานักท่องเที่ยวไปทำจริงๆ
เหมือนกับเป็นชาวนาคนหนึ่งทั้งอาหารการกิน ที่พัก รีสอร์ท ที่นอน ซึ่ง
แต่ละขั้นตอนสามารถทาได้ปีละครั้ง เป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ และ
กำลังมาแรงในบ้านเราด้วย
46
2. การทาสวนไม้ตัดดอก (Cutting Flowers) การทำสวนดอกไม้ เป็น
อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิง การเกษตร ที่ได้รับความนิยมมากๆ ทั้งใน
บ้านเราและในต่างประเทศ เช่น ทุ่งทานตะวัน ทุ่งดอกกระเจียว สวน
กล้วยไม้ ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งให้ความสุขเพลิดเพลินกันธรรมชาติ เป็นที่
ถ่ายรูป วาดรูป หรือแม้แต่แหล่งความรู้ ต่างให้ศึกษา
3. การทำสวนผลไม้ (Horiculture) เป็นที่นิยมมากๆ โดยเฉพาะในบ้าน
เรา โดยการท่องเที่ยวจะมีทั้งแบบ เข้าชมสวนผลไม้อย่างเดียว หรือการ
เข้าไปทานผลไม่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไม่น้อย
เผลอๆ อาจสร้างรายได้มากกว่าการขายผลไม้เสียอีก สวนผลไม้ที่นิยม
ทำการท่องเที่ยวเชิงเกษตรก็ได้แก่ สวนเงาะ สวนส้ม สวนลำใย สวนองุ่น
สวนทุเรียนเป็นต้น
4. การทำสวนครัวสวนผัก (Vegetables) อีกหนึ่งการท่องเที่ยวที่ชาว
ไทยไม่ค่อยคุ้นหูกันมากนัก แต่ว่า หลายคนเคยไปเที่ยวสถานที่เที่ยวเชิง
เกษตรแบบนี้แน่นอน ยกตัวอย่างเช่น สวนกะหล่ำปลีที่ภูทับเบิก เป็นต้น
5. การทำสวนสมุนไพร (Herbs) โดยมากแล้วจะรวมอยู่ในหมวดการทำ
สวน เพราะสมุนไพรส่วนมากใน บ้านเราก็คือผักสวนครัวที่รับประทานกัน
ทั่วไป
6. การทำฟาร์มปศุสัตว์ (Animal Farming) อีกหนึ่งการท่องเที่ยวเชิง
เกษตรที่ชายไทยคุ้นเคยก็คือการทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เช่นฟาร์มโชคชับ
ฟาร์มจรเข้ หรืออื่นๆก็สามารถทำการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ทั้งนั้น สร้าง
รายเสริมได้เป็นกอบเป็นกำ
7. งานเทศกาลผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ( Festival) การจัดเทศกาลต่างๆที่
เกี่ยวกับผักผลไม้ก็เป็นอีกหนึ่งการท่องเที่ยวเชิงการเกษตร เช่นบาง
ประเทศจัดงานเทศกาลปาส้ม เทศกาลปามะเขือเทศเป็นต้น ซึ่งดึงดูดให้
ชาวต่างชาติเข้าร่วมเทศกาลได้อย่างน่าอัศจรรย์
47
1. รู้จักการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างพอดี เพื่อให้
เกิดผลกำไรที่คุ้มค่าทางธุรกิจ
2. ลดการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น และลดของเสียที่เกิดจากการ
บริโภค
3. ช่วยกันรักษาและส่งเสริมความหลากหลายของธรรมชาติ สังคม และ
วัฒนธรรม
4. มีการประสานการพัฒนาการท่องเที่ยวให้เข้ากับกิจกรรมและแผนกล
ยุทธการพัฒนาของชาติและท้องถิ่น
5. พยายามส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยพิจารณาใช้วัตถุดิบที่มาจาก
ท้องถิ่น
6. เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยว
7. หมั่นปรึกษาหารือระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงข้อผิด
พราดอยู่เสมอ
8. ฝึกอบรมบุคลากร เพื่อให้เกิดความรู้และยกระดับมาตรฐานการ
บริการการท่องเที่ยว
9. เตรียมข้อมูลข่าวสารด้นการตลาด เพี่อสร้างความเข้าใจ และเคารพใน
สิ่งแวดล้อม
10. วิจัยและติดตามตรวจสอบ อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มพูนความรู้
และประโยชน์ต่อแหล่งท่องเที่ยว
เกาะลัดอีแท่น
1. วัดไร่ขิง กราบไหว้หลวงพ่อวัดไร่ขิง ตำนานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ลอย
น้ำมา โบสถ์เปิดให้พุทธศาสนิกชนเข้ากราบไหว้ได้ 24 ชั่วโมง
2. มาดิ Café เป็นร้านอาหารและคาเฟ่ริมแม่น้ำท่าจีน เรียนรู้พืชผักท้อง
ถิ่น