The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อ้างอิงจากศูนย์เผยแผ่ส่วนกลาง วัดนาป่าพง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by buddhawajanalanna, 2020-04-28 08:18:24

พุทธวจน 12 เดรัจฉานวิชา

อ้างอิงจากศูนย์เผยแผ่ส่วนกลาง วัดนาป่าพง

Keywords: หนังสือพุทธวจน

เปดิ ธรรมทถี่ ูกปิด : เดรจั ฉานวิชา

เรอื่ งชนบท เรอื่ งสตรี เรอ่ื งบรุ ษุ เรอื่ งคนกลา้ หาญ เรอื่ งตรอก
เรอื่ งทา่ นำ�้ เรอ่ื งคนทลี่ ว่ งลบั ไปแลว้ เรอื่ งเบด็ เตลด็ เรอื่ งโลก
เรอ่ื งทะเล เรอื่ งความเจรญิ และความเสอื่ ม ดว้ ยประการนน้ั ๆ
เพราะเหตไุ รจงึ ไมค่ วรกลา่ ว เพราะการกลา่ วนนั้ ๆ ไมป่ ระกอบ
ดว้ ยประโยชน์ ไมเ่ ปน็ เงอ่ื นตน้ ของพรหมจรรย์ ไมเ่ ปน็ ไปพรอ้ ม
เพอื่ ความหนา่ ยทกุ ข์ ความคลายกำ� หนดั ความดบั ความรำ� งบั
ความรยู้ งิ่ ความรพู้ รอ้ ม และนพิ พานเลย.

ภิกษุท้ังหลาย !   เม่ือพวกเธอจะกล่าว จงกล่าวว่า
“เชน่ นๆี้ เปน็ ทกุ ข์ เชน่ นๆ้ี เปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ เชน่ นๆี้ เปน็
ความดบั ไมเ่ หลอื ของทกุ ข์ และเชน่ นๆี้ เปน็ ทางดำ� เนนิ ใหถ้ งึ
ความดบั ไม่เหลอื ของทุกข”์ ดงั นี้ เพราะเหตุไรจึงควรกลา่ ว
เพราะการกลา่ วนนั้ ๆ ยอ่ มประกอบดว้ ยประโยชน์ เปน็ เงอื่ นตน้
ของพรหมจรรย์ เป็นไปพร้อมเพ่ือความหน่ายทุกข์ ความ
คลายก�ำหนัด ความดับ ความร�ำงับ ความรยู้ ่งิ ความรู้พรอ้ ม
และนิพพาน.

ภิกษุท้ังหลาย !   เพราะเหตนุ ้ัน ในกรณนี ้ี พวกเธอ
พึงท�ำความเพยี ร เพ่อื ใหร้ ู้ตามเป็นจรงิ ว่า “น้เี ปน็ ทกุ ข์ น้ี
เปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ขน้ึ แหง่ ทกุ ข์ นเี้ ปน็ ความดบั ไมเ่ หลอื แหง่ ทกุ ข์
นเี้ ปน็ ทางดำ� เนนิ ใหถ้ งึ ความดบั ไมเ่ หลอื แหง่ ทกุ ข”์ ดงั นเี้ ถดิ .

23



เดรจั ฉานวิชา
ไม่ใช่อทิ ธปิ าฏิหารยิ ์

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทถ่ี กู ปดิ : เดรัจฉานวิชา

ปาฏหิ ารยิ ์ ๓ อย่าง 07

-บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๑๗/๕๐๐.

พราหมณ ์ !   ปาฏหิ ารยิ ์ ๓ อยา่ งมีอยู่  ๓ อย่าง คือ
อิทธปิ าฏหิ าริย์ อาเทสนาปาฏิหารยิ ์ อนสุ าสนีปาฏิหาริย.์

(1) พราหมณ์ !   อิทธิปาฏิหาริยเ์ ปน็ อยา่ งไร.
คือ คนบางคนในโลกนี้กระท�ำอิทธิวิธีมีอย่างต่างๆ
ผเู้ ดียวแปลงเปน็ หลายคน หลายคนแปลงเปน็ คนเดยี ว ท�ำ
ทก่ี ำ� บงั ใหเ้ ปน็ ทแ่ี จง้ ทำ� ทแี่ จง้ ใหเ้ ปน็ ทก่ี ำ� บงั ไปไดไ้ มข่ ดั ขอ้ ง
ผา่ นทะลฝุ า ทะลกุ ำ� แพง ทะลภุ เู ขา ดจุ ไปในอากาศวา่ งๆ ผดุ
ข้ึนและด�ำลงในแผ่นดินได้เหมือนในน�้ำ เดินไปได้เหนือน้�ำ
เหมอื นเดนิ บนแผน่ ดนิ ไปไดใ้ นอากาศเหมอื นนกมปี กี ทง้ั ที่
ยงั นงั่ สมาธคิ บู้ ลั ลงั ก์ ลบู คลำ� ดวงจนั ทรแ์ ละดวงอาทติ ยอ์ นั มี
ฤทธอิ์ านภุ าพมากไดด้ ว้ ยฝา่ มอื และแสดงอำ� นาจทางกายเปน็
ไปตลอดถึงพรหมโลกได้.
พราหมณ ์ !   นแ้ี ล อทิ ธปิ าฏิหารยิ .์
(2) พราหมณ ์ !   อาเทสนาปาฏหิ ารยิ เ์ ปน็ อยา่ งไร.
คอื คนบางคนในโลกนโี้ ดยอาศยั นมิ ติ ยอ่ มทายใจคน
ว่า “ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นไปโดยอาการ

26

เปิดธรรมที่ถกู ปดิ : เดรจั ฉานวชิ า

อยา่ งนี้ ความคิดของทา่ นเป็นดังนี้”1 แมเ้ ขาทายมากเท่าไร
ก็ถูกหมดไม่มีผิดเลย บางคนฟังเสียงของมนุษย์หรือของ
อมนษุ ย์หรือของเทวดา แล้วทายใจคนวา่ “ใจของทา่ นเป็น
อย่างน้ี ใจของท่านเป็นไปโดยอาการอย่างน้ี ความคิดของ
ทา่ นเปน็ ดงั น้”ี แม้เขาทายมากเท่าไร ก็ถกู หมดไมม่ ผี ดิ เลย
บางคนฟงั เสยี งแหง่ วติ กวจิ าร ของบคุ คลทกี่ ำ� ลงั วติ กวจิ ารอยู่
แลว้ ทายใจคนวา่ “ใจของทา่ นเปน็ อยา่ งนี้ ใจของทา่ นเปน็ ไป
โดยอาการอยา่ งนี้ ความคดิ ของทา่ นเปน็ ดงั น”ี้ แมเ้ ขาทายมาก
เทา่ ไร กถ็ กู หมดไมม่ ผี ดิ เลย บางคนกำ� หนดใจของผเู้ ขา้ สมาธิ
อันไม่มีวิตกวิจาร ด้วยใจของตนแล้วรู้ว่า “มโนสังขาร อัน
ท่านผ้นู ีต้ ้งั ไวเ้ ช่นใด ในล�ำดบั แห่งจติ นี้ จักเกดิ วิตกชือ่ โนน้ ”
ดังนี้ แม้เขาทายมากเท่าไรกถ็ ูกหมด ไมม่ ีผดิ เลย.

พราหมณ ์ !   น้ีแล อาเทสนาปาฏิหารยิ .์

(3) พราหมณ์ !   อนสุ าสนปี าฏิหาริย์เปน็ อย่างไร.
คอื คนบางคนในโลกนย้ี อ่ มพรำ่� สอนวา่ “ทา่ นทง้ั หลาย
จงตรึกอย่างน้ีๆ อย่าตรึกอย่างน้ันๆ จงท�ำในใจอย่างนี้ๆ
อย่าท�ำในใจอย่างนั้นๆ จงละสงิ่ นๆี้ เสยี จงเขา้ ถงึ สงิ่ นๆี้
แล้วแลอย”ู่ ดังน้.ี
พราหมณ์ !   น้แี ล อนุสาสนีปาฏิหาริย์.

1. บาลเี ดยี วกนั ตา่ งส�ำนวนในบางฉบบั ของไตรปฎิ กแต่ละส�ำนัก

27

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทีถ่ กู ปดิ : เดรัจฉานวิชา

พระสมั มาสมั พทุ ธะ อดึ อดั ขยะแขยง
เกลียดชงั อทิ ธปิ าฏิหาริย์
และอาเทสนาปาฏหิ าริย์ 08

-บาลี สี. ท.ี ๙/๒๗๓/๓๓๙.

เกวัฏฏะ !   น่ปี าฏหิ าริย์ ๓ อย่าง ที่เราไดท้ ำ� ใหแ้ จง้
ด้วยปญั ญาอันยง่ิ เอง แล้วประกาศให้ผอู้ น่ื ร้ไู ด้ ๓ อย่าง คอื
อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ์ อาเทสนาปาฏหิ ารยิ ์ และอนสุ าสนปี าฏหิ ารยิ .์

(1) เกวฎั ฎะ !   อิทธิปาฏหิ ารยิ ์นั้นเป็นอย่างไร.
เกวฏั ฏะ !  ภกิ ษใุ นกรณนี ี้ กระทำ� อทิ ธวิ ธิ มี อี ยา่ งตา่ งๆ
คือ ผูเ้ ดียวแปลงเปน็ หลายคน หลายคนแปลงเปน็ คนเดยี ว
ท�ำที่ก�ำบังให้เป็นท่ีแจ้ง ท�ำที่แจ้งให้เป็นท่ีก�ำบัง ไปได้ไม่
ขัดขอ้ ง ผา่ นทะลฝุ า ทะลุก�ำแพง ทะลภุ ูเขา ดจุ ไปในอากาศ
วา่ งๆ ผดุ ขน้ึ และดำ� ลงในแผ่นดนิ ไดเ้ หมือนในนำ้� เดินไปได้
เหนือน�้ำเหมือนเดินบนแผ่นดิน ไปได้ในอากาศเหมือน
นกมีปีก ทั้งที่ยังน่ังสมาธิคู้บัลลังก์ ลูบคล�ำดวงจันทร์และ
ดวงอาทิตย์อันมีฤทธ์ิอานุภาพมากได้ด้วยฝ่ามือ และแสดง
อำ� นาจทางกายเปน็ ไปตลอดถึงพรหมโลกได้.

28

เปดิ ธรรมทถ่ี กู ปิด : เดรจั ฉานวิชา

เกวัฏฏะ !   กุลบุตรผู้มีศรัทธาเลื่อมใสได้เห็นการ
แสดงนน้ั แลว้ เขาบอกเลา่ แกก่ ลุ บตุ รอนื่ บางคน ทไี่ มศ่ รทั ธา
เลื่อมใสว่าน่าอัศจรรย์นัก กุลบุตรผู้ไม่มีศรัทธาเลื่อมใสนั้น
กจ็ ะพงึ ตอบวา่ วชิ าชอ่ื คนั ธาร1ี มอี ยู่ ภิกษุน้ันแสดงอิทธวิ ธิ ี
ด้วยวิชานั่นเท่านนั้ (หาใชม่ ีปาฏิหารยิ ์ไม)่ .

เกวฏั ฏะ !   ท่านจะเขา้ ใจว่าอย่างไร ก็คนไม่เชื่อ ไม่
เลอื่ มใส ยอ่ มกลา่ วตอบผเู้ ชอ่ื ผเู้ ลอ่ื มใสไดอ้ ยา่ งนน้ั มใิ ชห่ รอื .

พึงตอบได้ พระองค.์

เกวฏั ฏะ !  เราเหน็ โทษในการแสดงอทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ์
ดงั นแี้ ล จงึ อดึ อดั ขยะแขยง เกลยี ดชงั ตอ่ อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ .์

(2) เกวฏั ฏะ !  อาเทสนาปาฏหิ ารยิ น์ น้ั เปน็ อยา่ งไร.
เกวฏั ฏะ !   ภกิ ษใุ นกรณีนี้ ยอ่ มทายจิต ทายความ
รสู้ กึ ของจติ ทายความตรกึ ทายความตรอง ของสตั วเ์ หลา่ อนื่
ของบุคคลเหล่าอน่ื ไดว้ ่า ใจของท่านเปน็ อยา่ งนี้ ใจของทา่ น
เปน็ ไปโดยอาการอยา่ งน้ี ความคิดของทา่ นเปน็ ดงั นี้.
เกวฏั ฏะ !  กลุ บตุ รผมู้ ศี รทั ธาเลอื่ มใสไดเ้ หน็ ภกิ ษนุ นั้
ทายจติ ทายความรสู้ กึ ของจติ ทายความตรกึ ทายความตรอง

1. คนั ธารี ชอื่ มนต์ แตง่ โดยฤษีมนี ามคันธาระ, อกี อย่างหนงึ่ ว่าในแควน้ คันธาระ
29

พทุ ธวจน - หมวดธรรม

ของสัตว์เหล่าอื่น ด้วยประการน้ันๆ แล้ว เขาบอกเล่าแก่
กุลบุตรอื่นบางคน ท่ีไม่ศรัทธาเลื่อมใสว่าน่าอัศจรรย์นัก
กลุ บตุ รผไู้ มเ่ ชอ่ื ไมเ่ ลอ่ื มใส ยอ่ มคา้ นกลุ บตุ รผเู้ ชอื่ ผเู้ ลอ่ื มใส
ว่า วิชาชื่อมณิกา มีอยู่  ภิกษุน้ัน กล่าวทายใจได้เช่นนั้นๆ
กด็ ้วยวิชานั้น (หาใชม่ ีปาฏหิ าริย์ไม)่ .

เกวัฏฏะ !   ท่านจะเข้าใจวา่ อย่างไร ก็คนไมเ่ ช่ือ ไม่
เลอ่ื มใส ยอ่ มกลา่ วตอบผเู้ ชอื่ ผเู้ ลอื่ มใสได้ อยา่ งนน้ั มใิ ชห่ รอื .

พงึ ตอบได้ พระองค.์

เกวัฏฏะ !   เราเห็นโทษในการแสดงอาเทสนา-
ปาฏิหาริย์ดังน้ีแล จึงอึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ต่อ
อาเทสนาปาฏหิ าริย.์

(3) เกวฏั ฏะ !   อนสุ าสนปี าฏหิ ารยิ น์ น้ั เปน็ อยา่ งไร. 
เกวฏั ฏะ !   ภกิ ษใุ นกรณนี ้ี ยอ่ มพรำ่� สอนวา่ “ทา่ น
จงตรกึ อยา่ งนๆี้ อยา่ ตรกึ อยา่ งนนั้ ๆ จงทำ� ไวใ้ นใจอยา่ งนๆ้ี
อยา่ ทำ� ไวใ้ นใจอยา่ งนน้ั ๆ จงละสงิ่ นๆ้ี เสยี จงเขา้ ถงึ สง่ิ นๆี้
แล้วแลอยู่” ดงั นี้.
เกวฏั ฏะ !   น้เี ราเรียกวา่ อนุสาสนีปาฏหิ ารยิ .์
เกวัฏฏะ !   ข้ออ่ืนยังมีอีก ตถาคตเกิดข้ึนในโลกน้ี
เปน็ พระอรหนั ตต์ รสั รชู้ อบเอง สมบรู ณด์ ว้ ยวชิ ชาและจรณะ

30

เปดิ ธรรมท่ีถูกปดิ : เดรัจฉานวชิ า

ดำ� เนนิ ไปดี รแู้ จง้ โลก เปน็ สารถฝี กึ คนควรฝกึ ไมม่ ใี ครยง่ิ ไปกวา่
เปน็ ครขู องเทวดาและมนษุ ย์ เปน็ ผเู้ บกิ บานแลว้ จำ� แนกธรรม
ออกสอนสัตว์ ตถาคตนนั้ ทำ� ให้แจง้ ซ่ึงโลกนี้ กบั ท้ังเทวดา
มาร พรหม หม่สู ตั ว์พร้อมทง้ั สมณพราหมณ์ เทวดาพรอ้ ม
ทัง้ มนุษย์ ด้วยปัญญาอันย่งิ เองแล้ว สอนผอู้ ่นื ให้รแู้ จง้ ตาม
ตถาคตนนั้ แสดงธรรมไพเราะในเบอ้ื งตน้ –ทา่ มกลาง –ทส่ี ดุ
ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะบริสุทธ์ิ
บริบรู ณ์สิ้นเชิง.

คหบดีหรือบุตรคหบดี หรือผู้เกิดในตระกูลใด
ตระกูลหนง่ึ ในภายหลังก็ดี ได้ฟงั ธรรมนนั้ แลว้ เกิดศรทั ธา
ในตถาคต เขาผู้ประกอบด้วยศรัทธา ย่อมพิจารณาเห็นว่า
“ฆราวาสคบั แคบ เปน็ ทางมาแหง่ ธลุ ี บรรพชาเปน็ โอกาสวา่ ง
การท่ีคนอยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์
บริบูรณ์โดยส่วนเดียวเหมือนสังข์ที่เขาขัดแล้วน้ัน ไม่ท�ำได้
โดยงา่ ย ถา้ กระไร เราจะปลงผมและหนวด ครองผา้ กาสายะ
ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่เก่ียวข้องด้วยเรือนเถิด” ดังน้ี
โดยสมัยอ่นื ตอ่ มา เขาละกองสมบัตนิ อ้ ยใหญ่ และวงศญ์ าติ
น้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่
เกี่ยวขอ้ งดว้ ยเรือนแล้ว.

31

พทุ ธวจน - หมวดธรรม

ภิกษุน้ัน ผู้บวชแล้วอย่างน้ี ส�ำรวมแล้วด้วยความ
ส�ำรวมในปาติโมกข์ ถงึ พรอ้ มด้วยมรรยาทและโคจร มีปกติ
เหน็ เปน็ ภยั ในโทษทงั้ หลาย แมว้ า่ เปน็ โทษเลก็ นอ้ ย สมาทาน
ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบแล้วด้วยกายกรรม
วจีกรรมอันเป็นกุศล  มีอาชีวะบริสุทธ์ิ  ถึงพร้อมด้วยศีล
มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ท้ังหลาย  ประกอบด้วย
สติสมั ปชญั ญะ มคี วามสันโดษ.

เกวฏั ฏะ !   ภกิ ษุถึงพรอ้ มด้วยศีล เปน็ อย่างไรเลา่ .
เกวฏั ฏะ !   ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นี้ ละการทำ� สตั วม์ ชี วี ติ
ใหต้ กลว่ งไป เปน็ ผเู้ วน้ ขาดจากปาณาตบิ าต วางทอ่ นไมแ้ ละ
ศัสตราเสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา หวัง
ประโยชนเ์ กื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลายท้งั ปวงอย่.ู
เกวฏั ฏะ !   นีเ้ ราเรียกวา่ อนสุ าสนีปาฏิหาริย์.

(ต่อไปนี้ ทรงแสดงด้วยจุลศีล – มัชฌิมศีล – มหาศีล –
อนิ ทรยี สงั วร – สตสิ มั ปชญั ญะ - การสนั โดษดว้ ยปจั จยั ส่ี – การชำ�ระจติ จาก
นวิ รณใ์ นท่ีสงัดแลว้ ไดป้ ฐมฌาน – ทตุ ิยฌาน – ตติยฌาน - จตุตถฌาน
– ญาณทสั สนะ – มโนมยทิ ธิ – อทิ ธิวธิ ี – ทิพพโสต – เจโตปริยญาณ
– ปพุ เพนิวาสานุสสติญาณ – จุตูปปาตญาณ และตรัสเรียกความสำ�เร็จ
ในการสอนแต่ละขั้นว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์ อย่างหน่ึงๆ จนกระทั่งถึง
อาสวกั ขยญาณซึ่งมขี อ้ ความว่า)

32

เปิดธรรมท่ีถูกปดิ : เดรัจฉานวิชา

เกวัฏฏะ !   ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งม่ันบริสุทธ์ิผ่องใส
ไมม่ กี เิ ลส ปราศจากอปุ กเิ ลส1 เปน็ ธรรมชาตอิ อ่ นโยนควรแก่
การงาน ตง้ั อยไู่ ดอ้ ยา่ งไมห่ ว่ันไหว เชน่ นีแ้ ลว้ เธอก็น้อมจิต
ไปเฉพาะตอ่ อาสวกั ขยญาณ2 เธอยอ่ มรชู้ ดั ตามทเ่ี ปน็ จรงิ วา่
“นที้ กุ ข์ นเี้ หตใุ หเ้ กดิ ขนึ้ แหง่ ทกุ ข์ นค้ี วามดบั ไมเ่ หลอื แหง่ ทกุ ข์
นี้ทางด�ำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์” และรู้ชัด
ตามท่ีเป็นจริงว่า “เหล่าน้ีอาสวะ น้ีเหตุเกิดขึ้นแห่งอาสวะ
น้ีความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ น้ีทางด�ำเนินให้ถึงความดับ
ไม่เหลือแห่งอาสวะ” เม่ือเธอรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้
จติ กพ็ น้ จากกามาสวะ ภวาสวะ อวชิ ชาสวะ3 ครนั้ จติ หลดุ พน้ แลว้
กเ็ กิดญาณหยง่ั ร้วู า่ “จิตพน้ แลว้ ” เธอรชู้ ัดวา่ “ชาตสิ นิ้ แล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กจิ ที่ควรท�ำไดท้ �ำสำ� เรจ็ แลว้ กจิ อน่ื ที่
จะต้องท�ำเพอ่ื ความเป็นอยา่ งน้ีมิได้มอี ีก” ดงั นี.้

เกวฏั ฏะ !   เปรยี บเหมอื นหว้ งนำ�้ ใสทไี่ หลเ่ ขาไมข่ นุ่ มวั
คนมจี กั ษดุ ยี นื อยบู่ นฝง่ั ในทน่ี น้ั เขาเหน็ หอยตา่ งๆ บา้ ง กรวด

1. เคร่ืองเศร้าหมองแห่งจิต
2. ความร้เู ปน็ เหตุสิ้นอาสวะ
3. กามาสวะ = อาสวะคอื กาม (กเิ ลสท่เี ปน็ เหตุให้ติดในกาม)

ภาวสวะ = อาสวะคือภพ (กเิ ลสท่เี ป็นเหตุให้ตดิ ในภพ)
อวชิ ชาสวะ = อาสวะคอื อวชิ ชา (กเิ ลสทเี่ ปน็ เหตุให้ติดในไมร่ ตู้ ามความเปน็ จรงิ )

33

พทุ ธวจน - หมวดธรรม

และหนิ บา้ ง ฝงู ปลาบา้ ง อนั หยดุ อยแู่ ละวา่ ยไปในหว้ งนำ�้ นน้ั
เขาจะส�ำเหนียกใจอย่างนี้ว่า “ห้วงน�้ำน้ีใส ไม่ขุ่นเลย หอย
ก้อนกรวด ปลาทง้ั หลายเหลา่ น้หี ยุดอยบู่ ้าง ว่ายไปบ้าง ใน
ห้วงนำ้� น้นั ” ดงั น้ี ฉันใดก็ฉันน้นั .

เกวัฏฏะ !   นี้เราเรยี กว่า อนุสาสนีปาฏิหารยิ ์.
เกวัฏฏะ !   เหลา่ นีแ้ ล ปาฏหิ ารยิ ์ ๓ อย่าง ท่เี ราได้
ทำ� ใหแ้ จง้ ดว้ ยปญั ญาอนั ยง่ิ เอง แลว้ ประกาศใหผ้ อู้ น่ื รตู้ ามดว้ ย.

34

หลกั ปฏบิ ตั ขิ องภิกษุ

ต่อ

อทิ ธิปาฏิหารยิ ์

และ

คณุ วิเศษอน่ื ๆ

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทถ่ี กู ปดิ : เดรจั ฉานวชิ า

พระสัมมาสมั พุทธะ 09
หา้ มภกิ ษแุ สดงอทิ ธปิ าฏิหาริย์

-บาลี จุลลฺ . ว.ิ ๗/๑๕/๓๓.

พระปณิ โฑลภารทวาชะแสดงอทิ ธปิ าฏหิ ารยิ โ์ ดยการเหาะขนึ้ ไป
ปลดบาตรของราชคหเศรษฐี ในเมืองราชคฤห์ จากนั้นก็ไดถ้ ือบาตรและ
เหาะเวยี นไปรอบเมอื งราชคฤห์ ๓ รอบ เรอ่ื งทราบไปถงึ พระผมู้ พี ระภาค
พระผมู้ ีพระภาคจึงส่ังประชมุ สงฆ์เพอ่ื สอบถาม

ภารทวาชะ !   ข่าวว่าเธอปลดบาตรของราชคห-
เศรษฐลี งจริงหรอื .

จริง พระพทุ ธเจ้าข้า.

ภารทวาชะ !   การกระทำ� ของเธอนน่ั ไมเ่ หมาะ ไมส่ ม
ไมค่ วร ไมใ่ ชก่ จิ ของสมณะ ใชไ้ ม่ได้ ไม่ควรทำ� ไฉนเธอจงึ
ได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นธรรมอันยวดย่ิงของมนุษย์
แกพ่ วกคฤหัสถ์ เพราะเหตุแห่งบาตรไม้ ซง่ึ เป็นดุจซากศพ
เลา่ มาตุคามแสดงของลับ เพราะเหตุแหง่ ทรพั ยซ์ ึ่งเปน็ ดุจ
ซากศพแม้ฉันใด เธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้แสดงอิทธิ-
ปาฏหิ ารยิ ์ ซงึ่ เปน็ ธรรมอนั ยวดยงิ่ ของมนษุ ยแ์ กพ่ วกคฤหสั ถ์
เพราะเหตแุ หง่ บาตรไมซ้ ง่ึ เปน็ ดจุ ซากศพ การกระทำ� ของเธอ
น่ันไม่เป็นไปเพ่ือความเล่ือมใสของชุมชนที่ยังไม่เล่ือมใส

36

เปิดธรรมทถ่ี กู ปดิ : เดรัจฉานวิชา

หรอื ไมท าํ ผทู เี่ คยเลอื่ มใสแลว ใหเ ลอ่ื มใสยงิ่ ขนึ้ ไป โดยทแ่ี ท
ยอ มเปน ไปเพอ่ื ความไมเ ลอ่ื มใสของผทู ยี่ งั ไมเ ลอ่ื มใส และ
ทําผทู เี่ คยเลอ่ื มใสแลว ใหเ ปลย่ี นไปเปน อยางอนื่ เทานนั้ .

ครัน้ แลวทรงทาํ ธรรมกี ถารับสง่ั กะภกิ ษุทง้ั หลายวา

ภิกษุทั้งหลาย !   ภิกษุไม่พึงแสดงอิทธิปาฎิหาริย์
ซ่ึงเป็นธรรมอันยวดย่ิงของมนุษย์แก่พวกคฤหัสถ์ รูปใด
แสดง ตอ้ งอาบตั ทิ ุกกฏ.

ภิกษุท้ังหลาย !   พวกเธอจงท�ำลายบาตรไม้น่ัน
บดให้ละเอียด ใช้เป็นยาหยอดตาของภิกษุท้ังหลาย อน่ึง
ภกิ ษไุ ม่พึงใชบ้ าตรไม้ รูปใดใช้ ต้องอาบตั ิทกุ กฏ.

37

พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทถ่ี กู ปดิ : เดรัจฉานวชิ า

พระสัมมาสมั พุทธะ หา้ มภิกษุ 10
แกล้งบอกคณุ วิเศษที่ตนเองไมม่ ี

-บาลี มหา. วิ. ๑/๑๗๒/๒๓๒

อนง่ึ ภกิ ษใุ ด ไมร่ เู้ ฉพาะ กลา่ วอวดอตุ ตรมิ นสุ สธรรม1
อันเป็นความรู้ ความเห็น อย่างประเสริฐ อย่างสามารถ
น้อมเข้ามาในตนว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างน้ี ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้
ครน้ั สมัยอืน่ แตน่ นั้ อนั ผใู้ ดผหู้ นงึ่ ถือเอาตามก็ตาม ไม่ถอื
เอาตามก็ตาม เป็นอันต้องอาบัติแล้ว มุ่งความหมดจด
จะพึงกล่าวอย่างน้ีว่า  แน่ะท่าน  ข้าพเจ้าไม่รู้อย่างน้ันได้
กล่าวว่ารู้ ไม่เห็นอย่างน้ันได้กล่าวว่าเห็น ได้พูดพล่อยๆ
เป็นเท็จเปล่าๆ เว้นไว้แต่ส�ำคัญว่าได้บรรลุ แม้ภิกษุน้ี
กเ็ ป็นปาราชิก2หาสังวาส3มไิ ด้.
.

1. อตุ ตริมนุสสธรรม = ธรรมอนั ยวดย่ิงของมนุษย์
2. ปาราชิก = อาบตั ิหนกั ทแ่ี ก้ไขไม่ได้ เมอื่ ภิกษกุ ระท�ำแล้ว ตอ้ งขาดจากความ

เปน็ ภกิ ษุ
3. สังวาส = การอยูร่ ว่ มกนั , ธรรมเปน็ เครอ่ื งอยรู่ ่วมกนั ของสงฆ์ เชน่ การท�ำ

สงั ฆกรรมร่วมกนั , การกนิ รว่ มกัน, การนอนรว่ มกัน
38

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทถ่ี กู ปิด : เดรจั ฉานวชิ า

พระสัมมาสัมพทุ ธะ ห้ามภกิ ษุ 11
บอกคณุ วเิ ศษใหก้ บั ผทู้ ไ่ี มใ่ ชน่ กั บวช

-บาลี มหา. ว.ิ ๒/๒๑๑/๓๐๕.

อนง่ึ ภกิ ษใุ ดบอกอตุ ตรมิ นสุ สธรรมแกอ่ นปุ สมั บนั 1
เป็นปาจิตตีย2์ เพราะมจี ริง.

1. อนุปสัมบัน = ผูท้ ไี่ ม่ใชน่ กั บวช
2. ปาจติ ตยี ์ = อาบตั ทิ แ่ี กไ้ ขได้ ปลงดว้ ยวาจา หากภกิ ษกุ ระท�ำแลว้ ตอ้ งพดู เปดิ เผย

ความผดิ นัน้ แกภ่ ิกษุดว้ ยกนั อย่างนอ้ ยรูปใดรูปหน่งึ ก็ได้
39

พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมที่ถกู ปิด : เดรจั ฉานวชิ า

พระสมั มาสมั พทุ ธะ หา้ มพยากรณ์ 12
(ทำ� นายทายทกั ) บคุ คลอืน่

-บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๐/๗๕.

ตรัสกับพระอานนท์ปรารภเหตุนางมิคสาลากล่าวแย้ง
พระพุทธเจ้าเร่ืองการพยากรณ์ความเป็นอริยบุคคลระหว่างบิดาของ
ตนเองผู้ประพฤติพรหมจรรย์และเพื่อนของบิดาผู้ไม่ได้ประพฤติ
พรหมจรรย์แต่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ท้ัง ๒ บุคคลว่าเป็นสกทาคามีได้
กายดสุ ิตเหมือนกนั .

อานนท ์ !   … เพราะกระแสแหง่ ธรรมยอ่ มถกู ตอ้ ง
บุคคลนี้ ใครเล่าจะพึงรู้เหตนุ นั้ ได้ นอกจากตถาคต.

อานนท ์ !   เพราะเหตนุ นั้ แหละ เธอท้ังหลายอยา่
เปน็ ผชู้ อบประมาณในบคุ คล และอยา่ ได้ถือประมาณใน
บคุ คล เพราะผ้ถู ือประมาณในบุคคล ยอ่ มทำ� ลายคุณวเิ ศษ
ของตน เราหรอื ผทู้ เี่ หมอื นเราพงึ ถอื ประมาณในบคุ คลได.้

40

พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมที่ถูกปิด : เดรัจฉานวิชา

มหาโจร ๕ จ�ำพวก 13

-บาลี มหา. ว.ิ ๑/๑๖๙/๒๓๐.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   มหาโจร ๕ จ�ำพวกนี้ มปี รากฏอยู่
ในโลก ๕ จ�ำพวกเปน็ อยา่ งไร คอื

(1) ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   มหาโจรบางคนในโลกนี้ ยอ่ ม
ปรารถนาอยา่ งนวี้ า่ เมอื่ ไรหนอเราจกั เปน็ ผอู้ นั บรุ ษุ รอ้ ยหนง่ึ
หรอื พนั หนง่ึ แวดลอ้ มแลว้ ทอ่ งเทย่ี วไปในหมบู่ า้ น นคิ มและ
ราชธานี เบยี ดเบยี นเอง ใหผ้ อู้ น่ื เบยี ดเบยี น ตดั เอง ใหผ้ อู้ น่ื
ตัด เผาผลาญเอง ให้ผู้อื่นเผาผลาญ สมัยต่อมา เขาเป็น
ผู้อันบุรุษร้อยหน่ึง หรือพันหนึ่ง แวดล้อมแล้วเท่ียวไปใน
หมบู่ า้ น นคิ มและราชธานี เบยี ดเบยี นเอง ใหผ้ อู้ น่ื เบยี ดเบยี น
ตัดเอง ให้ผอู้ ่นื ตัด เผาผลาญเอง ให้ผูอ้ นื่ เผาผลาญฉันใด.
ภิกษุท้ังหลาย !   ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยน้ี ก็
ฉันนั้นเหมือนกันแล ย่อมปรารถนาอย่างนี้ว่า เม่ือไรหนอ
เราจงึ จักเปน็ ผู้อนั ภกิ ษรุ อ้ ยหนงึ่ หรอื พนั หนง่ึ แวดล้อมแลว้
เท่ยี วจาริกไปในหมู่บ้าน นิคมและราชธานี อันคฤหัสถ์และ
บรรพชิต สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำ�เกรง ได้จีวร
บณิ ฑบาต เสนาสนะและคลิ านปจั จยั เภสชั บรขิ าร1 สมยั ตอ่ มา

1. คิลานปัจจยั เภสัชบรขิ าร = ยากบั เครือ่ งใชใ้ นการรักษาโรค
41

พุทธวจน - หมวดธรรม

เธอเป็นผู้อันภิกษุร้อยหนึ่ง   หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว
เทีย่ วจาริกไปในหมูบ่ า้ น นคิ มและราชธานี อันคฤหสั ถ์และ
บรรพชิต สักการะ เคารพ นบั ถือ บูชา ยำ�เกรงแลว้ ได้จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจยั เภสัชบรขิ ารทง้ั หลาย. 
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! นเ้ี ปน็ มหาโจรจำ�พวกที่ ๑ มปี รากฏอยใู่ นโลก.

(2) ภิกษุทั้งหลาย !   อีกข้อหน่ึง ภิกษุผู้เลวทราม
บางรปู ในธรรมวนิ ยั น้ี เลา่ เรยี นธรรมวนิ ยั อนั ตถาคตประกาศ
แล้ว ย่อมอวดอ้างว่าเป็นของตน.  ภิกษุทั้งหลาย !   นี้เป็น
มหาโจรจำ�พวกที่ ๒ มปี รากฏอยูใ่ นโลก.

(3) ภิกษุท้ังหลาย !   อีกข้อหน่ึง ภิกษุผู้เลวทราม
บางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมตามกำ�จัดเพ่ือนพรหมจารี ผู้
หมดจด ผู้ประพฤตพิ รหมจรรยอ์ นั บริสทุ ธอ์ิ ยู่ด้วยธรรมอนั
เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์อันหามูลมิได้.  ภิกษุท้ังหลาย !
นเี้ ป็นมหาโจรจำ�พวกท่ี ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก.

(4) ภิกษุทั้งหลาย !   อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทราม
บางรูปในธรรมวินัยน้ี ย่อมสงเคราะห์เกลี้ยกล่อมคฤหัสถ์
ทั้งหลาย ด้วยครภุ ัณฑ์ ครบุ รขิ ารของสงฆ์ คอื อาราม พื้นท่ี
อารามวหิ าร พนื้ ทว่ี หิ าร เตยี ง ตง่ั ฟกู หมอน หมอ้ โลหะ อา่ ง

42

เปดิ ธรรมทถ่ี ูกปดิ : เดรจั ฉานวิชา

โลหะ กะถางโลหะ กะทะโลหะ มดี ขวาน ผึง่ จอบ สวา่ น
เถาวัลย์ ไม้ไผ่ หญ้ามุงกะต่าย หญ้าปล้อง หญ้าสามัญ
ดินเหนียว เครื่องไม้ เคร่ืองดิน.  ภิกษุทั้งหลาย !   นี้เป็น
มหาโจรจำ�พวกท่ี ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก.

(5) ภิกษุทั้งหลาย !   ภิกษุผู้กล่าวอวดอุตตริ-
มนสุ สธรรม อนั ไมม่ อี ยู่ อนั ไมเ่ ปน็ จรงิ นจ้ี ดั เปน็ ยอดมหาโจร
ในโลกพร้อมท้ังเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์
พรอ้ มทง้ั สมณพราหมณ์ เทวดา และมนษุ ย์ ขอ้ นน้ั เพราะเหตไุ ร
เพราะภกิ ษนุ นั้ ฉนั กอ้ นขา้ วของชาวแวน่ แควน้ ดว้ ยอาการแหง่
คนขโมย.

43



อรยิ บคุ คล
ไมท่ �ำ เดรัจฉานวชิ า

พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมท่ีถูกปดิ : เดรจั ฉานวิชา

อรยิ บุคคล 14
จะเจตนางดเว้นจากมจิ ฉาอาชีวะ

-บาลี อุปร.ิ ม. ๑๔/๑๘๑-๑๘๘/๒๗๔–๒๘๑.

ภกิ ษุทัง้ หลาย !   บรรดาองค์ทง้ั ๗ นน้ั สมั มาทฏิ ฐิ
ย่อมเป็นธรรมน�ำหน้า1 ก็สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นธรรมน�ำหน้า
เป็นอยา่ งไร คอื ภิกษรุ จู้ กั มจิ ฉาอาชีวะว่ามจิ ฉาอาชวี ะ รู้จัก
สมั มาอาชวี ะวา่ สมั มาอาชวี ะ ความรขู้ องเธอนนั้ เปน็ สมั มาทฏิ ฐ.ิ

ภิกษุท้ังหลาย !   ก็มิจฉาอาชีวะเป็นอย่างไร คือ
การโกง การลอ่ ลวง การตลบตะแลง การยอมมอบตนในทางผดิ
การเอาลาภต่อลาภ นี้มจิ ฉาอาชีวะ.

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   กส็ ัมมาอาชวี ะเปน็ อย่างไร.
ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   เรากลา่ วสมั มาอาชวี ะเปน็ ๒ อยา่ ง
คอื สมั มาอาชวี ะทย่ี งั เปน็ สาสวะ2 เปน็ สว่ นแหง่ บญุ ใหผ้ ลแก่
ขนั ธอ์ ยา่ งหนง่ึ สมั มาอาชวี ะของพระอรยิ ะทเี่ ปน็ อนาสวะ เปน็
โลกุตระ เปน็ องคม์ รรคอยา่ งหนงึ่ .
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   กส็ มั มาอาชวี ะทย่ี งั เปน็ สาสวะ เปน็
ส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นอย่างไร คือ อริยสาวกใน
ธรรมวนิ ยั นี้ ยอ่ มละมจิ ฉาอาชวี ะ เลย้ี งชพี ดว้ ยสมั มาอาชวี ะ.

1. ธรรมน�ำหน้า = ธรรมที่เริ่มมีมาก่อน (ปทุ งฺคม)
2. สาสวะ = ประกอบดว้ ยอาสวะ, ยังมีอาสวะ
46

เปิดธรรมทถ่ี กู ปิด : เดรัจฉานวิชา

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! นส้ี มั มาอาชวี ะทย่ี งั เปน็ สาสวะ เปน็ สว่ นแหง่ บญุ
ให้ผลแกข่ ันธ.์

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   กส็ มั มาอาชวี ะของพระอรยิ ะทเ่ี ปน็
อนาสวะ1 เปน็ โลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นอยา่ งไร.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ความงด ความเวน้ เจตนางดเวน้ จาก
มจิ ฉาอาชวี ะของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรง่ั พรอ้ มดว้ ยอรยิ มรรค เจรญิ อรยิ มรรคอยู่นแี้ ล สมั มาอาชวี ะ
ของพระอริยะท่เี ปน็ อนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองคม์ รรค.

ภกิ ษนุ นั้ ยอ่ มพยายามเพอ่ื ละมจิ ฉาอาชวี ะ เพอ่ื บรรลุ
สมั มาอาชีวะ ความพยายามของเธอนัน้ เป็นสมั มาวายามะ.

ภิกษุน้ันมีสติละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติบรรลุสัมมา-
อาชีวะอยู่ สตขิ องเธอน้ัน เปน็ สมั มาสต.ิ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฏฐิ
สมั มาวายามะ สมั มาสติ ยอ่ มหอ้ มลอ้ ม เปน็ ไปตามสมั มาอาชวี ะ
ของภิกษุน้นั .

ภกิ ษทุ ั้งหลาย !   บรรดาองคท์ ้งั ๗ นน้ั สัมมาทฏิ ฐิ
ย่อมเป็นธรรมน�ำหน้า ก็สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นธรรมน�ำหน้า
อย่างไร คือ เม่ือมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะ

1. อนาสวะ = ไมม่ ีอาสวะ

47

พุทธวจน - หมวดธรรม

ได้ เมือ่ มีสัมมาสงั กปั ปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้ เมือ่ มี
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมา-
กัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้ เม่ือมีสัมมาอาชีวะ
สมั มาวายามะจงึ พอเหมาะได้ เมอื่ มสี มั มาวายามะ สมั มาสติ
จงึ พอเหมาะได้ เมอื่ มสี มั มาสติ สมั มาสมาธจิ งึ พอเหมาะได้
เมอ่ื มสี มั มาสมาธิ สมั มาญาณะจงึ พอเหมาะได้ เมอื่ มสี มั มา-
ญาณะ สมั มาวมิ ตุ ตจิ งึ พอเหมาะได.้

ภิกษุท้ังหลาย !   ด้วยประการนี้แล พระเสขะผู้
ประกอบดว้ ยองค์ ๘ จงึ เปน็ พระอรหนั ตผ์ ปู้ ระกอบดว้ ยองค์ ๑๐.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   บรรดาองคท์ ัง้ ๗ นั้น สัมมาทฏิ ฐิ
ย่อมเป็นธรรมน�ำหน้า ก็สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นธรรมน�ำหน้า
อย่างไร คือ ผู้มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฏฐิได้
ทงั้ อกศุ ลธรรมอนั เปน็ บาปเปน็ อเนกบรรดามี เพราะมจิ ฉา-
ทิฏฐิเป็นปัจจัยนั้น  ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฏฐิสลัดได้แล้ว
และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะ
สมั มาทฏิ ฐิเปน็ ปัจจยั .

ผมู้ สี มั มาสงั กปั ปะ ยอ่ มเปน็ อนั สลดั มจิ ฉาสงั กปั ปะได.้ ..
ผู้มสี ัมมาวาจา ยอ่ มเปน็ อันสลดั มิจฉาวาจาได้...
ผมู้ สี มั มากมั มนั ตะ ยอ่ มเปน็ อนั สลดั มจิ ฉากมั มนั ตะได.้ ..

48

เปดิ ธรรมท่ีถกู ปิด : เดรัจฉานวิชา

ผมู้ สี มั มาอาชีวะ ย่อมเปน็ อนั สลัดมจิ ฉาอาชีวะได้...
ผูม้ ีสมั มาวายามะ ยอ่ มเป็นอนั สลดั มิจฉาวายามะได.้ ..
ผมู้ ีสัมมาสติ ยอ่ มเปน็ อนั สลดั มจิ ฉาสติได้...
ผู้มสี มั มาสมาธิ ยอ่ มเป็นอันสลัดมจิ ฉาสมาธิได.้ ..
ผมู้ ีสมั มาญาณะ ยอ่ มเปน็ อนั สลดั มิจฉาญาณะได.้ ..
ผมู้ ีสมั มาวมิ ตุ ติ ยอ่ มเปน็ อันสลดั มิจฉาวิมุตตไิ ด้ ทงั้
อกศุ ลธรรมเปน็ บาปเปน็ อเนกบรรดามี เพราะมจิ ฉาวมิ ตุ ตเิ ปน็
ปจั จยั นนั้ กเ็ ปน็ อนั ผมู้ สี มั มาวมิ ตุ ตสิ ลดั ไดแ้ ลว้ และกศุ ลธรรม
เปน็ อเนก ยอ่ มถงึ ความเจรญิ บรบิ รู ณ์ เพราะสมั มาวมิ ตุ ตเิ ปน็
ปัจจัย.
ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   ดว้ ยประการนแ้ี ล จงึ เปน็ ธรรมฝา่ ย
กศุ ล ๒๐ ฝา่ ยอกศุ ล ๒๐ ชอ่ื ธรรมบรรยายมหาจตั ตารสี กะ1
อันเราให้เป็นไปแล้ว สมณะ หรือพราหมณ์ หรือเทวดา
หรือมาร หรอื พรหม หรือใครๆ ในโลก จะใหเ้ ป็นไปไมไ่ ด้.
ภิกษุทั้งหลาย !   สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดผู้หน่ึง
พงึ สำ� คญั ทจี่ ะตเิ ตยี นคดั คา้ นธรรมบรรยายมหาจตั ตารสี กะนี้
การกลา่ วกอ่ นและการกลา่ วตามกนั ๑๐ ประการ อนั ชอบดว้ ย
เหตุของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้น ย่อมถึงฐานะน่าต�ำหนิ
ในปัจจุบันเทยี ว.

1. มหาจตั ตารีสกะ ธัมมะปรยิ ายะ (มหาจตตฺ ารสี ก ธมมฺ ปรยิ าย)
49

พทุ ธวจน - หมวดธรรม

ถ้าใครติเตียนสัมมาทิฏฐิ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ทา่ นสมณพราหมณ์ผมู้ มี ิจฉาทิฏฐิ

ถา้ ใครตเิ ตยี นสมั มาสงั กปั ปะ เขากต็ อ้ งบชู า สรรเสรญิ
ท่านสมณพราหมณผ์ ู้มมี ิจฉาสงั กปั ปะ

ถ้าใครติเตียนสัมมาวาจา เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณ์ผู้มมี ิจฉาวาจา

ถา้ ใครตเิ ตยี นสมั มากมั มนั ตะ เขากต็ อ้ งบชู า สรรเสรญิ
ทา่ นสมณพราหมณผ์ ู้มีิมิจฉากัมมนั ตะ

ถ้าใครตเิ ตียนสัมมาอาชวี ะ เขาก็ต้องบชู า สรรเสรญิ
ท่านสมณพราหมณผ์ มู้ ีมิจฉาอาชีวะ

ถา้ ใครตเิ ตยี นสมั มาวายามะ เขากต็ อ้ งบชู า สรรเสรญิ
ท่านสมณพราหมณ์ผมู้ ิีมิจฉาวายามะ

ถ้าใครติเตียนสัมมาสติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีมจิ ฉาสติ

ถา้ ใครตเิ ตียนสัมมาสมาธิ เขากต็ ้องบูชา สรรเสริญ
ทา่ นสมณพราหมณผ์ มู้ มี ิจฉาสมาธิ

ถ้าใครติเตียนสมั มาญาณะ เขากต็ อ้ งบชู า สรรเสริญ
ทา่ นสมณพราหมณผ์ ู้มีมิจฉาญาณะ

ถ้าใครตเิ ตยี นสัมมาวิมุตติ เขากต็ ้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณผ์ มู้ มี ิจฉาวิมุตติ.

50

เปิดธรรมท่ถี กู ปดิ : เดรจั ฉานวชิ า

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !  สมณะหรอื พราหมณพ์ วกใดพวกหนง่ึ
พงึ สำ� คญั ทจี่ ะตเิ ตยี น คดั คา้ นธรรมบรรยายมหาจตั ตารสี กะน้ี
การกลา่ วกอ่ นและการกลา่ วตามกนั ๑๐ ประการ อนั ชอบดว้ ย
เหตขุ องสมณะหรอื พราหมณพ์ วกนนั้ ยอ่ มถงึ ฐานะนา่ ตำ� หนิ
ในปจั จุบนั เทยี ว.

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   แมพ้ วกอสั สะและพวกภญั ญะชาว
อกุ กลชนบท ซง่ึ เปน็ อเหตกุ วาทะ อกริ ยิ วาทะ นตั ถกิ วาทะ1ก็
ยงั สำ� คญั ทจี่ ะไมต่ เิ ตยี น ไมค่ ดั คา้ นธรรมบรรยายมหาจตั ตารสี กะ
นนั่ เพราะเหตไุ ร เพราะกลวั ถกู นนิ ทา ถกู วา่ รา้ ย และถกู กอ่ ความ.

1. อเหตกุ วาทะ = ผมู้ วี าทะวา่ เหตไุ มม่ ,ี อกริ ยิ วาทะ = ผมู้ วี าทะวา่ การกระท�ำไมม่ ,ี
นตั ถิกวาทะ = ผมู้ ีวาทะว่า ขาดสญู
51



ฐานะทเ่ี ป็นไปไมไ่ ด้
ของโสดาบนั

พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทถี่ กู ปดิ : เดรัจฉานวชิ า

ฐานะทเ่ี ปน็ ไปไมไ่ ดข้ องโสดาบนั 15
นยั ที่ ๑

-บาลี ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๘๘/๓๖๔.

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   ฐานะทไี่ มอ่ าจเปน็ ไปได้ ๖ ประการ
เหล่านีม้ ีอยู่  ๖ ประการเป็นอยา่ งไร คือ

ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจเข้าถึงสังขารไรๆ โดย
ความเปน็ ของเที่ยง

ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจเข้าถึงสังขารไรๆ โดย
ความเป็นสขุ

ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจเข้าถึงธรรมะไรๆ โดย
ความเป็นตัวตน

ผูถ้ ึงพรอ้ มดว้ ยทิฏฐิ ไม่อาจกระท�ำอนันตรยิ กรรม
ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ ไมอ่ าจหวงั การถงึ ความบรสิ ทุ ธ์ิ
โดยโกตหุ ลมงคล
ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ ไมอ่ าจแสวงหาทกั ขเิ ณยยบคุ คล
ภายนอกจากศาสนาน้ี.
ภิกษุทั้งหลาย !   เหลา่ นแี้ ล ฐานะทไี่ มอ่ าจเปน็ ไปได้
๖ ประการ.

54

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทีถ่ กู ปิด : เดรจั ฉานวิชา

ฐานะทเี่ ปน็ ไปไมไ่ ดข้ องโสดาบัน 16
นัยท่ี ๒

-บาลี ฉกกฺ . อํ. ๒๒/๔๘๘/๓๖๓.

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   ฐานะทไ่ี มอ่ าจเปน็ ไปได้ ๖ ประการ
เหล่านม้ี ีอย ู่ ๖ ประการเปน็ อยา่ งไร คอื

ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ ไมอ่ าจอยอู่ ยา่ งไมม่ คี วามเคารพ
ย�ำเกรง ในพระศาสดา

ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ ไมอ่ าจอยอู่ ยา่ งไมม่ คี วามเคารพ
ยำ� เกรง ในพระธรรม

ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ ไมอ่ าจอยอู่ ยา่ งไมม่ คี วามเคารพ
ย�ำเกรง ในพระสงฆ์

ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ ไมอ่ าจอยอู่ ยา่ งไมม่ คี วามเคารพ
ย�ำเกรง ในสกิ ขา

ผถู้ งึ พรอ้ มด้วยทฏิ ฐิ ไม่อาจมาสอู่ นาคมนยี วตั ถ1ุ
ผูถ้ ึงพรอ้ มด้วยทฏิ ฐิ ไม่อาจยงั ภพท่ีแปดใหเ้ กดิ ขนึ้ .
ภิกษุทง้ั หลาย !   เหลา่ นแี้ ล ฐานะทไ่ี มอ่ าจเปน็ ไปได้
๖ ประการ.

1. วตั ถุที่ไม่ควรเขา้ หา

55

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมที่ถกู ปิด : เดรจั ฉานวชิ า

ฐานะทเ่ี ปน็ ไปไม่ไดข้ องโสดาบัน 17
นยั ที่ ๓

-บาลี ฉกฺก. อ.ํ ๒๒/๔๘๘/๓๖๕.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   ฐานะทไ่ี มอ่ าจเปน็ ไปได้ ๖ ประการ
เหลา่ นี้มอี ย่ ู ๖ ประการเปน็ อย่างไร คือ

เป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงปลงชีวิต
มารดา

เปน็ ไปไมไ่ ด้ ทผี่ ถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ จะพงึ ปลงชวี ติ บดิ า
เป็นไปไม่ได้ ท่ีผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงปลงชีวิต
พระอรหันต์
เปน็ ไปไมไ่ ดท้ ผ่ี ถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ จะพงึ คดิ ประทษุ รา้ ย
ตถาคต แมเ้ พียงท�ำโลหิตให้หอ้
เป็นไปไม่ได้ ท่ผี ู้ถงึ พรอ้ มด้วยทฏิ ฐิ จะพึงท�ำสงฆ์ให้
แตกกัน
เปน็ ไปไมไ่ ด้ ทผี่ ถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ จะพงึ ถอื ศาสดาอน่ื .
ภิกษุทั้งหลาย !   เหลา่ นแี้ ล ฐานะทไี่ มอ่ าจเปน็ ไปได้
๖ ประการ.

56

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทถี่ กู ปดิ : เดรจั ฉานวชิ า

ฐานะท่ีเปน็ ไปไม่ได้ของโสดาบนั 18
นยั ที่ ๔

-บาลี ฉกกฺ . อํ. ๒๒/๔๘๙ /๓๖๖.

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   ฐานะทไ่ี มอ่ าจเปน็ ไปได้ ๖ ประการ
เหล่านีม้ อี ย่ ู ๖ ประการเปน็ อยา่ งไร คอื

ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ ไมอ่ าจมาสทู่ ฏิ ฐิ วา่ “สขุ และทกุ ข์
ตนท�ำเอง”

ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ ไมอ่ าจมาสทู่ ฏิ ฐิ วา่ “สขุ และทกุ ข์
ผูอ้ ่ืนทำ� ให”้

ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ ไมอ่ าจมาสทู่ ฏิ ฐิ วา่ “สขุ และทกุ ข์
ตนทำ� เองกม็ ีผู้อนื่ ท�ำให้กม็ ี”

ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ ไมอ่ าจมาสทู่ ฏิ ฐิ วา่ “สขุ และทกุ ข์
ไมต่ ้องท�ำเองเกดิ ขึน้ ไดต้ ามลำ� พงั ”

ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ ไมอ่ าจมาสทู่ ฏิ ฐิ วา่ “สขุ และทกุ ข์
ไม่ตอ้ งใครอื่นท�ำให้ เกิดขึ้นได้ตามลำ� พัง”

ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ ไมอ่ าจมาสทู่ ฏิ ฐิ วา่ “สขุ และทกุ ข์
ไมต่ อ้ งทำ� เองและไมต่ อ้ งใครอน่ื ทำ� ให้ เกดิ ขนึ้ ไดต้ ามลำ� พงั ”.

57

พุทธวจน - หมวดธรรม

ขอ้ นน้ั เพราะเหตุไร.
ภิกษุท้ังหลาย !   ข้อนั้นเพราะเหตุว่า เหตุ (แห่งสุข
และทุกข์) อนั ผู้ถงึ พร้อมด้วยทิฏฐเิ หน็ แลว้ โดยแท้จริง และ
ธรรมท้งั หลายกเ็ ปน็ สิง่ ท่เี กิดมาแต่เหตดุ ว้ ย.
ภิกษทุ ัง้ หลาย !   เหลา่ นแี้ ล ฐานะทไี่ มอ่ าจเปน็ ไปได้
๖ ประการ.

58

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทถ่ี กู ปดิ : เดรจั ฉานวิชา

อานิสงสแ์ หง่ การทำ� ให้แจง้ 19
ซ่ึงโสดาปตั ตผิ ล

-บาลี ฉกกฺ . อ.ํ ๒๒/๔๙๐/๓๖๘.

ภิกษุท้ังหลาย !   อานิสงส์แห่งการท�ำให้แจ้งซ่ึง
โสดาปัตตผิ ล ๖ อย่างเหลา่ น้ีมีอย่ ู ๖ อย่างเป็นอย่างไร คือ

เป็นบคุ คลผู้เท่ยี งแท้ต่อสทั ธรรม
เปน็ บุคคลผูม้ ธี รรมอันไมร่ ู้เส่อื ม
ทุกขด์ ับไปทุกขน้ั ตอนแห่งการกระทำ� ทก่ี ระทำ� แลว้
เปน็ บคุ คลผปู้ ระกอบด้วยอสาธารณญาณ
เปน็ บคุ คลผ้เู หน็ ธรรมที่เปน็ เหตุ
เปน็ บคุ คลผูเ้ หน็ ธรรมทงั้ หลาย ท่เี กดิ มาแตเ่ หตุ.
ภิกษุท้ังหลาย !   เหล่าน้ีแล อานิสงส์ ๖ ประการ
แหง่ การท�ำใหแ้ จง้ ซึ่งโสดาปัตตผิ ล.

59

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมท่ถี ูกปดิ : เดรัจฉานวชิ า

ความเข้าใจผดิ เรื่องกรรม 3 แบบ 20
ท่ีอรยิ บคุ คลจะตอ้ งละได้

-บาลี ติก. อ.ํ ๒๐/๒๒๒/๕๐๑.

ภิกษทุ งั้ หลาย !   ลัทธิ ๓ ลทั ธเิ หลา่ น้มี ีอยู่ เป็นลัทธิ
ซ่ึงแม้บัณฑิตจะพากันไตร่ตรอง จะหยิบขึ้นตรวจสอบ จะ
หยบิ ขนึ้ วพิ ากษว์ จิ ารณก์ นั อยา่ งไร แมจ้ ะบดิ ผนั กนั มาอยา่ งไร
กช็ วนใหน้ อ้ มไป เพอื่ การไมป่ ระกอบกรรมทด่ี งี ามอยนู่ นั่ เอง.

ภิกษุทั้งหลาย !   ลทั ธิ ๓ ลัทธนิ ั้นเปน็ อยา่ งไร คือ
(1) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำ�และ
ความเห็นว่า “บุรุษบุคคลใดๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข รับทุกข์
หรือไมใ่ ชส่ ขุ ไมใ่ ชท่ กุ ข์ ท้ังหมดน้นั เปน็ เพราะกรรมท่ที ำ�ไว้
แตป่ างกอ่ น”
(2) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำ�และ
ความเหน็ วา่ “บรุ ษุ บคุ คลใดๆ กต็ าม ทไ่ี ดร้ บั สขุ รบั ทกุ ข์ หรอื
ไมใ่ ชส่ ุขไม่ใช่ทุกข์ ท้ังหมดน้นั เปน็ เพราะอศิ วรเนรมติ ให้”
(3) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำ�และ
ความเหน็ วา่ “บรุ ุษบคุ คลใดๆ กต็ าม  ทไี่ ดร้ บั สขุ รบั ทกุ ข์
หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์  ท้ังหมดน้ัน  ไม่มีอะไรเป็นเหตุ
เป็นปจั จยั เลย”.

60

เปดิ ธรรมทถี่ กู ปดิ : เดรจั ฉานวิชา

เชื่อว่าสุขและทุกข์ เกิดจากกรรมเก่าอยา่ งเดยี ว
ภิกษุท้ังหลาย !   ในบรรดาลัทธิท้ัง ๓ น้ัน สมณ-

พราหมณ์พวกใด  มถี อ้ ยค�ำและความเห็นว่า “บคุ คลไดร้ ับ
สุขหรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ เพราะกรรมท่ีท�ำไว้
แต่ปางกอ่ นอย่างเดียว” มอี ย ู่ เราเขา้ ไปหาสมณพราหมณ์
เหล่านั้น  แล้วสอบถามความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว
เรากลา่ วกะเขาวา่ “ถา้ กระนนั้ คนทีฆ่ ่าสตั ว์ ... ลักทรัพย์ ...
ประพฤตผิ ดิ พรหมจรรย์ ... พดู เทจ็ ... พดู คำ� หยาบ ... พดู ยุ
ใหแ้ ตกกัน ... พูดเพอ้ เจ้อ ... มีใจละโมบเพ่งเล็ง ... มใี จ
พยาบาท ... มีความเห็นวิปริตเหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง
นนั่ กต็ ้องเป็นเพราะกรรมทที่ ำ� ไว้แต่ปางก่อน.

เม่ือมัวแต่ถือเอากรรมท่ีท�ำไว้แต่ปางก่อนมาเป็น
สาระส�ำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากท�ำหรือ
ความพยายามทำ� ในขอ้ ทวี่ า่ สง่ิ นคี้ วรทำ� (กรณยี ) สงิ่ นไ้ี มค่ วรทำ�
(อกรณีย) อกี ต่อไป.

เมอ่ื กรณยี กจิ และอกรณยี กจิ ไมถ่ กู ทำ� หรอื ถกู ละเวน้
ใหจ้ รงิ ๆ จงั ๆ กนั แลว้ คนพวกทไ่ี มม่ สี ตคิ มุ้ ครองตนเหลา่ นนั้
กไ็ มม่ อี ะไรทจ่ี ะมาเรยี กตนวา่ เปน็ สมณะอยา่ งชอบธรรมได”้
ดังน้.ี

61

พทุ ธวจน - หมวดธรรม

เชอ่ื ว่าสขุ และทุกขเ์ กดิ จากเทพเจา้ บนั ดาลให้
ภิกษุทั้งหลาย !   ในบรรดาลัทธิท้ัง ๓ น้ัน สมณ-

พราหมณ์พวกใด มถี ้อยค�ำและความเห็นว่า “บคุ คลได้รบั
สุขหรอื ทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไมใ่ ชท่ ุกข์ ท้งั หมดนน้ั เป็นเพราะ
อศิ วรเนรมติ ให้ (อสิ สฺ รนมิ มฺ านเหต)ุ ” ดงั นี้ มอี ยู่ เราเขา้ ไปหา
สมณพราหมณ์เหล่านั้น  แล้วสอบถามความที่เขายังยืนยัน
อยู่ดังน้ันแล้ว  เรากล่าวกะเขาว่า “ถ้ากระนั้น คนท่ีฆ่าสัตว์
... ลกั ทรัพย์ ... ประพฤติผิดพรหมจรรย์ ... พดู เท็จ ... พูด
คำ� หยาบ ... พูดยใุ หแ้ ตกกัน ... พูดเพอ้ เจอ้ ... มีใจละโมบ
เพ่งเลง็ ... มีใจพยาบาท มคี วามเหน็ วปิ ริตเหล่าน้ ี อย่างใด
อยา่ งหนง่ึ อย ู่ นนั่ กต็ อ้ งเปน็ เพราะการเนรมติ ของอศิ วรดว้ ย.

เม่อื มัวแต่ถือเอาการเนรมิตของอศิ วร มาเปน็ สาระ
สำ� คญั ดงั นี้แลว้ คนเหลา่ นัน้ กไ็ มม่ คี วามอยากทำ� หรือความ
พยายามทำ� ในข้อท่วี ่า ส่ิงน้คี วรท�ำ สงิ่ นไ้ี มค่ วรทำ� อีกตอ่ ไป.

เมอื่ กรณยี กจิ และอกรณยี กจิ ไมถ่ กู ทำ� หรอื ถกู ละเวน้
ใหจ้ รงิ ๆ จงั ๆ กนั แลว้ คนพวกทไ่ี มม่ สี ตคิ มุ้ ครองตนเหลา่ นนั้
กไ็ มม่ อี ะไรทจี่ ะมาเรยี กตนวา่ เปน็ สมณะอยา่ งชอบธรรมได”้
ดังน้.ี

62

เปิดธรรมท่ีถกู ปดิ : เดรัจฉานวชิ า

เชอื่ วา่ สขุ และทกุ ขเ์ กดิ ขน้ึ เองลอยๆ
ไมม่ อี ะไรเปน็ เหตุ เป็นปัจจัย

ภิกษุทั้งหลาย !   ในบรรดาลัทธิท้ัง ๓ นั้น สมณ-
พราหมณพ์ วกใดมถี อ้ ยคำ� และความเหน็ วา่ “บคุ คลไดร้ บั สขุ
หรอื ทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไมใ่ ช่ทกุ ข์ ทั้งหมดนัน้ ไม่มอี ะไรเปน็
เหตุ เปน็ ปัจจยั เลย” ดังน้ี มีอยู่ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์
เหล่านั้น แล้วสอบถามความท่ีเขายังยืนยันอยู่ดังน้ันแล้ว
เรากลา่ วกะเขาวา่ “ถ้ากระน้ัน คนที่ฆ่าสัตว์ … ลักทรพั ย์ …
ประพฤตผิ ดิ พรหมจรรย์ … พดู เทจ็ … พดู คำ� หยาบ … พดู ยุ
ใหแ้ ตกกนั … พูดเพ้อเจอ้ … มใี จละโมบเพ่งเล็ง … มีใจ
พยาบาท … มคี วามเห็นวิปรติ เหล่านี้ อยา่ งใดอย่างหนึ่งอยู่
น่นั ก็ตอ้ งไม่มอี ะไรเป็นเหตุ เปน็ ปจั จัยเลยด้วย.

เมอ่ื มวั แตถ่ อื เอาความไมม่ อี ะไรเปน็ เหตุ เปน็ ปจั จยั
เลย มาเป็นสาระส�ำคัญดังน้ีแล้ว คนเหล่าน้ันก็ไม่มีความ
อยากท�ำ หรอื ความพยายามทำ� ในข้อทีว่ ่า สิง่ น้คี วรทำ� สงิ่ นี้
ไมค่ วรท�ำ อีกต่อไป.

เมอื่ กรณยี กจิ และอกรณยี กจิ ไมถ่ กู ทำ� หรอื ถกู ละเวน้
ใหจ้ รงิ ๆ จงั ๆ กนั แลว้ คนพวกทไ่ี มม่ สี ตคิ มุ้ ครองตนเหลา่ นน้ั
กไ็ มม่ อี ะไรทจี่ ะมาเรยี กตนวา่ เปน็ สมณะอยา่ งชอบธรรมได”้
ดงั น้ี.

63

พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมที่ถกู ปิด : เดรจั ฉานวิชา

21อนตุ ตรยิ ะ ๖ (สงิ่ ทป่ี ระเสรฐิ ๖ ประการ)
-บาลี ฉกกฺ . อํ. ๒๒/๓๖๓/๓๐๑.

ภกิ ษุทง้ั หลาย !    อนตุ ตรยิ ะ ๖ ประการน้ี ๖ ประการ
เปน็ อย่างไร คือ

(๑) ทสั สนานุตตริยะ (๒) สวนานตุ ตรยิ ะ
(๓) ลาภานตุ ตริยะ (๔) สกิ ขานุตตริยะ
(๕) ปาริจริยานุตตริยะ (๖) อนสุ สตานตุ ตรยิ ะ
(1) ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  กท็ สั สนานตุ ตรยิ ะเปน็ อยา่ งไร.
ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   บคุ คลบางคนในโลกนี้ ยอ่ มไปเพอ่ื
ดูช้างแก้วบ้าง ม้าแก้วบ้าง แก้วมณีบ้าง ของใหญ่ของเล็ก
หรือสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด  ผู้ปฏิบัติผิด.  ภิกษุ
ท้ังหลาย !  ทัสสนะนั้นมีอยู่  เราไม่กล่าวว่าไม่มี  ก็แต่ว่า
ทสั สนะนี้ นน้ั แลเปน็ กจิ เลว เปน็ ของชาวบา้ น เปน็ ของปถุ ชุ น
ไม่ประเสรฐิ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เปน็ ไปเพ่ือความ
เบ่อื หน่าย เพ่อื คลายกำ� หนดั เพอ่ื ความดบั เพื่อสงบระงับ
เพ่ือรู้ยิ่ง เพ่ือตรัสรู้ เพ่ือนิพพาน.  ภิกษุทั้งหลาย !  ส่วน
ผู้ใดมีศรัทธาตั้งม่ัน มีความรักตั้งม่ัน มีศรัทธาไม่หว่ันไหว
มีความเลื่อมใสย่ิง ย่อมไปเห็นตถาคต หรือสาวกตถาคต

64

เปดิ ธรรมทีถ่ ูกปิด : เดรัจฉานวิชา

การเห็นนี้ยอดเย่ียมกว่าการเห็นทั้งหลาย  ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ท้ังหลาย  เพ่ือก้าวล่วงความโศกและ
ความร่�ำไร  เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส  เพ่ือ
บรรลญุ ายธรรม  เพอ่ื ทำ� ใหแ้ จง้ ซงึ่ นพิ พาน.  ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักต้ังม่ัน มีศรัทธา
ไม่หวัน่ ไหว  มีความเลือ่ มใสยงิ่   ไปเห็นตถาคต หรือสาวก
ของตถาคตนี้ เราเรยี กวา่ ทสั สนานตุ ตรยิ ะ กท็ สั สนานตุ ตรยิ ะ
เป็นอยา่ งนี.้

(2) ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   กส็ วนานตุ ตรยิ ะเปน็ อยา่ งไร.
ภิกษุทั้งหลาย !   บุคคลบางคนในโลกน้ี  ย่อมไป
เพื่อฟังเสียงกลองบ้าง  เสียงพิณบ้าง  เสียงเพลงขับบ้าง
หรือเสียงสูงๆ ต�่ำๆ ย่อมไปเพื่อฟังธรรมของสมณะหรือ
พราหมณ์ผู้เห็นผดิ ผปู้ ฏบิ ตั ผิ ดิ .  ภิกษุทัง้ หลาย !  การฟังน้ี
มอี ยู่ เราไมก่ ล่าววา่ ไม่มี ก็แตว่ ่าการฟงั นน้ี น้ั เปน็ กจิ เลว ... .
ภกิ ษุทงั้ หลาย !   ส่วนผ้ใู ดมศี รัทธาต้ังมั่น มคี วามรักตง้ั มัน่
มศี รทั ธาไมห่ วนั่ ไหว มคี วามเลอ่ื มใสยง่ิ ยอ่ มไปฟงั ธรรมของ
ตถาคตหรอื สาวกของตถาคต การฟงั นยี้ อดเยย่ี มกวา่ การฟงั
ทั้งหลาย  ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธ์ิแห่งสัตว์ท้ังหลาย
... เพื่อท�ำให้แจ้งซึ่งนิพพาน.  ภิกษุท้ังหลาย !  ข้อที่บุคคล

65

พุทธวจน - หมวดธรรม

ผู้มีศรัทธาตั้งม่ัน มีความรักต้ังม่ัน มีศรัทธาไม่หว่ันไหว
มีความเลื่อมใสย่ิง ไปเพ่ือฟังธรรมของตถาคตหรือสาวก
ของตถาคตน้ี เราเรียกว่า สวนานตุ ตรยิ ะ ก็ทัสสนานตุ ตรยิ ะ
สวนานตุ ตรยิ ะ เป็นดังน้ี.

(3) ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   กล็ าภานตุ ตรยิ ะเปน็ อยา่ งไร.
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   บคุ คลบางคนในโลกน ี้ ยอ่ มไดล้ าภ
คอื บตุ รบา้ ง ภรรยาบา้ ง ทรพั ยบ์ า้ ง หรอื ลาภมากบา้ ง นอ้ ยบา้ ง
หรอื ไดศ้ รทั ธาในสมณะหรอื พราหมณผ์ เู้ หน็ ผดิ ผปู้ ฏบิ ตั ผิ ดิ .
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  ลาภนม้ี อี ยู่ เราไมก่ ลา่ ววา่ ไมม่ ี กแ็ ตว่ า่ ลาภน้ี
นนั้ เปน็ ของเลว ... .  ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  สว่ นผใู้ ดมศี รทั ธาตง้ั มนั่
มีความรักต้ังม่ัน มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเล่ือมใสย่ิง
ย่อมได้ศรัทธาในตถาคตหรือสาวกของตถาคต การได้น้ี
ยอดเย่ียมกว่าการได้ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพ่ือความ
บริสุทธ์ิแห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อท�ำให้แจ้งซึ่งนิพพาน.
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  ขอ้ ทบ่ี คุ คลผมู้ ศี รทั ธาตงั้ มนั่ มคี วามรกั ตง้ั มนั่
มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสย่ิง ย่อมได้ศรัทธาใน
ตถาคตหรือสาวกของตถาคตนี้ เราเรียกว่า ลาภานุตตริยะ
ก็ทัสสนานุตตริยะ สวนานตุ รยิ ะ ลาภานุตตรยิ ะ เป็นดังนี.้

66

เปดิ ธรรมท่ีถกู ปิด : เดรจั ฉานวิชา

(4) ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   กส็ กิ ขานตุ ตรยิ ะเปน็ อยา่ งไร.
ภิกษุทั้งหลาย !   บคุ คลบางคนในโลกน้ี ยอ่ มศกึ ษา
ศลิ ปะเกีย่ วกบั ช้างบ้าง ม้าบา้ ง รถบ้าง ธนูบา้ ง ดาบบ้าง หรือ
ศกึ ษาศลิ ปะชน้ั สงู ชน้ั ตำ�่ ยอ่ มศกึ ษาตอ่ สมณะหรอื พราหมณ์
ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.  ภิกษุทั้งหลาย !  การศึกษานี้มีอยู่
เราไมก่ ลา่ ววา่ ไมม่ ี กแ็ ตว่ า่ การศกึ ษานน้ั เปน็ การศกึ ษาทเ่ี ลว ....
ภกิ ษทุ ั้งหลาย !   ส่วนผใู้ ดมศี รัทธาตงั้ มัน่ มีความรกั ตง้ั ม่ัน
มศี รทั ธาไมห่ วน่ั ไหว มคี วามเลอื่ มใสยงิ่ ยอ่ มศกึ ษาอธศิ ลี บา้ ง
อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรมวินัยท่ีตถาคตประกาศ
แลว้ การศกึ ษานย้ี อดเยย่ี มกวา่ การศกึ ษาทง้ั หลาย ยอ่ มเปน็ ไป
พร้อมเพื่อความบรสิ ุทธ์ิแห่งสตั ว์ท้งั หลาย ... เพอื่ ท�ำให้แจง้
ซึ่งนิพพาน.  ภิกษุท้ังหลาย !  ข้อท่ีบุคคลผู้มีศรัทธาต้ังม่ัน
มีความรักตั้งม่ัน มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเล่ือมใสย่ิง
ยอ่ มศกึ ษาอธศิ ลี บา้ ง อธจิ ติ บา้ ง อธปิ ญั ญาบา้ ง ในธรรมวนิ ยั
ท่ีตถาคตประกาศแล้วน้ี  เราเรียกว่า สิกขานุตตริยะ  ก็
ทสั สนานตุ ตรยิ ะ สวนานตุ ตรยิ ะ ลาภานตุ ตรยิ ะ สกิ ขานตุ ตรยิ ะ
เปน็ ดังนี.้

67

พุทธวจน - หมวดธรรม

(5) ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  กป็ ารจิ รยิ านตุ ตรยิ ะเปน็ อยา่ งไร.
ภกิ ษุท้ังหลาย !   บุคคลบางคนในโลกน้ี ยอ่ มบำ� รุง
กษตั รยิ บ์ า้ ง พราหมณบ์ า้ ง คฤหบดบี า้ ง บำ� รงุ คนชน้ั สงู ชนั้ ตำ�่
บ�ำรุงสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.  ภิกษุ
ทั้งหลาย !  การบ�ำรุงนี้นั้นมีอยู่ เราไม่กล่าวว่าไม่มี ก็แต่ว่า
การบำ� รงุ นน้ี น้ั เปน็ การบำ� รงุ ทเ่ี ลว ... .  ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  สว่ นผใู้ ด
มีศรัทธาตั้งม่ัน  มีความรักตั้งมั่น  มีศรัทธาไม่หว่ันไหว
มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบ�ำรุงตถาคตหรือสาวกของตถาคต
การบำ� รงุ นยี้ อดเยยี่ มกวา่ การบำ� รงุ ทง้ั หลาย ยอ่ มเปน็ ไปเพอื่
ความบรสิ ทุ ธแ์ิ หง่ สตั วท์ งั้ หลาย ... เพอื่ ทำ� ใหแ้ จง้ ซง่ึ นพิ พาน.
ภิกษุท้ังหลาย !   ข้อท่ีบุคคลผู้มีศรัทธาต้ังมั่น  มีความรัก
ตงั้ มน่ั   มศี รทั ธาไมห่ วนั่ ไหว  มคี วามเลอื่ มใสยงิ่   ยอ่ มบำ� รงุ
ตถาคตหรอื สาวกของตถาคตนี้ เราเรยี กวา่ ปารจิ รยิ านตุ ตรยิ ะ
กท็ สั สนานตุ ตรยิ ะ สวนานตุ ตรยิ ะ ลาภานตุ ตรยิ ะ สกิ ขานตุ ตรยิ ะ
ปารจิ รยิ านตุ ตรยิ ะ เปน็ ดงั น.้ี
(6) ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  กอ็ นสุ สตานตุ ตรยิ ะเปน็ อยา่ งไร
ภิกษทุ ้ังหลาย !   บคุ คลบางคนในโลกนี้ ย่อมระลึก
ถงึ การไดบ้ ตุ รบา้ ง ภรยิ าบา้ ง ทรพั ยบ์ า้ ง หรอื การไดม้ ากนอ้ ย

68

เปดิ ธรรมทถ่ี ูกปิด : เดรจั ฉานวิชา

ระลึกถึงสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.  ภิกษุ
ท้ังหลาย !   การระลึกนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่าไม่มี ก็แต่ว่า
การระลึกนี้น้ันเป็นกิจเลว ... .  ภิกษุทั้งหลาย !  ส่วนผู้ใด
มีศรัทธาต้ังม่ัน มีความรักต้ังมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มี
ความเลอื่ มใสยง่ิ ยอ่ มระลกึ ถงึ ตถาคตหรอื สาวกของตถาคต
การระลึกถึงนย้ี อดเยยี่ มกวา่ การระลึกถงึ ทง้ั หลาย ยอ่ มเปน็
ไปพร้อมเพื่อความบริสุทธ์ิแห่งสัตว์ทั้งหลาย  เพ่ือก้าวล่วง
ความโศกและความร่�ำไร  เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และ
โทมนัส  เพื่อบรรลุญายธรรม  เพ่ือท�ำให้แจ้งซ่ึงนิพพาน.
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  ขอ้ ทบ่ี คุ คลผมู้ ศี รทั ธาตง้ั มน่ั มคี วามรกั ตง้ั มนั่
มศี รทั ธาไมห่ วน่ั ไหว มคี วามเลอ่ื มใสยงิ่ ยอ่ มระลกึ ถงึ ตถาคต
หรอื สาวกของตถาคตนี้ เราเรียกว่า อนสุ สตานตุ ตรยิ ะ.

ภกิ ษุทั้งหลาย !   เหลา่ น้แี ลอนุตตรยิ ะ ๖ ประการ.
ภิกษุเหล่าใดได้ทัสสนานุตตริยะ  สวนานุตตริยะ
ลาภานุตตริยะ ยินดีในสิกขานุตตริยะ เข้าไปตั้งการบ�ำรุง
เจริญอนุสสติท่ีประกอบด้วยวิเวก เป็นแดนเกษม  ให้ถึง
อมตธรรม ผบู้ ันเทงิ ในความไมป่ ระมาท มีปญั ญารักษาตน
ส�ำรวมในศีล ภิกษเุ หล่านนั้ แล ยอ่ มรูช้ ัดซึง่ ที่เปน็ ท่ีดับทุกข์
โดยกาลอันควร.

69

พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทถ่ี กู ปดิ : เดรจั ฉานวชิ า

ลักษณะแหง่ ศรัทธาของผ้มู ศี รทั ธา 22
-บาลี เอกาทสก. อ.ํ ๒๔/๓๖๖/๒๒๑.

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค !  บัดนี้เป็นกาลสมควรทรงแสดง
ลักษณะของผู้มีศรัทธานั้น. ข้าแต่พระสุคต !  บัดนี้เป็นกาลสมควรทรง
แสดงลกั ษณะของผมู้ ศี รทั ธานน้ั ขอพระผมู้ พี ระภาคพงึ ตรสั ลกั ษณะแหง่
ศรัทธาของผู้มีศรัทธาเถิด ข้าพระองค์จักทราบบัดนี้ว่า ภิกษุนี้จะเห็น
พร้อมในลกั ษณะของผมู้ ศี รทั ธาทัง้ หลายหรือไม่.

สุภูติ !   ถ้าอย่างน้ัน เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เรา
จักกล่าว.

(1) สภุ ตู  ิ !   ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น้ี เปน็ ผมู้ ศี ลี สำ�รวม
แล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มี
ปกตเิ ห็นภยั ในโทษทัง้ หลายมีประมาณนอ้ ย สมาทานศกึ ษา
อยู่ในสิกขาบททั้งหลาย.  สุภูติ !   ข้อท่ีภิกษุเป็นผู้มีศีล ...
สมาทานศกึ ษาอยใู่ นสกิ ขาบททั้งหลาย แมน้ ้ี กเ็ ป็นลกั ษณะ
แห่งศรทั ธาของผ้มู ศี รทั ธา.

(2) อกี ประการหนง่ึ ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ สี ตุ ตะมาก ทรงสตุ ตะ
ส่ังสมสุตตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงไว้ คล่องปาก ข้ึนใจ
แทงตลอดอยา่ งดดี ว้ ยทฏิ ฐิ ซง่ึ ธรรมทง้ั หลายอนั งามในเบอ้ื งตน้
งามในทา่ มกลาง งามในทส่ี ดุ ประกาศพรหมจรรยพ์ รอ้ มทง้ั
อรรถะ พรอ้ มทง้ั พยญั ชนะ บริสทุ ธ์ิ บริบูรณ์สิ้นเชงิ .  สภุ ตู  ิ !

70

เปิดธรรมท่ถี ูกปดิ : เดรัจฉานวชิ า

ข้อท่ีภิกษุเป็นผู้มีสุตตะมาก ... แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ
แม้น้ี กเ็ ป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรทั ธา.

(3) อกี ประการหนง่ึ ภิกษเุ ป็นผู้มมี ิตรดี มีสหายดี
มีเพ่ือนดี.  สุภูติ !  ข้อท่ีภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี  มีสหายดี
มเี พื่อนดี แมน้ ี้ กเ็ ปน็ ลกั ษณะแห่งศรัทธาของผูม้ ีศรทั ธา.

(4) อกี ประการหนง่ึ ภกิ ษเุ ปน็ ผวู้ า่ งา่ ย ประกอบดว้ ย
ธรรมเครอ่ื งกระทำ�ใหเ้ ป็นผวู้ ่าง่าย เป็นผ้อู ดทน ยอมรับฟงั
คำ�สงั่ สอนโดยเคารพ.  สภุ ตู  ิ !  ขอ้ ทภี่ กิ ษเุ ปน็ ผวู้ า่ งา่ ย เปน็ ผู้
ประกอบดว้ ยธรรมเครอ่ื งกระทำ�ใหเ้ ปน็ ผวู้ า่ งา่ ย เปน็ ผอู้ ดทน
ยอมรับฟังคำ�สั่งสอนโดยเคารพ แม้น้ี ก็เป็นลักษณะแห่ง
ศรทั ธาของผูม้ ศี รัทธา.

(5) อกี ประการหนงึ่ ภกิ ษเุ ปน็ ผขู้ ยนั ไมเ่ กยี จครา้ น
ในกรณียกิจทั้งสูงและต่ำ�ของเพ่ือนสพรหมจารีทั้งหลาย
ประกอบด้วยปัญญาเป็นเคร่ืองพิจารณาอันเป็นอุบายใน
กรณยี กจิ นนั้ อาจทำ� อาจจดั ได.้   สภุ ตู  ิ !  ขอ้ ทภ่ี กิ ษเุ ปน็ ผขู้ ยนั
ไม่เกียจคร้าน ... อาจทำ� อาจจัดได้ แม้น้ี ก็เปน็ ลักษณะแหง่
ศรัทธาของผ้มู ศี รัทธา.

(6) อีกประการหนึ่ง  ภิกษุเป็นผู้ใคร่ธรรม  กล่าว
คำ�เป็นที่รัก เป็นผู้มีความปราโมทย์อย่างย่ิงในธรรมอันยิ่ง

71

พทุ ธวจน - หมวดธรรม

ในวนิ ยั อนั ยงิ่ .  สภุ ตู  ิ !  ขอ้ ทภ่ี กิ ษเุ ปน็ ผใู้ ครธ่ รรม เปน็ ผกู้ ลา่ ว
คำ�อันเป็นที่รักมีความปราโมทย์อย่างย่ิงในธรรมอันย่ิง ใน
วินัยอันยิง่ แม้น้ี กเ็ ปน็ ลกั ษณะแหง่ ศรทั ธาของผู้มีศรัทธา.

(7) อกี ประการหนง่ึ ภิกษุเป็นผ้ปู รารภความเพียร
เพอ่ื ละอกศุ ลธรรม เพอ่ื ยงั กศุ ลธรรมใหถ้ งึ พรอ้ ม เปน็ ผมู้ กี ำ�ลงั
มคี วามบากบน่ั มน่ั คง ไมท่ อดธรุ ะในกศุ ลธรรม.  สภุ ตู  ิ !  ขอ้ ท่ี
ภิกษปุ รารภความเพียร ... แม้น้ี กเ็ ป็นลักษณะแหง่ ศรทั ธา
ของผ้มู ศี รทั ธา.

(8) อีกประการหน่ึง ภิกษุเป็นผู้ได้ตามปรารถนา
ได้โดยไม่ยาก ไดโ้ ดยไมล่ ำ�บาก ซ่งึ ฌานท้งั ๔ อนั มใี นจิตอนั
ย่งิ เป็นเครื่องอยูเ่ ปน็ สุขในปจั จบุ ัน.  สภุ ูต ิ !  ข้อทภี่ กิ ษุเป็น
ผไู้ ด้ตามปรารถนา ได้โดยไมย่ าก ได้โดยไมล่ ำ�บาก ซึง่ ฌาน
ท้ัง ๔ อันมีในจิตอันยิ่ง เป็นเคร่ืองอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
แมน้ ี้ ก็เปน็ ลักษณะแห่งศรทั ธาของผ้มู ศี รัทธา.

อีกประการหน่ึง ภิกษุระลึกถึงชาติก่อนได้เป็น
อนั มาก คอื ระลกึ ไดช้ าตหิ นง่ึ บา้ ง สองชาตบิ า้ ง สามชาตบิ า้ ง
สช่ี าตบิ า้ ง หา้ ชาตบิ า้ ง สบิ ชาตบิ า้ ง ยส่ี บิ ชาตบิ า้ ง สามสบิ ชาติ
บ้าง สส่ี ิบชาติบ้าง ห้าสิบชาตบิ า้ ง ร้อยชาติบา้ ง พนั ชาตบิ า้ ง
แสนชาตบิ า้ ง ตลอดสงั วฏั กปั เปน็ อนั มากบา้ ง ตลอดววิ ฏั กปั

72


Click to View FlipBook Version