พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ ถวายพานพุมสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องในวันกองทัพไทย ประจ าปี ๒๕๖๖ ณ ต.ดอนเจดีย์ อ.พนมทวน จว.ก.จ. เมื่อ ๑๘ ม.ค. ๖๖ พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบวรราชเจามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ ๑ เมื่อ ๑๘ ม.ค. ๖๖ พล.ร.๙ จัดงานวันชนะศึกทุงลาดหญา ครบรอบ ๒๓๘ ณ บริเวณพระบวรราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ ๑ เมื่อ ๑๗ ก.พ. ๖๖ พล.ร.๙ จัดพิธีกระท าสัตย์ปฏิญาณตนตอธงชัยเฉลิมพล ประจ าปี ๒๕๖๖ ณ สนามบิน พล.ร.๙ เมื่อ ๑๘ ม.ค. ๖๖
พล.อ. ธราพงษ์ มะละค า ปษ.พิเศษ ทบ. (๑) ตรวจเยี่ยมโครงการทหารพันธุ์ดีของ พล.ร.๙ โดยมี พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ใหการตอนรับ ณ สวนเกษตรอินทรีย์ วิถีพอเพียง พล.ร.๙ เมื่อ ๑๕ มี.ค. ๖๖ พล.อ. สุขสรรค์ หนองบัวล่าง ผช.ผบ.ทบ.(๑) ในการตรวจเยี่ยมงานดานก าลังพล พล.ร.๙ โดยมี พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ ใหการตอนรับ เมื่อ ๒๗ มี.ค. ๖๖ พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ ผช.ผบ.ทบ.(๒) ตรวจเยี่ยมก าลังพล ปชด. ของ กกล.สุรสีห์ โดยมี พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ ใหการตอนรับ ณ รอย.ทพ.๑๔๐๑ เมื่อ ๒๑ มี.ค. ๖๖ พล.ต. อมฤต บุญสุยา รอง มทภ.๑ (๑) ตรวจเยี่ยมการฝึก และตรวจสอบเป็นหนวยกองพัน ประจ าปี ๒๕๖๖ โดยมี พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ ใหการตอนรับ ณ พื้นที่ฝึกทางยุทธวิธี พล.ร.๙ (เขาก าแพง) อ.พนมทวน จว.ก.จ. เมื่อ ๑๐ มี.ค. ๖๖
พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ เป็นประธานในพิธีสรงน้ าพระ และขอพรผูบังคับบัญชา พล.ร.๙ เนื่องในวันเทศกาลวันสงกรานต์ ประจ าปี ๒๕๖๖ ณ ศูนย์พักผอนและนันทนาการ พล.ร.๙ เมื่อ ๑๒ เม.ย. ๖๖ พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ เป็นประธานเปิดงานวันเด็กแหงชาติ ประจ าปี ๒๕๖๖ ณ ศูนย์พักผอนและนันทนาการ พล.ร.๙ เมื่อ ๑๔ ม.ค. ๖๖ พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ รวมพิธีเปิดการขยายผลการอบรมประวัติศาสตร์ชาติไทย และบุญคุณของพระมหากษัตริย์ไทย พรอมทั้งการชวยชีวิตขั้นพื้นฐาน ณ โรงเรียนบานบอ อ.สวนผึ้ง จว.ร.บ. เมื่อ ๒๐ มี.ค. ๖๖ พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ เป็นประธานจัดงานวันที่ระลึก และบ าเพ็ญกุศลแกก าลังพลในคายสุรสีห์ จากการปฏิบัติหนาที่ราชการสนาม ณ ธรรมสถานคายสุรสีห์ เมื่อ ๒๕ ก.พ. ๖๖
พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ เป็นประธานในพิธีเปิดการแขงขันชกมวยไทยสมัครเลน ศึกวันชนะศึกทุงลาดหญา ปี ๒๕๖๖ ณ สนามมวยพระยาเสือ เมื่อ ๑๖ มี.ค. ๖๖ พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ เป็นประธานในพิธีปิดการแขงขันชกมวยไทยสมัครเลน ศึกวันชนะศึกทุงลาดหญา ปี ๒๕๖๖ ณ สนามมวยพระยาเสือ เมื่อ ๓๐ มี.ค. ๖๖ พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ เป็นประธานมอบถวยรางวัลใหกับผูชนะการแขงขันกอล์ฟ มูลนิธมหาสุรสิงหนาทอนุสรณ์ ณ สนามกอล์ฟ อาทิตยา จว.ก.จ. เมื่อ ๗ เม.ย. ๖๖ พล.ต. วุทธยา จันทมาศ ผบ.พล.ร.๙ ตรวจเยี่ยมการฝึกเป็นหนวยภาคกองรอยของ ร.๒๙ ณ พื้นที่ฝึกทางยุทธวิธี พล.ร.๙ เมื่อ ๑๔ ก.พ. ๖๖
พ.อ. อัษฎาวุธ ปันยารชุน รอง ผบ.พล.ร.๙ (๑) เป็นประธานจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันคลายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ บก.พล.ร.๙ เมื่อ ๓๑ มี.ค. ๖๖ พ.อ. อัษฎาวุธ ปันยารชุน รอง ผบ.พล.ร.๙ (๑) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม การบันทึกภาพใหกับก าลังพล นขต.พล.ร.๙/นขต.กกล.สุรสีห์ ณ ศูนย์อบรมสัมมนา พล.ร.๙ เมื่อ ๑๔ มี.ค. ๖๖ พ.อ. อัษฎาวุธ ปันยารชุน รอง ผบ.พล.ร.๙ (๑) ใหการตอนรับ พล.ต. บรรยง ทองน่วม รอง จก.ยศ.ทบ. ในการตรวจการฝึกการด าเนินกลยุทธ์ดวยกระสุนจริง (LFX) กองพัน พรอมรบเคลื่อนที่เร็ว ทภ.๑ ประจ าปี ๒๕๖๖ ณ บก.พล.ร.๙ เมื่อ ๔ เม.ย. ๖๖ พ.อ. เฉลิมชัย ชัดใจ รอง ผบ.พล.ร.๙ (๒) เป็นประธานการตรวจสอบการปฏิบัติของ ทหารเกียรติยศรับ - สงเสด็จฯ ณ ลานหนา บก.พล.ร.๙ เมื่อ ๒๔ มี.ค. ๖๖ พ.อ. เฉลิมชัย ชัดใจ รอง ผบ.พล.ร.๙ (๒) เป็นประธานตรวจความพรอมการตอนรับ ผช.ผบ.ทบ. (๑) ในการตรวจงานดานก าลังพล พล.ร.๙ เมื่อ ๒๓ มี.ค. ๖๖ พ.อ. เฉลิมชัย ชัดใจ รอง ผบ.พล.ร.๙ (๒) เป็นประธานในพิธีปิดการแขงขันกีฬาภายใน กองทัพบก ครั้งที่ ๗๐ ประเภท กีฬาฟุตซอล ณ อาคารสุรสิงหนาท คายสุรสีห์ เมื่อ ๑๓ ม.ค. ๖๖ พ.อ. เฉลิมชัย ชัดใจ รอง ผบ.พล.ร.๙ (๒) ตรวจเยี่ยมโรงประกอบเลี้ยง นขต.พล.ร.๙ เมื่อ ๒๐ ม.ค. ๖๖
พ.อ. พรรณศักย์ เพรียวพานิช เสธ.พล.ร.๙ รวมพิธีสรงน้ าพระและขอพรผูบังคับบัญชา พล.ร.๙ เนื่องในวันสงกรานต์ ประจ าปี ๒๕๖๖ ณ ศูนย์พักผอนและนันทนาการ พล.ร.๙ เมื่อ ๑๒ เม.ย. ๖๖ พ.อ. พรรณศักย์ เพรียวพานิช เสธ.พล.ร.๙ ตรวจการซักซอมแผนเผชิญเหตุและแผน ปูองกันอัคคีภัย ณ คลังอาวุธ รอย.สร.๒ พัน.สร.กรม สน.พล.ร.๙ เมื่อ ๑๑ เม.ย. ๖๖ พ.อ. พรรณศักย์ เพรียวพานิช เสธ.พล.ร.๙ เป็นประธานตรวจความพรอมในการตอนรับ รอง จก.ยศ.ทบ. ตรวจการฝึกการด าเนินกลยุทธ์ดวยกระสุนจริง (LFX) กองพันพรอมรบเคลื่อนที่เร็ว ทภ.๑ ประจ าปี ๒๕๖๖ ณ พื้นที่ฝึกทางยุทธวิธี พล.ร.๙ (เขาก าแพง) อ.พนมทวน จว.ก.จ. เมื่อ ๓ เม.ย. ๖๖ พ.อ. กวินทร์ณัช เกิดสุข รอง เสธ.พล.ร.๙ (๒) รวมงานวันมาตรฐานฝีมือแรงงานแหงชาติ ประจ าปี ๒๕๖๖ ณ ศาลา ๖๐ พรรษา เทศบาลเมืองกาญจนบุรี เมื่อ ๒ มี.ค. ๖๖ . พ.อ. อภิชัย นิยมเทศ รอง เสธ.พล.ร.๙ (๑) ใหการตอนรับคณะ กบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมเพื่อ เสนอความตองการ สป. และทราบปัญหาขอขัดของการสงก าลังบ ารุง ณ บก.พล.ร.๙ เมื่อ ๒๒ ก.พ. ๖๖ พ.อ. อภิชัย นิยมเทศ รอง เสธ.พล.ร.๙ (๑) ตรวจคลังอาวุธ และคลัง สป.๕ ของ รอย.นขต.บก.พล.ร.๙ ใหเป็นไปตามแนวทางและมาตรการที่ ทบ. ก าหนด เมื่อ ๑๐ เม.ย. ๖๖ .
ร.๙ ร.๑๙ พ.อ. รณวรรณ พจน์สถิตย์ ผบ.ร.๙ เป็นประธานในพิธีท าบุญเนื่องในเทศกาลวันขึ้นปีใหม พ.ศ. ๒๕๖๖ เพื่อความเป็นสิริมงคลใหกับก าลังพล และครอบครัว ณ อาคารพุทธสถาน ร.9 เมื่อ ๒๖ ธ.ค. ๖๕ พ.อ. รณวรรณ พจน์สถิตย์ผบ.ร.๙ มอบของขวัญปีใหม ๒๕๖๖ ใหกับก าลังพลของ หนวย เพื่อเป็นขวัญก าลังใจในการปฏิบัติงาน พรอมทั้งไดกลาวอวยพร เนื่องในวันขึ้นปีใหม ณ ที่รวมพล บก.ร.๙ เมื่อ ๒๖ ธ.ค. ๖๕ พ.อ. รณวรรณ พจน์สถิตย์ ผบ.ร.๙ และ ภริยา พรอมดวยบุตรหลานของก าลังพล ร.๙ รวมกิจกรรมงานวันเด็กแหงชาติ ประจ าปี ๒๕๖๖ พรอมทั้งไดมีกิจกรรมการแสดงมุทิตา จิตตอบุพการี และมอบของขวัญที่ตรงกับความตองการชวงอายุวัยของบุตรก าลังพล ณ สวนสาธารณะ พล.ร.๙ เมื่อวันที่ ๑๔ ม.ค. ๖๖ พ.อ. รณวรรณ พจน์สถิตย์ ผบ.ร.๙ ตรวจเยี่ยมการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตใหกับ เหลากาชาด จว.ก.จ. เนื่องในโอกาส "วันชนะศึกทุงลาดหญา ครบรอบ ๒๓๘ ปี มีก าลังพลรวมบริจาคโลหิตจ านวน ๑๐๙ นาย ปริมาณโลหิต รวม ๓๘,๑๕๐ ซีซี ณ อาคารอเนกประสงค์ ร.๙ เมื่อวันที่ ๑๗ ก.พ. ๖๖ พ.อ. เฉลิมพล สังข์ต้อง ผบ.ร.๑๙ จัดงานวันสถาปนา ร.๑๙ ครบรอบปีที่ ๕๑ โดย กระท าพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในหนวย, พิธีสงฆ์ และบริจาคโลหิต ซึ่งไดรับเกียรติ จากอดีตผูบังคับบัญชา, ผูบังคับบัญชาภายใน พล.ร.๙ และหนวยงานใกลเคียง มารวมพิธีฯ ณ บก.ร.๑๙ เมื่อ ๓ เม.ย. ๖๖ พ.อ. เฉลิมพล สังข์ต้อง ผบ.ร.๑๙ เป็นประธานการอบรมศีลธรรมวัฒนธรรมทหาร ใหกับก าลังพล นขต.พล.ร.๙ ประจ าเดือน ก.พ. ๖๖ รวมจ านวน ๓๐๐ นาย ณ อาคารสโมสร พล.ร.๙ เมื่อ ๒๘ ก.พ. ๖๖ พ.อ. เฉลิมพล สังข์ต้อง ผบ.ร.๑๙ ใหการตอนรับ พ.อ. อัษฎาวุธ ปันยารชุน รอง ผบ.พล.ร.๙ (๑) ประธานตรวจความพรอมของกองรอยบรรเทาสาธารณภัย ณ ร.๑๙ พัน.๓ เมื่อ ๒๒ มี.ค. ๖๖ พ.อ. เฉลิมพล สังข์ต้อง ผบ.ร.๑๙ มอบของรางวัล และของขวัญ ใหกับบุตรก าลังพล ใน กิจกรรมวันเด็กแหงชาติ ประจ าปี ๒๕๖๖ ณ สวนสาธารณะ พล.ร.๙ เมื่อ ๑๔ ม.ค. ๖๖
ป.๙ ร.๒๙ พ.อ. พงศ์พัฒน์ ห้องสินหลาก ผบ.ร.๒๙ พบปะและมอบแนวทางการฝึกทางทหาร ประกอบดนตรี ราชวัลลภเริงระบ า ใหกับชุดครูฝึก ของ นขต.ร.๒๙ และ ม.พัน.๑๙ พล.ร.๙ ณ บริเวณลานรวมพล ร.๒๙ เมื่อ ๒ มี.ค. ๖๖ พ.อ. พงศ์พัฒน์ ห้องสินหลาก ผบ.ร.๒๙ รวมใหการตอนรับ พล.ต. อมฤต บุญสุยา รอง มทภ.๑ (๒) ในการตรวจเยี่ยมการด าเนินกลยุทธ์ดวยกระสุนจริง ในการฝึกและ ตรวจสอบเป็นหนวยกองพัน ประจ าปี ๒๕๖๖ ณ เขาก าแพง จว.ก.จ. เมื่อ ๑๒ มี.ค. ๖๖ พ.อ. พงศ์พัฒน์ห้องสินหลาก ผบ.ร.๒๙ เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายประสบการณ์ การปฏิบัติงานและแนะแนวทางการรับราชการใหกับ นนร. ชั้นปีที่ ๒ ณ หองอบรม ร.๒๙ พัน.๑ เมื่อ ๒๑ มี.ค. ๖๖ พ.อ. พงศ์พัฒน์ ห้องสินหลาก ผบ.ร.๒๙ เป็นประธานพบปะก าลังพลและครอบครัว ณ บานพักนายทหารชั้นประทวน ร.๒๙ เมื่อ ๙ มี.ค. ๖๖ พ.อ.ยุทธนา สุนทรมณี ผบ.ป.๙ เป็นประธาน ในพิธีมอบบานโครงการ ซอมแซมบานพัก ใหกับประชาชน ผูยากไรและดอยโอกาส ทั้งนี้ หนวยไดด าเนินการจัดชุดชาง และก าลังพล จิตอาสาของหนวย ในการรวมบูรณาการกับสวนราชการในพื้นที่เพื่อซอมแซมบานพักอาศัยใหเสร็จ สมบูรณ์ ณ ต.สระลงเรือ อ.หวยกระเจา จว.ก.จ. เมื่อ ๒๓ มี.ค. ๖๖ พ.อ. ยุทธนา สุนทรมณี ผบ.ป.๙ เป็นประธานพิธีการตรวจสภาพความพรอมรบฝึกเป็นหนวย พัน.ป.สนาม ประจ าปี ๒๕๖๖ โดยคณะกรรมการประเมินผล ทบ. (ศป.) ณ ป.๙ พัน.๙ เมื่อ ๑๔ ก.พ. ๖๖
กรม สน.พล.ร.๙มทบ.๑๗ พล.ต. พฤทธิ์ จันทราสา ผบ.มทบ.๑๗ เป็นประธานน า คณะผูบังคับบัญชา และก าลังพลขาราชการ พนักงานราชการ มทบ.๑๗ รวมกิจกรรมเวียนเทียน เนื่องในวันมาฆบูชา ประจ าปี ๒๕๖๖ ณ ลานธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ มทบ.๑๗ เมื่อ ๓ มี.ค. ๖๖ พล.ต. พฤทธิ์ จันทราสา ผบ.มทบ.๑๗ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาใหกับบุตรหลานก าลังพลที่สอบเขาศึกษาตอ มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยพยาบาลของรัฐ ประจ าปี ๒๕๖๖ ณ บก.มทบ.๑๗ เมื่อ ๓ มี.ค. ๖๖ พ.อ. ธีรยุทธฑ์ เส้งรอด ผบ.กรม สน.พล.ร.๙/ ผูจัดการ รร.อนุบาลคายสุรสีห์ เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรบัณฑิตนอยใหกับนักเรียนที่ส าเร็จการศึกษา ระดับชั้นอนุบาลปีที่ ๓ ประจ าปีการศึกษา ๒๕๖๕ รุนที่ ๓๕เพื่อเป็นขวัญก าลังใจใน การศึกษาตอในระดับที่สูงขึ้นตอไป ณ รร.อนุบาลคายสุรสีห์ เมื่อ ๑๗ มี.ค. ๖๖ พ.อ. ธีรยุทธฑ์ เส้งรอด ผบ.กรม สน.พล.ร.๙ ก าลังพล พรอมดวยครอบครัว จิตอาสา พระราชทานของหนวย รวมท ากิจกรรมจิตอาสาบ าเพ็ญสาธารณประโยชน์ เนื่องในวัน ส าคัญตางๆ ซึ่งในวันที่ ๑๘ มกราคม ของทุกปี ตรงกับวันกองทัพบก ประจ าปี ๒๕๖๖ โดยหนวยไดด าเนินการพัฒนา ปรับภูมิทัศน์ และท าความสะอาดเสนทางเขา-ออกบริเวณ บานพักของก าลังพล ณ บานพักใหม กรม สน.พล.ร.๙ เมื่อ ๑๘ ม.ค. ๖๖ พล.ร.๙ โดย กรม สน.พล.ร.๙ ไดด าเนินการจัดกิจกรรมวันเด็กแหงชาติ ประจ าปี ๒๕๖๖ ซึ่งภายในงานมีการจัดอาหารพรอมเครื่องดื่ม ใหกับเด็กๆ และผูปกครอง ทั้งนี้ยังมีกิจกรรม ใหเด็กพรอมผูปกครองไดรวมท ากิจกรรมเพื่อรับของรางวัล และ จับสลากเพื่อมอบของ รางวัลใหกับบุตรก าลังพล ในสวนของ นขต.บก.กรม สน.ฯเมื่อ ๑๔ ม.ค. ๖๖ กรม สน.พล.ร.๙ จัดพิธีรับ - มอบการบังคับบัญชา ระหวาง พ.อ.ธีรยุทธฑ์ เสงรอด ผบ.กรม สน.พล.ร.๙ (ทานเกา) กับ พ.อ.ชูพงษ์ สายอุบล ผบ.กรม สน.พล.ร.๙ (ทานใหม) เมื่อ ๓ เม.ย. ๖๖
ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม – เมษายน ๒๕๖๖ ISSN 0858 - 7019 วารสารรายสี่เดือนของกองพลทหารราบที่ ๙ สุรสิงหนาท สารบัญ หน้า วันชนะศึกทุ่งลาดหญ้า ๒ เข็มพระราชลัญจกรมหาสุรสิงหนาท ๙ ระเบียบ ทบ. ว่าด้วยการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนในการประกันชีวิต ๑๐ ส าหรับก าลังพลของ ทบ. ที่ปฏิบัติหน้าที่ยามปกติ (พิทักษ์พล) โดนเบรก SpaceX ห้ามกองทัพยูเครนใช้เน็ตดาวเทียมคุมโดรน ๑๒ ไทยเปิดสนามทดสอบรถไร้คนขับประเดิมคันแรก Neolix X3 Plus ๑๓ โผล่เว็บลับข้อมูลบัตรเครดิตรั่วมากกว่า ๗ แสนรายการ ๑๔ มุมกฎหมาย ๑๕ มุมธรรมะ ๑๙ ความรู้ทางภาษา ๒๒ ความเป็นมาของจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชด าริ ๒๕ ราชอาณาจักรสยามแห่งแรกของไทย ๒๘ ลักษณะของการเป็นผู้น าทางทหาร ๑๕ ประการ ๓๐ และหลักการของการเป็นผู้น า ๑๑ ข้อ เศรษฐกิจโลกปี ๖๖ ป่วนไทยห่วงปัจจัยเสี่ยงศก. ๓๓ โลกถดถอย - ปมภูมิรัฐศาสตร์ การเรียนรู้ทางการเมือง ๓๖ วิถีชีวิตของคนไทย ๓๙ ไขมันพอกมันตับโรคที่ควรให้ความใส่ใจ ๔๑ ระวัง ๖ โรคที่มากับหน้าร้อน ๔๓ ฝุ่น PM 2.5 ภัยร้ายใกล้ตัวเรา ๔๖ ยุบสภาคืออะไรท าไมต้องยุบสภา ๔๘ QR Code ควรอยู่ตรงไหนของหนังสือราชการ ๔๙ ทหารที่มีสิทธิรับเบี้ยหวัด ๕๐ การยื่นขอรับบ าเหน็จบ านาญล่วงหน้าก่อนวันครบเกษียณของข้าราชการ ๕๑ เงินเพิ่มส าหรับต าแหน่งที่มีเหตุพิเศษของข้าราชการทหาร ๕๒ แม่ไม้มวยไทย ๕๓ มาดูกันว่า Fast Charge ท าลายแบตเตอรี่มือถือจริงหรือไม่ ๕๗ ก าเนิดวันสงกรานต์ ๕๙ พายุลูกเห็บ ๖๒ น้ าอุ่นผสมเกลือดื่มทุกเช้าดีต่อสุขภาพจริงหรือ ๖๓ ในรั้วค่ายสุรสีห์ ๖๔ ประกาศชมเชย ๖๕ หน้านี้มีรางวัล ๖๗ บทความในวารสารสุรสิงหนาท เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่มีพันธะต่อทางราชการ วารสารรายสี่เดือน วารสารสุรสิงหนาทวารสารเพื่อความสามัคคี ความรัก เกียรติวินัย
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๒๘ ไดเกิดสงครามครั้งส าคัญในประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญนี้ซึ่งเป็นปีที่สถาปนา พระนครเรียบรอยแลว พมาไดยกทัพมาตีไทย โดยการน าของพระเจาปดุงกษัตริย์พมาในสมัยนั้น สาเหตุที่พมากรีฑาทัพ มาในครั้งนี้ เพราะพระเจาปดุงผูสรางราชธานีชื่อ “อมรปุระ” ไดท าการปราบปรามหัวเมืองใกลเคียงมาเรื่อย ๆ และคิด การณ์น ากอทัพมาตีไทย เป็นการสรางเกียรติยศดังเชนกษัตริย์ของพมาองค์กอน ๆ บาง จึงระดมผูคนจากเมืองหลวงและ ประเทศราชรวมประมาณ ๑๔๔,๐๐๐ คน จัดเป็น ๙ กองทัพ ก าหนดใหเขาตีพรอมกันในเดือนอายของปีนั้นโดยแบงก าลัง ดังนี้คือ ทัพที ๑-๒ ก าลังทัพละ ๑๐,๐๐๐ คน ยกทัพโจมตีทาดานใตของไทย โดยแบงออกเป็นทัพบกและทัพเรือ ฝุายทัพบกออกจากเมืองมะริดตีเรื่อยไปจนถึงกระบุรี ระนอง ชุมพร ไชยา จนถึงนครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา สวนทัพเรือออกจากมะริดดวยจ านวนเรือ ๑๕ ล า ยกไปตีตะกั่วปุา ตะกั่วทุง และถลาง เพื่อตัดก าลังของไทยทางตอนใต ทัพที่ ๓ ก าลัง ๓๐,๐๐๐ คน ยกเขาโจมตีทางดานเหนือเริ่มจากเมืองเชียงแสน เพื่อยึดหัวเมืองลานนา และลง มาสมทบกองทัพที่ ๙ ก าลัง ๕,๐๐๐ คน ซึ่งมาทางดานแมละเมายึดเมืองตากไว ทัพที่ ๔-๕-๖-๗ และ ๘ เดินมุงสูดานเจดีย์สามองค์ และดานบองตี๊โดยมีพระเจาปดุงเป็นจอมทัพ ควบคุม กองทัพที่ ๘ มาดวย มีก าลังดังนี้ทัพที่ ๔ จ านวน ๑๑,๐๐๐ คน ทัพที่ ๕ จ านวน ๕,๐๐๐ คน ทัพที่ ๖ จ านวน ๑๒,๐๐๐ คน ทัพที่ ๗ จ านวน ๑๑,๐๐๐ คน และทัพที่ ๘ จ านวน ๕๐,๐๐๐ คน ฝุายไทยไดรับขาวกรีฑาทัพของพมาในปลายเดือน พฤศจิกายน ๒๓๒๘ จึงจัดทัพจ านวน ๔ ทัพ รวมพลประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน ออกตั้งรับตามจุดที่ส าคัญดังนี้ วันชนะศึกทุ่งลาดหญ้า ครบรอบ ๒๓๘ ปี ๑๗ ภุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ๒ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๓ แผนการเข้าตีของพม่า เมื่อธ.ค. ๒๓๒๘ (สงคราม ๙ ทัพ)
ทัพที่ ๑ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (บุญมา) คุมก าลัง ๓๐,๐๐๐ คน ตั้งรับพมาที่ทุงลาดหญา กาญจนบุรีเพื่อรับ ทัพหลวงของพระเจาปดุง ทัพที่ ๒ กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข (ทองอิน) คุมทหาร ๑๕,๐๐๐ คน ตั้งรับพมาที่นครสวรรค์คอยขวางพมาไวไมให บุกจากทางเหนือลงมายังเมืองหลวง ทัพที่ ๓ เจาพระยาศรีธรรมมาราชา (บุญรอด) และพระยายมราช คุมทหาร ๔,๐๐๐ คน ตั้งรับที่ราชบุรีคอยสกัดทัพ พมาที่มาจากทางใตหรือดานทวาย ทัพที่ ๔ ทัพหลวงของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬาโลกทรงคุมพล ๒๐,๐๐๐ คน ไวส าหรับหนุนทัพอื่น ๆ และ เป็นทัพที่รักษาพระนครดวย การรบครั้งนี้ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เป็นแมทัพฝุายไทย ไดเสด็จออกรบโดยน าจ านวนพล ๓๐,๐๐๐ คน เดินทัพออกจากกรุงเทพฯ ในเดือนอายพุทธศักราช ๒๓๒๘ ทรงจัดใหพระยากลาโหมราชเสนา และพระแสนยากร เป็น กองหนา เจาฟูากรมจักรเจษฎามณเฑียรบาล เป็นกองหลัง เดินทัพอยางเรงรอนที่สุด เพราะตองการจะสกัดทัพพมาที่ชอง เขาบรรทัด กรมพระราชวังบวรฯ แมทัพไทยไดศึกษาภูมิประเทศบริเวณนี้เป็นอยางดี โดยอาศัยความทรงจ าของพระยาเจง หัวหนามอญสวามิภักดิ์ ทูลถวายรายงาน เมื่อค านวณแลวคาดวากองทัพพมา จะเดินทัพถึงเจดีย์สามองค์ใชเวลา ๗ วัน ฉะนั้นถาไทยเดินทัพชา ก็จะท าใหกองทัพพมาเขากาญจนบุรีได ดังนั้นกองทัพไทย ตองเดินอยางเรงรีบ โดยเคลื่อนพลออก จากกรุงเทพฯ ทางเรือ เมื่อถึงกาญจนบุรีก็เลยไปถึงไทรโยค แลวขึ้นบกเดินทัพอีก ๕ วัน จึงจะถึงดานเจดีย์สามองค์ เพื่อที่จะไปถึงทุงลาดหญากอนกองทัพพมา เพราะถากองทัพพมาเดินทัพถึงกอน ทัพพมาจะสามารถประดาหนา จ านวนพล ๘๙,๐๐๐ คน สูกับกองทัพไทย ซึ่งมีจ านวนเพียง ๓๐,๐๐๐ คน ฉะนั้นไทยจะตองเสียเปรียบอยางแนนอน แตถาทัพไทย เดินทัพถึงกอน ก็จะสามารถตั้งทัพสกัดที่ชองเขา ทัพพมาก็จะตองทยอยพลตามความกวางของชองเขาออกมาทีละนอย ฉะนั้นก าลังมากก็เหมือนมีนอย นอกจากนั้นเมื่อทัพพมาพักตั้งคายอยูบนเขายอมจะหาเสบียงในปุาไมไดนับวาเป็นโอกาสที่ จะท าใหไทยมีชัยชนะได เมื่อกองทัพไทยเดินทัพจวนจะถึงกาญจนบุรี ปรากฏวากองทหารดาบทะลวงฟันและกองอาสา มอญสวามิภักดิ์ตอไทยจ านวน ๒๐๐ คน ไดปะทะกับพมาที่ดานเจดีย์สามองค์ ทัพไทยไมสามารถตานทานไดจึงแตกพายเขา ปุาไป แตก็ยังใชวิธีการรบกวนการเดินทัพของพมาใหชาลงไมนอยกวา ๓ วัน ขุนรัตนาวุทแมกองทหารดาบทะลวงฟันดั้น ดนอยูในปุาเพื่อจูโจมพมา สวนพระยามหาโยธา คุมกองมอญรั้งหนวยหนวยการเดินทัพของพมา ดวยการรบแบบรนถอยลง มาเรื่อย ๆ พรอมทั้งขอก าลังเพิ่มเติม สมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ ไดโปรดพระยาคุมกองมอญ ๖๐๐ คน ลัดปุารีบไปชวย พระยามหาโยธา โดยสั่งใหถอยรนเขาหาดานกรามชางแลวยึดไว สวนทัพหลวงจะตั้งคายที่ทุงลาดหญา เชิงเทือกเขาบรรทัด เพื่อเป็นการบ ารุงขวัญ ทหารไทยมิใหใจเสีย เมื่อรูวาทัพพมาบางสวนเลยเขาดานเจดีย์สามองค์เขามาแลว ๔ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
กรมพระราชวังบวรฯ ไมใหตั้งรับที่ดานเจดีย์สามองค์ซึ่งอยูติดเขตแดนพมา เพราะจะตองเดินทางจากกาญจนบุรีไปอีก ๖ วัน จะท าใหการสงเสบียงอาหารล าบากมาก ฉะนั้นการที่ตั้งรับที่ทุงลาดหญายอมมีผลดีทางดานยุทธศาสตร์มากกวา เมื่อทัพ ไทยเดินทางถึงทุงลาดหญาแลวก็ใหไปตั้งคายเรียงรายชักปีกกาถึงกัน ส าหรับทัพหลวงนั้นตั้งหางจากคายหนาลงมา ๕ เสน ขุดสนามเพลาะปักขวากหนาม ตั้งปืนกะระยะการยิงตอสูขาศึก ทางดานการเดินทัพของพมา ซึ่งประกอบดวย ๕ กองทัพ คือ ทัพที่ ๔-๕-๖-๗ และ ๘ ไดตั้งคายที่เมาะตะมะ แลวออกเดินทัพมุงหนาสูดานเจดีย์สามองค์ โดยแบงก าลังในแตละ กองทัพดังนี้ กองทัพที่ ๔ มีเมี้ยนหวุนแมงยี เป็นแมทัพนายกองที่ส าคัญมี กลาวุน สาลจอ กอกา จอแทงอดุงวุน ละ ไมวุน บิลุยิง นิยาคู ลันชังโบ ปั่นยีตะจอง ซุยตองอากา พรอมก าลังพลประมาณ ๑๑,๐๐๐ คน ท าหนาที่เป็นกองทัพที่ ๑ เคลื่อนที่ผานชองดานเจดีย์สามองค์ มุงหนาสูที่สวามิภักดิ์ตอไทย ในบังคับของพระยามหาโยธาที่สงมาขัดตาทัพพมา ฉะนั้นทัพพมาจึงท าอุบายใหทหารพมาถือหนังสือลับ ตอบรับการกลับใจของพระยามหาโยธาที่สวามิภักดิ์ตอพมาและ แกลงใหทหารไทยจับไดกลางทาง เพื่อใหขุนรัตนาวุท แมกองทหารดาบทะลวงฟันของไทยจับหนังสือลับไดแลว เกิดความ กินแหนงแคลงใจระหวางกันและกัน และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามแผนของพมา เมื่อถึงวันนัดเขาจูโจมปลนคายพมาพรอม กัน กองทหารดาบทะลวงฟันแคลงใจวา วาตนจะติดกับพมา และกองทหารอาสามอญพระยามหาโยธา เขาด าเนินการจู โจมกองทัพพมา แตเพียงล าพังจึงเสียเปรียบ และไดรับความเสียหายอยางมาก และแตกยนยับเยิน กองทัพพมาติดตาม อยางกระชั้นชิด บังเอิญกองอาสามอญของพระยารามยกก าลังไปหนุนไว จึงท าใหรอดพนมาได กองทัพไทยถอยรนยึด ดานกรามชางไว แตรักษาไดไมนานก็ถูกกองทัพพมาซึ่งมีก าลังพลมากกวาตีแตก ฉะนั้นกองทัพไทยจึงถอยรนมาหาทัพ หลวงที่ทุงลาดหญา ทัพที่ ๕ ของพมา มีเมียนเมหยุนเป็นแมทัพ นายกองที่ส าคัญมี ยอยแหลกยาเยของ จอกาโบจอกแยโบตะ เรียงบันยัง พรอมทั้งก าลังพล ๕,๐๐๐ คน เคลื่อนทัพจากเมาะตะมะ มุงหนาสูดานเจดีย์สามองค์ เพื่อหนุนทัพที่ ๔ ของ พมาที่เขาตีดานกรามชาง จากนั้นทัพที่ ๔ และทัพที่ ๕ ก็ติดตามมาตั้งคายประจันหนากับทัพหลวงไทยที่ทุงลาดหญา ทัพที่ ๖ ของพมา มีตะแคงกามะเป็นแมทัพ นายกองที่ส าคัญมีกับยานจุวุน จิตกองสิริยะแยแลวุน พรอมทั้งก าลังพล ๑๒,๐๐๐ คน เคลื่อนทัพจากเมาะตะมะท าหนาที่ เป็นกองทัพหนาที่ ๑ ของทัพหลวงมุงหนาสูดานเจดีย์ สามองค์เพื่อแยกตั้งคายที่ทาดินแดง ทัพที่ ๗ ของพมา มีตะแคงจับกุ (สะโต฿ะมังซอ) เป็นแมทัพนายกองที่ส าคัญมีเมฑราโบอะกีตอ อากาปยี มะโยลักวุน พรอมก าลังพล ๑๑,๐๐๐ คน เคลื่อนทัพจากเมาะตะมะ ท าหนาที่เปูนกองทัพที่ ๒ ของทัพหลวงมุงหนาสูดาน เจดีย์สามองค์เพื่อแยกไปตั้งคายที่สามสบ ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๕
แผนการเข้าตีของพม่า เมื่อธ.ค. ๒๓๒๘ (สงคราม ๙ ทัพ) ๖ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
ทัพที่ ๘ ซึ่งเป็นทัพหลวงของพมามีพระเจาปดุงเป็นแมทัพนายกอง แตตั้งนายกองที่ส าคัญมีอะแซวังมูจาวาดบ ยะไขดบ ปะกันวุน ยกจอกโบ งาจุวุน ดานปีกซายมีนายกองที่ส าคัญ คือ ตองแมงซูกัย แลกกุยมิกูแลแววุน ยอกจุวุน เยกีวน สิบ จอพวา กองหลังมีนายกองที่ส าคัญคือ อนอกกะวังมูกับ ระวาลักกวุน ออกกะมาวุน โมกองพวา โมเยียงจอพวา พรอมทั้ง ก าลังพล ๕๐,๐๐๐ คน เคลื่อนทัพจากเมาะตะมะ ติดตามทัพที่ ๔-๕-๖ และ ๗ มาทางดานเจดีย์สามองค์ เมื่อเดินทัพถึง ดานเจดีย์สามองค์ แลวก็สงเสบียงเลี้ยงดูกองทัพพมาลวงหนามา แตปรากฏวาเสบียงอาหารที่สงมานั้นถูกกองโจรไทยซึ่งมี จ านวนพลประมาณ ๑,๘๐๐ คน โดยบังคับของพระยาสีหราชเดโชไชยพระยาทายน้ า และพระยาเพชรบุรี ท าการ ปลนสะดมเสบียงอาหารของพมาอยูที่พุใครชองแคบของแมน้ าแควนอยท าอันตรายหอรบพมา ลงไดอยางแมนย าไดผลเกิน คาด บรรดาแมทัพนายกองเห็นไดทีคุมทหารไทยเปิดประตูคายบุกฝุาปืนตับพมา เขาตะลุมบอนพมา เป็นการรบที่ทารุน ดุเดือดชุมโชกดวยเหงื่อและเลือด ขณะนั้นปืนครกหยุดยิงเพราะรอการบรรจุกระสุนจึงท าใหพมาประจันหนากับทหารไทย ซึ่งมีขุนรัตนาวุธพากองทหารดาบทะลวงฟัน เขาตอสูพมาประจันอยางเข็มแข็ง แตขุนรัตนาวุธถูกทหารพมารุมจนขอมือขวา ของตนเองขาดสะบั้นเลือดไหลนองหมดแรงลมลงกลางสนามรบในยามบายวันนั้น ทหารไทยไดน าตัวขุนรัตนาวุธเขาคาย แมวาจะตองบาดเจ็บสาหัส แตขุนรัตนาวุธก็มีจิตใจหวงใยประเทศชาติเป็นอยางยิ่ง ถึงกับใชมือซายเอานิ้วจุมเลือดของมือ ขวาที่ขาดเขียนตัวหนังสือบนผาปูเตียงวา “จงรักษาลาดหญาไวดวยเลือดและชีวิต” นับวาการกระท าของขุนรัตนาวุธมี ความดีสามารถแกตัวจากการปลอยใหพระยามหาราชโยธา ตองพายแพตอพมาดานกรามชางไดเป็นอยางดีทางดานพุใคร ชองแคบแควนอยที่มีพระยาสีหราชเดโชไชย พระยาทาย้ า และพระยาเพชรบุรีก็คมกองโจรไทยปลนเสบียงพมาอยูนั้น ใน ขั้นแรกสามพระยากระท าการณ์ไดผลดี สามารถรวบรวมเสบียงชางมา มาถวายหลายสิบเวือก และไดรับการชมเชยปูน บ าเหน็จ แตระยะหลังพมารูตัวจึงเตรียมปูองกันบริเวณชองแคบพุใครอยางแข็งแรง กองโจรไทยไมสามารถเล็ดลอดชอง แคบ เขาไปไดอยางที่เคยกระท า จึงหลีกหนีไปซุมอยูที่อื่นกอนพวกขุนหมื่นในกองทัพมาฟูองกลาวโทษจึงรับสั่งใหพระยา มณเฑียรบาลกับขาหลวงหลายนายยกทัพไปจับพระยาทั้งสาม มาพิจารณาปรึกษาโทษถาเป็นจริงใหประหารชีวิต และตัด ศีรษะมาถวาย สวนปลัดทัพทั้งสองใหเอาดาบสับศีรษะทั้งสาม สามเสี่ยง ปลัดทัพทั้งสองนายคือ พระยารามค าแหง และ พระยาเสนานนท์เมื่อน าเอาศีรษะเหลานั้นมาถวาย ณ คายหลวงแลว ก็มีพระราชบัณฑรูใหเอาศีรษะทั้งสามพระยาไปเสียบ ประจานไวหนาคาย เพื่อมิใหผูใดขัดรับสั่งซึ่งเป็นกฎหมายในยามศึกสงคราม ซึ่งตองอาศัยความรวดเร็วเฉียบขาด การ กระท าครั้งนี้แมจะแสดงถึงความเหี้ยมโหดจนเกินไป แตก็เป็นหลักส าคัญทางยุทธวิธีที่ตองรักษาวินับทหารใหเข็มแข็ง จากนั้นกรมพระราชวังบวรฯ จึงแตงตั้งใหพระองค์เจาขุนเณรคุมกองโจรไทยไปปลนเสบียงอาหารของพมาที่พุใครชองแคบ แมน้ าแควนอยตอไป ฝุายทัพหลวงของไทยที่รักษาพระนคร ไดรับขาววาทางดานเจดีย์สามองค์ก าลังระส่ าระสาย คายไทยที่ ทุงลาดหญา บอบช้ าลมตายเป็นอันมาก ดานกรามชางก็แตก จึงท าใหพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬาโลก ทรงพระ วิตก เสด็จทรงเรือพระที่นั่งบัลลังค์บุษบกพิศาลประกอบพื้นแดง พระที่นั่งพิมานเมืองอินทร์ ประกอบพื้นด ารงพระไชย น า เสด็จพรอมดวยเรือทาวพระยา เฝูาทูลละอองธุลีพระบาทโดยเสด็จมีพลโยธาทหาร ๒๐,๐๐๐ คน เสด็จยาตราพล พยุ หนาวาออกจากรุงเทพฯ ในวันขึ้น ๙ ค่ า เดือนยี่ พุทธศักราช ๒๓๒๘ รอนแรมไปทางชลมาคเขาสูกาญจนบุรี กรม พระราชวังบวรฯ (พระอนุชา) ซึ่งเป็นแมทัพแหงทุงลาดหญา ถวายการรับเสด็จและรับรอง วาจะรักษาทุงลาดหญาไวใหถึง ที่สุด ขออัญเชิญใหเสด็จกลับ เพื่อไดน าทัพหลวงรักษาพระนครไวในขณะที่ทัพหลวงกลับนั้นเป็นเวลากลางคืน ท าใหพมา ไมลวงรูวาทัพหลวงกลับไปในเวลาเดียวกัน กรมพระวังบวรฯ ไดใชอุบายใหทหารลาดหญาสวนหนึ่งติดตามทัพหลวงไปสง พอรุงเชาก็ใหทหารลาดหญากลับคืนสูคายแลวใหโหรองถือธงทวิตีกลองลั่นปุา และแบงผลัดถอยในเวลากลางคืนพอรุงเชาก็ ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๗
ใหโหรองกลับสูคาย เป็นประจ าเพื่อท าสงครามจิตวิทยา ฝุายพมาไดยินเสียงทัพไทยเขาหนุนทุกวันก็ครั่นครามนับวาสงคราม จิตวิทยาของไทยก าลังไดผล กลาวทหารพมาไดน าความกราบทูลตอพระเจาปดุงวาไทยเพิ่มก าลังขึ้นมากพรอมทั้งใชไมท า ลูกปืนและทางดานพมาถูกตัดการล าเลียงเสบียงอาหารและเกิดไขทรพิษ เมื่อพระเจาปดุงทรงทราบก็เล็งเห็นวาทรง คาดการณ์ผิด เดิมพระองค์ ตองการพมาเดินทัพถึงเขตกาญจนบุรี และราชบุรีแลวหาเสบียงในเขตของไทย แตทุกอยาง ลมเหลว นอกจากนั้นก็ใชยุทธวิธีเอาปืนใหญขึ้นไปยิงบนหอสูง ก็ถูกท าลายลงสิ้นจึงตัดสินพระทัยใหทัพพมาลาถอยกลับ ในวันศุกร์ แรม ๔ ค่ า เดือน ๓ พุทธศักราช ๒๓๒๘ กรมพระราชวังบวรฯ จึงมีพระราชด ารัสใหทาวพระยา นายทัพทั้งปวงยก พลออกระดมตีคายพมาทุกแหง แบงหนาที่และอาวุธกันใชปืนใหญยิงบนหอสูง และใชปืนลากลอยิงพมาเตรียมรับศึกหนัก ตั้งแตเชาจนค่ า พมาใชความมืดถอยออกจากคายหนีไป ทหารไทยเขาคายพมาไดหมดสิ้น จับผูคนและเครื่องศาสตราวุธได เป็นจ านวนมาก แมกระนั้นกรมพระราชวังบวรฯ ยังมีพระราชด ารัสใหกองทัพทั้งปวงยกทัพติดตามซ้ าเติมพมาที่ถอยแตกไป จนถึงชายแดน และจับไดพลพมา ชาง มา เครื่องศาสตราวุธอีกมากมาย ทางดานพระองค์เจาขุนเณร ซึ่งคุมกองโจรนั้นได สกัดตามเสนทางไวพรอมทั้งติดตามรบกับทัพพมา ที่ทาดินแดงและสามารถจับผูคน และศาสตราวุธไดมากเชนกัน ฉะนั้นทัพ พมาทั้งหมดก็แตกพายถอยทัพกลับไป การรบที่ทุงลาดหญาครั้งนี้ นับวาเป็นเกียรติประวัติที่ชาวไทยพึงส านึก และตระหนัก ถึงความส าคัญเป็นอยางยิ่ง ชัยชนะที่ไดรับมานั้นตองอาศัยความกลาหาญ หลักแหลม วิทยายุทธ์ และการเสียสละทั้ง ทางดานชีวิต และจิตใจ รางกาย และวิญญาณ และทหารไทยเป็นเดิมพัน เมื่อสามารถขับไลพมาไปจนถึงชายแดน แลว กรมพระราชวังบวรฯ ก็ยกทัพกลับทางดานราชบุรี ปรากฏวากองทัพหนาพบกองทัพพมาสวนหนึ่งที่ตั้งอยูที่เขางู และล าภาชี จึงขับไลกองทัพพมาแตกกระเจิงไปอีก รวมเวลาที่ไทยสามารถรบกับพมาที่ทุงลาดหญา ประมาณ ๒ เดือน จึงสมารถเอาชัย ชนะจากพมาไดส าเร็จ จอมทัพไทยแหงทุงลาดหญา นับเป็นวีระบุรุษที่กลาหาญผูหนึ่ง แมจะเป็นเพียงสามัญชนนามวานาย บุญมา และรับราชการเป็นมหาดเล็ก ต าแหนงนายสุจินดา และเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระมหามนตรีพระอนุชิตราชา พระยา ยมราชเจาพระยาสุรสีห์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงนาท ๘ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๙ เข็มพระราชลัญจกรมหาสุรสิงหนาท ตราพระราชลัญจกรมหาสุรสิงหนาท นี้เป็นรูปพระลักษณ์แผลงศร ทรงหนุมานแผลงฤทธิ์ ออก ศึกสงคราม เป็นตราประจ าพระองค์ของ สมเด็จพระบวรราชเจามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ ๑ เสนรัศมีที่พุงออกมาโดยรอบ ภายในวงกลมสีแดง หมายถึง พระอัจฉริยภาพของพระองค์ ที่แสดงแสนยานุภาพแผไพศาลไปทุกสารทิศ สวนขอบที่มีลักษณะเป็นเสนรอยคลองตอกันนั้น หมายถึง ความรวมมือ รวมใจ ดวยความสามัคคีเป็นน้ าหนึ่งใจเดียวกัน รวมความหมายของเข็มพระราช ลัญจกรมหาสุรสิงหนาท เปรียบเสมือนภาระหนาที่ของก าลังพลทุกนายใน กองพลทหารราบที่ ๙ ที่จะตอง ปกปูองคุมครองประเทศชาติ ดวยความ องอาจ กลาหาญ มีความสามัคคีเป็นน้ าหนึ่งใจเดียวกัน กระทรวงกลาโหมไดอนุมัติใหมีและประดับเข็มราชลัญจกรมหาสุรสิงหนาท ได ตั้งแต ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๗ ส าหรับการประดับเข็มราชลัญจกรมหาสุรสิงหนาท ใชประกอบกับเครื่องแบบทุกชนิด ยกเวน เครื่องแบบฝึก และเครื่องแบบสนาม โดยประดับที่ปกกระเปาเสื้อดานซาย ชิดขอบกระเปาเสื้อทางดานขวาบน ถาเป็นเสื้อเครื่องแบบที่ไมมีกระเปาบน ใหประดับใหประดับเข็มนี้บริเวณอกเบื้องซาย ในแนวเดียวกับกระเปาบน ส าหรับเครื่องแตงกายประเภท อื่นๆ เชน ชุดพระราชทาน, ชุดสากลนิยม, ชุดซาฟารี หรือ ชุดตรวจการ ซึ่งทุกชุดตองเป็นชนิดผา และสีเดียวกัน ส าหรับสุภาพสตรีที่แตงเครื่องแบบขาราชการ ชุดท างาน หรือชุดสุภาพ ใหใชประดับที่คอเสื้อ หรือสาบเสื้อหรือปกเสื้อดานซาย
ฝกพ.พล.ร.๙ ระเบียบกองทัพบก ว่าด้วยการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนในการประกันชีวิต ส าหรับก าลังพลของกองทัพบกที่ปฏิบัติหน้าที่ยามปกติ (พิทักษ์พล) พ.ศ. ๒๕๖๕ ------------------------------------- เพื่อเป็นการสรางขวัญก าลังใจและเป็นสวัสดิการแกก าลังพลของ กองทัพบก ที่ปฏิบัติหนาที่ในยามปกติดวยความตั้งใจ มุงมั่น เสียสละ และเหนื่อยยากตรากตร าตอการฝึก รวมทั้งไมสรางความ เสื่อมเสียใหกองทัพบก จึงก าหนดใหมีการจายเงินคาสินไหม ทดแทนในการประกันชีวิต โดยใหเป็นไปตามระเบียบฯ ดังนี้ ขอ ๑ ระเบียบนี้เรียกวา "ระเบียบกองทัพบก วาดวยการ จายเงินคาสินไหมทดแทนในการประกันชีวิตส าหรับก าลังพลของ กองทัพบกที่ปฏิบัติหนาที่ยามปกติ (พิทักษ์พล) พ.ศ. ๒๕๖๕" ขอ ๒ ระเบียบนี้ใหใชบังคับตั้งแต ๑ เมษายน ๒๕๖๕ เป็นตนไป ขอ ๓ ใหยกเลิกระเบียบกองทัพบก วาดวยการจายเงินคา สินไหมทดแทนในการประกันชีวิตส าหรับขาราชการ ลูกจาง พนักงานราชการและอาสาสมัครทหารพรานของกองทัพบก ที่ ปฏิบัติหนาที่ยามปกติ (พิทักษ์พลพิเศษ) พ.ศ. ๒๕๖๔ และ ระเบียบกองทัพบก วาดวยการจายเงินคาสินไหมทดแทนในการ ประกันชีวิตส าหรับทหารกองประจ าการ และนักเรียนทหารของ กองทัพบก (พิทักษ์พล) พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยใหใชระเบียบนี้แทน ขอ ๔ ผูที่จะไดรับเงินคาสินไหมทดแทนตามระเบียบนี้ ไดแก ก าลังพลของกองทัพบกที่ไดรับอันตรายหรือปุวยเจ็บจนถึงแก ความตาย หรือพิการทุพพลภาพจนเป็นเหตุใหตองถูกปลดออก จากประจ าการ หรือเลิกจาง หรือถูกปลดออกจากกองประจ าการ หรือถูกปลดพนสภาพความเป็นนักเรียนทหาร จากสาเหตุการ ปฏิบัติงาน การฝึกศึกษา ทางธุรการ และอื่น ๆ ทั้งนี้จะตองไมใช เกิดจากสาเหตุตาง ๆ ดังตอไปนี้ ๔.๑ ความประมาทเลินเลออยางรายแรง หรือจากการ กระท าของตนเอง ๔.๒ การเสพยาเสพติด หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกิน กวากฎหมายก าหนด อันเป็นเหตุใหเกิดอุบัติเหตุไดงาย ๔.๓ ปรากฏโรคซึ่งเกิดขึ้นตั้งแตกอนเขารับราชการ หรือ บรรจุเป็นลูกจาง หรือพนักงานราชการ หรืออาสาสมัครทหาร พราน หรือนักเรียนทหารที่ขัดตอการรับราชการ โดยเป็นโรคที่ ระบุในกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๔ (พ.ศ. ๒๕๔๐) และที่แกไขเพิ่มเติม ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๖ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ออกตามความใน พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ ๔.๔ กระท าผิดกฎหมาย หรือผิดวินัยรายแรงจนท าให เสื่อมเสียตอกองทัพบก ขอ ๕ ประเภทก าลังพล ตามขอ ๔ ที่จะไดรับเงินคาสินไหม ทดแทนตามระเบียบนี้ ไดแก ๕.๑ ขาราชการทหารชั้นสัญญาบัตร ลูกจางประจ า ชั้ น สั ญ ญ า บั ต ร แ ล ะ บุ ค ค ลที่ ท า ห น า ที่ ท ห า ร ต า ม ที่ กระทรวงกลาโหมก าหนดเทียบเทาขาราชการทหารชั้นสัญญา บัตร ๕.๒ ข า ร า ชก า รทห า ร ต่ าก ว า ชั้ น สั ญ ญ า บั ต ร ลูกจางประจ าต่ ากวาชั้นสัญญาบัตรพลทหารประจ าการ (พล อ า ส า ส มั ค ร) แ ล ะ บุ ค ค ล ที่ ท า ห น า ที่ ท ห า ร ต า ม ที่ กระทรวงกลาโหมก าหนดเทียบเทาขาราชการทหารต่ ากวาชั้น สัญญาบัตร ๕.๓ อาสาสมัครทหารพราน พนักงานราชการ ลูกจาง ชั่วคราว ๕.๔ ทหารกองประจ าการ ๕.๕ นักเรียนทหารเทียบเทาขาราชการทหารชั้นสัญญา บัตรของกองทัพบก ๕.๖ นักเรียนทหารเทียบเทาขาราชการทหารต่ ากวาชั้น สัญญาบัตรของกองทัพบก ๕.๗ บุคคลที่ท าหนาที่ทหารตามที่กระทรวงกลาโหม ก าหนดเทียบเทาทหารกองประจ าการ ขอ ๖ การจายเงินคาสินไหมทดแทนใหก าลังพลแตละ ประเภท ตามขอ ๕ เป็นจ านวนเงินที่ระบุไวในสัญญ า กรมธรรม์ของแตละปี ซึ่งกองทัพบกท าสัญญาไวกับบริษัท ประกันชีวิต ตามแตกรณี ดังนี้ ๖.๑ กรณีเสียชีวิตจากการปฏิบัติหนาที่ราชการในยาม ปกติ ๖.๒ กรณีเสียชีวิตจากการปฏิบัติหนาที่การฝึก ปฏิบัติ หนาที่ดวยการใชอากาศยานของราชการ ปฏิบัติหนาที่ส าคัญ และเสี่ยงภัยตามที่กองทัพบกเห็นสมควร ๑๐ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
๖.๓ กรณีเสียชีวิตนอกเหนือจากขอ ๖.๑ และ ขอ ๖.๒ ขอ ๗ ผูยื่นค าขอรับเงินคาสินไหมทดแทนตามระเบียบนี้ ไดแก ๗.๑ ผูพิการทุพพลภาพ ๗.๒ ผูซึ่งผูตายหรือผูพิการทุพพลภาพ ระบุใหเป็นผูรับ เงินคาสินไหมทดแทน ๗.๓ เจาหนาที่ซึ่งผูบังคับบัญชา ระดับ ผูบัญชาการกอง พล หรือเทียบเทาขึ้นไปก าหนดใหเป็นผูท าค าขอแทน ขอ ๘ ใหผูยื่นค าขอรับเงินคาสินไหมทดแทน ยื่นหลักฐาน ประกอบ ดังนี้ ๘.๑ รายงานหรือบันทึกการสอบสวนเกี่ยวกับสาเหตุแหง การเสียชีวิต (เวนกรณีเสียชีวิตจากการปุวยเจ็บ) ๘.๒ ส าเนารายงานการสูญเสีย ๘.๓ ส าเนาใบมรณบัตร (กรณีเสียชีวิต) ๘.๔ ส าเนาหนังสือแสดงเจตนาระบุใหเป็นผูรับเงินคา สินไหมทดแทนฯ ค าสั่งก าหนดใหเป็นผูท าค าขอรับเงินคา สินไหมทดแทน หรือส าเนาสอบสวนทายาท ป.ค.๑๔ (กรณี ผูเสียชีวิตมิไดระบุใบแสดงเจตนา) ๘.๕ ส าเนาบัตรประจ าตัวประชาชนและส าเนาทะเบียน บานของผูรับเงิน ตามขอ ๘.๔ ๘.๖ ใบส าคัญความเห็นแพทย์ใหปลดพิการ (ทบ.๔๖๖ – ๖๒๐) ๘.๗ ค าสั่งปลดพนราชการทหารดวยเหตุทุพพลภาพ ค าสั่งปลดออกจากกองประจ าการหรือปลดพนสภาพความเป็น นักเรียนทหาร ๘.๘ หลักฐานพิสูจน์ระดับสารเสพติดและแอลกอฮอล์ ในเลือด กรณีผูเสียชีวิตเป็นผูขับขี่ยานพาหนะ ๘.๙ ส านวนสอบสวนของต ารวจ (กรณีเสียชีวิตผิด ธรรมชาติ ซึ่งไมสามารถระบุการตายที่แนชัดได) ๘.๑๐ กรณีผูมีสิทธิไดรับเงินคาสินไหมทดแทน ตั้งแต ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป ใหสงหลักฐานเพิ่มเติม เป็นรูป ถายภาพสีขนาด ๔ x ๖ นิ้ว ถายคูกับบัตรประชาชน โดยตอง เป็นบุคคลเดียวกัน ขอ ๙ ผูมีสิทธิไดรับเงินคาสินไหมทดแทน ไดแก ๙.๑ บุคคล ตามขอ ๗.๑ และ ๗.๒ ๙.๒ ในกรณีที่ผูตายมิไดแสดงเจตนาระบุไวใหจาย ใหกับทายาทผูมีสิทธิตามพระราชบัญญัติบ าเหน็จบ านาญ ขาราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ ขอ ๑๐ การด าเนินการขอรับเงินคาสินไหมทดแทนตามระเบียบ นี้ ใหหนวยตนสังกัดเป็นผูด าเนินการจนถึงผูบัญชาการกองพล หรือเทียบเทาแลวจึงเสนอเรื่องถึงกรมก าลังพลทหารบกเพื่อให ตรวจสอบขั้นตน และน าเรียนขออนุมัติตอผูบัญชาการทหารบก หรือผูที่ไดรับมอบอ านาจกอนสงเรื่องใหกรมสวัสดิการทหารบก ด าเนินการทางธุรการเกี่ยวกับการจายเงินใหแกผูมีสิทธิไดรับเงิน ตามขอ ๙ ตอไป ทั้งนี้ ใหหนวยตนสังกัดเรงด าเนินการภายใน เวลา ๓๐ วัน นับแตวันที่ก าลังพลเสียชีวิตหรือวันที่ปลดออกจาก ประจ าการ หรือเลิกจาง หรือปลดออกจากกองประจ าการ หรือ พนสภาพความเป็นนักเรียนทหาร ขอ ๑๑ กรมก าลังพลทหารบก ตรวจสอบความถูกตองของการสูญเสีย รวมกับหนวยตนสังกัดแลว สรุปน าเรียนขออนุมัติตอผูบัญชาการทหารบก หรือผูที่ไดรับมอบ อ านาจ เพื่ออนุมัติการจายเงินคาสินไหมทดแทน ขอ ๑๒ ให กรมสวัสดิการทหารบก ด าเนินการและประสานงาน กับหนวยที่เกี่ยวของหรือบริษัทประกันชีวิตในเรื่องการจัดท า สัญญากรมธรรม์ประกันชีวิตของกองทัพบก การด าเนินงาน เกี่ยวกับกองทุนส ารองฉุกเฉิน เงินคืนตามประสบการณ์ที่ระบุไว ในกรมธรรม์ และการจายเงินคาสินไหมทดแทนใหกับก าลังพล ใหเป็นไปตามที่กองทัพบกก าหนด ขอ ๑๓ ใหเจากรมก าลังพลทหารบก เป็นผูรักษาการตาม ระเบียบนี้ และใหมีอ านาจในการก าหนดรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ไมขัดหรือแยงกับระเบียบนี้ไดตามความเหมาะสม ประกาศ ณ วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แกวแท (ณรงค์พันธ์ จิตต์แกวแท) ผูบัญชาการทหารบก ที่มา : กรมก าลังพลทหารบก --------------------------------- ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๑๑
ฝกม.พล.ร.๙ หากใครจ ากันได Elon Musk เคยสง Starlink บริการ อินเทอร์เน็ตผานดาวเทียม ไปชวยเหลือยูเครนในการ สื่อสาร และการเขาถึงอินเทอร์เน็ต แตลาสุดยูเครนได น าบริการนี้ ไปใชควบคุมโดรนทางทหาร !! SpaceX ประกาศสั่งหามยูเครน น าบริการ Starlink ไปใชควบคุมโดรนทางการทหาร ยกเวนการสื่อสาร ระหวางกองทัพที่ยังใหท าได กอนหนานี้ Elon Musk ไดสงตัวรับสัญญาณของ Starlink เป็นจ านวนกวา ๒๕,๐๐๐ เครื่องใหกับยูเครน โดยจุดประสงค์หลักคือการชวยใหพลเมืองยูเครนเขาถึง อินเทอร์เน็ตได ในขณะที่รัสเซียยังคงเขาโจมตีอยู ทวา กลับมีรายงายวา ยูเครนไดน า Starlink ไปใชควบคุม โดรนใหชวยก าหนดเปูาหมายในการโจมตีกองทัพรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการละเมิดนโยบายของ SpaceX [Starlink ไม่ได้สร้างมาเพื่อใช้เป็นอาวุธ] Gwynne Shotwell ประธานและหัวหนาฝุายปฏิบัติการของ SpaceX กลาว อยางไรก็ตาม ทาง Gwynne Shotwell ก็ทราบดีวา ชาวยูเครนไมไดมีสวนรวมในการใชงานครั้งนี้ และตอไป ทาง SpaceX อาจมีการจ ากัดฟีเจอร์บางอยางของ Starlink ลง เพื่อปูองกันการใชงานดังกลาว ก อ น ห น า นี้ ท าง รั ส เ ซี ย ไ ด เ ตื อ น ว า SpaceX อาจกลายเป็นเปูาหมายทางการทหารที่ถูกตองตาม กฎหมาย (Legitimate Target) จึงมีพยายามที่จะ รบกวนสัญญาณ Starlink ในยูเครน สงผลให Elon Musk ไดเพิ่มระบบปูองกันใหกับตัวบริการโดยเฉพาะ โดนเบรค SpaceX ห้ามกองทัพยูเครน ใช้เน็ตดาวเทียมคุมโดรน ๑๒ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
ฝกม.พล.ร.๙ ไทยเปิดสนามทดสอบรถไรคนขับ ประเดิม คันแรก Neolix X3 Plus ยานยนต์อัตโนมัติไรคนขับ Level 4 กรมวิทยาศาสตร์บริการ รวมกับ บริษัท นากาเซผูประยุกต์ใช ยานยนต์อัตโนมัติNeolix เดินหนาทดสอบยานยนต์อัตโนมัติ ไรคนขับจากประเทศจีนเพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความ ปลอดภัย การทดสอบครั้งนี้ไทยไดสนับสนุนผูเชี่ยวชาญจาก กลุม นวัตกรรมหุนยนต์และระบบอัตโนมัติ พรอมอุปกรณ์ การทดสอบหรือเครื่องมือระบุต าแหนงที่มีความแมนย าสูง สามารถอางอิงไดกับ Euro NCAP ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลก โดยใชพื้นที่ของศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (IOC) EECi วังจันทร์ วัลเลย์ของ ปตท. การทดสอบนี้เกิดขึ้นภายใตโครงการสราง สน ามทดสอบ ร ถอั ตโนมัตห รื อ Connected and Autonomous Vehicle (CAV) Proving Ground ซึ่งอยู ระหวางกอสรางเพื่อยกระดับการผลิตยานยนต์ในไทยใหได มาตรฐานระดับสากล รวมถึงพัฒนาระบบการควบคุม ความปลอดภัยในการขับขี่ อัจฉริยะ ADAS จนถึงระบบ Driverless Car ซึ่งไดทดลองจริง แลว เป็นเวลา ๓ วัน ภายใต๕ สถานการณ์ ไดแก Adaptive Cruise Control, Unprotected right turn, Unprotected left turn, Automatic Braking และ Obstacle Avoidance โดยมี รถที่เป็นเปูาลอทั้งที่เป็นรถอัตโนมัติและรถทั่วไปมารวมทดสอบ เพื่อใหทราบถึงความเสถียรของยานยนต์อัตโนมัติNeolix โดยผลการทดสอบสามารถยืนยัน ไดถึงนวัตกรรมและความ ปลอดภัยขั้นสูงสุดของยานยนต์อัตโนมัติไรคนขับ Neolix ชวย เพิ่มความเชื่อมั่นใหกับยานยนต์อัตโนมัติไรคนขับ Level 4 อยางมาก ไทยเปิดสนามทดสอบรถไร้คนขับ ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๑๓ ประเดิมคันแรก Neolix X3 Plus
ฝกม.พล.ร.๙ มีเว็บไซต์ลับเว็บหนึ่ง เปิดใหโหลดขอมูลบัตรเครดิตที่ ไดขโมยมาฟรี ๆ เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ ๑ ปี ของเว็บไซต์ ซึ่งโดยปกติแลว จะเป็นการขายขอมูล เหยื่อใหกับคนที่ตองการ นักวิเคราะห์คาดการณ์วา ก า ร ป ล อ ยใ หโ ห ลดฟ รี เ ว็บ อ า จ จ ะ ต อง ก า ร ประชาสัมพันธ์เพื่อใหหลายคนรูวามีเว็บที่ขายขอมูล บัตรเครดิตนี้อยู เพื่อที่จะท าใหพวกเขามีรายไดมาก ขึ้น (แตหลังจากนี้ นาจะโดนแบนแทน) นักวิจัยที่ขุดชุดขอมูลที่รั่วออกมา และพบวามีบัตร เครดิตอยางนอย ๗๔๐,๘๕๘ ใบ แมบางขอมูลเป็น ขอมูลที่ซ้ ากัน แตก็ถือวาเป็นจ านวนที่ไมนอยเลย เราไมทางรูเลยวา จะมีขอมูลบัตรเครดิตของคน ไทยรั่วไปมากแคไหน หรือมีขอมูลบัตรของเรา หรือเปลา แตสิ่งที่ระวังตัวไดคือ บัตรอันไหนที่เรา ใชซื้อของออนไลน์ หรือลงทะเบียนในเว็บตาง ๆ ไว ใหก าหนดคาใชจายขั้นต่ าตอครั้งและตอวันไว (ท าผานแอปก็ได ทุกธนาคารท าไดหมดแลวละ) ยกตัวอยางเชน ผมก าหนดวงเงินในการใชงานไว ตอครั้งที่ ๑,๐๐๐๐ พันบาท แตหากตองการซื้อ ของใหญ ก็เขาไปแกจ านวนขั้นต่ าในแอปที่ ๑๐,๐๐๐ เมื่อซื้อของเสร็จ ก็เขาไปแกจ านวนขั้น ต่ าใหเป็น ๑,๐๐๐ เทาเดิม เทานี้ ก็ปลอดภัยแลว อาจจะดูยุงยากไปนิด แตถาเงินหายไปตอนตี ๓ อาจจะยุงยากกวา โผล่เว็บลับ ข้อมูลบัตรเครดิตรั่ว ๑๔ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ มากกว่า ๗ แสนรายการ
แนวทางการด าเนินคดีกับผู้บุกรุกที่ดินซึ่งอยู่ ในความครอบครองดูแลและใช้ประโยชน์ของ ทบ. มุมกฎหมาย ฝธน.พล.ร.๙ ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๑๕ เมื่อเจาหนาที่ผูมีหนาที่ดูแลรักษาที่ดินของหนวย พบผูบุก รุกในพื้นที่ครอบครองดูแลและใชประโยชน์ควรด าเนินการ ตามขั้นตอน ดังนี้ แผนภูมิดูแลรักษาที่ดินของกองทัพบก เมื่อทานพบผูบุกรุกที่ดินทานจะเริ่มอยางไร ๑. ขั้นตอนการตรวจสอบ ขั้นตอนแรก พบผูบุกรุก ตรวจสอบเบื้องตน ท าผังแปลงที่ดิน ตรวจสอบกับหนวยงาน เจาของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ในพื้นที่ๆ รับผิดชอบในการดูแลรักษาและใชประโยชน์แสวงหาหลักฐาน ทั้งของ ทบ. (หนวย) และผูบุกรุก หลักฐานของหนวย (ทบ.) ประวัติที่ดิน พ.ร.ฎ, น.ส.ล. หนังสืออนุญาต ใหใชที่ดิน ฯลฯ หลักฐานของผูบุกรุกมีเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดิน, น.ส.๓ ก., น.ส.๓ ส.ค.๑, ใบ ภบท.๕ ที่ผูบุกรุกกลาวอางวาเป็นหนังสือแสดงสิทธิ ทบ. หนวยท าผังแปลงของหนวยที่ไดรับอนุญาตใหใชประโยชน์ ตาม พ.ร.ฎ. ลงในแผนที่ L7018 ผูบุกรุก ก าหนดจุดพิกัดรอบแปลงที่บุกรุก ๔ จุด เหมือนกระดาษ A4 (ยกตัวอย่าง) ลงในแผนที่ L7018 ของหนวยใชประโยชน์
๑๖ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ธนารักษ์พื้นที่ สนง.ที่ดิน ปุาไมเขต ตรวจสอบภาพถายทางอากาศ ในระบบภูมิสารสนเทศ เมื่อตรวจเอกสารแลวพบวาเป็นการบุกรุกในที่ดินของ ทบ. ครอบครอง ดูแลและใชประโยชน์ ท าหนังสือถึงธนารักษ์เพื่อตรวจวาพื้นที่บุกรุกนั้นอยูในที่ราชพัสดุหรือไม ท าหนังสือถึง สนง.ที่ดิน กรณีผูบุกรุกมีเอกสารสิทธิ เชน สด.๑, น.ส.๓, น.ส.๓ ก., โฉนดที่ดิน เพื่อหาสาระบบที่ดินวาออกเอกสิทธิ์ตั้งแต เมื่อใด กอนหรือหลังความเป็นเจาของกรรมสิทธิ์ของหนวย (ทบ. ใชประโยชน์) ตาม พ.ร.ฎ. และอื่นๆ ฯลฯ ท าหนังสือถึงปุาไมเขตกรณี ทบ. ขอใชพื้นที่จากปุาไมวาพิกัดจุดผูบุกรุก อยูในพื้นที่ปุาไม อนุญาตให ทบ. ใชประโยชน์ใหใช (กม. ที่ด าเนินคดี กับผูบุกรุก คนละฉบับ) เมื่อทราบแนชัดแลววาอยูในพื้นที่ พ.ร.ฎ., มีเอกสารสิทธิ์ตางๆ ที่ออกใหโดยทางราชการหรืออยูในพื้นที่ปุาไม ฯลฯ เพื่อพิสูจน์ทราบในเบื้องตนวาผูบุกรุกหรือ ทบ. ใครมาอยูกอนใคร ภาพถายทางอากาศจะเป็นหลักฐานส าคัญสามารถพิสูจน์ไดทางวิทยาศาสตร์ โดยสามารถลบลางค ากลาวอางของผูบุกรุกไดวาอยูมาตั้งแตรุนปูุ, ยา, ตา และยาย ซึ่งภาพถายทางอากาศจะเป็นตัวบงชี้วาจะด าเนินคดีกับ ผูบุกรุกไดหรือไม อยางไร ผลของการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศจะหาได้ที่ไหน อย่างไร - กรมแผนที่ทหาร, ตั้งแต พ.ศ. ๒๔๙๕ โดยเช็คระวางตามที่ก าหนดจุพิกัดของผูบุกรุกไวโดยขอซื้อภาพถาย ยอนหลังไปเพื่อหารองรอบการท าประโยชน์ - ส านักงานพัฒนาเทคโนโลยีและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน GISTDA) - กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม - กูเกิ้ลแมพ Google MAP เป็นภาพถายทางอากาศคอนขางจะเป็นปัจจุบัน - กรณีไมมีเอกสารสิทธิ์ใดๆ ในพื้นที่บุกรุก ผลของการตรวจสอบถายทางอากาศแลว ไมพบรองรอยการท าประโยชน์ใดๆ ตอง ด าเนินคดีกับผูบุกรุกทันทีเมื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานพรอม - กรณีมีเอกสารสิทธิ์ที่ทางราชการออกให เชน โฉนดที่ดิน, น.ส.๓ ก., น.ส.๓, สค.๑ ใบเบื้องตน ตองถือวาเป็นเอกสาร สิทธิที่ออกโดยชอบดวยกฎหมายจนกวาจะมีการเพิกถอน กรณีดังกลาวนี้ถือเป็นการโตแยงกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุ การด าเนินการทางกฎหมายและระเบียบตางๆ ที่เกี่ยวของตองใชระยะเวลานานน าเขาสูกระบวนการพิสูจน์สิทธิ (กบร.) ตามระเบียบส านักงานนายกรัฐมนตรี วาดวยการแกไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๕ - การด าเนินการ หนวยที่พบผูบุกรุกตองท ารูปแปลงที่เป็นเอกสารสิทธิลงพิกัด ๔ จุด ลงบนแผนที่ L7018 ท าหนังสือถึง กบร.จังหวัด เพื่อพิสูจน์สิทธิ์การเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งถือวาเป็นการโตแยงสิทธิ์ของผูครอบครองรอผลการพิสูจน์สิทธิ์จาก กบร.จังหวัด หรือ กบร.สวนกลาง เมื่อไดผลการพิสูจน์สิทธิ์แลววามีรองรอยการท าประโยชน์หรือไมมีรองรอย หากไมมีรองรอย ตองมีหนังสือแจงอธิบดีกรมที่ดินขอใหเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินรายนี้ หากด าเนินการแลวไมเป็นผลตองน าเรียน ทบ. เพื่อขอใหฟูองศาลเพื่อใหศาลมีค าพิพากษาเพิกถอนการออกโฉนดของที่ดินรายนี้ และหนวยควรด าเนินการปรึกษาพนักงาน อัยการ, ที่ปรึกษาหรือนายทหารพระธรรมนูญของหนวยวาจะตองด าเนินคดี หรือฟูองเพิกถอนการออกเอกสารสิทธิ์ของผูบุก รุกดังกลาวอยางไร
๒. ขั้นตอนการด าเนินการคดีกับผู้บุกรุกที่ดินของ ทบ. ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๑๗ สวนมากผูบุกรุกจะอางวามีใบ ภบท.๕ เสียภาษีถูกตอง ของหนวยใชประโยชน์ในที่ดินถูกบุกรุก เชน ประวัติที่ดิน, ขอบเขตการบุกรุกพิกัดในแบบที่ L7018 รอบพื้นที่การบุกรุก ภาพถายผูบุกรุก รายละเอียดผูบุกรุก ชื่อ ที่อยู มีหนังสือตรวจสอบกับธนารักษ์พื้นที่ วาพื้นที่บุกรุกนั้นอยูในที่ ราชพัสดุหรือไม แสดงสิทธิการเป็นเจาของพื้นที่ใหเวลาแกผูบุกรุกใหรื้อถอน ขนยายทรัพย์สินออกจากพื้นที่บุกรุกภายใน ๓๐ วัน แบงการ แจงออกเป็นสองครั้ง โดยท าเป็นหนังสือจดหมายลงทะเบียน ตอบรับถึงผูบุกรุกที่ดินตามภูมิล าเนาในบัตรประชาชนและ ปิดประกาศจดหมายนั้นไวในพื้นที่บุกรุกใหชัดเจน ๑. ขั้นตอนการรองทุกข์ ๒. การจัดท าใหการผูกลาวหา คือ ผูที่รูเห็นการ กระท าความผิดซึ่งควรเป็นนายทหารสัญญาบัตร ขั้นตอนเมื่อคดีถึงพนักงานอัยการผูวาคดีอัยการ เห็นควรฟูองผูตองหาสูศาลเพื่อพิจารณาพิพากษา ลงโทษตามความผิดฐานบุกรุก ศาลชั้นตนมีค าพิพากษา ลงโทษหรือยกฟูองผูกระท าความผิด โจทก์ หรือจ าเลยอุทธรณ์ค าพิพากษา ฎีกา การแจงความรองทุกข์ตองเป็นลักษณะแจงความเพื่อประสงค์ จะด าเนินคดีไมใชการแจงความไวเพื่อเป็นหลักฐานการ ด าเนินคดีจะไมเกิดขึ้น หนังสือมอบอ านาจจาก ทบ. ใหดูแลรับผิดชอบและด าเนินคดีกับ ผูบุกรุกที่ดินของ ทบ. รายงาน ทบ. ตามสายงานที่ดินส าเนาให กบ.ทบ. ทราบอีกทางหนึ่ง ดวยขอรับค าปรึกษากับพนักงานอัยการ ถึงการด าเนินคดีกับผูบุกรุก ที่เกี่ยวของกับคดี นายทหารที่ดิน (พยาน) นายทหารพระธรรมนูญ (ผูแทนคดี) เจาหนาที่ชุดที่พบเห็นการกระท าความผิดและแจงความรองทุกข์ กับพนักงานสอบสวน เป็นพยานขึ้นใหการตอศาลในฐานะพยาน ผูรองทุกข์กลาวโทษ ผูกระท าความผิด แสดงการกระท าความผิด ใหปรากฏ หากคดีถึงที่สุดหนวยตองรายงานเพื่อฟูองผูบุกรุก ในทางแพงเรียกคาเสียหายตอผูบุกรุกตอไป กรณีผูบุกรุกไมมีเอกสารสิทธิในที่ดิน ๑. เจาหนาที่ผูด าเนินการตองรวบรวมพยานเอกสาร หลักฐาน ๒. รวมพยานหลักฐานทุกชนิดถึงพยานบุคคล, พยานวัตถุ เชน เครื่องมือเครื่องจักรในการกระท า ความผิดฐานบุกรุก ๓. แจงเตือนใหออกจากพื้นที่บุกรุก
๓. ขั้นตอนหลังจากการได้ที่ดินคืนมาจากการบุกรุก เพื่อปูองกันปัญหาการบุกรุกที่จะมีขึ้นตอไปใน อนาคตเมื่อไดที่ดินคืนมา หนวยตองท าประโยชน์ ในที่ดิน แปลงนั้น เชน ปลูกพืชพลังงานทดแทน ปลูกปุา โครงการ อันเนื่องมาจากพระราชด าริ เป็นตน - ปักปูายประชาสัมพันธ์แสดงแนวเขตแปลงพื้นที่บุกรุก - มีถอยค าแสดงการประสัมพันธ์วา เป็นพื้นที่บุกรุก และศาลพิพากษาลงโทษผูกระท าความผิดแลว เป็นตน - ท ารั้วแสดงแนวเขตใหชัดเจน หรือปลูกแนวรั้วตนไม แสดงแนวเขต รวบรวมโดย พันเอก ธนพัฒน์ โชคดารา กองอสังหาริมทรัพย์ กรมสงก าลังบ ารุงทหารบก ....................................................... อางอิง : หนังสือ เรื่อง แนวทางการด าเนินคดีกับผูบุกรุก ที่ดิน ซึ่งอยูในความครอบครองดูแลและเป็นประโยชน์ของ กองทัพบก ๑๘ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
ฝอศจ.พล.ร.๙ สูตรส าเร็จในการใชชีวิต ที่พระพุทธเจาทรงแนะน าไว สรุป ออกมาเป็นหลักปฏิบัติงายๆ ดังนี้คือ ใหคิดดี พูดดี ท าดี คบคนดี และไปสูสถานที่ดี นั่นหมายถึง อยาไปบนเพอ ตัด พอ นินทาวาราย ติเตียนใคร อะไรที่เราไมชอบ ไมตองการ ก็อยาคิดถึง พูดถึง หรือเขาไปคบหาสุงสิง เหมือนที่โคช ทางดานจิตวิทยาพัฒนาชีวิตทานหนึ่งกลาวไว “แทนที่เรา จะไปบนวาสิ่งนั้นไมถูกใจเรา สิ่งนี้ไมถูกใจเรา ลองเปลี่ยน มาพูดใหชัดเลยวา อะไรที่เรารูสึกถูกใจ และอะไรที่เรา ตองการใหมันเกิดขึ้น และเอาพลังใจของเราจดจอเขาไปที่ สิ่งนั้น ตนไมตนไหนที่เรารดน้ า ตนไมตนนั้นจะเติบโต เรา ทุมเทพลังใจของเราไปโฟกัสอยูกับสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะได พลังงานจากเราเพิ่มมากขึ้น” ฉะนั้น ใหคิดเป็นสูตรส าเร็จ งายๆ ดังนี้คือ อะไรที่มันไมดี จัดเป็น “อบายมุข” ก็อยา เขาใกล อยาไปทุมเทใหความสนใจ “อบาย” แปลวา ความ เสื่อม ความพินาศ “มุข” คือ ปากทาง หรือชองทาง ฉะนั้น “อบายมุข” จึงแปลรวมกันวา “ทางที่น าไปสูความเสื่อม ความพินาศ” ปากทางนั้นเปิดรอเราอยูตลอดเวลา มันอยู ที่วาเราจะเขาไปหรือไม ขออยาไปยุงกับเรื่องราวที่ไมดี เหล านี้ ชี วิตก็จะดีและเป็นคนที่มีอน าคต ประสบ ความส าเร็จยิ่งใหญ พูดงายๆวา ตัดสวนเกินที่ไมดีทิ้งไป เหมือนที่เคยมีคนถาม “ไมเคิล แองเจโล” ศิลปินนัก แกะสลักหินออนชาวอิตาลี ชื่อกองโลกวา “ท าไมแกะสลัก รูปเดวิดไดสวยงามสมจริงปานนั้น?” เขาตอบวา “ขณะที่ หินกอนใหญถูกสงมาถึง ผมมองเห็นรูปของเดวิดอยูในหิน กอนนั้นแลว สิ่งที่ผมตองท าตอไปจากนั้นก็คือ สกัดเอาสวน ที่ไมใชเดวิดทิ้งไป!” เราทุกคนลวนก าลังมุงมั่นแกะสลักรูป ชีวิตตัวเอง ฉะนั้น ตองท าเหมือนแองเจโลแกะสลักรูปเดวิด คือสกัดเอาสวนที่เป็นลบออกไปจากชีวิต โดยเอยค าวา “ไม” ธรรมะกับชีวิตประจ าวัน กฎแหงการใชชีวิตใหสุขสงบส าเร็จ ตามแนว “พระพุทธเจา” ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๑๙
ค าวา “ไม” ในที่นี้หากพูดถึงคนพาลก็คือไมคบ หรือหาก เป็นสถานที่ไมดี เป็นที่อโคจรก็คือไมไป เป็นตน ในทาง กลับกัน อะไรที่ชอบ ปรารถนา และเห็นวาดีเหมาะควรกับ เรา ก็จงยกยอง ชื่นชม สรรเสริญ พูดถึงสิ่งนั้น คิดถึงสิ่งนั้น ท าอยูกับสิ่งนั้น หรือคบหาสมาคมอยูกับบุคคลนั้น เหมือนการเลือกคัดผลไมที่กองรวมกันในเขง เราคัดเอาแต ลูกดีไว สวนลูกเนาเสีย กินไมได ไมเอา ตองคัดทิ้ง เพื่อให ชีวิตเราด าเนินอยูบนสูตรส าเร็จ ที่พระพุทธเจาทรงแนะน า ไวในจักกสูตร“ทรัพย์สินสมบัติ ยศ ชื่อเสียง และความสุข ยอมหลั่งไหลมาสูนรชน ผูอยูในถิ่นที่ดี ผูกไมตรีกับอริยชน สมบูรณ์ดวยการตั้งตนไวชอบ ไดท าความดีไวแลวในกาล กอน” นอกจากนี้ในมงคล ๓๘ ประการ การไมคบคนพาล คบแตบัณฑิต จัดเป็นมงคลในขอแรกๆ สวนการอยูอาศัย ในสถานที่ดี หรือไปสูสภาพแวดลอมที่ดี ก็จัดเป็นมงคลอีก ขอหนึ่งเชนกัน และเพื่อความกระจางในเรื่องสถานที่ ค าอธิบายมีไวแลวในนิทานเรื่องตอไปนี้ วันหนึ่ง เณ รน อ ยม าห าพ ร ะ อ า จ า ร ย์ แ ล ว ถ าม ว า “พระอาจารย์ คุณคาในตัวของผมคืออะไร?” พระอาจารย์บอก “เจาจงไปที่สวนหลังวัด เก็บหินกอน ใหญมา ๑ กอน เอาไปวางขายที่ตลาด ถามีคนถามราคา เจาหามตอบ แคชู ๒ นิ้ว ถาเขาตอรองก็อยาขาย เอา กลับมา แลวอาจารย์จะบอกวา คุณคาในตัวของเจาคืออะไร” วันรุงขึ้น เณรนอยอุมหินไปวางขายที่ตลาด คนจายตลาด เดินผานไปมา ตางแปลกใจ แตแลวก็มีแมบานเดินเขามา ถาม “กอนหินขายเทาไหร” เณรนอยชู ๒ นิ้ว “๒ เหรียญ” แมบานเอยถาม แตเณรนอยสั่นหัว “งั้น ๒๐ ก็ได จะเอาไป ทับผักกาดดอง” เณรนอยคิดในใจ “โอโฮ หินไรคานี้ขาย ไดตั้ง ๒๐ เหรียญ บนเขาวัดขามีตั้งเยอะแยะ” เณรนอยไม ขายตามที่พระอาจารย์บอก แลวอุมหินกลับไปหาพระ อาจารย์ที่วัด “อาจารย์ๆ วันนี้มีแมบานมาใหราคา ๒๐ เหรียญจะซื้อหินของขา แลวอาจารย์บอกไดหรือยังวา คุณคาในตัวของขาคืออะไร?” อาจารย์บอก “ไมตองรีบ พรุงนี้เอาไปวางไวในพิพิธภัณฑ์ ถามีคนถามราคา ไมตอง ตอบ แคชู ๒ นิ้ว ถาเขาตอรอง อยาขาย เอากลับมา แลว มาคุยกันใหม” ๒๐ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
วันตอมาในพิพิธภัณฑ์ ก็มีคนมุงลอมดูแลวคุยกันเองวา “หินธรรมดากอนหนึ่ง มีคาอะไรมาอยูในพิพิธภัณฑ์” อีก คนบอก “มาวางไวในพิพิธภัณฑ์ได อั๊วะวามันก็ตองมี คุณคานั่นแหละ แตตอนนี้เราอาจจะยังไมรู” แลวก็มีคน เอยถามวา “เณรนอย หินกอนนี้ขายเทาไหร?” เณรนอยชู ๒ นิ้ว “๒๐๐ เหรียญ” เณรนอยสั่นหัว “งั้นก็ ๒,๐๐๐ แลวกันขาดตัว อั๊วะ ก าลังหาหินไปแกะสลักพระพุทธรูป” เณรนอยตกใจแตก็ไมขายตามที่อาจารย์บอก อุมหินวิ่งแจน ไปหาพระอาจารย์ดวย ความดีใจ “อาจารย์ๆ โห...! วันนี้มีคนใหราคา ๒,๐๐๐ เหรียญ จะซื้อหินของขา วันนี้อาจารย์ตองบอกขาแลวละ วาคุณคาในตัวของขาคืออะไร?” พระอาจารย์หัวเราะชอบ ใจแลวบอก “พรุงนี้เอาไปที่รานขายวัตถุโบราณ ท า เหมือนเดิม แลวเอากลับมา ครั้งนี้อาจารย์จะเฉลยค าตอบ แนนอน” วันตอมา เณรนอยเอาหินไปตั้งที่รานขายวัตถุโบราณ สัก พักก็มีคนมามุงดู เสียงชายคนหนึ่งพูดวา “นี่มันหินอะไรวะ มาจากถิ่นไหน ของราชวงศ์ใด ใชท าอะไรเนี่ยะ…?” สุดทายก็มีคนมาถามราคา “เณรนอย หินกอนนี้ขาย เทาไหร?” เณรนอยชู ๒ นิ้ว “๒๐๐๐๐ เหรียญ” เณรนอย ตกใจอาปากคาง อุทานเสียงหลง “หา!” อีตาคนนั้นนึกวา ตัวเองใหราคาต่ าไป ท าใหเณรอารมณ์เสีย จึงรีบแกไขทันที วา “ไมๆ ขาพูดผิด ขาจะใหเจา ๒๐๐,๐๐๐” เณรนอยได ยินดังนั้น จึงอุมหินวิ่งกลับไปหาพระอาจารย์ทันที “อาจารย์ๆ วันนี้เรารวยแลว มีโยมจะใหราคาตั้งสองแสน เพื่อซื้อหินกอนนี้ แลวตอนเนี้ยะ อาจารย์จะบอกไดหรือยัง วาคุณคาในตัวของขาคืออะไร?” อาจารย์ลูบหัวเณรนอย พูดดวยน้ าเสียงเอ็นดูวา “เจาหนูนอย คุณคาในตัวเจาก็ เหมือนหินกอนนี้ ถาวางตัวเองอยูในตลาดสด เจาก็มีคา ๒๐ เหรียญ ถาเอาไปวางในพิพิธภัณฑ์ เจาก็มีคา ๒,๐๐๐ ถาไปอยูในรานขายวัตถุโบราณ เจาก็มีคา ๒ แสน จ าไวนะ เจาหนูนอย คนเราเมื่อเวทีชีวิตตางกัน ต าแหนงการวางตัว ตางกัน คุณคาของคนก็เปลี่ยนไป” เหตุนี้เองพระพุทธองค์จึงทรงแนะน าใหเราน าพาตนเอง ไปสูสถานที่ดี เพราะนี่เป็น “กฎ” หรือสัจธรรมที่ใชไดผล กับทุกชีวิต หนังสืออมตะขายดีระดับเบสเซลเลอร์“๑๐ คัมภีร์นักขายผูยิ่งใหญที่สุดในโลก” โดย อ฿อกแมน ดิโน ถอดความภาษาไทยโดย บัณฑิต อึ้งรังษีและทีมงาน ระบุ วา “ทฤษฎี หรือประสบการณ์ ก็ไมตางจากแฟชั่น คือ หลักการที่ใชไดผลในวันนี้ อาจใชไมไดผล และไมเขาทาใน วันพรุงนี้ มีเพียงสัจธรรม(ความจ ริง) หรือกฎแหง ความส าเร็จเทานั้นที่เป็นอมตะ ปรับใชไดกับทุกยุคทุกสมัย โดยที่กฎสวนใหญไมไดเนนไปที่ “ความส าเร็จ” แตสอน เนนมาที่การหลีกเลี่ยงความลมเหลว มากกวาการตักตวง ความส าเร็จ เพราะความส าเร็จก็เป็นเพียง “สภาพจิต” อยางหนึ่ง เทานั้น แมในหมูนักปราชญ์นับพันคน ยังไมมี สองคนไหนที่ใหนิยามความส าเร็จเหมือนกัน แตความ ลมเหลวมีความหมายแคอยางเดียว คือการไมสามารถ บรรลุเปูาหมายตางๆ ในชีวิต ไมวาเปูาหมายนั้นจะเป็น อะไร” สูตรส าเร็จแหงการใชชีวิตนี้ก็เชนเดียวกัน ขอย้ าอีกครั้งวา “อะไรที่ไมดี ก็อยาไปคิด อยาพูด อยาท า อยาไปคบหา สุงสิง จงคิด พูด ท า แตสิ่งที่ดี ที่เราตองการ ซี่งเป็น ประโยชน์ตอตนเองและผูอื่น” นี่แหละคือกฎแหงการใช ชีวิตใหสุขสงบส าเร็จ ตามแบบฉบับที่พระพุทธเจาไดทรง แนะน าไว ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๒๑
ภาษาละติน หนึ่งในภาษาส าคัญของโลก ปัจจุบันนี้ตัวอักษรละติน หรือภาษาละตินจะไมคอยได เห็นหรือมีผูคนน ามาใชสื่อสารกันมากนัก แตไมวาจะเป็น บทต าราการเรียนการสอน ใชในการสื่อสารและยังรวมไป ถึงการใชตัวอักษรละตินสอดแทรกตามงานออกแบบ หรือ งานศิลปะและในหนังสือนิตยสาร หนังสือนิยายใหมีความ สวยงามและดูใหมีความคลาสสิกในอดีตนั้นภาษาละตินมี ความส าคัญอยางม ากโดยเฉพาะในยุคโรมันก าลัง เจริญรุงเรือง มีการขยับขยายอาณาจักรอยางกวางขวางท า ใหภาษาละตินมีการเผยแพรมากขึ้นดังนั้น ภาษาลาตินมี ถิ่นก าเนิดมาจากแถวอาณาจักรโรมันในอดีต สวนสาเหตุภาษาโรมันถึงเป็นหนึ่งในภาษาส าคัญของโลก เพราะในอดีตนั้นจักรวรรดิโรมันไดใชภาษาละตินในการ ติดตอคาขาย รวมถึงใชเป็นภาษาหลักในการพูด หรือเขียน อีกดวยและหากสังเกตจะเห็นไดวาบางตัวอักษร หรือราก ศัพท์ตางๆ ของภาษาอังกฤษสวนใหญจะมีสวนที่คลายคลึง กับภาษาอังกฤษอยูมากทีเดียว แมในอดีตภาษาละตินจะมี อิทธิพลอยางมากมายในโลก เพราะจักรวรรดิโรมันยิ่งใหญ อยางมาก แตเมื่ออาณาจักรโรมันลมสลาย ประเทศตางๆที่ เคยตกเป็นอาณานิคมของโรมันก็เกิดการแบงแยก ท าให ภาษาละตินเริ่มจางหายไปแตสาเหตุที่ภาษาละตินยังมีมา จนถึงปัจจุบันอาจเป็นเพราะ ภาษาละตินไดเป็นแบบอยาง หรือตนแบบของหลายๆภาษาบนโลก โดยเฉพาะอยางเชน สเปน ที่ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในภาษาที่มีความส าคัญ และมีคนใชมากที่สุด ๑ ใน ๓ ของโลกอีกดวย หลายๆ ภาษาเองก็ไดน าเอาตัวอักษรจากภาษาละตินมาประยุกต์ใช ในภาษาของตัวเองดวย และในยุคของ ไอแซค นิวตัน หนึ่ง ในนักวิทยาศาสตร์คนส าคัญของโลกไดนิยมใชภาษาละติน ในการสื่อสารมาก และ ไมเพียงแคไอแซค นิวตันเทานั้นที่ นิยมใชภาษาละตินเพื่อการสื่อสารในอดีต รวมไปถึงวงการ วิทยาศาสตร์เองก็ใชภาษาลาตินในการบันทึก และสื่อสาร กันอีกดวย ไมเพียงแคนั้นเพราะทั้งอดีตและจนมาถึง ปัจจุบัน วรรณกรรม หรือศิลปะในแถบยุโรป เราจะเห็น ภาษาละติน หรือตัวอักษรละติน ปะปนอยูรวมไปถึงคัมภีร์ ไบเบิลเองก็ยังเคยมีภาษาละตินอยู ร.๙ ๒๒ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
ภาษาอังกฤษ ที่หนึ่งในภาษาสากลโลก หากพูดถึงภาษาตางๆ ทั่วโลกเชื่อวาทุกคนตางก็นึกถึง ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกอยางแนนอน เพราะดวยการที่ ใชเป็นภาษาในการสื่อสารสากลในดานการติดตอสื่อสาร แลวยังรวมไปถึงการคาขายระหวางประเทศอีกดวย จึงท า ใหภาษาอังกฤษแพรหลายมากที่สุดในโลกแตถึงกระนั้นก็ยัง เป็นอันดับรองลงทั้งจีนกลางและสเปนอยูดี โดยอังกฤษอยู อันดับที่สามของโลกในการใชภาษาของประชากรสวน เหตุผลที่ท าใหอังกฤษขึ้นชื่อวาแพรหลายและใชอยาง กวางขวางเป็นเพราะประเทศใหญๆอยาง แคนาดา สหรัฐอเมริกาตางก็ใชภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักของ ประเทศ จึงท าใหคนสวนใหญหันมาใชภาษาอังกฤษเป็น ภาษาหลักและภาษากลางในการสื่อสารอยูทุกวันนี้ โดย ตามประวัตินั้นภาษาอังกฤษมีลากฐานมาจากภาษาละติน และจึงวิวัฒนาการมาเป็นภาษาอังกฤษอยางที่ไดเห็นในทุก วันนี้ดังนั้นจึงเป็นไดชัดวาภาษาอังกฤษดูเป็นภาษาที่ ทันสมัยมากทีเดียว แตถึงกระนั้นหลายฝุายเชื่อกันวา ภาษาอังกฤษเป็นภาษาเกาแกที่สุดในโลก บางก็วาในอดีต เป็นภาษาที่ใชในการสื่อสาร รวมถึงติดตอซื้อขายกันอยาง ม ากในตั้ง แตอดีต โ ดยเชื่อ ว าในปัจจุบันนี้มีผูที่ใ ช ภาษาอังกฤษรวมถึงพูดภาษาอังกฤษมากกวา ๔๐๐ ลานคนทั่ว แมวาภาษาอังกฤษจะมีตนก าเนิดมาจากประเทศอังกฤษก็ ตามแตในความเป็นจริงแลวนั้น ประชากรสวนใหญที่ใช ภาษาอังกฤษอาศัยอยูในสหรัฐอเมริกาเป็นสวนใหญ ถึง 230 กวาลานคนในขณะที่ประเทศอังกฤษเจาของภาษานั้น มีเพียงแค 60 กวาลานคน ไมใชเพียงแคในประเทศยุโรป เทานั้นที่ใชในทวีปยุโรป รวมถึงประเทศอยางอินเดียที่ใช ภาษาพูดมากไมแพประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป ดังนั้นจะ เห็นไดชัดวาภาษาสากลของโลกตางก็ยกใหภาษอังกฤษ เพราะ ทั่วทวีปของมุมโลกตางก็ใชภาษาอังกฤษเป็นภาษา แมโดยเฉพาะอยางยิ่งเอเชียเวลานี้ ก าลังจะมีการรวมตัว ของกลุมอาเซียน หรือ “เออีซี” ที่ประกาศใหภาษาอังกฤษ เป็นภาษาสื่อกลางในการสื่อระหวางประเทศเพื่อนบาน โดยเฉพาะราชการ และการติดตอซื้อขาย ในขณะที่ภาษาจีนกลางนั้นมีถึง ๑๒๐๐ ลานคนที่พูดและเขียน แตถึงอยางนั้นภาษาอังกฤษก็ไดขึ้นชื่อวาเป็นภาษาแม หรือ ภาษาหลักของโลกในการสื่อสารอยูดี แมวาภาษาอังกฤษจะมี ตนก าเนิดมาจากประเทศอังกฤษก็ตามแตในความเป็นจริงแลว นั้น ประชากรสวนใหญที่ใชภาษาอังกฤษอาศัยอยูใน สหรัฐอเมริกาเป็นสวนใหญ ถึง ๒๓๐ กวาลานคนในขณะที่ ประเทศอังกฤษเจาของภาษานั้นมีเพียงแค ๖๐ กวาลานคน ไมใชเพียงแคในประเทศยุโรปเทานั้นที่ใชในทวีปยุโรป รวมถึง ประเทศอยางอินเดียที่ใชภาษาพูดมากไมแพประเทศอื่นๆ ใน ทวีปยุโรป ดังนั้นจะเห็นไดชัดวาภาษาสากลของโลกตางก็ยก ใหภาษอังกฤษเพราะ ทั่วทวีปของมุมโลกตางก็ใชภาษาอังกฤษ เป็นภาษาแมโดยเฉพาะอยางยิ่งเอเชียเวลานี้ ก าลังจะมีการ รวมตัวของกลุมอาเซียน หรือ “เออีซี” ที่ประกาศให ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสื่อกลางในการสื่อระหวางประเทศ เพื่อนบาน โดยเฉพาะราชการ และการติดตอซื้อขาย ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๒๓
ภาษาบาลี ภาษาที่ใช้ในการบันทึกในคัมภีร์ พระพุทธศาสนา หากใครหลายคนที่เคยอานหรือเลาเรียนมาใหระดับชั้น ประถม หรือมัธยมนาจะเคยไดยินหรือไดเรียนภาษาบาลีมา บาง โดยแตเดิมนั้นภาษาบาลีมีอายุภาษาที่นานมากในอดีต จนถึงปัจจุบัน และที่ส าคัญกวานั้นภาษาบาลีเป็นภาษาที่ใช จารึกขอความตางๆ ลงในคัมภีร์พระพุทธศาสนา อยางเชน พระไตรปิฎก จึงท าใหมีสวนส าคัญอยางมากกับศาสนา พุทธจึงไมแปลกใจเลยวาท าไมประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ เป็นหลักจึงใหความส าคัญกับ ภาษาบาลี ถิ่นก าเนิดภาษา บาลีนั้นนักวิชาการสวนมากวิเคราะห์วามีถิ่นก าเนิดในชมพู ทวีป ท าใหกลายเป็นภาษาของภาคตะวันตกอินเดีย จึงมีสวนท าใหประเทศรอบขางตางๆ ไดรับอิทธิพลจาก ภาษาบาลีและศึกษากันมาไมตางจากประเทศไทย เพราะ สวนใหญประเทศรอบขางตางก็นับถือศาสนาพุทธดวยกัน เป็นสวนใหญ เชนเดียวกับประเทศไทยที่ใหความส าคัญ และเปิดใหมีการศึกษาภาษาบาลี ภาษาบาลีนั้นสวนใหญ ไดรับอิทธิพลจากอินเดีย รวมถึงภาษาสันสกฤตอีกดวย แต ถึงอยางนั้นหลักภาษายังใชไมเหมือนกัน โดยไมเพียงแคใน ทวีปในแถบเอเชียหรืออินเดียเทานั้นที่มีการศึกษาบาลีแต ยังมีประเทศในทวีปในยุโรปดวยเชนกัน อยางเยอรมัน และ อังกฤษ เพื่อเป็นการอนุลักษณ์ภาษาสวนหนึ่งอีกทางหนึ่งดวย โดย ภาษาบาลีนั้นก็มีไวยากรณ์ที่มากยิ่งกวาภาษาอังกฤษเสีย อีก และในประเทศไทยนั้นก็มีคนจ านวนไมนอยที่สนใจ เรียนภาษาเกาแกนี้ไมนอยและหากตองการจะเรียนใน ระดับที่สูงจะมีเพียงไมกี่มหาลัยเทานั้น ที่เปิดสอนภาษาบาลี ลักษณะในการเขียนภาษาบาลีนั้นสวนใหญจะมาจากใน หลายๆประเทศอยางเชน และในแตละประเทศนั้นจะเขียน ไมเหมือนกันเป็นสวนใหญ อยางเชนในประเทศไทยเรานั้น จะใชตัวอักษรจากขอม และเขมร ดังนั้นไมใชเรื่องงายเลย ที่จะศึกษาภาษาบาลี และในตอนนี้ก็มีคนจ านวนไมมาก แลวที่ยังใชภาษาบาลีในการจดบันทึกอยู อางอิงhttps://www.witsnet.org/category/%e0%b8 %9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0 %b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b9%89 %e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8 %b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2/page/2/ ๒๔ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงพระกรุณาโปรดเกลา โปรดกระหมอม ใหหนวยราชการในพระองค์ ๙๐๔ รวมกัน จัดโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชด าริเพื่อ เป็นการ เฉลิมพระเกียรติและแสดงความส านึกในพระ มหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระบรมราช ชนนีพันปีหลวง ที่ท รงประกอบพระร าชก รณียกิจ นานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทั้งนี้เพื่อให ประชาชนมีความ สมัครสมานสามัคคี มีความสุขและ ประเทศชาติมีความมั่นคงอยางยั่งยืน โดยมีหนวยราชการ ในพระองค์ ๙๐๔ เป็นผูก ากับดูแลการปฏิบัติงานรวมกับ หนวยงาน ภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน และใหจัดตั้ง ศูนย์อ านวยการใหญโครงการจิตอาสาพระราชทานตาม แนวพระราชด าริ มีหนาที่ควบคุม อ านวยการและประสาน การ ปฏิบัติเพื่อใหการจัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน ตามแนวพระราชด าริ เป็นไปอยางตอเนื่องถูกตองตาม พระราโชบาย และสมพระเกียรติ ในระยะเริ่มแรก พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไดมีพระ ราชปณิธานในการบ าเพ็ญประโยชน์พื้นที่ชุมชนโดยรอบ พระราชวังดุสิตเป็นการท าความ ดีดวยหัวใจถวายเป็น พระราชกุศลแดพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตรโดยหนวยทหารมหาดเล็กราช วัลลภรักษาพระองค์หนวยทหารรักษาพระองค์ ขาราช บริพารในพระองค์ฯรวมกับประชาชน จิตอาสา “เราท า ความ ดี ดวยหัวใจ” รวมกันดูแลและพัฒนารักษาพื้นที่จาก ชุมชนเล็กๆ รอบพระราชวังดุสิตขยาย สูพื้นที่โดยรวมของ ประเทศในการพัฒนาอยางมั่นคงและยั่งยืนสืบไป ความเป็นมาของจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชด าริ ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๒๕ ร.๑๙
ความหมายของ “จิตอาสา” ตามพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดใหความหมาย ของ “จิตอาสา” ดังนี้ “จิต” เป็นค านาม หมายถึง ใจ สิ่งที่มีหนาที่รู คิด และนึก “อาสา” เป็นค ากริยาหมายถึง เสนอตัวเขารับท า ดังนั้น “จิตอาสา” จึงหมายถึง จิตแหงการให ความดีงามทั้งปวงแกเพื่อนมนุษย์โดยเต็มใจสมัครใจอิ่มใจ ซาบซึ้งใจ ปีติสุข ที่พรอมจะเสียสละเวลา แรงกาย แรง สติปัญญา เพื่อสาธารณประโยชน์ในการท ากิจกรรมหรือสิ่ง ที่เป็นประโยชน์แกผูอื่นโดยไมหวังผลตอบแทน และมีความสุขที่ไดชวยเหลือผูอื่น เป็นจิตที่ไมนิ่งดู ดายเมื่อ พบเห็นปัญหาหรือความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับผูคน เป็นจิต ที่มีความสุขเมื่อไดท าความดีและเห็นน้ าตาเปลี่ยนแปลง เป็นรอยยิ้ม เป็นจิตที่เปี่ยมดวย “บุญ” คือความสงบเยือก เย็น และพลังแหงความดีอีกทั้งยังชวยลด “อัตตา” หรือ ความเป็นตัวตนของตนเองลงได ความหมายของ จิตอาสา “เราท าความ ดี ด้วยหัวใจ” หมายถึง ประชาชนทุกหมูเหลาทั้งในและตางประเทศที่ สมัครใจชวยเหลือผูอื่นยอมเสียสละเวลา แรงกาย แรงใจ และสติปัญญาใน การท างานที่เป็นสาธารณประโยชน์ โดย ไมหวังผลตอบแทนใด ๆ จิตอาสาตามพระราโชบาย แบ่งเป็น ๓ ประเภท ดังนี้ ๑. จิตอาสาพัฒนา ไดแก กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาทองถิ่นของแตละชุมชน ใหมีคุณภาพชีวิตและ คว ามเป็นอ ยูที่ ดีขึ้นไ ม ว า จะ เป็นกิ จก ร ร มบ าเพ็ญ สาธารณประโยชน์ การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดลอม การอ านวยความสะดวกและความปลอดภัยในการ ด ารงชีวิตประจ าวันการประกอบอาชีพ รวมทั้งการ สาธารณสุข ฯลฯ แบงตามภารกิจงานเป็น ๘ กลุมงาน - จิตอาสาพัฒนาชุมชนเขมแข็ง ประชามีสุข หมายถึง กลุมงานจิตอาสาที่เขารวมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ อาทิ การขุดลอกคูคลอง การดูแลรักษา ความสะอาดเรียบรอย ของศาสนสถานหรือสถานที่สาธารณะ การจัดเก็บ ผักตบชวา การปลูกตนไม รวมทั้งการพัฒนาโครงการตางๆ ที่สรางความเป็นอยูของ ชุมชนใหเขมแข็ง ประชาชนมี ความสุขอยางยั่งยืน - จิตอาสาง านประดิษฐ์และเผยแพรง าน ศิลปาชีพ หม า ย ถึง ก ลุมง าน จิ ตอ าส าที่น าค ว าม รูท าง ด า น ศิลปหัตถกรรมพื้นบาน/ภูมิ ปัญญาทองถิ่น มาเผย แพร และถายทอดเพื่อใหประชาชนน าความรู ที่ไดรับไปพัฒนา ใหเป็นประโยชน์ตอไป ๒๖ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
- จิตอาสาฝุายกิจกรรมการแสดงและนิทรรศการ หมายถึง กลุมงานจิตอาสาที่ปฏิบัติงานสนับสนุนในการจัด งานหรือกิจกรรมการแสดงและมีนิทรรศการ เฉลิมพระ เกียรติ เพื่อเผยแพรพระราชกรณียกิจและเผยแพรกิจกรรม จิตอาสาฯ เชน กิจกรรมการแสดงดนตรีบริเวณพระลาน พระราชวังดุสิต การจัดงานอุนไอ รัก คลายความหนาว งาน เถลิงศกสุขสันต์มหาสงกรานต์ต านานไทย เป็นตน - จิตอาสาฝุายแพทย์และสาธารณสุข หมายถึง กลุมงาน จิตอาสาที่ปฏิบัติงานสนับสนุนและชวยอ านวยความ สะดวกแกแพทย์ พยาบาล รวมถึงชวยอ านวย ความ สะดวกดานการปฐมพยาบาลเบื้องตน ตลอดจนสงเสริมให ประชาชนมีความรูความเขาใจในการดูแลสุขภาพ - จิตอาสาฝุายทะเบียนและขอมูล หมายถึง กลุมงานจิต อาสาที่ใหค าแนะน าและอ านวยความสะดวกประชาชน ที่มาลงทะเบียนจิตอาสาฯ - จิตอาสาฝุายสงก าลังบ ารุงและสนับสนุน หมายถึง กลุม งานจิตอาสาที่สนับสนุน อ านวยความสะดวก ดูแลความ เรียบรอย จัดหาหรือบริการอาหาร น้ าดื่ม ใหกับประชาชน ที่เขารวมกิจกรรม/จิตอาสาที่เขารวมปฏิบัติงาน - จิตอาสาฝุายประชาสัมพันธ์ หมายถึง กลุมงานจิตอาสาที่ ชวยงานประชาสัมพันธ์และใหบริการขอมูลการจัดกิจกรรม จิตอาสาฯรวมถึงชวยดูแลตอนรับ ประชาชนที่มาเขารวม กิจกรรม - จิตอาสาฝุายรักษาความปลอดภัยและจราจร หมายถึง กลุมงานจิตอาสาที่สนับสนุนและชวยอ านวยความสะดวก ในการสัญจรของประชาชนการแนะน า เสนทางการแจง อุบัติเหตุการจราจรใหเจาพนักงานทราบ ๒. จิตอาสาภัยพิบัติ ไดแก กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ เฝูา ตรวจ เตือน และเตรียมการรองรับภัยพิบัติทั้งที่เกิด จากธรรมชาติ และเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่สงผลกระทบตอ ประชาชนในพื้นที่โดยรวมและการเขาชวยเหลือบรรเทา ความเดือดรอนของประชาชนจากภัยพิบัติ ดังกลาว เชน อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย เป็นตน ๓. จิตอาสาเฉพาะกิจ ไดแก กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานที่มีวัตถุประสงค์ให ปฏิบัติในงานพระราชพิธี หรือการรับเสด็จ ในโอกาสตางๆ เป็นการใชก าลังพลจิตอาสารวมปฏิบัติกับ สวนราชการที่ เกี่ยวของในการชวยเหลือหรืออ านวยความสะดวกแก ประชาชนที่มารวมงานรวมทั้งการเตรียมการ การเตรียม สถานที่และการฟื้นฟูสถานที่ภายหลัง การปฏิบัติใน พระราชพิธี และการเสด็จฯ นั้นๆ ใหเป็นไปดวยความ เรียบรอย อางอิง : https://www.royaloffice.th/ ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๒๗
๒๘ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ราชอาณาจักรสยาม แหงแรกของไทยคืออยุธยา เป็นนามที่ นานาชาติเรียกรัฐอยุธยาหลังเจานครอินทร์ขึ้นเสวยราชย์ โดย ไดชื่อสยามจากดินแดนลุมน้ าทาจีน - แมกลอง บริเวณรัฐ สุพรรณภูมิ ซึ่งเชื่อมโยงเกี่ยวดองถึงสยาม-ลุมน้ าโขง สยาม ตรงกับเอกสารจีนเรียกเสียน, เสียม มีความหมาย ตางๆ ดังนี้ (๑.) ชื่อเรียกพื้นที่ หมายถึงลุมน้ าทาจีน-แมกลอง และรวม ทั้งหมดฟากตะวันตกของแมน้ าเจาพระยาตอเนื่องตอนบนของ คาบสมุท (๒.) ชื่อเรียกกลุมชน หมายถึงคนหลากหลายชาติพันธุ์ “รอยพอพันแม” แตพูดภาษาไทยเป็นภาษากลาง (๓.) ชื่อทางวัฒนธรรม หมายถึงบริเวณดินด าน้ าชุมหรือ พื้นที่ลุมน้ า (สรุปจากหนังสือความเป็นมาของค าสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๑๙) จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบาย วาสยามมีตนตอรากเหงาเกาแกจากค าลาววาซ า, ซัม หมายถึง พื้นที่มีน้ าพุหรือน้ าผุดจากใตดิน ครั้นนานไปน้ าไหลนองเป็น หนองบึงขนาดใหญ กลายเป็นแหลงปลูกขาวท านาทดน้ า และ ผลิตขาวไดมาก แลวใชเลี้ยงคนไดจ านวนมาก ในที่สุดตรงนั้น เติบโตเป็นบานเป็นเมือง สยามเกาสุด “ไมไทย” แตใชภาษาไทยเป็นภาษากลาง หลัก แหลงลุมน้ าโขง มีศูนย์กลางการคา - การเมืองอยูเวียงจันท์ เป็นบานเมืองขนาดใหญ มีคูน้ าคันดินครอมสองฝั่งแมน้ าโขง ตั้งแตสมัยการคาโลกเริ่มแรกเมื่อเรือน พ.ศ. ๑๐๐๐ (เอกสาร จีนเรียก “เหวินตาน”) มีความสัมพันธ์ทางการคาและเป็นเครือ ญาติใกลชิดเชื้อวงศ์หลวงพระบาง (ชื่อเดิมวาเชียงดงเชียงทอง) และโดยเฉพาะเป็นวงศ์ญาติใกลชิดกษัตริย์เมืองพระนคร (ที่โตนเลสาบ กัมพูชา) พบหลักฐานเป็นภาพสลัก “เสียมกุก” บนระเบียงปราสาทนครวัด ราว พ.ศ. ๑๖๕๐ (ขอมูลชุดนี้ของ อ.ศรีศักร วัลลิโภดม) “เสียมกุก” (ตรงกับ “เสียมก฿ก”) หมายถึงพวกสยามจากเวียง จันท์ ซึ่งประกอบดวยเจานายชนชั้นน าและขาคนจ านวนหนึ่ง ลวนนุงผา (แบบโสรง) แตงขบวนเกียรติยศรวมพิธีกรรม ศักดิ์สิทธิ์ของวงศ์เครือญาติใกลชิดซึ่งเป็นกษัตริย์เมืองพระนคร (นครวัด) “เสียมกุก” ภาพสลักที่ปราสาทนครวัด เคยมี นักปราชญ์อธิบายเป็นอยางอื่นมากอน ดังนี้ (๑.) นักปราชญ์ชาวยุโรปอธิบายวา “เสียมกุก” หมายถึง กองทัพสยามจากรัฐสุโขทัยที่ถูกอาณาจักรกัมพูชาเกณฑ์ไป ชวยรบกับจามปา (อยูในเวียดนาม) เพราะชื่อวา “เสียม” คือ สยาม เป็นชื่อเรียกรัฐสุโขทัย แตหลักฐานประวัติศาสตร์ โบราณคดีไมสนับสนุน ดังนี้ เรื่องแรก “เสียมกุก” เป็นภาพสลักถูกท าขึ้นราว พ.ศ. ๑๖๕๐ ยังไมมีรัฐสุโขทัย เนื่องจากพบหลักฐานวารัฐสุโขทัยสถาปนา ขึ้นหลังจากนั้นเกือบ ๑๐๐ ปี “ราชอาณาจักรสยาม” แห่งแรกของไทย ร.๒๙
เรื่องหลัง “เสียม” หรือ “เสียน” เป็นค าจีนในเอกสารจีน เรียกสยาม หมายถึง รัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ไมใชสุโขทัย (๒.) จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายวา “เสียมกุก” หมายถึงสยามแหง ลุมน้ ากก จ.เชียงราย แตบริเวณลุมน้ ากก เมื่อ พ.ศ. ๑๖๕๐ (ชวงเวลาท าภาพสลักปราสาทนครวัด) ไมพบหลักฐานเป็น บานเมืองใหญโตระดับรัฐจัดตั้งกองทัพ และกวาจะเติบโตมี บานเมืองประกอบดวยคูน้ าคันดินมั่นคงแข็งแรงก็หลังจากนั้น อีกนานเกือบ ๑๐๐ ปี ดังนั้น “เสียมกุก” ไมหมายถึงลุมน้ ากก “ราชอาณาจักรสยาม” ที่ชาวยุโรปเรียกอยุธยา เป็นนามได จากดินแดนสยาม-รัฐสุพรรณภูมิ พบในแผนที่เขียนโดย บาทหลวงปลาซิด เดอ แซ็งต์ เอแลน นักบวชชาวฝรั่งเศส [พิมพ์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตรงกับสมัยพระนารายณ์ พ.ศ. ๒๒๒๙ (ค.ศ. ๑๖๘๖) สยาม จากลุมน้ าโขง ลงเจาพระยา วัฒนธรรมและภาษาไทยของชาวสยามลุมน้ าโขง เคลื่อนไหว โยกยายตามเสนทางการคาดินแดนภายใน ลงไปลุมน้ า เจาพระยาภาคกลางของไทย บริเวณลุมน้ าทาจีน-แมกลองเพชรบุรี พูดส าเนียงลุมน้ าโขง แตคนปัจจุบันฟังเป็นเหนอ เป็น ตนเหตุ “ส าเนียงเหนอ” ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการคา ดินแดนภายในภาคพื้นทวีป มีตนตอจากตระกูลภาษาไท-ไต ของกลุมจวง - ผูไท บริเวณพรมแดนจีน-เวียดนาม หรือกวาง สี-ดองซอนราว ๓,๐๐๐ ปีมาแลว หลังจากนั้นเคลื่อนไหว โยกยายพรอมวัฒนธรรมส าริด, พิธีศพครั้งที่ ๒, ท านาทดน้ า เป็นตน ไปลุมน้ าโขง ลงลุมน้ าเจาพระยา ราว ๒,๕๐๐ ปี มาแลว พบภาษาไทยอยูลุมน้ าทาจีน-แมกลอง - เพชรบุรี ราว ๑,๕๐๐ ปีมาแลว หรือหลัง พ.ศ. ๑๐๐๐ (ในวัฒนธรรมทวารวดี) ส าเนียงลุมน้ าโขง เป็นตนตอส าเนียง “เหนอ” ทั้งนี้ สืบเนื่อง จากชาวสยาม “เสียมกุก” บริเวณเวียงจันท์ถึงหลวงพระบาง พูดภาษาไท-ไต ดวยส าเนียงลุมน้ าโขงสมัยนั้น (ที่รับมาจาก ตระกูลไท - ไต ของจวง-ผูไท บริเวณมณฑลกวางสีทางใตของ จีน กับทางเหนือของเวียดนาม) ซึ่งนาจะเป็นตนตอส าเนียง “เหนอ” ของภาคกลางเมื่อภาษาไทยของชาวสยามลุมน้ าโขง เคลื่อนที่ตามเสนทางคมน าคมการคาภายในถึงลุมน้ า เจาพระยา แลวแพรกระจายลงบริเวณคาบสมุทรถึงภาคใตเป็น “ส าเนียงใต” กลางของไทย เทาที่พบหลักฐานขณะนี้มี หนาแนนบริเวณฟากตะวันตกแมน้ าเจาพระยา ซึ่งมีประชากร หลากหลายชาติพันธุ์ตั้งหลักแหลงปะปนกัน แตมีกลุมหนึ่งพูด ภาษาไทยเป็นภาษากลาง (ขณะที่ภาษามอญและภาษาเขมร เป็นภาษาทางราชการ สวนบาลี-สันสกฤต เป็นภาษาทาง ศาสนา) แลวถูกเรียก “สยาม” ในรูปค าตางๆ ไดแก สาม, ส า, เสม, เซียม เป็นตน ตั้งแตสมัยการคาโลกเริ่มแรก (นัก โบราณคดีไทยเรียกสมัยทวารวดี) ๑,๕๐๐ ปีมาแลว หรือเมื่อ เรือน พ.ศ. ๑๐๐๐ ขอมูลมีมากในหนังสือ ความเป็นมาของค า สยาม, ไทย, ลาวและขอมฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ มูลนิธิโครงการ ต าราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๑๙ และหนังสือ (ศรี) ทวารวดี ประวัติศาสตร์ยุคตนของสยามประเทศ ของ ธิดา สาระยา ส านักพิมพ์เมืองโบราณ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๓๒) พิมพ์ครั้ง ที่สาม พ.ศ. ๒๕๓๘ สยามเป็นคน “ไมไทย” เพราะสยามไมเรียกตนเองวาไทย แต ใชภาษาไทยเป็นภาษากลางในการสื่อสารกับคนตางภาษา มี เหตุจากสยามประกอบดวยคนหลายชาติพันธุ์ “รอยพอพัน แม” ที่มีภาษาพูดตางๆ ของใครของมัน ซึ่งมักสื่อกันไมเขาใจ และไมรูเรื่องทั้งหมด จึงจ าเป็นตองมีภาษากลางโดยเลือกใช ภาษาไทยอันเป็นที่รับรูกันวางายที่สุดในการใชงานสื่อสารเมื่อ เทียบกับภาษาอื่นๆ ที่มีสมัยนั้น หลักฐานตัวอยาง ไดแก ชาวปะโอ (หรือ ตองซู) อยูในพมา พูด ภาษากะเหรี่ยง (ในวัฒนธรรมกะเหรี่ยง) เมื่อคาขายทางไกล ดวยวัวตางไปทาง “ไทใหญ” ก็พูด “ภาษาไทใหญ” ครั้นไป ทางไทยในอีสานก็ปรับเปลี่ยนตนเองพูดภาษาลาว คนเหลานี้ ชาวอีสานรูจักในชื่อ “กุลา” (เป็นตนตอชื่อ “ทุงกุลารองไห”) นานไปเมื่อไดตั้งหลักแหลงในอีสานแลวกลายตนเป็นไทยสืบ ลูกหลานอยูมาจนปัจจุบัน นอกจากนั้นชาวปะหลองพูดตระกูล ภาษามอญ-เขมรในรัฐฉาน (พมา) มีอาชีพปลูกชาและขายใบ ชา ดังนั้น เพื่อประโยชน์ทางการคาก็ตองพูด “ภาษาไทใหญ” ซึ่งจัดอยูในตระกูลภาษาไท-ไต-ลาว-ไทย ปรับปรุงใหมโดยสรุปจากบทความเรื่อง “รัฐเจาเมือง” ขอเสนอเรื่อง “รัฐ” ของคนไตในเวียดนาม โดย นิติ ภวัครพันธุ์ พิมพ์ในหนังสือฟูาเดียวกัน ปีที่ ๑๙ ฉบับที่ ๑ (มกราคมมิถุนายน ๒๕๖๔) ที่มา:https://www.matichonweekly.com/column/articl e_635271 ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๒๙
๓๐ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ป.๙ ๑. ลักษณะทาทาง (Bearing) การวางตัวเหมาะสม องอาจ ๒. ความกลาหาญ (Courage) กลายืนหยัดในสิ่งที่ถูกตอง ๓. ความเด็ดขาด (Decisiveness) ศึกษาเหตุการณ์ หรือภารกิจให เขาใจกอน ๔. ความไววางใจได (Dependability) เหมาะสม แนนอนตามแผน และภารกิจ ๕. ความอดทน (Endurance) มีความบึกบึน ทั้งรางกาย และจิตใจ ๖.วามกระตือรือรน (Enthusiasm) จดจอ สนใจตอภารกิจอยางจริงจัง ๗. ความริเริ่ม (Initiative) คิดกอนท า และใชทรัพยากรที่มีอยูใหคุมคา ๘. ความซื่อสัตย์ (Integrity) มีความสุจริตใจ มีความส า นึกในหนาที่ ๙. การตัดสินใจ (Judgment) ความรูทางเทคนิคมีบทบาทส าคัญ ๑๐. ความยุติธรรม (Justice) เป็นกลาง หนักแนน และตัดสินใจทันที ๑๑. ความรู (Knowledge) รอบรูนโยบายของหนวยเป็นอยางดี ๑๒. ความจงรักภักดี (Loyalty) มีความจริงใจ ๑๓. การรูจักกาลเทศะ (Tact) ความแนบเนียน รูจักการผอนหนัก ผอนเบา ๑๔. ความไมเห็นแกตัว (Unselfishness) เสียสละและไมท าใหผูอื่น เดือดรอน ๑๕. ความมองการณ์ไกล (Vision) ตองมีวิสัยทัศน์ ๑. จักตนเอง หาหนทางปรับปรุงตนเองอยูตลอดเวลา ๒. มีความสามารถ ทั้งทางเทคนิค และทางยุทธวิธี ๓. แสวงหาความรับผิดชอบ มีความรับผิดชอบในงาน ๔. ตัดสินใจอยางถูกตอง และทันตอเหตุการณ ์ ๕. ท าตัวเป็นตัวอยาง ตอผูใตบังคับบัญชา ๖. รูจักผูใตบังคับบัญชา และใหการสวัสดิการแก ผูใตบังคับบัญชา ๗. แจงเรื่องราวที่เกี่ยวของ ใหผูใตบังคับบัญชาทราบ ๘. พัฒนา ผูใตบังคับบัญชาใหมีความรับผิดชอบ ๙. มั่นใจ วาผูใตบังคับบัญชาเขาใจภารกิจที่ไดรับมอบ ๑๐. ฝึกผูใตบังคับบัญชา ใหรูจักท า งานเป็นหมูคณะ ๑๑. ใชหนวยปฏิบัติภารกิจ ตามขีดความสามารถที่มีอยู ลักษณะของการเป็นผู้น าทางทหาร ๑๕ ประการ หลักการของการเป็นผู้น า ๑๑ ข้อ
ตารางคุณลักษณะผูน า ทางทหาร ๑๕ ประการและ หลักการ ของผูน า ทางทหาร ๑๑ ขอ มิไดชี้ใหเห็นถึงความแตกตางหรือ เปรียบเทียบซึ่งกันและกันแตหมายความถึงวาผูน าทางทหารที่ มีคุณลักษณะ ๑๕ ประการยังตองมีหลักการของผูน าทางทหาร อีก ๑๑ ขอ ใหน า ไปเป็นหลักการและปฏิบัติ ไปพรอมกัน ถึงแมวาคุณลักษณะผูน า ทางทหารที่ก าหนดขึ้น ทั้ง ๑๕ ป ร ะ ก า ร แ ล ะห ลั ก ก า ร ข อง ผู น า ท างทห า ร ๑๑ ข อ เป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของทหารทุกเหลาทัพก็ตาม ตอมา ภายหลังแตละเหลาทัพไดก าหนดลักษณะเฉพาะอันเป็น อัตลักษณ์ของแตละเหลาทัพไวเชนกัน โดยเรียกวา“คานิยม หลัก” (Core Values) ตามภารกิจและลักษณะวัฒนธรรม องค์กรของทหารแตละเหลาทัพ ยิ่งไปกวานั้น ในคานิยมหลัก ของแตละเหลาทัพนั้น ไดยึดแบบมาจากคุณลักษณะผูน า ทาง ทหารที่ก าหนดขึ้นทั้ง ๑๕ ประการและหลักการของผูน า ทาง ทหาร๑๑ขอและยังเลียนแบบคานิยมหลักของกองทัพ สหรัฐอเมริกาเชนเดิม ดังรายละเอียดตอไปนี้ ค่านิยมหลักกองทัพบก (Royal Thai Army) กองทัพบก กลาวถึงคานิยมหลักของกองทัพบก เพื่อเป็นแนวทางใหทหาร ของกองทัพบกยึดเป็นหลักใน กา รปฏิบัติภ ารกิจของ กองทัพบก ทั้งในยามสงบและยามศึก ก าหนดไว ๗ ประการ ดังนี้ (ศูนย์พัฒนาหลักนิยมและยุทธศาสตร์. กรมยุทธศึกษา ทหารบก, ๒๕๕๕) ๑) ความจงรักภักดี (Loyalty) หมายความถึงความ ศรัทธา อยางแทจริงตอสถาบันชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็น สถาบันสูงสุดของประเทศ ตลอดจนกองทัพบกและหนวยของตน ๒) หนาที่ (Duty) หมายถึง การท าหนาที่ใหส าเร็จ และท า หนาที่เพื่อหนาที่ ๓) การใหความเคารพ (Respect) หมายถึง การใหความ เคารพและใหการดูแลประชาชนของประเทศ และกระท าตอ พวกเขาเสมือนหนึ่งเป็นพี่นองของเรารวมทั้งการ ใหความ เคารพตอกฎหมาย ของประเทศ และไมกระท าการอันเป็นการ ละเมิดตอกฎหมายของบานเมืองเป็นอันขาด ๔) การอุทิศตนโดยไมเห็นแกตัว (Selfless Service) หมายถึง การยอมเสียสละตนเองเพื่อน าประเทศชาติไปสูความ ผาสุกและรับใชประเทศชาติประชาชน ตลอดจนหนวย ของตน อยางดีที่สุดโดยไมรูจักเหน็ดเหนื่อย ๕) ความมีเกียรติ (Honor) หมายถึงการด าเนินชีวิต ดวย การปฏิบัติตัวอยางมีเกียรติมีศักดิ์ศรีและยึดถือคานิยมของ กองทัพบกเป็นหลักประจ าใจ ๖) การยึดถือหลักคุณธรรม (Integrity) หมายถึง การท าใน สิ่งที่ถูกตอง ทั้งกฎหมาย และศีลธรรม ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๓๑
๓๒ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ๗) ความกลาหาญสวนบุคคล (Personal Courage) หมายถึง การกลาที่จะเผชิญกับความกลัวอันตรายตาง ๆ หรือ ความ ล าบากยากแคนทั้งทางกายและใจและกลาที่จะเผชิญกับความ รับผิดชอบในสิ่งที่ตนไดกระท าลงไป จากการสังเกตคานิยม หลักของแตละเหลาทัพเปรียบเทียบกับคุณลักษณะผูน าทาง ทหาร ๑๕ ประการ จะเห็นไดอยางชัดเจนวา แม ขอก าหนดของแตละเหลาทัพจะมีไมครบ ๑๕ ประการแตใน แตละขอ มีค าอธิบายที่บรรจุ ครอบคลุมคุณลักษณะผูน าทาง ทหาร ๑๕ ประการ ซึ่ง สอดแทรกไวอยูทั้งหมดอยางครบถวน คานิยมหลักของกองทัพอากาศและกองทัพเรือ ใชตัวอักษรยอ ที่แสดงความหมายที่เกี่ยวของ กับภารกิจของตน กลาวคือตัว ยอ AIR หมายถึง อากาศ ซึ่งแสดงความหมายเป็นนัยวา หมายถึง “กองทัพอากาศ”ตัวยอ SAIL หมายถึง การเดินเรือ ซึ่งแสดง ความหมายเป็นนัยวา “กองทัพเรือ” สวนกองทัพบก ไมมีตัวยอก าหนด เป็นเพียงการก าหนดเป็นคานิยมหลักไว ๗ ประการเทานั้น โดยมีความคลายคลึงกับคานิยมหลัก กองทัพบกสหรัฐอเมริกาทุกประการ ไดแก Loyalty (ความ ภักดี) Duty (หนาที่) Respect (ความเคารพ) Selfless Service (การอุทิศตน) Honor (เกียรติ) Integrity (คุณธรรม) และ PersonalCourage (ความกลาหาญสวนบุคคล)(Reserve Officers Training corps, n.d.; The United States Army, n.d.) อยางไรก็ตามแมแตละเหลาทัพจะก าหนดคานิยมหลักให มีเป็นอัตลักษณ์ที่ชัดเจนแตก็ยังคงประยุกต์จาก คุณลักษณะ ผูน าทางทหาร ๑๕ ประการ แมวาคุณลักษณะผูน า ทางทหาร ๑๕ ประการ จะริเริ่มจากสภาวการณ์ไมปกติหรือในภาวการณ์ สูรบ และยังไดรับอิทธิพลจากแนวคิดจากกองทัพของ สหรัฐอเมริกาในยุคสงครามก็ตาม แตในสภาวการณ์ปกติ คุณลักษณะผูน า ทางทหาร ๑๕ ประการ ยังคงเป็นสิ่งจ าเป็น ตอความเป็นทหารมืออาชีพเสมอ (Military Professionalism) ในยามสงบนั้น ทหารตองรับการฝึกอบรม ใหมีความรูความช านาญ เมื่อถึงคราว จ าเป็นตองเตรียมก าลัง รบใหพรอมรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน อันอาจเกิดจากภัยทั้งภายใน และภายนอกเพื่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ทหาร ตองปฏิบัติหนาที่ตอผูบังคับบัญชาโดยเครงครัด ซื่อตรง และจงรักภักดีไมกระท าการใด ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ตอความสงบ สุขและความเจริญ ท าแตความดีสิ่งที่เป็นคุณ กระท าตนใหเป็น แบบอยางที่ดีแกพลเมือง ไมประพฤติการใด ๆ ใหถูกติเตียน และดูถูกยอมสละชีวิต เพื่อด ารงไวเพื่อประโยชน์โดยรวมของ ชาติในยามศึกสงคราม คุณลักษณะผูน าทางทหารยิ่งมีความ จ าเป็นอยางยิ่ง ตัวอยาง เชน ทหารตองปฏิบัติหนาที่โดย ไมฝุาฝืนค าสั่ง ตองอดทน กลาหาญไมคิดถึงความเหนื่อยยาก ไมยอมแพขาศึกงายๆ ตองสามัคคีกลมเกลียวกันอยางจริงใจดัง เพื่อนรวมตาย และเมื่อถูกจับเป็นเชลยทหารตองไมตอบ ค าถามใด ๆ แกขาศึก นอกจากยศ นาม เครื่องหมายประจ าตัว เทานั้น การไมตอบ ค าถามอยางอื่นยอมเป็นเกียรติศักดิ์ อันหนึ่งของทหาร (โรงเรียนจาอากาศ, ๒๕๕๖) คุณลักษณะผูน า ทางทหาร๑๕ ประการตามที่กลาวมา ขางตน เพียงพอตอการสรางคุณลักษณะผูน าทางทหารไทย ที่พึง ประสงค์แตมิติที่ผูเขียนเห็นวาขาดหายไป คือ มิติความเป็น คุณลักษณะ ตามแนวคิดแบบสังคมไทย เชน ความจงรัก ภักดี ส าหรับทหารไทยตองค านึงถึงชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ เป็นตน สิ่งหนึ่งที่แตกตางอยางชัดเจน มากที่สุดระหวาง แนวคิดคุณลักษณะผูน าทางทหารแบบไทยกับแบบอเมริกัน คือความจงรักภักดีตอศาสนาและ พระมหากษัตริย์เพราะ ระบบการปกครอง กฎหมาย และสังคมวัฒนธรรมที่แตกตาง กัน ดังนั้น การรับเอาแนวคิดจาก อเมริกาควรประยุกต์ปฏิบัติ ใหมีความชัดเจนเหมาะกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมแบบไทย เพื่อความเขาใจงายและตองมีการประเมินผลติดตามดวย //แหลงที่มา aw๐๘.pdf (bu.ac.th)
หลังจากผ านความลุ มๆ ดอนๆ ในปี ๒๕๖๕ เศรษฐกิจโลก ก าลังเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสในปี ๒๕๖๖ ตั้งแตการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงการที่จีนเปิด ประเทศ ขณะที่ เศรษฐกิจไทยปี ๒๕๖๖ มีแนวโนมฟื้นตัว ต อเนื ่อง และกลับมาอยู ในระดับเดียวกับช วงก อน วิกฤตโควิดเป็นที่เรียบรอย แตภายใตการฟื้นตัวดังกลาว ยังมีความเสี่ยงใหญและความไมแนนอนอีกมากรออยู ขางหนา ไมวาจะเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่อาจเขาสู ภาวะถดถอย (Recession) ความเสี่ยงจากปัญหาภูมิ รัฐศาสตร์ ที่อาจจะแบงเศรษฐกิจโลกออกเป็นสองขั้ว ทั้งหมดนี้นับเป็นความทาทายตอเศรษฐกิจไทย หากมองในภาพใหญของเศรษฐกิจโลก เว็บไซต์ อัลจาซีรา รายงานวาเมื ่อผลกระทบรุนแรงที่สุดจาก โควิด-๑๙ ลดนอยลง และนโยบายโควิดเป็นศูนย์อัน เขมงวดของจีน กลายเป็นตัวสรางความโกลาหลรอบใหม ใหกับซัพพลายเชนโลก ราคาอาหารและพลังงานพุงสูง เงินเฟูอในหลายประเทศทะลุระดับสูงสุดในรอบสี่สิบปี ปี ๒๕๖๕ ถือเป็นปีแหงความผันผวน ขณะที่เศรษฐกิจโลกก าลังมุงหนาสูความปั่นปุวนใน ปี ๒๕๖๖ อีกเชนกัน ทั้งสงครามของประธานาธิบดี วลาดิ มีร์ปูตินแหงรัสเซีย ที่จะสรางความเสียหายใหกับตลาด อาหาร และพลังงานตอไป และการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่สรางความเสียหายตอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ส าหรับ ปัจจัยบวก การที่จีนเปิดประเทศอีกครั้งหลังปิดมาสามปี ชวยหนุนเศรษฐกิจโลกถูกบดบังดวยความกลัววา โควิด๑๙ ที่แพรกระจายอยางรวดเร็วในหมูพลเมืองจีน ๑.๔ พันลานคน จะท าใหเกิดสายพัน ธุ์ใหม ที ่อันตราย กวาเดิม ทั้งนี้แนวโนมเศรษฐกิจโลกที ่ตองจับตาในปี ๒๕๖๖ ประกอบดวย ๑. เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย คาดวา เงินเฟูอ จะลดลงทั่วโลกในปี ๒๕๖๖ แต ความเสียหายยังมีสูง กองทุนการเงินระหวางประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดวา เงินเฟูอโลกจะทะลุ ๖.๕% ในปีนี้ ลดลงจาก ๘.๘% ในปี ๒๕๖๖ ขณะที ่ เขตเศรษฐกิจ ก าลังพัฒนาลดลงนอยกวา เงินเฟูอนาจะเบาลงเล็กนอย มาอยูที่ ๘.๑% ในปี ๒๕๖๖ เศรษฐกิจโลกปี ๖๖ ‘ป่ วน’! ไทย ห่วงปัจจัยเสี่ยง ศก.โลกถดถอย-ปมภ ู ม ิ ร ั ฐศาสตร ์ กรม สน.พล.ร.๙ ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๓๓
๒. เศรษฐกิจชะลอตัวและถดถอย ขณะที่เงินเฟูอคาดวาออนตัวลงในปีนี้ การเติบโต ทางเศรษฐกิจก าลังชะลอตัวลงอยางรวดเร็วควบคูกับ การขึ้นอัตราดอกเบี้ย กองทุนการเงินระหวางประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินวาเศรษฐกิจโลกปี ๒๕๖๖ จะขยายตัว แค ๒.๗% ลดลงจาก ๓.๒% ในปี ๒๕๖๕ องค์การเพื่อ ความรวมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ประเมินไวต่ ากวา ปีนี้เศรษฐกิจโลกขยายตัว ๒.๒% จาก ๓.๑% ในปี ๒๕๖๕ ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจ โลกปี ๒๕๖๕ ขยายตัว ๒.๙% สวนปี ๒๕๖๖ - ๒๕๖๗ ก็ราวๆ นั้น นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองโลกในแงราย มากกวา เชื่อวาเผลอๆ ปี ๒๕๖๖ เศรษฐกิจโลกอาจถดถอย สามปี หลังเกิดความเสียหายจากโควิด - ๑๙ ระบาด เนื ่องจากการผสมโรงกันระหวางเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟูอสูง และการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ๓. จีนเปิดประเทศ หลังล็อกดาวน์อยางเขมงวด และปิดประเทศมา เกือบสามปี หลายวันกอนจีนเริ่มผอนคลายนโยบายโควิด เป็นศูนย์ที่เคยเขมงวด การที ่จีนซึ ่งมีขนาดเศรษฐกิจ ใหญเป็นอันดับสองของโลกเริ่มเปิดประเทศตั้งแตวันที่ ๘ ม.ค. ถือเป็นโมเมนตั ่มใหม ใหการฟื้นตัวของโลก ความตองการของผูบริโภคจีนที่ฟื้นคืนมา จะสรางแรง หนุนใหกับประเทศผูสงออกรายใหญ อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และสิงคโปร์ ๓๔ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
อางอิง : https://www.bangkokbiznews.com ๔. บริษัทล้มละลาย แมเศรษฐกิจเสียหายหนักจากโควิด - ๑๙ และ การล็อกดาวน์ แตในความเป็นจริงระหวางปี ๒๕๖๓ - ๒๕๖๔ การลมละลายลดลงในหลายประเทศ เนื่องจากการ ตกลงกันนอกศาลกับผูใหกูและมาตรการกระตุนขนาน ใหญของรัฐบาล ตัวอยางเชนในสหรัฐ ปี ๒๕๖๔ ธุรกิจ ๑๖,๑๔๐ แหงยื่นขอลมละลาย ปี ๒๕๖๓ จ านวน ๒๒,๓๙๑ รายเทียบกับ ๒๒,๙๑๐ รายในปี ๒๕๖๒ แตเท รนด์นี้ก าลังสวนทางในปี ๒๕๖๖ ท ามกลางราคา พลังงานและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น บริษัทประกันสินเชื่อ Allianz Trade ประเมินวาการลมละลายทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น กวา ๑๐% ในปี ๒๕๖๕ และ ๑๙% ในปี ๒๕๖๖ สูงกวา ระดับกอนโควิดมาก ๕. โลกาภิวัตน์สั่นคลอน ความพยายามถอยหางจากโลกาภิวัตน์เรงตัวขึ้นในปี ๒๕๖๕ สอเคาตอเนื่องมาถึงปี ๒๕๖๖ เมื่อสงครามการคา และสงครามเทคโนโลยีระหวางสหรัฐกับจีน ที่เปิดตัว ภายใตรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมปราวลึก ยิ่งขึ้นในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน เดือน ส.ค. ไบเดนลงนาม กฎหมายชิพและวิทยาศาสตร์ สกัดสงออกชิพทันสมัย และอุปกรณ์การผลิตชิพไปยังจีน พุงเปูาสกัดการพัฒนา อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการสงเสริมพึ่งตนเองใน การผลิตชิพของจีน ไทยห่วง “๒ ปัจจัยเสี่ยงนอก” รั้งเติบโต นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ อาวุโส ประจ าประเทศไทย ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กลาววาเวิลด์แบงก์ไดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี ๒๕๖๖ วาจะขยายตัวในระดับ ๓.๖% ขณะเดียวกันยังมีสิ่งที่นา หวงอีกคือ หนี้ครัวเรือน และหนี้เอกชนในประเทศ โดยเฉพาะหนี้เอสเอ็มอี ตางๆที่อยูระดับสูง จากตนทุน ราคาสินคาที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นมองวา ภาครัฐควรเรงเขาไป ดูแล แตการเขาไปดูแลจ าเป็นตองดูแบบเฉพาะเจาะจงมาก ขึ้น และจ ากัดกลุมเปูาหมายในการชวยเหลือ ช็อคแรกกระทบเศรษฐกิจจากขึ้นดอกเบี้ย นายพชรพจน์ นันทราม าศ ผูช วยก รรมก า ร ผูจัดการใหญ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยวา Krungthai COMPASS คาดการณ์ เศรษฐกิจไทย ปี ๒๕๖๖ คาดวา จะขยายตัวอยูที่ ๓.๔% ปัจจัยบวกหลักๆ ม า จ า ก ท อง เ ที ่ย ว ที ่ก ลับ ม า ฟื้น ตัว ดีขึ้น ส ง ผ ล คาดการณ์ทองเที่ยวมาสู ๒๑.๔ ลานคนปีนี้ แตหากจีน เปิดประเทศเร็วขึ้น คาดนักทองเที่ยวอาจเพิ่มขึ้น เป็น ๒๒.๕ ลานคน อย างไรแมภาพจะมีมุมบวกมากขึ้น แตเศรษฐกิจไทยปีหนา ยังเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้น จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้นเหลานี้อาจกระทบต อการขยายตัวสงออกให ลดลงได จากที่ประเมิน ๑.๒% ดังนั้น ยังคงการคาดการณ์จี ดีพีไวที ่ระดับเดิม ๓.๔% ก อนจนกว าจะเห็นภาพ เศรษฐกิจชัดเจนขึ้นในชวงตนปีหนา ห่วงส่งออกพลาดเป้า นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผูชวยผูวาการ สายองค์กร สัมพันธ์ ธนาคารแหงประเทศไทย(ธปท.) กลาววา ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปีหนา หลักๆ มาจากความเสี่ยง จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ที่อาจสงผลกระทบ ตอการขยายตัวของประเทศตางๆได ผานการสงออก ที่ตองจับตา สงผลให ธปท.ปรับประมาณการสงออก ลดลงมาก เหลือเติบโตเพียง ๑% ในปี ๒๕๖๖ อยางไรก็ตาม ดานปัจจัยบวก ที่เห็นชัดเจนส าหรับ เศรษฐกิจไทย คือตัวเลขนักทองเที่ยว ที่อาจมากกวาคาด ได จากการเรงเปิดประเทศของจีน ดังนั้นตองติดตาม หาก จีนเปิดประเทศไดเร็วโอกาสที่นักทองเที่ยวจะเขามาไทย เพิ่มขึ้นได ท าใหภาพรวมนักทองเที่ยวปีหนา อาจ มากกวาที่ ธปท.ประเมินไวที่ ๒๒ ลานคนได ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๓๕
การเมืองคืออะไร มีผูใหค าจ ากัดความไวหลาย ลักษณะ เชน เพลโต (Plato) และ อริสโตเติล (Aristotle) กลาววา การเมืองเป็นเรื่องของการแสวงหาความยุติธรรม และการด ารงชีวิตที ่ดี สวนฮอบส์ (Hobbs) เห็นวา การเมืองเป็นเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยของมนุษย์ เนื่องจากการที่มนุษย์ตองใชชีวิตอยูรวมกันในชุมชน การเมือง ถาปลอยใหตางคนตางท าตามใจชอบแลว จะ เกิดการแสวงหาประโยชน์สวนตัว และจะมีลักษณะ เลวราย ปุาเถื่อน น ามาซึ่งความไมปลอดภัยในชุมชน นั้นๆ มนุษย์ไมอาจอยูตามล าพัง จ าเป็นตองรวมกันอยู เป็นสังคม จึงมีผูกลาววามนุษย์เป็น “สัตว์สังคม” ใน สังคมมนุษย์ไมวาจะอยูในสมัยใดและรูปแบบใดก็ตาม จ าเป็นตองมีการจัดกระบวนการในการอยูรวมกันภายใต อ านาจแหงรัฐนี้ ไมวาจะด าเนินการภายใตรูปแบบใดก็ ถือวาเป็นการเมือง ดังที่เอสตัน (Eston, ๑๙๖๕) ไดใหความหมาย ของการเมืองวาเป็นการกระท าของมนุษย์ที่ตอบโตกัน อันเกี่ยวของกับอ านาจและการแจกแจงสิ่งที่มีคุณคา ส าหรับสังคม จะเกี่ยวของกับการตัดสินใจของประชาชน หรือสิ่งที่รัฐบาลไดตัดสินใจใหประชาชน และผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ ถาหากสังคมใดไมมีกฎเกณฑ์การแจกแจง ไมมีกติกาที่ตกลงเป็นที่พอใจของสมาชิกในสังคมแลว ย อมจะเกิดความปั ่นปุวนและอาจตองใชการตัดสิน ดวยก าลัง ม.พัน.๑๙ พล.ร.๙ ๓๖ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
จะเห็นไดวา การเมืองมีความหมายกวางขวาง ครอบคลุมถึงการปฏิบัติหรือกิจกรรมซึ ่งเกี ่ยวของกับ กฎเกณฑ์ (rule) อ านาจ (power) อ านาจหนาที่ (authority) ในสังคม การตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสรรสิ่ง ที่มีคุณคาในสังคมทั้งทรัพยากรและคานิยมทางสังคมให เหมาะสม เมื่อน ามาพิจารณาถึงความสัมพันธ์ของ การเมืองกับการศึกษา จะเห็นวามีความสัมพันธ์ เกี่ยวของกันอยางแยกไมออก เพราะการศึกษาเป็น กระบวนการถายทอดความรู วัฒนธรรม พัฒนาทักษะ และฝึกอบรมเพื่อน าไปสูการปฏิบัติงานในสังคม การ ปฏิบัติงานของสถาบันทางการเมืองและสถาบันทาง การศึกษาจึงมีอิทธิพลตอการวางรากฐานซึ่งกันและกัน สวนสังคมที่ก าลังพัฒนา การศึกษามีสวนส าคัญอยาง มากในการสรางความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจใน ลักษณะที่เป็นการพัฒนาใหสภาพแวดลอมทางสังคมและ ชีวิตทางเศรษฐกิจของประชาชนดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะ เอื้ออ านวยตอการพัฒนาทางการเมืองเพราะเมื่อ ประชาชนมีสภาพชีวิตที ่ดี ก็ย อมใหความสนใจต อ การเมือง และตองการมีสวนรวม และเมื่อระบบการศึกษา ขยายออกไปรับใชประชาชนมากขึ้น ท าใหเกิดการ รวมกลุมผลประโยชน์ เป็นกลุมที่มีพลังส าคัญกลุมหนึ่งใน ระดับทองถิ่น และระดับชาติ การเมืองของกลุม ปัญญาชนเหลานี้เป็นการเมืองในระดับน าที่มีผลตอ นโยบายการพัฒนาประเทศมากที่สุด ซึ่งแสดงใหเห็นวา ระบบการศึกษาไดท าหนาที่ทางการเมืองใหกับระบบ การเมืองหลายประการ เชน สถาบัน การศึกษาชวย ปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองขั้นพื้นฐานไปสูประชาชน และชวยสรางสรรค์ใหเกิดอุดมการณ์ทางการเมืองใหมๆ ขึ้นมา ซึ่งจะมีบทบาทอยางมากตอการพัฒนาอุดมการณ์ ของชาติ ระบบการศึกษาชวยเตรียมพลเมืองที่รูหนังสือ ท าใหเกิดการสื่อสารทางการเมืองไดอยางมีประสิทธิภาพ และมีการพัฒนาไปเป็นล าดับขั้นตอน ชวยสรางใหเกิด ผูน าทางการเมืองที่มีคุณภาพ และคุณธรรม การอบรมกล อมเกลาทางการเมือง (Political Socialization) เป็นกระบวนการสังคมประกฤตหรือ การกลอมเกลาทางสังคม (Socialization Process) ซึ่ง เป็นกระบวนการที่กวางขวางรอบดาน การอบรมกลอม เกลาทางสังคมเป็นการอบรมบมนิสัย สั่งสอนสมาชิก ของสังคมทั้งดานครอบครัว เศรษฐกิจ อนามัย ศาสนา นันทน าก า ร ภ าษ า และก า รสื่อ สา ร ก า รศึกษ า วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีรวมทั้งเรื ่องการเมือง เปูาหมายที่ส าคัญของการอบรมกลอมเกลาทางสังคม คือการสรางความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันใหแกสมาชิกใน สังคม และจะสงผลใหสมาชิกของสังคมมีพฤติกรรมที่ เหมาะสมสอดคลองกับความตองการของสังคมนั้นๆ ใน ท านองเดียวกันการที่จะใหคนในสังคมมีพฤติกรรมทาง การเมืองสอดคลองกับเปูาหมายของระบบการเมืองตางๆ ไดนั้น ยอมตองมีการอบรมกลอมเกลาทางการเมืองใหแก สมาชิกของสังคมนั้นดวย โคลแมน กลาวไววา การอบรมกลอมเกลาทาง การเมืองเป็นกระบวนการที่บุคคลไดมาซึ่งเจตคติ และ ความรูสึกตอระบบการเมือง และตอบทบาทของตนใน ระบบการเมือง ทั้งนี้รวมถึงการมีความรู ความเขาใจ (Cognition) ความรูสึก (Feeling) การมีความจงรักภักดี และความส านึกผูกพันในฐานะเป็นพลเมือง (Sense of Civic Obligation) และความรูสึกในความสามารถ ทางการเมือง (Sense of Political Competence) รู วาตนเองมีบทบาททางการเมืองอยางไรในฐานะที่ตน เป็นสมาชิกของสังคมการเมืองนั้น อัลมอนด์และเวอร์บา (Almond and Verba) กลาววา ประสบการณ์กอนวัยผูใหญ (Pre-adult) เป็น แหลงที่มาของเจตคติทางการเมืองและแบบแผนอ านาจ สภาพการณ์ทางสังคมในชวงกอนวัยผูใหญมีบทบาทเป็น หัวเลี้ยวหัวตอเกี่ยวกับรูปแบบของความโนมเอียงทาง การเมือง โดยมีสถาบันที่มีอิทธิพลตอประสบการณ์ใน วัยเด็ก คือ ครอบครัวและโรงเรียน ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๓๗
อางอิง : https://edoffice.kku.ac.th จะเห็นไดวาการอบรมกลอมเกลาทางการเมือง มี ความส าคัญต อการวางรากฐานทางการเมืองการ ปกครองใหแกเยาวชนของประเทศเป็นอยางมาก และดัง ไดกลาวแลววา คนเราตองใชเวลาอยูในสถาบันการศึกษาไม นอยกว า ๑๐ ปี ดังนั้นการใหความส าคัญต อการ อบรมกลอมเกลาทางการเมืองในสถาบันการศึกษา ตั้งแตระดับเริ ่มแรก คือ ระดับโรงเรียน จึงเป็นสิ ่งที่ รัฐบาลจะตองใหการสงเสริมสนับสนุน การเรียนรูทาง การเมืองการปกครองในระบบประชาธิปไตยไดอยาง ถูกตอง จึงเป็นความจ าเป็นที่ครู ผูสอนจะตองมีความรูวา เด็กมีความสามารถที่จะเรียนรูสาระทางการเมืองไดตาม ขั้นตอนของชวงอายุระดับตาง ๆ ซึ่งจะสอดคลองกับ ล าดับพัฒนาการจากวัยเด็กไปสูความเป็นผูใหญดาน การเมือง คือ วัยเด็กตอนต้น (อายุ ๕-๙ ปี) สังคมแรกที่เด็กสัมผัสคือ ครอบครัว เมื่อออกจากครอบครัว เด็กจะไดสัมผัสกับ สังคมภายนอก เช น โรงเรียน ช วงนี้เด็กเริ ่มรูจัก สัญลักษณ์ของชาติ เชน ธงชาติ ถือไดวาเป็นชวงแรกที่ เกิดความรูสึกทางการเมืองและสามารถเรียนรูทาง การเมืองไดรวดเร็วมากแตยังไมลึกซึ้ง กระบวนการ อบรมกลอมเกลาในระยะแรก มีลักษณะคอยเป็นคอยไป การพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยในเด็กระดับนี้ควร เนนที่อารมณ์ ความรูสึก เจตคติ และจิตใจมากกวาดาน ความรู วัยเด็กตอนปลาย (อายุ ๙-๑๓ ปี) ความคิด ความเขาใจการเมืองจะกาวไปสูลักษณะคลายผูใหญ เป็นกาวส าคัญที่สุดของการเรียนรูทางการเมือง โดยเฉพาะเด็ก อายุ ๑๐-๑๑ ปี จะเริ่มเขาใจการเมืองในลักษณะ นามธรรม (abstract ideas) มีความคิดที่สัมพันธ์กัน อยางเป็นระบบมากขึ้น เด็กสามารถแยกบทบาททาง การเมืองของบุคคลไดและมีความรูขาวสารการเมือง เพิ่มขึ้น เด็กอายุ ๑๐-๑๑ ปี จะเขาใจระบบการเมือง รอบๆ ตัวไมแตกตางจากผูใหญมากนัก วัยรุ่น (อายุ ๑๓-๑๘ ปี) เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการทั่ว ๆ ไป ดานกายภาพ จิตภาพ และสังคม การเปลี ่ยนแปลงของวัยรุ นเป็นการเปลี ่ยนแปลงเพื ่อ เตรียมตัวเขาสูวัยผูใหญ วัยรุ นมีความตองการอิสระ จากครอบครัว สัมพันธภาพกับครอบครัวนอยลงแต กลับไปมีสัมพันธภาพกับกลุมเพื่อนมากขึ้น ความสัมพันธ์ แบบนี้หาไมไดในครอบครัว เพราะในครอบครัวมีความ สัมพันธ์กันแบบเบื้องบนลงสู เบื้องล าง (top-down) แต ในกลุ มเพื ่อนเป็นความสัมพัน ธ์แบบแน วราบ (horizontal) ซึ่งเป็นการลดชองวางในครอบครัว วัยรุนจึงเป็นวัยที่แสวงหาความรูใหมๆ ดังนั้นการเรียนรูใน โรงเรียนตั้งแตระดับมัธยมศึกษาตอนตนถึงมัธยมศึกษาตอน ปลาย สามารถจัดการเรียนการสอน เรื่องการเมืองการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยไดโดยตรง วัยผู้ใหญ่ (อายุ ๑๘ ปีขึ้นไป) เป็นวัยที่มีพฤติกรรม ทางการเมืองจากพื้นฐานที่สั่งสมมาตั้งแตวัยเด็ก การอบรม กลอมเกลาทางการเมืองใหเด็กตั้งแตตน เป็นการก าหนด พฤติกรรมทางการเมืองในวัยผูใหญตอมา มีหลักฐาน การวิจัยยืนยันวา การเรียนรูทางการเมืองที่เด็กเรียนรู ระหวางอยูในชวงของการเรียนตอนตน ๆ มักจะมีผลตอ พฤติกรรม ทางดานการเมืองตอนเป็นผูใหญมากกวา แนวความคิดและทัศนะที่บุคคลเรียนรูในชวงหลังของ ชีวิต ๓๘ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖
วิถีชีวิตของคนไทยในสังคมไทย ซึ่งเป็นแบบแผน ของการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาน และการแสดงออกถึง ความรูสึกนึกคิดในสถานการณ์ตางๆ ที่สมาชิกในสังคมไทย สามารถรู เขาใจ ซาบซึ้ง ยอมรับ และใชปฏิบัติรวมกันใน สังคมไทย ไดแก ๑. ภาษา และวัฒนธรรม หมายถึง ภาษาไทยที่ใช ในการพูดและการเขียนรวมทั้งงานประพันธ์ที่สรางสรรค์ที่ มีการบันทึกไวเป็นลายลักษณ์อักษร และไมเป็นลาย ลักษณ์อักษร ๒. มารยาท หมายถึง การประพฤติปฏิบัติระหวาง บุคคลตjอบุคคลที่สังคมยอมรับ ไดแก มารยาททางกาย และมารยาททางวาจา ๓. การแตงกาย หมายถึง เครื่องนุงหมที่แสดงถึง ความเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ๔. ประเพณีและพิธีทางศาสนา หมายถึง กิจกรรมที่ ปฏิบัติในวันส าคัญตางๆ ๕. ศิลปกรรม หมายถึง งานศิลปหัตถกรรม จิต กรรม สถาปัตยกรรม และประติมากรรม ๖. การแสดงและการละเลน หมายถึง การละเลน และของเลนของไทย ดนตรีไทย เพลงไทยประเภทตางๆ และศิลปะการ แสดงของไทย วัฒนธรรมไทย : ด้านการแต่งกาย วัฒนธรรมไทยดานการแตงกาย ตั้งแตในอดีตมานั้น คนไทยมีเอกลักษณ์ดานการแตงกายที่ใชผาไทยซึ่งท า จากผาไหม ผาทอมือตางๆ น ามาท าเป็นผาสไบส าหรับผู หญิงไทย สวนผูชายก็มีการแตงกายที่นิยมส าหรับ ชาวบานก็คงหนีไมพนผาขาวมา ซึ่งนิยมใชมาตั้งแตสมัย โบราณจนถึงปัจจุบันก็ยังมีอยู ตัวอยาง ในสมัยอยุธยาตอนปลายนั้นหญิงไทยจะ นุงโจงกระเบนสวนเสื้อรัดรูปแขนกระบอก ผูชายจะนุง ผามวงโจง สวม เสื้อคอปิด ผาอกแขนยาว โดยปกติจะไม นิยมใสเสื้อ ซึ่งในปัจจุบันนี้เราหาแทบไมไดแลวส าหรับการแตง กายแบบนี้ เนื่องจากคนไทยสมัยปัจจุบันนิยมแตงกาย ตามแบบนิยม ตามชาวยุโรปซึ่งท าใหกายแตงกายแบบ อดีตเริ่มเลื่อนหายไปมาก วิถีชีวิตของคนไทย ช.พัน.๙ พล.ร.๙ ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ I ๓๙
วัฒนธรรมไทย : ด้านภาษา ประเทศไทยมีภาษาเป็นของตนเองมาตั้งแตอดีต จนถึงปัจจุบันเนื่องจากประเทศไทยไมเคยตกเป็นเมืองขึ้น ของประเทศใดในโลก ท าใหเรามีภาษาไทยใชมาจนถึง ปัจจุบัน และในประเทศไทยก็มีภาษาทางการ คือภาษา กลาง ซึ่งคนในประเทศไมวาจะอยูในภาคไหนก็สามารถ สื่อสารกันไดดวยภาษากลางนั่นเอง เพราะในประเทศ ไทยเรามีถึง ๔ ภาคหลัก และในแตละภาคก็ใชภาษาที่ แตกตางกันไปบาง ดังนั้นเพื่อใหคนไทยสามารถสื่อสาร ตรงกันไดเราจึงมีภาษากลางเกิดขึ้นนั่นเอง วัฒนธรรมไทย : ด้านอาหาร วัฒนธรรมที่มีความส าคัญกับคนไทยไมนอยไปกวา วัฒนธรรมดานการแตงกาย และวัฒนธรรมดานภาษาคือ วัฒนธรรมดานอาหาร ซึ่งวัฒนธรรมดานอาหารของคน ไทยนั้นก็มีมาตั้งแตสมัยอดีตจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งแตละ พื้นที่จะมีลักษณะอาหารการกินที่แตกตางกันออกไป แต โดยรวมแลวเราจะเรียกวาวัฒนธรรมอาหารไทย ซึ่ง อาหารไทยนั้นมีมากมายที่ขึ้นชื่อของไทย และโดงดังไปทั่ว โลก ไมวาจะเป็น ตมย ากุง ผัดไทย เป็นตน อาหารถือ เป็นวัฒนธรรมอีกอยางหนึ่งของไทย ที่คนไทยควร ให ความส าคัญ และถือวาอาหารไทยก็ไมแพอาหารของชน ชาติใด วัฒนธรรมไทย : ด้านศิลปกรรม ถือเป็นภูมิปัญญาไทยที ่ส าคัญ โดยเป็นผลงานที่ สรางขึ้นเพื ่อความสวยงามก อใหเกิดความสุขทางใจ สวนใหญจะเป็นงานที่สรางสรรค์ขึ้นดวยแรงบันดาลใจ จากพุทธศาสนา และเป็นการแสดงความเคารพ และจงรัก ภักดีตอพระมหากษัตริย์ไดแก ผลงานที่ปรากฏตามวัดวา อารามตางๆ เรือนไทยที่มีลักษณะเฉพาะพิเศษ ศิลปกรรม ไทยที่ส าคัญไดแก สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม นาฏศิลป ดุริยางคศิลป วรรณกรรม ประเภทของวัฒนธรรม วัฒนธรรมทางวัตถุ คือ เครื่องมือ เครื่องใช ที่มนุษย์ใช ในชีวิตประจ าวันเพื ่อความสุขทางก าย อันไดแก ยานพาหนะ ที่อยูอาศัย ตลอดจนเครื่องปูองกันตัวให รอดพนจากอันตรายทั้งปวง วัฒนธรรมทางจิตใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเครื่องยึด เหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ เพื่อใหเกิดปัญญาและมีจิตใจที่ งดงาม อันไดแก ศาสนาศีลธรรม จริยธรรม คติธรรม ตลอดจนศิลปะ วรรณคดี และระเบียบแบบแผนของ ขนบธรรมเนียมประเพณี การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย เหลานี้คือวัฒนธรรมหลักๆ ที่เรามีอยูในประเทศไทย ซึ่งจริงๆ แลวเรายังมีวัฒนธรรมอีกมายมากเพียงแตอาจ จะใชกันในชุมชนหรือหมูบานของแตละทองถิ่น แตเมื่อเรามี วัฒนธรรมหลักที่เป็นของเราเองอยูแลวเราก็ควรอนุรักษ์ไว ใหเป็นเอกลักษณ์ของเรา ไมควรใหตางชาติมามีอิทธิพลตอ เ ร าม ากเกินไป เพ ร า ะ วันหนึ ่งเ ร าอ า จไม เหลือ วัฒนธรรมไทยอะไรใหจดจ าอีกเลย ฉะนั้นเรา มารวมกัน อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยไวเถิด เพื่อลูกหลานเราในอนาคต จะไดไมหลงลืมไป และพูดถึงประเทศไทยไดอยางเต็ม ความภาคภูมิใจในความเป็นไทยตลอดไป ๔๐ I ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๕๐ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖