1
บทที่ 1 ความรู้ท่ัวไปเกี่ยวกบั การจดั แสดงสนิ ค้า
สาระสำคัญ
การจัดแสดงสนิ ค้าเป็นกิจกรรมอย่างหนึง่ ของการส่งเสริมการขาย ซึง่ เมอ่ื กระทำกิจกรรมแล้วผลที่
ตามมา คือสามารถกระตุ้นผู้บริโภคให้มีความต้องการสินค้าหรือบริการได้ ดังนั้นการจัดแสดงสินค้าจึง
จัดเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการทุกประเภทให้ความสำคัญ เพราะการจัดแสดงสินค้า
มคี วามสำคัญอยมู่ ากมายหลายประการและท่ีสำคัญคือ ชว่ ยทำให้ยอดขายเพิม่ ขนึ้
เนือ้ หา 1. ความหมายของการจัดแสดงสินคา้
2. การจัดแสดงสินค้ากบั สว่ นประสมทางการตลาด
3. ประวัตคิ วามเปน็ มาของการจดั แสดงสนิ ค้า
4. วัตถุประสงคข์ องการจดั แสดงสนิ คา้
5. ความสำคัญของการจดั แสดงสินคา้
6. ประโยชน์ของการจัดแสดงสนิ คา้
7. หัวใจของการจดั แสดงสินค้า
2
ความหมายความสำคญั และวัตถปุ ระสงคข์ องการจดั แสดงสนิ คา้
การจัดแสดงสินค้า (Display) คือ วิธีการนําเสนอสินค้าหรือความคิดให้แก่ผู้คนทั่วไปได้
พบเห็น โดยหวงั ทจี่ ะเรยี กรอ้ งความสนใจจากบคุ คลเหลา่ นั้น และทําให้เกดิ การตัดสินใจซอื้ ในท่ีสุด
นอกจากนี้ร้านค้าปลีกยังใช้การจัดแสดงสินค้าเป็นตัวแทนความเป็นเอกลักษณ์ให้กับร้านค้า
อีกด้วย จึงสามารถที่จะกล่าวได้ว่า การจัดแสดงสินค้านั้นเป็นวิธีการนําเสนอสินค้าสู่สายตาผู้พบเห็น
และด้วยการตกแต่งภายในร้าน (Interior Display) และภายนอกร้าน (Exterior Display) เพื่อเรียกร้อง
ความสนใจให้ลูกค้าเข้ามาชมสินค้าภายในร้านให้มากที่สุด จึงจัดได้ว่าการจัดแสดงสินค้ามีบทบาทสําคัญ
ทางด้านการตลาดมาก
การจัดแสดงสินค้าเป็นสิ่งท่ีมนุษย์สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ร้านค้าปลีก
เหน็ ความสาํ คัญของประสาทตา จึงมีการจดั วางสนิ ค้าในลกั ษณะทสี่ ามารถสรา้ งความสะดดุ ตา สรา้ งภาพท่ี
น่าสนใจให้เกิดกับลูกค้า นอกจากนี้การจัดแสดงสินค้ายังสามารถจับต้องได้ การขายสินค้าจึงมีมากขึ้นจึง
จดั ไดว้ ่าการจัดแสดงสินค้าชว่ ยเพมิ่ ยอดขายให้กับร้านคา้ และชว่ ย แสดงลกั ษณะเดน่ ของตวั สินค้านน้ั ๆ
การจดั แสดงสนิ คา้ กับส่วนประสมทางการตลาด
ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix) หมายถึง การนําตัวแปรที่บริษัทสามารถควบคุม
ได้ 4 ตัว ซ่ึงได้แก่ ผลติ ภณั ฑ์ (Product) ราคา (Price) ชอ่ งทางการจัดจําหน่าย (Place) และการส่งเสริม
การตลาด (Promotion) มาผสมกันเป็นข้อเสนอเพื่อนําออกไปสนองความต้องการ ของผู้ซื้อโดยผ่าน
กระบวนการซื้อขายแลกเปล่ยี น
ผลิตภัณฑ์ หมายถึง สินค้าหรือบริการที่ผลิตขึ้นเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค
โดยผลิตภัณฑจ์ ะตอ้ งกอ่ ให้เกิดสทิ ธิประโยชน์
ราคา หมายถงึ มูลคา่ ของผลติ ภัณฑ์ทคี่ ดิ เป็นเงินตามท่ีซือ้ ขายกนั
ช่องทางการจัดจําหน่าย หมายถึง การเคลื่อนตัวของผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตไปจนถึง มือผู้บริโภค
ซึ่งการจดั การเกีย่ วกับช่องทางการจัดจาํ หน่ายน้ันจะต้องสรา้ งความสะดวกให้กับผูบ้ ริโภคใหม้ ากท่ีสดุ
การส่งเสริมการตลาด หมายถึง กิจกรรมทางการตลาดที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการ
ในผลิตภัณฑ์นัน้ การสง่ เสริมการตลาดประกอบดว้ ย เครือ่ งมือดังต่อไปน้ี
1. การโฆษณา (Advertising) หมายถึง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแนวความคิด
ของผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคได้รับทราบ โดยผ่านสื่อต่างๆ ที่ต้องเสียเงิน ซึ่งอาจมีการปรุงแต่ง เพื่อให้เกิด
ความนา่ สนใจ และสามารถจงู ใจใหผ้ ูบ้ รโิ ภคตดั สนิ ใจซื้อได้
3
2. การประชาสมั พนั ธ์ (Public Relations) หมายถึง การบอกกล่าวขอ้ เทจ็ จรงิ เก่ียวกับ กิจการ
ให้ผู้บริโภคได้ทราบ เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้และเกิดความรู้สึกที่ดีต่อกิจการ อีกทั้งเป็นการสร้าง ภาพลักษณ์
ให้แกก่ จิ การดว้ ย
3. การขายโดยพนักงานขาย (Personal Selling) หมายถึง การที่กิจการใช้บุคคลเพื่อ
การเสนอขายสินค้าให้แกผ่ บู้ ริโภคถึงแหล่งท่ีอยู่ของผู้บรโิ ภค เป็นวธิ กี ารหนงึ่ ท่ีสามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภค
ตดั สนิ ใจซื้อผลติ ภัณฑ์ได้
4. การส่งเสริมการขาย (Sale Promotion) หมายถึง กิจกรรมทางการตลาดที่นอกเหนือ
จากการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การขายโดยพนักงานขาย ที่สามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภค เกิดความ
ต้องการผลิตภัณฑ์ได้ ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การชิงโชค การแถม การแจกตัวอย่าง การลดราคา
การสะสมคปู อง และรวมถงึ การจัดแสดงสนิ ค้าด้วย
ประวัตคิ วามเป็นมาของการจัดแสดงสินค้า
ความคิดในเรื่องการจัดแสดงนั้นมีมานาน นับตั้งแต่มนุษย์เราเริ่มตกแต่งร่างกายของตนเอง
เพื่อที่จะทําการโอ้อวด หรือเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่น ส่วนในเรื่องของการจัดแสดงสินค้านั้น
ในสมยั แรกผู้ขายยงั ไมเ่ ห็นถงึ ความสาํ คญั ของการจัดแสดงสนิ ค้า เนอื่ งจากผบู้ ริโภคในสมยั นน้ั ไม่มี กําลังซ้ือ
เพียงพอ จงึ ไมม่ แี รงผลกั ดันท่จี ะทาํ ให้ผู้ผลติ ผลติ สินค้าและนําสนิ ค้าต่างๆ มาแสดงใหผ้ ซู้ ้อื เห็นเพ่ือให้ผู้ซื้อ
เกดิ ความสนใจ ผ้ผู ลติ จึงทุ่มเทกับการซื้อวัตถุดิบเพ่อื ใช้ในการผลิตสนิ คา้ หรอื ซือ้ สินคา้ มาเพ่ือจาํ หน่าย
เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ผู้ขายเริ่มนําสินค้าของตนเองออกแสดง โดยพยายามนําสินค้าออกมา จัดวาง
ในตโู้ ชวใ์ ห้มากทส่ี ุดเท่าทีจ่ ะทําได้ เมือ่ การจดั แสดงเป็นทนี่ ิยมข้ึน จงึ เริม่ มปี ญั หากับผู้ขายคือ จะต้องมีการ
เปลี่ยนสินค้าในตู้โชว์อยู่ตลอดเวลา นับเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ที่ผู้ขายจะต้องรับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้เอง
จงึ จาํ เป็นต้องมกี ารพัฒนาวธิ ีการจดั แสดงสินค้า และจะตอ้ งมบี ุคลากรรับผิดชอบ ในหนา้ ที่สว่ นนี้
บุคลากรที่มีหน้าท่ีในการจัดแสดง หรือที่เรียกว่า ผู้จัดแสดง ในยุคแรกนั้นไม่ได้มีความรู้ เกี่ยวกับ
หลกั การออกแบบ การสร้างสรรค์ หรือการส่งเสริมการขายใดๆ เลย หนา้ ท่ีของพวกเขาคือ รักษาสินค้าใน
ตู้โชว์ให้สะอาด ปราศจากฝุ่นละออง สินค้าที่บรรจุลงในตู้โชว์ก็ไม่ได้มีการเลือกสรร เพียงแต่มีความ
ต้องการว่า จะบรรจุสินค้าลงในตู้โชว์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ความคิดสร้างสรรค์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ
การบรรจุดอกไม้กระดาษลงในมุมที่โล่งท่ามกลางสินคา้ ทว่ี างกระจดั กระจาย
การจัดแสดงสินค้าได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ได้เริ่มนําหุ่นมาใช้เป็นสิ่งประกอบ ในการจัดแสดง
สินค้า โดยหุ่นที่นํามาใช้นี้ทําด้วยขี้ผึ้งจึงทําให้เคลื่อนย้ายลําบาก และปัญหาอีก ประการหนึ่งคือ เมื่อหุ่น
ขี้ผึ้งถูกแดดเผาก็จะละลาย ผู้จัดแสดงจึงคิดหาวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ เข้ามาประกอบ การจัดแสดงสินค้า
จึงถือเป็นจุดเริ่มของการพัฒนาอุปกรณ์ประกอบฉากที่ใช้ในการจัดแสดงสินค้า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เป็นช่วงที่การจัดแสดงสินค้าได้รับการพัฒนาขึ้น เมื่อชาวยุโรป เกิดแนวความคิดว่าน่าจะมีการผนวกหลัก
4
ศิลปะเข้าไปกับการจัดแสดงสินค้าด้วย ศิลปินในประเทศ เยอรมนีเริ่มมีความสนใจจะพิสูจน์ว่าศิลปะ
มีรูปแบบการใช้งานทางการค้าไดห้ ากมกี ารออกแบบที่ดี
ในปี ค.ศ. 1926 มีการจัดแสดงสินค้าในเชิงศิลปะการตกแต่ง ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
เป็นงานที่มผี ู้สนใจเข้าชมเป็นจาํ นวนมาก และได้มีการลอกเลียนศลิ ปะเหล่านี้มาใช้ในงานทีม่ ี จุดมุ่งหมาย
ด้านความงาม แต่ต่อมาก็ได้นํามาประยุกต์ใช้ในการตลาดสําหรับการจัดแสดงสินค้า เพื่อส่งเสริมการขาย
โดยไม่ได้ตระหนักว่างานศิลปะที่จัดขึ้นที่นั้น สิ่งประกอบหลายอย่าง ทําด้วยปูนปลาสเตอร์ที่สร้างขึ้น
สําหรับตู้โชว์ที่กรุงปารีส ไม่เหมาะกับการนําไปใช้ในที่อื่นๆ การจัดแสดงสินค้าที่เลียนแบบงานศิลปะจาก
กรุงปารีส ทําให้ตู้โชว์ร้านค้าในยุคนั้นกลายเป็นการจัด แสดงศิลปะ จึงทําให้สินค้าที่นํามาจัดแสดงขาด
ความเดน่ และขาดความสาํ คัญลงไป
วตั ถุประสงค์ของการจดั แสดงสนิ คา้
1. เพอ่ื แสดงสนิ คา้ ทม่ี ขี ายอยู่ในรา้ น
การนําสินค้าที่มีขายอยู่ในร้านค้าออกมาจัดแสดงในจุดที่ทําให้ผู้ที่ผ่านไปมาได้เห็น เป็นการแจ้งให้
ทราบว่าสินค้าที่จัดแสดงอยู่นี้มีขายภายในร้าน โดยเฉพาะสินค้าที่เพิ่งออกสู่ตลาด สินค้าตามฤดูกาล
และสนิ คา้ ทกี่ าํ ลังอยู่ในความต้องการของลกู คา้ หากไมน่ าํ มาจัดแสดง โอกาสที่ ลกู ค้าจะรูจ้ ักหรอื อยากเป็น
เจา้ ของจะลดน้อยลง ดงั น้นั รา้ นคา้ จงึ ควรนาํ สินค้าที่มีขายอยู่ภายในร้าน ออกมาจดั แสดง เพื่อเป็นการแจ้ง
รายการสินค้าท่ีมจี าํ หน่ายภายในร้าน และยังเปน็ การชว่ ยเพ่ิมยอดขายอีกดว้ ย
การจดั แสดงสนิ คา้ เพอ่ื แสดงสนิ คา้ ทีม่ ขี ายอยใู่ นร้าน
2. เพอ่ื การส่งเสริมการขาย
การจดั แสดงสนิ คา้ เปน็ เคร่อื งมือ อย่างหน่งึ ของการส่งเสริมการขาย มสี ่วนในการกระตุ้นผู้ท่ีผ่านไป
มาให้เกิดความ ต้องการสินค้า หรือต้องการเข้าใช้บริการ ซึ่งบางครั้งสิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในความ ต้องการ
ของลูกค้าเลย การจัดแสดงสินค้า เพื่อการส่งเสริมการขายนี้ จะต้องพยายามทํา ให้สินค้ามีลักษณะเด่น
ดงึ ดูดสายตาให้ผู้ท่ี ผ่านไปมาหยุดมอง เดนิ เข้ามาในรา้ น และ ตดั สนิ ใจซอื้ ในทสี่ ดุ
5
การจดั แสดงสินคา้ เพ่ือการส่งเสรมิ การขาย
3. เพ่อื แสดงสินค้าทม่ี คี วามสัมพันธ์กนั
การจัดแสดงสินค้า ตามหลักวิชาการแล้ว ต้องทําให้ผู้พบเห็นเกิดอารมณ์สุนทรยี ภาพ การนําสินคา้
ที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดวางไว้ด้วยกัน เช่น การจัดแสดงสินค้าประเภทเสื้อ ก็อาจนํา กระโปรงหรือ
กางเกง รองเท้า เข็มขัด กระเปา๋ ถือทเ่ี ข้าชดุ กนั มาประกอบดว้ ย หรือจัดแสดงสินคา้ ประเภทชุดกฬี า ก็อาจ
นําอปุ กรณก์ ฬี าท่สี มั พนั ธก์ บั ชุดมาจดั วางไว้ด้วยกนั ก็เป็นการสร้างอารมณ์ สนุ ทรยี ภาพไดอ้ ยา่ งหนง่ึ
การจัดแสดงสนิ คา้ เพื่อแสดงสนิ คา้ ท่ีมีความสมั พนั ธก์ นั เปน็ ชดุ
4. เพ่อื แสดงถึงคณุ ภาพหรือประโยชนข์ องสนิ คา้
การนําสินค้ามาจัดแสดง ในลักษณะของการใช้งาน เป็นการกระตุ้นให้ ผู้ที่ผ่านไปมาเกิดความ
ตอ้ งการสินค้า ไดว้ ิธหี นง่ึ เช่น การนําเส้อื ผ้าแขวนไว้ กบั หุ่นจะทําให้เห็นลักษณะการใชง้ านชัดเจน กวา่ การ
แขวนกับไม้แขวนเสื้อ หรือการ นําหลอดไฟ โคมไฟมาจัดแสดงให้เห็นถึง ความสว่างขณะที่เปิดใช้งาน
จะทําให้เห็น ความชัดเจนของสินค้ามากกว่าการนํา หลอดไฟมาวางไว้เฉย ๆ โดยไม่มีการจัดแสดงสินค้า
เพื่อแสดงถึง ความสว่าง จากการที่ผู้บริโภคได้เห็นคุณภาพหรือประโยชน์ของสินค้า ภาพที่ชัดเจนนี้
จะทาํ ให้เกดิ การตดั สนิ ใจ ซ้อื เรว็ ข้นึ
6
การจัดแสดงสินคา้ เพื่อแสดงถึงคณุ ภาพหรือประโยชนข์ องสนิ ค้า
5. เพ่อื แสดงสินคา้ ในเทศกาลต่าง ๆ
สินค้าบางประเภท เช่น สินค้าที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิต ผู้บริโภคมีความต้องการอยู่ ตลอดเวลา
จงึ ตอ้ งมีการเสาะแสวงหาซ้ือ ผขู้ ายอาจจัดวางสินค้าในตําแหน่งท่ีไม่ต้องโดดเด่นมากนัก ซึ่งตรงกันข้ามกับ
สินค้าบางประเภทที่ผู้บริโภคมีความจําเป็นต้องใช้ในบางช่วงเวลา หรือบางเทศกาล เท่าน้ัน
เชน่ เทศกาลปีใหม่ เทศกาลตรษุ จนี เทศกาลวนั วาเลนไทน์ หรอื เทศกาลรับลมร้อน ดงั น้นั เมอ่ื ถงึ เทศกาล
ที่ต้องใช้สินค้า ผู้ขายจึงต้องนําสินค้าออกมาจัดแสดงเพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นว่า มีสินค้า ประเภทนั้นๆ
จําหนา่ ย และนอกจากน้กี ารจดั แสดงสินค้าตามเทศกาลยังสรา้ งความทนั สมัย ใหก้ บั ร้านคา้ อีกดว้ ย
การจดั แสดงสนิ คา้ เพื่อแสดงสินค้าในเทศกาลตา่ ง ๆ
7
6. เพ่ือสรา้ งค่านยิ มทีด่ ีให้กบั รา้ นคา้
รา้ นค้าท่มี กี ารจดั แสดงอยา่ งสวยงาม เปน็ ระเบยี บ สะอาด สะดุดตาสะดดุ ใจแก่ผู้พบเหน็ จะสามารถ
สร้างความประทับใจต่อลูกค้าได้ ลูกค้าบางคนเลือกใช้บริการจากร้านค้าใดร้านค้าหนึ่ง เป็นประจําเพราะ
รู้สึกพอใจกับการจัดแสดง การจัดวางสินค้าได้อย่างเหมาะเจาะ เลือกซื้อได้อย่าง สะดวกสบาย ซึ่งส่ิง
เหล่านี้ช่วยสร้างค่านิยม (Goodwill) ที่ดีให้กับร้านค้า ลูกค้าประจําเพิ่มมากขึ้น ส่งผลทําให้ยอดขาย
เพิ่มข้นึ ตามไปดว้ ย
การจดั แสดงสินค้าเพ่ือสรา้ งค่านิยมท่ดี ใี ห้กับรา้ นค้า
7. เพ่ือสร้างเอกลักษณใ์ ห้กับรา้ นค้า
ร้านค้าปลีกบางแห่งใช้การจัดแสดงสินค้าเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ของร้านค้ามีการ
จัดหน้าต่างโชว์ที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เมื่อผู้บริโภคพบเห็นก็จะทราบได้ทันทีว่าเป็นร้าน
อะไร ขายสินค้าประเภทใด เช่น ร้านแมคโดนัลด์ที่ใช้ตุ๊กตาแมคโดนัลด์ในการตกแต่งหน้ารา้ น เพื่อใช้เป็น
สญั ลักษณข์ องรา้ นคา้ รวมทัง้ การจัดตกแตง่ ภายในร้านกเ็ ปน็ แนวทางเดียวกนั ทกุ สาขา
การจดั แสดงสนิ คา้ เพ่อื สรา้ งเอกลกั ษณ์ให้กบั รา้ นคา้
8
8. เพ่ือสนบั สนุนการโฆษณา
กิจกรรมการโฆษณาควรทําควบคู่ไปกับการจัดแสดงสินค้า เนื่องจากทั้งสองกิจกรรมนี้
มคี วามสมั พันธ์กัน ไดแ้ ก่
8.1 เมื่อผู้บริโภคได้เห็นโฆษณาสินค้าจากสื่อต่างๆ แล้วเกิดความสนใจก็สามารถ แวะชมสินค้า
จากร้านค้า การแวะชมสินค้าจากการร้านค้านี้ทําให้ผู้บริโภคได้เห็นสินค้า และสามารถ สัมผัสได้
ยง่ิ ถา้ หากวา่ การจัดแสดงสนิ คา้ นั้นเปน็ น่าสนใจ กจ็ ะทําให้เกดิ การตัดสนิ ใจซ้ือตามมา
8.2 การจัดแสดงสินค้าที่สวยงาม น่าสนใจ สะดุดตา สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้ จัดเป็นการจัด
แสดงสนิ ค้าท่ีมคี ุณภาพ เจา้ ของสนิ คา้ สามารถบนั ทกึ ภาพเหล่าน้เี พ่ือใช้เปน็ ภาพโฆษณา ผา่ นส่ือต่างๆ ได้
การจดั แสดงสินคา้ เพ่อื สนับสนนุ โฆษณา
ความสำคัญของการจดั แสดงสินคา้
การตกแต่งร้านค้าก็เปรียบได้กับการแต่งกายของคนเรา การแต่งกายดีย่อมได้รับความ เชื่อถือ
จากผู้พบเห็น ร้านค้าก็เช่นเดียวกัน หากมีการจัดตกแต่งท่ีดี สวยงาม ย่อมได้รับความนิยมจะต้องพิถีพิถัน
มีการวางแผนให้สอดคล้อง กับความต้องการของกิจการ ลูกค้า และงบประมาณของกิจการ ร้านค้าปลีก
ขนาดใหญ่จะมีหน่วยงาน ที่มีหน้าที่ในการจัดแสดงสินค้า เนื่องจากเห็นว่าการจัดแสดงสินค้าที่ดีน้ัน
สามารถเพิ่มยอดขาย ให้แก่กิจการได้ ดังจะสรุปความสําคัญของการจัดแสดงสินค้าได้ว่า การจัดแสดง
สินค้าที่มีประสิทธิภาพ จะทําให้สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ที่ผ่านไปมาให้หยุดมอง เดินเข้ามาในร้าน
และทําให้เกิด การตัดสินใจซื้อในที่สุด ซึ่งหากการจัดแสดงสินค้าน้ันสามารถทําให้ผู้ที่ผ่านไปมาเกิด
พฤติกรรม เช่นนไี้ ด้มากเท่าใด กย็ อ่ มทําให้ยอดขายของรา้ นคา้ สงู ขึน้ เท่านั้น
9
ความสําคัญของการจัดแสดงสินคา้ ทม่ี ีต่อผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการค้าในทนี่ ีห้ มายถึง ผู้ผลติ ผคู้ ้าส่ง ผคู้ า้ ปลีก ซ่งึ ผูป้ ระกอบการคา้ เหล่านีล้ ว้ น แลว้ แต่ให้
ความสาํ คัญกบั การจัดแสดงสนิ ค้าท้ังสิน้ ผู้ผลติ จะมกี ารนาํ สนิ คา้ มาจดั แสดงเพ่ือให้ตัวแทน จําหน่ายได้เห็น
สินค้าตัวจริง ซึ่งชัดเจนกว่าการได้เห็นสินค้าจากภาพถ่ายหรือแค็ตตาล็อก หรือกรณี ที่เป็นผู้ผลิตเพื่อการ
ส่งออกมักนิยมนําสินค้าเข้าร่วมในงานแสดงสินค้าต่างๆ เช่น งานเอ็กซ์โปร งานเทรดแฟร์ เป็นต้น
แม้แต่ฝ่ายรัฐบาลเองก็ให้ความสําคัญกับการจัดแสดงสินค้าเช่นเดียวกัน โดยกรมส่งเสริมการส่งออก
กระทรวงพาณิชย์ได้จัดให้มีห้องจัดแสดงสินค้า เพื่อนําสินค้าไทยมาจัด แสดงให้ชาวต่างชาติเข้าเยี่ยมชม
และสั่งซื้อได้ ด้านของผู้ค้าส่งก็ได้มกี ารนําสินค้ามาจัดแสดงเพือ่ ให้ พ่อค้าปลีกได้มีโอกาสพิจารณาสินคา้ ท่ี
จะรับไปจําหน่ายต่อ ในกรณีของร้านค้าปลีก การจัดแสดง สินค้านับเป็นส่ิงสําคัญมาก เพราะนอกจากจะ
ช่วยในด้านของการสร้างยอดขาย สร้างค่านิยม สร้างภาพลักษณ์ให้แก่กิจการแล้ว การจัดแสดงสินค้าใน
ร้านคา้ ปลกี ยงั เปน็ การแสดงให้ผู้พบเห็น ทราบวา่ กิจการขายสินค้าประเภทใด เชน่ รา้ นค้าท่ีมีเส้ือผ้าใส่หุ่น
โชว์ไว้ที่หน้าต่างโชว์ แสดงว่าร้านค้านั้นขายเสื้อผ้า ร้านค้าที่มีเครื่องหนังแขวนตกแต่งไว้ที่หน้าต่างโชว์
ก็แสดงว่าเป็นร้านขาย เครอ่ื งหนัง เป็นตน้
10
ประโยชน์ของการจัดแสดงสนิ คา้
การจัดแสดงสินค้ามีความสําคัญอันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร้านค้าเป็นอย่างมาก กล่าวคือ การจัด
แสดงสินค้าที่มีประสิทธิภาพช่วยให้ร้านคา้ มียอดขายเพ่ิมขนึ้ และนอกจากน้ยี งั สร้างความมี ช่ือเสียงให้เกิด
แก่รา้ นคา้ อกี ดว้ ย ประโยชนข์ องการจัดแสดงสนิ คา้ นนั้ สามารถสรุปได้เป็น 2 ด้าน ดังน้ี
1. ดา้ นการบรหิ ารการขาย ได้แก่
1.1 ช่วยให้มีการพัฒนาสภาพร้านค้า ร้านค้าที่มีการจัดสภาพทั้งภายนอกและ ภายในให้สะอาด
เปน็ ระเบยี บสวยงาม ทนั สมัย ทันต่อเหตุการณ์ หรือเข้ากับฤดูกาล จะช่วยสรา้ ง แรงดึงดูดให้ผู้ท่ีผ่านไปมา
สะดุดตา เดินเข้ามาชม โอกาสที่จะขายสินค้าได้จึงมีสูง ส่วนร้านค้าที่ ไม่ให้ความสำคัญกับการจัดแสดง
สินคา้ สภาพของรา้ นค้าย่อมไม่ได้เปน็ ดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ บคุ คลภายนอกมองไม่เห็นถงึ การพัฒนาของ
รา้ น
1.2 ช่วยประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ยในการส่งเสริมการตลาดผา่ นสอ่ื อืน่ ๆ การจัดแสดง สนิ ค้านั้น นอกจาก
ผู้บริโภคจะได้รับรูด้ ้วยตาแล้ว ยังสามารถรบั รู้ไดจ้ ากประสาทสัมผัสอื่นๆ เช่น ทางปากจากการไดช้ มิ จาก
จมูกจากการได้ดม เป็นต้น อีกทั้งสามารถสอบถามข้อมูลได้ทันทีที่ ต้องการทราบเพิ่มเติมจากที่ได้แจ้งไว้
การจัดแสดงสินค้าจึงช่วยในการส่งเสริมการขายได้ดีกว่า การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ซึ่งอาจต้อง
เสียคา่ ใช้จา่ ยที่สูงกว่า
1.3 ช่วยเพิ่มยอดขายของสินค้าแต่ละชนิด สินค้าบางอย่างผู้บริโภคไม่ได้มีความ ต้องการ หรือ
ไมไ่ ด้อยใู่ นความคิดวา่ จะซ้ือ แตเ่ มอื่ ร้านคา้ ไดม้ กี ารจัดแสดงสนิ ค้าแบบสัมพนั ธ์กนั เป็นชดุ ไว้ ทาํ ใหผ้ ู้บรโิ ภค
ทราบวา่ สินคา้ เหล่านั้นต้องใช้รว่ มกันจึงจะเกดิ ประโยชน์มากข้ึน หรือจงึ จะสวยงามข้ึน บางกรณลี ูกค้าอาจ
นึกขึ้นได้ว่าสินค้าที่กําลังใช้อยู่ที่บ้านหมด เพราะได้เห็นสินค้า ชนิดนั้นจากการจัดแสดงสินค้าของร้านค้า
ด้วยเหตทุ ้ังปวงท่ีกลา่ วมาแลว้ ผลท่เี กดิ ข้นึ ตามมาคอื ทาํ ให้ยอดขายของสนิ ค้าแตล่ ะชนิดสงู ขึ้น
2. ดา้ นจติ วทิ ยา ไดแ้ ก่
2.1 ช่วยสรา้ งช่ือเสียงให้แก่กิจการ กิจการรา้ นคา้ ท่มี ีการจดั แสดงสินค้าทีส่ วยงาม หรือแตกต่างไป
จากรา้ นคา้ อ่นื ๆ ผู้บรโิ ภคไดพ้ บเหน็ ก็จะบอกปากต่อปาก ทาํ ให้รา้ นค้าเป็นที่รูจ้ ัก แก่บคุ คลทั่วไปมากข้ึน
2.2 ชว่ ยสร้างบรรยากาศท่นี ่าประทับใจแกร่ า้ นคา้ ร้านคา้ ที่มกี ารจดั แสดงสินค้า ที่ดี เป็นระเบียบ
และสวยงาม เป็นการสรา้ งบรรยากาศที่ดีให้แก่รา้ นค้า และยงั สามารถสรา้ งภาพลักษณ์ ของร้านในทางท่ีดี
ซง่ึ จะส่งผลทาํ ใหส้ ามารถกระตนุ้ ใหผ้ ู้บริโภคเกิดความตอ้ งการผลิตภณั ฑไ์ ด้อกี ด้ว
2.3 ช่วยให้พนักงานขายและเจ้าหน้าที่ของร้านค้าเกิดความภาคภูมิใจ พนักงาน ขายและ
เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในร้านค้าที่มีการจัดแสดงอย่างสวยงาม เป็นระเบียบ จะก่อให้เกิด ความภาคภูมิใจ
และความเช่ือมนั่ ในผลิตภณั ฑแ์ ละกจิ การน้นั
11
หวั ใจของการจัดแสดงสนิ คา้
ในการจัดแสดงสินค้าแต่ละครั้ง ผู้จัดแสดงจะต้องมีการศึกษาและทําความเข้าใจในการ จัดแสดง
คร้ังน้ันๆ เพอื่ เป็นแนวทางในการวางแผนการจัดแสดงได้อย่างเหมาะสม ซึ่งหวั ใจของการ จัดแสดงมดี งั นี้
1. จะต้องรวู้ ่าจัดทําไม (Why)
วัตถุประสงค์ของการจัดแสดงสินค้านั้นมีหลายประการ เช่น เพื่อส่งเสริมการขาย เพื่อแสดงสินค้าที่
มีขาย เพื่อสร้างค่านิยม เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของร้านค้า เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้จัด จะต้องทําความเข้าใจ
เพอ่ื ผลงานท่อี อกมาจะไดเ้ ปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงค์น้ัน
2. จะต้องร้วู า่ เปน็ สนิ ค้าอะไร (What)
ผู้จัดจะต้องทําความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าที่จะนํามาจัดแสดง ว่าเป็นสินค้าประเภทใด ขนาด รูปร่าง
รูปทรงเปน็ อยา่ งไร โดยเฉพาะอย่างย่ิงจะตอ้ งรวู้ า่ สนิ คา้ นนั้ มีจดุ ขายอยู่ทใี่ ด
3. จะต้องรู้ว่าจดั แสดงสินคา้ ที่ไหน (Where)
สถานที่ที่ใช้ในการจัดแสดงสินค้ามีอยู่มากมาย เช่น บริเวณหน้าต่างโชว์หน้าร้าน บริเวณภายในร้าน
ซง่ึ ภายในรา้ นยงั แบง่ ออกเป็น บนเคานเ์ ตอร์ บนผนัง หรอื มุมใดมุมหนึ่งของร้าน ซึง่ ในการจัดจะมีลักษณะ
ที่แตกต่างกันออกไป นอกจากที่กล่าวมาแล้ว สถานที่ในการจัดแสดงสินค้า อาจเป็นการจัดในงานแสดง
สนิ ค้าตามสถานที่ ตา่ ง ๆ ก็ได้
4. จะต้องรูว้ ่าจัดแสดงสินค้าเมอื่ ใด (When)
การคํานึงถึงเวลาในการจัดแสดงมักเป็นการจัดแสดงสินค้าในเทศกาลต่างๆ เช่น คริสต์มาส ปีใหม่
วาเลนไทน์ ตรษุ จนี ฯลฯ รวมไปถึงฤดูกาลตา่ งๆ ด้วย เชน่ ช่วงฤดรู ้อน ฤดูหนาว เปน็ ตน้
5. จะตอ้ งรวู้ ่ากล่มุ เปา้ หมายคอื ใคร (Who)
ผู้จัดแสดงจะต้องศึกษาว่า การจัดแสดงครั้งนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ใด ผู้หญิง ผู้ชาย วัยรุ่น แม่บ้าน ผู้ที่มี
รายได้สงู หรือรายได้ระดับปานกลาง ซ่ึงกลมุ่ เป้าหมายแต่ละประเภทนม้ี ี จนิ ตนาการทีแ่ ตกตา่ งกัน รูปแบบ
การจัด วสั ดอุ ปุ กรณ์ท่ีใชก้ ็จะแตกต่างกนั ด้วย
6. จะต้องรู้วา่ จะทําการจัดแสดงสนิ ค้าอย่างไร (How)
ผู้จัดแสดงจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการจัดแสดงสินค้า นับตั้งแต่การวางแผน การออกแบบโดยนําหลัก
ศิลปะเขา้ มาชว่ ย การลงมือปฏบิ ัติ ไปจนถงึ การประเมินผลการจดั แสดง
ขอ้ มลู เพิ่มเติม
12
แบบฝึกหัดบทท่ี 1
1. ส่วนประสมทางการตลาด หมายถึงอะไร
2. เคร่อื งมือของการส่งเสริมการตลาด มีอะไรบ้าง
3. หนา้ ทข่ี องผูจ้ ดั แสดงสนิ ค้าในยคุ แรกมีอะไรบา้ ง
4. การนำสินค้าที่มีขายอยู่ในร้าน สินค้าที่เพิ่งออกสู่ตลาด สินค้าตามฤดูกาล สินค้าที่กำลังอยู่ในความ
ต้องการ ของลูกคา้ มาจัดแสดง เปน็ การจดั แสดงสินคา้ เพื่ออะไร
5. การจดั แสดงสนิ ค้าโดยนำเสื้อหรือกระโปรง รองเท้า เข็มขดั กระเปา๋ ถอื มาจดั ใหเ้ ขา้ ชดุ กนั เป็นการจัด
แสดงสนิ คา้ เพื่ออะไร
6. รา้ นแมคโดนลั ดท์ ่ีใชต้ ุก๊ ตาแมคโดนัลด์ในการตกแต่งหน้ารา้ นเหมือนกนั ทุกสาขา เป็นการจัดแสดง
สินคา้ เพื่ออะไร
7. การจัดแสดงสนิ คา้ ท่ีมปี ระสิทธิภาพ ก่อใหเ้ กิดความสำคัญอย่างไร
8. การจัดแสดงสนิ ค้าชว่ ยประหยัดคา่ ใช้จ่ายในการบรหิ ารการขายอยา่ งไร
9. การจดั แสดงสนิ ค้าชว่ ยใหพ้ นักงานขายและเจ้าหนา้ ท่ีของร้านค้าเกิดความภาคภมู ใิ จอยา่ งไร
10. หัวใจของการจดั แสดงสนิ คา้ มอี ะไรบา้ ง
13
คำช้ีแจง
1. ให้ผู้เรียนไปเดินดูการจัดแสดงสินค้าในร้านต่างๆที่ห้างสรรพสินค้า โดยต้องเป็นร้านค้าที่จัด
แสดงสินค้าได้อย่างสวยงาม มีระเบียบที่สร้างค่านิยมที่ดีให้กับลูกค้า เพื่อให้เกิดความประทับใจและ
กลับมาใชบ้ รกิ ารอีก โดยขออนุญาตถ่ายภาพรา้ นน้นั ๆ ดว้ ยกลอ้ งดิจทิ ลั หรอื โทรศพั ท์มอื ถอื
2. ผู้เรียนเขียนเป็นความเรียงบรรยายสิ่งท่ีพบเห็นพร้อมติดภาพถ่าย โดยย่อหน้าสุดท้ายเขียน
ความประทับใจในการจดั แสดงสินคา้ รา้ นน้ัน
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………….……………………………………………………………………………………......
………………………………………………………….………………………………………………..…………………………….......……
………………………………………………………….………………………………………………..…………………………….…………
…………………………………………………………….…………………………………………………………………………………......
………………………………………………………….……………………………………………………………………………….......…..
………………………………………………………….…………………………………………………………………………….......……..
……………………………………………………..…….…………………………………………………………………………….…………
…………………………………………………………….………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….…………………………………………………………………………….......……..
………………………………………………………….……………………………………………………………………………….......…..
………………………………………………………….………………………………………………………………………………….........
………………………………………………………….……………………………………………………………………………….......…..
14
บทท่ี 2 ประเภทของการจัดแสดงสนิ ค้า
สาระสำคญั
รูปแบบการจัดแสดงสินค้าของร้านค้า มักมีความหลายหลายขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์ของผู้จัด
แสดง การจัดแสดงสินค้าที่มีแนวความคิดสวยงาม หรือแปลกไปจากร้านอื่น ๆ ย่อมได้รับความสนใจกว่า
การจัดแสดงสินค้าน้ัน สามารถกระทำได้ทั้งในหนา้ ต่างโชว์หน้าร้าน ภายในร้านค้า ภายนอกร้านค้า และ
ในงานจัดแสดงสินค้า ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และนโยบายของกิจการ แต่อย่างไรก็ตาม การจัดแสดง
สนิ คา้ แตล่ ะประเภทยอ่ มมีวตั ถุประสงค์อย่างเดยี วกัน
เน้อื หา 1. จดั แสดงสนิ คา้ ในหนา้ ต่างโชวห์ น้าร้าน (Window Display)
2. การจดั แสดงสินคา้ ภายในรา้ นคา้ (Interior Display)
3. การจัดแสดงสนิ คา้ ภายนอกรา้ นค้า (Exterior Display)
4. การจัดแสดงสินคา้ ในงานนิทรรศการ (Exhibition) หรืองานแสดงสนิ ค้า
15
การจัดแสดงสินค้าก่อให้เกิดประโยชน์ และมีความสำคัญต่อหน้าร้านดังที่กล่าวมาแล้ว การจัด
แสดงสินค้าสามารภกระทำได้อย่างหลากหลาย บริเวณที่ใช้ในการจัดแสดงสินค้าก็มีหลากหลาย
เชน่ เดยี วกัน ขึ้นอยูก่ ับความต้องการของเจ้าของร้านค้า และความคดิ สรา้ งสรรค์ของผู้จัดแสดงสินค้า จึง
สามารถจำแนกได้ว่าการจัดแสดงสินค้านั้นมีอยู่หลายประเภท ในหน่วยนี้จะแบ่งการจัดแสดงสินค้าออก
เปน็ 4 ประเภท ไดแ้ ก่
1. การจัดแสดงสินคา้ ในหนา้ ตา่ งโชว์หนา้ ร้าน (Window Display)
2. การจดั แสดงสนิ ค้าภายในร้านค้า (Interior Display)
3. การจดั แสดงสนิ ค้าภายนอกร้านคา้ (Exterior Display)
4. การจดั แสดงสนิ ค้าในงานนทิ รรศการ (Exhibition) หรืองานแสดงสนิ คา้
การจัดแสดงสนิ คา้ ในหนา้ ตา่ งโชว์หน้าร้าน (Window Display)
หนา้ ตา่ งโชวห์ น้าร้านนับเป็นจุดแรกที่ผู้ผา่ นไปมาสามารถมองเหน็ ได้ จงึ จดั เป็นพน้ื ทสี่ ำคญั อันดับ
หนง่ึ ทจ่ี ะต้องมีการจัดแสดงสนิ ค้า เพ่อื เรียกรอ้ งความสนใจให้ผู้ท่ผี ่านไปมาสะดุดตา มีความ สนใจต้องการ
เขา้ มาชมสินค้าภายในรา้ นและเกิดการตดั สนิ ใจซื้อในทส่ี ุด หน้าตา่ งโชว์หน้าร้านแบ่งได้ ดงั น้ี
1. หน้าต่างโชว์แบบแบนราบ (Single Window) เปน็ การจัดแสดงสินค้าทส่ี ามารถ มองเห็นได้
เพียงด้านเดียว โดยการใช้กระจกแบนราบติดกับผนังด้านหน้าร้าน เว้นพื้นที่ไว้ให้เพียงพอ ที่จะนํา
สินค้าเข้าไปจัดแสดงได้ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า นิยมใช้หน้าต่างโชว์ แบบนี้ เพราะ
สามารถทาํ ไดง้ ่าย ไม่ยุง่ ยาก
2. หน้าต่างโชว์แบบมุม (Corner Window) เป็นการจัดแสดงสินค้าที่น่าสนใจกว่า แบบแรก
เพราะสามารถมองเห็นได้สองด้าน เหมาะสำหรับร้านค้าที่อยู่ตรงหัวมุมของอาคารหรือ ร้านค้าที่มีพื้นท่ี
หนา้ ร้านกว้างๆ
หนา้ ต่างโชว์แบบแบนราบและหน้าตา่ งโชวแ์ บบมมุ สามารถจำแนกออกได้ 2 ลกั ษณะ
1) หน้าต่างโชว์แบบเปดิ ด้านหลัง (Open Background Window) เป็นการจัดแสดง สินค้าที่ใช้ตู้
โชว์ที่ด้านหลังเปิดโล่ง หรือเป็นกระจกใส นอกจากผู้ที่เดินผ่านไปมาจะมองเห็นสินค้าที่ จัดแสดงแล้ว ยัง
สามารถมองผ่านทะลุเข้ามาภายในร้านได้ จงึ จดั ได้วา่ การใช้หน้าต่างโชว์ประเภทนี้ เปน็ การจัดแสดงสินค้า
หน้าร้านพร้อมแสดงสินค้าภายในร้านไปด้วย ร้านค้าที่นิยมจัดตู้โชว์ประเภทนี้ ได้แก่ ร้านตัดเสื้อผ้าสตรี
รา้ นอาหารหรือภัตตาคารท่มี ีชอื่ เสยี ง รา้ นขายของโบราณ เป็นตน้
2) หน้าต่างโชว์แบบปดิ ด้านหลัง (Closed Background Window) เป็นการจัดแสดง สนิ คา้ ท่ีใช้ตู้
โชว์ที่ปดิ ทึบทำใหม้ องไมเ่ ห็นสภาพภายในรา้ น จงึ ทำให้สนิ คา้ ทีน่ ำมาจดั แสดงนั้นเด่น และมีความเป็นอิสระ
จากบรรยากาศภายในร้าน เหมาะกับการจัดแสดงสินค้าประเภทเครือ่ งเรอื น ซึ่งให้ความรู้สึกที่เหมือนจริง
กวา่ การใช้ตโู้ ชว์แบบเปิดด้านหลงั
16
3. หน้าต่างโชว์แบบเกาะ (Island Window) เป็นการจัดแสดงสินค้าที่สามารถมองเห็นได้ ใน
ทุกๆ ด้าน มีลักษณะเป็นตู้ที่แยกออกมาต่างหากไม่มีส่วนใดติดกับร้านค้าเลย ผู้จัดจะต้อง พิถีพิถัน มีการ
วางแผนอยา่ งดี เพอื่ ให้หน้าตา่ งโชว์นน้ั มีจดุ ที่น่าสนใจในทกุ มุม
ลักษณะการจดั แสดงสนิ คา้ ในหน้าตา่ งโชว์
1. หน้าต่างโชว์แสดงสินค้าอย่างเดียว
(One Item Window) เป็นการนําสินค้าชนิด
เดียว มาจัดวางภายในหน้าต่างโชว์ สินค้าชนิด
เดียวนี้อาจเป็นชิ้นใหญ่เพียงชิ้นเดียว เช่น เครื่อง
ซักผ้า รถจักรยานยนต์ หรืออาจเป็นสินค้าชนิด
เดียวกันแต่แตกต่างกันด้วยขนาด สีสัน รูปแบบ
หรือราคากไ็ ด้
หนา้ ตา่ งโชวแ์ สดงสินคา้ อย่างเดียว
2. หน้าต่างโชว์แสดงสินค้าที่สัมพันธ์กันเป็นชุด
(Related Merchandis in Theme Window)
สินค้าทม่ี คี วามสัมพนั ธ์กันเป็นชดุ คือสนิ ค้าประเภท
เดียวกันที่ใช้งานร่วมกัน หรือ ประกอบกัน เช่น ชุด
รับประทานอาหารจะประกอบด้วย จาน ชาม ช้อน
ช้อนส้อม แก้วน้ํา ชุดเครื่องประดับประกอบด้วย
สรอ้ ยคอ จี แหวน ตา่ งหู สร้อยขอ้ มอื ชดุ เคร่อื งแตง่
กาย ประกอบด้วย เสื้อ กระโปรงหรือกางเกง
รองเทา้ เข็มขดั กระเป๋า เปน็ ต้น การจดั แสดงสินคา้
หน้าต่างโชว์แสดงสินค้าสมั พนั ธ์กันเป็นชดุ ทม่ี ี ความสมั พันธก์ นั เปน็ ชุด ชว่ ยสรา้ งบรรยากาศให้
เหมือนสถานการณ์จริง และยังเป็นการแจ้ง
แกล่ ูกค้าดว้ ยว่าสินค้าใดใช้คูก่ ัน ทําใหร้ ้านค้าสามารถขายสินค้าได้มากกว่าหนึ่งชนิ้ การจัดหนา้ ต่าง โชว์แบบ
นี้สามารถเรียกร้องความสนใจได้ดี แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ ประกอบมากกว่า
แบบอ่นื
3. หน้าต่างโชว์แสดงสินค้าที่มีความสัมพันธ์กันต่างชุด (Related Merchandise not in
Theme Window) สินค้าที่มีความสัมพันธ์กันต่างชุด เป็นสินค้าที่มีความสัมพันธ์กันแต่ไม่เป็น สินค้าใน
ชุดเดียวกัน สว่ นใหญ่เป็นสินค้าประเภทเคร่ืองใช้ไฟฟ้า เครอ่ื งใชส้ าํ นกั งาน เครื่องสขุ ภัณฑ์ ของตกแต่งบ้าน
เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ร้านขายเครื่องใช้สํานักงาน อาจจัดบรรยากาศเป็นห้องทํางาน ภายในห้อง
17
ประกอบด้วย โต๊ะ เก้าอี้ ตู้สําหรับใส่เอกสาร แฟ้ม เครื่องเขียน หรือ ร้านขายของ ตกแต่งบ้าน อาจจัด
บรรยากาศเป็นห้องรับแขก ภายในห้องมีชุดรับแขก หมอนอิง โต๊ะเข้ามุม แจกัน ดอกไม้หรือต้นไม้แห้ง
โคมไฟ เปน็ ตน้ ซง่ึ สินคา้ เหลา่ นีม้ ปี ระโยชนใ์ ชส้ อยตา่ งกนั แตม่ ี ลกั ษณะการใชง้ านทส่ี มั พนั ธก์ ัน
4. หน้าต่างโชว์แสดงสินค้าตามประเภท (Single Line of Goods Window) เป็นการนํา
สินค้าที่ อยู่ในสายผลิตภัณฑ์เดียวกัน เช่น
เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องกีฬา เครื่องหนัง มา
จัดแสดง ซึ่งสินค้า เหล่านี้อาจเป็นสินค้า
ยี่ห้อเดียวกัน หรือ คนละยี่ห้อ ขึ้นอยู่กับ
ร้านค้า เช่น ร้านขาย เครื่องกีฬาของยี่ห้อ
Nike ก็จะนําสินค้า เฉพาะของยี่ห้อ Nike
ไม่ว่าจะเป็น หมวก เสื้อ กางเกง ถุงเท้า
รองเท้า มาจัดแสดง หรอื รา้ นค้าท่ีจําหน่าย
เครื่องกีฬาหลาย ยี่ห้อ ก็จะนําสินค้าของ
ทุกยี่ห้อในสาย ผลิตภัณฑ์เดียวกันที่มี
จําหน่าย เชน่ Adidas Nike Grand sport หน้าต่างโชว์แสดงสินคา้ ตามประเภท
มาจัดแสดง เปน็ ต้น
5. หน้าต่างโชวแ์ สดงสนิ ค้าหลายประเภท (Miscellaneous Window Display) ร้านค้า ทจี่ าํ หนา่ ย
สินค้าหลายประเภท อาจมีการนําสินค้าหลายประเภทออกมาจัดแสดงเพื่อแสดงว่า มีสินค้าชนิดนั้น
จําหน่ายภายในรา้ น ร้านค้าขนาดเล็กนิยมจัด
หน้าต่างโชว์ใน รูปแบบนี้ซึ่งบางครั้งไม่ได้
คํานึงถึงแบบ แผน หรือไม่ได้ใช้หลักศิลปะ
เข้ามาช่วย ทําให้หน้าต่างโชว์ไม่ได้รับความ
สนใจ เทา่ ทีค่ วร ดงั นั้นหากรา้ นค้าต้องการใช้
รูปแบบการจัดลักษณะนี้ ก็ควรที่จะนํา หลัก
ศลิ ปะเขา้ มาใชเ้ พ่ือให้นา่ สนใจมาก ยง่ิ ขึ้น
หน้าตา่ งโชว์แสดงสินคา้ หลายประเภท
6. หน้าต่างโชว์ตามเทศกาล (Season Window) ร้านค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่ เช่น
หา้ งสรรพสินค้านยิ มจัดหน้าต่างโชวต์ ามเทศกาล เพ่ือเรียกรอ้ งความสนใจให้ลูกค้ามาใช้บริการ ตลอดเวลา
นอกจากเทศกาลแล้ว ยังมีการจัดหน้าต่างโชว์ตามฤดกู าลอีกด้วย เช่น ฤดร้อน ก็จะมี การจัดหน้าต่างโชว์
เป็นบรรยากาศชายทะเล มีหุ่นแต่งชุดว่ายน้ํา ตกแต่งด้วยอุปกรณ์ประกอบที่ใช้ สําหรับการเล่นน้ําทะเล
หรืออาจนาํ เสื้อผ้าที่เหมาะสําหรับการสวมใสใ่ นฤดร้อน ทม่ี ีจําหนา่ ยในร้าน มาจดั แสดง เปน็ ต้น
18
หน้าต่างโชว์ตามเทศกาล
7. หน้าต่างโชว์ตามวาระพิเศษ (Special Feature Window Display) เป็นการจัดแสดง
สินค้าตามวาระพิเศษของร้านค้า เช่น การฉลองครบรอบปี ซึ่งการจัดแสดงเมื่อถึงวาระพิเศษของ ร้านน้ี
จะสรา้ งความตื่นตาต่นื ใจให้กบั ผูพ้ บเห็นได้
หนา้ ตา่ งโชว์ตามวาระพิเศษ
จุดเด่นของการจัดแสดงสินค้าในหนา้ ตา่ งโชว์หน้าร้าน
1. สามารถสร้างความสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น
ได้ ร้านค้าที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน ตั้งอยู่ใกล้กัน หรือท่ี
เรียกว่าอยู่ย่านการค้าเดียวกัน มักมีลักษณะของร้านค้าที่
เหมือนๆ กัน ดังนั้น ร้านค้าที่มีการจัดหน้าต่างโชว์ที่แตกต่าง
จากร้านอื่น โดยสามารถสร้างความสะดุดตาให้แก่ผพู้ บเหน็ ได้
ก็จะสามารถดึงดูดให้ผู้ที่ผ่านไปมาเข้ามาในร้านและตัดสินใจ
ซื้อสินคา้ ได้
การจัดแสดงสนิ คา้ ทส่ี ามารถสร้างความสะดุดตาแกผ่ ู้พบเห็นได้
19
2. สามารถจัดสินค้าได้ตามฤดูกาล โดยปกติการเปลี่ยนแปลงหน้าต่างโชว์จะมีการ วางแผน
ล่วงหน้าว่าจะเปลี่ยนแปลงเมื่อใด บางร้าน : เปลี่ยนทุก 6 เดือน บางร้านเปลี่ยนเมื่อมีการออก สินค้ารุ่น
ใหม่ แบบใหม่ เช่น สินค้าประเภทตาม
แฟชั่น อาทิ เสื้อผ้า หรือร้านขาย
โทรศัพท์มือถือ แต่ทุกๆ ร้านมักจะให้
ความสําคัญกับเทศกาล หรือฤดูกาลต่าง ๆ
โดยหน้าต่างโชว์นั้นเหมาะสม มากที่จะใช้
พื้นที่สําหรับการจัดแสดงสินค้าตามเทศกาล
หรือฤดูกาล เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความ
ต้องการอยู่ ตลอดเวลาและยังสามารถสร้าง
ยอดขายใหก้ ับ รา้ นคา้ ไดอ้ กี ด้วย
การจัดแสดงสินค้าตามฤดกู าล
3. สามารถแสดงใหเ้ ห็นถึงย่านการค้า การท่ีร้านคา้ ท่ีขายสินค้าแบบเดียวกันต้ังอยู่ ใกล้กัน หรือ
ที่เรียกว่า ย่านการค้าเดียวกัน จะสามารถดึงดูดให้ผู้บริโภคมุ่งไปซื้อสินค้าได้ดีกว่า เช่น หากต้องการซ้ือ
ทองคําต้องย่านเยาวราช หากต้องการซื้อผ้าต้องย่านสําเพ็ง หากต้องการซื้อ เสื้อผ้าสําเร็จรูปต้องย่าน
ประตนู ํา้ ร้านค้าจึงควรมีการจดั แสดงสนิ ค้าให้สมั พนั ธ์กบั ยา่ นการค้านั้นๆ
หลักเบอื้ งต้นของการจดั แสดงสนิ ค้าในหนา้ ต่างโชวห์ น้ารา้ น
1. ตอ้ งมีการวางแผนการจดั แสดง
การจดั แสดงสินคา้ ท่ีมีประสิทธิภาพจะต้องสามารถดึงดูดความสนใจของผูท้ ่ีผ่านไปมาได้ และการ
ที่จะทําให้งานออกมามีประสทิ ธิภาพน้ัน ผู้จัดจะตอ้ งมกี ารวางแผนการจดั แสดงเป็นอย่างดี การวางแผนจะ
ทาํ ใหผ้ จู้ ดั ทราบวา่ จะจัดตูโ้ ชวใ์ นลักษณะใด นําสนิ คา้ ชนดิ ใด ชน้ิ ใดเขา้ ไปจดั วาง ใช้วสั ดตุ กแต่งใด ลักษณะ
เป็นอย่างไร สีอะไร ประโยชน์ของการวางแผน คือทําให้มองเห็นภาพ ของการจัดแสดง หากออกมาไม่ดีก็
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และนอกจากนี้การวางแผนยังทําให้ การทํางานเร็วขึ้น เนื่องจากสามารถเตรียม
สนิ คา้ และสิ่งตกแตง่ ไว้ลว่ งหน้าได้
2. ต้องเลือกสรรสนิ คา้ ทจ่ี ะนํามาจดั แสดง
หากร้านค้าต้องการให้การจัดแสดงสินค้าช่วยเพิ่มยอดขาย จะต้องเลือกสินค้าที่มี สิ่งจูงใจในการ
ขายสินค้าเหล่านี้ เช่น สินค้าที่ใหม่ทนั สมัย สินค้าทีม่ ีลักษณะแตกตา่ งไปจากสินค้าอื่น สินค้าที่กําลงั เป็นที่
ต้องการ จะช่วยสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้พบเห็น อย่างไรก็ดี ในการเลือกสรร สินค้าสําหรับการจัด
แสดงนี้ จะต้องคาํ นึงถึงปริมาณสินค้าภายในร้านด้วยว่ามปี ริมาณเพยี งพอสําหรบั การจาํ หน่ายหรือไม่
3. ตอ้ งมีความทันสมยั
การเปลี่ยนหน้าต่างโชว์หน้าร้านให้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน เช่น เทศกาล ฤดูกาล หรือเป็นไป
ตามแฟชั่นย่อมสร้างความสนใจและสร้างยอดขายได้มากกว่า ดังนั้นร้านค้าที่ใช้วิธีการ ส่งเสริมการขาย
20
ด้วยการจัดแสดงสินคา้ จะต้องคํานึงถึงความทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน จะทําให้ เกิดการได้เปรยี บ
ในการดึงดูดความสนใจ แม้ว่าการเปลี่ยนหน้าต่างโชว์แต่ละครั้งจะทําให้เสีย งบประมาณ แต่เม่ือ
เปรียบเทียบกบั ยอดขายท่เี พิ่มขึน้ กค็ ุม้ คา่ แก่การลงทุน
4. ตอ้ งแสดงใหเ้ ห็นถึงคณุ สมบัติของร้านค้า
บรรยากาศในหนา้ ตา่ งโชว์ จะชว่ ยสะท้อนถึงคุณสมบตั ิของร้านคา้ ได้ ผูจ้ ัดจะตอ้ ง ศึกษาคุณสมบัติ
ของร้านค้าว่าจําหน่ายสินค้าในระดับราคาอย่างไร กลุ่มเป้าหมายมีลักษณะใด เช่น ร้านค้าที่ขายสินค้า
ราคาถูกควรจัดบรรยากาศในหน้าต่างโชว์ไม่หรูหรามากนัก เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย มีความรู้สึกว่าลักษณะ
ของร้านค้าไม่แตกต่างจากฐานะทางเศรษฐกิจของตน ในทางตรงกันข้าม ร้านค้า ที่ขายสินค้าราคาแพง
อาจใช้การจัดแสดงที่หรูหราเพื่อลูกค้าระดับกลางขึ้นไปจะมีความรู้สึกว่าร้านค้า นี้เหมาะสมกับฐานะ
ทางการเงนิ ของตน
5. ต้องน่าสนใจและดงึ ดดู ใจ
การนําหลักการออกแบบ หลกั ศิลปะ การใชแ้ สง การใช้สี เขา้ มาช่วยในการจดั แสดงสินค้า จะชว่ ย
ทําให้การจัดแสดงสินค้านั้นน่าสนใจ และสามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้ดีกว่า ดังนั้นผู้จัดแสดง
จะต้องมีความรู้ด้านการออกแบบ ด้านศิลปะ จึงจะสามารถทําให้การจัดแสดงสินค้า บรรลุเป้าหมายตาม
ที่ตั้งไว้ นอกจากในเรื่องของศิลปะแล้ว สิ่งที่จะต้องคํานงึ ถึงในการสร้างความ น่าสนใจและดึงดูดใจได้ คือ
ความสะอาดทั้งภายในหน้าต่างโชว์ และกระจกตูโ้ ชว์ หากในหนา้ ตา่ ง โชว์เต็มไปด้วยคราบฝ่นุ ละออง หรือ
ฝนุ่ ละอองนั้นมาจับติดอยู่ท่สี ินค้า วสั ดุตกแตง่ หรอื กระจก หน้าตา่ งโชวข์ นุ่ มัว ไมใ่ ส เน่ืองจากมีฝุ่นละออง
จับติดอยู่ ความน่าสนใจและความดึงดูดใจก็จะลด น้อยลง อีกประการหนึ่งคือ การให้แสงสว่างภายใน
หน้าตา่ งโชว์ การใหแ้ สงสวา่ งทําได้ 2 วธิ ี คอื การใหแ้ สงโดยตรงด้วยการใช้ไฟสปอตส่องตรงไปยังตัวสินค้า
การใช้ไฟสปอตมีสิ่งควรระวัง คือ ถ้าหากใช้ไฟมากเกินไป ความร้อนของแสงจะทําให้สีของสินค้า
เปลี่ยนแปลงได้ นักจัดแสดงจึงนิยมใช้แสงสว่างอีกวิธีหนึ่งคือ แสงทางอ้อม เป็นการใช้หลอดไฟที่สามารถ
ให้แสงสว่างทั่วทั้งตู้ แสงสว่างทางอ้อมนี้จะให้แสงที่นุ่มนวล มองดูแล้วสบายตากว่า จึงน่าสนใจและดึงดูด
ความสนใจได้มากกวา่
การจดั แสดงสินคา้ ภายในร้านค้า (Interior Display)
การจัดแสดงสินค้าภายในร้านมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการจัดแสดงสินค้าภายในหนา้ ต่าง โชว์
หน้าร้านเลย เพราะถ้าหากมีการจัดหนา้ ต่างโชว์ที่สามารถดึงดดู ความสนใจผทู้ ีผ่ ่านไปมาจน สามารถทําให้
บุคคลเหล่านั้นเดินเข้ามาในร้านได้แล้ว แต่ถ้าเข้ามาในร้านแล้วพบกับสินค้าที่วาง ระเกะระกะ ไม่เป็น
หมวดหมู่ ทางเดินคับแคบจนลูกค้าเกิดความอึดอัด พวกเขาเหล่านั้นอาจเดิน ออกจากร้านไปโดยไม่ซ้ือ
สินค้าเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ดังนั้นร้านค้าจึงต้องมีการจัดแสดงสินค้าภายใน ร้านควบคู่กันไปด้วย การจัด
แสดงสนิ คา้ ภายในร้านแบ่งออกไดด้ ังน้ี
21
1. การจัดแสดงสินค้าบนเคาน์เตอร์ การจดั แสดงสินคา้ บนเคาน์เตอร์
(Top of Counter Display) เป็นการนํา
สินค้า ขึ้นมาจัดวางไว้บนเคาน์เตอร์ มี
พนักงานขายคอยอํานวยความสะดวกในการ
ขายสินคา้ สนิ คา้ ที่ นาํ มาจดั วางบนเคาน์เตอร์
ควรมีน้ำหนักเบา เช่น เครื่องสําอาง
เครื่องประดับ โดยส่วนใหญ่ผู้ขาย มักนํา
สนิ คา้ ท่ีอยใู่ นช่วงของการส่งเสรมิ การขายและ
สนิ ค้าทกี่ ําลังอยใู่ นความนยิ มมาจดั วางไว้
บนเคานเ์ ตอร์ จะช่วยสร้างยอดขายให้เพมิ่ ขึน้
2. การจัดแสดงสินค้าแบบเปิด (Open Display) เป็นการนําสินค้ามาจัดวางไว้บนโต๊ะ บนชั้นวาง
ของ บนทง้ิ หรือตามราวแขวน ลกู คา้ สามารถ
หยิบชมสินค้านั้นได้ ปัจจุบันร้านค้าปลีก
ขนาดใหญ่ เช่น บิ๊กซี คาร์ฟูร์ เทสโก้ โลตัส
หรือร้านค้าแบบบริการตนเอง นิยมใช้การจัด
แสดง สินค้าแบบเปิดกันมาก เพราะสามารถ
อํานวยความสะดวกให้กับลูกค้า สามารถ
หยิบสินค้าได้ สะดวกรวดเรว็ และเป็นการลด
ค่าใชจ้ า่ ยในการจ้างพนกั งานขายด้วย
การจัดแสดงสินคา้ แบบเปิด
การจัดแสดงสนิ คา้ แบบปิด 3. การจัดแสดงสินค้าแบบปิด (Closed
Display) เป็นการนำสินค้าจัดวางไว้ในตู้กระจก
ใส อาจต้งั ไว้บนพน้ื หรือติดไวก้ ับผนงั ของร้านค้าท่ี
ลูกคา้ สามารถมองเหน็ ตัวสินค้าได้ มพี นักงานขาย
ค อ ย อ ำ น ว ย ค ว า ม ส ะ ด ว ก ใ น ก า ร ข า ย แ ล ะ นํ า
สินค้าออกมาให้ชม เหมาะกับการจัดแสดงสินค้า
ขนาดเล็ก คุณภาพดี ราคาสูง ที่อาจจะถูกลัก
ขโมยได้ง่าย การจัดแสดงสินค้าแบบปิดนี้มี
คา่ ใชจ้ ่ายสงู กวา่ การจัดแสดงสนิ ค้าแบบเปิดแต่ก็
สามารถทําให้สินค้าดูมีคุณค่า ด้วยการใช้แสงไฟ
เขา้ ไปชว่ ย เน้นให้สินค้าดเู ด่นข้ึน
22
4. ก า ร จ ั ด แ ส ด ง ส ิ น ค ้ า บ น ผ นั ง การจัดแสดงสินค้าบนผนงั
(Wall Display) ผนังร้านค้าท่วี ่างเปลา่ หาก
ปล่อยทง้ิ ไว้ พ้นื ท่ีตรงนนั้ กจ็ ะไม่เกิดประโยชน์
แต่อยา่ งใด เจ้าของร้านคา้ จึงควรนำสินค้าข้ึน
ไปจัดแสดงเพื่อ เรียกร้องความสนใจจาก
ผู้บริโภค การจัดแสดงสินค้าอาจติดต้ัง
อุปกรณ์ที่สามารถวางหรือแขวน สินค้าได้ตดิ
เข้ากับผนังของร้านเพื่อนำสินค้าขึน้ ไปจดั วาง
สินคา้ ท่ีเหมาะสมกับการจัดแสดงสินค้า แบบ
นค้ี วรมนี ้ำหนักเบา เช่น เคร่อื งหนงั นาฬิกา
เสอ้ื ผ้าสำเร็จรปู หมวก เป็นตน้
5. การจดั แสดงสนิ ค้าแบบแขวน (Hanging Display) เปน็ การใช้พื้นที่ส่วนเพดานให้ เกิดประโยชน์
และยงั สามารถเพิ่มความสวยงามให้แก่รา้ นค้า
อกี ดว้ ย สินคา้ ที่เหมาะสาํ หรับจดั แสดง แบบ
แขวน เชน่ โคมไฟ โมบาย การจดั แสดงสินคา้
แบบแขวนนอกจากจะมผี ลดา้ นการสง่ เสรมิ
การ ขายแลว้ ยังแสดงถึงการใชง้ านของสนิ ค้า
อกี ดว้ ย การจัดแสดงสนิ ค้าแบบนมี้ ขี อ้ เสยี คือ
สนิ ค้าไม่ได้ อยู่ในระดับสายตา เปลยี่ นแปลง
การจัดได้ยาก และหากยึดติดไมแ่ น่นหนาพอ
การจดั แสดงสนิ คา้ แบบแขวน สินค้าอาจหล่นลงมา เสยี หาย หรอื เป็น
อนั ตรายตอ่ ลกู คา้ ได้
6. ก า ร จ ั ด แ ส ด ง ส ิ น ค ้ า แ บ บ การจัดแสดงสินค้าแบบสถาปตั ยกรรม
สถาปตั ยกรรม (Architectural Display)
เป็นการนําสินค้ามาจัดแสดงในลักษณะ
สภาพแวดล้อมที่เหมือนจริงทุกประการ เช่น
การจัดห้องนอน ห้องครัว ห้องรับแขก ซ่ึง
สามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้บริโภคได้
มาก เพราะลูกค้าสามารถ จินตนาการและ
สร้างความรสู้ กึ คล้อยตาม และทําใหเ้ กดิ การ
ตัดสินใจซ้อื เร็วข้นึ
23
หลักเบื้องต้นในการจัดแสดงสนิ คา้ ภายในร้าน
1. การจัดแสดงสินคา้ ทัว่ ท้งั รา้ น
ร้านค้าที่มีการจัดแสดงสินค้าทั่วทั้งร้านจะมีรูปแบบการจัดที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับ ลักษณะของ
ร้านค้า เช่น ร้านค้าที่ให้บริการแบบเต็มที่ มีพนักงานขายคอยให้คําแนะนําปรึกษา อาจใช้วิธีการจัดแสดง
สินค้าแบบปดิ หรือร้านคา้ แบบลูกคา้ บริการตนเอง อาจใช้วธิ กี ารจดั แสดง สินค้าแบบเปดิ เพื่อลูกค้าจะได้
หยิบ จับ และทดลองใช้สินค้าได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ชนิดใดก็ตาม สิ่งที่ควรคํานึงถึงในการจดั
แสดงสินค้าท่วั ท้ังร้านคือ สภาพการจราจรภายในรา้ น จึงควรทจ่ี ะปฏิบตั ิดังตอ่ ไปนี้
1.1 ทางเดินควรมีความกวา้ งเพียงพอสําหรับลูกค้าเดินสวนกันได้ หรือกรณีร้านค้า แบบ
บริการตนเอง จะตอ้ งคํานึงถงึ รถเขน็ ทลี่ กู ค้าใชส้ าํ หรบั ใสส่ นิ คา้ ด้วย
1.2 ควรจัดทําป้ายบอกทาง หรือป้ายบอกหมวดหมู่ของสินค้า เพื่อความสะดวก
ของลูกค้าโดยเฉพาะร้านค้าขนาดใหญ่ หรือร้านค้าที่มีสินค้าจํานวนมาก เช่น ห้างสรรพสนิ ค้า ป้ายเหล่านี้
เปน็ สง่ิ สาํ คัญมา
1.3 การจัดแสดงสินค้าแบบเปิด ทําให้ลูกค้าสนใจมากกว่า เพราะโดยธรรมชาติของ
มนุษย์ชอบทีจ่ ะเลอื กหยบิ ชมสนิ คา้ ดว้ ยตัวเอง
1.4 ควรแยกสนิ คา้ ออกเป็นหมวดหมู่ โดยจดั วางสินค้าท่ีมีความสัมพันธ์กนั ไว้ใกล้กันหรือ
บริเวณเดยี วกนั
1.5 การจัดแสดงสินค้าทั่วทั้งร้าน จะต้องให้ความสําคัญกับจุดที่มีการจัดแสดงทุกจุด
ไม่เนน้ เฉพาะจดุ ใดจดุ หนง่ึ
1.6 วัสดุอุปกรณ์ประกอบหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการตกแต่งควรมีจํานวน ขนาด รูปร่าง
รูปทรง ทเี่ หมาะสมกับสินค้าและรปู แบบของการจัดแสดง
การจัดแสดงสนิ คา้ ทว่ั ทัง้ ร้านตอ้ งมที างเดนิ กวา้ งและแยกสนิ ค้าเปน็ หมวดหมู่
24
2. การจดั แสดงสนิ ค้าเฉพาะจดุ พ้นื ท่ีทใี่ ช้ในการจัดแสดงสนิ คา้ เฉพาะจุด มดี ังตอ่ ไปนี้
2.1 หน้าร้าน เป็นจุดที่สามารถเรียกร้องความสนใจได้มาก เพราะเป็นจุดที่ลูกค้า ต้อง
เดินผา่ นเม่อื เข้า-ออกรา้ นค้า
2.2 หลังร้าน เหมาะสําหรับจัดแสดงสินค้าที่ลูกค้ามีความต้องการ หรือสินค้าที่
จาํ เปน็ ตอ้ งใช้ จงึ ไม่ตอ้ งใช้การจัดแสดงสนิ คา้ เรยี กรอ้ งความสนใจมากนกั
2.3 จุดที่ใกล้กับจุดจ่ายเงิน ควรจัดแสดงสินค้าที่ซื้อด้วยแรงดลใจ โดยการจัดแสดง นั้น
ต้องทำให้ลูกค้าตัดสนิ ใจซ้ือสนิ ค้าทีไ่ ม่ได้ตัง้ ใจซ้ือมากอ่ นได้
2.4 บริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น เช่น บันได ทางเข้า-ออกลิฟต์ ควรจัดแสดง สินค้าท่ี
ขายได้ช้า หรือสินค้าที่มีกำไรตอ่ หนว่ ยสูง
การจัดแสดงสนิ คา้ ภายนอกร้านคา้ (Exterior Display)
การจัดแสดงสินค้าภายนอกร้านค้าเป็นการจัดแสดงบนพื้นที่ที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว
ซ่ึงเปน็ การประชาสมั พันธ์สินคา้ ไดว้ ิธีหนึง่ พื้นท่ีภายนอกร้านค้าทส่ี ามารถจดั แสดงสนิ ค้าได้ ไดแ้ ก่
1. บรเิ วณอาเขต (The Arcade Fronts)
ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่จะมีบริเวณด้านหน้าร้านกว้างสําหรับเป็นที่จอดรถของลูกค้า สามารถใช้
พื้นที่บริเวณนี้สําหรับจัดแสดงได้ โดยโอกาสในการจัดแสดงอาจเป็นในช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ วันแห่ง
ความรัก วนั แม่ หรือวาระพเิ ศษ เชน่ ครบรอบปีของรา้ นคา้ เปน็ ต้น
2. บรเิ วณพนื้ ที่หนา้ ร้าน (The Store Fronts)
การจัดแสดงสินค้าบริเวณพื้นที่หน้า ร้าน สามารถดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้เป็น อย่างดี
หากบริเวณทางเดินเข้าร้านมีการนำ สินค้ามาจัดวาง เพื่อให้ลูกค้าแวะเข้ามาชม ลูกค้า อาจเดินชมสินค้า
เรอื่ ย ๆ ทำให้เดนิ เขา้ มาในร้าน โดยไม่รตู้ วั
การจดั แสดงสินคา้ บริเวณหนา้ ร้าน อาจทำใหล้ ูกคา้ เดนิ เข้าร้านโดยไมร่ ตู้ วั
25
การจดั แสดงสินคา้ ในงานนิทรรศการ ( Exhibition) หรอื งานแสดงสนิ ค้า
นิทรรศการเป็นงานจดั แสดงสนิ คา้ ท่ีผู้ผลิตหรอื ผู้จําหน่ายไดน้ ําผลติ ภณั ฑ์ของตนมาแสดงให้ ประชาชน
ไดเ้ หน็ หรือไดร้ ับทราบขอ้ มูล โดยวตั ถุประสงค์ของงานนทิ รรศการสามารถสรุปได้ดังนี้
1. เพื่อกระตุ้นความสนใจของประชาชนหรือกลุ่มเป้าหมายของการจัดนิทรรศการโดยการ
นําความรู้มาแสดงเพื่อประโยชน์ด้านการศึกษา นําเทคโนโลยีมาแสดงเพื่อบอกถึงความเจริญก้าวหน้า
ของกจิ การ และนําผลติ ภัณฑม์ าแสดงเพือ่ ประโยชนด์ า้ นการคา้
2. เพื่อแนะนําผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือผลิตภัณฑ์เดิมที่ได้รับการปรับปรุง ซึ่งในงานนิทรรศการ
จะนําผลิตภัณฑ์นั้นมาสาธิตถึงคุณภาพ หรือให้ประชาชนได้ทดลองใช้ ลองชิม ซึ่งถือเป็นการ เผยแพร่
ข้อมลู ขา่ วสารของผลิตภณั ฑ์ได้
3. เพื่อใหผ้ ผู้ ลิตหรอื ผู้จาํ หนา่ ยได้พบกับผซู้ ื้อโดยตรง
4. เพื่อสร้างความพึงพอใจให้เกิดแก่กลุ่มเป้าหมาย กล่าวคือ ผู้บริโภคมักพึงพอใจที่ได้ชม
นิทรรศการ หรือการแสดงสนิ คา้ ทตี่ นเองมคี วามสนใจ
5. เพื่อสนบั สนุนกจิ การหรอื ธรุ กจิ ท่มี าจัดนทิ รรศการ ใหเ้ ปน็ ท่ีรู้จกั ของประชาชนมากยงิ่ ข้นึ
6. เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนมาเที่ยวชมงาน และซื้อสินค้าราคาถูกจากผู้ผลิตหรือผู้จําหน่าย
โดยตรง
การจดั แสดงสินคา้ ในงานนทิ รรศการ หรืองานแสดงสนิ ค้า
ข้อมูลเพ่ิมเตมิ
26
แบบฝึกหดั บทที่ 2
1. หนา้ ต่างโชวแ์ บบแบนราบ เหมาะสมกบั การจดั แสดงสนิ คา้ ในรา้ นค้าประเภทใด
2. หนา้ ต่างโชวแ์ บบเปิดดา้ นหลงั มีลกั ษณะอย่างไร
3. หนา้ ต่างโชวแ์ บบปดิ หลงั มลี ักษณะอย่างไร
4. หน้าต่างโชว์แบบมุม เหมาะสมกับร้านค้าทม่ี ลี ักษณะอย่างไร
5. การวางแผนก่อนการจัดแสดงสนิ คา้ ก่อให้เกดิ ประโยชน์อย่างไร
6. การทำให้ตจู้ ดั แสดงสินค้านา่ สนใจ และดึงดดู ใจได้ ผ้จู ัดแสดงจะตอ้ งปฏิบตั ิอยา่ งไร
7. การจัดแสดงสินค้าบนฝาผนัง เหมาะกบั สนิ ค้าใดบ้าง
8. การจดั แสดงสนิ ค้าแบบแขวน เหมาะกบั สินคา้ ใดบ้าง
9. รา้ นค้าปลีกขนาดใหญ่สามารถนำสินคา้ มาจัดแสดงบริเวณอาเขต โดยอาจจัดแสดงในโอกาสใดบ้าง
10. เหตุใดผผู้ ลติ หรือผจู้ ำหนา่ ยจงึ ได้นำผลติ ภณั ฑข์ องตนมาแสดงในงานนิทรรศการ หรืองานแสดงสนิ ค้า
27
คำชี้แจง
จากภาพ จงอธิบายลักษณะการจัดแสดงสินค้าในหน้าต่างโชว์ พร้อมทั้งวิจารณ์ด้วยว่า
หากนักเรียนเป็นผูจ้ ดั แสดง จะจดั แสดงสินคา้ ในลกั ษณะเช่นนห้ี รือไม่ พร้อมใหเ้ หตุผลประกอบ
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
28
บทที่ 3 หลกั การจัดแสดงสินค้า
สาระสำคัญ
สิ่งสำคัญในการจัดแสดงสนิ ค้า นอกจากความคดิ สร้างสรรค์ของผู้จัดแสดงแล้ว สิ่งสำคัญที่จะต้อง
นำมาพิจารณารว่ มด้วย เพื่อให้งานน้ันออกมาสวยงาม น่ามอง และสะดุดตาผู้พบเหน็ ได้ คือจะต้องปฏิบตั ิ
ตามหลักของการจัดแสดงสินค้า โดยมีปัจจัยที่จะต้องนำมาพิจารณาหลายประการด้วยกัน และรวมไปถึง
การนำหลักศิลปะ การนำเร่ืองของสี และการนำเรือ่ งของแสงเข้ามาช่วยในการจดั แสดงด้วย
เนือ้ หา 1. หลักปฏิบตั ใิ นการจัดแสดงสินคา้
2. ปัจจยั ที่ต้องนำมาพิจารณาในหลักการออกแบบจัดแสดงสินค้า
3. หลกั ศิลปะกบั การจดั แสดงสนิ คา้
4. แบบของการจัดวาง
5. สกี ับการจัดแสดงสนิ ค้า
6. แสงกับการจดั แสดงสนิ ค้า
29
หลักปฏบิ ตั ใิ นการจดั แสดงสนิ ค้า
+
ในการจดั แสดงสนิ ค้า ผูจ้ ัดจะปฏบิ ตั ติ ามหลกั ในการจดั แสดงสินค้าดงั น้ี
1. มกี ารวางแผนการจดั แสดงสนิ คา้
เพ่ือใหผ้ ลของการจัดแสดงสินคา้ บรรลวุ ัตถุประสงค์ตามที่ต้ังไว้ และประหยัดเวลา จะต้องมีการวาง
แผนการจัดแสดงสนิ คา้ ลว่ งหน้า ซ่ึงในการวางแผนจะประกอบดว้ ยข้นั ตอนต่าง ๆ คือ
1.1 การกำหนดเวลาของการจดั แสดงสนิ ค้า
1.2 เลือกสินคา้ ทจี่ ะนำมาจดั แสดง
1.3 กำหนดตำแหน่งวางสินคา้
1.4 จดั พื้นผิวและพนื้ หลัง
1.5 การรา่ งภาพ
ซ่ึงรายละเอียดของการวางแผนได้เสนอแลว้ ในหน่วยท่ี 3
2. ตัวสนิ คา้ ทีน่ ำมาจัดแสดง
ผู้จัดแสดงจะต้องทราบรายละเอียดของสินค้าที่จะนำมาจัดแสดง ว่ามีรูปร่าง รูปทรง เป็นอย่างไร
สินค้าอยู่ในความสนใจของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ หากไม่เป็นที่สนใจก็จะต้องปรับเปลี่ยน ให้เหมาะสม
และทส่ี ำคญั ผู้จัดจะตอ้ งทราบจุดเด่น จุดด้อย ประโยชน์ และการใช้งานของสนิ ค้านน้ั
3. ประสานงานกับฝ่ายขาย
ฝ่ายขายจะเป็นผู้ที่รู้จักสินค้าเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ของสินคา้ และการใชง้ าน ตลอดจน
ยังทราบอกี ว่า สินค้าชนิดใดทตี่ ้องการเพ่ิมยอดขาย ซึ่งขอ้ มูลเหล่าน้ีผู้จัดแสดงต้องทราบ เพื่อเป็นแนวทาง
ในการวางแผนการจดั แสดงสนิ ค้า
4. ความคิดรเิ ร่มิ สรา้ งสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการจัดแสดงสินค้า เพราะหากงานออกมาไม่มี
ความแปลกใหม่ หรือไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ที่ผ่านไปมาได้ จัดว่าการจัดแสดงสินค้า ครั้งนั้นไม่
ประสบผลสำเร็จ เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ การจัดแสดงสินค้าที่ประสบผลสำเร็จ ต้องสามารถ
ทำให้ผู้ทีผ่ า่ นไปมาสนใจ หยุดมอง เดินเข้ามาในร้าน และเกิดการตัดสินใจซือ้ ในที่สุด ซึ่งการที่จะทำให้ผูท้ ี่
ผ่านไปมาเกิดพฤติกรรมเช่นนี้ การจัดแสดงสินค้าครั้งนั้นต้องน่าสนใจ และ การที่จะทำให้เกิดความ
น่าสนใจได้ ผู้จัดจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการจัดแสดง ให้แปลกตา ไม่ซ้ำแบบใคร
และสวยงาม
อย่างไรก็ดี การที่จะทำให้งานจัดแสดงสินค้าออกมาแล้วสามารถดึงดูดความสนใจผู้ที่ผ่าน ไปมาได้
นั้น นอกจากจะต้องใช้ความคดิ สรา้ งสรรค์แล้ว ผจู้ ดั ยังตอ้ งนำหลกั ศลิ ปะ และเร่อื งของการใช้สี และแสงมา
ใช้ดว้ ย
30
ปจั จัยทตี่ ้องนำมาพิจารณาในหลกั การ ออกแบบการจดั แสดงสินค้า
ในการจดั แสดงสินคา้ นอกจากจะต้องปฏบิ ัติตามหลกั ของการจัดแสดงสนิ คา้ แล้ว ยังมสี ิง่ ท่ี จะต้อง
พจิ ารณาเพอ่ื ให้การจดั แสดงสินคา้ นน้ั มีความเหมาะสมมากยงิ่ ขนึ้ ปจั จัยท่ีจะต้องนำมาพิจารณา ไดแ้ ก่
1. นโยบาย (Policy) ก่อนการจัดแสดงสินค้า ผู้รับผิดชอบการจัดแสดงสินค้าจะต้องทราบ นโยบาย
ของกิจการอย่างชัดเจน โดยทั่วไปนโยบายการจัดแสดงสินค้าแบ่งออกเป็นนโยบายระยะสัน และนโยบาย
ระยะยาว
1.1 นโยบายระยะสั้น เวลาที่ใช้ในการจัดแสดงสินค้านั้นประมาณ 5-7 วัน อาจเป็น การจัดแสดง
สินค้าในช่วงเทศกาล เช่น เทศกาลวันแม่ เทศกาลวันแห่งความรัก เทศกาลตรุษจีน เป็นต้น การจัดแสดง
สินค้าในช่วงเทศกาลนี้ ร้านค้าต้องการกระตุ้นให้เกิดการสั่งซื้อให้เร็ว ในช่วง เวลาสั้นๆ หากนโยบายการ
จัดแสดงสินค้าเป็นนโยบายระยะสั้น ผู้จัดแสดงควรเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่ไม่ต้องคำนงึ ถึงความคงทนมาก
นัก เชน่ อาจเลือกใชด้ อกไมส้ ด โฟม กระดาษ เปน็ ตน้
1.2 นโยบายระยะยาว เวลาที่ใช้ในการจัดแสดงสินค้านั้นประมาณ 3-4 สัปดาห์ อาจเป็นการจัด
แสดงสินค้าช่วงฤดูกาล เช่น เมษาพาเพลิน ท้ารับลมหนาว เป็นต้น หากนโยบาย การจัดแสดงสินค้าเป็น
นโยบายระยะยาว ผู้จัดแสดงควรเลือกใช้วัสดุที่คงทน ใช้ดอกไม้ประดิษฐ์ แทนดอกไม้สด ใช้โครงเหล็ก
หรอื ไม้ เปน็ ตน้
2. จุดมุ่งหมาย (Objective) ก่อนการจัดแสดงสินค้า ผู้ที่รับผิดชอบในการจัดแสดงสินค้า ครั้งน้ี
จะต้องทราบจุดมุ่งหมายของเจ้าของกิจการเสยี ก่อน ตัวอย่างจุดมุ่งหมาย เช่น เพื่อแสดง ภาพลักษณ์ของ
กิจการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้า เป็นต้น การทราบจุดมุ่งหมาย จะทำให้ สามารถกำหนดแบบของ
การจดั แสดงไดส้ อดคลอ้ งกับจุดมงุ่ หมาย
3. แนวความคิดในการนำเสนอ (View Point of Presentation) แนวความคิดในการนำเสนอ มี 2
ลกั ษณะ ได้แก่
3.1 แนวความคดิ ในการนำเสนอสนิ ค้าโดยตรง คือ การออกแบบการจดั แสดง สินค้าทเี่ นน้ การเสนอ
ขายสินค้าให้ได้มากที่สุด การจัดแสดงจึงเน้นไปที่ตัวสินค้าให้มีความเด่น มากกว่าวัสดุ อุปกรณ์ที่นำมา
ประกอบ หรอื ทีน่ ำมาตกแตง่
3.2 แนวความคิดในการนำเสนอสินค้าทางอ้อม เป็นการออกแบบการจัดแสดงสินค้า โดยจำลอง
สถานการณ์ และเหตุการณ์ ซึ่งสามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้ที่ผ่านไปมาได้ ดีกว่า เช่น ช่วงของการ
เปดิ เทอม ร้านขายชุดนกั เรียนอาจจำลองตู้โชว์หน้าร้านเปน็ บรรยากาศ ภายในโรงเรียน ช่วงเทศกาลวันแม่
อาจใชห้ ุน่ ทแี่ สดงถึงกจิ กรรมที่ลกู แสดงความกตญั ญูต่อแม่ เป็นต้น
4. ประเภทของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Target Group) ผู้จัดแสดงจะต้องทราบถึงกลุ่มเป้าหมาย
วา่ เปน็ ใคร เชน่ เด็ก นักศึกษา วัยรุน่ แม่บ้าน พอ่ บ้าน ผู้ทอ่ี ยู่ในวัยทำงาน เปน็ ตน้ เนอื่ งจาก กลุ่มเปา้ หมาย
31
ท่แี ตกต่างกันย่อมมเี หตุผลในการตดั สินใจซื้อตา่ งกัน หรือมีความสนใจต่างกัน ผจู้ ดั แสดงจึงต้องหารูปแบบ
หรอื แนวการจดั แสดงสินคา้ ให้สอดคลอ้ งกับกลมุ่ เปา้ หมายน้ัน
5. ทำเลทต่ี ัง้ (Location) เป็นการพจิ ารณาว่าร้านค้าน้ันต้งั อยู่ในทำเลอย่างไร ในเมือง หรือชานเมือง
เพราะจะเกี่ยวข้องกับอำนาจซื้อของผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านนั้น ๆ ด้วย ย่านในเมืองมักจะ เป็นศูนย์รวมของผู้
อยอู่ าศยั หรือผทู้ ีม่ าเดินชมสินค้าท่มี ีอำนาจการซื้อสูง จงึ อาจใชร้ ูปแบบการ จัดแสดงสินคา้ ทห่ี รหู รา ทำให้
สินค้านั้นดูมีคุณค่า ในทางตรงกันข้าม ในย่านชานเมือง ผู้ที่อยู่อาศัย อาจมีรายได้ต่ำกว่า การจัดแสดง
สินค้าจึงไม่ต้องเน้นถึงความหรูหรามากนัก เพราะจะทำให้ดูว่า สินค้ามีราคาแพง ลูกค้าจึงไม่กล้าเข้ามา
แวะชม
6. คณุ สมบัตขิ องสินค้าท่ีนำมาจัดแสดง (Qualification of Goods) การทราบจุดเด่น ของสินค้าที่
จัดแสดง จะทำใหผ้ ้จู ัดแสดงสามารถนำจุดเดน่ ของสินค้ามาสร้างจุดสนใจ หรือจุดขาย เช่น เคร่ืองใช้ไฟฟ้า
ที่เน้นการประหยดั ไฟ โทรศัพท์มือถือที่เน้นรปู ลักษณท์ ่ีทนั สมัย กระเป๋าเดินทาง ที่เน้นความกว้าง ความจุ
เป็นต้น
7. ฤดูกาลและเหตุการณ์ (Season and Event) การจัดแสดงสินค้าให้สอดคล้องกับฤดูกาล
หรอื เหตกุ ารณ์ จะทำให้น่าสนใจและทันสมัย ดังน้นั บอนการจดั แสดงสินค้า ผู้จัดแสดงควรคำนึงถงึ ด้วยว่า
ขณะนน้ั เปน็ ช่วงฤดูกาลหรือเหตุการณ์ใดเพือ่ ออกแบบการจัดแสดงใหส้ อดคล้องกนั
8. สมัยนิยม (Fashion) สินค้าบางชนิดโดยเฉพาะเสื้อผ้า มักจะเปลี่ยนแปลงไปตาม สมัยนิยม
และรสนิยมของกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นในการจัดแสดงสินค้าจึงต้องนำเรื่องของสมัยนิยมมา พิจารณาด้วย
เพือ่ การเลือกสินค้าท่นี ำมาจัดแสดงให้ตรงและสอดคล้องกบั ความต้องการของลกู ค้า
หลักศลิ ปะกบั การจดั แสดงสนิ ค้า
การนำหลักศิลปะเข้ามาใช้ในการจัดแสดงสินค้าช่วยให้ผลงานที่ออกมาดูสวยงาม กลมกลืน
และสามารถสร้างความรู้สึกต่าง ๆ รวมทั้งสามารถสร้างความพึงพอใจ และโน้มน้าวจิตใจให้ ผู้ผ่านไปมา
เกดิ คล้อยตาม และเกิดการตดั สนิ ใจซ้ือในท่ีสดุ
องคป์ ระกอบของศลิ ปะที่นำมาใช้ในการออกแบบตกแต่ง
1. เส้น (Line) เป็นการเรยี งต่อกันของจุดไปในทิศทางใดทศิ ทางหนึ่ง เส้นที่ใช้ในการ จัดแสดงสนิ ค้ามี
หลายประเภท แตล่ ะประเภทใหค้ วามร้สู กึ และอารมณใ์ นลักษณะทแี่ ตกต่างกนั คอื
32
1.1 เส้นตรงแนวดิ่งหรือแนวตั้ง ให้ความรู้สึกมั่นคง สงบนิ่ง ความสูง แข็งแรง สง่างาม และความ
สมดลุ
1.2 เส้นตรงแนวนอนหรอื แนวราบ ใหค้ วามรู้สกึ สงบเงยี บ ความกวา้ ง ผอ่ นคลาย ราบรื่น
1.3 เส้นทแยงหรอื เสน้ เฉียง ให้ความรสู้ กึ เคลือ่ นไหว ความมีชวี ติ ชีวา ไมม่ ั่นคง
1.4 เสน้ โค้ง ให้ความรู้สกึ ออ่ นนอ้ ม อ่อนแอ ออ่ นโยน ร่าเริง มลี ีลาแห่งความเคลอ่ื นไหว
33
1.5 เส้นหยกั และเส้นซกิ แซก็ ใหค้ วามรู้สกึ ไม่หยุดนิง่ รุนแรง กา้ วร้าว สับสนวุ่นวาย
2. รปู รา่ ง (Shape) เปน็ การนำเส้นและทศิ ทางมาประกอบกัน ในลักษณะ 2 มิติ มี ส่วนกว้างและส่วน
ยาวเท่านนั้ ไม่มคี วามลกึ หรอื ความหนา ดังตวั อย่าง
3. รูปทรง (Form) เป็นการนำเส้นและทิศทางมาประกอบกัน ในลักษณะที่มองเห็น 3 มิติ คือ
มีสว่ นกวา้ ง สว่ นยาว ส่วนลึกและความหนา ดังตัวอย่าง
4. ขนาดและสัดส่วน (Size and Proportion) ขนาด หมายถึง ลักษณะใหญ่ เล็ก กว้าง ยาว ที่เรา
สามารถรบั รไู้ ด้ ขนาดเปน็ ความรสู้ ึกในการเปรยี บเทียบวตั ถุ 2 สงิ่ หรอื อาจจะมากกวา่ วา่ สง่ิ ใดมีขนาดใหญ่
เล็กกว่ากัน ขนาดเป็นตัวกำหนดสัดส่วนของวัตถุ สัดส่วน หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของส่วน
ต่าง ๆ ขนาดและสัดสว่ นมีความสัมพันธ์ตอ่ กนั หากจัดวาง ขนาดที่เหมาะสมก็หมายถึงสดั ส่วนท่เี หมาะสม
ดว้ ย
5. ลักษณะพื้นผิว (Texture) เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยตาและความรู้สึก ลักษณะของพื้นผิว ที่แตกต่าง
กันจะใหค้ วามร้สู ึกที่แตกต่างกัน เช่น ลกั ษณะพืน้ ผวิ ที่เรยี บใหค้ วามร้สู ึกละมุนละไม่ มองดูแลว้ รู้สึกว่าพ้ืนที่
ใหญ่กว่าความเป็นจริง ลักษณะพื้นผิวที่หยาบน้อยให้ความรูส้ กึ มัน่ คงและ แข็งแรง มองดูแล้วรู้สึกว่าพื้นท่ี
แคบกว่าความเป็นจริง ลักษณะพื้นผิวที่หยาบมากให้ความรู้สึกแข็งแรงมองดูแล้วรู้สึกว่าพื้นที่แคบกว่า
ความเป็นจริงมากกว่าพื้นผิวที่หยาบน้อย ลักษณะพื้นผิว ที่มันให้ ความรู้สึกที่สว่างหรูหรา มองดูแล้วรู้สึก
ว่าพ้นื ทใ่ี หญ่กวา่ ความเปน็ จริง เมอ่ื เปน็ เช่นนี้ ผ้จู ัดแสดงจึง ควรเลือกใช้ลักษณะของพ้ืนผิวให้เหมาะสมกับ
การจัดแสดงสินค้า น้ัน ๆ โดยจะตอ้ งคำนึงถึงลักษณะ ของพื้นผิวของสนิ คา้ ทน่ี ำมาจัดแสดงดว้ ย รวมไปถึง
การเลือกวัสดอุ ปุ กรณ์ประกอบทีม่ ีพนื้ ผวิ ไม่ เหมอื นกนั เชน่ กัน การทีจ่ ะเลอื กใช้พืน้ ผวิ อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับ
เป้าหมายของการ จัดแสดงวา่ ผู้จัด ต้องการใหผ้ พู้ บเห็นเกดิ ความรู้สกึ เช่นใด
34
หลักศิลปะท่ีนำมาพจิ ารณาในการออกแบบการจัดแสดงสินค้า
การจัดแสดงสินค้าน้ัน นอกจากจะพิจารณาถงึ องค์ประกอบดา้ นศิลปะแลว้ ยงั ต้องพิจารณา สงิ่ ตอ่ ไปน้ี
1. ส่วนประธานและรองประธาน (Principal and Subordination)
การจัดแสดงสินค้าควรมีส่วนที่เป็นประธาน และรองประธาน ส่วนประธานคือ ส่วนที่มี ความเด่น
มีความสำคัญ หมายถึงตัวสินค้าที่ต้องการส่งเสริมการขาย โดยมีส่วนรองประธาน ซึ่งอาจเป็นสินค้าที่ใช้
ร่วมกัน หรือวสั ดตุ กแตง่ ชนดิ ที่ใช้ในการประดับมาเป็นสว่ นประกอบเพ่ือให้ ตวั ประธานมีความเด่นมากข้ึน
นอกจากนี้ยังมีวิธีการที่จะทําให้ส่วนประธานเด่นยิ่งขึ้น อาจทําได้ โดยใช้สีสัน รูปแบบ ขนาด จํานวน
หรอื การใชไ้ ฟสอ่ งตรงไปยงั ตวั ประธานนน้ั กไ็ ด้
2. ความเปน็ เอกภาพ (Unity)
เป็นการนําองค์ประกอบของการออกแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เส้น สี แสง รูปร่าง รูปทรง ฯลฯ
รวมไปถึงพื้นหลัง ฉาก แสง สี มาประกอบกันให้ดูเป็นอันหนึ่งอันเดยี วกัน ไม่กระจัด กระจายไปคนละทิศ
ละทาง ดังนั้นจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ผู้จัดแสดงจะต้องมีความรู้ด้านศิลปะ เพื่อที่จะ ทําให้ส่วนประกอบต่างๆ
ทจี่ ัดรวมกันน้ันมคี วามเปน็ เอกภาพใหไ้ ด้
3. ความสมดุล (Balance)
การจัดแสดงสินค้าให้มีความสมดุล คือ ต้องไม่ทําให้มองดูแล้วรู้สึกว่าน้ําหนักเอนเอียง ไปด้านใด
ดา้ นหนึ่ง ลักษณะของความสมดุลมี 2 ลักษณะ คอื
3.1 ความสมดุลแบบน้ำหนักซ้ายขวาเท่ากัน หรือที่เรียกว่า ความสมดุลที่เป็น ระเบียบ (Formal
Balance) หมายถึง การนําสินค้าที่เป็นแบบเดียวกัน รูปทรง รูปร่างเดียวกัน มาจัดแสดง โดยให้สินค้าทั้ง
สองข้างห่างจากจุดศูนย์กลางในระยะทางเท่ากัน จะได้การจัดแสดงสินค้า ที่มีน้ําหนักซ้ายขวาเท่ากัน ซึ่ง
เปน็ วธิ ีท่งี ่ายและสะดวกตอ่ การจัด แตจ่ ะมจี ุดออ่ นคือ ขาดศิลปะ ทาํ ให้ ภาพท่ีออกมาดจู ืดชดื การจดั แสดง
สนิ คา้ ลักษณะน้ีกระทําไดง้ ่าย และสามารถใชไ้ ดก้ ับสนิ คา้ ทุกชนดิ เหมาะกับผ้จู ดั แสดงทเี่ พิ่งเร่มิ ต้นใหม่ๆ
3.2 ความสมดุลแบบน้ำหนักซ้ายขวาไม่เท่ากัน หรือที่เรียกว่า ความสมดุลที่ ไม่ เป็นระเบียบ
(Informal Balance) เป็นการนำสินค้าที่อาจแตกต่างกันด้วยขนาด สีสัน รูปร่าง รูปทรง มาจัดแสดงให้
เกิดความสมดุล โดยวางให้ห่างจากศูนย์กลางในระยะไม่เท่ากัน สินค้าที่มี ขนาดใหญ่กว่าหรือมองดูแล้วมี
น้ำหนักมากกว่าจะจัดวางไว้ใกล้จุดศูนย์กลางมากกว่าสินค้าที่มีขนาด เล็ก หรือมองดูแล้วมีน้ำห นักน้อย
กว่า จะจัดวางไว้ห่างจากจุดศูนย์กลางมากกว่า หรือใช้วิธีให้สินค้าทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ห่างจากจุด
ศูนย์กลางเท่ากัน แต่จะวางสินค้าขนาดเล็กจำนวนมากกว่า เช่น วางสินค้าขนาดใหญ่ทางขวามือ 1 ชิ้น
แล้ววางสินคา้ ขนาดเลก็ ทางซ้ายมือ 2 ชิ้น เป็นต้น
4. การเน้น (Emphasis)
การเน้นทำให้สินค้าที่ต้องการส่งเสริมการขายมีความน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งวิธีการเน้นนั้น อาจจะเน
นด้วยรูปทรง รูปร่าง หรือขนาดของสินค้าหลักให้มีความแตกต่างไปจากสินค้า หรือวัสดุ ตกแต่งอัน
หรืออาจใช้วิธีการเน้นด้วยสี คือการให้สินค้าหลักมีสีที่แตกต่าง หรือตรงกันข้ามกับสี ของสินค้าหรือวัสดุ
ตกแตง่ อนื่ ท้งั การเน้นดว้ ยขนาดและเน้นด้วยสีสันนี้ ผลที่ออกมาคอื ทำใหก้ าร จัดแสดงสนิ คา้ มีจดุ เด่นและ
35
น่าสนใจมากยิ่งขึ้น แต่ก็มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรเน้นจุดเด่นหลายจุด จนเกินไป จะทำให้งานไม่มีจุดเด่น
หรือจดุ ท่นี า่ สนใจตามท่ีตอ้ งการ
5. การซำ้ กนั (Repetition)
การจัดแสดงสินค้าที่นำสินค้าที่มีรูปร่าง ลาย ขนาดเดียวกันมาวางซ้ำ ๆ กัน จะทำให้ งานออกมา
นา่ สนใจมากย่งิ ข้ึน ลกั ษณะการซ้ำกนั อาจเป็นการซ้ำกนั โดยแท้ คือ นำสินค้าชนดิ เดยี วกันมาวางเรียงซ้ำ
ๆ กันอย่างมีระเบียบ เหมาะกับการจัดแสดงที่มีสินค้าจำนวนมาก ๆ หรือเป็น ลักษณะการซ้ำกันบ้าง คือ
การนำสนิ คา้ หลายแบบ หลายลาย หลายขนาด มาวางซ้ำกนั เปน็ จังหวะ หรือมีการเวน้ ช่วงการบา้ ง ซึ่งกท็ ำ
ให้นา่ สนใจไปอกี แบบหน่งึ
6. ความกลมกลนื (Harmony)
บนการนาสว่ นประกอบตา่ ง ๆ มาจัดให้เข้ากนั และมีความสัมพันธก์ ัน ทำใหผ้ ้พู บเห็น มองดแู ล้วรู้สึก
สบายตา แล้วเกิดความประทับใจได้ ลักษณะของความกลมกลืนทำได้หลายลักษณะ ได้แก่ กลมกลืนกัน
ดว้ ยสี กลมกลนื กนั ด้วยเส้น กลมกลนื กนั ด้วยขนาด กลมกลนื กนั ด้วยรปู ร่าง และกลมกลนื กันดว้ ยทศิ ทาง
7. ความขัดแย้งกนั (Contrast)
การจัดแสดงสินค้าโดยใช้ลักษณะของความขัดแย้งเข้ามาช่วย ทำให้งานออกมาเด่น สะดุดตายิ่งขึน้
ลักษณะของความขัดแย้งน้ันอาจขดั แย้งกันดว้ ยเส้น สี รูปร่าง ขนาด และทิศทาง การใช้หลักความขัดแย้ง
นี้ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะหากออกแบบไม่ดีอาจทำให้งานที่ออกมา ขาดความสมดุล หรือขาด
ความเปน็ เอกภาพไปได้
8. จังหวะ (Rhythm)
หมายถึง ช่วงหรือระยะของการจัดวางสินค้า ละวัสดุตกแต่งที่มีการเว้นช่องในการ จัดวางที่
พอเหมาะ ไม่ชิดหรือห่างจนเกินไป การจัดแสดงที่มีการใช้จังหวะเข้ามาช่วย งานที่ออกมา จะดูมีความ
กลมกลืน สามารถสรา้ งความพึงพอใจแก่ผ้พู บเห็นได้
9. สดั สว่ น (Proportion)
สัดส่วน คือ ความสัมพันธ์กันของระยะ ขนาด รูปร่าง รูปทรง ของสิ่งที่นำมาจัดแสดง ให้มีความ
เหมาะสมกัน เพอ่ื ให้เกิดความสวยงาม เช่น สนิ ค้าขนาดใหญ่ควรจดั แสดงบนพืน้ ท่ี ขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน
วสั ดตุ กแตง่ พนื้ หลัง ปา้ ยราคา ป้ายสินค้า กต็ อ้ งมคี วามเหมาะสมกันด้วย
การจดั แสดงสนิ คา้ ทม่ี กี ารใชห้ ลักศลิ ปะในการออกแบบ
36
แบบของการจัดวาง
การจัดวางสินค้าทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของผู้จัดแสดงว่าจะมี การออกแบบ
การจดั วางอย่างไรให้ผลงานออกมาน่าสนใจ และกระต้นุ ผู้ผ่านไปมาใหเ้ กิดการ ตัดสินใจซือ้ ได้ ซึ่งแบบของ
การจัดวางมีดงั น้ี
1. แบบกระจายรศั มี เปน็ ลักษณะของการจดั วางโดยใหส้ ินค้าท่ีมีขนาดใหญ่อยตู่ รงกลาง แล้วล้อมรอบ
ด้วยสนิ ค้าท่ีมีขนาดเลก็ กว่า เปน็ การสรา้ งความเดน่ ให้กบั สินคา้ ทีอ่ ยตู่ รงกลาง
การจดั วางแบบกระจายรศั มี
2. แบบพรี ะมิด เป็นการจัดวางสนิ คา้ เปน็ ฐานกอ่ น แล้วนำสินค้าวางซอ้ นข้ึนไปอีกใหม้ ีลักษณะเรียวเล็ก
คลา้ ยพีระมิด สนิ คา้ ที่เหมาะกบั การจดั วางแบบพรี ะมดิ
การจัดวางแบบพีระมิด
37
3. แบบขั้นบันได เป็นการนำสินค้ามาจัดวาง
ตามลำดับคลา้ ยบนั ได การจัดวาง ลกั ษณะนีจ้ ะทำให้สายตา
ของผพู้ บเห็นเคลื่อนทีไ่ ปตามลำาดับโดยไมร่ ้ตู วั
การจดั วางแบบข้ันบนั ได
4. แบบซิกแซ็ก เป็นการจัดวาง
สินค้าให้เลี้ยวไปเลี้ยวมาคล้ายสลับฟันปลา
เหมาะกับ การจัดแสดงสินค้าแบบเปิดตาม
ห้างสรรพสินค้า
การจดั วางแบบซิกแซ็ก
5. แบบซ้ำกัน เป็นการจัดวาง สินค้าที่มี
ลักษณะเหมือนกันทุกประการ จัดวางซ้ำ ๆ กัน
หลายๆ ครั้ง ทำให้สินค้า มองดูเป็นระเบียบ
มองเหน็ เปน็ จุดเด่นแต่ ไกล การจัดวางแบบซ้ำกัน
โดยแท้ อาจทำให้ดูน่าเบื่อจึงควรใช้แบบซ้ำกัน
บ้าง จะดนู า่ สนใจย่ิงขน้ึ
การจดั วางแบบซ้ำกนั
38
6. แบบเรียงลำดับ เป็นลักษณะของ การจัดวางสินค้าที่มีการเรียงลำดับกัน อาจจะ เรียงจากสินค้า
ขนาดใหญ่ไปหาสินค้าขนาดเล็ก หรือเรียงจากสินค้าที่มีสีแก่ไปหาสินค้าที่มีสี อ่อน ทำให้งานที่ออกมาดู
สวยงาม เหมอื นกบั ว่าสนิ คา้ มคี วามเคล่ือนไหว เรียกรอ้ งความสนใจได้มากขน้ึ
การจัดวางแบบเรียงลำดบั
7. แบบซ้อนกัน เป็นการจัดวางโดยนำสินค้าขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมากไว้ด้านล่าง แล้ว นำสินค้าชิ้น
ตอ่ ไปมาวางเกยกัน ทำให้เกดิ เป็นสินค้ากลุ่มใหญ่ ผพู้ บเห็นสามารถมองเห็น สนิ ค้าได้ท้ังหมด
การจดั วางแบบซ้อนกนั
8. แบบเนน้ เป็นลกั ษณะการจัดวางใหส้ ินค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หรือที่สเี ข้มท่สี ดุ หรอื สีสดใสท่ีสุด มา
จัดวางไวต้ รงกลาง เพ่อื ดงึ ดดู ความสนใจให้ผผู้ ่านไปมาหยุดมอง แลว้ อาจทำ ให้สนิ คา้ ทมี่ ีลกั ษณะรองลงมา
ได้รับความสนใจไปดว้ ย
การจัดวางแบบเน้น
39
สีกบั การจดั แสดงสนิ คา้
สี (Color) เป็นสภาพของคล่ืนแสงทสี่ ามารถสัมผสั ได้ด้วยตา อาจเป็นสีของธรรมชาติ เช่น สีของใบไม้
สีทอ้ งฟา้ เปน็ ต้น หรอื สีทม่ี นุษย์สรา้ งข้นึ คือ สีท่มี ีจำหน่ายในทอ้ งตลาด
สีแท้ (Hue) เป็นลกั ษณะของสแี ทๆ้ ท่ยี ังไม่ถกู สอี นื่ ผสมให้เขม้ ขนึ้ หรอื ออ่ นลง
สีอ่อนหรือสีจาง (Tint) เป็นสีแท้ที่ถูกผสมด้วยสีขาวให้มีลักษณะจางลง เช่น นำสีขาว มาผสมสีแดง
กลายเปน็ สีชมพู เป็นตน้
สีแก่ (Shade) เป็นสแี ทท้ ี่ถกู ผสมดว้ ยสีดำ ทำให้สแี ท้มคี วามเขม้ ขึ้น
สีคลำ้ (Tone) เป็นการนำสเี ทามาผสมลงในสีแทท้ ำให้เกิดสใี หม่ทีค่ ลำ้ ขน้ึ
ในการจัดแสดงสินค้า ผู้จัดแสดงสามารถเลือกใชส้ ีได้ตามที่ต้องการ หรือใกล้เคียงกับสีที่ ต้องการ โดย
การนำสีมาผสมกัน เพ่อื ให้ออ่ นลง เขม้ ขน้ึ หรอื เกิดเป็นสีใหมข่ ้ึนมา ตามรายละเอียด ดังตอ่ ไปน้ี
สขี น้ั ทหี่ น่งึ (Primary Color) หรือท่ีเรยี กวา่ สีขนั้ ปฐมภมู ิ เป็นสีทไี่ มส่ ามารถผสม ข้นึ ได้ มีอยู่ 3 สี คือ
สีแดง สเี หลอื ง และสีนำ้ เงิน หรอื ท่ีเรยี กว่า “แม่ส"ี
สีขั้นที่สอง (Secondary Color) หรือสีขั้น ทุติยภูมิ
เกิดจากการนำแมส่ ีทัง้ 3 มาผสมกันทีละคู่ จะได้สีขั้นทีส่ อง
ขึน้ มาอีก 3 สี ได้แก่
สสี ม้ เกิดจาก สีแดงผสมกบั สีเหลือง
สีเขียว เกิดจาก สนี ้ำเงนิ ผสมกับสีเหลือง
สมี ่วง เกิดจาก สีแดงผสมกับสนี ำ้ เงนิ
40
สขี ้นั ทีส่ าม (Tertiary Color) เป็นการนำสีขน้ั ทส่ี องมาผสมกับแม่สี จะไดส้ เี กิดขนึ้ ใหมอ่ กี 6 สี ดงั น้ี
สแี ดงผสมกบั สีสม้ เปน็ สีส้มแดง
สแี ดงผสมกบั สีมว่ ง เป็นสมี ว่ งแดง
สนี ำ้ เงนิ ผสมกับสมี ว่ ง เปน็ สมี ว่ งนำ้ เงนิ
สีน้ำเงินผสมกับสเี ขยี ว เป็นสเี ขียวน้ำเงิน
สเี หลอื งผสมกบั สเี ขียว เป็นสเี ขยี วเหลอื ง
สเี หลืองผสมกบั สีส้ม เป็นสสี ม้ เหลอื ง
จากการนำสีขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สอง และขันที่สาม มาผสมกันนี้ ทำให้ได้สีทั้งหมด 12 สี เกิด เป็นวงล้อสี
(The Colors Wheel) ดังนี้
จากวงลอ้ สี เราสามารถแบง่ ออกเปน็ 2 วรรณะ ได้แก่
สีร้อน (Warm Tone) เป็นสีที่มีสีแดงและสีเหลืองผสมอยู่ ได้แก่ สีเหลือง สีแดง สีส้ม สีส้มแดง สีส้ม
เหลือง และสมี ่วงแดง
สีเย็น (Cool Tone) เป็นสที ีม่ ีสเี ขียวและสีน้ำเงินผสมอยู่ ไดแ้ ก่ สีเขยี ว สนี ้ำเงิน สีม่วง สีม่วงน้ำเงิน สี
เขยี วน้ำเงิน และสเี ขียวเหลือง
สีตดั กนั คอื สีอยตู่ รงขา้ มกันในวงล้อสี ได้แก่
สีแดง ตัดกับสีเขียว สเี หลอื ง ตัดกบั สมี ่วง
สีนำ้ เงิน ตัดกบั สสี ้ม สมี ว่ งน้ำเงนิ ตัดกับสสี ้มเหลือง
สีเขยี วเหลือง ตัดกบั สีมว่ งแดง สีเขียวนำ้ เงนิ ตดั กบั สีส้มแดง
41
การใช้สีตัดกันในการจัดแสดงสินค้า จะทำให้งานที่ออกมาดูเด่นชัดขึ้น ซึ่งจะช่วยดึงดูด สายตาของผู้ที่
ผา่ นไปมาไดเ้ ป็นอยา่ งดี
น้ำหนกั สี หมายถงึ ลกั ษณะความออ่ น-แก่ของสีต่าง ๆ จะมีความเข้มหรอื อ่อนเพยี งใดกไ็ ด้
การนำสีมาจัดน้ำหนักอ่อน-แก่ ทำให้ภาพที่ออกมามีความสวยงามขึ้น และจะให้ความรู้สึก ที่แตกต่าง
กนั ออกไป และยังชว่ ยใหเ้ กดิ ความรู้สกึ ใกล้ไกล ความเคลือ่ นไหว และความรสู้ ึกหนกั เบา อกี ด้วย
วธิ ีการทำน้ำหนกั สี มีดังนี้
1. ใช้สีขาวผสม เป็นการใช้สีขาวผสมเข้ากับสีที่ต้องการทำน้ำหนัก โดยเพิ่มปริมาณสีขาว ขึ้นเรื่อย ๆ
จะทำให้สีนัน้ คอ่ ยๆ ออ่ นลง
2. ใช้สีใกล้เคียงผสม เป็นการใช้สีใกล้เคียงกันที่มีน้ำหนักอ่อนกว่าในวงล้อสีเข้ามาผสม เช่น การนำ
สีเหลอื งมาผสมกบั สเี ขยี ว จะทำใหไ้ ด้สที ่มี นี ำ้ หนักมากกวา่ สีเหลอื ง แต่น้อยกว่าสีเขียว เปน็ ต้น
3. ใชว้ ธิ เี ติมน้ำ การเตมิ นำ้ ทีละนอ้ ยจะทำใหเ้ กิดสีอ่อนลงไปเรอ่ื ย ๆ
อทิ ธพิ ลของสีต่อความรูส้ กึ ของคน
สีมีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์ หากผู้จัดแสดงต้องการให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกอย่างไร ก็ควรที่จะ
เลือกใช้สีให้เหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการจัดแสดงในครั้งนั้น ๆ อิทธิพลของสี ต่อจิตใจของ
มนุษย์ มีดงั น้ี
1. สฟี า้ ใหค้ วามร้สู กึ กวา้ ง สว่าง
2. สีน้ำเงนิ ใหค้ วามรูส้ ึกขรึม สงบ สง่าผ่าเผย
3. สีเขยี ว ให้ความรู้สกึ สบาย เงียบสงบ
4. สีเขียวเข้ม ให้ความรู้สกึ สงบเสง่ียม
5. สเี ขียวอ่อน ให้ความรู้สกึ อ่อนแอ บอบบาง
6. สีเขยี วเหลอื ง ให้ความรู้สกึ เปน็ หน่มุ สาว มชี วี ิตชวี า
7. สแี ดงสด ใหค้ วามรู้สกึ ตื่นเตน้ เรา้ ใจ
8. สีแดงเข้ม ให้ความรสู้ ึกสง่าผ่าเผย อ่ิมเอิบ อุดมสมบรู ณ์
9. สีแดงเลือดหมู ให้ความรสู้ กึ ประณีต งดงาม
10. สีเหลอื ง ใหค้ วามรู้สกึ สดชน่ื ความรงุ่ โรจน์
11. สีม่วง ให้ความรสู้ กึ มีอำนาจ เร้นลับ
12, สเี ทา ให้ความรู้สกึ เงยี บขรมึ แก่ชรา
13. สีชมพู ใหค้ วามรู้สึกนุม่ นวล อ่อนหวาน เบาบาง
14. สที อง สีเงนิ และสที ี่เป็นมันวาว ให้ความรสู้ กึ ม่งั คั่ง
15. สนี ำ้ ตาล ให้ความรสู้ ึกแห้งแล้ง อบอุน่
16. สขี าว ใหค้ วามรสู้ ึกสะอาด บริสทุ ธ์ิ
17. สีส้ม ใหค้ วามรู้สึกรอ้ นแรง ตืน่ เตน้
18. สีดำมีกำลงั ให้ความรสู้ กึ เศร้าโศก หดหู ลึกลับ
42
เทคนคิ การใช้สใี นการจัดแสดงสินคา้
การใช้สีในการจัดแสดงสินค้า หากต้องการให้เกิดความงามนั้นควรจะตอ้ งจัดองค์ประกอบสี ให้เป็นไป
ตามหลักเกณฑ์สากลของการออกแบบ คือ สัดส่วน สมดุล จังหวะ จุดสนใจ และเอกภาพ ซึ่งหากผู้จัด
แสดงสามารถทำให้สีสันของสินค้าและร้านค้าโดดเด่น ก็จะช่วยในการส่งเสริมการขาย ได้เป็น อย่างดี
ซึ่งเทคนิคการใชแ้ สงในการจัดแสดงสนิ ค้ามดี ังนี้
1. การจัดแสดงสินค้าทีต่ อ้ งการความหรูหรา การจัดแสดงสินค้าที่ตอ้ งการความหรูหรานั้น จะต้องให้สี
ในแต่ละส่วน ได้แก่ พื้น ผนัง และเพดาน มีความต่อเนื่องกัน ต้องสร้างบรรยากาศให้ดู ขรึม และสง่างาม
จงึ ควรเลอื กใชส้ โี ทนเย็นจะเหมาะสมกว่า
2. การจัดแสดงสินค้าที่ต้องการความบอบบาง การจัดแสดงสินค้าที่ต้องการให้ดูบอบบาง อ่อนหวาน
ควรเลือกใช้สสี วา่ ง หรือสอี ่อนๆ หากเลอื กวสั ดปุ ระกอบท่ีมลี กั ษณะเขา้ กนั ไดจ้ ะดเู หมาะสม ยงิ่ ขึน้
3. การจัดแสดงสินค้าในเรื่องของวิวัฒนาการและความก้าวหน้า ควรเลือกสีที่ทันสมัย อย่างสีแดง
สีเหลือง สีน้ำเงิน สีขาวสลับดำ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถเลือกใช้สีของโลหะมันวาว เช่น สีเงิน
สโี ครเมียม หรอื สีกลางๆ อยา่ งสีเทา ก็เป็นท่ีนิยมกัน
4. การจัดแสดงสนิ คา้ แฟชั่น ควรเลือกใช้สที องซดี ๆ สีเขียวเฟิร์น สีฟ้าอมเทา สีอ่อนๆ ถึงสีขาว หากไม่
เลือกใชส้ อี อ่ นก็อาจเลือกใช้สที รี่ ุนแรงไปเลย ทัง้ นข้ี ้นึ อยกู่ บั รูปแบบและแนวคดิ ของ สนิ คา้ และบรรยากาศ
ท่ตี ้องการ
การเลือกสีหรือกลุ่มสีเพ่ือใช้ในการจัดแสดงสนิ ค้าเปน็ เรื่องสำคัญพอๆ กับการจัดองค์ประกอบ การจัด
แสดงสินค้า เพราะงานจัดแสดงสินค้านั้นจะสามารถดึงดดู ความสนใจของผู้ที่ผา่ นไปมาได้ หรือไม่นั้น การ
เลือกใช้สีก็เป็นส่วนหนึ่ง ตัวสี (Hue) น้ำหนักสี (Value) และความสดของสี (Intensity)มีความเกี่ยวข้อง
กัน กล่าวคอื ตวั สชี ่วยสร้างบรรยากาศของการจดั แสดงสนิ ค้า นำ้ หนักสมั พันธก์ ับ ความมดื และความสว่าง
ความสดของสมี ผี ลด้านการสรา้ งความเข้าใจ และการสร้างชีวิตชีวาใหก้ ับ การจัดแสดงสนิ คา้
การเลือกใช้สีที่เป็นธรรมชาติจะช่วยให้สบายตา และสร้างบรรยากาศที่ดี หากต้องการ ความสดใสก็
สามารถนำสีสดๆ เข้ามาช่วย โดยพยายามจัดให้อยู่ในหมวดของสิง่ ของที่นำมาประกอบ ตกแต่ง สิ่งหนึ่งที่
นักจัดแสดงสินคา้ ควรจะคำนงึ ถึงอยู่เสมอ ได้แก่ ความต่อเนื่อง กล่าวคือ หากมี การเปลี่ยนแปลงสีควรให้
เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่กระโดดเป็นห้วงๆ โดยปกติแล้วในการจัดแสดง สินค้าแต่ละครั้งควรใช้สีไม่
เกนิ 3-4 สี แต่ทัง้ นี้ตอ้ งพจิ ารณาถึงความเหมาะสมของเรอ่ื งท่ีจดั ดว้ ย
43
แสงกบั การจัดแสดงสนิ คา้
แสง ในทนี่ ี้หมายถงึ แสงสวา่ งทนี่ ำมาใช้เพือ่ ใหเ้ กดิ ความสว่างแก่ตวั อาคารท้งั ภายในและ ภายนอก การ
เลอื กใช้แสงจะตอ้ งคำนึงถึงประโยชนด์ งั นี้
1. ตอ้ งสามารถทำให้มองเห็นรายละเอยี ดของสนิ คา้ ได้ หมายถึง แสงที่เลอื กใช้เม่ือส่อง ไปยังสินค้าแล้ว
ไม่วา่ สนิ ค้าจะมีสีใดก็ตาม จะสามารถมองเหน็ รายละเอียดของสนิ คา้ ไดช้ ดั เจน
2. ต้องชว่ ยสรา้ งอารมณ์ และเรา้ อารมณ์ให้ผู้คนสนใจ และเกดิ ความตอ้ งการสนิ ค้า
3. ต้องทำให้สนิ ค้าเดน่ สะดดุ ตาผู้คนท่ผี ่านไปมา
แสงประดิษฐ์
โดยปกติแล้ว เราจะอาศัยดวงอาทิตย์เป็นต้นกำเนดิ ของแสงสว่าง แตใ่ นยามคำ่ คนื เมือ่ แสงอาทิตย์หมด
ไปแล้ว เราต้องอาศัยแสงท่ีมนุษย์คดิ คน้ ขึ้น เราเรียกวา่ “แสงประดิษฐ์” ซึ่ง นอกจากให้ความสว่างในยาม
คํ่าคืนแล้ว ยังจะชว่ ยเพ่ิมประสิทธิภาพในการจดั แสดงสินค้าด้วย เพราะ แสงประดิษฐน์ ส้ี ามารถบังคับแสง
ให้มคี วามยืดหยนุ่ ได้ตามที่ต้องการ แสงประดษิ ฐ์ทน่ี ยิ มใช้ ได้แก่
1. แสงจากหลอดไฟฟ้าเรืองแสง (Fluorescent Lamps) หรือที่เรียกว่า หลอดนีออน ที่ให้ความ
สวา่ งทั่วไปในบรเิ วณร้านค้า ทน่ี ิยมมี 2 ขนาด คอื ขนาด 20 แรงเทยี น และ 40 แรงเทียน ในการจัดแสดง
สินค้า ผู้จัดแสดงมักนิยมใช้หลอดชนิดที่เรียกว่า Slim Lamps ซึ่งมีขนาดเล็กและ ยาวเพื่อให้ความสว่าง
แก่ตวั สินคา้
สีที่เกิดขึ้นในหลอดฟลูออเรสเซนตน์ ั้น เกิดจากการที่รงั สีอัลตราไวโอเลตวิ่งไปกระทบ กับสารเรืองแสง
ท่ฉี าบไว้ทผ่ี ิวด้านในของหลอดฟลอู อเรสเซนต์ และทําให้เกดิ การเปล่งแสงหรือ เรอื งแสงออกมา
สีท่อี อกจากหลอดฟลอู อเรสเซนตส์ ามารถจาํ แนกไดด้ ังน้ี
1.1 หลอดชนดิ แสดงกลางวัน (Daylight) หลอดไฟชนดิ น้ีเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ ประเภทที่ให้
แสงสว่างออกมาใกล้เคียงแสงธรรมชาตมิ ากที่สดุ คือ สเปกตรัมของสีท่ีออกมาจาก หลอดไฟจะมีคลื่นของ
สีออกมาเกือบครบทุกย่านความถี่ที่ตามองเห็น และทําให้เกิดความรู้สึกซึ่ง ทําให้ระบบประสาทสามารถ
วิเคราะห์สีสันต่าง ๆ ของสิ่งของและวัตถุได้อย่างถูกต้อง และเป็นหลอด ที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน
โดยเฉพาะประเทศทม่ี ีอากาศร้อน
1.2 หลอดชนิดขาวอุ่น (Warm White) เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ให้แสงสว่างของสี ออกมา
ค่อนข้างไปทางสีเหลืองแดง แสงสีในย่านสนี ํ้าเงินจะเข้มน้อยลง หลอดชนดิ นีจ้ ะมปี ระสทิ ธภิ าพ ของหลอด
ประมาณ 77 ลเู มนตอ่ วัตต์ เหมาะสําหรับประเทศทีม่ ีอากาศหนาวเยน็ เพื่อใชส้ ร้างความอบอุ่น
1.3 หลอดชนิดขาวเย็น (Cool White) เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่จะให้แสงสว่าง กมสสน
ค่อนข้างจะใกล้เคียงกับสีธรรมชาติ แต่น้อยกว่าหลอดชนิดแสงกลางวัน (Daylight) คุณสมบัติ ของสีของ
แสงจะอยู่ระหว่างกึ่งกลางของหลอดชนิดแสงกลางวัน (Daylight) กับหลอดชนิดขาวอุ่น (Warm White)
และมปี ระสทิ ธิภาพของหลอดสงู กว่าหลอดทั้ง 2 ชนดิ ท่ีกลา่ วมาแล้ว
44
1.4 หลอดชนิดสะท้อนแสง (Reflector Tube) เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ท่ีด้านหนึ่ง ของหลอด
ถกู เคลอื บด้วยสารสะท้อนแสงเพ่ือรวบรวมแสงที่ไดอ้ อกมาให้ออกไปในทิศทางตรงกันขา้ ม และมีการติดตั้ง
ในตําแหนง่ ทีแ่ น่นอน ประสิทธิภาพของหลอดชนิดนี้จะมคี ่าสูงมาก ส่วนใหญ่จะใช้ ติดตั้งในห้องโชว์ ตู้โชว์
เปน็ ตน้
1.5 หลอดสี เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ให้แสงสีที่แตกต่างกัน เช่น สีขาว สีแดง สีเหลือง สีเขียว
สีชมพู สีน้ําเงิน เป็นต้น วัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการตกแต่งในงานต่างๆ หรือ สถานที่ต่างๆ เช่น ในตู้โชว์
เวทีละครเวทดี นตรี เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วเน้นถึงเรือ่ งสขี องแสงสว่างที่จะใหอ้ อกมาเป็นหลักมากกว่าเรื่อง
ของความสว่าง
1.6 หลอดอัลตราไวโอเลต เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ให้แสงสีที่ตามองเห็นได้ ออกมาส่วนหน่ึง
และแสงอลั ตราไวโอเลตท่ตี าเรามองไม่เห็นออกมาอีกส่วนหนึ่ง ซง่ึ ส่วนใหญ่แลว้ หลอดชนดิ น้ีจะนําไปใช้ใน
งานชีววิทยา คือ จะใช้ในการหยุดการเจริญเติบโตของเช้ือโรงบางชนิด ได้ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า หลอด
ฆ่าเชอื้
1.7 หลอดแสงสีดํา (Black Light) เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ผิวของหลอดแก้ว เป็นสีดําทั่วทั้ง
หลอด เพื่อกันไม่ให้แสงที่ตาคนเรามองไม่เห็นเล็ดลอดออกมาได้ แต่จะยอมให้แสงอัลตราไวโอเลตผ่าน
ออกมาได้เท่าน้ัน และเมือ่ แสงอัลตราไวโอเลตไปกระทบกับวตั ถหุ รอื ฉากกจ็ ะ เกิดแสงขนึ้ ซงึ่ ส่วนใหญ่แล้ว
หลอดประเภทน้ีจะใชใ้ นสถานที่ทีต่ ้องการบรรยากาศที่แปลกออกไป จากบรรยากาศปกติ เชน่ ในไนต์คลับ
บาร์ หรอื สถานเริงรมยต์ ่างๆ เป็นต้น
2. แสงจากหลอดไฟฟ้าจุดไส้ (Incandescent Lamps) หรือที่เรียกว่า หลอดไฟธรรมดา แสงของ
หลอดไฟฟ้าจุดไส้จะทําให้สีของวัตถุดนุ่มนวลขึ้น สามารถควบคุมทิศทางของแสงได้ง่าย ลักษณะของ
หลอดไฟนี้ เป็นหลอดแก้วหุ้มไส้หลอด ให้แสงเป็นสีเหลืองอมส้มอ่อน ๆ เหมาะกับห้องที่ไม่ต้องการแสง
สว่างมากนัก ปัจจุบันมีหลอดไฟฟ้าแบบเดย์ไลต์ ที่ให้แสงสว่างนวลจ้า ให้ลำแสงที่ ชัดเจนและสามารถ
บังคับแสงให้ไปตามทิศทางที่กำหนดไว้ หรือที่เรียกว่า “ไฟสปอต” มีคุณสมบัติ เหมาะกับการส่องให้
ลำแสงตรงไปยังสินคา้ ท่ีตอ้ งการเน้น นบั วา่ สามารถสรา้ งความเดน่ ให้แก่สินค้า น้นั ได้เปน็ อย่างดี
การใช้แสงกบั การจดั แสดงสนิ ค้า
ลักษณะของแสงไฟทีน่ ำมาใช้ในการจดั แสดงสนิ คา้ มีดงั นี้
1. ไฟชนิดกระจายไปทั่วพื้นที่ของหน้าร้าน เป็นแสงสว่างหลักที่ใช้ทดแทนแสงสว่างจาก ธรรมชาติ
คือ ดวงอาทติ ย์ จะใช้ในยามค่ำคนื จะตดิ ต้งั ด้านหน้าร้าน ตามป้ายของชายคาทย่ี ืน ออกไป มกั ใช้หลอดไฟ
นอี อนหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ -
2. ไฟที่ซ่อนตัวอยู่ในตู้โชว์ จะส่องมายังจุดที่ควรส่อง จุดที่ไม่โดนแสงในยามค่ําคืน แสงสว่าง จะทําให้
ภายในตโู้ ชวล์ อยเด่นออกมา
3. ไฟทสี่ อ่ งข้างหลงั
3.1 ไฟที่ฉายไปที่ฉากหลังที่ต้องการเน้นให้มีสีสัน เพื่อให้วัตถุที่ต้องการจัดแสดง ด้านหน้าเด่น
ชดั เจนขึน้
45
3.2 ไฟที่ฉายไปยังของที่จะโชว์จากข้างหลังหรือข้างหน้า เพื่อให้เกิดรูปแบบสีสันที่ แปลกตา มักใช้
กบั สินคา้ ประเภทเครือ่ งแก้ว
4. ไฟราว คือ การใช้หลอดนีออนหลายๆ หลอดเรียงกันตลอดแถว ใช้เวลากลางวันท่ีมี แสงสว่างมาก
แสงสะท้อนจากด้านนอกเข้ามาทำให้มองเห็นตัวสินค้าได้ชัดเจน จึงใช้ไฟราวช่วย ลดแสงสะท้อนนัน้ ทาํ ให้
มองเหน็ สินคา้ ทต่ี ง้ั แสดงในหน้าตา่ งโชว์ได้
5. ไฟกะพริบ ให้แสงสว่างกะพริบ ร้านค้าปลีกสามารถใช้แสงไฟที่ส่องกะพริบสลับกัน ไปมาได้ เพื่อ
สร้างจุดเดน่ ใหก้ ับบริเวณทีจ่ ัดแสดงสนิ ค้า สว่ นมากใช้กบั การจัดแสดงหน้าต่างโชว์ หน้ารา้ นมากกว่าการใช้
บรเิ วณภายในรา้ นค้า เพราะจะสรา้ งความรำคาญแก่ลูกค้า เพราะแสงไฟที่ กะพริบตลอดทําให้สายตาพร่า
มัวมองเหน็ สินค้าไดไ้ มช่ ดั เจน
6. ไฟโคม อาจเป็นไปในลักษณะตั้งหรือแขวนก็ได้ โดยใช้เป็นแสงสว่างและเป็นเครื่อง ประดับได้ด้วย
เหมาะกบั การจดั แสดงสนิ ค้าท่ตี อ้ งการสรา้ งบรรยากาศโรแมนติก
วิธีการจัดแสง ทำได้ดงั นี้
1. แสงสว่างส่องเฉพาะจุด มักใช้ไฟสปอตส่องตรงไปยังตัวสินค้าที่ต้องการเน้นให้เด่น เหมาะสําห รับ
การจดั แสดงสนิ คา้ ในต้โู ชว์
2 แสงสวา่ งส่องกระจาย มกั ใช้หลอดไฟนอี อนหรือหลอดฟลูออเรสเซนตต์ ดิ ต้ังบนเพดาน เหมาะสําหรับ
สาํ นกั งานท่วั ไป
3. แสงสว่างเฉพาะจุดและกระจาย คือ ใช้ทั้งหลอดไฟสปอตส่องเฉพาะจุดและหลอดไฟ นีออนส่อง
กระจายท่วั ไป เหมาะสาํ หรับร้านค้า หา้ งสรรพสนิ ค้า ซเู ปอรม์ าเกต
ขอ้ มลู เพิ่มเติม
46
แบบฝึกหดั บทที่ 3
1. การกำหนดเวลาของการจัดแสดง เลือกสินค้า กำหนดตำแหน่งวางสินค้า จัดพื้นผิวและพื้นหลัง
ตลอดจนถึงการรา่ งภาพ เรียกว่าอะไร
2. ฝา่ ยท่ีร้จู ักสินคา้ เปน็ อย่างดี และทราบว่าต้องการเพิม่ ยอดขายสินค้าชนดิ ใด ไดแ้ กฝ่ า่ ยใด
3. การที่ผู้จัดแสดงสามารถจัดแสดงสินค้าแล้วทำให้ผู้ที่ผ่านไปมาสนใจ หยุดมอง เดินเข้ามาในร้านและ
ตดั สนิ ใจ ซอ้ื ได้ คุณสมบตั ทิ ผี่ จู้ ดั แสดงสนิ คา้ คนนั้นจะต้องมคี ืออะไร
4. เสน้ ที่ใหค้ วามรูส้ ึกม่นั คง สงบนิง่ แข็งแรง สง่างาม และความสมดลุ ได้แกเ่ ส้นแบบใด
5. เส้นที่ให้ความรู้สึกสงบเงียบ ความกว้าง ผ่อนคลาย และราบร่ืน ได้แก่เส้นแบบใด
6. เสน้ ท่ใี ห้ความรู้สกึ เคล่อื นไหว ความมีชวี ิตชวี า ไม่มนั่ คง ได้แกเ่ ส้นแบบใด
7. เสน้ ท่ีใหค้ วามรสู้ ึกอ่อนนอ้ ม อ่อนแอ ออ่ นโยน รา่ เริง ได้แกเ่ ส้นแบบใด
8. เส้นท่ใี ห้ความรูส้ กึ ไม่หยุดน่ิง รนุ แรง ก้าวร้าว สับสนวุ่นวาย ไดแ้ กเ่ สน้ แบบใด
9. การนำเสน้ และทิศทางมาประกอบกันในลักษณะ 2 มิติ เรยี กว่า
10. การนำเส้นและทศิ ทางมาประกอบกันในลักษณะ 3 มิติ เรยี กว่า
47
คำช้แี จง
จากภาพด้านลา่ ง จงบอกวา่ แต่ละภาพเปน็ การจัดวางสินค้าแบบใด มขี ้อสังเกตอย่างไร
เป็ นการจดั วางแบบ .....................................................
ข้อสังเกต .....................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
เป็ นการจัดวางแบบ .....................................................
ข้อสังเกต .....................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
เป็ นการจัดวางแบบ .....................................................
ข้อสังเกต .....................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
48
บทที่ 4 การวางแผนการจดั แสดงสนิ คา้
สาระสำคญั
การจัดแสดงสินค้าที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และไม่สิ้นเปลืองงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์
มักเป็นการจดั แสดงสนิ ค้าท่ีมีการวางแผนลว่ งหนา้ เป็นอย่างดี เพราะการวางแผนหมายถึงการที่ผู้จัดแสดง
ได้มีการเตรียมการล่วงหน้าในทุกด้าน ทำให้โอกาสผิดพลาดน้อยลง หรืออาจจะไม่มีเลย นอกจากน้ี
ประโยชน์ของการวางแผนอีกอย่างหนึ่งคือทำให้ผู้จัดมองเห็นภาพการจัดแสดงชัดเจนขึ้น หากยังมี
ขอ้ บกพรอ่ งหรอื ตอ้ งการแกไ้ ขส่ิงใดก็สามารถแก้ไขได้อย่างทันเวลา
เน้ือหา 1. ปจั จัยทคี่ วรพจิ ารณาในการวางแผนการจดั แสดงสนิ ค้า
2. การวางแผนการจัดแสดงสนิ ค้า
49
ปัจจัยท่คี วรพจิ ารณาในการวางแผน การจัดแสดงสินคา้
การจัดแสดงสินค้า เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของการส่งเสริมการขาย ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภค สนใจ
สินค้าและตัดสินใจซื้อ ผลที่ตามมาคือยอดขายของร้านค้าเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นในการจัดแสดง สินค้าแต่ละ
ครั้ง ผู้จัดจะต้องมีการวางแผนและเตรียมการเป็นอย่างดี เพื่อให้การจัดแสดงครั้งนั้น สัมฤทธิผลและคุ้ม
กับค่าใชจ้ ่ายท่จี ่ายไป การวางแผนการจดั แสดงสนิ ค้าจงึ ควรพิจารณาปจั จยั ต่าง ๆ ดงั น้ี
1. ศึกษากล่มุ ลกู คา้ เปา้ หมาย
ลูกค้าที่แตกต่างกันด้วยเพศ วัย การศึกษา ระดับรายได้ อาชีพ จะมี สิ่งเร้าให้เกิดการตัดสินใจซ้ือ
ทแ่ี ตกต่าง กันออกไป ดงั นั้นก่อนจัดแสดง ผู้จัด แสดงตอ้ งศกึ ษาลักษณะของกลุ่มลูกคา้ เป้าหมายเสยี กอ่ น
การจัดแสดงสินคา้ สำหรบั กลมุ่ เปา้ หมาย
2. ศึกษาลกั ษณะของสินค้า
ผู้จัดแสดงจะต้องศึกษาด้านรูปทรง รูปร่าง สีสัน คุณสมบัติ ประโยชน์ใช้สอย จุดเด่น ตลอดจน
ลักษณะการใช้งานของสนิ ค้าท่จี ะนํามา จดั แสดง เพอื่ ใชเ้ ป็นแนวทางในการออกแบบการ จดั แสดงได้อย่าง
เหมาะสมและสวยงาม เช่น การนํา ผลไม้ปลอมมาใช้เป็นวัสดุตกแต่ง การจัดแสดง น้ําหอมท่ีมีกลิ่นผลไม้
หรอื ส่วนผสมของผลไม้
การจดั แสดงสินคา้ ท่สี อดคลอ้ งกบั คณุ สมบตั ขิ องสินคา้
50
3. ชว่ งเวลาของการจดั แสดง
ช่วงเวลาเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผู้จดั แสดง
ไม่ควรมองข้าม เพื่อจะได้วางรูปแบบการจัด
ให้สอดคล้องกับช่วงเวลานั้นๆ เป็นการเพ่ิม
ความน่าสนใจให้มากยิ่งขึ้น ช่วงเวลาในการ
จัดแสดง เช่น วันคริสต์มาส ปีใหม่ วันแห่ง
ความรัก ฉลองครบรอบปี ลดราคาประจําปี
ต้อนรับเปดิ เทอม เปน็ ต้น
การจดั แสดงสินค้าชว่ งลดราคาประจำปี
4. จดุ เด่นของการจัดแสดง
ผู้จัดแสดงจะต้องคํานึงอยู่เสมอว่า การแสดงสินค้านั้น
จะต้องมีจุดเด่นเพียงจุดเดียว นั่นก็คือตัวสินค้า ดังนั้นในการจัด
แสดงควรให้ ความสําคัญกับสินค้าเพียงประเภทเดียว ไม่นํา
สินค้ามากมายหลายประเภทมาจัดวางจน ผู้บริโภคไม่สามารถ
ทราบไดว้ ่าสนิ คา้ ท่ีต้องการ นาํ เสนอนั้นคือสินค้าประเภทใด
การจัดแสดงสินคา้ ต้องมีจดุ เด่นเพียงจดุ เดยี ว
5. ควรนําหลักศิลปะมาช่วยในการจัด
แสดงสนิ คา้
หลักศิลปะมีประโยชน์มากในการจัด
แสดงสินค้า การนําหลักศิลปะเข้ามาช่วย ทํา
ให้งานออกมาดูกลมกลืน สวยงาม น่ามอง
จนสามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้บริโภค
ได้ หลักศิลปะ เช่น การใช้สี การตกแต่ง
รูปร่าง รูปทรง ขนาดและสัดส่วน การจัดวาง
เปน็ ตน้
การจดั แสดงสินค้าอย่างมศี ลิ ปะ