The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Arpornpong Ruangrat, 2022-09-07 02:54:49

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

หลักสูตรม.ต้นปรับปรุงล่าสุด mix ล่าสุด 4

๔๘

ช้นั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ม.๒ เช่น พลงั งานแสงอาทิตย์

พลงั งานลม พลังงานน้า พลงั งานชวี มวล

พลงั งานคลน่ื พลังงานความรอ้ นใต้พภิ พ

พลงั งานไฮโดรเจน ซึ่งพลงั งานทดแทนแตล่ ะ

ชนดิ จะมขี อ้ ดีและข้อจากัดทแ่ี ตกต่างกนั

๔. สรา้ งแบบจาลองท่อี ธิบายโครงสร้างภายใน • โครงสร้างภายในโลกแบ่งออกเป็นชั้นตาม

โลกตามองค์ประกอบทางเคมจี ากขอ้ มูลที่ องค์ประกอบทางเคมี ไดแ้ ก่ เปลือกโลก ซ่งึ อยู่

รวบรวมได้ นอกสุด ประกอบดว้ ยสารประกอบของ

ซิลกิ อนและอะลมู ิเนียมเป็นหลกั เนอ้ื โลกคือ

ส่วนทอ่ี ยู่ใต้เปลอื กโลกลงไปจนถงึ แกน่ โลก มี

องคป์ ระกอบหลกั เป็นสารประกอบของ

ซลิ ิกอน แมกนเี ซยี มและเหลก็ และแกน่ โลก

คือสว่ นท่อี ยใู่ จกลางของโลก มอี งค์ประกอบ

หลกั เป็นเหลก็ และนกิ เกลิ ซ่งึ แต่ละช้นั มี

ลักษณะแตกตา่ งกนั

๕. อธิบายกระบวนการผพุ งั อยูก่ บั ที่ • การผุพังอยกู่ ับท่ี การกรอ่ น และการสะสม

การกร่อนและการสะสมตัวของตะกอนจาก ตวั ของตะกอน เป็นกระบวนการเปลยี่ นแปลง

แบบจาลองรวมท้งั ยกตัวอยา่ งผลของ ทางธรณวี ทิ ยา ทท่ี าให้ผวิ โลกเกดิ การ

กระบวนการดังกลา่ วทีท่ าใหผ้ ิวโลกเกดิ เปลยี่ นแปลงเปน็ ภูมลิ ักษณแ์ บบตา่ ง ๆ โดยมี

การเปลี่ยนแปลง ปัจจัยสาคัญ คอื น้า ลม ธารน้าแขง็ แรงโนม้

ถ่วงของโลก ส่งิ มีชวี ิตสภาพอากาศ และ

ปฏกิ ริ ิยาเคมี

• การผุพังอยกู่ บั ท่ี คือ การทหี่ นิ ผพุ ังทาลายลง

ดว้ ยกระบวนการต่าง ๆ ได้แก่ ลมฟา้ อากาศ

กับน้าฝน และรวมทง้ั การกระทาของต้นไมก้ บั

แบคทีเรยี ตลอดจนการแตกตวั ทางกลศาสตร์

ซ่งึ มีการเพม่ิ และลดอณุ หภมู ิสลบั กัน เป็นต้น

• การกรอ่ น คือ กระบวนการหนง่ึ หรอื หลาย

กระบวนการท่ีทาให้สารเปลอื กโลกหลดุ ไป

ละลายไปหรอื กร่อนไปโดยมตี ัวนาพาธรรมชาติ

คือ ลม นา้ และธารนา้ แขง็ รว่ มกับปัจจัยอนื่ ๆ

ไดแ้ ก่ ลมฟ้าอากาศ สารละลาย การครูดถู

การนาพา ทง้ั นไี้ มร่ วมถึงการพงั ทลายเปน็ กลุม่

กอ้ น เชน่ แผน่ ดนิ ถล่ม ภเู ขาไฟระเบดิ

๔๙

ช้นั ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.๒ • การสะสมตัวของตะกอน คอื การสะสมตวั

ของวัตถุจากการนาพาของน้า ลม หรือธาร

นา้ แขง็

๖. อธิบายลกั ษณะของช้ันหน้าตดั ดนิ และ • ดินเกิดจากหนิ ท่ีผุพังตามธรรมชาติผสม

กระบวนการเกดิ ดนิ จากแบบจาลอง รวมทง้ั คลกุ เคล้ากบั อนิ ทรยี วตั ถทุ ี่ได้จากการเนา่ เปอื่ ย

ระบุปจั จัยที่ทาให้ดนิ มีลักษณะและสมบัติ ของซากพชื ซากสตั วท์ บั ถมเปน็ ชน้ั ๆ บนผิว

แตกต่างกนั โลก ชั้นดินแบ่งออกเป็นหลายช้นั ขนานหรอื

เกอื บขนานไปกบั ผิวหนา้ ดนิ แต่ละชัน้ มี

ลักษณะแตกตา่ งกันเนื่องจากสมบตั ิทาง

กายภาพ เคมี ชีวภาพ และลักษณะอ่นื ๆ

เชน่ สี โครงสรา้ ง เนื้อดนิ การยดึ ตวั ความเปน็

กรด-เบส สามารถสงั เกตไดจ้ ากการ

สารวจภาคสนาม การเรยี กชอ่ื ชน้ั ดินหลักจะใช้

อกั ษรภาษาองั กฤษตัวใหญ่ ไดแ้ ก่ O, A, E, B,

C, R

• ชนั้ หนา้ ตดั ดิน เป็นชั้นดินทม่ี ีลักษณะปรากฏ

ให้เห็นเรยี งลาดับเปน็ ช้นั จากชน้ั บนสุดถงึ ชน้ั

ลา่ งสุด

• ปจั จัยท่ที าใหด้ ินแตล่ ะทอ้ งถน่ิ มลี กั ษณะและ

สมบัติแตกต่างกัน ได้แก่ วตั ถตุ ้นกาเนิดดิน

ภูมอิ ากาศ สงิ่ มีชวี ติ ในดนิ สภาพภมู ิประเทศ

และระยะเวลาในการเกิดดนิ

๗. ตรวจวัดสมบตั ิบางประการของดิน โดยใช้ • สมบัตบิ างประการของดนิ เชน่ เนอื้ ดนิ

เครือ่ งมอื ท่เี หมาะสมและนาเสนอแนว ความช้ืนดินคา่ ความเปน็ กรด-เบส ธาตุอาหาร

ทางการใช้ประโยชนด์ นิ จากข้อมลู สมบัตขิ อง ในดิน สามารถนาไปใชใ้ นการตดั สนิ ใจถงึ แนว

ดนิ ทางการใชป้ ระโยชนท์ ีด่ นิ โดยอาจนาไปใช้

ประโยชนท์ างการเกษตรหรอื อื่น ๆ ซงึ่ ดนิ ทไ่ี ม่

เหมาะสมต่อการทาการเกษตร เชน่ ดนิ จืด ดิน

เปร้ยี ว ดนิ เคม็ และดนิ ดาน อาจเกิดจากสภาพ

ดินตามธรรมชาติหรือการใชป้ ระโยชน์จะต้อง

ปรับปรงุ ให้มีสภาพเหมาะสม เพอ่ื นาไปใช้

ประโยชน์

๕๐

ชั้น ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ม.๒ ๘. อธบิ ายปจั จัยและกระบวนการเกดิ แหล่ง • แหล่งนา้ ผิวดนิ เกิดจากน้าฝนที่ตกลงบนพ้ืน

น้าผวิ ดนิ และแหลง่ น้าใต้ดนิ จากแบบจาลอง โลกไหลจากทส่ี ูงลงสทู่ ่ีต่าดว้ ยแรงโน้มถว่ ง การ

ไหลของนา้ ทาให้พื้นโลกเกดิ การกัดเซาะเป็น

รอ่ งน้าเช่น ลาธาร คลอง และแมน่ า้ ซึง่ รอ่ งนา้

จะมขี นาดและรูปรา่ งแตกตา่ งกัน ขึน้ อย่กู บั

ปรมิ าณน้าฝนระยะเวลาในการกัดเซาะ ชนดิ

ดนิ และหนิ และลกั ษณะภูมิประเทศ เชน่

ความลาดชัน ความสงู ตา่ ของพน้ื ที่ เมือ่ น้าไหล

ไปยงั บริเวณท่ีเป็นแอง่ จะเกดิ การสะสมตวั เปน็

แหลง่ นา้ เชน่ บึง ทะเลสาบ ทะเล และ

มหาสมุทร

• แหล่งน้าใต้ดนิ เกดิ จากการซึมของนา้ ผวิ ดิน

ลงไปสะสมตวั ใตพ้ ้ืนโลก ซึ่งแบง่ เป็นนา้ ในดิน

และนา้ บาดาล นา้ ในดนิ เป็นน้าทอี่ ยรู่ ว่ มกับ

อากาศตามชอ่ งว่างระหวา่ งเม็ดดนิ ส่วนนา้

บาดาลเป็นนา้ ทีไ่ หลซึมลึกลงไปและถูกกกั เกบ็

ไวใ้ นช้นั หินหรอื ชัน้ ดิน จนอมิ่ ตวั ไปดว้ ยน้า

๙. สร้างแบบจาลองที่อธิบายการใชน้ ้า และ • แหล่งน้าผิวดนิ และแหล่งน้าใตด้ ินถูกนามาใช้

นาเสนอแนวทางการใช้น้าอย่างย่ังยืนใน ในกิจกรรมตา่ ง ๆ ของมนุษย์ ส่งผลตอ่ การ

ท้องถน่ิ ของตนเอง จัดการการใช้ประโยชนน์ า้ และคุณภาพของ

แหล่งน้าเนื่องจากการเพิม่ ขน้ึ ของจานวน

ประชากรการใชป้ ระโยชนพ์ ื้นทใ่ี นด้านตา่ ง ๆ

เช่นภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และ

การเปล่ียนแปลงภมู อิ ากาศ ทาใหเ้ กดิ การ

เปลีย่ นแปลงปรมิ าณนา้ ฝนในพืน้ ทลี่ ่มุ น้า

และแหล่งนา้ ผวิ ดนิ ไมเ่ พยี งพอสาหรบั กจิ กรรม

ของมนุษย์ นา้ จากแหลง่ นา้ ใตด้ นิ จงึ ถูกนามาใช้

มากข้ึน สง่ ผลใหป้ ริมาณน้าใต้ดินลดลงมาก

จึงต้องมกี ารจัดการใช้นา้ อย่างเหมาะสมและ

ยั่งยืนซงึ่ อาจทาได้โดยการจัดหาแหล่งนา้

เพ่อื ให้มแี หลง่ น้าเพียงพอสาหรับการดารงชีวิต

การจดั สรรและการใชน้ า้ อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

การอนุรักษแ์ ละฟนื้ ฟูแหล่งน้า การป้องกนั และ

แกไ้ ขปญั หาคณุ ภาพน้า

๕๑

ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๒ ๑๐. สร้างแบบจาลองทอ่ี ธบิ ายกระบวนการ • น้าท่วม การกัดเซาะชายฝง่ั ดนิ ถลม่ หลมุ ยบุ
เกิดและผลกระทบของนา้ ทว่ ม การกัดเซาะ แผ่นดนิ ทรดุ มีกระบวนการเกดิ และผลกระทบ
ชายฝ่งั ดนิ ถล่ม หลุมยบุ แผน่ ดินทรุด ท่ีแตกต่างกนั ซ่งึ อาจสร้างความเสียหาย
ร้ายแรงแก่ชวี ติ และทรัพยส์ ิน
• นา้ ทว่ ม เกิดจากพืน้ ทห่ี นง่ึ ไดร้ ับปริมาณนา้
เกนิ กว่าทีจ่ ะกกั เก็บได้ ทาใหแ้ ผน่ ดินจมอยูใ่ ต้
นา้ โดยขน้ึ อย่กู ับปรมิ าณน้าและสภาพทาง
ธรณวี ทิ ยาของพ้นื ท่ี
• การกดั เซาะชายฝั่ง เปน็ กระบวนการ
เปล่ยี นแปลงของชายฝงั่ ทะเลท่ีเกดิ ข้นึ
ตลอดเวลาจากการกัดเซาะของคล่ืนหรอื ลม
ทาให้ตะกอนจากท่หี นงึ่ ไปตกทับถมในอีก
บรเิ วณหน่ึง แนวของชายฝ่งั เดมิ จึง
เปลยี่ นแปลงไป บรเิ วณท่มี ีตะกอนเคล่อื น
เขา้ มาน้อยกว่าปริมาณท่ตี ะกอนเคลอ่ื นออกไป
ถือวา่ เปน็ บรเิ วณทมี่ ีการกดั เซาะชายฝั่ง
• ดินถล่ม เป็นการเคลอื่ นท่ขี องมวลดินหรือหิน
จานวนมากลงตามลาดเขา เน่อื งจากแรงโน้ม
ถ่วงของโลกเป็นหลกั ซึง่ เกดิ จากปัจจัยสาคญั
ไดแ้ ก่ความลาดชนั ของพื้นท่ี สภาพธรณีวิทยา
ปรมิ าณนา้ ฝน พชื ปกคลุมดนิ และการใช้
ประโยชน์พน้ื ที่
• หลมุ ยุบ คือ แอ่งหรอื หลมุ บนแผน่ ดินขนาด
ต่างๆ ที่อาจเกดิ จากการถลม่ ของโพรงถา้
หินปูนเกลือหนิ ใต้ดนิ หรือเกดิ จากน้าพัดพา
ตะกอนลงไปในโพรงถ้าหรอื ธารนา้ ใต้ดิน
• แผน่ ดนิ ทรดุ เกดิ จากการยบุ ตัวของช้นั ดนิ
หรือหินร่วน เมื่อมวลของแข็งหรอื ของเหลว
ปริมาณมากทร่ี องรบั อย่ใู ต้ช้ันดนิ บรเิ วณน้ันถกู
เคล่ือนย้ายออกไปโดยธรรมชาติหรอื โดยการ
กระทาของมนุษย์

๕๒

โครงสร้างหลกั สูตรกลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑

ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๒

ระดับชน้ั มัธยมศึกษาตอนตน้

รายวิชาพนื้ ฐาน

รหสั วิชา ช่ือวิชา เวลาเรียน(ช.ม.)/ จานวนหน่วยกิต
สปั ดาห์
ว21101 วทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน 3 1.5
ว21102 วิทยาศาสตร์พืน้ ฐาน 3 1.5
ว๒๒๑๐๑ วทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน 3 1.5
ว๒๒๑๐๒ วิทยาศาสตร์พืน้ ฐาน 3 1.5
ว๒๓๑๐๑ วิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน 3 1.5
ว๒๓๑๐๒ วทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน 3 1.5

รายวิชาเพิม่ เติม

รหัสวชิ า ช่อื วิชา เวลาเรยี น(ช.ม.)/ จานวนหนว่ ยกิต
สปั ดาห์
ว๒๐๒๐๑ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์๑ ๒ ๑
ว๒๐๒๐๒ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์๒ ๒ ๑
ว๒๐๒๐๓ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ๒ ๑
ว๒๐๒๐๔ โครงงานวิทยาศาสตร์ ๒ ๑
ว๒๐๒๐๕ กลศาสตร์เชงิ ลกึ ๒ ๑
ว๒๐๒๐๖ สารและการเปลี่ยนแปลง ๒ ๑

๕๓

คาอธบิ ายรายวิชา

การจดั การเรยี นการสอนของกลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ หลักสตู รโรงเรียนนางรอง
พุทธศักราช 2560 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 ได้กาหนด
คาอธิบายรายวิชา ไว้ดังน้ี

ระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาตอนต้น
คาอธิบายรายวชิ าพนื้ ฐาน

รหสั วชิ า ว21101 วิชาวิทยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 1
จานวน 3 ชัว่ โมง/สัปดาห์ 1.5 หนว่ ยกิต

ศกึ ษาวเิ คราะห์ การเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ สมบตั ขิ องสารบริสุทธ์ิ การจาแนกและองคป์ ระกอบ
ของสารบริสทุ ธ์ิ เซลล์ การลาเลียงสารเข้าออกจากเซลล์ การสบื พนั ธุ์และการขยายพนั ธ์ุพชื ดอก
การสังเคราะห์ดว้ ยแสง การลาเลียงนา้ ธาตุอาหาร และอาหารของพืช โดยใช้กระบวนการสืบเสาะ
หาความรู้ การสารวจตรวจสอบ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทกั ษะการเรยี นรใู้ นศตวรรษ
ท่ี 21 การสบื ค้นข้อมูลและการอภิปราย เพอ่ื ให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสาร
สิง่ ทเ่ี รยี นรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การนาความรู้ไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั
มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรมและคา่ นยิ มท่ีเหมาะสม

รหสั ตวั ชวี้ ดั
ว 1.2 ม.1/1 , ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8, ม.1/9,

ม.1/10, ม.1/11, ม.1/12, ม.1/13, ม.1/14, ม.1/15, ม.1/16, ม.1/17, ม.1/18
ว 2.1 ม.1/1 , ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8

รวมทง้ั หมด 26 ตวั ช้ีวดั

๕๔

รหสั วชิ า ว21102 วชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1
จานวน 3 ชวั่ โมง/สปั ดาห์ 1.5 หนว่ ยกติ

ศึกษาวเิ คราะห์ เรยี นรพู้ ลังงานความร้อน แบบจาลองอนุภาคของสสารในแตล่ ะสถานะ
ความรอ้ นกบั การเปลย่ี นแปลงอุณหภมู ขิ องสสาร ความรอ้ นกับการขยายตวั หรอื หดตัวของสสาร
ความรอ้ นกับการเปลย่ี นสถานะของสสาร การถา่ ยโอนความรอ้ น สมดลุ ความร้อน กระบวนการ
เปล่ียนแปลงลมฟา้ อากาศ บรรยากาศ อุณหภมู อิ ากาศ ความกดอากาศ ลม ความชื้น เมฆและฝน
การพยากรณ์อากาศ พายุ การเปลย่ี นแปลงภมู ิอากาศโลก โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้
การสารวจตรวจสอบ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการเรียนรูใ้ นศตวรรษท่ี 21
การสบื ค้นขอ้ มลู และการอภปิ ราย เพ่ือใหเ้ กดิ ความรู้ ความคดิ ความเข้าใจ สามารถส่ือสารสงิ่ ทเี่ รยี นรู้
มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ การแก้ปญั หา การนาความรู้ไปใช้ในชวี ติ ประจาวัน มีจติ วิทยาศาสตร์
จรยิ ธรรม คุณธรรมและค่านยิ มทีเ่ หมาะสม

รหสั ตวั ชีว้ ดั
ว 2.1 ม.1/9 , ม.1/10
ว 2.2 ม.1/1
ว 2.3 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7
ว 3.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7

รวมทงั้ หมด 17 ตัวช้วี ดั

๕๕

รหสั วิชา ว2๒10๑ วชิ าวิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๒
จานวน 3 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ 1.5 หน่วยกิต

ศกึ ษา วิเคราะห์ องคป์ ระกอบของสารละลาย สภาพละลายไดข้ องสารและปัจจยั ทม่ี ผี ลตอ่
สภาพละลายได้ ความเข้มขน้ ของสารละลาย ระบบหมุนเวยี นเลือดของมนุษย์ ระบบหายใจของมนุษย์
ระบบขับถ่ายของมนษุ ย์ ระบบประสาทของมนษุ ย์ ระบบสบื พันธุ์ของมนษุ ย์ การคมุ กาเนดิ แรงเสยี ด
ทาน และและความดันของของเหลว แรงพยงุ โมเมนต์ของแรง แรงและสนามของแรง ตาแหน่งของ
วัตถุ ระยะทางและการกระจดั ความเรว็ และอตั ราเรว็ โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจ
ตรวจสอบ การพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละทักษะในศตวรรษที่ 21 การสืบคน้ ข้อมูล
และการอภปิ ราย เพอ่ื ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถส่อื สารส่ิงที่เรียนรู้ มีความสามารถในการ
ตัดสินใจ การแก้ปญั หา การนาความรไู้ ปใช้ในชวี ิตประจาวัน มีจติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และ
ค่านยิ มทเี่ หมาะสม

รหสั ตวั ช้วี ดั

ว 1.2 ม 2/1 ม.2/2 ม.2/3 ม.2/4 ม.2/5 ม.2/6 ม.2/7 ม.2/8 ม.2/9 ม.2/10 ม.2/11
ม.2/12 ม.2/13 ม.2/14 ม.2/15 ม.2/16 ม.2/17

ว 2.1 ม.2/๑ ม.2/๒ ม.2/๓
ว 2.2 ม.2/1 ม.2/2 ม.2/3 ม.2/4 ม.2/5 ม.2/6 ม.2/7 ม.2/8 ม.2/9 ม.2/10 ม.2/11

ม.2/12 ม.2/13 ม.2/14 ม.2/15

รวมทั้งหมด 3๕ ตวั ชว้ี ดั

๕๖

รหัสวิชา ว๒๒๑๐๒ วิชาวิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๒
จานวน ๓ ชั่วโมง/สปั ดาห์ ๑.๕ หน่วยกติ

ศกึ ษาวเิ คราะห์ งานและกาลัง เคร่อื งกลอย่างง่าย พลงั งานกล กฎการอนรุ ักษพ์ ลังงาน วิธีการ
แยกสาร ลกั ษณะของช้ันหน้าตดั ดนิ กระบวนการเกิดดนิ ปจั จยั ทท่ี าใหด้ นิ มลี ักษณะและสมบัติแตกต่าง
กนั การตรวจวัดสมบัติบางประการของดนิ และการใชป้ ระโยชน์ดนิ กระบวนการเกดิ แหลง่ น้าผวิ ดนิ และ
แหล่งน้าใตด้ ิน การใชน้ า้ อยา่ งยัง่ ยนื ในท้องถนิ่ กระบวนการเกิดเช้อื เพลิงซากดกึ ดาบรรพ์ สมบตั ขิ อง
เชื้อเพลงิ ซากดึกดาบรรพ์ การใช้ประโยชน์จากเชือ้ เพลิงซากดกึ ดาบรรพ์และผลกระทบจากการใช้
เช้ือเพลิงซากดึกดาบรรพ์ พลังงานทดแทน กระบวนการผุพังอยกู่ บั ที่ การกร่อน และการสะสมตัวของ
ตะกอน กระบวนการเกิดและผลกระทบของน้าท่วม การกดั เซาะชายฝง่ั ดินถลม่ หลมุ ยบุ แผน่ ดนิ ทรดุ
โครงสรา้ งภายในโลกตามองคป์ ระกอบทางเคมี โดยใช้การสบื เสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การ
พฒั นาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละทักษะในศตวรรษท่ี 21 การสบื ค้นข้อมลู และการ
อภปิ ราย เพอื่ ให้เกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ สามารถสอื่ สารสงิ่ ท่ีเรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ การ
แก้ปัญหา การนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวนั มจี ติ วิทยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านิยมที่
เหมาะสม

รหสั ตัวช้ีวดั

ว 2.1 ม.2/4 ม.2/5 ม.2/6
ว 2.3 ม.2/1 ม.2/2 ม.2/3 ม.2/4 ม.2/5 ม.2/6
ว 3.2 ม.2/1 ม.2/2 ม.2/3 ม.2/4 ม.2/5 ม.2/6 ม.2/7 ม.2/8 ม.2/9 ม.2/10

รวมท้ังหมด ๑๙ ตวั ชี้วดั

๕๗

รหสั วชิ า ว๒๓๑๐๑ วชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓
จานวน ๓ ช่ัวโมง /สปั ดาห์ ๑.๕ หนว่ ยกติ

ศึกษา วิเคราะห สมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์วัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิกส์
และวัสดผุ สม โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ และสารสนเทศ การใชว้ ัสดุประเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ ส์ และ
วสั ดุผสม โดยเสนอ แนะแนวทางการใช้วสั ดุอย่างประหยัดและคุ้มค่า การเกิดปฏิกิริยาเคมี รวมถึงการ
จัดเรียงตัวใหม่ของอะตอม เม่ือเกิด ปฏิกิริยาเคมี โดยใช้แบบจาลองและสมการข้อความ กฎทรงมวล
ปฏิกิริยาดูดความร้อน และปฏิกิริยาคาย ความร้อน จากการเปล่ียนแปลงพลังงาน ความร้อนของ
ปฏิกิริยา ปฏิกิริยาการเกิดสนิมของเหล็ก ปฏิกิริยาของกรด กับโลหะ ปฏิกิริยาของกรด กับเบส และ
ปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และอธิบายปฏิกิริยา การเผาไหม้ การเกิดฝน
กรด การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้สารสนเทศ รวมทั้งเขียนสมการข้อความแสดงปฏิกิริยา ประโยชน์
และโทษของปฏิกิริยาเคมีที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม และยกตัวอย่างวธิ ีการปอ้ งกัน และแก้ปัญหา
ที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีท่ีพบในชีวิตประจาวัน กฎการสะท้อนของแสง การเคลื่อนท่ี ของแสง ภาพจาก
กระจกเงา การหักเห ของแสง การกระจายแสงของแสงขาว การเกิดภาพจากเลนส์ ปรากฏการณ์ที่
เก่ียวกับแสง และการทางานของทัศนอุปกรณ์ ความสว่างท่ีมีต่อดวงตา วัดความสว่าง ของแสง
แบบจาลองท่ี อธิบายการเกดิ คล่นื และบรรยายส่วนประกอบของคลนื่ คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า และสเปกตรัม
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า วิธีแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน ความสัมพันธ์ ระหว่างความต่างศักย์ กระแสไฟฟ้า
และความต้านทาน และคานวณปริมาณท่ีเก่ียวข้อง ความสัมพันธ์ ระหว่างกระแสไฟฟ้า และความต่าง
ศักย์ ไฟฟ้า การวัดปริมาณทางไฟฟ้า ความต่างศักย์ไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า ในวงจรไฟฟ้า เม่ือต่อตัว
ต้านทาน หลายตัวแบบอนุกรมและแบบขนาน แผนภาพ วงจรไฟฟ้าแสดงการต่อตัวต้านทาน แบบ
อนุกรมและขนาน การทางาน ของช้ินส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างง่าย คานวณพลังงานไฟฟ้า เลือกใ ช้
เครอื่ งใช้ไฟฟา้ โดยนาเสนอวิธีการใช้เครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ อยา่ งประหยดั และปลอดภัย

โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และ
ทักษะ การเรยี นรใู้ นศตวรรษที่ ๒๑ การสบื คน้ ขอ้ มูลและการอภิปราย เพ่ือให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความ
เข้าใจ สามารถสื่อสารส่ิงท่ีเรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การนาความรู้ไปใช้ใน
ชวี ติ ประจาวัน มจี ติ วิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมทเ่ี หมาะสม

รหสั ตัวช้ีวดั
ว.2.1 ม.๓/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓, ม.๑/๔, ม.๑/๕, ม.๑/๖, ม.๑/๗, ม.๑/๘
ว.2.3 ม.๓/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓, ม.๑/๔, ม.๑/๕, ม.๑/๖, ม.๑/๗, ม.๑/๘, ม.๑/๙, ม.๑/๑๐, ม.๑/๑๑,

ม.๑/๑๒,ม.๑/๑๓,ม.๑/๑๔,ม.๑/๑๕,ม.๑/๑๖,ม.๑/๑๗,ม.๑/๑๘,ม.๑/๑๙,ม.๑/๒๐,ม.๑/๒๑

รวมทัง้ หมด ๒๙ ตวั ชว้ี ดั

๕๘

รหสั ว๒๓๑๐๒ วิชาวิทยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๓
๑.๕ หน่วยกติ
จานวน ๓ ชว่ั โมง /สัปดาห์

ศึกษา วิเคราะห อธิบายปฏิสัมพันธ์ของ องค์ประกอบของระบบนิเวศ รูปแบบความสัมพันธ์
ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตรูปแบบต่าง ๆ แบบจาลองในการอธิบายการถ่ายทอดพลังงานในสายใย
อาหาร ความสัมพันธ์ของผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ในระบบนิเวศ การสะสม สารพิษ
ในสิ่งมีชีวิตในโซ่อาหาร ความสัมพันธ์ ระหว่าง ยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซมการถ่ายทอดลักษณะ ทาง
พนั ธุกรรม การเกิดจีโนไทปแ์ ละฟีโนไทป์ การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซิสและไมโอซิส การเปล่ียนแปลง ของ
ยีนหรือโครโมโซม อาจทาให้เกิดโรค ทางพันธกุ รรม สิ่งมีชีวิตดัดแปรพนั ธุกรรม ความหลากหลาย ทาง
ชีวภาพ การโคจรของดาวเคราะห์ รอบดวงอาทิตย์ด้วยแรงโน้มถ่วง แบบจาลองท่ีอธิบายการเกิดฤดู
และการเคล่อื นท่ีปรากฏของ ดวงอาทิตย์ แบบจาลองทอี่ ธิบายการเกิดข้างขึน้ ข้างแรม การเปล่ียนแปลง
เวลาการข้ึนและตก ของดวงจนั ทร์ และการเกิดน้าข้ึนนา้ ลงการใช้ประโยชนข์ องเทคโนโลยอี วกาศ

โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และ
ทกั ษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 การสืบค้นข้อมลู และการอภิปราย เพ่ือใหเ้ กดิ ความรู้ ความคิด ความ
เข้าใจ สามารถส่ือสารส่ิงที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตดั สินใจ การแก้ปญั หา การนาความรู้ ไปใช้ใน
ชีวติ ประจาวัน มจี ิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และค่านิยมทีเ่ หมาะสม

รหสั ตัวชีว้ ดั
ว 1.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6
ว 1.3 ม.3/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8, ม.1/9, ม.1/10, ม.1/11
ว 2.3 ม.1/13, ม.1/14, ม.1/15, ม.1/16, ม.1/17, ม.1/18, ม.1/19, ม.1/20, ม.1/21

รวมทัง้ หมด 31 ตัวชี้วดั

๕๙

หน่วยการเรยี นรู้ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1
1.5 หน่วยกติ
ระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาตอนต้น

รหสั วิชา ว21101 วิชาวทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐาน
จานวน 3 ชวั่ โมง/สปั ดาห์

หน่วย ช่ือหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวช้ีวัด เวลา น้าหนัก
ที่ (ชว่ั โมง) คะแนน
ว 2.1 ม.1/1 , ม.1/2, ม.1/3,
1 สารบริสทุ ธ์ิ ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, 27 47
ม.1/8

2 หนว่ ยพื้นฐานของสิง่ มีชวี ิต ว 1.2 ม.1/1 , ม.1/2, ม.1/3, 12 21
ม.1/4, ม.1/5 21 32

3 การดารงชวี ิตของพชื ว 1.2 ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8,
ม.1/9, ม.1/10, ม.1/11,
ม.1/12, ม.1/13, ม.1/14,
ม.1/15, ม.1/16, ม.1/17,
ม.1/18

รวม ๖๐ ๑๐๐

๖๐

รหสั วิชา ว21102 วิชาวทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1
จานวน 3 ช่วั โมง/สปั ดาห์ 1.5 หนว่ ยกติ

หน่วย ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชี้วดั เวลา น้าหนัก
ที่ (ชั่วโมง) คะแนน
ว 2.1 ม.1/9 , ม.1/10
1 พลงั งานความรอ้ น ว 2.3 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, 30 65
ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7

2 กระบวนการเปลี่ยนแปลง ว 2.2 ม.1/1 30 35
๖๐ ๑๐๐
ลมฟ้าอากาศ ว 3.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3,

ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7

รวม

๖๑

รหสั วชิ า ว2๒101 วชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๒
จานวน 3 ชว่ั โมง/สัปดาห์ 1.5 หน่วยกติ

หนว่ ย ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชว้ี ัด เวลา นา้ หนัก

ท่ี (ช่วั โมง) คะแนน

1 ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ - ๓ ๑๐

และจติ วทิ ยาศาสตร์

๒ สารละลาย ว 2.1 ม.2/4, ม.2/5, ม.๒/๖ ๑๔ ๒๐

๓ รา่ งกายมนุษย์ ว 1.2 ม 2/1, ม.2/2, ม.2/3,ม.2/4 ๒๑ ๓๕

ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7, ม.2/8,

ม.2/9, ม.2/10, ม.2/11, ม.2/12,

ม.2/13, ม.2/14, ม.2/15,ม.2/16,

ม.2/17

๔ การเคลือ่ นทีแ่ ละแรง ว 2.2 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4 ๒๒ ๓๕

ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7, ม.2/8,

ม.2/9, ม.2/10, ม.2/11, ม.2/12

ม.2/13, ม.2/14, ม.2/15

รวม ๖๐ ๑๐๐

๖๒

รหสั วชิ า ว2๒10๒ วชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ ๒
จานวน 3 ช่วั โมง/สปั ดาห์ 1.5 หนว่ ยกติ

หน่วย ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตวั ชว้ี ัด เวลา น้าหนัก

ที่ (ชั่วโมง) คะแนน

1 งานและพลังงาน ว 2.3 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4 ๑๕ ๒๕

ม.2/5, ม.2/6

๒ การแยกสาร ว 2.1 ม.2/๑, ม.2/๒, ม.๒/๓ ๑๕ ๒๐

๓ โลกและการเปล่ียนแปลง ว ๓.๒ ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7 ๒๓ ๔๐

ม.2/8, ม.2/9, ม.2/10

๔ ทรัพยากรพลังงาน ว 3.2 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3 ๗ ๑๕

รวม ๖๐ ๑๐๐

๖๓

รหสั วชิ า ว๒๓๑๐๑ วิชาวทิ ยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓
จานวน ๓ ชัว่ โมง/สปั ดาห์ ๑.๕ หน่วยกติ

หน่วย ช่ือหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู/้ ตัวชวี้ ดั เวลา นา้ หนัก
ที่ (ชั่วโมง) คะแนน
1 สารพอลเิ มอร์ ว ๒.๑ ม๓/๑, ม๓/๒
2 ปฏิกริ ิยาเคมี ว ๒.๑ ม๓/๓, ม๓/๔ ,ม๓/๕, ม๓/๖, ๙ ๑๐
ม.๓/๗ ๑๐ ๒๐
3 แสงและคลน่ื ว ๒.๓ ม๓/๑๑, ม๓/๑๒, ม๓/๑๓,
ม๓/๑๔, ม๓/๑๕, ม๓/๑๖, ม๓/๑๗, ๓๑ ๕๐
๔ ไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนิกส์ ม๓/๑๘, ม๓/๑๙,ม๓/๒๐,ม๓/๒๑
ว ๒.๓ ม๓/๑, ม๓/๒, ม๓/๓, ม๓/๔, ๑๐ ๒๐
ม๓/๕, ม๓/๖, ม๓/๗, ม๓/๘, ม๓/๙
รวม ๖๐ ๑๐๐

๖๔

รหสั วิชา ว๒๓๑๐๒ วิชาวทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี ๓
จานวน ๓ ชว่ั โมง/สัปดาห์ ๑.๕ หน่วยกติ

หนว่ ย ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนร้/ู ตวั ชวี้ ดั เวลา น้าหนัก
ท่ี (ชวั่ โมง) คะแนน
๑ ระบบนิเวศ ว ๑.๑ ม๓/๑, ม๓/๒, ม๓/๓, ม๓/๔,
ม๓/๕, ม๓/๖ ๒๐ ๓๐
2 พันธุกรรม ว ๑.๓ ม๓/๑, ม๓/๒, ม๓/๓, ม๓/๔,
ม๓/๕, ม๓/๖ ม๒/๗ ม๓/๘ ม๓/๙ ม๓/ ๒๖ ๕๐
3 ดาราศาสตร์และอวกาศ ๑๐ ม๓/๑๑
ว ๓.๑ ม๓/๑, ม๓/๒, ม๓/๓, ม๓/๔ ๑๔ ๒๐
รวม ๖๐ ๑๐๐

๖๕

สาระที่ ๔ เทคโนโลยี

มาตรฐาน ว ๔.๑ เขา้ ใจแนวคดิ หลักของเทคโนโลยเี พอ่ื การดารงชีวิตในสังคมที่มี
การเปลยี่ นแปลง อยา่ งรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์คณิตศาสตร์และ ศาสตร์อน่ื ๆ
เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
เลอื กใช้เทคโนโลยอี ย่างเหมาะสม โดยคานงึ ถงึ ผลกระทบต่อชีวิต สงั คม และสงิ่ แวดลอ้ ม

ชั้น ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๑ ๑. อธบิ ายแนวคดิ หลกั ของเทคโนโลยีใน • เทคโนโลยี เปน็ สงิ่ ท่ีมนษุ ย์สร้างหรือพฒั นาขน้ึ

ชีวติ ประจาวนั และวิเคราะหส์ าเหตหุ รอื ซึง่ อาจเปน็ ได้ทง้ั ชน้ิ งานหรือวิธกี าร เพอ่ื ใช้

ปัจจยั ทสี่ ง่ ผลต่อการเปลีย่ นแปลงของ แกป้ ญั หาสนองความต้องการ หรือเพิ่ม

เทคโนโลยี ความสามารถในการทางานของมนุษย์

• ระบบทางเทคโนโลยี เป็นกลมุ่ ของส่วนต่าง ๆ

ตง้ั แตส่ องส่วนขน้ึ ไปประกอบเขา้ ดว้ ยกนั และ

ทางานรว่ มกันเพอ่ื ใหบ้ รรลุวตั ถปุ ระสงค์ โดยใน

การทางานของระบบทางเทคโนโลยจี ะประกอบ

ไปด้วยตวั ป้อน (input) กระบวนการ

(process)และผลผลติ (output) ที่สมั พันธก์ นั

นอกจากนร้ี ะบบทางเทคโนโลยอี าจมีขอ้ มูล

ยอ้ นกลับ

(feedback) เพอ่ื ใชป้ รับปรุงการทางานไดต้ าม

วตั ถปุ ระสงค์ ซง่ึ การวเิ คราะห์ระบบทาง

เทคโนโลยีช่วยให้เขา้ ใจองค์ประกอบและการ

ทางานของเทคโนโลยี รวมถึงสามารถปรับปรงุ

ให้เทคโนโลยที างานไดต้ ามต้องการ

• เทคโนโลยีมีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลาต้ังแต่

อดตี จนถึงปัจจบุ ัน ซง่ึ มีสาเหตหุ รือปจั จยั มาจาก

หลายด้าน เชน่ ปัญหา ความต้องการ

ความก้าวหนา้ ของศาสตรต์ า่ ง ๆ เศรษฐกจิ

สังคม

๒. ระบปุ ญั หาหรือความต้องการใน • ปญั หาหรอื ความตอ้ งการในชวี ติ ประจาวนั พบ

ชวี ติ ประจาวันรวบรวม วเิ คราะห์ขอ้ มูล ได้จากหลายบรบิ ทขนึ้ กับสถานการณท์ ี่ประสบ

และแนวคดิ ทีเ่ กยี่ วข้องกับปญั หา เชน่ การเกษตร การอาหาร

• การแกป้ ญั หาจาเปน็ ต้องสืบคน้ รวบรวมขอ้ มลู

ความรูจ้ ากศาสตร์ต่าง ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง เพ่ือนาไปสู่

การออกแบบแนวทางการแก้ปญั หา

ตั

๖๖

ชั้น ชนั้ = ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ม.๑
๓. ออกแบบวธิ กี ารแก้ปญั หา โดยวิเคราะห์ • การวเิ คราะห์ เปรยี บเทียบ และตดั สินใจเลือก

เปรียบเทียบ และตดั สินใจเลือกข้อมลู ท่ี ขอ้ มลู

จาเปน็ นาเสนอแนวทางการแกป้ ัญหาให้ ท่จี าเป็น โดยคานึงถงึ เงือ่ นไข และทรพั ยากร

ผูอ้ น่ื เขา้ ใจวางแผนและดาเนินการ ท่มี ีอยู่ ช่วยให้ไดแ้ นวทางการแกป้ ญั หาท่ี

แก้ปัญหา เหมาะสม

• การออกแบบแนวทางการแก้ปญั หาทาได้

หลากหลายวธิ ี เชน่ การรา่ งภาพ การเขียน

แผนภาพ

การเขียนผงั งาน

• การกาหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการทางาน

ก่อนดาเนินการแกป้ ญั หาจะช่วยใหท้ างานสาเรจ็

ได้ตามเปา้ หมายและลดขอ้ ผดิ พลาด

ของการทางานท่อี าจเกดิ ขึ้น

๔. ทดสอบ ประเมนิ ผล และระบุ • การทดสอบ และประเมินผลเปน็ การตรวจสอบ

ขอ้ บกพรอ่ ง ท่เี กิดขนึ้ พรอ้ มท้ังหาแนว ช้นิ งานหรอื วิธีการว่าสามารถแกป้ ัญหาได้ตาม

ทางการปรับปรงุ แกไ้ ขและนาเสนอผลการ วตั ถุประสงคภ์ ายใตก้ รอบของปญั หา เพือ่ หา

แก้ปัญหา ขอ้ บกพร่อง และดาเนนิ การปรบั ปรงุ โดยอาจ

ทดสอบซ้าเพ่ือให้สามารถแกป้ ญั หาได้

• การนาเสนอผลงานเป็นการถา่ ยทอดแนวคดิ

เพอ่ื ใหผ้ อู้ น่ื เขา้ ใจเกย่ี วกบั กระบวนการทางานและ

ชน้ิ งานหรอื วธิ ีการท่ไี ด้ ซงึ่ สามารถทาไดห้ ลายวธิ ี

เช่น การเขียนรายงาน การทาแผน่ นาเสนอ

ผลงาน การจดั นิทรรศการ การนาเสนอผ่านสอื่

ออนไลน์

๕. ใช้ความรู้และทักษะเกี่ยวกบั วสั ดุ • วัสดุแต่ละประเภทมีสมบัตแิ ตกต่างกนั เช่น ไม้

อปุ กรณ์ เคร่ืองมอื กลไก ไฟฟ้า หรอื โลหะ พลาสตกิ จึงตอ้ งมีการวิเคราะห์สมบตั ิเพ่ือ

อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เพอ่ื แกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ ง เลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั ลกั ษณะของงาน

ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และปลอดภยั • การสรา้ งช้นิ งานอาจใช้ความรู้ เร่ืองกลไก ไฟฟ้า

อเิ ล็กทรอนกิ ส์ เชน่ LED บัซเซอร์ มอเตอร์

วงจรไฟฟ้า

• อปุ กรณ์และเคร่ืองมือในการสรา้ งชิน้ งานหรอื

พัฒนาวิธกี ารมหี ลายประเภท ตอ้ งเลือกใชใ้ ห้

ถูกตอ้ ง เหมาะสม และปลอดภัย รวมทง้ั รจู้ กั เกบ็

รกั ษา



๖๗

ช้นั ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

ม.๒ ๑. คาดการณแ์ นวโน้มเทคโนโลยีท่จี ะ • สาเหตหุ รือปัจจัยตา่ งๆ เชน่

เกดิ ขึน้ โดยพิจารณาจากสาเหตุหรอื ความกา้ วหนา้ ของศาสตร์ตา่ งๆ การ

ปจั จยั ทสี่ ง่ ผลตอ่ การเปลย่ี นแปลงของ เปลยี่ นแปลงทางด้านเศรษฐกจิ สงั คม

เทคโนโลยี และวิเคราะห์ เปรียบเทียบ วฒั นธรรม ทาใหเ้ ทคโนโลยีมกี าร

ตัดสินใจเลือกใชเ้ ทคโนโลยี โดย เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

คานึงถงึ ผลกระทบทีเ่ กิดข้ึนตอ่ ชวี ิต • เทคโนโลยีแต่ละประเภทมีผลกระทบต่อ

สงั คม และส่ิงแวดลอ้ ม ชวี ติ สงั คม และส่งิ แวดลอ้ มทีแ่ ตกต่างกนั

จงึ ตอ้ งวิเคราะห์เปรยี บเทียบขอ้ ดี ขอ้ เสีย

และตัดสนิ ใจเลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสม

๒. ระบปุ ญั หาหรอื ความต้องการใน • ปัญหาหรือความตอ้ งการในชมุ ชนหรอื

ชุมชนหรอื ท้องถ่นิ สรุปกรอบของ ท้องถิ่น มีหลายอยา่ ง เช่น ด้านพลังงาน

ปญั หา รวบรวม วิเคราะหข์ อ้ มลู และ สง่ิ แวดลอ้ ม การเกษตร การอาหาร

แนวคิดทเี่ กย่ี วข้องกบั ปัญหา • การระบปุ ัญหาทจี่ าเป็นตอ้ งมีการ

วิเคราะห์สถานการณ์ของปัญหาเพอ่ื สรุป

กรอบของปญั หา แล้วดาเนนิ การสบื ค้น

รวบรวมขอ้ มลู ความร้จู ากศาสตรต์ า่ ง ๆ ท่ี

เกี่ยวขอ้ ง เพือ่ นาไปสกู่ ารออกแบบแนว

ทางการแกป้ ัญหา

๓. ออกแบบวธิ ีการแกป้ ญั หา โดย • การวเิ คราะห์ เปรียบเทยี บ และตัดสนิ ใจ

วิเคราะหเ์ ปรยี บเทยี บ และตดั สนิ ใจ เลือกขอ้ มลู ที่จาเปน็ โดยคานงึ ถึงเงือ่ นไข

เลือกขอ้ มลู ทจี่ าเปน็ ภายใต้เง่ือนไขและ และทรัพยากร เชน่ งบประมาณ เวลา

ทรพั ยากรทีม่ ีอยู่ นาเสนอแนวทางการ ข้อมูลและสารสนเทศ วสั ดุ เครือ่ งมอื และ

แก้ปญั หาใหผ้ อู้ นื่ เขา้ ใจ วางแผนขน้ั ตอน อุปกรณช์ ่วยให้ไดแ้ นวทางการแก้ปญั หาท่ี

การทางานและดาเนินการแกป้ ัญหา เหมาะสม

อย่างเปน็ ขัน้ ตอน • การออกแบบแนวทางการแกป้ ญั หาทาได้

หลากหลายวธิ ี เช่น การรา่ งภาพ การเขียน

แผนภาพ การเขียนผงั งาน

• การกาหนดขน้ั ตอนและระยะเวลาในการ

ทางานก่อนดาเนนิ การแก้ปญั หาจะช่วยให้

การทางานสาเร็จไดต้ ามเป้าหมาย และลด

ข้อผดิ พลาดของการทางานทอ่ี าจเกิดขึ้น

๖๘

ชัน้ ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.๒ ๔. ทดสอบ ประเมนิ ผล และอธิบาย • การทดสอบและประเมนิ ผลเปน็ การ

ปญั หาหรือข้อบกพร่องที่เกดิ ขน้ึ ภายใต้ ตรวจสอบชน้ิ งานหรือวธิ กี ารวา่ สามารถ

กรอบเงื่อนไข พรอ้ มทง้ั หาแนวทางการ แก้ปญั หาได้ตามวตั ถปุ ระสงคภ์ ายใตก้ รอบ

ปรบั ปรงุ แก้ไข และนาเสนอผลการ ของปญั หา เพื่อหาข้อบกพรอ่ ง และ

แกป้ ญั หา ดาเนินการปรับปรุงใหส้ ามารถแกไ้ ขปญั หา

ได้

• การนาเสนอผลงานเปน็ การถ่ายทอด

แนวคดิ เพอ่ื ให้ผ้อู น่ื เขา้ ใจเกีย่ วกบั

กระบวนการทางานและชนิ้ งานหรอื วิธีการ

ทไี่ ด้ ซ่งึ สามารถทาได้หลายวิธี เช่น การ

เขียนรายงาน การทาแผ่นนาเสนอผลงาน

การจดั นิทรรศการ

๕. ใชค้ วามรู้ และทกั ษะเกยี่ วกับวัสดุ • วสั ดุแตล่ ะประเภทมสี มบัติแตกต่างกนั

อุปกรณ์ เคร่อื งมอื กลไก ไฟฟา้ และ เชน่ ไม้ โลหะ พลาสติก จึงต้องมกี าร

อิเล็กทรอนิกสเ์ พือ่ แก้ปัญหาหรือพัฒนา วิเคราะห์สมบตั เิ พอ่ื เลอื กใช้ใหเ้ หมาะสมกบั

งานได้อย่างถกู ต้อง เหมาะสม และ ลักษณะของงาน

ปลอดภยั • การสรา้ งชน้ิ งานอาจใช้ความรู้ เรื่องกลไก

ไฟฟา้ อเิ ล็กทรอนกิ ส์ เชน่ LED มอเตอร์

บัซเซอร์ เฟือง รอก ลอ้ เพลา

• อุปกรณแ์ ละเคร่ืองมือในการสรา้ งชิน้ งาน

หรือพฒั นาวธิ กี ารมหี ลายประเภท ตอ้ ง

เลือกใช้ให้ถูกตอ้ ง เหมาะสม และปลอดภัย

รวมทั้งรู้จกั เกบ็ รกั ษา

๖๙

ช้นั ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.๓ ๑. วเิ คราะห์สาเหตุ หรือปจั จยั ทสี่ ่งผล • เทคโนโลยีมกี ารเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ต่อการเปล่ยี นแปลงของเทคโนโลยี ตงั้ แตอ่ ดตี จนถึงปัจจบุ นั ซ่งึ มสี าเหตุหรือ

และความสัมพนั ธข์ องเทคโนโลยกี บั ปัจจัยมาจากหลายดา้ น เช่น ปัญหาหรือ

ศาสตร์อืน่ โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ ความต้องการของมนษุ ย์ความกา้ วหนา้

หรอื คณติ ศาสตร์ เพอ่ื เป็นแนวทาง ของศาสตรต์ า่ ง ๆ การเปลี่ยนแปลง

ก การแกป้ ัญหาหรอื พฒั นางาน ทางดา้ นเศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม

สิง่ แวดลอ้ ม

• เทคโนโลยีมคี วามสัมพันธก์ บั ศาสตรอ์ ืน่

โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ โดยวทิ ยาศาสตร์

เป็นพื้นฐานความรู้ทีน่ าไปสู่การพัฒนา

เทคโนโลยี และเทคโนโลยที ี่

ได้สามารถเปน็ เคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการศึกษา

ค้นคว้าเพื่อให้ได้มาซ่ึงองคค์ วามร้ใู หม่

๒. ระบุปญั หาหรือความตอ้ งการของ • ปัญหาหรือความตอ้ งการอาจพบได้ใน

ชุมชนหรอื ทอ้ งถน่ิ เพ่ือพัฒนางานอาชีพ งานอาชพี ของชุมชนหรอื ท้องถน่ิ ซง่ึ อาจ

สรุปกรอบของปญั หา รวบรวม มหี ลายดา้ น เชน่ ดา้ นการเกษตร อาหาร

วิเคราะห์ขอ้ มลู และแนวคิดท่ีเก่ยี วขอ้ ง พลังงาน การขนสง่

กับปญั หา โดยคานงึ ถงึ ความถูกต้อง • การวเิ คราะห์สถานการณ์ปญั หาชว่ ยให้

ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เข้าใจเง่ือนไขและกรอบของปัญหาได้

ชดั เจน จากนน้ั ดาเนนิ การสืบคน้ รวบรวม

ข้อมลู ความรจู้ ากศาสตร์ต่าง ๆ ที่เก่ยี วขอ้ ง

เพอื่ นาไปสกู่ ารออกแบบแนวทางการ

แกป้ ญั หา

๗๐

ช้นั ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๓ ๓. ออกแบบวิธกี ารแก้ปัญหา โดย • การวเิ คราะห์ เปรียบเทยี บ และตดั สนิ ใจ

วเิ คราะหเ์ ปรียบเทยี บ และตดั สนิ ใจ เลือกข้อมูลทีจ่ าเป็น โดยคานงึ ถงึ ทรัพย์สิน

เลือกขอ้ มูลทจ่ี าเป็นภายใตเ้ งื่อนไขและ ทางปัญญาเงอื่ นไขและทรัพยากร เชน่

ทรัพยากรท่มี ีอยู่ นาเสนอแนวทางการ งบประมาณ เวลาข้อมูลและสารสนเทศ

แกป้ ญั หาให้ผอู้ ืน่ เข้าใจดว้ ยเทคนคิ วัสดุ เครอื่ งมือและอปุ กรณช์ ว่ ยให้ไดแ้ นว

หรือวธิ ีการทีห่ ลากหลาย วางแผน ทางการแก้ปญั หาทเ่ี หมาะสม

ขัน้ ตอนการทางานและดาเนนิ การ • การออกแบบแนวทางการแกป้ ัญหาทาได้

แกป้ ัญหาอย่างเป็นข้ันตอน หลากหลายวิธี เช่น การร่างภาพ การเขยี น

แผนภาพการเขยี นผังงาน

• เทคนคิ หรือวธิ กี ารในการนาเสนอแนว

ทางการแกป้ ญั หามหี ลากหลาย เชน่ การใช้

แผนภูมิตาราง ภาพเคล่ือนไหว

• การกาหนดขน้ั ตอนและระยะเวลาในการ

ทางานกอ่ นดาเนินการแกป้ ญั หาจะชว่ ยให้

การทางานสาเร็จไดต้ ามเปา้ หมาย และลด

ขอ้ ผดิ พลาดของการทางานที่อาจเกิดข้นึ

๔. ทดสอบ ประเมินผล วิเคราะห์ และ • การทดสอบและประเมินผลเป็นการ

ใหเ้ หตผุ ลของปญั หาหรอื ข้อบกพร่องที่ ตรวจสอบช้ินงานหรอื วิธีการวา่ สามารถ

เกิดข้ึนภายใต้กรอบเง่อื นไข พรอ้ มท้ัง แกป้ ญั หาได้ตามวัตถุประสงค์ภายใต้กรอบ

หาแนวทางการปรบั ปรุงแกไ้ ข และ ของปญั หา เพ่อื หาขอ้ บกพร่อง และ

นาเสนอผลการแก้ปัญหา ดาเนนิ การปรับปรุง โดยอาจทดสอบซ้า

เพอื่ ใหส้ ามารถแกไ้ ขปญั หาได้

• การนาเสนอผลงานเปน็ การถา่ ยทอด

แนวคดิ เพื่อให้ผอู้ นื่ เข้าใจเก่ยี วกับ

กระบวนการทางานและชน้ิ งานหรอื วิธกี าร

ท่ไี ด้ ซ่ึงสามารถทาไดห้ ลายวิธี เช่น การ

เขียนรายงาน การทาแผ่นนาเสนอผลงาน

การจัดนทิ รรศการ การนาเสนอผา่ นสื่อ

ออนไลน์

๗๑

ชั้น ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๓ ๕. ใช้ความรู้ และทักษะเก่ยี วกับวัสดุ • วัสดแุ ตล่ ะประเภทมสี มบัติแตกตา่ งกัน

อุปกรณ์เครอื่ งมือ กลไก ไฟฟ้าและ เช่น ไม้โลหะ พลาสติก เซรามิก จึงต้องมี

อเิ ลก็ ทรอนิกสใ์ ห้ถกู ต้องกับลกั ษณะของ การวเิ คราะห์สมบัตเิ พอ่ื เลือกใชใ้ ห้

งาน และปลอดภยั เพื่อแกป้ ัญหาหรือ เหมาะสมกับลกั ษณะของงาน

พฒั นางาน • การสร้างช้ินงานอาจใชค้ วามรู้ เรื่องกลไก

ไฟฟา้ อิเลก็ ทรอนิกส์ เช่น LED LDR

มอเตอร์ เฟืองคาน รอก ลอ้ เพลา

• อุปกรณ์และเครอื่ งมอื ในการสรา้ งชิน้ งาน

หรอื พฒั นาวธิ ีการมีหลายประเภท ตอ้ ง

เลือกใชใ้ หถ้ ูกตอ้ ง เหมาะสม และปลอดภยั

รวมทง้ั รู้จกั เก็บรักษา

๗๒

คาอธบิ ายรายวิชา

รหสั วชิ า ว21103 รายวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลย)ี
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 เวลา 1 ช่วั โมง/สปั ดาห์ จานวน 0.5 หน่วยกิต

ศึกษาอธบิ ายความหมายของเทคโนโลยี วเิ คราะหส์ าเหตุหรอื ปัจจัยท่สี ง่ ผลต่อการเปลีย่ นแปลง
ของเทคโนโลยี การทางานของระบบทางเทคโนโลยี ประยุกตใ์ ชค้ วามรู้ ทักษะ และทรัพยากร โดย
วเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บ และเลอื กขอ้ มูลทจ่ี าเป็นเพอื่ ออกแบบวธิ ีการแก้ปัญหาในชีวติ ประจาวันในด้าน
การเกษตรและอาหาร และสร้างชิ้นงานหรือพฒั นาวิธกี ารโดยใช้กระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม
รวมทัง้ เลอื กใช้วสั ดุอปุ กรณ์ เครอ่ื งมอื ในการแก้ปัญหาได้อยา่ งถกู ตอ้ ง เหมาะสมและปลอดภัย

รหสั ตวั ชี้วดั
ว 4.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5

รวมทง้ั หมด 5 ตัวชว้ี ดั

๗๓

รหสั วชิ า ว22103 รายวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลย)ี
ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 เวลา 1 ชั่วโมง/สปั ดาห์ จานวน 0.5 หนว่ ยกติ

ศกึ ษาสาเหตุหรอื ปัจจัยท่ีทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงเทคโนโลยี ตลอดจนคาดการณ์แนวโน้ม
เทคโนโลยีในอนาคต เลือกใชเ้ ทคโนโลยีโดยคานงึ ถึงผลกระทบท่จี ะเกิดขึน้ ต่อชีวิต สงั คม และ
ส่ิงแวดล้อม ประยกุ ต์ใชค้ วามรู้ ทักษะ และทรัพยากร โดยวเิ คราะห์ เปรียบเทยี บและเลือกขอ้ มูลท่ี
จาเปน็ เพื่อออกแบบวิธีการแกป้ ัญหาในชุมชนหรือทอ้ งถิ่นในดา้ นพลังงาน ส่ิงแวดล้อม การเกษตรและ
อาหาร และสร้างชิ้นงานหรือพฒั นาวิธีการโดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม รวมท้งั เลือกใช้
วัสดุ อปุ กรณ์ เครอื่ งมือในการแกป้ ญั หาไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง เหมาะสมและปลอดภยั

รหสั ตัวชวี้ ดั
ว 4.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5

รวมทั้งหมด 5 ตวั ชวี้ ดั

๗๔

รหสั วิชา ว23103 รายวิชา เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลย)ี
ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 เวลา 1 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ จานวน 0.5 หนว่ ยกิต

ศึกษาสาเหตหุ รือปจั จยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยแี ละความสัมพันธ์ของ
เทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น ตลอดจนออกแบบวิธกี ารแกป้ ัญหาโดยวิเคราะหเ์ ปรียบเทียบและตัดสินใจเลอื ก
ขอ้ มูลทจ่ี าเปน็ ภายใตเ้ งื่อนไขและทรพั ยากรท่ีมีอยู่ ทดสอบ ประเมินผล วเิ คราะหแ์ ละให้เหตุผลของ
ปญั หาหรอื ข้อบกพรอ่ งที่เกิดข้นึ ภายใต้กรอบเงอ่ื นไข ใชค้ วามรู้ และทกั ษะเก่ยี วกบั วสั ดุ อุปกรณ์
เครื่องมือ กลไก ไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกสใ์ หถ้ ูกตอ้ งกบั ลักษณะของงาน และปลอดภัยเพอ่ื แกป้ ญั หาหรือ
พัฒนางานได้อย่างถกู ต้อง เหมาะสม

รหสั ตวั ชี้วดั
ว 4.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5

รวมท้ังหมด 5 ตวั ชีว้ ดั

๗๕

หนว่ ยการเรียนรู้

รหสั วชิ า ว21103 รายวชิ า เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลย)ี
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 เวลา 20 ชั่วโมง จานวน 0.5 หนว่ ยกิต

หน่วยที่ ชอื่ หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนร้/ู เวลา น้าหนัก
ตวั ช้ีวัด (ชัว่ โมง) คะแนน
๑ ระบบทางเทคโนโลยี
๒ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ว 4.1 ม.1/1 ๑ ๑๐
๓ ผลกระทบของเทคโนโลยี ว 4.1 ม.1/2 ๒ ๑๐
๔ วสั ดุและเครื่องมือพนื้ ฐาน ว 4.1 ม.1/2 ๒ ๑๐
๕ กลไก ไฟฟา้ และอปุ กรณอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ๑๐
๖ กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ว 4.1 ม.1/3 ๓ ๒๐
๗ กรณศี กึ ษา การแกป้ ญั หาตาม ว 4.1 ม.1/5 ๓ ๒๐
กระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม ว 4.1 ม.1/4 ๕ ๒๐
ว 4.1 ม.1/3 ๔
รวม ๑๐๐
๒๐

๗๖

หนว่ ยการเรยี นรู้

รหสั วิชา ว22103 รายวชิ า เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลย)ี
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 เวลา 20 ชว่ั โมง จานวน 0.5 หนว่ ยกิต

หน่วยท่ี ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนร้/ู ตัวชว้ี ัด เวลา นา้ หนัก
(ชั่วโมง) คะแนน
๑ วเิ คราะห์ปญั หา ว 4.1 ม.2/2
๔ ๒๕
๒ ออกแบบและสร้าง ว 4.1 ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5 ๑๒ ๕๐

๓ เทคโนโลยีในอนาคต ว 4.1 ม.2/1 ๔ ๒๕
๒๐ ๑๐๐
รวม

๗๗

หน่วยการเรยี นรู้

รหสั วชิ า ว23103 รายวชิ า เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี)
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 เวลา 20 ช่วั โมง จานวน 0.5 หน่วยกติ

หน่วยท่ี ชอื่ หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้/ เวลา นา้ หนัก
๑ (ช่ัวโมง) คะแนน
๒ ตัวชี้วัด
๓ ๕ ๒๐
การเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยแี ละ ว ๔.๑ ม.๓/๑
๑๐ ๖๐
ความสมั พนั ธข์ องเทคโนโลยีกับศาสตร์อนื่
๕ ๒๐
ออกแบบเชิงวศิ วกรรม ว ๔.๑ ม.๓/๒,
๒๐ ๑๐๐
ม.๓/๓, ม.๓/๔

ทกั ษะเก่ยี วกับวสั ดุ อปุ กรณ์ เครอื่ งมือ ว ๔.๑ ม ๓/๕

กลไก ไฟฟ้า และอเิ ล็กทรอนกิ ส์

รวม

๗๘

คาอธิบายรายวิชาเพมิ่ เตมิ

รหสั 20201 วชิ าทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์1 ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1
จานวน 1 ชวั่ โมง 0.5 หนว่ ยกติ

ศึกษาวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ เพ่ือมคี วามเข้าใจ เจตคติทางวิทยาศาสตรแ์ ละเกดิ เจตคติท่ดี ตี ่อ
วิทยาศาสตร์ และมคี วามเขา้ ใจเก่ียวกับวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์และอธิบายกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสังเกต การสืบเสาะหาความรู้ การสบื ค้นขอ้ มูล การ
สารวจตรวจสอบ บันทึก จัดกลมุ่ ข้อมลู และการอภปิ ราย เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรู้ ความคิด ความเข้าใจ
สามารถนาเสนอสอ่ื สารสิง่ ทเี่ รียนรู้ มีความสามารถใน การตดั สนิ ใจ เหน็ คุณคา่ ของการนาความรไู้ ป
ใช้ประโยชนใ์ นชีวิตประจาวัน มีจติ วิทยาศาสตร์ คณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มท่เี หมาะสม

ผลการเรยี นรู้
1.มคี วามเข้าใจ เจตคติทางวิทยาศาสตรแ์ ละเกดิ เจตคติทีด่ ีตอ่ วิทยาศาสตร์
2.มีความเขา้ ใจเกีย่ วกับวิธีการทางวิทยาศาสตรแ์ ละอธิบายกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3.มีทกั ษะการสงั เกต การวัด การจาแนกประเภท การคานวณ
4.มีทกั ษะการหาความสัมพนั ธร์ ะหว่างสเปสกับสเปชและสเปสกับเวลา ทกั ษะใน

การพยากรณ์ การลงความเหน็ ขอ้ มลู การจดั กระทาขอ้ มูล การจัดกระทาและสือ่ ความหมายขอ้ มูล
5.ปฏิบัติกจิ กรรมเพอื่ พฒั นาทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
6.สามารถสอื่ สารส่ิงทเี่ รียนรมู้ คี วามสามารถในการตัดสนิ ใจนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ใน

ชีวติ ประจาวัน มจี ิตวทิ ยาศาสตรค์ ณุ ธรรมและค่านิยมทเี่ หมาะสม

รวมทง้ั หมด 6 ข้อ

๗๙

หน่วยการเรียนร้รู ายวิชาเพ่มิ เติม

รหสั 20201 วชิ าทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์1 ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1
จานวน 1 ชัว่ โมง 0.5 หนว่ ยกติ

หน่วยท่ี ช่อื หน่วยการ ผลการเรยี นรู้ เวลา น้าหนัก
1 เรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
1. มคี วามเข้าใจ เจตคตทิ าง
วธิ ีการทาง วทิ ยาศาสตร์และเกดิ เจตคตทิ ดี่ ีต่อ 1 18
วทิ ยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ 1 19
8 24
2 ทักษะ 2. มีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการทาง 4 16
กระบวนการ วทิ ยาศาสตรแ์ ละอธิบายกระบวนการ
ทาง ทางวทิ ยาศาสตร์ 4 14
วทิ ยาศาสตร์ 2 9
3. มที ักษะการสังเกต การวัด การจาแนก
ประเภท 20 100
การคานวณ

4. มีทกั ษะการหาความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง
สเปสกับสเปชและสเปสกบั เวลา ทกั ษะ
ในการพยากรณ์ การลงความเห็นขอ้ มูล
การจดั กระทาข้อมลู การจดั กระทาและ
สอื่ ความหมายขอ้ มูล

5. ปฏบิ ัติกจิ กรรมเพ่อื พัฒนาทกั ษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

6. สามารถสอื่ สารสง่ิ ที่เรยี นรมู้ ี
ความสามารถในการตัดสินใจนาความรู้
ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวนั มีจติ
วทิ ยาศาสตรค์ ณุ ธรรมและคา่ นยิ มท่ี
เหมาะสม
รวม

๘๐

คำอธิบำยรำยวชิ ำเพิม่ เตมิ

รหสั วชิ า ว๒๐๒๑๑ วิชา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ๑ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑
จานวน ๒ ช่วั โมง ๑ หน่วยกิต

สืบคน้ ข้อมลู ศึกษา วเิ คราะห์ อธิบาย ฝกึ เก่ยี วกบั เจตคติทางวิทยาศาสตร์ เพ่อื ใหม้ เี จตคติท่ดี ี
ต่อวชิ าวิทยาศาสตร์ มคี วามเข้าใจเก่ียวกบั ระเบยี บวธิ ที างวทิ ยาศาสตร์ อธบิ ายทกั ษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์
ทักษะการสังเกต การวัด การจดั จาแนกประเภท การหาความสมั พนั ธ์ของพน้ื ท่ี การจัดกระทาและสอ่ื
ความหมายข้อมลู เบอื้ งตน้ รวมท้ังการลงความเห็นจากขอ้ มูล ทากจิ กรรมเพ่ือฝึกทกั ษะแตล่ ะประเภท
ซง่ึ แสดงออกถึงความเขา้ ใจในทกั ษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ฝกึ ทกั ษะการใชเ้ ครื่องมือวดั ทาง
วทิ ยาศาสตร์และ คานวณในเน้ือหาวิทยาศาสตร์ การแกโ้ จทยป์ ัญหา การฝึกจัดทาข้อมลู ตาม
สถานการณ์ตา่ งๆ และสามารถสื่อสารส่งิ ทเ่ี รยี นรมู้ คี วามสามารถในการตัดสนิ ใจ นาความรไู้ ปใช้
ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรมคณุ ธรรม และคา่ นยิ มท่เี หมาะสม

ผลกำรเรยี นรู้
๑. มคี วามเขา้ ใจเจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ และเกดิ เจตคติที่ดีตอ่ วิชาวิทยาศาสตร์
๒. มคี วามเขา้ ใจเกยี่ วกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์และอธบิ ายทกั ษะกระบวนการทาง

วิทยาศาสตร์ได้
๓. มีความร้คู วามเข้าใจ ปฏิบัติกิจกรรมที่เกย่ี วกบั ทักษะการสงั เกตได้
๔. สามารถใช้ทักษะการสงั เกต เก็บรวบรวมข้อมลู สถานการณ์ตา่ งได้
๕. มีความรู้ความเข้าใจ ปฏบิ ัติกจิ กรรมทเ่ี กย่ี วกบั ทักษะการจาแนกได้
๖. มคี วามรคู้ วามเข้าใจ ปฏิบัติกิจกรรมท่ีเกยี่ วกบั ทกั ษะการวัดได้
๗. มคี วามสามารถในการใช้เครอ่ื งมือในการวัดทางวทิ ยาศาสตร์ได้
๘. มที ักษะในการคานวณและสามารถคานวณจากโจทยป์ ัญหาต่างๆได้
๙.มีความรู้ความเข้าใจ ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมท่เี กยี่ วกบั ทักษะการจดั กระทาและส่อื ความหมายของ

ข้อมลู ได้
๑๐. สามารถเกบ็ ขอ้ มลู และนาขอ้ มลู มาจดั ทาในรปู แบบตา่ งๆได้
๑๑. มคี วามรูค้ วามเขา้ ใจ ปฏิบตั กิ ิจกรรมท่ีเก่ยี วกับทักษะการบอกความสมั พันธร์ ะหวา่ งสเปส

และสเปสกบั เวลา

๑๒. ความร้คู วามเขา้ ใจ ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมทีเ่ กี่ยวกับทกั ษะลงความเหน็ ข้อมูลได้
๑๓. ความรูค้ วามเข้าใจ ปฏิบัตกิ จิ กรรมที่เก่ียวกับทกั ษะการพยากรณ์ตา่ งๆได้

รวมท้งั หมด ๑๓ ข้อ

๘๑

หน่วยกำรเรียนรู้รำยวิชำเพมิ่ เตมิ
รหสั วิชา ว๒๐๒๑๑ วชิ า ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ๑ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๑
จานวน ๒ ชัว่ โมง ๑ หนว่ ยกิต

หน่วยท่ี ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา น้าหนกั
1 ทกั ษะการสงั เกตการ (ชวั่ โมง) คะแนน
จดั จาแนกประเภท ๑. มคี วามเข้าใจเจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ และ
๒ เกดิ เจตคติที่ดีต่อวิชาวทิ ยาศาสตร์ ๑๐ ๒๕
ทกั ษะการวดั การ ๒. มคี วามเขา้ ใจเกยี่ วกับวิธกี ารทาง
คานวณ วิทยาศาสตรแ์ ละอธบิ ายทักษะกระบวนการทาง ๘ ๓๐
วทิ ยาศาสตรไ์ ด้
๓. มคี วามรคู้ วามเข้าใจ ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมท่ี
เกย่ี วกบั ทกั ษะการสังเกตได้
๔. สามารถใชท้ ักษะการสงั เกต เกบ็ รวบรวม
ข้อมูลสถานการณต์ า่ งได้
๕. มคี วามรู้ความเข้าใจ ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมท่ี
เกย่ี วกับทกั ษะการจาแนกได้
๖. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ ปฏิบัตกิ จิ กรรมที่
เกีย่ วกับทกั ษะการวดั ได้
๗. มีความสามารถในการใชเ้ คร่ืองมอื ในการวดั
ทางวทิ ยาศาสตรไ์ ด้
๘. มีทักษะในการคานวณและสามารถคานวณ
จากโจทย์ปญั หาตา่ งๆได้

๓ จดั ทาและลง ๙.มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ปฏิบัตกิ ิจกรรมที่ ๘ ๑๖
ความเหน็ ขอ้ มลู เกยี่ วกบั ทกั ษะการจดั กระทาและสอ่ื ความหมาย
ของข้อมลู ได้
๑๐. สามารถเกบ็ ข้อมลู และนาขอ้ มูลมาจดั ทา
ในรูปแบบตา่ งๆได้
๑๒. ความรคู้ วามเข้าใจ ปฏิบตั ิกิจกรรมที่
เกย่ี วกบั ทกั ษะลงความเหน็ ข้อมูลได้

๘๒

หน่วยท่ี ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา นา้ หนัก
(ช่วั โมง) คะแนน
๔ การหาความสมั พนั ธ์ ๑๑. มีความรคู้ วามเข้าใจ ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมท่ี
๖ ๑๑
ของพื้นที่ เก่ียวกับทักษะการบอกความสัมพันธ์ระหว่าง
๘ ๑๘
สเปสและสเปสกบั เวลา
๔๐ ๑๐๐
๕ การพยากรณข์ อ้ มูล ๑๓. ความรู้ความเขา้ ใจ ปฏิบัตกิ ิจกรรมท่ี
เก่ยี วกับทักษะการพยากรณ์ตา่ งๆได้

รวม

๘๓

คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพิม่ เตมิ

รหสั วิชา ว๒๐๒๑๒ วิชา ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ๒ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๑
จานวน ๒ ชัว่ โมง ๑ หน่วยกิต

สบื คน้ ขอ้ มูล ศึกษา วิเคราะห์ อธิบาย ฝกึ เกยี่ วกับทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ทีเ่ ป็นทักษะขน้ั สงู อาทิ ทกั ษะการตง้ั สมมตฐิ าน ทกั ษะการกาหนดนิยามเชิงปฏิบัตกิ าร ทักษะการ
กาหนดและควบคุมตัวแปร ทักษะการทดลอง ทักษะการตคี วามหมาย ทากจิ กรรมทนี่ าไปสูค่ วาม
เข้าใจเก่ยี วกบั ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สรา้ งสถานการณ์ ออกแบบ สาธิต และ ทดลอง
ในแบบแผนการทดลอง และ นอกเหนอื ตามท่สี นใจ หรอื ฝกึ ปฏบิ ัติการจากโครงงานประเภททดลอง
เพอ่ื แสดงออกถึงความเขา้ ใจสามารถสอ่ื สารสง่ิ ที่เรยี นรู้มคี วามสามารถในการตดั สนิ ใจ นาความรู้ไปใชใ้ น
ระดับท่สี งู ข้นึ ได้ พรอ้ มทัง้ มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรมคุณธรรม และค่านยิ มท่ีเหมาะสม

ผลกำรเรยี นรู้
๑. มคี วามรู้ความเข้าใจ ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมท่เี กย่ี วกับทักษะการต้งั สมมติฐานได้
๒. สามารถตง้ั สมมติฐานจากสถานการณต์ า่ งได้
๓. มีความรคู้ วามเขา้ ใจ ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมท่ีเกย่ี วกบั ทกั ษะการกาหนดและควบคุมตัวแปรได้
๔. สามารถกาหนดตัวแปรจากการทดลอง ได้
๕. มีความรูค้ วามเขา้ ใจ ปฏิบัติกิจกรรมท่ีเกยี่ วกับทักษะการกาหนดนิยามเชงิ ปฏิบัติการได้
๖. มีความรูค้ วามเขา้ ใจ ปฏบิ ตั ิกจิ กรรม ออกแบบการทดลองทเี่ กีย่ วกับทกั ษะการทดลองได้
๗. สามารถปฏบิ ัติการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่กาหนดให้ได้
๘. มี ความรู้ความเขา้ ใจ ปฏบิ ตั กิ จิ กรรม ท่เี กีย่ วกับทักษะการตีความหมายขอ้ มูลได้

รวมท้งั หมด ๘ ข้อ

๘๔

หน่วยกำรเรยี นรู้รำยวชิ ำเพ่ิมเติม
รหสั วิชา ว๒๐๒๑๒ วิชา ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ๒ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๑
จานวน ๒ ชว่ั โมง ๑ หนว่ ยกติ

หน่วยท่ี ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา นา้ หนกั
(ชัว่ โมง) คะแนน
1 ทักษะการ ๑. มีความรู้ความเข้าใจ ปฏิบัตกิ จิ กรรมที่เกยี่ วกับ
ต้ังสมมติฐาน ทกั ษะการตงั้ สมมตฐิ านได้ ๑๐ ๒๕
๒. สามารถตั้งสมมตฐิ านจากสถานการณ์ต่างได้

๒ ทักษะการกาหนดและ ๓. มีความรคู้ วามเข้าใจ ปฏิบตั ิกจิ กรรมที่เก่ยี วกับ ๘ ๓๐

ควบคุมตัวแปร ทกั ษะการกาหนดและควบคมุ ตัวแปรได้

๔. สามารถกาหนดตัวแปรจากการทดลองได้

๓ ทกั ษะการกาหนด ๕. มคี วามรู้ความเข้าใจ ปฏิบตั ิกิจกรรมทเี่ กย่ี วกบั ๘ ๑๖
นยิ ามเชงิ ปฏิบตั กิ าร ทักษะการกาหนดนยิ ามเชิงปฏบิ ตั กิ ารได้

๔ ทกั ษะการทดลอง ๖. มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ปฏิบตั ิกจิ กรรม ออกแบบ ๖ ๑๑
การทดลองท่เี กยี่ วกับทกั ษะการทดลองได้
๗. สามารถปฏบิ ตั กิ ารทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่
กาหนดใหไ้ ด้

๕ ทักษะกาตคี วามหมาย ๘. มี ความรูค้ วามเข้าใจ ปฏบิ ตั ิกิจกรรม ที่ ๘ ๑๘
ข้อมลู เกี่ยวกับทกั ษะการตคี วามหมายข้อมูลได้ ๔๐ ๑๐๐

รวม

๘๕

คำอธิบำยรำยวิชำเพิ่มเตมิ

รหสั วชิ า ว๒๐๒๑๓ วิชา การทดลองทางวทิ ยาศาสตร์ ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ ๒
จานวน ๒ ชวั่ โมง ๑ หน่วยกติ

ศึกษาทาความเข้าใจเกีย่ วกับ เคร่อื งมอื อปุ กรณ์ทางวิทยาศาสตร์ อุปกรณ์ทางชีววทิ ยาทางเคมี
และ ฟสิ กิ ส์ การทาปฏิบตั กิ าร ศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ การเตรยี มสไลดข์ องเซลล์ต่างๆ เพ่อื
ศึกษาการทดสอบสารอาหารทห่ี ลากหลาย ทง้ั โปรตนี คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามนิ และ น้า
การไตเตรตหาความเข้มขน้ ของสาร ปฏบิ ตั กิ ารฟิสิกส์ เคร่ืองเคาะสัญญาณเวลา การศึกษาสมบตั ิ
ทางแสง โดยใชท้ กั ษะการสงั เกต การลงมอื ทา และฝึกการจดบันทกึ ผลการทดลองอย่างเป็นระเบียบ
เหน็ คุณค่าของการนาความร้ไู ปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ในการดาเนนิ ชวี ิตประจาวัน สามารถสือ่ สารท้ังที
เรียนรู้ มีจติ สาธารณะ คุณธรรม จรยิ ธรรมและคา่ นิยมทพี่ ึงประสงค์

ผลกำรเรียนรู้
๑. มีความเข้าใจ และทกั ษะในการใช้เครือ่ งมอื วทิ ยาศาสตร์ ทง้ั ทางด้านชีววทิ ยา เคมี และ

ฟิสิกส์
๒. มีความรูค้ วามเขา้ ใจ และทกั ษะในการใช้หอ้ งปฏิบัตกิ ารวิทยาศาสตร์
๓. มีทักษะในการใช้ กล้องจลุ ทรรศน์ และ การเตรยี มสไลด์เพือ่ ใช้ในการศึกษาเซลล์ตา่ งๆได้
๔. สามารถทดลองในเชงิ เคมี สามารถทดสอบสารอาหารประเภทต่างๆได้
๕. สามารถทดลองในเชงิ เคมี ในการไตเตรทหาความเข้มขน้ ของสารได้
๖. ทาปฏบิ ตั กิ ารทางฟสิ กิ ส์เพอ่ื พสิ จู น์คา่ ความเร่งเน่ืองจากแรงโนม้ ถว่ งของโลก จากเคร่อื งเคาะ

สญั ญาณเวลา
๗. ทาปฏิบัตกิ ารทางฟสิ กิ ส์เพอื่ พิสูจน์ สมบตั ขิ องแสงและการเหน็ ภาพได้
๘. จดบันทกึ ผลการทดลอง และเขยี นรายงานการปฏิบตั กิ ารทดลองได้ถกู ตอ้ ง

รวมทัง้ หมด ๘ ข้อ

๘๖

หน่วยการเรียนร้รู ายวชิ าเพมิ่ เติม ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๒

รหสั วชิ า ว๒๐๒๑๓ วิชา การทดลองทางวิทยาศาสตร์
จานวน ๒ ชวั่ โมง ๑ หนว่ ยกติ

หนว่ ยที่ ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา นา้ หนัก
1 (ช่ัวโมง) คะแนน
ปฏบิ ตั ิการและ ๑. มีความเข้าใจ และทกั ษะในการใชเ้ คร่อื งมอื
อปุ กรณ์วิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ ท้งั ทางดา้ นชีววิทยา เคมี และ ๑๐ ๒๔
ฟสิ กิ ส์
๒. มีความรูค้ วามเข้าใจ เกยี่ วกบั ปฏบิ ตั ิการทาง
วทิ ยาศาสตร์ และทกั ษะในการใช้
ห้องปฏิบัติการวทิ ยาศาสตร์

๒ ศึกษาเซลล์ ๓. มที กั ษะในการใช้ กล้องจลุ ทรรศน์ และ การ ๘ ๓๑
๖ ๑๕
และการเตรียมสไลด์ เตรียมสไลดเ์ พ่อื ใช้ในการศกึ ษาเซลล์ต่างๆได้

เพ่ือศึกษา

๓ การทดสอบ ๔. สามารถทดลองในเชงิ เคมี สามารถทดสอบ

สารอาหารชนดิ ต่างๆ สารอาหารประเภทตา่ งๆได้

๔ การไตเตรตหาความ ๕. สามารถทดลองในเชิงเคมี ในการไตเตรทหา ๖ ๑๐
เข้มข้นของสาร ความเข้มขน้ ของสารได้

๕ เครอื่ งเคาะ ๖. ทาปฏบิ ตั ิการทางฟิสกิ สเ์ พื่อพสิ ูจน์ค่า ๖ ๑๐
สัญญาณเวลา ความเร่งเน่อื งจากแรงโน้มถ่วงของโลก จาก
เครือ่ งเคาะสัญญาณเวลา

๖ การศกึ ษาสมบตั ิทาง ๗. ทาปฏิบัตกิ ารทางฟสิ กิ สเ์ พอ่ื พิสจู น์ สมบัติ ๔ ๑๐
แสง ของแสงและการเห็นภาพได้
๘. จดบันทกึ ผลการทดลอง และเขยี นรายงาน
การปฏิบตั กิ ารทดลองไดถ้ กู ตอ้ ง

รวม ๔๐ ๑๐๐

๘๗

คาอธบิ ายรายวิชาเพ่มิ เตมิ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๒

รหสั วชิ า ว๒๐๒๑๔ วชิ า โครงงานทางวิทยาศาสตร์
จานวน ๒ ช่วั โมง ๑ หนว่ ยกติ

ศึกษา สืบค้นขอ้ มูล และอธิบายเกย่ี วกับโครงงานวิทยาศาสตร์ มีความรคู้ วามเข้าใจเกีย่ วกับ
รปู แบบในการเขียนรายงานโครงงาน วธิ กี ารเขียนโครงงาน 5 บท การตงั้ ช่ือเรือ่ งโครงงาน การตั้ง
ปัญหา คิดสร้างหวั ข้อโครงงานทสี่ นใจ เรียนรู้และศึกษาตวั อย่างโครงงาน แต่ละประเภท ศกึ ษาขนั้ ตอน
บนั ทึกข้อมูล สรุปผลข้อมูล โดยมีครผู ู้เชีย่ วชาญเป็นผูแ้ นะนา จนได้หวั ข้อเร่อื งและเกิดความเข้าใจ
สามารถท่ีจะเขียนรายงานโครงงานได้ และนาเสนอให้ผู้อน่ื สามารถนาไปใช้ประโยชนไ์ ด้

เพือ่ ใหเ้ กดิ ความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ ใฝเ่ รยี นรู้ มงุ่ มน่ั ในการทางาน สามารถสือ่ สารสง่ิ ที่
เรยี นรู้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ในข้นั ตอ่ ไป

ผลการเรยี นรู้
๑. มคี วามเขา้ ใจ เกยี่ วกบั โครงงานวิทยาศาสตร์
๒. สามารถอธบิ ายเกย่ี วกบั ประเภทโครงงานวทิ ยาศาสตร์ได้
๓. สามารถวเิ คราะหแ์ ละจาแนกประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์ไดถ้ ูกต้อง
๔. มีความรู้ ความเข้าใจ เกย่ี วกับการเลอื กหัวขอ้ โครงงานวิทยาศาสตร์ และจาทารายงาน

โครงงานบทที่ ๑
๕. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในการสืบค้นขอ้ มูล เก่ียวกบั เนอื้ หาอา้ งองิ หรือ การเขยี นรายงาน

โครงงานวทิ ยาศาสตรบ์ ทที่ ๒ และ บทที่ ๓ ได้
๖. สามารถออกแบบการทดลอง ตามโครงงานวทิ ยาศาสตรท์ ตี่ นเองสนใจ เก็บรวบรวมขอ้ มลู

การนาเสนอข้อมลู การสรุปขอ้ มลู จดั ทารายงานบทท่ี ๔ และ บทที่ ๕ ได้
๗. สามารถนาเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรท์ ต่ี นเองสนใจ และ ลงมอื ปฏบิ ตั ิ ให้ผอู้ น่ื เขา้ ใจได้

รวมทั้งหมด ๗ ข้อ

๘๘

หนว่ ยการเรียนรู้รายวิชาเพม่ิ เติม ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี ๒
๑ หน่วยกิต
รหัสวชิ า ว๒๐๒๑๔ วิชา โครงงานวิทยาศาสตร์
จานวน ๒ ชวั่ โมง

หนว่ ยที่ ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา นา้ หนกั
1 (ชัว่ โมง) คะแนน
ประเภทของโครงงาน ๑. มีความเขา้ ใจ เก่ยี วกบั โครงงานวิทยาศาสตร์
๒ ๖ ๒๕
วิทยาศาสตร์ ๒. สามารถอธบิ ายเกย่ี วกบั ประเภทโครงงาน
๘ ๒๒
วิทยาศาสตรไ์ ด้

๓. สามารถวิเคราะห์และจาแนกประเภทของ

โครงงานวทิ ยาศาสตร์ไดถ้ กู ต้อง

การตง้ั ช่ือโครงงาน ๔. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ เกีย่ วกบั การเลอื ก

การเขยี นรายงาน หวั ข้อโครงงานวทิ ยาศาสตร์ และจาทารายงาน

บทที่1 โครงงานบทที่ ๑

๓ การเขยี นรายงานบท ๕. มีความรู้ ความเข้าใจในการสืบคน้ ข้อมลู ๑๐ ๓๐

ท่ี 2 และบทที่ 3 เก่ยี วกับเน้อื หาอ้างอิง หรือ การเขยี นรายงาน

โครงงานวทิ ยาศาสตร์บทท่ี ๒ และ บทท่ี ๓ ได้

๔ การเขียนรายงานบท ๖. สามารถออกแบบการทดลอง ตามโครงงาน ๑๖ ๓๐
ท่ี 4 และ บทท่ี 5 วิทยาศาสตรท์ ี่ตนเองสนใจ เกบ็ รวบรวมข้อมูล ๑๐๐
การนาเสนอขอ้ มูล การสรุปข้อมลู จัดทา
รายงานบทท่ี ๔ และ บทท่ี ๕ ได้
๗. สามารถนาเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรท์ ี่
ตนเองสนใจ และ ลงมือปฏิบัติ ใหผ้ ูอ้ น่ื เข้าใจได้

รวม ๔๐

๘๙

คาอธิบายรายวิชาเพมิ่ เตมิ

รหสั 202๑๕ วชิ ากลศาสตรเ์ ชงิ ลึก ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
จานวน ๒ ช่ัวโมง ๑ หน่วยกติ

ศึกษา วเิ คราะห์ หลักการของคล่ืนในเรือ่ งองค์ประกอบ และการเคลื่อนท่ขี องคล่นื สมบัติของ
คล่ืน ธรรมชาติของเสียง สมบัติของคล่ืนแสง การอธบิ ายปรากฎการณ์ทเี่ ก่ยี วกบั คลนื่ เสยี ง ความดัน
กฎแรงดงึ ดูดระหวา่ งมวล เครอื่ งกลอยา่ งง่าย การตอ่ ตัวตา้ นทานทซ่ี บั ซ้อน การตอ่ เซลลไ์ ฟฟา้
หลักการทางานของหม้อแปลงไฟฟ้า โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การ
สารวจ การตรวจสอบ การสืบค้นขอ้ มลู และการอภิปราย เพอื่ ใหเ้ กิดความรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจ
สามารถส่อื สารสง่ิ ที่เรียนรู้ มคี วามสามารถในการตัดสินใจ นาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวนั มีจิต
วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม

ผลการเรยี นรู้
1. อธิบายการเคลือ่ นท่แี บบคลืน่ และการเกดิ คลน่ื
2. อธิบายสมบตั ขิ องคล่นื ไดแ้ ก่การสะทอ้ น การหกั เห การแทรกสอด และการเล้ียวเบน
3. อธบิ ายการเกิดเสียง และสมบัติของเสียง ได้แก่การสะทอ้ น การหักเห การแทรกสอด
และการเลยี้ วเบน
4. อธิบายปรากฎการณบ์ างอยา่ งของเสยี ง และการนาความรู้มาประยุกต์ใช้ประโยชนใ์ น
ด้านต่างๆ
5. อธิบายความดัน หลักการของเคร่อื งวดั ความดนั
6. อธบิ ายกฎแรงดงึ ดูดระหว่างมวล
๗. อธิบายการได้เปรยี บเชงิ กลของเคร่ืองกลอย่างงา่ ย
๘. อธบิ ายการต่อความต้านทานแบบซบั ซอ้ น และคานวณหาความต้านทานรวม
กระแสไฟฟ้า และความต่างศกั ยไ์ ฟฟ้า
๙. อธบิ ายการต่อเซลล์ไฟฟา้ และการคานวณหาเซลลไ์ ฟฟ้ารวม กระแสไฟฟา้ ความตา่ ง
ศกั ยไ์ ฟฟา้
๑๐. อธบิ ายหลักการทางานของหม้อแปลงไฟฟ้า

รวมท้งั หมด ๑๐ ข้อ

๙๐

หนว่ ยการเรยี นรู้รายวชิ าเพิ่มเติม

รหสั 202๑๕ วชิ ากลศาสตรเ์ ชงิ ลึก จานวน ๒ ช่ัวโมง ๑ หนว่ ยกิต
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓

หนว่ ยท่ี ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ เวลา น้าหนัก
1. (ช่วั โมง) คะแนน
คล่ืนผิวน้า 7. อธิบายการเคลื่อนที่แบบคลนื่ และการเกดิ
๒. ๔ ๙
คลน่ื กล ๑๐
๔ ๑๐
สมบตั ิของคล่นื ๒. อธิบายสมบัตขิ องคลนื่ ไดแ้ กก่ ารสะท้อน
๔ ๘
การหักเห การแทรกสอด และการเลี้ยวเบน

๓.๑ ธรรมชาติ และ ๓. อธบิ ายการเกิดเสยี ง และสมบตั ขิ องเสยี ง

สมบตั ขิ องเสียง ได้แกก่ ารสะทอ้ น การหกั เห การแทรกสอด

อัตราเรว็ เสียง และการเล้ยี วเบน

๓.๒ การประยุกต์ ๔. อธิบายปรากฏการบางอย่างของเสียง และ ๔
ความรูเ้ ร่อื งเสยี ง การนาความรู้มาประยุกตใ์ ชป้ ระโยชนด์ ้านตา่ งๆ

๓. ๔.๑ ความดัน ๕. อธบิ ายความดัน และหลกั การทางานของ ๔ ๑๐
4 ๑๐
เคร่ืองวัดความดนั ๑๑
๔ ๑๑
๔.๒ กฎแรงดึงดดู ๖. อธิบายกฎแรงดงึ ดูดระหว่างมวล 4
๑๑
ระหว่างมวล ๔
๑๐
๔.๓ เครือ่ งกลอย่าง ๗. อธิบายการไดเ้ ปรยี บเชงิ กลของเครอ่ื งกล ๔ ๑๐๐
๔๐
ง่าย อยา่ งง่าย

๔. ความต้านทาน ๘. อธบิ ายการต่อความต้านทานแบบซับซอ้ น

และคานวณหาความตา้ นทานรวม

กระแสไฟฟา้ และความต่างศักย์ไฟฟา้

เซลลไ์ ฟฟ้า ๙. อธิบายการต่อเซลล์ไฟฟา้ และการคานวณ

หาเซลล์ไฟฟา้ รวม กระแสไฟฟ้า และ

ความตา่ งศักย์ไฟฟา้

๕. หมอ้ แปลงไฟฟา้ ๑๐. อธบิ ายหลกั การทางานของหม้อแปลง

ไฟฟ้า

รวม

๙๑

คาอธบิ ายรายวิชาเพมิ่ เตมิ

รหสั 202๑๖ วิชาสารและการเปลยี่ นแปลง ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
จานวน ๒ ชวั่ โมง ๑ หน่วยกิต

ศึกษา วเิ คราะห์ สมบัติของธาตุ และสารประกอบ โครงสร้างอะตอม สมบตั ธิ าตตุ ามตาราง
ธาตุ การจาแนกธาตุ ธาตกุ ัมมนั ตรังสี และการนาไปใช้ประโยชน์ การอธิบายองคป์ ระกอบของ
สารประกอบ สมบตั ิของสารประกอบ การดุลสมการเคมี ประโยชน์ของธาตุ และสารประกอบ อธิบาย
การแยกสารเนอ้ื เดยี วและสารเนื้อผสม โดยใชก้ ระบวนการแยกอยา่ งง่าย การกรอง การกลน่ั การสกดั
การตกผลกึ การแยกสารดว้ ยวธิ โี ครมาโทกราฟี โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสบื เสาะหา
ความรู้ การสารวจ การตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล และการอภปิ ราย เพือ่ ใหเ้ กิดความรู้ ความคิด
ความเข้าใจ สามารถส่ือสารสิ่งท่เี รียนรู้ มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ นาความรไู้ ปใช้ในชีวิตประจา
วนั มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม

ผลการเรียนรู้
1. อธบิ ายสมบตั ธิ าตตุ ามตารางธาตุ โครงสรา้ งอะตอม การจาแนกคุณสมบตั ิของธาตุ ชนดิ
ตา่ งๆ ธาตุกมั มนั ตรงั สี และการนาไปใชป้ ระโยชน์
2. อธบิ ายสมบตั ิของสารประกอบ การเกดิ สารประกอบ สมการเคมี และการนา
สารประกอบไปใช้ในชีวติ ประจาวนั
3. อธิบายสารเนอื้ เดยี ว สารเนื้อผสม
4. อธบิ ายการแยกสารเนอื้ เดยี วโดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์
5. อธิบายการแยกสารเนื้อผสมโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
6. อธบิ ายการแยกอยา่ งงา่ ย โดยใช้หลักการหยบิ ออกด้วยมือ การใชก้ รวยแยก การใช้
แมเ่ หล็กดดู ออก การรอ่ น
๗. อธบิ ายกระบวนการกรอง กลน่ั อยา่ งงา่ ย การกลนั่ ลาดบั สว่ น
๘. อธิบายการกสกัดด้วยไอน้า การสกัดด้วยตัวทาละลาย
๙. อธิบายการการตกผลกึ สารละลายอ่ิมตัว สารละลายไม่อิม่ ตัว
๑๐. อธิบายการแยกสารด้วยวธิ ีโครมาโทรกราฟี การหาค่า Rf ของสาร

รวมท้ังหมด ๑๐ ข้อ

๙๒

หน่วยการเรยี นร้รู ายวิชาเพิ่มเตมิ

รหสั 202๑๖ วิชาสารและการเปลย่ี นแปลง จานวน ๒ ช่วั โมง ๑ หน่วยกิต
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓

หน่วยท่ี ช่ือหนว่ ยการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา นา้ หนัก
1. (ชั่วโมง) คะแนน
๑. อธิบายการเกิดธาตุ สมบัติธาตุตาม
๒. ๔ ๑๐
๑.๑ ธาตุ ตารางธาตุ โครงสรา้ งอะตอม การ
๔ ๑๐
จาแนกคุณสมบัตขิ องธาตชุ นิดต่างๆ ๔ ๑๐

๒. อธิบายสมบตั ิของธาตุกัมมนั ตรงั สี

๑.๒ ธาตุกมั มนั ตรงั สี ชนิดต่างๆ การนาธาตุกัมมนั ตรงั สีไปใช้

ประโยชน์

๒.๑ การเกดิ สารประกอบ ๓. อธบิ ายการเกดิ สารประกอบ สมการ

สมการเคมี เคมี การดลุ สมการเคมี

๒.๒ ประโยชนข์ องธาตุ ๔. อธบิ ายการนาธาตุ และสารประกอบ ๔ ๑๐
๔ ๑๐
และสารประกอบ ไปใช้ในชวี ติ ประจาวันได้ 4
๔ ๑๐
๓. ๓. สารเนอื้ เดียว และสาร ๕. อธบิ ายการแยก สมบตั ิ ลกั ษณะของ ๑๐
๑๐
เนือ้ ผสม สารเนื้อเดียว และลักษณะของสารเนอ้ื ๑๐
๑๐
ผสม ๑๐๐

๔. ๔.๑ การแยกอยา่ งง่าย ๖. อธบิ ายการแยกอย่างงา่ ย การใช้มอื

หยิบออก การใชก้ รวยแยก การใช้

แมเ่ หลก็ ดูดออก การรอ่ น

๔.๒ การกรอง การกลนั่ ๗. อธบิ ายกระบวนการกรอง การกล่ัน

ธรรมดา การกลั่นลาดับส่วน

๕. การสกัด ๘. อธบิ ายการกสกัดดว้ ยไอนา้ การ ๔
๖. การตกผลึก สกดั ด้วยตวั ทาละลาย การเลอื กใชต้ ัวทา ๔
ละลาย

๙. อธิบายการการตกผลึก สารละลาย
อมิ่ ตวั สารละลายไม่อิ่มตวั

๗. โครมาโทกราฟี ๑๐. อธบิ ายการแยกสารด้วยวธิ ีโครมา ๔
โทรกราฟี การหาคา่ Rf ของสาร ๔๐

รวม

วทิ ยาศาสตร์ทว่ั ไป ๙๓
1. นางอมลสริ นิ กันชยั
๒. นางสาวชวรยี ์ มนั กระโทก คณะผู้จดั ทา
๓. นางเพือ่ นอารีย์ วิเศษนคร
๔. นายสมเกียรติ ปงิ รมั ย์ ประธานกรรมการ
5. นางสาวกนกลักษณ์ กิง่ แก้ว รองประธานกรรมการ
6. นางสาวกนกลกั ษณ์ กง่ิ แกว้ กรรมการ
7. นางสาวกนกลกั ษณ์ ก่ิงแก้ว กรรมการ
8. นางรวงรัตน์ อินทรไ์ ชยมาศ กรรมการ
9.. นายพคิ เนตร อุทยั ไชย กรรมการ
กรรมการ
กรรมการและเลขานุการ
กรรมการและผ้ชู ว่ ยเลขานุการ


Click to View FlipBook Version