แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพฒั นาคุณภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จังหวัดแพร่
การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย
(Routine to Research : R to R)
เรอื่ ง
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสรา้ งเสริมชุมชนเข้มแข็ง
สกู่ ารพัฒนาคุณภาพชวี ิตกล่มุ เปราะบางรายครัวเรือน
ศกึ ษาเฉพาะกรณี : การขับเคลื่อนการทำงานของทีมงานหนว่ ยงานในสังกัด
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนษุ ยใ์ นพน้ื ที่จงั หวดั แพร่
(ทีม One Home จงั หวดั แพร)่
โดย สำนักงานสง่ เสริมและสนับสนุนวชิ าการ 9
รว่ มกบั
หน่วยงานสงั กัดกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมน่ั คงของมนุษย์จงั หวัดแพร่
แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สู่การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ ก
คำนำ
การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to Research : R to R) เรอ่ื งแนวทางการพัฒนา
การบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ศึกษาเฉพาะ
กรณี : การขับเคล่ือนการทำงานของทีมงานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคง
ของมนุษยใ์ นพนื้ ทจ่ี ังหวดั แพร่ (ทีม One Home จังหวดั แพร่) เปน็ กิจกรรมตามโครงการศนู ย์บรกิ ารวิชาการ
พัฒนาสังคมและจดั สวัสดกิ ารสงั คม ประจำปี พ.ศ.2564 ซง่ึ ดำเนินการโดยสำนักงานส่งเสรมิ และสนบั สนุน
วชิ าการ 9 ร่วมกับหนว่ ยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย์จงั หวดั แพร่ โดยเป็น
การร่วมกนั ในการทำให้งานประจำกลายเปน็ งานสรา้ งความร้หู รือเป็นงานวิจยั เปน็ เครื่องมอื ในการพฒั นาคน
เพ่ือพัฒนางานขับเคล่ือนองค์กรไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ที่เริ่มจากค้นหา
คำถามวิจัยท่ีเป็นกุญแจสู่การพัฒนาการบริการ อันจะสง่ ผลใหเ้ กดิ การพัฒนาผ้ปู ฏิบตั ิงาน ผู้รับบรกิ ารและ
องคก์ รไดร้ บั ประโยชนก์ ลายเป็นวิถชี ีวติ และวฒั นธรรมองค์กร
ในปี พ.ศ.2564 ประเทศไทยและท่ัวโลก มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา่ 2019
(โควิด-19) อันเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินและได้ทวีความรุนแรง เสี่ยงที่จะเกิดภาวะวิกฤติ ทำให้การดำเนิน
การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to Research : R to R) ต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนการ
ดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนนิ งานเป็น
หลกั
สดุ ท้ายน้ี คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
ม่ันคงของมนุษย์ในพื้นท่ีจังหวัดแพร่ (ทีม One Home จังหวัดแพร่) ท่ีให้ข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ต่อการ
ศกึ ษาวจิ ัยคร้ังนี้ ขอขอบคุณทุกความคิดเห็น ทุกการแลกเปลี่ยน การแบง่ ปนั ความรู้ และการเรยี นรู้รว่ มกัน
จากทีมงานหน่วยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์จังหวัดแพร่ (ทีม One
Home จังหวัดแพร่) ทุกท่าน ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคล่ือนพลังการทำงานการบูรณาการสร้างเสริม
ชุมชนเข้มแข็ง สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ความเข้มแข็งของทีม One Home
ก่อเกิดการบูรณาการและการพัฒนางานด้านการพัฒนาสังคมและจัดสวัสดิการสังคม อันส่งผลให้ชุมชน
เข้มแข็ง มั่นคง ย่ังยืน รวมท้ังส่งผลต่อวิธีคิด วิธีการทำงาน รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาด้วยเคร่ืองมือ คือ
การวิจัย เพ่ือให้บุคลากรของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ได้นำการพัฒนางาน
ประจำสู่การวจิ ัยทีม่ ีคุณภาพ ตอบโจทยค์ วามต้องการและแกไ้ ขปัญหาในงานดา้ นการพฒั นาสังคม ต่อไป
สำนกั งานส่งเสรมิ และสนบั สนนุ วิชาการ 9
สิงหาคม 2564
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สู่การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จังหวดั แพร่ ข
บทสรปุ ผบู้ รหิ าร
การพฒั นางานประจำสู่งานวิจยั (Routine to Research : R to R) เรอื่ ง แนวทางการพัฒนา
การบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ศึกษา
เฉพาะกรณี : การขับเคลื่อนการทำงานของทีมงานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่จังหวัดแพร่ (ทีม One Home จังหวัดแพร่) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
สถานการณ์ รูปแบบและกลไกการขับเคลื่อน และการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของทีมงาน
หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ในพ้ืนที่จังหวัดแพร่ (ทีม One
Home จังหวัดแพร่) ในการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพัฒนาคุณภาพชีวติ กลุ่มเปราะบางราย
ครวั เรอื น และพัฒนาประสทิ ธิภาพในการในการทำงานเปน็ ทีมร่วมกนั โดยศึกษาในกล่มุ เปา้ หมาย เจ้าหน้าที่
ผรู้ ับผิดชอบงานการบูรณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แข็งสกู่ ารพัฒนาคุณภาพชีวติ กล่มุ เปราะบางรายครัวเรือน
ของทมี งานหนว่ ยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษยใ์ นพ้นื ท่ีจังหวัดแพร่ (ทีม
One Home จังหวัดแพร่) ในประเด็น สถานการณ์การบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนา
คุณภาพชวี ติ กลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน การสรา้ งความตระหนัก และส่งเสรมิ การมีส่วนร่วม ในการพัฒนา
ประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ลในการทำงานเป็นทมี สร้างกลไกการพัฒนาประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผลใน
การช่วยเหลอื ผ้ปู ระสบปัญหาทางสงั คมและศกึ ษารูปแบบการการพฒั นาประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผลในการ
การบรู ณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพฒั นาคุณภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น อยา่ งมีส่วนร่วม
บนพื้นฐานการเรียนรู้รว่ มกันของหน่วยงานท่ีเหมาะสมกับบรบิ ทพื้นท่ี และการเกบ็ รวบรวมข้อมูล จากการ
ดำเนนิ งาน เวทีจุดประกายขยายความคิดการดำเนินงานกิจกรรม และการสรุปบทเรียนการดำเนนิ งาน และ
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) ใน 3 ขั้นตอน
คือ การซักถาม การสังเกต และการจดบันทึก โดยการวิเคราะห์เน้ือหาของข้อมูล (Content Analysis)
พรรณนารายละเอยี ด ตคี วาม และการคน้ หาเอกสารทีเ่ กีย่ วข้อง
ในปี พ.ศ.2564 ประเทศไทยและทั่วโลก มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรสั โคโรนา่ 2019
(โควิด-19) อันเป็นสถานการณฉ์ ุกเฉินและได้ทวีความรนุ แรง เสี่ยงที่จะเกิดภาวะวกิ ฤติ ทำใหก้ ารดำเนนิ การ
พัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to Research : R to R) ต้องมีการปรับเปล่ียนแผนการดำเนินงาน
ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินงานเป็นหลัก
โดยปรับเปล่ียนการจากลงพื้นท่ีจัดทำเวทีการสนทนากลุ่ม มาเป็นการเก็บข้อมูลโดยการขอความร่วมมือ
ส่งแบบสอบถามและมีการรวบรวม สรุปข้อมูล วิเคราะห์ และถอดบทเรียนการดำเนินงานภายใต้การ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในยคุ New Normal
สถานการณ์ ในการการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่ม
เปราะบางรายครวั เรือน ของจังหวัดแพร่ หน่วยงานทดี่ ำเนินงานทุกหน่วยงานมภี ารกิจด้านสวัสดกิ ารสังคม
และสังคมสงเคราะห์ ในด้านการสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพ การจัดบริการทางสังคมที่เก่ียวกับการ
ป้องกัน แก้ไขปัญหา การพัฒนาและการส่งเสริมความม่ันคงของผู้ใช้บริการ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบ
ปญั หาทางสงั คมในภาวะวกิ ฤติ ใหก้ ารชว่ ยเหลอื คมุ้ ครองสวัสดิภาพ และจดั บริการสวสั ดิการสังคมสำหรับเดก็
แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สู่การพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ ค
เยาวชน สตรี และกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ท่ีประสบปัญหาทางสังคม โดยทุกหน่วยงานจะได้รับงบประมาณ
สนับสนุนจากกรมต้นสังกัดและมกี ารดำเนนิ การภายใตร้ ะเบยี บการดำเนินงานของแตล่ ะงาน โดยมนี วัตกรรม
การใช้สมุดพกครัวเรือน เพ่ือวิเคราะหแ์ ละวางแผนแก้ไขปัญหารายครัวเรือนและมีการบูรณาการหน่วยงาน
ภาคเี ครอื ข่ายท้งั ภายในและภายนอกกระทรวง
กลไกการพัฒนาประสิทธิภาพในการการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนา
คุณภาพชีวิตกล่มุ เปราะบางรายครัวเรือน กลไกที่สำคัญในการทำงาน คอื ระบบภาคีเครอื ข่ายในการทำงาน
และการมีส่วนร่วม โดยมีบุคคลที่เป็นภาคีเครือข่ายในระบบและนอกระบบ โดยมีแรงผลักดันที่สำคัญ คือ
นโยบายการดำเนนิ งานท่ชี ดั เจนในระดับกระทรวง ซ่งึ เป็นแนวคิดสำหรับการพัฒนาหรือแก้ไขปญั หาทยี่ ั่งยืน
เป็นกิจกรรมพื้นฐานในการพัฒนาหรอื แก้ไขปญั หาด้านตา่ ง ๆ เป็นทางเลอื กทจ่ี ะช่วยให้บุคคลหรอื กลมุ่ บคุ คล
รวมถึงชุมชนพึ่งตนเองได้ ซ่ึงกลไกที่สำคัญในการขับเคล่ือนในการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่
การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรือน คือ การมีคณะกรรมการท้ังในระดบั จังหวัดและระดับ
พื้นที่ ในการวางแผนการดำเนินงานร่วมกัน โดยการบูรณาการการทำงานจากทุกภาคส่วน โดยอาศัย 5
ปัจจัย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ รวมถงึ เครอื ขา่ ยอาสาสมัครพัฒนา
สังคมและความม่ันคงของมนุษย์ในระดับพ้ืนท่ี นอกจากนี้ควรมีคณะกรรมการระดับพ้ืนท่ีในการคัดกรอง
ช่วยเหลือหรอื ตดิ ตาม รายงานผลการดำเนินงานอยา่ งต่อเน่อื ง
รูปแบบการพัฒนาประสทิ ธิภาพในการบรู ณาการสรา้ งเสริมชมุ ชนเขม้ แข็งสู่การพัฒนาคณุ ภาพ
ชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น อยา่ งมสี ว่ นร่วม พบวา่ การทำงานในรปู แบบสหวชิ าชพี ผา่ นการดำเนนิ งาน
โดยการกำหนดรปู แบบทีช่ ัดเจน มีการแต่งต้ัง และประสานการดำเนินงานอย่างสมำ่ เสมอ มกี ารรายงานผล
การดำเนนิ งาน รวมไปถงึ การประเมนิ ติดตามผลจะสง่ ผลใหร้ ูปแบบสามารถขบั เคลอ่ื นไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
การมีเวทีแลกเปลี่ยน ถอดบทเรียนผู้ปฏิบัติงาน เพื่อสรุปวเิ คราะห์ ประมวลผลข้อมูลผู้ประสบปัญหาทาง
สังคมรายครัวเรอื นของแต่ละพ้ืนทีแ่ ละการเตรียมความพร้อมในการรับการตรวจราชการและขยายผลไปสู่
การพฒั นาศกั ยภาพผู้รับบรกิ ารและศักยภาพของผใู้ หก้ ารช่วยเหลือ มกี ารแกไ้ ขปญั หาผู้ประสบปัญหาทยี่ ังไม่
สามารถเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการของรัฐ และสร้างความตระหนักให้ประชาชนในการรับการช่วยเหลือด้าน
สวัสดกิ ารสงั คม การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรอื น เปน็ นวัตกรรมเพ่ือร่วมสรา้ งเสรมิ ชมุ ชน
เขม้ แข็ง ผ่านการบรู ณาการความร่วมมือและสนับสนุนของภาคีเครือขา่ ย ใหช้ ุมชนสามารถแกไ้ ขปัญหาและ
พัฒนาชมุ ชนอย่างมีเสรีภาพ ตามสทิ ธิและหนา้ ที่ ที่มีเป้าหมายหลักในการตอบสนองความต้องการร่วมกัน
ของประชาชน โดยให้สอดคลอ้ งกับวิถีการดำเนินชีวติ คา่ นิยม ประเพณี และทัศนคติของบุคคล เปดิ โอกาส
ให้ชุมชนร่วมมือ ร่วมดำเนินการ ติดตามประเมินผล และร่วมรับผิดชอบและร่วมใช้ผลประโยชน์จากการ
ดำเนินงาน ร่วมกันดแู ลและพฒั นาไปดว้ ยกัน เสรมิ สร้างความเขม้ แขง็ จากระดบั ฐานรากในครัวเรอื นสู่ชมุ ชน
เขม้ แข็ง สังคมมงั่ คัง่ และยั่งยนื
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แข็ง สกู่ ารพฒั นาคุณภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จังหวดั แพร่ ง
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย
1.ควรมีแผนการในการบูรณาการการดำเนินงานการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชน
เข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชวี ิตกลุ่มเปราะบางรายครวั เรือนอยา่ งมีส่วนร่วมในระดบั กระทรวงอย่างชดั เจน
และมกี ารจดั สรรงบประมาณในสว่ นทเ่ี กย่ี วข้องในการขบั เคล่ือนงาน เน้นการทำงานเชงิ รุก
2.กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนษุ ย์ ควรมีการวางระบบการการบรู ณาการ
สรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเข้มแขง็ สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กลุ่มเปราะบางรายครวั เรอื นทช่ี ัดเจนและสามารถปฏิบตั ิได้
ร่วมกับทุกกระทรวง และมีการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม รวมท้ังควรมีการ
ทบทวนระบบการควบคุม ตรวจสอบ กำกบั และประเมนิ ตดิ ตามผล เพอื่ ให้เกิดมาตรฐานในการดำเนนิ งาน
3.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ควรมีการส่งเสริมศักยภาพและ
สนับสนุนให้มีกลไกการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางราย
ครัวเรือนอย่างมีสว่ นร่วมในทุกระดับ ทั้งในระดับกระทรวง กรม ภูมิภาคและระดบั จังหวดั อยา่ งมีส่วนร่วม
เพ่อื ให้เกดิ การดำเนนิ งานทตี่ อ่ เนอ่ื งและบูรณาการงานในระดบั ปฏบิ ตั ิ รวมถึงระดบั ชาติ
4.รัฐควรพิจารณาการใช้ความช่วยเหลือการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนา
คณุ ภาพชวี ิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรอื น โดยบูรณาการนวตั กรรมเทคโนโลยีผ่านบัตร Smart Card ในทุก
การชว่ ยเหลือ เช่น ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมีหลกั เกณฑ์และกระบวนการพิจารณา ใหค้ วามชว่ ยเหลือ
และติดตามประเมนิ ผลตามหลกั การสังคมสงเคราะห์ และมอบเงินช่วยเหลือผ่านบตั รสวัสดิการแห่งรัฐ ตาม
ความจำเปน็ และสภาพปัญหาของแตล่ ะกรณี
ขอ้ เสนอแนะในภาพรวมต่อการดำเนินงานขับเคลื่อนงานของทมี One Home เพอ่ื การบูรณาการสรา้ ง
เสรมิ ชมุ ชนเข้มแข็งสกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชีวติ กลุ่มเปราะบางรายครวั เรือน
1. สว่ นกลางควรสนับสนนุ งบประมาณในการดำเนนิ งานโครงการ One Home
2. จดั สรรบคุ ลากรที่มีความเช่ยี วชาญตรงกับตำแหนง่
ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครงั้ ตอ่ ไป
การพัฒนางานประจำสู่งานวิจยั (Routine to Research - R2R) ครงั้ ตอ่ ไป ควรศึกษาเก่ียวกับ
“ปัจจัยความสำเร็จในการขับเคลื่อนพ้ืนที่บูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพฒั นาคุณภาพชีวิต
กลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนของพื้นที่ Best Practice” เพ่ือขยายผลความสำเร็จสู่พ้ืนท่ีเป้าหมาย
การพัฒนาของหนว่ ยงานสงั กัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ยใ์ นปตี อ่ ไป
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สู่การพัฒนาคุณภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จังหวัดแพร่ จ
สารบัญ หนา้
คำนำ ก
บทสรปุ ผบู้ ริหาร ข
สารบญั ค
บทที่ 1 บทนำ 1
1
ความสำคัญและทม่ี าของปัญหาท่ที ำการวจิ ยั 4
วัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษา 4
ขอบเขตของการศึกษา 4
นิยามศพั ท์ 5
ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะได้รับ 6
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กย่ี วขอ้ ง 6
ยุทธศาสตรช์ าติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) นโยบายรฐั บาล นโยบายและยทุ ธศาสตร์
12
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย์ 13
แนวคดิ การบูรณาการ 33
แนวความคิด ทฤษฏีการพฒั นารปู แบบการชว่ ยเหลอื กลมุ่ เปา้ หมาย 45
แนวคดิ การบรู ณาการสรา้ งเสริมชมุ ชนเขม้ แข็ง 52
แนวคิดการพัฒนาคุณภาพชวี ิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน 52
บทท่ี 3 วิธีการดำเนินการวจิ ยั 52
พืน้ ทใี่ นการศึกษา 52
ประชากร 53
เครอื่ งมือในการศกึ ษาวิจัย 53
ข้นั ตอนการดำเนินการวิจยั 53
วธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู 53
การวิเคราะหข์ ้อมลู 54
ระยะเวลาทำการวิจยั 74
บทท่ี 4 ผลการวจิ ยั 79
บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 92
ภาคผนวก
เอกสารอา้ งองิ
แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สู่การพัฒนาคุณภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวัดแพร่ 1
บทที่ 1
บทนำ
ความสำคญั และท่มี าของปญั หาท่ที ำการวจิ ยั
ศูนยบ์ ริการวชิ าการพัฒนาสงั คมและการจัดสวสั ดิการสังคม เปน็ โครงการภายใต้การดำเนินงาน
ของสำนกั งานสง่ เสริมและสนบั สนุนวชิ าการ 9 ให้เป็นศนู ย์กลางการพัฒนาศักยภาพ การจัดการองคค์ วามรู้
การให้คำปรึกษาทางวิชาการที่ครบวงจร และเป็นหน่วยงานเชิงรุก ส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ
แก่หน่วยงานทุกกลุ่มทุกเป้าหมาย ในความรับผดิ ชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของ
มนุษย์ อาสาสมัคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดการขับเคล่ือนงาน
ด้านการพัฒนาสังคมและจัดสวัสดิการสังคมที่เป็นระบบและเหมาะสมกับบริบทพื้นท่ี รวมทั้งพัฒนาให้มี
แหล่งเรียนรู้ตน้ แบบเพอ่ื แลกเปล่ียนเรยี นรู้ พฒั นาการจดั บรกิ ารชว่ ยเหลือผปู้ ระสบปญั หาทางสังคม สง่ ผลทำ
ใหเ้ กิดการปรับเปล่ยี นวิธกี ารทำงานทง้ั เชงิ มติ พิ ืน้ ที่ เชิงประเดน็ และเชิงกล่มุ เป้าหมาย อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
ประสิทธผิ ลมากขึน้ สอดคลอ้ งรับกับสถานการณส์ ังคมวิถีชีวิตใหม่ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลงั
สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวชิ าการ 9 เป็นส่วนราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในสว่ นภูมิภาค
มีบทบาทภารกิจตามกฎกระทรวงโดยสรุปเกี่ยวกับ 1) พฒั นางานด้านวิชาการเกี่ยวกับการพฒั นาสังคมและ
ความม่ันคงของมนุษย์ให้สอดคล้องกับพ้ืนที่และกลุ่มเป้าหมาย 2) ส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านวิชาการ
องคค์ วามรู้ ขอ้ มูลสารสนเทศ ใหค้ ำปรึกษาแนะนำแก่หน่วยงานบรกิ ารทุกกลุ่มเปา้ หมายในพ้ืนทใ่ี หบ้ ริการใน
ความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ รวมท้ังองค์การปกครองส่วน
ท้องถ่ิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรภาคเอกชนและประชาชน 3) ศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์และ
สภาพแวดล้อมเพือ่ คาดการณแ์ นวโน้มของสถานการณท์ างสังคมและผลกระทบ รวมท้งั ใหข้ ้อเสนอแนะการ
พัฒนาสังคมและจัดทำยุทธศาสตร์ในพื้นท่ีกลุ่มจังหวดั 4) สนับสนุนการนิเทศงาน ติดตามประเมินผลการ
ดำเนินงานเชิงวิชาการตามนโยบายและภารกิจของกระทรวงในพื้นท่ีกลุ่มจังหวัด ซ่ึงมีกลุ่มเป้าหมายของ
สำนักงานสง่ เสรมิ และสนับสนุนวิชาการ 9 แบง่ เป็น 3 กลุ่มหลกั ได้แก่ กล่มุ ที่ 1 คอื หนว่ ยงานระดับบริหาร
ของกระทรวง กรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ การเคหะแห่งชาติ
สถาบันพฒั นาองคก์ รชุมชน(องค์การมหาชน) และสำนักงานธนานุเคราะห์ กลุ่มท่ี 2 คือ หน่วยงานในพน้ื ที่
หน่วยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในพื้นท่ีรับผิดชอบของสำนักงาน
ส่งเสริมและสนบั สนุนวิชาการ 9 จำนวน 8 จงั หวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวดั เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน
ลำปาง แพร่ นา่ น พะเยา และจังหวัดแมฮ่ ่องสอน และกลุ่มที่ 3 คือ หนว่ ยงานอน่ื ๆ ทีเ่ กยี่ วข้องกบั สำนกั งาน
สง่ เสริมและสนบั สนนุ วิชาการ 9 รวมท้งั ภาคเี ครือข่ายท่ีทำงานรว่ มกัน
แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สู่การพัฒนาคุณภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 2
โดยในปี 2564 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ มีนโยบายการดำเนินการ
พัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง โดยมีมาตรการหลักในการขจัดความยากจนแบบตรงเป้าหมายมี
การวิเคราะห์เชิงบริบท ในการ การจับประเด็นสำคัญการวิเคราะห์เชื่อมโยง และหา Entry Point ตาม
ข้นั ตอน โดยมีการกำหนดนโยบายระดับประเทศ มีการต้ังคณะกรรมการขจัดความยากจน และนโยบาย
ขจดั ความยากจน การเกบ็ ข้อมลู เชิงปรมิ าณ เป็นการทำสำมะโนครวั เรอื น ยากจน และ สำรวจขอ้ มูลพื้นฐาน
โดยละเอยี ด การลงพน้ื ที่ระบปุ ัญหา การขับเคลื่อนโครงการ โดยมีกลไกใหภ้ าคธุรกิจมบี ทบาทในการพฒั นา
พน้ื ทอ่ี ย่างเป็นธรรมรวมไปถงึ การ ติดตามประเมนิ ผล โดยการประเมินสัดสว่ นคนจนในพ้นื ที่ และรายงานต่อ
คณะกรรมการชาติผ่านรายงานประจำปี เป็นโครงการการวิจัยและนวัตกรรม เพ่ือแก้ไขปัญหาคนยากจน
อยา่ งเบ็ดเสร็จและแม่นยำ มีวัตถปุ ระสงค์ เพื่อ พัฒนาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ เพ่อื สำรวจ สังเคราะห์ปัญหา
หนส้ี ินรายครัวเรือน จากการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต และพัฒนาโมเดลการจดั การกระบวนการเรียนรู้
เพ่ือพัฒนาอาชีพและเพ่ิมทักษะการดำรงชีวิต เพ่ือแก้ไขปญั หาความยากจนในคนจนกลุ่มเป้าหมาย และมี
เป้าหมาย คือ การสร้างระบบและโครงสร้าง การแก้ไขปัญหาคนจน ด้านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
ประกอบด้วย สภานักศกึ ษา และกลไกของจงั หวดั ซ่ึงจะมี พฒั นาสังคมและความมัน่ คงของมนุษยจ์ ังหวัดเปน็
ทีมงาน อาศยั ข้อมูลหลักจาก TPMAP : Thai people Map and Analysis Platform โดยจะมศี ักยภาพใน
การจำแนกคนจน ถึงระดบั ตำบล ระบปุ ัญหาความยากจน รวมถงึ ใช้ออกแบบนโยบายและโครงการแก้ปัญหา
โดยการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ในจังหวัด
จำเป็นท่ีจะต้องอาศยั ความรู้ ความเข้าใจในแนวทางการดำเนนิ งานร่วมกนั รวมไปถึงการบูรณาการแผนการ
ดำเนินงานเพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพในการดำเนินงานกับกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มตามภารกิจของแต่ละกร ม
อันเปน็ การบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แข็ง
ทง้ั น้ี ทีมงานหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนุษย์
(พม.) ในแต่ละจังหวดั จะตอ้ งเปน็ ทีมงานหลักที่จะขับเคล่ือนงานตามภารกิจหลักของกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่รับผิดชอบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งใน
พ้ืนที่จังหวัดแพร่น้ัน ทีม One Home พม. จังหวัดแพร่ ประกอบไปด้วยหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สังกัด
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย์ (พม.) จำนวนทง้ั สน้ิ 4 หนว่ ยงาน คอื
- สำนักงานพัฒนาสงั คมและความมนั่ คงของมนุษยจ์ งั หวดั แพร่
- ศูนย์พฒั นาราษฎรบนพืน้ ท่ีสูงจงั หวัดแพร่
- บ้านพักเด็กและครอบครวั จงั หวัดแพร่
- ศนู ย์คุ้มครองคนไรท้ พี่ ึง่ จังหวัดแพร่
ซึ่งจากการท่ีมีหน่วยงานอย่ภู ายใต้สังกดั กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมัน่ คงของมนษุ ย์
(พม.) (ทีม One Home พม. จงั หวัดแพร่) มีจำนวน 4 หนว่ ยงาน สง่ ผลให้รูปแบบการทำงานนั้นมีท้ังความ
ยากและความง่ายในการปฏิบัติงานกล่าวคือการท่ีมีหน่วยงาน พม.ท่ีหลากหลายส่งผลทำให้มีการทำงานที่
ครอบคลมุ กลุ่มเป้าหมายได้คอ่ นข้างมาก ทำให้การดำเนนิ งานต่างๆ สามารถได้รบั การแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
ทันท่วงที จากทีมงานมืออาชีพท่ปี ฏิบตั ิงานดา้ นน้ันมาอยา่ งเชี่ยวชาญ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการยากทีจ่ ะ
บูรณาการการทำงานในประเด็นใหญ่ๆ ร่วมกันภายใต้บริบทของแต่ละหนว่ ยงานทมี่ ีความหลากหลายท้ังใน
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพฒั นาคุณภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 3
ดา้ นของบทบาท ภารกจิ เน้ืองาน งบประมาณ บคุ ลากรผู้ปฏิบตั ิงาน รวมถึงท่ีตั้งของสถานที่ปฏิบตั ิงานของ
แตล่ ะหนว่ ยงานทอ่ี ย่หู ่างไกลกันทำใหเ้ ปน็ การยากในการที่จะประสานกระบวนการทำงานใหเ้ ป็นไปในทศิ ทาง
เดียวกันได้อยา่ งสะดวก ดังน้ันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมกี ารศึกษาแนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้าง
เสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรือน ศกึ ษาเฉพาะกรณี : การขับเคลอื่ น
การทำงานของทมี งานหนว่ ยงานในสงั กดั กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนุษย์ในพ้ืนท่ีจงั หวดั
แพร่ (ทมี One Home จังหวัดแพร่) โดยอาศัยความร่วมมอื ทัง้ จากผ้บู ริหารและบคุ ลากรในทกุ ระดบั ของแต่
ละหน่วยงานเพื่อร่วมขับเคลอื่ นการดำเนนิ งานนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของ
มนุษย์ ไปสปู่ ระชาชนในพ้ืนทใ่ี ห้เกดิ ประโยชนส์ ูงสุดต่อไป
การศึกษาแนวทางการพฒั นาการบูรณาการสรา้ งเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพฒั นาคุณภาพชีวิต
กลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ศึกษาเฉพาะกรณี : การขับเคล่ือนการทำงานของทีมงานหน่วยงานในสังกัด
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ในพื้นที่จังหวัดแพร่ (ทีม One Home จังหวัดแพร่)
จงึ ถอื เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะช่วยในการขับเคล่อื นการทำงานของทีม One Home พม.จงั หวัดแพร่ ใหม้ ี
ความชัดเจนของแนวทางการปฏิบัติงาน และมีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลการ
ทำงานของแต่ละหน่วยงานเพื่อบูรณาการการดำเนินงาน รวมไปถึงการประสานส่งต่อการดำเนินงานได้
สะดวก รวดเร็ว และง่ายต่อการปฏิบัติงานย่ิงข้ึน ซึ่งจะส่งผลต่อประโยชน์สูงสุดของผู้รับบริการและการ
ประสานการดำเนินงานในพ้ืนที่จังหวัดเชียงใหม่ และนอกจากน้ีการบูรณาการการทำงานร่วมกันของ
หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพ้ืนที่จังหวัด แพร่ และภาคี
เครือข่ายภายนอกกระทรวง ยงั ส่งผลใหเ้ กดิ การแลกเปล่ียนเรียนรู้การทำงานร่วมกนั และพัฒนาการทำงาน
เปน็ ทีม เกิดความสนิทสนมคุ้นเคยกนั ของผู้บริหาร เจ้าหนา้ ที่ผู้ปฏิบตั ิงาน รวมไปถึงการมสี ัมพนั ธภาพทดี่ ใี น
การทำงานร่วมกัน อันจะนำไปสู่เป้าหมายของการเป็น “พม. องค์กรแห่งการเรียนรู้ Learning
Organization” ได้ในอนาคต
สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 9 ในฐานะหน่วยงานสนบั สนนุ ทางวิชาการ มบี ทบาท
หน้าที่ในการสนับสนุนการนิเทศ ติดตามประเมินผลการดำเนินงานเชิงวิชาการ ตามนโยบายและภารกิจ
ของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย์ ในพนื้ ทก่ี ลุม่ จังหวัดทรี่ บั ผิดชอบ จงึ ได้เข้ามามีส่วน
ร่วมและส่งเสริมการดำเนินงานในการวิจัยในรูปแบบแบบการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (Routine to
Research : R to R) เร่ือง แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพฒั นาคุณภาพ
ชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น ศกึ ษาเฉพาะกรณี : การขบั เคลือ่ นการทำงานของทีมงานหนว่ ยงานในสงั กดั
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมัน่ คงของมนษุ ย์ในพื้นท่จี งั หวัดแพร่ (ทมี One Home จังหวัดแพร่) เปน็
กิจกรรมตามโครงการศูนย์บริการวิชาการพัฒนาสังคมและจัดสวัสดิการสังคม ประจำปี พ.ศ.2564 ซึ่ง
ดำเนินการโดยสำนักงานสง่ เสรมิ และสนับสนุนวิชาการ 9 ร่วมกับหนว่ ยงานสังกัดกระทรวงการพฒั นาสงั คม
และความมั่นคงของมนษุ ย์จงั หวดั แพร่ โดยเป็นการร่วมกันในการทำให้งานประจำกลายเป็นงานสรา้ งความรู้
หรอื เป็นงานวจิ ยั เป็นเคร่ืองมือในการพฒั นาคน เพอ่ื พัฒนางานขับเคลื่อนองคก์ รไปสูอ่ งค์กรแห่งการเรยี นรู้
(Learning Organization) ท่ีเริม่ จากค้นหาคำถามวิจัยท่ีเป็นกุญแจสู่การพัฒนาการบริการ อันจะส่งผลให้
เกิดการพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน ผู้รับบริการและองค์กรได้รับประโยชน์กลายเป็นวิถีชวี ิตและวัฒนธรรมองค์กร
เปน็ การพัฒนาประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ลในการชว่ ยเหลอื ผู้ประสบปัญหาทางสังคม เพ่ือให้สอดคล้องกับ
ภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมนั่ คงมนุษยอ์ ันจะนำไปส่กู ารพัฒนาปรบั ปรุงการดำเนนิ งาน
ใหม้ ปี ระสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ลสูงสุดตอ่ ไป
แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สูก่ ารพัฒนาคุณภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 4
วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษา
1.เพอ่ื ศึกษาสถานการณ์ทางสงั คมระดับตำบลในพื้นที่การบูรณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเข้มแขง็ สู่
การพัฒนาคุณภาพชวี ติ กลุ่มเปราะบางรายครัวเรอื น ของทีม One Home จงั หวดั แพร่
2. เพือ่ ศกึ ษารูปแบบและกลไกการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชวี ิต
กล่มุ เปราะบางรายครวั เรอื น ของทีม One Home จงั หวัดแพร่
3. เพ่ือศึกษาการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต
กล่มุ เปราะบางรายครวั เรอื น ของทีม One Home จงั หวัดแพร่
ขอบเขตการศกึ ษา
ขอบเขตดา้ นพน้ื ที่
พื้นที่ดำเนินงาน การบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่ม
เปราะบางรายครัวเรอื น ของทีม One Home จงั หวัดแพร่ คือ ตำบลน้ำเลา อำเภอรอ้ งกวาง จงั หวัดแพร่
ขอบเขตดา้ นประชากร
ประชากรท่ใี ช้ในการศึกษาครง้ั นี้ คอื ทีมงานหนว่ ยงานในสังกดั กระทรวงการพฒั นาสงั คมและ
ความมั่นคงของมนษุ ย์ในพ้นื ทจี่ งั หวัดแพร่ (ทมี One Home จงั หวดั แพร่)
ขอบเขตดา้ นเนอ้ื หา
เพ่ือศกึ ษาสถานการณ์ทางสงั คมระดบั ตำบลในพ้ืนที่เปา้ หมาย รูปแบบ กลไก และการพัฒนา
การบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ของทีม
One Home จังหวัดแพร่ อย่างมีส่วนร่วมบนพื้นฐานการเรียนรู้รว่ มกันของหน่วยงานท่เี หมาะสมกับบริบท
พนื้ ที่
นิยามศพั ท์
ชมุ ชนเขม้ แข็ง หมายถงึ ชุมชนสามารถจดั การกนั เองทัง้ ด้านขอ้ มูล แผน บริหารจดั การ กลไก
ขบั เคลื่อนทุนทางสงั คมไดอ้ ยา่ งมีคณุ ภาพ สง่ ผลใหช้ ุมชนมีเศรษฐกจิ ดี ครอบครวั อบอุน่ ชุมชนเขม้ แขง็ มั่นคง
ย่งั ยืน ชมุ ชนมีภูมิต้านทานต่อปจั จยั กระทบต่างๆ ภายใต้การบูรณาการความร่วมมอื และสนบั สนุนของภาคี
เครอื ขา่ ยและภาคส่วนต่างๆ ทางสงั คม
การบูรณาการความร่วมมือและสนับสนุนของภาคีเครือข่าย หมายถึง การประสานความ
ร่วมมือของ ภาครฐั ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสนับสนุนใหช้ ุมชนแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน
อยา่ งมีเสรภี าพ ตามสทิ ธิและหน้าท่ขี องชุมชน ทมี่ เี ปา้ หมายหลักในการตอบสนองความต้องการร่วมกนั ของ
ประชาชน โดยให้สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวติ ค่านิยม ประเพณี และทัศนคติของบุคคลในชุมชน เปิด
โอกาสใหช้ ุมชนร่วมมอื ร่วมดำเนินการ ติดตามประเมนิ ผล และรว่ มรับผดิ ชอบหรือร่วมใช้ผลประโยชน์จาก
การดำเนินงาน
แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สกู่ ารพฒั นาคุณภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวัดแพร่ 5
บทบาทหน้าที่ของกระทรวง พม. หมายถึง พม.มีส่วนในการสนับสนุนให้เกิดคณะทำงานฯ
และเกิดการประชุม หรือทำประชาคมร่วมกัน รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลต่างๆ และวางระบบ รูปแบบการ
จดั เก็บข้อมูล วเิ คราะห์ สังเคราะห์ขอ้ มูล และจัดเวทปี ระชาคม เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันในพ้ืนท่ี และไมไ่ ดม้ ี
กฎหมายกำหนดเปน็ ทางการ แต่เปน็ ภารกจิ งาน
บทบาทของ สสว. หมายถึง มีบทบาทเป็นผู้แทนกระทรวง พม. ในการขับเคล่ือนและ
สนบั สนุนการดำเนินงานวิเคราะหข์ ้อมูลและสังเคราะหป์ ัญหาในระดบั พื้นท่แี ละบูรณาการสรา้ งเสริมชุมชน
เขม้ แขง็ เพ่อื พัฒนาพ้ืนทีต่ น้ แบบและขยายผลต่อไป
แผนสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง หมายถึง แผนบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาคเี ครือข่ายด้าน
สงั คมในระดบั พื้นท่ี เพื่อป้องกัน แกไ้ ข ฟน้ื ฟู และพัฒนาปญั หาด้านสงั คมในระดับพื้นที่ นำสกู่ ารพฒั นาใหเ้ กดิ
ชมุ ชนเข้มแขง็ ม่ันคง และย่งั ยืน
พื้นท่ีเป้าหมาย(ชุมชน) หมายถึง พ้ืนที่ในระดับชุมชน ท่ีผ่านการคัดเลือกโดยการประชุม
ทีม One Home จังหวัด โดยท่ี สสว. จดั ทำเสนอข้อมลู สถานการณ์ วิเคราะหข์ ้อมลู จากฐานข้อมูล TPMAP
(ระบบบรหิ ารจดั การขอ้ มูลการพัฒนาคนแบบช้เี ปา้ ) และจดั ทำเกณฑ์ 3 ระดับ เขยี ว เหลอื ง แดง
ภาคีเครือข่าย หมายถึง กลมุ่ บุคคลในชุมชน ซ่ึงรวมตัวกันด้วยความสมัครใจ เป็นอาสาสมัคร
ทำงานด้านสงั คมในชมุ ชนนั้นๆ ได้แก่ อพม. สภาเดก็ และเยาวชน กล่มุ สตรี กลุ่มผู้สงู อายุ อาสาสมคั รแรงงาน
(อสร.) และอาสาสมคั รสาธารณสุข (อสม.)
กลไก วิธีการทำงาน หมายถงึ กระบวนการทำงานเพื่อเช่ือมโยงกนั ระหว่างหนว่ ยงานในสงั กัด
พม.และหน่วยงานภาคีเครือขา่ ยทีเ่ กี่ยวขอ้ งในการขับเคลอ่ื นงานรว่ มกันเพอ่ื นำไปสเู่ ปา้ หมายทกี่ ำหนด
ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะไดร้ บั
1 ไดข้ ้อมูลสถานการณ์ทางสงั คมระดับตำบลในพื้นที่การบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง
สูก่ ารพฒั นาคุณภาพชวี ติ กลุ่มเปราะบางรายครวั เรอื น ของทมี One Home จงั หวัดแพร่
2. ได้รูปแบบและกลไกการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต
กล่มุ เปราะบางรายครัวเรือนของทมี One Home จังหวดั แพร่
3. เกิดการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่ม
เปราะบางรายครัวเรือน ของทีม One Home จังหวัดแพร่ ส่งผลให้พื้นที่เป้าหมายชุมชนสามารถจัดการ
กนั เองท้งั ด้านข้อมูล แผนการบรหิ ารจดั การ กลไกขบั เคลือ่ นทนุ ทางสงั คมไดอ้ ยา่ งมคี ุณภาพ ส่งผลใหช้ มุ ชนมี
เศรษฐกิจดี ครอบครวั อบอุ่น ชุมชนเขม้ แขง็ ม่นั คง ยัง่ ยนื
4. ทีมงานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ในพื้นท่ี
จังหวัดแพร่ (ทีม One Home จังหวดั แพร่) เกดิ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และบรู ณาการการทำงานรว่ มกันและ
พัฒนาการทำงานเป็นทมี ให้มปี ระสิทธภิ าพสูงสุด
5. เกิดองคก์ รแห่งการเรียนรู้ Learning Organization
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สู่การพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวัดแพร่ 6
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจัยทีเ่ กีย่ วขอ้ ง
การพัฒนางานประจำสูง่ านวจิ ัย (Routine to Research : R to R) เร่ือง การศึกษาแนวทาง
การพัฒนาการบูรณาการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน
ศึกษาเฉพาะกรณี : การขับเคลื่อนการทำงานของทีมงานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความม่ันคงของมนุษย์ในพนื้ ท่จี งั หวัดแพร่ (ทีม One Home จงั หวดั แพร่) กำหนดขอบเขตในการศึกษา
เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วข้อง เพื่อนำมาเปน็ แนวทางในการศกึ ษา ดังนี้
1. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายรฐั บาล นโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสงั คม
และความมนั่ คงของมนุษย์
2. แนวคิดการบูรณาการ
3. แนวความคดิ ทฤษฎกี ารพัฒนารปู แบบการชว่ ยเหลอื กลุ่มเปา้ หมาย
4. แนวคดิ การพฒั นาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเข้มแขง็
5. แนวคดิ การพฒั นาคณุ ภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรือน
1. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) นโยบายรัฐบาล นโยบายและยุทธศาสตร์
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนุษย์
ยุทธศาสตรช์ าติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580)
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทย
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซ่ึงจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ประเทศไทย บรรลุวิสัยทัศน์
“ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งค่ัง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง” เพอื่ ความสุขของคนไทยทุกคน
โดยมีวิสัยทัศน์ประเทศคือ ประเทศไทยมีความม่ันคง ม่ังคั่ง ย่ังยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ดว้ ยการพฒั นาตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง โดยมเี ปา้ หมายการพฒั นาประเทศ คือ “ประเทศชาติ
มน่ั คง ประชาชนมีความสขุ เศรษฐกิจพัฒนาอยา่ งต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรพั ยากรธรรมชาติย่งั ยืน”
โดยยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ พัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง
และมีคุณภาพสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม สร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตร
กับสิ่งแวดล้อม และมีภาครัฐของประชาชนเพ่ือประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม โดยการประเมินผลการ
พฒั นาตามยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย 6 ดา้ น ได้แก่
แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 7
1) ความอยดู่ ีมีสุขของคนไทยและสังคมไทย
2) ขีดความสามารถในการแข่งขนั การพัฒนาเศรษฐกจิ และการกระจายรายได้
3) การพัฒนาทรัพยากรมนษุ ยข์ องประเทศ
4) ความเท่าเทียมและความเสมอภาคของสังคม
5) ความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพสง่ิ แวดล้อม และความยงั่ ยนื ของทรพั ยากรธรรมชาติ
6) ประสทิ ธิภาพการบริหารจัดการและการเข้าถงึ การให้บรกิ ารของภาครฐั
โดยในส่วนของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนุษย์ เกยี่ วข้องในด้านที่ 4 ด้าน
ความเทา่ เทียมและความเสมอภาคของสงั คม โดยมเี ปา้ หมาย 20 ปี ได้แก่
1) สร้างความเป็นธรรม และลดความเหล่ือมล้ำในทุกมิติ 2) กระจายศูนย์กลางความเจริญ
ทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นกำลังของการพัฒนาประเทศในทุกระดับ
เพื่อความสมานฉันท์ 3) เพมิ่ ขีดความสามารถของชุมชนท้องถ่ินในการพฒั นา การพ่ึงตนเองและการจดั การ
ตนเองเพ่ือสรา้ งสังคมคณุ ภาพ
ที่มา : สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ
แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สู่การพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จังหวัดแพร่ 8
แผนปฏิรปู ประเทศ 11 ดา้ น
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่าย
เลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้ประสานและดำเนินการให้
เป็นไปตามท่ีกำหนดในพระราชบัญญัติแผนและข้ันตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 จนถึง
ข้ันตอนสุดท้าย เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เร่ือง การประกาศ
แผนการปฏิรูปประเทศ ทั้ง 11 ด้าน เม่ือวันที่ 6 เมษายน 2561 โดยท่ีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ กำหนดให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างนอ้ ยในด้านต่าง ๆ ใหเ้ กิดผลตามท่ี
กำหนดในกฎหมายว่าด้วยแผนและข้ันตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งวิธีการจัดทำแผนต้องให้
ประชาชนและหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องมีส่วนร่วม ต้องมีการวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการ
ปฏิรูปประเทศทกุ ด้าน ซ่ึงต่อมาได้มีการตราพระราชบญั ญัติแผนและข้ันตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ
พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ เมื่อวนั ท่ี 1 สงิ หาคม 2560
โดยในส่วนของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ยเ์ ก่ียวข้องในดา้ นที่ 9 ดา้ น
สังคม โดยมีเป้าหมายให้คนไทยมีหลักประกันทางรายได้ท่ีเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ
ปรับเปลยี่ นพฤติกรรมไปสู่การมีจติ สาธารณะเพิ่มข้ึน สังคมแห่งโอกาสและไมแ่ บ่งแยก ภาครัฐมีข้อมูลและ
สารสนเทศด้านสังคมท่ีบูรณาการ และให้ชุมชนท้องถ่ินมีความเข้มแข็งสามารถบริหารจัดการชุมชนได้ด้วย
ตนเอง
ที่มา : สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สกู่ ารพฒั นาคุณภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จังหวดั แพร่ 9
ยทุ ธศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย์
ยทุ ธศาสตรก์ ระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ.ศ. 2560 – 2564
(ฉบับปรับปรุงเดอื นมีนาคม 2561) มรี ายละเอียดดงั นี้
วิสยั ทัศน์ “พม. เป็นผนู้ ําด้านสงั คมของไทยและอาเซยี น มุ่งสูค่ นอย่ดู มี ีสขุ ในสงั คมคณุ ภาพ”
พันธกิจ 1) พฒั นาคนและสงั คมให้มคี ุณภาพเต็มศกั ยภาพและมภี ูมคิ มุ้ กันต่อการเปลย่ี นแปลง
2) สร้างเสรมิ เครือข่ายจากทกุ ภาคสว่ นในการมสี ่วนร่วมพัฒนาสังคม
3) พัฒนาองค์ความรูข้ ีดความสามารถ และระบบการบริหารจัดการดา้ นการพัฒนา
สังคม
4) จัดระบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพ่ือให้ประชาชน
มหี ลักประกันและมีความม่นั คงในชวี ติ
ค่านิยมองคก์ าร “อทุ ิศตน อาสางาน เอ้อื อาทร อํานวยประโยชนส์ ขุ ”
ประเด็นยทุ ธศาสตร์
1) ส่งเสรมิ โอกาสการเข้าถงึ บริการทางสังคมบนพื้นฐานความพอเพยี ง
2) สรา้ งภูมิคุ้มกัน และพฒั นาศักยภาพกล่มุ เป้าหมายและเครอื ขา่ ย
3) ผนกึ กาํ ลงั ทางสังคมเพ่อื เป็นกลไกในการพฒั นาสังคม
4) บรหิ ารจัดการองค์กรสู่ความเปน็ ผู้นําทางสงั คมด้วยหลักธรรมาภบิ าล
ท่ีมา : กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมัน่ คงของมนษุ ย์
แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง ส่กู ารพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวัดแพร่ 10
นโยบายกระทรวง พม.ปี 2562
การมอบนโยบาย ปี 2562 โดย พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ
พัฒนาสงั คมและความมน่ั คงของมนุษย์ ภายใตแ้ นวคิด “พม. เตมิ สขุ ทั่วไทย 2562” (Fill with Happiness)
ในวันท่ี 7 ธันวาคม 2562 ณ ห้องราชา บอลรูม โรงแรมปรน๊ิ ซพ์ าเลซ กรงุ เทพฯ มีดังน้ี
1. การทำงานทต่ี อบโจทย์ ทำยังไงให้ พม. ไดร้ ับการยอมรับ
- กระทรวง พม. เป็นกระทรวงเดียวที่มีช่ือสังคมและสังคมก็เป็นพลังอำนาจท่ีมีความสำคัญ
ของประเทศชาติ แต่ไม่คอ่ ยเป็นท่ีรู้จักในวงกว้าง เนื่องจากกระทรวง พม. ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าทีค่ วร
ทั้งในเร่ืองของการจัดสรรงบประมาณ โครงสรา้ ง และบุคลากร
- กระทรวง พม. ควรกลับมาทบทวนองค์กรและวิเคราะห์ SWOT ซง่ึ มอบหมายให้กรมต่าง ๆ
ทบทวน โดยจดั ทำเป็นการวเิ คราะหแ์ บง่ ตามแนวคิดตามชว่ งวยั /กลมุ่ ในการทำงาน
- อยากเห็น พม. เป็นผู้นำทางสังคม และสามารถนำเสนอ/มีประเด็นเข้า ครม. ซ่ึงต้องเป็น
ประเด็นทนี่ า่ สนใจ ตอ้ งทนั ตอ่ สถาณการณ์ และทันเวลา
- ประเด็นการคา้ มนุษย์ ไม่มใี ครพดู ถึงเลยวา่ เป็นผลงานของ พม. สว่ นใหญ่มักคิดวา่ เปน็ ผลงาน
ของ ตำรวจ/แรงงาน/กระทรวงการต่างประเทศ ท้ัง ๆ ท่ี พม. เป็นเลขาคณะกรรมการฯ ต่าง ๆ เน่ืองจาก
มองว่า พม. เป็นเพียงหน่วยสนับสนุน จึงต้องกลับไปทบทวนวิสัยทัศน์/ยุทธศาสตร์ ให้ชัดเจนและเหน็ เป็น
รปู ธรรม
- อยากเห็นคน พม. เข้าไปมีบทบาทในเวทีวิชาการต่าง ๆ การเข้าร่วมบรรยายในเวที
ระดับประเทศ และอยากเห็น พม. เป็นผูน้ ำทางสงั คมอยา่ งแทจ้ ริง
- Conference ปี 2562 อยากให้จัดโครงการโดยให้มีคนเข้าร่วมโดยประมาณ 1,000 คน มี
ผู้แทนกระทรวง พม./ผู้แทนด้านสังคมจากต่างประเทศ/อพม./NGO เข้ามาร่วมแลกเปล่ียน โดยไม่เสีย
ค่าใช้จ่ายใด ๆ แตอ่ นาคตอยากเหน็ พม. เป็นผู้นำทางสังคม/ผู้นำทางความคดิ จริง ๆ ซง่ึ มผี สู้ นใจในวงกว้างที่
ยอมจ่ายเงินเพอ่ื เข้ามาฟงั และนำเงนิ ไปบรจิ าคให้ผู้ท่ีประสบปัญหาทางสงั คม
2. การทำงานทตี่ อบโจทย์ ทำยงั ไงให้ประชาชนได้รับประโยชนจ์ ากการดำเนนิ งานของ พม.
- การจัดโครงสร้าง/งบประมาณ ท่ีไม่เหมาะสมทำให้การทำงานประสบความยากลำบาก
ขาดความม่ันคง/มั่นใจในการทำงาน โดย รมว.พม. และคณะผู้บรหิ ารให้ความสำคัญ ซ่งึ ในวันที่ 20 ธันวาคม
2561 จะมีความชดั เจนมากขนึ้
- การจัดตั้ง พมอ. ในการขบั เคล่อื นการดำเนินงาน/กระจายงานลงไปในพื้นท่ี เพื่อสร้างความ
มน่ั คงในทกุ อำเภอ
- กองต่าง ๆ ในส่วนกลาง ควรมีการประเมนิ อัตรา/ระดับ โดยใหม้ กี ารคงอัตรา/ระดับดังกล่าว
ไว้ ซึ่ง ครม. มมี ตวิ ่าตอ่ ไปจะให้อำนาจกรม/กระทรวง ปรับเปลย่ี นได้ โดยไมเ่ กนิ กรอบของกองท่มี อี ยู่
- การจ่ายเงินสงเคราะหใ์ ห้แก่กลุ่มเป้าหมายอยา่ งตรงไปตรงมา โดยปีนจ้ี ะมกี ารจัดสรรในส่วน
ของงบดำเนินงานให้ อยากฝากในสว่ นของการเบิกจ่ายงบประมาณใหย้ ึดตามกฎระเบยี บอยา่ งเคร่งครดั
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพัฒนาคุณภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 11
- ความก้าวหนา้ ของการทำงานควรทำใหม้ ีมาตรฐาน โดยการทำงานใหอ้ งิ หลักการและการมีส่วน
ร่วมของผ้บู รหิ ารในการร่วมกนั พจิ ารณา
- การจัดทำฐานขอ้ มลู ทางสงั คมทสี่ ามารถใชไ้ ด้เรว็ /มปี ระโยชน์ คอื การมีขอ้ มูลมากทีส่ ดุ และท่ี
สำคัญตอ้ งมีการวิเคราะห์/ประมวลผล สามารถนำมาใช้ได้อยา่ งทนั ทว่ งที
- การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำงาน ให้สามารถยกระดับการเป็นผู้นำด้านสังคมได้มี
ประสิทธภิ าพ
โดยให้ทกุ คนต้ังใจทำงานและทำงานอย่างมีเป้าหมาย เป้าหมายคือวิสัยทัศน/์ พันธกิจ/อำนาจ
หน้าท่ี/Flagship ซ่ึงเป็นเป้าหมายที่ทุกคนวางแผนไวใ้ ห้สามารถขับเคล่ือนงานของกระทรวง พม. ได้อย่าง
เปน็ รูปธรรมและยงั่ ยืนต่อไปซึง่ โครงการ/ภารกิจทสี่ ำคญั Flagship Projects ปีงบประมาณ 2562 มีจำนวน
13 ด้าน ได้แก่
1. การใหท้ ด่ี กี ว่า
2. พม. Connect
3. THAILAND SOCIAL EXPO
4. กองพัฒนานโยบายและนวตั กรรมทางสังคม
5. Conference ภายในประเทศ/ระหวา่ งประเทศ
6. Digital Technology Upgrade
7. JOINT KPI ภายในกระทรวง/ระหว่างกระทรวง
8. สังคมไทยไร้ความรนุ แรง
9. สานพลงั อพม. สานตอ่ การพัฒนาสังคม
10. สำนักงานพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนษุ ย์อำเภอ (พมอ.)
11. ดชั นีคุณภาพชีวติ คนไทยในสังคมคณุ ภาพ
12. Social Smart City
13. ศนู ยข์ ้อมลู ท่ีอยู่อาศัยแห่งชาติ
แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพัฒนาคุณภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จังหวัดแพร่ 12
2. แนวคิดการบูรณาการ
เกรยี งศักด์ิ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2546) ได้ให้ความหมายว่า การบูรณาการคือการผนวก ประสาน
และเติมเต็มการเช่ือมโยง การรวมกัน ร่วมกัน เป็นต้น เป็นการบูรณาการในทางการเมือง ที่มุ่งจะทำให้
องค์กรระหว่างประเทศเป็นเสมือนครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง โดยมีประเทศสมาชิกเปรยี บเสมือนเป็น
สมาชกิ ในครอบครวั เดียวกนั
แนวคิดการบูรณาการไม่พ้นความสมั พันธ์ของระบบการเมืองการปกครอง และระบบเศรษฐกิจ
ซ่ึงเป็นแนวคิดพื้นฐานท่ีสำคัญ ซ่ึงมีนักวิชาการหลายท่าน พยายามที่จะศึกษาและจัดหมวดหมู่ เริ่มตั้งแต่
ค.ศ. 1965 ที่ Wedderburn ได้มีการจัดกลุ่มเรียกว่า Integrationism ซึ่งบางคน เช่น Titmuss ได้ให้
ความหมายใกล้เคียงกัน กล่าวคอื Institutional Model ซ่งึ ในความหมายคือ เปน็ การรวมกลุม่ สวสั ดิการเปน็
สถาบันเพื่อความตอ่ เน่ืองและม่ันคง แตก่ ารบูรณาการในระยะหลังมีแนวโน้มเปล่ียนแปลงไปตามการเมือง
วธิ คี ิดก็ปรับตามเปน็ ชว่ ง เช่น Classical Liberalism มาสู่ The New Right หรอื ตามแตก่ ลมุ่ นกั วิชาการกลมุ่
ใด จะทำใหค้ ำจำกดั ความและรปู แบบของการจดั กลุม่
Gusztav Names (2005) ได้ใช้แนวคิดของการบูรณาการเพื่อเสนอทางออกของระบบ
การบริหารจัดการของรฐั ทเ่ี ป็น Top-down มาเป็น Bottom-up เขากล่าวว่าการบูรณาการสามารถกระทำ
ได้ทั้งการบูรณาการโดยนำส่ิงท่ีมีอยู่จริงมาบูรณาการ (Factual Integration) หรือการบูรณาการความคิด
(conception Integration)
แฮรบ์ าร์ท (Herbart : 1890) นกั ปรัชญา การศกึ ษาชาวเยอรมันเปน็ ผู้ริเร่ิมการเรียนการสอน
แบบบูรณาการขน้ึ เมอื่ ประมาณหนง่ึ ศตวรรษท่ผี ่านมาแล้ว ดิวอี้ (Dewey : 1993) นักการศกึ ษาชาวอเมรกิ ัน
เป็นผู้นำแนวคดิ นน้ั มานำเสนอให้เป็นรปู ธรรมมากขึ้นภายใต้ปรัชญาท่เี ช่อื ว่า การศึกษาต้องพฒั นาผู้เรยี นใน
ลักษณะเบ็ดเสรจ็ ในตัว มิใช่เพียงเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรอื ด้านใดด้านหน่ึงเท่านั้น การดำเนนิ การในการ
นำเสนอแนวคิดของหลักสูตรและการเรยี นการสอนแบบบรู ณาการ ซ่ึงดิวอ้ีเป็นผู้ริเร่ิมนี้ได้รับการสนับสนุน
จากนักการศึกษาท่ีมีชื่อเสียงหลายคน ในระยะเวลาต่อมา เช่น บูรเนอร์ (Bruner : 1986) วีกอทสกี้
(Vygotsky : 1978) และโรกอฟ (Rogoff : 1990) เปน็ ตน้
ประเทศไทยได้มีการออกพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 22 กำหนด
แนวทางในการจัดการศึกษาไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และ
พฒั นาตนเองได้ และถอื ว่าผเู้ รียนมคี วามสำคัญทีส่ ุด ฉะน้นั ครผู ้สู อน และผู้จัดการศกึ ษาจะตอ้ งเปลย่ี นแปลง
บทบาทจากการเป็นผ้ชู น้ี ำ ผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปเปน็ ผู้ชว่ ยเหลอื สง่ เสรมิ และสนับสนนุ ผู้เรยี นในการแสวงหา
ความรูจ้ ากสอ่ื และแหล่งเรยี นรู้ และให้ข้อมูลท่ีถกู ตอ้ งแก่ผ้เู รียน เมื่อนำข้อมูลเหล่านนั้ ไปใชใ้ นการสร้างสรรค์
ความรูข้ องตน
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จังหวดั แพร่ 13
การบูรณาการ หมายถึง การนำเอาศาสตร์วิชาต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมา
ผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการ (Integrated Curriculum) คือ
หลักสูตรที่นำเอาเน้ือหาวิชาต่าง ๆ มาหลอมเข้าด้วยกันทำให้เอกลักษณ์ของแต่ละรายวิชาหมดไป
เช่นเดียวกัน การเรียนการสอนที่ดำเนินการด้วยวิธีบูรณาการเรียกว่า การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณา
การ (Integrated Instruction) คือเน้นทอี่ งค์รวมของเนอ้ื หามากกว่าองค์ความรขู้ องแตล่ ะรายวชิ า และเน้น
ทกี่ ารเรยี นของผู้เรยี นเปน็ สำคญั ย่งิ กวา่ บอกเนื้อหาของครู (สุวทิ ย์ มลู คำ และคณะ : 2543)
3. แนวความคิด ทฤษฎีการพฒั นารูปแบบการช่วยเหลอื กลุ่มเปา้ หมาย
บทนำ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีอำนาจหน้าท่ีเก่ียวกับการพัฒนาสังคม
การสร้างความเปน็ ธรรม และความเสมอภาคในสงั คม การส่งเสรมิ และพัฒนาคุณภาพและความมน่ั คงในชีวิต
สถาบันครอบครัว และชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประสบปัญหาทางสังคมในด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้อง
มกี ารพัฒนารปู แบบการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายให้ได้รับการชว่ ยเหลืออยา่ งรวดเรว็ ตรงตามความต้องการ
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และแก้ไขปัญหาในระยะยาวให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่าง
ปกตสิ ุข
ความหมาย
หลักการพัฒนาได้รับอิทธิพลทางความคิดจากสำนักคิดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุ
ดงั กลา่ วคำวา่ การพัฒนาจึงได้กลายเป็นค่าทนี่ ยิ มใชก้ นั อย่างแพรห่ ลายทว่ั โลก เพราะจากการทป่ี ระเทศต่าง ๆ
ต้องประสบกับปัญหาจากสงครามจึงจำเป็นท่ีจะต้องแสวงหาแนวทางและวิธีการเพ่ือดำเนินการปรับปรุง
ฟน้ื ฟู แก้ไขสภาพทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมอื งในประเทศของตนเอง จงึ ทำให้มีการนำคำวา่ การพัฒนา
ไปใชใ้ นหลายรูปแบบ กวา้ งขวางและแพร่หลาย เช่น การพัฒนาเศรษฐกจิ การพัฒนาสงั คม การพัฒนาการเมือง
และการพัฒนาด้านอ่ืน ๆ เป็นต้น ดังนั้นการนำคำว่าการพัฒนาไปใช้ ก็จะมีความหมายแตกต่างกันออกไป
ตามวัตถุประสงค์ที่นำไปใช้ เพราะว่า ความหมายแนวคิดในเชิงวิชาการน้ัน คำว่า “การพัฒนา” หรือ
“Development” น้นั มผี ู้กลา่ วไวห้ ลายท่านดว้ ยกัน ดงั นี้
ฑิตยา สุวรรณชฎ (2522 : 341) กล่าวว่า การพัฒนา คือกระบวนการที่ทำให้เกิดการ
เปลย่ี นแปลงโดยการจัดสรรทรพั ยากรของสงั คม เพ่อื การเปลี่ยนแปลงในการท่ีจะบรรลุเปา้ หมายทสี่ งั คมน้ัน
ไดเ้ ลือกสรรแล้ว ด้วยการควบคมุ อัตราการเปลี่ยนแปลงใหเ้ ปน็ ไปอย่างมีประสิทธภิ าพ
วทิ ยากร เชียงกูล (2527 : 17-18) อธิบายว่า การพัฒนาที่แท้จริงควรหมายถึงการทำให้ชีวิต
ความเป็นอยู่ของประชาชนมีความสุข ความสะดวกสบาย ความอยู่ดีกินดี ความเจริญทางศิลปวัฒนธรรม
และจิตใจและความสงบสนั ติ ซง่ึ นอกจากจะข้ึนอยู่กบั การได้รับปจั จยั ทางวัตถเุ พื่อตอบสนองความตอ้ งการ
ทางร่างกายแลว้ ประชาชนยังต้องการได้รับการพัฒนาดา้ นการศึกษาสิ่งแวดล้อมทด่ี ี พักผ่อนหย่อนใจและ
การพัฒนาวัฒนธรรมและจติ ใจด้านต่าง ๆ ด้วย ความต้องการท้ังหมดนี้บางคร้ังเราเรียกกนั ว่า “การพัฒนา
คุณภาพ” เพ่ือที่ให้เหน็ วา่ การพฒั นาไมไ่ ดข้ ้นึ อยูก่ ับการเพิม่ ปรมิ าณสนิ คา้ หรอื รายได้เทา่ น้ัน หากอย่ทู ีก่ ารเพ่ิม
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพฒั นาคุณภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 14
ความพอใจความสุขของประชาชนมากกว่า ยุวฒั น์ วุฒิเมธี (2534 : 2) อธบิ ายว่า การพัฒนาเป็นเสมือนกลวธิ ี
หรือมรรควิธี (Means) ทที่ ำใหเ้ กิดผล (Ends) ท่ีต้องการ คือคุณภาพชีวิตชุมชนและสังคมดีขึ้นและนอกจาก
จะเป็นการเปล่ียนแปลงไปในทางท่ีดีขึ้นแล้วยังมีการกำหนดอัตราการเปลี่ยนแปลง (Rate of Change)
เอาไว้ดว้ ย
ดิเรก ฤกษ์หร่าย (2543 : 282) ให้ความหมายว่า การพัฒนานั้นเป็นกระบวนการ (Process)
ทีจ่ ะต้องมอี งคป์ ระกอบของเคร่อื งชี้วดั ที่สำคญั และตอ้ งผสมผสานระหวา่ ง
1. มีการเปล่ียนแปลง (Change) ในทางบวก ไดแ้ ก่ การปรบั ปรงุ เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตเสมอ
ถา้ เปลี่ยนแปลงในทางลบไม่ถือว่าเป็นการพัฒนา คือการเปล่ียนแปลงนั้นจะต้องดีข้ึน เจริญข้ึนงอกงามข้ึน
และตอ้ งเกี่ยวขอ้ งกับ 4 แก่นหลัก คือ คน โครงสร้าง เทคโนโลยแี ละระบบหรืองาน (รวมทัง้ สิ่งแวดล้อมดว้ ย)
2. การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมีการควบคุม (Control) ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้
โดยการกำหนดเป็นแผนท่ีชัดเจนและนำไปสกู่ ารปฏิบตั ิที่ดำเนนิ ตามเป้าหมายอย่างเด่นชัดและปรับเปลี่ยน
ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์และเวลาท่ีเปล่ียนแปลงไป โดยมีจุดเน้นของการพัฒนา
โดยประชาชน เพอื่ ประชาชนและเปน็ การพฒั นาแบบย่งั ยืน
3. ผลของการพฒั นานนั้ ต้องเกดิ ความเสมอภาค (Equity) และการกระจายใหม่ (Redistribution)
ในการกระจายความเปน็ ธรรมในเรื่องรายได้ และการกระจายความเป็นธรรมในเรื่องคณุ ภาพชีวิต (Quality
of Life) แก่กลุ่มคนในสังคมอย่างยุติธรรมและจะต้องทำให้เกิดความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงในเร่ืองโอกาส
(การศึกษา การทำงาน ความกา้ วหนา้ ฯลฯ)
สัญญา สัญญาวิวัฒน์ (2547 : 3) กล่าวว่าการพัฒนา คือการเปล่ียนแปลงตามแผนหรือ
การเปล่ียนแปลงทมี่ ีการกำหนดทิศทาง (Planned or Directed Change) น่นั คือการพัฒนา มิได้เป็นเรื่อง
ธรรมชาติหากเป็นความพยายามของมนุษย์ท่ีจะก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงข้ึน โดยกำหนดทิศทางหรือ
รายละเอียดเอาไว้ลว่ งหน้าวา่ จะพัฒนาอะไร พัฒนาอย่างไร ช้าเร็วอย่างไร ใครจะเป็นผู้พัฒนาและเป็นผ้ถู ูก
พัฒนา เป็นตน้
นันทนีย์ กมลศิริพิชัยพร (ม.ป.ป. : 5) ได้อธิบายว่า การพัฒนาเป็นกระบวนการในการท่ีจะ
เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงคุณภาพชีวิต (Quality of Life) ของประชาชนส่วนใหญ่ให้ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงเร่ืองที่
ตัดสินคุณค่าของคนในแต่ละสังคมด้วย ความหมายของการการพัฒนาจึงแตกต่างกันออกไปตามกาลเวลา
สถานท่ีและลักษณะของปัญหาหรือความต้องการของแต่ละสังคม โดยมีปัจจัยท่ีสนับสนุนส่งเสริม
การเปล่ียนแปลงให้เป็นไปทศิ ทางที่พึงประสงค์ ดังน้ี
1. เป็นการเปลยี่ นแปลงท่นี ำมาซง่ึ การปรบั ปรุงใหด้ ขี ้ึนสำหรบั คนส่วนใหญ่
2. ควรจะเป็นอนั ตรายน้อยทสี่ ุดและเปน็ ประโยชน์ต่อทกุ ๆ คน
3. อย่างนอ้ ยทส่ี ดุ ควรจะตอบสนองความตอ้ งการพืน้ ฐานหรือความต้องการทีจ่ ำเปน็ สำหรับ
การดำรงชีวติ
4. มคี วามสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของคนสว่ นใหญ่
5. ไม่ทำลายสง่ิ แวดล้อม
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สู่การพฒั นาคุณภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวัดแพร่ 15
ในความหมายพื้นฐานการพัฒนา ก็คือการทำให้เกิดการปรับเปล่ียนในทุก ๆ ด้านของสังคม
ท้ังมวล การพัฒนามิได้เป็นเพียงการพัฒนาด้านรายไดห้ รือดา้ นเศรษฐกิจเพยี งด้านเดียวและไม่ใช่เร่ืองของ
เทคนคิ แตก่ ารพัฒนาเปน็ การเปลย่ี นแปลงในแนวความคิดและเปลย่ี นแปลงการกระทำที่เป็นไปในทศิ ทางทีด่ ี
ข้ึน ซงึ่ เปน็ การเปลย่ี นแปลงเพอื่ ตอบสนองความต้องการและกอ่ ให้เกดิ คุณภาพชวี ติ ของประชาชนทกุ หมเู่ หลา่
ใหด้ ีขึน้
สนธยา พลศรี (2547 : 2-5) ได้จำแนกความหมายของการพฒั นาแต่ละประเภทไว้ ดงั นี้
1. ความหมายจากรูปศัพท์หมายถึง การเปล่ียนแปลงส่ิงใดส่ิงหนึ่งให้เกิดความเจริญเติบโต
งอกงามและดีข้ึนจนเป็นที่พึงพอใจ ความหมายดังกล่าวนี้เป็นที่มาของความหมายในภาษาไทยและเป็น
แนวทางในการกำหนดความหมายอน่ื ๆ
2. ความหมายโดยทั่วไป หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสิ่งใดส่ิงหนึ่งให้คุณภาพดีขึ้นกว่าเดิม
ความหมายนี้นับว่าเป็นความหมายท่ีรจู้ ักกันโดยท่วั ไป เพราะนำมาใช้มากกวา่ ความหมายอื่น ๆ แม้ว่าจะไม่
เปน็ ที่ยอมรบั ของนกั วชิ าการกต็ าม
3. ความหมายทางเศรษฐศาสตร์หมายถึง ความเจริญเติบโตแต่เป็นความเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกจิ ตามเน้ือหาของวชิ าเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเปน็ การเน้นความหมายในเชิงปรมิ าณ คอื การเพิ่มขนึ้ หรือการ
ขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกวา่ ดา้ นอื่น ๆ
4. ความหมายทางพัฒนบรหิ ารศาสตร์ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของส่ิงใดส่ิงหน่งึ ทงั้ ในด้าน
คุณภาพ (ดีขึ้น) ดา้ นปริมาณ (มากข้ึน) และด้านสิง่ แวดลอ้ ม (มีความเหมาะสม) ไม่ใชก่ ารเปล่ียนแปลงด้านใด
ด้านหนึง่ เพยี งด้านเดยี ว
5. ความหมายทางด้านเทคโนโลยี หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสังคมให้ทันสมัยด้วยความเจริญ
กา้ วหนา้ ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ซึ่งเป็นความหมายอกี แนวทางหนึ่ง
6. ความหมายทางด้านการวางแผน หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเตรียมการ
ของมนุษย์ไว้ล่วงหน้าในลักษณะของแผนและโครงงาน แล้วบริหารหรือจัดการให้เป็นไปตามแผนและ
โครงการจนประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงคแ์ ละเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะเห็นไดว้ ่าความหมายของการ
พัฒนาทางด้านการวางแผนกำหนดให้การพัฒนาเป็นกิจกรรมของมนุษย์และเกิดขึ้นจากการเตรียมการไว้
ล่วงหน้าเทา่ นน้ั การเปล่ียนแปลงทีไ่ มไ่ ดเ้ กดิ จากการวางแผนโดยมนษุ ย์ ไมใ่ ช่เป็นการพัฒนาในความหมายนี้
7. ความหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติ คำว่า การพัฒนา ในความหมายเก่ียวกับการปฏิบัติหรือ
การปฏิบัติการนี้ เป็นความหมายต่อเนื่องจากความหมายทางการวางแผน โดยมุ่งเน้นถึงการวางแผนและ
โครงการไปดำเนินการอย่างจริงจังและอย่างต่อเนื่องเพราะถึงจะมีแผนและโครงการแล้ว แต่ถ้าหากไม่มี
การนำไปปฏิบตั กิ ารพฒั นากไ็ มส่ ามารถเกดิ ขนึ้ ได้
8. ความหมายในทางพุทธศาสนา หมายถึง การพัฒนาคนให้มีความสุข มีสภาพแวดล้อมท่ี
เหมาะสม การพัฒนาในความหมายนมี้ ีลกั ษณะเดยี วกันกบั การพัฒนาในความหมายทางดา้ นการวางแผน คือ
เป็นเร่อื งของมนษุ ย์เท่าน้ัน แตกต่างกันเพยี งการวางแผนใหค้ วามสำคญั ที่วธิ กี ารดำเนนิ งาน ส่วนพุทธศาสนา
มุ่งเนน้ ผลทีเ่ กิดข้นึ คือความสขุ ของมนุษยเ์ ท่านัน้
แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แข็ง สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 16
9. ความหมายทางสังคมวิทยา นักสังคมวิทยาได้ให้ความหมายของการพัฒนาโดยเน้น
การเปล่ียนแปลงโครงสร้างของสังคม คือ มนุษย์กลุ่มทางสังคม การจัดระเบียบทางสังคม ซ่ึงมีลักษณะ
เช่นเดียวกับความหมายในทางพุทธศาสนา คือการเปลี่ยนแปลงมนุษย์และส่ิงแวดล้อมให้มีความสุขและมี
ลกั ษณะเช่นเดยี วกบั ความหมายทางการวางแผน คอื ด้วยวธิ กี ารจดั สรรทรัพยากรของสงั คมอย่างยตุ ิธรรมและ
มปี ระสทิ ธิภาพ ซึ่งนกั วางแผนเรียกว่าการบริหารและการจัดการ
10. ความหมายทางการพัฒนาชุมชน นกั พัฒนาชุมชนได้ให้ความหมายคำว่า การพัฒนาเอาไว้
ใกล้เคียงกับนักสังคมวิทยา คือการพัฒนาเป็นวิธีการเปลี่ยนแปลงมนุษย์และสังคมมนุษย์ให้ดีขึ้น แต่ว่า
นกั พัฒนาชุมชนมุ่งเน้นท่มี นษุ ยใ์ นชมุ ชนจะต้องร่วมกนั ดำเนนิ งานและไดร้ บั ผลจากการพฒั นารว่ มกนั
นอกจากน้ีสนธยา พลศรี ยังได้สรุปภาพรวมความหมายของคำว่า การพัฒนาไว้ว่า หมายถึง
กระบวนการเปล่ียนแปลงของส่ิงใดสิ่งหนึ่งให้ดีข้ึน ทั้งทางด้านคุณภาพ ปริมาณและสิ่งแวดล้อม ด้วยการ
วางแผนโครงการและดำเนินงานโดยมนุษย์เพือ่ ประโยชนแ์ ก่ตวั มนุษย์เอง
วิรชั วริ ชั นิภาวรรณ (ม.ป.ป. : 42-43) กลา่ วสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาไว้วา่ การพัฒนา หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางท่ีดีกว่าเดิม เพ่ือให้ประชาชนหรือชุมชนมีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึนและมีความเจริญ
ก้าวหน้า โดยการเปลี่ยนแปลงน้ันได้มกี ารกำหนดไว้ก่อนและครอบคลุมทงั้ ด้านวตั ถุและด้านจิตใจหรืออาจ
แบ่งเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง นอกจากน้ีแล้วการพัฒนาในแง่ที่เป็นกระบวนการ (Process)
จะประกอบด้วยหลายข้ันตอน (Stages) ท่ีมีความสัมพันธ์หรือเช่ือมโยง (Relation or Linkage) และ
สอดคล้องกัน การพัฒนายังเป็นกระบวนการต่อเนื่อง (Continuing Process) คือหลังจากดำเนินกิจกรรม
พัฒนากจิ กรรมหน่ึงผา่ นไปแล้วกจ็ ะนำสู่การดำเนนิ กจิ กรรมพฒั นากิจกรรมอน่ื ๆ ต่อไปอีก
ลักษณะของการพัฒนา
จากความหมายของการพฒั นาดังกล่าวข้างตน้ จึงทำให้ลักษณะของการพฒั นามีหลายประการ
ซึ่งลกั ษณะสำคญั ของการพัฒนาน้ัน สนธยา พลศรี (2547 : 5-6) อธบิ ายไว้ ดงั นี้
1. เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านตา่ งๆ เชน่ ด้านคณุ ภาพ ปริมาณและสิง่ แวดล้อมของสงิ่ ใดสง่ิ หนึง่ ใหด้ ี
ข้ึนหรือให้มีความเหมาะสม อันเป็นการเปล่ียนแปลงอย่างรอบด้าน ไมใ่ ชเ่ ปล่ียนแปลงในด้านในด้านหน่งึ เพียง
ด้านเดียวเท่านั้น หรืออาจจะเรียกได้ว่าต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงท้ังระบบ ซึ่งเป็นลักษณะตามความหมาย
ทางดา้ นพัฒนาบริหารศาสตร์
2. มีลักษณะเป็นกระบวนการ คือเป็นการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนตามลำดับขั้นตอนและอย่าง
ต่อเน่ืองกนั โดยแต่ละข้ันตอนมคี วามเกีย่ วข้องสัมพันธ์กันเป็นลำดบั ไมส่ ามารถขา้ มข้นั ตอนใดขน้ั ตอนหนึง่ ได้
3. มีลักษณะเป็นพลวัต คือเป็นการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง แต่การ
เปลย่ี นแปลงที่เกดิ ข้นึ จะเป็นแบบรวดเร็วหรือช้า ๆ ปรมิ าณมากหรอื นอ้ ยก็ได้
4. เป็นแผนโครงการ คือเกิดขึ้นจากการเตรียมการไว้ล่วงหน้าว่าจะเปลี่ยนแปลงใคร ด้านใด
ดว้ ยวิธีการใด เมื่อไร ใช้งบประมาณเทา่ ใด ใครรับผิดชอบ เป็นตน้ ไม่ใช่เป็นการเปลย่ี นแปลงท่ีเกิดขนึ้ โดยไม่
มกี ารเตรียมการไวล้ ่วงหนา้
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แข็ง สกู่ ารพฒั นาคุณภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จังหวัดแพร่ 17
5. เป็นวิธีการ การพัฒนาเป็นมรรควิธีหรือกลวิธีท่ีนำมาใช้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตาม
เปา้ หมายท่ีกำหนด เชน่ การพฒั นาสังคม การพฒั นาชนบท การพฒั นาเมอื ง การพฒั นาเศรษฐกิจการพฒั นา
ชมุ ชน ต่างก็เป็นวธิ ีการพัฒนาแบบหนงึ่ ที่มลี ักษณะเฉพาะเปน็ ของตนเอง
6. เป็นปฏิบัติการ คือเปน็ สิ่งที่เกดิ ข้ึนจริง ไม่เป็นเพียงแนวความคิดหรือเป็นเพียงรายละเอียด
ของแผนและโครงการเทา่ นนั้ เพราะการพฒั นาเปน็ วิธีการทตี่ อ้ งนำมาใช้ปฏิบัตจิ รงิ จงึ จะเกดิ ผลตามทต่ี อ้ งการ
7. เป็นส่งิ ทเี่ กดิ ขนึ้ จากการกระทำของมนุษย์เพอ่ื ประโยชนข์ องมนษุ ย์ เพราะมนุษย์เปน็ สัตว์โลก
ประเภทเดียวที่สามารถจัดทำแผนโครงการและคิดค้นวิธีการในการที่จะพัฒนาตนเองและส่ิงต่าง ๆ
ได้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ กต็ าม ถา้ ไม่ได้เกดิ จากการกระทำของมนษุ ย์แล้วจะไม่ใชก่ ารพัฒนา แมว้ า่ จะมีลักษณะ
อื่น ๆ เหมือนกับการพัฒนากต็ าม
8. ผลท่ีเกิดข้ึนมีความเหมาะสมหรือพึงพอใจ ทำให้มนุษย์และสังคมมีความสุข เพราะการ
พฒั นาเป็นสง่ิ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับมนุษย์และการอยรู่ ว่ มกนั เปน็ สงั คมของมนุษย์นน่ั เอง
9. มเี กณฑ์หรอื เครื่องช้ีวัด คอื สามารถบอกได้วา่ ลักษณะท่ีเกิดข้ึนจากการเปล่ียนแปลงน้ันเป็น
การพัฒนาหรือไม่ ซ่ึงอาจดำเนินการไดห้ ลายวิธี เช่น เปรยี บเทียบกบั สภาพเดมิ กอ่ นทจ่ี ะเกดิ การเปลย่ี นแปลง
กำหนดเกณฑ์มาตรฐานในการชี้วัดในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะดา้ นคุณภาพ ปริมาณส่ิงแวดล้อม ความคงทน
ถาวร การประเมนิ ผลจากผู้ทเ่ี กยี่ วข้องว่ามคี วามเหมาะสมหรือพึงพอใจหรือไมแ่ ละระดบั ใด เป็นต้น
10. สามารถเปลี่ยนแปลงไดก้ ารพัฒนานอกจากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตอ่ มนษุ ย์สังคม
และสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษยแ์ ล้ว รูปแบบ กระบวนการและวิธีการพัฒนาก็สามารถเปล่ียนแปลงได้
เน่อื งจากมนุษยแ์ ละสงั คมเกิดการเปลีย่ นแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งการเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ
และการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลของการพัฒนา ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง
กระบวนการพัฒนาให้มีความเหมาะสมกบั การเปลีย่ นแปลงท่เี กดิ ขึ้นด้วยการพฒั นาใหม่ ๆ จึงเกิดขึน้ อย่เู สมอ
กลา่ วได้ว่าลกั ษณะโดยรวมของการพัฒนา เปน็ การเปลี่ยนแปลงที่มีความเก่ียวเนื่องสัมพันธก์ ัน
ถ้าการพฒั นาขาดลกั ษณะใดลกั ษณะหนง่ึ ดงั กลา่ วจะเป็นเพียงการเปลยี่ นแปลงในรูปแบบหน่ึงที่มคี วามหมาย
ใกล้เคียงกับการพฒั นาเท่านน้ั
แนวคดิ เกย่ี วกบั รูปแบบและหลกั การในการพฒั นารปู แบบ
ความหมายของรูปแบบ รปู แบบเป็นสิ่งท่ีสร้างและพัฒนาขึ้นไว้เปน็ แนวทางในการทำงานอย่าง
ใดอยา่ งหน่งึ มนี ักวชิ าการได้ให้ความหมายไว้ดงั นี้
คัมภีร์ สุดแท้ (2553) กล่าวว่า รูปแบบ หมายถึง สิ่งที่สร้าง หรือพัฒนาขึ้น แสดงให้เห็นถึง
องค์ประกอบสำคญั ๆ ของเร่อื งใหเ้ ขา้ ใจง่ายขึ้น เพ่อื ใชเ้ ปน็ แนวทางในการดำเนินงานต่อไป
ปญั ญา ทองนลิ (2553) ไดก้ ล่าวว่า รปู แบบ หมายถึง โครงสรา้ งทเี่ กดิ จากทฤษฎี ประสบการณ์
การคาดการณ์ นำเสนอในรูปของข้อความหรือแผนผงั
แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 18
ทิศนา แขมมณี (2550) ได้กล่าวอธิบายความหมายของรูปแบบไว้ว่า รูปแบบ หมายถึง
เคร่ืองมือทางความคิดที่บุคคลใช้ในการสืบสอบหาคำตอบ ความรู้ ความเข้าใจในปรากฏการณ์ท่ีเกิดขึ้น
โดยสร้างมาจากความคิด ประสบการณ์ การใช้อุปมาอุปไมย หรือจากทฤษฎี หลักการต่างๆ และแสดงออก
ในลักษณะใดลกั ษณะหนงึ่
บาร์โดและฮาร์ตแมน (Bardo and Hartman, 1982: 245) ได้กล่าวถึงรูปแบบในทาง
สังคมศาสตร์ไว้ว่า “เป็นชุดของขอ้ ความเชิงนามธรรมเกีย่ วกบั ปรากฏการณ์ท่ีเราสนใจ เพอ่ื ใช้ในการนิยาม
คุณลักษณะ และ/หรือ บรรยายคุณสมบตั ินั้น ๆ” Bardo และ Hartman อธิบายต่อไปว่า รูปแบบเปน็ อะไร
บางอยา่ งท่ีเราพัฒนาข้ึนมา เพ่ือบรรยายคุณลักษณะท่สี ำคญั ๆ ของปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึง่ เพ่อื ให้
ง่ายต่อการทำความเข้าใจรูปแบบ จึงมิใช่การบรรยายหรืออธิบายปรากฏการณ์อย่างละเอียดทุกแง่มุม
เพราะการทำเช่นน้ันจะทำใหร้ ูปแบบมีความซับซ้อนและยุ่งยากเกินไปในการทจ่ี ะทำความเข้าใจซึ่งจะทำให้
คณุ ค่าของรูปแบบนั้นดอ้ ยลงไป สว่ นการทจ่ี ัดระบบรปู แบบหน่ึง ๆ จะตอ้ งมีรายละเอยี ดมากน้อยเพียงใดจึง
จะเหมาะสม และรูปแบบนั้น ๆ ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ไม่ได้มีข้อกำหนดเป็นการตายตัว ท้ังน้ี
ปรากฏการณแ์ ต่ละอยา่ งและวัตถุประสงค์ของผสู้ รา้ งรูปแบบทต่ี ้องการจะอธบิ ายปรากฏการณ์นนั้ ๆ อยา่ งไร
สรุป
การพัฒนารูปแบบการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายให้ได้รับการพัฒนา การสงเคราะห์ คุ้มครอง
อย่างรวดเร็ว ท่ัวถึงและเป็นธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องเป็นการพัฒนากระบวนการในการที่จะ
เปล่ยี นแปลงและปรบั ปรงุ คุณภาพชวี ิต (Quality of Life) ของประชาชนส่วนใหญ่ให้ดีขึน้ และสามารถดำรง
อยู่ในสงั คมได้อย่างปกตสิ ุข
แนวความคดิ ทฤษฎีประสทิ ธภิ าพในการปฏิบตั ิงาน
งานทุกอย่างบนโลกใบน้ีที่มนุษย์เป็นผู้สรรสร้างข้ึนมา มีระดับความยากง่ายท่ีแตกต่าง
กันไปขึน้ อยู่กับสภาพบริบทของพ้ืนท่ี และความมุ่งหวงั ขององค์การว่าต้องการงานแบบไหน งานไหนบ้างท่ี
ตอ้ งใช้กำลังคน งานไหนท่ีตอ้ งใช้อุปกรณ์เสรมิ เช่น เครื่องจักรกล ซง่ึ ต้องแข่งขันกับปจั จัยหลายอยา่ งทีค่ อย
เสยี ดสีอย่ขู ้าง ๆ เช่น ปัจจยั คา่ แรงงาน คา่ อุปกรณ์ ค่าครองชพี ระบบเศรษฐกิจในระดบั ตา่ ง ๆ สิ่งเหลา่ นค้ี อย
เป็นตวั กระตุ้นใหง้ านนนั้ สำเร็จและมีประสิทธภิ าพ ในเมอ่ื ตอ้ งแข่งขันกับปจั จยั ภายนอกภายในดังทกี่ ลา่ วมา
คำว่า ประสิทธิภาพ (Efficiency) จึงมคี วามจำเปน็ และเสมือนเป็นผลสำเร็จทีท่ ุกคนต้องไปให้ถึงด้วยวธิ ีการ
ต่าง ๆ
ความหมาย
โดยทั่วไปแล้วประสิทธิภาพ (efficiency) ในการปฏิบัติงานมักจะแยกไม่ออกกับประสิทธิผล
(effectiveness) ในการปฏบิ ัติงานเพราะการปฏิบัตงิ านน้ันจะมีประสทิ ธิภาพไมไ่ ด้ ถา้ หากว่าการปฏิบัติงาน
นั้นไม่มีประสิทธิผล ซ่ึงหมายความว่าการปฏิบัติงานจะไม่บรรลุเป้าหมายหรือวัตลุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้
แต่ในขณะเดยี วกัน การปฏิบตั ิงานทม่ี ีประสทิ ธผิ ลกไ็ ม่จำเปน็ วา่ การปฏบิ ตั งิ านน้นั จะต้องมปี ระสทิ ธภิ าพเสมอ
ไป เพราะวา่ ความหมายโดยตรงของประสทิ ธภิ าพนัน้ มผี ูก้ ล่าวไวห้ ลายทา่ นด้วยกนั ดงั นี้
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แข็ง สู่การพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 19
พีเตอร์สน และพลาวแมน (Peterson & Plowman อ้างถึงใน คฑาวุธ พรหมายน ,
2545, หน้า 9) ได้ให้ความหมายของคำวา่ ประสิทธภิ าพในการบริหารงานดา้ นทางธรุ กจิ ในความหมายอยา่ ง
แคบว่าหมายถึง การลดตน้ ทุนในการผลิต และความหมายอย่างกว้าง หมายถึงคุณภาพของการมีประสิทธิผล
(quality of effectiveness) และความสามารถในการผลติ (competence and capability) และ ในการ
ดำเนนิ งานทางด้านธุรกจิ ทจี่ ะถอื วา่ มีประสิทธภิ าพสูงสุด กเ็ พ่ือสามารถผลิตสนิ คา้ หรือบริการในปรมิ าณและ
คณุ ภาพที่ต้องการทเ่ี หมาะสมและตน้ ทุนนอ้ ยท่ีสดุ เพือ่ คำนึงถึงสถานการณ์และขอผูกพันดา้ นการเงินท่ีมีอยู่
ดงั นนั้ แนวความคดิ ของคำวา่ ประสิทธิภาพในดา้ นธรุ กิจมอี งค์ประกอบ 5 ประการ คือ ตน้ ทนุ (cost) คุณภาพ
(quality) ปริมาณ (quantity) และวธิ กี าร (method) ในการผลติ
มิลเล็ท (Millet อ้างถึงใน สถิต คำลาเลี้ยง, 2544, หน้า 13) ได้ให้ทรรศนะเก่ียวกับ
ประสิทธภิ าพ(efficiency) หมายถึง ผลการปฏิบัติงานที่กอ่ ให้เกิดความพึงพอใจแก่มวลมนุษย์ และได้รับผล
กำไรจากการปฏิบัติงานนั้น (human satisfaction and benefit produced) ซึ่งความพึงพอใจ หมายถึง
ความพงึ พอใจในการบรกิ ารให้กับประชาชน โดยพิจารณาจาก
1. การให้บริการอยา่ งเทา่ เทยี ม (equitable service)
2. การให้บรกิ ารอยา่ งรวดเร็วและทนั เวลา (timely service)
3. การให้บริการอย่างเพยี งพอ (ample service)
4. การให้บรกิ ารอย่างก้าวหน้า (progression service)
ไซมอน (Simon อ้างถึงใน สถิต คำลาเล้ียง, 2544, หน้า 13) ได้ให้ทรรศนะเก่ียวกับ
ประสิทธิภาพไวว้ ่า กล่าวคือ ถ้าจะพิจารณาวา่ งานใดจะมีประสิทธภิ าพสูงสดุ นั้น ให้ดูความสัมพันธ์ระหว่าง
ปจั จยั นำเขา้ (input) กับผลผลิต (output) ทไ่ี ด้รบั เพราะฉะนน้ั ตามทรรศนะนี้ จงึ หมายถงึ ผลผลิตลบดว้ ย
ปัจจัยนำเข้าและถ้าเป็นการรบริหารราชการ องค์กร ของรัฐก็บวกความพึงพอใจของผู้รับบริการ
(satisfaction) เข้าไปดว้ ยซ่งึ อาจเขียนเปน็ สตู รไดด้ งั น้ี
E = (O-I) + S
E = Efficiency คอื ประสิทธภิ าพของงาน
0 = Output คือ ผลผลิตหรอื งานทไ่ี ด้รับออกมา
I = Input คอื ปัจจัยนำเข้าหรอื ทรพั ยากร
S = Satisfaction คอื ความพงึ พอใจของผูร้ บั บริการ
รพี แก้วเจริญ และฑิตยา สุวรรณะชฎ (2510, หน้า 5) ได้อธิบายความหมายของ คำว่า
ประสิทธภิ าพ หมายถงึ ความคล่องแคลว่ ในการปฏิบัติงานให้สำเรจ็ ซง่ึ ไมไ่ ดก้ ลา่ ว ถึงปัจจัยนำเข้าหรือความ
พึงพอใจ
ทิพาวสี เมฆสวรรค์ (2538, หน้า 2) ชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพในระบบราชการมีความหมาย
รวมถึงผลติ ภาพและประสิทธิภาพ โดยประสิทธิภาพเป็นสิ่งท่ีวัดได้หลายมิติ ตามแตว่ ัตถุประสงค์ท่ีต้องการ
พจิ ารณา คือ
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จังหวัดแพร่ 20
1. ประสิทธิภาพในมิติของค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของการผลิต (input) ได้แก่ การใช้ทรัพยากร
การบรหิ าร คอื คน เงนิ วสั ดุ เทคโนโลยีที่มอี ย่างประหยดั ค้มุ ค่า และเกิดการสญู เสยี นอ้ ยท่สี ดุ
2. ประสิทธิภาพในมิติของกระบวนการการบริหาร (process) ได้แก่ การทำงานท่ีถูกต้องได้
มาตรฐาน รวดเร็ว และใช้เทคโนโลยที ่ีสะดวกกวา่ เดิม
3. ประสิทธิภาพในมิติของผลผลติ และผลลัพธ์ ไดแ้ ก่ การทำงานท่ีมีคุณภาพเกดิ ประโยชน์ต่อ
สงั คม เกดิ ผลกำไร ทนั เวลา ผปู้ ฏิบตั ิงานมีจิตสำนึกที่ดีตอ่ การทำงานและบริการเปน็ ทีพ่ อใจของลูกคา้ หรือผู้
มารับบรกิ าร
ทิพาวดี เมฆสวรรค์ (อ้างถึงใน ธานินทร์ สุทธิกุญชร, 2543, หน้า 10) ได้เสนอแนวคิดใน
การปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐ โดยศึกษาการปรับปรุงระบบราชการของต่างประเทศที่
ได้รับการยอมรับว่าประสบความสำเรจ็ ได้ ดงั นี้
1. ต้องกำหนดแนวทางและเป้าหมายของการเปล่ียนแปลงท่ีชัดเจน หมายถึงการทำงานท่ีมี
ประสิทธิผลยึดถือผลสำเร็จ หรือผลสัมฤทธ์ิของงาน (results) เป็นหลักในการดำเนินงานโดยมุ่งที่ผลลัพธ์
(outcome) โดยมีการประเมนิ ผลและวัดผลสำเร็จของงานอย่างเป็นรูปธรรม สามารถตอบสนองและสรา้ ง
ความพึงพอใจแก่ลูกค้าผู้มารับบริการ ปรับปรุงโครงสร้าง และระบบงานเพ่ือยุบเลิกงานท่ีซ้ำซ้อน โดย
สร้างสรรค์กระบวนการทำงานใหม่ ลดขนาดกำลังคน เพื่อลดค่าใช้จ่ายขององค์กรด้านบุคคลากร มีการ
กระจายอำนาจการตัดสินใจจากระดับบนสู่ระดับเจา้ หน้าท่ี
2. ระบบการบริหารงานท่ีจะยึดผลสำเร็จของงาน และผลลัพธ์ขององค์การเป็นหลักสำคัญ
ในการดำเนินการ รวมทัง้ ใชม้ าตรการจูงใจและใหร้ างวัลตอบแทนแก่องค์กรทีป่ ระสบความสำเร็จ
ธงชัย สันติวงษ์ (2526, หน้า 198) นิยามว่าประสิทธิภาพ หมายถึง กิจกรรมทางด้านการ
บรหิ ารบุคคลทไ่ี ด้เกี่ยวข้องกับวิธีการ ซึง่ หน่วยงานพยายามกำหนดใหท้ ราบแน่ชดั ว่าพนกั งานของตนสามารถ
ปฏิบตั ิงานไดม้ ีประสิทธภิ าพมากน้อยเพยี งใด
สมพงษ์ เกษมสิน (อ้างถึงใน คฑาวุธ พรหมายน, 2545, หน้า 14) ได้กล่าวถึง แนวคิด
ของ Harring Emerson ท่ีเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับหลักการทำงานให้มีประสิท ธิภาพในหนังสือ
"The Twelve Principles of Efficiency" ซ่ึงได้รับการยกย่องและกล่าวขานกันมาก หลัก 12 ประการ
มีดงั นี้
1. ทำความเข้าใจและกำหนดแนวคดิ ในการทำงานใหก้ ระจ่าง
2. ใชห้ ลกั สามญั สำนึกในการพจิ ารณาความนา่ จะเปน็ ไปไดข้ องงาน
3. คำปรกึ ษาแนะนำต้องสมบูรณ์และถูกตอ้ ง
4. รักษาระเบียบวนิ ยั ในการทำงาน
5. ปฏบิ ตั ิงานด้วยความยุติธรรม
6. การทำงานตอ้ งเช่อื ถอื ได้มคี วามฉับพลัน มีสมรรถภาพและมีการลงทะเบียนไวเ้ ปน็ หลกั ฐาน
7. งานควรมลี กั ษณะแจง้ ให้ทราบถงึ การดำเนินงานอย่างท่ัวถึง
8. งานเสร็จทันเวลา
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 21
9. ผลงานได้มาตรฐาน
10. การดำเนนิ งานสามารถยึดเป็นมาตรฐานได้
11. กำหนดมาตรฐานทสี่ ามารถใช้เปน็ เครอื่ งมือในการสอนงานได้
12. ใหบ้ ำเหนจ็ แกง่ านท่ีดี
นอกจากน้ี ยงั มีแนวความคิดที่เกี่ยวขอ้ งกับปัจจยั ในการปฏบิ ัติงานใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพหรือปจั จัย
ที่มีผลต่อการปฏิบัติงานน้ัน และมีนักทฤษฎีหลายท่านได้ศึกษาและสรุปเป็นปัจจัยสำคัญ ๆ ท่ีน่าสนใจ
ดังตอ่ ไปนี้
เบ คเกอร์ และ นิวเฮาเซอร์ (Becker & Neuhauser อ้างถึงใน คฑาวุธ พรหมายน,
2545, หน้า 12)ได้เสนอตัวแบบจำลองเก่ียวกับประสิทธิภาพขององค์กร (model of organization
efficiency) โดยกล่าวว่าประสิทธิภาพขององค์การนอกจากจะพิจารณาถงึ ทรพั ยากร เช่น คน เงิน วสั ดุ ท่ี
เปน็ ปัจจยั นำเขา้ และผลผลิตขององคก์ าร คอื การบรรลุเป้าหมายแลว้ องคก์ ารในฐานะทเี่ ป็นองค์กรในระบบ
เปดิ (open system) ยังมีปัจจัย ประกอบอกี ดังแบบจำลองในรปู สมมตฐิ านซง่ึ สามารถสรุปไดด้ งั น้ี
1. หากสภาพแวดล้อมในการทำงานขององค์การนั้น มีความซ้ำซ้อนต่ํา ( low task
environment complexity) หรือมีความแน่นอน (certain) มกี ารกำหนดระเบยี บปฏิบัติในการทำงานของ
องค์การอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว แน่ชัดว่าจะนำไปสู่ความมีประสิทธิภาพขององค์การมากกว่า องค์การท่ีมี
สภาพแวดล้อมในการทำงานย่งุ ยาก และซับซอนสูง (high task environment complexity) หรือมีความไม่
แนน่ อน (uncertain)
2. การกำหนดระเบยี บปฏิบตั ิชดั เจนเพอ่ื เพิ่มผลการทำงานทีม่ องเหน็ ไดม้ ีผลทำใหป้ ระสิทธภิ าพ
มากขึ้นด้วย
3. ผลการทำงานทม่ี องเห็นไดส้ ัมพนั ธใ์ นทางบวกกบั ประสิทธิภาพ
4. หากพิจารณาควบคู่กนั ไปจะปรากฏวา่ การกำหนดระเบียบปฏิบัติอย่างชดั เจน และผลการ
ทำงานที่สามารถมองเหน็ ไดจ้ ะมีความสมั พันธ์มากข้ึนต่อประสิทธิภาพมากกวา่ ตัวแปรแตล่ ะตัวตามลำพงั
เบ็คเกอร์ และนิวเฮาเซอร์ ยังเชื่ออีกว่าการสามารถมองเห็นผลการทำงานขององค์กรได้
(visibility consequences) และมคี วามสมั พันธข์ องประสทิ ธิภาพขององค์กรเพราะองคก์ รสามารถทดลอง
และเลือกระเบียบการปฏิบัติได้ซงึ่ ระเบียบการปฏิบัติและผลการปฏิบัติงานจะมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพใน
การปฏิบัตงิ าน
แคทซ์ และคาฮ์น (Katz & Kahn> 1978, pp. 232-240) ซึ่งเป็นนักทฤษฎีท่ีศึกษาองค์กร
ระบบเปิด (open system) เช่นกนั ก็ได้ศึกษาในเรื่องปัจจัยท่สี ำคัญต่อประสิทธภิ าพในการปฏิบตั ิงาน ซ่ึงเขา
กล่าวว่าประสิทธิภาพ คือ ส่วนประกอบท่ีสำคัญของประสิทธิผล ประสิทธิภาพขององค์การ ถ้าจะวัดจาก
ปัจจัยนำเข้าเปรียบเทียบกับผลผลิตท่ีได้จะทำให้การวัดประสิทธิภาพคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงของ
องค์กร หมายถึง การบรรลุเป้าหมาย (goal-attainment) ขององค์กรในการบรรลุเป้าหมายขององค์กร
ปัจจยั ตา่ ง ๆ คอื การฝึกอบรม ประสบการณ์ความผกู พนั ยังมคี วามสำคญั ตอ่ ประสิทธภิ าพในองคก์ รด้วย
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ ส่กู ารพฒั นาคุณภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 22
นฤมล กติ ตะยานนท์ (อา้ งถงึ ใน คฑาวุธ พรหมายน, 2545, หน้า 15-16) ได้เสนอว่าการ
ปฏิบัติงานของแตล่ ะคนจะถกู กำหนดโดย 3 สว่ น ดงั นี้
1. คณุ ลักษณะเฉพาะสว่ นบุคคล (individual attributes) แบง่ ออกเป็น 3 กลมุ่ ดังน้ี
1.1 demographic characteristics เป็นลักษณะที่เกี่ยวกับ เพศ อายุ เช้ือชาติ
เผา่ พันธุ์
1.2 competence characteristics เป็นลักษณะที่เกี่ยวกบั ความรู้ความสามารถ ความ
ถนดั และความชำนาญของบคุ คลซ่ึงคุณลกั ษณะเหลา่ นี้จะไดม้ าจากการศึกษาอบรม และสัง่ สมประสบการณ์
1.3 psychological characteristics เป็นคุณลักษณะทางด้านจิตวิทยา ซึ่งได้แก่
ทศั นคติ ค่านยิ ม การรับในเรือ่ งต่าง ๆ รวมทั้งบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลดว้ ย
2. ระดับความพยายามในการทำงาน (work effort) จะเกิดข้ึนจากการมีแรงจูงใจ ในการ
ทำงาน ได้แก่ ความตอ้ งการ แรงผลักดัน อารมณ์ความร้สู ึก ความสนใจ ความตง้ั ใจ เพราะว่าคนท่ีมแี รงจูงใจ
ในการทำงานสูงจะมีความพยายามที่จะอุทิศกำลังกายและกำลังใจให้แก่การทำงานมากกว่าผู้ที่แรงจูงใจ
ในการทำงานตา่ํ
3. แรงสนับสนุนจากองค์การหรือหน่วยงาน (organization support) ซ่ึงได้แก่ คำตอบแทน
ความยุติธรรม การติดต่อสื่อสาร และวธิ ีการที่จะมอบหมายงานซึ่งมีผลต่อกำลงั ใจผปู้ ฏบิ ตั งิ าน
สรุปไดว้ ่า ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคลเกิดจากสภาพภูมหิ ลังของแต่ละคน
ทไ่ี ม่เหมือนกัน สภาพรา่ งกายจิตใจ การศึกษา ความรู้ความสามารถ ความถนัดต่าง ๆ โดยมีปัจจัยสนบั สนุน
ให้เกิดความแตกต่างจากการประเมินของผู้บังคับบัญชาแล้วให้คะแนนออกมาในระดับต่ํา ปานกลาง และ
ระดับสงู ซงึ่ มีผลต่อการปรบั เปลย่ี นวธิ กี ารทำงานใหข้ ้าราชการผ้นู ้นั มปี ระสิทธภิ าพในการปฏบิ ตั ิงานท่มี ากขึ้น
เร่อื ย ๆ
มาโนช สุขฤกษ์ และคณะ (อา้ งถึงใน สถิต คำลาเลีย้ ง, 2544, หน้า 18-19) ได้ กลา่ วถงึ ปัจจัย
ท่ีจะก่อใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ัตงิ านว่า ประกอบด้วยปัจจัยหลกั 3 ปจั จยั ด้วยกนั คอื
1. ปัจจยั ส่วนบคุ คลได้แก่
1.1 เพศ
1.2 จำนวนสมาชิกในครอบครวั
1.3 อายุ
1.4 ระยะเวลาในการทำงาน
1.5 สติปญั ญา
1.6 ระดบั การศกึ ษา
1.7 บคุ ลิกภาพ
2. ปจั จัยทีไ่ ดร้ ับมาจากงาน ได้แก่
2.1 ชนิดของงาน
2.2 ทกั ษะความชำนาญ
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สู่การพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จังหวัดแพร่ 23
2.3 สถานภาพทางอาชพี
2.4 สถานภาพทางภูมศิ าสตร์
2.5 ขนาดของธรุ กิจ
3. ปัจจยั ทค่ี วบคมุ ไดโ้ ดยฝ่ายบรหิ าร
3.1 ความม่นั คง
3.2 รายได้
3.3 สวสั ดิการ
3.4 โอกาสก้าวหนา้ ในงาน
3.5 สภาพการทำงาน
3.6 ผ้รู ่วมงาน
3.7 ความรบั ผิดชอบ
3.8 การจดั การ
สมพงษ์ เกษมสนิ (2519,หน้า 271-273) ไดพ้ ูดถงึ ปัจจยั ท่ีมอี ิทธิพลต่อบุคคลในการปฏิบตั งิ าน
วา่ มีปจั จยั หลายประการท่มี อี ิทธพิ ลต่อพฤตกิ รรมในการปฏบิ ัตงิ านของแตล่ ะบุคคล ซึง่ ไดแ้ ก่
1. กิจกรรมในงานและนอกงาน
2. การรบั สถานการณ์
3. ระดับความปรารถนา
4. กลมุ่ อ้างองิ
5. เพศ
6. ภูมหิ ลังทางวัฒนธรรม
7. การศึกษา
8. ประสบการณ์
9. ระยะเวลาในการปฏิบตั ิงาน
ปจั จยั ในการปฏิบัตงิ านใหม้ ีประสทิ ธภิ าพ
ปจั จัยสำคญั ในการปฏิบัติงานใหม้ ีประสทิ ธิภาพนน้ั สมยศ นาวกี าร (2544, หนา้ 14) กล่าวว่า
มีปจั จัย 7 ประการทมี่ อี ิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัตงิ านในองคก์ าร คอื
1. กลยุทธ์ (strategy) คือ กลยทุ ธ์เกย่ี วกับการกำหนดภารกจิ การพจิ ารณาจดุ ออ่ น จุดแขง็
ภายในองค์การ โอกาสและอปุ สรรคภายนอก
2. โครงสร้าง (structures) โครงสรา้ งขององค์การทเ่ี หมาะสมจะชว่ ยในการปฏิบัติงาน
3. ระบบ (systems) ระบบขององคก์ ารทจ่ี ะบรรลเุ ป้าหมาย
4. แบบ (styles) แบบของการบรหิ ารเพ่อื บรรลเุ ป้าหมายขององคก์ าร
5. บคุ ลากร (staff) ผูร้ ว่ มองคก์ าร
6. ความสามารถ (skill)
7. คา่ นยิ ม (shared values) คา่ นยิ มรว่ มของคนในองคก์ าร
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แข็ง ส่กู ารพฒั นาคุณภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จังหวดั แพร่ 24
ทีมงานท่ีประสทิ ธภิ าพ
ทมี งานหรอื กลมุ่ ทำงานทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพจะตอ้ งมีความร้สู กึ ทดี่ ีตอ่ กนั และกันในหมูส่ มาชิกและผู้
ท่ีเปน็ หัวหน้าตอ้ งตระหนกั ว่าปัญหาสว่ นใหญเ่ กิดจากสภาพแวดลอ้ ม และความสมั พันธร์ ะหว่างบคุ คล ดังน้ัน
ทมี งานทีม่ ปี ระสิทธภิ าพต้องมีเงื่อนไขที่สำคญั คือ (ปรยี าพร วงศอ์ นตุ รโรจน์, 2544, หนา้ 108)
1. ความรบั ผิดชอบและความผกู พนั โดยความผกู พันตอ่ องคก์ ารเปน็ ความผูกพัน ใน 3 ลักษณะ
คือ
1.1 ความปรารถนาอย่างแรงกล้าทจ่ี ะคงความเป็นสมาชกิ ในองคก์ าร
1.2 มีความต้งั ใจและความพรอ้ มทจ่ี ะใช้ความพยายามทม่ี อี ยู่เพอื่ องคก์ าร
1.3 มีความเชอ่ื และยอมรับในคณุ คา่ และเปา้ หมายขององค์การ
2. ความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาความเขา้ ใจในความสมั พันธ์ระหวา่ งบคุ คล เนอ่ื งจากบุคคลเกิด
ความรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญ มีคุณค่าและมีการแลกเปลี่ยน ความคิดแบบริเร่ิมสร้างสรรค์กับ
ความก้าวหนา้ ใหอ้ งคก์ าร
3. ความจำเป็นต้องพัฒนาทักษะ ความสามารถของสมาชิกให้สมาชิกมีความรู้และ
ความชำนาญงาน ตลอดจนเทคนิคการทำงานร่วมกับผอู้ ่นื
4. มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับทีมงาน รวมทั้งการมีท่ีปรึกษาเป็นบุคคลท่ีสาม ซ่ึงทำหน้าท่ี
เปน็ ผรู้ วบรวมขอ้ มูล เพือ่ พัฒนาการทำงาน ใหข้ า่ วสารยอ้ นกลับ แกไ้ ข ปัญหาความขัดแยง้ และการไกลเ่ กลี่ย
แนวคดิ เรื่องปจั จัยมผี ลตอ่ ประสิทธภิ าพในการปฏบิ ตั งิ าน
สำหรับแนวคิดเรอ่ื งปัจจัยที่สำคัญในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพหรอื ปจั จยั ท่มี ีผลตอ่ การ
ปฏิบัตงิ านน้ัน มีนกั ทฤษฎหี ลายทา่ นไดท้ ำการศกึ ษาและสรปุ เป็นปัจจัยสำคญั ๆ ทน่ี า่ สนใจ ดงั นี้
Becker and Neuhauser (1975 อา้ งถงึ ใน โสฬส ปญั จะวสิ ุทธ์, 2541) ได้เสนอตัวแบบจำลอง
เก่ียวกับประสิทธิภาพขององค์กร (Model of Organization Efficiency) โดยกล่าวว่า ประสิทธิภาพของ
องค์กรนอกจากจะพิจารณาถงึ ทรัพยากร เช่น คน เงิน วัสดุ ที่เป็นปัจจัยนำเข้า และผลิตผลขององค์กร คือ
การบรรลเุ ปา้ หมายแล้วองค์กรในฐานะที่เป็นองคก์ รในระบบเปิด (Open System) ยังมีปัจจยั ประกอบอกี ดัง
แบบจำลองในรปู สมมตฐิ านซ่งึ สามารถสรปุ ได้ ดังนี้
1. หากสภาพแวดลอ้ มในการทำงานขององคก์ รมีความซับซอ้ นตำ่ (Low Task Environment
Complexity) หรือมีความแน่นอน (Certainly) มีการกำหนดระเบียบปฏิบัติในการทำงานขององค์กร
อยา่ งละเอยี ดถีถ่ ว้ น แนช่ ดั จะนำไปสูค่ วามมปี ระสทิ ธิภาพขององคก์ รมากกว่าองค์กรท่ีมสี ภาพแวดลอ้ มในการ
ทำงานยุ่งยากซับซอ้ นสงู (High- Task Environment Complexity) หรือมคี วามไมแ่ นน่ อน (Uncertainly)
2. การกำหนดระเบียบปฏบิ ัติชัดเจนเพื่อเพ่มิ ผลการทำงานทม่ี องเห็นได้มผี ลทำใหป้ ระสิทธิภาพ
มากข้ึนด้วย
3. ผลการทำงานทีม่ องเห็นไดส้ ัมพันธใ์ นทางบวกกบั ประสิทธิภาพ
4. หากพิจารณาควบคู่กันจะปรากฏว่า การกำหนดระเบียบปฏบิ ัติอยา่ งชัดเจนและผลของการ
ทำงานทีม่ องเห็นได้ มีความสัมพันธม์ ากขึ้นตอ่ ประสิทธภิ าพมากกว่าตัวแปรแต่ละตัวตามลำพัง
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ ส่กู ารพฒั นาคุณภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จังหวดั แพร่ 25
Becker ยังเชื่ออีกว่าการสาม ารถมองเห็ นผลการท ำงานขององค์กรได้ (Visibility
Consequences)
มีความสัมพันธ์ของประสิทธิภาพขององค์กร เพราะองค์กรสามารถทดลองและเลือกระเบียบปฏิบัติได้
ระเบียบปฏบิ ัติ และผลการปฏิบตั ิงานมีอิทธพิ ลต่อประสทิ ธภิ าพในการปฏิบตั งิ าน
Katz และ Kahn (1978 อา้ งถึงใน ควรคดิ ชโลธรรงั ษี 2542) ซ่ึงเป็นนักทฤษฎีที่ศึกษาองค์กรระบบ
เปิด (Open System) เช่นกัน ก็ได้ศกึ ษาในเรอ่ื งปจั จยั ท่สี ำคญั ตอ่ ประสทิ ธภิ าพในการปฏิบตั ิงาน เขากล่าวว่า
ประสิทธิภาพ คือส่วนประกอบที่สำคัญของประสิทธิผล ประสิทธิภาพขององค์กรนั้น ถ้าจะวัดจากปัจจัย
นำเขา้ เปรยี บเทียบกบั ผลผลติ ทไ่ี ด้นัน้ จะทำให้การวัดประสทิ ธภิ าพคลาดเคลอ่ื นจากความเปน็ จรงิ ขององค์กร
หมายถงึ การบรรลุเป้าหมาย (Goal Attainment) ขององค์กรในการบรรลุเป้าหมายขององค์กรน้ัน ปัจจัย
ตา่ ง ๆ คอื การฝกึ อบรม ประสบการณ์ ความผกู พนั ยังมคี วามสำคญั ตอ่ ประสิทธิภาพในองคก์ รดว้ ย
Frederick Hertzberg (1968 อ้างถึงใน โสฬส ปัญจะวิสุทธ์ิ 2541) ได้ศึกษาการบริหารงาน
ในแบบวิทยาศาสตร์โดยไดน้ ำเอาการบริหารงานแบบวิทยาศาสตร์และความสัมพันธร์ ะหวา่ งผปู้ ฏิบัติงานมา
ศึกษาร่วมกันเพ่ือให้ได้ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บุคคลปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังน้ันเขาจึงได้
ศกึ ษาวิจัยถึงทัศคติของบุคคลท่ีพอใจในการทำงานและไม่พอใจในการทำงาน พบว่า บุคคลท่ีพอใจในการ
ทำงานนัน้ ประกอบ ด้วยปจั จัยดังนี้
1. การทส่ี ามารถทำงานได้บรรลผุ ลสำเรจ็
2. การทไ่ี ดร้ ับการยกยอ่ งนบั ถอื เมอื่ ทำงานสำเรจ็
3. ลกั ษณะเนื้อหาของงานเป็นสงิ่ ที่น่าสนใจ
4. การทไี่ ดม้ ีความรบั ผดิ ชอบมากขน้ึ
5. ความก้าวหน้าในการทำงาน
6. การทีไ่ ดร้ ับโอกาสพัฒนาความรูแ้ ละความสามารถในการทำงาน
สว่ นปัจจยั ทเ่ี กี่ยวกับสิ่งแวดลอ้ มของงานทเ่ี ป็นส่วนทท่ี ำใหเ้ กดิ ความไม่พงึ พอใจ ประกอบดว้ ย
ปจั จัย ดงั น้ี คือ
1. นโยบายและการบรหิ ารองค์กร (Policy and Administration)
2. การควบคมุ การบังคับบัญชา (Supervision)
3. สภาพการทำงาน (Work Conditions)
4. ความ สั ม พั น ธ์ระ ห ว่างบุ คคล ทุ ก ระดั บ ใน ห น่ วยงาน (Relation with Pee and
Subordinate)
5. คา่ ตอบแทน (Salary)
6. สถานภาพ (Status)
7. การกระทบกระเทอื นต่อชวี ติ ส่วนตวั (Personal Life)
8. ความปลอดภยั (Security)
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จังหวัดแพร่ 26
ทศั นคติในการทำงานกบั ประสทิ ธิภาพ
ทัศนคติเป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้ เป็นความคิดเห็นท่ีเกิดจากอารมณ์และความรู้สึกที่
ตอบสนองสง่ิ เร้าจากภายนอกในสถานการณ์ท่แี ตกตา่ งกันไป ซึ่งแสดงออกมาเปน็ พฤตกิ รรมของบุคคลน้นั ๆ
วา่ พอใจหรอื ไมพ่ อใจกับส่งิ ทเ่ี กิดขึ้น มนี ักวชิ าการไดใ้ หค้ วามหมายของทัศนคติ ดงั นี้
กาญจนา คำสุวรรณ และ นิตยา เสาร์มณี (2521 อ้างถงึ ใน มาลัยแก้ว รงั ษีสุรยิ ันต์ 2542, 16)
กล่าววา่ ทัศนคติเป็นปฏิกิรยิ าโต้ตอบที่คนเรามีอยู่ต่อส่ิงเร้าทางสังคมปฏิกิริยาโต้ตอบท่ีเราได้เรียนมาจะมี
ลกั ษณะตัดสินหรือประเมินผลสง่ิ นั้นๆ
สพุ ิณ เกชาคปุ ต์ (2530, 65) กล่าววา่ ทศั นคติ หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลทม่ี ีต่อสิง่ หนึ่งสิ่ง
ใด และความรู้สึกน้ีจะกระทบตอ่ การแสดงพฤติกรรมของบุคคลน้ัน เพราะเป็นท่ีช้ีให้เห็นถึงท่าทีหรือความ
โนม้ เอยี งในการประพฤติปฏิบัติของตน
เสนาะ ติเยาว์ (2532, 338 - 339) กล่าววา่ ทศั นคติ เป็นสภาพของจติ ใจที่พรอ้ มจะตอบสนอง
สิ่งเร้าภายนอก เป็นความรู้สึกหรือความเข้าใจของแต่ละคน ท่ีแสดงออกว่า ชอบ หรือไม่ชอบต่อบุคคล
สิ่งของหรอื สถานการณ์นนั้ ๆ
Gordon W. Allport (1935, 22) กลา่ ววา่ ทัศนคติ เป็นสภาวะของความพรอ้ มทางจิตซึ่งเกิด
จากประสบการณก์ ำหนดทิศทางการตอบสนองของบุคคลตอ่ สงิ่ ของบคุ คล หรือสถานการณ์ท่ีเกยี่ วข้องนำมา
พจิ ารณา ตัดสินใจอย่างเหมาะสมและแสดงออกมาเปน็ การกระทำ
เคนเลอร์ (Kendler 1974, 572) ให้ความหมายว่า ทัศคติ เป็นความพร้อมของบุคคลที่จะ
แสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อส่ิงเร้าในสังคมรอบตวั หรือแนวโน้มทจ่ี ะแสดงพฤตกิ รรมในทางสนับสนุนหรือ
ต่อตา้ นแนวคิด สถาบัน บคุ คล หรือสถานการณ์บางอย่าง
เลการ์ด (Hilgard 1957, 214) ให้คำจำกดั ความว่า ทัศคติ คอื ความรู้สึกคร้งั แรกท่ีมีต่อสิง่ ใดสิ่ง
หนึ่ง แนวคิดหรือสถานการณ์ใดในทางเขา้ หรือหนีออกห่างและเป็นความพร้อมทีจ่ ะตอบสนองในคร้ังต่อ ๆ
ไป
พชิ เบียน (Fishbien 1967, 257) ใหค้ วามหมายของทัศนคตไิ ว้วา่ ทัศนคติ คอื ความโนม้ เอยี ง
ซ่ึงเกิดจากการเรียนรู้ที่จะแสดงตอบต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่งในการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุน ทัศนคติเกิดข้ึน
กอ่ นพฤติกรรมและเปน็ เครอื่ งกำหนดพฤตกิ รรมบคุ คล
อัลพอท (Alport 1935, 810) ให้ความหมายทัศนคติไว้ว่า ทัศนคติ หมายถงึ สภาวะของความ
พร้อมทางจิต ซ่ึงเกิดจากประสบการณ์ สภาวะความพร้อมทางจิตน้ีจะกำหนดทิศทางการตอบสนองของ
บคุ คล ต่อบุคคล ต่อสิง่ ของ หรือสถานการณ์ท่ีเกี่ยวขอ้ ง
เซคอร์ด และ คาร์ล (Secord and Carl 1964, 97) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ทัศนคติ หมายถึง
ความรู้สึก ความนกึ คดิ และพฤติกรรมของแตล่ ะบคุ คลท่มี ตี ่อสภาพแวดลอ้ ม
มันน์ (Munn 962, 77) ได้ให้ความหมายของทัศนคติไว้ว่า ทัศนคติ หมายถึง ความรู้สึก
ความคดิ เหน็ ท่ีบคุ คลมีต่อส่ิงของ บุคคล สถานการณ์ สถาบนั และข้อเสนอใด ๆ ในทางท่ียอมรับหรอื ปฏิเสธ
ซึ่งมีผลทำให้บุคคลพรอ้ มท่จี ะแสดงปฏกิ ริ ิยาตอบสนองดว้ ยพฤตกิ รรมอย่างเดียวกันตอ่ ไป
แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพัฒนาคุณภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวัดแพร่ 27
เทพพนม เมอื งแมน และ สวิง สุวรรณ (2529, 3) กลา่ วว่า ทศั นคติ เป็นสภาพความพร้อมทาง
จิตใจของบุคคลทเ่ี ป็นผลรวมของความคดิ เห็น ความเช่อื ของบคุ คลที่ถูกกระตนุ้ ดว้ ยอารมณ์ ความรู้สึก และ
ทำให้บุคคลพร้อมที่จะกระทำส่ิงหนึ่งส่ิงใด หรือเป็นตัวกำหนดแนวโน้มของบุคคลในการท่ีจะมีปฏิกิริยา
ตอบสนองในลกั ษณะท่ีชอบหรือไม่ชอบตอ่ ส่ิงนั้น
กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์ (2542, 239-242) ไดก้ ลา่ วถงึ ทศั นคติ ไว้ว่า
1. เป็นสง่ิ ทเ่ี กิดจากการเรยี นรู้ หรอื การไดร้ ับประสบการณ์ มใิ ชเ่ ปน็ สงิ่ ทไี่ ดร้ บั มาแต่กำเนดิ
2. เปน็ สง่ิ ชี้แนวทางในการแสดงพฤตกิ รรมกลา่ วถงึ ถ้ามีทัศนคติทด่ี ี ก็จะมแี นวโน้มที่จะเข้าหา
พฤติกรรมนั้น ตรงกันข้ามถ้ามีทัศนคติไม่ดี ก็จะมีแนวโน้มไม่เข้าหาโดยการถอยหรือต่อต้านการแสดง
พฤติกรรมนั้น ๆ
3. สามารถถา่ ยทอดจากบุคคลหนง่ึ ไปสู่อีกบุคคลหน่งึ ได้
4. เป็นส่ิงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากทัศนคติเป็นสิ่งที่ได้มาจากการเรียนรู้หรือ
ประสบการณข์ องแต่ละบคุ คล ถ้าการเรยี นรู้ประสบการณน์ ั้นเปล่ียนแปลงไปทัศนคตกิ ็จะเปลยี่ นแปลงไปดว้ ย
นวลศิริ เปาโรหิตย์ (2535, 13) กล่าวว่า ทัศนคติ หมายถึง ความรู้สึกที่จะตอบโต้ออกไป ซึ่ง
เปน็ ผลมาจาก ผลรวมของความเข้าใจ ความร้สู ึก แนวโนม้ ในการตอบโต้ของเราต่อบคุ คล วัตถุ หรือ เรอ่ื งท้ัง
ปวง
เชียรศิริ วิวิธสิริ (2527, 26) กล่าว่า ทัศนคติ คือ ความเห็นต่อส่ิงต่าง ๆ รอบตัว มุ่งเฉพาะ
ในด้านความรูส้ ึกชอบหรือไม่ชอบ เห็นด้วยหรือไม่ต่อส่งิ ต่าง ๆ หรือทัศนคติ คือ สภาพจติ ใจ หรือ ความรสู้ ึก
หรอื ความคิดเห็นที่มตี อ่ สงิ่ หนึ่งสิง่ ใด พฤติกรรมอยา่ งหน่ึงอยา่ งใดต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล อาจเป็นไปไดท้ ้ัง
ทางบวก หรือทางลบ เช่น ความศรัทธา ความนิยม ไม่นิยม ความหวังดี ไม่หวังดี เป็นตน้ หรืออาจจะแสดง
ออกเปน็ การ กระทำอันเกดิ จากทัศนคตทิ ีม่ ีอยนู่ น้ั
สุนีย์ ธรี ดากร (2542, 147) กลา่ ววา่ ทศั นคติ หมายถงึ เปน็ สภาพจติ ใจที่เกิดจากประสบการณ์
อนั ทำใหบ้ คุ คลมที า่ ทีตอ่ ส่ิงใดสงิ่ หน่งึ ในลกั ษณะใดลกั ษณะหนึง่ อาจจะแสดงท่าทใี นทางที่พอใจ เหน็ ด้วย หรือ
ไมพ่ อใจ ไมเ่ ห็นดว้ ยก็ได้
ชม ภูมิภาค (2523, 106-107) กล่าวว่า ทัศนคติ คือ วถิ ีทางท่ีบุคคลเกิดความรู้สึกต่อบางสิ่ง
บางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นบุคคล สิ่งของ สถานการณ์ นโยบาย หรืออื่น ๆ อาจจะเป็นได้ทั้งนามธรรมและ
รูปธรรม ดงั นั้น วตั ถุแห่งทศั นคตอิ าจเปน็ อะไรก็ได้ท่ีรับรู้หรอื คิดถึง
ประภาเพ็ญ สุวรรณ (2520, 3) ไดใ้ ห้ความหมายของ ทัศนคติไว้วา่ ความเอนเอียง หรอื ความ
จงใจทจ่ี ะตอบสนองต่อส่งิ ใดกต็ าม ทั้งทางบวกและทางลบ
สวสั ดิ์ สุคนธรังษี (2517, 11) กล่าวถึงทัศนคติไว้ว่า ทัศนคติ คือ ความรู้สึกของบุคคลท่ีมีต่อ
โลกและสภาวะแวดล้อมทีต่ นอาศยั อยู่ ทศั นคติเกิดจากการท่ีบคุ คลมีความสมั พันธก์ ับบุคคลอืน่ และสงิ่ ตา่ ง ๆ
ในสังคม ชวี ิต ครอบครวั การศึกษาในโรงเรียนช่วยปพู ื้นฐานให้บุคคลสามารถกำหนดมาตรฐานไว้ในใจและ
ปฏิบัติต่อสิ่งต่าง ๆ ในการสร้างทัศนคติของบุคคลในระยะยาวต่อมา และบุคคลท่ีมีถิ่นกำเนิดฐานะทาง
ครอบครัว ระดับ การศึกษา ลักษณะการประกอบอาชีพ และการสมาคมต่างกันจะมีทัศนคติต่อโลกและ
สังคมแตกตา่ งกัน
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สูก่ ารพัฒนาคุณภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 28
สรปุ
การปฏิบัติงานใด ๆ ก็แล้วแต่ แม้งานน้ันจะมาจากบริบทท่ีแตกต่างกันก็ตาม ทุกอย่างย่อม
คำนึงถึงเป้าหมายและผลลัพธ์ของงานเปน็ สำคัญ และการจะสร้างงานให้มีประสิทธภิ าพได้นั้นตอ้ งมีหลักการ
ท่ีแน่ชัด นอกจากมีหลักแนวคิดแล้วยังจะต้องมีบุคคลากรท่ีมีประสิทธิภาพอีกด้วย และการจะมีบุคลากร
ทมี่ ีประสทิ ธิภาพนน้ั ต้องมีการสรรหาและคัดสรรอยา่ งละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้ทุกคนตอ้ งมีทัศนคตทิ ่ีดีต่อ
งานนั้น ๆ ทไ่ี ด้รับมอบหมายดว้ ย
ดงั นั้นผู้บรหิ ารต้องมีจติ วิทยาที่ดี รู้จกั บริหารคน บริหารงาน ที่สำคัญต้องบรหิ ารค่าตอบแทน
ใหด้ งี านท่ีปฏิบัตจิ งึ จะประสบผลสำเรจ็ ไดอ้ ย่างเต็มท่ี
4. แนวคิดการบรู ณาการสร้างเสริมชุมชนเขม้ แข็ง
ความหมายของคำว่า ชมุ ชนเขม้ แขง็
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2544, หน้า 46) ได้ให้
ความหมายของชุมชนเข้มแขง็ ไว้ว่า ชุมชนเข้มแข็ง หมายถึง การท่ีประชาชนในชุมชนมีการรวมตัวกันเป็น
องค์กรชุมชนโดยมีการเรียนรู้การจัดการและการแก้ไขปัญหาของชุมชนซ่ึงทำให้ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลง
หรือเกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและส่ิงแวดล้อมภายในชุมชน ตลอดจน มีผลกระทบสู่
ภายนอกชมุ ชน สำหรบั กระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน จะต้องเป็นการดำเนินงานแบบรว่ ม
คิดร่วมทำและมกี ารเรยี นรู้เพือ่ ชว่ ยเหลอื ซึ่งกันและกนั อนั จะนำไปสูก่ ารพัฒนาท่ียั่งยืนในระยะยาว
พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2524 (ราชบัณฑิตยสถาน, 2524,
หน้า 238) ให้ความหมายว่า ชุมชน คือ หมู่ชน กลุ่มคนท่ีอยู่รวมกันเป็นสังคมขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในอาณา
บรเิ วณเดยี วกันและมีผลประโยชนร์ ว่ มกัน
สนธยา พลศรี (2545, หนา้ 22) ให้ความหมายของชุมชนวา่ “ชมุ ชน” หมายถงึ กลุม่ ทางสังคม
ทีอ่ ย่อู าศัยร่วมกันในอาณาบริเวณเดียวกนั เช่น ครอบครวั ละแวกบ้าน หมู่บ้าน ตำบล หรือ เรยี กเป็นอย่าง
อ่ืน มีความเกี่ยวข้องกันสัมพันธ์กัน มีการติดต่อสื่อสารและเรียนรู้ร่วมกัน มีความผูกพัน เอ้ืออาทรกันภายใต้
บรรทดั ฐานและวัฒนธรรมเดียวกันรว่ มมอื และพ่ึงพาอาศยั กันเพื่อบรรลุวตั ถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายรว่ มกนั
ประเวศ วะสี (ออนไลน์, 2546) ได้อธิบายความเป็นชุมชนว่า ชุมชน หมายถึง การท่ีคน
จำนวนหนึ่งมีวตั ถปุ ระสงค์ร่วมกนั มีการติดตอ่ สือ่ สารหรอื รวมกลุ่มกัน มีความเอ้ืออาทรตอ่ กนั มกี ารเรียนรู้
ร่วมกนั ในการกระทำ มกี ารจัดการเพอ่ื ใหเ้ กิดความสำเร็จตามวตั ถุประสงค์
กล่าวโดยสรปุ ชุมชนเข้มแข็ง หมายถึง การทป่ี ระชาชนในชมุ ชนรวมตัวกนั มีการเรียนรรู้ ่วมกัน
ในการกระทำ มีการติดต่อสื่อสาร การจัดการและการแกไ้ ขปญั หาร่วมกนั ก่อใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงหรือการ
พัฒนาภายในชุมชนตลอดจนมีผลกระทบสู่ภายนอกชุมชนท่ีดีขึ้นตามลำดับ การร่วมมือช่วยเหลือกัน
เพ่ือผลประโยชน์รว่ มกนั
แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สู่การพฒั นาคุณภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 29
องคป์ ระกอบของชมุ ชน
สำหรับองค์ประกอบของชุมชน ไพรัตน์ เดชะรินทร์ (2524, หน้า 16 – 17) ได้จำแนก
องคป์ ระกอบของชุมชนไว้ 3 ประการ คือ
1. องค์ประกอบด้านมนุษย์ (Human Component) เป็นองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญย่ิง
ในชุมชน จากวิวัฒนาการของมนุษย์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน มนุษย์ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม จะเห็นได้ว่า ในทุก
ชุมชนไม่มีใครถกู ทอดทง้ิ อยู่คนเดยี ว โดยไม่มีการไปมาหาสู่กัน การอยรู่ วมกนั เปน็ กลุม่ มหี ลากหลายลักษณะ
และหลายรูปแบบ เชน่ ครอบครวั กลุ่มพ่อคา้ กล่มุ องคก์ ร กล่มุ เครือขา่ ยทอ่ี ย่ใู นชมุ ชน เป็นตน้ คอื มที ้งั กลุ่ม
ทเ่ี ป็นทางการและไม่เปน็ ทางการ ตลอดจนกลมุ่ ทีเ่ รียกวา่ กลุม่ ปฐมภมู แิ ละกล่มุ ทตุ ยิ ภมู ิ ความจำเป็นทม่ี นุษย์
ต้องอยู่รว่ มกันเป็นกลุ่ม หรือต้องมคี วามสัมพันธ์กบั บคุ คลอื่นหรอื กลุ่มอ่ืน ก็เนื่องจากกจิ กรรมอย่างใดอย่าง
หนงึ่ ร่วมกนั และคนที่เป็นสมาชิกของกลุ่มใด ๆ ก็ตามย่อมมีความสัมพันธ์ต่อสมาชิกในกลุ่มเดียวกันหรือกับ
กลมุ่ อื่น ๆ อีกเปน็ ลกู โซ่เก่ียวพันกันไป ส่ิงเหลา่ น้เี ปน็ ส่วนประกอบทสี่ ำคญั ขององคป์ ระกอบด้านมนุษย์
2. องค์ประกอบด้านท่สี ิ่งมนษุ ย์ประดิษฐ์ขึ้น (Man - Made Component) สิ่งท่มี นุษย์ คิดค้น
ประดษิ ฐข์ ึ้นมีหลากหลายลักษณะ ทัง้ ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมและได้นำไปใช้ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเคร่อื ง
อำนวยความสะดวก หรือสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เครื่องทุ่นแรง
รถยนต์ วิทยุ โทรทศั น์ ต้เู ย็น พัดลม นอกจากสิง่ ท่ีเป็นวตั ถแุ ล้ว มนษุ ยย์ ังสร้างแนวความคดิ ปรัชญา คา่ นิยม
ความเชอ่ื ความรู้ตา่ ง ๆ เหลา่ นีล้ ว้ นเป็นส่ิงท่มี นุษยส์ ร้างขึน้ ทง้ั น้ัน องค์ประกอบเหลา่ น้ีแตกต่างกันไปในแต่ละ
ชุมชน ซ่ึงมีสภาพและระดับต่างกัน การประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์ไมม่ ีท่ีส้ินสุดและสืบต่อกันไปตลอดเวลา
ส่งิ ท้งั หลายทมี่ นษุ ย์คิดค้นข้นึ มาน้ีจะมีความสมั พนั ธต์ ่อกันในแต่ละชนิดของมันเอง ความสัมพันธเ์ หล่านคี้ ลา้ ย
ๆ กับลูกโซท่ ่ตี ่อกนั เปน็ ชว่ ง ๆ อันเปน็ การแสดงถึงความสมั พันธ์ภายในองค์ประกอบของสง่ิ ท่ีมนษุ ย์คิดค้นขึ้น
เช่น สร้างรถยนตข์ ้ึนมาก็นำไปวิ่งบนถนนที่สรา้ งขึ้นมา และอาจะทำให้เกิดฝุ่นปลิวไปสร้างความเดือดร้อน
ใหก้ บั ชาวบ้านหรอื สามารถทจี่ ะขนผลผลิตพวกพชื ผกั ผลไมไ้ ปขายในตลาดไดเ้ รว็ ขึ้น เป็นต้น
3. องคป์ ระกอบด้านสงิ่ ท่ธี รรมชาตสิ รา้ งขึ้น (Natural Component) ส่ิงท่ีธรรมชาตสิ รา้ งขน้ึ มา
หมายรวมทกุ อย่างท่ีเก่ียวข้องกับพืช สตั ว์ ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลาย ซ่ึงทุกชมุ ชนจะมสี ิง่ ทธี่ รรมชาตสิ ร้าง
ข้ึนเป็นส่วนประกอบอยู่ท้ังนั้น สิ่งต่าง ๆ แต่ละชนิดในชุมชนที่ธรรมชาติสร้างข้ึนจะมีความสัมพันธ์ต่อกัน
เหมอื นองคป์ ระกอบท่กี ลา่ วมาแล้วทั้ง 2 ประเภท เช่น สภาพอากาศท่แี ห้งแลง้ จะทำใหด้ นิ แตกระแหงและไม่
มีนำ้ เพียงพอสำหรบั การเจรญิ เติบโตของพืชผลท้ังหลาย เปน็ ตน้
องคป์ ระกอบของชุมชนท้ัง 3 ประการ จะมีความสัมพนั ธแ์ ละมีการปฏิบัตติ ่อกนั องคป์ ระกอบ
ท่อี ยู่ภายในชุมชนหน่ึง ๆ เร่ิมจากองค์ประกอบด้านมนุษย์ นอกจากจะมีความสัมพันธ์และปฏิบัติตอ่ กนั แล้ว
ยงั จะต้องไปมีความสัมพันธ์ต่อสิ่งที่ธรรมชาติสรา้ งข้ึนด้วย เช่น มนุษย์ร่วมมือกันไปช่วยกันตัดไมใ้ นป่าแล้ว
นำมาสร้างบา้ นเรอื นทอ่ี ยอู่ าศยั เป็นตน้
องค์ประกอบท้ัง 3 ประการนี้จะความเก่ียวข้องสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม
องค์ประกอบดังกลา่ วน้ีจะมคี วามเจริญทไี่ มเ่ ทา่ เทยี มกัน เพราะวา่ มีตวั บงการ (Control Point) หรอื กลไกที่
มบี ทบาทในการควบคุม สนับสนุน หรอื ส่งเสริมองค์ประกอบทั้ง 3 ของชุมชนให้เจรญิ ก้าวหนา้ หยดุ อยู่กบั ท่ี
หรือมีการเปลี่ยนแปลงไป ตัวบงการสำคัญนี้คือระบบต่าง ๆ ในชุมชนนั่นเอง ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(ไพรตั น์ เดชะรนิ ทร์, 2524, หนา้ 19 – 20 )
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แข็ง สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 30
1. ระบบการปกครอง การบริหารประเทศย่อมข้ึนอยู่กับการจัดรูปการปกครองอาจเป็น
แบบกระจายอำนาจ (Decentralization) หรือเป็นรูปแบบรวมอำนาจอยูท่ ่ีสว่ นกลาง (Centralization) และ
รปู แบบการปกครองย่อมมีอิทธิพลในการกำหนดหรอื บงการองค์ประกอบของชุมชนในรูปแบบใด รปู แบบ
หนึ่ง เช่น การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ แบบเสรีประชาธิปไตย ชุมชนท่ีมรี ะบบการปกครองตา่ งกันย่อมมี
เสรีภาพ อิสรภาพ แสดงออกต่างกันและย่อมส่งผลสะท้อนมาถึงวิถีชีวิตของบุคคลที่อยู่ในชุมชนน้ันและ
ความสมั พันธแ์ ละปฏบิ ัตติ ่อกันกับองคป์ ระกอบอื่น ๆ ยอ่ มผดิ แผกแตกต่างกนั ไป
2. ระบบเศรษฐกิจ ปจั จุบันระบบเศรษฐกิจมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อระบบของชุมชน สังคม
การทชี่ มุ ชนใดชมุ ชนหน่ึงหรอื ประเทศใดประเทศหน่ึงจะเปน็ ประเทศอุตสาหกรรมหรอื เกษตรกรรมน้นั ระบบ
เศรษฐกจิ ถอื เป็นตัวกำหนดเปลย่ี นแปลงดงั กลา่ ว ดังประเทศไทยมกั กลา่ วกันอยเู่ สมอว่า เปน็ ระบบเศรษฐกิจ
แบบเกษตรกรรม ผลผลิตและรายได้ประชาชาติส่วนใหญ่ได้จากผลผลิตทางการเกษตร เครื่องมือที่ใช้ใน
ชุมชนจึงเป็นเครื่องมือเพ่ือการเกษตรเสียเป็นส่วนมาก ปัญหาเรื่องการตลาด การผลิต จึงเป็นปัญหาของ
การเกษตร แต่หากเป็นชุมชนท่ีระบบเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมมากว่าการเกษตร ชุมชนน้ันก็จะมี
เครื่องไม้เครอื่ งมือที่ใชเ้ พอื่ อตุ สาหกรรมมากกวา่ การเกษตรกรรม
3. ระบบการศึกษา ระบบการศึกษามีอิทธิพลต่อความเจริญและความล้าหลังของชุมชน
สมาชิกในชุมชนใดมีการศกึ ษาสงู ยอ่ มเกดิ การถ่ายทอดวชิ าความรูแ้ ละการคิดค้นประดิษฐ์สงิ่ ใหม่ ๆ มากข้ึน
กว่าชุมชนท่ีสมาชิกในชุมชนนั้นไม่มีการศึกษา และที่สำคัญปัจจุบันการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน สังคม
ประเทศชาติ ยอ่ มมีพืน้ ฐานสำคญั ท่ีการศกึ ษา ดังน้ันหากระบบการศกึ ษามคี วามเขม้ เขม้ สามารถสร้างคนให้
มปี ระสิทธิภาพได้ยอ่ มสง่ ผลต่อการพฒั นาชุมชนใหม้ ีความยง่ั ยืน
4. ศาสนา ตัวกำหนดความสัมพันธ์ขององค์ประกอบภายในชุมชนหน่ึง ๆ ท่ีมีความสำคัญไม่
น้อย โดยเฉพาะในชุมชนที่ยังอยู่ในข้ันพัฒนา (Developing Community) คอื ศาสนา ศาสนาในทน่ี ้ี ย่อม
หมายความรวมถึงความเช่ือในส่ิงท่ีศักด์ิสิทธ์ิและการกระทำต่าง ๆ ทางศาสนา ซ่ึงนักมานุษยวิทยา พบว่า
อิทธิพลเร่ืองความเช่ือ ศาสนาหรือลัทธิศาสนาของชุมชนนั้น มีอิทธิพลมากที่จะสร้างความสัมพันธ์ หรือ
เปลยี่ นแปลงความสัมพนั ธ์ของชุมชนหนงึ่ ๆ เชน่ ชุมชนที่เอามนุษย์มาฆ่าเพ่ือบชู ายญั โดยเชื่อว่า พระเจ้าจะ
บนั ดาลประโยชน์ให้หากไดม้ ีการบชู ายญั แลว้
5. ตัวบงการอน่ื ๆ นอกจากตวั บงการใหญท่ ง้ั สี่ประการดงั กล่าวมาแลว้ ยังอาจมีตัวบงการอน่ื ๆ
อกี เชน่ ตัวบงการทีธ่ รรมชาติสรา้ งสรรค์ให้ เชน่ สัตว์ การเกดิ อทุ กภัย หรอื มีอากาศหนาวจัด ร้อนจัด มภี ูเขา
ไฟ ส่งิ เหล่านี้ล้วนมอี ิทธพิ ลตอ่ องคป์ ระกอบของชมุ ชนอย่มู าก
ขณะที่จิม ไอฟ (Jim Ife) (อ้างถึงใน สายัณห์ ไพชาญจิต, 2549 ,หน้า 13) ได้กล่าวถึง ความ
เป็นชมุ ชนวา่ มอี งค์ประกอบสำคญั 5 ประการดว้ ยกัน ได้แก่
1. มีขอบเขต/ขนาดที่ไม่เกินความสามารถของมนุษย์ที่จะสามารถทำความรู้จักคุ้นเคยได้
(Human Scale) คือ มีขนาดตงั้ แต่พอประมาณจนถงึ ใหญ่ ไมเ่ ป็นสว่ นตัว มีศูนย์รวมจิตใจที่โยงยึด ผู้คนเข้า
ด้วยกนั อย่างเหนยี วแน่น เป็นระบบปฏสิ ัมพันธ์ของคนส่วนใหญ่ ซึ่งขนาดของหน่วยหรือชมุ ชน มกั มีขอบเขต
อยู่ในระดับทีส่ มาชกิ คนหน่ึงสามารถทำความรู้จกั มกั คุ้นกับคนอื่น ๆ ได้เท่าทตี่ ้องการ และก็เป็นขนาดที่ทุก
คนในน้ันสามารถเขา้ ถงึ และมีส่วนรว่ มในกิจกรรมของส่วนรวมไดโ้ ดยไม่มอี ุปสรรค ชมุ ชนต้องมโี ครงสร้างไม่
ใหญ่โตเกินกว่าท่ีคนท่ีเป็นสมาชิกจะสามารถรู้สึกได้ถงึ ความเป็นเจ้าของ และรสู้ ึกวา่ มีอำนาจควบคุมความ
แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สู่การพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จังหวัดแพร่ 31
เป็นไปในชมุ ชนได้ ซึ่งในความเปน็ จรงิ เราไม่สามารถระบตุ ัวเลข เฉพาะเจาะจงลงไปได้วา่ จะต้องมีจำนวนคน
เท่าไร บางคร้ังก็อาจจะเป็นเพียงกลุ่มคนจำนวนไม่กี่คนไปจนถึงเป็นพันเป็นหม่ืนหรือจำนวนมากใน
ระดับประเทศก็ได้
2. มีอัตภาวะ (ความเป็นตัวตน) และความเป็นเจ้าของ (Identity And Belonging) ในความ
เป็นชุมชนโดยทั่วไปมักมีสาระเก่ียวกับความรู้สกึ เปน็ เจ้าของแฝงอยู่ หรือไม่ก็มีความยอมรับและเห็นคณุ ค่า
รว่ มกนั ภายในกลุม่ อันเป็นที่มาของคำวา่ สมาชิกของชุมชน มคี วามหมายครอบคลมุ คำว่า ความเปน็ เจ้าของ
การยอมรับจากคนอ่ืน ๆ ความจงรักภักดีและการยอมรับในความคาดหวังของกลุ่มด้วยความเต็มใจ
ซงึ่ ความรู้สกึ เป็นเจา้ ของหรอื เป็นสมาชิกมกั จะแทรกเข้าไปเป็นสว่ นหนึง่ ของความเปน็ ตวั ตน ในปัจเจกบุคคล
ท่สี รา้ งความรู้สกึ วา่ เป็นใครอยู่ทไี่ หน ซงึ่ มีความสำคญั มากในสังคมโลกปัจจบุ ัน เนอ่ื งจาก สถาบันชุมชนทีเ่ คย
เอ้ือตอ่ การแสดงตัวตนของคนในอดีตได้คลายความสำคญั ลงไปมาก ไม่วา่ จะเป็น ตระกลู เผา่ หมบู่ า้ น โบสถ์
หรือวัด ท่ีเคยสร้างความรู้สึกร่วมกัน ในขณะที่ทุกวันนี้สถานที่ทำงานโรงงาน บริษัท องค์การ
สถาบันการศึกษา ลักษณะอาชพี กำลังมีความสำคญั มากข้นึ ในฐานะแหล่งกำหนด สถานภาพและบทบาท
ของบุคคลอยา่ งเปน็ ทางการ
3. มีพันธะหน้าที่ (Obligations) สมาชิกของชุมชนต้องมีพันธกิจ หรือภาระหน้าท่ีท่ีชัดเจนที่
รสู้ ึกได้โดยอัตโนมัติว่าต้องทำอะไรและอย่างไรให้กับชุมชนที่สังกัด โดยสมาชิกเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการ
อย่างใดอยา่ งหน่ึงหรอื ทุกอยา่ งของชุมชนเพ่อื สรา้ งและดำรงวถิ ีชวี ิตของชุมชน
4. มีความใกล้ชิดสนิทสนมแบบสังคมชนบท (Gemeinschaft) ชุมชนต้องมีโครงสร้างท่ี
ก่อให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนมของหมู่สมาชิก สมาชิกสามารถมีสัมพันธภาพต่อกันและกันได้ในหลาย ๆ
บทบาทในสภาพทีเ่ ปดิ กวา้ งสำหรบั ทกุ คน ไมม่ ีเงือ่ นไขท่สี อ่ ไปในทางขดี วงจำกัดเฉพาะกลมุ่ หรอื เฉพาะพวกซง่ึ
เป็นเร่ืองจำเป็นสำหรับการเสริมสร้างศกั ยภาพของบุคคลในการทจ่ี ะแสดงความสามารถในเร่ืองตา่ ง ๆ ทจี่ ะ
ก่อให้เกิดประโยชนแ์ ก่คนหมมู่ ากและเป็นคุณแกช่ มุ ชนโดยตรง
5. มีวัฒนธรรม (Culture) ชุมชนเป็นแหล่งกำเนิดของระบบคุณค่า การสร้างสรรค์ และการ
แสดงออกซ่ึงวิถีวัฒนธรรมของชุมชนท้องถ่ินใดท้องถิ่นหนึ่งท่ีต่างก็มีคุณลักษณะเฉพาะตัวท่ีติดตรึงอยู่กับ
ชุมชนน้ัน ๆ ซ่ึงเป็นกลไกหนุนเสริมให้สมาชิกของชุมชนเป็นผู้ผลิตวัฒนธรรมเพ่ือใช้เองมากกว่าเป็นเพียง
ผู้บริโภควัฒนธรรมท่ีหยิบยืมมาจากชุมชนอื่น อีกท้ังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดความแตกต่าง
หลากหลายระหว่างชุมชนต่าง ๆ และเกิดภาวการณ์มีส่วนรว่ มท่ีกว้างขวางมากขึ้น โดยสรุป แล้วจะเห็นได้ว่า
องค์ประกอบของชุมชนนั้นมีลักษณะท่ีสำคัญคือ มีพื้นท่ี มีขอบเขตท่ีแน่นอนโดยคนในชุมชนท้องถ่ินนั้น ๆ
เขา้ ใจตรงกันถึงขอบเขตและพื้นท่ีน้ันมีทรพั ยากรทั้งที่เปน็ ธรรมชาติหรอื ท่มี นษุ ย์สร้างขึ้น รวมถงึ มีวัฒนธรรม
ประเพณที ่ชี มุ ชนท้องถิน่ สรา้ งขน้ึ หรือรบั มาซึง่ สะท้อน รับรู้ หรือบง่ บอกไดถ้ งึ ความเปน็ ชุมชน ๆ น้นั
ลกั ษณะของชมุ ชนเข้มแข็ง
สมณะ โพธิรักษ์ (ออนไลน์, 2555) ได้กล่าวถึงลักษณะของชุมชนเข้มแข็ง ประกอบไปด้วย
14 ประการ ดังนี้
1. เป็นสงั คมทเ่ี หน็ ได้ชดั ถงึ ลักษณะของคนมศี ลี มีคณุ ธรรม มอี ารยะธรรม
2. เป็นสงั คมทสี่ ามารถพงึ่ ตนเองไดไ้ มเ่ ป็นภาระผู้อน่ื
แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สกู่ ารพฒั นาคุณภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวัดแพร่ 32
3. มงี าน มกี ิจการทมี่ ัน่ คง
4. ขยนั สรา้ งสรรค์ ขวนขวาย กระตอื รือร้น
5. อย่กู นั อย่างผาสุก สขุ ภาพแขง็ แรง จิตใจเบกิ บานร่าเรงิ
6. ไมฟ่ งุ้ เฟอ้ แตร่ งุ่ เรือง ฟงุ้ เฟ่อื ง ไม่ผลาญพร่า สรุ ยุ่ สุรา่ ย
7. มคี วามประณีต ประหยัด แตเ่ ออื้ เฟอ้ื สะพดั แจกจ่าย
8. ไมม่ อี าชญากรรม ไม่มอี บายมขุ ไม่มที จุ ริตกรรม
9. มคี วามพรอ้ มเพรียง ความสามคั คี อบอุน่ เป็นเอกภาพ
10. สมั ผสั ไดใ้ นความเปน็ ปกึ แผ่น แน่นหนา ของความเป็นภราดรภาพ
11. มคี วามแขง็ แรง มั่นคง ยืนหยดั ย่ังยนื
12. เป็นสังคมทสี่ ร้าง “ทนุ ทางสังคม” มีประโยชน์ คณุ ค่าตอ่ ผอู้ ่นื และสงั คมท่วั ไปในรอบกว้าง
13. อุดมสมบรู ณ์ แต่ไมส่ ะสม ไม่กักตุนหรือกอบโกย
14. มนี ำ้ ใจ ไม่เอาเปรยี บ เสยี สละ อย่างเปน็ สุข และเหน็ เปน็ คณุ คา่ ของคนตามสัจธรรม
คณะอนุกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนเพ่ือแก้ไขปัญหาวิกฤตภาคใต้ (2546, หน้า
60) ไดใ้ ห้ความหมายของชมุ ชนเข้มแข็งมลี ักษณะที่สำคญั ดังนี้
1. สมาชิกของชมุ ชนมคี วามเชื่อม่นั ในศักยภาพของตนและชุมชนท่ีจะแก้ไขปัญหาและพัฒนา
ชวี ิตความเปน็ อยูข่ องตนเอง
2. สมาชิกของชุมชนพร้อมทจี่ ะรว่ มกนั จัดการกับปญั หาของตนและชมุ ชน
3. มีกระบวนการของชุมชนท่มี ีการเคลอื่ นไหว
4. มีกระบวนการของชุมชนที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจนเป็นวิถีของชุมชน ภายใต้
การสนับสนุนของผู้นำองคก์ รชุมชนในลกั ษณะเปิดโอกาสให้กับสมาชกิ ทั้งมวลเขา้ มามีส่วนร่วม โปร่งใส และ
พร้อมทีจ่ ะใหต้ รวจสอบ
5. สมาชกิ ชมุ ชนเกิดการเรยี นรู้ผ่านการเขา้ รว่ มในกระบวนการของชุมชน
6. มีแผนของชุมชนที่ประกอบด้วยการพัฒนาทุก ๆ ด้านของชุมชน ท่ีมุ่งการพึ่งตนเอง เอื้อ
ประโยชน์ต่อสมาชกิ ชุมชนทกุ ๆ คน และมงุ่ หวงั การพัฒนาการพฒั นาชุมชนทยี่ ั่งยนื
7. การพึ่งความช่วยเหลือจากภายนอก เป็นการพึ่งเพ่ือให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ในที่สุด
ไม่ใช่การพงึ่ พาตลอดไป
กลา่ วโดยสรุป ลักษณะของชมุ ชนเขม้ แขง็ โดยสรปุ 4 ประการ คือ
1) เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) กล่าวคือ การที่ชุมชนมีการเรียนรู้และ
รู้เท่าทันข่าวท้ัง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมท้ังการที่ชุมชนมีการเพิ่มพูนความรู้ในด้านต่าง ๆ อย่าง
สม่ำเสมอ
2) เป็นชุมชนที่มีการจัดการตนเอง (Community Management) ด้วยระบบการบริหาร
จัดการในกิจกรรมท่ีสำคญั 4 ประการ คือ การวางแผน การจดั กระบวนการขององค์กรภายในชุมชน การลง
มอื ปฏิบัติตามแผนงานและมีการประเมนิ ผล
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แข็ง ส่กู ารพฒั นาคุณภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 33
3) เป็นชุมชนที่มีจิตวิญญาณ (Spirituality) กล่าวคือ ชุมชนมจี ิตสำนึก มีจิตวิญญาณ ซ่ึงอาจ
หมายถึง ความภักดี ความรัก ความหวงแหน ความรู้สึกเป็นเจ้าของในชุมชนโดยมีสิ่งยึดเหนี่ยวร่วมกันใน
ชุมชน
4) เป็นชุมชนที่มีสันติภาพ (Peaceful) กล่าวคือ เป็นชุมชนท่ีมีความสงบสุขและคนในชุมชน
มีจติ ใจท่ีเยือกเยน็ มคี ณุ ภาพ และมีคุณธรรม
แนวคดิ การพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง
ความหมายของคำวา่ การพัฒนาชุมชนเขม้ แข็ง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัจฉรา สโรบล โดยภาควิชามนุษยสัมพันธ์ คณะมนษุ ยศาสตร์ เรื่อง
ชุมชนกับการพฒั นา (2551, หนา้ 8 – 9) ไดใ้ หค้ วามหมายไวว้ ่า การพัฒนาเปน็ กระบวนการเปล่ยี นแปลงทีม่ ี
มิติครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ของสังคม ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา ศาสนา
ครอบครัว เครือญาติ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี บรรทัดฐาน ค่านิยม กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ของสังคม แนวการ
พฒั นากระแสหลักถูกใช้เป็นแนวทางในการพฒั นาประเทศตา่ ง ๆ เปน็ การพัฒนาท่ีมองสังคมเหมือนสง่ิ มีชวี ิต
ประกอบจากส่วน ๆ เป็นระบบเพ่อื การดำรงอยู่ได้ ผลหรือการเปล่ียนแปลงที่เกดิ คอื การพ่ึงพงิ
การพัฒนาชุมชน คือ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่ต้ังใจ
กระทำให้เกิดขึ้นอย่างต่อเน่ือง เพ่ือวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท
ปรบั ปรงุ สภาพการดำรงชีวติ โดยทั่วไปของชาวชนบท สง่ เสริมใหช้ าวชนบทสามารถพ่งึ พาตนเองได้ ปรับปรุง
ดัดแปลง ควบคุมทรัพยากรและสภาพแวดล้อม ในการมีอำนาจตอ่ รองทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมอื ง กับ
ชมุ ชนภายนอก และมีความปลอดภยั ในชีวติ และทรพั ย์สนิ
เป้าหมายการพัฒนา
• การสง่ เสรมิ ใหช้ าวบา้ นสามารถพงึ่ ตนเองได้
• ควบคุมทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อมได้
• มอี ำนาจต่อรองทางเศรษฐกจิ สงั คม การเมือง กบั ชุมชนภายนอก
• การเพ่ิมระดับความเป็นประชาธิปไตย เป็นการลดอำนาจการควบคุมจากศูนย์กลางและ
เพิม่ อำนาจการปกครองตนเองให้แกท่ ้องถน่ิ
หลักการพัฒนาชมุ ชน
• การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการหาสาเหตุของปัญหา ริเร่ิมกิจกรรม การตัดสินใจ
วางแผนดำเนนิ การ ปฏิบตั ิการดำเนินงาน ตดิ ตามประเมินผล
• ยดึ หลกั การพง่ึ พาตนเอง
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ ส่กู ารพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จังหวดั แพร่ 34
แนวคิดการพฒั นาชมุ ชนให้เข้มแข็ง
สำหรับแนวคิดและการหนุนเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยภาครัฐนั้น ได้ปรากฏใน
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติของไทยมาโดยลำดับและเด่นชัดขนึ้ ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และ
สังคมแหง่ ชาติฉบบั ท่ี 8 (2540 - 2544) เป็นต้นมา ซ่ึงมีหลกั การ กระบวนการ และแนวทาง การหนนุ เสริม
ความเข้มแข็งของชุมชนโดยสังเขป ดังต่อไปนี้ (โกวิทย์ พวงงาม, 2553, หน้า 232 – 234) แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (2540 - 2544) ได้กำหนดยุทธศาสตร์การ สร้างความเข้มแข็งของ
ชุมชน โดยใหค้ วามสำคัญกับการพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนให้เข้มแขง็ ด้วยชุมชนเอง ซงึ่ ชุมชนจะพัฒนาเศรษฐกจิ
ชุมชนให้เข้มแข็งได้มอี งคป์ ระกอบทส่ี ำคัญคือ ชมุ ชนต้องมีความพรอ้ มในเบอื้ งต้น และมีภาคเอกชน องคก์ ร
พัฒนาเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนเพ่ือให้เติบโตอย่างมั่นคง และเป็นฐานสำหรับการพัฒนาไปสู่ด้านอ่ืน ๆ
ต่อไป ขณะเดียวกันภาครัฐจะมีส่วนสนับสนุนในการเตรียมความพร้อมของชุมชนและองค์กรชุมชน
การสนับสนุนเงินทุนแก่ชุมชน รวมท้ังสร้างบรรยากาศและการจงู ใจให้ภาคธุรกิจเอกชนและองคก์ รพัฒนา
เอกชน รวมทง้ั สถาบันการเงินทจ่ี ะเข้ามาหนุนเสริมดา้ นอื่น ๆ อาทิ การพฒั นาทักษะการบริหารจัดการและ
การตลาด เปน็ ตน้ ซึง่ มีแนวทางหลัก ๆ ในแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 8 ดงั กลา่ ว ดังนี้
1. การเตรียมความพรอ้ มของชมุ ชน
2. การเพ่มิ ศักยภาพขององค์กรชมุ ชน
3. การสนับสนุนธุรกิจเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาธุรกิจชุมชนตามความพร้อม
ความถนัด และความสมคั รใจในแต่ละองคก์ รธุรกิจ
4. การสนบั สนนุ แหลง่ เงนิ ทนุ สำหรับการพฒั นาชมุ ชน
5. การเพิ่มบทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน
6. สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้และขยายเครือข่ายการเรียนรู้ของประชาชนและชุมชนใน
ชนบทนอกจากน้ีในแผนพัฒนาฯ ยังไดส้ นับสนุนให้ประชาชนทัง้ ในเมืองและชนบทรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง
และสามารถเขา้ มามีส่วนร่วมในการจดั การเรอื่ งของตนเอง ชุมชน และสงั คมได้ในทกุ มติ ิ โดยมปี ระเด็นสำคญั
คือ
1. สนบั สนนุ การรวมกลมุ่ ของชุมชนในทกุ รปู แบบ อาทิ
1.1 ให้ความรู้ ความเข้าใจท่ีถูกต้องเก่ียวกับการรวมตัวกันของชุมชน ทั้งในเร่ืองสิทธิ
หน้าที่บทบาทขององค์กรชุมชน รวมท้ังทักษะในการพัฒนาองค์กรให้สามารถดำเนินการได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ เช่น ทักษะการบริหารจัดการองค์กร ทักษะในการบริหารจัดการการเงินและสิ่งแวดล้อม
เปน็ ตน้
1.2 กระตุ้นให้เกิดการรวมตวั ของชมุ ชน ท้งั ในรปู แบบที่เปน็ ทางการและไม่เปน็ ทางการ
เช่น กลุ่ม ชมรม สหกรณอ์ อมทรัพย์ หรือ องค์กรในรปู แบบตา่ ง ๆ ทเี่ หมาะสมกับบริบทของชมุ ชนและชุมชน
มีส่วนรว่ มในการกอ่ ตง้ั
2. สง่ เสริมการสร้างเครอื ข่ายชมุ ชนอย่างกวา้ งขวาง อาทิ
2.1 สนับสนุนให้องค์กรชุมชนประสานเครือข่ายการพัฒนาทั้งในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งใน
ระดับจงั หวัด ระดับภูมิภาค และระหว่างภูมิภาค เพ่ือให้มกี ารประสานผลประโยชน์แลกเปลย่ี น ความรแู้ ละ
ร่วมมือกันทำนุบำรงุ ศิลปะวฒั นธรรม รวมทั้งอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ ตลอดจนจัดการปญั หาของชุมชน
แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สูก่ ารพฒั นาคุณภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 35
ร่วมกนั เช่น ปญั หาปา่ ชุมชน ปัญหาส่งิ แวดลอ้ ม ปัญหาการดแู ลทรัพยส์ ินสาธารณะและความปลอดภัยของ
ชมุ ชน และปญั หาการเอารดั เอาเปรยี บกันในชุมชน เปน็ ตน้
2.2 สร้างกลไกการประสานเครอื ขา่ ยการพัฒนาชมุ ชน ระหวา่ งประชาชน องค์กร ชมุ ชน
หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ท้ังในระดบั พื้นท่ีและส่วนกลางอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสร้างเครอื ขา่ ยข้อมูล
ระหว่างองคก์ รตา่ ง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รบั ขา่ วสารอยา่ งทั่วถึงและเป็นจริง
2.3 เสริมสรา้ งเครือข่ายการประสานงานขององคก์ รชมุ ชนในเมืองกบั ชุมชนในชนบท
2.4 สนับสนุนให้องค์กรชุมชนใช้กลไกทางสังคมเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาท้องถิ่น
และเสริมสรา้ งความสามัคคีภายในชุมชน โดยใหม้ ีการทำกจิ กรรมร่วมกัน เช่น การฟืน้ ฟูประเพณี วัฒนธรรม
อันดีงาม การทอดผ้าป่าต้นไม้ การสืบชะตาลำน้ำ รวมถึงการรณรงค์สร้างจิตสำนึกและค่านิยมที่ดีในการ
เคารพสทิ ธมิ นษุ ยชน การอยรู่ ่วมกนั อย่างสันติ การมวี ินยั และวถิ ีประชาธิปไตยดว้ ย
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (2545 – 2549) ได้กล่าวถึง ยุทธศาสตร์ท่ี
สำคัญในการส่งเสริมการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดยมีประเด็นท่ีน่าสนใจโดยสังเขป ดังน้ี (โกวิทย์
พวงงาม, 2553, หน้า 236 – 239)
1. การพัฒนาคุณภาพคนและคุ้มครองทางสังคม โดยให้ความสำคัญกับประเด็นต่าง ๆ ดังน้ี
การพัฒนาคนให้มีคุณภาพและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การสง่ เสรมิ ให้คนมีงานทำ โดยม่งุ สร้างผู้ประกอบ
อาชีพส่วนตัวและผปู้ ระกอบการขนาดเลก็ กระจายโอกาสการมงี านทำใหท้ ุก ๆ พ้นื ท่ีทั่วประเทศ การปรับปรงุ
ระบบคุ้มครองทางสงั คมให้มปี ระสทิ ธภิ าพครอบคลมุ ท่ัวถงึ และเปน็ ธรรมเพอื่ สร้างหลกั ประกันแก่คนทกุ ชว่ ง
วัย การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและความปลอดภัยในชวี ิต และทรัพย์สินโดยปรับปรงุ รูปแบบการ
บริหารจัดการให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพมากข้นึ เพื่อเสริมสรา้ งความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน
การส่งเสริมบทบาทครอบครัว องค์กรทางศาสนา องค์กรชุมชนองค์กรพัฒนาเอกชน อาสาสมัครและ
สื่อมวลชนให้มสี ่วนรว่ มในการพัฒนาโดยส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแขง็ ในการดแู ลและพัฒนา
อาชพี ในทกุ ดา้ นสรา้ งและปลกุ จิตสำนึกในความรกั ชาตแิ ละความเป็นไทยอย่างจรงิ จัง
2. การปรบั โครงสร้างการพฒั นาชนบทและเมืองอย่างย่ังยนื โดยให้ความสำคัญกบั ประเด็นต่าง
ๆ ดังนี้ การสร้างความเขม้ แข็งของชุมชนและการพฒั นาเมืองนา่ อยู่ ชมุ ชนนา่ อยู่ เนน้ การพฒั นากระบวนการ
ชุมชนเข้มแข็งให้เป็นฐานรากที่มั่นคงของสังคม การแก้ปัญหาความยากจนในเขตชนบทและเมือง ภายใต้
กระบวนการมีส่วนรว่ มของทุกภาคส่วนในสังคมการสร้างความเชื่อมโยงของการพัฒนาชนบทและเมอื งอยา่ ง
เกื้อกูลเพ่ือกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้เท่าเทียมกันโดยให้ความสำคัญกับการสร้างความ
เข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก การจัดการพื้นท่ีเชิงบูรณาการที่ยึดพ้ืนที่ภารกิจและการมีส่วนร่วม
และเตรยี มความพรอ้ มขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ ให้มีคนดี และระบบดีเพอื่ รองรับการกระจายอำนาจ
3. การบริหารจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม โดยใหค้ วามสำคัญกับประเด็นตา่ ง ๆ
ดงั น้ี การเพ่ิมประสิทธภิ าพการบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมและการพัฒนาเศรษฐกิจ
ฐานรากของประเทศ การอนุรักษ์และฟ้ืนฟูทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยคุ้มครองและ
กำหนดเขตพื้นที่อนุรักษ์ เพ่ือรักษาสมดุลของระบบนิเวศของประเทศ การอนุรักษ์ฟื้นฟู และรักษา
สภาพแวดล้อมชุมชน ศิลปวัฒนธรรมและแหลง่ ทอ่ งเที่ยวใหเ้ กือ้ หนนุ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ
ชุมชน รวมถึงการบริหารจัดการปัญหามลพิษอยา่ งมีประสทิ ธิภาพเพ่ือพฒั นาให้เมืองและชมุ ชนมคี วามน่าอยู่
แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สู่การพัฒนาคุณภาพชวี ิตกลมุ่ เปราะบางรายครัวเรอื น : One Home จงั หวัดแพร่ 36
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (2550 – 2554) ได้กำหนดแนวทางการ
สง่ เสรมิ ความเขม้ แขง็ ของชุมชนดว้ ยการสง่ เสรมิ การรวมตวั กนั ทำและจัดกจิ กรรมอย่างต่อเนือ่ งและสมำ่ เสมอตาม
ความพร้อมของชุมชน เชื่อมโยงกับการทำมาหากินเลยี้ งชีพตัง้ แต่ระดับปัจเจก ระดับครอบครัวจนถึงระดับ
ชุมชน โดยคำนึงถึงความพอประมาณและความพออย่พู อกินเป็นลำดับแรก มีการเชื่อมโยงกันของชุมชนกับ
สงั คมภายนอก มีกระบวนการเรียนรแู้ ละการจดั การองค์ ความรู้อยา่ งเปน็ ข้นั เป็นตอน มีเครอื ข่ายการเรยี นรู้
ทง้ั ภายในและภายนอกชมุ ชน เพอ่ื การสร้างเสรมิ ความเข้มแขง็ ของชุมชนโดยมแี นวทางโดยสรปุ ดังนี้ (โกวทิ ย์
พวงงาม, 2553, หน้า 239 – 244)
1. การส่งเสรมิ การรวมตวั กันของคนในชมุ ชนทำกิจกรรมเพอื่ ประโยชนข์ องชมุ ชน โดยมี วิธกี าร
ดงั นี้
1.1 ส่งเสริมให้มีการรวมตัวกันของคนในชุมชนในรูปแบบที่หลากหลายมีกิจกรรม
ดำเนินการอยา่ งต่อเน่อื ง ไมว่ ่าจะเปน็ การรวมตัวในรูปแบบที่เปน็ ทางการและไมเ่ ป็นทางการ หรือการรวมตัว
ของชุมชนทง้ั ในเชงิ พ้ืนท่หี รอื ประเด็นความสนใจ
1.2 เสริมหนุนให้ชุมชนท่ีมีความสามารถในการรวมตัวกันทำประโยชน์ต่อส่วนรวม
ทั้งเร่ืองการเปิดพ้ืนที่สาธารณะในการจัดกิจกรรม การเผยแพร่ข้อมูลขา่ วสารท่ีเป็นประโยชน์ต่อการสร้าง
ความเข้มแข็งของชุมชนผา่ นสอ่ื บคุ คล สอ่ื การศกึ ษา สอื่ ท้องถิน่ และส่ือระดับชาติ รวมถงึ มาตรการและกลไก
ทางกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับและการเงินการคลังเพ่ือเอ้ืออำนวยให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม
สนบั สนนุ การสรา้ งชุมชนเขม้ แขง็
2. การจัดการองค์ความรแู้ ละระบบการเรยี นรขู้ องชมุ ชนอย่างครบวงจร โดยมีวิธกี าร ดังน้ี
2.1 สำรวจ รวบรวมและพัฒนาฐานข้อมูลชุมชนให้เป็นระบบและทันสมัย ท้ังข้อมูล
ครวั เรือน ข้อมูลศักยภาพชุมชนในประเด็นต่าง ๆ อาทิ การจดั กิจกรรมของชุมชน ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทาง
ทรัพยากรธรรมชาติ ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นและปราชญ์หรือผู้นำตามธรรมชาติในชุมชน การสืบค้นประวัติ
ทอ้ งถ่นิ และวฒั นธรรมชมุ ชน เปน็ ต้น โดยให้มกี ารจดั ทำในลักษณะของแผนทีศ่ นู ยข์ องชมุ ชนทีม่ พี ลวตั ทคี่ นใน
ชมุ ชนเข้าถงึ ไดส้ ะดวกและนำไปใชเ้ ป็นฐานในการจดั การทรัพยากรในชุมชน และกำหนดทางเลอื กการพัฒนา
ทส่ี อดคล้องกบั วถิ ีชีวิตของชุมชน
2.2 การฟ้นื ฟคู วามรพู้ ื้นบา้ นควบคกู่ ับการทำวจิ ยั การพฒั นาองค์ความรู้ใหม่ท่ีสอดคลอ้ ง
กับวิถีชีวิตและความหลากหลายของทุนในชุมชน โดยสนับสนุนบทบาทนักวิจัยท้องถิ่นร่วมกับ
สถาบนั การศึกษาในการวจิ ยั เชิงปฏิบัติการแบบมีสว่ นรว่ ม ใหเ้ กิดความรูใ้ หม่ของชมุ ชนท่ีผสมผสานภมู ปิ ัญญา
ทอ้ งถิ่นและเทคโนโลยที เ่ี หมาะสม เชน่ การทำเกษตรผสมผสาน เทคโนโลยกี ารเกษตรและหตั ถกรรมพ้นื บ้าน
เปน็ ต้น โดยมีการรวบรวมความรตู้ า่ ง ๆ อยา่ งเป็นระบบและเผยแพรส่ ูค่ นในชุมชน
2.3 สง่ เสริมให้ปราชญ์ แก่นนำ และผู้รู้ ถ่ายทอดความรแู้ ละภูมิปญั ญาท้องถิ่นผ่านการ
เรียนรู้และการจัดการความรู้ในชุมชนสู่เด็กและเยาวชน เช่ือมโยงความหลากหลายทางชีวภาพและความ
หลากหลายทางวัฒนธรรมกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ควบคู่กับการค้นหาผู้นำทางธรรมชาติรุ่นใหม่ที่เข้มแข็ง
มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ขยนั อดทน ซอื่ สัตย์ และมจี ติ สำนึกตอ่ สว่ นรวม เพ่ือใหเ้ ป็นพลงั ขบั เคลอื่ นและขยายผล
กิจกรรมการเรยี นรูข้ องชมุ ชนในวงกวา้ งและระยะยาว
แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 37
2.4 จัดให้มีกระบวนการเรยี นรรู้ ่วมกันในชุมชนอยา่ งตอ่ เน่อื งสม่ำเสมอ เพ่ือพฒั นาและ
แก้ไขปัญหาชุมชนด้วยตนเอง โดยนำข้อมูลชุมชนและองค์ความรู้จากภายนอกมาวิเคราะห์หาปัญหาและ
สาเหตุแล้วค้นหาทางออกเพ่ือนำไปทดลองปฏิบัติจริง บนฐานองค์ความรู้และศักยภาพของชุมชน
มกี ารศึกษาดูงาน แลกเปลีย่ นเรียนรู้จากเครือข่ายชุมชนที่ประสบความสำเร็จ นำมาปรับใช้ประโยชน์และ
ประยุกต์ต่อยอดขยายผลกับส่ิงที่ชุมชนมีอยู่ โดยใช้แหล่งทุนในชุมชน อาทิ ธนาคาร ประชาชน โครงการ
พัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) สหกรณ์เครดิตยูเนียน เป็นต้น โดยพัฒนาเป็นแผนชุมชน
เพอ่ื เชื่อมโยงกับภายนอกชมุ ชนในบริบทที่ต้องการไดร้ ับการสนบั สนนุ
2.5 สนับสนุนเครือข่ายการแลกเปล่ียนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างชุมชนกับชุมชน
ชุมชนกับสถาบันการศึกษา ชุมชนกับองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ ภาคธุรกิจเอกชน องค์กร เอกชน
สื่อมวลชน ฯลฯ เพื่อให้เกิดการพฒั นาองค์ความรูโ้ ดยเฉพาะบทบาทของสถาบันการศกึ ษาและหนว่ ยงานวิจยั
ในการจดั การความรูแ้ ละภมู ปิ ญั ญาท่ีอยใู่ นตัวคนให้เป็นความรู้ทเ่ี ปิดเผยอยา่ งเปน็ ระบบมีกระบวนการพัฒนา
ตอ่ ยอด ใหเ้ กดิ ประโยชน์แกช่ ุมชนส่กู ารพึ่งตนเองและพ่ึงพาอาศยั ซ่ึงกันและกัน
3. การสร้างภูมิคุ้มกันชุมชน มีการให้ความสำคัญและแนวทางการดำเนินการ ดังน้ี การสร้าง
ภูมคิ ุ้มกันให้กับชมุ ชนตอ้ งเผชญิ กบั การเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วยการส่งเสริมข้อความม่ันคงของครอบครัว
การจัดบรกิ ารทางสงั คมในชุมชน การปลูกฝงั คา่ นยิ มที่ดงี าม การสร้างระบบความสมั พนั ธ์แบบพึง่ พาอาศัยกัน
และกันของชุมชนและระหวา่ งชุมชนอย่างเทา่ เทียมด้วยบริบททางศาสนาและวฒั นธรรมชมุ ชน และการให้
ความค้มุ ครองสทิ ธ์ิ รวมทั้งการเฝ้าระวังชว่ ยเหลือเยยี วยาเม่อื ชุมชนประสบกบั ภัยพิบัติต่าง ๆ โดย
3.1 เสริมสร้างครอบครัวให้มีความม่ันคง มีความอบอุ่น มีสัมพันธภาพที่ดี รักษา
วัฒนธรรม อันดีงามและทำประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยจัดกิจกรรมและให้ข้อมูลข่าวสารสารสนเทศที่เป็น
ประโยชน์ในการดำรงชวี ติ เช่น คุณค่าและวิธีการออมของครวั เรือน ความรดู้ ้านโภชนาการ คำปรึกษาการใช้
ชีวิตสมรสและการเปน็ พ่อแมท่ ดี่ ี วิธีการเขา้ รับบรกิ ารจากภาครัฐ ราคาผลิตภัณฑก์ ารเกษตร รวมถงึ การสรา้ ง
ค่านิยมครอบครวั อบอุ่นผ่านระบบการศึกษา สถาบันทางศาสนา ส่ือมวลชนและสื่อสาธารณะ ตลอดจนใช้
ศูนย์การเรียนรู้ในชุมชนจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนต่างวัย
โดยเฉพาะกลมุ่ วัยร่นุ และผู้สูงอายุ เป็นต้น
3.2 สร้างบรรยากาศในชุมชนให้เอ้ือต่อการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตท้ังในระบบ
และนอกระบบอย่างตอ่ เน่ืองและเช่ือมโยงกับแหล่งเรยี นรใู้ นชุมชน เชน่ ศนู ย์การเรยี นรขู้ องชมุ ชน ศูนย์สาธติ
ของหน่วยงานรัฐ คณะ/ภาควิชาวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาในพ้ืนที่ท่ีพิพิธภัณฑ์พ้ืนบ้าน รวมท้ังอำนวย
ความสะดวกให้ชุมชนเข้าถึงแหลง่ การเรียนรู้ภายนอกอยา่ งสม่ำเสมอด้วยสาระและเครอื่ งมือท่ีหลากหลาย
และราคาถูก เช่น การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม รายการวิทยุโทรทัศน์ที่สร้างสรรค์ อินเตอร์เน็ตประจำชุมชน
เป็นตน้
3.3 เสรมิ สร้างความม่ันคงในการดำรงชวี ติ ของคนในชมุ ชน ทั้งการสร้างหลักประกันชวี ติ
สวัสดิการสังคม ความมั่นคงดา้ นอาหาร ความมัน่ คงด้านสขุ ภาพและท่ีอยู่อาศยั การคุ้มครองผูบ้ ริโภคและความ
มัน่ คงในสิทธมิ นษุ ยชน เปน็ ต้น
3.4 เชื่อมโยงบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ชุมชน สถาบันทางศาสนา แล ะ
สถานศึกษาในการสืบสานวัฒนธรรมจารีตประเพณีที่ดีงามของชุมชน การฟ้ืนฟูคา่ นยิ มการทำงานรว่ มกัน เช่น
ประเพณีลงแขก สืบชะตาลำน้ำ เป็นต้น การปฏิบัติตามหลักธรรมและการทำนุบำรุงศาสนา การช่วยเหลือ
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แข็ง สู่การพฒั นาคณุ ภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จังหวัดแพร่ 38
เก้ือกูลกันฉันท์เครือญาติโดยเฉพาะการเก้ือกูลคนยากจนและการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน รวมทั้งการสร้าง
ความเข้าใจและเคารพความหลากหลายทางวฒั นธรรมและชนต่างชาตพิ นั ธุ์ เพ่อื การอยู่ร่วมกันอย่างสนั ติ
3.5 รณรงค์สร้างจิตสำนึกสาธารณะให้คนในชุมชนเป็นพลเมืองดีรู้สิทธิหน้าท่ีและ
ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มีความซ่ือสัตย์ รักและภูมิใจในบ้าน ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อมของชุมชน รวมทั้งร่วมกันสร้างระบบเฝ้าระวังภาวะสังคมในชุมชนและสนับสนุนการเป็น
อาสาสมคั รชุมชน เปน็ ต้น
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (2555 – 2559) สำหรับกรอบแนวคิดการ
พัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 มีแนวคิดที่ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับ ท่ี 8 – 10
โดยยงั คงยึดหลักการปฏบิ ัติตาม “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง”และขับเคล่ือนให้บังเกดิ ผลในทางปฏบิ ัตทิ ่ี
ชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกภาคส่วน ทุกระดับ ยึดแนวคิดการพัฒนาแบบบูรณาการเป็น องค์รวมท่ีมี “คนเป็น
ศูนย์กลางการพัฒนา” มีการเช่ือมโยงทุกมิติของการพัฒนาอย่างบูรณาการ ท้ัง มิติตัวคน สังคมเศรษฐกิจ
สิ่งแวดล้อม และการเมือง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พรอ้ มเผชิญการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนท้ังในระดับปัจเจก
ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ขณะเดยี วกนั ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทกุ ภาคส่วนใน
สงั คมในกระบวนการพัฒนาประเทศ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนพิเศษ 152 ง, หน้า 9) ดา้ นการหนุน
เสริมและพฒั นาชุมชนทอ้ งถิน่ ใหเ้ ขม้ แขง็ น้นั แผนพฒั นาฯ ฉบบั ท่ี 11 อาจถอื ไดว้ ่าได้ให้ความสำคัญเปน็ อยา่ ง
มากเพราะได้กล่าวถึงการหนุนเสริม การส่งเสริม การสนับสนุน รวมถึงการกำหนดแนวทางการพัฒนาให้
ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง แทรกไว้ในแทบทุกยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าแนวทาง
การพัฒนาประเทศ โดยภาพรวมนั้นเริ่มตน้ ที่ฐานรากคอื มชี ุมชนท่เี ขม้ แขง็
โดยมสี าระสำคัญในประเดน็ การหนุนเสริมความเขม้ แข็งของชุมชนโดยสรุป ดังน้ี
1. สนับสนุนการค้นหาอัตลักษณ์อันโดดเด่นของชุมชน การสร้างกระบวนการเรียนรู้ และ
ปลูกฝังความเป็นอัตลกั ษณข์ องชมุ ชน โดยอนุรกั ษแ์ ละฟืน้ ฟูภูมิปญั ญาทอ้ งถน่ิ รวมทั้งส่งเสริมกลไกเชิงสถาบัน
ในชมุ ชนท้องถิน่ ให้มสี ว่ นรว่ มสรา้ งความเข้าใจในพหวุ ัฒนธรรมสามารถอยรู่ ่วมกนั อย่างสันติสุข มคี วามม่นั คง
ทางวัฒนธรรมและดำรงไวซ้ ่ึงอตั ลกั ษณข์ องชุมชน
2. สนับสนุนให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมคิดและร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาชุมชนท้องถ่ิน
บนหลักการพ่ึงพาตนเองท่ีคำนึงถึงศักยภาพ ทรพั ยากร ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมใน
ชุมชนเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับการจดั การการเรียนรู้ในชุมชน การศึกษาถอดองค์ความรูข้ องชุมชน
และชุมชนต้นแบบ การจดั การตนเองได้ตามบริบทของพน้ื ทแ่ี ละการถา่ ยทอดภมู ปิ ัญญาทีช่ ่วยพฒั นาทกั ษะในการ
ประกอบอาชพี
3. ส่งเสรมิ การขยายผลและพัฒนาศักยภาพของคนสามวยั เพื่อเปน็ แหล่งเรยี นรแู้ ละสร้างความ
เขา้ ใจที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวติ ในการอยู่ร่วมกับครอบครัวชมุ ชนอย่างอบอนุ่ และเข้มแข็งควบคกู่ ับ
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชนกับเครือข่ายภาคประชาสังคมและภาคส่วนต่าง ๆ ในการ
พฒั นาระบบเฝ้าระวงั ปญั หาทางดา้ นสงั คมและวฒั นธรรมโดยเฉพาะในกลมุ่ เด็กและเยาวชนในชมุ ชน
4. สนับสนุนการผลิตและบริการของชุมชนในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรอาหาร และ
พลังงาน โดยพัฒนาศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ และ
ภูมิปัญญาท้องถ่ินในชุมชน บนฐานความรู้ท่ีสร้างสรรค์เพ่ือสร้างเอกลักษณ์ของสินค้า เช่น สมุนไพร
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสร้างเสรมิ ชุมชนเขม้ แข็ง สกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จังหวัดแพร่ 39
ผลิตภัณฑ์อาหารและบริการเพ่ือสขุ ภาพ สินคา้ อาหารและผลติ ภัณฑ์ฮาลาล เป็นต้น รวมถึงสินคา้ เกษตรท่ี
มิใช่อาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์ยางไม้ยาง สินค้าจำพวกวัสดุชีวภาพ ผลิตภัณฑ์ยาและอาหารเสริมเพ่ือสุขภาพ
เป็นต้น ตลอดจนการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาต่อยอดให้มีโอกาสทาง การตลาดและเสริมสร้าง
ความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงสนับสนุนการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรชนิดใหม่ ๆ ท่ีมีมูลค่าสูง
เพือ่ รองรับความต้องการของตลาดเฉพาะกลุม่ และตลาดโลก
5. สนับสนุนการผลิตพลังงานทดแทนภายในชุมชน โดยการสนับสนุนองค์ความรู้ด้าน
เทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทน ทั้งจากวตั ถดุ ิบเหลือใช้จากครัวเรือนและการเกษตร อาทิ มูลสัตว์ ขยะ
ฟาง แก่ลบ เศษไม้ ตลอดจนถ่ายทอดวิธีการดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงให้แก่ชุมชนหรือองค์กรปกครอง
ส่วนทอ้ งถ่ินให้มีศักยภาพในการผลิตพลงั งานทดแทน เพอื่ นำไปสู่การพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างม่นั คงและ
ยัง่ ยืนในระดับชุมชนและท้องถิ่น ท้ังนี้ เพ่ือเป็นการลดต้นทุนด้านพลังงานรวมถงึ ลดมลภาวะแก่ชุมชนและ
ท้องถ่นิ รวมทั้งส่งเสรมิ การผลติ พชื พลงั งานทดแทนที่ไม่ใชอ่ าหารและมีความเหมาะสมกับสภาพทอ้ งถนิ่ เช่น
สบูด่ ำ เปน็ ต้น
6. เสริมสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่น ชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อยวิสาหกิจชุมชน และ
บุคลากรภาครัฐ เพื่อร่วมกันพัฒนาและเชื่อมโยงกับสาขาการผลิตและบริการที่เกี่ยวเน่ืองในพื้นที่ ตาม
แนวทางการพัฒนาเครอื ขา่ ยวิสาหกิจ พัฒนาทักษะและองคค์ วามรู้ของบคุ ลากรภาครัฐ องค์กร ปกครองสว่ น
ท้องถิ่น และชุมชน รวมท้ังเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมให้
สามารถปรับตวั เพื่อรองรับผลกระทบต่าง ๆ ท่ีอาจจะเกดิ ข้ึนจากการเปลีย่ นแปลง เง่ือนไขตามกฎระเบียบ
ใหม่ของโลก
7. พัฒ นาชุมชนให้เข้มแข็งและส่งเสริมสิทธิชุมชนในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและย่ังยืน โดยสนับสนุนแนวทางการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ เชิง
อนุรักษ์และแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ตามวิถีชีวิต ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมดั้งเดิม
ภายใต้หลกั การคนอย่รู ่วมกบั ระบบนเิ วศอยา่ งเกื้อกูล สนับสนนุ สิทธิของชมุ ชน บทบาทของปราชญช์ าวบ้าน
และผูน้ ำชุมชน ในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติเพ่อื การพงึ่ ตนเอง สรา้ งความรูค้ วามเข้าใจทถ่ี ูกต้องเก่ยี วกบั
ระบบนิเวศเพื่อให้ชุมชนเกิดความรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนให้ชุมชนสำรวจ
ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อจัดทำฐานข้อมูลระดับชุมชน
โดยร่วมกบั องคก์ รท้องถนิ่ ตลอดจนสง่ เสรมิ ระบบการจัดการท่เี คารพ สทิ ธิทางปัญญา ค้มุ ครองทรพั ยส์ ินทาง
ปัญญา โดยเฉพาะด้านสง่ิ บง่ ช้ที างภมู ิศาสตร์ และปกป้องทรัพยากรของชมุ ชน
8. สนับสนุนกระบวนการมีสว่ นร่วมและพัฒนาศักยภาพของท้องถ่ินและชุมชนโดยสนับสนุน
การจัดการเชิงพื้นท่ี พัฒนากลไกการจัดการร่วมท่ีประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งการจัดตั้งสภาสิ่งแวดล้อมชุมชนท้องถิ่นเพื่อรับฟังความคิดเห็น
เกี่ยวกับโครงการพัฒนาของภาครัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่สุขภาพ อนามัยและ
สิ่งแวดล้อมของชุมชนในทุกข้ันตอน บนพ้ืนฐานขององค์ความรู้ ข้อมูลที่ถูกต้องเปิดเผย โปร่งใส สามารถ
เข้าถึงได้อยา่ งเท่าเทียม เสริมสร้างบทบาทของส่ือมวลชนในการสร้างความตระหนักรู้และความตื่นตัวของ
สาธารณชนในการดูแลคุ้มครองทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมของประเทศ รวมท้ังพัฒนา
ศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินให้เข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ
สง่ิ แวดลอ้ ม โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ และมลพิษทางนำ้ การจดั การขยะ และของเสียอันตราย รวมท้ัง
การจัดการภัยพิบตั ิ
แนวทางการพฒั นาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชุมชนเขม้ แขง็ สู่การพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จังหวัดแพร่ 40
9. เสริมสร้างความเขม้ แขง็ ของชมุ ชนใหพ้ ร้อมรับความเปล่ียนแปลงมสี ว่ นร่วมพฒั นาชมุ ชนกับ
ภาคีการพัฒนาต่าง ๆ โดยพัฒนาความรู้และการจัดการความเส่ียงให้ชุมชนเสริมด้วยความรู้จากภายนอก
ผา่ นเครือข่ายการวิจัยในพน้ื ที่ และส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กว้างขวางในทุกระดบั จากชุมชน
ตำบล สู่อำเภอและจงั หวัด เกิดความรู้ท่ีสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาและบริหารจัดการความเส่ียงต่าง ๆ
ส่งเสริมการรวมกลุม่ รว่ มคดิ ร่วมทำในชมุ ชนอย่างกว้างขวางสามารถทำแผนพฒั นาที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม
อันหลากหลายของชุมชนท้องถิ่น ขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยตนเองและส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกัน
ระหวา่ งภาคประชาชน องค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ และสถาบันการศึกษาในท้องถนิ่
สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) มุ่งต่อยอด
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้กำหนด
หลกั การสำคัญไว้ 6 ประการ โดยมี 2 ประการทีอ่ าจกลา่ วได้วา่ ใหค้ วามสำคัญกับการพฒั นาชมุ ชนใหเ้ ข้มแข็ง
และพ่ึงตนเองได้ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ, 2559, หนา้ 4) คือ
1. ยึด “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ต่อเน่ืองมาต้ังแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 9 เพื่อให้เกิด
บรู ณาการการพฒั นาในทุกมติ ิอย่างสมเหตุสมผล มีความพอประมาณและมีระบบภมู คิ ุ้มกนั และการบริหาร
จัดการความเส่ียงท่ดี ี ซึง่ เปน็ เง่ือนไขจำเป็นสำหรบั การพัฒนาที่ย่งั ยืนโดยมุง่ เน้นการพฒั นาคนใหม้ ีความเป็น
คนที่สมบูรณ์ สังคมไทยเป็นสังคมคุณภาพ สร้างโอกาสและมีที่ยืนให้กับทุกคนในสังคมได้ดำเนินชีวิตท่ีดี
มคี วามสุขและอยู่ร่วมกันอยา่ งสมานฉันท์ ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศกเ็ จริญเติบโตอย่างตอ่ เนื่อง
มคี ุณภาพ และมีเสถียรภาพ การกระจายความม่ังค่ังอย่างท่ัวถงึ และเป็นธรรมเป็นการเติบโตท่ีเป็นมิตรกับ
สง่ิ แวดลอ้ ม รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ชุมชนวถี ชี ีวิต คา่ นยิ ม ประเพณี และวฒั นธรรม
2. ยึด “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีสำหรับคนไทย
พัฒนาคนให้มีความเป็นคนที่สมบูรณ์มีวินัย ใฝ่รู้ มีความรู้ มีทักษะ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทัศนคติที่ดี
รบั ผิดชอบต่อสังคม มีจริยธรรมและคุณธรรม พฒั นาคนทุกช่วงวัยและเตรียมความพรอ้ มเข้าสู่สังคมผู้สงู อายุ
อย่างมีคุณภาพ รวมถึงการสร้างคนให้ใช้ประโยชน์และอยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูล อนุรักษ์ฟ้ืนฟู ใช้
ประโยชน์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มอยา่ งเหมาะสม
ขณะที่ส่วนที่ 4 ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ยุทธศาสตร์ท่ี 1 การเสริมสร้างและพัฒนา
ศกั ยภาพทุนมนุษย์ เป้าหมายท่ี 5 มีสาระสำคัญคือ สถาบันทางสังคมมีความเข้มแข็งและมีส่วนรว่ มในการ
พัฒนาประเทศเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสถาบันครอบครัว สถาบนั การศึกษาสถาบนั ทางศาสนา ชุมชน ส่ือมวลชน
และภาคเอกชน โดยมีแนวทางการพัฒนาที่สำคัญเก่ียวกับการสร้างความเข้มแข็ง และการพึ่งตนเองของ
ชุมชนในประเด็นดงั ต่อไปนี้ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2559, หน้า
67 – 70)
1. เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการมสี ว่ นรว่ มจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ จดั ระเบยี บ
ทางสังคม และกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ละเว้นการปฏบิ ตั ติ ามบรรทดั ฐานในสงั คม
2. ปรับปรุงแหล่งเรียนรู้ในชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์และมีชีวิต อาทิ พิพิธภัณฑ์
ห้องสมุด โบราณสถาน อุทยานประวตั ิศาสตร์ โรงเรยี นผสู้ งู อายุ รวมท้ังส่งเสริมใหม้ รี ะบบการจดั การความรทู้ ่ี
เปน็ ภูมิปญั ญาท้องถ่นิ
แนวทางการพัฒนาการบรู ณาการสร้างเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวัดแพร่ 41
ขณะท่ียุทธศาสตร์ท่ี 2 การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหล่ือมล้ำในสังคม เป้าหมายที่ 3
ได้มีสาระสำคัญถึงการเสริมสร้างศักยภาพชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างความเข้มแข็ง
การเงินฐานรากตามหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี งเพ่อื ใหช้ มุ ชนสามารถพ่งึ ตนเองได้ มีสิทธิในการจดั การทุน
ที่ดนิ และทรัพยากรภายในชุมชน ได้มแี นวทางการพฒั นา (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติ, 2559, หนา้ 78 – 79) คอื
1. สรา้ งและพฒั นาผนู้ ำการเปลยี่ นแปลงในชมุ ชนใหม้ ีขีดความสามารถในการสร้างแรงบนั ดาล
ใจให้เกิดความเช่ือมั่น ศรัทธา มีจุดยืนทางความคิด มีธรรมาภิบาลในการบรหิ ารและพัฒนาชุมชนส่งเสริม
การรวมกลุม่ และสร้างจิตสานึกให้ชุมชนพึง่ พาตนเอง รวมทั้งสง่ เสรมิ และสนบั สนุน
2. ส่งเสริมให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัยและการถ่ายทอดองค์ความรู้ใน
ชมุ ชนเพื่อนำไปสู่การแกไ้ ขปัญหาในพ้ืนที่และการต่อยอดองค์ความรู้ไปสเู่ ชิงพาณิชย์ รวมท้ัง สง่ เสริมการใช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศในการสรา้ งการจดั การความรู้ในชมุ ชน
3. พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน โดยส่งเสริมการประกอบอาชีพของผู้ประกอบการระดับชุมชน
การสนับสนุนศนู ยฝ์ กึ อาชพี ชมุ ชน การส่งเสริมการเชือ่ มตอ่ ระหว่างเครอื ข่ายอตุ สาหกรรม (Cluster) ในพ้นื ท่ี
กับเศรษฐกิจชุมชน การสร้างความร่วมมือกบั ภาคเอกชนและสถาบนั การศึกษาในการรว่ มกันพัฒนาความรู้
ในเชิงทฤษฎแี ละสามารถนำไปประยุกต์ใชใ้ นทางปฏิบัติเพ่ือสรา้ งศักยภาพใหก้ ับชมุ ชนในการประกอบธรุ กิจ
การสนับสนุนการประกอบธุรกิจแบบวิสาหกิจเพ่ือสังคม รวมถึงการส่งเสริมการท่องเท่ียวท้องถิ่นและ
การทอ่ งเทีย่ วเชิงอนรุ กั ษใ์ นชมุ ชนทีม่ แี หล่งท่องเทย่ี ว
4. สนับสนุนการให้ความรู้ในการบริหารจัดการทางการเงินแก่ชุมชนและครัวเรือน การปรับ
องค์กรการเงินของชมุ ชนให้ทำหนา้ ที่เปน็ สถาบันการเงินในระดับหม่บู ้านตำบลท่ีทำหนา้ ท่ีท้งั การให้กูย้ ืมและ
การออม และจัดตั้งโครงข่ายการเงินฐานรากโดยมีธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
เป็นแม่ข่าย
5. สนับสนุนชมุ ชนให้มสี ่วนร่วมในการจดั สวสั ดิการบรกิ าร และการจดั การทรัพยากรในชมุ ชน
ในลักษณะเปน็ หนุ้ สว่ นกับหน่วยงานภาครัฐ อปท. ในการดแู ลคุณภาพชีวติ ประชาชน โดยเปิดรับสมาชิกทุก
คนในท้องถ่ินโดยไม่เลือกปฏิบัติ ผลักดัน พ.ร.บ. โฉนดชุมชน เพ่ือให้ชุมชนมีการบริหารจัดการและใช้
ประโยชนจ์ ากทีด่ นิ และทรพั ยากรในพ้นื ทรี่ ่วมกนั
เป้าหมายการพัฒนาดังกล่าวข้างตน้ มีแผนงานรองรับทสี่ ำคัญคือ แผนงานการพัฒนาเศรษฐกิจ
ชุมชนฐานรากและชุมชนเข้มแข็ง โดยมีสาระสำคัญ คือ มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านเครือข่ายวิสาหกิจ
เพ่ือสังคม/วิสาหกิจชุมชน โดยการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและวสิ าหกิจเพ่ือสังคม (วิสาหกิจ
ชมุ ชน) และความรว่ มมอื ระหว่างวสิ าหกจิ เพอื่ สงั คม (วสิ าหกิจชุมชน) ในแตล่ ะพ้นื ท่ี เพื่อการสรา้ งองค์ความรู้
รูปแบบการจดั การ เพื่อสรา้ งความเข้มแข็งและความยั่งยนื ของวิสาหกิจในระยะยาวรวมทัง้ เผยแพร่ความรู้
ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนฐานราก พร้อมท้ัง ประสานงานกับจังหวัดและท้องถ่ินเพื่อขยายผลจาก
ชมุ ชนต้นแบบใหม้ กี ารนาไปใช้ในชมุ ชนอ่ืน ๆ อยา่ งกวา้ งขวางเพือ่ สนับสนุนนโยบายของรฐั ภายใต้ยทุ ธศาสตร์
ด้านการแกไ้ ขปัญหาความยากจน ลดความเหล่ือมล้ำ และสร้างการเตบิ โตจากภายใน
แนวทางการพฒั นาการบรู ณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แข็ง สู่การพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ กลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จงั หวดั แพร่ 42
โดยสรปุ จากการศึกษาแผนพัฒนาฯ ตง้ั แต่ฉบับท่ี 8 เปน็ ต้นมาจนถึงฉบับปจั จุบนั จะเห็น ได้ว่า
แนวคดิ การพัฒนาชุมชนให้เขม้ แข็งและพงึ่ ตนเองได้นน้ั ได้ถูกบรรจุในแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ
ของไทยมาอย่างยาวนาน แสดงให้ถึงแนวนโยบายของชาติที่ต้องการให้รากฐานของประเทศมีความเขม้ แข็ง
มาจากฐานราก ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาหน่วยพ้ืนฐานต่าง ๆ ท่ีอยู่ในชุมชนไม่ว่าจะเป็น
คน ครอบครัว องคก์ ร รวมถงึ พืน้ ท่ี/สภาพแวดลอ้ มจงึ มคี วามจำเป็นและสำคัญ
ปัจจยั ท่จี ะทำใหก้ ารพัฒนาชุมชนเข้มแข็งข้นึ
1. ได้รับการแนะนำ ส่งเสริม และสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก ซ่ึงพบว่าส่วนใหญ่
หน่วยงานของรฐั และองค์กรพัฒนาเอกชนจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้คนในชุมชนเกิดความตื่นตัว
และรวมกล่มุ ขนึ้
2. ความต้องการอนรุ กั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยร่วมกนั อนรุ กั ษ์และฟนื้ ฟู ทรพั ยากรธรรมชาติ
ในรปู แบบต่าง ๆ เช่น การรวมกลุ่มเพ่ือพัฒนาแหล่งต้นน้ำ ลำธาร การอนรุ ักษ์ป่าชายเลน การรักษาระบบ
นิเวศน์ชายฝั่ง เป็นต้น
3. การตอ้ งการรายได้เพ่ิมข้นึ อันเป็นมูลเหตุหลกั ท่ีพบในชุมชนเกอื บทุกแหง่ ทีส่ ำรวจ เนอ่ื งจาก
คนในชุมชนมรี ายได้ไมพ่ อเพียงต่อการครองชีพ
4. สืบสานภูมปิ ัญญาท้องถนิ่ เปน็ การรวมกลุ่มเพื่อถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไปยังรนุ่ ลูกรุ่นหลาน
รวมทั้งเพื่อเพ่ิมผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เช่น กลุ่มทอผ้าไหม กลุ่มจักสาน กลุ่มทำ
น้ำตาลโตนด เป็นต้น
5. ผู้นำและแก่นนำของชุมชนต้องการแก้ไขปัญหาภายในชุมชน โดยกระตุ้นให้ทุกคนเข้ามา
มีสว่ นรว่ มในการแก้ไขปัญหาของชมุ ชนตั้งแต่การร่วมคดิ รว่ มทำ ตลอดจนรว่ มกันแกไ้ ขปญั หา
6. กระแสการเปล่ียนแปลงของสังคมท่ีเห็นได้ชัดเจน คือ กระแสชีวจิต ซึ่งทำให้คนหันมา
บริโภคผลผลิตหรือหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติมากข้ึน จึงได้มีการรวมกลมุ่ กันเพื่อการแปรรูป
สมนุ ไพร การปลูกผกั ปลอดสารพษิ การผลติ ข้าวซ้อมมอื เป็นต้น
7. คนในชุมชนมปี ัญหาดา้ นสขุ ภาพ จงึ เกิดการรวมกล่มุ ขึน้ มาเพือ่ แกไ้ ขปัญหาดงั กล่าว
8. ความต้องการเงนิ ทุนและความรู้เพื่อประกอบอาชพี พบว่าหน่วยงานของรฐั และเอกชนที่ให้
การสนับสนนุ เงินทุนหรือความรู้เพ่ือประกอบอาชพี เสรมิ จะดำเนินงานโดยรวมกลมุ่ กัน
แนวทางการพัฒนาการบูรณาการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แขง็ สูก่ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวิตกลมุ่ เปราะบางรายครวั เรอื น : One Home จังหวัดแพร่ 43
MODEL แนวทางการขบั เคลื่อนการสรา้ งเสรมิ ชมุ ชนเขม้ แข็ง
วิสยั ทศั น์ พม. : “สร้างสงั คมดี คนมีคณุ ภาพ”
GOAL : “ครอบครวั อบอ่นุ ชมุ ชนเข้มแข็ง”
1. การคดั เลือกพนื้ ท่ี
- พน้ื ท่ีที่มเี ครือขา่ ยทางสงั คมทเ่ี ข้มแขง็
- เป็นพื้นท่บี รู ณาการตามภารกิจหลกั /ยุทธศาสตรข์ องกระทรวง พม.
- พืน้ ท่ีเปา้ หมายต้องไมซ่ ้ำกับพื้นท่ตี ำบลสร้างสุขในปี 2563
- เปน็ พนื้ ทท่ี ม่ี แี ผนพฒั นาชมุ ชนท้องถิน่
2. การวิเคราะห์ขอ้ มลู
- TPMAP 5 ด้าน (ดา้ นสขุ ภาพ/การศึกษา/รายได/้ ความเปน็ อย/ู่ การเขา้ ถงึ บรกิ ารรฐั )
- สถานการณใ์ นพื้นท่ี/ทนุ ทางสงั คมในพนื้ ท่ี ฯลฯ
- วเิ คราะหส์ ภาพปญั หา จดั ทำแผนฯ
3. กลไกการขับเคลอ่ื น
- ทีม One Home และเครือขา่ ย
- คณะทำงานขบั เคลือ่ นการดำเนินงาน 2 ชุด : คณะทำงานระดบั จงั หวดั /ระดบั ตำบล
4. บูรณาการดำเนนิ งาน
- แผนบรู ณาการ One Plan : Share Service ภาคที กุ ภาคสว่ น ระบบการทำงานเช่ือมโยง
และบรู ณาการทรัพยากร เชน่ บุคลากร อาคารสถานที่ งบประมาณ ยานพาหนะ วัสดอุ ปุ กรณ์ ขอ้ มูล องค์
ความรู้
5. เกณฑ์การประเมนิ
- การบรู ณาการภารกจิ หลกั /ยุทธศาสตรก์ ระทรวง พม. ในพนื้ ท่เี ป้าหมาย
- ระดบั ความสำเร็จในการสร้างเสริมชมุ ชนเขม้ แข็ง
** เกณฑก์ ารคดั เลือก Best Practice สำนักงานสง่ เสรมิ และสนับสนนุ วชิ าการละ 1 พน้ื ที่ รวม 11 พืน้ ที่
(1) ครัวเรือนเปา้ หมาย
(2) พืน้ ท่ีชุมชนเขม้ แขง็ (จดั ทำฐานขอ้ มลู ชุมชน/จัดทำแผน/กลไกการขับเคล่อื นทนุ ทางสังคม/
การแก้ไขปญั หาด้านเศรษฐกิจและสังคม)
ฐานคิด : - บวร
- โคกหนองนา โมเดล
- การพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ กลุม่ เปราะบางรายครัวเรือน : กรณีศกึ ษาประเทศจีน
Theory : บรู ณาการ (D-PDCA)