The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ศึกษาเฉพาะกรณี : การขับเคลื่อนการทำงานของทีมงานหน่วยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์พื้นที่จังหวัดน่าน (ทีม One Home จังหวัดน่าน)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kaweewong88, 2021-09-29 22:02:38

การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to Research-R2R) จ.น่าน ปี 2564

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ศึกษาเฉพาะกรณี : การขับเคลื่อนการทำงานของทีมงานหน่วยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์พื้นที่จังหวัดน่าน (ทีม One Home จังหวัดน่าน)

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็งส่กู ารพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดนา่ น

การพัฒนางานประจำสงู่ านวจิ ยั
(Routine to Research : R to R)

เรอ่ื ง
แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชมุ ชนเขม้ แขง็

สกู่ ารพฒั นาคุณภาพชวี ิตกลุม่ เปราะบางรายครวั เรือน

ศึกษาเฉพาะกรณี : การขับเคล่ือนการทำงานของทีมงานหน่วยงานในสงั กัด
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ยใ์ นพน้ื ท่จี ังหวดั นา่ น

(ทมี One Home จังหวดั นา่ น)

โดย สำนกั งานส่งเสริมและสนับสนนุ วชิ าการ ๙
รว่ มกับ

หนว่ ยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย์
จังหวดั น่าน

แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพฒั นาคุณภาพชวี ิตกล่มุ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดนา่ น ก

คำนำ

การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to Research : R to R) เรื่องแนวทางการพัฒนา
การบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแขง็ สู่การพัฒนาคุณภาพชวี ิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรอื น ศกึ ษาเฉพาะกรณี
: การขับเคล่ือนการทำงานของทีมงานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์
ในพ้ืนที่จังหวดั น่าน (ทีม One Home จังหวัดน่าน) เป็นกจิ กรรมตามโครงการศูนย์บริการวิชาการพัฒนาสังคม
และจัดสวัสดิการสังคม ประจำปี พ.ศ.2564 ซ่ึงดำเนินการโดยสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 9
ร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์จังหวัดน่าน โดยเป็นการรว่ มกนั ใน
การทำให้งานประจำกลายเป็นงานสร้างความรู้หรือเป็นงานวจิ ัย เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน เพอื่ พฒั นางาน
ขับเคล่ือนองค์กรไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ท่ีเริ่มจากค้นหาคำถามวิจัยที่เป็น
กุญแจสู่การพฒั นาการบริการอันจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาผู้ปฏิบัตงิ าน ผรู้ ับบริการและองค์กรได้รับประโยชน์
กลายเป็นวถิ ชี ีวติ และวฒั นธรรมองค์กร

ในปี พ.ศ.2564 ประเทศไทยและทั่วโลกมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019
(โควิด-19) อันเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินและได้ทวีความรุนแรง เสี่ยงที่จะเกิดภาวะวิกฤติ ทำให้การดำเนินการ
พัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to Research : R to R) ต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานให้
สอดคลอ้ งกับสถานการณ์ รว่ มกบั การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินงานเป็นหลกั

คณะผู้วิจัย หวังเป็นอย่างย่ิงว่าการดำเนินการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to
Research : R to R) ในยุค New normal ในครั้งน้ี จะสามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาการทำงานเป็นทีม
ในยุค New normal ได้อย่างมีคุณภาพและหน่วยงานทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันแบบบูรณาการในการพัฒนา
สงั คมตอ่ ไป

สุดท้ายน้ี คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณทีม One Home พม.จังหวัดน่าน ขอขอบคุณทุกความ
คิดเห็น ทุกการแลกเปล่ียน การแบ่งปันความรู้ และการเรียนรู้ร่วมกัน การให้ข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ต่อการ
ศึกษาวิจัยคร้ังน้ี และหวังว่าผลจากการศึกษาวิจัยในรายงานฉบับน้ี จะได้สร้างความรู้ ความเข้าใจ และหาก
เนอ้ื หาในรายงานฉบับนี้มขี อ้ ผดิ พลาดประการใด ทางคณะผูว้ จิ ยั ต้องกราบขออภัยมา ณ ทีน่ ้ี

สำนกั งานสง่ เสริมและสนับสนุนวิชาการ 9
สงิ หาคม 2564

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็งสกู่ ารพฒั นาคุณภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จงั หวัดน่าน ข

บทสรปุ ผบู้ ริหาร

การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to Research : R to R) เร่ือง แนวทางการพัฒนา
การบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น ศกึ ษาเฉพาะ
กรณี : การขับเคล่ือนการทำงานของทีมงานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคง
ของมนุษย์ในพื้นที่จังหวัดน่าน (ทีม One Home จังหวัดน่าน) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์
รูปแบบและกลไกการขับเคล่ือน และการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของทีมงานหน่วยงานใน
สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ในพื้นที่จงั หวดั น่าน (ทีม One Home จังหวดั น่าน)
ในการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน โดยศึกษา
ในกลุ่มเป้าหมาย เจ้าหน้าท่ีผู้รับผิดชอบงานการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง และการพัฒนาคุณภาพ
ชวี ิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนของทีมงาน และการเก็บรวบรวมข้อมลู จากการดำเนินกิจกรรม และการสรุป
บทเรียนการดำเนินงาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant
Observation) ใน 3 ข้ันตอน คอื การซักถาม การสังเกต และการจดบันทกึ โดยการวิเคราะห์เนอื้ หาของขอ้ มูล
(Content Analysis) พรรณนารายละเอยี ด ตคี วาม และการคน้ หาเอกสารที่เกีย่ วข้อง

ในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยและท่ัวโลก มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019
(โควิด-19) อันเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินและได้ทวีความรุนแรง เส่ียงท่ีจะเกิดภาวะวิกฤติ ทำให้การดำเนินการ
พัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to Research : R to R) ต้องมีการปรับเปล่ียนแผนการดำเนินงาน
ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินงานเป็ นหลัก
โดยปรับเปลี่ยนจากการลงพ้ืนที่จัดทำเวทีการสนทนากลุ่ม มาเป็นการเก็บข้อมูลโดยการขอความร่วมมือส่ง
แบบสอบถามและมีการรวบรวม สรุปข้อมูล วิเคราะห์ และถอดบทเรียนการดำเนินงานภายใต้การประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีในยคุ New Normal

สถานการณ์ในการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง
รายครัวเรือนของจังหวัดน่าน มีการจัดตั้งและประชุมคณะทำงานในระดับต่าง ๆ อย่างต่อเน่ือง เพ่ือนำเสนอ
ประเด็นปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเปราะบางในครัวเรือน มีการเยี่ยมบ้าน และจัดทำสมุดพก
ครอบครัว เป็นเคร่ืองมือสำคัญในการวางแผนขจัดปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง
รายครัวเรือน ทั้งในระยะส้ัน ระยะกลาง และระยะยาว โดยให้ความสำคัญใช้ของสมุดพกครอบครัว
เป็นเครื่องมือสำคัญท่ีจะทำให้เรารู้จักตัวบุคคลเปราะบาง คือ ใคร อย่างไร มีปัญหา และความต้องการ
ช่วยเหลืออะไร เป็นการใช้ข้อมูลเป็นเคร่ืองมือ นำสู่การวินิจฉัยและวางแผนในการดำเนินงาน โดยเน้นการ
สร้างกระบวนการความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมกัน หาทางออกใหค้ รอบครัว หลุดพ้นความยากจน
ร่วมกัน นำความรู้ การวิเคราะห์ การลงมือทำ เกิดความเข้าใจ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของความสำเร็จ
เปน็ การบูรณาการ รว่ มกนั สร้าง “สงั คมแหง่ การให”้ ทีง่ ดงาม “เอื้ออาทร แบ่งปัน ซอ่ื สตั ย์ และรบั ผดิ ชอบ”

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แขง็ สูก่ ารพฒั นาคุณภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จังหวัดน่าน ค

หน่วยงานที่ดำเนินงานทุกหน่วยงาน มีการบูรณาการภารกิจด้านงานสังคมสงเคราะห์
งานสวัสดิการสังคมและการพัฒนาสังคม มีการช้ีแจงพื้นที่ให้ทุกหน่วยงานและอำเภอรับทราบ บูรณาการ
ลงพื้นท่ีร่วมกับงานบูรณาการเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวติ กลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนตำบลเปือ อำเภอเชยี งกลาง
จังหวัดน่าน เป็นบูรณาการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยทีม One Home พม.น่าน และมี
การบูรณาการพื้นที่หน่วยงานในพื้นท่ี เพ่ือลงพ้ืนท่ีรวมทั้งการจัดทำสมุดพกครอบครัว โดยมีการดำเนินการ
เร่ิมตน้ จากการคัดเลอื กพน้ื ที่ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดนา่ น ซงึ่ ได้รับความร่วมมือจากองคก์ รปกครอง
ส่วนท้องถ่ินในพื้นที่เป็นอย่างดียิ่ง ผ่านการประชุม รวมถึงการเข้าพบเพ่ือช้ีแจงทำความเข้าใจโครงการ
การดำเนินงานโดยผู้บริหารหน่วยงานและทีมงาน One Home พม.น่าน โดยได้รับความร่วมมือทั้งในระดับ
ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ รวมถึงเครอื ข่ายและภาคประชาชนในการดำเนินงาน มีการซักซ้อมการใช้สมุดพก
ครอบครวั ของทีม One Home พม.น่าน เพ่อื ประสทิ ธิภาพสูงสดุ ในการดำเนนิ งาน มีการประชุมทำความเขา้ ใจ
กบั พื้นที่ รวมทั้งมีการแต่งต้ังคำสั่งคณะทำงานในระดับพื้นท่ี และการร่วมกันคัดกรองข้อมูลจาก TPMAP และ
ข้อมูลจากพ้ืนที่ รวมจำนวน 20,885 ครัวเรือน 48,944 คน ซึ่งนำไปสู่การจัดทำข้อมูลครอบครัวเปราะบาง
ในพ้ืนท่ี 12,640 ครัวเรือน หลังจากนั้น ทีม One Home พม.น่าน ลงพื้นท่ีเยี่ยมบ้านจัดเก็บข้อมูลโดยใช้
สมุดพกครอบครัว และดำเนินการประชุมทีม One Home พม.น่าน เพ่ือพิจารณากลั่นกรองครัวเรือน
เปราะบางท่ีเข้าเกณฑ์ ให้การชว่ ยเหลือครวั เรือนท่ีประสบความเดือดรอ้ นเบื้องต้น สำหรับครัวเรือนเปราะบาง
นนั้ มกี ารประเมินสภาพปญั หาและกำหนดแนวทางแก้ไขปญั หา และจดั ทำแผนพฒั นาศกั ยภาพรายบคุ คล (IDP)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การช่วยเหลือคุ้มครองสวัสดิภาพ
และจัดบริการสวัสดิการสังคมสำหรับเด็ก เยาวชน สตรี และกลุ่มเป้าหมายอ่ืนๆ ที่ประสบปัญหาทางสังคม
โดยทุกหน่วยงานจะได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมต้นสังกัดและมีการดำเนินการภายใต้ระเบียบการ
ดำเนินงานของแต่ละงาน และมาตรการของจังหวัด ภายใต้นวัตกรรมการใช้สมุดพกครอบครัว เพ่ือวิเคราะห์
และวางแผนแก้ไขปัญหารายครัวเรือนและมีการบูรณาการหน่วยงานภาคีเครือข่ายท้ังภายในและภายนอก
กระทรวง รวมถึงการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการต่าง ๆ ของภาครัฐ ซึ่งจังหวัดน่าน มีการดำเนินการทั้งในรูปแบบการ
สงเคราะห์ช่วยเหลือการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิการฝึกอาชีพสตรีและครอบครัว และการวางแผนประสาน
การชว่ ยเหลือหน่วยงานท่เี ก่ยี วขอ้ งอยา่ งเปน็ ระบบ

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชวี ติ กลุม่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดนา่ น ง

รูปแบบการพัฒนาประสิทธิภาพในการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนอย่างมีส่วนร่วม พบว่า เป็นการบูรณาการลงพ้ืนท่ีร่วมกัน ของหน่วยงาน
ทีม One Home พม.น่าน ในเร่ืองของการใช้สมุดพกครอบครัว เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและ
การบูรณาการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ให้กลุ่มเปราะบางในพื้นท่ี และการวางแผนในระยะสั้น และระยะยาว
ต่อไป พร้อมท้ังการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในพ้ืนท่ี ไม่ว่าจะเป็นผู้นําชุมชน หน่วยงานภาครัฐในพื้นท่ี
และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในการร่วมคิด วางแผน และกำหนดทิศทาง
การพัฒนากลุ่มเปราะบางในพื้นที่ ร่วมกับการใช้ข้อมูลจาก TPMAP ร่วมกันกับความคิดเห็นของคนในพื้นที่
เป็นข้อมูลต้ังต้นในการศึกษาปัญหาในพ้ืนที่เป็นการทำงานในรูปแบบสหวิชาชีพ ผ่านการดำเนินงานโดยการ
กำหนดรูปแบบท่ีชัดเจน มีการแต่งต้ังและประสานการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ มีการรายงานผล
การดำเนินงาน รวมไปถึงการประเมินติดตามผล จะส่งผลให้รปู แบบสามารถขับเคล่ือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การมีเวทีแลกเปลี่ยน ถอดบทเรียนผปู้ ฏิบัติงาน เพื่อสรปุ วเิ คราะห์ ประมวลผลข้อมูลผู้ประสบปัญหาทางสังคม
กลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน และขยายผลไปสู่การพัฒนาศักยภาพผู้รับบริการและศักยภาพของผู้ให้
การช่วยเหลือ มีการแก้ไขปัญหาผู้ประสบปัญหากลุ่มเปราะบางท่ียังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการของรัฐ
และสร้างความตระหนักให้ประชาชนในการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการต่าง ๆ และการรับการช่วยเหลือ
ด้านสวัสดกิ ารสงั คม

กลไกการพัฒนาประสทิ ธิภาพในการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต
กลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน กลไกท่ีสำคัญในการทำงาน คือ การขับเคลื่อนโดยรูปแบบทางการตามระเบียบ
ราชการ มีการออกคำสั่งจังหวัดน่าน เพื่อเข้าไปขับเคลื่อนงานในพื้นที่ของทีม One Home พม.น่าน
การประชุมหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องในพื้นที่ตำบลสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง
จงั หวัดน่าน การใช้สมุดพกครอบครัวเป็นเครื่องมือและกลไก ในการเก็บข้อมูลครัวเรือนในพื้นที่การบูรณาการ
ในเร่ืองทรัพยากรต่าง ๆ ของแต่ละหน่วยงานทีม One Home พม.น่าน ท่ีเข้าไปในพ้ืนท่ี เช่น การฝึกอาชีพ
แม่เล้ียงเด่ียว การช่วยเหลือเงินสงเคราะห์ครอบครัวของแต่ละหน่วยงาน ทีม One Home พม.น่าน กลไก
ระบบภาคเี ครอื ข่ายในการทำงานและการมีส่วนร่วม ประกอบดว้ ย การสร้างเครอื ข่ายในพ้ืนที่ อาทิ หน่วยงาน
องค์กร ชมรม ผู้นำทอ้ งถนิ่ ภาคประชาสังคม ผนู้ ําชมุ ชน เครือขา่ ยอาสาสมัครพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของ
มนุษย์ (อพม.) หน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในพื้นท่ี และทีม One Home พม.น่าน โดยมีบุคคลที่เป็นภาคีเครือข่าย
ในระบบและนอกระบบ โดยมีแรงผลักดันท่ีสำคัญ คือ นโยบายการดำเนินงานท่ีชัดเจนในระดับกระทรวง
ซ่ึงเป็นแนวคิดสำหรับการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาท่ีย่ังยืน เป็นกิจกรรมพ้ืนฐานในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหา
ด้านต่าง ๆ เป็นทางเลือกที่จะช่วยให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคล รวมถึงชุมชนพ่ึงตนเองได้ ซึ่งกลไกที่สำคัญใน
การขับเคลื่อนในการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน
คือ การมีคณะกรรมการทั้งในระดับจังหวัดและระดับพื้นท่ี ในการวางแผนการดำเนินงานร่วมกัน โดยการ
บูรณาการการทำงานจากทุกภาคส่วน โดยอาศัยปัจจัย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ
ภาควิชาการ รวมถงึ เครอื ขา่ ยอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย์ในระดบั พ้ืนท่ี

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แข็งสู่การพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ กลุม่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จงั หวัดน่าน จ

การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน เป็นนวัตกรรมเพ่ือร่วมสร้างเสริมชุมชน
เข้มแข็ง ผ่านการบูรณาการความร่วมมือและสนับสนุนของภาคีเครือข่าย ให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาและ
พฒั นาชุมชนอยา่ งมีเสรภี าพ ตามสิทธแิ ละหน้าที่ ท่ีมีเป้าหมายหลักในการตอบสนองความต้องการร่วมกันของ
ประชาชน โดยให้สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิต ค่านิยม ประเพณี และทัศนคติของบุคคล เปิดโอกาสให้
ชุมชนร่วมมือร่วมดำเนินการ ติดตามประเมินผล และร่วมรับผิดชอบและร่วมใช้ผลประโยชน์จากการ
ดำเนินงาน ร่วมกันดูแลและพัฒนาไปด้วยกัน เสริมสร้างความเข้มแข็งจากระดับฐานรากในครัวเรือน สู่ชุมชน
เข้มแข็ง สังคมม่ังค่ังและย่ังยืน เกิดการบูรณาการความร่วมมือ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม
โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางได้ครอบคลุมในทุกมิติ ส่งผลให้กลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ
รวมทั้งมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งในระยะส้ัน ระยะกลาง และระยะยาว มีความม่ันคงในชีวิตอย่างยั่งยืน
ภายใต้ปจั จยั ความสำเร็จ คือ มีการประชมุ วางแผน กำหนดทศิ ทางการดำเนินการร่วมกันของทีม One Home
รวมทั้งมีการประชุมคณะทำงานเสนอประเด็นปัญหาของชุมชนท่ีมีหน่วยงานในพ้ืนที่ ผู้นําในชุมชน และ
ประชาชน ท่ีสะท้อนปัญหาและความต้องการท่ีแท้จริงของคนในพ้ืนท่ีร่วมกันวางแผนแก้ไขปัญหา และการ
จดั ทำแผนบูรณาการเพ่อื นำไปสูก่ ารพัฒนาอยา่ งย่ังยืนต่อไป

ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย

1. ควรมีแผนการในการบูรณาการการดำเนินงานการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชน
เข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนอย่างมีส่วนร่วม ท้ังในระดับกระทรวง กรม
อย่างชดั เจนและมีการจัดสรรงบประมาณในส่วนทเ่ี ก่ยี วข้องในการขับเคลอ่ื นงาน เนน้ การทำงานเชิงรกุ

2. กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมนั่ คงของมนุษย์ ควรมีการวางระบบขอ้ มูลการดำเนินการ
บรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชวี ิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนท่ีชัดเจนและสามารถ
ปฏิบตั ิไดร้ ่วมกบั ทุกกระทรวง และมกี ารนำระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศมาประยกุ ตใ์ ชใ้ ห้เหมาะสม รวมทั้งควรมี
การทบทวนระบบการควบคุม ตรวจสอบ กำกับ และประเมินติดตามผล เพอ่ื ให้เกิดมาตรฐานในการดำเนินงาน
ทง้ั ในระดับนโยบายและระดบั ปฏบิ ตั ิ

3. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรมีการส่งเสริมศักยภาพและ
สนับสนุนให้มีกลไกการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางราย
ครัวเรือนในทุกระดับ ท้ังในระดับกระทรวง กรม ภูมิภาคและระดับจังหวัด อย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการ
ดำเนนิ งานท่ตี อ่ เน่ืองและบูรณาการงานในระดับปฏิบัติ รวมถงึ ระดับชาติ

4. รัฐควรพิจารณาการใช้ความช่วยเหลือการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนา
คุณภาพชีวติ กลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน โดยบูรณาการนวัตกรรมเทคโนโลยีผ่านบตั ร Smart Card ในทุกการ
ช่วยเหลือ เช่น ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมีหลักเกณฑ์และกระบวนการพิจารณา ให้ความช่วยเหลือและ
ติดตามประเมินผลตามหลักการสังคมสงเคราะห์ และมอบเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามความ
จำเปน็ และสภาพปญั หาของแตล่ ะกรณี

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จงั หวัดน่าน ฉ

ขอ้ เสนอแนะเชิงปฏิบัติ
1. สว่ นกลางประสานใหห้ น่วยงานผู้ดูแลระบบเปดิ ใหบ้ ริการนำออกข้อมูลจากระบบ
2. ส่วนกลางควรสนับสนุนทรัพยากรในการดำเนินงาน อาทิ งบประมาณ รถยนต์ อุปกรณ์
เทคโนโลยีทีจ่ ะสามารถลดขน้ั ตอนการดำเนนิ งาน และลดการใช้กระดาษ

ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยคร้ังต่อไป
การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to Research - R2R) คร้ังต่อไป ควรศึกษาเกี่ยวกับ
“ปัจจัยความสำเร็จในการขับเคล่ือนพื้นที่บูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต
กลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนของพ้ืนที่ Best Practice” เพ่ือขยายผลความสำเร็จสู่พ้ืนที่เป้าหมาย
การพฒั นาของหน่วยงานสังกดั กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ย์ในปตี ่อไป

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแขง็ สกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดน่าน ช

สารบญั

คำนำ หน้า
บทสรปุ ผู้บรหิ าร ก
สารบัญ ข
บทที่ 1 บทนำ
1
ความสำคัญและทม่ี าของปัญหาทีท่ ำการวจิ ัย 1
วัตถุประสงค์ของการศึกษา 4
ขอบเขตของการศึกษา 4
นยิ ามศัพท์ 5
ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ 6
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยทีเ่ กีย่ วขอ้ ง 7
ยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายรฐั บาล นโยบายและยทุ ธศาสตร์ 7

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ 14
แนวคิดการบูรณาการ 15
แนวความคิด ทฤษฎกี ารพัฒนารปู แบบการชว่ ยเหลอื กลมุ่ เป้าหมาย 30
แนวคิดการพัฒนาการบรู ณาการสรา้ งเสริมชมุ ชนเข้มแข็ง 46
แนวคดิ การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครวั เรือน 54
บทท่ี 3 วิธีการดำเนนิ การวจิ ัย 54
พนื้ ทใี่ นการศึกษา 54
กลุ่มตัวอยา่ ง 54
เครื่องมอื ในการศึกษาวิจัย 55
ขั้นตอนการดำเนนิ การวจิ ัย 55
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมลู 55
การวิเคราะห์ข้อมลู 55
ระยะเวลาทำการวจิ ัย 56
บทท่ี 4 ผลการวิจยั 76
บทท่ี 5 สรุป อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ 82
ภาคผนวก 93
บรรณานกุ รม

แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แขง็ ส่กู ารพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กลุม่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดน่าน 1

บทท่ี 1
บทนำ

ความสำคัญและท่ีมาของปัญหาทีท่ ำการวิจัย

ศูนย์บริการวิชาการพัฒนาสังคมและการจัดสวัสดิการสังคม เป็นโครงการภายใต้การดำเนินงาน
ของสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 9 ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาศักยภาพ การจัดการองค์ความรู้
การให้คำปรึกษาทางวิชาการที่ครบวงจร และเป็นหน่วยงานเชิงรุก ส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ
แกห่ น่วยงานทุกกลุ่มทุกเปา้ หมาย ในความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย์
อาสาสมัคร องค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ และภาคเี ครือขา่ ยที่เกี่ยวข้อง ให้เกดิ การขับเคลื่อนงานดา้ นการพัฒนา
สังคมและจัดสวัสดิการสังคมที่เป็นระบบและเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ รวมท้ังพัฒนาให้มีแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ
เพื่อแลกเปลย่ี นเรียนรู้ พัฒนาการจัดบริการชว่ ยเหลอื ผปู้ ระสบปัญหาทางสงั คม ส่งผลทำให้เกิดการปรับเปลยี่ น
วิธีการทำงานทั้งเชิงมิติพื้นที่ เชิงประเด็น และเชิงกลุ่มเป้าหมาย อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากขึ้น
สอดคล้องรับกบั สถานการณส์ ังคมวิถีชวี ติ ใหม่ โดยไมท่ งิ้ ใครไวข้ ้างหลัง

สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 9 เป็นส่วนราชการส่วนกลางท่ีตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค
มีบทบาทภารกิจตามกฎกระทรวงโดยสรุปเก่ียวกับ 1) พัฒนางานด้านวิชาการเก่ียวกับการพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษย์ให้สอดคล้องกับพ้ืนที่และกลุ่มเป้าหมาย 2) ส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านวิชาการ
องค์ความรู้ ข้อมูลสารสนเทศ ให้คำปรึกษาแนะนำแก่หน่วยงานบริการทุกกลุ่มเป้าหมายในพื้นท่ีให้บริการใน
ความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งองคก์ ารปกครองส่วนท้องถ่ิน
หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง องค์กรภาคเอกชนและประชาชน 3) ศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์และสภาพแวดล้อม
เพ่ือคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์ทางสังคมและผลกระทบ รวมท้ังให้ข้อเสนอแนะการพัฒนาสังคมและ
จดั ทำยทุ ธศาสตร์ในพ้ืนที่กลุม่ จังหวัด 4) สนับสนุนการนเิ ทศงาน ตดิ ตามประเมินผลการดำเนินงานเชิงวิชาการ
ตามนโยบายและภารกิจของกระทรวงในพ้ืนที่กลุ่มจังหวัด ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายของสำนักงานส่งเสริมและ
สนบั สนุนวชิ าการ 9 แบง่ เปน็ 3 กล่มุ หลกั ได้แก่ กลุม่ ท่ี 1 คือ หนว่ ยงานระดับบรหิ ารของกระทรวง กรมต่าง ๆ
ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ การเคหะแห่งชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
(องค์การมหาชน) และสำนักงานธนานุเคราะห์ กลุ่มท่ี 2 คือ หน่วยงานในพื้นที่ หน่วยงานสังกัดกระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ในพ้ืนท่ีรับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 9
จำนวน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดน่าน เชียงราย น่าน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และจังหวัด
แม่ฮ่องสอน และกลุ่มท่ี 3 คือ หน่วยงานอ่ืนๆท่ีเก่ียวข้องกบั สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 9 รวมท้ัง
ภาคเี ครอื ขา่ ยท่ที ำงานร่วมกนั

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แข็งสกู่ ารพัฒนาคุณภาพชวี ิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จงั หวัดนา่ น 2

โดยในปี 2564 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ มนี โยบายการดำเนินการพัฒนา
คุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน โดยมีมาตรการหลักในการขจัดความยากจนแบบตรงเป้าหมาย
มีการวิเคราะห์เชิงบริบท ในการจับประเด็นสำคัญ การวิเคราะห์เชื่อมโยง และหา Entry Point ตามขั้นตอน
โดยมีการกำหนดนโยบายระดับประเทศ มีการตั้งคณะกรรมการขจัดความยากจน และนโยบายขจัดความ
ยากจน การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณเป็นการทำสำมะโนครัวเรือนยากจน และสำรวจข้อมูลพ้ืนฐานโดยละเอียด
การลงพื้นท่ีระบุปัญหา การขับเคล่ือนโครงการ โดยมีกลไกให้ภาคธุรกิจมีบทบาทในการพัฒนาพื้นท่ีอย่างเป็น
ธรรม รวมไปถึงการติดตามประเมินผล โดยการประเมินสัดส่วนคนจนในพื้นท่ี และรายงานต่อคณะกรรมการ
ชาติผ่านรายงานประจำปี เป็นโครงการการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาคนยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและ
แม่นยำ มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ เพ่ือสำรวจ สังเคราะห์ปัญหาหน้ีสินรายครัวเรือน
จากการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต และพัฒนาโมเดลการจัดการกระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาอาชีพและ
เพิ่มทักษะการดำรงชีวิต เพ่ือแก้ไขปัญหาความยากจนในคนจนกลุ่มเป้าหมาย และมีเป้าหมาย คือ การสร้าง
ระบบและโครงสร้างการแก้ไขปัญหาคนจน ด้านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ประกอบด้วย สภานักศึกษา
และกลไกของจังหวัด ซึ่งจะมีพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเป็นทีมงาน อาศัยข้อมูลหลักจาก
TPMAP : Thai People Map and Analytics Platform โดยจะมีศักยภาพในการจำแนกคนจน ถึงระดับ
ตำบล ระบุปัญหาความยากจน รวมถึงใช้ออกแบบนโยบายและโครงการแก้ปัญหา โดยการปฏิบัติงานของ
หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย์ในจงั หวัด จำเป็นท่ีจะตอ้ งอาศัยความรู้
ความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน รวมไปถึงการบูรณาการแผนการดำเนินงานเพ่ือเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการดำเนินงานกบั กลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มตามภารกิจของแต่ละกรม อนั เป็นการบูรณาการสรา้ ง
เสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็

ทั้งน้ี ทีมงานหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
(พม.) ในแต่ละจังหวัด จะต้องเป็นทีมงานหลักที่จะขับเคลื่อนงานตามภารกิจหลักของกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความม่ันคงของมนุษย์ในพ้ืนที่รบั ผิดชอบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ซ่ึงในพ้ืนที่
จังหวัดน่านน้ัน ทีม One Home พม. จังหวัดน่าน ประกอบไปด้วยหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวง
การพฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย์ (พม.) จำนวนทั้งสิ้น 4 หนว่ ยงาน คอื

- สำนักงานพฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนุษยจ์ งั หวัดนา่ น
- ศนู ยพ์ ฒั นาราษฎรบนพน้ื ท่ีสงู จงั หวดั น่าน
- บ้านพักเด็กและครอบครวั จังหวัดน่าน
- ศูนยค์ มุ้ ครองคนไรท้ ่ีพึง่ จังหวัดน่าน

ซึ่งจากการท่ีมีหน่วยงานอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
(พม.)(ทีม One Home พม. จังหวัดน่าน) เป็นจำนวนหลากหลายสังกัดกรม ในจังหวัดน่าน ส่งผลให้รูปแบบ
การทำงานนั้นมีท้ังความยากและความง่ายในการปฏิบัติงาน กล่าวคือการที่มีหน่วยงาน พม. ท่ีหลากหลาย
ส่งผลทำให้มีการทำงานท่ีครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้ค่อนข้างมาก ทำให้การดำเนินงานต่าง ๆ สามารถได้รับ
การแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที จากทีมงานมืออาชีพที่ปฏิบัติงานด้านนั้นมาอย่างเช่ียวชาญ แต่ใน

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แข็งสกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชีวติ กลุม่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดนา่ น 3

ขณะเดียวกันก็เป็นการยากท่ีจะบูรณาการการทำงานในประเด็นใหญ่ ๆ ร่วมกัน ภายใต้บริบทของแต่ละ
หน่วยงานที่มีความหลากหลายท้ังในด้านของบทบาท ภารกิจ เนื้องาน งบประมาณ บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน
รวมถึงที่ต้งั ของสถานทปี่ ฏบิ ตั งิ านของแตล่ ะหน่วยงานที่อยหู่ ่างไกลกัน และบางหน่วยงานมีภารกจิ ไมส่ อดคลอ้ ง
กับงานของหน่วยงานอ่ืนๆ ทำให้เป็นการยากในการที่จะประสานกระบวนการทำงานให้เป็นไปในทิศทาง
เดียวกันได้อย่างสะดวกไดค้ รบทกุ หนว่ ยงาน

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นท่ีจะต้องมีการศึกษาแนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชน
เข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ศึกษาเฉพาะกรณี : การขับเคลื่อนการทำงาน
ของทีมงานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่จังหวัด น่าน
(ทีม One Home จังหวัดน่าน) โดยอาศัยความร่วมมือท้ังจากผู้บริหารและบุคลากรในทุกระดับของแต่ละ
หน่วยงาน เพื่อรว่ มขับเคล่ือนการดำเนนิ งานนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์
ไปส่ปู ระชาชนในพน้ื ที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

การศึกษาแนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต
กลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ศึกษาเฉพาะกรณี : การขับเคลื่อนการทำงานของทีมงานหน่วยงานในสังกัด
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย์ในพน้ื ทีจ่ งั หวัดนา่ น (ทมี One Home จังหวัดน่าน) จึงถือ
เป็นประโยชน์อย่างย่ิงท่ีจะช่วยในการขับเคล่ือนการทำงานของทีม One Home พม. จังหวัดน่าน ให้มีความ
ชัดเจนของแนวทางการปฏิบัติงาน และมีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน และสามารถเช่ือมโยงข้อมูลการทำงานของ
แต่ละหน่วยงานเพ่ือบูรณาการการดำเนินงาน รวมไปถึงการประสานส่งต่อการดำเนินงานได้สะดวก รวดเร็ว
และง่ายต่อการปฏิบัติงานยิ่งข้ึน ซึ่งจะส่งผลต่อประโยชนส์ ูงสุดของผู้รับบรกิ ารและการประสานการดำเนนิ งาน
ในพื้นทจ่ี ังหวดั นา่ น และนอกจากน้ีการบูรณาการการทำงานรว่ มกนั ของหน่วยงานในสังกดั กระทรวงการพัฒนา
สังคมและความม่ันคงของมนุษย์ในพื้นท่ีจังหวัดน่านและภาคีเครือข่ายภายนอกกระทรวง ยังส่งผลให้เกิดการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานร่วมกันและพัฒนาการทำงานเป็นทีม เกิดความสนิทสนมคุ้นเคยกันของผู้บริหาร
เจา้ หน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมไปถึงการมสี ัมพนั ธภาพที่ดใี นการทำงานรว่ มกัน อันจะนำไปสู่เป้าหมายของการเป็น
“พม. องคก์ รแห่งการเรียนรู้ Learning Organization” ไดใ้ นอนาคต

สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 9 ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนทางวิชาการ มีบทบาท
หน้าที่ในการสนับสนุนการนิเทศ ติดตามประเมินผลการดำเนินงานเชิงวิชาการ ตามนโยบายและภารกิจของ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ในพ้ืนท่ีกลุ่มจังหวัดที่รับผิดชอบ จึงได้เข้ามามีส่วนร่วม
และสง่ เสรมิ การดำเนินงานในการวิจยั ในรูปแบบแบบการพัฒนางานประจำสงู่ านวิจัย (Routine to Research
: R to R) เร่ือง แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่ม
เปราะบางรายครัวเรือน ศึกษาเฉพาะกรณี : การขับเคล่ือนการทำงานของทีมงานหน่วยงานในสังกัดกระทรวง
การพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ในพื้นท่ีจังหวัดน่าน (ทีม One Home จังหวัดน่าน) เป็นกิจกรรม
ตามโครงการศูนย์บริการวิชาการพัฒนาสังคมและจัดสวัสดิการสังคม ประจำปี พ.ศ. 2564 ซึ่งดำเนินการโดย
สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 9 ร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแขง็ สู่การพฒั นาคณุ ภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดน่าน 4

ของมนุษย์จังหวัดน่าน โดยเป็นการร่วมกันในการทำให้งานประจำกลายเป็นงานสร้างความรู้หรือเป็นงานวิจัย
เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน เพ่ือพัฒนางานขับเคลื่อนองค์กรไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning
Organization) ที่เร่ิมจากค้นหาคำถามวิจัยท่ีเป็นกุญแจสู่การพัฒนาการบริการ อันจะส่งผลให้เกิดการพัฒนา
ผู้ปฏิบัติงาน ผู้รับบริการและองค์กรได้รับประโยชน์กลายเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมองค์กร เป็นการพัฒนา
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงมนุษย์อันจะนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานให้มี
ประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผลสูงสดุ ตอ่ ไป

วตั ถุประสงคข์ องการศึกษา

1. เพื่อศึกษาสถานการณ์ทางสังคมระดับตำบลในพื้นที่การบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง
สกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื นของทีม One Home จังหวดั นา่ น

2. เพื่อศึกษารูปแบบและกลไกการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต
กลุม่ เปราะบางรายครัวเรือน ของทีม One Home จงั หวดั นา่ น

3. เพ่ือศึกษาการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต
กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น ของทีม One Home จังหวัดน่าน

ขอบเขตการศกึ ษา

ขอบเขตด้านพ้นื ท่ี

พืน้ ที่ดำเนินงาน การบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง
รายครัวเรอื น ของทมี One Home จังหวัดน่าน คือ ตำบลเปือ อำเภอเปือ จังหวดั นา่ น

ขอบเขตด้านประชากร

ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ทีมงานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมัน่ คงของมนุษยใ์ นพน้ื ทจ่ี ังหวัดน่าน (ทมี One Home จังหวดั นา่ น)

ขอบเขตดา้ นเนอ้ื หา

เพอ่ื ศึกษาสถานการณ์ทางสังคมระดับตำบลในพื้นท่ีเป้าหมาย รูปแบบ กลไก และการพัฒนาการ
บูรณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แข็งสู่การพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กลุ่มเปราะบางรายครัวเรอื น ของทมี One Home
จงั หวดั นา่ น อย่างมสี ่วนร่วมบนพ้นื ฐานการเรยี นรูร้ ่วมกันของหนว่ ยงานท่ีเหมาะสมกับบรบิ ทพนื้ ที่

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแขง็ สูก่ ารพัฒนาคุณภาพชีวติ กลุม่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดนา่ น 5

นิยามศัพท์

ชุมชนเข้มแข็ง หมายถึง ชุมชนสามารถจัดการกันเองทั้งด้านข้อมูล แผน บริหารจัดการ กลไก
ขับเคล่ือนทุนทางสังคมได้อย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้ชุมชนมีเศรษฐกิจดี ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง มั่นคง
ย่ังยืน ชุมชนมีภูมิต้านทานต่อปัจจัยกระทบต่าง ๆ ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือและสนับสนุนของภาคี
เครอื ขา่ ยและภาคสว่ นต่าง ๆ ทางสังคม

การบูรณาการความร่วมมือและสนับสนุนของภาคีเครือข่าย หมายถึง การประสานความ
ร่วมมือของ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพ่ือสนับสนุนให้ชุมชนแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน
อย่างมีเสรีภาพ ตามสิทธิและหน้าท่ีของชุมชน ท่ีมีเป้าหมายหลักในการตอบสนองความต้องการร่วมกันของ
ประชาชน โดยให้สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิต ค่านิยม ประเพณี และทัศนคติของบุคคลในชุมชน
เปดิ โอกาสให้ชมุ ชนร่วมมือร่วมดำเนินการ ติดตามประเมินผล และร่วมรับผดิ ชอบหรือรว่ มใชผ้ ลประโยชนจ์ าก
การดำเนนิ งาน

บทบาทหนา้ ที่ของกระทรวง พม. หมายถึง พม.มีส่วนในการสนับสนุนให้เกิดคณะทำงานฯ และ
เกิดการประชุม หรือทำประชาคมร่วมกัน รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ และวางระบบ รูปแบบการจัดเก็บ
ข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล และจัดเวทีประชาคม เพ่ือแก้ไขปัญหาร่วมกันในพ้ืนท่ี และไม่ได้มีกฎหมาย
กำหนดเป็นทางการ แตเ่ ป็นภารกจิ งาน

บทบาทของ สสว. หมายถึง มีบทบาทเป็นผู้แทนกระทรวง พม. ในการขับเคลื่อนและสนับสนุน
การดำเนินงานวิเคราะห์ข้อมูลและสังเคราะห์ปัญหาในระดับพื้นท่ีและบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง
เพอ่ื พัฒนาพนื้ ทต่ี น้ แบบและขยายผลต่อไป

แผนสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง หมายถึง แผนบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้าน
สังคมในระดับพื้นท่ี เพื่อป้องกัน แก้ไข ฟ้ืนฟู และพัฒนาปัญหาด้านสังคมในระดับพื้นท่ี นำสู่การพัฒนาให้เกิด
ชมุ ชนเขม้ แขง็ ม่นั คง และยั่งยืน

พื้นที่เป้าหมาย(ชุมชน) หมายถึง พื้นท่ีในระดับชุมชน ท่ีผ่านการคัดเลือกโดยการประชุม ทีม
One Home จังหวัด โดยท่ี สสว. จัดทำเสนอข้อมูลสถานการณ์ วิเคราะห์ข้อมูล จากฐานข้อมูล TPMAP
(ระบบบรหิ ารจดั การขอ้ มลู การพฒั นาคนแบบชี้เป้า) และจดั ทำเกณฑ์ 3 ระดบั เขียว เหลือง แดง

ภาคีเครือข่าย หมายถึง กลุ่มบุคคลในชุมชน ซึ่งรวมตัวกันด้วยความสมัครใจ เป็นอาสาสมัคร
ทำงานดา้ นสังคมในชุมชนนัน้ ๆ ได้แก่ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนษุ ย์ (อพม.) สภาเด็กและ
เยาวชน กลุ่มสตรี กลุ่มผสู้ ูงอายุ อาสาสมคั รแรงงาน (อสร.) และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)

กลไก วิธีการทำงาน หมายถึง กระบวนการทำงานเพ่ือเชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงานในสังกัด
พม.และหนว่ ยงานภาคเี ครือขา่ ยทเ่ี กย่ี วข้องในการขับเคลื่อนงานร่วมกันเพ่ือนำไปสเู่ ปา้ หมายท่ีกำหนด

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แข็งสกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดนา่ น 6

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. ได้ข้อมูลสถานการณ์ทางสังคมระดับตำบลในพื้นที่การบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง
สกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ กลุ่มเปราะบางรายครวั เรือน ของทมี One Home จงั หวัดน่าน

2. ได้รูปแบบและกลไกการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต
กลุม่ เปราะบางรายครวั เรอื นของทีม One Home จังหวดั นา่ น

3. เกิดการพัฒนาการบูรณาการสรา้ งเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง
รายครัวเรือน ของทีม One Home จังหวัดน่าน ส่งผลให้พื้นท่ีเป้าหมายชุมชนสามารถจัดการกันเองทั้งด้าน
ข้อมูล แผน การบริหารจัดการ กลไกขับเคล่ือนทุนทางสังคมได้อย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้ชุมชนมีเศรษฐกิจดี
ครอบครวั อบอุ่น ชมุ ชนเข้มแข็ง มั่นคง ย่งั ยืน

4. ทมี งานหน่วยงานในสงั กัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ในพื้นทจ่ี ังหวัด
น่าน (ทีม One Home จังหวัดน่าน) เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และบูรณาการการทำงานร่วมกันและ
พัฒนาการทำงานเป็นทมี ให้มปี ระสิทธภิ าพสงู สดุ

5. เกิดองคก์ รแห่งการเรียนรู้ Learning Organization

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แข็งสกู่ ารพัฒนาคุณภาพชวี ติ กลุ่มเปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดน่าน 7

บทท่ี 2

เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วข้อง

การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to Research : R to R) เรื่อง การศึกษาแนวทาง
การพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน
ศึกษาเฉพาะกรณี : การขับเคล่ือนการทำงานของทีมงานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความม่ันคงของมนุษย์ในพ้ืนที่จังหวัดน่าน (ทีม One Home จังหวัดน่าน) กำหนดขอบเขตในการศึกษา
เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวขอ้ ง เพ่อื นำมาเป็นแนวทางในการศกึ ษา ดงั นี้

1. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายรัฐบาล นโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมน่ั คงของมนษุ ย์

2. แนวคดิ การบรู ณาการ
3. แนวความคดิ ทฤษฎีการพัฒนารูปแบบการชว่ ยเหลอื กลุ่มเป้าหมาย
4. แนวคิดการพฒั นาการบรู ณาการสรา้ งเสริมชมุ ชนเขม้ แขง็
5. แนวคิดการพฒั นาคณุ ภาพชีวติ กลุม่ เปราะบางรายครวั เรอื น

1. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) นโยบายรัฐบาล นโยบายและยุทธศาสตร์
กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย์

ยุทธศาสตรช์ าติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580)

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทย
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติเพ่ือให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์
“ประเทศไทยมีความมั่นคง ม่ังค่ัง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง” เพือ่ ความสขุ ของคนไทยทกุ คน

โดยมีวิสัยทัศน์ประเทศคือ ประเทศไทยมีความม่ันคง มั่งค่ัง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเป้าหมายการพัฒนาประเทศ คือ “ประเทศชาติ
ม่ันคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติย่ังยืน”
โดยยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ พัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง
และมีคุณภาพสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม สร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตร
กับส่ิงแวดล้อม และมีภาครัฐของประชาชนเพ่ือประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม โดยการประเมินผลการ
พัฒนาตามยทุ ธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย 6 ด้าน ไดแ้ ก่

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แขง็ สูก่ ารพฒั นาคณุ ภาพชีวติ กลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จงั หวัดนา่ น 8

1) ความอยู่ดมี ีสขุ ของคนไทยและสงั คมไทย
2) ขีดความสามารถในการแข่งขนั การพัฒนาเศรษฐกจิ และการกระจายรายได้
3) การพัฒนาทรัพยากรมนษุ ย์ของประเทศ
4) ความเท่าเทยี มและความเสมอภาคของสังคม
5) ความหลากหลายทางชีวภาพ คณุ ภาพสง่ิ แวดล้อม และความยั่งยืนของทรพั ยากรธรรมชาติ
6) ประสิทธภิ าพการบรหิ ารจดั การและการเข้าถงึ การใหบ้ ริการของภาครัฐ
โดยในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ เก่ียวข้องในด้านที่ 4 ด้าน
ความเทา่ เทยี มและความเสมอภาคของสงั คม โดยมเี ป้าหมาย 20 ปี ได้แก่
1) สร้างความเป็นธรรม และลดความเหล่ือมล้ำในทุกมิติ 2) กระจายศูนย์กลางความเจริญ
ทางเศรษฐกิจและสังคมเพม่ิ โอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นกำลงั ของการพฒั นาประเทศในทุกระดับเพ่ือความ
สมานฉันท์ 3) เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถ่ินในการพัฒนา การพึ่งตนเองและการจัดการตนเอง
เพือ่ สรา้ งสงั คมคณุ ภาพ

ท่มี า : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแขง็ สู่การพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กลุม่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จังหวัดนา่ น 9

แผนปฏริ ปู ประเทศ 11 ด้าน

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้ประสานและดำเนินการให้เป็นไปตาม
ที่กำหนดในพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 จนถึงข้ันตอนสุดท้าย
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรปู ประเทศ
ท้งั 11 ด้าน เมอ่ื วันที่ 6 เมษายน 2561 โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด 16 การปฏิรปู ประเทศ
กำหนดให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผลตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วย
แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏริ ูปประเทศ ซง่ึ วธิ ีการจัดทำแผนต้องให้ประชาชนและหน่วยงานที่เก่ียวข้อง
มีส่วนร่วม ต้องมีการวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ซึ่งต่อมาได้มี
การตราพระราชบัญญัติแผนและข้ันตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ เมื่อวันท่ี
1 สิงหาคม 2560

โดยในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์เก่ียวข้องในด้านท่ี 9 ด้าน
สงั คม โดยมเี ปา้ หมายให้คนไทยมีหลักประกนั ทางรายไดท้ ่ีเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคณุ ภาพ ปรับเปลีย่ น
พฤติกรรมไปสู่การมีจิตสาธารณะเพ่ิมข้ึน สังคมแห่งโอกาสและไม่แบ่งแยก ภาครัฐมีข้อมูลและสารสนเทศด้าน
สังคมที่บูรณาการ และให้ชุมชนทอ้ งถิ่นมคี วามเข้มแขง็ สามารถบรหิ ารจัดการชุมชนไดด้ ้วยตนเอง

ทม่ี า : สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แข็งส่กู ารพัฒนาคณุ ภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดนา่ น 10

ยทุ ธศาสตรก์ ระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย์
ยุทธศาสตรก์ ระทรวงการพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย์ พ.ศ. 2560 – 2564
(ฉบบั ปรับปรุงเดือนมีนาคม 2561) มรี ายละเอียดดงั นี้

วสิ ัยทศั น์ “พม. เป็นผู้นําด้านสังคมของไทยและอาเซยี น มุ่งสคู่ นอยูด่ มี ีสุขในสังคมคุณภาพ”
พันธกิจ 1) พัฒนาคนและสงั คมใหม้ ีคณุ ภาพเต็มศกั ยภาพและมีภูมิค้มุ กันต่อการเปล่ียนแปลง

2) สรา้ งเสรมิ เครือข่ายจากทุกภาคสว่ นในการมีสว่ นรว่ มพัฒนาสังคม
3) พัฒนาองค์ความรู้ขีดความสามารถ และระบบการบริหารจัดการด้านการพัฒนา
สงั คม
4) จัดระบบสวัสดิการท่ีเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้ประชาชน

มีหลกั ประกนั และมคี วามมนั่ คงในชีวิต
ค่านิยมองค์การ “อทุ ศิ ตน อาสางาน เอ้ืออาทร อาํ นวยประโยชนส์ ุข”
ประเดน็ ยทุ ธศาสตร์

1) สง่ เสรมิ โอกาสการเข้าถึงบรกิ ารทางสังคมบนพ้นื ฐานความพอเพยี ง
2) สร้างภมู ิคุ้มกัน และพฒั นาศักยภาพกลุ่มเปา้ หมายและเครอื ข่าย
3) ผนึกกาํ ลงั ทางสังคมเพอื่ เป็นกลไกในการพัฒนาสงั คม
4) บริหารจัดการองค์กรสู่ความเปน็ ผู้นําทางสงั คมดว้ ยหลักธรรมาภิบาล

ที่มา : กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมัน่ คงของมนุษย์

แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแขง็ สูก่ ารพฒั นาคณุ ภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดนา่ น 11

นโยบายกระทรวง พม.ปี 2562
การมอบนโยบาย ปี 2562 โดย พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ

พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้แนวคิด “พม. เติมสุขทั่วไทย 2562” (Fill with Happiness)
ในวันที่ 7 ธันวาคม 2562 ณ หอ้ งราชา บอลรมู โรงแรมปร๊นิ ซพ์ าเลซ กรงุ เทพฯ มดี งั นี้

1. การทำงานทต่ี อบโจทย์ ทำยังไงให้ พม. ได้รับการยอมรบั
- กระทรวง พม. เป็นกระทรวงเดียวท่ีมีชื่อสังคมและสังคมก็เป็นพลังอำนาจท่ีมีความสำคัญ
ของประเทศชาติ แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เนื่องจากกระทรวง พม. ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าท่ีควร
ทง้ั ในเร่อื งของการจัดสรรงบประมาณ โครงสร้าง และบุคลากร
- กระทรวง พม. ควรกลับมาทบทวนองค์กรและวิเคราะห์ SWOT ซึ่งมอบหมายให้กรมต่าง ๆ
ทบทวน โดยจดั ทำเปน็ การวิเคราะหแ์ บ่งตามแนวคดิ ตามชว่ งวยั /กลมุ่ ในการทำงาน
- อยากเห็น พม. เป็นผู้นำทางสังคม และสามารถนำเสนอ/มีประเด็นเข้า ครม. ซึ่งต้องเป็น
ประเดน็ ทน่ี ่าสนใจ ตอ้ งทันตอ่ สถาณการณ์ และทันเวลา
- ประเด็นการค้ามนุษย์ ไม่มีใครพูดถึงเลยว่าเป็นผลงานของ พม. ส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นผลงาน
ของ ตำรวจ/แรงงาน/กระทรวงการต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่ พม. เป็นเลขาคณะกรรมการฯ ต่าง ๆ เน่ืองจากมอง
วา่ พม. เปน็ เพยี งหนว่ ยสนบั สนุน จงึ ตอ้ งกลบั ไปทบทวนวสิ ยั ทศั น์/ยุทธศาสตร์ ให้ชดั เจนและเห็นเปน็ รูปธรรม
- อยากเห็นคน พม. เข้าไปมีบทบาทในเวทีวิชาการต่าง ๆ การเข้าร่วมบรรยายในเวที
ระดบั ประเทศ และอยากเหน็ พม. เป็นผ้นู ำทางสังคมอยา่ งแท้จริง
- Conference ปี 2562 อยากให้จัดโครงการโดยให้มีคนเข้าร่วมโดยประมาณ 1,000 คน
มีผู้แทนกระทรวง พม./ผู้แทนด้านสังคมจากต่างประเทศ/อพม./NGO เข้ามาร่วมแลกเปล่ียน โดยไม่เสีย
ค่าใช้จ่ายใด ๆ แต่อนาคตอยากเห็น พม. เป็นผู้นำทางสังคม/ผู้นำทางความคิดจริง ๆ ซ่ึงมีผู้สนใจในวงกว้างท่ี
ยอมจา่ ยเงนิ เพ่อื เข้ามาฟัง และนำเงนิ ไปบรจิ าคใหผ้ ูท้ ีป่ ระสบปัญหาทางสังคม
2. การทำงานที่ตอบโจทย์ ทำยังไงให้ประชาชนได้รบั ประโยชนจ์ ากการดำเนินงานของ พม.
- การจัดโครงสร้าง/งบประมาณ ที่ไม่เหมาะสมทำให้การทำงานประสบความยากลำบาก
ขาดความมั่นคง/มั่นใจในการทำงาน โดย รมว.พม. และคณะผู้บริหารให้ความสำคัญ ซ่ึงในวันท่ี 20 ธันวาคม
2561 จะมคี วามชดั เจนมากขึน้
- การจัดต้ัง พมอ. ในการขับเคล่ือนการดำเนินงาน/กระจายงานลงไปในพ้ืนที่ เพ่ือสร้างความ
มั่นคงในทุกอำเภอ
- กองต่าง ๆ ในส่วนกลาง ควรมีการประเมนิ อัตรา/ระดับ โดยให้มีการคงอัตรา/ระดับดังกล่าวไว้
ซึ่ง ครม. มมี ติว่าต่อไปจะให้อำนาจกรม/กระทรวง ปรบั เปล่ยี นได้ โดยไม่เกินกรอบของกองท่ีมีอยู่
- การจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่กลุ่มเป้าหมายอย่างตรงไปตรงมา โดยปีนี้จะมีการจัดสรรใน
สว่ นของงบดำเนินงานให้ อยากฝากในส่วนของการเบกิ จา่ ยงบประมาณให้ยดึ ตามกฎระเบยี บอย่างเคร่งครัด

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแขง็ สกู่ ารพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุม่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดนา่ น 12

- ความก้าวหน้าของการทำงานควรทำให้มีมาตรฐาน โดยการทำงานให้อิงหลักการและการมี
ส่วนรว่ มของผูบ้ รหิ ารในการร่วมกันพจิ ารณา

- การจัดทำฐานข้อมูลทางสังคมที่สามารถใช้ได้เร็ว/มีประโยชน์ คือ การมีข้อมูลมากท่ีสุด และที่
สำคญั ต้องมกี ารวิเคราะห์/ประมวลผล สามารถนำมาใช้ไดอ้ ย่างทันท่วงที

- การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำงาน ให้สามารถยกระดับการเป็นผู้นำด้านสังคมได้มี
ประสิทธภิ าพ

โดยให้ทุกคนตั้งใจทำงานและทำงานอย่างมีเป้าหมาย เป้าหมายคือวิสัยทัศน์/พันธกิจ/อำนาจ
หน้าที่/Flagship ซ่ึงเป็นเป้าหมายที่ทกุ คนวางแผนไว้ให้สามารถขับเคลอ่ื นงานของกระทรวง พม. ได้อย่างเป็น
รูปธรรมและยั่งยืนต่อไปซ่ึงโครงการ/ภารกิจที่สำคัญ Flagship Projects ปีงบประมาณ 2562 มีจำนวน
13 ดา้ น ได้แก่

1. การให้ทดี่ กี ว่า
2. พม. Connect
3. THAILAND SOCIAL EXPO
4. กองพัฒนานโยบายและนวตั กรรมทางสังคม
5. Conference ภายในประเทศ/ระหวา่ งประเทศ
6. Digital Technology Upgrade
7. JOINT KPI ภายในกระทรวง/ระหวา่ งกระทรวง
8. สงั คมไทยไร้ความรุนแรง
9. สานพลัง อพม. สานต่อการพัฒนาสงั คม
10. สำนักงานพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนุษย์อำเภอ (พมอ.)
11. ดชั นคี ณุ ภาพชวี ิตคนไทยในสังคมคณุ ภาพ
12. Social Smart City
13. ศนู ย์ขอ้ มูลทอ่ี ยู่อาศัยแหง่ ชาติ

แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแขง็ สู่การพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดน่าน 13

…กระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จงั หวัดน่าน 14

2. แนวคิดการบูรณาการ

เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2546) ได้ให้ความหมายว่า การบูรณาการคือการผนวก ประสาน
และเติมเต็มการเช่อื มโยง การรวมกัน ร่วมกัน เป็นตน้ เป็นการบูรณาการในทางการเมือง ที่มุ่งจะทำให้องค์กร
ระหว่างประเทศเป็นเสมือนครอบครัวใหญ่ครอบครัวหน่ึง โดยมีประเทศสมาชิกเปรียบเสมือนเป็นสมาชิก
ในครอบครัวเดยี วกนั

แนวคิดการบูรณาการไม่พ้นความสัมพันธ์ของระบบการเมืองการปกครอง และระบบเศรษฐกิจ
ซ่ึงเป็นแนวคิดพ้ืนฐานที่สำคัญ ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่าน พยายามที่จะศึกษาและจัดหมวดหมู่ เร่ิมต้ังแต่
ค.ศ. 1965 ท่ี Wedderburn ได้มีการจัดกลุ่มเรียกว่า Integrationism ซ่ึงบางคน เช่น Titmuss ได้ให้
ความหมายใกล้เคียงกัน กล่าวคือ Institutional Model ซ่ึงในความหมายคือ เป็นการรวมกลุ่มสวัสดิการเป็น
สถาบันเพ่ือความต่อเน่ืองและมั่นคง แต่การบูรณาการในระยะหลังมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปตามการเมือง
วิธีคิดก็ปรับตามเป็นช่วง เชน่ Classical Liberalism มาสู่ The New Right หรือตามแต่กลุ่มนักวิชาการกลุ่ม
ใด จะทำใหค้ ำจำกดั ความและรูปแบบของการจดั กลุ่ม

Gusztav Names (2005) ได้ใช้แนวคิดของการบูรณาการเพื่อเสนอทางออกของระบบการ
บริหารจัดการของรัฐท่ีเป็น Top-down มาเป็น Bottom-up เขากล่าวว่าการบูรณาการสามารถกระทำได้
ท้ังการบูรณาการโดยนำส่ิงท่ีมีอยู่จริงมาบูรณาการ (Factual Integration) หรือการบูรณาการความคิด
(conception Integration)

แฮร์บาร์ท (Herbart : 1890) นักปรัชญา การศึกษาชาวเยอรมันเป็นผู้ริเร่ิมการเรียนการสอน
แบบบูรณาการข้ึนเม่ือประมาณหน่ึงศตวรรษที่ผ่านมาแล้ว ดิวอ้ี (Dewey : 1993) นักการศึกษาชาวอเมริกัน
เป็นผู้นำแนวคิดน้ันมานำเสนอให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นภายใต้ปรัชญาที่เชื่อว่า การศึกษาต้องพัฒนาผู้เรียนใน
ลักษณะเบ็ดเสร็จในตัว มิใช่เพียงเฉพาะเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง หรือด้านใดด้านหน่ึงเท่าน้ัน การดำเนินการในการ
นำเสนอแนวคิดของหลกั สูตรและการเรียนการสอนแบบบรู ณาการ ซ่ึงดิวอ้ีเป็นผู้รเิ ริ่มนีไ้ ด้รับการสนับสนุนจาก
นักการศึกษาที่มีชื่อเสียงหลายคน ในระยะเวลาต่อมา เช่น บูรเนอร์ (Bruner : 1986) วีกอทสก้ี (Vygotsky :
1978) และโรกอฟ (Rogoff : 1990) เปน็ ตน้

ประเทศไทยได้มีการออกพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 22 กำหนด
แนวทางในการจัดการศึกษาไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และ
พัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ฉะน้ันครูผู้สอน และผู้จัดการศึกษาจะต้องเปลี่ยนแปลง
บทบาทจากการเป็นผู้ชี้นำ ผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปเป็นผู้ช่วยเหลือส่งเสริมและสนับสนุนผู้เรียนในการแสวงหา
ความรู้จากสื่อและแหล่งเรียนรู้ และให้ข้อมูลท่ีถูกต้องแก่ผู้เรียน เมื่อนำข้อมูลเหล่าน้ันไปใช้ในการสร้างสรรค์
ความรูข้ องตน

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแขง็ สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดน่าน 15

การบูรณาการ หมายถึง การนำเอาศาสตรว์ ิชาต่าง ๆ ท่ีมีความสัมพันธ์เก่ียวข้องกันมาผสมผสาน
เข้าด้วยกัน เพ่ือประโยชน์ในการจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการ (Integrated Curriculum) คือหลักสูตรที่
นำเอาเนื้อหาวชิ าต่าง ๆ มาหลอมเข้าดว้ ยกนั ทำให้เอกลกั ษณ์ของแต่ละรายวิชาหมดไป เช่นเดียวกัน การเรียน
การสอนท่ีดำเนินการด้วยวิธีบูรณาการเรียกว่า การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ (Integrated
Instruction) คือเน้นท่ีองค์รวมของเนื้อหามากกว่าองค์ความรู้ของแต่ละรายวิชา และเน้นที่การเรียนของ
ผูเ้ รียนเปน็ สำคัญยงิ่ กว่าบอกเน้ือหาของครู (สุวทิ ย์ มูลคำ และคณะ : 2543)

3. แนวความคิด ทฤษฎีการพัฒนารูปแบบการช่วยเหลอื กลมุ่ เปา้ หมาย

บทนำ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีอำนาจหน้าที่เก่ียวกับการพัฒนาสังคม

การสร้างความเป็นธรรม และความเสมอภาคในสังคม การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพและความมั่นคงในชีวิต
สถาบันครอบครัว และชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประสบปัญหาทางสังคมในด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องมี
การพัฒนารูปแบบการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ตรงตามความต้องการ
เพือ่ บรรเทาความเดือดรอ้ นเบ้ืองต้น และแก้ไขปญั หาในระยะยาวใหส้ ามารถดำรงชีวิตในสงั คมได้อย่างปกตสิ ุข

ความหมาย
หลักการพัฒนาได้รับอิทธิพลทางความคิดจากสำนักคิดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุดังกล่าว

คำว่าการพัฒนาจึงได้กลายเป็นค่าท่ีนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายท่ัวโลก เพราะจากการท่ีประเทศต่าง ๆ
ต้องประสบกับปัญหาจากสงครามจงึ จำเป็นที่จะต้องแสวงหาแนวทางและวิธีการเพื่อดำเนินการปรับปรุง ฟ้ืนฟู
แก้ไขสภาพทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในประเทศของตนเอง จึงทำให้มีการนำคำว่าการพัฒนาไปใช้ใน
หลายรูปแบบ กว้างขวางและแพร่หลาย เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม การพัฒนาการเมืองและ
การพัฒนาด้านอื่น ๆ เป็นต้น ดังนั้นการนำคำว่าการพัฒนาไปใช้ ก็จะมีความหมายแตกต่างกันออกไปตาม
วัตถุประสงค์ที่นำไปใช้ เพราะว่า ความหมายแนวคิดในเชิงวิชาการน้ัน คำว่า “การพัฒนา” หรือ
“Development” นน้ั มีผกู้ ลา่ วไว้หลายทา่ นด้วยกนั ดังน้ี

ฑิตยา สุวรรณชฎ (2522 : 341) กล่าวว่า การพัฒนา คือกระบวนการท่ีทำให้เกิดการ
เปลยี่ นแปลงโดยการจัดสรรทรัพยากรของสังคม เพื่อการเปล่ียนแปลงในการที่จะบรรลุเป้าหมายทสี่ ังคมนั้นได้
เลอื กสรรแล้ว ดว้ ยการควบคุมอัตราการเปลยี่ นแปลงใหเ้ ป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

วิทยากร เชียงกูล (2527 : 17-18) อธิบายว่า การพัฒนาที่แท้จริงควรหมายถึงการทำให้ชีวิต
ความเป็นอยู่ของประชาชนมีความสุข ความสะดวกสบาย ความอยู่ดีกินดี ความเจริญทางศิลปวัฒนธรรม
และจิตใจและความสงบสันติ ซึ่งนอกจากจะข้ึนอยู่กับการได้รับปัจจัยทางวัตถุเพื่อตอบสนองความต้องการ
ทางร่างกายแล้ว ประชาชนยังต้องการไดร้ ับการพัฒนาด้านการศึกษาสิ่งแวดล้อมที่ดี พักผ่อนหยอ่ นใจและการ
พัฒนาวัฒนธรรมและจิตใจด้านต่าง ๆ ด้วย ความต้องการท้ังหมดน้ีบางครั้งเราเรียกกันว่า “การพัฒนา
คุณภาพ” เพื่อที่ให้เห็นว่าการพัฒนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มปริมาณสินค้าหรือรายได้เท่าน้ัน หากอยู่ท่ีการเพ่ิม
ความพอใจความสุขของประชาชนมากกว่า ยุวัฒน์ วุฒิเมธี (2534 : 2) อธิบายว่า การพัฒนาเป็นเสมือนกลวิธี

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็งสกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กล่มุ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จงั หวัดน่าน 16

หรือมรรควิธี (Means) ท่ีทำให้เกิดผล (Ends) ที่ต้องการ คือคุณภาพชีวิต ชุมชนและสังคมดีข้ึนและนอกจาก
จะเป็นการเปล่ียนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแล้วยังมีการกำหนดอัตราการเปลี่ยนแปลง (Rate of Change) เอาไว้
ด้วย

ดิเรก ฤกษ์หร่าย (2543 : 282) ให้ความหมายว่า การพัฒนาน้ันเป็นกระบวนการ (Process)
ท่จี ะตอ้ งมีองคป์ ระกอบของเคร่ืองชว้ี ดั ที่สำคัญและตอ้ งผสมผสานระหว่าง

1. มีการเปล่ียนแปลง (Change) ในทางบวก ได้แก่ การปรับปรุงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตเสมอ
ถ้าเปลี่ยนแปลงในทางลบไม่ถือว่าเป็นการพัฒนา คือการเปล่ียนแปลงนั้นจะต้องดีขึ้น เจริญขึ้นงอกงามข้ึน
และต้องเกยี่ วข้องกับ 4 แก่นหลกั คือ คน โครงสร้าง เทคโนโลยแี ละระบบหรอื งาน (รวมท้งั สง่ิ แวดล้อมด้วย)

2. การเปล่ียนแปลงน้ันต้องมีการควบคุม (Control) ทิศทางของการเปล่ียนแปลงได้โดยการ
กำหนดเป็นแผนที่ชัดเจนและนำไปสู่การปฏิบัติที่ดำเนินตามเป้าหมายอย่างเด่นชัดและปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นได้
ตามความเหมาะสมของสถานการณ์และเวลาท่ีเปลี่ยนแปลงไป โดยมีจุดเน้นของการพัฒนาโดยประชาชน
เพื่อประชาชนและเปน็ การพัฒนาแบบยัง่ ยนื

3. ผลของการพัฒนานั้นต้องเกิดความเสมอภาค (Equity) และการกระจายใหม่ (Redistribution)
ในการกระจายความเป็นธรรมในเรื่องรายได้ และการกระจายความเป็นธรรมในเร่ืองคุณภาพชีวิต (Quality
of Life) แก่กลุ่มคนในสังคมอย่างยุติธรรมและจะต้องทำให้เกิดความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงในเร่ืองโอกาส
(การศึกษา การทำงาน ความกา้ วหนา้ ฯลฯ)

สัญญา สัญญาวิวัฒน์ (2547 : 3) กล่าวว่าการพัฒนา คือการเปล่ียนแปลงตามแผนหรือการ
เปล่ียนแปลงที่มีการกำหนดทิศทาง (Planned or Directed Change) น่ันคือการพัฒ นา มิได้เป็น
เรื่องธรรมชาติหากเป็นความพยายามของมนุษย์ท่ีจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น โดยกำหนดทิศทางหรือ
รายละเอียดเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะพัฒนาอะไร พัฒนาอย่างไร ช้าเร็วอย่างไร ใครจะเป็นผู้พัฒนาและเป็นผู้ถูก
พฒั นา เปน็ ตน้

นันทนีย์ กมลศิริพิชัยพร (ม.ป.ป. : 5) ได้อธิบายว่า การพัฒนาเป็นกระบวนการในการที่จะ
เปล่ียนแปลงและปรับปรุงคุณภาพชีวิต (Quality of Life) ของประชาชนส่วนใหญ่ให้ดีขึ้น ซ่ึงรวมถึงเร่ืองท่ี
ตัดสินคุณค่าของคนในแต่ละสังคมด้วย ความหมายของการการพัฒนาจึงแตกต่างกันออกไปตามกาลเวลา
สถานที่และลักษณะของปัญหาหรือความต้องการของแต่ละสังคม โดยมีปัจจัยที่สนับสนุน ส่งเสริม
การเปลยี่ นแปลงใหเ้ ปน็ ไปทิศทางท่ีพึงประสงค์ ดังนี้

1. เปน็ การเปล่ยี นแปลงทน่ี ำมาซ่ึงการปรับปรุงให้ดขี ึน้ สำหรับคนส่วนใหญ่
2. ควรจะเป็นอนั ตรายน้อยที่สุดและเป็นประโยชน์ต่อทุก ๆ คน
3. อย่างน้อยท่ีสุดควรจะตอบสนองความต้องการพื้นฐานหรือความต้องการที่จำเป็นสำหรับ
การดำรงชวี ิต
4. มคี วามสอดคล้องกับความตอ้ งการของคนสว่ นใหญ่
5. ไมท่ ำลายสงิ่ แวดลอ้ ม

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแขง็ สกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชีวติ กลุ่มเปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดนา่ น 17

ในความหมายพ้ืนฐานการพัฒนา ก็คือการทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนในทุก ๆ ด้านของสังคม
ทั้งมวล การพัฒนามิได้เป็นเพียงการพัฒนาด้านรายได้หรือด้านเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวและไม่ใช่เรื่องของ
เทคนิค แต่การพัฒนาเป็นการเปล่ียนแปลงในแนวความคิดและเปล่ียนแปลงการกระทำท่ีเป็นไปในทิศทางที่ดี
ข้ึน ซ่ึงเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองความต้องการและก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกหมู่เหล่า
ให้ดขี ึ้น

สนธยา พลศรี (2547 : 2-5) ได้จำแนกความหมายของการพฒั นาแตล่ ะประเภทไว้ ดงั นี้
1. ความหมายจากรูปศัพท์ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสิ่งใดส่ิงหน่ึงให้เกิดความเจริญเติบโต
งอกงามและดีข้ึนจนเป็นที่พึงพอใจ ความหมายดังกล่าวนี้เป็นท่ีมาของความหมายในภาษาไทยและเป็น
แนวทางในการกำหนดความหมายอื่น ๆ
2. ความหมายโดยท่ัวไป หมายถึง การเปล่ียนแปลงสิ่งใดสิ่งหน่ึงให้คุณภาพดีขึ้นกว่าเดิม
ความหมายนีน้ ับว่าเป็นความหมายที่รจู้ กั กันโดยทั่วไป เพราะนำมาใช้มากกวา่ ความหมายอืน่ ๆ แมว้ า่ จะไมเ่ ป็น
ท่ียอมรับของนกั วชิ าการก็ตาม
3. ความหมายทางเศรษฐศาสตร์หมายถึง ความเจริญเติบโตแต่เป็นความเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกิจตามเน้ือหาของวิชาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นการเน้นความหมายในเชิงปริมาณ คือการเพ่ิมขึ้นหรือ
การขยายตวั ทางเศรษฐกจิ มากกวา่ ดา้ นอื่น ๆ
4. ความหมายทางพัฒนบริหารศาสตร์ หมายถึง การเปล่ียนแปลงของสิ่งใดส่ิงหนึ่ง ท้ังในด้าน
คุณภาพ (ดีข้ึน) ด้านปริมาณ (มากข้ึน) และด้านส่ิงแวดล้อม (มีความเหมาะสม) ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงด้านใด
ด้านหนง่ึ เพียงด้านเดยี ว
5. ความหมายทางด้านเทคโนโลยี หมายถึง การเปล่ียนแปลงสังคมให้ทันสมัยด้วยความเจริญ
กา้ วหนา้ ทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ซ่ึงเปน็ ความหมายอกี แนวทางหนึง่
6. ความหมายทางด้านการวางแผน หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนจากการเตรียมการ
ของมนุษย์ไว้ล่วงหน้าในลักษณะของแผนและโครงงาน แล้วบริหารหรือจัดการให้เป็นไปตามแผนและโครงการ
จนประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะเห็นได้ว่าความหมายของการพัฒนา
ทางด้านการวางแผนกำหนดให้การพัฒนาเป็นกิจกรรมของมนุษย์และเกิดขึ้นจากการเตรียมการไว้ล่วงหน้า
เท่าน้นั การเปลีย่ นแปลงทีไ่ มไ่ ด้เกิดจากการวางแผนโดยมนษุ ย์ ไมใ่ ชเ่ ปน็ การพัฒนาในความหมายน้ี
7. ความหมายเก่ียวกับการปฏิบัติ คำว่า การพัฒนา ในความหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือ
การปฏิบัติการนี้ เป็นความหมายต่อเน่ืองจากความหมายทางการวางแผน โดยมุ่งเน้นถึงการวางแผนและ
โครงการไปดำเนินการอย่างจริงจังและอย่างต่อเนื่องเพราะถึงจะมีแผนและโครงการแล้ว แต่ถ้าหากไม่มีการ
นำไปปฏบิ ัติการพัฒนากไ็ มส่ ามารถเกิดขึ้นได้

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ กล่มุ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จังหวัดน่าน 18

8. ความหมายในทางพุทธศาสนา หมายถึง การพัฒนาคนให้มีความสุข มีสภาพแวดล้อมที่
เหมาะสม การพัฒนาในความหมายน้ีมีลักษณะเดียวกันกับการพัฒนาในความหมายทางด้านการวางแผน คือ
เป็นเรื่องของมนุษย์เท่าน้ัน แตกต่างกันเพียงการวางแผนให้ความสำคัญท่ีวิธีการดำเนินงาน ส่วนพุทธศาสนา
มุ่งเน้นผลท่เี กดิ ข้ึน คือความสขุ ของมนษุ ย์เท่าน้นั

9. ความหมายทางสังคมวิทยา นักสังคมวิทยาได้ให้ความหมายของการพัฒนาโดยเน้น
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม คือ มนุษย์กลุ่มทางสังคม การจัดระเบียบทางสังคม ซ่ึงมีลักษณะ
เช่นเดียวกับความหมายในทางพุทธศาสนา คือการเปลี่ยนแปลงมนุษย์และส่ิงแวดล้อมให้มีความสุขและมี
ลกั ษณะเช่นเดียวกบั ความหมายทางการวางแผน คอื ด้วยวิธีการจดั สรรทรัพยากรของสังคมอย่างยตุ ธิ รรมและมี
ประสทิ ธิภาพ ซึ่งนักวางแผนเรยี กวา่ การบรหิ ารและการจัดการ

10. ความหมายทางการพัฒนาชุมชน นักพัฒนาชุมชนได้ให้ความหมายคำว่า การพัฒนาเอาไว้
ใกล้เคียงกับนักสังคมวิทยา คือการพัฒนาเป็นวิธีการเปล่ียนแปลงมนุษย์และสังคมมนุษย์ให้ดีข้ึน แต่ว่า
นกั พฒั นาชุมชนมุง่ เน้นที่มนษุ ย์ในชมุ ชนจะตอ้ งรว่ มกันดำเนินงานและได้รบั ผลจากการพัฒนารว่ มกนั

นอกจากน้ีสนธยา พลศรี ยังได้สรุปภาพรวมความหมายของคำว่า การพัฒนาไว้ว่า หมายถึง
กระบวนการเปล่ียนแปลงของสิ่งใดสิ่งหน่ึงให้ดีข้ึน ทั้งทางด้านคุณภาพ ปริมาณและส่ิงแวดล้อม ด้วยการวางแผน
โครงการและดำเนนิ งานโดยมนุษยเ์ พื่อประโยชน์แกต่ ัวมนษุ ยเ์ อง

วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (ม.ป.ป. : 42-43) กล่าวสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาไว้ว่า การพัฒนา หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีกว่าเดิม เพื่อให้ประชาชนหรือชุมชนมีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึนและมีความเจริญ
ก้าวหน้า โดยการเปล่ียนแปลงนั้นได้มีการกำหนดไว้ก่อนและครอบคลุมท้ังด้านวัตถุและด้านจิตใจหรืออาจ
แบ่งเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง นอกจากน้ีแล้วการพัฒนาในแง่ท่ีเป็นกระบวนการ (Process)
จะประกอบด้วยหลายข้ันตอน (Stages) ที่มีความสัมพันธ์หรือเชื่อมโยง (Relation or Linkage) และ
สอดคล้องกัน การพัฒนายังเป็นกระบวนการต่อเนื่อง (Continuing Process) คือหลังจากดำเนินกิจกรรม
พฒั นากจิ กรรมหนง่ึ ผา่ นไปแล้วกจ็ ะนำสู่การดำเนนิ กจิ กรรมพัฒนากิจกรรมอน่ื ๆ ตอ่ ไปอีก

ลักษณะของการพฒั นา
จากความหมายของการพัฒนาดังกล่าวข้างต้นจึงทำให้ลักษณะของการพัฒนามีหลายประการ

ซึ่งลกั ษณะสำคญั ของการพฒั นาน้ัน สนธยา พลศรี (2547 : 5-6) อธบิ ายไว้ ดังนี้
1. เป็นการเปล่ียนแปลงด้านต่าง ๆ เช่น ด้านคุณภาพ ปริมาณและส่ิงแวดล้อมของสิ่งใดส่ิงหนึ่งให้ดี

ขนึ้ หรอื ให้มคี วามเหมาะสม อันเปน็ การเปลี่ยนแปลงอย่างรอบดา้ น ไม่ใช่เปลย่ี นแปลงในด้านในด้านหนึ่งเพียงดา้ น
เดียวเท่าน้ัน หรอื อาจจะเรียกได้ว่าต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงท้ังระบบ ซึ่งเป็นลักษณะตามความหมายทางด้าน
พฒั นาบรหิ ารศาสตร์

2. มีลักษณะเป็นกระบวนการ คือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนตามลำดับข้ันตอนและอย่าง
ตอ่ เน่ืองกัน โดยแต่ละข้ันตอนมีความเก่ยี วข้องสมั พันธก์ นั เป็นลำดบั ไม่สามารถข้ามขน้ั ตอนใดขน้ั ตอนหนง่ึ ได้

แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แข็งสูก่ ารพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จงั หวัดน่าน 19

3. มีลักษณะเป็นพลวัต คือเป็นการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง แต่การ
เปล่ียนแปลงที่เกิดขน้ึ จะเป็นแบบรวดเรว็ หรอื ชา้ ๆ ปรมิ าณมากหรือนอ้ ยกไ็ ด้

4. เป็นแผนโครงการ คือเกิดขึ้นจากการเตรียมการไว้ล่วงหน้าว่าจะเปล่ียนแปลงใคร ด้านใด
ด้วยวิธีการใด เม่ือไร ใช้งบประมาณเท่าใด ใครรบั ผดิ ชอบ เป็นต้น ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนโดยไม่มี
การเตรยี มการไวล้ ว่ งหน้า

5. เป็นวิธีการ การพัฒนาเป็นมรรควิธีหรือกลวิธีที่นำมาใช้ให้เกิดการเปล่ียนแปลงตามเป้าหมาย
ทกี่ ำหนด เช่น การพัฒนาสังคม การพัฒนาชนบท การพฒั นาเมือง การพัฒนาเศรษฐกจิ การพัฒนาชมุ ชน ต่างก็
เปน็ วิธีการพัฒนาแบบหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะเปน็ ของตนเอง

6. เป็นปฏิบัติการ คือเป็นส่ิงท่ีเกิดข้ึนจริง ไม่เป็นเพียงแนวความคิดหรือเป็นเพียงรายละเอียด
ของแผนและโครงการเทา่ นัน้ เพราะการพัฒนาเป็นวธิ กี ารทต่ี อ้ งนำมาใชป้ ฏิบัติจริงจงึ จะเกิดผลตามท่ตี ้องการ

7. เป็นสิ่งท่ีเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์เพ่ือประโยชน์ของมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์โลก
ประเภทเดียวท่ีสามารถจัดทำแผนโครงการและคิดค้นวิธีการในการที่จะพัฒนาตนเองและส่ิงต่าง ๆ ได้
การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตาม ถ้าไม่ได้เกิดจากการกระทำของมนุษย์แล้วจะไม่ใช่การพัฒนา แม้ว่าจะมีลักษณะอื่น
ๆ เหมอื นกับการพฒั นาก็ตาม

8. ผลท่ีเกิดข้ึนมีความเหมาะสมหรือพึงพอใจ ทำให้มนุษย์และสังคมมีความสขุ เพราะการพัฒนา
เป็นส่ิงทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับมนุษย์และการอยู่ร่วมกนั เปน็ สังคมของมนษุ ย์น่ันเอง

9. มีเกณฑ์หรือเคร่ืองชี้วัด คือสามารถบอกได้ว่าลักษณะที่เกิดขึ้นจากการเปล่ียนแปลงน้ันเป็น
การพัฒนาหรือไม่ ซ่ึงอาจดำเนินการได้หลายวิธี เช่น เปรียบเทียบกับสภาพเดิมก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
กำหนดเกณฑ์มาตรฐานในการชี้วัดในด้านตา่ ง ๆ โดยเฉพาะด้านคณุ ภาพ ปรมิ าณสิ่งแวดลอ้ ม ความคงทนถาวร
การประเมินผลจากผู้ทเ่ี ก่ยี วข้องว่ามคี วามเหมาะสมหรอื พงึ พอใจหรอื ไม่และระดบั ใด เปน็ ต้น

10. สามารถเปล่ียนแปลงได้การพัฒนานอกจากจะทำให้เกิดการเปล่ียนแปลงต่อมนุษย์สังคม
และส่ิงต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับมนุษย์แล้ว รูปแบบ กระบวนการและวิธีการพัฒนาก็สามารถเปล่ียนแปลงได้
เน่ืองจากมนุษย์และสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งการเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
และการเปลี่ยนแปลงท่ีเป็นผลของการพัฒนา ดังน้ันจึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงเปล่ียนแปลง
กระบวนการพัฒนาให้มีความเหมาะสมกับการเปล่ียนแปลงท่เี กดิ ข้ึนดว้ ยการพัฒนาใหม่ ๆ จึงเกิดขนึ้ อยูเ่ สมอ

กล่าวได้ว่าลักษณะโดยรวมของการพัฒนา เป็นการเปล่ียนแปลงที่มีความเกี่ยวเน่ืองสัมพันธ์กัน
ถ้าการพัฒนาขาดลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังกล่าวจะเป็นเพียงการเปล่ียนแปลงในรูปแบบหน่ึงที่มีความหมาย
ใกลเ้ คยี งกับการพฒั นาเทา่ นั้น
แนวคดิ เก่ียวกบั รูปแบบและหลกั การในการพฒั นารูปแบบ

ความหมายของรปู แบบ รูปแบบเป็นส่งิ ท่สี ร้างและพัฒนาข้นึ ไวเ้ ป็นแนวทางในการทำงานอย่างใด
อยา่ งหนึ่ง มีนักวิชาการได้ให้ความหมายไวด้ งั นี้

คัมภีร์ สุดแท้ (2553) กล่าวว่า รูปแบบ หมายถึง ส่ิงท่ีสร้าง หรือพัฒนาข้ึน แสดงให้เห็นถึง
องคป์ ระกอบสำคัญ ๆ ของเรื่องให้เข้าใจง่ายข้ึน เพ่ือใชเ้ ป็นแนวทางในการดำเนนิ งานตอ่ ไป

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดนา่ น 20

ปัญญา ทองนิล (2553) ได้กล่าวว่า รูปแบบ หมายถึง โครงสร้างที่เกิดจากทฤษฎี ประสบการณ์
การคาดการณ์ นำเสนอในรูปของข้อความหรอื แผนผงั

ทิศนา แขมมณี (2550) ได้กลา่ วอธบิ ายความหมายของรูปแบบไว้ว่า รูปแบบ หมายถึง เคร่ืองมือ
ทางความคิดท่ีบุคคลใช้ในการสืบสอบหาคำตอบ ความรู้ ความเข้าใจในปรากฏการณ์ท่ีเกิดขนึ้ โดยสร้างมาจาก
ความคิด ประสบการณ์ การใช้อุปมาอุปไมย หรือจากทฤษฎี หลักการต่างๆ และแสดงออกในลักษณะใดลักษณะ
หนงึ่

บาร์โดและฮาร์ตแมน (Bardo and Hartman, 1982: 245) ได้กล่าวถึงรูปแบบในทาง
สังคมศาสตร์ไว้ว่า “เป็นชุดของข้อความเชิงนามธรรมเก่ียวกับปรากฏการณ์ท่ีเราสนใจ เพ่ือใช้ในการนิยาม
คุณลักษณะ และ/หรือ บรรยายคุณสมบัตินั้น ๆ” Bardo และ Hartman อธิบายต่อไปว่า รูปแบบเป็นอะไร
บางอย่างที่เราพฒั นาขึ้นมา เพือ่ บรรยายคุณลักษณะท่สี ำคัญ ๆ ของปรากฏการณ์อยา่ งใดอย่างหนึง่ เพื่อใหง้ ่าย
ต่อการทำความเข้าใจรูปแบบ จึงมิใช่การบรรยายหรืออธิบายปรากฏการณ์อย่างละเอียดทุกแง่มุม เพราะการ
ทำเช่นน้ันจะทำให้รูปแบบมีความซับซ้อนและยุ่งยากเกินไปในการท่ีจะทำความเข้าใจซ่ึงจะทำให้คุณค่าของ
รปู แบบนั้นด้อยลงไป ส่วนการท่ีจัดระบบรูปแบบหน่ึง ๆ จะต้องมีรายละเอียดมากน้อยเพียงใดจึงจะเหมาะสม
และรูปแบบน้ัน ๆ ควรมีองคป์ ระกอบอะไรบา้ ง ไมไ่ ดม้ ีข้อกำหนดเป็นการตายตวั ท้งั นี้ปรากฏการณแ์ ต่ละอยา่ ง
และวตั ถุประสงค์ของผสู้ ร้างรูปแบบทีต่ ้องการจะอธิบายปรากฏการณ์น้ัน ๆ อยา่ งไร

สรปุ
การพัฒนารูปแบบการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายให้ได้รับการพัฒนา การสงเคราะห์ คุ้มครองอย่าง

รวดเร็ว ทั่วถึงและเป็นธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องเป็นการพัฒนากระบวนการในการท่ีจะเปล่ียนแปลงและ
ปรับปรุงคณุ ภาพชีวติ (Quality of Life) ของประชาชนส่วนใหญใ่ ห้ดีขนึ้ และสามารถดำรงอยูใ่ นสังคมไดอ้ ยา่ ง
ปกตสิ ขุ

แนวความคดิ ทฤษฎีประสิทธิภาพในการปฏบิ ตั งิ าน

งานทุกอย่างบนโลกใบน้ีที่มนุษย์เป็นผู้สรรสร้างขึ้นมา มีระดับความยากง่ายที่แตกต่างกันไป
ข้ึนอยู่กับสภาพบริบทของพ้ืนที่ และความมุ่งหวังขององค์การว่าต้องการงานแบบไหน งานไหนบ้างท่ีต้องใช้
กำลังคน งานไหนท่ีต้องใช้อุปกรณ์เสริม เช่น เคร่ืองจักรกล ซ่ึงต้องแข่งขันกับปัจจัยหลายอย่างที่คอยเสียดสี
อยู่ข้าง ๆ เช่น ปัจจัยค่าแรงงาน ค่าอุปกรณ์ ค่าครองชีพ ระบบเศรษฐกิจในระดับต่าง ๆ ส่ิงเหล่าน้ีคอย
เป็นตัวกระตุ้นให้งานน้ันสำเร็จและมีประสิทธิภาพ ในเมื่อต้องแข่งขันกับปัจจัยภายนอกภายในดังท่ีกล่าวมา
คำว่า ประสิทธิภาพ (Efficiency) จึงมีความจำเป็นและเสมือนเป็นผลสำเร็จที่ทุกคนต้องไปให้ถึงด้วยวิธีการ
ตา่ ง ๆ

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสูก่ ารพัฒนาคุณภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จงั หวัดนา่ น 21

ความหมาย
โดยท่ัวไปแล้วประสิทธิภาพ (efficiency) ในการปฏิบัติงานมักจะแยกไม่ออกกับประสิทธิผล

(effectiveness) ในการปฏิบัติงานเพราะการปฏิบตั ิงานนั้นจะมีประสิทธิภาพไมไ่ ด้ ถา้ หากวา่ การปฏิบตั งิ านนั้น
ไม่มีประสิทธิผล ซึ่งหมายความว่าการปฏิบัติงานจะไม่บรรลุเป้าหมายหรือวัตลุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้
แต่ในขณะเดียวกัน การปฏิบัติงานท่ีมีประสิทธิผลก็ไม่จำเป็นว่าการปฏิบัติงานนั้นจะต้องมีประสิทธิภาพเสมอ
ไป เพราะว่า ความหมายโดยตรงของประสิทธภิ าพนน้ั มผี ้กู ล่าวไว้หลายทา่ นดว้ ยกนั ดงั นี้

พี เต อร์สน และพ ลาวแม น (Peterson & Plowman อ้างถึงใน ค ฑ าวุธ พ รห ม ายน ,
2545, หน้า 9) ได้ให้ความหมายของคำว่า ประสิทธิภาพในการบริหารงานด้านทางธุรกิจ ในความหมายอย่าง
แคบว่าหมายถึง การลดต้นทุนในการผลิต และความหมายอย่างกว้าง หมายถึงคุณภาพของการมีประสิทธิผล
(quality of effectiveness) และความสามารถในการผลิต (competence and capability) และใน
การดำเนินงานทางด้านธุรกิจท่ีจะถือว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด ก็เพ่ือสามารถผลิตสินค้า หรือบริการในปริมาณ
และคณุ ภาพที่ต้องการที่เหมาะสมและตน้ ทนุ นอ้ ยท่ีสดุ เพื่อคำนึงถึงสถานการณแ์ ละขอผูกพันดา้ นการเงนิ ทม่ี อี ยู่
ดังนั้นแนวความคิดของคำว่าประสิทธิภาพในด้านธุรกิจมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ ต้นทุน (cost) คุณภาพ
(quality) ปริมาณ (quantity) และวธิ ีการ (method) ในการผลิต

มลิ เล็ท (Millet อ้างถึงใน สถิต คำลาเลี้ยง, 2544, หน้า 13) ได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกับประสิทธิภาพ
(efficiency) หมายถึง ผลการปฏิบัติงานที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจแก่มวลมนุษย์ และได้รับผลกำไรจากการ
ปฏิบัติงานนั้น (human satisfaction and benefit produced) ซ่ึงความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจ
ในการบรกิ ารใหก้ ับประชาชน โดยพิจารณาจาก

1. การให้บรกิ ารอย่างเท่าเทยี ม (equitable service)
2. การให้บริการอยา่ งรวดเรว็ และทนั เวลา (timely service)
3. การให้บรกิ ารอย่างเพยี งพอ (ample service)
4. การให้บรกิ ารอยา่ งก้าวหนา้ (progression service)
ไซมอน (Simon อ้างถึงใน สถิต คำลาเล้ียง, 2544, หน้า 13) ได้ให้ทรรศนะเก่ียวกับ
ประสิทธิภาพไว้ว่า กล่าวคือ ถ้าจะพิจารณาว่างานใดจะมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ให้ดูความสัมพันธ์ระหว่าง
ปัจจัยนำเข้า (input) กับผลผลิต (output) ที่ได้รับ เพราะฉะนั้นตามทรรศนะนี้ จึงหมายถึงผลผลิตลบด้วย
ปัจจัยนำเข้าและถ้าเป็นการรบริหารราชการ องค์กร ของรัฐก็ บวกความพึงพอใจของผู้รับบริการ
(satisfaction) เขา้ ไปด้วยซึ่งอาจเขียนเปน็ สูตรไดด้ งั น้ี
E = (O-I) + S
E = Efficiency คือ ประสทิ ธิภาพของงาน
0 = Output คอื ผลผลติ หรืองานทีไ่ ดร้ ับออกมา
I = Input คือ ปจั จยั นำเขา้ หรือทรพั ยากร
S = Satisfaction คอื ความพงึ พอใจของผู้รับบรกิ าร

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็งสกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวิตกล่มุ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดนา่ น 22

รพี แก้วเจริญ และฑิตยา สุวรรณะชฎ (2510, หน้า 5) ได้อธิบายความหมายของ คำว่า
ประสิทธิภาพ หมายถึง ความคล่องแคล่วในการปฏิบัติงานให้สำเร็จซึ่งไม่ได้กล่าว ถึงปัจจัยนำเข้าหรือความ
พึงพอใจ

ทิพาวสี เมฆสวรรค์ (2538, หน้า 2) ช้ีให้เห็นว่าประสิทธิภาพในระบบราชการมีความหมาย
รวมถึงผลิตภาพและประสิทธิภาพ โดยประสิทธิภาพเป็นส่ิงที่วัดได้หลายมิติ ตามแต่วัตถุประสงค์ท่ีต้องการ
พจิ ารณา คือ

1. ประสิทธิภาพในมิติของค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของการผลิต (input) ได้แก่ การใช้ทรัพยากร
การบริหาร คือ คน เงนิ วสั ดุ เทคโนโลยีท่มี อี ยา่ งประหยัด คมุ้ คา่ และเกิดการสญู เสียน้อยทีส่ ุด

2. ประสิทธิภาพในมิติของกระบวนการการบริหาร (process) ได้แก่ การทำงานที่ถูกต้องได้
มาตรฐาน รวดเรว็ และใชเ้ ทคโนโลยที ่ีสะดวกกวา่ เดิม

3. ประสิทธิภาพในมิติของผลผลิตและผลลัพธ์ ได้แก่ การทำงานท่ีมีคุณภาพเกิดประโยชน์ต่อ
สงั คม เกิดผลกำไร ทันเวลา ผู้ปฏิบัติงานมีจิตสำนึกทดี่ ีต่อการทำงานและบริการเป็นท่พี อใจของลกู ค้าหรือผู้มา
รับบรกิ าร

ทิพาวดี เมฆสวรรค์ (อ้างถึงใน ธานินทร์ สุทธิกุญชร, 2543, หน้า 10) ได้เสนอแนวคิดในการ
ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐ โดยศึกษาการปรับปรุงระบบราชการของต่างประเทศท่ีได้รับการ
ยอมรบั ว่าประสบความสำเร็จได้ ดงั น้ี

1. ต้องกำหนดแนวทางและเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงท่ีชัดเจน หมายถึงการทำงานที่มี
ประสิทธิผลยึดถือผลสำเร็จ หรือผลสัมฤทธิ์ของงาน (results) เป็นหลักในการดำเนินงานโดยมุ่งที่ผลลัพธ์
(outcome) โดยมีการประเมินผลและวัดผลสำเร็จของงานอย่างเป็นรูปธรรม สามารถตอบสนองและสร้าง
ความพึงพอใจแก่ลูกค้าผู้มารับบริการ ปรับปรุงโครงสร้าง และระบบงานเพื่อยุบเลิกงานที่ซ้ำซ้อน โดย
สร้างสรรค์กระบวนการทำงานใหม่ ลดขนาดกำลังคน เพ่ือลดค่าใช้จ่ายขององค์กรด้านบุคคลากร มีการ
กระจายอำนาจการตดั สนิ ใจจากระดับบนส่รู ะดับเจ้าหน้าท่ี

2. ระบบการบริหารงานที่จะยึดผลสำเร็จของงาน และผลลัพธ์ขององค์การเป็นหลักสำคัญ
ในการดำเนนิ การ รวมทั้งใช้มาตรการจงู ใจและให้รางวลั ตอบแทนแก่องค์กรท่ีประสบความสำเรจ็

ธงชัย สนั ติวงษ์ (2526, หน้า 198) นิยามว่าประสิทธิภาพ หมายถึง กิจกรรมทางด้านการบริหาร
บุคคลที่ได้เก่ียวข้องกับวิธีการ ซึ่งหน่วยงานพยายามกำหนดให้ทราบแน่ชัดว่าพนักงานของตนสามารถ
ปฏบิ ัติงานได้มีประสทิ ธภิ าพมากน้อยเพียงใด

สมพงษ์ เกษมสิน (อ้างถึงใน คฑาวุธ พรหมายน , 2545, หน้า 14) ได้กล่าวถึง แนวคิด
ของ Harring Emerson ท่ีเสนอแนวความคิดเก่ียวกับหลักการทำงานให้มีประสิทธิภาพในหนังสือ
"The Twelve Principles of Efficiency" ซ่ึงไดร้ ับการยกยอ่ งและกล่าวขานกันมาก หลัก 12 ประการมดี ังนี้

1. ทำความเขา้ ใจและกำหนดแนวคดิ ในการทำงานให้กระจ่าง
2. ใช้หลักสามัญสำนึกในการพจิ ารณาความน่าจะเป็นไปได้ของงาน
3. คำปรกึ ษาแนะนำตอ้ งสมบูรณ์และถกู ต้อง

แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแข็งสกู่ ารพัฒนาคุณภาพชวี ิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จังหวัดนา่ น 23

4. รักษาระเบยี บวนิ ยั ในการทำงาน
5. ปฏบิ ตั ิงานดว้ ยความยุติธรรม
6. การทำงานต้องเช่ือถอื ไดม้ ีความฉับพลนั มีสมรรถภาพและมีการลงทะเบยี นไวเ้ ป็นหลกั ฐาน
7. งานควรมลี กั ษณะแจง้ ใหท้ ราบถึงการดำเนินงานอย่างท่วั ถงึ
8. งานเสรจ็ ทันเวลา
9. ผลงานได้มาตรฐาน
10. การดำเนินงานสามารถยึดเป็นมาตรฐานได้
11. กำหนดมาตรฐานทสี่ ามารถใช้เป็นเครือ่ งมอื ในการสอนงานได้
12. ให้บำเหนจ็ แก่งานท่ีดี
นอกจากนี้ ยงั มีแนวความคดิ ท่ีเก่ียวข้องกับปัจจัยในการปฏิบัติงานให้มปี ระสทิ ธภิ าพหรือปัจจยั ท่ี
มผี ลตอ่ การปฏิบตั งิ านนั้น และมีนกั ทฤษฎีหลายท่านไดศ้ ึกษาและสรปุ เป็นปัจจยั สำคญั ๆ ท่นี า่ สนใจดงั ตอ่ ไปน้ี
เบ คเกอร์ และ นิ วเฮาเซอร์ (Becker & Neuhauser อ้างถึงใน คฑ าวุธ พ รห มายน ,
2545, หน้า 12)ได้เสนอตัวแบบจำลองเก่ียวกับประสิทธิภาพขององค์กร (model of organization
efficiency) โดยกลา่ วว่าประสิทธิภาพขององค์การนอกจากจะพจิ ารณาถึง ทรัพยากร เช่น คน เงิน วสั ดุ ท่ีเป็น
ปัจจัยนำเข้า และผลผลิตขององค์การ คือ การบรรลุเป้าหมายแล้วองค์การในฐานะท่ีเป็นองค์กรในระบบเปิด
(open system) ยังมปี ัจจยั ประกอบอกี ดังแบบจำลองในรปู สมมตฐิ านซึ่งสามารถสรุป ได้ดงั นี้
1. หากสภ าพแวดล้อมในการทำงานขององค์การนั้น มีความซ้ำซ้อนต่ํา (low task
environment complexity) หรือมีความแน่นอน (certain) มีการกำหนดระเบียบปฏิบัติในการทำงานของ
องค์การอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว แน่ชัดว่าจะนำไปสู่ความมีประสิทธิภาพขององค์การมากกว่า องค์การท่ีมี
สภาพแวดล้อมในการทำงานยุ่งยาก และซับซอนสูง (high task environment complexity) หรือมีความไม่
แน่นอน (uncertain)
2. การกำหนดระเบียบปฏิบัติชัดเจนเพื่อเพ่ิมผลการทำงานที่มองเห็นได้มีผลทำให้ประสิทธิภาพ
มากขน้ึ ดว้ ย
3. ผลการทำงานที่มองเหน็ ไดส้ ัมพนั ธ์ในทางบวกกับประสทิ ธิภาพ
4. หากพิจารณาควบคู่กันไปจะปรากฏว่าการกำหนดระเบียบปฏิบัติอย่างชัดเจน และผลการ
ทำงานทีส่ ามารถมองเห็นไดจ้ ะมคี วามสัมพนั ธ์มากขน้ึ ตอ่ ประสิทธภิ าพมากกวา่ ตัวแปรแตล่ ะตัวตามลำพงั
เบ็คเกอร์ และนิวเฮาเซอร์ ยังเชื่ออีกว่าการสามารถมองเห็นผลการทำงานขององค์กรได้
(visibility consequences) และมีความสัมพันธ์ของประสิทธิภาพขององค์กรเพราะองค์กรสามารถทดลอง
และเลือกระเบียบการปฏิบัติได้ซ่ึงระเบียบการปฏิบัติและผลการปฏิบัติงานจะมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพใน
การปฏิบตั งิ าน

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แขง็ สู่การพฒั นาคณุ ภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จังหวัดนา่ น 24

แคทซ์ และคาฮ์น (Katz & Kahn> 1978, pp. 232-240) ซ่ึงเป็นนักทฤษฎีท่ศี ึกษาองคก์ ร ระบบ
เปิด (open system) เช่นกันก็ได้ศึกษาในเรื่องปัจจัยที่สำคัญต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ซ่งึ เขากล่าวว่า
ประสิทธิภาพ คือ ส่วนประกอบที่สำคัญของประสิทธิผล ประสิทธิภาพขององค์การ ถ้าจะวัดจากปัจจัยนำเข้า
เปรียบเทียบกับผลผลิตที่ได้จะทำให้การวัดประสิทธิภาพคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงขององค์กร หมายถึง
การบรรลุเป้าหมาย (goal-attainment) ขององค์กรในการบรรลุเป้าหมายขององค์กร ปัจจัยต่าง ๆ คือ
การฝกึ อบรม ประสบการณ์ความผกู พนั ยังมคี วามสำคัญต่อประสิทธภิ าพในองค์กรดว้ ย

นฤมล กิตตะยานนท์ (อ้างถึงใน คฑาวุธ พรหมายน, 2545, หน้า 15-16) ได้เสนอว่า
การปฏบิ ัตงิ านของแต่ละคนจะถูกกำหนดโดย 3 ส่วน ดงั นี้

1. คุณลกั ษณะเฉพาะส่วนบุคคล (individual attributes) แบง่ ออกเปน็ 3 กลุ่มดังน้ี
1.1 demographic characteristics เปน็ ลักษณะทเี่ กย่ี วกับ เพศ อายุ เชื้อชาติ เผา่ พนั ธ์ุ
1.2 competence characteristics เป็นลักษณ ะท่ีเกี่ยวกับความรู้ความสามารถ

ค ว า ม ถ นั ด แ ล ะ ค ว าม ช ำน าญ ข อ งบุ ค ค ล ซ่ึ ง คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ เห ล่ า น้ี จ ะ ได้ ม าจ าก ก าร ศึ ก ษ า อ บ ร ม แ ล ะ ส่ั งส ม
ประสบการณ์

1.3 psychological characteristics เปน็ คุณลักษณะทางด้านจิตวิทยา ซึง่ ได้แก่ ทัศนคติ
คา่ นยิ ม การรบั ในเร่อื งตา่ ง ๆ รวมทัง้ บุคลกิ ภาพของแตล่ ะบคุ คลด้วย

2. ระดับความพยายามในการทำงาน (work effort) จะเกดิ ขึ้นจากการมแี รงจงู ใจ ในการทำงาน
ได้แก่ ความต้องการ แรงผลักดัน อารมณ์ความรู้สึก ความสนใจ ความต้ังใจ เพราะว่าคนท่ีมีแรงจูงใจใน
การทำงานสูงจะมีความพยายามท่ีจะอุทิศกำลังกายและกำลังใจให้แก่การทำงานมากกว่าผู้ที่แรงจูงใจใน
การทำงานตํ่า

3. แรงสนับสนุนจากองค์การหรือหน่วยงาน (organization support) ซึ่งได้แก่ คำตอบแทน
ความยตุ ธิ รรม การติดต่อสื่อสาร และวิธีการท่ีจะมอบหมายงานซึง่ มผี ลต่อกำลงั ใจผู้ปฏิบัติงาน

สรุปได้ว่า ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคลเกิดจากสภาพภูมิหลังของแต่ละคน
ท่ีไม่เหมือนกัน สภาพร่างกายจิตใจ การศึกษา ความรู้ความสามารถ ความถนัดต่าง ๆ โดยมีปัจจัยสนับสนุน
ให้เกิดความแตกต่างจากการประเมินของผู้บังคับบัญชาแล้วให้คะแนนออกมาในระดับต่ํา ปานกลาง และ
ระดับสูง ซ่ึงมีผลต่อการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ข้าราชการผู้นั้นมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่มากขึ้น
เร่อื ย ๆ

มาโนช สุขฤกษ์ และคณะ (อ้างถึงใน สถิต คำลาเลี้ยง, 2544, หน้า 18-19) ได้ กล่าวถึง ปัจจัยที่
จะกอ่ ใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพในการปฏิบตั งิ านวา่ ประกอบด้วยปัจจัยหลัก 3 ปจั จัยดว้ ยกนั คือ

1. ปัจจยั สว่ นบุคคลไดแ้ ก่
1.1 เพศ
1.2 จำนวนสมาชิกในครอบครัว
1.3 อายุ
1.4 ระยะเวลาในการทำงาน

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแข็งสู่การพฒั นาคณุ ภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดน่าน 25

1.5 สตปิ ญั ญา
1.6 ระดับการศึกษา
1.7 บุคลกิ ภาพ
2. ปัจจัยท่ีไดร้ ับมาจากงาน ได้แก่
2.1 ชนิดของงาน
2.2 ทกั ษะความชำนาญ
2.3 สถานภาพทางอาชพี
2.4 สถานภาพทางภูมศิ าสตร์
2.5 ขนาดของธรุ กจิ
3. ปจั จยั ท่ีควบคมุ ไดโ้ ดยฝา่ ยบรหิ าร
3.1 ความมั่นคง
3.2 รายได้
3.3 สวสั ดิการ
3.4 โอกาสกา้ วหนา้ ในงาน
3.5 สภาพการทำงาน
3.6 ผ้รู ่วมงาน
3.7 ความรบั ผิดชอบ
3.8 การจัดการ
สมพงษ์ เกษมสิน (2519,หน้า 271-273) ได้พูดถึงปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อบุคคลในการปฏบิ ัติงานว่า
มีปัจจยั หลายประการท่มี ีอิทธิพลตอ่ พฤตกิ รรมในการปฏิบัตงิ านของแต่ละบุคคล ซงึ่ ไดแ้ ก่
1. กิจกรรมในงานและนอกงาน
2. การรับสถานการณ์
3. ระดบั ความปรารถนา
4. กลุม่ อ้างอิง
5. เพศ
6. ภูมิหลงั ทางวัฒนธรรม
7. การศึกษา
8. ประสบการณ์
9. ระยะเวลาในการปฏบิ ัตงิ าน

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวิตกล่มุ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จังหวัดนา่ น 26

ปัจจัยในการปฏิบัติงานให้มปี ระสทิ ธภิ าพ
ปัจจัยสำคัญในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพนั้น สมยศ นาวีการ (2544, หน้า 14) กล่าวว่า

มปี ัจจัย 7 ประการทีม่ อี ทิ ธิพลต่อประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ตั ิงานในองคก์ าร คือ
1. กลยุทธ์ (strategy) คือ กลยุทธ์เก่ียวกับการกำหนดภารกิจ การพิจารณาจุดอ่อน จุดแข็ง

ภายในองคก์ าร โอกาสและอปุ สรรคภายนอก
2. โครงสรา้ ง (structures) โครงสรา้ งขององค์การท่ีเหมาะสมจะชว่ ยในการปฏิบัติงาน
3. ระบบ (systems) ระบบขององคก์ ารทีจ่ ะบรรลเุ ป้าหมาย
4. แบบ (styles) แบบของการบรหิ ารเพ่อื บรรลเุ ป้าหมายขององคก์ าร
5. บคุ ลากร (staff) ผรู้ ว่ มองค์การ
6. ความสามารถ (skill)
7. คา่ นยิ ม (shared values) ค่านยิ มร่วมของคนในองคก์ าร

ทมี งานท่ปี ระสทิ ธิภาพ
ทมี งานหรอื กลุ่มทำงานท่ีมปี ระสิทธิภาพจะตอ้ งมีความรู้สึกทดี่ ตี ่อกันและกันในหมู่สมาชิกและผ้ทู ี่

เป็นหัวหน้าต้องตระหนักว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากสภาพแวดล้อม และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ดังน้ัน
ทมี งานทมี่ ีประสทิ ธิภาพต้องมีเงื่อนไขที่สำคัญ คือ (ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, 2544, หนา้ 108)

1. ความรบั ผดิ ชอบและความผูกพัน โดยความผกู พนั ตอ่ องคก์ ารเป็นความผกู พัน ใน 3 ลักษณะ
คือ

1.1 ความปรารถนาอยา่ งแรงกลา้ ท่จี ะคงความเปน็ สมาชิกในองค์การ
1.2 มคี วามต้งั ใจและความพร้อมท่ีจะใชค้ วามพยายามท่ีมีอยู่เพ่อื องค์การ
1.3 มคี วามเชือ่ และยอมรับในคณุ ค่าและเปา้ หมายขององค์การ
2. ความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เน่ืองจากบุคคลเกิด
ความรูส้ กึ ว่าตนเองมีความสำคัญ มคี ณุ ค่าและมกี ารแลกเปล่ียน ความคิดแบบริเรม่ิ สรา้ งสรรค์กับความก้าวหน้า
ให้องคก์ าร
3. ความจำเป็นต้องพัฒนาทักษะ ความสามารถของสมาชิกให้สมาชิกมีความรู้และความชำนาญ
งาน ตลอดจนเทคนิคการทำงานร่วมกบั ผอู้ ื่น
4. มีส่ิงอำนวยความสะดวกให้กับทีมงาน รวมทั้งการมีท่ีปรึกษาเป็นบุคคลที่สาม ซ่ึงทำหน้าท่ี
เปน็ ผรู้ วบรวมขอ้ มลู เพือ่ พัฒนาการทำงาน ให้ขา่ วสารยอ้ นกลับ แกไ้ ข ปญั หาความขัดแย้งและการไกลเ่ กล่ยี
แนวคดิ เร่ืองปจั จยั มผี ลต่อประสิทธิภาพในการปฏบิ ัติงาน
สำหรับแนวคิดเร่ืองปัจจัยที่สำคัญในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพหรือปัจจัยท่ีมีผลต่อการ
ปฏบิ ัตงิ านนั้น มนี ักทฤษฎีหลายท่านได้ทำการศกึ ษาและสรปุ เป็นปจั จยั สำคัญ ๆ ที่นา่ สนใจ ดงั นี้
Becker and Neuhauser (1975 อ้างถึงใน โสฬส ปัญจะวิสุทธ์, 2541) ได้เสนอตัวแบบจำลอง
เก่ียวกับประสิทธิภาพขององค์กร (Model of Organization Efficiency) โดยกล่าวว่า ประสิทธิภาพของ
องค์กรนอกจากจะพิจารณาถึงทรพั ยากร เช่น คน เงนิ วัสดุ ที่เป็นปจั จัยนำเข้า และผลิตผลขององค์กร คือการ

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแข็งสกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตกล่มุ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดนา่ น 27

บรรลุเป้าหมายแล้วองค์กรในฐานะที่เป็นองค์กรในระบบเปิด (Open System) ยังมีปัจจัยประกอบอีกดัง
แบบจำลองในรปู สมมตฐิ านซึ่งสามารถสรปุ ได้ ดงั นี้

1. หากสภาพแวดล้อมในการทำงานขององค์กรมีความซับซ้อนต่ำ (Low Task Environment
Complexity) หรือมีความแน่นอน (Certainly) มีการกำหนดระเบียบปฏิบัติในการทำงานขององค์กร
อย่างละเอียดถี่ถ้วน แน่ชัดจะนำไปสู่ความมีประสิทธิภาพขององค์กรมากกว่าองค์กรท่ีมีสภาพแวดล้อมในการ
ทำงานยุ่งยากซบั ซอ้ นสงู (High- Task Environment Complexity) หรือมีความไม่แนน่ อน (Uncertainly)

2. การกำหนดระเบียบปฏิบัติชัดเจนเพื่อเพ่ิมผลการทำงานท่ีมองเห็นได้มีผลทำให้ประสิทธิภาพ
มากขึ้นด้วย

3. ผลการทำงานที่มองเห็นได้สมั พันธ์ในทางบวกกับประสทิ ธิภาพ
4. หากพิจารณาควบคู่กันจะปรากฏว่า การกำหนดระเบียบปฏิบัติอย่างชัดเจนและผลของการ
ทำงานท่มี องเหน็ ได้ มคี วามสมั พนั ธ์มากข้ึนตอ่ ประสทิ ธภิ าพมากกวา่ ตวั แปรแตล่ ะตวั ตามลำพัง
Becker ยังเช่ื อ อี ก ว่าก ารส าม ารถ ม อ งเห็ น ผ ล ก ารท ำงาน ข อ งอ งค์ ก รได้ (Visibility
Consequences)
มีความสัมพันธ์ของประสิทธิภาพขององค์กร เพราะองค์กรสามารถทดลองและเลือกระเบียบปฏิบัติได้
ระเบยี บปฏบิ ัติ และผลการปฏิบัตงิ านมีอทิ ธพิ ลต่อประสิทธิภาพในการปฏบิ ตั ิงาน
Katz และ Kahn (1978 อ้างถึงใน ควรคิด ชโลธรรังษี 2542) ซ่ึงเป็นนักทฤษฎีที่ศึกษาองค์กรระบบ
เปิด (Open System) เช่นกัน ก็ได้ศึกษาในเร่ืองปัจจัยที่สำคัญต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เขากล่าวว่า
ประสิทธภิ าพ คือส่วนประกอบที่สำคญั ของประสิทธิผล ประสทิ ธิภาพขององค์กรนั้น ถ้าจะวดั จากปัจจัยนำเข้า
เปรียบเทียบกับผลผลิตที่ได้น้ัน จะทำให้การวัดประสิทธิภาพคลาดเคล่ือนจากความเป็นจริงขององค์กร
หมายถึง การบรรลุเป้าหมาย (Goal Attainment) ขององค์กรในการบรรลุเป้าหมายขององค์กรนั้น ปจั จัยต่าง
ๆ คอื การฝกึ อบรม ประสบการณ์ ความผกู พนั ยังมีความสำคญั ตอ่ ประสทิ ธิภาพในองค์กรด้วย
Frederick Hertzberg (1968 อ้างถึงใน โสฬส ปัญจะวิสุทธิ์ 2541) ได้ศึกษาการบริหารงาน
ในแบบวิทยาศาสตร์โดยได้นำเอาการบริหารงานแบบวิทยาศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงานมา
ศกึ ษาร่วมกันเพื่อใหไ้ ด้ปัจจัยสำคญั ท่ีจะทำให้บคุ คลปฏิบัติงานไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ดงั นนั้ เขาจงึ ไดศ้ กึ ษาวจิ ัย
ถึงทัศนคติของบุคคลที่พอใจในการทำงานและไม่พอใจในการทำงาน พบว่า บุคคลท่ีพอใจในการทำงานน้ัน
ประกอบ ดว้ ยปัจจยั ดังนี้
1. การทีส่ ามารถทำงานได้บรรลุผลสำเรจ็
2. การทไ่ี ด้รบั การยกย่องนับถือเมื่อทำงานสำเรจ็
3. ลักษณะเนื้อหาของงานเป็นสง่ิ ท่นี ่าสนใจ
4. การทไ่ี ด้มคี วามรบั ผิดชอบมากขึน้
5. ความกา้ วหน้าในการทำงาน
6. การที่ไดร้ บั โอกาสพฒั นาความรู้และความสามารถในการทำงาน

แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็งส่กู ารพฒั นาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดน่าน 28

ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของงานที่เป็นส่วนท่ีทำให้เกิดความไม่พึงพอใจประกอบด้วย
ปจั จัย ดงั นี้ คอื

1. นโยบายและการบริหารองค์กร (Policy and Administration)
2. การควบคมุ การบงั คับบัญชา (Supervision)
3. สภาพการทำงาน (Work Conditions)
4. ความสัมพันธร์ ะหว่างบุคคลทกุ ระดับในหน่วยงาน (Relation with Pee and Subordinate)
5. คา่ ตอบแทน (Salary)
6. สถานภาพ (Status)
7. การกระทบกระเทือนตอ่ ชีวติ สว่ นตวั (Personal Life)
8. ความปลอดภยั (Security)

ทศั นคตใิ นการทำงานกับประสิทธภิ าพ
ทัศนคตเิ ปน็ สงิ่ ท่ีเกดิ จากการเรยี นรู้ เปน็ ความคิดเหน็ ท่ีเกิดจากอารมณ์และความรูส้ ึกที่ตอบสนอง

สิ่งเร้าจากภายนอกในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมของบุคคลน้ัน ๆ ว่าพอใจ
หรือไม่พอใจกบั สิ่งที่เกดิ ข้นึ มนี กั วิชาการได้ให้ความหมายของทัศนคติ ดังน้ี

กาญจนา คำสุวรรณ และ นิตยา เสาร์มณี (2521 อ้างถึงใน มาลัยแก้ว รังษีสุริยันต์ 2542, 16)
กล่าวว่า ทัศนคติเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบท่ีคนเรามีอยู่ต่อสิ่งเร้าทางสังคมปฏิกิริยาโต้ตอบที่เราได้เรียนมาจะมี
ลักษณะตดั สินหรอื ประเมินผลสง่ิ นน้ั ๆ

สุพิณ เกชาคุปต์ (2530, 65) กล่าวว่า ทัศนคติ หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลท่ีมีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด
และความรู้สึกน้ีจะกระทบต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคลน้ัน เพราะเป็นท่ีช้ีให้เห็นถึงท่าทีหรือความโน้ม
เอียงในการประพฤติปฏิบัติของตน

เสนาะ ติเยาว์ (2532, 338 - 339) กล่าววา่ ทัศนคติเป็นสภาพของจิตใจทพ่ี ร้อมจะตอบสนองส่ิง
เร้าภายนอก เป็นความรู้สึกหรือความเข้าใจของแต่ละคน ท่ีแสดงออกว่า ชอบ หรือไม่ชอบต่อบุคคล ส่ิงของ
หรือสถานการณ์นนั้ ๆ

Gordon W. Allport (1935, 22) กล่าวว่า ทัศนคติ เป็นสภาวะของความพร้อมทางจิตซ่ึงเกิด
จากประสบการณ์กำหนดทิศทางการตอบสนองของบุคคลต่อส่ิงของบุคคล หรือสถานการณ์ท่ีเกี่ยวข้องนำมา
พิจารณา ตัดสนิ ใจอย่างเหมาะสมและแสดงออกมาเป็นการกระทำ

เคนเลอร์ (Kendler 1974, 572) ให้ความหมายว่า ทัศนคติ เป็นความพร้อมของบคุ คลทีจ่ ะแสดง
พฤติกรรมตอบสนองต่อส่ิงเร้าในสังคมรอบตัวหรือแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมในทางสนับสนุนหรือต่อต้าน
แนวคดิ สถาบัน บคุ คล หรือสถานการณบ์ างอยา่ ง

เลการ์ด (Hilgard 1957, 214) ให้คำจำกัดความว่า ทัศนคติ คือความรู้สึกคร้ังแรกท่ีมีต่อส่ิงใด
สิ่งหน่ึง แนวคิดหรือสถานการณ์ใดในทางเข้าหรือหนีออกห่างและเป็นความพร้อมท่ีจะตอบสนองในคร้ัง
ตอ่ ๆ ไป

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จังหวัดนา่ น 29

พิชเบียน (Fishbien 1967, 257) ให้ความหมายของทัศนคติไว้ว่า ทัศนคติ คือ ความโน้มเอียง
ซ่ึงเกิดจากการเรียนรู้ท่ีจะแสดงตอบต่อส่ิงใดส่ิงหน่ึงในการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุน ทัศนคติเกิดข้ึน
ก่อนพฤตกิ รรมและเป็นเครือ่ งกำหนดพฤตกิ รรมบุคคล

อัลพอท (Alport 1935, 810) ให้ความหมายทัศนคติไว้ว่า ทัศนคติ หมายถึงสภาวะของความ
พร้อมทางจิต ซ่ึงเกิดจากประสบการณ์ สภาวะความพร้อมทางจิตนี้จะกำหนดทิศทางการตอบสนองของบุคคล
ต่อบคุ คล ต่อสงิ่ ของ หรือสถานการณท์ เ่ี กย่ี วขอ้ ง

เซคอร์ด และ คาร์ล (Secord and Carl 1964, 97) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ทัศนคติ หมายถึง
ความรู้สึก ความนึกคิด และพฤตกิ รรมของแตล่ ะบคุ คลที่มตี อ่ สภาพแวดลอ้ ม

มันน์ (Munn 962, 77) ได้ให้ความหมายของทัศนคติไว้ว่า ทัศนคติ หมายถึง ความรู้สึก
ความคิดเห็น ท่ีบุคคลมีต่อสิ่งของ บุคคล สถานการณ์ สถาบัน และข้อเสนอใด ๆ ในทางท่ียอมรับหรือปฏิเสธ
ซ่ึงมผี ลทำให้บุคคลพร้อมท่จี ะแสดงปฏกิ ริ ยิ าตอบสนองดว้ ยพฤตกิ รรมอย่างเดยี วกันต่อไป

เทพพนม เมืองแมน และ สวิง สุวรรณ (2529, 3) กล่าวว่า ทัศนคติ เป็นสภาพความพร้อมทาง
จิตใจของบุคคลท่ีเป็นผลรวมของความคิดเห็น ความเชื่อของบุคคลท่ีถูกกระต้นุ ด้วยอารมณ์ ความรู้สกึ และทำ
ใหบ้ ุคคลพร้อมที่จะกระทำสิ่งหนงึ่ สิง่ ใด หรือเปน็ ตัวกำหนดแนวโนม้ ของบุคคลในการท่จี ะมีปฏกิ ิรยิ าตอบสนอง
ในลกั ษณะทช่ี อบหรอื ไมช่ อบตอ่ สงิ่ นนั้

กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์ (2542, 239-242) ได้กลา่ วถึง ทศั นคติ ไวว้ า่
1. เป็นส่งิ ท่ีเกดิ จากการเรยี นรู้ หรอื การไดร้ ับประสบการณ์ มใิ ชเ่ ป็นส่ิงที่ได้รบั มาแต่กำเนิด
2. เป็นส่ิงชี้แนวทางในการแสดงพฤติกรรมกล่าวถึง ถ้ามีทัศนคติท่ีดี ก็จะมีแนวโน้มที่จะเข้าหา
พฤติกรรมน้ันตรงกันข้ามถ้ามีทัศนคติไมด่ ีก็จะมีแนวโน้มไม่เขา้ หาโดยการถอยหรือต่อต้านการแสดงพฤติกรรม
นนั้ ๆ
3. สามารถถา่ ยทอดจากบคุ คลหนง่ึ ไปสูอ่ กี บคุ คลหนึ่งได้
4. เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เน่ืองจากทัศนคติเป็นสิ่งท่ีได้มาจากการเรียนรู้หรือ
ประสบการณข์ องแต่ละบคุ คล ถ้าการเรยี นรปู้ ระสบการณ์น้นั เปลีย่ นแปลงไป ทศั นคตกิ จ็ ะเปลยี่ นแปลงไปดว้ ย
นวลศิริ เปาโรหิตย์ (2535, 13) กล่าวว่า ทัศนคติ หมายถึง ความรู้สึกทจ่ี ะตอบโต้ออกไป ซึ่งเป็น
ผลมาจาก ผลรวมของความเข้าใจ ความรู้สกึ แนวโน้มในการตอบโตข้ องเราต่อบคุ คล วตั ถุ หรือ เร่อื งท้ังปวง
เชียรศิริ วิวิธสิริ (2527, 26) กล่าว่า ทัศนคติ คือ ความเห็นต่อส่ิงต่าง ๆ รอบตัว มุ่งเฉพาะ
ในด้านความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ เห็นด้วยหรือไม่ต่อส่ิงต่าง ๆ หรือทัศนคติ คือ สภาพจิตใจ หรือ ความรู้สึก
หรือ ความคิดเห็นท่ีมีต่อส่ิงหนึ่งสิ่งใด พฤติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล อาจเป็นไปได้ทั้ง
ทางบวก หรือทางลบ เช่น ความศรัทธา ความนิยม ไม่นิยม ความหวังดี ไม่หวังดี เป็นต้น หรืออาจจะแสดง
ออกเปน็ การ กระทำอนั เกิดจากทัศนคติท่ีมีอยู่นั้น
สุนีย์ ธีรดากร (2542, 147) กล่าวว่า ทัศนคติ หมายถึง เป็นสภาพจิตใจท่ีเกิดจากประสบการณ์
อันทำให้บุคคลมีท่าทีต่อส่ิงใดส่ิงหน่ึงในลักษณะใดลักษณะหนึ่งอาจจะแสดงท่าทีในทางที่พอใจ เห็นด้วย หรือ
ไม่พอใจ ไมเ่ ห็นด้วยก็ได้

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแขง็ สู่การพัฒนาคุณภาพชีวติ กล่มุ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จังหวัดนา่ น 30

ชม ภูมิภาค (2523, 106-107) กล่าวว่า ทัศนคติ คือ วิถีทางท่ีบุคคลเกิดความรู้สึกต่อบางส่ิง
บางอย่าง ซ่ึงอาจจะเป็นบุคคล สิ่งของ สถานการณ์ นโยบาย หรืออ่ืน ๆ อาจจะเป็นได้ท้ังนามธรรมและ
รปู ธรรม ดังนนั้ วตั ถุแห่งทศั นคตอิ าจเป็นอะไรกไ็ ด้ท่ีรบั รู้หรอื คิดถึง

ประภาเพ็ญ สุวรรณ (2520, 3) ได้ให้ความหมายของ ทัศนคติไว้ว่า ความเอนเอียง หรอื ความจง
ใจทีจ่ ะตอบสนองตอ่ ส่งิ ใดก็ตาม ทั้งทางบวกและทางลบ

สวัสดิ์ สุคนธรังษี (2517, 11) กล่าวถึงทัศนคติไว้ว่า ทัศนคติ คือ ความรู้สึกของบุคคลท่ีมีต่อโลก
และสภาวะแวดล้อมที่ตนอาศัยอยู่ ทัศนคติเกิดจากการที่บุคคลมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและสิ่งต่าง ๆ
ในสังคม ชีวิต ครอบครัว การศึกษาในโรงเรียนช่วยปูพ้ืนฐานให้บุคคลสามารถกำหนดมาตรฐานไว้ในใจและ
ปฏิบัติต่อสิ่งต่าง ๆ ในการสร้างทัศนคติของบุคคลในระยะยาวต่อมา และบุคคลท่ีมีถิ่นกำเนิด ฐานะทาง
ครอบครัว ระดับ การศึกษา ลักษณะการประกอบอาชีพ และการสมาคมต่างกันจะมีทัศนคติต่อโลกและสังคม
แตกต่างกนั

สรุป
การปฏิบัติงานใด ๆ ก็แล้วแต่ แม้งานนั้นจะมาจากบริบทท่ีแตกต่างกันก็ตาม ทุกอย่างย่อม

คำนึงถึงเป้าหมายและผลลัพธ์ของงานเป็นสำคัญ และการจะสร้างงานให้มีประสิทธิภาพได้นั้นต้องมีหลักการ
ท่ีแน่ชัด นอกจากมีหลักแนวคิดแล้วยังจะต้องมีบุคคลากรที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย และการจะมีบุคลากร
ที่มีประสิทธภิ าพน้ันต้องมีการสรรหาและคดั สรรอยา่ งละเอียดถี่ถ้วน นอกจากน้ีทุกคนต้องมีทัศนคตทิ ี่ดีต่องาน
นั้น ๆ ทไี่ ดร้ บั มอบหมายดว้ ย

ดังนั้นผู้บริหารต้องมีจิตวิทยาที่ดี รู้จักบริหารคน บริหารงาน ท่ีสำคัญต้องบริหารค่าตอบแทน
ให้ดีงานทีป่ ฏบิ ตั ิจงึ จะประสบผลสำเรจ็ ได้อยา่ งเตม็ ท่ี

4. แนวคดิ การบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง

ความหมายของคำว่า ชมุ ชนเข้มแข็ง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2544, หน้า 46) ได้ให้ ความหมาย
ของชุมชนเขม้ แข็งไวว้ ่า ชุมชนเข้มแขง็ หมายถงึ การที่ประชาชนในชุมชนมีการรวมตวั กันเป็นองค์กรชุมชนโดย
มีการเรียนรู้การจัดการและการแก้ไขปัญหาของชุมชนซึ่งทำให้ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลง หรือเกิดการพัฒนา
ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและส่ิงแวดล้อมภายในชุมชน ตลอดจนมีผลกระทบสู่ภายนอกชุมชน สำหรับ
กระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน จะต้องเป็นการดำเนินงานแบบร่วมคิดร่วมทำและมีการเรียนรู้
เพือ่ ช่วยเหลือซงึ่ กนั และกนั อันจะนำไปส่กู ารพัฒนาที่ย่ังยืนในระยะยาว
พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2524 (ราชบัณฑิตยสถาน, 2524,
หน้า 238) ให้ความหมายว่า ชุมชน คือ หมู่ชน กลุ่มคนที่อยู่รวมกันเป็นสังคมขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในอาณา
บริเวณเดยี วกนั และมผี ลประโยชน์ร่วมกัน

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแข็งสูก่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จังหวัดนา่ น 31

สนธยา พลศรี (2545, หน้า 22) ให้ความหมายของชุมชนว่า “ชุมชน” หมายถึง กลุ่มทางสังคม
ที่อย่อู าศัยร่วมกันในอาณาบรเิ วณเดียวกัน เช่น ครอบครัว ละแวกบา้ น หม่บู ้าน ตำบล หรือ เรียกเป็นอย่างอ่ืน
มีความเก่ียวข้องกันสัมพันธ์กัน มีการติดต่อสื่อสารและเรียนรู้ร่วมกัน มีความผูกพัน เอื้ออาทรกันภายใต้บรรทัด
ฐานและวฒั นธรรมเดยี วกันร่วมมือและพงึ่ พาอาศัยกนั เพ่อื บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายรว่ มกนั

ประเวศ วะสี (ออนไลน์, 2546) ได้อธิบายความเป็นชุมชนว่า ชุมชน หมายถึง การที่คนจำนวน
หน่ึงมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน มีการติดต่อสื่อสารหรือรวมกลุ่มกัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีการเรียนรู้ร่วมกัน
ในการกระทำ มีการจัดการเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความสำเรจ็ ตามวัตถปุ ระสงค์

กล่าวโดยสรุป ชุมชนเข้มแข็ง หมายถึง การที่ประชาชนในชุมชนรวมตัวกัน มีการเรียนรู้ร่วมกัน
ในการกระทำ มีการติดต่อสื่อสาร การจัดการและการแก้ไขปัญหาร่วมกันก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงหรือ
การพัฒนาภายในชุมชนตลอดจนมีผลกระทบสู่ภายนอกชุมชนท่ีดีข้ึนตามลำดับ การร่วมมือช่วยเหลือกัน
เพือ่ ผลประโยชนร์ ่วมกนั

องคป์ ระกอบของชมุ ชน
สำหรับองค์ประกอบของชุมชน ไพรัตน์ เดชะรินทร์ (2524, หน้า 16 – 17) ได้จำแนก
องค์ประกอบของชุมชนไว้ 3 ประการ คือ
1. องค์ประกอบด้านมนุษย์ (Human Component) เป็นองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญ
ย่ิงในชุมชน จากวิวัฒนาการของมนุษย์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน มนุษย์ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม จะเห็นได้ว่า ในทุก
ชุมชนไม่มีใครถูกทอดท้ิงอยู่คนเดียว โดยไม่มีการไปมาหาสู่กัน การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มมีหลากหลายลักษณะ
และหลายรูปแบบ เช่น ครอบครัว กลุ่มพ่อค้า กลมุ่ องค์กร กลุ่มเครือข่ายท่ีอยใู่ นชมุ ชน เป็นต้น คือ มีทั้งกลุ่มที่
เปน็ ทางการและไม่เป็นทางการตลอดจนกลุม่ ท่ีเรยี กว่า กลุ่มปฐมภูมแิ ละกลมุ่ ทุติยภูมิ ความจำเป็นทีม่ นุษย์ต้อง
อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม หรือต้องมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นหรือกลุ่มอ่ืน ก็เน่ืองจากกิจกรรมอย่างใดอย่างหน่ึง
ร่วมกนั และคนท่เี ปน็ สมาชิกของกล่มุ ใด ๆ ก็ตามยอ่ มมีความสัมพันธต์ ่อสมาชกิ ในกลุ่มเดียวกันหรือกับกลุ่มอื่น
ๆ อกี เปน็ ลกู โซ่เก่ยี วพันกันไป สิ่งเหล่านเี้ ป็นส่วนประกอบทส่ี ำคญั ขององค์ประกอบดา้ นมนษุ ย์
2. องค์ประกอบด้านที่ส่ิงมนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น (Man - Made Component) สิ่งท่ีมนุษย์ คิดค้น
ประดิษฐ์ข้ึนมีหลากหลายลักษณะ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมและได้นำไปใช้ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง
อำนวยความสะดวก หรือส่งิ จำเป็นในการดำรงชวี ิต เช่น อาหาร เครอ่ื งนุ่งห่ม ที่อยอู่ าศัย เครอื่ งทนุ่ แรง รถยนต์
วทิ ยุ โทรทศั น์ ตู้เย็น พัดลม นอกจากส่ิงที่เป็นวตั ถแุ ลว้ มนุษย์ยงั สร้างแนวความคดิ ปรชั ญา ค่านิยม ความเช่ือ
ความรตู้ ่าง ๆ เหล่าน้ีล้วนเป็นสง่ิ ทมี่ นุษย์สร้างขึ้นท้ังนัน้ องค์ประกอบเหล่าน้ีแตกต่างกันไปในแตล่ ะชุมชน ซึ่งมี
สภาพและระดับต่างกัน การประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์ไม่มีท่ีส้ินสุดและสืบต่อกันไปตลอดเวลา สิ่งท้ังหลาย
ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมานี้จะมีความสัมพันธ์ต่อกันในแต่ละชนิดของมันเอง ความสัมพันธ์เหล่าน้ีคล้าย ๆ กับลูกโซ่
ที่ต่อกันเป็นช่วง ๆ อันเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ภายในองค์ประกอบของส่ิงที่มนุษย์คิดค้นขึ้น เช่น สร้าง
รถยนตข์ ึ้นมากน็ ำไปว่ิงบนถนนท่ีสรา้ งขึน้ มา และอาจะทำให้เกิดฝุ่นปลิวไปสรา้ งความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน
หรือสามารถที่จะขนผลผลิตพวกพชื ผัก ผลไมไ้ ปขายในตลาดไดเ้ ร็วข้ึน เปน็ ตน้
3. องค์ประกอบด้านสิ่งท่ีธรรมชาติสร้างข้ึน (Natural Component) ส่ิงท่ีธรรมชาติสร้างขึ้นมา
หมายรวมทุกอย่างทเี่ กี่ยวข้องกบั พืช สัตว์ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ง้ั หลาย ซึง่ ทกุ ชมุ ชนจะมีส่ิงทธี่ รรมชาติสร้างข้ึน

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแขง็ สกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จงั หวัดนา่ น 32

เป็นส่วนประกอบอยู่ทั้งน้ัน สิ่งต่าง ๆ แต่ละชนิดในชุมชนท่ีธรรมชาติสร้างข้ึนจะมีความสัมพันธ์ต่อกันเหมือน
องค์ประกอบท่ีกล่าวมาแล้วทั้ง 2 ประเภท เช่น สภาพอากาศที่แห้งแล้งจะทำให้ดินแตกระแหงแล ะไม่มีน้ำ
เพียงพอสำหรบั การเจรญิ เตบิ โตของพชื ผลทั้งหลาย เป็นต้น

องค์ประกอบของชุมชนท้ัง 3 ประการ จะมีความสัมพันธ์และมีการปฏิบัติต่อกัน องค์ประกอบที่
อยภู่ ายในชมุ ชนหน่ึง ๆ เริม่ จากองค์ประกอบดา้ นมนุษย์ นอกจากจะมีความสัมพนั ธ์และปฏิบัตติ ่อกันแลว้ ยังจะ
ต้องไปมีความสัมพันธ์ต่อส่ิงท่ีธรรมชาติสร้างข้ึนด้วย เช่น มนุษย์ร่วมมือกันไปช่วยกันตัดไม้ในป่าแล้วนำมา
สรา้ งบ้านเรือนทอ่ี ยู่อาศยั เปน็ ตน้

องค์ประกอบท้ัง 3 ประการน้ีจะความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม
องค์ประกอบดังกล่าวนีจ้ ะมีความเจริญที่ไม่เท่าเทียมกัน เพราะว่ามีตัวบงการ (Control Point) หรอื กลไกท่ีมี
บทบาทในการควบคุม สนับสนุน หรือส่งเสริมองค์ประกอบทั้ง 3 ของชุมชนให้เจริญก้าวหน้า หยุดอยู่กับท่ี
หรือมีการเปล่ียนแปลงไป ตัวบงการสำคัญน้ีคือระบบต่าง ๆ ในชุมชนน่ันเอง ซ่ึงมีรายละเอียดดังต่อไปน้ี
(ไพรัตน์ เดชะรนิ ทร์, 2524, หน้า 19 – 20 )

1. ระบบการปกครอง การบริหารประเทศย่อมขึ้นอยู่กับการจัดรูปการปกครองอาจเป็น
แบบกระจายอำนาจ (Decentralization) หรือเป็นรูปแบบรวมอำนาจอยู่ท่ีส่วนกลาง (Centralization) และ
รูปแบบการปกครองยอ่ มมีอทิ ธิพลในการกำหนดหรือบงการองค์ประกอบของชุมชนในรปู แบบใด รูปแบบหน่ึง
เช่น การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ แบบเสรีประชาธิปไตย ชุมชนท่ีมีระบบการปกครองต่างกันย่อมมีเสรีภาพ
อิสรภาพ แสดงออกต่างกันและย่อมส่งผลสะท้อนมาถึงวิถีชีวิตของบุคคลที่อยู่ในชุมชนน้ันและความสัมพันธ์
และปฏบิ ัติตอ่ กันกบั องค์ประกอบอื่น ๆ ย่อมผดิ แผกแตกตา่ งกันไป

2. ระบบเศรษฐกิจ ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อระบบของชุมชน สังคม
การที่ชุมชนใดชุมชนหน่ึงหรือประเทศใดประเทศหนึ่งจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรมน้ัน ระบบ
เศรษฐกิจถือเป็นตัวกำหนดเปล่ียนแปลงดังกล่าว ดังประเทศไทยมักกล่าวกันอยู่เสมอว่า เป็นระบบเศรษฐกิจ
แบบเกษตรกรรม ผลผลิตและรายได้ประชาชาติส่วนใหญ่ได้จากผลผลิตทางการเกษตร เครื่องมือท่ีใช้ในชุมชน
จึงเป็นเคร่ืองมือเพื่อการเกษตรเสียเป็นส่วนมาก ปัญหาเรื่องการตลาด การผลิต จึงเป็นปัญหาของการเกษตร
แต่หากเป็นชุมชนที่ระบบเศรษฐกจิ ข้ึนอยู่กับอุตสาหกรรมมากว่าการเกษตร ชุมชนน้ันกจ็ ะมีเคร่ืองไม้เครื่องมือ
ท่ใี ช้เพื่ออุตสาหกรรมมากกวา่ การเกษตรกรรม

3. ระบบการศึกษา ระบบการศึกษามีอิทธิพลต่อความเจริญและความล้าหลังของชุมชน สมาชิก
ในชุมชนใดมกี ารศึกษาสงู ยอ่ มเกดิ การถ่ายทอดวิชาความร้แู ละการคิดค้นประดิษฐส์ ิ่งใหม่ ๆ มากขึ้นกว่าชุมชน
ที่สมาชิกในชุมชนน้ันไม่มีการศึกษา และที่สำคัญปัจจุบันการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน สังคม ประเทศชาติ
ย่อมมีพ้ืนฐานสำคัญที่การศึกษา ดังน้ันหากระบบการศึกษามีความเข้มเข้ม สามารถสร้างคนให้มีประสิทธิภาพ
ได้ย่อมสง่ ผลตอ่ การพฒั นาชมุ ชนใหม้ ีความยงั่ ยนื

4. ศาสนา ตัวกำหนดความสัมพันธ์ขององค์ประกอบภายในชุมชนหน่ึง ๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อย
โดยเฉพาะในชุมชนท่ียังอยู่ในขั้นพัฒนา (Developing Community) คือ ศาสนา ศาสนาในท่ีนี้ ย่อม
หมายความรวมถึงความเช่ือในส่ิงท่ศี ักด์ิสิทธิ์และการกระทำต่าง ๆ ทางศาสนา ซึ่งนกั มานุษยวิทยา พบว่า อทิ ธิพล
เรื่องความเชื่อ ศาสนาหรือลัทธิศาสนาของชุมชนน้ัน มีอิทธิพลมากที่จะสร้างความสัมพันธ์ หรือเปล่ียนแปลง
ความสัมพันธ์ของชุมชนหนึ่ง ๆ เช่น ชุมชนที่เอามนุษย์มาฆ่าเพ่ือบูชายัญ โดยเช่ือว่า พระเจ้าจะบันดาล
ประโยชน์ให้หากไดม้ ีการบชู ายญั แล้ว

แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สูก่ ารพฒั นาคณุ ภาพชีวติ กลุม่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดนา่ น 33

5. ตัวบงการอื่น ๆ นอกจากตัวบงการใหญ่ท้ังส่ีประการดังกล่าวมาแล้ว ยังอาจมีตัวบงการ
อื่น ๆ อีก เช่น ตัวบงการท่ีธรรมชาติสร้างสรรค์ให้ เช่น สัตว์ การเกิดอุทกภัย หรือมีอากาศหนาวจัด ร้อนจัด
มภี ูเขาไฟ สิง่ เหล่าน้ีล้วนมีอิทธพิ ลตอ่ องค์ประกอบของชมุ ชนอยู่มาก

ขณะที่จิม ไอฟ (Jim Ife) (อ้างถึงใน สายัณห์ ไพชาญจิต, 2549 ,หน้า 13) ได้กล่าวถึง ความเป็น
ชมุ ชนว่า มอี งคป์ ระกอบสำคญั 5 ประการด้วยกัน ไดแ้ ก่

1. มีขอบเขต/ขนาดที่ไม่เกินความสามารถของมนุษย์ท่ีจะสามารถทำความรู้จักคุ้นเคยได้
(Human Scale) คือ มีขนาดต้ังแต่พอประมาณจนถึงใหญ่ ไม่เป็นส่วนตัว มีศูนย์รวมจิตใจท่ีโยงยึด ผู้คนเข้า
ดว้ ยกนั อย่างเหนยี วแน่น เป็นระบบปฏสิ ัมพันธ์ของคนส่วนใหญ่ ซ่ึงขนาดของหนว่ ยหรอื ชุมชน มกั มขี อบเขตอยู่
ในระดับท่ีสมาชิกคนหน่ึงสามารถทำความรูจ้ ักมักคุ้นกับคนอื่น ๆ ได้เท่าท่ีต้องการ และก็เป็นขนาดท่ีทุกคนใน
นั้นสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในกิจกรรมของส่วนรวมได้โดยไม่มีอุปสรรค ชุมชนต้องมีโครงสร้างไม่ใหญ่โต
เกินกว่าท่ีคนที่เป็นสมาชิกจะสามารถรู้สึกได้ถึงความเป็นเจ้าของ และรู้สึกว่ามีอำนาจควบคุมความเป็นไปใน
ชุมชนได้ ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่สามารถระบุตัวเลข เฉพาะเจาะจงลงไปได้ว่าจะต้องมีจำนวนคนเท่าไร
บางครง้ั กอ็ าจจะเป็นเพยี งกล่มุ คนจำนวนไม่กคี่ นไปจนถึงเปน็ พนั เปน็ หม่นื หรือจำนวนมากในระดับประเทศก็ได้

2. มีอัตภาวะ (ความเป็นตัวตน) และความเป็นเจา้ ของ (Identity And Belonging) ในความเป็น
ชมุ ชนโดยทั่วไปมักมีสาระเกี่ยวกับความรู้สึกเป็นเจ้าของแฝงอยู่ หรือไม่ก็มีความยอมรับและเห็นคุณค่าร่วมกัน
ภายในกลุ่มอันเป็นที่มาของคำว่า สมาชิกของชุมชน มีความหมายครอบคลุมคำว่า ความเป็นเจ้าของ
การยอมรับจากคนอื่น ๆ ความจงรักภักดีและการยอมรับในความคาดหวังของกลุ่มด้วยความเต็มใจ ซ่ึง
ความรู้สึกเป็นเจ้าของหรือเป็นสมาชิกมักจะแทรกเข้าไปเป็นส่วนหน่ึงของความเป็นตัวตน ในปัจเจกบุคคลที่
สร้างความรู้สกึ ว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน ซ่งึ มีความสำคญั มากในสงั คมโลกปัจจบุ ัน เนอ่ื งจาก สถาบันชุมชนที่เคยเอ้ือ
ต่อการแสดงตัวตนของคนในอดีตได้คลายความสำคัญลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็น ตระกูล เผ่า หมู่บ้าน โบสถ์ หรือ
วัด ท่ีเคยสร้างความรู้สึกร่วมกัน ในขณะที่ทุกวันน้ีสถานท่ีทำงานโรงงาน บริษัท องค์การ สถาบันการศึกษา
ลักษณะอาชีพ กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในฐานะแหล่งกำหนด สถานภาพและบทบาทของบุคคลอย่างเป็น
ทางการ

3. มพี ันธะหน้าที่ (Obligations) สมาชกิ ของชุมชนตอ้ งมพี ันธกิจ หรือภาระหน้าที่ที่ชัดเจนที่รู้สึก
ได้โดยอัตโนมัติว่าต้องทำอะไรและอย่างไรให้กับชุมชนท่ีสังกัด โดยสมาชิกเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการอย่างใด
อย่างหน่ึงหรอื ทกุ อย่างของชุมชนเพือ่ สร้างและดำรงวิถีชีวติ ของชมุ ชน

4. มีความใกล้ชดิ สนิทสนมแบบสังคมชนบท (Gemeinschaft) ชุมชนต้องมโี ครงสร้างที่ก่อให้เกิด
ความใกล้ชิดสนิทสนมของหมู่สมาชิก สมาชิกสามารถมีสัมพันธภาพต่อกันและกันได้ในหลาย ๆ บทบาทใน
สภาพที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่มีเง่ือนไขที่ส่อไปในทางขีดวงจำกัดเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะพวกซึ่งเป็นเร่ือง
จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างศักยภาพของบุคคลในการท่ีจะแสดงความสามารถในเร่ืองต่าง ๆ ที่จะก่อให้เกิด
ประโยชนแ์ กค่ นหมู่มากและเป็นคณุ แก่ชุมชนโดยตรง

5. มีวัฒนธรรม (Culture) ชุมชนเป็นแหล่งกำเนิดของระบบคุณค่า การสร้างสรรค์ และการ
แสดงออกซึ่งวิถวี ัฒนธรรมของชุมชนทอ้ งถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งที่ต่างก็มคี ุณลักษณะเฉพาะตวั ที่ติดตรึงอยู่กับชุมชน
นั้น ๆ ซึ่งเป็นกลไกหนุนเสริมให้สมาชิกของชุมชนเป็นผู้ผลิตวัฒนธรรมเพ่ือใช้เองมากกว่าเป็นเพียงผู้บริโภค

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แขง็ ส่กู ารพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ กลุ่มเปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จงั หวัดน่าน 34

วัฒนธรรมท่ีหยิบยืมมาจากชุมชนอื่น อีกทั้งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดความแตกต่างหลากหลาย
ระหว่างชุมชนตา่ ง ๆ และเกดิ ภาวการณ์มสี ่วนร่วมที่กว้างขวางมากข้นึ โดยสรุป แล้วจะเหน็ ได้ว่าองค์ประกอบของ
ชุมชนน้ันมีลักษณะท่ีสำคัญคือ มีพื้นท่ี มีขอบเขตท่ีแน่นอนโดยคนในชุมชนท้องถิ่นน้ัน ๆ เข้าใจตรงกันถึงขอบเขต
และพื้นท่ีนั้นมีทรัพยากรท้ังท่ีเป็นธรรมชาติหรือท่ีมนุษย์สร้างขึ้น รวมถึงมีวัฒนธรรม ประเพณีที่ชุมชนท้องถิ่น
สรา้ งขึ้นหรอื รับมาซ่งึ สะท้อน รบั รู้ หรอื บ่งบอกได้ถึงความเปน็ ชมุ ชน ๆ นั้น

ลกั ษณะของชมุ ชนเข้มแขง็
สมณะ โพธิรักษ์ (ออนไลน์, 2555) ได้กล่าวถึงลักษณะของชุมชนเข้มแข็ง ประกอบไปด้วย
14 ประการ ดังนี้
1. เป็นสงั คมทเี่ หน็ ได้ชัดถงึ ลกั ษณะของคนมีศลี มีคุณธรรม มีอารยะธรรม
2. เป็นสังคมท่ีสามารถพึ่งตนเองได้ไมเ่ ปน็ ภาระผอู้ ่ืน
3. มงี าน มีกจิ การที่มั่นคง
4. ขยนั สร้างสรรค์ ขวนขวาย กระตือรอื ร้น
5. อยูก่ ันอยา่ งผาสุก สขุ ภาพแขง็ แรง จิตใจเบิกบานรา่ เริง
6. ไมฟ่ ้งุ เฟ้อ แตร่ ุ่งเรือง ฟุง้ เฟ่ือง ไม่ผลาญพร่า สรุ ่ยุ สรุ ่าย
7. มคี วามประณตี ประหยัด แต่เอ้ือเฟ้ือสะพัดแจกจ่าย
8. ไมม่ ีอาชญากรรม ไม่มีอบายมุข ไม่มที ุจริตกรรม
9. มีความพร้อมเพรยี ง ความสามัคคี อบอนุ่ เปน็ เอกภาพ
10. สัมผสั ไดใ้ นความเปน็ ปึกแผ่น แนน่ หนา ของความเปน็ ภราดรภาพ
11. มคี วามแข็งแรง มัน่ คง ยืนหยดั ยง่ั ยืน
12. เป็นสังคมท่สี ร้าง “ทนุ ทางสงั คม” มีประโยชน์ คณุ คา่ ต่อผู้อ่ืนและสงั คมทัว่ ไปในรอบกว้าง
13. อุดมสมบรู ณ์ แต่ไมส่ ะสม ไม่กักตุนหรอื กอบโกย
14. มนี ้ำใจ ไมเ่ อาเปรียบ เสยี สละ อยา่ งเปน็ สุข และเห็นเปน็ คณุ ค่าของคนตามสจั ธรรม
คณะอนุกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตภาคใต้ (2546, หน้า 60)
ไดใ้ หค้ วามหมายของชุมชนเข้มแข็งมลี กั ษณะท่ีสำคญั ดังนี้
1. สมาชกิ ของชมุ ชนมคี วามเชือ่ มน่ั ในศกั ยภาพของตนและชุมชนทจี่ ะแก้ไขปญั หาและพฒั นาชีวิต
ความเป็นอยู่ของตนเอง
2. สมาชิกของชุมชนพร้อมที่จะร่วมกนั จัดการกับปญั หาของตนและชุมชน
3. มกี ระบวนการของชมุ ชนท่ีมกี ารเคลือ่ นไหว
4. มีกระบวนการของชุมชนที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเน่ืองจนเป็นวิถีของชุมชน ภายใต้
การสนับสนุนของผู้นำองค์กรชุมชนในลักษณะเปิดโอกาสให้กับสมาชิกทั้งมวลเข้ามามีส่วนร่วม โปร่งใส และ
พรอ้ มท่จี ะให้ตรวจสอบ
5. สมาชิกชุมชนเกดิ การเรียนรผู้ ่านการเขา้ ร่วมในกระบวนการของชุมชน

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแขง็ สู่การพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดนา่ น 35

6. มีแผนของชุมชนที่ประกอบด้วยการพัฒนาทุก ๆ ด้านของชุมชน ที่มุ่งการพึ่งตนเอง
เอื้อประโยชน์ตอ่ สมาชิกชุมชนทกุ ๆ คน และมุ่งหวังการพฒั นาการพฒั นาชุมชนท่ียง่ั ยืน

7. การพึง่ ความช่วยเหลอื จากภายนอก เปน็ การพึ่งเพอ่ื ใหช้ ุมชนสามารถพ่ึงตนเองได้ในท่ีสดุ ไมใ่ ช่
การพ่ึงพาตลอดไป

กลา่ วโดยสรุป ลักษณะของชมุ ชนเข้มแขง็ โดยสรปุ 4 ประการ คอื
1) เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) กล่าวคือ การที่ชุมชนมีการเรียนรู้และรู้เท่า
ทนั ข่าวทั้ง เศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง รวมทง้ั การทชี่ มุ ชนมกี ารเพม่ิ พนู ความรใู้ นดา้ นตา่ ง ๆ อย่างสมำ่ เสมอ
2) เปน็ ชมุ ชนท่ีมีการจัดการตนเอง (Community Management) ด้วยระบบการบริหารจดั การ
ในกิจกรรมที่สำคัญ 4 ประการ คือ การวางแผน การจัดกระบวนการขององค์กรภายในชมุ ชน การลงมือปฏิบัติ
ตามแผนงานและมกี ารประเมนิ ผล
3) เป็นชุมชนที่มีจิตวิญญาณ (Spirituality) กล่าวคือ ชุมชนมีจิตสำนึก มีจิตวิญญาณ ซ่ึงอาจ
หมายถึง ความภกั ดี ความรัก ความหวงแหน ความรูส้ กึ เปน็ เจา้ ของในชมุ ชนโดยมสี ่ิงยดึ เหนี่ยวรว่ มกันในชมุ ชน
4) เป็นชุมชนที่มีสันติภาพ (Peaceful) กล่าวคือ เป็นชุมชนที่มีความสงบสุขและคนในชุมชน
มีจติ ใจทเ่ี ยอื กเยน็ มคี ณุ ภาพ และมคี ุณธรรม

แนวคดิ การพฒั นาชมุ ชนเข้มแข็ง

ความหมายของคำว่า การพัฒนาชุมชนเขม้ แข็ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัจฉรา สโรบล โดยภาควิชามนุษยสัมพันธ์ คณะมนุษยศาสตร์ เร่ือง
ชุมชนกับการพัฒนา (2551, หน้า 8 – 9) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การพัฒนาเป็นกระบวนการเปล่ียนแปลงที่มี
มิติครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ของสังคม ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา ศาสนา
ครอบครัว เครือญาติ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี บรรทัดฐาน ค่านิยม กฎเกณฑ์ ข้อบงั คับ ของสังคม แนวการพัฒนา
กระแสหลักถูกใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศต่าง ๆ เปน็ การพัฒนาท่ีมองสังคมเหมือนส่ิงมีชีวติ ประกอบ
จากส่วน ๆ เปน็ ระบบเพ่ือการดำรงอยู่ได้ ผลหรอื การเปล่ียนแปลงทีเ่ กดิ คือการพงึ่ พงิ

การพัฒนาชุมชน คือ ลกั ษณะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมอื ง ท่ีตงั้ ใจกระทำ
ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเน่ือง เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท ปรับปรุงสภาพ
การดำรงชีวติ โดยท่วั ไปของชาวชนบท ส่งเสริมให้ชาวชนบทสามารถพ่ึงพาตนเองได้ ปรบั ปรงุ ดดั แปลง ควบคุม
ทรัพยากรและสภาพแวดล้อม ในการมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง กับชุมชนภายนอก
และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรพั ย์สนิ

แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแขง็ สู่การพฒั นาคุณภาพชีวติ กลุม่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดน่าน 36

เป้าหมายการพัฒนา

• การส่งเสริมใหช้ าวบ้านสามารถพ่งึ ตนเองได้
• ควบคุมทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อมได้
• มอี ำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ สงั คม การเมือง กบั ชุมชนภายนอก
• การเพิ่มระดับความเป็นประชาธิปไตย เป็นการลดอำนาจการควบคุมจากศูนย์กลางและ
เพมิ่ อำนาจการปกครองตนเองใหแ้ ก่ท้องถิ่น

หลักการพัฒนาชุมชน

• การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการหาสาเหตุของปัญหา ริเร่ิมกิจกรรม การตัดสินใจ วางแผน
ดำเนนิ การ ปฏิบตั ิการดำเนินงาน ตดิ ตามประเมินผล

• ยึดหลักการพ่งึ พาตนเอง

แนวคิดการพฒั นาชุมชนให้เขม้ แข็ง

สำหรับแนวคิดและการหนุนเสริมความเขม้ แข็งของชุมชนโดยภาครัฐนน้ั ได้ปรากฏในแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติของไทยมาโดยลำดบั และเด่นชัดข้ึนตงั้ แต่แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 8 (2540 - 2544) เป็นต้นมา ซึ่งมีหลักการ กระบวนการ และแนวทาง การหนุนเสริมความเข้มแข็ง
ของชุมชนโดยสังเขป ดังต่อไปนี้ (โกวิทย์ พวงงาม, 2553, หน้า 232 – 234) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติฉบับท่ี 8 (2540 - 2544) ได้กำหนดยุทธศาสตร์การ สรา้ งความเข้มแข็งของชุมชน โดยให้ความสำคัญ
กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งด้วยชุมชนเอง ซึ่งชุมชนจะพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งได้
มีองค์ประกอบท่ีสำคัญคือ ชุมชนต้องมีความพร้อมในเบื้องต้น และมีภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามา
ช่วยสนับสนุนเพื่อให้เติบโตอย่างม่ันคง และเป็นฐานสำหรับการพัฒนาไปสู่ด้านอ่ืน ๆ ต่อไป ขณะเดียวกัน
ภาครัฐจะมีส่วนสนับสนุนในการเตรียมความพร้อมของชุมชนและองค์กรชุมชน การสนับสนุนเงนิ ทุนแก่ชุมชน
รวมทั้งสร้างบรรยากาศและการจูงใจให้ภาคธุรกิจเอกชนและองค์กรพัฒนาเอกชน รวมท้ังสถาบันการเงินท่ีจะ
เข้ามาหนุนเสริมด้านอ่ืน ๆ อาทิ การพัฒนาทักษะการบริหารจัดการและการตลาด เป็นต้น ซึ่งมีแนวทางหลัก

ในแผนพฒั นาฯ ฉบบั ที่ 8 ดังกล่าว ดงั น้ี

1. การเตรยี มความพรอ้ มของชมุ ชน
2. การเพิม่ ศักยภาพขององคก์ รชุมชน
3. การสนับสนุนธุรกิจเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาธุรกิจชุมชนตามความพร้อม
ความถนัด และความสมคั รใจในแตล่ ะองคก์ รธุรกจิ
4. การสนับสนุนแหล่งเงินทนุ สำหรับการพัฒนาชมุ ชน
5. การเพิม่ บทบาทของภาครฐั ในการสง่ เสริมความเข้มแขง็ ขององค์กรชมุ ชน

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแขง็ สกู่ ารพฒั นาคุณภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดน่าน 37

6. สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้และขยายเครือข่ายการเรียนรูข้ องประชาชนและชุมชนในชนบท
นอกจากน้ีในแผนพัฒนาฯ ยังได้สนับสนุนให้ประชาชนท้ังในเมืองและชนบทรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง และ
สามารถเขา้ มามีส่วนรว่ มในการจดั การเร่อื งของตนเอง ชุมชน และสังคมได้ในทกุ มิติ โดยมปี ระเด็นสำคัญคือ

1. สนับสนุนการรวมกลุ่มของชมุ ชนในทกุ รูปแบบ อาทิ
1.1 ให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเก่ียวกับการรวมตัวกันของชุมชน ทั้งในเร่ืองสิทธิ

หน้าที่บทบาทขององค์กรชุมชน รวมท้ังทักษะในการพัฒนาองค์กรให้สามารถดำเนินการได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ เช่น ทักษะการบริหารจัดการองค์กร ทักษะในการบรหิ ารจัดการการเงนิ และสงิ่ แวดล้อม เป็นต้น

1.2 กระตุ้นให้เกิดการรวมตัวของชุมชน ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
เช่น กลุ่ม ชมรม สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือ องค์กรในรูปแบบต่าง ๆ ท่ีเหมาะสมกับบริบทของชุมชนและชุมชน
มีสว่ นร่วมในการก่อตั้ง

2. สง่ เสริมการสร้างเครอื ข่ายชุมชนอย่างกว้างขวาง อาทิ
2.1 สนับสนุนให้องค์กรชุมชนประสานเครือข่ายการพัฒนาท้ังในพื้นท่ีใกล้เคียง ท้ังใน

ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระหว่างภูมิภาค เพื่อให้มีการประสานผลประโยชน์แลกเปล่ียน ความรู้และ
ร่วมมือกันทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม รวมทั้งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนจัดการปัญหาของชุมชน
ร่วมกัน เช่น ปัญหาป่าชุมชน ปัญหาส่ิงแวดล้อม ปัญหาการดูแลทรัพย์สินสาธารณะและความปลอดภัยของ
ชมุ ชน และปัญหาการเอารัดเอาเปรยี บกันในชมุ ชน เป็นตน้

2.2 สร้างกลไกการประสานเครือข่ายการพัฒนาชุมชน ระหว่างประชาชน องค์กร ชุมชน
หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ท้ังในระดับพื้นท่ีและส่วนกลางอย่างเป็นรูปธรรม รวมท้ังสร้างเครือข่ายข้อมูล
ระหวา่ งองค์กรต่าง ๆ เพ่ือใหป้ ระชาชนไดร้ ับข่าวสารอย่างทั่วถงึ และเป็นจริง

2.3 เสรมิ สร้างเครอื ข่ายการประสานงานขององค์กรชุมชนในเมืองกบั ชุมชนในชนบท
2.4 สนับสนุนให้องค์กรชุมชนใช้กลไกทางสังคมเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาท้องถ่ิน
และเสริมสร้างความสามัคคีภายในชุมชน โดยให้มีการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การฟ้ืนฟูประเพณี วัฒนธรรม
อนั ดีงาม การทอดผ้าป่าต้นไม้ การสืบชะตาลำน้ำ รวมถึงการรณรงคส์ รา้ งจิตสำนกึ และค่านยิ มท่ีดใี นการเคารพ
สิทธมิ นุษยชน การอยู่รว่ มกันอยา่ งสนั ติ การมีวินัยและวิถีประชาธิปไตยด้วย
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี 9 (2545 – 2549) ได้กล่าวถึง ยุทธศาสตร์ที่
สำคัญในการส่งเสริมการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดยมีประเด็นท่ีน่าสนใจโดยสังเขป ดังน้ี (โกวิทย์ พวง
งาม, 2553, หน้า 236 – 239)
1. การพัฒนาคุณภาพคนและคุ้มครองทางสังคม โดยให้ความสำคัญกับประเด็นต่าง ๆ ดังน้ี
การพัฒนาคนให้มีคุณภาพและรู้เท่าทันการเปล่ียนแปลง การส่งเสริมให้คนมีงานทำโดยมุ่งสร้างผู้ประกอบ
อาชีพส่วนตัวและผู้ประกอบการขนาดเล็กกระจายโอกาสการมีงานทำให้ทุก ๆ พ้ืนที่ทั่วประเทศ การปรับปรุง
ระบบค้มุ ครองทางสังคมใหม้ ีประสิทธิภาพครอบคลุมท่ัวถึงและเป็นธรรมเพื่อสร้างหลักประกันแกค่ นทุกชว่ งวัย
การป้องกันและแกไ้ ขปัญหายาเสพติดและความปลอดภัยในชวี ิต และทรัพยส์ ินโดยปรับปรุงรปู แบบการบรหิ าร
จดั การใหม้ เี อกภาพและประสิทธภิ าพมากข้ึนเพื่อเสริมสร้างความเขม้ แขง็ ของครอบครวั และชุมชน การส่งเสริม

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเข้มแข็งสู่การพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ กลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จังหวัดน่าน 38

บทบาทครอบครัว องค์กรทางศาสนา องค์กรชุมชนองค์กรพัฒนาเอกชน อาสาสมัครและสื่อมวลชนให้มี
ส่วนร่วมในการพัฒนาโดยส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งในการดูแลและพัฒนาอาชีพในทุกด้าน
สรา้ งและปลุกจิตสำนึกในความรักชาตแิ ละความเปน็ ไทยอย่างจริงจัง

2. การปรบั โครงสร้างการพฒั นาชนบทและเมืองอย่างย่ังยืน โดยให้ความสำคญั กบั ประเด็นต่าง ๆ
ดังนี้ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ เน้นการพัฒนากระบวนการ
ชุมชนเข้มแข็งให้เป็นฐานรากท่ีม่ันคงของสังคม การแก้ปัญหาความยากจนในเขตชนบทและเมือง ภายใต้
กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมการสร้างความเชื่อมโยงของการพัฒนาชนบทและเมืองอย่าง
เก้ือกลู เพื่อกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้เท่าเทยี มกันโดยให้ความสำคัญกับการสรา้ งความเข้มแข็ง
ทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก การจัดการพื้นท่ีเชิงบูรณาการที่ยึดพื้นท่ีภารกิจและการมีส่วนร่วมและเตรียม
ความพรอ้ มขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่นให้มคี นดี และระบบดีเพอ่ื รองรับการกระจายอำนาจ

3. การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับประเด็นต่าง ๆ
ดังน้ี การเพ่ิมประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเศรษฐกิจ
ฐานรากของประเทศ การอนรุ ักษแ์ ละฟนื้ ฟูทรัพยากรธรรมชาตใิ ห้มีความอุดมสมบรู ณ์ โดยคมุ้ ครองและกำหนด
เขตพื้นที่อนุรักษ์ เพ่ือรักษาสมดุลของระบบนิเวศของประเทศ การอนุรักษ์ฟื้นฟู และรักษาสภาพแวดล้อม
ชุมชน ศิลปวฒั นธรรมและแหล่งท่องเท่ียวให้เก้ือหนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงการ
บริหารจดั การปัญหามลพษิ อย่างมีประสทิ ธิภาพเพ่อื พฒั นาใหเ้ มอื งและชุมชนมคี วามน่าอยู่

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (2550 – 2554) ได้กำหนดแนวทาง
การส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการส่งเสริมการรวมตัวกันทำและจัดกิจกรรมอย่างต่อเน่ืองและสม่ำเสมอ
ตามความพร้อมของชุมชน เช่ือมโยงกับการทำมาหากินเลยี้ งชพี ตั้งแต่ระดับปัจเจก ระดับครอบครัวจนถึงระดับ
ชุมชน โดยคำนึงถึงความพอประมาณและความพออยู่พอกินเป็นลำดับแรก มีการเชื่อมโยงกันของชุมชนกับ
สังคมภายนอก มีกระบวนการเรียนรู้และการจัดการองค์ ความรู้อย่างเป็นข้ัน เป็นตอน มีเครือข่ายการเรียนรู้
ทั้งภายในและภายนอกชุมชน เพ่ือการสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยมีแนวทางโดยสรุป ดังน้ี (โกวิทย์
พวงงาม, 2553, หนา้ 239 – 244)

1. การส่งเสริมการรวมตัวกันของคนในชุมชนทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของชุมชน โดยมี วิธีการ
ดังนี้

1.1 ส่งเสริมให้มีการรวมตัวกันของคนในชุมชนในรูปแบบที่หลากหลายมีกิจกรรม
ดำเนินการอย่างต่อเน่ือง ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ หรือการรวมตัว
ของชมุ ชนท้งั ในเชงิ พืน้ ทห่ี รือประเดน็ ความสนใจ

1.2 เสริมหนุนให้ชุมชนที่มีความสามารถในการรวมตัวกันทำประโยชน์ต่อส่วนรวมท้ัง
เรื่องการเปิดพ้ืนท่ีสาธารณะในการจัดกิจกรรม การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารท่ีเป็นประโยชน์ ต่อการสร้าง
ความเข้มแข็งของชุมชนผ่านสื่อบุคคล สื่อการศึกษา สื่อท้องถ่ินและสื่อระดับชาติ รวมถึง มาตรการและกลไก
ทางกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับและการเงินการคลังเพื่อเอื้ออำนวยให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม
สนบั สนนุ การสรา้ งชุมชนเขม้ แขง็

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชีวิตกล่มุ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home พม.จังหวัดนา่ น 39

2. การจดั การองค์ความรแู้ ละระบบการเรยี นรขู้ องชมุ ชนอย่างครบวงจร โดยมีวธิ กี าร ดังน้ี
2.1 สำรวจ รวบรวมและพัฒนาฐานข้อมูลชุมชนให้เป็นระบบและทันสมัย ท้ังข้อมูล

ครัวเรือน ข้อมูลศักยภาพชุมชนในประเด็นต่าง ๆ อาทิ การจัดกิจกรรมของชุมชน ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทาง
ทรัพยากรธรรมชาติ ทุนภูมิปัญญาท้องถ่ินและปราชญ์หรือผู้นำตามธรรมชาติในชุมชน การสืบค้นประวัติ
ท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชน เป็นต้น โดยให้มีการจัดทำในลักษณะของแผนท่ีศูนย์ของชุมชนท่ีมีพลวัตท่ีคนใน
ชมุ ชนเข้าถึงได้สะดวกและนำไปใช้เป็นฐานในการจัดการทรัพยากรในชมุ ชน และกำหนดทางเลือกการพัฒนาที่
สอดคล้องกบั วิถชี ีวิตของชมุ ชน

2.2 การฟื้นฟูความรู้พื้นบ้านควบคู่กับการทำวิจัยการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ที่สอดคล้อง
กับวิถชี ีวติ และความหลากหลายของทุนในชมุ ชน โดยสนบั สนุนบทบาทนกั วจิ ยั ทอ้ งถนิ่ ร่วมกับสถาบันการศึกษา
ในการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ให้เกิดความรู้ใหม่ของชุมชนท่ีผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและ
เทคโนโลยีท่เี หมาะสม เช่น การทำเกษตรผสมผสาน เทคโนโลยีการเกษตรและหัตถกรรมพ้ืนบ้าน เป็นต้น โดย
มกี ารรวบรวมความรตู้ ่าง ๆ อย่างเปน็ ระบบและเผยแพรส่ คู่ นในชุมชน

2.3 ส่งเสริมให้ปราชญ์ แก่นนำ และผู้รู้ ถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญาท้องถ่ินผ่านการ
เรียนรู้และการจัดการความรู้ในชุมชนสู่เด็กและเยาวชน เชื่อมโยงความหลากหลายทางชีวภาพและความ
หลากหลายทางวัฒนธรรมกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ควบคู่กับการค้นหาผู้นำทางธรรมชาติรุ่นใหม่ที่เข้มแข็งมี
คุณธรรม จริยธรรม ขยัน อดทน ซ่ือสัตย์ และมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม เพื่อให้เป็นพลังขับเคลื่อนและขยายผล
กจิ กรรมการเรยี นรูข้ องชุมชนในวงกว้างและระยะยาว

2.4 จัดให้มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาและ
แก้ไขปญั หาชมุ ชนดว้ ยตนเอง โดยนำข้อมลู ชุมชนและองคค์ วามรจู้ ากภายนอกมาวิเคราะห์หาปัญหาและสาเหตุ
แล้วค้นหาทางออกเพื่อนำไปทดลองปฏิบัติจริง บนฐานองค์ความรู้และศักยภาพของชุมชน มีการศึกษาดูงาน
แลกเปลี่ยนเรียนรูจ้ ากเครือข่ายชุมชนที่ประสบความสำเร็จ นำมาปรับใช้ประโยชน์และประยุกต์ต่อยอดขยาย
ผลกบั สิ่งท่ีชมุ ชนมอี ยู่ โดยใชแ้ หลง่ ทุนในชุมชน อาทิ ธนาคาร ประชาชน โครงการพัฒนาศกั ยภาพของหมู่บ้าน/
ชุมชน (SML) สหกรณ์เครดิตยูเนียน เป็นต้น โดยพัฒนาเป็นแผนชุมชนเพ่ือเช่ือมโยงกับภายนอกชุมชนใน
บรบิ ทที่ตอ้ งการได้รับการสนับสนนุ

2.5 สนับสนุนเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างชุมชนกับชุมชน
ชุมชนกับสถาบันการศึกษา ชุมชนกับองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ ภาคธุรกิจเอกชน องค์กร เอกชน
สื่อมวลชน ฯลฯ เพ่ือให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้โดยเฉพาะบทบาทของสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัย
ในการจดั การความรูแ้ ละภูมปิ ัญญาท่ีอยู่ในตวั คน ให้เป็นความรูท้ ี่เปิดเผยอยา่ งเป็นระบบ มีกระบวนการพัฒนา
ต่อยอด ให้เกิดประโยชนแ์ ก่ชุมชนสู่การพง่ึ ตนเองและพึ่งพาอาศัยซง่ึ กนั และกัน

3. การสร้างภูมิคุ้มกันชุมชน มีการให้ความสำคัญและแนวทางการดำเนินการ ดังนี้ การสร้าง
ภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วยการส่งเสริมข้อความมั่นคงของครอบครัว
การจัดบริการทางสังคมในชุมชน การปลูกฝังค่านิยมที่ดีงาม การสร้างระบบความสัมพันธ์แบบพ่ึงพาอาศัยกัน
และกันของชุมชนและระหว่างชุมชนอย่างเท่าเทียมด้วยบริบททางศาสนาและวัฒนธรรมชุมชน และการให้
ความคุ้มครองสิทธ์ิ รวมท้ังการเฝ้าระวังช่วยเหลือเยียวยาเม่ือชมุ ชนประสบกบั ภัยพิบัติตา่ ง ๆ โดย

แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็งสูก่ ารพฒั นาคุณภาพชีวิตกลุม่ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จงั หวัดนา่ น 40

3.1 เสริมสร้างครอบครัวให้มีความม่ันคง มีความอบอุ่น มีสัมพันธภาพที่ดี รักษา
วัฒนธรรม อันดีงามและทำประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยจัดกิจกรรมและให้ข้อมูลข่าวสารสารสนเทศท่ีเป็น
ประโยชน์ในการดำรงชีวิต เช่น คุณค่าและวิธีการออมของครัวเรือน ความรู้ด้านโภชนาการ คำปรึกษาการใช้
ชีวิตสมรสและการเป็นพ่อแม่ท่ีดี วิธีการเข้ารับบริการจากภาครัฐ ราคาผลิตภัณฑ์การเกษตร รวมถึงการสร้าง
ค่านิยมครอบครวั อบอนุ่ ผ่านระบบการศึกษา สถาบันทางศาสนา ส่ือมวลชนและสอื่ สาธารณะ ตลอดจนใช้ศูนย์
การเรียนรู้ในชุมชนจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ท่ีดีระหว่างคนต่างวัยโดยเฉพาะ
กลุม่ วัยรนุ่ และผูส้ ูงอายุ เปน็ ตน้

3.2 สร้างบรรยากาศในชุมชนให้เอ้ือต่อการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตท้ังในระบบ
และนอกระบบอย่างต่อเน่ืองและเชื่อมโยงกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชน เช่น ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ศูนย์สาธิต
ของหน่วยงานรัฐ คณะ/ภาควิชาวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ท่ีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน รวมท้ังอำนวย
ความสะดวกให้ชุมชนเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ภายนอกอย่างสม่ำเสมอด้ว ยสาระและเครื่องมือท่ีหลากหลาย
และราคาถกู เชน่ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม รายการวิทยโุ ทรทัศน์ท่ีสร้างสรรค์ อินเตอร์เนต็ ประจำชุมชน เป็น
ตน้

3.3 เสริมสร้างความม่ันคงในการดำรงชีวิตของคนในชุมชน ทั้งการสร้างหลักประกันชีวิต
สวัสดิการสังคม ความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงด้านสุขภาพและท่ีอยู่อาศัย การคุ้มครองผู้บริโภคและความ
ม่นั คงในสิทธมิ นุษยชน เป็นตน้

3.4 เช่ือมโยงบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ชุมชน สถาบันทางศาสนา แล ะ
สถานศึกษาในการสืบสานวัฒนธรรมจารีตประเพณีท่ีดีงามของชุมชน การฟื้นฟูค่านิยมการทำงานร่วมกัน เช่น
ประเพณีลงแขก สืบชะตาลำน้ำ เป็นต้น การปฏิบัติตามหลักธรรมและการทำนุบำรุงศาสนา การช่วยเหลือเกื้อกูล
กันฉันท์เครือญาติโดยเฉพาะการเก้ือกูลคนยากจนและการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน รวมท้ังการสร้างความเข้าใจ
และเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชนตา่ งชาติพนั ธุ์ เพอ่ื การอยู่ร่วมกันอย่างสนั ติ

3.5 รณรงค์สร้างจิตสำนึกสาธารณะให้คนในชุมชนเป็นพลเมืองดีรู้สิทธิหน้าที่และ
ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มีความซ่ือสัตย์ รักและภูมิใจในบ้าน ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
สงิ่ แวดล้อมของชุมชน รวมทั้งร่วมกันสร้างระบบเฝ้าระวังภาวะสังคมในชุมชนและสนับสนุนการเป็นอาสาสมัคร
ชมุ ชน เป็นตน้

แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบบั ที่ 11 (2555 – 2559) สำหรับกรอบแนวคดิ การพัฒนา
ประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 11 มีแนวคิดที่ต่อเน่ืองจากแผนพัฒนาฯ ฉบับ ท่ี 8 – 10 โดยยังคง
ยึดหลักการปฏิบัติตาม “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”และขับเคล่ือนให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติท่ีชัดเจน
ย่ิงขึ้นในทุกภาคส่วน ทุกระดับ ยึดแนวคิดการพัฒนาแบบบูรณาการเป็น องค์รวมที่มี “คนเป็นศูนย์กลางการ
พัฒนา” มีการเชื่อมโยงทุกมิติของการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้ง มิติตัวคน สังคมเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และ
การเมือง เพ่ือสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมเผชิญการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนท้ังในระดับปัจเจก ครอบครัว ชุมชน
สังคม และประเทศชาติ ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในสังคมใน
กระบวนการพัฒนาประเทศ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนพิเศษ 152 ง, หน้า 9) ด้านการหนุนเสรมิ และ
พัฒนาชุมชนท้องถ่ินให้เข้มแข็งน้ัน แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 อาจถือได้ว่าได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะ
ได้กล่าวถึงการหนุนเสริม การส่งเสริม การสนับสนุน รวมถึงการกำหนดแนวทางการพัฒนาให้ชุมชนท้องถ่ิน

แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแขง็ สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กล่มุ เปราะบางรายครัวเรือน : One Home พม.จงั หวัดน่าน 41

เข้มแข็ง แทรกไว้ในแทบทุกยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาประเทศ
โดยภาพรวมนนั้ เร่มิ ต้นท่ีฐานรากคือมชี ุมชนทีเ่ ข้มแขง็

โดยมสี าระสำคัญในประเดน็ การหนุนเสริมความเข้มแขง็ ของชมุ ชนโดยสรปุ ดังนี้
1. สนับสนนุ การค้นหาอัตลักษณ์อันโดดเดน่ ของชุมชน การสร้างกระบวนการเรยี นรู้ และปลูกฝัง
ความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน โดยอนุรกั ษ์และฟ้ืนฟภู ูมิปัญญาท้องถนิ่ รวมท้งั สง่ เสริมกลไกเชิงสถาบนั ในชุมชน
ท้องถ่ินให้มีส่วนร่วมสร้างความเข้าใจในพหุวัฒนธรรมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความม่ันคง
ทางวฒั นธรรมและดำรงไวซ้ ่ึงอตั ลกั ษณ์ของชมุ ชน
2. สนับสนุนให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมคิดและร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
บนหลักการพึ่งพาตนเองทคี่ ำนึงถึงศกั ยภาพ ทรัพยากร ภมู ิปัญญา วถิ ีชีวติ วฒั นธรรม และสง่ิ แวดลอ้ มในชมุ ชน
เป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับการจัดการการเรียนรู้ในชุมชน การศึกษาถอดองค์ความรู้ของชุมชนและชุมชน
ต้นแบบ การจัดการตนเองได้ตามบริบทของพ้ืนที่และการถ่ายทอดภูมิปัญญาที่ช่วยพัฒนาทักษะในการประกอบ
อาชีพ
3. ส่งเสริมการขยายผลและพัฒนาศักยภาพของคนสามวัย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างความ
เข้าใจท่ีจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในการอยู่ร่วมกับครอบครัวชุมชนอย่างอบอุ่นและเข้มแข็งควบคู่กับ
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหวา่ งชมุ ชนกับเครือข่ายภาคประชาสังคมและภาคส่วนต่าง ๆ ในการพัฒนา
ระบบเฝา้ ระวงั ปญั หาทางดา้ นสงั คมและวัฒนธรรมโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนในชมุ ชน
4. สนับสนุนการผลิตและบริการของชุมชนในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรอาหาร และ
พลังงาน โดยพัฒนาศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิ
ปัญญาท้องถ่ินในชุมชน บนฐานความรู้ท่ีสร้างสรรค์เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของสินค้า เช่น สมุนไพร ผลิตภัณฑ์
อาหารและบริการเพ่ือสุขภาพ สินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล เป็นต้น รวมถึงสินค้าเกษตรท่ีมิใช่อาหาร
เช่น ผลิตภัณฑ์ยางไม้ยาง สินค้าจำพวกวัสดุชีวภาพ ผลิตภัณฑ์ยาและอาหารเสริมเพ่ือสุขภาพ เป็นต้น
ตลอดจนการสนับสนนุ การวิจัยและพัฒนาตอ่ ยอดใหม้ โี อกาสทาง การตลาดและเสรมิ สรา้ งความสามารถในการ
แข่งขัน รวมถึงสนับสนุนการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรชนิดใหม่ ๆ ท่ีมีมูลค่าสูงเพ่ือรองรับความต้องการ
ของตลาดเฉพาะกลุ่มและตลาดโลก
5. สนับสนุนการผลิตพลังงานทดแทนภายในชุมชน โดยการสนับสนุนองค์ความร้ดู ้านเทคโนโลยี
การผลิตพลังงานทดแทน ท้ังจากวัตถุดิบเหลือใช้จากครัวเรือนและการเกษตร อาทิ มูลสัตว์ ขยะ ฟาง แก่ลบ
เศษไม้ ตลอดจนถ่ายทอดวิธีการดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงให้แก่ชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินให้มี
ศักยภาพในการผลิตพลังงานทดแทน เพ่ือนำไปสู่การพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างม่ันคงและยั่งยืนในระดับ
ชุมชนและท้องถิ่น ท้ังนี้ เพื่อเป็นการลดต้นทุนด้านพลังงานรวมถึงลดมลภาวะแก่ชุมชนและท้องถ่ิน รวมทั้ง
ส่งเสริมการผลติ พืชพลังงานทดแทนท่ีไม่ใชอ่ าหารและมีความเหมาะสมกบั สภาพท้องถนิ่ เช่น สบดู่ ำ เป็นตน้
6. เสริมสร้างความเข้มแข็งของท้องถ่ิน ชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อยวิสาหกิจชุมชน และ
บุคลากรภาครฐั เพ่ือร่วมกนั พัฒนาและเชื่อมโยงกบั สาขาการผลติ และบรกิ ารทเี่ กี่ยวเน่ืองในพื้นท่ี ตามแนวทาง
การพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ พัฒนาทักษะและองค์ความรู้ของบุคลากรภาครัฐ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น
และชุมชน รวมทั้งเสริมสรา้ งศักยภาพของผ้ปู ระกอบการวสิ าหกจิ ขนาดกลาง และขนาดย่อมให้สามารถปรับตัว
เพ่อื รองรับผลกระทบตา่ ง ๆ ทีอ่ าจจะเกดิ ขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง เงอ่ื นไขตามกฎระเบียบใหม่ของโลก


Click to View FlipBook Version