จิ ต วิ ท ย า สำ ห รั บ ค รู
เสนอ
อ า จ า ร ย์ เ ข มิ น ต์ ธ า ร า ก ร ณ์ บั ว เ พ็ ช ร
จั ด ทำ โ ด ย
น า ง ส า ว ร้ อ ย ต ะ วั น ฉี ด อิ่ ม
ร หั ส นั ก ศึ ก ษ า 6 4 0 6 5 1 0 0 7 3
คำนำ
หนังสือเล่มนี้ จัดทำขึ้นมาเพื่อการศึกษาหาความรู้ในเรื่องของหลักจิตวิทยาใน
แขนงที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครู เพื่อนำไปพัฒนาศักยภาพวิชาชีพครูและนำไป
ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยศึกษาข้อมูลผ่านหนังสือ ห้องสมุด รวมไปถึง
อินเตอร์เน็ต โดยรายงานเนื้อหาเกี่ยวกับข้อมูลของหลักจิตวิทยาสำหรับครู
ขอขอบคุณอาจารย์ เขมินต์ธารากรณ์ บัวเพ็ชร อาจารย์ที่ปรึกษา
ในรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครู ที่คอยชี้แนะความรู้ คำแนะนำ รวมถึงให้
แนวทางในการศึกษาเรียบเรียงเนื้อหาในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ จึง
ทำให้หนังสือเล่มนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หากมีข้อผิดพลาดประการใด
ข้าพเจ้าขออภัยมานะที่นี้ และขอน้อมรับทุกคำแนะนำและคำติชม เพื่อ
นำไปปรับปรุงแก้ไขให้เนื้อหาถูกต้องและสมบูรณ์
จัดทำโดย
นางสาวร้อยตะวัน ฉีดอิ่ม
6406510073
สารบัญ
หัวเรื่อง หน้า
1-7
บทที่1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยาสำหรับครู 8-14
15-19
บทที่2 พฤติกรรมของมนุษย์ 20-30
31-34
บทที่ 3 แนวคิดทฤษฎีทางจิตวิทยา 35-38
39-46
บทที่4 พัฒนาการของมนุษย์กับการเรียนรู้ 47-50
51-53
บทที่5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้
บทที่6 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้
บทที่7 จิตวิทยาการเรียนรู้
บทที่8 จิตวิยาแนะแนวและการใช้คำปรึกษา
บทที่9 กรณีศึกษา
บทที่ 1 4
ความรู้เบื้องต้นสำหรับครู
ความหมายของจิตวิทยาสำหรับ 5
ครู
จิตวิทยาการศึกษา หมายถึง วิชาที่เกี่ยวกับปัญหาทางจิตวิทยาที่
เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตลอดจนศึกษาธรรมชาติและกระบวนการศึกษา
เรียนรู้เพื่ อนำหลักเกณฑ์ทางจิตวิทยาที่ได้รับจากการศึกษามาใช้ในการ
เรียนการสอนให้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพ ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของ
นักเรียนในสภาพของการจัดการเรียนการสอน โดยมีเนื้อหาและระเบียบ
วิธีการส่วนของเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของการเรียนรู้และ
พัฒนาการ สภาวะของเด็กและสภาพแวดล้อมในโรงเรียน และประมวล
นำเนื้อหามาหาวิธีการจัดรูปแบบที่ทำให้ครูและผู้เกี่ยวข้องกับเด็ก
สามารถนำไปใช้ได้
จุดมุ่งหมายของการศึกษาจิตวิทยาสำหรับครู
จุดมุ่งหมายของการศึกษาหาข้อความรู้ในจิตวิทยาสำหรับครูแบ่งออกได้เป็นข้อๆ ดังนี้
1. เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการเรียนการสอน
2. เพื่อศึกษาวิธีการและกระบวนการของการเรียนการสอนที่จะช่วยให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอน
ประสบผลสำเร็จในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. เพื่อศึกษาถึงปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดสภาพการศึกษา ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้
ตามจุดมุ่งหมายของการศึกษา
4. เพื่อศึกษาถึงวิธีการและกระบวนการในการจัดสภาพการศึกษา ให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมตามจุด
มุ่งหมายของการให้การศึกษา
6
ความสำคัญของจิตวิทยา
สำหรับครู
จิตวิทยาสามารถช่วยครูได้ในเรื่องต่อไปนี้
1. ช่วยครูให้รู้จักลักษณะนิสัยของนักเรียนที่ครูต้อง
สอน
2. ช่วยให้ครูมีความเข้าใจพัฒนาการทางบุคลิกภาพ
บางประการของนักเรียน
3. ช่วยให้ครูมีความเข้าใจในความแตกต่างระหว่าง
บุคคล
4. ช่วยให้ครูรู้วิธีจัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียนให้
เหมาะสมแก่วัยและขั้นพั ฒนาการของนักเรียน
5. ช่วยให้ครูทราบถึงตัวแปรต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการ
เรียนรู้ของนักเรียน
6. ช่วยครูในการเตรียมการสอนวางแผนการเรียน
7. ช่วยครูให้ทราบหลักการและทฤษฎีของการเรียนรู้ที่
นักจิตวิทยา ได้พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี
ป ประโยชน์ของจิตวิทยาสำหรับครู
ประโยชน์ของจิตวิทยาสำหรับครู มีดังนี้
จิตวิทยาการเรียนการสอนมีประโยชน์อย่างยิ่ง
ต่อการศึกษาทั้งในแง่การกำหนดเป้าหมายทางการศึกษา
การจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนและการบริหารงานการ
ศึกษา เพราะไม่ว่าจะเป็นนักการศึกษา นักพัฒนาหลักสูตร
นักบริหารการศึกษาหรือครู และที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการ
ศึกษา ล้วนจำเป็นต้องยึดหลักการและความรู้ที่ได้จากการ
ศึกษา ทอลองจิตวิทยาการเรียนการสอนไปใช้ในการทำงาน
ของตน ถ้าต้องการให้การดำเนินงานบรรลุเป้ามหายอย่าง
มีประสิทธิภาพ
ขอบข่ายของ 7
จิตวิทยาการศึกษา
1.จิตวิทยาทั่วไป (General Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมทั่วไปของมนุษย์การรับรู้ การเรียนรู้
อารมณ์ ความรู้สึก สติปัญญา ประสาทสัมผัส เป็นต้น จิตวิทยาสาขาพื้นฐานของการเรียนจิตวิทยาสาขา
อื่นต่อไป
2.จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับลำดับขั้นตอนของ
พัฒนาการเจริญเติบโตในแต่ละวัยต่างๆ ของมนุษย์ ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงวัยชรา
3.จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับบทบาทความสัมพันธ์และพฤติกรรมของ
บุคคลในกลุ่มสังคม ปฏิกิริยาตอบสนองของบุคคลที่อยู่รวมกัน เจตคติและความคิดเห็นของกลุ่มชน
4.จิตวิทยาการทดลอง (ExperimentalPsychology) ศึกษาเกี่ยวกับระบบประสาทและ
พฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ในห้องทดลอง
5.จิตวิทยาการแนะแนว(Guidance Psychology) นักจิตวิทยาแนะแนวทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ให้
แนวทาง และให้คำปรึกษาสถานศึกษากับนักเรียน นักศึกษา เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้มีปัญหาด้านการปรับ
ตัว ปัญหาการเรียน และปัญหาส่วนตัวอื่นๆ
6.จิตวิทยาคลีนิค (Clinical Psychology) นักจิตวิทยาคลินิกทำงานในโรงพยาบาลที่มีคนไข้
โรคจิต สถาบันเลี้ยงเด็กปัญญาอ่อน หรืออาจเปิดเป็นคลินิกส่วนตัวก็ได้
7.จิตวิทยาประยุกต์ (Applied Psychology) เป็นการนำหลักการทางจิตวิทยามาใช้ประโยชน์ใน
สาขาวิชาชีพต่างๆ เช่น ธุรกิจอุตสาหกรรม การแพทย์ การทหาร เป็นต้น
8.จิตวิทยาอุตสาหกรรม (Industrial Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำงาน
ผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการทำงาน แรรงจูงใจในการทำงาน การคัดเลือกคนงาน การประเมินผล
งาน
9.จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psychology) ศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับงานด้านการเรียนการ
สอน การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นวิชาที่สำคัญสำหรับครูและนักการศึกษา
10.จิตวิทยาการทดลอง (ExperimentalPsychology) มีการศึกษาโดยการทดลองกับมนุษย์และ
สัตว์ทั้งในสภาพแวดล้อมทั่วไปและในห้องปฏิบัติการ วิธีการศึกษาส่วนใหญ่ใช้การสังเกต
บทที่ 2 8
พฤติกรรมมนุษย์
ความหมาย ความหมายของพฤติกรรมมนุษย์ 9
ของ
พ ฤ ติ ก ร ร ม พฤติกรรม (Behavior) คือ กริยา
ม นุ ษ ย์ อ า ก า ร ที่ แ ส ด ง อ อ ก ห รื อ ป ฏิ กิ ริ ย า โ ต้ ต อ บ
เมื่อเผชิญกับสิ่งเร้า (Stimulus) หรือ
สถานการณ์ต่าง ๆ อาการแสดงออก
ต่าง ๆ เหล่านั้น อาจเป็นการเคลื่อนไหว
ที่สังเกตได้หรือวัดได้ เช่น การเดิน การ
พู ด การเขียน การคิด การเต้นของ
หัวใจ เป็นต้น ส่วนสิ่งเร้าที่มากระทบแล้ว
ก่ อ ใ ห้ เ กิ ด พ ฤ ติ ก ร ร ม ก็ อ า จ จ ะ เ ป็ น สิ่ ง เ ร้ า
ภายใน (Internal Stimulus) และสิ่ง
เร้าภายนอก (External Stimulus)
STRENGTH | หน้า 3
พฤติกรรมแบ่งได้เป็น 2 ประเภท 10
1. พฤติกรรมเปิดเผยหรือพฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) เป็น
พฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมา ทำให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นได้ สังเกตได้
เช่น การเดิน การหัวเราะ การพู ด ฯลฯ
2. พฤติกรรมปกปิดหรือพฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) เป็น
พฤติกรรมที่บุคคลแสดงแล้ว แต่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นได้ สังเกตได้
โดยตรงจนกว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้บอกหรือแสดงบางอย่างเพื่ อให้คนอื่นรับ
รู้ได้ เช่น ความคิด อารมณ์ การรับรู้
11
การศึกษาเกี่ยวกับ
การเกิดของ
พฤติกรรมมนุษย์
การศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของพฤติกรรมมนุษย์
มนุษย์ได้พยายามที่จะศึกษาการเกิดพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยตนเอง เพื่อ
ประโยชน์ในการที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปด้วยดี และมีความสุข
จึงทำให้เกิดมีความเชื่อหลักการและทฤษฎีต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย จาก
บรรดาผู้รู้และนักการศึกษาทั้งหลายที่พยายามหาหลักเกณฑ์มาเพื่ ออธิบาย
พฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งสามารถรวบรวมทัศนะต่างๆ เป็นหมวดหมู่ได้ 3
ประเภท
1. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวของมนุษย์
2. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อม
3. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในตัวมนุษย์ และสิ่ง
แวดล้อม
12
พฤติกรรมตามแนวคิดจิตวิทยา
1. การติดต่อ 2. การขัดแย้ง
สื่อสาร
6. การร่วมมือ 3. การแข่งขัน
สนับสนุนซึ่งกันและ
กัน
5. การผสมผสาน 4. การประนีประนอมผล
กลมกลืนเข้าหากัน ประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน
นักจิตวิทยาเชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ส่วนใหญ่จะประพฤติปฏิบัติตามแบบแผนของกฏ
ระเบียบหรือวิธีการ ที่มีอยู่ในสังคม รวมทั้งวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมนั้น ๆ ซึ่งมนุษย์
ย่อมเข้าใจในสถานภาพ และบทบาทตามที่กลุ่มสังคมคาดหวังดังนั้นพฤติกรรมมนุษย์
อาจจะเกิดขึ้นได้ในรูปแบบต่าง ๆ
13
การพั ฒนาพฤติกรรมของมนุษย์
การพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญด้านต่าง ๆ 6
ประการ คือ
1. การเรียนรู้ (LEARNING)
2. ค่านิยม (VALUE)
3. บรรทัดฐานของสังคม (NORMS)
4. ทัศนคติ (ATTITUDE)
5. ความเชื่อ (BELIEF)
6. การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (SOCIAL INTERSACTION)
สรุป 14
ต้ อ น รั บ
จิตวิทยาคือวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ โดยอาศัย
การสังเกต หรือการใช้เครื่องมือช่วยในการศึกษาพฤติกรรม และจิตวิทยาเป็น
ศาสตร์หนึ่งของการศึกษาพฤติกรรมของ มนุษย์ ซึ่งเหมาะสมในการน าหลักการและ
ทฤษฎีทางด้านจิตวิทยามาประยุกต์เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการท า ความเข้าใจ
พฤติกรรมของตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการในการพัฒนา
ตนเอง แก้ไข พัฒนา และปรับปรุงตนเองเพื่อการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและด า
เนินชีวิตได้อย่างมีความสุข และเพื่อทำ ความเข้าใจในพฤติกรรมของมนุษย์จ าเป็น
ต้องเรียนรู้ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ ความหมายของ พฤติกรรม
ประเภทของพฤติกรรม ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมภายในกับพฤติกรรมภายนอก
จุดมุ่งหมายของ การศึกษาพฤติกรรม ความส าคัญของการศึกษาพฤติกรรม การ
ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ วิธีการศึกษา พฤติกรรมมนุษย์ และลักษณะพฤติกรรม
มนุษย์ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้สามารถเข้าใจพื้นฐานความรู้ เบื้องต้นเกี่ยว
กับพฤติกรรมมนุษย์ เพื่อเตรียมเข้าใจในเนื้อหาในบทเรียนต่อไป และนอกจากนี้การ
เกิดพฤติกรรมของมนุษย์แต่ละคนเป็นผลมาจากการผสมผสานของ ปัจจัยพื้นฐาน
และองค์ประกอบต่างๆในตัวของมนุษย์ จากนั้นถูกหล่อหลอมด้วยสิ่งแวดล้อมและ
ประสบการณ์ ต่างๆ ปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ประกอบด้วย
ปัจจัยพื้นฐานทางชีววิทยา สังคมวิทยา จริยธรรม และจิตวิทยา ส าหรับองค์
ประกอบของพฤติกรรมนั้นประกอบด้วย การรับรู้ สติปัญญา การคิด การ เรียนรู้
เจตคติ อารมณ์และแรงจูงใจ
15
บทที่ 3 ปรัชญาแนวคิดจิตวิทยา
ต้ อ น รั บ 16
แนวคิดของนักทฤษฏีทางด้านจิตวิทยาการศึกษา
Lefrancois (1972) ได้กล่าวถึง จิตวิทยา กับ การศึกษา ไว้ดังนี้
จิตวิทยา เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการปรับตัวของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมทฤษฎีพัฒนาการ
ทฤษฎีทางบุคลิกภาพของบุคคลในระดับอายุต่างๆตั้งแต่ก่อนวัยทารกคือหลังจากมีปฏิสนธิ
สู่วัยทารกวัยเด็ก วัยรุ่นตอนต้นตอนปลาย วัยผู้ใหญ่และวัยชราที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล
รอบข้างล้วนแต่เป็นเรื่องของการปรับตัวทั้งสิ้นการศึกษา การศึกษานั้นเป็นเรื่องของการ
สร้างคนเพื่ อพั ฒนาไปสู่สิ่งที่ดีงามและเปลี่ยนแปลงสถานะภาพทางสังคมได้จิตวิทยาจะช่วย
บุคคลในเรื่องของการปรับตัวเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุขตามอัตภาพทำอย่างไรที่
จะช่วยให้เด็กและบุคคลสามารถปรับตัวที่จะอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันได้อย่างพอดีจิตวิทยากับ
การศึกษา จึงเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาสาระทั้งสองสาขาวิชาที่บูรณาการเข้าด้วยกันทั้งภาค
ทฤษฎีและภาคปฏิบัติการทดลอง
John B. Watson กล่าวว่า จิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม
Crow & Crow เห็นจิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และความ
สัมพั นธ์ระหว่างมนุษย์
Good คิดว่า จิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการปรับตัวของอินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตเพื่อให้
เข้ากับสิ่งแวดล้อม
Hilgard กล่าวว่า จิตวิทยา หมายถึง ศาสตร์ที่ศึกษาถึงพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์อื่นๆ
William James ให้ทัศนะว่าจิตวิทยาเป็นวิชาที่ว่าด้วยกิริยาอาการมนุษย์
กล่าวโดยสรุป คือ จิตวิทยาได้เปลี่ยนเป็นศาสตร์ที่ หมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม
ทั้งภายในและภายนอก (Behavior) ของมนุษย์ (Psychology is the science of
behavior)
17
ความหมายของปรัชญาการศึกษา
ความหมายของปรัชญาการศึกษา ปรัชญาและการศึกษามีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างยิ่ง เพราะมี
การประยุกต์หลักปรัชญามาใช้ในการ ศึกษา เรียกว่าปรัชญาการศึกษา มีผู้ให้ความหมายของ
ปรัชญาการศึกษาไว้ดังต่อไปนี้ จิตรกรตั้งเกษมสุข(2525:22) ได้ให้ความหมายของปรัชญาการ
ศึกษาเอาไว้ว่า ปรัชญาการศึกษา คือการนำเอาเนื้อหาและวิธีการของปรัชญามาประยุกต์ใช้ในการ
จัดการศึกษา โดยจะอาศัยประโยชน์จาก เนื้อหาและวิธีการของปรัชญาในการกำหนดแผนอย่างมี
ระบบและอย่างสมเหตุสมผล ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม-ธันวาคม 2558 343
วารสารมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด Kneller (1971:2) ได้ให้ความหมาย
ของปรัชญาการศึกษาเอาไว้ว่า ปรัชญาการศึกษาคือผลจาก การแสวงหาความเข้าใจเกี่ยวกับการ
ศึกษาอย่างชัดเจน แปลความหมายการศึกษาให้สามารถนำไปใช้เป็น แนวทางในการกำหนดจุดมุ่ง
หมายและนโยบายทางการศึกษาได้ Lucus (1970 :136) ได้ให้ความหมายของปรัชญาการศึกษาเอา
ไว้ว่า ปรัชญาการศึกษา หมายถึง ความคิด ความเชื่อ หรือทักษะเกี่ยวกับการศึกษาที่โรงเรียนและ
บุคลากรที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาใช้เป็น แนวทางปฏิบัติในการพัฒนาผู้เรียน ดังนั้นสรุปได้ว่า
ปรัชญาการศึกษาคือการนำเอาหลักการความคิดความเชื่อผลจากการแสวงหา ความเข้าใจเกี่ยวกับ
การศึกษาที่ชัดเจน หรือการนำเอาทักษะเกี่ยวกับการศึกษามาดัดแปลงให้เป็นระบบใหม่ เพื่อ
ประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ในการจัดการศึกษา
0 6 | ท่ อ ง เ ที่ ย ว 18
แนวคิดและความสำคัญจิตวิทยา
ความสำคัญของจิตวิทยา ความสำคัญของวิชา
จิตวิทยา อาจพิจารณาเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
1. เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ตลอด
จนพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์สังคมและ เชาว์
ปัญญา
2. เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจพฤติกรรมต่างๆ ของ
ตนเองและผู้อื่น
3. เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำ ความรู้ทางจิตวทิยาไป
ใช้แก้ปัญหาของตนเอง
4. เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ทางจิตวิทยาไป
ใช้ในการปรับตัว เข้ากับ สังคมได้อย่างมี ความสุข
และไม่ทำ ให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน
5. เพื่อให้นักศึกษามีความตระหนักถึงความสำคัญ
ของจิตวิทยาและการนำจิตวิทยาไป และสามารถ
ประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพและ
การทำงานต่างๆ ได้อย่างเป็นสุข
0 6 | ท่ อ ง เ ที่ ย ว 19
ความสำคัญจิตวิทยาสำหรับครู
ความสำคัญของจิตวิทยาการศึกษา
จิตวิทยามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่างกว้างขวาง ผู้
ศึกษาจิตวิทยาสามารถได้รับประโยชน์ดังต่อไปนี้
1.ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของ
มนุษย์ เช่น ความต้องการ การแก้ปัญหา การปรับตัว อารมณ์
และความรู่สึกในสถานการณ์ต่างๆ
2.ช่วยในการแก้ปัญหาทางจิต รู้จักวิธีรักษาสุขภาพ
จิตได้ดี สามารถเอาชนะปมด้อยต่างๆ รู้วิธีแก้ปัญหาและปรับ
ตัวอย่างเหมาะสม ขจัดความขัดแย้งในใจได้และความวิตก
กังวลได้
3.สามารถเข้าใจ ตัดสินใจ และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
กับบุคคลในสังคม
4.ช่วยในการวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสม
20
ทฤษฎีของนักจิตวิทยา
21
ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์ไดร์
1. กฎแห่งการฝึกหัดหรือการกระทำซ้ำ (The Law of Exercise
or Repetition) ชี้ให้เห็นว่า การกระทำซ้ำหรือการฝึกหัดนี้ หากได้
ทำบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ จะทำให้การกระทำนั้น ๆ ถูกต้องสมบูรณ์
และมั่นคง
2. กฎแห่งผล (The Law of Effect) เป็นกฎที่มีชื่อ
เสียงและได้รับความสนใจ
มากที่สุด ใจความสำคัญของกฎนี้ก็คือรางวัลหรือความสมหวัง จะ
ช่วยส่งเสริมการแสดงพฤติกรรม
นั้นมากขึ้น แต่การทำโทษหรือความผิดหวังจะลดอาการแสดง
พฤติกรรมนั้นลง
3. กฎแห่งความพร้อม (The Law of Readiness) กฎ
นี้หมายถึงความพร้อม
ของร่างกาย ในอันที่จะแสดงพฤติกรรมใด ๆ ออกมา
120 บาท
22
บทที่ 4 พัฒนาการของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
23
พัฒนาการ คือ
การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ เช่น ร่างกาย อารมณ์ สังคม
และสติปัญญาของบุคคลอย่างมีขั้นตอนและเป็นระเบียบ
แบบแผน โดยจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ เพื่อให้
บุคคลนั้นพร้อมจะแสดงความสามารถในการกระทำกิจกรรม
ใหม่ที่เหมาะสมกับวัย
การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอัน
เนื่องมาจากประสบการณ์เดิม ทำให้คน เผชิญกับ
สถานการณ์เดิมต่างไปจากเดิม เป็นการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมท้้งภายนอกและภายใน ลักษณะการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอาจเป็นได้ 4 ลักษณะ ได้แก่
การท าพฤติกรรมใหม่ การเลิกทำ การเพิ่มพฤติกรรมที่
เคยทา และการลดพฤติกรรมที่เคยทา พฤติกรรมใดที่ไม่
เปลี่ยนแปลงจึงไม่เรียกว่า เกิดการเรียนรู้ผลของการ
เรียนรู้จะก่อให้เกิดความรู้ (knowledge) ทักษะ (Skill)
และเจตคติ (Attitude)
องค์ประกอบพัฒนาการ
24
องค์ประกอบของพั ฒนาการ
วุฒิภาวะ (Maturation)
หมายถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดขึ้นถึง
ระดับการแสดงศักยภาพที่มีอยู่ภายในตัวเด็กแต่ละคนในระยะใดระยะ
หนึ่งที่กำหนดตามวิถีทางของธรรมชาติและนำมาซึ่งความสามารถทำ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เหมาะสมกับวัย ศักยภาพที่เด็กแสดงออกมาในเวลา
อันสมควรหรือที่เรียกว่าระดับวุฒิภาวะ(Maturation)ที่มีอยู่ในตัว
เด็กตั้งแต่กำเนิดและถูกกำหนดโดยพั นธุกรรมด้วยเหตุนี้ระดับวุฒิ
ภาวะของเด็กที่จะแสดงความสามารถอย่างเดียวกันอาจแสดงออก
มาในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้ เช่น โดยทั่วไปเด็กจะวาดรูปสี่เหลี่ยม
ตามแบบได้ ประมาณอายุ 4 ปี เด็กบางคนอาจจะทำได้เร็วหรือช้า
กว่าเกณฑ์นี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมการทำงานของ
กล้ามเนื้อมือและความสัมพันธ์ของมือและตา รวมทั้งทักษะการรับรู้
เกี่ยวกับรูปร่าง
0 6 | ท่ อ ง เ ที่ ย ว 25
ทฤษฎีพัฒนาการ
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของวีก็อตสกี วีก็อตสกี(Lev
Semannovick Vygotlsky 1896-1934) นักจิตวิทยาชาวรัสเซียให้
ความ คิดเห็นว่า สังคมและวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของ
เด็ก ซึ่งเป็นทัศนะที่แตกต่างไปจากเพียเจท์ ที่เชื่อว่า พัฒนาการของ
เด็กเกิดจากแรงจูงใจของเด็กที่มีความอยากรู้อยากเห็น อยากส
ารวจ สิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง วีก็อตสกี เรียกแนวคิดของเขาว่า
Sociocultural theory of development โดยได้แยกปัจจัยที่มี
อิทธิพลต่อพัฒนาการไว้ 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ ปัจจัยเกี่ยวกับ
ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social interaction) ปัจจัยด้านวัฒนธรรม
(Cultural) และปัจจัยด้านภาษา(Language)
26
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ
เพียเจต์
ทฤษฎีพั ฒนาการทางสติปัญญาของเพี ยเจต์
เพียเจต์ (Piaget) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่า
มีขั้นตอนหรือกระบวนการอย่างไร ทฤษฎีของเพียเจต์ตั้งอยู่บนรากฐานของ
ทั้งองค์ประกอบที่เป็นพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม เขาอธิบายว่า การเรียนรู้
ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัย
ต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น พัฒนาการเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะ
เร่งเด็กให้ข้ามจากพัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิด
ผลเสียแก่เด็ก แต่การจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่
เด็กกำลังจะพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไปอย่าง
รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เพียเจต์เน้นความสำคัญของการเข้าใจธรรมชาติและ
พัฒนาการของเด็กมากกว่าการกระตุ้นเด็กให้มีพัฒนาการเร็วขึ้น เพียเจต์
สรุปว่า พัฒนาการของเด็กสามารถอธิบายได้โดยลำดับระยะพัฒนาทาง
ชีววิทยาที่คงที่ แสดงให้ปรากฏโดยปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับสิ่งแวดล้อม
พัฒนาการของมนุษย์แต่ละช่วงวัย 27
วัยทารก เริ่มตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 2 ปี
วัยทารกเป็นวัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางรากฐานของชีวิต วัยนี้เริ่ม
ตั้งแต่คลอดออกจากครรภ์มารดาจนถึงประมาณ 2 ปีแรกของชีวิต หลังจากที่คลอด
ออกมาจากครรภ์มารดาแล้ว ทารกจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อจะ
ได้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้
พัฒนาการด้านร่างกาย วัยทารกจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างของ
ร่างกายและการรู้จักใช้อวัยวะต่างๆ อย่างรวดเร็ว ทางการเคลื่อนไหว การใช้กล้าม
เนื้อและประสาทสัมผัส ทารกที่อยู่ในช่วงนี้จึง ไม่ค่อยจะอยู่นิ่งชอบสำรวจสิ่ง
แวดล้อม
พัฒนาการทางสติปัญญา สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสติปัญญาในวัยนี้
ได้แก่ โอกาสที่เด็กจะได้เล่นเพราะการเล่นเป็นการส่งเสริมความเข้าใจสิ่งแวดล้อม
ความสามารถที่จะเข้าใจภาษาและใช้ภาษาที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจ พัฒนาการของกล้ามเนื้อ
และประสาทสัมผัส เพราะระยะนี้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยอาศัยกล้ามเนื้อและประสาท
สัมผัสเป็นสื่อเป็นส่วนใหญ่ การที่เด็กได้มีโอกาสจับ เห็น ได้ยิน สิ่งเหล่านี้จะช่วย
พั ฒนาสติปัญญาอย่างมาก
พัฒนาการทางอารมณ์ อารมณ์ของเด็กในวัยนี้จะเปลี่ยนแปลงง่ายรวดเร็ว
ขึ้นอยู่กับสิ่งเร้า อารมณ์โกรธมีมากกว่าอารมณ์อื่นๆ เพราะเป็นระยะที่เด็กพัฒนา
ความเป็นตัวของตัวเอง พยายามฝึกฝนตนเองเพื่อให้สามารถช่วยตนเอง อารมณ์
กลัวเกิดมากเป็นอันดับสองรองจากอารมณ์โกรธอารมณ์อยากรู้อยากเห็นเป็นอีก
อารมณ์หนึ่งที่มีค่อนข้างมากเกิดจากความต้องการรู้จักสิ่งแวดล้อม อารมณ์
ประเภทนี้มีประโยชน์ต่อการพัฒนาสติปัญญา ถ้าบิดามารดาส่งเสริมให้ถูกวิธีจะช่วย
ส่งเสริมการพั ฒนาทางด้านสติปัญญาได้
วัยเด็ก เริ่มตั้งแต่อายุ 2 – 12 ปี 28
แบ่งออกเป็น 2 ช่วงอายุ ได้แก่
1. วัยเด็กตอนต้นหรือระยะวัยเด็กก่อนเข้าโรงเรียน เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 2 ขวบ
จนถึง 6 ขวบ
พัฒนาการทางร่างกาย ในช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับ
ระยะวัยทารกสัดส่วนของร่างกายจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ฉะนั้นจึงเป็นระยะที่เหมาะ
ที่สุดที่จะฝึกได้เล่นกีฬาประเภทเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เหมาะกับกำลังของเด็ก ซึ่งจะ
ช่วยการเรียนรู้และพัฒนาพฤติกรรมด้านอารมณ์ สังคม และสติปัญญา
พัฒนาการทางอารมณ์ เด็กในวัยนี้จะมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายกว่าเด็กในวัย
ทารก ดื้อรั้นเอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ในระยะนี้เด็กโกรธง่ายเนื่องจากอยากเป็นตัวของ
ตัวเอง ความสำเร็จในการเป็นตัวของตัวเองได้สมใจ
2. วัยเด็กตอนต้นหรือระยะวัยเด็กก่อนเข้าโรงเรียน เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนถึง 12 ขวบ
พัฒนาการทางร่างกาย เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ในระหว่างนี้เป็นระยะที่เด็กหญิงโตเร็วกว่าเด็ก
ชายวัยเดียวกันในด้านความสูงและน้ำหนัก ลักษณะเช่นนี้ยังคงดำรงต่อไปจนกระทั่งย่างเข้าสู่ระยะวัย
รุ่นตอนปลาย เด็กชายจะโตทันเด็กหญิงและล้ำหน้าเด็กหญิง เด็กในวัยนี้ไม่ชอบอยู่นิ่งชอบเล่นและทำ
กิจกรรมต่างๆ
พัฒนาการทางสังคม มีลักษณะพัฒนาการทางสังคมที่เด่นชัด คือ เด็กเริ่มออกจากบ้านไปสู่
หน่วยสังคมอื่น จุดศูนย์กลางสังคมของเด็กคือโรงเรียน เด็กจะเรียนรู้บทบาทใหม่คือการเป็นสมาชิก
ของกลุ่มเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน เด็กจะได้รับการเรียนรู้ระเบียบกฎเกณฑ์ ความประพฤติที่ต้อง
ปฏิบัติในสังคม
พัฒนาการทางอารมณ์ เด็กรู้จักกลัวสิ่งที่สมเหตุสมผลมากกว่าวัยก่อน เพราะความสามารถ
ในการใช้เหตุผลของเด็กพัฒนาขึ้น มีความรู้สึกสงสารและเห็นอกเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกของบุคคลอื่น
มากขึ้น
พัฒนาการทางสติปัญญา เด็กวัยนี้สามารถคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น รู้จัก
ให้เหตุผลในการแก้ปัญหา รับผิดชอบและตัดสินใจได้ด้วยตนเองรับฟังคนอื่นมากขึ้น กระตือรือร้นใน
การแสวงหาความรู้ ชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เด็กวัยนี้จะสนใจในเรื่องของธรรมชาติ การท่องเที่ยว
สถานที่ต่างๆ โดยทั่วไปเด็กผู้ชายจะสนใจเรื่องการพิสูจน์ ทดลอง ส่วนเด็กผู้หญิงจะสนใจเรื่องการ
ทำอาหาร เย็บปักถักร้อย การอ่านหนังสือต่างๆ
29
วัยย่างเข้าสู่วัยรุ่น ปกติหญิงเฉลี่ยมีอายุ 12 ปี ชายเฉลี่ยมีอายุ 14 ปี
พัฒนาการทางร่างกาย เจริญเติบโตถึงขีดสมบูรณ์ (Maturation) เพื่อทำหน้าที่อย่างเต็มที่
โครงสร้างกระดูกแข็งแรงขึ้น การผลิตเซลล์สืบพันธุ์ในเด็กชาย การมีประจำเดือนของเด็กหญิง
สุขภาพโดยทั่วไปของเด็กในวัยนี้ดีกว่าวัยที่ผ่านมา
พัฒนาการทางสังคม เด็กให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมวัยมากกว่าในระยะเด็กตอนปลาย และ
ผูกพันกับเพื่อนในกลุ่มมากขึ้น กลุ่มของเด็กไม่มีเฉพาะเพื่อนเพศเดียวกันเท่านั้นแต่เริ่มมีเพื่อนต่าง
เพศ ระยะนี้จึงเริ่มต้นชีวิตกลุ่มที่แท้จริง (Gang Age) ส่วนสัมพันธภาพระหว่างเด็กชายเด็กหญิง
เปลี่ยนไปจากวัยเด็กต้อนปลาย เด็กชายและเด็กหญิงเริ่มสนใจซึ่งกันและกันและมีความพอใจในการ
พบปะสังสรรค์กัน ร่วมเล่น เรียน ทำงาน พู ดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
พัฒนาการทางอารมณ์ เด็กมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย สับสน อ่อนไหว เด็กแต่ละคนเริ่มแสดง
บุคลิกอารมณ์ประจำตัวออกมาให้ผู้อื่นทราบได้บ้างแล้ว เช่น อามรณ์ร้อน อารมณ์ขี้วิตกกังวล
อารมณ์อ่อนไหวง่าย เจ้าอารมณ์ ขี้อิจฉาฯลฯ เด็กสามารถรับรู้ลักษณะเด่นด้อยเกี่ยวกับตนเอง
พัฒนาการทางความคิด พัฒนาการทางความคิดของเด็กอายุประมาณ 11 ขวบขึ้นไป มีชื่อเรียกรวม
ว่า รู้คิดถูกระบบ (Formal operation)
วัยรุ่น ตั้งแต่อายุ 14 – 21 ปี
ลักษณะอารมณ์ ลักษณะของอารมณ์สืบเนื่องมาจากอารมณ์ของเด็กวัยแรกรุ่น จึงคล้ายคลึง
กันมาก
พฤติกรรมสังคม สังคมวัยรุ่นเป็นกลุ่มของเพื่อนร่วมวัย ประกอบด้วยเพื่อนทั้ง 2 เพศ เด็ก
รู้สึกปลอดโปร่ง สบายใจ ในการทำกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อนร่วมวัยมากกว่ากับเพื่อนต่างวัย
สัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมวัยถึงความเข้มข้นสูงสุดประมาณระยะตอนกลางของวัยรุ่น การคบเพื่อน
ร่วมวัยเป็นพฤติกรรมสังคมที่มีความสำคัญต่อจิตใจของวัยรุ่น แต่การคบเพื่อนก็ย่อมมีทั้งคุณและ
โทษ กลุ่มมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นถ้า คบเพื่อนไม่ดีก็อาจนำไปสู่พฤติกรรมที่เป็นปัญหาได้
การเลือกอาชีพ เด็กโตพอที่จะรู้ถึงความสำคัญของอาชีพ เช่น อาชีพนำมาซึ่งสถานทาง
เศรษฐกิจสังคม เป็นตัวบ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่แต่เด็กยังสับสนวุ่นวายใจเนื่องจากยังไม่รู้
จักตัวเองดีพอในด้านบุคลิกภาพ ความถนัด ความสนใจ
ความสนใจ ความสนใจมีขอบข่ายกว้างขวาง สนใจหลายอย่างแต่ไม่ลึกซึ้งมาก เพราะเด็กยังไม่
เข้าใจเรื่องตัวเอง ยังเป็นระยะลองผิดลองถูก
วัยผู้ใหญ่ ตั้งแต่อายุ 21 – 40 ปี 30
วัยผู้ใหญ่ตอนต้นเป็นระยะที่ความเจริญเติบโตทางการพัฒนาเต็มที่สมบูรณ์ อวัยวะทุกส่วน
ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั่วไปบุคคลมักมีกายแข็งแรง ในด้านอารมณ์นั้นผู้ที่จะเข้าถึงภาวะ
อารมณ์แบบผู้ใหญ่มีความคับข้องใจน้อย ควบคุมอามรณ์ได้ดีขึ้นมีความแน่ใจและมีความมั่นคงทาง
จิตใจดีกว่าในระยะวัยรุ่น ส่วนด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือลักษณะพัฒนาการทางสังคมนั้น ระยะนี้
การให้ความสัมพันธ์กับกลุ่ม (Peer Group) เริ่มลดน้อยลง เปลี่ยนมาสู่การมีสัมพันธภาพและ
ผูกพันกับเพื่อนต่างเพศแบบคู่ชีวิตจุดศูนย์กลางของสัมพันธภาพคือครอบครัว ส่วนผู้ใหญ่ที่ยัง
ไม่มีคู่ครองและครอบครัว ยังคงให้ความสำคัญ ต่อกลุ่มเพื่อนร่วมวัยแต่ความเข้มของความ
ผูกพั นและภักดีเริ่มลดน้อยลงจำนวนสมาชิกของกลุ่มมักจะน้อยลง
วัยกลางคน ตั้งแต่อายุ 40 – 60 ปี
สมรรถภาพทางกายเป็นไปในทางเสื่อมถอยการเปลี่ยนแปลงทางกายเช่นนี้ มีผลสัมพันธ์กับ
อารมณ์จิตใจและสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น ทั้งหญิงและชายวัยกลางคนต้องปรับตัวต่อสภาพเหล่า
นี้การปรับตัวที่สำคัญ เช่น การปรับตัวทางอาชีพ การปรับตัวในบทบาทของสามีภรรยา การปรับตัว
ต่อการตายของคู่สมรสและความเป็นหม้าย การปรับตัวในชีวิตทางเพศและการเปลี่ยนวัยของชาย
การปรับตัวต่อภาวะวิกฤติวัยกลางคนของหญิง ในด้านความสัมพันธ์ของคนกลางคนต่อบุตรนั้นก็
ต้องเปลี่ยนไป ระยะนี้คนวัยกลางคนมีความสัมพันธ์กับบุตรวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ เขย สะใภ้ วิธีสัมพันธ์
นั้นต้องมีลักษณะแตกต่างไปจากเมื่อลูกยังเป็นเด็กเล็ก แต่วิธีใดจะเหมาะสมนั้นแตกต่างกันไปใน
แต่ละบุคคลและครอบครัว คนวัยกลางคนต้องให้ความโอบอุ้มดูแลพ่อแม่ของตนซึ่งเข้าสู่วัยชรา
อารมณ์ประจำวัยมีหลายประการที่สำคัญ เช่น อารมณ์อยากกลับเป็นหนุ่มสาวอารมณ์เศร้าและ
ลักษณะอารมณ์ของหญิงกลางคนเมื่อหมดระดู คนวัยกลางคนควรมีกิจกรรมที่เป็นงานอดิเรกเพื่อ
ผ่อนคลายความตึงเครียดและเตรียมตัวเตรียมใจเพื่ อเข้าสู่วัยชราด้วยความสุขสงบในด้านต่างๆ
เช่น การดูแลรักษาสุขภาพ การจัดสวน เป็นต้น
วัยสูงอายุ ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป
วัยชราเป็นระยะสุดท้ายของชีวิตลักษณะพั ฒนาการในวัยชราตรงกันข้ามกับระยะวัยเด็กคือเป็น
ความเสื่อมโทรม (Deterioration) และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอมิใช่การเจริญงอกงาม วัยชราเป็น
ระยะสุดท้ายของพัฒนาการของคน วัยชรามีความเสื่อมทางร่างกายอย่างเห็นได้ชัดความเสื่อมดัง
กล่าวส่งผลกระทบต่องานอาชีพ ลักษณะอารมณ์ ลักษณะสัมพันธภาพกับบุคคลในครอบครัวใน
สังคม แม้เป็นระยะแห่งความเสื่อม แต่บุคคลก็อาจใช้ชีวิตวัยชราได้อย่างมีความสุขคือต้องมีการเตรี
ยมตัวเตรียมใจที่จะเผชิญกับความชรา รู้จักปรับตัวทางด้านร่างกาย อาชีพและสัมพันธภาพกับผู้อื่น
สังคมและครอบครัวจะมีส่วนช่วยให้ความสุขแก่คนชรา แม้ว่าคนชราจะไร้ความสามารถด้านพละ
กำลังแต่คนชรายังมีค่าต่อคนหนุ่มสาว เพราะมากไปด้วยประสบการณ์และบทเรียนชีวิต มนุษย์แต่ละ
คนควรตั้งความหวัง ความปรารถนาและเตรียมตัวเพื่อจะใช้ชีวิตยามบั้นปลายระยะวัยชราอย่างมี
ความสุข
บทที่ 5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ 31
32
การรับรู้(Perception) หมายถึง การที่มนุษย์นำข้อมูลที่ได้จากความรู้สึกสัมผัส
(Sensation) ซึ่งเป็นข้อมูลดิบ (Raw Data) จากประสาทสัมผัสทั้ง5 อันประกอบด้วย
ตา หู จมูก ลิ้น และกาย สัมผัสมาจำแนก แยกแยะ คัดเลือก วิเคราะห์ด้วยกระบวนการ
ทำงานของสมอง แล้วแปลสิ่งที่ได้ออกเป็น สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีความหมายเพื่อน าไปใช้ใน
การเรียนรู้ต่อไป
กระบวนการของการรับรู้ กระบวนการของการรับรู้จะต้องประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้ 1. มี
สิ่งเร้าที่จะรับเข้าสู่ร่างกายทางประสาทสัมผัสโดยผ่านอวัยวะรับสัมผัสทั้ง 5 2. ประสาทรับ
สัมผัส รับสิ่งเร้าเข้ามา ซึ่งประสาทสัมผัสและความรู้สึกสัมผัส เช่น หู ตา จมูก ลิ้น
ผิวหนัง จะต้องสมบูรณ์พอที่จะสัมผัสสิ่งเร้านั้น และส่งต่อไปยังสมองเพื่อแปลความ
หมาย
องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ การรับรู้ที่ดีขึ้นอยู่กับระบบประสาทสัมผัสและสภาวะ
จิตใจของแต่ละบุคคล ตลอดจนลักษณะ ของวัตถุที่เราจะรับรู้ดังนี้ 1. องค์ประกอบทาง
ด้านตัวบุคคล 2. องค์ประกอบของสิ่งเร้า 78 3. การรับรู้ผิดพลาด 4. การรับรู้ความ
คงที่ของวัตถ
33
สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งแวดล้อมทั้งกายภาพและไม่ใช่การภาพในสถานศึกษา และใน
ห้องเรียน ซึ่ง หมายรวมถึง เงื่อนไข สถานการณ์ หรือสภาพการที่มีผลต่อการเรียนรู้
แหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เอื้อต่อการสนับสนุน การเรียนรู้ และการนําาวิทยาการไปใช้ในการ
เรียนการสอน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน ผู้สอน ผู้ บริหาร
กระบวนการเรียนรู้ หมายถึง วิธีการเรียนของผู้เรียนแต่ละคนที่ได้รรับการยอมรับ รวม
ทั้งวิธีการแก้ปัญหา การ สร้างสรรค์ และการเรียนอย่างลึกซึ้ง การสร้างนิสัยในการเรียน
รู้อย่างสร้างสรรค์ โดยผ่านกระบวนการสอน และพัฒนา การเรียนรู้มากข้ึน
การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (LearningEnvironment) มีความหมายว่าส่ิงต่างๆ
สภาวะแวดล้อมที่อยู่ รอบ ๆ ตัวผู้เรียน ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ส่งผลต่อผู้เรียน
ทั้งทางบวกและทางลบ และมีผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเรียนรู้ของผู้
เรียน เช่น ห้องเรียนที่ถูกสุขลักษณะ มีสิ่งอํานวยความสะดวกที่มี คุณภาพเหมาะสมและ
สนับสนุนการเรียนรู้มีบรรยากาศในการเรียนที่ดีก็จะส่งผลทางบวกต่อผู้เรียนทําาให้ผู้เรียน
เรียนรู้อย่างมีความสุขมีความตั้งใจและกระตือรอืร้นในการเรียน
34
ความแตกต่างระหว่างบุคคล
นักจิตวิทยาและนักศึกษา จำแนกประเภทความแตกต่างระหว่างบุคคลไว้แตกต่าง
กัน
อารี พันธ์มณี (2539) แบ่งประเภทของความแตกต่างระหว่างบุคคลออก
เป็น 6 ประเภท คือ
1. ความแตกต่างทางด้านร่างกาย
2. ความแตกต่างทางด้านอารมณ์
3. ความแตกต่างทางด้านสังคม
4. ความแตกต่างทางด้านเพศ
5. ความแตกต่างทางด้านอายุ
6. ความแตกต่างทางด้านสติปัญญา
บ ท ที่ 6 35
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้
36
สรีรวิทยา (อังกฤษ: physiology) เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของ
ระบบต่าง ๆ ในสิ่งมีชีวิต ทั้งในด้านกลศาสตร์ ด้านกายภาพ และด้านชีวเคมี
สรีรวิทยาแบ่งออกเป็นสรีรวิทยาของพืชและสรีรวิทยาของสัตว์ แต่สรีรวิทยาทุก
สาขามีหลักการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาสิ่งมีชีวิตชนิดใด เช่น การศึกษา
สรีรวิทยาของเซลล์ยีสต์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการศึกษาเซลล์ของมนุษย์ได้
สาขาสรีรวิทยาของสัตว์นั้นหมายรวมถึงเครื่องมือและวิธีการศึกษาสรีรวิทยาของ
มนุษย์ซึ่งนำมาใช้ศึกษาในสัตว์ด้วย สาขาสรีรวิทยาของพืชก็สามารถใช้วิธีการศึกษา
เช่นเดียวกับสัตว์และมนุษย์ด้วยเช่นกัน
สาขาวิชาอื่น ๆ ที่ถือกำเนิดจากการศึกษาวิจัยทางสรีรวิทยา ได้แก่ ชีวเคมี ชีว
ฟิสิกส์ ชีวกลศาสตร์ และเภสัชวิทยา
สติปัญญา, การใช้ศักยภาพแห่งความฉลาดที่จะรู้ คิด รอบคอบ สำหรับ 37
วางแผนแก้ไขให้บรรลุตามความต้องการอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเป็นภาพ
ใหญ่กว่าความฉลาดที่คิดอย่างฉับไว มีปฏิภาณไหวพริบแก้ไข ซึ่งเรียกว่า
เชาวน์ปัญญา นั่นเอง
ความจำ ( อังกฤษ : memory ) เป็นกระบวนการที่ข้อมูลต่าง ๆ รับการเข้ารหัส การเก็บ
ไว้ และการค้นคืน เนื่องจากว่า ในระยะแรกนี้ ข้อมูลจากโลกภายนอกมากระทบกับ ประสาท
สัมผัส ต่าง ๆ (มีตาเป็นต้น) ในรูปแบบของ สิ่งเร้า เชิงเคมีหรือเชิงกายภาพ จึงต้องมีการ
เปลี่ยนข้อมูลไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็คือการเข้ารหัส เพื่อที่จะบันทึกข้อมูลไว้ในความจำได้
ระยะที่สองเป็นการเก็บข้อมูลนั้นไว้ ในสภาวะที่สามารถจะรักษาไว้ได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ส่วน
ระยะสุดท้ายเป็นการค้นคืนข้อมูลที่ได้เก็บเอาไว้ ซึ่งก็คือการสืบหาข้อมูลนั้นที่นำไปสู่การสำนึกรู้
ให้สังเกตว่า การค้นคืนความจำบางอย่างไม่ต้องอาศัยความพยายามภายใต้อำนาจจิตใจ
กระบวนการจำของมนุษย์ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 38
1. กระบวนการใส่รหัสข้อมูล (Encoding) เป็นกระบวนการประมวล และให้ความ
หมายกับสิ่งที่รับรู้ เพื่อที่จะสร้างตัวแทนของสิ่งนั้น ขึ้นมาเก็บไว้ใน ระบบความจำ
2. กระบวนการเก็บจำ (Storage) เป็นกระบวนการเก็บรักษาตัวแทนของ ข้อมูลที่
ได้รับมาให้อยู่ในหน่วยความจำ
3. กระบวนการนำข้อมูลออกมาจากระบบการจำ (Retrieval) เป็นการดึงข้อมูล ที่
ถูกใส่รหัสและเก็บอยู่ในหน่วยความจำออกมาใช้
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจำ
การที่ท่านหรือนักเรียนจะจดจำสิ่งที่ได้เรียนรู้ หรือมีประสบการณ์ ได้มากน้อยเพียง
ใดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ดังนี้
1. สติปัญญา.....การจำ จะเกี่ยวกับปัญญามาก โดยเฉพาะความเข้าใจทางด้านภาษา
แลความสามารถในการแก้ปัญหา คนที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาและความคิด
ริเริ่มต่างๆ ย่อมต้องเป็นผู้ที่มีความจำที่ดีด้วย
2. ปฏิกิริยาทางอารมณ์.....ซึ่งเกิดจากประสบการณ์แต่ละอย่าง จะมีผลต่อการจำ
ด้วย เช่น สิ่งที่ทำให้ดีใจสุดขีด หรือเป็นทุกข์แสนสาหัส ย่อมจะทำให้จำได้เป็นเวลา
นาน
3. ความสนใจ.....เรามีความสนใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมจดจำเรื่องนั้นได้ไม่มากนัก
สิ่งที่เราเห็นว่าปราศจากความสำคัญ ถ้าไม่สนใจ ก็จะทำให้ลืมเรื่องนั้นเร็วขึ้น
4. การฝึกฝน ถ้านักเรียนได้ฝึกฝนทบทวนในสิ่งที่เรียนอยู่เสมอ ก็จะทำให้สามารถ
จดจำสิ่งนั้นได้เป็นเวลานาน
บทที่ 7 39
จิ ต วิ ท ย า ก า ร เ รี ย น รู้
40
การเรียนรู้ หมายถึง การได้รับความรู้ พฤติกรรม ทักษะ คุณค่า หรือความพึงใจ ที่
เป็นสิ่งแปลกใหม่หรือปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ และอาจเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์
สารสนเทศชนิดต่าง ๆ ผู้ประมวลทักษะของการเรียนรู้เป็นได้ทั้งมนุษย์ สัตว์ และ
เครื่องจักรบางชนิด ความก้าวหน้าในการเรียนรู้เมื่อเทียบกับเวลามีแนวโน้มเป็นเส้น
โค้งแห่งการเรียนรู้ (learning curve)
การเรียนรู้ของมนุษย์อาจเกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของการศึกษา การพัฒนาส่วนบุคคล
การเรียนการสอน หรือการฝึกฝน การเรียนรู้อาจมีการยึดเป้าหมายและอาจมีความ
จูงใจเป็นตัวช่วย การศึกษาว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างไรเป็นส่วนหนึ่งของสาขา
วิชาประสาทจิตวิทยา (neuropsychology) จิตวิทยาการศึกษา (educational
psychology) ทฤษฎีการเรียนรู้ (learning theory) และศึกษาศาสตร์
(pedagogy) การเรียนรู้อาจทำให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ (habituation)
หรือการวางเงื่อนไขแบบดั้งเดิม (classical conditioning) ซึ่งพบในสัตว์หลาย
ชนิด หรือทำให้เกิดกิจกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างเช่นการเล่น ซึ่งพบได้เฉพาะใน
สัตว์ที่มีเชาวน์ปัญญา [1][2] การเรียนรู้อาจก่อให้เกิดความตระหนักอย่างมีสำนึก
หรือไม่มีสำนึกก็ได้
410 3 ต ะ ล อ น ทั ว ร์
ความสำคัญของการเรียนรู้
หัวใจของการเรียนรู้ที่ประกอบด้วยจุดประสงค์การเรียนรู้
กระบวนการเรียนรู้ และการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
ช่วยเสริมสร้างคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เกิดการ
เรียนรู้เชิงลึก รู้จริง รู้ชัด สามารถนำความรู้ ความคิดขั้นสูง
ทักษะ และคุณลักษณะ ไปใช้เรียนรู้ต่อยอดและทำประโยชน์
เพื่ อส่วนรวมต่อไป
42
ทฤษฎีการเรียนรู้
ทฤษฎีของการเรียนรู้มีหลายทฤษฎีแต่จะขอนำมา
กล่าวเพียง 3
ทฤษฎี คือ
1. ทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม
2. ทฤษฎีการเรียนรู้พุ ทธิปัญญานิยม
3. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุ ทธิปัญญา
43
1. ทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม ความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม
1.พฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นโดยการเรียนรู้และสามารถจะสังเกตได้
2.พฤติกรรมแต่ละชนิดเป็นผลรวมของการเรียนที่เป็นอิสระหลายอย่าง
3.แรงเสริม (Reinforcement) ช่วยทำให้พฤติกรรมเกิดขึ้นได้
ตัวอย่างทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม
1. ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning Theory) หรือ แบบ
สิ่งเร้า ผู้ค้นพบการเรียนรู้ลักษณะนี้คือ อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 1849–1936) นักสรีรวิทยา
ชาวรัสเซียที่มีชื่อเสียงมาก พาฟลอฟสนใจศึกษาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร โดยได้ทำการ-ทดลองกับ
สุนัข ระหว่างที่ทำการทดลอง พาฟลอฟสังเกตเห็นปรากฏการณ์บางอย่างคือ ในบางครั้งสุนัข
น้ำลายไหลโดยที่ยังไม่ได้รับอาหารเพียงแค่เห็น ผู้ทดลองที่เคยเป็นผู้ให้อาหารเดินเข้ามาในห้องนั้น
สุนัขก็น้ำลายไหลแล้ว จากปรากฏการณ์ดังกล่าวจุดประกาย ให้พาฟลอฟคิดรูปแบบการทดลองเพื่อ
หาสาเหตุให้ได้ว่า เพราะอะไรสุนัขจึงน้ำลายไหลทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับอาหาร พาฟลอฟเริ่มการทดลอง
โดยเจาะต่อมน้ำลายของสุนัขและต่อสายรับน้ำลายไหลออกสู่ขวดแก้วสำหรับวัดปริมาณน้ำลาย จาก
นั้นพาฟลอฟก็เริ่มการทดลองโดยก่อนที่จะให้อาหารแก่สุนัขจะต้องสั่นกระดิ่งก่อน (สั่นกระดิ่งแล้วทิ้ง
ไว้ประมาณ .25 –.50 วินาที) แล้วตามด้วยอาหาร (ผงเนื้อ) ทำอย่างนี้อยู่ 7–8 วัน จากนั้นให้เฉพาะ
แต่เสียงกระดิ่ง สุนัขก็ตอบสนองคือน้ำลายไหลปรากฏการณ์เช่นนี้เรียกว่าพฤติกรรมสุนัขถูกวาง
เงื่อนไขหรือเรียกว่าสุนัขเกิดการเรียนรู้การวางเงื่อนไขเบบคลาสสิก จากหลักการข้างต้นสามารถ
สรุปหลักการเรียนรู้ของพาฟลอฟ ดังนี้
การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค = สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข + สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข = การเรียนรู้
จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการทดลองของพาฟลอฟ สามารถสรุปออกมาเป็น
ทฤษฎีการเรียนรู้ และกฏการเรียนรู้ดังนี้
44
2. ทฤษฎีการเรียนรู้พุ ทธิปัญญานิยม (Constructivism) ทฤษฎี Constructivism มี
หลักการที่สำคัญว่า ในการเรียนรู้ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้กระทำ (active) และสร้างความรู้
ความเชื่อพื้นฐานของ Constructivism มีรากฐานมาจาก 2 แหล่ง คือจากทฤษฎี
พัฒนาการของพีอาเจต์ และวิก็อทสกี้ ทฤษฎี Constructivism จึงแบ่งออกเป็น 2
ทฤษฎี คือ
1. Cognitive Constructivism หมายถึงทฤษฎีการเรียนรู้พุ ทธิปัญญานิยม ที่มี
รากฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการของพีอาเจต์ ทฤษฎีนี้ถือว่าผู้เรียนเป็นผู้กระทำ
(active) และเป็นผู้สร้างความรู้ขึ้นในใจเอง ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีบทบาทในการก่อให้
เกิดความไม่สมดุลทางพุ ทธิปัญญาขึ้น เป็นเหตุให้ผู้เรียน ปรับความเข้าใจเดิมที่มีอยู่ให้
เข้ากับข้อมูลข่าวสารใหม่ จนกระทั่ง เกิดความสมดุลทางพุ ทธิปัญญา หรือเกิดความรู้
ใหม่ขึ้น
2. Social Constructivism เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการของวิก็อท
สกี้ ซึ่งถือว่าผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่น (ผู้ใหญ่หรือ
เพื่อน) ในขณะที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรืองาน ในสภาวะสังคม (Social
Context) ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญและขาดไม่ได้ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมทำให้ผู้เรียนสร้าง
ความรู้ด้วยการเปลี่ยนแปรความเข้าใจเดิมให้ถูกต้องหรือซับซ้อนกว้างขวางขึ้น
45
3. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุ ทธิปัญญา ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุ ทธิ
ปัญญา (Social Cognitive Learning Theory) เป็นทฤษฎีของศาสตราจารย์บันดูรา
แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford) ประเทศสหรัฐอเมริกา บันดูรามีความเชื่อ
ว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบ และ
เนื่องจากมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ (interact) กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวอยู่เสมอบัน
ดูราอธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมในสังคม ซึ่ง
ทั้งผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน
ความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ทางสั
งคมเชิงพุ ทธิปัญญา 1. บันดูรา ได้ให้ความ
สำคัญของการปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม และถือว่าการเรียนรู้ก็เป็นผล
ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม โดยผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อ
กันและกัน บันดูราได้ถือว่าทั้งบุคคลที่ต้องการจะ เรียนรู้และสิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุของ
พฤติกรรมและได้อธิบายการปฏิสัมพั นธ์
2. บันดูรา ได้ให้ความแตกต่างของการเรียนรู้ (Learning) และการกระทำ
(Performance) ว่าความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะคนอาจจะเรียนรู้อะไรหลายอย่าง
แต่ไม่กระทำ บันดูราได้สรุปว่า พฤติกรรมของมนุษย์อาจจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท
2.1 พฤติกรรมสนองตอบที่เกิดจากการเรียนรู้ ผู้ซึ่งแสดงออก หรือ กระทำสม่ำเสมอ
2.2 พฤติกรรมที่เรียนรู้แต่ไม่เคยแสดงออกหรือกระทำ 2.3 พฤติกรรมที่ไม่เคย
แสดงออกทางการกระทำ เพราะไม่เคยเรียนรู้จริง ๆ 3. บันดูรา ไม่เชื่อว่าพฤติกรรมที่
เกิดขึ้นจะคงตัวอยู่เสมอ
การนำหลัก 46
จิตวิทยาไปพั ฒนา
ศักยภาพครู
การประยุกต์ในด้านการเรียนการสอน
1. ตั้งวัตถุประสงค์ที่จะทำให้นักเรียนแสดงพฤติกรรม หรือเขียนวัตถุประสงค์เป็น
เชิงพฤติกรรม
2. ผู้สอนแสดงตัวอย่างของการกระทำหลายๆตัวอย่าง ซึ่งอาจจะเป็น คน การ์ตูน
ภาพยนตร์ วิดีโอ โทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ
3. ผู้สอนให้คำอธิบายควบคู่ไปกับการให้ตัวอย่างแต่ละครั้ง
4. ชี้แนะขั้นตอนการเรียนรู้โดยการสังเกตแก่นักเรียน เช่น แนะให้นักเรียนสนใจสิ่ง
เร้าที่ควรจะใส่ใจหรือเลือกใส่ใจ
5.จัดให้นักเรียนมีโอกาสที่จะแสดงพฤติกรรมเหมือนตัวแบบ เพื่อจะได้ดูว่านักเรียน
สามารถที่จะกระทำโดยการเลียนแบบหรือไม่ ถ้านักเรียนทำได้ไม่ถูกต้องอาจจะต้อง
แก้ไขวิธีการสอนหรืออาจจะแก้ไขที่ตัวผู้เรียนเอง
6.ให้แรงเสริมแก่นักเรียนที่สามารถเลียนแบบได้ถูกต้อง เพื่อจะให้นักเรียนมีแรงจูงใจ
ที่จะเรียนรู้และเป็นตัวอย่างแก่นักเรียน
47
บ ท ที่ 8 จิ ท วิ ท ย า ก า ร แ น ะ แ น ว แ ล ะ ใ ห้ คำ ป รึ ก ษ า
ความหมายและความสำคัญ 48
ของการแนะแนว
ปัจจุบันการแนะแนวได้เข้ามามีบทบาทในการศึกษามากขึ้น เนื่องจากการ
แนะแนวมีจุดมุ่งหมายและหลักการที่สอดคล้องหรือเหมือนกันกับจุดมุ่งหมาย
ของการศึกษา คือ การช่วยให้เยาวชนของชาติเป็นผู้ที่คิดเป็น ทำเป็นและแก้
ปัญหาเป็น โดยเน้นให้ผู้เรียนได้รับการส่งเสริมพัฒนา ในทุกๆ ด้านมุ่งสนอง
ความต้องการและความสนใจของผู้เรียนการที่วิชาการแนะแนวหรือจิตวิทยาการ
แนะแนว เข้ามามีบทบาทในการศึกษามากขึ้น เยาวชนเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อ
ประเทศชาติ และจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ซึ่งต้องรับผิดชอบประเทศชาติ
ต่อไป จึงสมควรได้รับการส่งเสริมพัฒนา ทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน
ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคมและจิตใจ เพื่อช่วยให้เยาวชนเหล่านั้น
สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลาได้
อย่างมีความสุข และเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติเป็นที่พึงประสงค์ของประเทศชาติ
ขอบข่ายของการจัดบริการแนะแนว
1. การ แนะแนวการศึกษาซึ่งมีขอบข่ายงานตั้งแต่ การสร้างเจตคติที่ดีต่อการ
เรียน การฝึกทักษะหรือเทคนิคการเรียนที่มีประสิทธิภาพ การวางแผนการเรียนที่
ดี การรู้ช่องทางการศึกษาและการเลือกทางศึกษาต่อ ตลอดทั้งการสร้างนิสัย
เรียนรู้ตลอดชีวิต
2.การแนะแนวศึกษาต่อ ด้านอาชีพ ซึ่งมีขอบข่ายงานตั้งแต่การสร้างเจตคติที่ดีต่อ
การทำงานและการ ประกอบ อาชีพ การสร้างความตระหนัก รับรู้เกี่ยวกับการ
เปลี่ยนแปลงของโลกอาชีพ การสำรวจอาชีพ การตัดสินใจ และวางแผนด้าน
อาชีพ การเตรียมตัวเพื่ออาชีพ การเข้าสู่อาชีพและการพัฒนาตนเองเพื่อความ
ก้าวหน้าใน อาชีพ ตลอดทั้งการปรับตนในการทำงาน การเปลี่ยนงานและ
เกษียณจากงาน
1. การ แนะแนวส่วนตัวและสังคมซึ่งมีขอบข่ายงานตั้งแต่การรู้จักชีวิตและสังคมที่
เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การรู้จักตนเองและรู้คุณค่าของตน การรู้จักปรับ
ตัวและแก้ปัญหา การพัฒนาตนเอง การฝึกทักษะชีวิตและทักษะทางสังคม เพื่อ
ให้บุคลิกภาพ สุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี
49
ความหมายและความสำคัญ
ของการให้คำปรึกษา
ความหมายของการให้การปรึกษา การให้การปรึกษา เป็นกระบวนการทีอาศัย สัมพันธภาพ
ทีดีระหว่างผู้ให้การปรึกษาและผู้รับ ู การปรึกษา ซึงผ้ให้การปรึกษาใช้ทักษะต่าง ๆ เพือ
ช่วยเหลือและเอืออํานวยให้ผ้รับการปรึกษาสํารวจ และทําความเข้าใจปัญหา สาเหตุ ของ
ปัญหา และ ความต้องการของตน ตลอดจนสามารถหาวิธีแก้ไข ปัญหาเหล่านันด้วย
ตนเอง
วัตถุประสงค์ของการให้การปรึกษา การให้การศึกษาเป็นกระบวนการที ช่วยให้ผู้รับการ
ปรึกษาสามารถรับผิดชอบต่อตนเองได้ ในด้านต่าง ๆ ดังนี
1.เข้าใจตนเองและเข้าใจปัญหาของตน ซึ่งจะก่อให้เกิดความตระหนักและมีแรงจูงใจใน
การแก้ปัญหา 2.มีความรู้และทักษะในการแก้ปัญหาและตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างเหมาะ
สมกับตน
3.ปรับเปลียนพฤติกรรมในทางที เหมาะสม โดยใช้ศักยภาพของตนในการเลือก และ ค้นหา
วิธีการที เหมาะสม
50
องค์ประกอบของการให้การปรึกษา
คุณสมบัติของผ้ให้การปรึกษา(counselor) ู
ผู้รับการปรึกษา(counselee/client) ู
ทักษะพืนฐานในการสือสาร(ฟัง ทวนความ สะท้อน ฯลฯ) กระบวนการให้การปรึกษาตามขันตอนต่างๆ
นโยบายของแต่ละสถานประกอบการ/แต่ละหน่วยงาน
ข้อควรระวังในการให้การปรึกษา
ผู้ให้การปรึกษาต้องเตรียมพร้อม รับฟังปัญหาได้ มีอารมณ์มั่นคงเผลอตัดสินใจให้ ใส่ใจ ให้กําลังใจและ
พึ งรักษาสัมพั นธภาพทีดีไว้
บางเรืองมีความจําเป็นต้องส่งต่อผ้เชียวชาญหรือ หน่วยงานทีเกียวข้อ
“กระบวนการในการให้การปรึกษา”
1) สร้างสัมพันธภาพและตกลงบริการ
2) สํารวจปัญหา,เข้าใจปัญหาและสาเหตุ ความต้องการ
4) ยุติบริการ
3) วางแผนการแก้ไขปัญหา
โดยสรุป การให้กําลังใจ “เป็นทักษะทีใช้ด้านจิตใจเพือช่วยให้ Cl. ได้พู ดหรือ
แสดง ความร้สึกออกมา และให้การแก้ปัญหาดําเนินต่อไปด้วยดี ู มักทําเมือ
Cl. ขาดความมันใจ วิตกกังวลมองดูตัวเองด้อยเกินกว่าที จะแก้ไขปัญหา
ซึงต้องอิงอย่บนศักยภาพของ Cl. ไม่ใช่มาจาก Co. หรือการปลอบใจทีใช้
ในสังคมทัวไป”