บทรอ้ งเพลงขอมเงิน เถา
๓ ชน้ั บัดนั้น ออกญาเดโชใจหาญ
๒ ชนั้
ชัน้ เดียว น้อมเศยี รประณตบทมาลย์ ทลู พระผู้ผ่านไผท
ขา้ จะขอรับอาสา จบั พอ่ เมืองมาใหจ้ งได้
แต่ถา้ แม้มันกล้าชิงชัย ขา้ จะไม่ไว้ชีวัน
แม้ว่าพระร่วงยังคงอยู่ ข้าไม่ขอคอื สู่เขตขัณฑ์
จะตามปองจองผลาญสังหารมัน ให้ทรงธรรม์สน้ิ เส้ยี นพารา
ทูลเสร็จถวายอภิวาทน์ แทบบาทพันธุมนาถา
ออกจากพระโรงรจนา มาเกณฑท์ หารชาญฉกรรจ์
บทละครราเรอื่ งพระรว่ ง หรอื กลอนบทละครเรือ่ งขอมดาดนิ
พระราชนพิ นธ์ในรชั กาลที่ ๖
๔๗
เพลงกาเรียนทอง เถา
ประวตั คิ วามเป็นมาของเพลงกาเรยี นทอง เถา
เพลงกาเรียนทอง อตั รา ๒ ชน้ั ของเก่า ประเภทหน้าทับปรบไก่ มีท่อนเดียว ๔ จังหวะ
เปน็ เพลงทน่ี ิยมรอ้ งและบรรเลงกนั แพร่หลาย และใชใ้ นการแสดงโขนละคร
นายมนตรี ตราโมท ได้นามาแต่งขยายข้ึนเป็นอัตรา ๓ ชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียว
ทง้ั ทางรอ้ งและทางดนตรี ครบเป็นเพลงเถา ประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๙ นอกจากนี้ยังมีผู้คิดแต่งข้ึน
อีกหลายทาง ที่สาคัญมากอีกทางหน่ึงคือทางของหลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง)
แตง่ ไว้เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๗๐ กเ็ ปน็ ทน่ี ยิ มมากเช่นกัน
๔๘
บทรอ้ งเพลงกาเรยี นทอง เถา
๓ ช้ัน โกญจารอ่ นรอ้ งในดง ส่งเสียงสาเนียงก้องป่า
๒ ชั้น
ช้ันเดยี ว มยุเรศราเคล้ากนั ไปมา จากพรากต่างพากันโบยบิน
หงสท์ องมา่ ยเมยี งเคียงคู่ เล่นอย่ใู นสระกระแสสนิ ธุ์
โพระดกโคกมา้ โกกลิ ทง้ั ขมิ้นขาบคุ่มกระลมุ ภู
เขาไฟกระไนไกฟ่ ้า สาลกิ าเชยชมสมสู่
กกแกว้ ระวงั ไพรสีชมพู แขกเตา้ เคลา้ ค่คู ลอกัน
๔๙
เพลงเทวาประสทิ ธ์ิ สองช้ัน
ประวตั คิ วามเป็นมาของเพลงเทวาประสทิ ธิ์ สองชั้น
เพลงเทวาประสิทธิ์ อัตรา ๒ ชั้น ของเก่า ประเภทหน้าทับปรบไก่ มี ๒ ท่อน
ท่อนละ ๔ จังหวะ ใช้ขับร้องในการแสดงโขนละคร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า
บริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ทรงนิพนธ์เพลงนี้ข้ึนเป็นเพลงเถาเมื่อ
พ.ศ. ๒๔๗๑
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้ทรงแกไ้ ขใหม่ทั้งทางรอ้ งและทางดนตรี ทรงบนั ทึกเป็นโน้ต
สากลประทานนายเทวาประสิทธ์ิ พาทยโกศล เพลงน้ีแพร่หลายในกลุ่มศิษย์จางวางทั่ว
พาทยโกศล
๕๐
เพลงเทวาประสิทธ์ิ สองชนั้
บทร้องเพลงเทวาประสิทธ์ิ สองชั้น
พระดาบสย้ิมแย้มแจม่ ใส จึงตัง้ นามใหต้ ามศกั ดศิ์ รี
อันบตุ รพยคั ฆาแก่กวา่ ปี เป็นผู้พชี่ ่ือว่าหลวิชัย
อันบตุ รโคผนู้ องรองชนั ษา ชอื่ ว่าคาวศี รีใส
จงส้ินทกุ ข์สุขอี ยา่ มภี ัย ดุจพรตาให้ทงั้ สองรา
๕๑
เพลงมหาฤกษ์ สองช้นั
ประวัติความเป็นมาของเพลงมหาฤกษ์ สองชน้ั
เพลงมหาฤกษ์เป็นเพลงคู่กันกับเพลงมหาชัยมาต้ังแต่โบราณ จนเรียกติดปากกันว่า
มหาฤกษ์มหาชัย ใช้บรรเลงคู่กันเพื่อแสดงฤกษ์งามยามดี และความสวัสดีมีโชคชัย
ในโอกาสต่าง ๆ เพลงมหาฤกษ์มหาชัยน้ัน สันนิษฐานว่ามีมาต้ังแต่กรุงศรีอยุธยา เป็นเพลง
ทานองอัตรา ๒ ช้ัน พอมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ถูกนามาบรรจุอยู่ในเพลงปี่พาทย์เร่ือง
ทาขวัญหรือเวียนเทียน ที่เร่ิมต้นด้วยเพลงนางนาค ออกเพลงมหาฤกษ์ มหากาล สังข์น้อย
มหาชัย ดอกไม้ไทร และดอกไม้ไพร ตามลาดับ โดยท่ัวไปแล้วเพลงมหาฤกษ์ใช้ในการเปิด
สถานที่หรือเปิดงานต่าง ๆ ตามฤกษ์ที่กาหนด เนื่องจากการดาเนินทานองมหาฤกษ์น้ัน
ดาเนินทานองแบบไทยแท้ ตามลักษณะการแปรลูกฆ้องออกเป็นทานองเต็ม จากเครื่อง
ดนตรีทบี่ รรเลงร่วมกนั ทาให้ผฟู้ งั ได้รับฟัง จะไดย้ นิ เสยี งคร้ึมกระหม่ึ ของเสียงดนตรีท่ีบรรเลง
พร้อมเพรยี งกนั กอ่ ให้เกิดความปตี ยิ นิ ดีและความศรทั ธาแกผ่ ฟู้ ังเป็นอย่างยง่ิ
๕๒
บทร้องเพลงมหาฤกษ์ สองชั้น
สรวมชพี บชู ติ อิศเรศ พระภูเบศนวมินทรปนิ่ สยาม
พระคุ้มครองประเทศทกุ เขตคาม พระเดชรามปราบวิกฤตพิชติ ภัย
หกสิบปเี ถลงิ ถวัลยร์ าชสมบตั ิ ครองแผ่นดินปน่ิ กษตั รยิ น์ ริ ัตศิ ัย
ลแุ ปดสบิ พระชนพรรษาจอมราชัย ไทยเปน็ ไทยใต้ร่มพระบารมี
๕๓
เพลงมหาชัย สองชัน้
ประวัตคิ วามเปน็ มาของเพลงมหาชัย สองชน้ั
เพลงมหาชยั เดิมเป็นเพลงไทยอัตรา ๒ ช้ัน มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ใช้บรรเลง
คู่กับเพลงมหาฤกษ์ในโอกาสอันเป็นมงคลต่าง ๆ จนเรียกขานกันโดยท่ัวไปว่า มหาฤกษ์ -
มหาชัย ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพลงนี้ได้ถูกนามาบรรจุอยู่ในเพลงป่ีพาทย์ เรื่องเวียน
เทียนหรือทาขวัญ เป็นเพลงในลาดับที่ ๕ ท่ีเร่ิมจากเพลงนางนาค แล้วออกเพลงมหาฤกษ์
มหากาล สังข์น้อย มหาชัย ดอกไม้ไพร และดอกไม้ไทร ตามลาดับ นอกจากนี้เพลงมหาชัย
ยังปรากฏอยู่ในตับมโหรี เรื่องทาขวัญ คร้ังกรุงเก่า โดยเป็นเพลงลาดับท่ี ๖ ซ่ึงมี พัดชา
นางนาค นางครวญ สรรเสริญพระจันทร์ มอญแปลง มหาชัย มโนราห์โอด ราโค
หงส์ไซร้ดอกบัว เนรปาตี
๕๔
บทรอ้ งเพลงมหาชยั สองชั้น
อนั เชญิ พระไตรรัตนเ์ ฉกฉัตรแกว้ อนั พรายแพรว้ ผอ่ งประภัสจรัสศรี
สิ่งศักดิส์ ิทธิด์ ลพิพฒั นส์ วัสดี เจ้าชวี ีขอพระองค์ทรงพระเจริญ
๕๕
พากย์ชมดง
ประวัติความเป็นมาของพากยช์ มดง
ใชส้ าหรบั พากยเ์ วลาผูแ้ สดงชมสภาพภูมิประเทศ ป่าเขา ลาเนาไพรและสัตว์ป่าน้อย
ใหญ่เริ่มทานองตอนต้นเป็นทานองร้องเพลงชมดงใน ตอนท้ายเป็นทานองการพากย์
ธรรมดา โดยมีตัวอย่างบทพากย์ฉบัง 16 เช่น พระราม พระลักษมณ์และนางสีดา เอ่ยชม
สภาพปา่ ท่ีมคี วามสวยงาม หลังจากออกจากเมอื งเพอ่ื บวชเป็นฤษใี นปา่
๕๖
พากยช์ มดง
ถงึ ถนิ่ กาลวาตอรญั วา
พลางทอดทัศนาวิหกมง่ิ ไม้รายเรยี ง
เค้าโมงจบั โมงมองเมยี ง คู่เคา้ โมงเคียง
เคียงค่อู ยูป่ ลายไม้โมง
ลางลิงลงิ เหนีย่ วลดาโยง คอ่ ยยุดฉดุ โชลง
โลดไลใ่ นกลางลางลิง
ชิงชงั นกชงิ กนั สงิ รงั ใครใครชงิ
ชงิ กนั จับต้นชิงชัน
นกยงู จบั พยูงยืนยัน แผ่หางเหียนหัน
หนั เหยบี เลียบไต่ไม้พยูง
บทพระราชนพิ นธเ์ รอ่ื งรามเกียรติ์ รัชกาลที่ ๒
๕๗
พากย์โอ้
ประวัตคิ วามเป็นมาของพากย์โอ้
ใช้สาหรับพากย์เวลาผู้แสดงมีอาการเศร้าโศกเสียใจ ราพันคร่าครวญถึงคนรัก
เริ่มทานองตอนต้นเป็นการพากย์ ตอนท้ายเป็นทานองการร้องเพลงโอ้ป่ี ซ่ึงการพากย์
ประเภทนจ้ี ะใหป้ ่ีพาทย์เป็นผู้รับเม่ือสิ้นสุดการพากย์หนึ่งบท มีความแตกต่างจากการพากย์
ประเภทอ่นื ตรงที่มีเคร่ืองดนตรีรับ ก่อนท่ีลูกคู่จะร้องรับว่าเพ้ย โดยมีตัวอย่างบทพากย์ยานี
11 เช่น พระรามโศกเศรา้ ราพันถึงนางสีดา ท่ีเป็นนางเบญจกายแปลงมาตามคาสั่งทศกัณฐ์
เพ่ือใหพ้ ระรามเขา้ ใจวา่ นางสดี าตาย
๕๘
พากย์โอ้
พระเหลอื บเลง็ ชราสนิ ธุ์ ในวารนิ ทะเลวน
เห็นรูปอสุรกล อนั กลายแกล้งเปน็ สีดา
ผวาว่ิงประหว่ันจติ ไมท่ ันคิดกโ็ ศกา
กอดแกว้ ขนษิ ฐา ฤดดี น้ิ ลงแดยัน
๕๙
เจรจา
ประวัติความเปน็ มาของเจรจา
เป็นการร่ายยาวท่ีส่งสัมผัสกันไปเรื่อยเร่ือยใช้ได้ในทุกโอกาส โดยผู้พากย์จะต้อง
จดจาเน้อื เรอ่ื งในตอนน้นั ทงั้ หมด เพอ่ื จะนามาผูกในตอนเจรจาได้ทันทว่ งที ซ่ึงโบราณาจารย์
ได้ผูกข้ึนเป็นแบบแผนเฉพาะตอนหน่ึงๆ เรียกว่า “กระทู้” สาหรับใช้เจรจาโต้ตอบระหว่าง
ผแู้ สดงโขน
๖๐
เจรจา
ดูกร แสนสุรเสนาผู้ภักดี ในไมตรีของทุกทุกท่าน ขณะน้ีตัวเราน้ันมีทุกข์แสนทรมา
ด้วยทศพักตรม์ าลอบลกั อคั รชายาของเราไป ครนั้ จะตดิ ตามไปชิงชัยหนทางจรก็มิแจ้ง หนุมานชาญ
กาแหง ท่านกับองคตและชมพูพาน ท่านจงคุมพหลพลทวยหาญ เป็นหน่วยหน้า ไปสืบหนทาง
หว่างมรรคาพนาลัย นับแต่น้ีจนถึงซ่ึงกรุงไกรเกาะลงกาแล้วจงนาพระภูษาและธรรมรงค์ ไปมอบ
แก่โฉมยงองคส์ ีดา
๖๑
เสภาไทย
ประวัตคิ วามเป็นมาของเสภาไทย
เสภาคาวา่ เสภา มีมลู ศพั ทม์ าจากภาษาใด และแปลวา่ อะไรนน้ั ไม่เปน็ ทีช่ ัดแจ้ง
ประเพณีการขับเสภา น่าจะมีมูลเหตุมาจากประเพณีการเล่านิทาน ซึ่งมีมาแต่ครั้ง
พุทธกาล ต่อมามีการนานิทานมาผูกเป็นกลอน และขับเป็นลานา เรียกว่า การขับเสภา
ซึ่งน่าจะมีในประเทศไทยมาช้านาน ตอนต้นสันนิษฐานว่า เป็นนิทานเฉลิมพระเกียรติย์
ต่อมาถึงตอนปลายสมัยอยุธยา ปรากฎว่านิยมขับเสภาแต่เร่ือง ขุนช้างขุนแผน เพียงเรื่อง
เดยี ว
กลอนเสภา เน้นการเล่าเร่ืองจึงไม่คานึงถึงฉันทลักษณ์มากนัก อย่างไรก็ดี ในเร่ือง
ขุนช้างขุนแผน มีกลอนบางตอนไพเราะมาก การขับเสภาถ้าขับคนเดียว มีลักษณะเป็นการ
เลา่ เร่ืองไปเรื่อย ๆ แต่ถา้ ประสงค์จะให้ออกรสชาติ ก็ใช้ผขู้ ับสองคนโตต้ อบกนั
แต่เดิม การเล่าเร่ืองขุนช้างขุนแผน เล่าเป็นนิทานทรงเคร่ือง กล่าวคือ เป็นการเล่า
นิทานดว้ ยถอ้ ยคาธรรมดา ไปตามเหตุการณ์จะแตง่ เปน็ กลอนเฉพาะบททสี่ าคญั เช่น บทพ้อ
บทชมโฉม บทสงั วาส บทชมดง
การขับเสภา เร่ิมถือหนังสือบทเป็นสาคัญ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
ฟา้ ฯ การแต่งบทเสภามกี ระบวนท่จี ะแต่งได้กวา้ งขวางกว่าบทละคร เปน็ หนังสือท่ีให้เห็น
สานวนกวีต่าง ๆ กันเปน็ อย่างดี หนงั สือเสภาจงึ วิเศษในกระบวนหนังสอื กลอน จงึ เป็นเสน่ห์
การเล่นเสภา ในตอนแรกถือเอาเสภาเป็นสาคัญ ปี่พาทย์เป็นอุปกรณ์ดนตรีเสริม
แต่พอเล่นกนั มากเขา้ กเ็ กดิ การประชันขันแข่งกัน เร่ืองปีพาทย์จึงมีความสาคัญคู่กับเสภาไป
ในท่สี ุด
๖๒
เสภาไทย
ในราชสารานน้ั ว่าเรา ผู้เปน็ เจ้ากรงุ จีนสน้ิ ทง้ั ผอง
ถงึ มติ รเราพระเจ้ามณเทยี รทอง เรายกกองทัพใหญท่ ั้งไพรน่ าย
จะเอากรงุ พมา่ น้ีมาไว้ ให้อยใู่ นอานาจเหมือนมาดหมาย
แตพ่ ลไพร่ใหญน่ ้อยจะพลอยตาย จงึ ยกั ย้ายมาแขง่ ขนั พนนั นัด
แมน้ ท่านมที หารชานาญยทุ ธ ราอาวธุ ส้ศู ึกเจนฝกึ หดั
ขี้มา้ ราทวนดที สี นั ทัด จงเร่งจัดออกมาอย่าช้าที
ตัวตอ่ ตวั ต่อสู้ดูฝีมอื ใหร้ า่ ลือเฟือ่ งฟุ้งทุกกรุงศรี
ทหารเราช่อื วา่ กามณี ทกุ บุรีหาเปรียบไมเ่ ทยี บทนั
แม้นทหารทา่ นแพ้แกข่ องเรา จะรบิ เอากรงุ ไกรไอยสวรรค์
แมท้ หารเราแพแ้ ก่พนัน จะพากันลา่ ทพั เลกิ กลับไป
๖๓
เสภาลาว
ประวัตคิ วามเปน็ มาของเสภาลาว
กลอนเสภา เน้นการเลา่ เรือ่ งจงึ ไม่คานงึ ถงึ ฉันทลกั ษณม์ ากนกั อย่างไรก็ดี
ในเร่ืองขุนช้างขุนแผน มกี ลอนบางตอนไพเราะมาก การขบั เสภาถา้ ขับคนเดยี ว
มีลกั ษณะเป็นการเลา่ เรื่องไปเรอื่ ย ๆ แต่ถา้ ประสงคจ์ ะให้ออกรสชาติ ก็ใช้ผู้ขับสอง
คนโตต้ อบกนั เสภาลาวเปน็ เสภาทีใ่ ชใ้ นบทละครทเี่ ป็นสาเนียงลาว หรือจะอย่ใู น
บทละครเปน็ ละครพันทาง
๖๔
เสภาลาว
นวลนางอวั้ สมิ ได้ฟงั ว่า กานดาเปรมปรีดจ์ิ ะมไี หน
แต่มายาหญิงแสร้งแกลง้ ทาไป ค้อนควักผลกั ไสไม่ไยดี
ท่กี ลา่ วแกล้ ว้ นชอบขอบใจเหลอื ไมร่ ้เู ช่นกจ็ ะเชื่อลมปากพี่
บัดนน้ี ้องต้องทุกขท์ บั ทวี โปรดปรานคี ดิ ด้วยไดช้ ว่ ยกนั
ว่าพลางร่าไหพ้ ิไรบอก เหมือนหนามยอกในอรุ าแทบอาสัญ
ทา่ นงาเมอื งกวนใจไมว่ ายวัน สุดจกั ผันผ่อนกลมุ้ รมุ ฤดี
ธ บงั คับให้น้องปรองดองรกั อภิเษกครองศกั ดม์ิ เหสี
รับสนองรองบาทพระภมู ี เปน็ สุดท่ปี ลีกตนพน้ ทรงธรรม์
๖๕
กลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ตี ศลิ ปไ์ ทย
ขอขอบพระคุณ
นายกติ ติ อัตถาผล
ผ้อู านวยการวิทยาลยั นาฏศลิ ป
ขอขอบพระคุณ
นายมนตรี เปรมปรดี า
ปฏิบตั หิ น้าทีห่ ัวหน้าภาควิชาดุรยิ างค์ไทย
ขอขอบพระคณุ
นายพันธศ์ ักด์ิ เอยี่ มจรูญ
หวั หน้ากลุ่มสาระการเรยี นรปู้ พ่ี าทย์
ขอขอบพระคณุ
คุณครูทศั นยี ์ ขุนทอง (ศลิ ปินแห่งชาติ)
คุณครูวัฒนา โกศนิ านนท์
คูณครูประคอง ชลานภุ าพ
คณุ ครูพิชญ์ญา สินธแุ์ ก้ว
ผเู้ ชยี วชาญทางดา้ นคีตศลิ ปไ์ ทยทค่ี อยใหค้ าปรึกษา
๖๖
สื่อการเรยี นการสอนหลกั สูตรนาฏดรุ ยิ างคศลิ ป์
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ (ปรับปรงุ พุทธศกั ราช ๒๕๖๒)
ช้ันมธั ยมศึกษา ปที ่ี ๑
กลุม่ กสลามุ่ รสะากราะรกเรายี รนเรรยี วู้ นิชราคู้ชตีพี ศคิลตี ปศไ์ ิลทปย์ไทย
ภาควชิ าดรุ ยิ างคไ์ ทย วทิ ยาลยั นาฏศลิ ป ๓๔
สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศิลป์ กระทรวงวฒั นธรรม