The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kruteaw jinna, 2021-11-20 03:41:48

สื่อการเรียนการสอน คีตศิลปืไทย ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๓

หลักสูตรคีตศิลป์ไทย

สอ่ืสกือ่ ากราเรรเยี รนยี กนากราสรอสนอหนลหักลสกั ูตสรตู นรานฏาดฏรุดยิ รุ ายิ งาคงศคิลศปลิ ์ป์
ระรดะบัดมบั ธัมยธั มยศมึกศษึกาษตาอตนอตนน้ตน้ (ป(รปบั รปบั รปงุ รงุ พุทพธุทศธกัศรกั ารชาช๒๒๕๕๖๖๒๒) )

ชนั้ชมั้นธัมยธั มยศมึกศษกึ าษาปีทปี่ีท๓่ี ๑
กลกุ่มลกส่มุลาสุ่มราสะรากะรากะรากเรราเยี รรนยเี รรนยี วู้ รนิชวู้ ราิชคู้ชาตีพีชศคพี ลิ ตีคปศตี ์ไิลศทปิลยไ์ปทไ์ ยทย
ภาภคาวคชิวาชิ ดารุดยิ รุ ายิ งาคงไ์คทไ์ ยทย วิทวยทิ ายลาัยลนัยานฏาฏศลิศปลิ ป
สถสาถบานับบนั ณับณัฑฑติ พติ ฒพั ัฒนศนิลศปลิ ์ปก์ รกะรทะรทวรงววงฒัวัฒนธนรธรรมรม

สสือ่ ่อืกกาารเรรเยีรยีนนกการาสรสออนนหหลลกั กัสสตู ตูรนรนาฏาฏดดรุ ยิรุ ยิางาคงคศศลิ ิลปป์ ์
ระระดดบั บัมมธั ธัยยมมศศกึ ึกษษาตาตออนนตตน้ น้ (ป(ปรบัรบัปปรงุรงุ พพุททุธธศศกั กัรารชาช๒๒๕๕๖๖๒๒))

ชชั้น้ันมมธั ธัยยมมศศกึ กึษษาาปปีทีท่ี ๓่ี ๑
หลกั สตู รคตี ศลิ ปไ์ ทย ช้ันมธั ยมศึกษา ปที ่ี ๓

กกลลมุ่ ุ่มสสาาระระกการาเรรเยีรยีนนรวู้รวู้ชิ ิชาชาชพี พีคคตี ตีศศิลิลปป์ไทไ์ ทยย
ภภาคาคววชิ ชิาดาดรุ ยิรุ ยิางาคงคไ์ ทไ์ ทยย ววทิ ิทยยาลาลยั ยันนาฏาฏศศลิ ิลปป
สสถถาาบบนั นับบณั ณั ฑฑิตติพพฒั ัฒนนศศลิ ลิปป์ ก์ กระระททรวรวงวงวฒั ัฒนนธธรรรมรม

คานา

ส่ือการเรียนการสอนดุริยางค์ไทย ตามหลักสูตรนาฏดุริยางคศิลป์ระดับช้ันมัธยมศึกษา
ตอนต้น (ปรับปรุงพุทธศักราช ๒๕๖๒) ของกลุ่มสาระการเรียนรู้คีตศิลป์ไทย จัดทาข้ึนเพ่ือเป็น
แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาคีตศิลป์ไทย ซ่ึงมีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้
ค รู ผู้ ส อ น ส า ม า ร ถ จั ด กิ จ ก ร ร ม ใ ห้ บ ร ร ลุ ต า ม จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ที่ ก า ห น ด ไ ว้
ตลอดจนดาเนนิ การสอนไดอ้ ยา่ งมรี ะบบและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้
ของผู้เรียนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากย่ิงข้ึน อีกท้ังยังส่งผลให้
ผู้เรียนมีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์และแสดงออกได้อย่างอิสระตามความคิด การจัดทาสื่อ
การเรียนการอสนฉบับน้ีได้ยึดหลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช ๒๕๖๒ ของวิทยาลัยนาฏศิลป
เป็นแนวทางในการจัดทา แต่ได้ปรับปรุงสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเนื้อหา
รายวชิ า

การจัดทาสื่อการเรียนการสอนรู้ฉบับนี้ได้จัดทาระบบการเรียนการสอนท่ีเหมาะสม
กับกลุ่มผู้เรียน และให้เหมาะสมกับยุกต์สมัยท่ีมีการพัฒนาในการใช้เทคโนโลยีกับใช้การเรียน
การสอนของปัจจุบัน โดยท่ียังคงลักษณะการจัดการศึกษาตามหลักสูตรนาฏดุริยางค์ศิลป์
ระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาตอนตน้ พุทธศักราช ๒๕๖๒ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาผู้เรียน
ให้มีความสมดุลทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้
ความสามารถทางด้านศิลปะ มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ ช่ืนชอบและเห็นคุณค่าของศิลปะ
ซ่งึ เปน็ มรดกทางวฒั นธรรมของชาติสืบไป และหวงั เปน็ อย่างยงิ่ ว่าการจัดทาส่ือการเรียนการสอน
ฉบับน้ีจะเป็นประโยชน์สาหรับครูผู้สอนนาไปใช้และปรับใช้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนหากมี
ขอ้ เสนอแนะทจ่ี ะแนะนาใหค้ มู่ อื เลม่ น้สี มบูรณ์ยง่ิ ข้ึนโปรดแจ้งใหผ้ ู้จดั ทาทราบด้วยจักเป็นพระคุณ
อยา่ งสูงย่ิง

ผู้จดั ทา
ครผู ้สู อนกลุ่มสาระการเรียนรู้คตี ศิลป์ไทย



สารบญั ก
คานา สาระบัญ ข

สารบญั ๒
รายวิชาคตี ศิลปไ์ ทย ๕ รหัสวชิ า ศ ๒๓๒๑๓ ภาคเรยี นท่ี ๑ ๑๐
ตบั นางลอย (เพลงสรอ้ ยเพลง – เพลงโล้) ๑๒
เพลงจระเขห้ างยาวทางสักวา ๑๔
เพลงชมแสงจันทร์ เถา ๑๖
เพลงนางครวญ เถา ๑๘
เพลงสุดสงวน เถา ๒๐
เพลงจีนราพดั ๒๒
เพลงพญาส่ีเสา สองชั้น ๒๔
เพลงกระบอกเงนิ สองชน้ั ๒๖
พากย์ชมดง ๒๘
พากย์โอ้ ๓๐
เจรจา (ดาเนนิ ทานอง) ๓๒
เสภาไทย
เสภาลาว ๓๔
๓๕
รายวิชาคีตศิลป์ไทย ๖ รหสั วชิ า ศ ๒๓๒๑๔ ภาคเรียนท่ี ๒ ๔๐
ตบั นางลอย (เพลงช้าป่ี – เพลงเชิดนอก) ๔๒
เพลงเขมรไทรโยค สามชนั้ ๔๔
เพลงมอญราดาบ เถา ๔๖
เพลงเขมรปากท่อ เถา ๔๘
เพลงขอมเงนิ เถา ๕๐
เพลงกาเรยี นทอง เถา ๕๒
เพลงเทวาประสทิ ธิ์ สองชั้น ๕๔
เพลงมหาฤกษ์ สองช้นั ๕๖
เพลงมหาชยั สองชั้น ๕๘
พากย์ชมดง ๖๐
พากย์โอ้ ๖๒
เจรจา ๖๔
เสภาไทย
เสภาลาว ขข

รายวิชาคตี ศลิ ปไ์ ทย ๓ รหสั วชิ า ศ ๒๓๒๑๓
ภาคเรยี นท่ี ๑



ตบั นางลอย

เพลงสร้อยเพลง - เพลงโล้

ประวตั คิ วามเป็นมาของตับนาลอย

จับตง้ั แต่ตอนพเิ ภกทานายฝนั ว่าทศกณั ฐจ์ ะแพส้ งครามและถูกฆา่ ตาย ควรจะสะเดาะเคราะหเ์ สีย
โดยคืนนางสีดาไปให้แก่พระราม ทศกัณฐ์โกรธจึงขับพิเภกออกไปเสียจากลงกา เม่ือพิเภกออกจากลงกา
ก็สมัครเข้าเป็นพวกพระรามและขอดูฤทธ์ิของพวกลิง พระรามจึงส่ังให้พวกลิงประลองฤทธิ์ให้พิเภกดู
สุกรสารแปลงเป็นลิงเข้าปะปนกับไพร่พล พิเภกรู้จึงบอกให้หนุมานจับตัวนาไปถวายพระราม พระราม
สั่งให้เฆ่ียนและสักหน้าปล่อยตัวไป สุกรสารกลับไปหาทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์จึงคิดหาอุบายให้นางเบญจกาย
ปลอมตัวเป็นนางสดี าตายลอยน้าไปที่ท่าพระรามอยู่ คร้ังแรกพระรามคิดว่านางสีดาตายจริง แต่หนุมาน
ทว้ งไว้แล้วให้นานางปลอมไปเผาไฟ นางเบญจกายทนความร้อนไม่ได้ ก็กลับกลายเป็นรูปเดิมเหาะหนีไป
หนุมานตามจับได้ แต่พระรามให้นานางกลับกรุงลงกา เพราะเห็นแต่พิเภกผู้เป็นบิดา หนุมานก็ได้
นางเบญจกายเปน็ ภรรยา

ตบั เรอ่ื งรามเกยี รต์ิตอนนางลอยนี้ แบง่ ออกเปน็ ๒ ตอน เรียกว่าบ้ันต้นกับบั้นปลาย หรือตับใหญ่
กับตับเล็กก็เรียกกัน บ้ันต้นหรือตับใหญ่ เร่ิมตั้งแต่ทศกัณฐ์สั่งให้หานางเบญจกายมาเฝ้า เพ่ือจะใช้ให้
เพื่อแปลงตัวเป็นนางสีดาทาตายลอยน้าไปให้พระรามเห็น ส่วนบ้ันปลายหรือตับเล็ก เริ่มต้ังแต่
นางเบญจกายรับคาส่ังทศกัณฐ์ให้ปลอมตัวเป็นนางสีดาทาตายลอยน้าไปติดท่ีหน้าฉนวนของพระราม
พระรามลงมาสรงพบเข้าก็เชื่อว่านางสีดาตายจริง ก็ร้องไห้ร่ารักและกริ้วหนุมานว่าเป็นต้นเหตุทาให้
ทศกัณฐืฆ่านางสดี า หนุมานพิจารณาดู รูว้ า่ ยกั ษ์แปลงตวั มา จงึ ขออาสาพสิ ูจน์

สมเด็จเจา้ ฟ้า กรมพระยานรศิ รานุวัดตวิ งศท์ รงแตง่ บั้นปลายขึน้ เล่นรับแขกเมืองก่อน แล้วจึงทรง
แต่บน้ั ต้นให้ยาวขน้ึ เลน่ นางออกแขกอยา่ งไทย ฯ ซงึ่ ตอ้ งบรรเลงนาน ๆ

ประวัติมีอยู่ว่า เมื่อคร้ังเคาน์ตออฟตุรินแห่งอิตาลีเสด็จมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพ

ๆ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว มพี ระราชดารสั สง่ั ให้ เจ้าพระยาเทเวศร์ ฯ ทูลขอให้สมเด็จ

เจา้ ฟ้า กรมพระยานรศิ รานวุ ัดติวงศ์ทรงช่วยอานวยการจัด พระองค์ท่านก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงตับ

เรือ่ งรามเกียรต์ิชุดนางลอยข้ึน ฝึกซ้อมนักร้องนักดนตรีของกรมมหรสพสมทบกับของเจ้าพระยาเทเวศร์

ฯ เอง รว่ มกันบรรเลง ณ พระท่นี ่งั จกั รมี หาปราสาท เมือ่ วนั ท่ี ๑๓ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๔๑ คร้ังนั้นเป็นคร้ัง

แรกทม่ี กี ารบรรเลงเพลงไทยเป็นเรือ่ งเดยี วติดตอ่ กันโดยตลอด ๒

ตบั นางลอย
เพลงสร้อยเพลง - เพลงโล้

เพลงสรอ้ ยเพลง
เมอ่ื นัน้ องค์ทา้ วทศพักตร์ยกั ษา
ทกุ ข์รอ้ นถอนฤทัยไปมา ตรกึ ตราถงึ สงครามรามลักษณ์
คร้ังน้ที ีศกึ เห็นใหญห่ ลวง จะลุลว่ งลงกาอาณาจักร
จาจะคดิ ตดั ศึกทฮี่ ึกฮัก ให้เลกิ ไปไมพ่ กั ตอ้ งตอ่ ตี

เพลงทองย่อน

จงึ ตรสั สัง่ เบญกายกลั ยา จงแปลงเปน็ สีดามารศรี

ทาตายลอยไปในวารี จนถงึ ที่ฉนวนหนา้ พลบั พลาชัย

เม่ือพระรามลงสรงคงคา จะคดิ วา่ เมียรกั ตกั ษัย

เห็นจะลา่ เลกิ ทัพกลับไป เราจะได้สิน้ ทุกข์สขุ สาราญ

เพลงเขมรปากทอ่

เม่อื นน้ั เบญจกายร้อนใจดงั ไฟผลาญ

จาเป็นทลู ตอบใหช้ อบการ ตวั หลานไมข่ ดั พระบัญชา

ซง่ึ จะใหจ้ าแลงแปลงอินทรยี ์ ข้านนี้ ึกภวงั คก์ งั ขา

ดว้ ยองคภ์ ควดสี ีดา ไม่รวู้ า่ รูปร่างเป็นอย่างไร



ตบั นางลอย
เพลงสร้อยเพลง - เพลงโล้

เพลงสมงิ ทองมอญ
เม่อื นัน้ พระยายักษ์ยินดีจะมีไหน
จึงเรียกวอช่อฟ้ามาทันใด ใหท้ รงไปสวนขวญั ทนั ที

เพลงลมพัดชายเขา

เมอ่ื นนั้ นวลนางเบญจกายกลั ยา

นิ้วประนมบังคมลา ออกมาจากท่มี ณเฑียรทอง

เพลงทะแย
ข้นึ ทรงวอสวุ รรณพรรณราย วิสตู รสายม่านมดิ ปิดปอ้ ง
โขลนจา่ เฒา่ แกแ่ ซ่ซร้อง ออกจากท้องฉนวนในไคลคลา



ตบั นางลอย
เพลงสรอ้ ยเพลง - เพลงโล้

เพลงแขกลพบุรี

คร้นั ถึงสวนศรที ่ีหยุดย้งั จงึ ไปยังชนนเี สนห่ า

บงั คมกม้ กราบกับบาทา ฟมู ฟายชลนาโศกาลยั

เม่อื นน้ั ตรีชฎาหลายจิตคดิ สงสัย

ปลอบถามลกู นอ้ ยกลอยใจ ทุกข์ร้อนสงิ่ ใดจึงโศกี

เมื่อนน้ั เบญจกายเลา่ ความเปน็ ถ้วนถี่

เมือ่ ตรสั ใชค้ รัน้ จะบดิ คดิ หลบล้ี เกรงจะมโี ทษาให้ฆ่าฟนั

ถึงลูกจะบรรลัยกไ็ ม่ว่า เกรงจะพามารดาลงอาสัญ

จงึ มาเฝา้ นางสีดาวลิ าวัลย์ จาสาคญั จาแลงแปลงกายไป

เมื่อน้ัน ตรชี ฎาทุกขห์ นักเพยี งตกั ษัย

ลกู เอ๋ยอนั พระรามเรอื งชยั พอ่ เจ้าเขากไ็ ด้ไปพ่ึงพา

ฉวยกระไรไม่พน้ ซ่ึงโทษทัณฑ์ จะพากนั ส้ินชวี ังสงั ขาร์

ยากเย็นเปน็ มิรทู้ ่ีพูดจา กัลยารา่ พลางทางโศกี

เมื่อนั้น เบญกายตรึกตรองหมองศรี

นบน้ิวทูลพระชนนี ทง้ั นกี้ ็ตามแตเ่ วรา

สารพัดขดั ข้องท้งั สองขา้ ง ไปสู้ตายวายวางเอาขา้ งหนา้

ทลู พลางทางถวายบังคมลา ไปเฝา้ สดี าพระยานาง

เพลงกบเต้น
ครนั้ ถงึ จึงตรงเข้าไปเฝ้า กม้ เกล้าเล่าลวงไปต่างต่าง
ทูลพลางทางชมา้ ยชายตาพลาง ดูรูปร่างนางสีดานารี



ตับนางลอย
เพลงสรอ้ ยเพลง - เพลงโล้

เพลงกลอ่ มนารี

ครนั้ จาสาคัญไดม้ ่นั คง จงึ ลาองค์อัครเรศโฉมศรี

ออกจากสวนขวญั ทนั ที มาทรงวอจรลีเขา้ ลงกา

เพลงจาปาทองเทศ
คร้ันถงึ ท่ีประทับฉบั พลนั ลงจากวอสุวรรณอนั เลขา
จึงรา่ ยเวทยจ์ าแลงแปลงกายา เหมอื นรปู ทรงองค์สดี าน่ารัก

เพลงฉยุ ฉาย

ฉยุ ฉาย เขา้ ไปเผา้ เจ้ากก็ รีดกราย

เยื้องยา่ งเจา้ ชา่ งแปลงกาย ใหล้ ะเมยี ดละม้ายสีดานงลกั ษณ์

ถึงพระรามเห็นทรามวยั จะฉงนพระทัยให้อะเหล่ืออะหลกั

งามนัก ใครเหน็ พิมพพ์ ักตรก์ ็จะรกั จะใคร่

หลบั ก็จะฝันคร้ันตน่ื ก็จะคิด อยากจะเห็นอีกสกั นิดใหช้ ืน่ ใจ

งามคมดจุ คมศรชัย ถกู นอกทะลใุ นใหเ้ จบ็ อรุ า

เพลงแม่ศรี

แมศ่ รี แมศ่ รรี ากษสี

แมแ่ ปลงอนิ ทรยี ์ เปน็ แม่ศรสี ีดา

ทศพกั ตร์มลักเห็น จะตน่ื เตน้ ในวิญญาณ์

เหมือนล้อเลน่ ใหเ้ ปน็ บ้า ระอาเจา้ แม่ศรเี อย

อรชร อรชรอ้อนแอ้น

เอวขาแขนแมน แมน้ เหมอื นกนิ รี

ระทวยนวยนาฏ วลิ าสจรลี

ข้ึนปราสาทมณี เฝ้าพระปิตุลาเอย ๖

ตับนางลอย
เพลงสร้อยเพลง - เพลงโล้

เพลงคล่ืนกระทบฝ่งั

เมื่อน้ัน องค์ท้าวทศพกั ตร์ยกั ษา

ครัน้ เห็นเบญกายจาแลงมา สาคญั ว่าสดี านารี

แยม้ ยิ้มพยักหนา้ งา่ พระหตั ถ์ พลางดารัสตรัสเชิญนางโฉมศรี

เหน็ หยุดย้ังรัง้ รอไมจ่ รลี อสุรีเขา้ มารบั ฉบั ไว

เพลงลลี ากระท่มุ

เขา้ ชดิ พศิ ดไู มว่ างตา นอ้ ยหรืองามหนกั หนานา่ รกั ใคร่

แสนคิดพศิ วาสเพยี งขาดใจ จึงปราศรัยทอดสนิทตดิ พนั

เพลงโอช้ าตรี

ยอดม่งิ เปน็ ความในใจจริงทกุ สงิ่ สรรค์

หวงั สวาทมาดหมายไม่วายวัน จะรับขวญั นัยนามาธานี

พ่ผี กู ใจจงึ ไปดลจติ เจา้ ให้โฉมยงนงเยาว์มาหาพ่ี

จงผนิ พกั ตรามาขา้ งน้ี พดู จาพาทีกับพี่ยา

ควรหรือทาสะเทน้ิ เมนิ เฉย ไมเ่ หน็ เลยวา่ รกั เจา้ หนักหนา

มาหยุดอยูน่ ี่ไยจงไคลคลา ไปนัง่ แท่นแวน่ ฟา้ เถดิ เทวี



ตับนางลอย
เพลงสรอ้ ยเพลง - เพลงโล้

เพลงพราหมณด์ ดี นา้ เตา้

เม่ือน้นั นวลนางเบญจกายโฉมศรี

ทลู สนองบญั ชาวา่ ขา้ น้ี มใิ ช่ภควดสี ดี า

ยงั จะขนื ลดเลี้ยวเกย้ี วพาน วิบากกรรมราคาญหนักหนา

ดูเอาเถิดทรงฤทธ์ิปติ ลุ า ไยจึงมาหลงใหลได้เชน่ นี้

เพลงโอ้โลม

โฉมเฉลา ยุพเยาวย์ อดฟา้ มารศรี

จะอายเหนียมเรยี มไยนะเทวี จะเสกเจา้ เปน็ ศรีพระนคร

อันพระรามฤาษีสามีนอ้ ง ไมค่ วรครองค่เู คยี งเรียงหมอน

พี่จะยกไปสงั หารราญรอน ให้มว้ ยมรณส์ ิ้นเสย้ี นศตั รเู รา

วา่ พลางทางขยบั จบั ตอ้ ง เรยี มรองเล้าโลมโฉมเฉลา

ฉวยชายสไบทรงของนงเยาว์ นจิ จาเจา้ อยา่ สลดั ตดั เยือ่ ใย

เพลงปนี ตลงิ่ นอก

เม่อื นน้ั เบญจกายกัลยาอชั ฌาสัย

อัปยศอดสหู มู่นางใน กร็ ่ายเวทยแ์ ปลงไปมิไดช้ ้า



ตบั นางลอย
เพลงสรอ้ ยเพลง - เพลงโล้

เพลงจนี ขมิ เลก็

เม่อื นน้ั ทศกณั ฐ์ตกตะลงึ แลว้ จึงว่า

ไม่ทันคดิ ผิดจริงเจยี วนัดดา อยา่ ถือโทษเลยหนาลุงตาลาย

สแู้ ขง็ ขืนยนื เกอ้ แล้วเพอ้ ตรสั แมน้ หลานตดั ศกึ สมอารมณ์หมาย

เมืองมารจะเป็นสขุ สนกุ สบาย เจ้าเรง่ ผนั ผายไปให้ทันการ

เพลงเชดิ ฉ่งิ

เมอื่ นน้ั เบญจกายรับราชบรรหาร

ออกจากพระโรงรตั นช์ ชั วาล เหาะขา้ มชลธารผ่านมา

เพลงแขกตอ่ ยหม้อ

ครั้นถึงเหมตริ นั บรรพต เลือ่ นลดลงจากเวหา

หยุดยนื อยยู่ ังฝัง่ คงคา กลั ยาจาแลงแปลงอินทรีย์

เพลงโล้

เหมือนรปู ทรงองค์สดี าวิลาวลั ย์ ผวิ พรรณนวลละอองผอ่ งศรี

ทาตายลอยไปในวารี จนใกล้ทพี่ ระรามสรงคงคา



เพลงจระเขห้ างยาวทางสกั วา

ประวตั คิ วามเป็นมาของเพลงจระเขห้ างยาวทางสักวา
เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๕๘ นายมนตรี ตราโมท อยู่ท่ีจังหวัดสมุทรสงครม เคยได้ยินท่านผู้ใหญ่สูงอายุ

ท่านหนงึ่ ร้องเพลงจระเขห้ างยาวทางสักวา ซง่ึ ในเวลานัน้ ถ้าหากครูผู้กากับวงไม่บอกว่าเป็นเพลงจระเข้หาง
ยาวทางสกั วาก็คงจน (คือ รบั ไม่ถกู ) เปน็ แน่ แตถ่ ึงแมจ้ ะรบั ถกู เป็นเพลงจระเข้หางยาวทางสักวา ก็ได้รับไป
โดยใชท้ างธรรมดา เป็นแต่หันสาเนียงตอนท้ายเข้าหานิดหน่อยเท่าน้ัน สาเนียงและทานองของการขับร้อง
เพลงจระเข้หางยาวทางสกั วาของท่านผู้น้ันติดหูติดใจตลอดมา แต่น่าเสียดายท่ี นายมนตรี ตราโมท จาบท
ท่ที า่ นผนู้ ั้นรอ้ งไมไ่ ด้ ครน้ั พ.ศ. ๒๔๗๔ ตอ่ ใหค้ รูเจริญใจ สนุ ทรวาทิน ร้องเป็นคนแรก ส่งวิทยุกระจายเสียง
วงมโหรีของหลวง ณ สถานีพญาไท (โรงพยาบาลพระมงกุฎ ณ ปัจจบุ ัน) นายมนตรี ตราโมท ได้แตง่ บทร้อง
เพลงนี้อีกเนื้อหน่ึง ตามความหมายเป็นการแสดงอารมณ์ที่มีความสมหวังในกิจการของตนด้วยทะนงใจ
ดงั นี้

๑๐

บทร้องเพลงจระเขห้ างยาวทางสักวา

สกั วาเถรขวาดผอู้ าจหาญ โอมอา่ นอาคมคาถา
พอจบบทโดดลงในคงคา กายากลายเป็นกมุ ภาพาล
สมเอยสมปอง แผลงฤทธลิ์ าพองคะนองมา
ร่างกายของกุมภา ใหญม่ หรรณนา่ พร่นั เอย
ลอยล่องทอ้ งนา้ เท่ียวดาด้น ขบพิฆาตผคู้ นทกุ สถาน
ชาวเรือพรน่ั ตัวกลวั ลาน ลอื สะทา้ นถึงอยุธยาเอย
หวั แวง้ หางเหวย่ี ง เสยี งเปร้ียงเปรีย้ งพิลกึ ลั่น
ปรดี ิเ์ ปรมจิตเหมหนั คารามร้องกกึ ก้องมา

๑๑

เพลงชมแสงจนั ทร์ เถา

ประวัตคิ วามเป็นมาของเพลงชมแสงจนั ทร์ เถา

เพลงนี้ ทานองเดิมเพลงน้ีเรียกว่าเพลงต้นบรเทศในอัตรา ๒ ช้ันและช้ันเดียว อยู่ใน
เพลงสองไม้และเพลงเร็วของเพลงเร่ืองเต่ากินผักบุ้ง แต่ท่ีมาเป็นเพลงเถา โดยมี ๓ ชั้น ๒
ชั้นและชั้นเดียวน้ี ได้แปลงทางให้มีทานองผิดเพี้ยนไป กลายมาเป็นรูปเพลงท้ิงท้ายจังหวะ
มีทานองขึ้นต้นประโยคเลียนกันและท้ายประโยคแยกกัน เปล่ียนท่อนที่หนึ่งจึงจะเปลี่ยน
ทานองต้นประโยคที่หนึ่ง นายกล้อย ณ บางช้าง เป็นผู้แต่งทานอง ๓ ชั้น ๒ ช้ัน แล้วจึงมีผู้
ถอดลงมาเป็นช้ันเดียว จากรูปประโยคเพลงในทานอง ๒ ชั้นนั้น ต่อมาหลวงประดิษฐ
ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แต่งทานอง ๓ ช้ันข้ึนเป็นอีกทางหน่ึงจากเพลงต้นบรเทศ
เปน็ ทางกรอใหช้ ือ่ ว่าเพลงชมแสงจันทร์

๑๒

บทร้องเพลงชมแสงจันทร์ เถา

๓ ชนั้ สวมสอดกอดประทับไวก้ ับทรวง โอเ้ จ้าดวงยิหวาอย่าโหยไห้
๒ ช้นั คร้ังนเ้ี ป็นกรรมจะจาไกล ถงึ พ่ีไปไมช่ ้านานนัก
ชัน้ เดียว พระอุ้มน้องประคองขึ้นบนเพลา พีแ่ สนทกุ ขด์ ว้ ยเจา้ เพยี งอกหัก
อาวรณถ์ อนจิตแลว้ พิศพกั ตร์ เหมือนจะไกลนอ้ งรักสกั รอ้ ยปี
มิไปเล่าเขาจะเหน็ แยบคาย จะอุบายมใิ ห้สงสัยพ่ี
โฉมเฉลาเจา้ คอ่ ยอยู่จงดี อยา่ ทวีเทวษโศกา
จงึ เรียกสองกัลยาเข้ามาส่งั พอ่ี ยหู่ ลงั ระวังขนิษฐา
สงั่ เสรจ็ เสด็จไคลคลา แลว้ ผันพักตรามาดนู ้อง
กลับมาสวมสอดกอดนางไว้ โอก้ รรมจาใจจะไกลห้อง
พีพ่ าเจา้ มาไว้ในถา้ ทอง แล้วสลัดซดั นอ้ งไว้เดยี วดาย

๑๓

เพลงนางครวญ เถา

ประวตั ิความเป็นมาของเพลงนางครวญ เถา

เพลงนางครวญ ๓ ช้ัน ก็ได้เป็นเพลงท่ีได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการ
คีตศิลปและดุริยางคศลิ ปของไทยเป็นอนั มาก และมักจะขับร้องและบรรเลงเป็นเพลงเถากัน
มากข้ึน นายมนตรี ตราโมท จึงคิดตัดแต่งเพลงนางครวญลงเป็นอัตรา ๒ ช้ันและช้ันเดียว
ท้ังทานองร้องและทานองดนตรี และประดิษฐ์ทานองสาเนียงมอญ เพ่ือเข้าคู่กับเพลง
สดุ สงวน เมือ่ พ.ศ. ๒๔๗๖ ซ่ึงใช้ขบั ร้องและบรรเลงจนถึงปัจจุบัน

๑๔

บทร้องเพลงนางครวญ เถา

๓ ชนั้ โอ้วา่ ป่านฉะน้ีพระพเ่ี จา้ จะโศกเศร้ารญั จวนครวญหา
๒ ชน้ั ตั้งแต่พระไปแกส้ งสัยมา มิไดพ้ บขนษิ ฐาในถ้าทอง
ชน้ั เดยี ว พระจะแสนโศกสรอ้ ยละห้อยไห้ เสยี พระทัยทุกขท์ นหมน่ หมอง
จะดัน้ ดน้ ค้นคว้าเที่ยวหานอ้ ง ทกุ ประเทศเถือ่ นท้องพนาลี
อกเอ๋ยทาไฉนจะได้รู้ วา่ น้องอย่ปู ระมอตนั กรงุ ศรี
ถา้ แมน้ ใครทูลแถลงแจ้งคดี เหน็ ทจี ะตามมาดว้ ยอาลัย

๑๕

เพลงสดุ สงวน เถา

ประวตั ิความเปน็ มาของเพลงสดุ สงวน เถา

เพลงสุดสงวน ๓ ช้ันน้ี เป็นเพลงสาเนียงมอญที่มีความยาว ๖ จังหวะ (หน้าทับ)
ซึ่งเป็นเพลงอัตรา ๒ ชั้น มีไม่สู้มากนัก นายมนตรี ตราโมท มีความเข้าใจอยู่ ๓ ประการ
ประการแรกเพลงสุดสงวน ๒ ชั้น ของเก่ามีอยู่จริง แต่ได้สูญเสียก่อนที่นักดนตรีช้ันหลัง
ตรวจค้น อกี ประการหน่ึงท่านผู้แต่งคงจะแต่งจากเพลงใดเพลงหนึ่ง แต่ได้ดัดแปลงเพ่ิมเติม
หรอื ตัดทอนเนื้อทานองเดิมเสียบ้าง จึงยากแก่การท่ีจะพิจารณาค้นหาเพลงท่ีเป็นมูลเดิมให้
ถูกต้องได้ ประการสุดทา้ ยทา่ นผ้แู ต่งอาจแต่งขนึ้ เปน็ อัตรา ๓ ช้นั โดยอัตโนมัติ ไม่อาศัยเพลง
๒ ชั้นใดๆ ทั้งสิน้ ในสมยั ตน้ รัชกาลท่ี ๖ น้ัน การนิยมบรรเลงเพลงเถายังไม่มี นอกจากเพลง
ท่ีโบราณได้แต่งไว้แล้ว เช่น ทยอยใน เป็นต้น การบรรเลงโดยทั่วไปมักจะนิยมบรรเลงออก
เพลงเล็กๆ ส้ันๆ เช่น เพลงภาษาต่างๆ ต่อท้ายเพลง ๓ ชั้น เป็นเพลงลูกบท
นายกล้อย ณ บางช้าง คนเป่าป่ีมีช่ือเสียงผู้หนึ่งของจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ตัดทานอง
ดนตรีเพลงสุดสงวน ๓ ชน้ั ลงเปน็ อตั รา ๒ ชัน้ และประดิษฐ์ทานองให้เป็นสาเนียงมอญซ่อน
เงื่อนงาสาหรับใช้บรรเลงเป็นเพลงลูกบทของเพลงสุดสงวน ก็ได้รับความนิยมในวงการ
ดนตรีเป็นอย่างดี นายมนตรี ตราโมท ได้เพลงสุดสงวน ๒ ช้ันมาจากนายกล้า ณ บางช้าง
ซึ่งเป็นน้องชายของนายกล้อยผ้แู ตง่ เพลงและใช้เป็นลกู บทตามความประสงค์เดิมของผูแ้ ต่ง

ต่อมาวงการดนตรีได้นิยมบรรเลงและขับร้องเพลงเถากันมากขึ้น นายมนตรี
ต ร า โ ม ท จึ ง ตั ด แ ล ะ แ ต่ ง ท า น อ ง ด น ต รี เ พ ล ง สุ ด ส ง ว น ๒ ชั้ น จ า ก ท า ง ข อ ง
นายกล้อย ณ บางช้าง ลงเป็นอัตราช้ันเดียว พร้อมกันแต่งทานองร้อง ๒ ชั้น และชั้นเดียว
ขนึ้ ใหม่โดยใชบ้ ทรอ้ งจากเสภาเรื่อง ขนุ ชา้ งขนุ แผน ต่อจากบทท่ีร้องในอัตรา ๓ ชั้น ของเก่า
เมอื่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เพอื่ ใชข้ ับรอ้ งและบรรเลงเป็นเพลงเถาได้ครบบรบิ รู ณ์

๑๖

บทร้องเพลงสุดสงวน เถา

๓ ชั้น น้องเอยเพราะนอ้ ยหรือถอ้ ยคา ชา่ งหวานฉา่ จรงิ แล้วเจา้ แกว้ เอย
แม่เนื้อหอมพร้อมช่ืนดังอบเชย เงยหน้ามาจะว่าไมอ่ าพราง
๒ ช้นั ได้เชยชิดจนสนทิ อยา่ งน้ีแลว้ ขอเชิญแกว้ กิรยิ าเมตตาบ้าง
ชัน้ เดยี ว พี่จะมอบรกั ไว้ที่ในนาง อยา่ ระคายข้องแคน้ ระคายเคอื ง
ถา้ พี่ลวงนอ้ งใหห้ มองสัตย์ จงวิบตั ิเกิดเข็ญใหเ้ ป็นเนอ่ื ง
สารพดั วชิ าสงา่ เปลือง แม่เนอื้ เหลอื งดงั ทองมาทาบทบั
วา่ พลางทางเปลือ้ งเครือ่ งคาด แขวนพาดฉากลงประจงจบั
อุ้มนางวางตักสพกั พับ ทอดทับระทวยลงดังทอ่ นทอง

๑๗

เพลงจนี ราพัด สองชั้น

ประวัตคิ วามเป็นมาของเพลงจนี ราพัด สองชน้ั

เพลงจีนราพัด มีชือ่ แทจ้ ริงว่า จีนดาวดวงเดียว หากแต่นามาใช้ขับร้องประกอบการ
ราพัดเสียจนเป็นประจา จึงทาให้ได้ชื่อว่า จีนราพัด ในสมัยอยุธยามีเพลงอยู่เพลงหน่ึง
ที่ช่ือว่า “ดาวดวงเดียว” แต่ก็มีอยู่ในเร่ือง “เพลงมอญนอกเร่ืองเพลง” จึงเข้าใจว่าไม่ใช้
เพลงนีแ้ ละอกี เพลงหนึง่ ก็คือเพลง “เลี๊ยบแซ”เป็นเพลงจีนแท้ๆ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์
เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงนามาบรรเลงและเรียกว่า “จีนดาวดวงเดียว”
(แปลจากชื่อเดิม) เหมือนกัน อันอาจทาให้เกิดความสงสัยข้ึนได้ แต่อย่างไรก็ตา เพลงทั้ง ๓
นีต้ ่างกนั เป็นคนละเพลงทง้ั นั้น ส่วนเพลงจีนดาวดวงเดียวของเดิมน้ัน น่ากลัวว่าจะต้านทาน
ช่ือท่ีเรยี กวา่ “ราพัด” ไม่ได้ เพราะแพร่หลายเสียมาแล้ว จงึ ได้เรียกตามทีร่ ู้จักกัน

๑๘

บทร้องเพลงจีนราพดั สองช้ัน

ชื่นใจ ที่เงาไม้ราบร่มลมพัดฉวิ
หอมกระถินกล่นิ ไกลใจร้ิวร้วิ หรอื ใครล่ิมลมแฉลบมาแอบมอง
ในโลกน้ีมีอะไรทไ่ี มค่ ู่ ไดเ้ หน็ อยูท่ ั่วถว้ นลว้ นเป็นสอง
แต่ดวงจันทรน์ ั้นยงั มีอาทติ ย์ปอง เดนิ พบพ้องบางคราวเมอ่ื เช้าเย็น
(เงาะปา่ พระราชนพิ นธ์ในรชั กาลท่ี ๕)

๑๙

เพลงพญาสี่เสา สองชั้น

ประวัติความเป็นมาของเพลงพญาส่ีเสา สองช้นั

เพลงพญาสีเสา สองช้ัน เป็นเพลงประเภทหน้าทับสองไม้ ใช้บรรเลงและขับร้อง
ประกอบการแสดง ใช้ในกิริยาท่าทางของตวั พระ

๒๐

บทร้องเพลงพญาส่เี สา สองชน้ั

นัง่ แนบแอบนางท้งั ยงั หลับ กอดประทับแสนเสยี งเสน่หา
ประคองกายพลางรา่ ยพระมนตรา แก้สะกดกัลยาให้ตื่นพลนั

๒๑

เพลงกระบอกเงนิ สองชั้น

ประวัตคิ วามเปน็ มาของเพลงกระบอกเงิน สองช้นั

เพลงกระบอกเงิน สองช้ัน เป็นเพลงประเภทหน้าทับสองไม้ ใช้บรรเลงและขับร้อง
ประกอบการแสดง

๒๒

บทร้องเพลงกระบอกเงิน สองชั้น
เมือ่ น้ัน นางจันเทวโี ฉมฉาย
คดิ จะใครไ่ ปพบพระลูกชาย จงึ นบนอบยอบกายฝากตน

๒๓

พากยช์ มดง

ประวตั ิความเป็นมาของพากยช์ มดง

ใช้สาหรับพากย์เวลาผู้แสดงชมสภาพภูมิประเทศ ป่าเขา ลาเนาไพรและสัตว์ป่าน้อยใหญ่
เริ่มทานองตอนต้นเป็นทานองร้องเพลงชมดงใน ตอนท้ายเป็นทานองการพากย์ธรรมดา
โดยมีตัวอย่างบทพากย์ฉบัง 1๖ เช่น พระราม พระลักษมณ์และนางสีดา เอ่ยชมสภาพป่า
ทมี่ คี วามสวยงาม หลังจากออกจากเมอื งเพอื่ บวชเป็นฤษใี นป่า

๒๔

พากยช์ มดง

ถงึ ถนิ่ กาลวาตอรญั วา
พลางทอดทัศนาวิหกมง่ิ ไม้รายเรียง
เค้าโมงจบั โมงมองเมยี ง คู่เคา้ โมงเคียง

เคียงค่อู ยูป่ ลายไม้โมง
ลางลิงลงิ เหนีย่ วลดาโยง คอ่ ยยุดฉดุ โชลง

โลดไลใ่ นกลางลางลิง
ชิงชงั นกชงิ กนั สงิ รงั ใครใครชงิ

ชงิ กนั จับต้นชิงชัน
นกยงู จบั พยูงยืนยัน แผ่หางเหียนหัน

หนั เหยบี เลียบไต่ไม้พยูง
บทพระราชนพิ นธเ์ รอ่ื งรามเกียรติ์ รัชกาลที่ ๒

๒๕

พากย์โอ้

ประวัตคิ วามเป็นมาของพากย์โอ้

ใช้สาหรับพากย์เวลาผู้แสดงมีอาการเศร้าโศกเสียใจ ราพันคร่าครวญถึงคนรัก
เริ่มทานองตอนต้นเป็นการพากย์ ตอนท้ายเป็นทานองการร้องเพลงโอ้ป่ี ซ่ึงการพากย์
ประเภทนจ้ี ะใหป้ ่ีพาทย์เป็นผู้รับเม่ือสิ้นสุดการพากย์หนึ่งบท มีความแตกต่างจากการพากย์
ประเภทอ่นื ตรงที่มีเคร่ืองดนตรีรับ ก่อนท่ีลูกคู่จะร้องรับว่าเพ้ย โดยมีตัวอย่างบทพากย์ยานี
11 เช่น พระรามโศกเศรา้ ราพันถึงนางสีดา ท่ีเป็นนางเบญจกายแปลงมาตามคาสั่งทศกัณฐ์
เพ่ือใหพ้ ระรามเขา้ ใจวา่ นางสดี าตาย

๒๖

พากย์โอ้

พระเหลอื บเล็งชราสนิ ธ์ุ ในวารนิ ทะเลวน
เห็นรูปอสุรกล อันกลายแกล้งเปน็ สีดา
ผวาวิ่งประหวนั่ จติ ไม่ทันคดิ กโ็ ศกา
กอดแกว้ ขนษิ ฐา ฤดดี ้ินลงแดยัน

๒๗

เจรจา
(ดาเนนิ ทานอง)

ประวตั ิความเปน็ มาของเจรจา (ดาเนินทานอง)

เปน็ การร่ายยาวท่สี ง่ สมั ผสั กนั ไปเร่ือยๆใช้ได้ในทุกโอกาส โดยผู้พากย์จะต้องจดจา
เนื้อเรือ่ งในตอนนนั้ ทงั้ หมด เพ่อื จะนามาผูกในตอนเจรจาได้ทันทว่ งที ซึ่งโบราณาจารย์ได้ผูก
ขึ้นเป็นแบบแผนเฉพาะตอนหนึ่งๆ เรียกว่า “กระทู้” สาหรับใช้เจรจาโต้ตอบระหว่าง
ผแู้ สดงโขน

๒๘

เจรจา
(ดาเนินทานอง)

พระรามกับทศกัณฐ์ฤทธิไกร เข้าต่อกรชิงชัยมิได้ย้ังหยุด เสียงศาสตราวุธกระทบกระทั่งดัง
ฉะฉาด ประดุจดังสายอัสนีฟาดเห็นเป็นประกาย ต่างเขม่นหมายล้างชีวิตของกันและกัน
พอพระจอมอสรุ กมุ ภัณฑ์พลาดพลั้งเสียทว่ งที องคพ์ ระจักรีก็หวดด้วยแสงศรทรง พระจอมอสุรพงศ์
เจ้าลงกา แตกทัพทั้งโยธาปราชัย

๒๙

เสภาไทย

ประวตั ิความเป็นมาของเสภาไทย

เสภาคาวา่ เสภา มมี ูลศัพทม์ าจากภาษาใด และแปลวา่ อะไรนน้ั ไม่เปน็ ทีช่ ัดแจ้ง
ประเพณีการขับเสภา น่าจะมีมูลเหตุมาจากประเพณีการเล่านิทาน ซึ่งมีมาแต่ครั้ง
พุทธกาล ต่อมามีการนานิทานมาผูกเป็นกลอน และขับเป็นลานา เรียกว่า การขับเสภา
ซึ่งน่าจะมีในประเทศไทยมาช้านาน ตอนต้นสันนิษฐานว่า เป็นนิทานเฉลิมพระเกียรติย์
ต่อมาถึงตอนปลายสมัยอยุธยา ปรากฎว่านิยมขับเสภาแต่เร่ือง ขุนช้างขุนแผน เพียงเรื่อง
เดียว

กลอนเสภา เน้นการเล่าเร่ืองจึงไม่คานึงถึงฉันทลักษณ์มากนัก อย่างไรก็ดี ในเร่ือง
ขุนช้างขุนแผน มีกลอนบางตอนไพเราะมาก การขับเสภาถ้าขับคนเดียว มีลักษณะเป็นการ
เล่าเรอื่ งไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าประสงคจ์ ะให้ออกรสชาติ ก็ใช้ผขู้ ับสองคนโตต้ อบกนั

แต่เดิม การเล่าเร่ืองขุนช้างขุนแผน เล่าเป็นนิทานทรงเคร่ือง กล่าวคือ เป็นการเล่า
นิทานดว้ ยถ้อยคาธรรมดา ไปตามเหตุการณ์จะแตง่ เปน็ กลอนเฉพาะบททสี่ าคญั เช่น บทพ้อ
บทชมโฉม บทสังวาส บทชมดง

การขับเสภา เร่ิมถือหนังสือบทเป็นสาคัญ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
ฟ้า ฯ การแตง่ บทเสภามีกระบวนท่จี ะแต่งได้กวา้ งขวางกว่าบทละคร เปน็ หนังสือท่ีให้เห็น
สานวนกวตี ่าง ๆ กนั เป็นอย่างดี หนงั สือเสภาจงึ วิเศษในกระบวนหนังสอื กลอน จงึ เป็นเสน่ห์

การเล่นเสภา ในตอนแรกถือเอาเสภาเป็นสาคัญ ปี่พาทย์เป็นอุปกรณ์ดนตรีเสริม
แตพ่ อเลน่ กนั มากเขา้ ก็เกดิ การประชันขันแข่งกัน เร่ืองปีพาทย์จึงมีความสาคัญคู่กับเสภาไป
ในทส่ี ดุ

๓๐

บทขบั เสภาไทย

ครานนั้ วันทองมองดลู ูก เห็นดูถกู ข่มเหงหาเกรงไม่

นางจึงบอกความจรงิ ทุกส่ิงไป แนะ่ พอ่ ไวยข้าน้ีคอื มารดา

แมร่ ู้ว่าออไวยจะไปทพั ศกึ คราวนล้ี ึกลบั เปน็ หนกั หนา

หว่ งดว้ ยลกู แก้วแววตา จงึ ตามมาบอกเจา้ ใหเ้ ข้าใจ

อย่าทะนงองอาจนะลูกรัก แม่จะอยูช่ ้านกั กไ็ มไ่ ด้

แลว้ ผาดแผลงแปลงกายกลายไป เปน็ ปศี าจโลมไล่พระไวยมา

๓๑

เสภาลาว

ประวตั คิ วามเปน็ มาของเสภาลาว
กลอนเสภา เน้นการเล่าเรื่องจึงไม่คานึงถึงฉันทลักษณ์มากนัก อย่างไรก็ดี

ในเรื่องขุนช้างขุนแผน มีกลอนบางตอนไพเราะมาก การขับเสภาถ้าขับคนเดียว
มีลักษณะเป็นการเล่าเร่อื งไปเร่ือย ๆ แต่ถ้าประสงคจ์ ะใหอ้ อกรสชาติ กใ็ ช้ผู้ขับสอง
คนโต้ตอบกัน เสภาลาวเป็นเสภาที่ใช้ในบทละครท่ีเป็นสาเนียงลาว หรือจะอยู่ใน
บทละครเปน็ ละครพันทาง

๓๒

บทขบั เสภาลาว

ฟังทูล นเรนศรเู คืองขัดสหสั า

นกึ รไู้ ดด้ ้วยไวปญั ญา ท่ีกานดาเลย่ี งเล่ห์เพทุบาย

จงึ ดารัสตรัสพอ้ ยุพาพักตร์ ไม่ประจักษ์ใจพห่ี รือโฉมฉาย

หรือจอดจิตจอดใจไมค่ ลาดคลาย ม่ันหมายขนุ ไสพระลูกยา

ท้าวหวนคิดขง้ึ แคน้ แนน่ หทยั เคอื งข่นุ ขุนไสเป็นหนักหนา

ดหู รอื มันชา่ งอหงั การ์ อตุ สา่ ห์เลย้ี งมันมาเนรคุณ

คิดจะใครฆ่ า่ เสยี ให้มอดม้วย กข็ ดั ดว้ ยท่ีไดเ้ คยเกื้อหนนุ

อย่าเลยเราจะแสร้งแกล้งเจือจนุ ให้อ้ายขนุ ไปกนิ ปราดนคร

เมื่อพรากรกั ผลกั ไปใหห้ ่างรัก กกู ็จักได้ภริ มย์สมสมร

คดิ พลางทางสงั่ โฉมบังอร บอกใครจรตามขนุ ไสให้เขา้ มา

๓๓

รายวิชาคตี ศลิ ปไ์ ทย ๖ รหสั วิชา ศ ๒๓๒๑๔
ภาคเรยี นท่ี ๒

๓๔

เพลงเพชลา้ตปงบั แ่ี น-ปาเะ๊ พงลสลอางมยเชชิดัน้ นอก

ประวตั ิความเป็นมาปขอรงะตวบัตั นิคาวลาอมยเป็นมาของเพลงแป๊ะ สามช้ัน

เใปชเเคม้บ็นื่รอผราพรแู้ ะเิเตลหเภง่พงจ์เกขตสลบั อน้ึดิียงตอเตนปง้ัโก่อี้ทแดน็จกตายานัน๓่ตคกออืนลอชนงนงย้ันพก๒ู่ใานาเิงใภหกสเชรก็สี้ดเ้ันื่อขทมาง้าไไาัคเชดปพนรุด้ใใาลเชหกขยง้รับ้้แาฝจ้อเกนีเนั ปงพ่พแวป็นล่าสรรพงทะะทพวศรกี่แกรากอะปพมัณบปลรทฐกระง์จาศะมระรดากาแแมิษจัณสพาแฐฐดก้สล์ไ์โพงเงะกพลคเขรรละรอธาคงาจะดจมรึงูฤีนแแ(ขมทขลลับีธอะะดพิ์ขนงถรุ ิอเทูิยกักภง่าาฆดกพนง่านอกวตตอกกูรารากลยหีบเไิงนรปาคอืิดพงเวสคขทรรียรอะ่าจมูจนรงะเแีาาสกพมกขะ็มลลจกเักงดึงง)สกาะั่งา
จนเชชพพใหเหาาม้ีมผหลทวนารสีวา้พงจทะาุม่าวไนีนวนฟรศนาค้ีกไากนอกสวมนรลาังณจ้วั้งองิาลจเบั รหพปงฐยึงังรตเ์นรสลบู่ บคทวัคะ่ั่ึงงงรญ์แนศรลใไขรลหว้ังากจอณเแ้ไละ้บัณกงตปะรแงฤาร่อฐถกดทปยทร์จมวพน่ีดพท๊ะธึงาารตาใ์ินเรคยภหพะศะรคิดพาร้พิีษจลปวหรยาีนงิเยาระมภาหแมกะ์ทรอคกลปรดันา่ีตุบิดดัง้อ๊ะมิษอิดาจวู นนยฐสตย่าึงพไ้ีเ์ไูุ่กไนาใมครมพดหมราะไ่ยีเ้แเ้นสไดงพรรไปตสาา้าดาลกรดีงด่งมะ้ยงแ็กเข้วาสกิไนบปลึ้นยตพั่งาบญบัใลาเลเคหปารยจกงังืงอเ้า็นเจกลเฆปทะดรเาาคยี่ ็นพ่าิิงนยยซรนนลลกเปแูส่ึงปแเิงงลทลตรินลเ็นับขียอ่่าห๓ะร้ศานกมมนสูปปิลชวเตากัุมเกะ่าจป้ันดัวหาิดปาเิมบนแนปคเกนเรปทปา้ ็นหวกกรป็น้ว๊ะานาาเับงลมลชปะราไไอ่งุดสหสลงวพยสนเอั้แดนรพตกีดนใลีไ่พแจลัวับปา้วศหลไองตใคิษปลหจหยารพยีนยน้นาูรสหิเ์ กลอภุมาุไกเรไอดนดชากรือดยน้ย่านสรแ้ทชงนิู้นจตาอป่วปาึงร้าาเาย๊นะสบลกไมเกปปฮีอยอลอจันียทะงงมับกับี่ทไใไไปหปด่า้้
ใแนเแลปทตะ็นาพ่แภงรหคระลวรรกายาม็มามหีใซหว่ ึ่งง้นจใายะนกมาังีปงวกรละลใจวับอัตกาิแรลลุงยัละรงทกัก่ีมาาเอพยร่าางะไเรหย็นังแคต้น่พไมิเภ่พกบผคู้เวปา็นมบหิดมาาหยขนอุมงาเนพกล็ไงดแ้นปา๊ะงเเปบ็นญไจปกาย

ตับเรื่องรามเกียรต์ิตอนนางลอยนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ตอน เรียกว่าบั้นต้นกับบั้นปลาย
หรือตับใหญก่ ับตบั เลก็ ก็เรยี กกัน บัน้ ต้นหรือตับใหญ่ เร่ิมต้ังแต่ทศกัณฐ์สั่งให้หานางเบญจกาย
มาเฝ้า เพ่ือจะใช้ให้เพ่ือแปลงตัวเป็นนางสีดาทาตายลอยน้าไปให้พระรามเห็น ส่วนบั้นปลาย
หรือตับเล็ก เร่ิมต้ังแต่นางเบญจกายรับคาสั่งทศกัณฐ์ให้ปลอมตัวเป็นนางสีดาทาตายลอยน้า
ไปติดที่หน้าฉนวนของพระราม พระรามลงมาสรงพบเข้าก็เชื่อว่านางสีดาตายจริง ก็ร้องไห้ร่า
รกั และกร้ิวหนุมานว่าเป็นต้นเหตุทาให้ทศกัณฐืฆ่านางสีดา หนุมานพิจารณาดู รู้ว่ายักษ์แปลง
ตัวมา จงึ ขออาสาพสิ ูจน์

๓๕

ตับนางลอย
เพลงช้าป่ี - เพลงเชิดนอก

เพลงช้าปี่ พระตรภี พลบโลกนาถา
เม่อื นั้น พอเพลาลว่ งสามยามปลาย
บรรทมต่ืนจากทศ่ี รไี สยา ออกจากเมฆแซ่ซร้องร้องถวาย
เสนาะเสยี งสาเนยี งนกการเวก มยุเรศร้องรา่ ยบนปลายไม้
ไกข่ ันแจ้วเจ้ือยเฉอื่ ยชาย

เพลงหรุ่ม

เผยพระแกรแลดูดาวเดือน เห็นคล้อยเคล่อื นเล่ือนลับเหล่ียมไศล

แสงทองสอ่ งฟา้ นภาลัย จวนจะใกลไ้ ขศรรี ะวีวรรณ

รอ้ื รา่ ย ลงจากพลับพลาผายผัน
จึงดารัสตรัสชวนอนุชา จรจรญั ไปยงั ฝ่งั นที
พร้อมพวกกระบี่นน่ี ้นั

๓๖

ตบั นางลอย
เพลงช้าปี่ - เพลงเชิดนอก

เพลงเต่าเห่

งามเอยงามสรรพ งามกระบวนคั่งคับแถววถิ ี

สองกษตั รยเ์ สดจ็ จรลี ไปทรงวารีเล่นเย็นเย็น

ลงิ หลามตามเสดจ็ เห็น เป็นหมวดเป็นหมู่ดนู ่าชม

บ้างเล่นไลข่ น้ึ ไม้ห่ม บา้ งโลดบา้ งล้มระเริงใจ

นายหมวดคนหนงึ่ จงึ ร้องหา้ ม วา่ อยา่ ซมุ่ ซา่ มซกุ ซนไป

ว่าแลว้ พากันคลาไคล ตามเสดจ็ ไปยังฝงั่ นที

เพลงตลุ่มโปง

ครัน้ ถงึ จงึ เห็นรปู แปลง ที่กลายแกลง้ เป็นสีดามารศรี

ตกพระทัยไมเ่ ป็นสมประดี เข้าอ้มุ องค์เทวีแล้วโศกา

เพลงโอป่ี

โอ้โอ๋อนิจจาสีดาเอ๋ย ไฉนเลยมาม้วยสังขาร์

เสยี แรงพพี่ ยายามติดตามมา จนถึงฝง่ั มหาสาคร

หวงั ฆา่ โคตรรวงคพ์ งษย์ ักษ์ เพราะความรักความเสียดายสายสมร

ยังมทิ ันทาการราญรอน มามว้ ยมรณ์มรณาน่าปราณี

เจ้าพเี่ อย๋ อตุ ส่าพาซากศพ มาให้พบผัวรกั เอเป็นผี

รา่ พลางทางโศกโสกี ดังชีวีพระนารายจะวายปาน

๓๗

ตบั นางลอย
เพลงชา้ ปี่ - เพลงเชิดนอก

เพลงโลมนอก ทศพักตรแ์ คน้ เคืองจงึ หักหาญ
เหวยเหวยลกู พระพายไปเผาเมอื ง โทษเจ้าจะประมานสกั เพยี งใด
ฆ่านางทิ้งนา้ ทาประจาญ

เพลงจนี ขวัญอ่อน

บัดน้ัน วายุบุตรพศิ แล้วเฉลยไข

ถา้ นางมวยด้วยฆ่าตีไซร้ บาดแผลนอ้ ยใหญค่ งมมี า

หนง่ึ ลงกาอยู่ใตท้ ปี่ ระทบั ศพหรอื จะทวนกลับขนึ้ มาหา

รปู นดี้ ีร้ายคงแปลงมา ขา้ ขอชันสตรูเผาไฟลอง

เพลงกล่อมพญา พระหรวิ งค์ทรงฟงั เหน็ ถกู ตอ้ ง
เมอ่ื น้ัน เชิงตะกอนทาสารองเสรจ็ ทนั ใด
จึงสง่ั ใหต้ ดั ไม้มากา่ ยกอง

๓๘

ตับนางลอย

เพลงชเ้าพปลี่ -งเสพรล้องยเชมิดยนรุ อากเถา

เพปลรงะพวรัตาหคิ มวณามเ์ กเปบ็ ห็นัวมแาหขวอนงเพลงสรอ้ ยมยรุ า เถา

เพยลกงศสพรข้อึ้นยวมายงบุรนาเชองิัตตระากอ๒นช้ัน เไอดา้แฟตืน่งตขอ้ึนงกจอากงซเพ้อนลสงมุสใรส้อยเพลง ๒ ชั้น ของเก่า
ประเภทหน้าทบั ปรบไก่ มที ่อนเดยี ว ๔ จงั หวะ ดาเนนิ ทานองเป็นทางเรียบๆ ไม่ทราบนามผู้
แตปง่ ้ยุ ทนง้ั ้าใมนนัอตัยารงาค๓ลุกชซ้นั กุ แเขลา้ ะไป ๒ ชั้น สว่ นชจ้ันดุ เไดฟียแวลไดว้ กม้ ล็ผี อู้้แมตอ่งไยวพู่ ม้ รตี ้อัดมแกตนั ่งหลายทางด้วนกนั

เพลงแขกบรเทศ

บดั นัน้ เบญจกายปิม้ ว่าจะอาสัญ

รอ้ นแรงดว้ ยแสงเพลงิ นัน้ กเ็ หาะตามเกลยี วควนั ทันที

เพลงเชิดนอก

บดั น้ัน ลูกลมมองเขมน้ เหน็ ยักษี

กริว้ โกรธโดดตามขา้ มอคั คี ขนุ กระบ่ีเหาะไลไ่ ขวคว้า

สกดั กน้ั ทันนางกลางโพยม เข้าจู่โจมจับเปน็ ไม่เข็นฆ่า

แลว้ เหาะลงตรงยังพสุธา พามาเฝา้ พระหริรักษ์

๓๙

เพลงเขมรไทนโยค สามชน้ั

ประวตั ิความเป็นมาของเพลงเขมรไทรโยค สามช้ัน

สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอาศัยเคร้าโครง
จากเพลงขอมกล่อมลูก ช้ันเดียว ของเก่า ประเภทหน้าทับปรบไก่ ๒ ท่อน ท่อนละ ๔
จงั หวะ แตง่ เปน็ เพลงเขมรไทรโยค อัตรา ๒ ช้ัน ส่วนบทร้องทรงแต่งจากความทรงจาต้ังแต่
โดยเสด็จพระราชดาเนินประพาสตาบลไทรโยคครั้งแรกมาเป็นแนวพระราชนิพนธ์ และนา
อ อ ก บ ร ร เ ล ง เ ป็ น ค รั้ ง แ ร ก ใ น พ ร ะ ร า ช พื ธี เ ฉ ลิ ม พ ร ะ ช น ม พ ร ร ษ า พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เม่ือวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๑ เน่ืองจากลีลาท่วงทานองของ
เพลงเขมรไทรโยคเหมาะทจี่ ะบรรเลงเปน็ เพลง ๓ ชนั้ โดยอนุโลม

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยู่หัว มีการนาเพลงเขมรไทรโยคมาใช้
ประกอบกับบมทละครอย่างน้อย ๓ เรื่อง คือ เร่ืองพระยศเกตุ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์
เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย บทพระราชนิพนธ์เรื่องพระร่วงและเร่ือง วั่งต่ี
ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยหู่ วั

พ.ศ. ๒๔๙๑ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้นาเพลงเขมรไทรโยคมา
แต่งขยายอีกเท่าหน่ึง และตัดลงเป็นชั้นเดียว ให้ชื่อว่า เพลงเขมรไทรโยค เถา ส่วนบทร้อง
นางจันทนา พิจิตรคุรุการ แต่ง และหลวงประดิษฐไพเราะได้ร้องบันทึกเสียงด้วยตนเองใน
อัตราชน้ั เดียว

๔๐

บทร้องเพลงเขมรไทรโยค สามชนั้

บรรยายความ ตามไท้ เสดจ็ ยาตร ยังไทรโยค ประพาส พนาสณฑ์

(นอ้ งเอย๋ เจ้าไมเ่ คยเหน็ )

ไม้ไล่ หลายพันธ์คุ ละ ข้ึนปะปน ทชี่ ายชล เขาชะโงก เปน็ โตรกธาร

นา้ พุพงุ่ ซา่ ไหลฉา่ ฉาดฉาน

เหน็ ตระการ มนั ไหลจอ้ กโครม โครม

มันดงั จอ้ ก จ้อก จอ้ ก จอ้ ก โครมโครม

น้าใส ไหลจนดู หมู่มัสยา ก่ีเหลา่ หลาย วา่ ยมา กเ็ ห็นโฉม

(น้องเอย๋ เจ้าไม่เคยเหน็ )

ยนิ ปักษา ซ้องเสียง เพยี งประโคม เมอื่ ยามเย็นพยบั โพยม รอ้ งเรยี กรัง

เสียงนกยงู ทอง มันรอ้ งโดง่ ดัง

หูเราฟงั มันดังกะโตง้ โหง่

มันดงั กอก กอก กอก กอก กะโตง้ โหง่

( พระนิพนธใ์ นสมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจา้ ฟา้ กรมพระยานรศิ รานุวดั ติวงศ์ )

๔๑

เพลงมอญราดาบ เถา

ประวัตคิ วามเป็นมาของเพลงมอญราดาบ เถา

เพลงมอญราดาบ อัตรา ๒ ชั้น ของเก่า ประเภทหน้าทับปรบไก่ มี ๒ ท่อน ท่อนละ
๔ จังหวะ เป็นเพลงสาเนียงมอญ ใช้ร้องประกอบการแสดงโขนละครและในตับต่าง ๆ
มาแตโ่ บราณ

พ.ศ. ๒๔๗๕ นายมนตรี ตราโมท ได้เพลงมอญราดาบ อัตรา ๒ ช้ัน มาแต่งขยายขึ้น
เป็นอัตรา ๓ ชั้น ให้มีสาเนียงมอญมากข้ึน พร้อมกันนั้นก็ได้แต่งทางดนตรี ๒ ชั้นขึ้นใหม่
ดัดแปลงทานองให้เป็นมอญมากกว่าเดิม และตัดลงเป็นชั้นเดียว ครบเป็นเพลงเถา
ใช้บทร้องจากเสภาพระราชพงศาวดารท่ีสุนทรภู่แต่ง ต่อมา มีผู้นาบทพระราชนิพนธ์เรื่อง
ราชาธิราชมารอ้ งดว้ ย

๔๒

บทร้องเพลงมอญราดาบ เถา

๓ ช้ัน เจ้าเอยเจ้าสมงิ พระราม ฟงั รบั ส่ังมีความหม่นไหม้
๒ ชน้ั ไมย่ อมอยดู่ หู น้าเสนาใน จะหนไี ปหงส์สาเหมือนว่ากัน
ชั้นเดยี ว ออกจากพระโรงรตั น์ชัชวาล มาขึ้นอาชาชาญขมีขมนั
ขบั ม้ามาตะบงึ ถงึ บา้ นพลนั เข้าในหอ้ งสุวรรณทนั ใด
ขึน้ บนเตยี งเคียงข้างเห็นนางหลบั ใจจะปลวิ หวิวดบั เสียให้ได้
สงสารน้องจะต้องพรากจากกันไป เหมือนแกล้งท้ิงน้องไว้ไมไ่ ยดี

จากบทละครพันทางเร่ืองราชาธริ าช
พระนพิ นธใ์ นสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอเจ้าฟา้ กรมพระยานรศิ รานุวดั ติวงศ์

๔๓

เพลงเขมรปากทอ่ เถา

ประวัตคิ วามเป็นมาของเพลงเขมรปากท่อ เถา

เพลงเขมรปากท่อ อัตรา ๒ ช้ัน ของเก่า ประเภทหน้าทับปรบไก่ มีท่อนเดียว
๔ จังหวะ คงจะแต่งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชาวเขมรท่ีเข้ามาต้ังถิ่นฐานอยู่ที่อาเภอปากท่อ
จังหวัดราชบุรี จึงตั้งชื่อว่าเพลงเขมรปากท่อ สานวนทานองเพลงแสดงว่าเป็นเพลงในสมัย
รัตนโกสนิ ทร์ แตไ่ มท่ ราบนามผู้แต่ง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีครูดนตรีนาเพลงเขมรปาก
ท่อ ๒ ชั้น มาแต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา ๓ ช้ัน และตัดลงเป็นชั้นเดียว จบเป็นเพลงเถาหลาย
ทางด้วยกัน เช่น ทางของพระยาประสานดุ ริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์ )
ทางของจางวางท่ัว พาทยโกศล และทางของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
ทไ่ี ดแ้ ต่งเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑

๔๔

บทรอ้ งเพลงเขมรปากท่อ เถา

๓ ชน้ั บดั นั้น นักคุ้มบังคมกม้ เกศา
๒ ช้ัน ความเกรงพระราชอาชญา เจรจาเสยี งส่ันพร่ันใจ
ชั้นเดยี ว โปรดใชใ้ หข้ า้ เปน็ ขา้ หลวง ไปทวงส่วยละโวก้ รงุ ใหญ่
ข้ากลับเสียทพี ่อเมอื งไทย ชะลอมตกั น้าไวด้ ว้ ยง่ายดาย
ข้านาชะลอมของประหลาด มายังฝา่ พระบาทเพื่อถวาย
คนไทยจะดีเพราะมนี าย เป็นยอดชายชาญฉลาดสามารถจรงิ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อยู่หวั ทรงแกไ้ ขจากบทละครราเรื่องพระร่วง
หรอื กลอนบทละครเรอ่ื งขอมดาดนิ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖

๔๕

เพลงขอมเงนิ เถา

ประวัติความเปน็ มาของเพลงขอมเงนิ เถา

เพลงเขมรขาว*อตั รา ๒ ช้ัน ของเก่า ประเภทหนา้ ทบั เขมร(เทียบเทา่ หนา้ ทบั ปรบไก่)
มี ๓ ทอ่ น ทอ่ นทหี่ นง่ึ มี ๓ จงั หวะ ท่อนท่ีสองและท่อนทส่ี ามมที ่อนละ ๔ จังหวะ

เม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๐ นายมนตรี ตราโมท ได้นาเพลงเขมรขาวมาแต่งขยายขน้ึ เปน็ อัตรา ๓ ช้นั
และตดั ลงเป็นช้ันเดียว ครบเปน็ เพลงเถา พรอ้ มท้งั แต่งทางร้องดว้ ยแล้วแต่งชอื่ ใหม่ว่า
“เพลงขอมเงิน เถา”

นายมนตรี ตราโมท เลา่ ว่า เพลงขอมเงนิ เถา แต่งขนึ้ เพ่ือให้เป็นคู่กับเพลงขอมทอง เถา
ท่หี ลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แต่งจากเพลงเขมรเหลอื ง อัตรา ๒ ช้นั ของเก่า
ราว พ.ศ. ๒๔๖๘ ในการแตง่ เพลงขอมทอง เถา น้นั นายมนตรี ตราโมท ได้มสี ว่ นชว่ ยเหลืออยดู่ ้วย

โดยเหตุท่เี พลงทั้งสองแต่งเพือ่ ให้เป็นคกู่ ันดงั กล่าวมาน้ี เพลงขอมทอง เถา จึงถอื วา่ เปน็ เพลง
ครู ส่วนเพลงขอมเงนิ เถา ถอื ไดว้ ่าเปน็ ศษิ ย์

บทร้องเพลงขอมเงิน เถา นายมนตรี ตราโมท ได้เลือกจากบทละครราเร่ืองพระร่วง พระราช
นพิ นธใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยู่หวั ตอนพญาเดโชอาสาท้าวพันธุมสรุ ิยวงศไ์ ปจับพระ
ร่วง อนั บทท่ใี ชม้ เี พลงเขมรและเพลงขอมตดิ ตอ่ กนั เปน็ ชดุ เรียงลาดบั ดงั นค้ี ือ เพลงเขมรปากท่อ เถา
เขมรลออองค์ เถา ขอมเงิน เถา และขอมทรงเครื่อง เถา นับเปน็ หมดชุดของตอนนี้โดยสมบรู ณ์

เพลงนี้ นายมนตรี ตราโมท ต่อใหน้ างเจริญใจ สุนทรวาทิน เป็นคนแรก และไดร้ ้องส่งวง
มโหรีหลวง ณ สถานีวิทยวุ งั พญาไท (ปจั จบุ นั คือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา้ ) ประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๖

๔๖


Click to View FlipBook Version