The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Arpornpong Ruangrat, 2022-09-07 02:54:49

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

หลักสูตรม.ต้นปรับปรุงล่าสุด mix ล่าสุด 4

หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้

ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐)

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
โรงเรียนนางรอง อาเภอนางรอง จังหวดั บุรีรมั ย์

สานักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร



คานา

หลักสูตรในชนั้ เรยี นระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น โรงเรียนนางรอง จัดทาขน้ึ เพือ่ ใชเ้ ป็นแนวทาง
ในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรุง พ.ศ. 2560) ท่ีมุ่งเน้นให้ครูมีบทบาทสาคัญในการเป็นผู้นาวิจัยและพัฒนาไปพร้อมกับการ
เรียนการสอนในชั้นเรียนของตนเอง เป็นแนวทางสาหรับการแก้ปัญหา เพ่ือให้สอดคล้องกับสาระการ
เรียนรู้ รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ เพื่อให้ครูทุกคนได้มีการวางแผนการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม
กับนักเรียนและสภาพ แวดล้อมของโรงเรียน ตลอดทั้งให้มีการใช้ส่ือแหล่งเรียนรู้ในท้องถ่ิน มีวิธีการ
วดั ผลและประเมินผล ควบคู่กันไปตามสภาพปัจจัยของโรงเรียนอย่างเตม็ ตามกาลังความสามารถเท่าที่
ครูที่จะสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มศักยภาพของตนเอง

ภายในเล่มประกอบด้วย เรียนรู้อะไรในวทิ ยาศาสตร์ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ คุณภาพ
ผู้เรียน ผลการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้เพม่ิ เติม หน่วยการเรียน คาอธิบายรายวิชา โครงสรา้ งรายวชิ า
การออกแบบหนว่ ยการเรียนรู้ การวดั ผลประเมินผล

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนครูและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ควรมีส่วน
ร่วมเป็นพลังเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ช่วยกันจัดการศึกษารายวิชาวิทยาศาสตร์อย่างมี
ประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ลสบื ไป

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
โรงเรียนนางรอง

สารบญั ข

บทนา หน้า
เปา้ หมายของวทิ ยาศาสตร์ 1
เรยี นรอู้ ะไรในวิทยาศาสตร์ 1
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ 2
คุณภาพผเู้ รียน 3
จบชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๓ 4
4
ตวั ชี้วัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง 6
สาระท่ี ๑ วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 8
สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ 31
สาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ 42
โครงสร้างหลกั สูตรระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนต้น 52
คาอธิบายรายวชิ าระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น 53
หนว่ ยการเรยี นรู้ 59
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี 65
โครงสรา้ งหลกั สูตรระดับชนั้ มธั ยมศึกษาตอนตน้ 72
คาอธบิ ายรายวิชาระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาตอนตน้ 75
หนว่ ยการเรยี นรู้ 78
93
คณะผู้จดั ทา



บทนา

ตัวช้วี ดั และสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรุง
พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ นไ้ี ดก้ าหนดสาระ
การเรยี นรูอ้ อกเปน็ ๔ สาระ ไดแ้ ก่ สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ และสาระท่ี ๔ เทคโนโลยี มีสาระเพิ่มเตมิ ๔ สาระ ไดแ้ ก่
สาระชีววิทยาสาระเคมสี าระฟสิ ิกสแ์ ละสาระโลกดาราศาสตร์และอวกาศซึง่ องค์ประกอบของหลกั สตู ร
ทั้งในด้านของเนื้อหา การจดั การเรยี นการสอน และการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรนู้ น้ั มคี วามสาคญั
อยา่ งยง่ิ ในการวางรากฐานการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตรข์ องผู้เรียนในแตล่ ะระดบั ช้ัน ให้มีความต่อเนือ่ ง
เช่อื มโยงกนั ตั้งแตช่ ั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๑ จนถึงชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๖ สาหรับกลมุ่ สาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ไดก้ าหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ทีผ่ ู้เรยี นจาเปน็ ตอ้ งเรยี นเป็นพืน้ ฐาน
เพอื่ ใหส้ ามารถนาความรู้นไี้ ปใชใ้ นการดารงชีวิตหรอื ศึกษาตอ่ ในวชิ าชีพทีต่ ้องใช้วิทยาศาสตรไ์ ดโ้ ดยจดั
เรยี งลาดบั ความยากง่ายของเนอื้ หาแตล่ ะสาระในแต่ละระดับช้ันให้มีการเชอื่ มโยงความรูก้ ับ
กระบวนการเรยี นรแู้ ละการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีสง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รียนพฒั นาความคดิ ทงั้ ความคดิ เปน็ เหตุ
เป็นผล คดิ สร้างสรรค์ คดิ วิเคราะหว์ จิ ารณ์ มที กั ษะที่สาคญั ทัง้ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
และทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในการค้นควา้ และสรา้ งองค์ความรูด้ ว้ ยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้
สามารถแก้ปญั หาอยา่ งเป็นระบบ สามารถตัดสนิ ใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจกั ษพ์ ยานท่ี
ตรวจสอบได้

สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี(สสวท.) ตระหนักถงึ ความสาคัญ
ของการจัดการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรท์ ีม่ ่งุ หวงั ใหเ้ กิดผลสัมฤทธ์ิตอ่ ผู้เรียนมากที่สดุ จงึ ไดจ้ ดั ทาตวั ช้ีวดั
และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ข้นึ เพื่อใหส้ ถานศกึ ษา ครูผสู้ อน
ตลอดจนหน่วยงานตา่ ง ๆ ไดใ้ ชเ้ ป็นแนวทางในการพฒั นาหนงั สือเรยี น คมู่ ือครูส่อื ประกอบการเรียน
การสอน ตลอดจนการวดั และประเมินผล โดยตวั ชี้วัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง กล่มุ สาระ
การเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ทีจ่ ัดทาข้ึนนีไ้ ด้ปรบั ปรุงเพ่ือใหม้ ีความสอดคลอ้ งและเชื่อมโยงกนั ภายในสาระ
การเรียนรู้เดียวกนั และระหว่างสาระการเรยี นร้ใู นกลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ตลอดจน
การเชื่อมโยงเนอ้ื หาความรูท้ างวิทยาศาสตรก์ ับคณติ ศาสตร์ดว้ ย นอกจากนีย้ ังไดป้ รบั ปรงุ เพอ่ื ใหม้ ี
ความทันสมัยต่อการเปลย่ี นแปลง และความเจริญกา้ วหนา้ ของวิทยาการต่าง ๆ และทดั เทียมกบั
นานาชาติ

เป้าหมายของวทิ ยาศาสตร์

ในการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรม์ งุ่ เน้นใหผ้ เู้ รยี นได้ค้นพบความรดู้ ้วยตนเองมากทีส่ ุดเพอ่ื ให้ได้
ท้ังกระบวนการและความร้จู ากวธิ ีการสงั เกต การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แลว้ นาผลท่ีได้มา
จัดระบบเปน็ หลักการ แนวคดิ และองค์ความรู้



การจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์จึงมเี ป้าหมายทส่ี าคญั ดังนี้
๑. เพอื่ ใหเ้ ข้าใจหลกั การ ทฤษฎีและกฎที่เป็นพืน้ ฐานในวิชาวทิ ยาศาสตร์
๒. เพ่ือใหเ้ ขา้ ใจขอบเขตของธรรมชาติของวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละข้อจากดั ในการศึกษาวิชา
วทิ ยาศาสตร์
๓. เพอ่ื ให้มที ักษะทสี่ าคัญในการศกึ ษาคน้ คว้าและคิดค้นทางเทคโนโลยี
๔. เพือ่ ใหต้ ระหนักถงึ ความสมั พันธร์ ะหวา่ งวิชาวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยมี วลมนษุ ย์
และสภาพแวดล้อมในเชิงทมี่ อี ิทธิพลและผลกระทบซึ่งกนั และกัน
๕. เพอื่ นาความรคู้ วามเขา้ ใจ ในวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชนต์ ่อสงั คม
และการดารงชีวติ
๖. เพอ่ื พฒั นากระบวนการคดิ และจนิ ตนาการ ความสามารถในการแก้ปญั หา และการจดั การ
ทกั ษะในการสอื่ สาร และความสามารถในการตัดสินใจ
๗. เพ่อื ให้เป็นผู้ทมี่ ีจติ วทิ ยาศาสตร์ มคี ุณธรรมจรยิ ธรรม และคา่ นยิ มในการใช้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยอี ย่างสรา้ งสรรค์

เรียนร้อู ะไรในวทิ ยาศาสตร์

กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวงั ใหผ้ เู้ รียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ท่ีเน้นการเชอ่ื มโยง
ความร้กู ับกระบวนการ มีทกั ษะสาคญั ในการค้นควา้ และสรา้ งองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการ
สบื เสาะหาความรูแ้ ละแกป้ ญั หาที่หลากหลาย ใหผ้ ูเ้ รียนมีสว่ นรว่ มในการเรยี นรทู้ กุ ขน้ั ตอน มีการทา
กจิ กรรมด้วยการลงมอื ปฏิบัติจริงอย่างหลากหลายเหมาะสมกบั ระดบั ชั้นโดยกาหนดสาระสาคัญ ดงั น้ี

✧ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ เรยี นรเู้ กี่ยวกับ ชวี ิตในส่งิ แวดลอ้ ม องค์ประกอบของส่งิ มีชวี ิต
การดารงชวี ิตของมนุษยแ์ ละสัตว์การดารงชีวิตของพืช พนั ธกุ รรม ความหลากหลายทางชีวภาพ
และวิวฒั นาการของสง่ิ มีชวี ติ

✧ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ เรียนรู้เกย่ี วกับ ธรรมชาตขิ องสาร การเปล่ียนแปลงของสาร
การเคลื่อนที่ พลงั งาน และคลื่น

✧ วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ เรยี นรู้เกยี่ วกบั องค์ประกอบของเอกภพ ปฏสิ มั พันธ์ ภายใน
ระบบสุรยิ ะ เทคโนโลยอี วกาศ ระบบโลก การเปลีย่ นแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปล่ียนแปลง
ลมฟา้ อากาศ และผลต่อสิ่งมชี วี ติ และสง่ิ แวดลอ้ ม

✧ เทคโนโลยี
● การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เกีย่ วกับ เทคโนโลยเี พื่อการดารงชีวิตในสังคมทีม่ กี าร
เปลีย่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ ใช้ความรู้และทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณติ ศาสตร์และศาสตร์อ่นื ๆ
เพ่อื แกป้ ัญหาหรือพฒั นางานอย่างมีความคดิ สรา้ งสรรคด์ ว้ ยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
เลอื กใชเ้ ทคโนโลยีอยา่ งเหมาะสมโดยคานึงถึงผลกระทบตอ่ ชีวิต สังคม และส่งิ แวดล้อม
● วิทยาการคานวณ เรียนรเู้ กยี่ วกับ การคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์แกป้ ญั หาเปน็ ขัน้ ตอน
และเปน็ ระบบ ประยกุ ต์ใช้ความร้ดู า้ นวิทยาการคอมพวิ เตอรแ์ ละเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ในการแกป้ ัญหาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธภิ าพ



สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้

สาระท่ี ๑ วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหวา่ งส่งิ ไม่มีชวี ติ กบั ส่งิ มชี ีวิต

และความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสงิ่ มชี วี ติ กับสิ่งมีชีวิตตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศการถา่ ยทอด
พลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนทีใ่ นระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหา
และผลกระทบทม่ี ีตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ มแนวทางในการอนุรกั ษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติและการแก้ไขปญั หาส่งิ แวดลอ้ มรวมทง้ั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เขา้ ใจสมบตั ิของสิง่ มชี ีวิต หน่วยพื้นฐานของส่ิงมชี ีวิต การลาเลยี งสารเขา้ และออกจาก
เซลล์ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆของสตั ว์และมนุษยท์ ี่
ทางานสัมพนั ธก์ นั ความสัมพนั ธ์ของโครงสร้างและหน้าทข่ี องอวยั วะตา่ ง ๆ ของพืช
ท่ีทางานสมั พันธก์ ัน รวมทง้ั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสาคญั ของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
สารพันธกุ รรม การเปลย่ี นแปลงทางพนั ธุกรรมท่ีมีผลตอ่ สง่ิ มชี ีวติ ความหลากหลาย
ทางชวี ภาพและวิวัฒนาการของส่งิ มชี ีวติ รวมทงั้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบตั ิของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พนั ธร์ ะหว่างสมบตั ขิ องสสาร
กบั โครงสรา้ งและแรงยึดเหนย่ี วระหวา่ งอนุภาค หลกั และธรรมชาตขิ องการ
เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี
มาตรฐาน ว ๒.๒ เขา้ ใจธรรมชาติของแรงในชวี ติ ประจาวนั ผลของแรงทกี่ ระทาต่อวัตถุ ลักษณะ
การเคล่ือนทีแ่ บบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทัง้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลยี่ นแปลงและการถา่ ยโอนพลังงานปฏิสมั พันธ์
ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลงั งานในชีวิตประจาวนั ธรรมชาตขิ องคลนื่
ปรากฏการณ์ทเ่ี กย่ี วข้องกับเสียง แสง และคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ รวมทัง้ นาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี
ดาวฤกษ์และระบบสุรยิ ะ รวมท้งั ปฏิสมั พันธภ์ ายในระบบสรุ ิยะทีส่ ง่ ผลต่อส่งิ มีชวี ติ
และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยอี วกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เขา้ ใจองค์ประกอบและความสมั พันธข์ องระบบโลก กระบวนการเปลยี่ นแปลง
ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพบิ ตั ิภยั กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟา้ อากาศ
และภูมอิ ากาศโลกรวมทัง้ ผลต่อสิง่ มชี วี ิตและสิ่งแวดลอ้ ม



สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เขา้ ใจแนวคดิ หลกั ของเทคโนโลยเี พอ่ื การดารงชีวิตในสังคมทมี่ กี ารเปล่ียนแปลง

อย่างรวดเรว็ ใชค้ วามรูแ้ ละทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตรแ์ ละศาสตรอ์ ืน่ ๆ
เพื่อแก้ปัญหาหรอื พฒั นางานอย่างมีความคดิ สรา้ งสรรค์ดว้ ยกระบวนการออกแบบ

เชิงวิศวกรรม เลือกใชเ้ ทคโนโลยอี ย่างเหมาะสมโดยคานึงถึงผลกระทบต่อชวี ิต สงั คม
และสงิ่ แวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใชแ้ นวคิดเชงิ คานวณในการแก้ปญั หาที่พบในชวี ติ จรงิ อย่างเป็นขัน้ ตอน
และเปน็ ระบบ ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรูก้ ารทางาน
และการแกป้ ญั หาได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ รู้เท่าทนั และมจี ริยธรรม

คุณภาพผู้เรยี น

จบช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓
❖ เข้าใจลกั ษณะและองคป์ ระกอบท่ีสาคญั ของเซลลส์ ิ่งมชี ีวิต ความสัมพนั ธ์ของการ

ทางานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์การดารงชีวิตของพืช การถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม
การเปลยี่ นแปลงของยนี หรือโครโมโซม และตัวอยา่ งโรคท่ีเกิดจากการเปลีย่ นแปลงทางพันธกุ รรม
ประโยชน์และผลกระทบของสิง่ มชี วี ิตดัดแปรพันธกุ รรม ความหลากหลายทางชวี ภาพ ปฏสิ มั พนั ธ์
ขององคป์ ระกอบของระบบนเิ วศและการถา่ ยทอดพลงั งานในสิ่งมีชวี ิต

❖ เขา้ ใจองค์ประกอบและสมบัติของธาตุ สารละลาย สารบรสิ ุทธิ์ สารผสม หลักการแยกสาร
การเปลี่ยนแปลงของสารในรปู แบบของการเปลีย่ นสถานะ การเกิดสารละลายและการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
และสมบตั ิทางกายภาพ และการใชป้ ระโยชนข์ องวัสดุประเภทพอลเิ มอร์ เซรามิก และวสั ดผุ สม

❖ เข้าใจการเคลือ่ นที่ แรงลพั ธ์และผลของแรงลพั ธ์กระทาต่อวตั ถุ โมเมนตข์ องแรง แรงที่
ปรากฏในชวี ิตประจาวัน สนามของแรง ความสัมพันธ์ของงาน พลงั งานจลน์ พลังงานศักยโ์ นม้ ถ่วง
กฎการอนรุ กั ษพ์ ลังงาน การถ่ายโอนพลงั งาน สมดลุ ความร้อน ความสัมพนั ธข์ องปริมาณทางไฟฟ้า
การตอ่ วงจรไฟฟา้ ในบ้าน พลังงานไฟฟ้า และหลกั การเบ้ืองต้นของวงจรอิเลก็ ทรอนกิ ส์

❖ เขา้ ใจสมบตั ิของคลนื่ และลกั ษณะของคลืน่ แบบต่าง ๆ แสง การสะทอ้ น การหกั เห
ของแสงและทศั นอปุ กรณ์

❖ เข้าใจการโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทติ ย์ การเกดิ ฤดู การเคลอื่ นที่ ปรากฏของ
ดวงอาทิตยก์ ารเกิดขา้ งขนึ้ ขา้ งแรม การข้ึนและตกของดวงจนั ทรก์ ารเกดิ นา้ ข้ึนน้าลง ประโยชน์ของ
เทคโนโลยอี วกาศและความกา้ วหนา้ ของโครงการสารวจอวกาศ

❖ เขา้ ใจลกั ษณะของชัน้ บรรยากาศ องค์ประกอบและปัจจยั ทม่ี ผี ลตอ่ ลมฟ้าอากาศ การเกิด
และผลกระทบของพายฟุ ้าคะนอง พายหุ มุนเขตรอ้ น การพยากรณอ์ ากาศ สถานการณ์การเปล่ียนแปลง
ภมู ิอากาศโลก กระบวนการเกิดเชอื้ เพลิงซากดกึ ดาบรรพแ์ ละการใชป้ ระโยชน์พลังงานทดแทนและการ
ใช้ประโยชนล์ กั ษณะโครงสรา้ งภายในโลก กระบวนการเปล่ยี นแปลงทางธรณีวิทยาบนผิวโลก ลกั ษณะ
ชัน้ หนา้ ตัดดนิ กระบวนการเกิดดนิ แหลง่ นา้ ผวิ ดนิ แหลง่ นา้ ใต้ดนิ กระบวนการเกดิ และผลกระทบ
ของภยั ธรรมชาติและธรณพี ิบตั ภิ ัย



❖ เขา้ ใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยกี ารเปล่ยี นแปลงของ
เทคโนโลยีความสัมพันธร์ ะหว่างเทคโนโลยีกบั ศาสตร์อ่ืน โดยเฉพาะวทิ ยาศาสตร์ หรอื คณติ ศาสตร์
วิเคราะห์ เปรียบเทยี บ และตดั สินใจเพ่อื เลือกใชเ้ ทคโนโลยโี ดยคานงึ ถึงผลกระทบตอ่ ชีวติ สังคม และ
ส่งิ แวดล้อม ประยุกตใ์ ชค้ วามรู้ทกั ษะ และทรัพยากรเพ่ือออกแบบและสร้างผลงานสาหรับการแก้ปญั หา
ในชวี ติ ประจาวันหรอื การประกอบอาชพี โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม รวมทัง้ เลือกใชว้ ัสดุ
อปุ กรณแ์ ละเครอ่ื งมือไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง เหมาะสม ปลอดภยั รวมทง้ั คานงึ ถึงทรัพย์สินทางปญั ญา

❖ นาข้อมูลปฐมภมู เิ ขา้ สูร่ ะบบคอมพวิ เตอร์ วเิ คราะห์ ประเมิน นาเสนอขอ้ มลู และ
สารสนเทศไดต้ ามวตั ถุประสงค์ ใชท้ กั ษะการคิดเชงิ คานวณในการแก้ปญั หาท่ีพบในชวี ติ จรงิ และเขยี น
โปรแกรมอย่างงา่ ยเพื่อช่วยในการแกป้ ญั หา ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารอย่างรูเ้ ทา่ ทัน
และรับผิดชอบตอ่ สังคม

❖ ต้ังคาถามหรอื กาหนดปญั หาที่เช่ือมโยงกบั พยานหลักฐาน หรือหลักการทางวทิ ยาศาสตร์
ท่ีมกี ารกาหนดและควบคมุ ตวั แปร คิดคาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สรา้ งสมมติฐานท่ีสามารถนาไปสู่
การสารวจตรวจสอบ ออกแบบและลงมอื สารวจตรวจสอบโดยใชว้ สั ดุและเคร่อื งมือท่เี หมาะสม เลือกใช้
เครอื่ งมือและเทคโนโลยีสารสนเทศทเ่ี หมาะสมในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลทง้ั ในเชงิ ปริมาณและคุณภาพ
ทีไ่ ดผ้ ลเทีย่ งตรงและปลอดภัย

❖ วเิ คราะหแ์ ละประเมินความสอดคลอ้ งของขอ้ มูลทไี่ ด้จากการสารวจตรวจสอบจาก
พยานหลกั ฐาน โดยใชค้ วามรแู้ ละหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการแปลความหมายและลงข้อสรุป
และสอ่ื สารความคดิ ความรู้จากผลการสารวจตรวจสอบหลากหลายรูปแบบ หรอื ใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศเพอื่ ใหผ้ อู้ ืน่ เข้าใจได้อย่างเหมาะสม

❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งม่ัน รับผิดชอบ รอบคอบ และซ่อื สตั ย์ ในสง่ิ ทีจ่ ะเรียนรู้ มีความคดิ
สรา้ งสรรคเ์ ก่ียวกับเรอ่ื งทีจ่ ะศึกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใชเ้ ครอ่ื งมือและวธิ ีการที่ให้ได้ผล
ถูกตอ้ ง เชอ่ื ถอื ได้ศกึ ษาค้นควา้ เพ่ิมเติมจากแหลง่ ความรตู้ า่ ง ๆ แสดงความคิดเห็นของตนเอง รบั ฟงั
ความคดิ เห็นผอู้ ืน่ และยอมรบั การเปลี่ยนแปลงความรู้ท่คี น้ พบ เมอื่ มีข้อมูลและประจกั ษ์พยานใหม่
เพิ่มขนึ้ หรือโต้แยง้ จากเดมิ

❖ ตระหนักในคุณคา่ ของความรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยที ี่ใช้ในชวี ิตประจาวนั ใช้ความรู้
และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีในการดารงชีวติ และการประกอบอาชีพแสดงความ
ชนื่ ชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผคู้ ดิ ค้น เข้าใจผลกระทบทง้ั ด้านบวกและดา้ นลบของการ
พฒั นาทางวิทยาศาสตร์ต่อส่งิ แวดลอ้ มและต่อบริบทอื่น ๆ และศึกษาหาความรูเ้ พิม่ เตมิ ทาโครงงาน
หรือสร้างชน้ิ งานตามความสนใจ

❖ แสดงถึงความซาบซึง้ หว่ งใย มพี ฤตกิ รรมเกย่ี วกบั การดแู ลรกั ษาความสมดุลของระบบ
นิเวศ และความหลากหลายทางชวี ภาพ



ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

สาระที่ ๑ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสง่ิ ไม่มชี วี ิต

กับสิ่งมีชีวติ และความสัมพนั ธ์ระหว่างสิ่งมชี วี ติ กบั สง่ิ มชี ีวติ ตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน
การเปลย่ี นแปลงแทนที่ในระบบนเิ วศ ความหมายของประชากรปญั หา และผลกระทบท่ีมตี ่อ
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม แนวทางในการอนรุ กั ษ์ ทรัพยากร ธรรมชาติ และการแกไ้ ขปัญหา
ส่ิงแวดล้อมรวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์

ช้นั ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.๓ ๑. อธิบายปฏสิ มั พันธ์ของ - ระบบนิเวศประกอบดว้ ยองค์ประกอบทีม่ ีชีวิต

องค์ประกอบ ของระบบนิเวศทไ่ี ด้ เช่น พืช สัตว์ จุลนิ ทรยี ์ และองคป์ ระกอบท่ี

จากการสารวจ ไมม่ ชี ีวติ เชน่ แสง น้า อณุ หภมู ิ แรธ่ าตุ แก๊ส

องคป์ ระกอบเหล่านี้ มปี ฏิสมั พันธก์ นั เช่น

พืชตอ้ งการแสง นา้ และแกส๊

คาร์บอนไดออกไซด์ ในการสร้างอาหาร สัตว์

ต้องการอาหาร และสภาพแวดลอ้ ม ท่ี

เหมาะสม ในการดารงชวี ิตเชน่ อณุ หภมู ิ

ความช้ืน องคป์ ระกอบ ทัง้ สองส่วนนี้ จะต้อง

มีความสัมพันธ์กัน อย่างเหมาะสม ระบบ

นเิ วศ จึงจะสามารถคงอยู่ตอ่ ไปได้

๒. อธิบายรูปแบบความสัมพันธ์ ระหวา่ ง -สง่ิ มชี ีวิตกับสิง่ มีชีวติ มีความสัมพันธก์ นั ใน
สิง่ มชี วี ติ กับสิง่ มีชวี ิต รูปแบบต่าง ๆ ใน รปู แบบต่าง ๆ เชน่ ภาวะพ่งึ พากนั ภาวะองิ
แหลง่ ที่อยู่ เดยี วกัน ท่ีไดจ้ ากการสารวจ อาศัยภาวะเหย่ือกบั ผู้ลา่ ภาวะปรสิต

-สง่ิ มชี ีวติ ชนิดเดยี วกันท่อี าศยั อยรู่ ่วมกัน ใน

แหลง่ ทีอ่ ยูเ่ ดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน

เรียกว่าประชากร

- กลุม่ สง่ิ มชี ีวิตประกอบด้วยประชากรของ
สิ่งมีชวี ิตหลาย ๆ



ชน้ั ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๓ ๓. สรา้ งแบบจาลองในการอธบิ าย -กลมุ่ สิ่งมชี วี ติ ในระบบนเิ วศแบง่ ตาม

การถา่ ยทอด พลงั งานในสายใยอาหาร หน้าที่ได้เป็น ๓ กล่มุ ได้แก่ ผูผ้ ลติ ผู้บรโิ ภค
๔.อธบิ ายความสมั พนั ธ์ของผผู้ ลติ
ผบู้ รโิ ภค และผยู้ ่อยสลายสารอนิ ทรยี ์ ใน และผยู้ อ่ ยสลายสารอนิ ทรยี ์ สิ่งมชี ีวติ ทั้ง ๓
ระบบนิเวศ กลมุ่ นี้ มีความสัมพนั ธ์กัน ผู้ผลิตเป็น
๕. อธบิ ายการสะสมสารพษิ ในสิ่งมีชีวิต ส่งิ มีชวี ติ ทีส่ ร้างอาหารไดเ้ อง โดย

ในโซอ่ าหาร กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง ผ้บู ริโภค

๖. ตระหนกั ถึงความสัมพนั ธ์ของสง่ิ มี เปน็ ส่ิงมชี วี ิตทไ่ี มส่ ามารถสร้างอาหารไดเ้ อง

ชวี ติ และสง่ิ แวดล้อมในระบบนิเวศ โดย และต้องกินผู้ผลติ หรอื ส่ิงมีชีวิตอื่นเปน็
ไมท่ าลายสมดลุ ของระบบนิเวศ
อาหาร เมอ่ื ผู้ผลติ และผบู้ ิรโภคตายลง จะถูก

ย่อยโดยผู้ยอ่ ยสลายสารอินทรีย์ซง่ึ จะเปล่ียน

สารอินทรีย์เปน็ สารอนนิ ทรีย์ กลบั คืนสู่

สง่ิ แวดลอ้ ม ทาใหเ้ กดิ การหมุนเวียนสาร

เปน็ วัฏจักร จานวนผผู้ ลิต ผูบ้ รโิ ภค และ

ผู้ยอ่ ยสลายสารอนิ ทรยี ์ จะต้องมี

ความเหมาะสม จึงทาให้กลมุ่ สิ่งมีชวี ิตอย่ไู ด้

อยา่ งสมดุล

- พลงั งานถูกถ่ายทอดจากผู้ผลิตไปยัง

ผู้บริโภค ลาดบั ตา่ งๆ รวมท้ังผ้ยู ่อยสลาย

สารอินทรีย์ในรูปแบบสายใยท่ปี ระกอบดว้ ย

โซอ่ าหารหลายโซท่ ่สี มั พันธก์ ันในการ

ถ่ายทอดพลังงานในโซอ่ าหาร พลงั งาน ที่ถูก

ถ่ายทอดไปจะลดลงเรื่อยๆตามลาดบั

การบริโภค

- การถ่ายทอดพลังงานในระบบนเิ วศ อาจทา

ให้สารพษิ มกี ารสะสมอย่ใู นสิ่งมชี ีวิตได้ จน

อาจก่อให้เกิดอันตรายตอ่ ส่ิงมีชวี ติ และ

ทาลายสมดุลในระบบนิเวศ ดังน้นั การดแู ล

รักษาระบบนเิ วศให้เกิดสมดุล และคงอยู่

ตลอดไปจึงเปน็ สงิ่ สาคญั



สาระท่ี ๑ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๒ เขา้ ใจสมบตั ิของสงิ่ มชี วี ติ หนว่ ยพ้นื ฐานของสิง่ มชี ีวิต การลาเลยี งสารเขา้ และออกจาก

เซลล์ ความสมั พันธ์ของโครงสร้างและหน้าทข่ี องระบบตา่ ง ๆของสตั วแ์ ละมนุษย์ที่ทางาน
สัมพนั ธก์ ัน ความสมั พันธ์ของโครงสรา้ งและหน้าทข่ี องอวัยวะตา่ ง ๆ ของพืชท่ที างานสมั พนั ธ์
กัน รวมท้ังนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ชน้ั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

ม.๑ ๑. เปรยี บเทียบรปู ร่าง ลกั ษณะ และ • เซลลเ์ ป็นหนว่ ยพืน้ ฐานของสิ่งมีชีวติ ส่ิงมชี ีวิต
โครงสร้างของเซลล์พืชและเซลล์สตั ว์รวมทั้ง บางชนิดมีเซลลเ์ พียงเซลลเ์ ดยี ว เช่น อะมีบา
บรรยายหนา้ ที่ของผนังเซลล์เยอื่ ห้มุ เซลล์ พารามเี ซียม ยสี ต์บางชนิดมีหลายเซลล์เชน่
ไซโทพลาซึม นิวเคลียส แวควิ โอล พืช สตั ว์
ไมโทคอนเดรียและคลอโรพลาสต์ • โครงสรา้ งพื้นฐานทพี่ บทั้งในเซลลพ์ ชื และ
๒. ใชก้ ลอ้ งจุลทรรศนใ์ ช้แสงศกึ ษาเซลล์ เซลลส์ ตั ว์และสามารถสงั เกตได้ดว้ ยกลอ้ ง
และโครงสรา้ งตา่ ง ๆ ภายในเซลล์ จุลทรรศน์ใชแ้ สง ได้แก่ เยือ่ หุม้ เซลล์
ไซโทพลาซมึ และนิวเคลียส โครงสรา้ งท่ีพบใน
เซลลพ์ ืชแต่ไมพ่ บในเซลล์สัตว์ ไดแ้ ก่ผนังเซลล์
และคลอโรพลาสต์
• โครงสร้างต่างๆของเซลล์มีหน้าทีแ่ ตกตา่ งกนั
- ผนังเซลล์ทาหน้าท่ใี หค้ วามแขง็ แรงแก่เซลล์
- เย่ือหมุ้ เซลล์ทาหนา้ ทีห่ ่อหุ้มเซลลแ์ ละ
ควบคุม การลาเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์
- นวิ เคลียส ทาหน้าท่ีควบคุมการทางานของ
เซลล์
- ไซโทพลาซมึ มอี อร์แกเนลล์ทีท่ าหน้าที่
แตกต่างกัน
- แวคิวโอล ทาหนา้ ทเ่ี กบ็ ํนา้ และสารตา่ ง ๆ
- ไมโทคอนเดรีย ทาหน้าทเี่ กย่ี วกับการสลาย
สารอาหารเพื่อใหไ้ ดพ้ ลงั งานแกเ่ ซลล์
- คลอโรพลาสตเ์ ปน็ แหล่งท่เี กดิ การสังเคราะห์
ด้วยแสง



ชน้ั ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.๑ ๓. อธบิ ายความสมั พันธร์ ะหว่างรปู รา่ ง • เซลล์ของส่ิงมีชีวติ มรี ูปรา่ ง ลักษณะ ที่

กบั การทาหนา้ ท่ีของเซลล์ หลากหลายและมคี วามเหมาะสมกับหนา้ ทข่ี อง

เซลล์นนั้ เชน่ เซลลป์ ระสาทสว่ นใหญ่ มเี ส้นใย

ประสาทเป็นแขนงยาว นากระแสประสาทไป

ยงั เซลล์อนื่ ๆ ท่ีอย่ไู กลออกไป เซลลข์ นราก

เป็นเซลลผ์ ิวของรากทีม่ ผี นังเซลลแ์ ละเยือ่ หมุ้

เซลล์ย่นื ยาวออกมาลกั ษณะคล้ายขนเส้น

เลก็ ๆ เพื่อเพม่ิ พน้ื ทีผ่ วิ ในการดูดน้าาและธาตุ

อาหาร

๔. อธบิ ายการจัดระบบของสิง่ มีชีวติ โดยเร่ิม • พืชและสัตวเ์ ป็นสง่ิ มีชวี ติ หลายเซลล์มีการจดั

จากเซลล์เน้อื เยือ่ อวยั วะ ระบบอวัยวะ ระบบ โดยเรมิ่ จากเซลลไ์ ปเปน็ เนอ้ื เยือ่ อวัยวะ

จนเปน็ สิง่ มีชีวิต ระบบอวยั วะและสง่ิ มชี วี ติ ตามลาดับ เซลล์

หลายเซลลม์ ารวมกันเปน็ เนอ้ื เยอ่ื เนื้อเยือ่

หลายชนดิ มารวมกนั และทางานร่วมกนั เป็น

อวัยวะอวยั วะต่างๆ ทางานรว่ มกันเปน็ ระบบ

อวัยวะ ระบบอวัยวะทุกระบบทางานรว่ มกัน

เปน็ ส่งิ มีชวี ิต

๕. อธิบายกระบวนการแพรแ่ ละออสโมซสิ • เซลลม์ ีการนาสารเข้าสูเ่ ซลลเ์ พื่อใช้ใน

จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษแ์ ละยกตัวอย่างการ กระบวนการต่าง ๆ ของเซลลแ์ ละมกี ารขจดั

แพรแ่ ละออสโมซสิ ในชวี ิตประจาวัน สารบางอยา่ งท่เี ซลล์ไม่ต้องการออกนอกเซลล์

การนาสารเข้าและออกจากเซลล์มหี ลายวิธี

เชน่ การแพร่ เปน็ การเคล่ือนทขี่ องสารจาก

บรเิ วณทีม่ คี วามเข้มขน้ ของสารสงู ไปสบู่ ริเวณ

ที่มีความเข้มขน้ ของสารต่า สว่ นออสโมซิส

เป็นการแพรข่ องนา้ ผา่ นเยอื่ ห้มุ เซลล์จากด้านที่

มคี วามเข้มขน้ ของสารละลายตา่ ยงั ดา้ นทมี่ ี

ความเข้มขน้ ของสารละลายสูงกว่า

๖. ระบปุ ัจจัยที่จาเป็นในการสังเคราะห์ดว้ ย • กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพชื ที่

แสงและผลผลติ ทเี่ กิดขึ้นจากการสังเคราะห์ เกิดขึน้ ในคลอโรพลาสต์ จาเป็นตอ้ งใชแ้ สง

ด้วยแสงโดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซดค์ ลอโรฟลิ ลแ์ ละนา้

ผลผลติ ที่ได้จากการสังเคราะหด์ ้วยแสง ได้แก่

นา้ ตาลและแกส๊ ออกซเิ จน

๑๐

ช้นั ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.๑ ๗. อธบิ ายความสาคญั ของการสงั เคราะห์ • การสังเคราะห์ด้วยแสง เปน็ กระบวนการที่

ดว้ ยแสงของพืชต่อสิง่ มชี ีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม สาคญั ตอ่ ส่ิงมชี ีวติ เพราะเปน็ กระบวนการ

๘. ตระหนกั ในคุณคา่ ของพชื ท่ีมีต่อส่ิงมีชีวิต เดียวท่ีสามารถนาพลงั งานแสงมาเปล่ยี นเปน็

และส่งิ แวดลอ้ ม โดยการรว่ มกนั ปลูกและดแู ล พลังงานในรูปสารประกอบอนิ ทรยี แ์ ละเก็บ

รกั ษาต้นไม้ในโรงเรียนและชมุ ชน สะสมในรปู แบบต่าง ๆ ในโครงสร้างของพชื

พืชจึงเป็นแหล่งอาหารและพลงั งานทสี่ าคัญ

ของสิ่งมชี วี ติ อื่นนอกจากนก้ี ระบวนการ

สังเคราะห์ด้วยแสงยงั เปน็ กระบวนการหลกั ใน

การสร้างแกส๊ ออกซเิ จนใหก้ ับบรรยากาศ

เพอ่ื ใหส้ ง่ิ มีชวี ิตอ่ืน ใชใ้ นกระบวนการหายใจ

๙. บรรยายลักษณะและหน้าท่ขี องไซเล็มและ • พชื มีไซเล็มและโฟลเอ็ม ซ่ึงเป็นเนอื้ เยอ่ื

โฟลเอ็ม มลี กั ษณะคล้ายทอ่ เรียงตวั กันเป็นกลมุ่ เฉพาะที่

๑๐. เขียนแผนภาพท่ีบรรยายทศิ ทาง โดยไซเล็มทาหน้าท่ลี าเลียงํนา้ และธาตอุ าหาร

การลาเลียงสารในไซเลม็ และโฟลเอ็ม มีทิศทางลาเลยี งจากรากไปสลู่ าตน้ ใบ และ

ของพชื ส่วนต่างๆของพชื เพอ่ื ใชใ้ นการสงั เคราะห์ด้วย

แสงรวมถึงกระบวนการอืน่ ๆส่วนโฟลเอ็มทา

หน้าท่ลี าเลียงอาหารที่ไดจ้ ากการสงั เคราะห์

ด้วยแสงมที ิศทางลาเลยี งจากบริเวณท่มี ีการ

สังเคราะหด์ ้วยแสงไปสสู่ ว่ นตา่ งๆของพืช

๑๑.อธิบายการสบื พนั ธแ์ุ บบอาศยั เพศ และ • พืชดอกทกุ ชนดิ สามารถสบื พันธุแ์ บบอาศัย

ไมอ่ าศัยเพศของพืชดอก เพศได้และบางชนิดสามารถสืบพันธแุ์ บบไม่

๑๒. อธิบายลกั ษณะโครงสรา้ งของดอกทม่ี ี อาศยั เพศได้

ส่วนทาให้เกดิ การถ่ายเรณูรวมท้งั บรรยาย • การสบื พันธแุ์ บบอาศัยเพศเป็นการสืบพันธ์ุที่

การปฏิสนธิของพชื ดอก การเกิดผลและเมล็ด มีการผสมกนั ของสเปริ ม์ กับเซลล์ไข่การ

การกระจายเมล็ด และการงอกของเมล็ด สืบพันธุแ์ บบอาศยั เพศของพืชดอกเกดิ ขนึ้ ที่

ดอกโดยภายในอับเรณูของสว่ นเกสรเพศผู้มี

เรณูซ่ึงทาหน้าท่สี รา้ งสเปริ ม์ ภายในออวลุ ของ

ส่วนเกสรเพศเมียมีถงุ เอม็ บรโิ อ ทาหนา้ ที่สรา้ ง

เซลล์ไข่

• การสบื พนั ธแ์ุ บบไม่อาศัยเพศเปน็ การ

สืบพนั ธุท์ พี่ ืชต้นใหม่ไม่ได้เกิดจากการปฏสิ นธิ

ระหว่างสเปริ ์มกบั เซลล์ไขแ่ ต่เกิดจากสว่ น

ต่าง ๆ ของพืช เชน่ ราก ลาตน้ ใบ มกี าร

เจริญเตบิ โตและพัฒนาข้นึ มาเป็นตน้ ใหมไ่ ด้

๑๑

ชน้ั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ม.๑ ๑๓. ตระหนักถึงความสาคัญของสตั ว์ท่ชี ่วยใน • การถา่ ยเรณูคอื การเคลอื่ นยา้ ยของเรณูจาก

การถา่ ยเรณูของพชื ดอก โดยการไมท่ าลาย อับเรณไู ปยงั ยอดเกสรเพศเมีย ซง่ึ เกย่ี วข้องกบั

ชีวติ ของสตั วท์ ชี่ ว่ ยในการถา่ ยเรณู ลักษณะและโครงสร้างของดอก เชน่ สขี อง

กลีบดอก ตาแหน่งของเกสรเพศผูแ้ ละเกสร

เพศเมยี โดยมสี ิ่งที่ช่วยในการถา่ ยเรณู เช่น

แมลง ลม

• การถา่ ยเรณูจะนาไปสูก่ ารปฏิสนธซิ งึ่ จะ

เกิดขน้ึ ทีถ่ งุ เอม็ บริโอภายในออวุล หลังการ

ปฏสิ นธิจะได้ ไซโกต และเอนโดสเปิร์ม

ไซโกตจะพัฒนาตอ่ ไปเป็นเอ็มบรโิ อ ออวลุ

พฒั นาไปเป็นเมล็ด และรังไข่พฒั นาไปเป็นผล

• ผลและเมล็ดมีการกระจายออกจากตน้ เดิม

โดยวธิ กี ารต่าง ๆ เมื่อเมล็ดไปตกใน

สภาพแวดล้อมทเ่ี หมาะสมจะเกิดการงอกของ

เมล็ด โดยเอ็มบริโอ ภายในเมล็ดจะเจรญิ

ออกมา โดยระยะแรก จะอาศัยอาหารทสี่ ะสม

ภายในเมลด็ จนกระท่งั ใบแทพ้ ัฒนา

จนสามารถสังเคราะห์ดว้ ยแสงได้เตม็ ทีแ่ ละ

สร้างอาหารได้เองตามปกติ

๑๔. อธิบายความสาคัญของธาตุอาหาร • พืชต้องการธาตอุ าหารทีจ่ าเป็นหลายชนดิ ใน

บางชนดิ ทีม่ ีผลตอ่ การเจรญิ เติบโต การเจรญิ เติบโตและการดารงชวี ิต

และการดารงชีวติ ของพืช • พชื ตอ้ งการธาตุอาหารบางชนิดในปรมิ าณ

๑๕. เลอื กใชป้ ยุ๋ ทีม่ ีธาตอุ าหารเหมาะสมกับ มากไดแ้ ก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซยี ม

พืชในสถานการณท์ ่ีกาหนด แคลเซยี ม แมกนีเซียม และกามะถนั ซง่ึ ในดิน

อาจมีไม่เพียงพอ สาหรับการเจรญิ เติบโตของ

พชื จึงต้องมกี ารให้ธาตอุ าหารในรูปของปยุ๋ กบั

พชื อยา่ งเหมาะสม

๑๒

ชน้ั ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.๑ ๑๖. เลือกวิธีการขยายพนั ธพ์ุ ืชให้เหมาะสม • มนุษย์สามารถนาความรเู้ รอื่ งการสบื พันธ์ุ

กบั ความตอ้ งการของมนุษยโ์ ดยใชค้ วามรู้ แบบอาศยั เพศและไมอ่ าศัยเพศ มาใชใ้ นการ

เกยี่ วกบั การสืบพนั ธุ์ของพืช ขยายพันธุ์เพ่อื เพ่ิมจานวนพืช เช่น การใช้เมลด็

๑๗. อธบิ ายความสาคญั ของเทคโนโลยี ท่ไี ดจ้ ากการสบื พันธุแ์ บบอาศยั เพศมา

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยอื่ พชื ในการใช้ประโยชน์ เพาะเลยี้ ง วิธกี ารนจ้ี ะได้พชื ในปริมาณมาก

ด้านตา่ ง ๆ แต่อาจมลี ักษณะท่แี ตกต่างไปจากพอ่ แม่ส่วน

๑๘. ตระหนกั ถงึ ประโยชน์ของการขยายพันธุ์ การตอนกิ่ง การปกั ชา การต่อก่งิ การติดตา

พชื โดยการนาความรไู้ ปใช้ในชีวิตประจาวัน การทาบกง่ิ การเพาะเล้ียงเนื้อเยอ่ื เป็นการนา

ความรเู้ รื่องการสืบพนั ธุ์แบบไมอ่ าศยั เพศของ

พชื มาใช้ในการขยายพนั ธ์ุ เพ่อื ใหไ้ ด้พชื ทม่ี ี

ลักษณะเหมอื นตน้ เดิม ซ่งึ การขยายพันธุ์

แตล่ ะวิธมี ขี ั้นตอนแตกตา่ งกัน จงึ ควรเลือกให้

เหมาะสมกบั ความต้องการของมนุษย์โดยต้อง

คานงึ ถึงชนิดของพืชและลกั ษณะการสบื พันธุ์

ของพชื

• เทคโนโลยีการเพาะเล้ยี งเนอื้ เยือ่ พชื เปน็ การ

นาความรู้เกี่ยวกับปจั จยั ทจี่ าเปน็ ตอ่ การ

เจรญิ เตบิ โตของพชื มาใช้ในการเพิม่ จานวนพืช

และทาให้พชื สามารถเจรญิ เตบิ โตได้ในหลอด

ทดลอง ซง่ึ จะได้พชื จานวนมากในระยะเวลา

สั้น และสามารถนาเทคโนโลยีการเพาะเล้ียง

เน้อื เย่อื มาประยุกต์เพอ่ื การอนุรกั ษพ์ นั ธกุ รรม

พืช ปรับปรุงพันธพุ์ ชื ท่ีมคี วามสาคัญทาง

เศรษฐกจิ การผลิตยาและสารสาคญั ในพชื

และอ่นื ๆ

๑๓

ช้นั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง

ม.๒ ๑. ระบอุ วยั วะและบรรยายหนา้ ท่ขี องอวยั วะ • ระบบหายใจมีอวยั วะต่าง ๆ ท่เี ก่ยี วข้อง

ทเ่ี กย่ี วขอ้ งในระบบหายใจ ไดแ้ ก่จมกู ทอ่ ลม ปอด กะบงั ลม และกระดกู

๒. อธิบายกลไกการหายใจเขา้ และออก ซ่โี ครง

โดยใช้แบบจาลอง รวมท้ังอธิบายกระบวนการ • มนุษย์หายใจเข้า เพือ่ นาแกส๊ ออกซเิ จนเข้าสู่

แลกเปลีย่ นแก๊ส ร่างกายเพ่อื นาไปใช้ในเซลล์ และหายใจออก

๓. ตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของระบบหายใจ เพอ่ื กาจัดแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ออกจาก

โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะ ร่างกาย

ในระบบหายใจใหท้ างานเป็นปกติ • อากาศเคล่อื นทเ่ี ขา้ และออกจากปอดได้

เนื่องจากการเปลยี่ นแปลงปรมิ าตรและความ

ดันของอากาศภายในชอ่ งอกซง่ึ เก่ยี วขอ้ งกับ

การทางานของกะบังลม และกระดูกซ่โี ครง

• การแลกเปลย่ี นแกส๊ ออกซิเจนกบั

แก๊สคาร์บอนไดออกไซดใ์ นรา่ งกาย เกิดขึ้น

บรเิ วณถงุ ลมในปอดกบั หลอดเลอื ดฝอย

ที่ถุงลม และระหว่างหลอดเลือดฝอยกับ

เนือ้ เยอ่ื

• การสบู บหุ ร่ี การสดู อากาศทีม่ ีสารปนเปอื้ น

และการเปน็ โรคเกีย่ วกบั ระบบหายใจบางโรค

อาจทาให้เกดิ โรคถงุ ลมโป่งพอง ซงึ่ มผี ลให้

ความจอุ ากาศของปอดลดลง ดงั นั้นจึงควรดูแล

รกั ษาระบบหายใจ ใหท้ าหนา้ ท่ีเปน็ ปกติ

๔. ระบอุ วัยวะและบรรยายหน้าทข่ี องอวัยวะ • ระบบขับถา่ ยมอี วยั วะท่เี ก่ยี วขอ้ ง คือ ไต

ในระบบขบั ถ่ายในการกาจดั ของเสยี ทางไต ท่อไต กระเพาะปสั สาวะ และทอ่ ปัสสาวะ

๕. ตระหนักถึงความสาคญั ของระบบขบั ถ่าย โดยมไี ตทาหนา้ ท่กี าจัดของเสีย เช่น ยเู รยี

ในการกาจัดของเสยี ทางไต โดยการบอก แอมโมเนีย กรดยรู ิก รวมทัง้ สารท่ีร่างกายไม่

แนวทางในการปฏิบัติตนท่ชี ่วยให้ระบบ ต้องการออกจากเลือด และควบคุมสารท่ีมีมาก

ขับถา่ ยทาหน้าทไี่ ด้อย่างปกติ หรอื นอ้ ยเกนิ ไป เชน่ นา้ โดยขับออกมาในรปู

ของปสั สาวะ

• การเลือกรบั ประทานอาหารทีเ่ หมาะสม เชน่

รับประทานอาหารทไี่ มม่ ีรสเคม็ จัด การดื่มนา้

สะอาดใหเ้ พียงพอ เปน็ แนวทางหนึง่ ทีช่ ว่ ยให้

ระบบขบั ถ่ายทาหนา้ ท่ไี ดอ้ ยา่ งปกติ

๑๔

ช้นั ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง

ม.๒ ๖. บรรยายโครงสรา้ งและหน้าท่ีของหัวใจ • ระบบหมุนเวียนเลอื ดประกอบด้วย หัวใจ

หลอดเลือด และเลือด หลอดเลอื ด และเลอื ด

๗. อธบิ ายการทางานของระบบหมนุ เวยี น • หัวใจของมนุษย์แบ่งเป็น ๔ หอ้ ง ไดแ้ ก่ หัวใจ

เลอื ดโดยใชแ้ บบจาลอง ห้องบน ๒ หอ้ ง และหอ้ งลา่ ง ๒ ห้อง ระหวา่ ง

หวั ใจหอ้ งบนและหวั ใจห้องลา่ งมีล้ินหัวใจกน้ั

• หลอดเลือด แบง่ เปน็ หลอดเลอื ดอาร์เตอรี

หลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอย ซึ่งมี

โครงสรา้ งตา่ งกัน

• เลือด ประกอบด้วย เซลลเ์ มด็ เลอื ด

เพลตเลตและพลาสมา

• การบีบและคลายตวั ของหวั ใจทาใหเ้ ลือด

หมุนเวียนและลาเลียงสารอาหาร แกส๊ ของ

เสีย และสารอื่น ๆ ไปยงั อวัยวะและเซลล์

ตา่ งๆ ทวั่ ร่างกาย

• เลือดทมี่ ปี รมิ าณแก๊สออกซเิ จนสูงจะออกจาก

หัวใจไปยังเซลล์ตา่ ง ๆ ทว่ั ร่างกาย

ขณะเดยี วกนั แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดจ์ าก

เซลลจ์ ะแพรเ่ ขา้ สู่เลอื ดและลาเลยี งกลับเขา้ สู่

หัวใจและถูกสง่ ไปแลกเปล่ียนแก๊สทป่ี อด

๘. ออกแบบการทดลองและทดลอง ในการ • ชพี จรบอกถงึ จงั หวะการเต้นของหวั ใจ

เปรยี บเทียบอัตราการเตน้ ของหวั ใจ ขณะ ซง่ึ อัตราการเต้นของหวั ใจในขณะปกตแิ ละ

ปกตแิ ละหลังทากจิ กรรม หลังจากทากิจกรรมต่าง ๆ จะแตกต่างกัน

๙. ตระหนกั ถึงความสาคญั ของระบบ สว่ นความดนั เลอื ด ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดเกิด

หมุนเวยี นเลือดโดยการบอกแนวทางในการ จากการทางานของหวั ใจและหลอดเลอื ด

ดูแลรักษาอวยั วะในระบบหมุนเวยี นเลอื ดให้ • อตั ราการเต้นของหวั ใจมีความแตกตา่ งกันใน

ทางานเปน็ ปกติ แตล่ ะบคุ คล คนทีเ่ ป็นโรคหวั ใจและหลอดเลอื ด

จะส่งผลทาให้หัวใจสูบฉีดเลอื ดไมเ่ ปน็ ปกติ

• การออกกาลงั กาย การเลอื กรับประทาน

อาหารการพกั ผ่อน และการรักษาภาวะ

อารมณ์ใหเ้ ปน็ ปกติ จงึ เป็นทางเลือกหนึ่งใน

การดูแลรักษาระบบหมนุ เวยี นเลอื ดให้เปน็

ปกติ

๑๕

ช้นั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.๒ ๑๐. ระบอุ วยั วะและบรรยายหนา้ ที่ของ • ระบบประสาทสว่ นกลาง ประกอบดว้ ยสมอง

อวยั วะในระบบประสาทส่วนกลางในการ และไขสนั หลัง จะทาหน้าที่ร่วมกบั

ควบคมุ การทางานต่าง ๆ ของรา่ งกาย เสน้ ประสาทซง่ึ เปน็ ระบบประสาทรอบนอก

๑๑. ตระหนักถึงความสาคัญของระบบ ในการควบคมุ การทางานของอวัยวะต่าง ๆ

ประสาทโดยการบอกแนวทางในการดแู ล รวมถงึ การแสดงพฤติกรรม เพือ่ การตอบสนอง

รักษา รวมถึงการป้องกนั การ ตอ่ สิง่ เร้า

กระทบกระเทือนและอันตราย • เมือ่ มีสงิ่ เร้ามากระตนุ้ หนว่ ยรับความรู้สึก

ตอ่ สมองและไขสันหลงั จะเกิดกระแสประสาทสง่ ไปตามเซลลป์ ระสาท

รบั ความรู้สกึ ไปยงั ระบบประสาทสว่ นกลาง

แล้วส่งกระแสประสาทมาตามเซลลป์ ระสาท

สง่ั การ ไปยงั หน่วยปฏบิ ัติงาน เช่น กล้ามเนอ้ื

• ระบบประสาทเปน็ ระบบทมี่ ีความซับซ้อน

และมีความสมั พนั ธ์กับทกุ ระบบในรา่ งกาย

ดังนั้นจงึ ควรป้องกันการเกดิ อบุ ตั เิ หตทุ ี่

กระทบกระเทือนต่อสมอง หลีกเลย่ี งการใช้

สารเสพติด หลกี เลี่ยงภาวะเครียด และ

รบั ประทานอาหารทีม่ ีประโยชน์เพอื่ ดูแลรกั ษา

ระบบประสาทให้ทางานเป็นปกติ

๑๒. ระบอุ วยั วะและบรรยายหนา้ ทีข่ อง • การมีประจาเดอื น มคี วามสัมพนั ธ์กบั การตก

อวยั วะในระบบสบื พนั ธ์ุของเพศชายและเพศ ไข่โดยเปน็ ผลจากการเปลย่ี นแปลงของระดับ

หญิงโดยใชแ้ บบจาลอง ฮอร์โมนเพศหญงิ

๑๓. อธบิ ายผลของฮอรโ์ มนเพศชายและเพศ • เมือ่ เพศหญงิ มกี ารตกไข่และเซลลไ์ ข่ได้รบั

หญิงทค่ี วบคุมการเปล่ียนแปลงของรา่ งกาย การปฏสิ นธกิ ับเซลลอ์ สจุ ิจะทาใหไ้ ด้ไซโกต

เมอ่ื เขา้ สวู่ ยั หนุ่มสาว ไซโกตจะเจรญิ เปน็ เอ็มบรโิ อและฟีตัส

๑๔. ตระหนักถงึ การเปลีย่ นแปลงของรา่ งกาย จนกระทง่ั คลอดเป็นทารก แต่ถา้ ไมม่ ีการ

เม่ือเข้าสู่วยั หนุ่มสาว โดยการดูแลรักษา ปฏิสนธเิ ซลลไ์ ข่จะสลายตวั ผนังดา้ นในมดลกู

รา่ งกายและจิตใจของตนเองในช่วงทมี่ ี รวมท้งั หลอดเลือดจะสลายตัวและหลุดลอก

การเปลย่ี นแปลง ออก เรียกว่าประจาเดอื น

๑๕. อธบิ ายการตกไข่ การมีประจาเดอื น • การคมุ กาเนิดเป็นวิธปี ้องกันไม่ใหเ้ กิดการ

การปฏิสนธิ และการพฒั นาของไซโกต ตง้ั ครรภโ์ ดยปอ้ งกันไม่ให้เกดิ การปฏสิ นธิหรอื

จนคลอดเปน็ ทารก ไม่ใหม้ กี ารฝังตัวของเอ็มบรโิ อ ซง่ึ มหี ลายวิธี

๑๖. เลอื กวธิ กี ารคุมกาเนิดทเ่ี หมาะสมกบั เชน่ การใชถ้ งุ ยางอนามัย การกนิ ยาคุมกาเนิด

สถานการณ์ทก่ี าหนด

๑๖

ชัน้ ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๒ ๑๗. ตระหนักถึงผลกระทบของการตงั้ ครรภ์
ก่อนวยั อนั ควร โดยการประพฤติตนให้
เหมาะสม

มาตรฐาน ว ๑.๓ เขา้ ใจกระบวนการและความสาคญั ของการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม
สารพนั ธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรมทม่ี ผี ลตอ่ สิ่งมชี ีวติ ความหลากหลาย
ทางชวี ภาพและวิวัฒนาการของส่งิ มชี ีวติ รวมทงั้ นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ชั้น ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
- ลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของ สิ่งมชี วี ิต สามารถ
ม.๓ ๑. อธบิ ายความสัมพันธร์ ะหว่าง ยนี ถา่ ยทอดจากรุ่นหน่ึง ไปยังอกี รุน่ หนึ่ง ได้โดยมี
ดีเอเ็ อ และโครโมโซม โดยใช้ แบบจาลอง ยนี เปน็ หน่วยควบคุมลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
- โครโมโซมประกอบดว้ ย ดีเอน็ เอ และโปรตีน
ขดอยู่ในนิวเคลียส ยนี ดเี อน็ เอ และโครโมโซม
มีความสัมพนั ธ์กนั โดยบางส่วน ของดเี อน็ เอทา
หนา้ ท่เี ปน็ ยีน ท่ีกาหนดลกั ษณะของสงิ่ มีชีวิต
- สิง่ มีชีวิตท่มี ีโครโมโซม ๒ ชุด โครโมโซมที่เป็น

คู่กนั มีการเรยี งลาดบั ของยีนบนโครโมโซม
เหมือนกัน เรยี กวา่ ฮอมอโลกัสโครโมโซม ยนี
หนึ่งทีอ่ ยู่บนคู่ ฮอมอโลกสั โครโมโซม อาจมี
รูปแบบแตกต่างกัน เรยี กแต่ละรปู แบบของยีน
ที่ตา่ งกันนี้ว่าแอลลีลซึง่ การเข้าคูก่ นั ของแอลลลี
ตา่ งๆ อาจส่งผลทาให้สง่ิ มชี วี ิตมีลักษณะท่ี

แตกตา่ งกนั ได้

-สงิ่ มชี ีวติ แต่ละชนดิ มีจานวนโครโมโซมคงท่ี

มนษุ ย์ มจี านวนโครโมโซม ๒๓ คู่ เปน็ ออโตโซม

๒๒ คู่ และ โครโมโซมเพศ ๑ คู่ เพศหญิงมี

โครโมโซมเพศเป็น XX เพศชายมี โครโมโซมเพศ

เปน็ XY

๑๗

ช้ัน ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

๒. อธิบายการถา่ ยทอดลักษณะ ทาง -ส่ิงมีชวี ิตแต่ละชนิดมีจานวนโครโมโซมคงที่

พันธกุ รรมจากการผสมโดยพจิ ารณา ลักษณะ มนุษย์ มีจานวนโครโมโซม ๒๓ คู่ เปน็ ออโตโซม
เดยี วที่ แอลลีลเด่นขม่ แอลลีลด้อย
๒๒ คู่ และ โครโมโซมเพศ ๑ คู่ เพศหญงิ มี
อย่างสมบูรณ์

๓. อธบิ ายการเกดิ จีโนไทป์และฟโี นไทป์ ของ โครโมโซมเพศเป็น XX เพศชายมี โครโมโซมเพศ
ลูกและคานวณอัตราส่วนการเกิดจีโนไทป์
และฟโี นไทปข์ องรุน่ ลูก เปน็ XY
-เมนเดลได้ศกึ ษาการถ่ายทอดลักษณะ ทาง
พันธุกรรม ของตน้ ถัว่ ชนิดหนึ่ง และนามาสู่

หลกั การพน้ื ฐานของการถา่ ยทอด ลกั ษณะถาม

พันธกุ รรมของส่ิงมีชีวติ

-สิง่ มชี วี ติ ทมี่ ีโครโมโซมเปน็ ๒ ชุด ยนี แต่ละ

ตาแหน่งบนฮอมอโลกัสโครโมโซม มี ๒ แอลลีล

โดยแอลลีล หนงึ่ มาจากพอ่ และอีก แอลลีลมา

จากแม่ ซึง่ อาจมีรปู แบบเดยี วกัน หรือแตกตา่ ง

กนั แอลลลี ทแ่ี ตกตา่ งกันนี้ แอลลีลหนึ่งอาจมี

การแสดงออกข่มอีก แอลลีลหนึ่งได้ เรียกแอล

ลีลนนั้ ว่า เป็นแอลลลี เดน่ ส่วนแอลลลี ทถี่ กู ข่ม

อยา่ งสมบรู ณ์เรียกวา่ เปน็ แอลลีลด้อย

-เมอ่ื มกี ารสร้างเซลลส์ ืบพันธ์ุแอลลลี ที่เปน็ คู่กนั

ในแต่ละฮอมอโลกัสโครโมโซม จะแยกจากกนั

ไปสูเ่ ซลล์สืบพนั ธ์ุแตล่ ะเซลล์ โดยแตล่ ะเซลล์

สบื พันธุ์จะไดร้ บั เพียง ๑ แอลลีล และจะมาเข้า

คกู่ ับแอลลลี ที่ตาแหน่งเดยี วกนั ของอกี เซลล์

สืบพันธุ์หน่งึ เม่อื เกดิ การปฏสิ นธิ จนเกิดเปน็ จี

โนไทป์ และแสดงฟโี นไทปใ์ นรุ่นลูก

๑๘

ช้ัน ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
-กระบวนการแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชวี ิตมี ๒ แบบ
๔.อธบิ ายความแตกตา่ งของการแบง่ เซลล์ คือไมโทซิส และ ไมโอซสิ
แบบไมโทซิสและไมโอซสิ

-ไมโทซสิ เปน็ การแบ่งเซลล์เพอื่ เพมิ่ จานวนเซลล์

ร่างกายผลจากการแบง่ จะได้ เซลล์ใหม่ ๒ เซลล์

ที่มี ลกั ษณะและจานวน โครโมโซมเหมือนเซลล์

ต้ังต้น

-ไมโอซิสเป็นการแบง่ เซลลเ์ พื่อสร้างเซลล์

สืบพนั ธผ์ุ ลจากการแบ่งจะไดเ้ ซลล์ใหม่ ๔ เซลล์

ทมี่ ีจานวนโครโมโซมเปน็ คร่ึงหน่งึ ของเซลลต์ ั้ง
ต้น เมือ่ เกดิ การปฏสิ นธิของเซลล์ สืบพนั ธุ์ ลูก
จะไดร้ ับการถา่ ยทอดโครโมโซม ชดุ หน่ึงจากพอ่

๕. บอกไดว้ า่ การเปลยี่ นแปลงของยนี หรอื และอีกชุดหนึ่งจากแม่จงึ เป็น ผล ใหร้ ุน่ ลกู มี
จานวนโครโมโซมเท่ากบั รุ่นพอ่ แม่และจะคงท่ี
โครโมโซมอาจทาใหเ้ กิดโรคทางพันธุกรรม ในทกุ ๆ รนุ่
พร้อมท้ังยกตวั อย่างโรคทางพนั ธกุ รรม -การเปล่ียนแปลงของยีน หรอื โครโมโซม ส่งผล
๖. ตระหนักถึงประโยชนข์ องความร้เู รือ่ งโรค ให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงลักษณะ ทางพนั ธกุ รรม
ทางพนั ธุกรรม โดยร้วู ่าก่อนแตง่ งานควร ของส่ิงมชี วี ิต เช่น โรคธาลัสซีเมยี เกิดจากการ
ปรึกษาแพทย์เพอ่ื ตรวจและวินจิ ฉัยภาวะ เสี่ยง เปลี่ยนแปลงของ ยีน กลุม่ อาการดาวนเ์ กิดจาก
ของลกู ท่ีอาจเกิดโรคทางพนั ธกุ รรม การเปล่ยี น แปลงจานวนโครโมโซม
-โรคทางพนั ธกุ รรมสามารถถ่ายทอดจาก พ่อแม่
ไปสลู่ กู ไดด้ ังนั้นก่อนแตง่ งานและมี

บตุ รจึงควรป้องกนั โดยการตรวจและวนิ จิ ฉัย
ภาวะเส่ียงจากการถ่ายทอดโรคทางพนั ธกุ รรม

๑๙

ช้ัน ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

๗. อธิบายการใชป้ ระโยชนจ์ ากสงิ่ มีชีวติ ดัดแปร -มนุษย์เปลย่ี นแปลงพันธุกรรมของสิง่ มชี ีวติ ตาม
พนั ธุกรรมและผลกระทบทีอ่ าจมตี อ่ มนษุ ย์และ ธรรมชาติ เพอ่ื ใหไ้ ด้สิ่งมชี ีวิตที่มีลกั ษณะ ตาม
สง่ิ แวดลอ้ มโดยใชข้ อ้ มลู ท่ี รวบรวมได้
๘. ตระหนกั ถงึ ประโยชนแ์ ละผลกระทบของ ตอ้ งการเรยี กส่งิ มชี วี ิตนวี้ ่าส่ิงมชี วี ิตดดั แปร
สิง่ มีชวี ติ ดดั แปรพันธกุ รรมทอี่ าจมตี ่อมนษุ ย์ พันธกุ รรม
และสิ่งแวดล้อม โดยการเผยแพร่ความรทู้ ี่ได้ -ในปัจจุบนั มนุษยม์ กี ารใชป้ ระโยชน์จาก

จากการโต้แยง้ ทางวิทยาศาสตรซ์ ึง่ มขี ้อมูล ส่งิ มีชวี ติ ดดั แปรพนั ธกุ รรมเป็นจานวนมาก เช่น
การผลติ อาหารการผลิตยารักษาโรค การเกษตร
สนบั สนุน

อย่างไรกด็ ีสังคมยังมคี วามกังวล เกีย่ วกับ

ผลกระทบของสิง่ มีชวี ติ ดัดแปร พนั ธุกรรมท่ีมี

ต่อส่ิงมีชีวิตและส่งิ แวดลอ้ ม

ซึ่งยงั ทาการตดิ ตามศกึ ษาผลกระทบดังกลา่ ว

๙. เปรียบเทยี บความหลากหลายทาง ชวี ภาพ - ความหลากหลายทางชีวภาพ มี ๓ ระดบั
ไดแ้ ก่ ความหลากหลายของระบบนิเวศ ความ
ในระดบั ชนดิ สง่ิ มชี วี ติ ในระบบ นิเวศ ต่าง ๆ หลากหลายของชนิดสงิ่ มชี ีวติ และ ความ
หลากหลายทางพนั ธกุ รรม ความหลาก หลาย
๑๐. อธิบายความสาคญั ของความหลาก หลาย ทางชีวภาพนม้ี ีความสาคัญต่อการรกั ษา สมดลุ
ทางชีวภาพทม่ี ีตอ่ การรกั ษาสมดลุ ของระบบ ของระบบนิเวศระบบนิเวศทีม่ ี ความหลากหลาย

นิเวศ และตอ่ มนุษย์ ทางชีวภาพสูงจะรกั ษา สมดุลไดด้ กี วา่ ระบบ
๑๑. แสดงความตระหนกั ในคุณคา่ และ
ความสาคญั ของความหลากหลายทาง ชีวภาพ

โดยมีสว่ นรว่ มในการดแู ลรกั ษา ความ

หลากหลายทางชวี ภาพ นิเวศทมี่ ีความหลาก หลายทางชวี ภาพต่ากวา่

นอกจากน้ี ความหลากหลายทางชีวภาพยังมี

ความสาคญั ตอ่ มนษุ ย์ในด้านตา่ ง ๆ เช่น ใช้เปน็

อาหารยา รักษาโรค วัตถุดบิ ในอตุ สาหกรรมตา่ ง

ๆ ดงั นั้น จึงเปน็ หน้าทข่ี องทกุ คนในการดูแล

รักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่

๒๐

สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เขา้ ใจสมบตั ิของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสมบตั ิของสสาร

กับโครงสรา้ งและแรงยดึ เหน่ยี วระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ยี นแปลง
สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี

ช้ัน ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง

ม.๑ ๑. อธิบายสมบตั ิทางกายภาพบางประการ • ธาตแุ ตล่ ะชนิดมสี มบตั เิ ฉพาะตวั และมสี มบตั ิ

ของธาตโุ ลหะ อโลหะ และกง่ึ โลหะ โดยใช้ ทางกายภาพบางประการเหมอื นกนั และ

หลักฐานเชิงประจกั ษท์ ่ไี ด้จากการสังเกตและ บางประการต่างกนั ซ่งึ สามารถนามาจัดกลมุ่

การทดสอบและใช้สารสนเทศทีไ่ ด้จาก ธาตเุ ปน็ โลหะอโลหะและกง่ึ โลหะธาตโุ ลหะมี

แหลง่ ขอ้ มูลต่าง ๆ รวมท้ังจัดกลุ่มธาตุเปน็ จุดเดือด จดุ หลอมเหลวสูง มีผิวมนั วาว

โลหะ อโลหะ และกงึ่ โลหะ นาความร้อน นาไฟฟ้า ดึงเป็นเส้นหรอื ตีเปน็

แผ่นบางๆไดแ้ ละมคี วามหนาแน่นทง้ั สงู และต่า

ธาตอุ โลหะ มจี ุดเดอื ด จดุ หลอมเหลวต่า มีผวิ

ไมม่ นั วาว ไม่นาความรอ้ น ไม่นาไฟฟา้ เปราะ

แตกหักง่าย และมีความหนาแนน่ ต่า

ธาตกุ ง่ึ โลหะมีสมบัติบางประการเหมอื นโลหะ

และสมบตั ิบางประการเหมือนอโลหะ

๒. วเิ คราะห์ผลจากการใช้ธาตุโลหะ อโลหะ • ธาตุโลหะ อโลหะ และก่ึงโลหะ ที่สามารถแผ่

กง่ึ โลหะ และธาตกุ ัมมนั ตรงั สีทม่ี ตี อ่ สิง่ มชี วี ติ รงั สไี ด้ จดั เปน็ ธาตกุ มั มนั ตรงั สี

สิ่งแวดลอ้ ม เศรษฐกจิ และสงั คม จากข้อมลู ที่ • ธาตุมีท้งั ประโยชน์และโทษ การใชธ้ าตุโลหะ

รวบรวมได้ อโลหะ กงึ่ โลหะ ธาตกุ มั มันตรังสีควรคานงึ ถงึ

๓. ตระหนักถงึ คุณค่าของการใช้ธาตโุ ลหะ ผลกระทบต่อสง่ิ มชี วี ติ สง่ิ แวดลอ้ ม เศรษฐกจิ

อโลหะ ก่งึ โลหะ ธาตุกัมมันตรังสโี ดยเสนอ และสงั คม

แนวทางการใชธ้ าตุอย่างปลอดภัย คมุ้ ค่า • สารบริสทุ ธิ์ประกอบด้วยสารเพยี งชนดิ เดยี ว

๔. เปรียบเทียบจดุ เดือดจุดหลอมเหลวของ ส่วนสารผสมประกอบดว้ ยสารต้ังแต่ ๒ ชนดิ

สารบรสิ ุทธิ์ และสารผสม โดยการวัดอุณหภมู ิ ขึน้ ไป สารบริสทุ ธ์ิแตล่ ะชนดิ มสี มบัตบิ าง

เขยี นกราฟ แปลความหมายขอ้ มลู จากกราฟ ประการที่เป็นคา่ เฉพาะตวั เชน่ จดุ เดือดและ

หรอื สารสนเทศ จุดหลอมเหลวคงทแ่ี ตส่ ารผสมมจี ุดเดอื ด

และจุดหลอมเหลวไม่คงที่ข้ึนอย่กู บั ชนิดและ

สดั สว่ นของสารทีผ่ สมอย่ดู ้วยกัน

• สารบรสิ ุทธิ์แต่ละชนิดมคี วามหนาแน่น หรอื

๕. อธิบายและเปรียบเทียบความหนาแน่น มวลตอ่ หนึง่ หน่วยปรมิ าตรคงที่ เปน็ คา่ เฉพาะ

ของสารบริสทุ ธแ์ิ ละสารผสม ของสารนั้น ณ สถานะและอณุ หภมู หิ น่งึ

๖. ใชเ้ ครอ่ื งมือเพอื่ วดั มวลและปริมาตรของ แต่สารผสมมีความหนาแนน่ ไม่คงทข่ี ึ้นอยกู่ บั

สารบริสทุ ธแิ์ ละสารผสม ชนดิ และสัดสว่ นของสารทผี่ สมอยดู่ ้วยกนั

๒๑

ช้นั ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ม.๑ ๗. อธบิ ายเกย่ี วกบั ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง
• สารบริสทุ ธ์แิ บง่ ออกเปน็ ธาตแุ ละ
อะตอม ธาตแุ ละสารประกอบ โดยใช้ สารประกอบธาตุประกอบด้วยอนุภาคทเี่ ลก็
แบบจาลองและสารสนเทศ ท่ีสุดท่ยี ังแสดงสมบตั ขิ องธาตนุ ้นั เรียกวา่
อะตอม ธาตแุ ต่ละชนดิ ประกอบด้วยอะตอม
๘. อธิบายโครงสร้างอะตอมทปี่ ระกอบด้วย เพียงชนิดเดียวและไม่สามารถแยกสลายเปน็
โปรตอน นวิ ตรอน และอเิ ล็กตรอน โดยใช้ สารอน่ื ได้ดว้ ยวิธที างเคมธี าตุเขยี นแทนดว้ ย
แบบจาลอง สัญลักษณ์ธาตสุ ารประกอบเกดิ จากอะตอม
ของธาตุตั้งแต่ ๒ ชนิดขึน้ ไปรวมตัวกันทางเคมี
๙. อธิบายและเปรยี บเทียบการจัดเรียง ในอัตราสว่ นคงท่ี มสี มบตั แิ ตกต่างจากธาตทุ ี่
อนภุ าคแรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งอนุภาค และ เปน็ องคป์ ระกอบ สามารถแยกเป็นธาตุได้ด้วย
การเคล่อื นท่ีของอนภุ าคของสสารชนดิ วธิ ีทางเคมธี าตุและสารประกอบสามารถเขยี น
เดยี วกนั ในสถานะ ของแขง็ ของเหลว และ แทนได้ด้วยสตู รเคมี
แก๊ส โดยใชแ้ บบจาลอง • อะตอมประกอบด้วยโปรตอน นิวตรอน และ
อิเล็กตรอน โปรตอนมีประจไุ ฟฟา้ บวก ธาตุ
ชนิดเดียวกันมีจานวนโปรตอนเท่ากันและเป็น
คา่ เฉพาะของธาตนุ ้นั นวิ ตรอนเป็นกลางทาง
ไฟฟา้ สว่ นอเิ ล็กตรอนมปี ระจไุ ฟฟา้ ลบ เม่อื
อะตอมมีจานวนโปรตอนเทา่ กับจานวน
อิเล็กตรอนจะเปน็ กลางทางไฟฟ้า โปรตอน
และนวิ ตรอนรวมกันตรงกลางอะตอมเรยี กว่า
นิวเคลยี สส่วนอิเล็กตรอนเคลื่อนท่ีอยู่ในท่วี า่ ง
รอบนิวเคลียส
• สสารทุกชนดิ ประกอบด้วยอนุภาค โดยสาร
ชนดิ เดยี วกันท่ีมีสถานะของแข็ง ของเหลว
แก๊ส จะมีการจัดเรยี งอนภุ าค แรงยึดเหน่ียว
ระหวา่ งอนภุ าคการเคล่ือนทข่ี องอนภุ าค
แตกตา่ งกันซ่งึ มผี ลตอ่ รูปรา่ งและปรมิ าตรของ
สสาร
• อนภุ าคของของแขง็ เรยี งชดิ กัน มแี รงยึด
เหน่ียวระหวา่ งอนภุ าคมากทส่ี ุด อนภุ าคส่ันอยู่
กับทีท่ าใหม้ ีรปู รา่ งและปรมิ าตรคงที่

๒๒

ช้นั ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ม.๑
• อนภุ าคของของเหลวอยู่ใกลก้ นั มแี รงยึด
๑๐. อธบิ ายความสมั พันธ์ระหวา่ งพลังงาน เหน่ยี วระหวา่ งอนุภาคน้อยกว่าของแขง็ แต่
ความรอ้ นกบั การเปลยี่ นสถานะของสสาร มากกว่าแก๊ส อนภุ าคเคล่อื นทไ่ี ด้แตไ่ ม่เป็น
โดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจักษ์และแบบจาลอง อิสระเทา่ แกส๊ ทาใหม้ รี ูปรา่ งไมค่ งทแี่ ต่
ปรมิ าตรคงท่ี
• อนภุ าคของแก๊สอยู่ห่างกันมาก มแี รงยึด
เหนี่ยวระหวา่ งอนภุ าคน้อยท่ีสดุ อนภุ าค
เคลือ่ นทีไ่ ด้อยา่ งอิสระทกุ ทิศทาง ทาใหม้ ี
รูปรา่ งและปริมาตรไม่คงท่ี
• ความร้อนมผี ลต่อการเปล่ยี นสถานะของ
สสารเมอ่ื ให้ความรอ้ นแกข่ องแขง็ อนภุ าคของ
ของแข็งจะมีพลังงานและอณุ หภูมเิ พมิ่ ขน้ึ
จนถึงระดบั หนึง่ ซงึ่ ของแข็งจะใชค้ วามรอ้ นใน
การเปลย่ี นสถานะเป็นของเหลว เรยี กความ
ร้อนทีใ่ ชใ้ นการเปล่ียนสถานะจากของแข็งเปน็
ของเหลววา่ ความร้อนแฝงของการหลอมเหลว
และอุณหภูมขิ ณะเปลย่ี นสถานะจะคงท่ี เรยี ก
อุณหภมู ิน้ีว่า จุดหลอมเหลว
• เมอ่ื ใหค้ วามรอ้ นแก่ของเหลวอนภุ าคของ
ของเหลวจะมพี ลังงานและอณุ หภมู เิ พิ่มขน้ึ
จนถึงระดับหน่ึงซงึ่ ของเหลวจะใชค้ วามร้อนใน
การเปลี่ยนสถานะเปน็ แก๊ส เรยี กความร้อนท่ี
ใช้ในการเปลีย่ นสถานะจากของเหลวเปน็ แก๊ส
วา่ ความร้อนแฝงของการกลายเปน็ ไอ และ
อุณหภูมขิ ณะเปลีย่ นสถานะจะคงท่ี เรยี ก
อุณหภูมินวี้ า่ จุดเดือด
• เมอ่ื ทาให้อุณหภมู ิของแก๊สลดลงจนถึงระดับ
หนงึ่ แก๊สจะเปลยี่ นสถานะเป็นของเหลว เรียก
อุณหภูมนิ ้ีวา่ จุดควบแนน่ ซ่ึงมีอณุ หภูมิ
เดียวกับจดุ เดือดของของเหลวนนั้
• เมือ่ ทาใหอ้ ณุ หภมู ขิ องของเหลวลดลงจนถงึ
ระดบั หน่ึง ของเหลวจะเปลี่ยนสถานะเป็น
ของแข็งเรยี กอุณหภมู ินี้ว่า จุดเยือกแข็ง ซ่ึงมี
อุณหภมู ิเดียวกบั จุดหลอมเหลวของของแขง็
นน้ั

๒๓

ชั้น ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

ม.๒ ๑. อธบิ ายการแยกสารผสมโดยการระเหย • การแยกสารผสมใหเ้ ป็นสารบริสทุ ธท์ิ าได้
แหง้ การตกผลึก การกลนั่ อยา่ งงา่ ย หลายวิธีขึน้ อยูก่ บั สมบัตขิ องสารนั้น ๆ การ
โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วย ระเหยแห้งใชแ้ ยกสารละลายซึ่งประกอบดว้ ย
ตัวทาละลาย โดยใชห้ ลกั ฐานเชิงประจักษ์ ตัวละลายท่ีเป็นของแข็งในตัวทาละลายท่เี ปน็
๒. แยกสารโดยการระเหยแหง้ การตกผลกึ ของเหลว โดยใช้ความร้อนระเหยตวั ทาละลาย
การกลัน่ อยา่ งง่าย โครมาโทกราฟี ออกไปจนหมดเหลือแต่ตัวละลาย การตกผลึก
แบบกระดาษการสกดั ดว้ ยตัวทาละลาย ใชแ้ ยกสารละลายทปี่ ระกอบด้วยตวั ละลายท่ี
เป็นของแขง็ ในตวั ทาละลายทเี่ ปน็ ของเหลว
โดยทาใหส้ ารละลายอิ่มตัวแล้วปลอ่ ยให้ตัวทา
ละลายระเหยออกไปบางสว่ นตวั ละลายจะตก
ผลกึ แยกออกมา การกล่ันอยา่ งงา่ ยใชแ้ ยก
สารละลายท่ีประกอบดว้ ยตัวละลายและตัวทา
ละลายที่เปน็ ของเหลวทมี่ จี ุดเดอื ดตา่ งกนั มาก
วธิ นี ี้จะแยกของเหลวบรสิ ุทธิอ์ อกจาก
สารละลายโดยใหค้ วามร้อนกบั สารละลาย
ของเหลวจะเดือดและกลายเป็นไอแยกจาก
สารละลายแล้วควบแนน่ กลับเป็นของเหลว
อกี ครั้ง ขณะทขี่ องเหลวเดือด อณุ หภูมขิ องไอ
จะคงท่ี โครมาโทกราฟีแบบกระดาษเป็น
วิธีการแยกสารผสมทีม่ ปี ริมาณน้อยโดยใชแ้ ยก
สารทม่ี ีสมบัตกิ ารละลายในตัวทาละลายและ
การถกู ดดู ซบั ดว้ ยตวั ดูดซับแตกตา่ งกนั ทาให้
สารแต่ละชนิดเคล่ือนทีไ่ ปบนตวั ดูดซับได้
ต่างกัน สารจึงแยกออกจากกันได้ อตั ราสว่ น
ระหวา่ งระยะทางที่สารองคป์ ระกอบแต่ละ
ชนดิ เคลือ่ นทไ่ี ด้บนตวั ดดู ซบั กบั ระยะทางท่ีตวั
ทาละลายเคลอื่ นทีไ่ ด้ เป็นคา่ เฉพาะตวั ของสาร
แตล่ ะชนิดในตัวทาละลายและตวั ดดู ซับหนง่ึ ๆ
การสกัดด้วยตัวทาละลายเป็นวิธกี ารแยกสาร
ผสมทมี่ ีสมบตั ิการละลายในตวั ทาละลายท่ี
ต่างกัน โดยชนดิ ของตัวทาละลายมีผลต่อชนดิ
และปรมิ าณของสารที่สกดั ได้การสกัดโดยการ
กลั่นดว้ ยไอนา้ ใช้แยกสารท่ีระเหยง่าย ไม่
ละลายน้า และไม่ทาปฏกิ ริ ิยากับน้าออกจาก
สารทรี่ ะเหยยาก โดยใชไ้ อน้าเป็นตัวพา

๒๔

ช้นั ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๒ ๓. นาวิธีการแยกสารไปใช้แกป้ ญั หาใน • ความรดู้ ้านวิทยาศาสตรเ์ กยี่ วกับการแยกสาร

ชวี ิตประจาวันโดยบรู ณาการวิทยาศาสตร์ บูรณาการกบั คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี โดยใช้

คณิตศาสตรเ์ ทคโนโลยี และวศิ วกรรมศาสตร์ กระบวนการทางวศิ วกรรม สามารถนาไปใช้

แก้ปญั หาในชีวติ ประจาวันหรือปัญหาทพ่ี บใน

ชุมชนหรอื สรา้ งนวตั กรรม โดยมีขนั้ ตอน ดังน้ี

- ระบุปัญหาในชีวติ ประจาวันท่เี กี่ยวกับการ

แยกสารโดยใชส้ มบตั ทิ างกายภาพ หรอื

นวตั กรรมทีต่ อ้ งการพฒั นา โดยใช้หลักการ

ดงั กลา่ ว

- รวบรวมขอ้ มูลและแนวคิดเกยี่ วกบั การแยก

สารโดยใชส้ มบัตทิ างกายภาพทสี่ อดคลอ้ งกบั

ปัญหาทรี่ ะบุ หรือนาไปสกู่ ารพัฒนานวตั กรรม

นน้ั

- ออกแบบวธิ ีการแกป้ ญั หา หรือพฒั นา

นวัตกรรมทีเ่ กีย่ วกบั การแยกสารในสารผสม

โดยใช้สมบตั ิทางกายภาพ โดยเช่อื มโยงความรู้

ดา้ นวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี

และกระบวนการทางวิศวกรรม รวมทงั้ กาหนด

และควบคุมตัวแปรอยา่ งเหมาะสม ครอบคลุม

- วางแผนและดาเนินการแกป้ ัญหา หรอื

พัฒนานวัตกรรม รวบรวมข้อมลู จัดกระทา

ขอ้ มลู และเลือกวธิ ีการสื่อความหมายท่ี

เหมาะสมในการนาเสนอผล

- ทดสอบ ประเมินผล ปรบั ปรงุ วธิ กี าร

แกป้ ญั หาหรอื นวตั กรรมที่พัฒนาข้นึ โดยใช้

หลักฐานเชิงประจกั ษท์ ่ีรวบรวมได้

- นาเสนอวธิ ีการแกป้ ญั หา หรอื ผลของ

นวัตกรรมทพ่ี ฒั นาขึน้ และผลท่ีได้ โดยใช้

วธิ ีการสือ่ สารท่เี หมาะสมและน่าสนใจ

๒๕

ช้นั ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๒ ๔. ออกแบบการทดลองและทดลองในการ • สารละลายอาจมสี ถานะเป็นของแข็ง

อธิบายผลของชนิดตัวละลาย ชนดิ ตัวทา ของเหลวและแก๊ส สารละลายประกอบดว้ ยตวั

ละลายอณุ หภูมทิ ีม่ ีตอ่ สภาพละลายได้ของสาร ทาละลายและตัวละลาย กรณสี ารละลายเกิด

รวมทง้ั อธิบายผลของความดนั ที่มีตอ่ สภาพ จากสารทมี่ ีสถานะเดียวกนั สารทม่ี ปี ริมาณ

ละลายไดข้ องสาร โดยใชส้ ารสนเทศ มากทีส่ ุดจัดเป็นตวั ทาละลาย กรณีสารละลาย

เกิดจากสารทม่ี สี ถานะต่างกัน สารท่ีมีสถานะ

เดียวกันกบั สารละลายจัดเป็นตัวทาละลาย

• สารละลายทตี่ ัวละลายไม่สามารถละลายใน

ตัวทาละลายไดอ้ กี ท่อี ณุ หภูมหิ น่งึ ๆ เรยี กวา่

สารละลายอิ่มตวั

• สภาพละลายไดข้ องสารในตวั ทาละลาย เป็น

ค่าทีบ่ อกปริมาณของสารทลี่ ะลายได้ในตัวทา

ละลาย๑๐๐ กรมั จนไดส้ ารละลายอ่ิมตัว ณ

อณุ หภมู แิ ละความดนั หน่ึง ๆ สภาพละลายได้

ของสารบง่ บอกความสามารถในการละลายได้

ของตวั ละลายในตวั ทาละลายซึง่ ความสามารถ

ในการละลายของสารข้ึนอยกู่ ับชนิดของตัวทา

ละลายและตวั ละลาย อุณหภมู ิ และความดัน

• สารชนดิ หนึง่ ๆ มสี ภาพละลายไดแ้ ตกตา่ ง

กันในตวั ทาละลายที่แตกต่างกัน และสารตา่ ง

ชนิดกันมีสภาพละลายไดใ้ นตัวทาละลาย

หน่งึ ๆ ไมเ่ ท่ากนั

• เมื่ออุณหภมู ิสูงขึ้น สารสว่ นมาก สภาพ

ละลายไดข้ องสารจะเพมิ่ ขึ้น ยกเวน้ แกส๊ เมอ่ื

อณุ หภมู ิสงู ขึน้ สภาพการละลายได้จะลดลง

สว่ นความดนั มผี ลตอ่ แก๊ส โดยเมอ่ื ความดัน

เพม่ิ ขึ้น สภาพละลายไดจ้ ะสงู ขึ้น

• ความรู้เกยี่ วกับสภาพละลายไดข้ องสาร เมอ่ื

เปลยี่ นแปลงชนิดตวั ละลาย ตวั ทาละลาย และ

อณุ หภูมิ สามารถนาไปใช้ประโยชน์ใน

ชีวิตประจาวันเช่น การทานา้ เช่ือมเขม้ ขน้

การสกัดสารออกจากสมุนไพรให้ได้ปริมาณ

มากท่สี ดุ

๒๖

ช้ัน ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ม.๒ ๕. ระบปุ ริมาณตัวละลายในสารละลาย ใน • ความเข้มข้นของสารละลาย เป็นการระบุ
หน่วยความเขม้ ขน้ เปน็ ร้อยละ ปรมิ าตรต่อ ปริมาณตัวละลายในสารละลาย หน่วยความ
ปริมาตรมวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตร เขม้ ข้นมีหลายหน่วย ทนี่ ยิ มระบเุ ปน็ หนว่ ย
๖. ตระหนักถงึ ความสาคญั ของการนา เป็นรอ้ ยละปริมาตรตอ่ ปรมิ าตร มวลต่อมวล
ความรเู้ รอ่ื งความเขม้ ข้นของสารไปใช้ โดย และมวลต่อปรมิ าตร
ยกตวั อย่างการใช้สารละลายใน • รอ้ ยละโดยปริมาตรต่อปรมิ าตร เปน็ การ
ชีวติ ประจาวันอยา่ งถกู ต้องและปลอดภยั ระบุ
ปรมิ าตรตวั ละลายในสารละลาย ๑๐๐ หนว่ ย
ปริมาตรเดยี วกัน นิยมใชก้ บั สารละลายท่ีเปน็
ของเหลวหรอื แก๊ส
• รอ้ ยละโดยมวลตอ่ มวล เปน็ การระบมุ วล
ตวั ละลายในสารละลาย ๑๐๐ หนว่ ยมวล
เดียวกันนยิ มใชก้ ับสารละลายทม่ี สี ถานะเปน็
ของแข็ง
• ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร เปน็ การระบุ
มวล
ตัวละลายในสารละลาย ๑๐๐ หน่วยปรมิ าตร
นิยมใช้กบั สารละลายท่มี ตี วั ละลายเปน็
ของแข็งในตัวทาละลายทเ่ี ปน็ ของเหลว
• การใช้สารละลาย ในชวี ติ ประจาวนั ควร
พจิ ารณาจากความเข้มข้นของสารละลาย
ข้นึ อยกู่ ับจุดประสงคข์ องการใชง้ าน และ
ผลกระทบตอ่ ส่งิ ชวี ิตและส่งิ แวดลอ้ ม

๒๗

ช้นั ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ม.๓ ๑. ระบสุ มบตั ทิ างกายภาพและการใช้ -พอลิเมอร์ เซรามกิ ส์ และวัสดผุ สมเปน็ วัสดุ
ท่ใี ชม้ ากในชวี ิตประจาวัน
ประโยชนว์ ัสดุประเภทพอลเิ มอรเ์ ซรามกิ ส์ -พอลิเมอรเ์ ปน็ สารประกอบโมเลกุลใหญ่ท่ีเกดิ
จากโมเลกลุ จานวนมากรวมตวั กันทางเคมี เชน่
และวัสดุผสม โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์

และสารสนเทศ

๒. ตระหนักถงึ คุณค่าของการใชว้ ัสดุ ประเภท พลาสติก ยาง เสน้ ใยซ่งึ เป็น พอลิเมอร์ ที่มี
พอลเิ มอร์ เซรามกิ ส์และวสั ดผุ สม โดย สมบัตแิ ตกตา่ งกนั โดย พลาสติกเปน็ พอลเิ มอร์
เสนอแนะแนวทางการใช้วัสดุอย่าง ประหยัด ทีข่ นึ้ รูปเปน็ รูปทรง ตา่ ง ๆ ได้ ยางยืดหยุ่นได้
และคุ้มค่า สว่ นเสน้ ใยเปน็ พอลิเมอร์ ที่สามารถดึงเปน็ เส้น
ยาวได้ พอลิเมอรจ์ ึงใช้ประโยชน์ไดแ้ ตกตา่ งกัน

-เซรามกิ ส์เปน็ วัสดุที่ผลติ จาก ดนิ หิน ทราย

และแร่ธาตุต่าง ๆ จากธรรมชาติและสว่ นมาก

จะผ่านการเผาทอี่ ณุ หภูมสิ งู เพอ่ื ใหไ้ ด้เน้ือสาร

ทีแ่ ขง็ แรง เซรามกิ ส์สามารถทาเป็นรูปทรงต่างๆ

ได้ สมบัติท่วั ไปของเซรามิกส์จะแข็ง ทนตอ่

การสึกกร่อน และ เปราะ สามารถนา ไปใช้

ประโยชนไ์ ด้ เชน่ ภาชนะที่เป็นเคร่ืองป้ันดนิ เผา

ช้ินส่วนอเิ ล็กทรอนิกส์

-วสั ดผุ สมเป็นวสั ดุทเี่ กดิ จากวสั ดุตงั้ แต่ ๒

ประเภทท่มี ีสมบตั แิ ตกต่างกันมารวมตวั กัน เพอื่

นาไปใชป้ ระโยชนไ์ ดม้ ากข้ึน เชน่ เส้ือกนั ฝนบาง

ชนิดเป็นวัสดผุ สมระหวา่ งผา้ กับยาง คอนกรีต

เสริมเหลก็ เป็นวัสดผุ สม ระหวา่ งคอนกรีตกับ

เหลก็

- วัสดบุ างชนดิ สลายตวั ยาก เชน่ พลาสตกิ

การใช้วสั ดุอยา่ งฟุ่มเฟือยและไมร่ ะมัดระวงั

อาจกอ่ ปัญหาต่อสงิ่ แวดลอ้ ม

๒๘

ชนั้ ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๓. อธิบายการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมรี วมถึงการ -สารใหม่ โดยสารทเ่ี ขา้ ทาปฏกิ ิริยา เรียกว่า
จดั เรยี ง ตวั ใหม่ของอะตอมเมอ่ื สารตัง้ ต้น สารใหม่ที่เกิดขน้ึ จาก ปฏิกิริยา
เกิดปฏกิ ิริยาเคมี โดยใชแ้ บบจาลอง และ เรียกวา่
สมการข้อความ -การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมีหรือการเปลย่ี นแปลงทาง
เคมีของสารเปน็ การเปล่ียนแปลงทที่ าใหเ้ กดิ
๔. อธิบายกฎทรงมวล โดยใช้หลักฐาน เชิง ผลิตภณั ฑ์ การเกิด ปฏิกริ ิยาเคมีสามารถเขยี น
ประจกั ษ์ แทนไดด้ ้วยสมการขอ้ ความ
๕. วเิ คราะห์ปฏิกิรยิ าดูดความร้อน และ -การเกิดปฏิกิรยิ าเคมี อะตอมของสารตั้งตน้ จะ
ปฏกิ ริ ิยาคายความรอ้ นจากการเปลย่ี น มกี ารจัดเรยี งตัวใหม่ ไดเ้ ป็นผลติ ภณั ฑ์ ซึง่ มี
สมบตั ิ แตกตา่ งจากสารตัง้ ตน้ โดยอะตอม แต่ละ
แปลงพลังงานความรอ้ นของปฏกิ ิริยา ชนิดก่อนและหลังเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี มจี านวน
เทา่ กัน
-เมื่อเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี มวลรวมของสารต้งั ต้น
เทา่ กับมวลรวมของผลติ ภณั ฑ์ซึง่ เปน็ ไปตาม
กฎทรงมวล
- เมื่อเกิดปฏิกิรยิ าเคมี มีการถ่ายโอน ความรอ้ น
ควบค่ไู ปกับการจดั เรียงตัวใหม่ของ อะตอมของ
สาร ปฏกิ ริ ยิ าที่มกี ารถ่ายโอน ความร้อนจาก
สงิ่ แวดล้อม เข้าสูร่ ะบบ เปน็ ปฏกิ ิริยาดูดความ
รอ้ น ปฏกิ ิริยาทีม่ ี การถา่ ยโอนความร้อนจาก
ระบบออกสู่ สง่ิ แวดลอ้ ม เป็นปฏกิ ิริยาคาย
ความร้อน โดยใช้เคร่ืองมือท่ีเหมาะสมในการวดั
อุณหภมู ิ เช่น เทอรม์ อมิเตอร์หัววดั ทสี่ ามารถ
ตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภมู ิได้
อยา่ งตอ่ เน่ือง

๒๙

ชนั้ ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

๖. อธิบายปฏกิ ิริยาการเกิดสนิมของเหล็ก -ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวติ ประจาวันมีหลาย
ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ ปฏกิ ิรยิ าของ กรด ชนิด เช่น ปฏิกริ ิยาการเผาไหม้ การเกิดสนิม
กบั เบส และปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ โดยใช้
หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ และอธบิ าย ปฏิกริ ิยา ของเหล็ก ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะปฏิกริ ยิ า
การเผาไหม้ การเกิดฝนกรด การสงั เคราะห์ดว้ ย ของกรดกับเบส ปฏิกริ ิยาของเบสกับโลหะ การ
แสง โดยใชส้ ารสนเทศ รวมทง้ั เขียนสมการ เกิดฝนกรด การสงั เคราะหด์ ้วยแสง ปฏกิ ริ ยิ า

ขอ้ ความแสดง ปฏกิ ริ ิยาดงั กลา่ ว เคมสี ามารถเขยี นแทนไดด้ ว้ ยสมการขอ้ ความ ซง่ึ

แสดงช่ือของสารต้งั ต้นและ ผลติ ภัณฑ์ เชน่

เช้อื เพลิง + ออกซเิ จน คารบ์ อนไดออกไซด์

+ น้า ปฏกิ ริ ิยาการเผา ไหม้ เปน็ ปฏกิ ิริยา

ระหวา่ งสารกับออกซเิ จน สารทเ่ี กดิ ปฏิกริ ิยา

การเผาไหม้ส่วนใหญ่ เปน็ สารประกอบท่ีมี

คาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ ซงึ่ ถ้า

เกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณจ์ ะไดผ้ ลติ ภณั ฑ์

เปน็ คาร์บอน ไดออกไซดแ์ ละนา้
-การเกิดสนิมของเหล็ก เกิดจากปฏิกริ ยิ าเคมี
ธาตเุ หล็ก น้า และออกซเิ จนได้ผลติ ภณั ฑ์เปน็
สนิมของเหลก็

-ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้และการเกิดสนมิ ของ

เหล็ก เป็นปฏกิ ริ ิยาของสารตา่ ง ๆ กบั ออกซเิ จน

-ปฏกิ ริ ิยาของกรดกบั โลหะกรดทาปฏิกิรยิ า กบั

โลหะได้หลายชนิด ได้ผลิตภณั ฑ์เป็นเกลือ ของ

โลหะ และแกส๊ ไฮโดรเจน

-ปฏกิ ิรยิ าของกรดกับสารประกอบคารบ์ อเนต

ไดผ้ ลติ ภัณฑ์เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เกลือ

ของโลหะ และนา้

-ปฏกิ ริ ยิ าของกรดกับเบสได้ผลิตภณั ฑ์ เปน็

เกลือของโลหะและน้า หรืออาจไดเ้ พยี ง เกลือ

ของโลหะ

-ปฏกิ ริ ิยาของเบสกับโลหะบางชนิด ได้

๓๐

ช้ัน ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ผลติ ภัณฑเ์ ป็นเกลอื ของเบสและแกส๊ ไฮโดรเจน

-การเกิดฝนกรดเปน็ ผลจากปฏิกริ ิยาของ น้าฝน

กบั ออกไซด์ของไนโตรเจน หรือออกไซด์ ของ

ซลั เฟอร์ทาใหน้ า้ ฝนมสี มบัติเปน็ กรด

-การสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช เป็นปฏิกริ ิยา

ของแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์กับน้า โดยมีแสง

ช่วยในการเกิดปฏกิ ิรยิ าได้ ผลิตภณั ฑ์ เป็น

นา้ ตาลกลโู คส และออกซเิ จน

๗. ระบุประโยชนแ์ ละโทษของปฏกิ ิริยา เคมี -ปฏกิ ริ ิยาเคมที ่พี บในชวี ิตประจาวันมที ง้ั

ที่มตี อ่ สง่ิ มีชีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม และ ประโยชนแ์ ละโทษตอ่ สิง่ มีชีวติ และสิ่งแวด ลอ้ ม

ยกตวั อย่างวธิ ีการปอ้ งกนั และ แกป้ ัญหาที่ จงึ ตอ้ งระมดั ระวังผลจากปฏกิ ิริยาเคมี ตลอดจน
เกดิ จากปฏกิ ิรยิ าเคมีทพี่ บ ในชวี ิตประจาวนั
รู้จกั วธิ ีป้องกนั และแกป้ ญั หาท่เี กิด จาก
จากการสบื ค้นข้อมลู ปฏิกริ ยิ าเคมที ่ีพบในชีวิตประจาวัน
๘. ออกแบบวธิ ีแกป้ ญั หาในชีวิตประจาวัน โดย -ความรู้เกย่ี วกบั ปฏิกริ ิยาเคมสี ามารถนาไปใช้

ใช้ความรู้เกย่ี วกับปฏกิ ิริยาเคมี โดยบูรณาการ ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน และสามารถ

วิทยาศาสตรค์ ณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และ บูรณาการ กับคณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และ

วศิ วกรรมศาสตร์

วศิ วกรรมศาสตร์เพื่อใช้ปรบั ปรุง ผลติ ภณั ฑ์ให้

มคี ุณภาพตามตอ้ งการ หรืออาจสร้าง

นวตั กรรมเพอื่ ปอ้ งกันและแก้ปญั หาท่ีเกดิ ข้นึ

จากปฏกิ ริ ยิ าเคมี โดยใช้ ความรู้เกี่ยวกับ

ปฏกิ ริ ยิ าเคมี เชน่ การเปลี่ยนแปลงพลังงาน

ความร้อนอนั เน่ืองมาจากปฏิกริ ยิ าเคมี การ

เพิม่ ปรมิ าณผลผลติ

๓๑

สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๒ เขา้ ใจธรรมชาตขิ องแรงในชีวติ ประจาวัน ผลของแรงทก่ี ระทาตอ่ วัตถุ ลักษณะ

การเคลอ่ื นที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทง้ั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

ม.๑ ๑. สร้างแบบจาลองทอ่ี ธิบายความสัมพันธ์ • เมื่อวัตถอุ ยู่ในอากาศจะมแี รงที่อากาศ
ระหวา่ งความดันอากาศกบั ความสูงจาก กระทาต่อวัตถุในทกุ ทศิ ทาง แรงทีอ่ ากาศ
พ้ืนโลก กระทาตอ่ วัตถุข้นึ อยูก่ ับขนาดพืน้ ทีข่ อง
วัตถนุ น้ั แรงทอ่ี ากาศกระทาตั้งฉากกับผวิ
วัตถตุ ่อหนึ่งหนว่ ยพ้นื ท่เี รียกวา่ ความดนั
อากาศ
• ความดนั อากาศมีความสัมพนั ธก์ ับความ
สงู จากพื้นโลก โดยบริเวณทีส่ งู จากพน้ื โลก
ขน้ึ ไป อากาศเบาบางลง มวลอากาศ
น้อยลง ความดนั
อากาศกจ็ ะลดลง

ชั้น ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.๒ ๑. พยากรณก์ ารเคลอ่ื นทข่ี องวตั ถทุ ี่เปน็ ผลของ • แรงเป็นปรมิ าณเวกเตอร์ เม่อื มีแรงหลาย

แรงลัพธท์ เี่ กดิ จากแรงหลายแรงท่กี ระทาต่อวัตถุ ๆ แรงกระทาตอ่ วตั ถุ แลว้ แรงลพั ธ์ทีก่ ระทา

ในแนวเดียวกนั จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ตอ่ วัตถมุ ีคา่ เป็นศนู ย์ วัตถจุ ะไมเ่ ปล่ยี นแปลง

๒. เขยี นแผนภาพแสดงแรงและแรงลพั ธ์ท่ีเกดิ การเคลอื่ นท่ีแต่ถ้าแรงลัพธท์ ่ีกระทาตอ่ วัตถุมี

จากแรงหลายแรงทกี่ ระทาตอ่ วัตถุในแนว คา่ ไม่เป็นศนู ย์วตั ถุจะเปลยี่ นแปลงการ

เดียวกัน เคลือ่ นที่

๓. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธี • เมื่อวตั ถุอยู่ในของเหลวจะมแี รงท่ขี องเหลว

ท่ีเหมาะสมในการอธบิ ายปจั จัยทมี่ ีผลต่อความ กระทาต่อวัตถุในทุกทศิ ทาง โดยแรงที่

ดันของของเหลว ของเหลวกระทาตั้งฉากกบั ผวิ วัตถตุ อ่ หนง่ึ

หนว่ ยพ้ืนทเ่ี รยี กว่าความดนั ของของเหลว

• ความดนั ของของเหลวมีความสัมพันธก์ ับ

ความลึกจากระดับผิวหนา้ ของของเหลว โดย

บรเิ วณท่ลี ึกลงไปจากระดบั ผิวหน้าของ

ของเหลวมากขึ้นความดันของของเหลวจะ

เพ่มิ ขึน้ เนื่องจากของเหลวท่ีอย่ลู กึ กว่า จะมี

น้าหนักของของเหลวดา้ นบนกระทามากกวา่

๓๒

ช้นั ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

ม.๒ ๔. วเิ คราะห์แรงพยงุ และการจม การลอยของ • เม่อื วัตถุอยใู่ นของเหลว จะมแี รงพยุง

วตั ถุในของเหลวจากหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ เนื่องจากของเหลวกระทาต่อวัตถุ โดยมีทศิ

๕. เขยี นแผนภาพแสดงแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ ข้นึ ในแนวดิ่งการจมหรือการลอยของวัตถุ

ในของเหลว ขึน้ กบั นา้ หนักของวตั ถุและแรงพยุง ถ้า

น้าหนักของวัตถุและแรงพยุงของของเหลวมี

ค่าเทา่ กัน วตั ถุจะลอยน่งิ อยู่ในของเหลว แต่

ถา้ น้าหนกั ของวัตถมุ คี ่ามากกว่าแรงพยุงของ

ของเหลววัตถุจะจม

๖. อธิบายแรงเสียดทานสถิตและแรงเสยี ดทาน • แรงเสียดทานเปน็ แรงที่เกดิ ข้ึนระหว่าง

จลนจ์ ากหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ ผวิ สมั ผสั ของวตั ถุ เพื่อต้านการเคลอื่ นที่ของ

วัตถนุ ้ันโดยถ้าออกแรงกระทาต่อวัตถุทอี่ ยนู่ ิ่ง

บนพ้ืนผิวให้เคลอ่ื นท่ี แรงเสียดทานก็จะต้าน

การเคล่อื นทขี่ องวตั ถุ แรงเสยี ดทานที่เกิดขึน้

ในขณะท่ีวัตถยุ ังไม่เคลื่อนทเี่ รยี ก แรงเสียด

ทานสถิต แตถ่ ้าวัตถุกาลังเคลื่อนท่ี แรงเสียด

ทานกจ็ ะทาใหว้ ตั ถุน้ันเคล่อื นทชี่ า้ ลงหรอื

หยดุ นง่ิ เรียก แรงเสียดทานจลน์

๗. ออกแบบการทดลองและทดลองดว้ ยวธิ ีท่ี • ขนาดของแรงเสยี ดทานระหวา่ งผิวสัมผัส

เหมาะสมในการอธิบายปัจจัยทมี่ ีผลต่อขนาด ของวัตถุขึ้นกับลักษณะผวิ สัมผัสและขนาด

ของแรงเสยี ดทาน ของ

๘. เขยี นแผนภาพแสดงแรงเสยี ดทานและแรง แรงปฏกิ ริ ิยาตั้งฉากระหว่างผิวสัมผสั

อ่นื ๆ ที่กระทาต่อวตั ถุ • กจิ กรรมในชวี ติ ประจาวันบางกิจกรรม

๙. ตระหนกั ถงึ ประโยชน์ของความรู้ เรอ่ื ง แรง ต้องการแรงเสียดทาน เชน่ การเปดิ ฝาเกลียว

เสยี ดทานโดยวเิ คราะห์สถานการณป์ ัญหาและ ขวดนา้ การใช้แผน่ กันลืน่ ในหอ้ งนา้ บาง

เสนอแนะวธิ กี ารลดหรือเพิม่ แรงเสียดทานที่ กจิ กรรมไมต่ ้องการแรงเสยี ดทาน เช่น การ

เป็นประโยชน์ต่อการทากจิ กรรมใน ลากวัตถุบนพื้นการใช้น้ามนั หล่อล่ืนใน

ชวี ติ ประจาวนั เครอ่ื งยนต์

๑๐. ออกแบบการทดลองและทดลองดว้ ยวิธี • ความร้เู รือ่ งแรงเสียดทานสามารถนาไปใช้

ทีเ่ หมาะสมในการอธบิ ายโมเมนต์ ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวันได้

ของแรง เม่ือวตั ถอุ ยู่ในสภาพสมดุลต่อ • เมอื่ มีแรงทก่ี ระทาตอ่ วัตถโุ ดยไมผ่ า่ น

การหมุน และคานวณโดยใช้สมการ ศูนย์กลางมวลของวัตถุ จะเกิดโมเมนต์ของ

M = Fl แรง ทาใหว้ ัตถหุ มุนรอบศนู ยก์ ลางมวลของ

วัตถนุ น้ั

๓๓

ช้นั ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

ม.๒ • โมเมนตข์ องแรงเป็นผลคณู ของแรงทก่ี ระทา

ตอ่ วัตถุกับระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกบั

แนวแรง เม่ือผลรวมของโมเมนต์ของแรงมคี า่

เปน็ ศนู ยว์ ตั ถุจะอยใู่ นสภาพสมดลุ ต่อการหมุน

โดยโมเมนตข์ องแรงในทศิ ทวนเขม็ นาฬกิ าจะมี

ขนาดเทา่ กบั โมเมนต์ของแรงในทศิ ตามเขม็

นาฬกิ า

• ของเล่นหลายชนิดประกอบด้วยอปุ กรณ์

หลายส่วนที่ใชห้ ลกั การโมเมนตข์ องแรง

ความรู้เรอื่ งโมเมนต์ของแรงสามารถนาไปใช้

ออกแบบและประดิษฐ์ของเล่นได้

๑๑. เปรียบเทยี บแหล่งของสนามแม่เหล็ก • วัตถทุ มี่ มี วลจะมีสนามโนม้ ถว่ งอยูโ่ ดยรอบ

สนามไฟฟ้า และสนามโนม้ ถว่ ง และทศิ ทาง แรงโนม้ ถ่วงท่ีกระทาต่อวตั ถุทอี่ ยใู่ นสนามโน้ม

ของแรงทก่ี ระทาตอ่ วตั ถทุ อ่ี ยู่ในแตล่ ะสนาม ถว่ งจะมที ศิ พงุ่ เขา้ หาวัตถทุ เี่ ป็นแหลง่ ของ

จากข้อมลู ที่รวบรวมได้ สนามโน้มถว่ ง

๑๒. เขยี นแผนภาพแสดงแรงแม่เหล็ก แรง • วตั ถุที่มปี ระจุไฟฟา้ จะมสี นามไฟฟ้าอยู่

ไฟฟา้ และแรงโน้มถ่วงที่กระทาตอ่ วัตถุ โดยรอบแรงไฟฟา้ ที่กระทาตอ่ วัตถทุ ี่มปี ระจจุ ะ

มที ิศพุ่งเข้าหาหรือออกจากวตั ถทุ มี่ ปี ระจุที่เป็น

แหลง่ ของสนามไฟฟ้า

• วัตถุที่เป็นแมเ่ หลก็ จะมีสนามแมเ่ หล็กอยู่

โดยรอบแรงแมเ่ หลก็ ทกี่ ระทาต่อข้ัวแม่เหลก็

จะมที ิศพงุ่ เขา้ หาหรือออกจากขว้ั แม่เหลก็ ที่

เป็นแหลง่ ของสนามแมเ่ หล็ก

๑๓. วเิ คราะห์ความสมั พันธ์ระหว่างขนาดของ • ขนาดของแรงโนม้ ถว่ ง แรงไฟฟ้า และแรง

แรงแมเ่ หลก็ แรงไฟฟ้า และแรงโน้มถ่วงที่ แมเ่ หลก็ ที่กระทาตอ่ วตั ถทุ ี่อยู่ในสนามนนั้ ๆ

กระทาตอ่ วัตถุที่อย่ใู นสนามนนั้ ๆ กบั จะมคี ่าลดลงเมื่อวัตถอุ ยู่ห่างจากแหล่งของ

ระยะหา่ งจากแหล่งของสนามถงึ วัตถจุ าก สนามนน้ั ๆ มากข้นึ

ขอ้ มูลทีร่ วบรวมได้

๑๔. อธบิ ายและคานวณอัตราเรว็ และ • การเคลอื่ นท่ีของวัตถเุ ปน็ การเปล่ยี น

ความเรว็ ของการเคล่อื นทข่ี องวัตถุ โดยใช้ ตาแหนง่ ของวัตถุเทยี บกบั ตาแหน่งอ้างอิง โดย

สมการ    มปี รมิ าณท่เี กี่ยวขอ้ งกับการเคลื่อนทซี่ งึ่ มที ง้ั
v  s และ v s ปริมาณสเกลาร์และปรมิ าณเวกเตอร์ เช่น
ระยะทาง อัตราเร็ว การกระจัด ความเร็ว
tt

จากหลักฐานเชงิ ประจักษ์

๑๕. เขยี นแผนภาพแสดงการกระจดั และ

ความเรว็

๓๔

ช้นั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๒ ปริมาณสเกลาร์เปน็ ปริมาณทม่ี ีขนาด เช่น

ระยะทาง อัตราเรว็

ปริมาณเวกเตอร์เปน็ ปรมิ าณท่มี ีทัง้ ขนาด

และทิศทาง เช่น การกระจัด ความเรว็

• เขยี นแผนภาพแทนปรมิ าณเวกเตอร์ได้ด้วย

ลกู ศรโดยความยาวของลกู ศรแสดงขนาดและ

หวั ลูกศรแสดงทศิ ทางของเวกเตอร์นน้ั ๆ

• ระยะทางเป็นปริมาณสเกลาร์ โดยระยะทาง

เป็นความยาวของเสน้ ทางที่เคลือ่ นท่ไี ด้

• การกระจดั เป็นปรมิ าณเวกเตอร์ โดยการ

กระจัดมที ิศช้ีจากตาแหน่งเร่ิมต้นไปยัง

ตาแหนง่ สดุ ทา้ ยและมีขนาดเท่ากับระยะทีส่ น้ั

ท่สี ดุ ระหวา่ งสองตาแหน่งนน้ั

• อัตราเรว็ เป็นปรมิ าณสเกลาร์ โดยอตั ราเรว็

เปน็ อัตราส่วนของระยะทางต่อเวลา

• ความเร็วปริมาณเวกเตอร์มที ศิ เดียวกบั ทศิ

ของการกระจดั โดยความเร็วเป็นอัตราสว่ น

ของการกระจดั ตอ่ เวลา

๓๕

สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๓ เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสมั พันธ์

ระหว่างสสารและพลังงาน พลงั งานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาตขิ องคลื่น ปรากฏการณ์ที่
เกี่ยวขอ้ งกบั เสยี ง แสง และคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์

ชั้น ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ม.๑ ๑. วิเคราะหแ์ ปลความหมายข้อมลู และคานวณ
• เม่อื สสารไดร้ บั หรือสูญเสียความร้อนอาจ
ปริมาณความร้อนท่ที าใหส้ สารเปล่ียนอณุ หภมู ิ ทาใหส้ สารเปลย่ี นอุณหภมู เิ ปลยี่ นสถานะ
และเปลี่ยนสถานะ หรือเปลี่ยนรปู ร่าง
โดยใชส้ มการ Q = mc∆t และ Q = mL • ปริมาณความรอ้ นทท่ี าใหส้ สารเปลีย่ น
อุณหภมู ขิ ้ึนกับมวล ความรอ้ นจาเพาะ และ
๒. ใช้เทอร์มอมเิ ตอรใ์ นการวัดอณุ หภูมขิ องสสาร อุณหภูมิท่เี ปลย่ี นไป
• ปรมิ าณความรอ้ นท่ีทาใหส้ สารเปล่ียน
๓. สรา้ งแบบจาลองท่อี ธิบายการขยายตัวหรือ สถานะ
หดตัวของสสารเนื่องจากได้รับหรอื สูญเสีย ขน้ึ กบั มวลและความร้อนแฝงจาเพาะ
ความรอ้ น โดยขณะทสี่ สารเปลี่ยนสถานะ อุณหภูมจิ ะ
ไมเ่ ปลีย่ นแปลง
• ความร้อนทาให้สสารขยายตัวหรอื หดตวั ได้
เนอ่ื งจากเมอื่ สสารไดร้ บั ความร้อนจะทาให้
อนภุ าคเคล่ือนที่เรว็ ขึน้ ทาใหเ้ กดิ การ
ขยายตวั

๓๖

ชน้ั ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.๑ ๔. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของ แตเ่ ม่ือสสารคายความร้อนจะทาใหอ้ นภุ าค

การหดและขยายตัวของสสารเนือ่ งจาก เคล่อื นทช่ี า้ ลง ทาใหเ้ กิดการหดตัว

ความรอ้ นโดยวิเคราะห์สถานการณ์ ปญั หา • ความรู้เรือ่ งการหดและขยายตัวของสสาร

และเสนอแนะวิธีการนาความรูม้ าแก้ปัญหา เนื่องจากความร้อนนาไปใชป้ ระโยชน์ได้ด้าน

ในชีวิตประจาวัน ต่าง ๆ เช่น การสรา้ งถนน การสร้างรางรถไฟ

การทาเทอรม์ อมิเตอร์

๕. วเิ คราะหส์ ถานการณ์การถ่ายโอนความ • ความร้อนถ่ายโอนจากสสารทมี่ อี ณุ หภมู สิ งู กวา่

รอ้ นและคานวณปรมิ าณความรอ้ นทถี่ า่ ย ไปยงั สสารท่มี อี ณุ หภูมติ ่ากว่าจนกระทั่งอณุ หภมู ิ

โอนระหวา่ งสสารจนเกดิ สมดุลความร้อน ของสสารท้ังสองเทา่ กัน สภาพทส่ี สารทงั้ สองมี

โดยใช้ สมการ Qสูญเสีย = Qได้รบั อณุ หภมู เิ ทา่ กนั เรยี กวา่ สมดุลความร้อน

• เมอื่ มีการถ่ายโอนความร้อนจากสสารทม่ี ี

อุณหภมู ิตา่ งกันจนเกิดสมดลุ ความร้อน

ความร้อนที่เพม่ิ ขึน้ ของสสารหนึง่ จะเท่ากบั

ความร้อนทล่ี ดลงของอกี สสารหนึ่ง ซ่ึงเป็นไป

ตามกฎการอนุรกั ษพ์ ลงั งาน

๖. สรา้ งแบบจาลองที่อธบิ ายการถ่ายโอน • การถา่ ยโอนความร้อนมี ๓ แบบ คอื

ความรอ้ นโดยการนาความร้อน การพา การนาความร้อน การพาความรอ้ น และ

ความร้อน การแผ่รงั สคี วามรอ้ น การแผ่รังสีความร้อน การนาความร้อนเป็น

๗. ออกแบบ เลอื กใช้และสรา้ งอปุ กรณเ์ พ่ือ การถา่ ยโอนความรอ้ นทอ่ี าศัยตัวกลาง โดยที่

แก้ปญั หาในชีวติ ประจาวัน โดยใช้ความรู้ ตวั กลางไมเ่ คลอ่ื นท่กี ารพาความรอ้ นเป็น

เก่ียวกบั การถ่ายโอนความร้อน การถ่ายโอนความรอ้ นท่อี าศยั ตวั กลาง โดยที่

ตัวกลางเคลื่อนที่ไปดว้ ย ส่วนการแผ่รงั สี

ความร้อนเป็นการถ่ายโอนความรอ้ นทไ่ี ม่ตอ้ ง

อาศยั ตวั กลาง

• ความรู้เก่ียวกบั การถา่ ยโอนความร้อนสามารถ

นาไปใช้ประโยชนใ์ นชวี ิตประจาวนั ไดเ้ ชน่

การเลอื กใช้วสั ดเุ พ่อื นามาทาภาชนะบรรจุ

อาหาร เพ่อื เกบ็ ความรอ้ น หรอื การออกแบบ

ระบบระบายความร้อนในอาคาร

๓๗

ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.๒ ๑. วิเคราะห์สถานการณแ์ ละคานวณ • เมอื่ ออกแรงกระทาต่อวัตถุ แลว้ ทาให้วตั ถุ

เกยี่ วกับงานและกาลงั ที่เกดิ จากแรงท่ี เคลอื่ นท่ี โดยแรงอยใู่ นแนวเดยี วกับการเคล่ือนท่ี

กระทาต่อวตั ถุ จะเกิดงาน งานจะมีคา่ มากหรอื น้อยข้ึนกับขนาด

โดยใชส้ มการ W = Fs และ P = w ของแรงและระยะทางในแนวเดียวกบั แรง
• งานทที่ าในหน่งึ หนว่ ยเวลาเรียกวา่ กาลงั
t หลักการของงานนาไปอธบิ ายการทางานของ
เครื่องกลอย่างง่าย ได้แก่ คาน พ้ืนเอยี ง รอก
จากข้อมูลท่รี วบรวมได้ เดี่ยว ลิม่ สกรู ลอ้ และเพลา ซึ่งนาไปใช้
๒. วเิ คราะห์หลกั การทางานของเคร่อื งกล ประโยชนด์ ้านต่าง ๆ ในชวี ิตประจาวัน
อย่างง่ายจากขอ้ มูลท่ีรวบรวมได้ • พลงั งานจลนเ์ ปน็ พลังงานของวตั ถทุ เ่ี คลื่อนที่
๓. ตระหนักถึงประโยชนข์ องความรขู้ อง พลงั งานจลนจ์ ะมีคา่ มากหรือน้อยขึ้นกับมวล
เครือ่ งกลอย่างง่าย โดยบอกประโยชน์ และอตั ราเร็ว สว่ นพลังงานศักย์โนม้ ถว่ ง
และการประยกุ ต์ใช้ในชวี ิตประจาวัน เก่ียวข้องกับตาแหนง่ ของวตั ถุ จะมคี ่ามากหรือ
๔. ออกแบบและทดลองดว้ ยวิธีท่ีเหมาะสม นอ้ ยขึน้ กบั มวลและตาแหนง่ ของวัตถุ เม่ือวตั ถุ
ในการอธิบายปัจจัยท่ีมผี ลตอ่ พลงั งานจลน์
และพลงั งานศกั ยโ์ นม้ ถ่วง

อยู่ในสนามโนม้ ถว่ ง วตั ถจุ ะมพี ลงั งานศกั ยโ์ นม้

ถ่วงพลังงานจลน์และพลังงานศักยโ์ นม้ ถ่วงเปน็

๕. แปลความหมายขอ้ มลู และอธิบาย พลงั งานกล
การเปลี่ยนพลงั งานระหวา่ งพลงั งานศกั ย์ • ผลรวมของพลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงาน
โน้มถ่วงและพลังงานจลน์ของวัตถุโดย จลนเ์ ป็นพลังงานกล พลังงานศกั ย์โนม้ ถว่ งและ
พลงั งานกลของวตั ถมุ ีค่าคงตัวจากขอ้ มลู ที่ พลงั งานจลน์ของวตั ถหุ นง่ึ ๆ สามารถเปลีย่ น
รวบรวมได้ กลบั ไปมาได้ โดยผลรวมของพลังงานศกั ยโ์ นม้
ถ่วงและพลงั งานจลนม์ ีค่าคงตัว นัน่ คอื พลงั งาน

กลของวัตถุมีคา่ คงตัว

๖. วเิ คราะหส์ ถานการณ์และอธบิ ายการ • พลังงานรวมของระบบมีค่าคงตวั ซงึ่ อาจเปล่ียน
เปล่ียนและการถา่ ยโอนพลงั งานโดยใช้ จากพลงั งานหน่งึ เปน็ อีกพลงั งานหนง่ึ เชน่
กฎการอนรุ กั ษพ์ ลงั งาน พลงั งานกลเปลี่ยนเปน็ พลงั งานไฟฟ้า
พลงั งานจลน์เปล่ยี นเป็นพลังงานความร้อน

พลงั งานเสยี ง พลังงานแสง เนอ่ื งมาจาก

แรงเสยี ดทาน พลังงานเคมีในอาหารเปลยี่ นเป็น

พลังงานทไี่ ปใชใ้ นการทางานของสิง่ มชี ีวติ

๓๘

ชั้น ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

• นอกจากน้พี ลังงานยังสามารถถา่ ยโอนไปยงั อีก

ระบบหน่ึงหรือไดร้ บั พลงั งานจากระบบอืน่ ได้ เช่น

การถ่ายโอนความร้อนระหว่างสสาร

การกฎการถ่ายโอนพลงั งานของการสนั่ ของ

แหลง่ กาเนดิ เสยี งไปยงั ผฟู้ ัง ทงั้ การเปลยี่ น

พลังงานและการถ่ายโอนพลังงาน พลงั งานรวม

ทัง้ หมดมคี ่าเทา่ เดมิ ตามกฎการอนรุ ักษ์พลงั งาน

ม.๓ ๑. วเิ คราะห์ความสัมพันธ์ธาตุ ความตา่ งศักย์ -เมื่อตอ่ วงจรไฟฟ้าครบวงจรจะมีกระแส ไฟฟ้าออก
กระแสไฟฟา้ และความต้านทาน และ คานวณ จากข้วั บวกผา่ นวงจรไฟฟา้ ไปยังขว้ั ลบของ
ปริมาณ ท่เี กี่ยวขอ้ งโดยใช้สมการ
แหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ ซงึ่ วดั ค่าได้ จากแอมมิเตอร์
=
จากหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ -คา่ ทีบ่ อกความแตกตา่ งของพลังงานไฟฟา้ ต่อ

๒. เขียนกราฟความสมั พนั ธ์ธาตุ กระแสไฟฟา้ หนว่ ยประจุธาตุจดุ ๒ จุด เรียกว่า ความตา่ งศักย์
ซ่งึ วัดค่าไดจ้ ากโวลต์มิเตอร์
และความต่างศักยไ์ ฟฟ้า -ขนาดของกระแสไฟฟ้ามคี ่าแปรผนั ตรง กบั ความตา่ ง
ศกั ยธ์ าตปุ ลายทัง้ สองของตวั นา โดย อัตราส่วนธาตุ
๓. ใชโ้ วลตม์ ิเตอร์ แอมมเิ ตอร์ ในการวัด ความตา่ งศักย์และ กระแสไฟฟา้ มีค่าคงที่ เรียก
ปริมาณทางไฟฟ้า ค่าคงท่ีนวี้ ่า ความต้านทาน

๔. วเิ คราะหค์ วามตา่ งศกั ยไ์ ฟฟ้าและ -ในวงจรไฟฟ้าประกอบด้วยแหลง่ กาเนิด ไฟฟา้
กระแสไฟฟา้ ในวงจรไฟฟา้ เมื่อตอ่ ตวั
ต้านทานหลายตวั แบบอนุกรมและแบบ

ขนานจากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ สายไฟฟา้ และอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยอปุ กรณไ์ ฟฟา้

๕. เขียนแผนภาพวงจรไฟฟา้ แสดง การ แต่ละชนิ้ มคี วามต้านทาน ในการต่อตัวต้านทาน

ตอ่ ตัวต้านทานแบบอนุกรมและ ขนาน หลายตวั มีทัง้ ต่อแบบอนกุ รมและแบบขนาน

-การต่อตัวตา้ นทานหลายตวั แบบอนุกรม ใน

วงจรไฟฟา้ ความต่างศกั ย์ที่คร่อมตัวตา้ น ทานแต่ละ

ตวั มีค่าเท่ากับผลรวมของ ความต่างศกั ยท์ ีค่ รอ่ มตวั

ตา้ นทาน แต่ละตัว โดยกระแสไฟฟา้ ทผ่ี ่านตวั

ตา้ นทานแตล่ ะตวั มีคา่ เท่ากนั

๓๙

ช้ัน ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

๖. บรรยายการทางานของช้นิ ส่วนอิเลก็ ทรอ -การตอ่ ตัวต้านทานหลายตัวแบบขนาน ใน
นิกสอ์ ยา่ งง่ายในวงจรจากข้อมูลที่ รวบรวมได้ วงจรไฟฟา้ กระแสไฟฟา้ ที่ผา่ นวงจรมคี ่า เทา่ กับ
๗. เขียนแผนภาพและตอ่ ช้ินส่วนอเิ ล็ก ทรอ ผลรวมของกระแสไฟฟา้ ที่ผ่าน ตวั ตา้ นทานแต่ละตวั
นิกส์อย่างงา่ ยในวงจรไฟฟ้า โดยความตา่ งศักย์
๘. อธิบายและคานวณพลังงานไฟฟ้า โดยใช้ ท่ีครอ่ มตวั ตา้ นทานแตล่ ะตัวมีค่าเท่ากัน
สมการ = รวมท้ังคานวณค่าไฟฟ้า
-ช้ินส่วนอเิ ลก็ ทรอนกิ สม์ หี ลายชนิด เช่น ตวั
ของเครือ่ งใช้ไฟฟ้าในบา้ น

๙. ตระหนกั ในคุณคา่ ของการเลือกใช้ ต้านทาน ไดโอด ทรานซสิ เตอร์ ตัวเกบ็ ประจุ โดย

เครอ่ื งใช้ไฟฟ้าโดยนาเสนอแนะวิธกี ารใช้ ชิ้นสว่ นแตล่ ะชนดิ ทาหน้าทีแ่ ตกตา่ งกันเพื่อให้
เคร่ืองใชไ้ ฟฟ้าอย่างประหยัดและ ปลอดภัย วงจรทางานได้ ตามตอ้ งการ

-ตวั ตา้ นทานทาหนา้ ที่ควบคมุ ปริมาณ กระแสไฟฟา้

ในวงจรไฟฟ้า ไดโอดทาหน้าที่ ให้กระแสไฟฟ้าผา่ น

ทางเดยี ว ทรานซสิ เตอร์ ทาหน้าทเ่ี ปน็ สวิตชป์ ดิ

หรือเปดิ วงจรไฟฟ้า และควบคุมปริมาณ

กระแสไฟฟา้ ตวั เก็บประจุทาหน้าทเี่ กบ็ และคาย

ประจไุ ฟฟา้

-เครอื่ งใช้ไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วยช้ิน ส่วน

อเิ ล็กทรอนิกส์หลายชนิดทที่ างาน รว่ มกนั การต่อ

วงจรอเิ ลก็ ทรอนกิ สโ์ ดยเลอื ก ใช้ช้นิ สว่ น

อิเลก็ ทรอนิกส์ ท่ีเหมาะสมตาม หนา้ ทข่ี องช้ินส่วน

นั้น ๆ จะสามารถทางานให้ วงจรไฟฟา้ ทางานได้ตาม

ตอ้ งการ

-เครื่องใชไ้ ฟฟา้ จะมคี ่ากาลังไฟฟา้ และ ความต่าง

ศกั ย์กากบั ไว้ กาลงั ไฟฟา้ มหี น่วย เป็นวัตต์ ความ

ต่างศกั ย์ มหี นว่ ยเปน็ โวลต์ คา่ ไฟฟ้าส่วนใหญ่คดิ

จากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด ซ่งึ หาไดจ้ ากผลคูณ

ของกาลังไฟฟ้า ในหน่วย กิโลวัตต์ กับเวลาใน

หนว่ ยชัว่ โมง พลังงานไฟฟ้ามหี น่วยเป็น กโิ ลวัตต-์

ชวั่ โมง หรือหน่วย

๔๐

ช้ัน ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

-วงจรไฟฟา้ ในบ้านมีการตอ่ เครื่องใชไ้ ฟฟ้า แบบ

ขนานเพ่ือให้ความตา่ งศักย์เท่ากัน การใช้

เครอ่ื งใช้ไฟฟ้าในชวี ติ ประจาวัน ต้องเลือกใช้

เครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ ทมี่ ีความต่าง ศักยแ์ ละกาลังไฟฟา้

ให้เหมาะกับการใชง้ าน

และการใชเ้ คร่ืองใช้ไฟฟา้ และอุปกรณ์ไฟฟา้ ตอ้ งใช้

อยา่ งถกู ต้อง ปลอดภัยและประหยดั

-คลื่นเกิดจากการส่งผา่ นพลังงานโดยอาศยั ตัวกลาง
และไมอ่ าศยั ตวั กลาง ในคลน่ื กล พลังงานจะถูกถา่ ย
โอนผ่านตัวกลางโดย อนุภาคของตวั กลางไม่
เคลอื่ นท่ีไปกับคลนื่ คลืน่ ที่แผ่ออกมาจาก
แหลง่ กาเนิดคลื่นตอ่ เนื่อง และมีรูปแบบท่ีซา้ กนั
บรรยายได้ดว้ ย ความยาวคลนื่ ความถี่ แอมพลิจดู

๑๐. สร้างแบบจาลองทอี่ ธิบายการเกดิ คลน่ื -คลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ เป็นคลื่นท่ีไม่อาศัย ตวั กลางใน
และบรรยายสว่ นประกอบของคล่นื การเคลื่อนท่ี มคี วามถตี่ อ่ เนื่อง เป็นช่วงกวา้ งมาก
๑๑.อธบิ ายคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ และสเปกตรมั เคลอื่ นทีใ่ นสุญญากาศ ดว้ ยอตั ราเร็วเท่ากัน แต่จะ
คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าจากข้อมูลทรี่ วบรวมได้ เคลื่อนทด่ี ว้ ย อัตราเร็วต่างกันในตวั กลางอน่ื คล่นื
แมเ่ หล็ก ไฟฟา้ แบง่ ออกเป็นชว่ งความถต่ี ่าง ๆ
๑๒. ตระหนกั ถงึ ประโยชน์และอันตราย จาก เรยี กวา่ สเปกตรมั ของคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ แตล่ ะ
ชว่ ง ความถม่ี ชี ่ือเรียกตา่ งกัน ไดแ้ ก่ คลนื่ วทิ ยุ
คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้าโดยนาเสนอ การใช้ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสงที่ มองเห็น
อลั ตราไวโอเลต รังสเี อกซ์ และรงั สี แกมมาซึง่
ประโยชนใ์ นดา้ นตา่ งๆ และ อนั ตรายจาก สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้
-เลเซอร์เป็นคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ ที่มีความยาว คลืน่
คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้าในชีวิต ประจาวัน เดียวเปน็ ลาแสงขนานและมคี วามเข้มสูง นาไปใช้
ประโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ เชน่ ด้านการส่ือสารมีการใช้
เลเซอร์สาหรบั สง่ สารสนเทศ ผ่านเส้นใยนาแสง โดย
อาศัยหลักการ การสะท้อนกลบั หมดของแสง ดา้ น
การแพทย์ ใชใ้ นการผ่าตัด

๔๑

ช้ัน ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

-คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ นอกจากจะสามารถ นาไปใช้

ประโยชน์แลว้ ยังมโี ทษต่อมนษุ ย์ด้วย เช่น ถ้ามนุษย์

ไดร้ บั รังสอี ลั ตร้าไวโอเลต มากเกนิ ไปอาจจะทาให้

เกิดมะเร็งผิวหนงั หรอื ถา้ ได้รงั สีแกมมาซึ่งเปน็ คล่ืน

แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ที่มพี ลงั งานสูงและสามารถทะลุผา่ น

เซลลแ์ ละอวยั วะได้ อาจทาลาย เนื้อเยื่อ หรืออาจทา

๑๓. ออกแบบการทดลองและดาเนิน การ ให้เสยี ชวี ิตได้เม่ือไดร้ บั รังสีแกม มาในปริมาณสงู
ทดลองดว้ ยวธิ ีทีเ่ หมาะสมใน การอธบิ ายกฎ -เมื่อแสงตกกระทบวตั ถุจะเกิดการสะท้อน ซ่งึ
การสะทอ้ นของแสง เป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสง โดยรงั สีตก
กระทบเส้นแนวฉาก รังสสี ะทอ้ น อยู่ในระนาบ
๑๔. เขียนแผนภาพการเคล่ือนทีข่ องแสง เดยี วกัน และ มุมตกกระทบ เท่ากบั มมุ สะท้อน ภาพ
แสดงการเกดิ ภาพจากกระจกเงา จากกระจกเงาเกดิ จาก รังสีสะทอ้ นตดั กัน หรือต่อ
แนวรงั สีสะท้อน ใหต้ ัดกัน โดยถา้ รงั สสี ะท้อนตดั กัน

จริงจะเกดิ ภาพจรงิ แตถ่ า้ ตอ่ แนวรังสสี ะท้อนให้ ไป

ตดั กนั จะเกิดภาพเสมอื น

๑๕. อธบิ ายการหกั เหของแสงเมอ่ื ผา่ นตวั -เมื่อแสงเดินถามผ่านตัวกลางโปร่งใสท่ี แตกตา่ งกัน
กลางโปรง่ ใสทแ่ี ตกตา่ งกัน และอธิบาย การ เช่น อากาศและนา้ อากาศ และแกว้ จะเกิดการหัก
กระจาย แสงของแสงขาว เม่ือผ่าน ปริซมึ จาก เห หรอื อาจเกิด การสะท้อนกลับหมดในตวั กลางที่
หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ แสงตก กระทบการหกั เหของแสงผ่านเลนส์ทาให้

เกดิ ภาพ ที่มีชนิดและขนาดตา่ ง ๆ

-แสงขาวประกอบด้วยแสงสีต่างๆ เมือ่ แสง ขาวผา่ น

ปริซมึ จะเกดิ การกระจายแสง เป็นแสงสีต่าง ๆ

เรียกวา่ สเปกตรัมของแสงขาว เม่อื เคล่ือนท่ีใน

ตัวกลางใด ๆ ท่ีไม่ใชอ่ ากาศ จะมีอตั ราเร็วตา่ งกนั

จึงมกี ารหกั เหต่างกนั

๑๖. เขียนแผนภาพการเคล่อื นท่ีของแสง -การสะท้อนและการหักเหของแสงนาไปใช้ อธบิ าย
ปรากฏการณท์ ่ีเก่ียวกับแสง เช่น รุ้ง มิราจ และ
แสดงการเกิดภาพจากเลนสบ์ าง อธบิ ายการทางานของทัศนอปุ กรณ์ เชน่ แว่นขยาย
๑๗. อธบิ ายปรากฏการณ์ทีเ่ กย่ี วกับแสง กระจกโค้งจราจร กลอ้ งโทรทรรศน์ กล้องจุลทรรศน์
และการทางานของทัศนอปุ กรณจ์ ากข้อมูลท่ี และแว่นสายตา

รวบรวมได้

๔๒

ช้ัน ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
๑๘. เขยี นแผนภาพการเคล่อื นทขี่ องแสง -ในการมองวัตถุ เลนส์ตาจะถูกปรับโฟกสั เพ่อื ให้
แสดงการเกิดภาพของทศั นอุปกรณ์และ เกดิ ภาพชัดท่ีจอตาความบกพร่องถามสายตา เช่น
เลนส์ตา สายตาสั้นและสายตายาวเปน็ เพราะตาแหน่งที่
เกดิ ภาพไม่ได้อยทู่ ี่จอตาพอดี จึงต้องใช้เลนสใ์ นการ
๑๙. อธิบายผลของความสว่างทีม่ ตี อ่ ดวงตา แกไ้ ขเพอ่ื ชว่ ยให้ มองเห็นเหมอื นคนสายตาปกตโิ ดย
จากขอ้ มลู ทีไ่ ดจ้ ากการสบื ค้น คนสายตา สั้นใช้เลนสเ์ ว้า ส่วนคนสายตายาวใช้
๒๐. วัดความสว่างของแสงโดยใช้ อปุ กรณ์ เลนส์นูน
วดั ความสวา่ งของแสง -ความสวา่ งของแสงมีผลตอ่ ดวงตา มนษุ ย์ การใช้
๒๑. ตระหนกั ในคณุ คา่ ของความรเู้ รื่อง สายตาในสภาพแวดลอ้ มท่ีมีความสว่าง ไมเ่ หมาะสม
ความสว่างของแสงท่ีมีต่อดวงตาโดย จะเปน็ อนั ตราย ตอ่ ดวงตา เชน่ การดูวัตถุในท่ีมี
วิเคราะหส์ ถานการณ์ปญั หาและเสนอ แนะ ความสวา่ งมากหรือน้อยเกิน ไป การจ้องดู
การจดั ความสว่างใหเ้ หมาะสม ในการทา หน้าจอภาพเปน็ เวลานานความ สว่างบนพืน้ ทร่ี บั
กจิ กรรมต่าง ๆ แสงมหี น่วยเปน็ ลักซ์ ความรเู้ ก่ยี วกบั ความสวา่ ง
สามารถนามาใชจ้ ดั ความสว่างใหเ้ หมาะสมกับการ
ทากิจกรรมตา่ ง ๆ เช่น การจดั ความสวา่ งที่
เหมาะสมสาหรับ การอ่านหนงั สอื

สาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ

มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และววิ ฒั นาการของดอกภพ

กาแลก็ ซี ดาวฤกษ์ และระบบสรุ ยิ ะ รวมท้งั ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ

ท่สี ง่ ผลต่อสิ่งมชี ีวติ และการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ

ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

ม.๓ ๑. อธิบายการโคจรของดาวเคราะห์รอบ ดวง -ในระบบสุรยิ ะมดี วงอาทิตย์เป็นศูนยก์ ลาง โดย
มีดาวเคราะหแ์ ละบริวารดาวเคราะห์ แคระ
อาทิตย์ดว้ ยแรงโนม้ ถว่ งจากสมการ ดาวเคราะหน์ ้อย ดาวหาง และอนื่ ๆ เชน่ วัตถุ
F=(Gm1m2) / r2

คอยเบอร์ โคจรอยโู่ ดยรอบ ซ่ึงดาวเคราะหแ์ ละ

วตั ถุเหล่านีโ้ คจรรอบดวงอาทิตย์ดว้ ยแรงโน้ม

ถ่วง แรงโนม้ ถ่วงเป็น แรงดึงดูดธาตุวัตถสุ อง

วัตถุโดยเป็นสดั สว่ น กับผลคูณของมวลท้ังสอง

และเปน็ สัดส่วน ผกผนั กับกาลงั สองของ

ระยะทางธาตวุ ัตถุ

๔๓

ช้ัน ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ทงั้ สอง แสดงไดโ้ ดยสมการ F=(Gm1m2) / 2
๒. สร้างแบบจาลองที่อธิบายการเกิดฤดู เมอ่ื F แทนความโนม้ ถ่วงธาตุมวลทงั้ สอง
และการเคล่ือนท่ีปรากฏของดวงอาทิตย์
G แทนค่านจิ โน้มถว่ งสากล m1แทนมวลของ
๓. สร้างแบบจาลองทอี่ ธบิ ายการเกิด ข้างข้ึน
ข้างแรม การเปล่ียนแปลงเวลา การข้นึ และ วตั ถุแรก m2 แทน มวลของวัตถุท่ีสอง และ r
ตก ของดวงจันทร์ และการเกิด น้าขน้ึ น้าลง
แทนระยะหา่ งธาตุวัตถทุ ้ังสอง
๔. อธบิ ายการใชป้ ระโยชน์ของเทคโนโลยี -การท่โี ลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะ ที่
อวกาศ และยกตัวอย่างความก้าวหน้าของ แกนโลกเอยี งกับแนวตั้งฉากของระนาบ ทาง
โครงการสารวจอวกาศจากข้อมูลที่รวบรวมได้ โคจรทาใหส้ ว่ นต่าง ๆ บนโลกได้รบั ปรมิ าณ
แสงจากดวงอาทิตย์แตกตา่ งกนั ใน รอบปเี กิด
เปน็ ฤดู กลางวนั กลางคนื ยาว ไมเ่ ท่ากนั และ
ตาแหน่งการข้ึนและตกของ ดวงอาทิตยท์ ี่ขอบ
ฟา้ และเส้นทางการข้นึ และตก ของดวงอาทติ ย์
เปลี่ยนไปในรอบปี ซงึ่ ส่งผลตอ่ การดารงชวี ิต

-ดวงจนั ทร์โคจรรอบโลก โลกและ ดวงจันทร์

โคจรรอบดวงอาทติ ย์ ดวงจนั ทร์ รับแสงจาก

ดวงอาทิตย์ ครึ่งดวงตลอดเวลา เมื่อดวงจันทร์

โคจรรอบโลกได้หัน ส่วนสวา่ ง มายังโลก

แตกต่างกัน จงึ ทาให้คนบนโลก สงั เกตส่วน

สว่างของดวงจันทรแ์ ตกตา่ งไป

ในแต่ละวัน เกิดเปน็ ข้างขึน้ ข้างแรม
-ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลกในทศิ ทางเดยี วกัน กับ
ทโ่ี ลก หมนุ รอบตวั เอง จงึ ทาให้เหน็ ดวงจันทร์
ขน้ึ ช้าไปประมาณวันละ ๕๐ นาที แรงโนม้ ถ่วง
ทดี่ วงจันทร์ ดวงอาทติ ย์กระทา ตอ่ โลกทาให้
เกิดปรากฏการณ์น้าข้ึนน้าลง ซึ่งสง่ ผลตอ่
สิง่ แวดล้อมและส่ิงมีชวี ิตบนโลก
วนั ทนี่ ้ามรี ะดบั การขนึ้ สูงสดุ และลงต่าสดุ เรียก
วนั น้าเกดิ ส่วนวนั ที่ระดบั นา้ มีการข้นึ และลง
น้อยเรียก วนั น้าตาย โดยวันน้าเกิด นา้ ตายมี
ความสมั พนั ธ์กบั ขา้ งขน้ึ ข้างแรม

-เทคโนโลยีอวกาศไดม้ ีบทบาทตอ่ การ

ดารงชวี ิตของมนษุ ยใ์ นปัจจุบนั มาก มาย

มนุษย์ไดใ้ ชป้ ระโยชน์จากเทคโนโลยี อวกาศ

เช่นระบบนาทางด้วยดาวเทยี ม (GNSS) การ

๔๔

ชัน้ ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ตดิ ตามพายุ สถานการณ์ ไฟป่าดาวเทยี ม

ชว่ ยภยั แลง้ การตรวจคราบ น้ามันในทะเล

-โครงการสารวจอวกาศตา่ ง ๆได้พฒั นา

เพม่ิ พูนความรู้ความเข้าใจตอ่ โลกระบบ

สุริยะ และเอกภพมากขึน้ เปน็ ลาดับ

ตัวอย่างโครงการสารวจอวกาศ เชน่ การ

สารวจส่ิงมีชีวิตนอกโลก การสารวจ ดาว

เคราะหน์ อกระบบสรุ ิยะ การสารวจ ดาว

องั คาร และบรวิ ารอ่นื ของดวงอาทติ ย์

มาตรฐาน ว ๓.๒ เขา้ ใจองคป์ ระกอบและความสัมพนั ธข์ องระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลง
ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณพี ิบัตภิ ัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภมู ิอากาศ
โลก รวมทัง้ ผลต่อสงิ่ มีชีวิตและส่งิ แวดล้อม

ชั้น ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ม.๑ ๑. สร้างแบบจาลองทอี่ ธิบายการแบ่งชน้ั • โลกมีบรรยากาศห่อหุ้ม นกั วทิ ยาศาสตรใ์ ช้
บรรยากาศและเปรียบเทยี บประโยชน์ของ สมบตั ิและองคป์ ระกอบของบรรยากาศในการ
บรรยากาศแตล่ ะชน้ั แบ่งบรรยากาศของโลกออกเปน็ ช้นั ซง่ึ แบ่งได้
หลายรูปแบบตามเกณฑ์ทแ่ี ตกตา่ งกัน
โดยท่ัวไปนกั วทิ ยาศาสตรใ์ ช้เกณฑ์การ
เปล่ียนแปลงอณุ หภูมติ ามความสงู แบ่ง
บรรยากาศไดเ้ ป็น ๕ ช้นั ไดแ้ ก่
ชัน้ โทรโพสเฟียร์ ชน้ั สตราโตสเฟยี ร์
ชน้ั มโี ซสเฟยี ร์ ชน้ั เทอร์โมสเฟียร์
และชนั้ เอกโซสเฟยี ร์
• บรรยากาศแตล่ ะชนั้ มปี ระโยชน์ต่อส่ิงมชี ีวิต
แตกตา่ งกนั โดยชั้นโทรโพสเฟยี ร์มี
ปรากฏการณล์ มฟ้าอากาศทสี่ าคัญต่อการ
ดารงชวี ิตของสิง่ มีชวี ติ ช้นั สตราโตสเฟียรช์ ว่ ย
ดดู กลนื รังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์
ไม่ใหม้ ายงั โลกมากเกนิ ไปช้นั มโี ซสเฟียร์ชว่ ย
ชะลอวัตถนุ อกโลกที่ผา่ นเขา้ มาให้เกิด

๔๕

ช้นั ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ม.๑ การเผาไหมก้ ลายเป็นวัตถขุ นาดเลก็ ลดโอกาส

ทจี่ ะ ทาความเสยี หายแก่สงิ่ มชี วี ิตบนโลก

ชั้นเทอรโ์ มสเฟยี ร์ สามารถสะทอ้ นคลน่ื วทิ ยุ

และช้ันเอกโซสเฟียร์เหมาะสาหรบั การโคจร

ของดาวเทยี มรอบโลกในระดับตา่

๒. อธิบายปัจจัยท่มี ผี ลตอ่ การเปลยี่ นแปลง • ลมฟ้าอากาศเป็นสภาวะของอากาศในเวลา

องคป์ ระกอบของลมฟ้าอากาศ จากข้อมลู หนงึ่ ของพน้ื ที่หนง่ึ ท่มี กี ารเปลีย่ นแปลง

ท่ีรวบรวมได้ ตลอดเวลาข้นึ อยู่กับองคป์ ระกอบลมฟ้าอากาศ

ได้แก่ อณุ หภูมิอากาศ ความกดอากาศ ลม

ความชื้น เมฆ และหยาดน้าฟ้า โดยหยาดนา้

ฟ้าท่ีพบบอ่ ย ในประเทศไทยได้แกฝ่ น

องค์ประกอบลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง

ตลอดเวลาข้ึนอยูก่ บั ปจั จยั ตา่ ง ๆ เชน่

ปรมิ าณรงั สจี ากดวงอาทติ ยแ์ ละลักษณะ

พ้ืนผิวโลกสง่ ผลต่ออณุ หภมู ิอากาศ

อุณหภูมิอากาศและปรมิ าณไอน้าส่งผลตอ่

ความชืน้ ความกดอากาศสง่ ผลตอ่ ลม

ความชนื้ และลมสง่ ผลต่อเมฆ

๓. เปรยี บเทียบกระบวนการเกดิ พายฝุ นฟา้ • พายฝุ นฟ้าคะนอง เกิดจากการท่อี ากาศทีม่ ี

คะนองและพายหุ มุนเขตรอ้ น และผลทมี่ ีตอ่ อุณหภมู ิและความชืน้ สงู เคลือ่ นทีข่ น้ึ สูร่ ะดับ

สง่ิ มีชวี ิตและสงิ่ แวดลอ้ ม รวมทงั้ นาเสนอแนว ความสูง ทมี่ อี ณุ หภมู ิต่าลง จนกระทง่ั ไอนา้

ทางการปฏิบตั ติ นใหเ้ หมาะสมและปลอดภยั ในอากาศเกดิ การควบแนน่ เปน็ ละอองน้า และ

เกิดต่อเน่อื งเป็นเมฆขนาดใหญ่ พายุฝนฟ้า

คะนอง ทาให้เกิดฝนตกหนัก ลมกรรโชกแรง

ฟ้าแลบ ฟา้ ผ่า ซ่งึ อาจก่อให้เกดิ อันตรายต่อ

ชีวิตและทรัพยส์ ิน

• พายหุ มนุ เขตรอ้ นเกิดเหนอื มหาสมทุ รหรือ

ทะเล ทน่ี ้ามอี ุณหภูมิสงู ตง้ั แต่ ๒๖-๒๗ องศา

เซลเซียสขนึ้ ไป ทาใหอ้ ากาศที่มีอณุ หภมู แิ ละ

ความชน้ื สูงบริเวณน้ันเคลื่อนทสี่ งู ข้ึนอย่าง

รวดเรว็ เปน็ บริเวณกว้าง อากาศจากบรเิ วณอืน่

เคล่ือนเขา้ มาแทนทแี่ ละพัดเวียนเขา้ หา

ศนู ยก์ ลางของพายุ ยงิ่ ใกล้ศนู ยก์ ลาง อากาศ

จะเคลื่อนที่พัดเวยี นเกือบเป็นวงกลมและมี

อัตราเรว็ สงู ที่สดุ พายหุ มนุ เขตรอ้ นทาให้เกิด

๔๖

ช้นั ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๑ คล่ืนพายซุ ัดฝัง่ ฝนตกหนกั ซ่งึ อาจกอ่ ให้เกิด

อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สนิ จงึ ควรปฏติ นให้

ปลอดภยั โดยตดิ ตามข่าวสารการพยากรณ์

อากาศ และไมเ่ ขา้ ไปอย่ใู นพน้ื ทท่ี ี่เส่ียงภยั

๔. อธิบายการพยากรณ์อากาศ และพยากรณ์ • การพยากรณ์อากาศเปน็ การคาดการณล์ ม

อากาศอยา่ งง่ายจากขอ้ มูลทีร่ วบรวมได้ ฟ้าอากาศที่จะเกดิ ขึน้ ในอนาคต โดยมกี าร

ตรวจวัดองค์ประกอบลมฟ้าอากาศการสอ่ื สาร

แลกเปล่ียนข้อมลู องค์ประกอบลมฟา้ อากาศ

ระหวา่ งพนื้ ท่ี การวิเคราะห์ขอ้ มลู และสร้าง

คาพยากรณอ์ ากาศ

๕. ตระหนกั ถึงคุณคา่ ของการพยากรณอ์ ากาศ • การพยากรณ์อากาศสามารถนามาใช้

โดยนาเสนอแนวทางการปฏิบตั ิตนและการใช้ ประโยชน์ดา้ นต่างๆเชน่ การใชช้ ีวิตประจาวนั

ประโยชน์จากคาพยากรณอ์ ากาศ การคมนาคม การเกษตร การป้องกนั และเฝา้

ระวังภยั พบิ ัตทิ างธรรมชาติ

๖. อธิบายสถานการณ์และผลกระทบการ • ภูมิอากาศโลกเกดิ การเปลีย่ นแปลงอย่าง

เปลยี่ นแปลง ต่อเนอ่ื งโดยปัจจยั ทางธรรมชาติแตป่ จั จบุ ัน

ภมู อิ ากาศโลกจากขอ้ มูลทีร่ วบรวมได้ การเปล่ียนแปลงภมู ิอากาศเกิดข้ึนอยา่ ง

รวดเร็วเน่ืองจากกิจกรรมของมนษุ ยใ์ นการ

ปลดปล่อยแกส๊ เรือนกระจกสบู่ รรยากาศ

แกส๊ เรอื นกระจกทถ่ี กู ปลดปลอ่ ยมากท่สี ดุ

ได้แกแ่ ก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ ซงึ่ หมุนเวียนอยู่

ในวัฏจักรคารบ์ อน

๗. ตระหนกั ถงึ ผลกระทบของการ • การเปล่ียนแปลงภมู ิอากาศโลกก่อให้เกดิ ผล

เปล่ียนแปลงภูมิอากาศโลก โดยนาเสนอ กระทบตอ่ สิ่งมชี วี ติ และสงิ่ แวดลอ้ ม เชน่

แนวทางการปฏบิ ัตติ นภายใต้การ การหลอมเหลวของนา้ แข็งขัว้ โลก การเพิ่มข้ึน

เปล่ียนแปลงภูมอิ ากาศโลก ของระดบั ทะเล การเปล่ียนแปลงวัฏจักรน้า

การเกดิ โรคอบุ ัตใิ หมแ่ ละอุบัตซิ ้า และการเกดิ

ภัยพบิ ตั ิทางธรรมชาตทิ ่ีรนุ แรงข้นึ มนุษย์จงึ

ควรเรยี นรู้แนวทางการปฏิบัติตนภายใต้

สถานการณ์ดงั กล่าว ทัง้ แนวทางการปฏบิ ัติตน

ใหเ้ หมาะสมและแนวทางการลดกจิ กรรมที่

สง่ ผลตอ่ การเปล่ยี นแปลงภมู อิ ากาศโลก

๔๗

ช้นั ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.๒ ๑. เปรียบเทียบกระบวนการเกิด สมบตั ิ • เช้อื เพลิงซากดกึ ดาบรรพ์ เกิดจากการ

และการใช้ประโยชน์ รวมทัง้ อธิบาย เปล่ียนแปลงสภาพของซากสิ่งมชี วี ิตในอดตี

ผลกระทบจากการใชเ้ ช้ือเพลิงซากดึก โดยกระบวนการทางเคมแี ละธรณวี ิทยา

ดาบรรพ์ จากขอ้ มลู ท่รี วบรวมได้ เชอื้ เพลิงซากดึกดาบรรพ์ ไดแ้ ก่ ถ่านหิน หนิ

นา้ มัน และปโิ ตรเลยี ม ซึ่งเกิดจากวัตถตุ ้น

กาเนิด และสภาพแวดล้อมการเกิดท่ีแตกต่าง

กนั ทาใหไ้ ดช้ นดิ ของเช้ือเพลิงซากดึกดาบรรพ์

ทมี่ ลี กั ษณะ สมบตั ิ และการนาไป

ใช้ประโยชน์แตกตา่ งกัน สาหรบั ปิโตรเลยี ม

จะตอ้ งมีการผ่านการกลั่นลาดับส่วนกอ่ นการ

ใช้งานเพือ่ ใหไ้ ดผ้ ลติ ภณั ฑท์ ีเ่ หมาะสมต่อการใช้

ประโยชน์เชอ้ื เพลิงซากดกึ ดาบรรพเ์ ปน็

ทรพั ยากรท่ีใชแ้ ลว้ หมดไป เนอ่ื งจากต้องใช้

เวลานานหลายลา้ นปีจึงจะเกิดขึ้นใหม่ได้

๒. แสดงความตระหนกั ถงึ ผลจากการใช้ • การเผาไหมเ้ ชื้อเพลงิ ซากดึกดาบรรพใ์ น

เชื้อเพลงิ ซากดึกดาบรรพ์ โดยนาเสนอแนว กจิ กรรมต่างๆ ของมนษุ ย์จะทาใหเ้ กิดมลพษิ

ทางการใชเ้ ชื้อเพลงิ ซากดึกดาบรรพ์ ทางอากาศซึ่งส่งผลกระทบตอ่ สง่ิ มีชีวติ และ

สง่ิ แวดลอ้ มนอกจากน้ีแกส๊ บางชนิดท่ีเกดิ จาก

การเผาไหม้เชือ้ เพลิงซากดึกดาบรรพ์ เช่น

แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์และไนตรัสออกไซด์

ยังเป็นแก๊สเรอื นกระจกซง่ึ ส่งผลให้เกิดการ

เปล่ียนแปลงภูมอิ ากาศของโลกรุนแรงขน้ึ

ดังน้นั จงึ ควรใช้เช้อื เพลิงซากดกึ ดาบรรพ์ โดย

คานงึ ถงึ ผลทีเ่ กิดข้นึ ต่อสิ่งมชี ีวติ และ

ส่งิ แวดลอ้ ม เชน่ เลอื กใช้พลงั งานทดแทน หรอื

เลอื กใชเ้ ทคโนโลยีท่ีลดการใชเ้ ช้อื เพลงิ ซากดึก

ดาบรรพ์

๓. เปรยี บเทียบข้อดีและขอ้ จากดั ของพลังงาน • เชอ้ื เพลงิ ซากดกึ ดาบรรพเ์ ป็นแหล่งพลังงาน

ทดแทนแตล่ ะประเภทจากการรวบรวมข้อมลู ทีส่ าคัญในกิจกรรมตา่ ง ๆ ของมนษุ ย์

และนาเสนอแนวทางการใชพ้ ลงั งานทดแทน เนอ่ื งจากเชื้อเพลิงซากดึกดาบรรพม์ ีปรมิ าณ

ที่เหมาะสมในทอ้ งถนิ่ จากดั และมกั เพิม่ มลภาวะในบรรยากาศมาก

ขึ้น จงึ มีการใชพ้ ลังงานทดแทนมากข้ึน


Click to View FlipBook Version