จากดนิ แดน
ากพนงั ...
จนถึงฝัง่ เมืองคอน..
หนังสือเรียนภาษาไทย...
เกยี รติศกั ดิ์ ชมุ ถาวร
เขียน/เรียบเรียง
๑
หนงั สอื เรยี น รายวชิ าเพม่ิ เตมิ ภาษาไทย
จากดนิ แดนปากนงั ...จนถงึ ฝัง่ เมอื งคอน
การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั
กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
เกยี รตศิ กั ดิ์ชุมถาวร
ตาบลเขารปู ชา้ ง อาเภอเมอื งสงขลา จงั หวดั สงขลา
๙๐๐๐๐
โทรศพั ท์ ๐๙๗-๐๑๕-๕๑๒๘
สาขาวชิ าภาษาไทย คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์
ดาเนินการจดั พมิ พ์
ISBN 611-011-482
พมิ พค์ รงั้ แรก
พ.ศ. ๒๕๖๔
จานวน เลม่
ราคา บาท
พมิ พท์ ส่ี านกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ วทิ ยาเขตสงขลา
๑๔๐ ตาบลเขารปู ชา้ ง อาเภอเมอื ง จงั หวดั สงขลา ๙๐๐๐๐
๒
คำนำ
หนังสือเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เป็นส่ือการเรียนรู้ที่มีครูท่ัว
ประเทศนิยมเลือกใช้จัดการเรียนการสอน เห็นควรมีการเพิ่มเติมกิจกรรมการจัดการ
เรียนรู้ให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน โดยจัดทาคู่มือจัดกิจกรรมการใช้หนังสือเรียน
ดงั กล่าว เปน็ แนวทางให้ครเู ลือกจัดกิจกรรมทงั้ ในห้องเรียน และนอกห้องเรียน
สาหรับหนังสือว่าด้วยจากดินแดนปากพนัง..จนถึงฝั่งเมืองคอน นี้ มีเนื้อหา
สาระนาเสนอเกี่ยวกับข้อมูลท่ัวไปในอาเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่ี
สอดคลอ้ งกบั หลกั ภาษาไทย
คณะผู้จัดทาขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์ปริยากรณ์ ชูแก้ว อาจารย์
ประจาวิชา และผ้เู กย่ี วขอ้ งในการจดั ทาหนังสือเรยี นนใ้ี หส้ าเร็จลุล่วงด้วยดี และหวังว่า
หนังสือเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมี
ข้อเสนอแนะเพอ่ื ปรบั ปรงุ แกไ้ ข กรุณาแจง้ คณะผู้จัดทาเพอื่ ดาเนินการปรบั ปรงุ แก้ไขให้
สมบูรณ์ยง่ิ ข้ึน
๓
คำแนะนำกำรใช้หนงั สือ
หนังสือเรียนสาระความรู้เพิ่มเติมรายวิชาเป็นหนังสือเรียนที่
จดั ทาขน้ึ สาหรับผเู้ รยี นทต่ี ้องการเรียนร้กู ารเขยี นสารคดใี นการศึกษาหนังสือ
เรียนสาระความรู้เพม่ิ เติมรายวิชาภาษาไทย ผ้เู รียนควรปฏบิ ัติดังน้ี
๑. ศึกษาโครงสร้างรายวิขาให้เข้าใจในหัวข้อและสาระสาคัญผลการ
เรียนรูท้ ีค่ าดหวังและขอบข่ายเน้ือหาของรายวชิ านน้ั ๆ โดยละเอียด
๒. ศึกษารายละเอียดเน้ือหาของแต่ละบทอย่างละเอียดทากิจกรรม
แล้วตรวจสอบกับแนวตอบกิจกรรมถ้าผู้เรียนตอบผิดควรกลับไปศึกษาและ
ทาความเข้าใจในเน้ือหานัน้ ใหมใ่ ห้เขา้ ใจก่อนท่ีจะศกึ ษาเรอื่ งตอ่ ๆ ไป
๓. ปฏิบัติกิจกรรมท้ายเรื่องของแต่ละเร่ืองเพื่อเป็นการสรุปความรู้
ความเข้าใจของเน้ือหาในเรื่องน้ัน ๆ อีกครั้งและการปฏิบัติกิจกรรมของแต่
ละเนื้อหาแต่ละเรื่องผู้เรียนสามารถนาไปตรวจสอบกับครูและเพ่ือนๆท่ีร่วม
เรยี นในรายวชิ าและระดับเดยี วกันได้
๔. หนงั สอื เรยี นเลม่ นีม้ ี ๓ บท
บทที่ ๑ ล่องเรอื รบั ลม ชมเมอื ง
บทที่ ๒ เลา่ เร่ือง ลอื ขาน ตานานประเพณี
บทที่ ๓ มากของดี รู้คณุ ค่า ปญั ญาชน
๔ หนำ้
๒
สำรบัญ ๓
๔
ชอ่ื เรอื่ ง ๖
คานา ๗
คาแนะนาการใชห้ นงั สอื ๑๑
สารบัญ ๑๕
บทท่ี ๑ ล่องเรือ รับลม ชมเมือง ๑๘
๒๑
ประวัตเิ มอื งปากพนัง ๒๓
การเขยี นบนั เทงิ คดแี ละสารคดี ๒๔
สารคดี ลอ่ งเรือ รบั ลม ชมเมือง ๒๕
พายโุ ซนร้อนแฮเรียตสูโ่ ศกนาฏกรรมคร้ังย่งิ ใหญ่ ๒๖
แหลมตะลมุ พกุ ในความทรงจา ๒๙
พนิ จิ ทา นาไปใช้ ๓๔
เสรมิ รู้ สู่การต่อยอด ๔๑
บทท่ี ๒ เลำ่ เร่อื ง ลือขำน ตำนำนประเพณี ๔๒
ตานานและประเพณที ้องถิ่นของเมืองปากพนงั ๔๗
ความรเู้ กี่ยวกับการอ่านจับใจความ ๔๙
เร่ืองส้ันศรทั ธาเลา่ ขานปาฏิหาริยพ์ น้ ภยั
รู้เพมิ่ เตมิ สาระ
วรรณกรรมมขุ ปาฐะ
พนิ จิ ทา นาไปใช้
เสริมรูส้ กู่ ารต่อยอด
๕ หนำ้
๕๐
สำรบัญ ๕๑
๕๓
ชอื่ เรอื่ ง ๕๙
บทที่ ๓ มำกของดี รคู้ ณุ คำ่ ปัญญำชน ๗๐
๗๑
สืบสานคณุ ค่า ภูมปิ ญั ญาจากแผน่ ดนิ ทอง ๗๒
ความร้เู รือ่ ง ส้มโอทบั ทิมสยาม
ความร้ทู ั่วไปของการแต่งบทรอ้ ยกรองและกลอนสุภาพ
พนิ ิจทา นาไปใช้
เสรมิ รสู้ ู่การตอ่ ยอด
บรรณานกุ รม
๖
จดุ ประสงค์กำรเรียนรู้
๑. นกั เรยี นอธบิ ายความร้คู วามเขา้ ใจสารคดแี ละบนั เทิงคดี
๒. นักเรยี นสามารถเขียนสารคดไี ด้
๗
ประวัติเมอื งปำกพนัง
เมืองปากพนังแม้ว่าจะขาดหลักฐานทางโบราณคดีและลาย
ลกั ษณอ์ ักษรทางประวัติศาสตรเ์ กี่ยวกับเมืองน้ีว่าตั้งข้ึนเม่ือใด แต่ก็มีตานาน
เกีย่ วกับเมอื งปากพนังระบไุ วว้ ่า “ในสมยั อาณาจักรศรีวิชัยราว พ.ศ. ๑๗๗๓
สมัยพระเจา้ สามพี่น้องคือพระเจา้ ศรีธรรมโศกราช พระเจ้าจันทรภานุ และ
พระเจ้าพงษาสุระ กาลังดาเนินการสมโภชพระบรมธาตุอยู่น้ันคลื่นได้ซัด
ผ้าแถบผนื ใหญผ่ นื หนึง่ มีลายเขยี นเรื่องพระพุทธประวัติเรียกว่า ผำ้ พระบฏ
ขึ้นที่ชายหาดหัวเมืองนัง (ปากพนัง) ชาวปากพนังได้เก็บผ้าผืนน้ันไปถวาย
พระเจ้าศรีธรรมโศกราช” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ปรากฏช่ือหัวเมืองนังเป็นเมืองขนาดกลาง มีหลวงกาแพงสงครามรัตนบุรี
เป็นผู้รักษาเมือง มีศักดินา ๑,๒๐๐ และมีขุนมายาศักด์ิภักดี เป็นผู้ช่วย มี
ศักดินา ๘๐๐ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยู่หัวรัชกาลท่ี ๕
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการปกครองท้องถ่ิน ให้มีมณฑล
เทศาภิบาลใน ร.ศ. ๑๑๔ (พ.ศ. ๒๔๓๘) น้ัน อาเภอปากพนังมีช่ือว่า
"อำเภอเบ้ียซัด” โดยหมายความว่าที่คลื่นได้ซัดเอาหอยเบ้ียจากทะเลซ่ึงใน
สมัยโบราณใช้หอยเบี้ยเป็นเงินตราแลกเปล่ียนซื้อขายสินค้ากันได้ โดยการ
รวมแขวง หรอื หัวเมอื ง ๔ แหง่ ไดแ้ ก่ เมอื งพนงั เมืองพเิ ชยี ร ที่เบ้ียซัดและที่
ตรง เข้าด้วยกันจัดตั้งเป็นอาเภอข้ึนเมื่อ ร.ศ. ๑๑๖ (พ.ศ. ๒๔๔๐) มี
นายอาเภอคนแรกคือ“ หลวงพิบูลย์สมบัติ” ที่ว่าการอาเภอช่ัวคราวต้ังอยู่ที่
โรงสีเอ่ียมเส็ง แล้วต่อมาย้ายไปตั้งที่ตลาดสดปากพนัง คร้ันเม่ือวันที่ ๕
มีนาคม ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๕) ได้มีพระบรมราชโองการให้เปล่ียนชื่อ
“อำเภอเบ้ียซัด” เป็น “อำเภอปำกพนัง” เพ่ือให้ตรงกับช่ือตาบลท่ีตั้ง
อาเภอ คอื ตาบลปากพนงั สืบมาจนทกุ วนั นี้ สาเหตทุ เ่ี ปลีย่ นช่ือมาเป็นอาเภอ
ปากพนังอีกประการหน่ึง คอื เนื่องจากว่าประชาชนไม่ยอมเรียกว่า“ อาเภอ
เบย้ี ซดั ” ยังคงเรยี ก“ ปากพนัง” จงึ มพี ระบรมราชโองการใหเ้ ปล่ยี นเป็น
“อำเภอปำกพนัง”
๘
ครนั้ เม่อื ร.ศ. ๑๒๔ (พ.ศ. ๒๔๔๘) จึงได้ย้ายมาตั้งที่ว่าการอาเภอถาวรข้ึนที่
ริมอถาวรข้ึนท่ีริมคลองบางฉนาก (ท่ีต้ังกองบังคับการกองตารวจน้าปัจจุบัน) ต่อมา
ปรากฏว่าถูกเพลิงไหม้ ๒ ครั้ง ครั้งแรกไม่ปรากฏหลักฐานว่าปีใด ส่วนครั้งที่ ๒ เมื่อ
วันท่ี ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ จึงได้ย้ายมาสร้างที่ว่าการอาเภอใหม่ริมถนน
ชายทะเล หมู่ท่ี ๓ ตาบลปากพนังฝั่งตะวันออกและย้ายมาสร้างที่ว่าการอาเภอหลัง
ปัจจุบัน เม่ือวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ในอดีตอาเภอปากพนังเป็นหัวเมืองสาคัญ
ของมณฑลนครศรีธรรมราช เปน็ ท่าเรือนานาชาติ มคี วามเจริญรุ่งเรืองทางการค้ามาก
ซึง่ มขี ้าวสารเปน็ สินคา้ ส่งออกท่ีสาคัญ มเี รือสาเภาจากประเทศจีนและหัวเมืองมาลายู
ตลอดจนเรือจากอาเภอและจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาค้าขายที่อาเภอปากพนังเป็น
จานวนมาก ดงั ในพระราชหตั ถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาล
ที่ ๕ เมอื่ คราวประพาสเมอื งปากพนังเมอ่ื วันที่ ๘ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๔ (พ.ศ. ๒๔๔๘)
ตอนหน่ึงว่า “...อาเภอปากพนังน้ีได้ทราบอยู่แล้วเป็นท่ีสาคัญอย่างไร แต่เม่ือไปถึงที่
ยังรู้สึกว่าตามที่คาดคะเนน้ันผิดไปเป็นอันมาก ไม่นึกว่าจะใหญ่โตม่ังคั่งถึงเพียงน้ี น้า
ต่ืนมีอยู่แต่ท่ีดอนปากน้าประมาณสัก ๒๐๐ เส้น เข้าไปข้างในน้าลึกตลอดจนถึงโรงสี
ไฟนา้ ยงั ลกึ ถงึ ๓ วา ถ้าเวลาน้ามากเรือขนาดพาลี แลสคุ รพี เขา้ ไปได้ต่อโรงสีไฟไม่มาก
ถึงปากแพรก ซึ่งเป็นแม่น้า ๒ แยก ๆ หนึ่งเลียบไปทางทะเลถึงตาบลทุ่งพังไกล
(อาเภอหวั ไทรปจั จบุ นั ) ซึง่ เปน็ ที่น่าอดุ มดี ข้างจนี กลา่ วกนั ว่าดีกว่านาคลองรังสิต แลมี
ทวี่ ่างเหลืออย่มู ากจาทานาข้ึนได้ใหม่กวา่ ทมี่ อี ยแู่ ล้วเดย๋ี วนอี้ ีก ๑๐ เท่า เขากะกาลังทุ่ง
น้ันว่า ถ้ามีบริบูรณ์จะตั้งโรงสีไฟได้ประมาณ ๑๐ โรง ขาดแต่คนเท่าน้ัน นาทั้งมณฑล
นครศรีธรรมราชไม่ท่ีไหนสู้...แต่พระยาสุขุมได้ขุดคลองต้ังแต่ระหว่างหมู่บ้านคนไปถึง
คลองบางจาก เดินได้ทางในมีเรือลูกค้ามาแต่กลางเมือง แลร่อนพิบูลย์จอดอยู่หลาย
ร้อยลา...มีเรือกาป้นั แขก สาเภาจนี คา้ ขายทอดอยู่กลางน้าเกือบ ๓๐ ลา
๙
...สินค้าไม่มีอื่นสาคัญเท่าข้าว มีปลา มีสุกร แต่ไม่มากเรือเหล่านี้มาแต่
เมืองสิงคโปร์ แลเมืองแขกโดยมาก ห้างอิส เอเชียติก ต้ังเอเยนต์ไว้สาหรับสินค้าไป
บรรทุกลงเรือเมล์ด้วยเหมือนกัน เม่ือจะคิดดูว่าตาบลน้ีมีราคาอย่างไรเทียบกับเมือง
สงขลา เงนิ ผลประโยชน์แต่อาเภอเดียว น้อยกว่าเมืองสงขลาอยู่ ๒๐,๐๐๐ บาทเท่าน้ัน
บรรดาเมอื งท่าในแหลมมาลายฝู ่ังตะวนั ออกเห็นจะไม่มแี หง่ ใดดเี ทา่ ปากพนงั ...”
ส่ิงสาคัญอีกอย่างหน่ึงท่ีเกี่ยวข้องกับความเป็นมาของเมืองปากพนังคือ
แมน่ ้าปากพนังลาน้าสายนี้เป็นแหล่งก่อเกิดการติดต่อค้าขาย โดยมีเรือสาเภาจากเมือง
จนี หัวเมอื งมาลายู เข้ามาค้าขายท่ีอาเภอปากพนังและอาเภอในจังหวัดใกล้เคียงตั้งแต่
สมัยอดีต นับเป็นแม่น้าสายประวัติศาสตร์ของอาณาจักรตามพรลิงค์และแหลมมาลายู
แม่น้าปากพนังเปรียบเสมือนสายโลหิตของชาวลุ่มน้าปากพนังตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
แม่น้าปากพนังจะไหลผ่านพื้นที่หลายอาเภอ ซึ่งประกอบไปด้วยอาเภอชะอวด อาเภอ
หัวไทร อาเภอเชียรใหญ่ อาเภอเฉลิมพระเกียรติ และอาเภอปากพนังเป็นสายน้าสาย
เดยี วท่ีไหลสวนทางกบั แม่น้าเจา้ พระยา กล่าวคือแมน่ ้าเกอื บทุกสายในประเทศไทยส่วน
ใหญ่จะไหลจากทศิ เหนือลงสทู่ ศิ ใต้ แต่แมน่ า้ ปากพนงั ไหลจากทศิ ได้ลงสู่ทศิ เหนือ แม่น้า
ปากพนังมีต้นกาเนิดจากเทือกเขาบรรทัดบริเวณรอยต่อพื้นที่ ๓ จังหวัดคือจังหวัดตรัง
จังหวัดพัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ต้นน้าของแม่น้าปากพนังอยู่ท่ีตาบลวังอ่าง
อาเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกว่าคลองน้าใสหรือคลองไม้เสียบ ไหลผ่าน
เขตอาเภอชะอวดเรยี กว่าคลองชะอวด ไหลผา่ นอาเภอเชียรใหญเ่ รียกว่าคลองเชียรและ
มีสาขาแยกเข้าอาเภอหัวไทรไหลมาพบกันที่ตาบลปากแพรก อาเภอปากพนัง รวมกัน
กลายเป็นแม่น้าปากพนังไหลลงสู่ทะเลท่ีอ่าวปากพนัง (อ่าวนคร) สภาพลาแม่น้าแบ่ง
ตามความลาดเทได้ ๓ ดอน ตอนบนคอ่ นข้างชนั มากสภาพพืน้ ที่เปน็ ปา่ ไม้
๑๐
ปัจจบุ นั ถูกบุกเบิกทาเปน็ สวนยางพารา ตอนกลางสภาพพื้นท่ีนท่ีเป็น
สวนยางพารา สวนผลไม้ และทานา บางส่วนสาหรับตอนล่างเป็นพ้ืนท่ีราบ
ความยาวของแม่น้าปากพนังจากต้ังแต่บริเวณอาเภอชะอวด ลงมาถึงอาเภอ
ปากพนังมีความยาวท้ังหมดประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตรความกว้างประมาณ ๒๐
- ๑๐๐ เมตร ลึกประมาณ ๖ - ๑๐ เมตร เฉพาะพ้ืนท่ีตอนล่างเป็นที่ราบความ
ยาวประมาณ ๘๕ กิโลเมตร ส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตรกรรม
เป็นแหล่งผลิตข้าวสารท่ีมีชื่อเสียงในอดีต เป็นแหล่งประมงขนส่งสินค้า และ
เป็นแหล่งทาการเกษตรแบบผสมผสาน ในปัจจุบันแม่น้าปากพนังส่วนที่ไหล
ผา่ นอาเภอปากพนงั ต้ังแตบ่ ริเวณเขตพน้ื ท่อี าเภอปากพนังถึงปากอ่าวปากพนัง
(อ่าวนคร) มีความยาวประมาณ ๒๕ กิโลเมตร นอกจากน้ี ยังมีลาคลองอีก
หลายสายเช่น คลองสุขุม คลองชะเมาหรือคลองบางจาก คลองบางไทรและ
คลองหัวไทร
๑๑
บันเทิงคดี คือ เรือ่ งสมมติท่ีสร้างขึ้นมาอย่างมีจินตนาการและอารมณ์ มุ่งให้ความ
เพลิดเพลินเป็นใหญ่ แต่ก็ให้ความรู้ด้วย มี ๔ ประเภท ได้แก่ นิทาน เรื่องส้ัน นวนิยาย
บทละคร บันเทิงคดีเป็นงานเขียนท่ีผู้เขียนมีเจตนานให้ผู้อ่านได้รับความเพลิดเพลินจาก
การอา่ นโดยมีเกรด็ ความรู้ ขอ้ คิด คตธิ รรม และประสบการณ์ชีวิตแทรกอย่ใู นเร่ืองน้ันๆ
นิทาน คือ เร่ืองเล่าท่ีสืบต่อกันมา และเป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ท่ีสุด ได้แก่นิทาน
อสี ปและนทิ านพ้นื บ้าน
เรอ่ื งสั้น คือ เร่ืองสมมติที่มีความสมจริง ขนาดสั้น ดาเนินเรื่องกระชับและรวดเร็ว
นวนิยาย คอื เร่อื งสมมติทสี่ มจริง มขี นาดยาว เร่อื งราวซับซ้อน นาเสนอแนวคิดได้
กวา้ งขวางกวา่ เรอื่ งสนั้
ละคร คือ เรื่องแต่งสาหรบั ละครโดยเฉพาะ เชน่ ละครรอ้ ง ละครรา ละครเวที
นวนิยายกส็ มารถดดั แปลงเป็นละครได้
องคป์ ระกอบของบนั เทงิ คดี
๑. สารตั ถะของเรอ่ื ง (Theme) หรอื เรียกวา่ "แก่นเรอ่ื ง" หมายถึง ความคดิ
สาคญั ของเร่อื ง เป้าหมายหรือวตั ถุประสงคท์ ่ผี ้เู ขียนตอ้ งการนาเสนอแก่ผอู้ ่าน
๒. โครงเรอ่ื ง (Plot) คอื เหตุการณท์ จี่ ดั เรียงลาดับและเป็นเหตเุ ปน็ ผลกัน
เหตุการณ์หน่ึงเป็นผลให้เกิดเหตุการณ์หน่ึง หรือหลายๆ เหตกุ ารณ์สบื เนื่องตามมา
โครงเรือ่ งที่น่าสนใจจะเกิดจากความขัดแย้งระหวา่ งแนวคิด คา่ นิยม ความเชอ่ื หรือ
เหตุผลมากกว่า ๒ กระแสขน้ึ ไป ทาให้ผอู้ า่ นอยากรวู้ า่ ปมปญั หาน้ันจะลงเอยใน
ลักษณะใด
๓. ตวั ละคร (Character) คอื ตวั บคุ คล สตั ว์หรอื ส่ิงตา่ งๆ ที่ผูเ้ ขียนสร้างขน้ึ
ให้มีบทบาท มชี วี ติ มีจิตวญิ ญาณ แสดงพฤตกิ รรมตา่ งๆ เพือ่ ให้เหตุการณด์ าเนนิ ไป
ตามเรอ่ื งราวทว่ี างไว้
๑๒ ๗
๔. บทสนทนา (Dialogue) คือ คาพูดของตัวละครแต่ละตัว บท
สนทนานบั เปน็ องค์ประกอบสาคญั ของเร่ืองบนั เทงิ คดีได้ประการหนึ่ง เพราะช่วยให้
ผอู้ ่านได้ทราบถงึ แนวคิดของผแู้ ต่ง ทราบถึงบุคลิกลักษณะของตัวละคร ข้อขัดแย้ง
ระหว่างตัวละคร ภูมิหลังและรายละเอียดต่างๆ ได้ โดยท่ีผู้แต่งไม่ต้องบรรยายหรือ
พรรณนาความให้ยืดยาว นอกจากน้ียังทาให้ผู้อ่านได้รับความเพลิดเพลินไปพร้อม
กนั ด้วย
๕. ฉาก (Setting) คือ การบรรยายภาพสถานท่ี เวลา และ
สภาพแวดล้อมทป่ี รากฏในเหตุการณ์ของเรอื่ ง เป็นการสรา้ งอารมณแ์ ละจินตนาการ
ให้กับผู้อ่าน ช่วยให้ผู้อ่านเพลิดเพลิน มีอารมณ์ร่วมกับตัวละคร และคาดเดา
เหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นในเรื่องได้ การบรรยายฉากต้องคานึงถึงข้อเท็จจริง มีความถูก
ต้องสมจริง มีความแจ่มชัดเป็นระเบียบ ไม่สับสน ใช้ภาษาประณีตด้วยภาพพจน์
และโวหารตา่ งๆ อยา่ งเหมาะสม โดยทัว่ ไปมักนิยมใชพ้ รรณนาโวหารในการกล่าวถึง
ฉาก
๖. บรรยากาศ (Atmosphere) คือ การบรรยายอารมณ์ความรู้สึก
องค์ประกอบตา่ งๆ ของฉากและตัวละคร เพอ่ื สร้างอารมณค์ วามร้สู กึ แกผ่ อู้ า่ น
สำรคดี คือ วรรณกรรมที่มีเน้ือหาเป็นข้อเท็จจริง ผู้แต่งมุ่งเสนอ
ความรู้หรือข้อเท็จจริง เพื่อพัฒนาความรู้ ความคิดและสติปัญญาแก่ผู้อ่าน แต่มิใช่
เสนอในรูปตารา หากใช้วิธีนาเสนอที่ให้ผู้อ่านได้รับทั้งความรู้และความบันเทิงด้วย
สารคดีอาจแบง่ เป็นประเภทย่อยๆ ได้ ดังน้ี
ประเภทของสำรคดี
๑. สารคดีวิชาการ มุ่งให้ความรู้แขนงต่าง ๆ เช่น วิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ศาสนศาสตร์ เปน็ ตน้
๒. สารคดที ั่วไป มุ่งให้ความรู้รอบตัว เช่น กีฬา ท่องเท่ียว งานอดิเรก
ประเพณีวฒั นธรรม ฯลฯ
๑๓
๓.สารคดีแนวประวัติ เป็นการเขียนถึงบุคคลสาคัญหรือผู้ที่มี
ความสามรถพิเศษ เช่น สุนทรภู่ รัชกาลที่๕ เป็นต้น นอกจากนี้ สารคดีแนว
ประวัติยังเป็นคาที่เรียกชื่อรวมๆ ของสารคดีที่เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความ
เปน็ ไปของคนดงั ตัวอยา่ ง สถานที่ หรอื ส่งิ หนึ่งส่งิ ใด สารคดแี นวประวัติท่ีเขียน
โดยเจ้าของประวัติเองอาจจะเรียกเป็นคาศัพท์เฉพาะว่า อัตชีวประวัติ แต่ถ้า
คนอื่นเปน็ ผูเ้ ขยี นจะเรยี กว่า ชวี ประวัติ
หลักกำรเขียนบนั เทงิ คดีและสำรคดี
พ้ืนฐานแรกของการเขยี นหนงั สอื ทีด่ ี คอื การเปน็ นกั อ่าน การอา่ น
เป็นพ้ืนฐานของการเขียน ทาให้ผู้เขียนได้รู้วิธีการเรียบเรียงความคิด มีคลัง
คาศพั ทแ์ ละได้ความรูใ้ นเรอ่ื งต่างๆ เมือ่ จะเริ่มต้นลงมือเขียนสารคดี ควรเลือก
เรื่องที่ผู้เขียนสนใจ เพราะจะทาให้ผู้เขียนมีแรงบันดาลใจการเขียน การหา
ข้อมลู อาจแบง่ ไดเ้ ปน็ ๒ สว่ น คอื ข้อมลู เอกสาร และ ขอ้ มูลบุคคล สาหรับการ
หาข้อมูลเอกสารน้ัน ผู้เขียนควรค้นคว้าหาข้อมูลไว้ก่อน เพ่ือใช้เป็นข้อมูล
พื้นฐาน เป็นการเตรียมความรู้และความพร้อม ท้ังยังช่วยกาหนดแนวทางใน
การหาขอ้ มูลภาคสนามดว้ ย
ข้อมูลเอกสารน้ันอาจพอค้นคว้าหาได้จากห้องสมุด จากหนังสือ
เกา่ หนังสือพิมพเ์ กา่ หอจดหมายเหตุ เป็นต้น แตก่ ารไปพบแหลง่ ข้อมูลบุคคล
หรือการลงภาคสนามนนั้ ต้องอาศยั ความพยายามมากขึน้
เม่ือได้ข้อมูลมาทั้งหมด ก็ถึงข้ันตอนการเรียบเรียงและการเขียน
ก่อนลงมือเขียน ให้อ่านทบทวนข้อมูลที่ได้มาทั้งหมด เพื่อทาความเข้าใจแล้ว
ย่อยข้อมูล แบ่งหมวดหมู่ หัวข้อ ว่าส่วนไหนควรอยู่กลุ่มไหน หากได้ข้อมูลมา
จานวนมาก ถ้าลงท้ังหมดก็จะกินเน้ือท่ีหน้ากระดาษมาก อาจจาเป็นต้องตัด
ข้อมูลบางส่วนทิ้งไปบ้าง โดยให้เลือกคงข้อมูลที่น่าสนใจกว่า หรือเป็นข้อมูล
ใหมไ่ ว้
๑๔
กำรวำงโครงเรื่องกำรเขียนบันเทิงคดีและสำรคดี
๑. การเปิดเร่อื ง คือการเปดิ ประเดน็ เร่อื งทจี่ ะศึกษา ตอ้ งเปดิ เรือ่ งให้
นา่ สนใจ อาจชปู ระเด็นท่ีเปน็ ปัญหาบางอยา่ งทค่ี นสว่ นใหญไ่ มร่ แู้ ต่อยากรู้ ทา
ให้ผู้อา่ นตอ้ งการตดิ ตามอ่านต่อไป
๒. เน้ือเรื่อง อาจแบ่งออกเป็นประเดน็ หรือหัวข้อย่อยๆ หลายหัวข้อ
เน้ือหาตอ้ งเต็มไปดว้ ยสาระ ความรู้ ต้องเขยี นใหน้ ่าศึกษา น่าตดิ ตาม
๓. การปิดเร่อื ง หรอื การท้ิงทา้ ยบทจบของเร่ือง อาจมไี ดห้ ลากหลาย
รูปแบบ แต่ควรสรุปจบใหต้ รงประเดน็ กับทเ่ี ปิดหัวเร่ืองไว้
อนึง่ การเขยี นสารคดคี วรหลีกเล่ยี งการใช้พรรณาโวหาร หรอื การใช้
คาท่กี ระตุ้นเร้าอารมณอ์ ย่างในบนั เทิงคดี ควรใชภ้ าษาระดบั ทางการ สน้ั
กระชับ เรยี บงา่ ย และเข้าใจไดง้ ่าย
๑๕
ล่องเรอื ..รับลม..ชมเมอื ง
...ทิ้งโลกความจริงท่ีเหน็ดเหน่ือย เดินออกจากโลกส่ีเหล่ียม พาตัวเองไปสู่โลก
ความจรงิ ใบใหม่ ลืมตารับแสงจากหน้าต่างบานใหม่ กล้าที่จะอ้าแขนรับอ้อมกอดใหม่ๆ เตรียม
ใจดวงเดิมให้พร้อมที่จะต้อนรับคนแปลกหน้า แล้วจะพบว่าโลกใบนี้ยังมีอีกหลายมุมมองใหม่ๆ
ท่ีต่างจากโลกสี่เหลี่ยมแคบๆใบเดิม ท่ีเปิดใจสักรอบ แล้วจะบอกชอบ “ปากพนัง” เมืองแห่ง
มนตข์ ลงั ..เติมความหวังจากรอยยม้ิ ...
ประตูระบำยนำ้ อทุ กวภิ ำคประสิทธ์ิ (บ้ำนพ่อ)..สู่อ้อมอกแม่
ในชว่ งเดอื นท่ผี ่านมาการได้ไปเยือนเมอื งปากพนังในคร้ังนี้ดูท่าจะอิ่มสุขมากกว่า
ทุกครง้ั เพราะหลังจากเจอสถานการณ์ทเ่ี ลวร้าย เมืองแห่งนีก้ ็กลับมามคี วามสุข ครื้นเครง และ
ดูเหมือนว่าฟ้าหลังฝนจะกลับมาสวยงามอีกคร้ัง ช่วงบ่ายของวันแรกที่เรือท่องเที่ยวกลับมา
ให้บริการก็ดูเหมือนว่า พนักงาน ชาวบ้าน เริ่มกลับมามีขวัญและกาลังใจอีกครั้ง เมื่อเห็น
รอยย้ิมของกันและกันก็เห็นความสวยงามตั้งแต่ยังไม่ทันออกเรือ สถานที่แรก ที่รู้จักกันในพ้ืน
ทวี่ า่ บ้านพอ่ สถานทสี่ าคญั ซงึ่ เป็นแลนด์มารก์ ของปาพนงั แหง่ น้ี สถานท่แี ห่งนม้ี ีความสาคัญคือ
เปน็ หนง่ึ ในใครงการพระราชดาริ ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวรัชกาลท่ี ๙ โครงการลุ่มน้า
ปากพนังมีพื้นที่ ๑.๗ ล้านไร่หรือประมาณ ๒๖.๖๔ ของพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
ครอบคลมุ ๓ อาเภอ คือ อาเภอปากพนัง อาเภอเชียรใหญ่และอาเภอหัวไทร พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หวั รชั กาลที่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามประตูระบายน้าปาก
พนังว่า“ อุทกวิภาชประสิทธิ” ซ่ึงเป็นประตูระบายน้าท่ีสามารถแก่ปัญหาผลผลิตทาง
การเกษตรจากการหนุนของน้าทะเล คือใช้หลักการ แยกน้าจืดน้าเค็มได้สาเร็จ น่ันคือมีการ
บริหารจัดการอย่างสมดุลปิดก้ันน้าเค็มไม่ให้รุกเข้าไปในลาน้ากักเก็บน้าจืดไว้ใช้ดารงชีพซึ่งจะ
เปน็ บทเร่ิมต้นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนและเอื้ออานวยให้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
ในลมุ่ นา้ ปากพนงั เปน็ ไปอยา่ งยั่งยืนซึง่ ประตูระบายนา้ ท่มี คี วามสาคัญตอ่ ประชาชนในพ้ืนท่ีและ
อาเภอใกล้เคยี ง สองขา้ งทางริมฝ่ังแมน่ า้ ปากพนังนนั้ กเ็ ตม็ ไปดว้ ยอายธรรมและวิชีวิตของคนใน
ท้องถ่นิ ที่มีความรักความผกู พันกับแม่น้าแหง่ ชวี ติ สายน้ี
เผลอใจไปครูเ่ ดียวเรอื ก็ล่องมาถึงที่สาคัญอีกหน่ึงท่ีท่ีนับว่าหากไม่ได้แวะชมก็จะ
ถือวา่ มาไม่ถงึ ปากพนงั แห่งนี้...
๑๖
ตลำดร้อยปีเมอื งปำกพนงั สุขสนั ตเ์ หมอื นดงั่ วนั วำน
ตลาด ๑๐๐ ปี เมืองปากพนัง เป็นตลาดเก่าแก่ด้ังเดิมมากว่า ๑๐๐ ปี
ต้ังอยู่ บริเวณท่าเรือข้ามฝากฝั่งตะวันออก อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ สร้างด้วยไม้
ด้วยความที่ไม่ได้เป็นตลาดปรุงแต่ง ให้เก่าเหมือนหลาย ๆ ท่ี ความเรียบง่ายและ
ธรรมชาติของวิถีชีวิตผู้คนแถวน้ัน จึงดูมีมนต์ขลังดึงดูดให้เข้าไปเย่ียมชม ปัจจุบันมี
สินค้าของฝากวางขายท่ัวไป ปัจจุบันตลาดจะขายในช่วงบ่ายสามโมงถึง ๖ โมงเย็น
โดยตลาดแห่งน้ีต้ังอยตู่ ดิ กับแม่น้า ช่วงต้นตลาดจะเป็นร้านขายของ ลักษณะเป็นห้อง
แถวติดกันเป็นบล็อก ๆ ส่วนใหญ่ขายขนม พื้นบ้าน อย่างขนมลา มีให้เลือกทั้งแบบ
กรอบกับแบบเหนียวผสมน้าผึ้ง นอกจากน้ี ยังมีถั่ว มันขี้หนู (หัวมันชนิดหน่ึง) และ
แหว้ พ้นื บ้าน ของกินแบบบา้ น ๆ รวมถึงอาหารทะเลสดๆ ราคาย่อมเยาทชี่ าวประมง
จะมาส่งแม่ค้าทุกวัน และมีปลากระบอกแห้งของขึ้นชื่อของที่นี่ รวมไปถึงขายผัก
ผลไม้ รวมไปถงึ ก้งุ แหง้ ปลาหมึกแหง้ และอ่นื ๆ อีกมากมายท่ีสามารถซื้อนากลับไป
เป็นของฝากได้ ความสนุกสนานและเป็นกันเองของคนที่น่ี จะกี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน
นักท่องเท่ียวท่ีมาเยือน ต่างก็ประทับใจกลับไปทุกคร้ัง ตลาดร้อยปีแห่งนี้ ยังเป็น
แหล่งเศรษฐกิจที่สาคัญของชาวปากพนัง เพราะมีการติดต่อค้าขายกันมาช้านาน
ด้วยความทเ่ี ป็นตลาดโบราณทม่ี ีเสน่ห์ทาให้ตลาด ๑๐๐ ปี แห่งนี้จึงเป็นสถานท่ีที่เป็น
เอกลักษณ์และหนา้ หลงไหลในความธรรมดา
เม่ือเรือถึงท่ีหมายก็ชวนหลงเสน่ห์ของแสงพระอาทิตย์ท่ีกาลังตกดิน แสงสี
ส้มทั่วฟ้าอาบให้หัวใจอบอุ่น ก็ทาให้นึกถึงความอบอุ่นและเป็นกันเองของชาวบ้าน
ที่นี่ รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ท่ีเป็นกันเองและน่ารัก อยู่ร่วมกับแบบพึ่งพาอาศัยทาให้
สถานท่ีแห่งนี้มัดใจผู้มาเยือนหลายต่อหลายคร้ัง คืนนี้ขอฝากท้องไว้กับร้านอาหาร
บ้านชายคลองที่เป็นรา้ นอาหารทดี่ ีทส่ี ุดในปากพนงั แห่งน้ี..
๑๗
เช้าวันใหม่มาเยือน...หากจะพูดถึงท่ีเท่ียวท่ีห้ามพลาดอีกหนึ่งที่ จากคากล่าวจาก
ตานานเกาะนางโดย ท่วี า่ ..
ปำกพนังจะสนกุ ..แหลมตะลุมพกุ จะเปน็ วงั
ก็คงจะหนีไม่พ้นแหลมตะลุมพุกท่ียังคงเป็นที่เล่าขานไปชั่วอายุคนใน
เร่ืองของโศกนาฏกรรมทางธรรมชาติสู่การฟื้นฟูสถานที่รวมถึงท้ังกายและใจของชาว
ปากพนงั คนื วันท่ี ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๕ เสยี งโหยหวนกรดี รอ้ งและหนีความตายกนั อย่าง
อลหม่านยังคงอยู่ในความทรงจาของผู้เฒ่าผู้แก่ จากคาเล่าขานชองชาวบ้านที่ยังคง
สะเทือนใจต่อเหตุการณ์กับการสูญเสียคร้ังย่ิงใหญ่ พายุโซนร้อนแฮเรียตได้ก่อความ
เสียหายอย่างรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยในขณะขึ้นฝั่งพายุมีขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๐๐ กิโลเมตร ก่อให้เกิดฝนตกหนัก คลื่นพายุหมุนยกซัดฝั่ง ลม
กระโชกแรง และน้าท่วมอย่างฉับพลัน จากคาบอกเล่าของชาวบ้านได้ความว่า ก่อน
พายุเคลื่อนขึ้นฝ่ังได้เกิดลมงวงช้างข้ึนหลายสายต้ังแต่ตอน ๑๖.๐๐ น. แรงลมพัด
บา้ นเรอื นจนโยกคลอน และหลังคาหลดุ ปลวิ ลอยไปทั่วทง้ั เมือง เกิดคลื่นยักษ์พัดเข้าใส่
แหลมตะลุมพุกจนหมู่บ้านท่ีมีอยู่หลายร้อยหลังคาเรือน เหลืออยู่เพียง ๕ หลังเท่าน้ัน
จากนั้นฝนก็ตกหนักต่อไปจนถึง ๑๙.๐๐ น. เกิดลมพัดแรงอยู่ประมาณ ๑ ช่ัวโมงแล้ว
สงบลง แตห่ ลงั จากน้นั เพยี งไม่ก่นี าที ก็เกิดลมพัดแรงอีกระลอก พัดบ้านเรือนพังทลาย
ลงจนหมด และมีคลื่นสูงใหญ่กว่าระลอกแรก โดยคล่ืนยักษ์สูงเท่ากับยอดต้นมะพร้าว
กวาดบา้ นเรือนลงทะเลหายไป และแม่น้าปากพนังเอ่อล้นเข้าท่วมตัวเมืองภายในเวลา
ไม่ก่ีนาที แต่เมื่อผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาได้ ชาวปากพนังก็ได้รับบทเรียนท่ีสาคัญใน
การดาเนนิ ชีวิต
๑๘
พำยโุ ซนรอ้ นแฮเรียตสโู่ ศกนำฏกรรมครง้ั ยงิ่ ใหญ่
ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๐๕ พายุโซนร้อนแฮเรียตก่อตัวบริเวณประเทศ
เวียดนามจากหย่อมความกดอากาศต่าจากน้ันเคลื่อนมายังอ่าวไทยและทวีกาลัง
แรงข้ึนเป็นพายุโซนร้อนบริเวณจังหวัดสงขลาในขณะน้ันได้มีวิทยุเตือนถึงพายุใน
เขตดังกล่าวซึ่งชาวบ้านในแหลมส่วนใหญ่จะยังอยู่ในบ้านเนื่องจากเคยประสบ
กับพายุมาแล้วจนในช่วงค่าของวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๕ พายุโซนร้อนแฮเรียต
พัดข้ึนฝั่งแหลมตะลุมพุกด้วยความเร็วลม ๙๕ กิโลเมตร / ชั่วโมงและความเร็ว
รอบศูนย์กลางราว ๑๐๘ กิโลเมตร / ชั่วโมงก่อเกิดคล่ืนทะเลซัดเข้าทาลาย
บ้านเรือนริมฝ่ังรวมถึงเกิดลมแรงและน้าท่วมฉับพลัน (ศูนย์ข้อมูลกลางทาง
วัฒนธรรม, ๒๕๕๕ : ออนไลน์) ท้ังน้ีแหลมตะลุมพุกมีความเสียหายมากที่สุด
อยา่ งท่ีชาวบ้านทุกคนไมค่ าดคดิ มากอ่ นวา่ จะเกิดข้นึ
พื้นท่ีตาบลแหลมตะลุมพุกในสมัยนั้นเป็นพื้นท่ีท่ีงอกใหม่จากแผ่นดินใหญ่
สภาพพ้ืนดินเป็นดินเค็มจัดมีน้าทะเลท่วมถึงในหน้ามรสุมเป็นระยะ ๆ จึงไม่ได้
เป็นที่กังวลของชาวบ้านว่าภัยพิบัติจะเกิดข้ึนเพราะเป็นเร่ืองปกติท่ีมีลมมรสุม
พายุในพ้นื ทช่ี ายฝ่ังแห่งนี้ท่ีดินบริเวณแหลมตะลุมพุกท่านเจ้าคุณพระศิริธรรมมุนี
เจา้ อาวาสวดั บวรนเิ วศวิหารกรุงเทพมหานครได้อุทศิ ท่ีดินใหเ้ ป็นสมบัติของมูลนิธิ
มหามกุฏราชวิทยาลัยมีเน้ือท่ี ๕ ไร่ ๗๗ ตารางวา ดังน้ันโรงเรียนวัดและ
บ้านเรือนราษฎรไดอ้ าศยั ในพ้นื ที่ของมูลนิธิดงั กลา่ ว
๑๙
คราวเกดิ ภัยพิบัตใิ นเวลานัน้ ถือว่าเปน็ เหตุการณท์ ี่ไมเ่ คยเกดิ
ขึ้นมากอ่ นชาวบ้านจึงไมร่ ู้วธิ ที จ่ี ะรับมือกับภยั พบิ ตั ิทาให้เกิดความ
เสยี หายอยา่ งมหาศาลสถานท่ีราชการอาคารบา้ นเรือนโรงเรียนวตั ถูก
พายพุ ัดพงั ระเนระนาดการไฟฟ้าและสถานีวทิ ยตุ ารวจเสยี หายหนัก
ไม่สามารถติดตอ่ กันได้เรือทอ่ี อกทะเลเสยี หายมากมายต้นยางต้น
มะพรา้ วและต้นไม้อืน่ ๆ ลม้ พนิ าศมหาศาลสวนยางนบั แสน ๆ ตน้
โค่นลม้ ขวางเป็นสิบ ๆ กโิ ลเมตรหลาย รอ้ ยคนหาทางออกไม่ไดค้ น
ภายนอกจะเขา้ ไปช่วยเหลอื ก็ไม่ไดก้ ารชว่ ยเหลอื ต้องส่งเครอื่ งบนิ ไป
ทง้ิ อาหารใหช้ ่วงเกดิ เหตุการณต์ รงกับรฐั บาลของจอมพลสฤษด์ิ ธ นะ
รัชต์นายกรัฐมนตรใี นขณะนน้ั ได้ออกมาปราศรยั ถึงผู้ประสบวาตภัย
ว่ารู้สกึ เสยี ใจอยา่ งสุดซึง้ และจะทาการชว่ ยเหลอื ใหเ้ ร็วทสี่ ุดคนไทย
รวมทงั้ ต่างชาติอาทิองั กฤษอติ าลเี วยี ดนามสวเี ดนสหรฐั ฯลฯ ต่างตก
ตะลึงตอ่ ข่าวมหาวปิ โยคจึงได้เขา้ มาช่วยเหลือผ้ปู ระสบภยั ทร่ี อดชวี ติ
ในครง้ั น้ัน (ศูนย์ขอ้ มูลกลางทางวฒั นธรรม, ๒๕๕๕ : ออนไลน)์
๒๐
โดยรปู แบบของพายุโซนร้อนแฮเรยี ตเป็นรปู วงกลมตรง
กลางเปน็ ช่องวา่ งเหมือนโดนัทเม่ือพายลุ กู แรกซัดเข้าแหลมก็จะ
นาน้าทะเลปรมิ าณมหาศาลขนึ้ มาบนฝ่งั เมอ่ื เขา้ สูศ่ นู ย์กลางของ
พายลุ มจะสงบน่งิ และเม่อื พายเุ คล่อื นตัวออกปีกของพายดุ ้าน
ทา้ ยจะกวาดตอ้ นสิง่ ของและผคู้ นบนแผ่นดินลงไปสู่ทะเลดว้ ย
ลักษณะพืน้ ทข่ี องแหลมตะลมุ พุกคือแผ่นดินเล็ก ๆ ทย่ี ืน่ ออกไป
ในทะเลเม่ือถูกพายซุ ดั เข้าใสจ่ ะมคี วามรุนแรงมากกว่าพ้นื
แผ่นดินริมทะเลทว่ั ๆไปหลายเทา่ ตวั (ศูนย์ข้อมูลกลางทาง
วฒั นธรรม, ๒๕๕๕: ออนไลน์)
๒๑
แหลมตะลมุ พกุ ในควำมทรงจำ
ความทรงจาหลักจะบอกเล่าเรื่องราวที่เก่ียวกับเหตุการณ์วาตภัยใน
รูปแบบที่ชุมชนเป็นผู้กระทาจากภัยธรรมชาติจนเกิดเป็นความเสียหายที่
ไม่อาจจะพดู ถึงซ่ึงทางชุมชนได้ใช้ความทรงจาหลกั ในการเขียนบันทึกและ
ส่งต่อภายในชุมชนโดยรัฐคือองค์การบริหารส่วนตาบลแหลมตะลุมพุก
เป็นโครงสรา้ งความทรงจาหลกั ทถี่ กู เลือกสรรให้เป็นสิ่งสาคัญทั้งยังใช้เป็น
เครื่องมือในการของบประมาณด้านต่างๆของรัฐได้ง่ายข้ึนอีกด้วยจากท่ีได้
กล่าวไปในบทที่ ๓ ความทรงจาหลักวาตภัย “แฮร์เรียต” ภัยพิบัติทาง
ธรรมชาติที่ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรพั ย์สินเป็นจานวนมากสาเหตุ
สาคัญมาจากลมพายหุ มุนท่ีเกิดข้ึนประจาในรอบปีและทวีกาลังแรงขึ้นจน
กลายเป็นพายุโซนร้อนพัดข้ึนฝ่ังแหลมตะลุมพุกโดยผนวกกับพ้ืนท่ีตาบล
แหลมตะลุมพุกเป็นพื้นที่แหลมยื่นออกไปจากแผ่นดินใหญ่มีทะเล
ล้อมรอบทั้งสองด้านผลกระทบโดยตรงจากพายุที่ตามมาจึงรุนแรง
มากกว่าพ้นื แผน่ ดนิ รมิ ทะเลท่ัวไปหลายเทา่ ตัวภายหลังจากเกิดภัยพบิ ัติได้
เกิดมูลนิธิราชประชานุเคราะหโ์ ดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอ
ดุลยเดชฯ ได้พระราชทานเงินบริจาคให้นาไปบรรเทาทุกข์ประชาชน
จากน้ันมีเงินเหลืออยู่จานวนหนึ่งจึงให้อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์จด
ทะเบียนต้ังมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์พร้อมท้ัง
พระราชทานนามโรงเรียนเปน็ “ โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์”
๒๒
ทาให้พ้ืนที่ตาบลแหลมตะลุมพุกกลายเป็นสถานที่จุดกาเนิด
มูลนิธิราชประชานุเคราะห์เป็นเร่ืองราวที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ
เอกสารงานวิจยั ต่างๆไมเ่ วน้ แม้แต่หนังสือของพิพิธภัณฑ์เมืองจังหวัด
นครศรีธรรมราชสาหรับความทรงจาหลักในชุมชนแหลมตะลุมพุก
ไม่ได้เป็นเพียงการบอกเล่าปากต่อปากกันในหมู่บ้านเท่าน้ัน แต่ยังมี
กระบวนการหลายประการที่ทาให้เร่ืองเล่านั้นดารงอยู่ได้อาทิการจัด
งานทาบุญเอกสารโรงเรียนเป็นต้นต่อเนื่องมาจากความทรงจาท่ี
ปรากฏอยู่เรื่องเล่าจะส่งผลต่อคนในชุมชนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะ
ผสู้ งู อายทุ อี่ ย่รู ่วมเหตุการณ์ทั้งน้ีเร่ืองเล่าที่ยังคงปรากฏอยู่ไม่เพียงให้
ข้อมูลอย่างเดียว แต่ยังสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับการรับรู้และการ
ปรบั ตวั ของชาวบ้านอกี ด้วย
๒๓
คาสงั่ : จงเขยี นอธิบายความหมาย ประเภท และองคป์ ระกอบ
ของ บนั เทิงคดแี ละสารคดีมาพอสังเขป
ความหมายของบนั เทงิ คดี
องค์ประกอบของบนั เทิงคดี .....................................................................................
.....................................................................................
ความหมายของสารคดี .....................................................................................
.....................................................................................
ประเภทของสารคดี .....................................................................................
.....................................................................................
หลกั การเขียนบนั เทิงคดีและสารคดี .....................................................................................
การวางโครงเรอ่ื งการเขียนบันเทิง .....................................................................................
.....................................................................................
คดแี ละสารคดี .....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
...............................
๒๔
คาสงั่ : จงเขยี นสารคดเี ชงิ ทอ่ งเทย่ี วจากความสนใจหรอื ภูมลิ านา
ข..อ..ง..น...กั ..เ.ร..ยี..น...ใ.ห...ม้ ..คี...ว..า.ม...น..่า..ส..น...ใ.จ..แ..ล...ะ.ส...ร.า้..ง..ส..ร..ร..ค..์..............................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
๒๕
จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้
๑. นักเรยี นอธบิ ายความรคู้ วามเขา้ ใจเก่ยี วกบั การอา่ นจบั ใจความ
๒. นักเรียนอธบิ ายความรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกับวรรณกรรมมุขปาฐะ
๓.นกั เรยี นสามาถถา่ ยทอดองคค์ วามรูใ้ นบทเรยี นได้
๒๖
ตำนำนหลวงพอ่ ผดุ วดั นันทำรำม (วดั ใต้ฝง่ั ตะวนั ออก)
เป็นพระพุทธรูปหินทรายแดง เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองอีกองค์ ท่ี
เคารพสกั การะของชาวปากพนังและแขกผู้มาเยือน ตานานหลวงพ่อผุด มาจาก
คาบอกเล่าบุรพชนผู้เฒ่าผู้แก่อีกต่อหน่ึง วัดเกิดเหตุตรงกับ วันจันทร์เดือน ๘
แรม ๑๓ ค่า ปีมะเมีย ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๐๔ ในคืนน้ัน เวลาราวเที่ยงคืน ฝนตก
หนักฟ้าคะนองทันใดน้ัน อสนิบาตผ่าเปรี้ยงลงที่ต้นทองหลาง ใกล้วิหาร เกิดไฟ
ลุกโชติช่วง ต้นทางหลางกิ่งก้านหักโค่น ลงมาอยู่ท่ีโคนต้น สักพักไฟท่ีต้น
ทองหลางก็มอดลง พระทกุ รปู ทร่ี วมกันอยบู่ นกุฏิ ไม่มีใครกลา้ ลงไปดู
รงุ่ เช้าทุกคนตา่ งกม็ ุง่ ไปดูท่ีเกิดเหตุ คงเห็นรอยไหม้ดาๆ ด่างๆ บน
กง่ิ ทองหลางที่หักโคน่ ลงมา จึงให้ศษิ ย์นาเคร่ืองมือมาช่วยกันฟันก่ิงทองหลางท้ิง
ลงคลอง บังเอิญ นายทองใส (ชาวบ้าน) เดินไปสะดุด สิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นผุดขึ้นมา
ประมาณองคุลีกว่าๆ ก้มเห็นเกศพระพุทธรูป ท่านสมภารสั่งว่าให้รอการขุดไว้
ก่อนแล้วสั่งให้ไปตามคฤหัสถ์อันเป็นผู้ใหญ่ที่นับถือ เพื่อขอปรึกษาเรื่องนี้ด้วย
คือ ส่ีจัน(ต้นตระกูลจันทพันธ์ุ) นายไชยทอง หม่ืนราชสมโพธิ์ ก็เข้ามาตรวจ
พระพุทธรูปและกราบไหว้ด้วย เบญจางคประดิษฐ์ ต่างชมว่าพระพุทธรูปมี
ลักษณะงามอย่างยิ่ง ทุกๆ ส่วนท่ีโผล่ขึ้นมาเหนือดินไม่มีชารุดเสียเลย จึงได้
รายงานต่อเจ้าหน้ากรมศาสนา ปัจจุบัน "องค์หลวงพ่อผุด" ประดิษฐาน ณ
วัดนันทาราม (วัดใต้ฝั่งตะวันออก) ถนนชายน้า อาเภอปากพนัง จังหวัด
นครศรีธรรมราช
๒๗
ประเพณีลำกพระและแขง่ ขันเรอื เพรียว
“อำรยธรรมแหง่ สำยน้ำ เอกลักษณง์ ำมเมอื งปำกพนัง”
งานลากพระเป็นงานของชาวบ้านที่ร่วมกันจัดด้วยแรงศรัทธาในพุทธ
ศาสนา ถือเป็นงานบุญและให้ความบันเทิงแก่ผู้ร่วมงานทุกคนจนกลายเป็น
ประเพณีท่กี ระทาติดต่อกันมาทุกปี โดยถอื เอาเทศกาลออกพรรษาเป็นวันจัดงาน
ดังกลา่ ว
งานลากพระของเมืองปากพนังมีมาตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฎ แต่เชื่อได้ว่าสืบ
ทอดประเพณีมาจากเมืองปากพนัง ซ่ึงมีหลักฐานยืนยันว่า ในปีพุทธศักราช
๑๒๗๒ นั้น ได้มกี ารลากพระอยแู่ ลว้ ในเมอื งนครศรีธรรมราช
ในสมัยเมือประมาณ ๓๐ ปีเศษ ท่ีผ่านมา งานลากพระของเมืองปากพนัง
มิได้เป็นเช่นในอย่างปัจจุบัน กล่าวคือ ในสมัยน้ันการลากพระของวัดในบริเวณ
เขตเทศบาลจะกระทากันในแม่น้าปากพนัง จะเร่ิมด้วยการ "คาดเรือพระ"
หมายถึง นาเรื่อมาเทียบเคียงกันเข้า ๒ ลา หรือ ๓ ลาบ้าง แล้วยึดเรือโยงกันให้
แขง็ แรงจนแยกออกจากกันไม่ได้ แล้วสร้างเป็นบุษบก ซึ่งเรียกว่า "นมพระ" (นม
คือ พนม) ตกแต่งแข่งขันกันเพื่อความสวยงามแล้วอัญเชิญ "พระลาก"
(พระพุทธรูป) ลงประดิษฐานบนบุษบก กลางลาเรือ พอถึงวันข้ึน ๑ ค่า เดือน
๑๑ ก็ใช้เรือแจว เรือพาย หลายๆ ลา มาช่วยกันลากเรือพระ ในเวลาที่หลักจาก
พระฉันเชา้ แลว้ จะไปร่วมประชุมกันบริเวณ "บ้านบางนาว" แล้วถวายภัตตาหาร
เพลแก่สงฆ์ทไ่ี ปเรอื พระ แลว้ ร่วมรับประทานอาหารในเรือซ่ึงต่างคนต่างก็เตรียม
กันไป พอตกบา่ ยต่งกช็ ่วยกันลากพระกลบั มาจอดเทยี บไวห้ น้าวดั
๒๘
วันรุ่งข้ึน เป็นวันแรม ๒ ค่า เดือน ๑๑ วันน้ีต้องลากพระไป
ทางปากแม่น้าหลังจากพระฉันเช้าแล้ว และช่วงน้ีน้าในแม่น้าปากพนังยังคง
ไหลลง การลากเรือพระจึงเปน็ การลากตามน้าและไปทอดสมออยู่ในอ่าว ใน
วันน้ีจะมีเรือแจวและเรือพายเป็นจานวนมากที่ต่างก็มุ่งมาเพ่ือจะร่วมกัน
"ซัดหลุด" (คือการขุดเอาขี้โคลน บริเวณปากอ่าวแม่น้าใส่เรือแล้วไล่ปากัน)
เป็นการละเล่นท่ีต่างเห็นว่าสนุกสนานจะรู้จักกันหรือไม่ก็ตาม จะซัดหลุด
เข้าหากันเหมือนเป็นการทักทายซ่ึงกันและกัน พอใกล้เที่ยงพระจะฉันเพล
ในเรือพระ ช่วงนี้น้าจะเร่ิมไหลข้ึน พอตกบ่ายน้าจะเร่ิมไหลขึ้น พอจชตก
บ่ายชาวบ้านก็จะลากจูงเรือพระกลับวัด เมือถึงวัดก็ช่วยกันเชิญพระลาก
แแลว้ รอื้ เคร่อื งประกอบเรือพระขนึ้ เก็บไว้เพือ่ ใช้งานในปีตอ่ ไป
๒๙
กำรอ่ำนจับใจควำมสำคัญ คือ การอ่านเพื่อจับใจความ หรือข้อคิด
ความคิดสาคัญหลักของข้อความ หรือเรื่องท่ีอ่านเป็นข้อความท่ีคลุม
ข้อความอนื่ ๆ ในย่อหนา้ ไว้ท้ังหมด
ใจควำมสำคัญ หมายถึง ใจความท่ีสาคัญและเด่นท่ีสุดในย่อหน้า
เปน็ แกน่ ของยอ่ หน้าที่สามารถครอบคลุมเนอ้ื ความในประโยคอื่น ๆ ในย่อ
หน้านั้น หรือประโยคที่สามารถเป็นหัวเร่ืองของย่อหน้าน้ันได้ ถ้าตัด
เนอื้ ความของประโยคอ่ืนออกหมด หรือสามารถเป็นใจความหรือประโยค
เดี่ยว ๆ ได้ โดยไม่ต้องมีประโยคอื่นประกอบ ซ่ึงในแต่ละย่อหน้าจะมี
ประโยคในความสาคัญเพียงประโยคเดียว หรืออย่างมากไม่เกิน 2
ประโยค
ใจควำมรอง หรือพลความ หมายถึง ใจความหรือประโยคที่ขยาย
ความประโยคใจความสาคัญ เป็นใจความสนับสนุนใจความสาคัญให้
ชัดเจนขึ้น อาจเป็นการอธิบายให้รายละเอียด ให้คาจากัดความ
ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ หรือแสดงเหตุผลอย่างถี่ถ้วน เพ่ือสนับสนุน
ความคิดส่วนท่ีมิใช่ใจความสาคัญ และมิใช่ใจความรองแต่ช่วยขยายความ
ให้มากข้ึน คอื รายละเอียด
๘ ๓๐
หลักกำรจบั ใจควำมสำคัญ
๑. ต้ังจดุ มงุ่ หมายในการอ่านใหช้ ดั เจน
๒. อ่านเรื่องราวอย่างคร่าว ๆ พอเข้าใจและเก็บใจความสาคัญ
ของแต่ละย่อหนา้
๓. เมื่ออ่านจบให้ต้ังคาถามตนเองว่าเรื่องท่ีอ่านมีใครทาอะไรท่ี
ไหนเม่ือไหร่อยา่ งไร
๔. นาส่ิงท่ีสรุปได้มาเรียบเรียงใจความสาคัญใหม่ด้วยสานวนของ
ตนเองเพือ่ ใหเ้ กิดความสละสลวย
วธิ จี ับใจควำมสำคญั
วิธีการจับใจความมีหลายอย่าง ข้ึนอยู่กับความชอบว่าอย่างไร
เช่น การขีดเส้นใต้ การใช้สีต่าง ๆ กัน แสดงความสาคัญมากน้อยของ
ข้อความ การบันทึกย่อเป็นส่วนหนึ่งของการอ่านจับใจความสาคัญที่ดี
แต่ผู้ที่ย่อควรย่อด้วยสานวนภาษาและสานวนของตนเองไม่ควรย่อด้วย
การตัดเอาข้อความสาคัญมาเรียงต่อกัน เพราะอาจทาให้ผู้อ่านพลาด
สาระสาคัญบางตอนไปอันเป็นเหตุให้การตีความผิดพลาดคลาดเคล่ือน
ได้
วิธจี ับใจควำมสำคญั มหี ลักดงั นี้
๑. พิจารณาทีละย่อหน้า หาประโยคใจความสาคัญของแต่ละย่อ
หน้า
๒. ตัดส่วนที่เป็นรายละเอียดออกได้ เช่น ตัวอย่าง สานวนโวหาร
อุปมาอุปไมย (การเปรยี บเทียบ) ตัวเลขสถติ ิ ตลอดจนคาถามหรือคาพูด
ของผู้เขยี นซง่ึ เปน็ สว่ นขยายใจความสาคญั
๓. สรปุ ใจความสาคญั ดว้ ยสานวนภาษาของตนเอง
๘ ๓๑
กำรพจิ ำรณำตำแหน่งใจควำมสำคญั
ใจความสาคัญของขอ้ ความในแตล่ ะยอ่ หนา้ จะปรากฏดังน้ี
๑. ประโยคใจความสาคัญอยตู่ อนตน้ ของย่อหนา้
๒. ประโยคใจความสาคญั อยตู่ อนกลางของยอ่ หนา้
๓. ประโยคใจความสาคัญอย่ตู อนท้ายของย่อหน้า
๔. ประโยคใจความสาคญั อยตู่ อนต้นและตอนท้ายของยอ่ หนา้
๕. ผู้อา่ นสรุปขน้ึ เองจากการอา่ นทั้งยอ่ หนา้ (ในกรณใี จความสาคญั หรือ
ความคดิ สาคัญอาจอยรู่ วมในความคิดย่อย ๆ โดยไมม่ คี วามคดิ ทีเ่ ป็นประโยค
หลัก
แนวทำงกำรอ่ำนจับใจควำมสำคัญ
๑. สารวจส่วนประกอบของหนงั สือ เช่น ชือ่ เรื่อง คานา สารบัญ
ฯลฯ เพราะส่วนประกอบของหนังสอื จะทาให้เกดิ ความเขา้ ใจเกีย่ วกบั เรือ่ ง
หรอื หนังสือทอี่ า่ นได้กว้างขวางและรวดเรว็
๒. ตงั้ จุดมงุ่ หมายในการอ่านเพอื่ เป็นแนวทางใชก้ าหนดวิธอี ่านให้
เหมาะสม และจับใจความหรือหาคาตอบได้รวดเรว็ ขึ้น โดยจบั ใจความใหไ้ ดว้ า่
ใคร ทาอะไร ทไ่ี หน อยา่ งไร แลว้ นามาสรุปเปน็ ใจความสาคญั
๓. มที กั ษะในการใชภ้ าษาสามารถเขา้ ใจความหมายของคาศพั ท์ตา่ ง
ๆ มปี ระสบการณ์หรอื ภมู หิ ลังเก่ยี วกับเรอ่ื งท่ีอ่าน มคี วามเขา้ ใจในเรอ่ื งทอี่ ่าน
มีความเขา้ ใจ ในลกั ษณะของหนงั สอื เพราะหนังสอื แต่ละประเภทมรี ปู แบบ
การแตง่ และเป้าหมายของเรอ่ื งทแ่ี ตกตา่ งกัน
๔. ใช้ความสามารถในดา้ นการแปลความหมายของคา ประโยค
และขอ้ ความตา่ ง ๆอยา่ งถกู ต้องรวดเร็ว
๘ ๓๒
๕. ใช้ประสบการณ์เก่ียวกับเร่ืองท่ีอ่านมาประกอบจะช่วยให้เข้าใจและ
จบั ใจความได้ง่ายขน้ึ
ขอ้ ควรปฏบิ ัติในกำรอ่ำนจบั ใจควำมสำคัญ
๑. อ่านผ่าน ๆ โดยตลอด เพื่อให้รู้ว่าเรื่องที่อ่านเป็นเร่ืองเก่ียวกับ
อะไร มใี คร ทาอะไร
ท่ีไหน อยา่ งไร เมื่อไร
๒. อ่านใหร้ ายละเอยี ดอีกครัง้ หนึ่ง เพอื่ ทาความเข้าใจเร่อื งท่ีอา่ น
๓. เขียนเรียบเรียงใจความสาคัญของเรื่องที่อ่านด้วยสานวน
ภาษาของตนเอง
๔. อา่ นทบทวนเพอ่ื ตรวจสอบความถกู ตอ้ งอกี ครงั้ หน่ึง
กำรฝึกฝนกำรอำ่ นจบั ใจควำมสำคัญ
๑. สร้างนิสัยรักการอ่านโดยพยายามฝึกอ่านข้อความ ทุก
ประเภท แมแ้ ต่ป้ายประกาศต่าง ๆ ก็ควรอ่าน การฝึกอ่านบ่อย ๆจะทา
ให้เกิดนิสัยรักการอ่าน อ่านหนังสือได้เร็ว ช่างสังเกต และจดจา
ข้อความต่าง ๆ ได้ดขี ึน้
๒. หดั ใชพ้ จนานกุ รมเม่อื อา่ นแลว้ พบศัพท์ท่ีไม่เข้าใจอย่าท้อถอย
หรือปลอ่ ยผา่ น การใช้พจนานกุ รมจะทาให้นกั เรยี นรู้คาศัพทม์ ากขึ้น
๘ ๓๓
๓. จดบันทึกการอ่านขณะที่อ่าน ควรมีสมุดจดบันทึกเพ่ือบันทึก
ถ้อยคาที่น่าสนใจ แปลกใหม่มีคติข้อคิดความรู้ใหม่ ๆ หรือข้อความท่ี
นกั เรียนประทับใจ โดยจดบันทึกชื่อหนังสือ และผู้เขียน หากเป็นหนังสือ
ทน่ี ักเรยี นตอ้ งอา่ นบ่อย ๆ ควรใช้ปากกาเน้นข้อความหรือแปะกระดาษสี
คนั่ หน้าทมี่ ีขอ้ ความดังกล่าว
๔. ฝึกจับใจความสาคัญทีละย่อหน้า การอ่านจับใจความน้ัน ควร
เร่ิมต้นจากการจับใจความสาคัญในแต่ละย่อหน้าให้ได้ถูกต้องแม่นยา
เสียก่อน เพราะงานเขียนท่ีดีนั้น แม้ใจความหลายอย่างในหนึ่งย่อหน้ามี
ใจความสาคัญ ๑ ใจความเท่าน้ัน หากเร่ืองมีหลายย่อหน้า แสดงว่ามี
ใจความสาคัญหลายใจความ เม่ือนาใจความสาคัญของแต่ละย่อหน้ามา
พิจารณารวมกนั จะทาใหส้ ามารถจบั ใจความสาคัญของเร่อื งได้ในท่สี ุด
๓๔
“ เจ้าคุณเหอ เจ้าคุณเหอ..ช่วยโหมลูกช้างทีตะ
แหลมหลมุ พุกอเี หลือแต่ช่ือแล้ว ช่วยทีตะ ช่วยตะ
ช่วยที ฮือๆๆ ฮือๆๆ ” เสียงคร่าครวญของเหล่า
ชาวบ้านปลายแหลมท่ีกาลังอพยพมาอยู่ท่ีวัดนัน
ทาราม ยังคงกึกก้องอยู่ในหูของลุงไข่นุ้ยและป้า
สมศรี คู่สามีภรรยาที่อยู่ร่วมหมอนลงโลงราว
เกือบ๔๐ ปีเห็นจะได้ และยังเป็นหนี่งในชาวบ้าน
ปลายแหลมท่กี าลงั จัดของทจี่ าเป็นอพยพไปอยู่ใน
ศนู ยห์ ลบภยั ชวั่ คราววดั นนั ทาราม...
๓๕
ชีวิตของคนปลายแหลมตะลุมพุกดาเนินไปด้วยวิถีชีวิตท่ีมีความ
ผูกพนั กบั ทอ้ งทะเล ชีวติ ส่วนใหญ่จะอยู่ในทะเลเพราะผู้ชายจะลงเรือหา
ปลาเพื่อนาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ส่วนผู้หญิงก็มีอาชีพเป็นแม่บ้านและ
นาปลาที่ผู้ชายหาได้มาผลิตหรือแปรรูปสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์จากท้อง
ทะเลเพื่อเป็นรายได้หลักประทังชีวิตคนในครอบครัว นอกจากนี้ยังมี
อาหารทะเลสดท่ีจะน้ามาขายในตลาดในตัวเมืองปากพนัง รวมถึง
อาหารแปรรูปจากท้องทะเล เช่น ปลาแห้ง หมึกแห้ง กุ้งแห้ง เป็นต้น
ผู้คนท่ีน่ีใช้ชีวิตเรียบง่าย พึ่งพาซ่ึงกันและกัน จนกระทั่งวันหน่ึงชาวบ้าน
ได้ยินเสียงประกาศจากเสียงตามสายและวิทยุในหมู่บ้านปลายแหลม
ตะลุมพุก ในวันท่ี ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ขณะท่ลี งุ ไข่นุ้ยน่งั โม้กับพวก
เพือ่ นบ้านในระแวกนนั้ ที่ร้านน้าชาหนา้ บา้ นเจา้ ประจา
ทันใดนั้นก็มีเสียงประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ผ่านเสียงตาม
สายในชุมชนบ้านปลายแหลม เร่ืองการเฝ้าระวัง ผลกระทบจากลม
มรสุมพายุดีเปรตชั่น ซึ่งอาจมีฝนตกหนักและฝนฟ้าคะนอง รวมถึงการ
หนุนของน้าทะเลทาให้เกิดน้าท่วมฉับพลันในบางพ้ืนท่ี ทันทีท่ีสิ้นเสียง
วิทยกุ ม็ ีเสียงคุยกันของชาวบ้านว่า “ฝนอีตกหนักหลาวเออะ น้าท่วนกัน
นุ ตายๆคนั พนั น้ันนี้ ขนของกนั ยาหลาวโบ้เรา ”
๓๖
“หลวงเปี๊ยกเหอ ตามไอน้ า้ มนตม์ าช่วยขนของขึน้ ชนั้ สอง
พลางตะ บา้ นเราอย่ตู ่า นา้ ขนึ้ ถึงของฉิบหายหมด” เสียงบ่นเจียว
จาวของป้าวนั เพ็ญ แม่คา้ รา้ นนา้ ชาท่ีส่งั ใหส้ ามีตามลกู มาช่วยขน
ของไวท้ ่ีสูงเพ่ือเตรียมการสาหรบั คาเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา
ไมท่ นั สิน้ เสียงของปา้ วนั เพ็ญ ทอ้ งฟ้าก็เรม่ิ เปล่ียนสีจากสีฟ้าสดใส
กลายเป็นเมฆดาปกคลมุ ท่วั ท่งั พืน้ นา้ และพืน้ ดิน ฝนก็เร่มิ ตกหนกั
ขนึ้ ระดบั นา้ ก็สงู ขนึ้ ตามลาดบั ทาใหล้ งุ ไข่นุย้ ไม่หยดุ กงั วลใจ เร่อื ง
ขา้ วของเสียหายและไปตามหาไข่เหลีย้ มซ่ึงไปโทงเบ็ดตามคันนา
กับนา้ มนต์ ท่ีเป็นกิจวัตรในวันหยุดของทั้งสอง ทั้งสองคนเป็น
เพ่ือนเกลอท่ีเกิดในปีเดียวกนั การเกิดในรุน่ ราวคราวเดียวกนั นีท้ า
ใหท้ งั้ สองบา้ นมีความสมั พนั ธก์ นั อย่างใกลช้ ิด เหมือนท่ีพ่อของทงั้
คเู่ ป็นเพ่ือนสนทิ กนั ตงั้ แตว่ ยั เดก็ เสมือนรุน่ ลกู
“ ไอไ้ ข่เหลีย้ มเหอ แขบตะเหวอ ฝนตกหนกั แลว้ นา้ ก็
ท่วมแลว้ เด๋ียวอีไม่ทนั การน่าน ไอน้ า้ มนตข์ ึน้ รถพ่วงไปกบั ลงุ พ่อ
มงึ เท่ียวหาอย่กู นั นุ เหน็ วา่ ตใิ หไ้ ปขนของขนึ้ ชนั้ บน ” ลงุ ไข่นยุ้ ผเู้ ป็น
พ่อเรง่ เรา้ ผเู้ ป็นลกู และลกู ชายของเพ่ือนรกั ใหร้ บี ไปช่วยขนของขึน้
ชนั้ สอง จากนนั้ นนั้ ไม่นานฝนฟ้าก็ค่อยๆสงบลงแต่ฝนก็ยงั ตกไม่
ขาดสาย ทอ้ งฟา้ ก็ยงั มืดดา นา้ ก็เอ่อนองตามลาดบั
๓๗
รุ่งวันท่ี ๒๔ ตุลาคม ๒๕๐๕ ตอนเช้า แปลกที่วันนี้แม่จะเป็น
เช้าตรู่ แต่ท้องฟ้าก็ยังมืดมิดและเร่ิมเปล่ียนเป็นสีแดงก่า เสียงวิทยุมี
ประกาศจากกรมอุตุนิยมวทิ ยาวา่ เริ่มดังข้ีนวา่ วนั นสี้ ภาพอากาศไม่ค่อย
ดีนัก พายุเร่ิมก่อตัวระลอกใหม่และใหญ่ข้ึนที่ทะเลอ่าวไทยและอาจจะ
กลายเป็นพายุโซนร้องแฮเลียต พายุอาจก่อตัวบริเวณปลายแหลม
ตะลมุ พกุ อยู่ในระหว่างสถานการณ์ท่ีเฝ้าระวัง หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น
ให้ทาการอพยพให้ชาวบ้านไปอยู่ในพ้ืนที่ท่ีมีความปลอดภัย สิ้นเสียง
วิทยุ ฝนฟา้ ก็เริ่มโหมลงมาหนักข้นึ อย่างรวดเร็ว ฝนตกหนักตลอดทั้งวัน
ระดับน้าเรม่ิ สูงข้ึนอย่างน่าตกใจ ลุงเป๊ียกและลุงไข่นุ้ยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ
ก็รวมตัวกับพวกชาวบ้านท่ีเหลือคุยกันเรื่องการอพยพ ทันใดนั้นเสียง
ของป้าวันเพ็ญก็ดังขึ้นกลางวงด้วยคาว่า เราไปหลาหลวงพ่อผุดกัน
หม้าย ถ้าฉันจะตาย อย่างน้อยก็ได้ตายบนสิ่งที่ฉันนับถือมากท่ีสุดใน
ชีวิต ทุกคนในหมู่บ้านพยักหน้าพร้อมกัน และส่งเสียงกันว่า “ไปๆ ไป
หลาหลวงพอ่ ผดุ กนั ดีหวา”
ทนั ใดนนั้ ลมก็พดั แรงขึน้ ทอ้ งฟ้าก็เร่ิมคาราม สายฟ้าฟาดลง
บนพืน้ นา้ เด็กและคนชราบางคนเร่ิมรอ้ งไหแ้ ละสวดมนตก์ ับพระใน
บา้ นดว้ ยความรูส้ กึ ท่ีหวาดกลวั
๓๘
ชาวบ้านบางคนก็ยังมีความรู้สึกหวงทรัพย์สินภายในบ้านและไม่อยาก
อพยพไปไหน “ ไอไ้ ข่เหลีย้ มไอน้ า้ มนตม์ งึ ไปเตรยี มรถพวงขา้ งใหพ้ รอ้ มไป
กูอิไปเอาของกับแม่มึงในบา้ น แม่มนั ไปเตรียมของใหเ้ สร็จ ไอ้เกลอ มึง
แขบไปเอาของในบา้ นมึงพรางนะ กูใหโ้ หมเด็กๆ ไปเอารถพ่วงขา้ งแล้ว
เด๋ียวมาเจอกันหนา้ บา้ น” ไม่นานนกั เสียงรถบรรทุกจากทางการก็มาถึง
“เร็วเข้า !! ช้าไม่ได้แล้ว” ชาวบ้านเหมือนจะใจชืน้ ขึน้ มาหน่อย เสียง
เจา้ หนา้ ท่ีนบั รอ้ ยคนช่วยกนั ขนชาวบา้ นนบั พนั ชีวิตขึน้ รถบรรทกุ อย่างเร่ง
รีบ และชุลมุนว่นุ วาย “ พ่อกับแม่ไปก่อนเลย เด๋ียวนุย้ กับไอน้ า้ มนตข์ ับ
พวงข้างไปเอง ” ด้วยความท่ีหวงรถ ไข่เหล่ียมและนา้ มนต์ รีบขับรถ
ล่วงหนา้ ไปก่อนราว ๕ นาที ก่อนขบวนรถบรรทกุ จากทางการจะม่งุ หนา้
ไปท่ีศนู ยร์ บั รองความปลอดภยั ช่วั คราวท่ีวดั นนั ทาราม “บา้ นไหนยงั มาไม่
ครบบา้ ง !!” เสียงเจา้ หนา้ ท่ีสอบถาม “ บา้ นยายประภาจา้ แกหวงั เหวิด
ของมาก ไม่อยากลงจากบา้ นเลย แกตวั คนเดียว แกบอกแกยอมตายไป
พรอ้ มบา้ นหลงั นี้ เพราะใชเ้ งินท่ีมี ณ ตอนนนั้ ช่วยกันสร้างกบั สามี แกดือ้
เสียจรงิ ๆ ” เสียงชาวบา้ นคนหน่ึงบอกต่อเจา้ หนา้ ท่ี เจา้ หนา้ ท่ีก็ไม่รอชา้ ท่ี
จะอมุ้ ยายประภาขนึ้ รถไปดว้ ย “ กไู มไ่ ป..กไู ม่ไป ถา้ กไู ปใครอีแลบา้ นเลา!!
” ยายประภาดิน้ พลางรอ้ งไหพ้ ลาง ทาเอาชาวบา้ น พากันเสียนา้ ตากับ
เหตกุ ารณท์ ่ีอย่ตู รงหนา้ “ ทาพรอื มนั เหลา ยายเหอ หยามนีม้ ันโย่มนั เขา้
มาแล้ว รักชีวิตตัวเองก่อนตะ ” เสียงลุงเปี๊ยกพูดปลอบหญิงชราดว้ ย
ความหวงั ดี แมต้ วั เองจะเสียใจกบั เหตกุ ารณท์ ่ีเกิดขนึ้ ก็ตาม
๓๙
เหตุการณ์ชุลมุนยังคงวุ่นวายต่อไป เมื่อสมาชิกในหมู่บ้านมากันครบ
ขบวนรถบรรทุกก็มุ่งหน้าไปวัดนันทารามทันที ฝนตกหนักขึ้น ลมกระโชก
แรงข้ึนเรื่อยๆ จนต้นมะพร้าวหลายต้นหกั โค่นชาวบ้านหวาดผวากับคล่ืนที่
ริมทะเลระหว่างทางเป็นอย่างมากมาก พื้นท่ีทางเข้าไปยังชุมชนปลาย
แหลมทางเขา้ เปน็ ทะเลตลอด ๒ ขา้ งทาง
เมื่อถึงวัดนันทาราม ชาวบ้านมุ่งตรงไปท่ีศาลาหลวงพ่อผุด บรรดา
พระและชาวบ้านรวมกันสวดมนต์ให้พายุพัดผ่าน บรรดาพระภิกษุสงฆ์
และเจ้าอาวาส จุดธูปเทียน สวดมนต์ภาวนาเสียงดังไปทั่วศาลา พร้อม
ความรู้สึกท่ีหวาดผวา สักพักไม่นานชาวบ้านก็ต้องตกใจกับเหตุการณ์ที่
มองเห็นผา่ นหนา้ ต่างที่ศาลาหลวงพ่อผุด
เหตุการณ์ในคืนน้ันยังเป็นที่จดจาของชาวบ้านปลายแหลมตะลุมพุก
อาเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช นับพันสายตาท้ังท่ีมีชีวิตอยู่ วัน
น้ันเป็นวันท่ี ๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๕ เวลาประมาณ เวลาประมาณ
๑๙.๐๐-๒๒.๓๐ น. ในคืนท่ีฟ้าเป็นสีแดงเลือด พร้อมทั้งส่งเสียงคาราม
อยา่ งท่ีไม่เคยเป็นมาก่อน “ ท้องฟ้ามีสีแดงฉาน คล่ืนสูงเทียมยอดสน (๒๐
เมตร) ถล่มใส่แหลมตะลุมพุกลูกเดียว กินเวลา ๓ ช่ัวโมง บ้านเรือนก็เร่ิม
พัง และขณะท่ีฝนตกลงมาเป็นบ้าเป็นหลัง ท้ังเด็กเล็กและผู้ใหญ่วัยชรา
เริม่ ร้องไห้กระจองอแง ไฟดับมดื ไปท้ังตะลุมพกุ และปากพนัง
๔๐
เมื่อเวลา ๒๒.๐๐ น. คลื่นลมหยุดน่ิงเป็นปลิดทิ้ง จนชาวบ้านเข้าใจว่า
พายุสงบแล้ว ผู้คนเร่ิมออกมาสารวจความเสียหาย แต่อีกครึ่งช่ัวโมงต่อมา
พายุอีกลูกก็พัดสวนทางกับลูกแรก คราวนี้บ้านเรือน ถูกกวาดลงทะเลเหี้ยน
เตียน พายุลูกหลังน้ี ทาให้ชาวบ้านบางส่วนหนีไม่ทันล้มตายเป็นจานวนมาก
เสียงร้องไห้โหยหวนของชาวบ้านเริ่มดังข้ึนจากเหตุการณ์ที่เพ่ิงปรากฏ
ตรงหน้า “ เจา้ คณุ เหอ เจา้ คณุ เหอ..ช่วยโหมลกู ชา้ งทีตะ แหลมหลมุ พกุ อี
เหลือแตช่ ่ือแลว้ ช่วยทีตะ ชว่ ยตะ ชว่ ยที ฮือๆๆ ฮือๆๆ ”
เสียงคร่าครวญของเหลา่ ชาวบา้ นปลายแหลมท่ีกาลงั อพยพมาอย่ทู ่ี
วดั นนั ทารามดงั ขนึ้ เป็นระรอก ทนั ใดนนั้ เอง ก็มีแสงสีทองครอบคลมุ ศาลา
โดยแสงสว่างมีจดุ กาเนิดมาจาก เหนือเศียรของรูปปั้นหลวงพ่อผดุ ทาเอา
ชาวบา้ นประหลาดใจ กบั เหตกุ ารณท์ ่ีเกิดขึน้ แสงสีทองนนั้ ปกคลมุ ผคู้ นทงั้
ศาลาจนคล่ืนยกั ษ์นนั้ ไม่สามารถถล่มศาลาไดเ้ ลยแมแ้ ต่นอ้ ย เจา้ อาวาส
บอกใหช้ าวบา้ นสงบสติอารมณแ์ ละกอดกันไวแ้ น่นๆ พรอ้ มทงั้ ให้ทุกคน
เจริญภาวนา ไม่นานพายุก็สงบลง ชาวบา้ นพากันกราบไหวห้ ลวงพ่อผุด
และร่าลือถึงความศกั ดิ์และพลานุภาพของหลวงพ่อผดุ มาจนถึงปัจจุบนั
จากเหตุการณว์ าตภัยในครงั้ นีท้ าใหช้ าวบา้ นเห็นถึงความรกั และความ
สามัคคีของคนในชุมชนบา้ นปลายแหลมและมีความเอือ้ เฟื้อเผ่ือแผ่กัน
มากขนึ้ และใชช้ ีวติ อยากมีความสขุ มาถงึ ปัจจบุ นั
๔๑
รู้เพิม่ ..เตมิ สาระ
คาภาษาไทยถิน่ ใตท้ ีค่ วรทราบ
คำภำษำถิน่ ใต้ ภำษำไทยมำตรฐำน
เดยี๋ วอีไมท่ นั การน่ำน เดีย๋ วจะไม่ทนั การนะ
ไปหลำหลวงพอ่ ผุดกนั ไปศำลำหลวงพอ่ ผดุ
หม้ำย กันไหม
แกหวังเหวดิ ของมาก แกหวงของมาก
ถ้ากไู ปใครอแี ลบ้าน ถ้ากไู ปใครจะดูแลบ้าน
เลา ล่ะ
แขบตะเหวอ รบี เข้านะ
ทาพรือมันเหลา ทาอะไรไม่ไดแ้ ลว้
หยามนีโ้ ยม่ ันเขา้ ช่วงนี้พายเุ ข้ามาแลว้
มาแลว้
๔๒
วรรณกรรมมุขปำฐะ เป็นวรรณกรรมเรื่องเล่าด้วยปาก ไม่มีการจดบันทึก
เป็นลายลักษณ์อักษร สืบต่อหรือสืบทอดด้วยการจาแล้วเอาไปเล่าต่อ ๆ กัน จาก
ปากหนึ่งสู่ปากหน่ึง จากชุมชนหนึ่งสู่ชุมชนหนึ่ง การจาเอาไปเล่าต่อ (แบบเขาว่า
กันว่า)นี้ ทาให้เกิดความคลาดเคลื่อน ในรายละเอียดเนื้อหา ถ้อยคาสานวน ได้
เพราะอาจมีการ ตัด ตก ต่อ เติม ด้วยเหตุผลต่าง ๆ วรรณกรรมประเภทนี้ ได้แก่
นิทานพ้ืนบ้าน ตานาน เพลงพื้นบ้าน สานวนสุภาษิต โบราณอุบาย ปริศนาคา
ทาย เปน็ ตน้
ควำมหมำยของวรรณกรรม
จากการสัมมนาของชุมนุมวรรณศิลป์ ๖ สถาบันศึกษาคือจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง มหาวิทยา
เกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและวิทยาลัยการค้าเม่ือ พ.ศ.
๒๕๑๘ ได้นิยามวรรณกรรมว่า เป็นงานสร้างสรรค์ทางศิลปะที่ใช้ภาษาเป็น
สือ่ กลางไมว่ ่าจะมีเน้ือหาแบบใดก็ตามมีขอบเขตถึงงานเขียนทุกชนิดเช่นวรรณคดี
นวนิยายเรื่องส้ันบทความรวมทั้งวรรณกรรมท่ีเล่าสืบต่อกันมาด้วยปาก เช่น
นิยายพ้ืนบ้าน บทเพลงต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากนั้นยังกล่าวถึง วรรณกรรม
พ้ืนบ้ำนหรือวรรณกรรมท้องถิ่น ไว้ว่าหมายถึง วรรณกรรม (ลายลักษณ์อักษร
หรือมุขปาฐะ) ท่ีปรากฏอยู่ในท้องถ่ินภาคต่าง ๆ ของไทยโดยท้องถ่ินสร้างสรรค์
ขึ้นมา ชาวท้องถิ่นเป็นผู้ใช้ (อ่าน,ฟัง) ชาวท้องถ่ินเป็นผู้อนุรักษ์โดยมีวัดเป็น
ศูนย์กลาง นอกจากนี้แล้วยังมีผู้กล่าวถึงวรรณกรรมและวรรณกรรมพ้ืนบ้านไว้อีก
มากมาย
๔๓
ก่ิงแก้ว อัตถากร (๒๕๑๓ : ๑) ได้กล่าวถึง การศึกษา
วรรณกรรมพ้ืนบ้านท้องถิ่น ว่าการค้นคว้าและเผยแพร่วรรณกรรมท้องถ่ิน
ท้ังเป็นงานท่ีน่าสนใจอย่างย่ิงเพราะเม่ือศึกษาโดยไม่มีอคติแล้วจะพบว่า
วรรณกรรมพื้นบ้านมีลีลาโวหารและเนื้อหาท่ีมีคุณค่าในทางวิชาการหลาย
ด้านเชน่ ด้านโบราณคดีประวัติศาสตร์ มนุษยสัมพันธ์ จิตวิทยา ศาสนา และ
ภาษา
วิทย์ ศวิ ะศริยานนท์ (๒๕๓๑ : ๑๓๐) กล่าวว่า วรรณกรรมเป็น
เสมอื นพยานหลักฐานว่าชนชาติมีความเป็นอยู่มีความคิดเห็นเป็นอย่างไรซึ่ง
เป็นหลักฐานท่ีไม่อาจศึกษาได้จากประวัติศาสตร์ แต่วรรณกรรมสามารถ
ช้ีให้เห็นถึงอานาจสาคัญที่อยู่ในจิตใจของชนชาติและเป็นแหล่งความรู้สึกท่ี
มีคุณค่าควรแก่การศึกษายิ่งวรรณกรรมยังเป็นกระจกเงาสะท้อนให้เห็น
สภาพความเป็นอยู่ประเพณีความเชื่อค่านิยมและจริยธารรมต่าง ๆ
ตลอดจนความรูส้ ึกนกึ คิดของกลุ่มชนในชาติได้เป็นอยา่ งดี
ปราณี ขวัญแก้ว (๒๕๑๘ : ๑) กล่าวถึง วรรณกรรมท้องถ่ิน
สรุปได้ว่าส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะแม้มีการเขียนบันทึก
บ้างหนังสือเหล่าน้ันก็เป็นสมบัติเฉพาะของบุคคล บางคนท่ีรักการอ่านใน
ท้องถน่ิ นนั้ ๆ และเปน็ ของมีค่าที่เจ้าของหวงปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรค
ทีท่ าให้การศึกษาวรรณกรรมท้องถน่ิ ไม่รุดหน้าเท่าทค่ี วร
๔๔
ประเภทของวรรณกรรม
ก า ร จั ด ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง ว ร ร ณ ก ร ร ม น้ั น มี ผู้ จั ด ป ร ะ เ ภ ท ไ ว้ อ ย่ า ง
หลากหลายดังเช่น เสน่หา บุญยรักษ์ (๒๕๒๗ : ๓๖-๒๒๗) ได้กล่าวถึง
วรรณกรรมทงั้ ทีเ่ ป็นบทเพลงนิทานภาษิตปรศิ นาวรรณกรรมต่าง ๆ เหล่านี้
จะปรากฏใน ๒ รูปแบบดงั ต่อไปน้ี
๑. วรรณกรรมปากเปล่าหรือข้อมูลปากเปล่าซ่ึงเรียกว่าวรรณกรรม
มุขปาฐะหมายถึงข้อมูลประเภทต่าง ๆ เช่น นิทาน เพลง สุภาษิต ฯลฯ ท่ี
มิได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ยังคงอยู่และถือปฏิบัติกันมาจนถึง
ปัจจบุ นั โดยอาศัยการบอกเลา่ สืบตอ่ กันมาจากปากต่อปากข้อมูลปากเปล่า
นั้นจึงมีความผิดเพี้ยนไปจากแก่นเร่ืองเดิมตัวอย่างเช่นการเล่านิทานถ้า
วทิ ยากรไม่ช่างจดจากจ็ ะข้ามเนือ้ หาบางตอนไปตรงกันข้ามถ้าวิทยากรช่าง
จาและนาเรื่องมาขยายด้วยการนาเอาประสบการณท์ ี่ได้ฟังเรื่องเล่าอ่ืน ๆ
มาผสมผสานก็จะเล่านิทานอย่างมีรายละเอียดกว่าแก่นและโครงเร่ืองเดิม
ได้
๒.วรรณกรรมลายลักษณ์หรือข้อมูลท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่ง
เรียกว่าวรรณกรรมลายลักษณ์เป็นข้อมูลที่ได้รับการจารึกหรือบันทึกไว้
เปน็ ภาษาเขยี นนอกจากนแ้ี ล้วยงั มีผทู้ ีจ่ าแนกประเภทของวรรณกรรมไว้ใน
ลกั ษณะทคี่ ลา้ ยคลงึ กนั
ดังเช่น กิ่งแก้ว อัตถากร (๒๕๒๐ : ๖) กุหลาบ มัลลิกมาส (2509.
หน้า ๒-๓), วิมล ดาศรี (๒๕๓๒ : ๒), ทัศนีย์ ทานตวณิช (๒๕๓๒ : ๗) ซ่ึง
พอจะสรปุ ไดด้ งั ตอ่ ไปนว้ี รรณกรรมจาแนกได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ ๆ คอื
๔๕
๑. วรรณกรรมมขุ ปาฐะซงึ่ เปน็ วรรณกรรมท่ใี ช้ถอ้ ยคา ไดแ้ ก่
นิทานชาวบา้ น เพลงชาวบา้ น เพลงเดก็ บทภาษิต คาพงั เพย ปรศิ นา
คาทายและภาษาถนิ่ เป็นต้น
๒. วรรณกรรมอมุขปาฐะซ่ึงเป็นวรรณกรรมทไ่ี ม่ใช้ถ้อยคา
ไดแ้ ก่ ศิลปหัตถกรรมและสถาปตั ยกรรม
๓. วรรณกรรมผสม ได้แก่ การร้องรา การละเลน่ ละคร พิธกี รรม
ประเพณี เป็นต้น
วรรณกรรมมขุ ปำฐะ
วรรณกรรมมุขปาฐะนน้ั มีผใู้ หค้ วามหมายไว้หลายลกั ษณะซ่งึ
พอจะประมวลไดด้ ังน้ี
วิเชยี ร ณ นคร (๒๕๒๘ : ๒๓๑) ไดก้ ลา่ วว่าวรรณกรรมมุขปาฐะ
หมายถงึ เรื่องหรอื การบอกกล่าวเล่าตอ่ ของคนในทอ้ งถิน่ ทไี่ ด้กระทา
มาแล้วในอดีตโดยรบั ชว่ งกนั มาเปน็ ทอด ๆ
วมิ ล ดาศรี (๒๕๔๐ : ๒) ไดก้ ลา่ วว่า วรรณกรรมมุขปาฐะ คอื
วรรณกรรมทถ่ี ่ายทอดจากคนรุน่ หนง่ึ สู่คนอกี รนุ่ หน่ึงดว้ ยวิธกี ารจดจา
หรือเล่าสบื ต่อกันมาดว้ ยวธิ ปี ากต่อปากอาศัยภาษาพดู เปน็ สอื่ สาคัญ
จากความหมายดงั กล่าวสรปุ ได้ว่าวรรณกรรมมขุ ปาฐะหมายถงึ
เรื่องราวหรืองานประพันธป์ ระเภทรอ้ ยแก้วและรอ้ ยกรองท่ีเลา่ สบื ต่อ
กันมาจากชนรนุ่ หนงึ่ สอู่ กี รนุ่ หนึ่งโดยไมม่ ีการบนั ทกึ เปน็ ลายลกั ษณ์
อกั ษร
๔๖
คุณคำ่ ของวรรณกรรมมุขปำฐะ
วรรณกรรมมุขปาฐะเป็นวรรณกรรมท้องถน่ิ ท่มี ีคณุ คา่ ย่งิ ของ
ชมุ ชนเพราะเป็นสิง่ ทแ่ี สดงออกถงึ ภมู ิปัญญาของคนในชุมชน สะทอ้ นให้
เหน็ ถงึ วิถีชีวิตของกลุ่มชนเหน็ ภาพความเปน็ อยูก่ ารดารงชีวิตท่ีเป็นจริง
ของคนในสังคมซง่ึ ถูกเลา่ สืบต่อกนั มาสู่คนรนุ่ หลงั ถือไดว้ า่ วรรณกรรม
มุขปาฐะเปน็ มรดกทางวฒั นธรรมอยา่ งหน่ึงซ่งึ มปี ระโยชน์และมีคุณคา่ ยง่ิ
นอกจากน้ันยงั มีผูก้ ลา่ วถึงคณุ ค่าของวรรณกรรมมุขปาฐะไวด้ งั ตอ่ ไปนี้
วิเชียร ณ นคร (๒๕๒๘ : ๒๑๔-๒๓๐) ไดก้ ลา่ วถึง คณุ ค่าของ
วรรณกรรมมขุ ปาฐะพอสรปุ ได้ดงั นี้
๑. คณุ คา่ ทางอารมณ์คือให้ลลี าของถ้อยคาและโวหาร
๒. คุณค่าทางสงั คมคอื ใหภ้ าพทางสังคมและวถิ ชี ีวิต
๓. คณุ คา่ ทางสติปัญญาคอื ใหค้ วามรทู้ ้ังทางศิลป์และศาสตร์หลาย
แขนง
๔. คณุ คา่ ทางคตธิ รรมและจริยธรรมคอื ให้แงค่ ดิ และแนวปฏิบตั ิ
อนั เปน็ ประโยชน์ในการดารงชวี ิตทีเ่ หมาะสมกบั สภาพสังคมปจั จบุ นั
๕. คุณค่าทางวรรณศลิ ปค์ ือให้คณุ ค่าตามแนวศิลปกรรมท่ี
สอดคล้องกบั ภมู ิปญั ญาของทอ้ งถน่ิ
๔๗
คาสงั่ : จงเขยี นจบั ใจความจากเรอ่ื ง ศรทั ธาเลา่ ขาน..ปาฏหิ ารยิ ์
พน้ ภยั ใหเ้ ขา้ ใจใน ๑๐ บรรทดั พรอ้ มบอกคณุ คา่ ของเรอ่ื ง
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
๔๘
คาสงั่ : จงเขียนอธิบายความหมายคาต่อไปนใ้ี ห้เข้าใจพอสังเขป
การอา่ นจับใจความสาคญั
ใจความสาคัญ .....................................................................................
.....................................................................................
ใจความรอง .....................................................................................
.....................................................................................
หลกั การจับใจความสาคญั .....................................................................................
.....................................................................................
วิธีจบั ใจความสาคญั .....................................................................................
.....................................................................................
แนวทางการอา่ นจบั ใจความ .....................................................................................
สาคญั .....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
..................................................
๔๙
คาสงั่ : จงเขยี นตานานความเชอ่ื ทอ้ งถนิ่ ในบา้ นตวั เองใหน้ ่าสนใจ
พรอ้ มเลา่ ใหเ้ พอ่ื นฟัง อาจแต่งเป็นนทิ าน หรอื เรอ่ื งสนั้
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................