๕๐
จุดประสงคก์ ำรเรยี นรู้
๑. นกั เรยี นอธบิ ายความรู้ความเขา้ ใจเกยี่ วกับบทร้อยกรองได้
๒. นักเรียนสามารถแต่งกลอนสภุ าพได้
๓.นกั เรยี นเข้าใจองคค์ วามองค์ความรภู้ ูมปิ ัญญาท้องถน่ิ ได้
๕๑
สบื สานคุณค่า ภมู ปิ ญั ญาจากแผ่นดนิ ทอง
เลื่องรงั นกขุมทรพั ยจ์ ากปกั ษา บินถลาแลน่ ลมสมปักษี
บุหรงนอ้ ยนางแอน่ แน่นธานี สร้างรายได้หล่อชวี มี นี านมา
แว่วเสยี งก้องรอ้ งโก้คอนโดนก เหล่าวิหคผสานซอ้ งต้องภาษา
รังนา้ ลายสายธารผลาญโรคา คือสมญาท่ีสรรคส์ รา้ งทางชีพคน
กาลเวลานาพามาเดอื นสารท บังสุกุลทศมาสบังเกดิ ผล
ทัง้ พองลาหนมสะบ้าปัญญาชน บญุ กศุ ลหนนุ นาพามาเจอกัน
ชอื่ ลอื ขานขนมลาบา้ นหอยราก นิยมมากฝากพี่น้องเปน็ ของขวญั
รสโอชาภูมปิ ญั ญาถา่ ยทอดกัน ลกู สบื สารหลานสร้างสรรค์ทกุ วนั คนื
ไดล้ องชมิ ก้งุ กุลาวา่ ลาภปาก หากบ้านเมืองไม่ตกฟากจะทนฝนื
เคยกระตุ้นเศรษฐกจิ ใหห้ ยัดยืน เคยช่นื มน่ื สุขสมภิรมยก์ นั
ถงึ วนั ทกี่ งุ้ กุลาพาลาบาก ปากพนงั ตอ้ งพลดั พรากจากความฝนั
วิกฤตร้ายลม้ ละลายทุกชวี ัน ตอ้ งเสียขวญั เพราะขดั ข้องเรื่องทองเ้ งิน
๕๒
สืบสานคณุ คา่ ภมู ิปญั ญาจากแผน่ ดินทอง
และวันทฟ่ี ้าสีทองอาไพผ่อง ปากพนงั จะนารอ่ งต้องสรรเสริญ
เจอเพชรงามความหวงั พลงั เดิน มงุ่ เผชิญกบั ความยากลาบากกาย
ต้องกลา้ ไดต้ ้องกลา้ เสีย่ งไม่เล่ียงหนี ถึงวันท่ีได้ดังหวังดัง่ ใจหมาย
ดงั่ เจอเพชรดั่งเจอพลอยมาเรยี งราย และกลับกลายเปน็ ฟืน้ ฟูลู่ทางเงนิ
ปญั ญาชนพัฒนาประสาคิด หมั่นวจิ ัยรูถ้ กู ผิดไมห่ า่ งเหิน
แสงวมิ านที่รังสรรคค์ วามเพลิน จะทาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
แหล่งกาเนิดพันธ์สุ ม้ โอมากคุณคา่ เพราะปญั ญาของคนทอี่ าศยั
ทบั ทิมสยามชอื่ นามขจรไกล จะดังไปทวั่ โลกาทวิ ากลั ป์
เนอ้ื แน่นหนาหวานหอมดั่งดวงแกว้ สีวาวแววเปรยี บอัญมณมี น่ั
ดั่งทับทมิ รสชาตหิ วานสาราญครัน สรา้ งชีวนั ให้สุขสนั ต์ทกุ วันมา
มากของดรี คู้ ณุ คา่ ปัญญาชน เพราะฝกึ ฝนใฝ่ขยนั คอยสรรหา
เมืองเบย้ี ซดั เจริญรอบคอบปัญญา พงึ รักษาให้คงอยู่เคียงคไู่ ทย
( เกยี รติศกั ดิ์ ชมุ ถาวร )
๕๓
ความรู้เรือ่ ง สม้ โอทับทิมสยาม
ลำตน้ และทรงพุ่ม
เน่ืองจากการปลูกส้มโอพันธ์ุทับทิมสยามด้วยกิ่งตอนและต้นมีนิสัยชอบแตกกิ่งท่ี
ระดับใกล้ผิวดินจึงทาให้ลาต้นเตี้ยหรือไม่มีลาต้นที่ชัดเจนประกอบกับจานวนกิ่งที่แตก
ออกมาในระดบั ต่างๆมมี ากและมใี บหนาแนน่ บรเิ วณกลางไปจนถงึ ปลายก่ิงจึงทาให้ปลาย
ก่ิงห้อยลงและทรงพุ่มต้นภายนอกแน่นทึบ แต่ภายในค่อนข้างโปร่งลักษณะการ
เจริญเติบโตของต้นมีลักษณะแผ่ออก กิ่งอ่อนของส้มโอพันธ์ุทับทิมสยามมีสีเขียวเข้ม
ปลายก่ิงมักจะแบนหรือมีเหลี่ยมที่ผิวเปลือกมีหนามไม่แข็งเกิดข้ึนประปรายความยาว
ของหนามประมาณ ๐.๑-๐.๕ เซนติเมตร ก่ิงที่มีอายุมากเหลี่ยมจะค่อยๆหายไป
เชน่ เดียวกบั สีเขยี วจะจางลงมสี ีเทาเพ่มิ มากขน้ึ
ใบ
สีของใบเล้ียงมีสีเขียวอ่อนใบประกอบด้วย ๒ ส่วนคือแผ่นใบใหญ่ส่วนปลายและ
แผ่นใบเล็กส่วนโคนหรือที่เรียกว่าปีกใบ ปลายปีกใบเว้าเข้าจนติดกับเส้นกลางใบใน
ตาแหน่งเดียวกันกับส่วนที่สอบเข้าหากันของส่วนโคนแผ่นใบใหญ่ทาให้ดูเหมือนใบใหญ่
และปีกใบแยกออกจากกัน แตม่ เี สน้ กลางใบเชอื่ ม ๒ ส่วนให้ตอ่ กนั ใบใหญม่ ีรูปรา่ งเปน็ รูป
ไข่กลับความยาวประมาณ ๑๐.๓-๑๕.๖๘ เซนติเมตร ความกว้างใบ ๔.๖-๘.๕๘
เซนติเมตร อัตราส่วนความยาว : ความกว้าง เท่ากับ ๑๘๓ : ๒.๒๔ รูปร่างเม่ือตัดตาม
ขวางตรงหรือโคง้ เลก็ นอ้ ยการบิดงอของแผ่นใบไม่บิดหรือบิดน้อยใบไม่เป็นคลื่นแผ่นใบมี
สีเขียวเข้มมีขนใต้ใบไม่มีรอยเว้าของขอบใบปลายใบมนมีรอยเว้าบริเวณปลายใบความ
ยาวก้านใบสั้นประมาณ ๐.๓๖-๐.๗๖ เซนติเมตร ส่วนปีกใบมีรูปร่างคล้ายสามเหล่ียม
ความกว้างของปีกขนาด ๐.๘๗-๓.๒๖ เซนตเิ มตร
๕๔
ดอก
ดอกส้มโอพันธ์ุทับทิมสยามเป็นดอกเด่ียว แต่มักเกิดรวมกันบนส่วนปลายก่ิงทาให้
เห็นเป็นพวงหรือชอ่ จานวนดอกต่อช่อมีจานวน ๖-๑๐ ดอกขึ้นไป แต่ละดอกประกอบด้วย
องค์ประกอบของดอกชั้นต่างๆครบทั้ง ๔ วง โดยเรียงลาดับจากชั้นนอกไปสู่ช้ันในคือกลีบ
เลี้ยงมีสีเขียวจานวน ๔-๕ กลีบเชื่อมติดกันเป็นวง แต่ส่วนปลายแยกจากกันทาหน้าที่
ห่อหุ้มดอกบริเวณส่วนโคนกลีบเลี้ยงของดอกที่บานแล้วจะคงอยู่กับผลตลอดไปจนผลแก่
กลีบดอกมีสีเขียวของต่อมน้ามันประบนพ้ืนผิวดอกสีขาวโดยเฉพาะส่วนโคนกลีบดอกเม่ือ
ตอกยังไม่บานกลีบดอกจะห่อติดกันแน่นทาหน้าท่ีปกป้องเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียแทน
กลีบเล้ียงได้อย่างดีเมื่อดอกบานกลีบดอกแต่ละกลีบจะแยกออกจากกันส่วนปลายกลีบจะ
ม้วนงอลงทาให้เห็นผิวกลีบดอกด้านในซึ่งมีสีขาวเด่นชัดกลีบดอกจะหลุดร่วงไปหลังจาก
ดอกบานไม่นานเกสรตัวผู้ประกอบด้วยก้านชูอับเรณูสีขาวส่วนโคนแบนและเช่ือมติดกัน
เป็นแผ่นอย่างหลวม ๆ ส่วนกลางกลมเรียวไปสู่ส่วนปลายที่ปลายสุดมีอับเรณูสีเหลือง
จานวนเกสรตัวผ้เู ฉลี่ยต่อดอกประมาณ ๓๐ อัน
เกสรตัวเมีย ประกอบด้วยปลายยอดเกสรตัวเมียอยู่ปลายสุดมีขนาดใหญ่แผ่แบนออกสี
เขียวอ่อนชูสูงเด่นมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของดอกในระยะที่ดอกบานเต็มท่ีจะมีของเหลว
เหนยี วปกคลมุ ผวิ หนา้ ปลายยอดเกสรตัวเมียทาหน้าท่ีดักจับละอองเกสรถัดจากปลายยอด
เกสรตัวเมียลงไปเปน็ หลอดเกสรตัวเมียลกั ษณะอวบส้นั สีเขยี วอ่อนทผี่ ิวมตี ่อมน้ามันเป็นจุด
ประอยู่ท่ัวตลอดส่วนโคนของหลอดเกสรตัวเมียเชื่อมติดกับรังไข่มีสีเขียวและมีต่อมน้ามัน
เป็นจดุ ประทัว่ ท้งั ผวิ รังไข่
๕๕
ผล
ผลของส้มโอพันธุท์ ับทมิ สยามมลี ักษณะแตกต่างจากส้มโอพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน
และเป็นลักษณะประจาพันธุ์ท่ีเด่นชัดของส้มโอพันธ์ุทับทิมสยามคือเน้ือผลหรือกุ้งมีสี
ชมพเู ขม้ จนถึงแดงเหมอื นสีทบั ทิม ผิวผลมีขนออ่ นน่มุ ปกคลมุ คลา้ ยกามะหยี่
พ้ืนท่ีปลูก
พ้นื ทปี่ ลูกส้มโอพนั ธทุ์ ับทิมสยามส่วนใหญอ่ ยใู่ นตาบลคลองน้อยตาบลเกาะทวด
และตาบลคลองกระบอื อาเภอปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราชสภาพภูมิประเทศเป็น
ทีร่ าบลมุ่ มคี วามลาดชัน ๐-๑ เปอร์เซ็นต์เดิมมีสภาพเป็นนาข้าวเกษตรกรจึงได้ขุดร่อง
เพื่อปลูกส้มโอพนั ธท์ุ บั ทมิ สยามจากการสารวจพ้ืนท่ใี นปี พ.ศ. ๒๕๕๔/๒๕๕๕ พบว่ามี
จานวนเกษตรกรผู้ปลกู ส้มโอทัง้ สน้ิ ๒๑๐ รายพื้นที่ปลูกทัง้ หมด ๑,๐๑๒ ไร่ (๓๕,๖๒๑
ต้น) ซ่ึงตาบลท่ีมีการปลูกมากท่ีสุดคือตาบลคลองน้อยคิดเป็นสัดส่วนต่อพ้ืนท่ีทั้งหมด
๘๐ เปอร์เซ็นต์และมีพื้นที่ให้ผลผลิต ๑๔,๑๗๕ ไร่ (๕,๗๓๐ ต้น) ซึ่งส่งผลให้ส้มโอ
ทับทมิ สยามมรี าคาคอ่ นข้างสงู เฉล่ีย ๑๕๐-๒๕๐ บาทต่อผล เพราะเป็นที่ต้องการของ
ตลาด ซง่ึ ถา้ ราคาขายของผลส้มโอเฉลี่ย ๑๐๐ บาทต่อผล ผลผลิตจานวน ๕๙๕,๘๗๐
ผลคิดเปน็ รายได้ ๕๙- ๕๘ ล้านบาทและทารายได้ ๔๒๐,๓๖๖ บาทต่อไรต่ อ่ ปี
๕๖
สภำพดินในพนื้ ท่ปี ลกู ดนิ
ในพื้นท่ีปลูกส้มโอพันธ์ุทับทิมสยามเป็นชุดบางกอกลักษณะทาง
กายภาพมีลักษณะเนื้อดินเป็นดินเหนียวดินบนเป็นสีเทาเข้มสีน้าตาลปนเทาเข้มดิน
ล่างเป็นสีเทาหรือน้าตาลอ่อนมีจุดประสีน้าตาลแก่สีน้าตาลปนเหลืองสีแดงปนเหลือง
เป็นดินลึกมีการระบายน้าเลวฤดูฝนน้าขังลึก ๒๐-๕๐ เซนติเมตรนาน ๔-๕ เดือนฤดู
แล้งดินแหง้ แตกระแหงเป็นรอ่ งกวา้ งลึกมีเปลอื กหอยอยู่บริเวณดินชั้นล่างลักษณะทาง
เคมีดินมีความเป็นกรด-ด่างเท่ากับ ๖.๙๙-๗.๙๖ มีอินทรียวัตถุปานกลางถึงสูงดินมี
ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลางและมีความสภาพภูมิอากาศพื้นที่ลุ่มน้า
ปากพนงั ไดร้ บั อทิ ธิพลจากลมมรสมุ ตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสมุ ตะวันออกเฉยี งเหนอื
ทาใหม้ ฤี ดูกาล ๒ ฤดคู ือฤดูฝนและฤดูร้อนสาหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านช่วง
เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมทาให้มีฝนในบริเวณพื้นที่ไม่มากนักเพราะมีภูเขาสูง
ด้านทิศตะวันตกขวางทศิ ทางลมไว้สว่ นลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนือที่พัดผ่านบริเวณ
อ่าวไทยในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมทาให้ปริมาณฝนตกชุกและน้าท่วม
ในบริเวณพื้นท่ีสภาพภูมิอากาศทั่วไปจะเป็นแบบร้อนชื้นมีอุณหภูมิและความช้ืน
สมั พทั ธค์ ่อนข้างคงทีไ่ ม่เปลยี่ นแปลงมากนัก ซึ่งจากข้อมูลปริมาณน้าฝนในช่วงปี พ.ศ.
๒๕๔๗ ถึง ๒๕๕๖ พบว่าปริมาณน้าฝนทั้งปีรวม ๒,๕๙๔ มิลลิเมตรมีช่วงแล้ง ๒ ช่วง
คือเดือนกุมภาพันธ์และเดือนกรกฎาคมมีปริมาณน้าฝนมากท่ีสุดเดือนพฤศจิกายน
อย่างไรก็ตามปัญหาที่สาคัญท่ีสุดคือปัญหาฝนตกหนักและน้าท่วมขังโดยเฉพาะอย่าง
ย่ิงในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคมมีฝนตกหนักประมาณ ๑,๔๙๕ มิลลิเมตรหรือ
ประมาณ ๕๗.๖๒ เปอรเ์ ซ็นตข์ องปรมิ าณน้าฝนตลอดท้ังปีซ่งึ การพจิ ารณาการปลูกส้ม
โอจะต้องมีการเตรียมพนื้ ทีท่ เี่ หมาะสมสาหรบั การระบายน้าท่วมขงั ออกจากแปลงปลกู
๕๗
ฤดกู ำลปลกู
การเตรียมพ้นื ที่ปลกู โดยทว่ั ไปนิยมเตรียมแปลงและหลุมปลูกในชว่ งตน้
ฤดูแล้งซ่งึ ในพ้นื ทีล่ ุ่มน้าปากพนังอยใู่ นช่วงเดอื นมีนาคมถงึ เมษายนขณะท่ดี ินยังคงมี
ความชื้นอยพู่ อสมควรสามารถไถและขุดหลุมไดไ้ ม่ลาบากหรอื ไมก่ ไ็ ถดะพน้ื ท่ีและตาก
ดินเอาไว้ตลอดฤดแู ล้งเมื่อเรม่ิ เขา้ ฤดฝู นก็ไถแปรกาหนดหลมุ เตรยี มหลุมปลกู และปลกู
ตดิ ต่อกนั ไปตั้งแตช่ ่วงต้นฤดฝู นความชืน้ ในดนิ และในบรรยากาศเปน็ ปัจจัยสาคัญทีม่ ี
ผลต่อความสาเรจ็ ในการอยรู่ อดของต้นสม้ โอพนั ธทุ์ ับทิมสยามท่ปี ลกู ใหม่โดยเฉพาะ
การปลกู ที่อาศัยนา้ ฝนและไมม่ รี ะบบชลประทานอน่ื ชว่ ยดังนนั้ การใช้ข้อมลู สถติ นิ ้าฝน
เปน็ สงิ่ สาคญั ตอ่ การกาหนดช่วงปลกู แต่ถ้าหากสามารถจัดการให้นา้ กับแปลงปลกู ได้
ตลอดเวลาก็สามารถทาการปลกู ส้มโอพนั ธทุ์ บั ทมิ สยามไดต้ ลอดปี
๕๘
ลกั ษณะกำรเจริญเติบโต
การปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามนิยมปลูกด้วยก่ิงตอนทาให้ต้นไม่มีระบบ
รากแก้วรากจะแผ่กว้างและไม่หย่ังลึกมากนักและสร้างรากที่ทาหน้าท่ีดูดหาอาหารที่
สาคญั อยู่ใกลร้ ะดับผวิ ดนิ มีการเจรญิ เตบิ โตทางลาตน้ เกือบตลอดปีไม่มีระยะการพักตัวท่ี
ยาวนานและไมผ่ ลัดใบการเจรญิ เตบิ ทางลาตน้ โดยเฉพาะการแตกใบออ่ นมีความสัมพันธ์
กบั ปรมิ าณน้าฝนและความช้ืนแหล่งปลกู มกี ารกระจายของฝนหลายเดือนทาให้การแตก
ยอดอ่อนของส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามทยอยเกิดขึ้นหลายคร้ังตามลักษณะการกระจายตัว
ของฝน ส่วนการออกดอกจะเกิดข้ึนพร้อม ๆ กับการแตกยอดอ่อนซ่ึงเกิดขึ้นหลายคร้ัง
ตามปริมาณน้าฝนและความช้ืนซ่ึงน้าและความชื้น เป็นปัจจัยสาคัญที่เก่ียวข้องกับการ
เจรญิ เติบโตทางลาต้นและการออกดอกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามจะมีการออกตอกเกิดข้ึน
หลาย ๆ คร้ังในรอบปี แต่จะมีช่วงท่ีออกดอกพร้อมกันเป็นจานวนมากจานวน ๒ รุ่นคือ
รุ่นที่ ๑ จะออกตอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์มีนาคมดอกท่ีออกในรุ่นน้ีจะให้ผลผลิตท่ี
สามารถเก็บเก่ียวได้ประมาณเดือนตุลาคมพฤศจิกายนและจะมีการออกดอกในรุ่นท่ี ๒
ประมาณเดอื นสิงหาคม-กันยายนและจะใหผ้ ลผลติ ท่ีสามารถเก็บเก่ียวได้ประมาณปลาย
เดือนมีนาคม-เมษายน ซ่ึงปริมาณการออกดอกและผลแต่ละคร้ังอาจแตกต่างกันทั้งนี้
ขนึ้ กบั ปจั จัยสภาพภูมอิ ากาศโดยเฉพาะฝนและความชืน้ เป็นปจั จยั หลักที่เก่ยี วขอ้ ง
๕๙
ร้อยกรอง
เปน็ รปู แบบของคาประพนั ธป์ ระเภทหน่ึงต่างจากคาประพันธ์ร้อยแก้ว ร้อย
กรองเป็นคาประพันธ์ท่ีวิจิตรบรรจง เพราะมีกฎเกณฑ์ และอลังการทางภาษา
ประกอบ ทาให้มีความไพเราะ
ซาบซ้ึง ซ่ึงกวีเท่านั้นจึงจะสามารถรจนาได้ ดังนั้นบางทีจึงมีผู้เรียกบทประพันธ์
ร้อยกรองว่า กวีนิพนธ์ หรือกวีวัจนะ ลักษณะท่ีสาคัญท่ีสุดอันเป็นเครื่องบังคับ
ของการแตง่ บทรอ้ ยกรองก็คือสัมผัส ซงึ่ แบง่ ออกเป็น ๓ ชนดิ คอื
๑. สมั ผสั พยัญชนะหรอื สัมผสั อกั ษร
๒. สมั ผัสสระ
๓. สัมผัสวรรณยกุ ต์
การประพันธ์ร้อยกรอง แบ่งเป็น ๖ ประเภทคือ โคลง กลอน ร่าย กาพย์
ฉันท์ และเพลงพื้นเมือง คาประพันธ์ประเภทกลอน คือ เอากลอนแปดเป็นหลัก
บางทเี รยี กว่า กลอนตลาด แต่ถ้าลดคาลงเป็นกลอนหก และกลอนเจ็ด ถ้าเพ่ิมคา
อีกคาหนึ่งจะเป็นกลอนเก้า รวมทั้งหมดเรียกว่า กลอนสุภาพ หรือกลอนผสม
กลอนสุภาพใช้แต่งบทละครใน ละครนอก เสภา นิราศ เพลงยาว นิทาน
ดอกสร้อย และสักวา และยังใช้แต่กลบทชนิดต่าง ๆ อีกด้วย ยังมีกลอนอีกชนิด
หน่ึงเรียกว่า กลอนเพลงพื้นเมือง เช่น เพลงพวงมาลัย เพลงฉ่อย เพลงเรือ เพลง
ปรบไก่ เพลงชาวไร่ (ระบาชาวไร่) เพลงชาวนา เพลงเก่ียวข้าว เพลงพิษฐาน
(อธิษฐาน) เพลงโคราช และเพลงราอแี ซว
๘ ๖๐
คำประพันธ์ประเภทโคลง เดิมเป็นโคลงโบราณแปดชนิดที่มีระบุไว้
ในคัมภีร์กาพย์สารวิลาสินีและคัมภีร์กาพย์คันถะ ต่างกับโคลงในสมัย
ปัจจุบัน คือ โคลงสี่สุภาพ โคลงค้ันวิวิธมาลี และโคลงคั้นบาทกุญชรตรงท่ี
โคลงโบราณเหล่าน้ันไม่บังคับเอก - โท แต่โคลงปัจจุบันบังคับเอกโท ตาม
ตาแหนง่ ทก่ี าหนดไว้ในแผนคอื เอกเจด็ แหง่ และโทสแี่ หง่
คำประพันธ์ประเภทร่ำย เป็นคาประพันธ์ประเภทหน่ึงที่ใช้แต่งผสม
กบั โคลงในลลิ ติ สายชนิดคือ ร่ายโบราณ ร่ายสุภาพ และร่ายค้ัน ส่วนร่ายอีก
ชนิดหนึ่งใช้แต่งโดด ๆ ไม่ใช้แต่งลิลิต คือร่ายยาว ซ่ึงบางทีเรียกว่า กลอน
เทศน์ ตัวอยา่ งร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก
คำประพันธ์ประเภทกำพย์ เป็นคาประพันธ์ซ่ึงมีลักษณะคล้ายกับ
ฉันท์เพียงแต่ไม่บังคับ ครุ - ลหุ เท่านั้นเอง ตัวอย่างคือ กาพย์ยานี ซึ่งก็คือ
อินทรวิเชียรฉันท์ที่ไม่บังคับครุ - ลหุ นั่นเอง กาพย์อาจจะแต่งโดด ๆ ก็ได้
แต่ถ้าใช้แต่งประสมกับคาประพันธ์ชนิดอื่น ก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น
กาพย์ยานีหนึ่งบท ผสมโคลงส่ีสุภาพหน่ึงบท เรียกว่า กาพย์ห่อโคลง ถ้า
ขึ้นต้นด้วยโคลงส่ีสุภาพหนึ่งบทต่อด้วยกาพย์ยานีก่ีบทก็ได้เรียกว่า กาพย์เห่
หรือกาพยเ์ หเ่ รือ ถ้าข้ึนต้นด้วยโคลงสสี่ ุภาพ แล้วต่อดว้ ยกาพย์สุรางคนางค์ก็
เรยี กว่า กาพยข์ บั ไม้
๘ ๖๑
คำประพันธ์ประเภทฉันท์ ได้แบบแผนมาจากอินเดียและลังกา
โดยตรงคาว่าฉันท์แบ่งฉันท์ออกเป็นสองชนิดคือ ฉันท์ประเภทวรรณพฤติ
81 ชนิด และมาตราพฤติ 27 ชนิด ฉันท์วรรณพฤติประกอบด้วยพยางค์ คือ
หน่ึงพยางค์นับเป็นหนึ่งคา แต่ฉันท์มาตราพฤติกาหนดด้วยมาตรา โดยนับ
เลียงเบาหรือลหเุ ป็นหน่งึ มาตรา
หลกั และวธิ กี ำรเเตง่ บทร้อยกรอง
ร้อยกรองเป็นมรดกทางภาษาท่ีคนไทยควรภาคภูมิใจ และอนุรักษ์ไว้
ร้อยกรองมีลักษณะบังคับท่ีเรียกว่า “ฉันทลักษณ์” มีความเเตกต่างกันตาม
ลกั ษณะของร้อยกรองท้งั ๕ ประเภท ได้แก่
โคลง
ฉันท์
กาพย์
กลอน
ร่าย
๖๒
ลกั ษณะบังคับของบทร้อยกรอง มี ๘ ประกำร ดังน้ี
๑. พยำงค์ คือ เสียงท่ีเปล่งออกมา ๑ ครั้ง จะมีความหมาย หรือไม่มี
ความหมายก็ได้ พยางค์ เกิดจากการเปล่งเสียงพยัญชนะเสียงสระและเสียง
วรรณยุกต์ตามกันออกมา อย่างกระชั้นชิด จนฟังดูเหมือนกับเปล่งเสียง
ออกมาในคร้งั เดยี วกัน ซึง่ เรียกว่า การ ประสมเสียงในภาษา เสียงที่เกิดจาก
การประสมเสยี ง จงึ เรยี กวา่ พยางค์
พระยาอุปกิตศิลปสาร (๒๕๓๓ : ๑๘) กล่าวว่า “ถ้อยคาท่ีเราใช้พูด
กันนั้น บางทีก็ เปล่งเสียงออกครั้งเดียว บางทีก็หลายคร้ัง เสียงท่ีเปล่ง
ออกมาครง้ั หนึ่งๆ นัน้ ทา่ นเรียกวา่ “พยางค์” คอื สว่ นของคาพดู ”
กาญจนา นาคสกุล (๒๕๒๐ : ๑๐๔) กล่าวว่า “พยางค์จึงหมายถึง
จานวนเสียงท่ีดังเด่น ซ่ึงปรากฏ ในกลุ่มเสียงท่ีเรียงเป็นคาพูดเสียงอื่น ๆ ที่
อยู่ข้างเคียง ก็จะประกอบเข้าเป็นส่วนของพยางค์… โดยปกติเสียง สระเป็น
เสียงที่มีลักษณะประจาตัว เป็นเสียงก้องท่ีดัง กว่าเสียงอ่ืน ฉะนั้นเสียงสระ
จงึ มกั จะเปน็ เสยี งทาให้ เกิดพยางค์”
จากคาอธิบายความหมายของพยางค์ดังกล่าว สรุปได้ว่าพยางค์คือ
เสียงท่เี ปลง่ ออกมาคร้ังหน่งึ ๆ ซึ่งมีเสยี งสระเป็นเสยี งทด่ี งั เด่น ๑ เสียง และ
เสียงท่ีอยู่ข้างเคียงอย่างน้อย ๒ เสียง ได้แก่ เสียงพยัญชนะและ เสียง
วรรณยุกต์พยางค์อาจจะเป็นคาก็ได้ถ้าพยางค์นั้นมีความหมายดังตัวอย่าง
ต่อไปนี้ นา มี ๑ พยางค์ ๑ คา นาที มี ๒ พยางค์ ๑ คา นาฬิกา มี ๓
พยางค์ ๑ คา
๖๓
๒. คณะ คอื ขอ้ กาหนดของบทร้อยกรองแต่ละประเภทว่าจะตอ้ งมจี านวน
คา จานวนวรรค จานวนบาท และจานวนบทเท่าหมด เชน่
กลอนแปด
๑ บท มี ๒ บาท
๑ บาท มี ๒ วรรค
๑ วรรค มี ๘ คา (อาจมี ๗-๙ คาก็ได้)
ตวั อย่าง กลอนเเปด
ถงึ บางพดู พูดดเี ป็นศรีศกั ด์ิ มีคนรกั รสถอ้ ยอรอ่ ยจิต
เเม้พดู ชัว่ ตวั ตายทาลายมติ ร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา
(สนุ ทรภู่ : นริ าศภเู ขาทอง)
กำพย์ยำนี
๑ บท มี ๒ บาท
๑ บาท มี ๒ วรรค
วรรคหน้ามี ๕ คา วรรคหลังมี ๖ คา
๓. สัมผสั คือ ลกั ษณะบังคับให้ใชค้ าคลอ้ งจองกนั มี ๔ ชนดิ ไดแ้ ก่
๑. สมั ผสั สระ คือ คาท่ีใช้สระคล้องจองเปน็ เสยี งเดยี วกัน และถา้ มี
ตวั สะกดมาตรเดียวกัน เชน่ สระอา มา-จา-ฝา-หา-ปา่ สระโอะ สะกดแมก่ น
จน-คน-ฝน-หน-ป่น สระอา สะกดเเมเ่ กย กราย-ชาย-ลาย-หาย-อาย
๒. สัมผสั พยัญชนะหรอื สัมผสั อักษร คอื คาท่ีใชพ้ ยญั ชนะต้นตัว
เดยี วหรอื เสยี งเดยี วกนั โดยไม่คานึงถึงตัวสะกด เช่น
จ – จิต ใจ จด จอด แจ๋ว
ด – เดก็ ด่ืน ดึก ดื่ม ดาว
น – นก นอน แนบ นา้ น่งิ
๖๔
๓. สมั ผัสนอก คอื สัมผัสบงั คบั ของร้อยกรองทุกประเภท เปน็ คาทม่ี เี สยี งคลอ้ งจองจาก
วรรคหน่งึ ใช้เเต่สัมผสั สระไมใ่ ชส้ ัมผสั อักษร เช่น
มาถึงบางธรณีทวโี ศก ยามวโิ ยคยากใจให้สะอื้น
โอส้ ธุ าหนาเเนน่ เปน็ แผน่ พนื้ ถึงสีห่ มืน่ สองเเสนท้ังเเดนไตร
เมือ่ เคราะหร์ ้ายกายเราก็เท่าน้ี ไมม่ ีที่พสธุ าจะอาศยั
ลว้ นหนามเหนบ็ เจ็บเเสบคบั เเคบใจ เหมอื นนกไรร้ งั เรอ่ ย่เู อกา ฯ
(สุนทรภู่ : นริ าศภเู ขาทอง)
๔. สัมผัสใน คือ คาท่ีมีเสียงสระหรือเสียงพยัญชนะคล้องจองในวรรคเดียวกัน ทาให้
บทรอ้ ยกรองไพเราะ เช่น
ใบโพธจิ์ กั จนั่ เเจว้ เเว่วหวีดจงั หรดี หรงิ่ ป่แี กว้ ตริ่งตรบเสยี งสาเนียงหนาว
ย่ิงเย็นฉา่ น้าค้างลงพร่าวพราว พระพายผา่ วพัดไหวทกุ
(เณรหนูพัด :นิราศภเู ขาทอง)
. สมั ผัสสระ เเจว้ -แว่ว, หวดี -หรดี , เสยี ง-เนียง, ฉา่ -นา้ , ไหว-ใบ
สมั ผัสอกั ษร จัก-จนั่ -เเจ้ว, หวดี -หรงิ่ , ย่งิ -เย็น, พร่าว-พราว
๔.คำคร-ุ ลหุ คือ คาท่ีที่เสยี งหนักและเสยี งเบา บังคับใชใ้ นบทร้อยกรองประเภทฉนั ท์
คาครุ มี ๓ ลักษณะ ดังนี้
๑. คาที่ประสมดว้ ยสระเสียงยาวในเเม่ ก กา เช่น เเมจ่ ๋า ฟ้าใส
๒. คาทม่ี ตี ัวสะกด เชน่ เดก็ นอ้ ย เขยี นอ่าน
๓. คาทีป่ ระสมด้วย อา ไอ ใอ เอา เช่น ขา ได้ ให้ เขา
๘ ๖๕
คำลหุ คือ คาที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในเเม่ ก กา เช่น กระทะ
กะทิ ปะทุ สติ อริ กระบะ ขยะ
ตวั อย่าง คาประพันธท์ บี่ ังคบั ครุ ลหุ
เเสงสูรยส์ าดสอ่ งเเสง จรัสเเจ้งจรูญตา
เทียนทองส่องทาบฟา้ ประโลมหลา้ ภริ มย์ชม
ชวนคิดใหไ้ ตรต่ รอง นราผอง ณ ยามตรม
ตกอบั ทกุ ขท์ บั ถม บ ฝังจมเสมอไป
(ศักด์ศิ รี แยม้ นัดดา)
๕. คำเอก คำโท คือ คาหรอื พยางคท์ ีม่ รี ปู วรรณยุกตเ์ อกและโท ใน
ตาแหน่งที่กาหนดไว้ในบทร้อยกรองประเภทโคลง และรา่ ย
– คาเอก คือ คาหรอื พยางคท์ ีม่ รี ปู วรรณยกุ ตเ์ อก
– คาโท คอื คาหรือพยางคท์ ่ีมีรปู วรรณยกุ ตโ์ ท
๖. คำเป็น คำตำย เป็นลักษณะบงั คบั ทใี่ ชใ้ นการเเต่งโคลง และ
ร่าย โดยเฉพาะโคลงส่สี ุภาพ คาเปน็ มี ๓ ลักษณะ คือ
๑. คาหรอื พยางค์ท่ีประสมสระเสียงยาวในเเม่ ก กา
๒. คาที่มตี ัวสะกดในมาตราเเม่ กง กน กม เกย เกอว
๓. คาทีป่ ระสมด้วยสระ อา ไอ ใอ เอา
คาตาย มี ๒ ลักษณะ คอื
๑. คาทป่ี ระสมสระเสียงสนั้ ในเเม่ ก กา
๒. คาที่มตี ัวสะกดในมาตราแม่ กก กด กบ
๘ ๖๖
๗. เสยี งวรรณยุกต์ คอื เสยี งสามัญ เสยี งเอก เสียงโท เสยี งตรี และเสยี ง
จัตวา ในการเขียนกลอนตอ้ งรวู้ า่ คาทา้ ยวรรคใดนิยมใช้หรอื ไมน่ ิยมใช้
เสยี งวรรณยกุ ตใ์ ด สาหรับโคลงส่ีสุภาพมีการบงั คบั เอกโทดว้ ย
เช่น
เดินไพรชมหมู่ไม้ มากมี
พักผอ่ นอารมณ์ดี ใชน่ ้อย
บฟุ ผากล่มิ รมณยี ์ เเสนช่นื
ยามบ่ายตะวนั คลอ้ ย รม่ แท้ราวไพร
๘. คำนำ คอื คาข้ึนตน้ สาหรับร้อยกรองบางประเภทกลอนบทละคร คา
วา่ เมื่อนนั้ บดั นั้น
ตวั อยา่ ง บัดนน้ั พระยาเภกพิยักษี
เห็นพระองคท์ รงโศกโศกี
- กลอนดอกสรอ้ ย คาวา่ เอ๋ย (เป็นคาท่ี ๒ ของวรรคเเรก)
ตวั อยา่ ง เดก็ เอ๋ยเดก็ น้อย
ความรู้เรายังดอ้ ยเร่งศกึ ษา
- กลอนเสภำ คาวา่ ครานนั้
ตัวอย่าง คราน้นั ท่านยายทองประศรี
กบั ยายปลยี ายเปลอยูเ่ คหา
- นทิ ำนคำกลอน ไมบ่ ังคับ
๖๗
๑.ลักษณะของกลอนสุภำพ
ลักษณะทั่วไปของกลอนสุภาพกลอนสุภาพหรือกลอนแปดในหน่ึงบทมี ๒
คากลอนหรือ ๒ บาท ซ่ึงประกอบไปด้วยบาทเอกและบาทโท หนึ่งคากลอนหรือ
หนึ่งบาทมี ๒ วรรค แต่ละวรรคมีจานวนคา ๗-๙ คา แต่นิยม ๘ คา จึงเรียกว่า
กลอน ๘ ตามจานวนคาในทุกวรรคนั่นเอง กลอนแปดหน่ึงบทจึงมีท้ังหมด ๔
วรรค ซ่งึ มีชอ่ื เรียกแต่ละวรรคดงั ต่อไปน้ี
วรรคแรก คือ วรรคสดับ
วรรคสอง คือ วรรครบั
วรรคสสาม คือ วรรครอง
วรรคสี่ คือ วรรคส่ง
ลักษณะสัมผัสของกลอนสุภาพให้คาสุดท้ายของวรรคแรก (วรรคสดับ)
สัมผัสกับคาที่ ๓ หรอื ๕ ของวรรคทีส่ อง (วรรครับ) ให้คาสุดท้ายของวรรคท่ีสอง
สัมผสั กบั คาสุดท้ายของวรรคท่สี าม (วรรครอง) คาสดุ ทา้ ยของวรรครองสัมผัสกับ
คาท่ี ๓ หรอื ๕ ของวรรคท่ีส่ี (วรรคส่ง)
๖๘
ท้ังนี้ลักษณะสัมผัสของกลอนสุภาพในวรรครับและวรรคส่งควร
ใช้คาทส่ี าม ซึง่ ถือว่าไพเราะท่สี ดุ หากจะแต่งบทตอ่ ไปให้ร้อยสัมผัสจาก
คาสุดท้ายในวรรคส่งของบทหน้าไปยังคาสุดท้ายของวรรครับของบท
ถัดไปตามแผนผงั ตอ่ ไปน้ี
๖๙
๒. จงั หวะในการอา่ นกลอนสภุ าพแบ่งเป็น ๓ ชว่ ง
๗ คาแบง่ เปน็ ๐๐/๐๐/๐๐๐ หงา่ งเหงง่ / ย่าค่า / ระฆงั ขาน
๘ คาแบง่ เป็น ๐๐๐/๐๐/๐๐๐ เชน่ ท่รี ม่ ไผ่ / ชายคลอง / ตรงรอ่ งนา้
๙ คาแบง่ เป็น ๐๐๐/๐๐๐/๐๐๐ เชน่ ผดู้ ีไพร่ / ไมป่ ระกอบ / ชอบอารมณ์
๓. ลักษณะบังคับในการแตง่ กลอนสภุ าพคณะหมายถงึ การจดั คาให้เป็นหมวดหมู่
ตามลกั ษณะของรปู แบบคาประพนั ธ์ ประกอบด้วยบทบาทวรรคและคาหรอื พยางค์
บท คือ คาประพนั ธต์ อนหน่ึง ๆ หนง่ึ บทประกอบดว้ ย ๒ คากลอนหรอื ๒
บาทเรียกบาทเอกและบาทโท
บาท เป็นสว่ นยอ่ ยของบทบาทหนง่ึ ๆ ประกอบดว้ ย ๒ วรรค (๑ คากลอน)
วรรค เป็นสว่ นยอ่ ยของบาทวรรคหน่ึงบรรจคุ าได้ ๗ – ๙ คาคาหรอื พยางค์
คาหมายถงึ เสียงท่เี ปลง่ ออกมาครงั้ หน่งึ
๗๐
คาสงั่ : จงเขยี นอธบิ ายความหมายคาตอ่ ไปนใ้ี หเ้ ข้าใจพอสังเขป
ลกั ษณะของกลอนสุภาพ
ฉันทลกั ษณ์ .....................................................................................
รอ้ ยกรอง .....................................................................................
หลกั ในการแตง่ รอ้ ยกรอง .....................................................................................
ชนดิ ของร้อยกรอง .....................................................................................
.....................................................................................
สมั ผสั .....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
..................................................
๗๑
คาสงั่ : แต่งกลอนสภุ าพโดยมเี น้อื หาเกย่ี วกบั ของดที เ่ี ป็นคณุ คา่
ประจาทอ่ งถนิ่ ของตนอยา่ งน้อง ๒บท
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
๗๒
บรรณานุกรม
กิง่ แกว้ อตั ถากร.(๒๕๑๓).คตชิ นวทิ ยำ.กรงุ เทพฯ:หนว่ ยศึกษานิเทศก์ กรมการ
ฝกึ หัดครู.
กง่ิ แก้ว อัตถากร.(๒๕๒๐).คตชิ นวิทยำ.กรงุ เทพฯ:หน่วยศกึ ษานเิ ทศก์ กรมการ
ฝึกหัดครู.
กุหลาบ มัลลิกะมาส.(๒๕๐๙).วรรณกรรมไทย.กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยรามคาแหง.
กาชยั ทองหลอ่ . (๒๕๔๐). พิมพ์ครั้งที่๑๐.หลักภำษำไทย.กรุงเทพฯ:รวมสาสน์
คลังเอกสารความรู้ กรมวชิ าการเกษตร.กำรผลิตสม้ โอพนั ธ์ุทบั ทมิ สยำมในพน้ื ทล่ี ุ่ม
น้ำปำกพนงั .(ออนไลน์).สบื คน้ เม่อื วันที่ ๑๐ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๔ จาก
https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2419&pid=2439
คมทวน คันธนู.(๒๕๔๕).ตำนำนฉันทลกั ษณก์ ับหลักกำรใหม่.กรงุ เทพฯ:สุขภาพใจ.
ทรงศักด์ิ ศรีไส. กำรอ่ำนจับใจควำมสำคัญ(ออนไลน์). สืบค้นเม่ือวันที่ ๑๒กุมภาพันธ์
๒๕๖๔.จากwebsites.google.com/site/khruthrngsakdisrisi2karxan-cabci
ทศั นีย์ ทานตวณชิ .(๒๕๓๒).วเิ ครำะหว์ รรณกรรมของพระยำตรงั .(ไม่พบข้อมลู โรงพิมพ์)
นเิ วส วนคุณากร.(๒๕๔๖).เสนห่ แ์ หลมตะลุมพกุ .นครศรีธรรมราช:โรงพมิ พเ์ มด็ ทราย.
ปราณี ขวัญแก้ว.(๒๕๑๘).วรรณคดีชำวบ้ำนจำกบุดดำ.กรุงเทพฯ:หน่วยศึกษานิเทศก์
กรมการฝึกหัดครู.
๗๓
บรรณานุกรม
ปากพนัง,ชมรม.(๒๕๔๖).ปำกพนังสังสรรค์ ครั้งท่ี ๒๙ เสำร์ที่ ๑๑ ตลุ ำคม ๒๕๔๖.
ม.ป.ท.
วรรณา แต้.(๒๕๔๖).บทรอ้ ยกรอง.กรงุ เทพฯ:แม็ค.
วิทย์ ศิวะศริยานนท์.(๒๕๓๑).วรรณคดแี ละวรรณคดวี จิ ำรณ์.กรงุ เทพฯ:แพรพ่ ทิ ยา.
วมิ ล ดาศรี.(๒๕๓๒).นทิ ำนพนื้ บำ้ น.นครศรธี รรมราช:คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละ
สงั คมศาสตร์ สถาบนั ราชภฏั นครศรธี รรมราช.
วิมล ดาศรี.(๒๕๔๐).นทิ ำนพน้ื บ้ำน.นครศรีธรรมราช:คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละ
สังคมศาสตร์ สถาบันราชภฏั นครศรธี รรมราช.
วเิ ชียร ณ นคร.(๒๕๒๘).รำยงำนกำรวิจัยเรื่องกำรศึกษำนิทำนพื้นบำ้ นในจังหวดั
นครศรีธรรมรำช.นครศรธี รรมราช:วิทยาลยั ครูนครศรธี รรมราช ศนู ย์
วฒั นธรรมภาคใต.้
แววมยุรา เหมือนนิล.(๒๕๕๓).พมิ พครง้ั ท่ี๓. กำรอ่ำนจบั ใจควำม. กรุงเทพฯ:ชมรม
เดก็ .
อมั พร สุขเกษม และบรรพต ศริ ิชัย.(๒๕๔๔).กำรอ่ำนและพจิ ำรณำวรรณกรรม.
กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช
๘
ค่าขวญั เมอื งปากพนงั
รังนกเลอ่ื งช่อื
ร่าลอื ขนมลา
โอชาไข่ปลากระบอก
ส่งออกกุ้งกลุ า
ออกพรรษาไหวพ้ ระลาก
นยิ มมากแข่งเรอื เพรยี ว