The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่ม 5 การศึกษาประสิทธิผลของการใช้สมุนไพรพอกเข่าในโรคเข่าเสื่อม...

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by medsiam2566, 2023-08-24 04:47:13

กลุ่ม 5 การศึกษาประสิทธิผลของการใช้สมุนไพรพอกเข่าในโรคเข่าเสื่อม...

กลุ่ม 5 การศึกษาประสิทธิผลของการใช้สมุนไพรพอกเข่าในโรคเข่าเสื่อม...

รายงานการวิจัย รายวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ชุมชน การศึกษาประสิทธิผลของการใช้สมุนไพรพอกเข่าในโรคเข่าข้อเสื่อม ของคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ในผ้ป่ วยชู ุมชนวัดแคนอกและผ้ป่ วยจังหวัดก าแพงเพชรู ที่มีอาการปวดข้อเข่า To study the effectiveness of herbal medicine knee brace in relieving pain in osteoarthritis patient in Watchaenok community in Nonthaburi province and Kamphaengphet province โดย นายรัชนาท แก้วอนันต์ รหัสนักศึกษา 5906300016 นาย ธีรภัทร มาลัย รหัสนักศึกษา 5906300048 นางสาวฉัตรา วงษ์จริต รหัสนักศึกษา 6006300047 นางสาวณัฏฐินี หวังคุณธรรม รหัสนักศึกษา 6106300006 เสนอ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์เฉลิม วราวิทย์ แพทย์หญิงสิริรัตน์ ลิมกุล นายแพทย์จีรศักดิ์ ศรีเจริญ อาจารย์ยุพา สุทธิมนัส นางสาวชมนวรรณ วิรุณศรี ปี การศึกษา 2565 ศูนย์การแพทยศาสตร์ชั้นคลินิก โรงพยาบาลพระนั่งเหล้า คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


การศึกษาประสิทธิผลของการใช้สมุนไพรพอกเข่าในโรคเข่าข้อเสื่อม ของคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ในผ้ป่ วยชู ุมชนวัดแคนอกและผ้ป่ วยจังหวัดก าแพงเพชรู ที่มีอาการปวดข้อเข่า To study the effectiveness of herbal medicine knee brace in relieving pain in osteoarthritis patient in Watchaenok community in Nonthaburi province and Kamphaengphet province โดย นายรัชนาท แก้วอนันต์ รหัสนักศึกษา 5906300016 นาย ธีรภัทร มาลัย รหัสนักศึกษา 5906300048 นางสาวฉัตรา วงษ์จริต รหัสนักศึกษา 6006300047 นางสาวณัฏฐินี หวังคุณธรรม รหัสนักศึกษา 6106300006 ปี การศึกษา 2565 ศูนย์การแพทยศาสตร์ชั้นคลินิก โรงพยาบาลพระนั่งเหล้า คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ก หัวข้อวิจัย การศึกษาประสิทธิผลของการใช้สมุนไพรพอกเข่าในโรคเข่าข้อเสื่อม ของคลินิก แพทย์แผนไทยโรงพยาบาลพระนังเกล้า ในผู้ป่ วยชุมชนวัดแคนอกและผู้ป่ วย ่ จังหวัดกาแพงเพชรที่มีอาการปวดข้อเข ่า ผ้ด าเนินการวิจัยูนายรัชนาท แกวอนันต์ ้และคณะ หน่วยงาน โรงพยาบาลพระนังเก่ ล้า คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม อาจารย์ที่ปรึกษา นายแพทย์จีรศักดิ์ ศรีเจริญ นางสาวชมนวรรณ วิรุณศรี ค าส าคัญ พอกเข่าสมุนไพร, ลดปวด, ข้อเขาอักเสบ ่ ปี พ.ศ. 2565 บทคัดย่อ ภูมิหลัง โรคข้อเข่าเสื่อม (osteoarthritis of knee) เป็ นโรคข้อที่พบบ่อยที่สุดของประชากรที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป เกิด จากการเปลี่ยนแปลงของความเสื่อมของกระดูกข้อเข่าจึงท าให้เกิดเป็ นอาการปวดบริเวณข้อเข่าขึ้นมา ซึ่งอาการ ปวดนี้สามารถใช้ยากลุ่ม NSAIDs ในการบรรเทาอาการได้แต่มักพบอาการไม่พึงประสงค์ซึ่งเกิดจากผลข้างเคียง ของยากลุ่มนี้ดังนั้นการรักษาโดยการพอกสมุนไพรบริเวณข้อเข่า สามารถน ามาประยุกต์ใช้เป็ นทางเลือกอีกทาง หนึ่งของผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ที่จะช่วยลดอาการปวดและช่วยให้ผู้ป่ วยสามารถด ารงชีวิตประจ าวันได้ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบประสิทธิผลระหว่างก่อนและหลังการใช้สมุนไพรพอกเข่าในคลินิกแพทย์ แผนไทยโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ชุมชนวัดแคนอก และผู้สูงอายุจังหวัดกาแพงเพชร ในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าอักเสบ วิธีด าเนินการวิจัย งานวิจัยนี้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามจากผู้ป่ วยที่มีโรคข้อเสื่อมที่มีอาการปวดในช่วงอายุ อายุ 50-90 ปีที่ได้รับการพอกเข่าสมุนไพรเปรียบเทียบกบกั ่อนการใช้สมุนไพรพอกเข่า ในคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ ชุมชนวัดแคนอก และผู้สูงอายุจังหวัดกาแพงเพชร จ านวน 40คน หลังจากเก็บรวบรวม ข้อมูลแล้วน ามาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติเพื่อสรุปผลการวิจัยต่อไป ผลการศึกษา การรักษาโดยการพอกเข่าสมุนไพรส่งผลต่ออาการปวดข้อเข่าของผู้ป่ วยที่มีโรคข้อเสื่อมที่มีอาการปวด อยางมีนัยส าคัญ 0.05 ่ สรุปผลการวิจัย ก่อนเข้ารับการรักษาโดยการพอกเข่าสมุนไพร กลุ่มตัวอยางมีผลการประเมิน ่อาการปวดอยู่ในระดับ ปานกลาง และหลังจากได้รับการรักษาโดยการพอกเข่าสมุนไพร กลุ่มตัวอยางมีผลการประเมินความ ่อาการปวด ลดลงอยางชัดเจน ่ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ข Research title To study the effectiveness of herbal medicine knee brace in relieving pain in osteoarthritis patient in Watchaenok community in Nonthaburi province and Kamphaengphet province Researcher นายรัชนาท แกวอนันต์ และคณะ ้ Organization Pranangklao Hospital,Faculty of Medicine, Siam University Project advisor นายแพทย์จีรศักดิ์ ศรีเจริญ นางสาวชมนวรรณ วิรุณศรี Keywords herbal knee wrap treatment, pain relieve, osteoarthritis Year 2022 ABSTRACT Background Osteoarthritis of the knee is the most common joint disease among people aged 55 years and over. It is caused by degenerative changes in the knee joints, causing knee pain. The pain can be treated with NSAIDs to alleviate symptoms. But there are often adverse reactions caused by side effects of this group of drugs. Therefore, treatment by applying herbal masks around the knee joints can be applied as an alternative for osteoarthritis patients that will reduce pain and help the patient to live a daily life. Objective To compare the efficacy between before and after knee wrap application in Thai traditional medicine clinic, Phranangklao Hospital in knee arthritis patients. Method The purpose of this research was to collect data by questionnaire among patients with osteoarthritis with pain in the age range of 50-80 years who received herbal knee wrap compared with before using herbal knee wrap. In the Thai traditional medicine clinic, Phra Nang Klao Hospital, 40 people after collecting the data were analyzed by a statistical package program to summarize the results of further research. Results Herbal Knee Wrap Treatment Affects Knee Pain in Osteoarthritis Patients with Pain, at a significance level of 0.05. Conclusion Before receiving treatment by herbal knee mask the subjects had a moderate level of pain assessment. And after being treated by herbal knee wraps the subjects had a clear decrease in pain assessment. ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ค กิตติกรรมประกาศ โครงการวิจัยฉบับนี้สามารถส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ด้วยการสนับสนุนของบุคคลหลาย ฝ่ าย ซึ่งผู้วิจัยขอกล่าวนามเพื่อแสดงความขอบคุณทุกท่านเป็ นอยางสูงไว้ ณ ที่นี ่้ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์ แพทย์จีรศักดิ์ และนางสาวชมนวรรณ วิรุณศรี อาจารย์ ที่ปรึกษา โครงการวิจัย ที่ได้สละเวลาให้ค าปรึกษา ค าแนะน า ความรู้ และ แนะแนวทางในการ ด าเนิ นงาน ทั้งยังช่วย ส่งเสริ มสนับสนุนในการเก็บข้อมูลแบบสอบถาม และผลักดันให้ โครงการวิจัยส าเร็จลุล่วงด้วยดี ขอกราบขอบพระคุณ ความกรุณาจาก อาจารย์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์เฉลิม วรา วิทย์ และ อาจารย์ยุพา สุทธิมนัส อาจารย์ผู้สอนวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ชุมชน และ อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมโครงการวิจัย ที่อนุมัติในการจัดท างานวิจัยตลอดจนให้ความรู้ ข้อมูลในการ ท างาน และให้ค าปรึ กษาในการจัด ท าโครงการวิจัย รวมถึงให้ข้อเสนอแนะ และช่วยแก้ไข ข้อบกพร่องในการท างาน จนส าเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยดี ขอบคุณกลุ่มงานการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือกโรงพยาบาลพระนั่ งเกล้า ชุมชนวัดแคนอก จังหวัดนนทบุรี ผู้สูงอายุจังหวัดกาแพงเพชร ที่อ านวยความสะดวกในการเก ็บ ข้อมูลที่ใช้ในโครงการวิจัย และขอบคุณ ผู้ตอบแบบสอบถามที่ให้ความร่วมมือเป็ นอยางดี ่ นายรัชนาท แกวอนันต์ ้ นายธีรภัทร มาลัย นางสาวฉัตรา วงษ์จริต นางสาวณัฏฐินี หวังคุณธรรม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ง สารบัญ หน้า บทคัดยอภาษาไทย ่ก บทคัดยอภาษาอังกฤษ ่ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ สารบัญภาพ ซ บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็ นมาและความส าคัญของปัญหา 1 ค าถามการวิจัย 5 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 6 สมมติฐานของการวิจัย 6 ขอบเขตของการวิจัย 6 ข้อตกลงเบื้ องต้น 9 ข้อจ ากดของการวิจัย ั 10 นิยามศัพท์เฉพาะ 10 ประโยชน์ที่คาดวาจะได้รับ ่ 11 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 12 เอกสารที่เกี่ยวข้องกบงานวิจัย ั 12 หลักการทฤษฎีที่รองรับหรือเกี่ยวข้อง 21 ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้ งต่างประเทศและภายในประเทศ 24 กรอบแนวคิดการวิจัย 29 บทที่3 วิธีด าเนินการวิจัย 31 วิธีด าเนินการวิจัย 31 ประชากรและกลุ่มตัวอยาง่ 32 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 33 การเก็บรวบรวมข้อมูล 33 การวิเคราะห์และการน าเสนอข้อมูล 34 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


จ สารบัญ หน้า บทที่ 4ผลการวิจัย 35 ตอนที่1 ข้อมูลทัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ่ 35 ตอนที่2 ข้อมูลเกี่ ยวกบการประเมินระดับความรุนแรงของโรคข้อเข ั ่าเสื่อม 40 ตอนที่3 ข้อมูลผลการประเมินก่อนและหลังท าการทดลองพอกเข่าสมุนไพร 47 บทที่5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 48 สรุปผลการวิจัย 48 อภิปรายผล 50 ข้อจ ากดในการศึกษา ั 50 ข้อเสนอแนะ 51 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 51 เอกสารอ้างอิง 52 ภาคผนวก 54 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 4.1 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามเพศ 35 4.2 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามระดับการศึกษา 35 4.3 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามสิทธิการรักษาพยาบาล 36 4.4 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามประวัติการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ 36 4.5 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามประวัติการสูบบุหรี่ 37 4.6 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามประวัติการแพ้ยาและอาหาร 37 4.7 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามอาชีพ 37 4.8 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามโรคประจ าตัว 38 4.9 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามยาที่รับประทานเป็ นประจ า 38 4.10 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามโรคข้อเข่าเสื่อม 39 4.11 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามกิจกรรมที่ปฏิบัติในแต่ละวัน 39 4.12 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามการออกกาลังกาย 39 4.13 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามอาหารที่ชอบรับประทาน 40 4.14 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามลักษณะอาการเจ็บปวดเข่า 40 4.15 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามปัญหาเรื่องเข่าในการท ากิจวัตร ประจ าวัน 41 4.16 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามปัญหาเรื่องเข่าเมื่อกาวขึ ้ ้นลงรถ หรือรถประจ าทาง 42 4.17 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามระยะเวลาในการเดินก่อนปวด 42 4.18 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามอาการหลังทานอาหารเสร็จแล้ว ลุกจากที่นัง่ 43 4.19 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามการเดินโยกตัว 43 4.20 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามความสามารถในการนังคุกเข่่า และลุกขึ้นยืน 44 4.21 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามอาการปวดเข่าช่วงเวลานอน 44 4.22 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามอาการปวดเข่าขณะท างาน 45 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ช สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 4.23 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามความรู้สึกวาเข่ ่าของท่าน ทรุดลงหรือหมดแรง 45 4.24 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามความสามารถในการเดินซื้อของ ด้วยตนเอง 46 4.25 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง่ จ าแนกตามความสามารถในการเดินลง บันได 46 4.26 แสดงผลการวิเคราะห์อาการปวดก่อนและหลังการทดลองพอกเข่าสมุนไพร 47 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


ซ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1.1 ความเสี่ยงในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหารส่วนบนของ NSAIDs ชนิดต่างๆ 3 2.1 ภาพแสดงชนิดของข้อเข่าเสื่อม 13 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


1 บทที่ 1 บทน า 1.1 ความเป็ นมาและความส าคัญของปัญหาที่ท าการวิจัย องค์การอนามัยโลก(WHO 2017) คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่ วยกระดูกและข้อเพิ่ มขึ้นเป็ น 570 ล้านคนในปี พ.ศ. 2563 โดยเฉพาะโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) ทัวโลก จะมีผู้ป่ วยโรคข้อและเข ่่า เสื่อม 1,700 และ 2,693 คนต่อประชากร 100,000 คน จากผลส ารวจพบวาสถิติผู้ป่ วยโรคกระดูกและ ่ ข้อในคนไทย พ.ศ. 2563 มีผู้ป่ วยโรคนี้ มากกว่า 6 ล้านคนโดยข้อที่เสื่ อมมากที่สุด คือ ข้อเข่า เนื่องจากข้อเข่าเป็ นข้อที่มีขนาด ใหญ่ และต้องรับน ้ าหนักของร่างกายโดยตรง ทั้งยังต้องท าหน้าที่ เคลื่อนไหวเกือบตลอดเวลา ท าให้ข้อเสื่อมได้ง่าย ท าให้ข้อเข่าเสื่อมเป็ นปัญหาเรื้อรังและเป็ นปัญหา ความทุพพลภาพในผู้สูงอายุ โรคข้อเสื่อมเป็ นโรคข้อที่พบบ่อยที่สุด พบประมาณร้อยละ 10 ของประชากรที่มีอายุเกิน 55 ปี และเป็ นต้นเหตุให้เกิดภาวะทุพพลภาพในผู้หญิงสูงอายุเป็ นอันดับต้นๆ จากการส ารวจใน ประเทศไทย พบโรคข้อเสื่อมมีความชุก 11.3-45.6 และจากการศึกษาโดยภาพรังสีข้อเข่าของคนอายุ 80 ปี ในต่างประเทศ พบความชุกของโรคนี้สูงถึงร้อยละ 50 (ส านักพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการ แพทย์ กระทรวงสาธารณสุข) โรคข้อเข่าเสื่อม (osteoarthritis of knee) เป็ นโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมของ ข้อเข่า ต าแหน่ง ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในโรคนี้ ได้แก่ กระดูกอ่อนผิวข้อ (articular cartilage) ในข้อชนิดมีเยื่อบุ (diarthrodial joint)มีการท าลายกระดูกอ่อนผิวข้อซึ่ งเกิดขึ้นช้าๆอย่าง ต่อเนื่อง ตามเวลาที่ผ่านไป มีการเปลี่ยนแปลงทาง ชีวเคมี ชีวกลวิธาน (biomechanical) และชีว สัณฐาน (biomorphology) ของกระดูกอ่อนผิวข้อ รวมถึงกระดูกบริเวณใกล้เคียง เช่น ขอบกระดูก ในข้อ (subchondral bone)หนาตัวขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงของน ้ าไขข้อ ท าให้คุณสมบัติการหล่อลื่น ลดลงโรคนี้ส่วนใหญ่พบใน ผู้สูงอายุมีลักษณะเวชกรรมที่ส าคัญ ได้แก่ ปวดข้อ ข้อฝื ด มีปุ่ มกระดูก งอกบริเวณข้อ การท างานของข้อเสียไป การเคลื่อน ไหวลดลง และหากกระบวนการนี้ด าเนินต่อไป จะมีผลท าให้ข้อผิดรูปและพิการในที่สุด (สมาคมรูมาติสซัมแห่่งประเทศไทย;2554) การบ าบัดรักษาในขั้นต้นสามารถท าได้ด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด แต่หากเป็ นต่อเนื่อง ท าให้ เกิดโรคข้อเสื่อมรุนแรง ช่องว่างผิวข้อหายไป และกระดูกอ่อนผิวข้อช ารุดไปหมด หรือ กระดูก ปลายข้อทรุดตัวท าให้เข่าโก่ งมากขึ้นหรือเข่าไม่มันคงซึ่งเป็ นข้อบ ่่งชี้ในการรักษาด้วยการผาตัด ่ ปัจจุบันวิธีการรักษาจะพัฒนาไปมากแล้วก็ตามแต่ยังไม่มีวิธีการใดที่รักษาเฉพาะเจาะจง ความปวด ส าหรับโรคข้อเข่าเสื่อมได้ มีเพียงแต่วิธีการรักษาที่มุ่งไปที่การระงับปวดการป้องกนหรือ ั ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


2 การฟื้นฟู สมรรถภาพการแก้ไขความพิการหรื อ คงไว้เพื่อปรับปรุ งระดับการใช้งานของข้อที่ เก ี่ยวข้อง (ชูศักดิ์ สุวรรณกุล,2538) โดยการบ าบัดรักษาด้วยการใช้ยา ได้แก่ ยาพาราเซตตามอลชนิด กิน,ยาทาเฉพาะที่ประเภท NSAIDs,ยากลุ่ม NSAIDs เมื่อผู้ป่ วยไม่ตอบสนองต่อยาพาราเซตตามอล ความปวดในผู้สูงอายุพบว่ามีอัตราสูง จากข้อมูลการศึกษาแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกาพบ ผู้สูงอายุ มีอาการรบกวนจากความปวดร้อยละ 50 และรายงานจากสถานดูแลผู้สูงอายุพบวาผู้สูงอายุ ่ มีประสบการณ์ความปวดร้อยละ 83 ถึง 93 งานวิจัยของไทยเกี่ ยวกบความปวดในผู้สูงอายุ พบความ ั ชุกของความปวด ร้อยละ 60 ความปวดจึงนับวาเป็ นปัญหาส าคัญที่พบในผู้สูงอายุ ประกอบก ่บการั ใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drugs: NSAIDs) เป็ นยาที่มี การใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติเนื่องจากเป็ นยาที่มีข้อบ่งใช้เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบ จากสาเหตุต่าง ๆ ซึ่งเป็ นอาการน าอาการส าคัญที่เป็ นเหตุผลให้ผู้ป่ วยเข้ารับบริการในสถานพยาบาล โดยเฉพาะในผู้ป่ วยสูงอายุซึ่งมักมีโรคที่เก ี่ยวข้องกบความปวด เช ั ่น ปวดข้อเข่าจากภาวะข้อเสื่อม หรือ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและเอ็นจากการที่มีกิจกรรม เคลื่อนไหวร่างกายลดลง แม้วา ่ NSAIDs จะมี ประโยชน์ในการบรรเทาความทุกข์ทรมานจากความปวดในผู้ป่ วยเหล่านี้แต่ก็มีความเสี่ยงจาก อาการไม่พึงประสงค์ของยากลุ่มนี้หลายประการซึ่ งอาจมีความชุกและอันตรายมากขึ้นในผู้ป่ วย สูงอายุ เช่น ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร ความเป็ นพิษต่อหัวใจและหลอดเลือด ความเป็ นพิษ ต่อไต และ อันตรกิริยากบยาอื่นที่ ั ผู้สูงอายุใช้อยู่ เป็ นประจ า บทความนี้จึงมีขึ้นเพื่อทบทวนองค์ ความรู้เกี่ ยวกบั เภสัชวิทยาของยาต้าน การอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ อาการไม่พึงประสงค์ที่ส าคัญ ของยากลุ่มนี้ และ แนวทางการเพิ่ มความปลอดภัยจาก การใช้ยากลุ่มนี้ในผู้สูงอายุ ในการช่วยระงับ จึงเป็ นแนวคิดของโครงการนี้ในการเป็ นส่วนหนึ่งในการแกไขปัญหาความปวดประเภทหนึ่งใน ้ ผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่พึงประสงค์ต่อระบบทางเดินอาหารเป็ นอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยที่สุดจากการ ใช้ NSAIDs โดยพบ รายงานอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาหารไม่ยอยหรือรู้สึกไม ่ ่สบายท้อง พบได้ บ่อยถึงร้อยละ 20 อยางไรก ่ ็ตามอาการที่ผู้ป่ วยให้ข้อมูลอาจ ไม่สัมพันธ์กบความรุนแรงของการเกั ิด แผลในทางเดินอาหาร ผู้ป่ วยบางรายอาจมีอาการปวดท้องรุนแรงแต่กลับไม่พบแผลในทางเดิน อาหารเมื่อได้รับตรวจวินิจฉัยโดยการ ส่องกล้อง ในขณะที่ผู้ป่ วยที่มีแผลเลือดออกในทางเดิน อาหารอาจไม่มีอาการปวดหรือไม่สบาย ท้องใด ๆ เลยก็เป็ นได้ การเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อ ระบบทางเดินอาหารสันนิษฐานได้วาเก่ ี่ยวข้องกบอยั างน้อย ่ 2 กลไกคือการ ยับยั้ ง COX-1 ซึ่งท าให้ กระบวนการป้องกนตั นเองของทางเดินอาหาร มีประสิทธิภาพลดลงร่วมกบคุณสมบัติทางเคมีของ ั ยาซึ่งท าให้เกิดการระคายเคืองได้โดยตรง ดังนั้นแม้การให้ NSAIDs โดยการฉีดหรือการทาผิวหนัง ซึ่งไม่ได้ผานทางเดินอาหารโดยตรงก ่ ็สามารถ พบอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหารได้ ดังนั้น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


3 จึงอาจสรุปได้ว่ากลไกหลักของการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ของ NSAIDs ต่อทางเดินอาหารเกิด จากการ ยับยั้ง COX-1 และน าไปสู่ความพยายามในการพัฒนายาที่เลือกยับยั้งเฉพาะ COX-2 (COXIBs) ขึ้นซึ่งพบวามีความปล ่ อดภัยต่อการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในผู้สูงอายุ ทางเดินอาหารมากขึ้นโดยเฉพาะในผู้ป่ วยที่ต้องใช้ยา NSAIDs ต่อเนื่องระยะยาว เช่น ในผู้ป่ วยข้อ เสื่อม และ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยส่งเสริ มให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อระบบทางเดินอาหารจาก NSAIDs ได้แก่ สูงอายุ การติดเชื้อ Helicobacter pylori การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาที่มีผลระคาย เคืองทางเดินอาหาร เช่น corticosteroids การใช้ NSAIDs ขนาดสูง และ การใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs มากกว่าหนึ่งชนิดร่วมกน เมื่อเปรียบเทียบระหว ั ่าง NSAIDs ด้วยกนจะพบวั ่า ibuprofen มี อาการ ข้างเคียงต่อทางเดินอาหารน้อยกว่ายาอื่น ในขณะที่ indomethacin, naproxen และ piroxicam มี อุบัติการณ์ของอาการไม่ พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหารค่อนข้างมาก (รูปที่ 1.1) การใช้ยาต้านการ แข็งตัวของเลือด (anticoagulant) ร่วมด้วยพบว่าเพิ่ ม โอกาสเกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร มากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกบผู้ป่ วยที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือ ั NSAIDs อย่างใด อย่าง หนึ่งโดยสันนิษฐานวาเป็ นผลจากอันตรก ่ ิริยาระหวางยาทั ่้งสองกลุ่มท าให้มีค่า INR เพิ่ มขึ้นอยางมี ่ นัยส าคัญทางคลินิก (บทความการใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในผู้สูงอายุ ภาควิชาเภสัช กรรมปฏิบัติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) รูปที่1.1ความเสี่ยงในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหารส่วนบนของ NSAIDs ชนิดต่างๆ การป้องกนอาการไม ั ่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหารจาก NSAIDs สามารถด าเนินการได้ อย่างน้อย 4 แนวทาง ได้แก่1) การให้ยาที่ลดความเป็ นกรดในทางเดินอาหารเช่น proton pump ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


4 inhibitors (PPIs) ร่วมกับยา NSAIDs 2) การให้ misoprostol ซึ่ งเป็ น analog ของ prostaglandin ที่ ลดลงจากการใช้ NSAIDs 3) การเปลี่ยนจาก NSAIDs ไปใช้ COXIBs แทน 4) การเปลี่ยนจาก NSAIDs ไปใช้ยาทาเฉพาะที่แทน อยางไรก ่ ็ตามกลับพบวาทางเลือกทั ่้ ง 4 แนวทางที่กล่าวมานี้ต่างก็ มีข้อจ ากดในบา ั งสถานการณ์แตกต่างกน นอกจากนี ั้ยังมีข้อกงวลในความปลอดภัยต ั ่อระบบร่างกาย อื่นโดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือดซึ่ง จากประวัติการใช้พบวามียาที่ ่ เป็ นสมาชิกของ COXIBs คือ rofecoxib ถูกถอนออกจากการ จ าหน่ายใน ท้องตลาดเนื่องจากสาเหตุที่กล่าวมานี้ ดังนั้นทางเลือกในการป้องกันอาการไม่พึง ประสงค์ต่อทางเดินอาหาร ที่อาจถือได้วาเหมาะสมก่ บสถานการณ์ของประเทศไทย จึงเป็ นการใช้ ั ยา PPIs ร่วมกบ ั NSAIDs ซึ่งนอกจากจะมีประสิทธิภาพดีและมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (costeffectiveness) อย่างไรก็ตามการใช้ PPIs ควร เป็ นไปอย่างสมเหตุผลเนื่องจากการใช้ PPIsเป็ นการ เพิ่ มความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ป่ วยอีกหลาย ประการ เช่นเพิ่ มโอกาสเกิดโรคไตเรื้อรัง (ความเสี่ยง เพิ่ มขึ้นร้อยละ 10-20) เพิ่ มโอกาสเกิดกระดูกหัก (ความเสี่ยงเพิ่ มขึ้นร้อยละ 30-40) เพิ่ มโอกาสเกิด ภาวะสมองเสื่อม (ความเสี่ยงเพิ่ มขึ้นร้อยละ 4-80) เพิ่ มโอกาสขาดสารอาหารบางชนิด (ความเสี่ยง เพิ่ มขึ้นร้อยละ 60-70) และ เพิ่ มโอกาสติดเชื้อ ในทางเดินอาหาร (ความเสี่ยงเพิ่ มขึ้นร้อยละ 0-60) ส าหรับการใช้ NSAIDs ชนิดยาทาเฉพาะที่พบวา มีประสิทธิภาพใกล้เคียงก ่ บยารับประทานในการ ั บรรเทาปวดจากข้อเสื่อมแต่มีปริมาณยาที่ถูกดูดซึมต่างจึงมี ความปลอดภัยจากอาการไม่พึงประสงค์ มากกวาการใช้ ่ NSAIDs ชนิดรับประทาน แม้วาการใช้ยา ่ PPIs ร่วมกบั NSAIDsจะช่วยลดโอกาส และความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดิน อาหารส่วนบน ได้ดังกล่าวไปข้างต้น แต่ใน ความเป็ นจริงแล้วพบวาการใช้ยา ่ PPIs ร่วมกบ ั NSAIDs ไม่สามารถป้องกนอาการไม ั ่พึงประสงค์ต่อ ทางเดินอาหารส่วนล่างได้และมีข้อมูลบางการศึกษาพบวา การเก่ ิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดิน อาหารส่วนล่างจากยา NSAIDsมีอุบัติการณ์เพิ่ มขึ้นสอดคล้องกับความนิยมในการใช้ยา PPIs ร่วมกบ ั NSAIDs ที่เพิ่ มขึ้นเช่นกน สันนิษฐานว ั าเป็ นเพราะการเก ่ ิด อาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดิน อาหารส่วนล่างจาก NSAIDs ไม่เก ี่ยวข้องกบการเปลี่ยนแปลงของ ความเป็ นกรด ั -ด่างในล าไส้ โดยตรง จึงไม่ได้ประโยชน์จากการลดความเป็ นกรดจากยา PPIs25 แต่ในทางกลับกนการใช้ยา ั PPIs อาจมีผลรบกวนสมดุลของจุลินทรีย์ในล าไส้และท าให้มีน ้ าดีใน ล าไส้เพิ่ มขึ้นจึงทาให้เกิดการ ท าลายเยื่อบุของผนังลาไส้จาก NSAIDs ได้มากขึ้น อาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหารส่วนล่าง สามารถพบได้ในผู้ป่ วยที่ใช้ COXIBs เช่นกนแตั ่มีอุบัติการณ์ต ่ากวา ่ NSAIDs จากการศึกษาลักษณะ เยื่อบุในทางเดินอาหารส่วนล่างด้วย capsule endoscopy พบว่าการใช้ celecoxib มีผลท าลายเยื่อบุ ผนังล าไส้น้อยกว่าการใช้ ibuprofen หรือ naproxen ร่วมกบ ั omeprazole (บทความการใช้ยาต้าน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


5 อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในผู้สูงอายุ ภาควิชาเภสัชกรรมปฏิบัติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย) ดังนั้นนับได้วาหากสามารถใช้ยาที่ช ่ ่วยลดอาการปวดเฉพาะที่ตามหลักการแพทย์แผนไทย น่าจะเป็ นประโยชน์ในการบรรเทาความทุกข์ทรมานจากความปวด ลดอาการไม่พึงประสงค์จาก การใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และช่วยให้ผู้ป่ วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยโรคทางการแพทย์แผนไทยที่ส่งผลให้มีอาการปวด ขัด ข้อบวม จัดอยู่ในโรคลมชนิด หนึ่ง คือ โรคลมจับโปงเข่า ซึ่ งหมายถึง โรคลมที่ท าให้ข้อต่อหลวม มีน ้าในข้อ ขัดในข้อ อาจเกิด จากอาหาร อากาศ พฤติกรรม การใช้งานเข่า มากเกินไป อุบัติเหตุ โรคอ้วน แบ่งออกเป็ น 2 ชนิด ได้แก่ จับโปงแห้งและ จับโปงน ้า โดยจับโปงแห้งเข่า คือ อาการปวดบวมเข่าเวลาเดินเปลี่ยน อิริยาบถ มีความร้อนรอบเข่าเล็กน้อย แต่จะมีภาวะเข่าติดนังยอง ๆ ไม ่่ได้ขณะเดินมีเสียงกรอบแก รบร่วมด้วย ส่วนจับโปงน ้ าเข่า คือ อาการปวดเข่า เวลาเดินเปลี่ยนอิริยาบถมีความร้อนรอบเข่าอยาง่ ชัดเจน และมีน ้ าในข้อเข่า ขณะที่บวมอักเสบจะมีความร้อน ขึ้นเสมอ พบวาการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทยในผู้ป่ วยโรคข้อเข ่ ่าเสื่อมด้วย “การพอกสมุนไพร” จะเป็ นทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ที่จะช่วยลดอาการปวดและช่วยให้ผู้ป่ วย สามารถด ารงชีวิตประจ าวันได้อย่างมีความสุข ซึ่ งผลการวิจัยที่ได้จะไปประยุกต์ใช้ ในการรักษา ผู้ป่ วยปวดเข่าต่อไปและลดการใช้ยาแกปวดที่มีผลต ้ ่อร่างกาย นอกจากนี้ยังเป็ นการลดภาวะแทรก ซ้อนจากการใช้ยา ลดค่าใช้จ่ายยาที่น าเข้ามาจากต่างประเทศและเป็ นการกระตุ้นให้เห็นถึงผลดีของ การรักษาทางการแพทย์แผนไทยในการรักษาผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม และโรคอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ และอาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อ ต่อไป 1.2.ค าถามงานวิจัย การใช้สมุนไพรพอกเข่าในคลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลพระนังเกล้าในในผู้ป่ วยโรคข้อเข ่่า อักเสบ (Osteoarthritis) ในชุมชนวัดแจ้ง มีประสิทธิผลในการลดการปวดเข่าในผู้สูงอายุที่เป็ นโรค ข้อเข่าอักเสบ ( Osteoarthritis) ได้มีประสิ ทธิภาพหรื อไม่อย่างไรเปรี ยบเทียบกับก่อนการใช้ สมุนไพร ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


6 1.3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาประสิทธิผลหลังการใช้สมุนไพรพอกเข่าในคลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลพระ นังเกล้า ่ ผู้ป่ วยข้อเข่าเสื่อมในชุมชนวัดแคนอก จังหวัดนนทบุรี และ ผู้สูงอายุในจังหวัดกาแพงเพชร ในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าอักเสบ (Osteoarthritis) เปรียบเทียบกบกั ่อนการใช้สมุนไพรพอกเข่า ในการลด การปวดเข่าในผู้สูงอายุที่เป็ นโรคข้อเข่าอักเสบ (Osteoarthritis) 1.4. สมมุติฐานของการวิจัย เพื่อเป็ นการแสวงหาค าตอบของการวิจัย ผู้วิจัยจึงได้ตั้ งสมมติฐานการวิจัยครั้งนี้ คือ หลังการ รักษาด้วย “การใช้สมุนไพรพอกเข่าของคลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลพระนังเกล้าในผู้ป่ วย ่ โรคข้อเข่าอักเสบ ( Osteoarthritis) พบประสิทธิผลในการลดการปวดเข่าในผู้สูงอายุ ที่เป็ นโรคข้อ เข่าอักเสบ ( Osteoarthritis) ได้มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดอย่างมีนัยยะส าคัญเมื่อ เปรียบเทียบ กบกั ่อนการได้ใช้สมุนไพรพอกเข่า 1.5. ขอบเขตของการวิจัย 1.5.1 ขอบเขตประชากรกล่มตัวอย่างุ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ 1.1 ผู้ป่ วยที่มีอาการปวดเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีอายุ 50-90 ปีในคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ ผู้ป่ วยข้อเข่าเสื่อมในชุมชนวัดแคนอก จังหวัดนนทบุรี และ ผู้สูงอายุใน จังหวัดกาแพงเพชร จ านวน 40 คน ที่มีโรคข้อเข่าอักเสบ 1.2 ผู้ป่ วยที่สามารถอ่านออกเขียนได้ ตอบค าถามได้ 1.3 ผู้ป่ วยยินยอมให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอยางใช้วิธีการเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเลือกกลุ ่ ่มตัวอยางวิธีการสุ ่ ่ม ตัวอยางใช้วิธี ่ systematic random sampling โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อศึกษาผลของสมุนไพรพอกเข่าของคลินิกแพทย์ในผู้ป่ วยข้อเข่าอักเสบ ที่มีอาการปวดเข่า ช่วงอายุ 50-80 ปีในชุมชนวัดแจ้งในด้านการช่วยลดอาการปวดข้อเข่าในกลุ่ม ผู้ป่ วยอาสาสมัคร เปรียบเทียบกบการไม ั ่ใช้สมุนไพรพอกเข่าโดยการศึกษาครั้งนี้เป็ นแบบสอบถาม (questionnaire ) แบบ Prospective research แบบกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวทดสอบ ก่อน - หลัง (One ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


7 Group Before-After Design) โดยขั้ นแรกจ านวนผู้เข้าร่วมการทดลองที่ได้เซ็นต์ยินยอมเข้าร่วมการ ทดลองแล้ว จะต้องท าแบบสอบถามทั้งหมด 5 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1แบบสอบถามส่วนข้อมูลทัวไป ่ และ ส่วนข้อมูลเก ี่ ยวกบโรคข้อเข ั ่าเสื่อม, ส่วนที่ 2 ระดับปัญหา, ส่วนที่ 3 แบบสอบถามประเมิน ความรุนแรง ของโรคข้อเข่าเสื่อม (Oxford Knee Score), ส่วนที่ 4 แบบประเมินระดับความปวดข้อ เข่า ลักษณะเป็ นมาตรวัดความปวดแบบตัวเลข (Numerical Rating Scales:NRS) และแบบประเมิน อาการโรคข้อเข่าเสื่ อมภาษาไทย(Womac index scale)ก่อนและหลังการได้รับการพอกเข่าด้วย สมุนไพรพอกเข่า ระยะเวลาเริ่มต้นที่เริ่มหายปวด ระยะเวลาจนกระทังหายปวด ระยะเวลาที่เริ ่ ่มรู้สึก เย็นและบรรเทา ในการศึกษาจะมีการก าหนดปั จจัยเสี่ ยง (exposure) และ สิ่งแทรกแซง ( Intervention) ซึ่งในงานวิจัยนี้จะให้กลุ่มตัวอย่าง ได้ expose กบสมุนไพรพอกเข ั ่าของคลินิกแพทย์ แผนไทยโรงพยาบาลพระนังเกล้าเปรียบเทียบก ่ บการไม ั ่ใช้สมุนไพรพอก เข่า กล่าวคือ แบ่งช่วง ระยะเวลาการ expose เป็ น หลังการ ได้รับการรักษาสมุนไพรพอกเข่าของคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลพระนังเกล้าและการไม ่่ใช้สมุนไพรพอกเข่า ซึ่ งจะท าการประเมินตามแบบสอบถาม ส่วนที่ 2-3 ภายหลังจบการทดลอง สมุนไพรประยุกต์ที่น ามาใช้พอกสมุนนั้นเป็ นสมุนไพรที่คลินิ กแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลพระนังเกล้า ซึ่งประกอบด้วยสมุนไพร ่ 8 ชนิด ได้แก่ ไพล มะขาม การบูร มะกรูด เกลือ เม็ด การบูรขมิ้ นชัน ตะไคร้ ส้มป่ อย น ามาพอกเข่าในบริเวณที่ปวดเพื่อลดอาการปวด ช่วยคลาย กล้ามเนื้อ เอ็น และ ข้อให้กบผู้ป่ วยที่มีอาการ ปวดเข ั ่า โดยให้ผู้ป่ วยประคบเข่าด้วยโคลน ครั้งละ 15 นาที และวัดระดับความเจ็บปวดเข่าของผู้ป่ วยก่อนและหลังรับการรักษา ใช้สเกลวัดระดับความ เจ็บปวด (NRS) และแบบประเมินอาการโรคข้อเข่าเสื่อมฉบับภาษาไทย(WOMAC index scale) ประกอบด้วยระดับความปวดข้อ อาการข้อฝื ดและความสามารถในการใช้งานข้อเข่ารวมทั้งศึกษา ข้อมูล อาการไม่พึงประสงค์จากการรักษา และน าผลที่ได้จากการทดลองโครงการมาเปรียบเทียบ ความแตกต่างของตัวแปรของกลุ่มทดลองในระยะก่อนและหลังการรักษาโดยใช้สถิติ Paired t-test กาหนดค ่าระดับนัยส าคัญทางสถิติไว้ที่ p≤0.05 1.5.2 ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง ตัวแปรต้น : ได้รับสมุนไพรพอกเข่า เปรียบเทียบกบไม ั ่ได้รับยาสมุนไพรพอกเข่า ตัวแปรอิสระ : เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ โรคประจ าตัว , กิจวัตรประจ าวัน พฤติกรรมการบริโภค พันธุกรรม ตัวแปรตาม : ระดับความเจ็บปวดก่อนและหลังการเข้าใช้สมุนไพรพอกเข่า ตัวแปรควบคุม: ผู้เข้าร่วมการวิจัยที่มีโรคข้อเข่าเสื่อม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


8 1.6 ระยะเวลาที่ท าการวิจัย3 เดือน ล าดับ รายการ ระยะเวลา ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. 1. คิดหัวข้อการ ท าวิจัย ร่าง โครงการวิจัย 2. เขียนโครง ร่างงานวิจัย ครอบคลุม บทน า และ เอกสารและ งานวิจัยที่ เก ี่ยวข้อง 3. ขอจริยธรรม การวิจัย และ ขอทุนการ วิจัย 4. วางแผน กิจกรรมใน โครงการวิจัย จัดเตรียม เอกสาร แบบสอบถาม ตามที่ระบุใน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


9 ล าดับ รายการ ระยะเวลา ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. โครงการ 5. เริ่มด าเนิน โครงการ 6. วัดผลและ ประเมินผล ระหวาง่ โครงการ 7. วัดและ ประเมินผล หลังจบ โครงการ 8. สรุปผล โครงการวิจัย 9. แกไขรูปเล ้ ่ม รายงาน 10. ส่งรายงาน การวิจัย 1.7 ข้อตกลงเบื้องต้น 1. กลุ่มตัวอยางตั ่้ งใจและเต็มใจในการให้ข้อมูลและให้ความร่วมมือในการวิจัยครั้งนี้ 2.ผู้ป่ วยที่ไม่มีอาการของข้อเข่าเสื่อมจะไม่ถูกน าเข้าในโครงการนี้ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


10 3.ผู้ป่ วยที่มีการแพ้สมุนไพรจะไม่ถูกน ามาเข้าร่วมโครงการนี้ 1.8 ข้อจ ากัดของการวิจัย 1. งานวิจัยมีกลุ่มเป้าหมายที่จ าเพาะ คือ ผู้ป่ วยที่มีอายุ 50-90 ปี ได้รับการวินิจฉัยเป็ นโรคข้อ เข่าเสื่อม และรักษาที่คลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลพระนั่ งเกล้า และคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ ผู้ป่ วยข้อเข่าเสื่อมในชุมชนวัดแคนอก จังหวัดนนทบุรี และ ผู้สูงอายุใน จังหวัดกาแพงเพชร 2. ผู้ที่จะลงพื้นที่ไปแจกแบบสอบถามต้องผานการอบรม เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในข้อ ่ ค าถามให้ตรงกนั 3.โรคประจ าตัวของผู้ป่ วยที่ส่งผลต่อการปวดข้อเข่า 4.การรักษาแผนปัจจุบันที่ผู้ป่ วยได้รับในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเดิมอยูแล้ว ที่ไม ่ ่ใช่ยาแก้ ปวดกลุ่ม NSAIDs 5.การออกกาลังกายข้อเข ่าของผู้ที่มีโรคข้อเข้าเสื่อมของผู้เข้าร่วมการทดลอง 1.9 นิยามศัพท์เฉพาะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยจึงได้กาหนดนิยามขอบเขต หรื อความหมายของ ค าศัพท์เฉพาะในการวิจัย ดังนี้ คลินิกแพทย์แผนไทย หมายถึง หน่วยงานที่ทางโรงพยาบาลพระนั่ งเกล้าจัดขึ้นเพื่อให้ บริการกบผู้มารับบริการด้านการแพทย์แผนไทย โดยวิธีการตรวจวินิจฉัย บ าบัดรักษา ป้องก ั นโรค ั และส่งเสริมสุขภาพ โดยกรรมวิธีทางการแพทย์แผนไทย อาทิเช่น การนวด การประคบสมุนไพร การอบสมุนไพร การเผายาสมุนไพร การสุมยาสุมไพร และการใช้ยาสมุนไพร ฯลฯ การพอกยาด้วยสมุนไพรคือ การน าสมุนไพรที่มีสรรพคุณกระจายเลือดลมบริเวณข้อ เพิ่ ม ไหลเวียนของเลือด ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ลดอาการบวม น ามาพอกบริเวณอวัยวะที่ ปวดเป็ นเวลา 15 –20 นาที ช่วยรักษาอาการปวดและการอักเสบ มีทั้ งยาฤทธิ์ร้อนและยาฤทธิ์เย็น ยา พอกสมุนไพรแก ปวดลดการอักเสบ เป็ นต ารับยาสมุนไพรไทยดั ้ ้งเดิม ที่แพทย์แผนไทยใช้ในการ รักษาผู้ป่ วย โดยใช้พอกตามบริ เวณข้อต่อ กระดูกของร่างกาย เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อไหล่ หรื อ บริเวณแนวกล้ามเนื้อ เพื่อลดอาการปวด บวม อักเสบ แต่ละสูตรจะมี ความแตกต่างกนออกไป ตาม ั ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


11 จุดมุ่งหมายของการใช้งาน ซึ่งสามารถลดการปวดและอักเสบ บวม แดง และไม่พบอาการแพ้ หรือ อาการข้างเคียงใดๆ จึงแสดงให้เห็นว่าการใช้ยาพอกสมุนไพรนั้นเป็ นอีกทางเลือกหนึ่ง เพื่อการ รักษาอาการปวดและอักเสบได้เป็ นอยางดี ่ อาการปวดข้อ หมายถึง ความรู้สึกไม่สุขสบายบริเวณข้อเข่าข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ งสองข้าง เป็ นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตามการรับรู้ของแต่ละบุคคล ประเมินได้โดยแบบประเมินอาการปวด แบบ NRS Scales เป็ นการประเมินความปวดด้วยตัวเลข โดยพยาบาลจะบอกผู้ป่ วยว่าถ้าผู้ป่ วยไม่ ปวดเลยแทนด้วยเลข 0 และปวดรุนแรงมาก แทนด้วยเลข 10 ผ้ป่ วยข้อเข่าเสื่อม ู หมายถึง ผู้ป่ วยที่เป็ นผู้ป่ วยคลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลพระนั่ ง เกล้าที่แพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็ นโรคข้อเข่าเสื่อมข้างใดข้างหนึ่ง หรือสองข้างโดยการซักประวัติ และการตรวจร่างกายพบวามีอาการปวดเข ่ ่า ร่วมกบมีเสียงดังผิดปกติในข้อเข ั ่าขณะเคลื่อนไหว 1.10 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.10.1 เพื่ออนุรักษ์สูตรต ารับสมุนไพรพื้ นบ้านให้อยูคู่ ่สังคมไทยสืบต่อไป 1.10.2 น าสมุนไพรที่มีในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สู งสุ ด เพื่อการพึ่งพาตนเอง ลดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาแกปวด และลดค ้ ่าใช้จ่ายในการใช้ยาแกปวดในชุมชน ้ 1.10.3 เพื่อเป็ นข้อมูล พื้นฐานส าหรับบุคลากรทางการแพทย์แผนไทยในการวางแผน รูปแบบการรักษาผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมและแนวทางการดูแลผู้ป่ วยข้อเข่าเสื่อมเพื่อชะลอความเสื่อม และความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมในคลินิกแพทย์แผนไทยต่อไป 1.10.4 เพื่อเป็ นทางเลือกในให้ผู้รับบริการในการรักษาพยาบาลด้านข้อเข่าเสื่อมต่อไป ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


12 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ความร้เกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อมู 2.1.1 ค าจ ากัดความ (definition) โรคข้อเสื่อม (osteoarthritis-OA) เป็ นโรคของข้อที่เกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนข้อต่อ (articular cartilage) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกระบวนการเสื่อมจะไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมและ อาจทวีความรุนแรงขึ้นตามล าดับ โดยพบการท าลายของกระดูกอ่อนผิวข้อ และกระดูกบริ เวณ ใกล้เคียง มีการเปลี่ยนแปลงของน ้ าไขข้อ ท าให้การหล่อลื่นลดลง มักพบในผู้สูงอายุ อาการของ เข่า เสื่อม คือ เริ่มแรกจะปวดตึงทั้ งด้านหน้าและด้านหลังของเข่า หรือบริเวณน่อง มีอาการปวด บวม แดง ร้อน ที่เข่าเพียงเล็กน้อย เมื่อเป็ นมากขึ้นจะปวดบริเวณเข่าเมื่อมีการเคลื่อนไหว ลุกนังหรือเดิน ่ ขึ้นบันไดล าบาก บางรายอาจจะมีสภาวะเข่าติด ขาโก่ง นังยองๆ ไม ่่ได้ เข่าผิดรูปขณะเดินจะมีเสียง ดังในข้อเข่า โดยมีลักษณะทางคลินิก ที่ส าคัญคือ 1. อาการปวดมีลักษณะปวดตื้อๆทัวๆทั่ ้งข้อเข่าไม่สามารถระบุต าแหน่งได้ชัดเจน มักปวด เรื้อรังอาจปวดมากขึ้นเมื่อมีการใช้งานหรือลงน ้ าหนักบนข้อเข่าและจะทุเลาเมื่อพักการใช้งาน ถ้า เสื่อมมากจะปวดตลอดเวลา แม้ในช่วงกลางคืนร่วมด้วย 2. ข้อฝื ด (stiffness) จะมีการฝื ดของข้อในช่วงเช้าหรือหลังจากการพักใช้ข้อนานๆ แต่มักไม่ เกิน 30 นาที 3. ข้อบวมและผิดรูปอาจพบขาโก่ง (Bow legs) หรือเข่าฉิ่ง (Knock Knee) ส่งผลด้านการ เคลื่อนไหว 4. มีเสียงดังกรอบแกรบ (Crepitus) ในข้อเวลาเคลื่อนไหว ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


13 รูปที่ 2.1 ภาพแสดงชนิดของข้อเข่าเสื่อม 2.1.2 ชนิดของข้อเข่าเสื่อม ข้อเสื่อม แบ่งเป็ น 2 ชนิดคือ (วรวิทย์ เลาห์เลนู, 2546) 1) ข้อเสื่อมปฐมภูมิ(Primary Osteoarthritis) คือ ข้อเสื่อมที่เกิดขึ้นเอง โดยยังไม่ ทราบ สาเหตุที่แท้จริง ซึ่งอาจมีหลายปัจจัยร่วม อาทิเช่น อายุ เพศ น ้ าหนัก เป็ นต้น 2) ข้อเสื่อมทุติยภูมิ(Secondary Osteoarthritis) คือ ข้อเข่าเสื่อมที่ทราบสาเหตุของ การ เกิด โรค เช่น เป็ นโรคข้อเข่าเสื่ อมเมื่อมีอาการอักเสบที่ข้อเข่า มีภาวะติดเชื้อที่ข้อเข่าท าให้มีการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกายในข้อเข่าจนกลายเป็ นโรคข้อเข่าเสื่อมในภายหลัง 2.1.3 พยาธิวิทยา กระดูกอ่อนข้อต่อมีการเปลี่ยนแปลงทาง 1) ชีวกลศาสตร์ (biomechanical) มีการสูญเสียคุณสมบัติในด้านการหดตัวเมื่อมีแรงกด (compressibility) และการยืดตัวเมื่อแรงกดหมดไป (elasticity) เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทาง โครงสร้างของกระดูกอ่อน เมื่อมีอายุมากขึ้น 2) ชีวเคมี (biochemical) ปริมาณและขนาดของ proteoglycan ลดลง ปริมาณน ้ ากระดูกอ่อน เพิ่ มขึ้นมีการสร้าง lysosomal proteases และ neutral metalloproteinases มากขึ้น (eg, stromelysin, collagenase, gelatinase) กระดูกอ่อนข้อต่อจะมีลักษณะเริ่มนุ่มกวาปกติ สีเปลี่ยนจากใสเป็ นสีเหลือง ่ มีการแตกของผิวข้อ ระยะต่อมากระดูกผิวข้อเริ่มบางลง กระดูกส่วนใต้ข้อต่อกระดูกอ่อนหนาตัว ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


14 ขึ้น (subchondralbone sclerosis) มีกระดูกงอกบริเวณขอบกระดูก (marginal osteophyte) มีผลให้ พิสัยการเคลื่อนไหวลดลง เกิดการตายของ subchondral bone เป็ นหยอมๆ่ (bone cyst formation) 2.1.4 สาเหตุของการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม สาเหตุของการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม (ธนวันต์ ศรีอมรรัตนกุล, 2548) เกิดขึ้นจาก 1) อายุ คือ เมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีการเสื่อมสลายของสาร Chondroitin sulphate ไม่สามารถ ยึด Collagen fiber ในกระดูกอ่อนบุข้อได้ ท าให้มีการหลั่ งสาร Enzyme ต่างๆ และท าให้ข้อเกิด ความผิดปกติ 2) เพศ คือ พบได้ทั้ ง 2 เพศ แต่ในข้อเสื่อมปฐมภูมิพบมากในผู้หญิง 3) การผิดรูปขาแต่กาเนิด ขาโก ่ง (Genu varum) จะเพิ่ มความดันในข้อเข่า และแรง ที่มา กระท าต่อข้อเข่าไม่สม ่าเสมอ จึงเกิดการท าลายของกระดูกอ่อนเพิ่ มมากขึ้น 4) การได้รับอันตรายต่อข้อเข่า เช่น กระดูกเข่าแตกหัก การเคลื่อนหลุดของข้อเข่า ที่เคยมี เลือดคังใ่ นข้อเข่า หรือ เคยมีการอักเสบของข้อเข่ามาก่อน 5) ฮอร์โมนและสารต่างๆในร่างกายพบวามักเก ่ ิดในหญิงวัยหมดประจ าเดือนหรือผู้ที่มีคลอ เลสเตอรอลสูง 6) สภาพอากาศ พบวาค่ นที่อยูใ่ นอากาศหนาวจะมีอุบัติการณ์เกิดโรคได้มากกวา่ 7) อาหาร พบวาในประเทศไซบีเรีย ่ (Siberia) มีการกินสารฟูซาเรีย (Fusaria) ที่พบ ในเมล็ด ข้าวเกรน (Grain) มีโอกาสเกิดโรคนี้มากขึ้น 8) พฤติกรรมที่ท าให้เกิดโรค เช่น การแสดงกิริยาท่าทางที่เพิ่ มแรงกดของเข่า ไม่วาจะเป็ น ่ กิริยาขณะท างาน หรือปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน การนังพับเพียบ การนั ่งคุกเข่่า นังยองความวิ่ตกกงวล ั ความเครียดทางอารมณ์ ความเหนื่อยล้า ท่านอน อิริยาบถต่างๆที่ไม่ถูกต้องเป็ นกิจวัตรประจ าวัน ท า ให้เกิดโรคได้ 2.1.5 อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมและอาการปวดข้อในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม จะแตกต่างกน ใน ั แต่ละบุคคล อาการของโรคขึ้นอยูก่ บพยาธิสภาพ และความรุนแรงในการด าเนินของโรค ซึ่งอาการ ั ของโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะด าเนินไปอยางช้าๆ มีลักษณะการเก ่ ิดเฉพาะที่ ไม่มีผลกระทบต่ออวัยวะ ในระบบอื่น เนื่องจากความรุ นแรงของโรคจะเป็ นแบบค่อยเป็ นค่อยไป เพราะพยาธิสภาพและ อาการแสดงทางคลินิกจะแตกต่างกนในแต ั ่ละคน ขึ้นอยู่กบการด าเนินของโรคและพยาธิสภาพที่ ั เปลี่ยนแปลงไป และความรุนแรงของโรคจะมีความสัมพันธ์ทางบวกกบความเจ็บปวด ส าหรับ ั ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


15 อาการปวดเป็ นกลไกการป้องกันของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงในบุคคล เพื่อให้ เกิดการกระท าที่ เหมาะสม ซึ่ งจะป้องกนมิให้เนื ั้อเยื่อถูกท าลายเพิ่ มขึ้น อาการปวดเป็ นประสบการณ์ การรับรู้ความ ไม่สุขสบายทั้ งร่างกายและอารมณ์ ซึ่งเกี่ ยวกบการกระทบกระเทือนหรือมีการๆท าลาย ของเนื ั้อเยื่อ ระดับความรุนแรงจะขึ้นกบแตั ่ละบุคคลและจะสัมพันธ์กบการแสดงออกให้บุคคลอื่น ทราบด้วย ั ค าพูด กิริยาท่าทาง และยังคงตราบอยู่เท่าที่บุคคลบอกว่ามีอาการปวดนอกจากนี้ยังขึ้นกบ ปัจจัย ั ความเชื่อวัฒนธรรม อารมณ์ และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สามารถประเมินอาการเจ็บปวดได้จาก ความรู้สึกของบุคคลนั้น (พะยอม สุวรรณ, 2543) การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ตาม American College of Rheumatology 1. มีอาการปวดเข่า 2. ภาพรังสีแสดงOsteophyte 3. มีข้อสนับสนุนดังต่อไปนี้(อายุเกิน50ปี/ข้อฝื ดแข็งในตอนเช้าประมาณ30นาที/มีเสียง กรอบแกร๊บขณะเคลื่อนไหว) การรักษา แบ่งออกเป็ น 3 วิธี 1. การรักษาทัวไป ให้คาแนะนาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ่ 2. การรักษาโดยการให้ยารับประทาน 2.1.6 ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม มีหลายประการดังนี้(วิภา งามสุทธิกุล, 2543) 1) วัย จากการศึกษา พบวาอายุมีความส าคัญต ่ ่อการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม โดยจะพบในกลุ่ม บุคคลที่มีอายุตั้งแต่45-50 ปี เพราะอายุที่เพิ่ มขึ้นจะท าให้กระดูกอ่อนผิวข้อมีความยืดหยุ่นลดลง รวมทั้ งการเสื่อมของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ยึดข้อเข่า ท าให้ข้อเข่าไม่มันคง ่ 2) เพศ จากการศึกษา พบวาเพศหญิงมักเป็ นโรคข้อเสื่อมที่ข้อเข ่ ่าและข้อมือเป็ นส่วนใหญ่ ส่วนเพศชาย พบวา เป็ นโรคข้อเสื่อมที่สะโพกมากกว ่ าที่อื่น มีรายงานการศึกษาในเพศหญิง พบว ่ ่า อัตราการเป็ นโรคข้อเข่าเสื่อมจะเพิ่ มขึ้นร้อยละ 20 ต่ออายุที่เพิ่ มมากขึ้นทุก 5 ปี และพบวาโ่รคข้อ เสื่อมในเพศหญิงมีอาการรุนแรงกวาเพศชายถึง ่ 2 เท่า เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน จะท า ให้เกิดข้อเสื่อมได้ง่ายกว่าปกติ และลักษณะของยีนส์ในโครโมโซม เพศหญิงส่งเสริมให้ข้อมีการ เสื่อม มากขึ้นปกติ 3) ดัชนีความหนาของร่างกาย เนื่องจากข้อเข่าเป็ นส่วนที่ต้องรับน ้ าหนักตัวทั้ งหมด โดยใน คนที่เดินปกติน ้าหนักจะลงที่ข้อเข่าประมาณ 2-3 เท่าของน ้ าหนักตัว และเมื่อใดที่มีแรงมากระทบ ต่อผิวข้อมากขึ้นจะท าให้มีการท าลายกระดูกอ่อนผิวข้อเพิ่ มขึ้น การประเมินวาข้อเข ่ ่าต้องรับน ้ าหนัก ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


16 มากหรือน้อยขึ้นอยูก่ บดัชนีความหนาของร ั ่างกาย ซึ่งค านวณได้จากน ้าหนักเป็ นกิโลกรัมหารด้วย ความสูงเป็ นเมตรยกกาลังสอง มีค ่าปกติอยู่ระหว่าง 18.5 -22.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร และถ้าค่าที่ ค านวณได้มากกว่าค่าปกติจัดว่าเป็ นบุคคลที่มีน ้าหนักเกิน ดังนั้นน ้าหนักตัวที่มากกว่าปกติจึงมี ความสัมพันธ์กบการเกั ิดโรคข้อเข่าเสื่อมอย่างยิ่ ง และจากการศึกษาในเพศหญิงที่มีน ้าหนักเกิน ตั้ งแต่ อายุ 20 ปี พบว่ามีโอกาสเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมเพิ่ มขึ้น โดยเพิ่ มขึ้นร้อยละ 30.0 ต่อน ้าหนักตัว เพิ่ มขึ้น ทุก 5 กิโลกรัม 4) ลักษณะงานและออกกาลังกาย แม้ว ่าจะไม่มีความชัดเจนการเกิดโรคมากนัก แต่จาก การศึกษาเกี่ ยวกบความสัมพันธ์ระหว ั างอาชีพก ่บการเกั ิดโรคข้อเข่าเสื่อมในคนที่มีอายุมากกวา ่ 55 ปี พบว่าอาชีพที่มีการนังก่ บพื ั้นหรือต้องคุกเข่ามากกว่าวันละ 30 นาที และอาชีพที่ต้องวิ่ งขึ้นลง บันไดมากกวาวันละ ่ 10 ขั้ น เป็ นสาเหตุส าคัญของการเกิดข้อเข่าเสื่อม นอกจากนี้นักกีฬาหรือนักวิ่ ง ก็ เป็ นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็ นโรคข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย ตัวอย่างอาชีพและกิจกรรมที่มีความเสี่ยง เช่น กรรมกรใช้แรงงาน การเต้นแอโรบิคและการเล่นฟุตบอล เป็ นต้น กิจกรรมดังกล่าวจัดเป็ นลักษณะ ของกิจกรรมที่ต้องใช้ข้อเข่ามาก ท าให้มีโอกาสเกิดการเสื่อมของข้อเข่าได้สูง 5) อิริยาบถในการใช้ข้อเข่า เช่น การเดินขึ้นลงในที่สูงชัน การนังคุกเข่่า การนังพับเพียบก ่บั พื้น การขึ้นลงบันได หรือการนังยองๆ เป็ นต้น อิริยาบถดังกล ่่าวท าให้ผิวกระดูกเกิดการเสียดสีกนั และเกิดการสึกหรอ ได้ง่าย 6) อุบัติเหตุ ในรายที่ได้รับอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บอย่างรุนแรงบริเวณข้อเข่า แล้วท าให้ เส้นเอ็น หรือหมอนรองข้อเข่าเกิดการฉีกขาด จะท าให้ข้อเข่าไม่มันคงแข็งแรง และเก ่ิดการหลวม คลอนได้ง่าย ส่งผลให้การรับและการกระจายน ้ าหนักผิดปกติไป 7) ความหนาแน่นของเนื้อกระดูก พบวามีความสัมพันธ์ทางบวกก ่บการเกั ิดโรคข้อเข่าเสื่อม โดยการท าให้เกิดความเครียดกดลงบนผิวกระดูกอ่อนหุ้มข้อ 8) มีโรคที่เกิดขึ้นกบข้อเข ั ่ามาก่อน ได้แก่ (1)โรคข้ออักเสบ เช่น โรคเก๊าท์ โรครูมาตอยด์ เป็ นต้น (2) โรคที่สืบทอดทางกรรมพันธุ์ เช่น โรคที่มีการสร้างฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต มากผิดปกติ (3) โรคที่อยูในกลุ ่ ่มที่มีความผิดปกติในการเผาผลาญของร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน เป็ น ต้น (4) ความผิดปกติของข้อเข่าแต่กาเนิดซึ่งส ่งผลต่อการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมในภายหลัง ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


17 2.1.7. แนวคิดทฤษฏีการแพทย์แผนไทย ความเชื่อเกี่ ยวกบสาเหตุที่ท าให้เก ั ิดความเจ็บไข้ได้ป่ วยใน มนุษย์ แบ่งได้เป็ น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้ 1) เชื่อวาความเจ็บป่ วยเก ่ ิดจากสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ได้แก่ ผีบรรพบุรุษ สิ่งที่มีอ านาจ เช่น ผี ป่ า ปี ศาจ ผี หรือสิ่งของที่ผู้อื่นเสกมากระทาโทษ เชื่อในเรื่องของเทพ เรื่องของพระเจ้าลงโทษ ผู้ท า ผิดจารีตประเพณี ความเชื่อนี้มีอยูโดยทั ่ วไปแตกต ่่างกนตามที่อยู ั และวัฒนธรรมของแต ่ ่ละท้องถิ่ น 2) เชื่อวาค่ วามเจ็บป่ วยเกิดจากธรรมชาติ ได้แก่ การเสียสมดุลของร่างกาย อันประกอบด้วย ธาตุทั้ ง 4 การเสียสมดุลของความร้อนความเย็น การเสียสมดุลของโครงสร้างร่างกาย 3) เชื่อวาความเจ็บป่ วยเก ่ ิดจากพลังจักรวาล ได้แก่ อิทธิพลของดวงดาวต่าง ๆ ซึ่งมีพลัง ที่ สร้างสรรค์ และพลังที่ทาลายสุขภาพ หากพลังใดมากกวาจะส่ ่งผลให้สุขภาพดีหรือร้ายไปตามนั้ น สาเหตุการเกิดโรคจากสมุฏฐานทั้ ง 5 ตามคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย ได้แก่ 1. ธาตุสมุฏฐาน หมายถึง ธาตุภายในร่างกายเป็ นเหตุแห่งการเกิดโรค คนแต่ละคนจะมี ธาตุ ประจ าตัวของตน เรี ยกว่า ธาตุเจ้าเรื อน ซึ่ งจะถูกก าหนดไว้อย่างแน่นอน นับตั้งแต่บุคคลนั้น ปฏิสนธิในครรภ์มารดา การพิจารณาวาบุคคลใดมีธาตุใดเป็ นธาตุ ่ เจ้าเรือน นอกจากจะพิจารณาธาตุ ใดเป็ นธาตุสมุฏฐานที่คิดจากเวลาปฏิสนธิแล้ว ยังสามารถพิจารณาได้จากธาตุเจ้าเรื อนตาม บุคลิกภาพ ซึ่งเป็ นลักษณะของธาตุที่แสดงออกถึงความเป็ นธาตุเจ้าเรือนของแต่ละบุคคลนั้นๆ ธาตุ สมุฏฐาน ซึ่ ง เป็ นองค์ประกอบของร่างกายโดยหลักประกอบด้วยธาตุทั้ ง 4 คือ ดิน น ้าลม และไฟ โดยมี องค์ประกอบ ดังนี้ ธาตุดิน หรือปถวีธาตุ หมายถึง ส่วนที่เป็ นอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย มีสภาพความเป็ น ของแข็ง มีรูปร่างจับต้องได้เป็ นลักษณะ อันได้แก่ อวัยวะต่างๆ ของร่างกายมีอยางน้อย ่ 20 ประการ ประกอบด้วย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อเอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ล าไส้ใหญ่ล าไส้เล็ก อาหารใหม่(ในกระเพาะอาหาร) อาหารเก่ า (ในล าไส้ใหญ่) และมันสมอง ธาตุ น ้า หรืออาโปธาตุ หมายถึง ส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีสภาพความเป็ นของเหลว ลื่นไหลได้ มี 12 ประการ ได้แก่ น ้ าดี เสมหะ เหงื่อ ไขมัน น ้ าตา เลือด น ้ าดี น ้ าลาย น ้ ามูก น ้ าไขข้อ น ้าปัสสาวะ น ้ า หนอง (น ้ าเหลือง) ธาตุลม หรือ วาโยธาตุ หมายถึง ลมที่มีอยูในร ่ ่างกาย มีสภาพที่ความพัดพา การน าพา การ เคลื่อนที่ มี 6 ประการ ได้แก่ ลมที่พัดขึ้นเบื้องบน ได้แก่ ลมมาจากการหาวเรอ ลมพัดลงเบื้องต ่า ได้แก่ ลมจากการผายลม ลมในท้อง ได้แก่ ลมที่พัดอยูนอกกระเพาะอาหาร และลมในลาไส้ ได้แก ่ ่ ลมที่พัดอยู่ในกระเพาะอาหาร และในล าไส้ ลมในสรรพางค์กาย ได้แก่ ลมที่อยูทั ่วร่่างกายและลม หายใจ เข้า -ออก ธาตุไฟ หรือ เตโชธาตุ หมายถึง ไฟที่มีความร้อนที่มีอยู่ในร่างกาย มี 4 ประการ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


18 คือไฟ ส าหรับยอยอาหารไฟที่ท าให้ร ่ ่างกายมี การอบอุ่นร่างกาย ไฟที่ท าให้แก่ชรา ไฟที่ท าให้ร้อน ระส ่าระส่าย 2.1.8 การประคบสมุนไพร ในปัจจุบัน มีการน าสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรคและดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากว่า สมุนไพรนั้น เป็ นส่วนที่ได้มาจากพืชหรือสัตว์ที่น ามาใช้เป็ นยาโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงการ ประคบสมุนไพร ในปัจจุบันมีการน าสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรคและดูแลรักษาสุขภาพ เนื่องจากว่า สมุนไพรนั้น เป็ นส่วนที่ได้มาจากพืชหรื อสัตว์ที่น ามาใช้เป็ นยาโดยที่ไม่มีการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารที่อยู่ภายใน จึงสามารถน ามาใช้ในการรักษาโรคและบ ารุงร่างกาย (พเยาว์ เหมือนวงษ์ญาติ,2537; วันดีกฤษณพนธ์,2539อ้างใน พยอมสุวรรณ , 2543) การประคบความร้อนด้วยสมุนไพรจัดเป็ นการประคบความร้อนด้วยความร้อนต้นแบบ ความร้อนชื้นโดยปกติแล้วการประคบด้วยความร้อนต้นมี 2 แบบ คือ 1) การประคบด้วยความร้อน ต้นแบบความร้อนชื้น เช่น การประคบร้อนด้วยลูกประคบสมุนไพร การประคบร้อนด้วยน ้ าอุ่น เป็ น ต้น 2)การประคบด้วยความร้อนต้นแบบความร้อนแห้งเช่นแผนประคบร้อนกระเป๋ าน ่ ้ าร้อน เป็นต้น ส าหรับการประคบความร้อนชื้นด้วยสมุนไพรหรือการใช้ลูกประคบสมุนไพร อาศัย หลัก การ ถ่ายเทความร้อนโดยวิธีการน าความร้อน (Conduction) มีผลท าให้อุณหภูมิบริเวณที่ได้รับ การ ประคบน ้าเพิ่ มขึ้น และยัง มีผลให้ความร้อนต่อโครงสร้างในระดับลึกลงไปโดยผ่านกลไกของ ปฏิกิริยาสะท้อน(Reflex) โดยให้ความร้อนสูงสุดอยูที่บริเวณผิ ่ ว หนังและสามารถท าให้โครงสร้าง ที่ระดับลึกประมาณ1-2เซนติเมตรจากผิวหนังอุณหภูมิเพิ่ มขึ้นได้เมื่อมีระยะเวลาการสัมผัสความ ร้อนนานประมาณ 15-30 นาที (Michlovitz, 1990 อ้างใน พยอม สุวรรณ, 2543) น ้ ามันหอมระเหยยังสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยการสูดดม เมื่อมีการ สูดดมกลิ่ นของน ้ ามัน หอมระเหยโมเลกุลของน ้ ามันหอมระเหยจะเข้าไปอยูภายในโพรงจมูกเซลล์ บุผิวที่ ่ บางของโพรง จมูกท าให้น ้ ามันหอมระเหยซึมผานเข้า สู ่ ่ระบบไหลเวียนโลหิตได้ง่ายและ รวดเร็ว อีกทั้ ง ยังพบวามี ่ โมเลกุลของน ้ ามันหอมระเหยลงไปตามทางเดินของปอดอีกด้วย เมื่อมีการ แลกเปลี่ยนก๊าซที่ถุงลม ปอด โมเลกุลของน ้ามันหอมระเหยจะซึมผ่านถุงลมปอดเข้าสู่กระแสเลือด และไหลเวียนไปทัว่ ร่างกายไปสู่บริเวณที่มีการปวดและการอักเสบ (Price & Price, 1995 อ้างใน พยอม สุวรรณ, 2543) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


19 2.1.9 ปัจจัยที่ผลต่อการซึมผ่านของตัวยาสมุนไพรทางผิวหนัง Vickers (1996 อ้างใน พยอม สุวรรณ, 2543) ได้กล่าวถึง ปัจจัยที่มีผลต่อการซึมผานของ ตัว ่ ยาสมุนไพรทางผิวหนังประกอบด้วย 1. พื้นที่ผิวบริเวณที่สัมผัส ตัวยาจะซึมผ่านเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังในปริมาณมาก ถ้ามี บริเวณผิวสัมผัสประมาณ 2 ตารางเมตรขึ้นไป ถ้าพื้ นที่ผิวสัมผัสมีขนาดเล็ก ปริมาณของตัวยาที่ ซึม ผานเข้าสู ่ ่ร่างกายก็จะน้อยลงตามไปด้วย 2. ความหนาของผิวหนังบริเวณฝ่ ามือและฝ่ าเท้าเป็ นบริเวณที่ผิวหนังมีความหนาและ ไม่มี ต่อมน ้ ามันซึมผานของน ่ ้ ามันหอมระเหยจะใช้เวลานาน ส่วนบริเวณที่ผิวหนังความบาง เช่นหลังหู หนังตามข้อมือด้านในต้นขาสะโพกและท้องเป็ นต้นซึ่งบริเวณดังกล่าวตัว ยา สมุนไพรสามารถซึม ผานได้ดี ่ 3. บริเวณที่มีพยาธิสภาพ เช่น บริ เวณที่ถูกท าลาย แตกหัก อักเสบ แผลถลอก ผิวหนัง บริเวณดังกล่าวจะสูญเสียคุณสมบัติในการขัดขวางสารต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย ท าให้การดูดซึมตัว ยา สมุนไพรเป็ นไปอยางรวดเร็ว ่ 4. การไหลเวียนโลหิตบริ เวณที่มีการอักเสบหรื อมีการคลึงร่วมด้วย จะท าให้มีการ ไหลเวียนโลหิตบริ เวณนั้นเพิ่ มขึ้น ท าให้มีการซึมผ่านของตัวยาสมุนไพรเพิ่ มขึ้น โดยพบว่าจะ สามารถซึมผานผิวหนังเข้าสู ่ ่ระบบไหลเวียนโลหิตได้ ภายในระยะเวลานานประมาณ 5 นาที 5. การกระตุ้นโดยการคลึงหรือการใช้ความร้อน อุณหภูมิที่สูงจะส่งผลให้การซึมผ่าน ผิวหนัง ของตัวยาสมุนไพรเพิ่ มขึ้น 6. จ านวนครั้งของการใช้ถ้ามีจ านวนการใช้บ่อยครั้งจะท าให้การซึมผ่านทางผิวหนัง ของ ตัวยาสมุนไพรดีขึ้น 2.1.10 เครื่องมือในการประเมินความปวดแบบ Subjective Measurement มาตราวัดความเจ็บปวดชนิดเส้นตรง (Visual Analogue Scales: VAS) ท าขึ้นจากฮัตคิซัน และคณะ (Huskisson Jones & Scott, 1976 อ้างในนงเยาว์ มานิตย์, 2553) ใช้ประเมินการ รับรู้ระดับ ความปวดมีลักษณะเป็ นเส้นตรงที่มีความยาวขนาด10เซนติเมตรมีสเกลตั้ งแต่1-10 สเกล วางใน แนวตั้ งหรือแนวนอนบนเส้นตรงไม่มีเครื่องหมายใดปรากฏ ปลายสุดด้านหนึ่งมี ข้อความเขียนกา กบวั ่าไม่ปวด (NoPain) ส่วนปลายสุดอีกด้านมีข้อ ความเขียนกากปวดมาก ที่สุดหรือปวดรุนแรง ที่สุด (Worst Pain Imaginable) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


20 2.1.11 การประคบร้อน ประคบเย็น 1. ประคบร้อน ช่วยให้เส้นเลือดขยายตัว เพิ่ มการไหลเวียนของเลือด ซ่อมแซมการบาดเจ็บ ดีขึ้น บรรเทาอาการปวด เมื่อใดจะต้องประคบร้อน หลังได้รับบาดเจ็บ หรือฟกช ้า 48-72 ชัวโมง ่ อาการปวด หรืออักเสบเรื้อรัง ตึงบริเวณข้อ, ปวดประจ าเดือน ปวดฟัน เต้านมคัด ข้อควรระวัง ผู้ป่ วยที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ,ความร้อนที่มากเกินไปอาจท าให้เกิดรอยด าไหม้หรือแผลพุพอง ได้ 2. ประคบเย็น ช่วยให้เส้นเลือดหดตัว ท าให้เลือดออกน้อยลง มีการดูดซึมน ้ ากลับเข้าหลอด เลือดช่วยให้ยุบบวบ เมื่อใดจะต้องประคบเย็น ข้อเท้าแพลง รอยฟกช ้า จากการกระแทก ปวด บาดเจ็บ อาการปวดเฉียบพลัน อาการอื่น ๆ เช่น ปวดศีรษะ ไข้สูง เลือดกาเดาไหล แผลจากของมีคม น ้ าร้อนลวก ไฟไหม้ที่ไม่รุนแรง 2.1.12 สูตรยาพอกเข่า ยาประคบสมุนไพรสด (รพ.) ยาประคบสมุนไพรแห้ง (รพ.) สูตรต ารับ ในยา 130กรัม ประกอบด้วย 1. เหง้าไพล50กรัม ใบมะขาม30กรัม ผิวมะกรดู 20กรัม เหง้าขมิ้ นชัน10กรัม ตะไคร้ (ล า ต้น) 10 กรัม ใบส้มป่ อย 10 กรัม 2.เกลือเม็ด1ช้อนโต๊ะการบรู 2ช้อนโต๊ะ ค าแนะน า ประคบเพื่อลดอาการปวด ช่วยคลาย กล้ามเนื้อ เอ็น และข้อขนาดและวิธีใช้ น ายาประคบไปนึ่ง แล้วใช้ประคบ ขณะยังอุ่น วันละ 1 -2 ครั้ง ลูกประคบ 1ลูกสามารถใช้ได้ 3 -4 ครั้ง โดยหลังจากใช้แล้วผึ่งให้แห้งก่อนน าไปแช่ตู้เย็น ข้อห้ามใช้ - ห้ามประคบบริเวณที่มีบาดแผล -ห้ามประคบเมื่อเกิดการอักเสบเฉียบพลันเช่น ข้อเท้าแพลงหรือมีอาการอักเสบบวม แดง ร้อน ในช่วง 24 ชัวโมงแรก เนื่องจากจะท า ่ ให้มีอาการอักเสบบวมมากขึ้น และอาจมีเลือดออกมาก ตามมาได้ โดยควรประคบหลังเกิดอาการ 24 ชัวโมง ่ ค าเตือน -ไม่ควรใช้ลูกประคบที่ร้อนเกินไปโดยเฉพาะบริเวณผิวหนังที่เคยเป็ นแผลมาก่อนหรื อ บริเวณที่มี กระดูกยื่นและต้องระวังเป็ นพิเศษในผู้ป่ วยโรคเบาหวาน อัมพาตุ เด็ก และผู้สูงอายุเพราะ มักมีความรู้สึกในการรับรู้และตอบสนองชา อาจท าให้ผิวหนังไหม้พองได้ง่าย ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


21 - หลังจากประคบสมุนไพรเสร็จใหม่ๆ ไม่ควรอาบน ้าทันที เพราะเป็ นการล้างตัวยาจาก ผิวหนัง และร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน (จากร้อนเป็ นเย็นทันทีทันใด) อาจท าให้เกิดเป็ นไข้ ได้ -ควรระวังการใช้ในผู้ที่แพ้ส่วนประกอบในยาประคบ 2.1.13 สมุนไพรที่เกี่ยวข้องและสรรพคุณ 1.ไพล: ช่วยลดอาการอักเสบ แกปวด บวม เส้นตึง เมื่อยขบ ้ (เหง้า), ช่วยแกเมื่อย แก ้อาการ้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามร่างกาย (ใบ), ดอกไพล สรรพคุณช่วยขับโลหิตและกระจายเลือดเสีย กระจายเลือดที่เป็ นลิ่ มเป็ นกอน ้ (ดอก) 2. มะขาม: ช่วยลดความร้อนในร่างกายได้เป็ นอยางดี ่ , ช่วยในการสมานแผล, เป็ นยาถ่าย ยา ระบาย ขับลมในล าไส้ 3. มะกรูด: ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกนให้ร ั ่างกายแข็งแรง, กระทุ้งพิษ แกฝี ภายในและแก ้ เสมหะเป็ นพิษ ้ , มีน ้ ามันหอมระเหยผอนคลายความเครียด คลายความ ่ กงวลั , เป็ นยาบ ารุงหัวใจ,แกลม หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ้ ,แกอาการไอ ขับเสมหะ ้ 4. ตะไคร้: สรรพคุณของล าต้นตะไคร้น ามาใช้แกปวด จากการป ้ วดข้อและฟกช ้า แกโรค ้ ทางเดินปัสสาวะ แกประจ าเดือนมาไม ้ ่ปกติ รวมถึงช่วยให้เจริญอาหาร แกท้องเสีย แก ้ ท้องอืด แก ้จุก้ เสียด แน่นท้อง ขับลมในล าไส้ วิธีใช้คือรับประทานสด หรือผึ่งแห้งแล้วน ามาใช้ต้มดื่ม 5. ขมิ้ นชัน: มีสารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoid) พบได้ในพืชมีเหง้าและพืชวงศ์ขิง มีสาร ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดอาการอักเสบ และลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ท าให้มีการน าขมิ้ นชัน มาประยุกต์ใช้ในอาหารและยาอยางแพร่ ่หลาย 2.2 หลักการทฤษฎีที่รองรับหรือเกี่ยวข้อง 2.2.1 ทฤษฎีความปวด ความปวดมีลักษณะซับซ้อน เมื่อเกิดความปวดจะส่งผลทั้ งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ มีผู้ที่ ศึกษาและอธิบายทฤษฎีความปวดไว้หลายทฤษฎี ทฤษฏีซึ่งเป็ นที่ยอมรับในปัจจุบันและ สามารถ อธิบายกลไกของความปวดได้ครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ คือ ทฤษฎีควบคุมประตู(Gate Control Theory) และทฤษฎีควบคุมความปวดภายใน (Endogenous pain control theory) ซึ่ง สามารถ อธิบายได้ดังนี้ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


22 2.2.1.1 ทฤษฎีควบคุมประตู(gate control theory) คิดค้นโดยเมลแซคและวอลล์ (Melzack & Wall, 1965) เป็ นทฤษฎีที่ยอมรับกันมากใน ปัจจุบันเพราะสามารถอธิบายความปวดได้ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ ได้อธิบายกลไกการเกิด ความปวด โดยเน้นถึงการส่งสัญญาณประสาทน าเข้าจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยจะถูกปรับ สัญญาณในไขสันหลังก่อนส่งขึ้นไปรับรู้ความปวดในระดับสมอง ทฤษฎีนี้เชื่อวาความปวดและ การรับรู้ความปวด ขึ้นอยูก่ บการท า ังานร่วมกนของ ั 3 ระบบ (Melzack & Wall, 1965) คือ เซลล์ใน สับสแตนเตีย เจลาติโนซา (substantia gelatinosa : SG cell) ซึ่ งเป็ นเซลล์พิเศษอยู่ ในดอร์ซอล ฮอรน (dorsal horn), ใยประสาทส่วนที่เป็ นแนวยาวในดอร์ซอลซึ่งทอดตรงไปสู่สมอง และเซลล์ประสาท ส่งต่อ (transmission cell: T cell) ในไขสันหลังซึ่ งเป็ นสื่อกลางน าข้อมูลไปสู่ สมอง โดยสามารถ อธิบายกลไกการเกิดความปวดได้วา ่ (1) การส่งกระแสประสาทความปวดจาก ปลายประสาทและ ใยประสาทน าขึ้นจะถูกควบคุมโดยกลไกประตูในไขสันหลัง (2) ระบบกลไก ประตูในไขสันหลังได้ รับอิทธิพลจากความสัมพันธ์ของการกระตุ้นเส้นใยประสาทขนาดใหญ่และ เส้นใยประสาท ขนาด เล็ก โดยที่การกระตุ้นเส้นใยประสาทขนาดใหญ่(large fiber: L) จะไปยับยั้ ง การส่งกระแสประสาท น าขึ้น (ประตูปิ ด) สวนการกระตุ้นเส้นใยประสาทขนาดเล็ก (small fiber: S) จะกระตุ้นการส่ง กระแสประสาทน าขึ้น (ประตูเปิ ด) (3) กลไกประตูในไขสันหลังได้รับอิทธิพลมา จากกระแส ประสาทน าลงจากสมอง (4) มีเส้นใยขนาดใหญ่ที่มีความสามารถพิเศษในการน า สัญญาณส่งไปยัง สมองสวนที่เกี่ยวข้องกบการรู้คิดซึ่งเชื่อมโยงก ั บกระแสประสาทน า ัลง มาควบคุม กลไกประตูใน ไขสันหลัง และ (5) เมื่อกระแสประสาทที่ส่งถึงเซลล์ประสาทส่งต่อถึงจุดวิกฤตจะ กระตุ้นการท างาน ในระบบการตอบสนอง (action system) ซึ่งเป็ นการกระตุ้นการท างานของสมอง ส่วนอื่นๆ ที่มีความ เกี่ยวข้องกบพฤติกรรมและประสบการณ์ความปวดทั ั้งหมด (วงจันทร์, 2547; Bonica, & Loeser, 2001) จากแนวความคิดของทฤษฏีนี้ช่วยให้เข้าใจว่าความปวดจะเพิ่ มมากขึ้น และลดลงได้จาก สาเหตุต่อไปนี้ คือ 1. การกระตุ้น สมองส่วนคอร์เทกซ์และทาลามัสที่มากเกิน ไป เช่น ความกลัว ความวิตก กงวลตั ่างๆ ท าให้ความปวดเพิ่ มมากขึ้น ในทางกลับกน ความปวดจะลดลงถ้าผู้ป่ วยเรียนรู้วิธีการจัด ั การกบความปวด ความวิตกก ังวลั ให้ลดลงได้ จะช่วยให้มีการยับยั้ งสมองส่วนบนสามารถ ลด ความ ปวดได้ (Laskin, 2002; Seer, 1994) 2. การกระตุ้นการท างานของกานสมองมากเก้ ินไป เช่น ผู้ป่ วยที่ถูกกระตุ้นด้วยแสง เสียง ติดต่อกันนาน ท าให้เกิดความปวดได้ ในขณะที่การฝึ กสมาธิ การเบี่ยงเบนความสนใจ การ จินตนาการ เป็ นการยับยั้งการท างานของก้านสมอง (brain stem) สามารถช่วยลดความปวดได้ (Seer, 1994) ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


23 3. การกระตุ้นเส้นใยประสาทขนาดเล็ก เช่น การผ่าตัด การบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อท าให้เกิด ความปวด ในขณะที่การกระตุ้นเส้นใยประสาทขนาดใหญ่ เช่น การนวด ถูผิวหนังแรงๆ มีผล ท าให้ ความปวดลดลง (Seer, 1994) 2.2.1.2 ทฤษฎีควบคุมความปวดภายใน (endogenous pain control theory) ปี ค.ศ.1970 กลุ่มนักวิจัยพบสารโอปเอ็ท นิวโรเปปไทด์ ภายในร่างกาย (endogenous opiate neuropeptides) ต่อมาในปี 1973 มีการค้นพบตัวรับโอปิ เอ็ท (opiate receptors) 4 ตัว กระจายอยู่ใน สมองและไขสันหลังบริเวณที่ท าหน้าที่เกี่ ยวกบความปวด และในปี ค ั .ศ. 1975 ฮิวจ์และคณะ มีการ ค้นพบสารที่มีคุณสมบัติคล้าย มอร์ฟี นในร่างกายที่มีฤทธิ์ยับยั้ งความปวดเช่นเดียวกบมอร์ฟี น ชื่อว ัา ่ เอนเคฟาลิน (enkephalin) สารที่มีคุณสมบัติคล้ายฝิ่นแบ่งออกได้เป็ น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. เอนเคฟาลิน (enkephalin) มี2ชนิดคือเมธิโอนินเอนเคฟาลิน (methionin- enkephalin) และ ลูซีน เอนเคฟาลิน (leucine enkephalin) พบได้ทัวไปในระบบประสาทส ่่วนกลาง แต่ท าหน้าที่ ได้ดีที่สุดบริเวณดอร์ซัล ฮอร์น จึงช่วยยับยั้ งความปวดโดยปิ ดประตู ที่ระดับไขสันหลัง และยับยั้ ง การส่งกระแสประสาทไปยังสมอง (Ignatavicius, Workman, & Mishler, 1995) 2. เอนดอร์ฟิ น (endorphin) พบมากที่ต่อมพิทูอิทารี(pituitary gland) มี 3 ชนิดคือ แอลฟา (alpha) แกมมา (gamma) และเบตา (beta) เอนดอร์ฟิ น เบตาเอนดอร์ฟิ นเป็ นพวกที่ออกฤทธิ์ มาก ที่สุด พบได้ที่ไฮโปทาลามัส เพอริอะควิดักทัล เกรย์และระบบลิมบิค โดยเอนดอร์ฟิ นจะ ออกฤทธิ์ ควบคุมความปวดได้ 2 ทาง คือ 2.1 ออกฤทธ์ที่ประสาทพรีซิแนปติก (presynaptic sites) โดยยับยั้งการหลั่ งของ สารสื่อประสาทพี (substance P) ที่ระบบประสาทส่วนปลาย 2.2 ออกฤทธิ์ที่ประสาทโพสซิแนปติก (postsynaptic sites) โดยยับยั้ งการส่งผ่าน ของกระแสประสาทความปวด (pain impulses) จากการหลังสารเอนเคฟาลินจากสมองผ่านกลุ่ ่มใย ประสาทน าลง (descending system) 3. ไดนอร์ฟิ น (dynorphin) พบมากในดอร์ซัล ฮอร์น ของไขสันหลัง จะออกฤทธิ์ยับยั้ง ความปวดที่ประสาทพรีซินแนปติก การเดินทางของประสาทในการควบคุมความปวด มาจาก เปลือกสมองและไฮโปทาลามัส ผานลงมายังสมองส ่ ่วนกลาง เพอริอะควิดักทัล เกรย์ และบริเวณ ส่วนบนของเมดุลลา ในที่สุดจะมาควบคุมที่บริเวณดอร์ซัล ฮอร์นที่ไขสันหลัง การควบคุมประตูให้ เปิ ดหรือปิ ด เกิดจาก การท างานระหวางสารเคมี ่ 2 ชนิด คือ เอนโดจีนัส โอปิ เอท และสารพี พบว่า เมื่อร่างกายได้รับการ กระตุ้นใยประสาทขนาดเล็กที่ไขสันหลังจะปล่อยสารพี ในขณะเดียวกนใย ั ประสาทขนาดใหญ่ และใยประสาทน าลงจากสมอง จะปล่อยสารเคมีไปกระตุ้นเซลล์ของเอสจี ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


24 (substantia gelatinosa) ให้ปล่อยสารเอนเคฟาลิน ซึ่งยับยั้ งการท างานของสารพี ท าให้ไม่มีสัญญาณ ประสาทส่งไปยังสมอง แต่ถ้าเอนเคฟาลินยับยั้ งการท างานของสารพีไม่หมด สารพีจะกระตุ้นที่ เซลล์ ส่งสัญญาณประสาท ไปยังสมองและเกิดการรับรู้ความปวดขึ้น 2.3 ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งต่างประเทศและภายในประเทศ 2.3.1) การศึกษาเปรี ยบเทียบระดับความเจ็บปวดก่อนและหลังจากการรักษาโคลน สมุนไพร พอกเย็นร่วมกบการนวดแผนไทยในผู้สูงอายุที่มีอาการปวดเข ั ่าของศิลดา การะเกตุ และ คณะ (2560) โดยการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการใช้โคลนสมุนไพรพอกเย็น ร่วมกบการนวดแผนไทยในการลดอาการปวดการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง ในผู้สูงอายุที่อายุ ั 60 ปี ขึ้น ไป มีอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อมที่มารับการรักษา ในคลินิกแพทย์แผนไทยและสถานีอนามัยจังหวัด พะเยา โดยกลุ่มตัวอย่างเป็ นแบบกลุ่มเดียว ทดสอบ ก่อน-หลัง ด้วยรักษาโคลนสมุนไพรพอกเย็น ร่วมกบการนวดแผนไทย ั 5 สัปดาห์ ประเมินผลอาการปวดโดยใช้แบบเฟเชียล สเกลส์ เปรียบเทียบ ก่อนและหลังการรักษาโดยใช้ค่าสถิติ Paired t-test การกาหนดค ่าระดับนัยส าคัญ ทางสถิติไว้ที่ p≤0.05 ผลสรุปการทดลอง ในกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็ นโรคข้อเข่าเสื่อมจ านวน 78 ราย เป็ นเพศชาย 17 ราย เพศหญิง 61 ราย ช่วงอายุที่พบ มากที่สุดอยู่ระหว่าง 60-64 ปี สว่นใหญ่ BMI 24-29 จ านวนข้อ เข่า ที่มี อาการปวดข้างเดียวพบมากที่สุด 42 ราย ร้อยละ 53.85 ปวดทั้ งสองข้าง 36 ราย ร้อยละ 46.15 เมื่อวัดคะแนนความปวด ก่อนและหลังการรักษา พบวาอาการปวดเข ่ ่าลดลงคะแนนความปวดลดลง อยางมีนัยส าคัญทางสถิติ ่ (p<0.001) 2.3.2) นวัตกรรมเจลพอกเข่าสมุนไพร วัตถุประสงค์ของนวัตกรรม 1. เพื่อพัฒนาเจลพอกเข่าสมุนไพรในการลดอาการปวดในผู้ป่ วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมที่ โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพต าบลไทยชนะศึก 2. เพื่อประเมินประสิทธิผลของเจลพอกเข่าสมุนไพรต่ออาการปวดในผู้ป่ วยที่มีภาวะข้อเข่า เสื่อมที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลไทยชนะศึก 3. เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ป่ วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยเจลพอก เข่า สมุนไพรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลไทยชนะศึก ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


25 การศึกษาครั้งนี้เป็ นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เพื่อประเมินประสิทธิผล ของ เจลพอกเข่าสมุนไพรและเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ป่ วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมในเขต รับผิดชอบของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลไทยชนะศึก โดยกลุ่มตัวอยาง ่ 30 คน เก็บข้อมูล ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 ผลสรุปการทดลอง วัดจากค่าความเจ็บปวด หลังจากการทดลองมีค่าเฉลี่ย 1.17 จากการ ทดลอง พบวา อาการปวดเข ่ ่าหลังจากการใช้เจลพอกเข่าค่า ระดับความรุนแรงของอาการปวดลดลง น้อยกวาก่ ่อนการรักษาอยางมีนัยส า ่คัญทางสถิตที่ 0.05 (p<0.001) 2.3.3) ผลของการใช้แผนพอกสมุนไพรนามนในผู้ป่ ่ วยที่มีอาการปวดเข่า วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมุนไพรสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าได้ - เพื่อศึกษาสมุนไพรสามารถลดอาการบวมของเข่าได้ - เพื่อศึกษาสมุนไพรสามารถนอกจากนี้ยังพบวาอาการอักเสบ ไปทาถอนพิษแมลงสัตว์ก ่ดั ต่อยได้ด้วย จากการศึกษาแผ่นพอกเข่าสมุนไพร ซึ่ งเป็ นการน าสมุนไพรทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ ขิงแก่ ไพล ขัดมอน ใบมะขาม และผิวมะกรูด หมักด้วย 40 % แอลกอฮอล์ เป็ นเวลา 30 วัน ผลสรุปการทดลอง การวัดระดับความเจ็บปวด NAS พบว่า ผู้ป่วยจ านวน 34 ราย คิดเป็ น ร้อยละ 85 มีอาการปวดบวมลดลงอยางเห็นได้ชัด ่ 2.3.4) Current research on pharmacologic and regenerative therapies for osteoarthritis วิจัยแบบ descriptive review ที่ศึกษาเกี่ ยวกบการกระบวนการทางเภสัชจลนศาสตร์ก ับการั ลดการอักเสบทาง ชีววิทยาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแนวคิด ในการปล่อย IL-6 CPR ซึ่ง ใช้เป็ น marker หลักในการทดลองรวมทั้ง cytokine production และสารอื่นๆเช่น neroendocrine neural psychological รวมทังพ่ ฤติกรรมอื่นๆ 2.3.5) ผลของการใช้สมุนไพรในการลดความปวดโรคข้อเข่าเสื่อม การวิจัยนี้เป็ นการวิจัยแบบกึ่ งทดลอง randomized controlled มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อ เปรียบเทียบความรุนแรงของ อาการปวดในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมก่อนและหลังได้รับการรักษาด้วย สมุนไพร ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


26 2.3.6) ประสิทธิผลของยาพอกสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการปวดเข่า ในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม การศึกษาครั้งนี้เป็ นการวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดกลุ่มเดี่ยวก่อนและหลังการทดลองศึกษาใน ผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ณ คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ จ านวน ๓๖ รายโดยการพอกสมุนไพร บริ เวณเข่าทั้ง 2ข้างเป็ นเวลา 15นาที จ านวน 3ครั้งติดต่อกันรวบรวมข้อมูลด้วยแบบทดสอบ WOMAC และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละค่าเฉลย Paired T-Test ผลการศึกษา ภายหลังการทดลองพบวา ระดับความปวดของข้อเข ่ ่า ระดับอาการข้อฝื ด และ ช่วงเวลาในการลุกเดินลดลงกวา ก่ ่อนการทดลอง และระดับความสามารถในการใช้งานของข้อเข่า ดีขึ้นกวาก่ ่อนการทดลองอยางมีนัยส าคัญทาง สถิติ ่ (p < 0.001) 2.3.7) ประสิทธิผลของต ารับยาพอกเข่าบรรเทาอาการปวดข้อเข่าในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม การศึกษาครั้งนี้เป็ นการศึกษาแบบทดลอง (Experimental research) ชนิดสองกลุ่ม วัดผล ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง(Randomized control group pretest-posttest designs) โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของตารับยาพอกเข่าต่อการบรรเทาอาการปวดข้อ เข่าและเพิ่ ม องศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่าในผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมในเขตบริการโรงพยาบาลบึงบูรพ์ อ าเภอ บึงบูรพ์ จังหวัดศรีสะเกษ จานวน 60 คน ผลการศึกษา พบวา ก่ ่อนและหลังการพอกเข่าของกลุ่มที่ได้รับการพอกเข่ามีคะแนน อาการ ปวดข้อเข่าและองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า หลังการพอกเข่าดีกวาก่ ่อนได้รับการพอกเข่า อยางมี ่ นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และเปรียบเทียบก่อนและหลังการพอกเข่าระหวางกลุ่ ่มที่ไม่ได้ รับ การพอกเข่าและกลุ่มที่ได้รับการพอกเข่าคะแนนอาการปวดข้อเข่า กลุ่มที่ได้รับการพอกเข่าดีกว่า กลุ่มที่ไม่ได้รับการพอกเข่า อยางมีนัยส า ่คัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2.3.8) การศึกษาผลของการใช้ยาสมุนไพรพอกเข่าทดแทนการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ใน ผู้ป่ วยโรค เข่าเสื่อม ที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลเมืองยาง อ.ช านิ จ.บุรีรัมย์ งานวิจัยของ นางสาวปรางทอง ช านิพันธ์ เป็ นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) แบบสองกลุ่ม วัดผล ก่อน-หลัง โดยใช้แบบวัดระดับความเจ็บปวด Visual Analog Scale (VAS) ของอาสาสมัคร ที่เป็ นโรคข้อเข่าเสื่อมจ านวน 20คน โดยสุ่มเป็ นกลุ่มผู้ป่ วยที่ได้รับการใช้ยาพอก สมุนไพร จ านวน 10คน และกลุ่มผู้ป่ วยที่ใช้ยากลุ่ม NSAIDs จ านวน 10คน จากนั้นน าค่าระดับ ความเจ็บปวดที่ลดลงก่อนและหลังการทดลองมาเปรี ยบเทียบกัน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


27 กรกฎาคม 2559 -31 ธันวาคม 2559 วิเคราะห์ข้อมูลใช้Independent t-test และสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบวาผู้ป่ วยที่มีอาการปวดเข ่ ่าหรือโรคเข่าเสื่อมที่ใช้ยาสมุนไพรพอกเข่ามีค่า Visual Analog Scale (VAS) ลดลง ใกล้เคียงกบผู้ป่ วยที่ใช้ยากลุ ั ่ม NSAIDs อย่างมีนัยส าคัญ ทาง สถิติที่ระดับ 0.5 2.3.9) งานวิจัยสมุนไพรไทยส าหรับการรักษาโรคข้อเสื่อม Researches of Thai Herbs for Osteoarthritis Treatment งานวิจัยของ วารณีประดิษฐ์ สิริวดีชมเดช และ กรกฎงานวงศ์พาณิชย์ ผลการศึกษา บทความนี้ได้รวบรวมและแสดงศักยภาพ ของสมุนไพรไทยที่พบได้ทัวไป ่ 4 ชนิด คือ ขมิ้ น ขิง พลู และมะรุม ต่อการลดการอักเสบและชวยรักษาอาการ ต่าง ๆ ที่มีความเกี่ ยว ของกบโรคขอเสื่อม โดยพบว ั ่า ขมิ้ นเป็นพืชสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพดีและไดรับ การศึกษามาก ที่สุด 2.3.10) ประสิทธิผลการรักษาผู้ป่ วยข้อเข่าเสื่อมด้วยศาสตร์หัตถการ"เผาเครื่องยาร้อน” งานวิจัยของ นางณิชารี ย์ คงเวียง เป็ นการศึกษาแบบกึ่ งทดลอง (Quasi Experimental Research Design) การศึกษา พบว่าอาการปวด เข่าก่อนการรักษาด้วย ศาสตร์หัตถการ "เผาเครื่องยาร้อน" ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7.6 และมีระดับอาการปวดเข่าหลังการรักษา ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.6 คะแนน เมื่อ เปรียบเทียบ ระหว่างคะแนนความปวดก่อนการรักษาครั้งที่ 1 และหลังการรักษาครั้งที่6 พบว่า คะแนนความปวดเข่า การรักษาลดลงกวาก่ ่อนการรักษาอยางมีนัยส าคัญทางทางสถิติที่ ่ ระดับ 0.05 2.3.11) บรรเทาเข่าเสื่อมด้วยการพอกยาสมุนไพร บทความความรู้แผนไทย ลงวันที่ 27 เมษายน 2563 ภูมิปัญญาดั้ งเดิมเกี่ ยวกบต ารับยาที่ใบรักษาโรคลมจับโปงแห้งเข ั ่า บันทึกไว้ในต าราโอสถ พระนารายณ์ กล่าวถึง “ต ารับยาทาพระเส้น” ซึ่งเป็ นต ารับยาขนาน 58 ของต าราโอสถพระนารายณ์ มีสรรพคุณ แกเส้นที่ผิดปกติ มีตัวยาทั ้ ้ งสิ้ น13 ชนิด ได้แก่ เมล็ดพริกไทย กระชาย ข่า วานหอมแดง ่ กระเทียม มหาหิวคุณ ยาด า ตะไคร้หอม ใบขี้เหล็ก ใบตองแตกใบมะขาม ใบเลี่ยน ใบมะค าไก่ โดย น าสมุนไพรทั้ งหมดมาหมัก 1 เดือนก่อนน ามาใช้ จากนั้นน าส าลีแผนรินน ่ ้ าหมักออกแล้วน ามาพอก ประมาณ 15-20 นาที พอกวันละ 1-2 คร้ัง เช้า-เย็น ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


28 โดยสมุนไพรที่เป็ นส่วนประกอบใน “ต ารับยาทาพระเส้น” จะมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ เช่น พริ กไทยมีสาร piperine ซึ่ งมีฤทธิ์แก้ปวด กระเทียมมีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ สามารถยับยั้ง เอนไซม์ที่กระตุ้นการสร้างสารที่ท าให้เกิดการอักเสบ ยาด ามีสาร aloenin, สาร barbaloin และ สาร isobarbaloin ที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ จึงสรุปได้วาต ารับยาทาพระเส้นมีสรรพคุณช ่ ่วยลดอาการปวด เข่า ลดการอักเสบท าให้องศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าดีขึ้น ซึ่งเป็ นผลมาจากสมุนไพรในต ารับที่มีฤทธิ์ ลดการอักเสบและแกปวด ้ 2.3.12) ประสิทธิผลยาพอกสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการปวดเข่าในโรคข้อเข่าเสื่อม ธรรมศาสตร์เวชสาร ปี ที่ 18 ฉบับที่ 1 ประจ าเดือน มกราคม - มีนาคม 2561 การศึกษานี้เป็ นการวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ศึกษาใน ผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม ณ คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ จ านวน 36 ราย โดยการพอกสมุนไพร บริเวณเข่า 2.3.13) การศึกษาประสิทธิของการนวดด้วยน ้า คั้นไพลและน ้า มันไพลต่ออาการปวด กล้ามเนื้อคอ บ่าไหล่ ในนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก งานวิจัยของ วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก1*, มหาวิทยาลัยราช ภัฏสวนสุนันทา ผลการวิจัย การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิผลของการนวด ด้วยน ้ าคั้ นจากไพลและ น ้ ามันไพลต่ออาการปวดกล้ามเน้ื อคอ บ่า ไหล่ กลุ่มตัวอยางเป็ นนักศึกษา ่ วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และ สาธารณสุข กาญจนาภิเษก จ านวน 60 ราย 2.4 กรอบแนวคิดการวิจัย การวิจัยนี้ผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้แนวคิดเกี่ ยวกับการประเมินความปวดของการศึกษา เปรียบเทียบ ประสิทธิผลการนวดประคบตามหลักแพทย์แผนไทย ในการลดอาการปวดเข่า มาเป็ น พื้ นฐานในการอธิบาย ประสิทธิผลของการประคบร้อน-เย็น ต่ออาการปวดเข่า ประกอบด้วย ระดับ ความปวด ระดับความรู้สึกกดเจ็บ และองศาการเคลื่อนไหวของเข่า ดังภาพที่ 2.2 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


29 แปรต้น การพอกเข่าด้วยสมุนไพรไทยส าหรับผู้ป่ วยโรคข้อ เข่าเสื่อมที่มีอายุ 50-80 ปี ประกอบด้วย 1. การประคบด้วยการประยุกต์สมุนไพรของคลินิก แพทย์แผนไทย 2. แบบทดสอบก่อนและหลังการรักษา 3. ระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมแบ่งเป็ น 5 ระดับคะแนน 0-4 * (KOOS) 4.แบบประเมินความรุ นแรงของโรคข้อเข่าเสื่ อม (Oxford knee score), วัดสเกลความเจ็บปวดเป็ น (NRS) และแบบประเมินอาการโรคข้อเข่าเสื่ อม ภาษาไทย(Womac index scale) ตัวแปรอิสระ ● เพศ ● อายุ ● ระดับการศึกษา ● อาชีพ ตัวแปรตาม 1. ระดับความปวด Physiological ได้แก่Vital sign ,Psychological ได้แก่ แบบทดสอบ pain score และแบบสอบถามข้อมูลทัวไป ่ 2. ระดับความเจ็บปวดเข่าของผู้ป่ วยก่อนและหลัง รับการรักษา 3. การทดสอบการเคลื่อนไหวในผู้มีข้อเข่าเสื่อม ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


30 4.เดิน 4 เมตร พัก ยืน 1 นาที 5. ความพึงพอใจของผู้รับการรักษา ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


31 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 3.1 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็ นงานวิจัยแบบทดลอง (Experimental study) มีวัตถุ ประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบประสิทธิผลของสมุนไพรพอกเข่ารูปแบบประยุกต์ตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ในผู้ป่ วยที่ มีโรคข้อเสื่อมที่มีอาการปวดในช่วงอายุ อายุ 50-80 ปี ที่ได้รับการพอกเข่าสมุนไพรเปรียบเทียบกบั ก่อนการใช้สมุนไพรพอกเข่า ในคลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลพระนังเกล้า มีวิธีการศึกษาดังนี ่ ้ 3.1.1 ขั้นตอนการวิจัย ก. เตรียมการ 1. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. ออกแบบและสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. ทดสอบและแกไขเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ้ 4. การตรวจสอบแบบสอบถาม ข. ขั้ นการเก็บข้อมูล 1. เลือกกลุ่มตัวอยางประชากรและสุ ่ ่มตัวอยางประชากร ่ 2. สอบถามกลุ่มตัวอยางตามความสมัครใจ ่ 3. ให้ท าแบบสอบถามและเก็บรวบรวมข้อมูล ค. ขั้ นการประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประมวลผลโดย pair t-test 2. วิเคราะห์และแปรผลข้อมูลด้วย pair t-test ง. ขั้ นการเขียนรายงานและเผยแพร่ 1. เขียนรายงานการวิจัย 2. จัดพิมพ์รายงาน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


32 3.2 ประชากรและกล่มตัวอย่าง ุ (Population) 3.2.1 ประชากร (Target population) คือ ผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่ อมที่มีอาการปวดเข่า ที่อยู่ ในช่วงอายุ50-90 ปี ในคลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลพระนั่ งเกล้า ชุมชนวัดแคนอก และผู้สูงอายุจังหวัด กาแพงเพชร 3.2.2กลุ่มตัวอย่าง (Study population) คือ ผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีอาการปวดเข่าที่อยู่ ในช่วงอายุ 50-90 ปี ในคลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ ชุมชนวัดแคนอก และผู้สูงอายุจังหวัด กาแพงเพชร เกณฑ์รับเข้าศึกษา (Inclusion criteria) ● เพศชาย หรือเพศหญิง ● อายุ 50 ถึง 90 ปี ● การศึกษาทุกระดับชั้น ● ข้อเข่าฝื ดตึงหลังตื่นนอนตอนเช้านาน <30 นาที ● เสียงดังกรอบแกรบในข้อเข่าขณะเคลื่อนไหว ● กดเจ็บที่กระดูกข้อเข่า ● มีอาการปวดเข่า จากแบบประเมิน NIS score ตั้ งแต่3 คะแนนขึ้นไป ● มีความสมัครใจที่จะเข้าร่วมโครงการ เกณฑ์ไม่รับเข้าศึกษา (Exclusion criteria) ● เคยรับการรักษาด้วยการผาตัดหรือการดามเหล็กเก ่ ี่ ยวกบข้อเข ั ่าเสื่อม ● มีแผลเปิ ดหรือแผลอักเสบบริเวณข้อเข่า ● มีกระดูกปริ แตกร้าวบริเวณข้อเข่า ● เข่าบวมหรือน ้ าในข้อเข่ามีมาก ● ผู้ที่มีอาการอักเสบเฉียบพลัน เช่นข้อเท้าแพลง หรือมีอาการอักเสบ บวม แดง ร้อน ในช่วง 24 ชัวโมงที่ผ ่านมา่ ● ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบ ส่วนหนึ่งส่วนใดของต ารับยาประคบสมุนไพร ● ผู้ที่เป็ นโรคเบาหวานที่คุมโรคได้ไม่คงที่ หรือผู้ที่มีการเสียของเส้นประสาทจาก โรคเบาหวาน ผู้ที่มีแผลเบาหวาน ผู้ป่ วยโรคเบาหวาน ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


33 วิธีการเลือกตัวอย่างประชากร (Sampling method) ● วิธีการเลือกตัวอยาง่ การสุ่มกลุ่มตัวอยางจะสุ่ ่มแบบอยางง่ ่าย (Simple Random Sampling) ● การค านวณขนาดตัวอยาง่ การกาหนดกลุ ่มประชากรตัวอย่างจากประชากรผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเสื่อม อายุระหว่าง 50-90 ปี ใน คลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลพระนังเกล้า รวมทั ่ ้ งสิ้ น 40 คน 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็ นการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วยข้อมูลทั้ งหมด 5 ส่วน ส่วนที่1 แบบสอบถามส่วนข้อมูลทัวไปและส ่่วนข้อมูลเกี่ ยวกบโรคข้อเข ั ่าเสื่อม ส่วนที่2 ระดับปัญหา ส่วนที่3 แบบสอบถามประเมินความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม (Oxford Knee Score) ส่วนที่4 แบบประเมินระดับความปวดข้อเข่า ลักษณะเป็ นมาตรวัดความปวดแบบตัวเลข (Numerical Rating Scales: NRS)และประเมินโรคข้อเข่าเสื่อมภาษไทย (Womac index scale) ส่วนที่5 แบบประเมินความพึงพอใจในคุณภาพชีวิตปัจจุบัน 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมู ล 1. ศึกษาข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประเมินการคัดเลือกผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่ อม โครงการวิจัย 2. อบรมผู้ช่วยวิจัยให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์โครงการ รวมไปถึงแบบสอบถามที่ใช้ส ารวจ 3. ผู้ช่วยวิจัยอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของการท าวิจัยและแบบสอบถามให้กบผู้ป่ วยโรคข้อ ั เข่าเสื่อม อายุระหว่าง 50-90ปี ที่ได้รับการรักษาที่คลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลพระนังเกล้า ่ ชุมชนวัดแคนอก และผู้สูงอายุจังหวัดกาแพงเพชร ทราบ พร้อมทั้ งขอความร่วมมือในการศึกษา 4. ผู้ช่วยวิจัยถามถึงความสมัครใจในการเข้าร่วมโครงการวิจัย 5. ผู้ช่วยวิจัยประเมินเบื้องต้นโดยใช้เกณฑ์ในการรับและไม่รับเข้าร่วมโครงการ 6. กรณีที่ผู้ที่ผานเกณฑ์คัดเข้าและคัดออก ไม ่ ่สามารถหรือไม่สะดวกตอบค าถาม สามารถ ให้ญาติที่ดูแลร่วมเป็ นคนท าแบบสอบถามแทน 7. เก็บแบบสอบถาม 8. เก็บรวบรวมข้อมูลหลังเสร็จสิ้ นช่วงเวลาของการเก็บข้อมูล 9. บันทึกข้อมูลต่างๆลงในแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


34 10. ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลและน าไปวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้สถิติโดย ใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมส าเร็จรูป 3.5 การวิเคราะห์และการน าเสนอข้อมู ล ผู้ศึกษาน าข้อมูลที่ได้จากการเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป โดย ใช้ค่าสถิติคือ paired t-testโดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้ความถี่ และแจกแจงร้อยละของข้อมูล 2. วิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหวาง ค่ ่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของข้อมูลใน ผู้ป่ วยที่มีโรคข้อเสื่อมที่มีอาการปวดในช่วงอายุ อายุ 50-90 ในคลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาล พระนั่ งเกล้า ชุมชนวัดแคนอก และผู้สูงอายุจังหวัดกาแพงเพชร ที่ได้รับการพอกเข่าสมุนไพร เปรียบเทียบกบกั ่อนการใช้สมุนไพรพอกเข่า ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


35 บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัยเรื่องการศึกษาประสิทธิผลของการใช้สมุนไพรพอกเข่าในโรคเข่าข้อเสื่อม ของ คลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลพระนังเกล้า ในผู้ป่ วยชุมชนวัดแจ้งที่มีอาการปวดข้อเข ่่า ผู้วิจัยได้ สร้างเครื่องมือเพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็ นแบบสอบถามจ านวน 40 ชุด โดยแบ่งออกเป็ น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทัวไปและส ่่วนข้อมูลเกี่ ยวกบโรคข้อเข ั ่าเสื่อม ตอนที่ 2ข้อมูลเกี่ ยวกบการประเมินความรุนแรงของโรคข้อเข ั ่าเสื่อม (Oxford Knee Score) และแบบประเมินโรคข้อเข่าเสื่อมภาษาไทย(Womac index scale) ตอนที่ 3 ข้อมูลผลการประเมินก่อนและหลังท าการทดลองพอกเข่าด้วยสมุนไพร ตอนที่ 1 ข้อมู ลทั่วไปของผ้ตอบแบบสอบูถาม ตารางที่ 4.1แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามเพศ ่ เพศ จ านวน ร้อยละ หญิง 25 62.50 ชาย 15 37.50 รวม 40 100.00 จากตารางที่ 4.1 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็ นเพศหญิงจ านวน 25คน คิดเป็ นร้อยละ 62.50 รองลงมาคือ เพศชาย จ านวน 15คน คิดเป็ นร้อยละ 37.50 ตามล าดับ ตารางที่ 4.2แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามระดับการศึกษา ่ ระดับการศึกษา จ านวน ร้อยละ ต ่ากวาปริญญาตรี ่ 29 72.50 ปริญญาตรี 6 15.00 อื่นๆ 5 12.50 รวม 40 100.00 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


36 จากตางรางที่ 4.2 พบวากลุ่ ่มตัวอยางส่ ่วนใหญ่มีระดับการศึกษาต ่ากวาปริญญาตรี ่ จ านวน 29คน คิดเป็ นร้อยละ 72.50 รองลงมาคือระดับปริญญาตรี จ านวน 6คน คิดเป็ นร้อยละ 15.00 และ น้อยที่สุดคือ ระดับอื่นๆ จ านวน 5 คน คิดเป็ นร้อยละ 12.50 ตามล าดับ ตารางที่ 4.3 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามสิทธิการรักษาพยาบาล ่ สิทธิการรักษาพยาบาล จ านวน ร้อยละ สิทธิประกนสังคม ั11 27.50 สิทธิประกนสุขภาพถ้วนหน้า ั23 57.50 สวัสดิการรักษาพยาบาล 1 2.50 ประกนสุขภาพเอกชนั5 12.50 รวม 40 100.00 จากตารางที่ 4.3 พบวากลุ่ ่มตัวอยางส่ ่วนใหญ่มีสิทธิการรักษาพยาบาลประเภทสิทธิประกนั สุ ขภาพถ้วนหน้า จ านวน 23 คน คิดเป็ นร้อยละ 57.50 รองลงมาคือ สิ ทธิ ประกันสังคม จ านวน 11 คน คิดเป็ นร้อยละ 27.50 ต่อมาคือ ประกนสุขภาพเอกชนั จ านวน 5 คน คิดเป็ นร้อยละ 12.50 และน้อยที่สุดคือ สวัสดิการรักษาพยาบาลจ านวน 1 คน คิดเป็ นร้อยละ 2.50 ตามล าดับ ตารางที่ 4.4 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามประวัติการดื่มเหล้าและเครื่องดื่ม ่ แอลกอฮอล์ ประวัติการดื่มเหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จ านวน ร้อยละ ดื่ม 10 25.00 เคยดื่มแต่เลิกแล้ว 10 25.00 ไม่ดื่ม 20 50.00 รวม 40 100.00 จากตารางที่ 4.4 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีประวัติการดื่มเหล้าและเครื่ องดื่ม แอลกอฮอล์จ านวน 20 คน คิดเป็ นร้อยละ 50.00 รองลงมาคือ มีประวัติการดื่มเหล้าและเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ จ านวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 25.00 และมีประวัติการดื่มเหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ปัจจุบันเลิกดื่มแล้ว จ านวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 25.00 ตามล าดับ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


37 ตารางที่ 4.5 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามประวัติการสูบบุหรี่ ่ ประวัติการสูบบุหรี่ จ านวน ร้อยละ สูบ 3 7.50 เคยสูบแต่ เลิกแล้ว 8 20.00 ไม่สูบ 29 72.50 รวม 40 100.00 จากตารางที่ 4.5 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีประวัติการสูบบุหรี่ จ านวน 29 คน คิด เป็ นร้อยละ 72.50 รองลงมาคือ เคยสูบแต่ เลิกแล้ว จ านวน 8 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.00 และน้อยที่สุด คือ มีประวัติการสูบบุหรี่ จ านวน 3 คน คิดเป็ นร้อยละ 7.50 ตามล าดับ ตารางที่ 4.6 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามประวัติการแพ้ยาและอาหาร ่ ประวัติการแพ้ยาและอาหาร จ านวน ร้อยละ ไม่มี 32 80.00 มี 8 20.00 รวม 40 100.00 จากตารางที่ 4.6 พบวากลุ่ ่มตัวอยางส่ ่วนใหญ่ไม่มีประวัติการแพ้ยาและอาหาร จ านวน 32 คน คิดเป็ นร้อยละ 80.00 รองลงมาคือ มีประวัติการแพ้ยาและอาหาร จ านวน 8 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.00 ตามล าดับ ตารางที่ 4.7 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามอาชีพ ่ อาชีพ จ านวน ร้อยละ เกษตรกรรม 6 15.00 ลูกจ้าง (บริษัท/โรงงาน/รับจ้างรายวัน) 5 12.50 ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ 2 5.00 อาชีพส่วนตัว 10 25.00 ไม่ได้ประกอบอาชีพ 13 32.50 อื่นๆ 4 10.00 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


38 รวม 40 100.00 จากตารางที่ 4.7 พบวากลุ่ ่มตัวอยางส่ ่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพ จ านวน 13 คน คิดเป็ น ร้อยละ 32.50 รองลงมาคือ มีอาชีพส่วนตัว จ านวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 25.00 ต่อมาคือ มีอาชีพ เกษตรกรรม จ านวน 6 คน คิดเป็ นร้อยละ 15.00 ต่อมาคือมีอาชีพลูกจ้าง (บริษัท/โรงงาน/รับจ้าง รายวัน) จ านวน 5 คน คิดเป็ นร้อยละ 12.50 อาชีพอื่นๆ จ านวน 4 คน คิดเป็ นร้อยละ 10.00 และน้อย ที่สุดคือ อาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ จ านวน 2 คน คิดเป็ นร้อยละ 5.00 ตามล าดับ ตารางที่ 4.8 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามโรคประจ าตัว ่ โรคประจ าตัว จ านวน ร้อยละ ไม่มี 14 35.00 มี 26 65.00 รวม 40 100.00 จากตารางที่ 4.8 พบวากลุ่ ่มตัวอยางส่ ่วนใหญ่มีโรคประจ าตัว จ านวน 26คน คิดเป็ นร้อยละ 65.00รองลงมาคือ ไม่มีโรคประจ าตัว จ านวน 14 คน คิดเป็ นร้อยละ 35.00 ตามล าดับ ตารางที่ 4.9 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามยาที่รับประทานเป็ นประจ า ่ ยาที่รับประทานเป็ นประจ า จ านวน ร้อยละ ไม่มี 14 35.00 มี 26 65.00 รวม 40 100.00 จากตารางที่ 4.9 พบวา กลุ่ ่มตัวอยางส่ ่วนใหญ่มียาที่รับประทานเป็ นประจ า จ านวน 26คน คิดเป็ นร้อยละ 65.00 รองลงมาคือ ไม่มียาที่รับประทานเป็ นประจ า จ านวน 14 คน คิดเป็ นร้อยละ 35.00 ตามล าดับ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


39 ตารางที่ 4.10 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามโรคข้อเข ่ ่าเสื่อม โรคข้อเข่าเสื่อม จ านวน ร้อยละ มี 10 25.00 ไม่มี 30 75.00 รวม 40 100.00 จากตารางที่ 4.10 พบวากลุ่ ่มตัวอยางส่ ่วนใหญ่ไม่เป็ นโรคข้อเข่าเสื่อม จ านวน 30 คน คิด เป็ นร้อยละ 75.00 รองลงมาคือ เป็ นโรคข้อเข่าเสื่อม จ านวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 25.00 ตามล าดับ ตารางที่ 4.11 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามก ่ ิจกรรมที่ปฏิบัติในแต่ละวัน กิจกรรมที่ปฏิบัติในแต่ละวัน จ านวน ร้อยละ เดินใน-นอกบ้าน 25 62.50 นัง่ 9 22.50 นอน 5 12.50 อื่นๆ 1 2.50 รวม 40 100.00 จากตารางที่ 4.11 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีกิจกรรมที่ปฏิบัติในแต่ละวันคือ การเดิน ใน-นอกบ้าน จ านวน 25 คน คิดเป็ นร้อยละ 62.50 รองลงมาคือ การนัง จ านวน 9 คน คิดเป็ นร้อยละ ่ 22.50 ต่อมาคือ การนอน จ านวน 5 คน คิดเป็ นร้อยละ 12.50 และน้อยที่สุดคือ วิธีอื่นๆ จ านวน 1 คน คิดเป็ นร้อยละ 2.50 ตามล าดับ ตารางที่ 4.12 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามการออกก ่ าลังกาย การออกก าลังกาย จ านวน ร้อยละ ออกกาลังกาย 15 37.50 ไม่ออกกาลังกาย 25 62.50 รวม 40 100.00 จากตารางที่ 4.12 พบวากลุ่ ่มตัวอยางส่ ่วนใหญ่ไม่ออกกาลังกาย จ านวน 25คน คิดเป็ นร้อย ละ 62.50รองลงมาคือ ออกกาลังกาย จ านวน 15คน คิดเป็ นร้อยละ 37.50 ตามล าดับ ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


40 ตารางที่ 4.13 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามอาหารที่ชอบรับประทาน ่ อาหารที่ชอบรับประทาน จ านวน ร้อยละ กะทิ 2 5.00 ของทอด 9 22.50 ต้ม นึ่ง 16 40.00 ขนมหวาน 6 15.00 กาแฟ ชา 6 15.00 น ้ าหวาน น ้ าอัดลม 1 2.50 รวม 40 100.00 จากตารางที่ 4.13 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ชอบรับประทาน อาหารประเภทต้ม นึ่ ง จ านวน 16 คน คิดเป็ นร้อยละ 40.00 รองลงมาคือ ปัสสาวะบ่อยมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน จ านวน 201 คน คิดเป็ นร้อยละ 55.80 ต่อมาคือ ของทอด จ านวน 9 คน คิดเป็ นร้อยละ 22.50 ต่อมาคือ ขนม หวาน และกาแฟ ชา จ านวน 6 คน คิดเป็ นร้อยละ 15.00 กะทิ จ านวน 2 คน คิดเป็ นร้อยละ 5.00 และ น้อยที่สุดคือ น ้ าหวาน น ้ าอัดลม จ านวน 1 คน คิดเป็ นร้อยละ 2.50 ตามล าดับ ตอนที่ 2 ข้อมู ลเกี่ยวกับการประเมินระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม ตารางที่ 4.14 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอยาง จ าแนกตามลักษณะอาการเจ็บปวดเข ่ ่า หรือ ข้อพับเข่า ลักษณะอาการเจ็บปวดเข่า หรือข้อพับเข่า จ านวน ร้อยละ ไม่มีอาการ 3 7.50 อาการปวดลึกๆที่เข่าเล็กน้อย เฉพาะเวลาขยับ ตัวหรืออยูในบางท ่ ่าเท่านั้น 13 32.50 หลังใช้งานนาน อาการปวดเข่ามากขึ้น พักแล้ว ดีขึ้น เป็ นๆหายๆ 21 52.50 อาการปวดเข่าเพิ่ มมากขึ้น ปวดนานขึ้น 3 7.50 รวม 40 100.00 ศ ู นย ์ แพทยศาสตรช ์ ั น ้ คล ิ น ิ ก โรงพยาบาลพระน ั ่ งเกล ้ า คณะแพทยศาสตร ์ มหาวท ิ ยาล ั ยสยาม


Click to View FlipBook Version