The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ อ30208 วิชาภาษาอังกฤษอ่าน-เขียน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by quicklydad, 2021-11-13 02:13:47

แผนการจัดการเรียนรู้ อ30208 วิชาภาษาอังกฤษอ่าน-เขียน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564

แผนการจัดการเรียนรู้ อ30208 วิชาภาษาอังกฤษอ่าน-เขียน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564

แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 1 เวลา 2 คาบ
หน่วยการเรียนท่ี 1 เรือ่ ง English Reading Strategies ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
บทที่ 1 เรือ่ ง English Reading Strategies ช่อื ผู้สอน กติ ติพร นันตะ๊ ภาพ
รายวชิ า ภาษาอังกฤษอ่าน-เขยี น

1. มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตัวช้วี ัดทเี่ กี่ยวข้อง
มาตรฐาน ต. 1.1 เข้าใจและตคี วามเรื่องท่ีฟงั และอ่านจากส่อื ประเภทตา่ ง ๆ และแสดงความคดิ เหน็ อย่างมเี หตุผล
ตวั ชี้วดั ต 1.1 ม.4/4 จับใจความสำคญั วเิ คราะหค์ วาม สรุปความ ตีความ และแสดงความคดิ เห็นจากการฟงั

และอา่ นเร่ืองท่เี ป็นสารคดแี ละบันเทงิ คดี พร้อมท้ังให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ
มาตรฐาน ต. 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคดิ รวบยอด และความคิดเหน็ ในเร่อื งต่าง ๆ โดยการพดู และการเขียน
ตัวชวี้ ัด ต 1.3 ม.4/2 พูดและเขยี นสรปุ ใจความสำคัญ / แกน่ สาระท่ีไดจ้ ากการวเิ คราะห์เรื่อง กิจกรรม ข่าว

เหตุการณ์ และสถานการณต์ ามความสนใจ

2. สาระสำคัญ
กลวิธใี นการอ่านเปน็ วธิ ีทสี่ ำคัญมาก เพราะช่วยใหผ้ ู้อา่ นได้เข้าใจว่าส่ิงที่อ่านน้ันเก่ียวกับอะไร ผู้เขียนต้องการส่ือความ

ว่าอะไร นอกจากนี้ กลวิธีการอ่านสามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน อีกทั้งยังเพิ่มพูนคลังคำศัพท์
ภาษาองั กฤษและจดจำรูปแบบโครงการสร้างไวยากรณ์ต่าง ๆ ได้อกี ดว้ ย
3. ผลการเรยี นรู้

3.1 จับใจความสำคญั วเิ คราะหค์ วาม สรปุ ใจความ ตีความ แสดงความคิดเห็นจากเร่ืองท่ีฟงั หรืออ่าน

4. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
4.1 อธิบายกลวธิ ีท่ใี ช้ในการอา่ นแตล่ ะหวั ข้อ (คลงั คำศัพท์ โครงสร้างไวยากรณภ์ าษาอังกฤษ เทคนคิ การอา่ นแบบคร่าว ๆ

เทคนคิ การอ่านแบบละเอียด การหาประธานและกริยาแทข้ องประโยคให้เจอ (การวิเคราะหส์ ว่ นขยายของประโยค)
4.2 ตอบคำถามเก่ยี วกบั หัวข้อที่ใชใ้ นการอา่ นภาษาอังกฤษเพ่ือทดสอบความเขา้ ใจของนักเรียน

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 Vocabulary Items: depression, discouragement, despair, hopelessness, parity, eternity, etc.
5.2 Structures: the Overall of passive voice, pronoun reference, relative pronoun, and participle
5.3 Function: using English reading strategies

6. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ช่วั โมงที่ 1

6.1 ขั้นนำเขา้ สู่บทเรยี น (Warm-up)
6.1.1 ครูเร่ิมต้นบทเรียนด้วยการถามความรูเ้ ดมิ ของนกั เรียนเกย่ี วกบั กลวธิ ีทใ่ี ช้ในการอา่ นภาษาอังกฤษ โดยครูแบ่ง

นกั เรยี นออกเป็นกลมุ่ ๆ เพอื่ ใหน้ กั เรียนช่วยกันระดมสมอง นกั เรยี นกลุม่ ใดที่สามารถตอบคำถามไดม้ ากที่สุดจะเป็นผชู้ นะ
“What kinds of English reading strategies do you know? What are they?”

6.2 ขน้ั นำเข้าสบู่ ทเรยี น (Presentation)
6.2.1 ครูสอนนักเรียนด้วยกลวิธีที่ใช้ในการอ่านวิธีแรก คือ การเดาคำศัพท์จากรากคำ รวมถึงการเดาคำศัพท์

จากบริบททคี่ รกู ำหนดมาให้
6.2.2 ครูสอนนักเรียนด้วยกลวิธีที่ใช้ในการอ่านวิธีที่สอง คือ การสังเกตโครงสร้างไวยากรณ์ที่ปรากฏในสื่อที่อ่าน

เพราะไวยากรณ์มีสว่ นสำคญั ทที่ ำใหผ้ อู้ า่ นทราบไดว้ ่าผเู้ ขียนต้องการส่ือความวา่ อย่างไร
6.2.3 ครูสอนนักเรียนด้วยกลวิธีที่ใช้ในการอ่านวิธีที่สาม คือ การอ่านแบบคร่าว ๆ (skimming) จากบริบทที่ครู

กำหนดมาให้ จากนั้นครูพยายามกระตุ้นใหน้ ักเรียนคิดด้วยการถามคำถามว่า การอ่านแบบคร่าว ๆ ช่วยนักเรียนในเรื่องใด
ในการอ่าน

“Do you think that how skimming technique is important?”

6.2.4 ครูสอนนักเรียนด้วยกลวิธีที่ใช้ในการอ่านวิธีที่สี่ คือ การอ่านแบบละเอียด (scanning) จากบริบทที่ครู
กำหนดมาให้ จากนนั้ ครูพยายามกระตนุ้ ให้นักเรียนคดิ ดว้ ยการถามคำถามว่า การอ่านแบบละเอียด ชว่ ยนักเรียนในเร่ืองใด
ในการอ่าน

“Do you think that how scanning technique is important?”

ช่วั โมงที่ 2

6.2.5 ครูสอนนักเรียนด้วยกลวิธีที่ใช้ในการอ่านวิธีที่ห้า คือ การหาภาคประธานและภาคกริยาของประโยคให้เจอ
จากบริบทท่คี รกู ำหนดให้ เพอ่ื ท่ีนักเรยี นจะจับประเด็นในการอ่านวา่ ใคร ทำอะไร ทไ่ี หน อย่างไร

6.2.6 ครูสอนนักเรียนเกี่ยวกับส่วนขยายต่าง ๆ ในประโยคว่ามีอะไรบ้าง แต่ละแบบหน้าตาเป็นอย่างไร
และทำหนา้ ทีข่ ยายอะไรในประโยคนน้ั ๆ

6.3 ขน้ั ฝกึ (Practice)
6.3.1 ครูให้นกั เรียนทำแบบฝึกหัดทดสอบความเข้าใจเก่ยี วกับกลวธิ ีในการอ่านแต่ละประเภทว่านักเรียนเข้าใจ

หรือไม่ จากนั้น ครเู ฉลยคำตอบในห้อง และบนั ทึกในตารางบันทึกผล

6.4 ขนั้ การนำไปใช้ (Production)
6.4.1 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลวิธีที่ใช้ในการอ่าน พร้อมทั้งระบุประเภทของกลวิธีที่ใช้

ในการอา่ น จากแบบฝกึ หัดแตล่ ะข้อ

6.5 ข้ันสรุป (Wrap-up)
6.5.1 ครูและนกั เรียนชว่ ยกนั อภิปราย สรปุ ความสำคญั ของกลวธิ ีที่ใช้ในการอ่านแต่ละข้อ
6.5.2 ครมู อบหมายใหน้ ักเรียนทำแบบฝึกหดั เกย่ี วกับกลวธิ ีการอา่ นที่ครูสอนไป พร้อมทั้งตรวจคำตอบแลว้ บันทึก

ผลไวใ้ นตารางบนั ทึกผล
6.5.3 ครแู ละนกั เรียนเปรียบเทียบคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน และคะแนนระหวา่ งเรียนจากตาราง

บันทึกผล

7. สอ่ื การเรยี นรู้
7.1 PowerPoint Presentation
7.2 เอกสารประกอบการสอน เร่ือง English Reading Strategies

8. การวัดและประเมนิ ผล
8.1 วธิ กี ารวดั และประเมิน
8.1.1 ตรวจแบบฝกึ หดั ท่ีนักเรียนทำในเอกสาร
8.1.2 สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
8.2 เครื่องมือวัดและประเมินผล
8.2.1 แบบฝกึ หดั ประกอบการสอน
8.2.2 แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรยี นรู้
8.3 เกณฑ์ในการวัดและประเมิน
8.3.1 ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 80 จากแบบฝึกหัดท่ใี หน้ ักเรยี นทำ
8.3.2 ผา่ นเกณฑร์ ะดับดี จากแบบพฤติกรรมการเรยี น

แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียน
ชอ่ื ____________________________________________ ชัน้ ______________________ เลขท่ี __________
บทเรยี น ______________________________________________ วันที่ ______________________________

รายการ ปฏิบตั ิ ไม่ปฏิบตั ิ

1. เร่มิ ทำงานที่ได้รบั มอบหมายทันที
2. ทำงานเสร็จเรียบร้อยตามเวลาท่กี ำหนด
3. ขอคำแนะนำจากครูหรือเพ่ือนเมื่อไม่เขา้ ใจ
4. ทำกจิ กรรมดว้ ยความสนุกสนานและเต็มใจ
5. ตั้งใจทำกจิ กรรมอย่างสม่ำเสมอ
รวมคะแนน

หมายเหตุ 1. ข้อใดท่นี ักเรยี นปฏิบตั ิ ได้ คะแนน 1 คะแนน ไมป่ ฏิบัติ ได้ คะแนน 0 คะแนน
2. เกณฑ์การประเมิน

5 คะแนน = ดีมาก
4 คะแนน = ดี
3 คะแนน = พอใช้
1-2 คะแนน = ควรปรับปรุง

* อาจสุม่ สงั เกตนักเรยี นเท่าที่สามารถสงั เกตไดแ้ ต่ละครั้ง โดยหมุนเวียนไปจนครบทุกคน *

บันทกึ ผลหลงั การสอน
ผลการสอน
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
ปญั หาและอปุ สรรค
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
แนวทางการแกไ้ ข / ขอ้ เสนอแนะ
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________

ลงช่ือผสู้ อน ___________________
(นายกิตตพิ ร นนั ต๊ะภาพ)
ตำแหนง่ ครู

แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 2 เวลา 2 คาบ
หน่วยการเรยี นที่ 1 เร่อื ง English Reading Strategies ระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
บทท่ี 1 เร่อื ง English Reading Strategies ชอ่ื ผสู้ อน กติ ติพร นนั ต๊ะภาพ
รายวิชา ภาษาอังกฤษอ่าน-เขียน

1. มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชว้ี ดั ท่ีเกี่ยวข้อง
มาตรฐาน ต. 1.1 เขา้ ใจและตีความเร่ืองท่ีฟังและอ่านจากสื่อประเภทตา่ ง ๆ และแสดงความคิดเห็นอยา่ งมีเหตุผล
ตวั ช้วี ัด ต 1.1 ม.4/4 จับใจความสำคัญ วเิ คราะห์ความ สรปุ ความ ตคี วาม และแสดงความคิดเห็นจากการฟัง

และอา่ นเร่ืองท่ีเป็นสารคดีและบันเทงิ คดี พร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ
มาตรฐาน ต. 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคดิ รวบยอด และความคดิ เหน็ ในเรือ่ งตา่ ง ๆ โดยการพดู และการเขียน
ตัวช้ีวดั ต 1.3 ม.4/2 พดู และเขยี นสรุปใจความสำคัญ / แก่นสาระท่ีได้จากการวเิ คราะหเ์ รื่อง กิจกรรม ข่าว

เหตุการณ์ และสถานการณ์ตามความสนใจ

2. สาระสำคญั
กลวธิ ใี นการอ่านเปน็ วิธที ี่สำคญั มาก เพราะชว่ ยใหผ้ ู้อา่ นได้เข้าใจว่าสิง่ ท่ีอ่านนั้นเก่ียวกับอะไร ผู้เขียนต้องการส่ือความ

ว่าอะไร นอกจากนี้ กลวิธีการอ่านสามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน อีกทั้งยังเพิ่มพูนคลังคำศัพท์
ภาษาองั กฤษและจดจำรปู แบบโครงการสร้างไวยากรณ์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย
3. ผลการเรียนรู้

3.1 จบั ใจความสำคัญ วิเคราะหค์ วาม สรุปใจความ ตคี วาม แสดงความคิดเหน็ จากเร่ืองท่ฟี ังหรืออ่าน

4. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
4.1 อธิบายกลวธิ ีทใ่ี ชใ้ นการอ่านแตล่ ะหวั ข้อ (คลังคำศัพท์ โครงสรา้ งไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เทคนคิ การอ่านแบบคร่าว ๆ

เทคนคิ การอา่ นแบบละเอยี ด การหาประธานและกริยาแทข้ องประโยคให้เจอ การวิเคราะห์สว่ นขยายของประโยค)
4.2 ตอบคำถามเก่ียวกบั หัวขอ้ ท่ีใช้ในการอา่ นภาษาองั กฤษเพื่อทดสอบความเขา้ ใจของนักเรียน

5. สาระการเรียนรู้
5.1 Vocabulary Items: depression, discouragement, despair, hopelessness, parity, eternity, etc.
5.2 Structures: the overall of passive voice, pronoun reference, relative pronoun, and participle
5.3 Function: using English reading strategies

6. กระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้

ช่วั โมงท่ี 3

6.1 ขน้ั นำเขา้ สู่บทเรียน (Warm-up)
6.1.1 ครูเริ่มต้นบทเรียนด้วยการถามความรู้เดิมของนักเรียนเกี่ยวกับประเภทคำถามที่ใช้ในข้อสอบการอ่าน

ภาษาองั กฤษ โดยครแู บ่งนกั เรียนออกเปน็ กลุ่ม ๆ เพื่อใหน้ ักเรียนช่วยกันระดมสมอง นักเรยี นกลมุ่ ใดท่สี ามารถตอบคำถาม
ไดม้ ากท่ีสดุ จะเปน็ ผูช้ นะ

“What kinds of questions are commonly used in reading passage?”

6.2 ขัน้ นำเขา้ สบู่ ทเรยี น (Presentation)
6.2.1 ครูสอนนักเรียนด้วยคำถามประเภทแรก คือ การอ้างอิงความหมาย (Reference) พร้อมทั้งครูอธิบาย

เพิ่มเตมิ วา่ ทำไมคำถามประเภทนจี้ งึ นยิ มใช้ในขอ้ สอบการอ่าน เพื่อใหผ้ ูเ้ รียนทราบถงึ ประโยชนข์ องคำถามลักษณะน้ี
6.2.2 ครูสอนนักเรียนด้วยคำถามประเภทที่สอง คือ คำศัพท์ ซึ่งคล้ายคลึงกับข้อสอบ Meaning in Context

ประเภท Synonym (ความหมายเหมือนของคำศัพท์) พร้อมทั้งครูพยายามฝึกให้นักเรียนเดาคำศัพท์จากบริบท รากศัพท์
รวมถึงตัวเชื่อมต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในบริบทนั้น ๆ ซึ่งจะทำให้นักเรียนสามารถเดาคำศัพท์ได้ โดยครูฝึกให้นักเรียนเดา
คำศัพทจ์ ากบรบิ ททีค่ รเู ตรยี มให้

6.2.3 ครูสอนนักเรียนด้วยคำถามประเภทที่สาม คือ การหาใจความสำคัญ (Main Idea) โดยครูพยายามฝึกให้
นักเรียนหาใจความสำคัญของบทความ พร้อมท้ังใหเ้ ทคนิคการทำคำถามประเภทนวี้ า่ ควรทำหลังสดุ เพราะนักเรียนจะต้อง
อ่านบทความและหารายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของบทความ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเลือกคำตอบ
ทถ่ี ูกตอ้ งได้มากข้ึน

ช่วั โมงที่ 4

6.2.5 ครูสอนนกั เรียนดว้ ยคำถามประเภทท่สี ี่ คือ การหารายละเอยี ดเฉพาะ (Details) โดยครูบอกเทคนิคนักเรียน
ว่าหากนักเรียนเจอโจทย์คำถามลักษณะนี้ ให้นักเรียนอ่านคำถามก่อน จากนั้นให้นักเรียนใช้เทคนิคการอ่านแบบละเอียด
(scanning) ในการหาคำตอบจากบทความ เพื่อตอบคำถามลักษณะน้ี

6.2.6 ครูสอนนักเรียนด้วยคำถามประเภทที่ห้า คือ การเดาวัตถุประสงค์ น้ำเสียง หรือทัศนคติของผู้เขียน
(Purpose / Tone / Attitude) โดยครฝู ึกให้นักเรียนพิจารณาว่าผู้เขียนต้องการส่ืออะไรให้แกผ่ ู้อา่ น โดยอาจพิจารณาจาก
คำศัพท์ต่าง ๆ ในบทความ หรือพิจารณาบทความนั้นว่าเกี่ยวกับอะไรก็สามารถทำให้นักเรียนเดาวัตถุประสงค์ น้ำเสียง
หรือทศั นคติของผู้เขยี นได้

6.3 ขัน้ ฝกึ (Practice)
6.3.1 ครใู ห้นักเรยี นทำแบบฝึกหดั ทดสอบความเข้าใจเกีย่ วกบั ประเภทคำถามในขอ้ สอบการอ่านแต่ละประเภทว่า

นกั เรยี นเข้าใจหรือไม่ จากน้ัน ครเู ฉลยคำตอบในหอ้ ง และบันทกึ ในตารางบนั ทึกผล

6.4 ข้นั การนำไปใช้ (Production)
6.4.1 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทคำถามในข้อสอบการอ่านพร้อมทั้งระบุประเภทของ

คำถามทใ่ี ช้ในขอ้ สอบการอา่ นภาษาอังกฤษ

6.5 ขนั้ สรุป (Wrap-up)
6.5.1 ครแู ละนกั เรียนช่วยกนั อภิปราย สรุปความสำคัญของประเภทของคำถามในข้อสอบการอ่านภาษาอังกฤษ
6.5.2 ครูมอบหมายใหน้ ักเรียนทำแบบฝึกหดั เก่ยี วกับประเภทคำถามของข้อสอบการอา่ นที่ครสู อนไป พร้อมท้ัง

ตรวจคำตอบแลว้ บนั ทึกผลไว้ในตารางบันทึกผล
6.5.3 ครูและนกั เรยี นเปรยี บเทยี บคะแนนทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน และคะแนนระหว่างเรยี นจากตาราง

บนั ทกึ ผล

7. สื่อการเรยี นรู้
7.1 PowerPoint Presentation
7.2 เอกสารประกอบการสอน เรื่อง English Reading Strategies

8. การวัดและประเมนิ ผล
8.1 วธิ กี ารวัดและประเมิน
8.1.1 ตรวจแบบฝกึ หดั ที่นกั เรียนทำในเอกสาร
8.1.2 สงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้
8.2 เคร่ืองมือวัดและประเมินผล
8.2.1 แบบฝึกหดั ประกอบการสอน
8.2.2 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรยี นรู้
8.3 เกณฑ์ในการวดั และประเมนิ
8.3.1 ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 80 จากแบบฝกึ หดั ที่ใหน้ ักเรียนทำ
8.3.2 ผ่านเกณฑร์ ะดบั ดี จากแบบพฤติกรรมการเรียน

แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียน
ชอ่ื ____________________________________________ ชัน้ ______________________ เลขท่ี __________
บทเรยี น ______________________________________________ วันที่ ______________________________

รายการ ปฏิบตั ิ ไม่ปฏิบตั ิ

1. เรม่ิ ทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมายทันที
2. ทำงานเสรจ็ เรียบรอ้ ยตามเวลาท่กี ำหนด
3. ขอคำแนะนำจากครูหรือเพ่ือนเมื่อไม่เขา้ ใจ
4. ทำกิจกรรมดว้ ยความสนุกสนานและเต็มใจ
5. ตั้งใจทำกจิ กรรมอย่างสมำ่ เสมอ

รวมคะแนน

หมายเหตุ 1. ข้อใดที่นักเรียนปฏิบตั ิ ได้ คะแนน 1 คะแนน ไมป่ ฏิบัติ ได้ คะแนน 0 คะแนน
2. เกณฑก์ ารประเมิน

5 คะแนน = ดีมาก
4 คะแนน = ดี
3 คะแนน = พอใช้
1-2 คะแนน = ควรปรับปรุง

* อาจส่มุ สงั เกตนักเรียนเท่าท่ีสามารถสังเกตไดแ้ ต่ละครั้ง โดยหมุนเวียนไปจนครบทุกคน *

บันทกึ ผลหลงั การสอน
ผลการสอน
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
ปญั หาและอปุ สรรค
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
แนวทางการแกไ้ ข / ขอ้ เสนอแนะ
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________

ลงช่ือผสู้ อน ___________________
(นายกิตตพิ ร นนั ต๊ะภาพ)
ตำแหนง่ ครู

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3 เวลา 2 คาบ
หน่วยการเรยี นที่ 1 เร่อื ง Love & Romance ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 4
บทท่ี 1 เร่ือง Love & Romance ช่อื ผูส้ อน กิตตพิ ร นนั ตะ๊ ภาพ
รายวิชา ภาษาอังกฤษอา่ น-เขียน

1. มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวชีว้ ดั ทเี่ กยี่ วข้อง
มาตรฐาน ต. 1.1 เข้าใจและตคี วามเรื่องที่ฟงั และอ่านจากส่ือประเภทต่าง ๆ และแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งมเี หตผุ ล
ตวั ชว้ี ดั ต 1.1 ม.4/4 จบั ใจความสำคญั วิเคราะหค์ วาม สรุปความ ตคี วาม และแสดงความคดิ เหน็ จากการฟัง

และอ่านเรื่องทเ่ี ปน็ สารคดีและบนั เทงิ คดี พร้อมท้ังให้เหตุผลและยกตวั อย่างประกอบ
มาตรฐาน ต. 1.3 นำเสนอข้อมลู ขา่ วสาร ความคดิ รวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องตา่ ง ๆ โดยการพูดและการเขียน
ตัวชวี้ ัด ต 1.3 ม.4/2 พูดและเขียนสรปุ ใจความสำคัญ / แก่นสาระท่ีไดจ้ ากการวิเคราะห์เรื่อง กจิ กรรม ขา่ ว

เหตุการณ์ และสถานการณต์ ามความสนใจ

2. สาระสำคญั
การอ่านเป็นหนึ่งในทักษะทีส่ ำคัญมาก เพราะช่วยให้นักเรยี นไดเ้ พิ่มพูนองค์ความรู้ ทั้งด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ รวมถึง

ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์จากบทความที่อ่าน และเพิ่มเจตคติที่ดีต่อ
ภาษาอังกฤษอกี ดว้ ย
3. ผลการเรยี นรู้

3.1 จบั ใจความสำคญั วิเคราะห์ความ สรุปใจความ ตีความ แสดงความคดิ เห็นจากเรื่องท่ฟี งั หรืออ่าน

4. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
4.1 ตอบคำถามจากครเู กยี่ วกับเทคนิคการอา่ น การเดาคำศัพท์จากบรบิ ท ประเภทของคำถามท่ีใชไ้ ด้
4.2 ตอบคำถามจากแบบฝึกหดั เพ่ิมเติมหลงั การอ่านเพื่อทดสอบความเข้าใจของนกั เรียน

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 Vocabulary Items: choosy, organizer, potential, participants, button, couple, unnatural etc.
5.2 Structures: present simple
5.3 Function: reading passage about love & romance

6. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

ชัว่ โมงที่ 5

6.1 ขั้นนำเขา้ สบู่ ทเรยี น (Warm-up)
6.1.1 ครูเริ่มต้นบทเรียนด้วยการแสดงคำคมจาก Pinterest ให้นักเรียนดู จากนั้น ให้นักเรียนคิดว่าคำคมที่อ่าน

มีนยั นะสำคัญที่ต้องการส่อื ความวา่ อะไร
“You always gain by giving love. What is this quote trying to say?”

6.2 ข้ันนำเข้าสู่บทเรียน (Presentation)
6.2.1 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดก่อนการอ่าน (Pre-reading 1) โดยให้นักเรียนให้คะแนน 0 – 10 กับวิธีที่คน

มักจะออกเดท 10 คือ คะแนนมากทีส่ ุด และ 0 คือคะแนนนอ้ ยทส่ี ุด
6.2.2 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดก่อนการอ่าน (Pre-reading 2) โดยให้นักเรียนนำคำศัพท์ที่ปรากฎในบทความ

นำมาเติมลงในบริบทที่กำหนดใหแ้ ตล่ ะข้อใหถ้ ูกต้อง
6.2.3 ครูแบ่งนักเรียนออกเป็น 6 กลุ่ม โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มรับผิดชอบในการอ่าน paragraph จากนั้น

ตัวแทนกลุ่มแต่ละกลุ่มจะต้องนำเสนอว่าข้อมูลแต่ละย่อหน้านั้นเก่ียวกับอะไร มีคำศัพท์ตัวไหนที่ยากและหมายความว่า
อะไร มีการใชส้ รรพนามอ้างอิงในแตล่ ะยอ่ หนา้ ไหม ถา้ มี ครูพยายามใหน้ ักเรียนอธิบายให้เพอ่ื นในหอ้ งฟัง

ชั่วโมงที่ 6

6.3 ขนั้ ฝกึ (Practice)
6.3.1 ครพู ยายามตัง้ คำถามเพ่ือกระตุ้นใหน้ ักเรยี นคดิ เกีย่ วกับการนำเสนอของตัวแทนกลุ่มท่นี ำเสนอข้อมลู แต่ละ

ย่อหนา้ เพ่ิมเตมิ เพ่อื ฝึกกระบวนการคิดของนักเรยี น เช่น
“Look at paragraph A, do you think that people have much time to find a partner these days?”

“In paragraph B, what is the key idea of speed dating? “Do you think it is important to find a partner?”
“What are your thoughts about speed dating?”

6.3.2 ครูพยายามตั้งคำถามเพิม่ เตมิ เกย่ี วกับการใช้สรรพนามอา้ งองิ ท่ปี รากฏอยู่แต่ละย่อหน้า เช่น
“In line 21, what does pronoun “they” refer to?”

6.4 ขนั้ การนำไปใช้ (Production)
6.4.1 ครูให้นักเรียนเขียนสรุปจากสิ่งที่ตัวแทนกลุ่มแต่ละกลุ่มนำเสนอข้อมูลของแต่ละย่อหน้าเป็นภาษาอังกฤษ

ดว้ ยความเขา้ ใจของตนเอง

6.5 ข้นั สรุป (Wrap-up)
6.5.1 ครแู ละนักเรียนชว่ ยกันอภปิ ราย สรปุ แต่ละยอ่ หน้าว่าพดู ถงึ อะไรบ้าง
6.5.2 ครูมอบหมายให้นักเรียนจดบันทึกคำศัพท์ที่นักเรียนไม่ทราบลงในสมุด และมอบหมายให้นักเรียน

หาความหมาย (meaning) ประเภทของคำถาม (part of speech) และตวั อยา่ งประโยคทม่ี ีคำศัพท์คำนัน้ ปรากฏอยู่ (use)
ลงในสมุดใหเ้ รยี บร้อย

7. สือ่ การเรยี นรู้
7.1 PowerPoint Presentation
7.2 เอกสารประกอบการสอน เร่อื ง love & romance
7.3 หนงั สือ Essential Reading I (Second Edition)

8. การวัดและประเมนิ ผล
8.1 วธิ ีการวดั และประเมิน
8.1.1 สังเกตจากการตอบคำถามจากนกั เรียน
8.1.2 สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
8.2 เครือ่ งมือวดั และประเมินผล
8.2.1 การสงั เกตการตอบคำถามจากนกั เรียน
8.2.2 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรยี นรู้
8.3 เกณฑ์ในการวดั และประเมนิ
8.3.1 การตอบคำถามจากครูได้
8.3.2 ผา่ นเกณฑร์ ะดับดี จากแบบพฤติกรรมการเรียน

แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียน
ชอ่ื ____________________________________________ ชัน้ ______________________ เลขท่ี __________
บทเรยี น ______________________________________________ วันที่ ______________________________

รายการ ปฏิบตั ิ ไม่ปฏิบตั ิ

1. เรม่ิ ทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมายทันที
2. ทำงานเสรจ็ เรียบรอ้ ยตามเวลาท่กี ำหนด
3. ขอคำแนะนำจากครูหรือเพ่ือนเมื่อไม่เขา้ ใจ
4. ทำกิจกรรมดว้ ยความสนุกสนานและเต็มใจ
5. ตั้งใจทำกจิ กรรมอย่างสมำ่ เสมอ

รวมคะแนน

หมายเหตุ 1. ข้อใดที่นักเรียนปฏิบตั ิ ได้ คะแนน 1 คะแนน ไมป่ ฏิบัติ ได้ คะแนน 0 คะแนน
2. เกณฑก์ ารประเมิน

5 คะแนน = ดีมาก
4 คะแนน = ดี
3 คะแนน = พอใช้
1-2 คะแนน = ควรปรับปรุง

* อาจส่มุ สงั เกตนักเรียนเท่าท่ีสามารถสังเกตไดแ้ ต่ละครั้ง โดยหมุนเวียนไปจนครบทุกคน *

บันทกึ ผลหลงั การสอน
ผลการสอน
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
ปญั หาและอปุ สรรค
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
แนวทางการแกไ้ ข / ขอ้ เสนอแนะ
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________

ลงช่ือผสู้ อน ___________________
(นายกิตตพิ ร นนั ต๊ะภาพ)
ตำแหนง่ ครู

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 4 เวลา 2 คาบ
หนว่ ยการเรียนท่ี 1 เรอื่ ง Love & Romance ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
บทที่ 1 เร่ือง Love & Romance ชอื่ ผูส้ อน กติ ตพิ ร นนั ต๊ะภาพ
รายวชิ า ภาษาอังกฤษอ่าน-เขยี น

1. มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตวั ชี้วดั ทเี่ กี่ยวข้อง
มาตรฐาน ต. 1.1 เขา้ ใจและตีความเรื่องที่ฟังและอา่ นจากส่อื ประเภทตา่ ง ๆ และแสดงความคดิ เห็นอยา่ งมีเหตุผล
ตัวชว้ี ัด ต 1.1 ม.4/4 จับใจความสำคญั วิเคราะหค์ วาม สรุปความ ตีความ และแสดงความคดิ เหน็ จากการฟงั

และอ่านเร่ืองทเี่ ป็นสารคดีและบนั เทงิ คดี พร้อมทั้งให้เหตผุ ลและยกตัวอย่างประกอบ
มาตรฐาน ต. 2.2 เขา้ ใจความเหมือนและความแตกต่างระหวา่ งภาษาและวฒั นธรรมไทย และนำมาใชอ้ ย่างถกู ต้อง

และเหมาะสม
ตัวชว้ี ดั ต 2.2 ม.4/1 อธบิ าย/เปรียบเทียบความแตกต่างระหวา่ งโครงสร้างประโยค ข้อความ สำนวน คำพังเพย

สุภาษติ และบทกลอนของภาษาตา่ งประเทศและภาษาไทย

2. สาระสำคัญ
การอ่านเป็นหนึง่ ในทักษะทีส่ ำคัญมาก เพราะช่วยให้นักเรยี นได้เพิ่มพูนองค์ความรู้ ทั้งด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ รวมถึง

ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์จากบทความที่อ่าน และเพิ่มเจตคติที่ดีต่อ
ภาษาอังกฤษอีกด้วย
3. ผลการเรยี นรู้

3.1 ตอบคำถามจากแบบฝึกหดั เพ่ิมเติมหลงั การอา่ นได้

4. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
4.1 อธบิ ายโครงสรา้ งภาษาจากสิ่งที่อ่านได้
4.2 ตอบคำถามเพิ่มเติมจากครูได้

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 Vocabulary Items: choosy, organizer, potential, participants, button, couple, unnatural etc.
5.2 Structures: present simple
5.3 Function: reading passage about love & romance

6. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

ชัว่ โมงท่ี 7

6.1 ข้ันนำเขา้ สบู่ ทเรียน (Warm-up)
6.1.1 ครูเริ่มต้นบทเรียนด้วยการทบทวนเนื้อหาที่เรียนไปในสัปดาห์ที่แล้วแบบสรุป เพื่อช่วยให้นักเรียน

มีองคค์ วามรู้เดิมท่เี รยี นในสปั ดาหท์ แ่ี ล้ว

6.2 ขน้ั นำเข้าสูบ่ ทเรียน (Presentation)
6.2.1 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดทดสอบความเข้าใจหลังการอ่าน (Comprehension 1) โดยให้นักเรียนอ่าน

คำถามทกี่ ำหนดให้ จากน้นั ใหน้ กั เรียนจบั คคู่ ำถามแตอ่ ันกับย่อหน้าทีไ่ ด้อา่ นไปให้ถูกต้อง
6.2.2 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดทดสอบความเข้าใจหลังการอ่าน (Comprehension 2) โดยให้นักเรียนเลือก

คำตอบท่ถี กู ตอ้ งจากคำถามแต่ละข้อ พรอ้ มท้ังให้นักเรยี นแสดงเหตผุ ลวา่ ทำไมจงึ เลือกคำตอบในข้อนัน้ ๆ
6.2.3 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหดั ทดสอบความเขา้ ใจหลังการอ่าน (Comprehension 3) โดยให้นักเรียนขีดเส้นใต้

วลที ปี่ รากฎในบทความท่ีไมถ่ กู ต้อง
6.2.4 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดทดสอบความเข้าใจหลังการอ่าน (Comprehension 4) โดยให้นักเรียนนำวลี

ท่กี ำหนดมาให้มาเติมลงในบริบทแตล่ ะข้อให้ถูกต้อง
6.2.5 ครอู ธิบายการใช้ present simple ให้นกั เรยี น

ชัว่ โมงที่ 8

6.3 ขั้นฝกึ (Practice)
6.3.1 ครใู หน้ กั เรยี นทำแบบฝึกหัดเก่ียวกับการใช้ present simple เพ่ือทดสอบความเข้าใจของนักเรียน

6.4 ขัน้ การนำไปใช้ (Production)
6.4.1 ครใู หน้ กั เรยี นแตง่ ประโยคเป็นของตนเองจากแบบฝึกหัดการใช้ present simple

6.5 ขัน้ สรุป (Wrap-up)

6.5.1 ครแู ละนักเรยี นชว่ ยกนั อภปิ ราย สรปุ หลักการใช้ present simple
6.5.2 ครมู อบหมายใหน้ ักเรียนสรปุ หลกั การใช้ present simple

7. ส่อื การเรยี นรู้
7.1 PowerPoint Presentation
7.2 เอกสารประกอบการสอน เรอื่ ง love and romance
7.3 หนังสือ Essential Reading I (Second Edition)

8. การวดั และประเมนิ ผล
8.1 วธิ ีการวดั และประเมิน
8.1.1 สงั เกตจากการตอบคำถามจากนกั เรียน
8.1.2 สังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้
8.2 เคร่ืองมอื วัดและประเมินผล
8.2.1 การสังเกตการตอบคำถามจากนกั เรยี น
8.2.2 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
8.3 เกณฑใ์ นการวดั และประเมิน
8.3.1 การตอบคำถามจากครูได้
8.3.2 ผา่ นเกณฑ์ระดับดี จากแบบพฤติกรรมการเรยี น

แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียน
ชอ่ื ____________________________________________ ชัน้ ______________________ เลขท่ี __________
บทเรยี น ______________________________________________ วันที่ ______________________________

รายการ ปฏิบตั ิ ไม่ปฏิบตั ิ

1. เรม่ิ ทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมายทันที
2. ทำงานเสรจ็ เรียบรอ้ ยตามเวลาท่กี ำหนด
3. ขอคำแนะนำจากครูหรือเพ่ือนเมื่อไม่เขา้ ใจ
4. ทำกิจกรรมดว้ ยความสนุกสนานและเต็มใจ
5. ตั้งใจทำกจิ กรรมอย่างสมำ่ เสมอ

รวมคะแนน

หมายเหตุ 1. ข้อใดที่นักเรียนปฏิบตั ิ ได้ คะแนน 1 คะแนน ไมป่ ฏิบัติ ได้ คะแนน 0 คะแนน
2. เกณฑก์ ารประเมิน

5 คะแนน = ดีมาก
4 คะแนน = ดี
3 คะแนน = พอใช้
1-2 คะแนน = ควรปรับปรุง

* อาจส่มุ สงั เกตนักเรียนเท่าท่ีสามารถสังเกตไดแ้ ต่ละครั้ง โดยหมุนเวียนไปจนครบทุกคน *

บันทกึ ผลหลงั การสอน
ผลการสอน
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
ปญั หาและอปุ สรรค
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
แนวทางการแกไ้ ข / ขอ้ เสนอแนะ
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________

ลงช่ือผสู้ อน ___________________
(นายกิตตพิ ร นนั ต๊ะภาพ)
ตำแหนง่ ครู

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 5 เวลา 2 คาบ
หนว่ ยการเรยี นที่ 1 เร่ือง Love & Romance ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4
บทที่ 1 เร่อื ง Love & Romance ชื่อผ้สู อน กติ ติพร นนั ตะ๊ ภาพ
รายวชิ า ภาษาอังกฤษอ่าน-เขยี น

1. มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ช้วี ัดที่เกี่ยวข้อง
มาตรฐาน ต. 1.1 เขา้ ใจและตีความเรื่องท่ีฟงั และอา่ นจากสื่อประเภทตา่ ง ๆ และแสดงความคดิ เห็นอยา่ งมเี หตุผล
ตัวชวี้ ัด ต 1.1 ม.4/4 จับใจความสำคญั วเิ คราะห์ความ สรปุ ความ ตคี วาม และแสดงความคิดเหน็ จากการฟงั

และอ่านเรื่องที่เปน็ สารคดแี ละบันเทงิ คดี พร้อมท้ังใหเ้ หตผุ ลและยกตัวอย่างประกอบ
มาตรฐาน ต. 1.3 นำเสนอข้อมูลขา่ วสาร ความคดิ รวบยอด และความคดิ เหน็ ในเรื่องตา่ ง ๆ โดยการพดู และการเขียน
ตวั ช้วี ัด ต 1.3 ม.4/2 พดู และเขยี นสรปุ ใจความสำคัญ / แกน่ สาระท่ีไดจ้ ากการวิเคราะห์เร่ือง กิจกรรม ขา่ ว

เหตุการณ์ และสถานการณ์ตามความสนใจ
มาตรฐาน ต. 2.2 เขา้ ใจความเหมือนและความแตกตา่ งระหว่างภาษา และวัฒนธรรมของเจา้ ของภาษากับภาษา

และวัฒนธรรมไทยและนำมาใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ตัวชี้วดั ต 2.2 ม.4/2 วิเคราะห์/อภิปราย ความเหมือนและความแตกต่างระหวา่ งวิถีชวี ติ ความเชื่อและวฒั นธรรม

ของเจา้ ของภาษากับของไทยและนำไปใชอ้ ย่างมีเหตุผล

2. สาระสำคญั
การอ่านเป็นหนึ่งในทักษะทีส่ ำคัญมาก เพราะช่วยให้นักเรยี นไดเ้ พิ่มพูนองค์ความรู้ ทั้งด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ รวมถึง

ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์จากบทความที่อ่าน และเพิ่มเจตคติที่ดีต่อ
ภาษาอังกฤษอกี ด้วย
3. ผลการเรยี นรู้

3.1 นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ เกี่ยวกับความรักได้

4. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
4.1 จบั ใจความสำคญั วเิ คราะห์ความ สรปุ ใจความ ตีความ แสดงความคิดเหน็ จากเรื่องที่ฟงั หรืออ่าน
4.2 ตอบคำถามจากแบบฝึกหัดเพ่ิมเติมหลงั การอ่านเพ่ือทดสอบความเขา้ ใจของนักเรียน

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 Vocabulary Items: choosy, organizer, potential, participants, button, couple, unnatural etc.
5.2 Structures: present simple
5.3 Function: reading passage about love & romance

6. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

ชว่ั โมงที่ 9

6.1 ขนั้ นำเข้าสู่บทเรยี น (Warm-up)
6.1.1 ครูเริ่มต้นบทเรียนด้วยการเปิดวิดีโอคลิปเกี่ยวกับความรัก พร้อมทั้งตั้งคำถามไว้ เพื่อที่จะถามนักเรียน

หลังจากเสรจ็ การดวู ิดีโอ
“How do you feel after watching the video?”
“Do you believe in true love?”

6.2 ขนั้ นำเข้าสูบ่ ทเรียน (Presentation)
6.2.1 ครูให้นกั เรยี นช่วยกันแสดงความคิดเหน็ เก่ียวกบั ประเด็นความรกั ต่าง ๆ โดยไม่ปดิ กน้ั ความคิดเห็น
6.2.2 ครูสมุ่ นกั เรยี นบางคนให้แสดงความคดิ เห็นของตนเอง
ช่วั โมงท่ี 10

6.3 ขั้นฝกึ (Practice)
6.3.1 ครูใหน้ กั เรียนพมิ พป์ ระโยคท่ีตนแสดงความคดิ เห็นเป็นภาษาไทย
6.3.2 ครูให้นักเรยี นช่วยกันแตง่ ประโยคท่ยี กมาเป็นภาษาอังกฤษ
6.3.3 ครูอธบิ ายวิธกี ารแต่งประโยคภาษาอังกฤษ

6.4 ขนั้ การนำไปใช้ (Production)
6.4.1 ครูให้นักเรยี นชว่ ยกันสรุปเกยี่ วกับความรักในปัจจบุ ัน
6.4.2 ครูใหน้ กั เรียนทดสอบแบบฝกึ หดั หลังการอ่านบทที่ 1 เพื่อเกบ็ คะแนน

6.5 ขั้นสรปุ (Wrap-up)
6.5.1 ครูและนักเรยี นช่วยกันอภิปราย สรปุ ความรกั
6.5.2 ครใู ห้นกั เรียนทดสอบแบบฝกึ หัดหลังการอา่ นบทที่ 1 เพอ่ื เก็บคะแนน

7. ส่อื การเรยี นรู้
7.1 PowerPoint Presentation
7.2 เอกสารประกอบการสอน เร่อื ง love and romance
7.3 หนังสอื Essential Reading I (Second Edition)

8. การวดั และประเมินผล
8.1 วธิ ีการวัดและประเมิน
8.1.1 สงั เกตจากการตอบคำถามจากนกั เรยี น
8.1.2 สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
8.1.3 สงั เกตจากผลงานนักเรียน
8.2 เคร่อื งมือวดั และประเมนิ ผล
8.2.1 การสงั เกตการตอบคำถามจากนกั เรยี น
8.2.2 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรยี นรู้
8.3 เกณฑใ์ นการวัดและประเมนิ
8.3.1 การตอบคำถามจากครูได้
8.3.2 ผ่านเกณฑ์ระดบั ดี จากแบบพฤติกรรมการเรยี น

แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรยี น
ชอ่ื ____________________________________________ ชัน้ ______________________ เลขท่ี __________
บทเรยี น ______________________________________________ วนั ท่ี ______________________________

รายการ ปฏิบตั ิ ไม่ปฏิบตั ิ

1. เรม่ิ ทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมายทันที
2. ทำงานเสรจ็ เรียบรอ้ ยตามเวลาท่กี ำหนด
3. ขอคำแนะนำจากครูหรือเพ่ือนเมื่อไม่เขา้ ใจ
4. ทำกิจกรรมดว้ ยความสนุกสนานและเต็มใจ
5. ตั้งใจทำกจิ กรรมอย่างสมำ่ เสมอ

รวมคะแนน

หมายเหตุ 1. ข้อใดที่นักเรียนปฏิบตั ิ ได้ คะแนน 1 คะแนน ไมป่ ฏิบัติ ได้ คะแนน 0 คะแนน
2. เกณฑก์ ารประเมิน

5 คะแนน = ดีมาก
4 คะแนน = ดี
3 คะแนน = พอใช้
1-2 คะแนน = ควรปรับปรุง

* อาจส่มุ สงั เกตนักเรียนเท่าท่ีสามารถสังเกตไดแ้ ต่ละครั้ง โดยหมุนเวียนไปจนครบทุกคน *

บนั ทึกผลหลงั การสอน
ผลการสอน
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
ปญั หาและอปุ สรรค
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
แนวทางการแกไ้ ข / ขอ้ เสนอแนะ
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________

ลงชื่อผู้สอน ___________________
(นายกิตตพิ ร นันต๊ะภาพ)
ตำแหนง่ ครู

แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 6

หนว่ ยการเรียนท่ี 2 เรื่อง Two Cities เวลา 2 คาบ
บทที่ 2 เรือ่ ง Two Cities ระดบั ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4
รายวิชา ภาษาองั กฤษอ่าน-เขียน ชอื่ ผูส้ อน กิตติพร นันตะ๊ ภาพ

1. มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดท่เี ก่ยี วข้อง
มาตรฐาน ต. 1.1 เขา้ ใจและตคี วามเร่ืองท่ีฟังและอ่านจากส่อื ประเภทต่าง ๆ และแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งมีเหตผุ ล
ตัวชว้ี ดั ต 1.1 ม.4/4 จบั ใจความสำคญั วเิ คราะห์ความ สรุปความ ตคี วาม และแสดงความคิดเห็นจากการฟงั

และอา่ นเร่ืองทเ่ี ปน็ สารคดแี ละบนั เทิงคดี พร้อมท้ังใหเ้ หตผุ ลและยกตัวอย่างประกอบ
มาตรฐาน ต. 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคดิ เหน็ ในเร่ืองตา่ ง ๆ โดยการพูดและการเขียน
ตวั ชีว้ ัด ต 1.3 ม.4/2 พูดและเขียนสรปุ ใจความสำคัญ / แกน่ สาระที่ไดจ้ ากการวเิ คราะหเ์ ร่ือง กจิ กรรม ข่าว

เหตกุ ารณ์ และสถานการณ์ตามความสนใจ

2. สาระสำคญั
การอ่านเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้นักเรยี นได้เพิ่มพูนองค์ความรู้ ทั้งด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ รวมถึง

ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์จากบทความที่อ่าน และเพิ่มเจตคติที่ดีต่อ
ภาษาองั กฤษอีกด้วย
3. ผลการเรียนรู้

3.1 จับใจความสำคญั วเิ คราะหค์ วาม สรุปใจความ ตีความ แสดงความคดิ เห็นจากเรื่องทฟี่ งั หรืออ่าน

4. จุดประสงค์การเรยี นรู้
4.1 ตอบคำถามจากครูเกี่ยวกับเทคนคิ การอา่ น การเดาคำศัพทจ์ ากบรบิ ท ประเภทของคำถามท่ีใช้ได้
4.2 ตอบคำถามจากแบบฝึกหดั เพ่ิมเตมิ หลงั การอา่ นเพื่อทดสอบความเข้าใจของนกั เรียน

5. สาระการเรียนรู้
5.1 Vocabulary Items: community, economic success, tourist attraction, decorated, traditional, etc.
5.2 Structures: past simple
5.3 Function: reading passage about two cities

6. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้

ชั่วโมงท่ี 11

6.1 ขน้ั นำเข้าส่บู ทเรยี น (Warm-up)
6.1.1 ครูเริ่มต้นบทเรียนด้วยการเปิดวิดีโอเกี่ยวกับวิถีชีวิตคนในเมืองใหญ่ พร้อมทั้งครูถามนักเรียนเกี่ยวกับว่า

นักเรยี นมีความคิดเห็นอยา่ งไรเกยี่ วกับ Chinatown
“What are your thoughts about Chinatown?”
“Do you love to visit there? Why?”

6.2 ขนั้ นำเข้าสู่บทเรียน (Presentation)
6.2.1 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดก่อนการอ่าน (Pre-reading 1) โดยให้นักเรียนนำคำศัพท์ที่ครูกำหนดมาให้

เตมิ ลงในคำนยิ ามใหถ้ กู ต้อง
6.2.2 ครูแบ่งนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มรับผิดชอบในการอ่าน paragraph จากนั้น

ตัวแทนกลุ่มแต่ละกลุ่มจะต้องนำเสนอว่าข้อมูลแต่ละย่อหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร มีคำศัพท์ตัวไหนที่ยากและหมายความว่า
อะไร มกี ารใชส้ รรพนามอา้ งอิงในแตล่ ะยอ่ หนา้ ไหม ถ้ามี ครูพยายามใหน้ ักเรยี นอธิบายใหเ้ พอ่ื นในหอ้ งฟัง

ช่ัวโมงท่ี 12

6.3 ขนั้ ฝกึ (Practice)
6.3.1 ครูพยายามตงั้ คำถามเพื่อกระต้นุ ใหน้ ักเรยี นคดิ เกย่ี วกับการนำเสนอของตัวแทนกลุ่มทนี่ ำเสนอข้อมลู แต่ละ

ย่อหน้าเพ่ิมเติม เพือ่ ฝึกกระบวนการคิดของนกั เรียน เชน่
“Look at paragraph A, what is the main idea of paragraph A?”

“In paragraph B, why did thousands of farm workers in Hong Kong lose their jobs?”
“Is Chinatown popular?”

6.3.2 ครพู ยายามต้ังคำถามเพม่ิ เตมิ เกีย่ วกับการใช้สรรพนามอ้างอิงที่ปรากฏอยู่แตล่ ะย่อหนา้ เช่น
“In line 10, what does pronoun “they” refer to?”

6.4 ขนั้ การนำไปใช้ (Production)
6.4.1 ครูให้นักเรียนเขียนสรุปจากสิ่งที่ตัวแทนกลุ่มแต่ละกลุ่มนำเสนอข้อมูลของแต่ละย่อหน้าเป็นภาษาอังกฤษ

ด้วยความเขา้ ใจของตนเอง

6.5 ขัน้ สรปุ (Wrap-up)
6.5.1 ครแู ละนักเรยี นชว่ ยกนั อภปิ ราย สรุป แตล่ ะย่อหนา้ ว่าพดู ถึงอะไรบ้าง
6.5.2 ครูมอบหมายให้นักเรียนจดบันทึกคำศัพท์ที่นักเรียนไม่ทราบลงในสมุด และมอบหมายให้นักเรียน

หาความหมาย (meaning) ประเภทของคำถาม (part of speech) และตัวอย่างประโยคท่มี ีคำศัพท์คำนน้ั ปรากฏอยู่ (use)
ลงในสมุดให้เรยี บรอ้ ย

7. สอ่ื การเรียนรู้
7.1 PowerPoint Presentation
7.2 เอกสารประกอบการสอน เรอ่ื ง Two Cities
7.3 หนังสือ Essential Reading I (Second Edition)

8. การวดั และประเมินผล
8.1 วธิ กี ารวดั และประเมิน
8.1.1 สงั เกตจากการตอบคำถามจากนักเรียน
8.1.2 สังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้
8.2 เครอื่ งมือวัดและประเมินผล
8.2.1 การสังเกตการตอบคำถามจากนกั เรยี น
8.2.2 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรยี นรู้
8.3 เกณฑใ์ นการวดั และประเมนิ
8.3.1 การตอบคำถามจากครูได้
8.3.2 ผ่านเกณฑ์ระดบั ดี จากแบบพฤติกรรมการเรยี น

แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียน
ชอ่ื ____________________________________________ ชัน้ ______________________ เลขท่ี __________
บทเรยี น ______________________________________________ วันที่ ______________________________

รายการ ปฏิบตั ิ ไม่ปฏิบตั ิ

1. เรม่ิ ทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมายทันที
2. ทำงานเสรจ็ เรียบรอ้ ยตามเวลาท่กี ำหนด
3. ขอคำแนะนำจากครูหรือเพ่ือนเมื่อไม่เขา้ ใจ
4. ทำกิจกรรมดว้ ยความสนุกสนานและเต็มใจ
5. ตั้งใจทำกจิ กรรมอย่างสมำ่ เสมอ

รวมคะแนน

หมายเหตุ 1. ข้อใดที่นักเรียนปฏิบตั ิ ได้ คะแนน 1 คะแนน ไมป่ ฏิบัติ ได้ คะแนน 0 คะแนน
2. เกณฑก์ ารประเมิน

5 คะแนน = ดีมาก
4 คะแนน = ดี
3 คะแนน = พอใช้
1-2 คะแนน = ควรปรับปรุง

* อาจส่มุ สงั เกตนักเรียนเท่าท่ีสามารถสังเกตไดแ้ ต่ละครั้ง โดยหมุนเวียนไปจนครบทุกคน *

บันทกึ ผลหลงั การสอน
ผลการสอน
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
ปญั หาและอปุ สรรค
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
แนวทางการแกไ้ ข / ขอ้ เสนอแนะ
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________

ลงช่ือผสู้ อน ___________________
(นายกิตตพิ ร นนั ต๊ะภาพ)
ตำแหนง่ ครู

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 7

หนว่ ยการเรียนท่ี 2 เรื่อง Two Cities เวลา 2 คาบ
บทที่ 2 เร่ือง Two Cities ระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
รายวชิ า ภาษาองั กฤษอา่ น-เขยี น ชือ่ ผสู้ อน กิตตพิ ร นนั ต๊ะภาพ

1. มาตรฐานการเรียนร้แู ละตวั ช้วี ัดทเี่ ก่ียวข้อง
มาตรฐาน ต. 1.1 เขา้ ใจและตีความเรื่องที่ฟงั และอ่านจากสื่อประเภทตา่ ง ๆ และแสดงความคิดเหน็ อยา่ งมเี หตผุ ล
ตวั ชีว้ ดั ต 1.1 ม.4/4 จบั ใจความสำคญั วิเคราะหค์ วาม สรุปความ ตคี วาม และแสดงความคดิ เหน็ จากการฟัง

และอา่ นเรื่องท่เี ป็นสารคดแี ละบันเทิงคดี พร้อมทั้งให้เหตผุ ลและยกตัวอย่างประกอบ
มาตรฐาน ต. 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหวา่ งภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใชอ้ ย่างถกู ต้อง

และเหมาะสม
ตัวชว้ี ัด ต 2.2 ม.4/1 อธิบาย/เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครงสรา้ งประโยค ขอ้ ความ สำนวน คำพังเพย

สุภาษติ และบทกลอนของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย

2. สาระสำคญั
การอ่านเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้นักเรียนไดเ้ พิ่มพูนองค์ความรู้ ทั้งด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ รวมถึง

ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์จากบทความที่อ่าน และเพิ่มเจตคติที่ดีต่อ
ภาษาองั กฤษอีกดว้ ย
3. ผลการเรียนรู้

3.1 ตอบคำถามจากแบบฝึกหัดเพ่ิมเติมหลังการอ่านได้

4. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
4.1 อธิบายโครงสรา้ งภาษาจากส่ิงท่ีอ่านได้
4.2 ตอบคำถามเพม่ิ เติมจากครูได้

5. สาระการเรียนรู้
5.1 Vocabulary Items: community, economic success, tourist attraction, decorated, traditional, etc.
5.2 Structures: past simple
5.3 Function: reading passage about two cities

6. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

ชว่ั โมงท่ี 13

6.1 ขน้ั นำเขา้ สูบ่ ทเรยี น (Warm-up)
6.1.1 ครูเริ่มต้นบทเรียนด้วยการทบทวนเนื้อหาที่เรียนไปในสัปดาห์ที่แล้วแบบสรุป เพื่อช่วยให้นักเรียน

มอี งคค์ วามรเู้ ดมิ ที่เรียนในสปั ดาหท์ แ่ี ลว้

6.2 ขัน้ นำเขา้ สบู่ ทเรียน (Presentation)
6.2.1 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดทดสอบความเข้าใจหลังการอ่าน (Comprehension 1) โดยให้นักเรียนจับคู่

คำถามท่กี ำหนดให้ใหถ้ กู ต้องกับย่อหนา้ ของบทความท่ีอ่าน
6.2.2 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดทดสอบความเข้าใจหลังการอ่าน (Comprehension 3) โดยให้นักเรียนเลือก

แผนทเี่ กย่ี วกบั London Street ให้ถูกต้อง
6.2.3 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดทดสอบความเข้าใจหลังการอ่าน (Comprehension 3) โดยให้นักเรียนเลือก

คำตอบทถี่ กู ตอ้ งจากคำถามแต่ละข้อ พรอ้ มทง้ั ให้นกั เรยี นแสดงเหตผุ ลว่าทำไมจึงเลือกคำตอบในข้อน้นั ๆ
6.2.4 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดทดสอบความเข้าใจหลังการอ่าน (Comprehension 4) โดยให้นักเรียนเลือก

คำศัพทท์ ่ถี ูกต้องในบรบิ ทท่คี รูกำหนดมาให้
6.2.5 ครอู ธบิ ายการใช้ past tense ใหก้ ับนักเรียน

ชั่วโมงที่ 14

6.3 ขั้นฝกึ (Practice)
6.3.1 ครูใหน้ ักเรยี นทำแบบฝกึ หัด (Grammar 1) เกย่ี วกบั การใช้ past tense เพื่อทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี น

6.4 ขั้นการนำไปใช้ (Production)
6.4.1 ครใู ห้นักเรยี นเติมคำกริยาในรูปของอดตี ในบทความส้นั ๆ ทคี่ รูกำหนดมาใหใ้ หถ้ กู ต้อง

6.5 ขั้นสรปุ (Wrap-up)
6.5.1 ครแู ละนักเรียนชว่ ยกันอภิปราย สรุป หลักการใช้ past simple
6.5.2 ครูมอบหมายให้นักเรียนสรุปหลกั การใช้ past simple ลงสมุดให้เรยี บร้อย

7. สอ่ื การเรยี นรู้
7.1 PowerPoint Presentation
7.2 เอกสารประกอบการสอน เร่อื ง Two Cities
7.3 หนังสือ Essential Reading I (Second Edition)

8. การวดั และประเมนิ ผล
8.1 วธิ ีการวดั และประเมิน
8.1.1 สงั เกตจากการตอบคำถามจากนกั เรียน
8.1.2 สังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้
8.2 เคร่ืองมอื วัดและประเมินผล
8.2.1 การสังเกตการตอบคำถามจากนกั เรยี น
8.2.2 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
8.3 เกณฑใ์ นการวดั และประเมิน
8.3.1 การตอบคำถามจากครูได้
8.3.2 ผา่ นเกณฑ์ระดับดี จากแบบพฤติกรรมการเรยี น

แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียน
ชอ่ื ____________________________________________ ชัน้ ______________________ เลขท่ี __________
บทเรยี น ______________________________________________ วันที่ ______________________________

รายการ ปฏิบตั ิ ไม่ปฏิบตั ิ

1. เรม่ิ ทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมายทันที
2. ทำงานเสรจ็ เรียบรอ้ ยตามเวลาท่กี ำหนด
3. ขอคำแนะนำจากครูหรือเพ่ือนเมื่อไม่เขา้ ใจ
4. ทำกิจกรรมดว้ ยความสนุกสนานและเต็มใจ
5. ตั้งใจทำกจิ กรรมอย่างสมำ่ เสมอ

รวมคะแนน

หมายเหตุ 1. ข้อใดที่นักเรียนปฏิบตั ิ ได้ คะแนน 1 คะแนน ไมป่ ฏิบัติ ได้ คะแนน 0 คะแนน
2. เกณฑก์ ารประเมิน

5 คะแนน = ดีมาก
4 คะแนน = ดี
3 คะแนน = พอใช้
1-2 คะแนน = ควรปรับปรุง

* อาจส่มุ สงั เกตนักเรียนเท่าท่ีสามารถสังเกตไดแ้ ต่ละครั้ง โดยหมุนเวียนไปจนครบทุกคน *

บันทกึ ผลหลงั การสอน
ผลการสอน
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
ปญั หาและอปุ สรรค
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
แนวทางการแกไ้ ข / ขอ้ เสนอแนะ
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________

ลงช่ือผสู้ อน ___________________
(นายกิตตพิ ร นนั ต๊ะภาพ)
ตำแหนง่ ครู

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 8

หนว่ ยการเรียนท่ี 2 เรอื่ ง Two Cities เวลา 2 คาบ
บทท่ี 2 เรือ่ ง Two Cities ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
รายวชิ า ภาษาองั กฤษอา่ น-เขยี น ชอ่ื ผสู้ อน กติ ตพิ ร นนั ตะ๊ ภาพ

1. มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชีว้ ัดท่เี กย่ี วข้อง
มาตรฐาน ต. 1.1 เข้าใจและตคี วามเรื่องที่ฟงั และอ่านจากส่ือประเภทตา่ ง ๆ และแสดงความคิดเหน็ อย่างมเี หตผุ ล
ตัวชวี้ ัด ต 1.1 ม.4/4 จบั ใจความสำคัญ วิเคราะหค์ วาม สรปุ ความ ตคี วาม และแสดงความคดิ เหน็ จากการฟัง

และอ่านเร่ืองทีเ่ ปน็ สารคดแี ละบนั เทิงคดี พร้อมทั้งใหเ้ หตุผลและยกตัวอย่างประกอบ
มาตรฐาน ต. 1.3 นำเสนอข้อมลู ข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคดิ เห็นในเรือ่ งต่าง ๆ โดยการพดู และการเขียน
ตวั ชว้ี ดั ต 1.3 ม.4/2 พดู และเขยี นสรปุ ใจความสำคัญ / แกน่ สาระท่ีได้จากการวิเคราะหเ์ ร่ือง กจิ กรรม ข่าว

เหตุการณ์ และสถานการณ์ตามความสนใจ
2. สาระสำคญั

การอ่านเป็นหนึง่ ในทักษะทีส่ ำคัญมาก เพราะช่วยให้นกั เรียนได้เพิ่มพูนองค์ความรู้ ทั้งด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ รวมถึง
ความรู้เกี่ยวกับส่ิงที่อ่าน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์จากบทความที่อ่าน และเพิ่มเจตคติที่ดีต่อ
ภาษาอังกฤษอกี ด้วย
3. ผลการเรียนรู้

3.1 นักเรียนสามารถตอบคำถามเกย่ี วกบั เร่ืองท่ีอ่านได้

4. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
4.1 จบั ใจความสำคัญ วเิ คราะหค์ วาม สรปุ ใจความ ตคี วาม แสดงความคดิ เห็นจากเร่ืองทฟี่ ังหรืออ่าน
4.2 ตอบคำถามจากแบบฝึกหัดเพ่ิมเติมหลังการอ่านเพ่ือทดสอบความเข้าใจของนกั เรียน

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 Vocabulary Items: foreigners, perform, traditional, decorate, elegant, compared, popular, etc.
5.2 Structures: past simple
5.3 Function: reading passage about two cities

6. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ชัว่ โมงที่ 15

6.1 ข้ันนำเข้าสู่บทเรยี น (Warm-up)
6.1.1 ครูเริ่มต้นบทเรียนด้วยการบอกให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดก่อนการอ่าน (Activating Vocabulary) โดยให้

นักเรยี นเลือกคำ หรอื วลี ในแต่ละขอ้ ให้ถกู ต้อง
6.2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มเป็น 5 กลุ่ม โดยให้เวลา 10 นาทีในการอ่านบทความในเอกสารประกอบการเรียน

จากนัน้ ใหน้ ักเรยี นแต่ละคนสรปุ สาระสำคัญของแต่ละย่อหน้าเป็นภาษาองั กฤษตามความเขา้ ใจของตนเอง
6.2.2 ครูให้ตัวแทนกลุ่มแต่ละกลุ่มนำเสนอข้อมูลแต่ละย่อหน้า นักเรียนที่เหลือตั้งใจฟังเพื่อนนำเสนอ และจด

ขอ้ มูลสำคญั ลงในเอกสารของตนเอง
ชั่วโมงท่ี 16

6.3 ข้นั ฝกึ (Practice)
6.3.1 ครพู ยายามตง้ั คำถามเพื่อกระตนุ้ ให้นักเรยี นคิดแต่ละย่อหน้าเพ่อื ฝึกกระบวนการคิดของนักเรยี นเพิ่มเติม เช่น
“In paragraph 2, what kinds of music are famous?”
“In paragraph 4, what is one of Beijing’s most famous bars?”
“How many types of music are there in the passage?”
6.3.2 ครูพยายามตัง้ คำถามเพิ่มเตมิ เกี่ยวกับการใช้สรรพนามอ้างองิ ทป่ี รากฏอยู่แตล่ ะย่อหน้า เช่น
“In line 9, what does pronoun “they” refer to?”
6.3.3 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดหลงั การอ่าน (Categorizing) โดยการที่ให้นักเรียนเขียนชือ่ ลงในแต่ละประเภท

ของคำถามในบทความแต่ละข้อให้ถูกต้อง
6.3.4 ครใู ห้นกั เรยี นทำแบบฝึกหดั คำศัพทใ์ นบรบิ ท (Vocabulary in Context 1) โดยให้นกั เรยี นเลือกคำ หรือวลี

ทป่ี รากฏในบทความให้ถูกต้อง

6.3.5 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดคำศัพท์ในบริบท (Vocabulary in Context 1) โดยให้นักเรียนจับคู่คำนาม
ประสม (Compound noun) ให้ถูกต้อง

6.4 ขัน้ การนำไปใช้ (Production)
6.4.1 ครใู ห้นักเรียนชว่ ยกนั สรปุ เกีย่ วกบั two cities
6.4.2 ครูมอบหมายให้นักเรียนสรุปสิ่งที่ได้จากการอ่าน พร้อมทั้งให้นักเรียนหาความหมายของคำศัพท์ประจำบท

ทนี่ ักเรียนไม่รู้ เขยี นลงในสมุดใหเ้ รียบร้อย พร้อมทง้ั ใหน้ กั เรยี นหาตวั อยา่ งประกอบของคำศัพทน์ ัน้ ๆ

6.5 ขั้นสรุป (Wrap-up)
6.5.1 ครแู ละนักเรยี นช่วยกันอภิปราย สรปุ เกี่ยวกบั two cities
6.5.2 ครนู ดั หมายนกั เรียนให้ทบทวนบทเรยี น อา่ นคำศัพท์ประจำบทท่ี 2 และสอบเกบ็ คะแนนย่อยในสัปดาห์หน้า

เกย่ี วกับบทความทีน่ ักเรยี นเรียนไป

7. สือ่ การเรียนรู้
7.1 PowerPoint Presentation
7.2 เอกสารประกอบการสอน เรอื่ ง Two Cities
7.3 หนงั สอื Essential Reading I (Second Edition)

8. การวดั และประเมินผล
8.1 วธิ กี ารวัดและประเมิน
8.1.1 สังเกตจากการตอบคำถามจากนกั เรยี น
8.1.2 สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
8.1.3 คะแนนจากแบบฝกึ หัดประจำบทเรียนที่ 2
8.2 เครอ่ื งมอื วดั และประเมินผล
8.2.1 การสังเกตการตอบคำถามจากนกั เรียน
8.2.2 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
8.2.3 แบบฝกึ หดั ประจำบทเรียนท่ี 2
8.3 เกณฑใ์ นการวัดและประเมนิ
8.3.1 การตอบคำถามจากครูได้
8.3.2 ผา่ นเกณฑ์ระดับดี จากแบบพฤติกรรมการเรยี น
8.3.3 ผ่านเกณฑ์ 50% ของแบบฝกึ หดั ประจำบทเรียนที่ 2

แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียน
ชอ่ื ____________________________________________ ชัน้ ______________________ เลขท่ี __________
บทเรยี น ______________________________________________ วันที่ ______________________________

รายการ ปฏิบตั ิ ไม่ปฏิบตั ิ

1. เรม่ิ ทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมายทันที
2. ทำงานเสรจ็ เรียบรอ้ ยตามเวลาท่กี ำหนด
3. ขอคำแนะนำจากครูหรือเพ่ือนเมื่อไม่เขา้ ใจ
4. ทำกิจกรรมดว้ ยความสนุกสนานและเต็มใจ
5. ตั้งใจทำกจิ กรรมอย่างสมำ่ เสมอ

รวมคะแนน

หมายเหตุ 1. ข้อใดที่นักเรียนปฏิบตั ิ ได้ คะแนน 1 คะแนน ไมป่ ฏิบัติ ได้ คะแนน 0 คะแนน
2. เกณฑก์ ารประเมิน

5 คะแนน = ดีมาก
4 คะแนน = ดี
3 คะแนน = พอใช้
1-2 คะแนน = ควรปรับปรุง

* อาจส่มุ สงั เกตนักเรียนเท่าท่ีสามารถสังเกตไดแ้ ต่ละครั้ง โดยหมุนเวียนไปจนครบทุกคน *

บนั ทึกผลหลงั การสอน
ผลการสอน
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
ปัญหาและอปุ สรรค
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
แนวทางการแกไ้ ข / ขอ้ เสนอแนะ
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________

ลงชอ่ื ผสู้ อน ___________________
(นายกิตติพร นันต๊ะภาพ)
ตำแหนง่ ครู

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 9

หน่วยการเรียนท่ี 3 เรือ่ ง New Faces เวลา 2 คาบ
บทท่ี 3 เร่ือง New Faces ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4
รายวิชา ภาษาองั กฤษอ่าน-เขียน ชือ่ ผู้สอน กิตตพิ ร นันตะ๊ ภาพ

1. มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชว้ี ดั ท่ีเกยี่ วข้อง
มาตรฐาน ต. 1.1 เขา้ ใจและตีความเรื่องท่ีฟังและอา่ นจากส่อื ประเภทตา่ ง ๆ และแสดงความคิดเหน็ อยา่ งมีเหตุผล
ตัวช้ีวดั ต 1.1 ม.4/4 จบั ใจความสำคญั วิเคราะห์ความ สรปุ ความ ตคี วาม และแสดงความคดิ เหน็ จากการฟงั

และอ่านเรื่องท่เี ปน็ สารคดแี ละบนั เทงิ คดี พร้อมท้ังใหเ้ หตผุ ลและยกตัวอย่างประกอบ
มาตรฐาน ต. 1.3 นำเสนอข้อมลู ข่าวสาร ความคดิ รวบยอด และความคิดเหน็ ในเรอ่ื งต่าง ๆ โดยการพดู และการเขียน
ตัวชวี้ ัด ต 1.3 ม.4/2 พดู และเขียนสรุปใจความสำคัญ / แกน่ สาระท่ีไดจ้ ากการวเิ คราะหเ์ ร่ือง กิจกรรม ขา่ ว

เหตุการณ์ และสถานการณต์ ามความสนใจ

2. สาระสำคัญ
การอ่านเป็นหนึง่ ในทักษะที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้นักเรียนได้เพิ่มพูนองค์ความรู้ ทั้งด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ รวมถึง

ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์จากบทความที่อ่าน และเพิ่มเจตคติที่ดีต่อ
ภาษาองั กฤษอกี ดว้ ย
3. ผลการเรียนรู้

3.1 จับใจความสำคญั วเิ คราะหค์ วาม สรุปใจความ ตีความ แสดงความคิดเห็นจากเร่ืองท่ีฟงั หรืออ่าน

4. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
4.1 ตอบคำถามจากครูเกย่ี วกับเทคนคิ การอา่ น การเดาคำศัพท์จากบริบท ประเภทของคำถามท่ีใชไ้ ด้
4.2 ตอบคำถามจากแบบฝึกหัดเพ่ิมเตมิ หลังการอา่ นเพ่ือทดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียน

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 Vocabulary Items: operations, surgery, disfigured, accidents, patients, donor, surgeons, etc.
5.2 Structures: relative clause
5.3 Function: reading passage about new faces

6. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

ชวั่ โมงที่ 17

6.1 ขน้ั นำเขา้ สบู่ ทเรียน (Warm-up)
6.1.1 ครูเริ่มตน้ บทเรียนดว้ ยการเปิดวดิ ีโอเก่ียวกับการทำศลั ยกรรม พร้อมตงั้ คำถามนกั เรยี นวา่ นักเรียนคิดว่าการ

ทำศัลยกรรมมขี อ้ ดี ขอ้ เสียอย่างไรบา้ ง
“In your view, what are pros and cons of having plastic surgery?”

6.2 ขัน้ นำเข้าสู่บทเรยี น (Presentation)
6.2.1 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดก่อนการอ่าน (Pre-reading 1) โดยให้นักเรียนตัดสินใจเกี่ยวกับการปลูกถ่าย

อวัยวะวา่ ข้อใดสามารถทำได้ ข้อใดไม่สามารถทำได้
6.2.2 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดก่อนการอ่าน (Pre-reading 2) โดยให้นักเรียนนำคำศัพท์ในบทความมาเติมลงใน

บรบิ ทท่คี รูกำหนดให้ให้ถกู ต้อง
6.2.3 ครูแบ่งนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มรับผิดชอบในการอ่าน paragraph จากน้ัน

ตัวแทนกลุ่มแต่ละกลุ่มจะต้องนำเสนอว่าข้อมูลแต่ละย่อหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร มีคำศัพท์ตัวไหนที่ยากและหมายความว่า
อะไร มีการใช้สรรพนามอ้างอิงในแต่ละยอ่ หนา้ ไหม ถา้ มี ครูพยายามให้นกั เรยี นอธิบายให้เพอ่ื นในหอ้ งฟัง

ชวั่ โมงที่ 18

6.3 ขั้นฝกึ (Practice)
6.3.1 ครพู ยายามต้งั คำถามเพ่ือกระตนุ้ ให้นักเรยี นคิดเก่ียวกบั การนำเสนอของตัวแทนกลมุ่ ท่นี ำเสนอข้อมลู แต่ละ

ยอ่ หน้าเพิ่มเตมิ เพ่ือฝึกกระบวนการคดิ ของนักเรยี น เช่น
“Look at paragraph 1, when did transplant take place in France?”
“Why did a woman get transplant?”
“What did the woman receive about her transplant?”

6.3.2 ครูพยายามตัง้ คำถามเพมิ่ เติมเกยี่ วกับการใชส้ รรพนามอ้างองิ ทป่ี รากฏอยู่แตล่ ะย่อหน้า เช่น
“In line 21, what does pronoun “them” refer to?”

6.4 ขั้นการนำไปใช้ (Production)
6.4.1 ครูให้นักเรียนเขียนสรุปจากสิ่งที่ตัวแทนกลุ่มแต่ละกลุ่มนำเสนอข้อมูลของแต่ละย่อหน้าเป็นภาษาอังกฤษ

ดว้ ยความเขา้ ใจของตนเอง

6.5 ข้ันสรปุ (Wrap-up)
6.5.1 ครแู ละนกั เรยี นช่วยกันอภปิ ราย สรปุ แต่ละยอ่ หน้าว่าพดู ถงึ อะไรบา้ ง

6.5.2 ครูมอบหมายให้นักเรียนจดบันทึกคำศัพท์ที่นักเรียนไม่ทราบลงในสมุด และมอบหมายให้นักเรียน
หาความหมาย (meaning) ประเภทของคำถาม (part of speech) และตัวอย่างประโยคที่มีคำศัพท์คำนั้นปรากฏอยู่ (use)
ลงในสมดุ ให้เรยี บรอ้ ย

7. สือ่ การเรยี นรู้
7.1 PowerPoint Presentation
7.2 เอกสารประกอบการสอน เรอ่ื ง New Faces
7.3 หนงั สอื Essential Reading I (Second Edition)

8. การวดั และประเมินผล
8.1 วธิ กี ารวัดและประเมิน
8.1.1 สงั เกตจากการตอบคำถามจากนกั เรียน
8.1.2 สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
8.2 เครอื่ งมอื วดั และประเมนิ ผล
8.2.1 การสงั เกตการตอบคำถามจากนกั เรยี น
8.2.2 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
8.3 เกณฑใ์ นการวดั และประเมนิ
8.3.1 การตอบคำถามจากครูได้
8.3.2 ผ่านเกณฑ์ระดบั ดี จากแบบพฤติกรรมการเรียน

แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียน
ชอ่ื ____________________________________________ ชัน้ ______________________ เลขท่ี __________
บทเรยี น ______________________________________________ วันที่ ______________________________

รายการ ปฏิบตั ิ ไม่ปฏิบตั ิ

1. เรม่ิ ทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมายทันที
2. ทำงานเสรจ็ เรียบรอ้ ยตามเวลาท่กี ำหนด
3. ขอคำแนะนำจากครูหรือเพ่ือนเมื่อไม่เขา้ ใจ
4. ทำกิจกรรมดว้ ยความสนุกสนานและเต็มใจ
5. ตั้งใจทำกจิ กรรมอย่างสมำ่ เสมอ

รวมคะแนน

หมายเหตุ 1. ข้อใดที่นักเรียนปฏิบตั ิ ได้ คะแนน 1 คะแนน ไมป่ ฏิบัติ ได้ คะแนน 0 คะแนน
2. เกณฑก์ ารประเมิน

5 คะแนน = ดีมาก
4 คะแนน = ดี
3 คะแนน = พอใช้
1-2 คะแนน = ควรปรับปรุง

* อาจส่มุ สงั เกตนักเรียนเท่าท่ีสามารถสังเกตไดแ้ ต่ละครั้ง โดยหมุนเวียนไปจนครบทุกคน *

บันทกึ ผลหลงั การสอน
ผลการสอน
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
ปญั หาและอปุ สรรค
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
แนวทางการแกไ้ ข / ขอ้ เสนอแนะ
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________

ลงช่ือผสู้ อน ___________________
(นายกิตตพิ ร นนั ต๊ะภาพ)
ตำแหนง่ ครู

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 10

หนว่ ยการเรยี นที่ 3 เรื่อง New Faces เวลา 2 คาบ
บทที่ 3 เร่ือง New Faces ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
รายวิชา ภาษาองั กฤษอ่าน-เขียน ชือ่ ผูส้ อน กิตติพร นันต๊ะภาพ

1. มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ช้ีวดั ทเี่ กี่ยวข้อง
มาตรฐาน ต. 1.1 เข้าใจและตคี วามเร่ืองท่ีฟังและอา่ นจากส่ือประเภทต่าง ๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
ตวั ชวี้ ดั ต 1.1 ม.4/4 จบั ใจความสำคญั วิเคราะห์ความ สรุปความ ตีความ และแสดงความคิดเหน็ จากการฟงั

และอ่านเร่ืองท่เี ปน็ สารคดีและบันเทงิ คดี พร้อมท้ังใหเ้ หตผุ ลและยกตวั อย่างประกอบ
มาตรฐาน ต. 2.2 เขา้ ใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวฒั นธรรมไทย และนำมาใชอ้ ยา่ งถกู ต้อง

และเหมาะสม
ตวั ชว้ี ดั ต 2.2 ม.4/1 อธบิ าย/เปรียบเทยี บความแตกตา่ งระหว่างโครงสรา้ งประโยค ข้อความ สำนวน คำพังเพย

สุภาษิต และบทกลอนของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย

2. สาระสำคัญ
การอ่านเป็นหนึ่งในทักษะทีส่ ำคัญมาก เพราะช่วยให้นกั เรยี นไดเ้ พิ่มพูนองค์ความรู้ ทั้งด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ รวมถึง

ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์จากบทความที่อ่าน และเพิ่มเจตคติที่ดีต่อ
ภาษาองั กฤษอีกด้วย

3. ผลการเรียนรู้
3.1 ตอบคำถามจากแบบฝึกหัดเพ่ิมเติมหลงั การอ่านได้

4. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
4.1 อธบิ ายโครงสรา้ งภาษาจากส่งิ ท่ีอา่ นได้
4.2 ตอบคำถามเพมิ่ เตมิ จากครไู ด้

5. สาระการเรียนรู้
5.1 Vocabulary Items: operations, surgery, disfigured, accidents, patients, donor, surgeons, etc.
5.2 Structures: relative clause
5.3 Function: reading passage about new faces

6. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้

ชวั่ โมงที่ 19

6.1 ขั้นนำเข้าสบู่ ทเรียน (Warm-up)
6.1.1 ครูเริ่มต้นบทเรียนด้วยการทบทวนเนื้อหาที่เรียนไปในสัปดาห์ที่แล้วแบบสรุป เพื่อช่วยให้นักเรียน

มีองค์ความรเู้ ดมิ ท่ีเรยี นในสปั ดาหท์ ่ีแลว้

6.2 ขน้ั นำเขา้ สบู่ ทเรยี น (Presentation)
6.2.1 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดทดสอบความเข้าใจหลังการอ่าน (Comprehension 1) โดยให้นักเรียนเลือก

หัวข้อเร่ืองทีด่ ที สี่ ุดเก่ียวกับบทความทีอ่ า่ น
6.2.2 ครูใหน้ ักเรยี นทำแบบฝกึ หดั ทดสอบความเขา้ ใจหลงั การอ่าน (Comprehension 2) โดยใหน้ กั เรยี นพจิ ารณา

ประโยคทีใ่ ห้มาแต่ละขอ้ ว่าถูกต้องหรอื ไม่ (True or False)
6.2.3 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดทดสอบความเข้าใจหลังการอ่าน (Comprehension 3) โดยให้นักเรียนเลือก

คำตอบที่ถูกตอ้ งจากคำถามแต่ละขอ้ พรอ้ มท้งั ใหน้ กั เรยี นแสดงเหตุผลว่าทำไมจงึ เลือกคำตอบในข้อนั้น ๆ
6.2.4 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดทดสอบความเข้าใจหลังการอ่าน (Comprehension 4) โดยให้นักเรียน

นำคำศพั ท์ที่ครกู ำหนดมาให้ใส่ในบริบทแต่ละข้อใหถ้ ูกต้อง
6.2.5 ครอู ธบิ ายไวยากรณ์เรื่อง relative clause

ชวั่ โมงที่ 20

6.3 ขน้ั ฝกึ (Practice)
6.3.1 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด (Grammar 1) เกี่ยวกับการใช้ relative clause เพื่อทดสอบความเข้าใจ

ของนกั เรียน

6.4 ขน้ั การนำไปใช้ (Production)
6.4.1 ครูใหน้ กั เรยี นทำแบบฝึกหัดเก่ยี วกบั relative clause เพอ่ื ทดสอบความเข้าใจ

6.5 ข้นั สรุป (Wrap-up)
6.5.1 ครูและนักเรยี นชว่ ยกันอภิปราย สรปุ หลักการใช้ relative clause
6.5.2 ครูมอบหมายให้นักเรียนสรุปหลักการใช้ relative clause ลงสมดุ ใหเ้ รยี บรอ้ ย

7. สอื่ การเรยี นรู้
7.1 PowerPoint Presentation
7.2 เอกสารประกอบการสอน เรอ่ื ง New Faces
7.3 หนงั สอื Essential Reading I (Second Edition)

8. การวดั และประเมินผล
8.1 วธิ กี ารวัดและประเมิน
8.1.1 สังเกตจากการตอบคำถามจากนกั เรียน
8.1.2 สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
8.2 เครอื่ งมอื วัดและประเมนิ ผล
8.2.1 การสังเกตการตอบคำถามจากนักเรียน
8.2.2 แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรยี นรู้
8.3 เกณฑใ์ นการวดั และประเมนิ
8.3.1 การตอบคำถามจากครูได้
8.3.2 ผา่ นเกณฑร์ ะดับดี จากแบบพฤติกรรมการเรยี น

แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียน
ชอ่ื ____________________________________________ ชัน้ ______________________ เลขท่ี __________
บทเรยี น ______________________________________________ วันที่ ______________________________

รายการ ปฏิบตั ิ ไม่ปฏิบตั ิ

1. เรม่ิ ทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมายทันที
2. ทำงานเสรจ็ เรียบรอ้ ยตามเวลาท่กี ำหนด
3. ขอคำแนะนำจากครูหรือเพ่ือนเมื่อไม่เขา้ ใจ
4. ทำกิจกรรมดว้ ยความสนุกสนานและเต็มใจ
5. ตั้งใจทำกจิ กรรมอย่างสมำ่ เสมอ

รวมคะแนน

หมายเหตุ 1. ข้อใดที่นักเรียนปฏิบตั ิ ได้ คะแนน 1 คะแนน ไมป่ ฏิบัติ ได้ คะแนน 0 คะแนน
2. เกณฑก์ ารประเมิน

5 คะแนน = ดีมาก
4 คะแนน = ดี
3 คะแนน = พอใช้
1-2 คะแนน = ควรปรับปรุง

* อาจส่มุ สงั เกตนักเรียนเท่าท่ีสามารถสังเกตไดแ้ ต่ละครั้ง โดยหมุนเวียนไปจนครบทุกคน *


Click to View FlipBook Version