The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อ้างอิงจากศูนย์เผยแผ่ส่วนกลาง วัดนาป่าพง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by buddhawajanalanna, 2020-04-28 08:18:24

พุทธวจน 12 เดรัจฉานวิชา

อ้างอิงจากศูนย์เผยแผ่ส่วนกลาง วัดนาป่าพง

Keywords: หนังสือพุทธวจน

เปดิ ธรรมทีถ่ กู ปดิ : เดรจั ฉานวชิ า

เป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ใน
ภพโน้น เราได้มีชื่ออย่างน้ัน มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณ
อย่างน้ัน  มีอาหารอย่างน้ัน  เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ
มีกำ�หนดอายเุ พยี งเทา่ นน้ั ครน้ั จตุ จิ ากภพนน้ั แลว้ ไดไ้ ปเกดิ
ในภพโนน้ แมใ้ นภพนน้ั เรากไ็ ดม้ ชี อ่ื อยา่ งนน้ั มโี คตรอยา่ งนน้ั
มีผิวพรรณอย่างน้ัน มีอาหารอย่างน้ัน เสวยสุขเสวยทุกข์
อยา่ งนน้ั ๆ มกี ำ�หนดอายเุ พยี งเทา่ นน้ั ครน้ั จตุ จิ ากภพนน้ั แลว้
ได้มาเกิดในภพน้ี เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก
พรอ้ มทง้ั อาการ พรอ้ มทง้ั อทุ เทส  ดว้ ยอาการอยา่ งน.้ี   สภุ ตู  ิ!
ข้อทีภ่ กิ ษุระลึกถึงชาติก่อนไดเ้ ปน็ อันมาก คือ ระลกึ ไดช้ าติ
หนึ่งบา้ ง สองชาตบิ ้าง ... เธอยอ่ มระลกึ ถึงชาติก่อนไดเ้ ป็น
อนั มาก พรอ้ มทง้ั อาการ พรอ้ มทง้ั อทุ เทส ดว้ ยอาการอยา่ งน้ี
แมน้ ้ี ก็เป็นลักษณะแห่งศรทั ธาของผูม้ ศี รทั ธา.

(9) อีกประการหน่ึง ภิกษุเห็นหมู่สัตว์กำ�ลังจุติ
กำ�ลงั อปุ บตั ิ เลว ประณตี มผี วิ พรรณดี มผี วิ พรรณทราม ไดด้ ี
ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธ์ิล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อม
รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่าน้ีประกอบ
ดว้ ยกายทจุ รติ วจที จุ รติ มโนทจุ รติ ตเิ ตยี นพระอรยิ เจา้ เปน็
มจิ ฉาทฏิ ฐิ ยดึ ถอื การกระทำ�ดว้ ยอำ�นาจมจิ ฉาทฏิ ฐิ เมอ่ื ตายไป

73

พทุ ธวจน - หมวดธรรม

จงึ ตอ้ งเขา้ ถงึ อบาย  ทคุ ต ิ วนิ บิ าต  นรก  สว่ นสตั วเ์ หลา่ น้ี
ประกอบดว้ ย กายสุจรติ วจสี ุจรติ มโนสุจริต ไมต่ เิ ตียนพระ-
อรยิ เจา้ เปน็ สมั มาทฏิ ฐิ เมอ่ื ตายไป จงึ เขา้ ถงึ สคุ ตโิ ลกสวรรค์
เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ท่ีกำ�ลังจุติ กำ�ลังอุปบัติ เลว ประณีต
มผี ิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ไดด้ ี ตกยาก ดว้ ยทิพยจกั ษุ
อันบรสิ ทุ ธ์ิลว่ งจกั ษขุ องมนษุ ย์ ยอ่ มรูช้ ัดซึง่ หมสู่ ัตวผ์ ู้เปน็ ไป
ตามกรรม ดว้ ยอาการอยา่ งน.ี้   สภุ ตู  ิ !  ขอ้ ทภี่ กิ ษเุ หน็ หมสู่ ตั ว์
ทกี่ ำ�ลงั จตุ ิ กำ�ลงั อปุ บตั ิ เลวประณตี มผี วิ พรรณดี มผี วิ พรรณ
ทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธ์ิล่วงจักษุของ
มนษุ ย์ ... ยอ่ มรชู้ ดั ซงึ่ หมสู่ ตั วผ์ เู้ ปน็ ไปตามกรรม ดว้ ยอาการ
อยา่ งน้ี แมน้ ้ี ก็เปน็ ลกั ษณะแห่งศรัทธาของผู้มศี รัทธา.

(10) อกี ประการหนง่ึ ภกิ ษทุ ำ�ใหแ้ จง้ ซง่ึ เจโตวมิ ตุ ติ
ปญั ญาวมิ ตุ ติ อนั หาอาสวะมไิ ด้ เพราะอาสวะทง้ั หลายสน้ิ ไป
ดว้ ยปญั ญาอนั ยงิ่ เองในปจั จบุ นั เขา้ ถงึ อย.ู่   สภุ ตู  ิ !  ขอ้ ทภ่ี กิ ษุ
ทำ�ให้แจ้งซ่ึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทง้ั หลายสนิ้ ไป ดว้ ยปญั ญาอนั ยง่ิ เองในปจั จบุ นั
เข้าถึงอยู่ แม้นี้ ก็เปน็ ลกั ษณะแหง่ ศรัทธาของผมู้ ศี รทั ธา.

74

อรยิ บคุ คล
จะปฏิบัติตามสิ่งที่
พระศาสดาบัญญัติ

พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมที่ถกู ปิด : เดรจั ฉานวชิ า

พระสมั มาสัมพทุ ธะ บญั ญตั ิใหภ้ ิกษุ 23
ฉนั อาหารวันหนึง่ เพยี งหนเดียว

-บาลี ม. ม. ๑๓/๑๖๔/๑๖๓.

สมัยหน่ึงพระผู้มีพระภาครับส่ังกับภิกษุท้ังหลายถึงประโยชน์
ของการฉันอาหารม้ือเดียว และบัญญัติให้ภิกษุฉันอาหารมื้อเดียว เพ่ือ
ความเปน็ ผู้มีอาพาธน้อย มโี รคเบาบาง กายเบา มกี ำ�ลัง และอยู่สำ�ราญ
ซ่ึงพระภัททาลิได้แย้งว่าตนเองทำ�ไม่ได้ พระผู้มีพระภาคจึงอนุญาตให้
พระภทั ทาลสิ ามารถนำ�อาหารทไ่ี ดจ้ ากการรบั นมิ นตก์ ลบั มาฉนั ตอ่ อกี มอ้ื
หนงึ่ ได้ ซง่ึ พระภทั ทาลกิ ไ็ ดแ้ ยง้ วา่ ตนเองทำ�ไมไ่ ดอ้ กี จากนนั้ พระภทั ทาลิ
กไ็ มก่ ล้าพบหน้าพระผู้มีพระภาคจนตลอด ๓ เดอื น จนกระทั่งถงึ ฤดูทำ�
จีวร ภิกษุท้ังหลายได้ตักเตือนพระภัททาลิถึงการกระทำ�ท่ีไม่เหมาะสม
พระภทั ทาลจิ งึ ได้เข้าไปเฝ้าพระผมู้ ีพระภาค

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !   โทษได้ครอบงำ�ข้าพระองค์ ผู้เป็น
คนพาล เปน็ คนหลง ไมฉ่ ลาด ซงึ่ ไดป้ ระกาศความไมอ่ ตุ สาหะขนึ้ แลว้ ใน
เมอื่ พระผมู้ พี ระภาคกำ�ลงั ทรงบญั ญตั สิ กิ ขาบท ในเมอื่ ภกิ ษสุ งฆส์ มาทาน
อยซู่ งึ่ สกิ ขา.  ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ  !  ขอพระผมู้ พี ระภาคจงทรงรบั โทษ
ของข้าพระองค์นั้นโดยความเป็นโทษเพอ่ื ความสำ�รวมระวงั ตอ่ ไปเถิด.

ภัททาลิ !   เราขอเตือน โทษได้ครอบง�ำเธอผู้เป็น
คนพาล เปน็ คนหลง ไม่ฉลาดซง่ึ ได้ประกาศความอุตสาหะ
ขนึ้ แลว้ ในเมอื่ เรากำ� ลงั จะบญั ญตั สิ กิ ขาบท ในเมอื่ ภกิ ษสุ งฆ์
ก�ำลงั สมาทานอยซู่ ่งึ สิกขา.

76

เปิดธรรมทถี่ ูกปิด : เดรัจฉานวชิ า

ภัททาลิ !   เธอจะส�ำคัญความข้อนั้นเป็นอย่างไร
ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นี้ เปน็ อรยิ บคุ คลชอ่ื อภุ โตภาควมิ ตุ ต1ิ เรา
พงึ กลา่ วแกภ่ กิ ษอุ ยา่ งนว้ี า่ มาเถดิ ภกิ ษุ เราจะกา้ วไปในหลม่
ดังนี้ ภิกษุนั้นพึงก้าวไป หรือพึงน้อมกายไปด้วยอาการอ่ืน
หรอื พึงกลา่ วปฏเิ สธบ้างหรือ.

ไม่มเี ลย พระเจา้ ขา้ .

ภัททาลิ !   เธอจะส�ำคัญความข้อน้ันเป็นอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นอริยบุคคลช่ือปัญญาวิมุตติ เป็น
อริยบุคคลชื่อกายสักขี เป็นอริยบุคคลชื่อทิฏฐิปัตตะ เป็น
อริยบุคคลช่ือสัทธาวิมุตติ เป็นอริยบุคคลช่ือธรรมานุสารี
เปน็ อรยิ บคุ คลชือ่ สทั ธานสุ ารี เราพึงกล่าวกะภิกษอุ ยา่ งนว้ี า่
มาเถดิ ภกิ ษุ เราจะกา้ วไปในหลม่ ดงั น้ี ภกิ ษนุ น้ั พงึ กา้ วไป หรอื
พงึ นอ้ มกายไปดว้ ยอาการอน่ื หรอื พงึ กลา่ วปฏเิ สธบา้ งหรอื

ไม่มเี ลย พระเจา้ ข้า.

ภัททาลิ !   เธอจะส�ำคัญความข้อน้ันเป็นอย่างไร
ในสมัยน้ัน  เธอเป็นพระอริยบุคคลช่ือว่าอุภโตภาควิมุตติ
ปญั ญาวมิ ตุ ติ กายสกั ขี ทฏิ ฐปิ ตั ตะ สทั ธาวมิ ตุ ติ ธรรมานสุ ารี
หรือสทั ธานสุ ารี บา้ งหรอื หนอ.

1. หาค�ำตอบในความหมายของชื่ออริยบุคคลแต่ละจ�ำพวก  ได้ในไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ
เลม่ ที่ ๑๓ มชั ฌมิ นกิ าย มชั ฌมิ ปณั ณาสก์ หนา้ ท่ี ๑๑๙ ขอ้ ที่ ๒๓๐
77

พุทธวจน - หมวดธรรม

มไิ ด้เปน็ เลย พระเจา้ ขา้ .

ภัททาลิ !   ในสมัยน้ัน เธอยังเป็นคนว่าง คนเปล่า
คนผิดมใิ ช่หรือ.

เป็นอย่างน้ัน พระเจ้าข้า. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!   โทษได้
ครอบงำ�ขา้ พระองคผ์ ้เู ปน็ คนพาล เป็นคนหลง ไม่ฉลาด ซงึ่ ได้ประกาศ
ความไม่อุตสาหะขึ้นแล้ว ในเมื่อพระผู้มีพระภาคกำ�ลังทรงบัญญัติ
สกิ ขาบท ในเมอ่ื ภกิ ษสุ งฆก์ ำ�ลงั สมาทานอยซู่ ง่ึ สกิ ขา.  ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ !
ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับโทษของข้าพระองค์น้ันโดยความเป็นโทษ
เพ่ือความสำ�รวมระวังตอ่ ไปเถดิ .

ภัททาลิ !   เราขอเตือน  โทษได้ครอบง�ำเธอผู้เป็น
คนพาล เปน็ คนหลง ไมฉ่ ลาด ซงึ่ ไดป้ ระกาศความไมอ่ ตุ สาหะ
ข้ึนแล้ว ในเม่ือเราก�ำลังบัญญัติสิกขาบท ในเม่ือภิกษุสงฆ์
ก�ำลังสมาทานอยู่ซึ่งสิกขา แต่เพราะเธอเห็นโทษโดยความ
เปน็ โทษ แลว้ ทำ� คนื ตามธรรม เราจงึ รบั โทษของเธอนน้ั ขอ้ ท่ี
บุคคลเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วท�ำคืนตามธรรม ถึง
ความส�ำรวมระวังต่อไป น้ีเป็นความเจริญในอริยวินัยของ
ผ้นู ้นั .

78

พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทถ่ี กู ปดิ : เดรัจฉานวิชา

อรยิ สาวกท้ังหลายยอมเสียชวี ติ 24
แตไ่ ม่ยอมก้าวลว่ งสกิ ขาบท

-บาลี อฏฺก. อ.ํ ๒๓/๒๐๓/๑๐๙.

ปหาราทะ!   มหาสมทุ รเตม็ เปย่ี มอยเู่ สมอ ไมล่ น้ ฝง่ั
ฉนั ใด เราบญั ญตั สิ กิ ขาบทใดๆ แกส่ าวกทง้ั หลายของเราแลว้
สาวกทัง้ หลายของเรา ยอ่ มไม่ก้าวล่วงสิกขาบทน้นั ๆ แม้จะ
ต้องเสยี ชวี ิต กฉ็ ันนัน้ เหมือนกัน.

ปหาราทะ !   ข้อที่เราบัญญัติสิกขาบทใดๆ แก่
สาวกท้ังหลายของเราแล้ว สาวกทั้งหลายของเรา ย่อม
ไม่ก้าวล่วงสิกขาบทนั้นๆ แม้จะต้องเสียชีวิต น้ีแลเป็น
สิง่ ที่นา่ อศั จรรยไ์ มน่ า่ จะมีได้ ประการที่ ๒ ในธรรมวนิ ัยน้ี
ซง่ึ เมอ่ื ภกิ ษทุ ง้ั หลายไดเ้ หน็ แลว้ ๆ ซงึ่ ขอ้ นี้ ยอ่ มเกดิ ความ
พอใจอย่างยง่ิ ในธรรมวินัยนแี้ ล.

(ในทน่ี ี้ ยกมาเพยี ง ๑ ขอ้ จาก ๘ ขอ้ ของสง่ิ ท่ีน่าอศั จรรยใ์ น
ธรรมวินยั )

79



ขเอคงรส่อื มงณเศพรา้รหาหมมอณง ์

พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมที่ถกู ปดิ : เดรจั ฉานวิชา

เครอื่ งเศรา้ หมองของสมณพราหมณ์ 25
-บาลี จุลลฺ . ว.ิ ๗/๓๙๘/๖๓๔.
-บาลี จตุกฺก. อ.ํ ๒๑/๖๘/๕๐.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   สมณพราหมณพ์ วกหนงึ่ เศรา้ หมอง
เพราะเครื่องเศรา้ หมอง ๔ ประการนี้ จงึ ไมม่ สี งา่ ไมร่ ุง่ เรือง
ไมไ่ พโรจน์ ๔ ประการเป็นอย่างไร คือ

(1) ภิกษุท้ังหลาย !   มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ดมื่ สรุ า ด่ืมเมรยั ไม่งดเวน้ จากการดืม่ สุราและเมรยั นี้เป็น
เครอ่ื งเศรา้ หมองของสมณพราหมณข์ อ้ ทห่ี นงึ่ ซงึ่ เปน็ เหตุ
ให้สมณพราหมณ์พวกหน่ึงเศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่รุ่งเรือง
ไมไ่ พโรจน.์

(2) อนงึ่ สมณพราหมณพ์ วกหนงึ่ เสพเมถนุ ธรรม
ไมง่ ดเวน้ จากเมถนุ ธรรม นเ้ี ปน็ เครอ่ื งเศรา้ หมองของสมณ
พราหมณ์ข้อท่ีสอง ซ่ึงเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
เศร้าหมอง ไมม่ สี งา่ ไมร่ ่งุ เรอื ง ไมไ่ พโรจน.์

(3) อนงึ่ สมณพราหมณพ์ วกหนงึ่ ยนิ ดที องและเงนิ
ไม่งดเว้นจากการรับทองและเงิน นี้เป็นเครื่องเศร้าหมอง
ของสมณพราหมณข์ อ้ ทสี่ าม ซง่ึ เปน็ เหตใุ หส้ มณพราหมณ์
พวกหน่ึงเศรา้ หมอง ไมม่ สี งา่ ไมร่ งุ่ เรอื ง ไมไ่ พโรจน.์

82

เปดิ ธรรมทถ่ี กู ปดิ : เดรจั ฉานวิชา

(4) อน่ึง สมณพราหมณ์พวกหน่ึงเลี้ยงชีวิตโดย
มิจฉาชพี ไม่งดเว้นจากมิจฉาชีพ นเ้ี ปน็ เคร่อื งเศรา้ หมอง
ของสมณพราหมณ์ข้อที่ส่ี ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์
พวกหนงึ่ เศรา้ หมอง ไมม่ ีสงา่ ไมร่ ุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   สมณพราหมณพ์ วกหนงึ่ เศรา้ หมอง
เพราะเครอ่ื งเศรา้ หมอง ๔ ประการนแี้ ล จงึ ไมม่ สี งา่ ไมร่ งุ่ เรอื ง
ไม่ไพโรจน.์

83



ศลี ท่ีเปน็ อกุศล
คือ การเล้ยี งชีพช่วั

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทีถ่ กู ปดิ : เดรัจฉานวิชา

ศีลทเ่ี ปน็ อกศุ ล คอื การเลยี้ งชีพชั่ว 26
-บาลี ม. ม. ๑๓/๓๔๘/๓๖๒.

ถปต ิ !   ก็ศลี ที่เป็นอกศุ ลนนั้ เปน็ อยา่ งไร.
ถปต ิ !   กายกรรมทเ่ี ปน็ อกศุ ล วจกี รรมทเี่ ปน็ อกศุ ล
การเลย้ี งชีพช่วั (มิจฉฺ าชวี ) เหล่าน้เี รากลา่ วว่าศลี ท่เี ปน็ อกุศล
กศ็ ลี ทเ่ี ปน็ อกศุ ลเหลา่ นม้ี อี ะไรเปน็ เหตใุ หเ้ กดิ แมเ้ หตใุ หเ้ กดิ
แห่งศีลเป็นอกุศลเหล่านน้ั เราก็ได้กลา่ วแล้ว ก็ต้องกลา่ ววา่
มีจิตเป็นเหตุให้เกิด  จิตน้ันเป็นอย่างไร แม้จิตเล่าก็มีมาก
หลายอย่าง มปี ระการตา่ งๆ จติ ใดมรี าคะ มีโทสะ มโี มหะ
ศลี ทเ่ี ปน็ อกศุ ลมจี ติ นเ้ี ปน็ เหตใุ หเ้ กดิ กศ็ ลี ทเี่ ปน็ อกศุ ลเหลา่ น้ี
ดบั ลงหมดสนิ้ ในทไี่ หนแมค้ วามดบั แหง่ ศลี ทเี่ ปน็ อกศุ ลเหลา่ นนั้
เรากไ็ ด้กลา่ วแลว้ .
ถปติ !   ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละกายทุจริต เจริญ
กายสุจรติ ละวจที ุจริต เจริญวจีสจุ รติ ละมโนทจุ รติ เจริญ
มโนสุจรติ ละมิจฉาอาชวี ะ เลย้ี งชวี ิตดว้ ยสมั มาอาชวี ะ ศลี ท่ี
เปน็ อกศุ ลเหลา่ นย้ี อ่ มดบั ลงหมดสน้ิ ดว้ ยการละทจุ รติ เจรญิ
สจุ ริต ด้วยการละมิจฉาอาชีวะ เล้ียงชวี ติ ด้วยสมั มาอาชวี ะ.

86

เปิดธรรมทถี่ ูกปดิ : เดรัจฉานวิชา

ผู้ปฏิบัติอย่างไร จึงช่ือว่าปฏิบัติเพ่ือความดับแห่ง
ศลี ที่เปน็ อกุศล.

ถปติ !   ภิกษุในธรรมวินัยน้ี ย่อมปลูกความพอใจ
ยอ่ มพยายาม ยอ่ มปรารภความเพยี ร ยอ่ มประคองจติ ยอ่ ม
ตงั้ จติ ไว้ เพอื่ ยงั อกศุ ลธรรมอนั เปน็ บาปทง้ั หลายทยี่ งั ไมเ่ กดิ
ไมใ่ หเ้ กดิ ขน้ึ ยอ่ มปลกู ความพอใจ ยอ่ มพยายาม ยอ่ มปรารภ
ความเพยี ร ยอ่ มประคองจติ ยอ่ มตงั้ จติ ไว้ เพอื่ ละอกศุ ลธรรม
อันเป็นบาปท้ังหลายท่ีเกิดข้ึนแล้ว ย่อมปลูกความพอใจ
ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต
ยอ่ มตงั้ จติ ไว้ เพอื่ ยงั กศุ ลธรรมทงั้ หลายทย่ี งั ไมเ่ กดิ ใหเ้ กดิ ขน้ึ
ยอ่ มปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ยอ่ มปรารภความเพียร
ย่อมประคองจิต ย่อมต้ังจิตไว้ เพ่ือความตั้งมั่น ความไม่
เลือนหาย ความงอกงามยิ่งข้ึน ความไพบูลย์ ความเจริญ
ความเตม็ เป่ยี มแหง่ กศุ ลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึน้ แลว้ .

ถปต ิ !   ผปู้ ฏบิ ตั อิ ยา่ งนแ้ี ล ชอ่ื วา่ ปฏบิ ตั เิ พอ่ื ความดบั
แห่งศีลทเี่ ปน็ อกศุ ล.

87



ภาคผนวก

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมท่ีถกู ปิด : เดรัจฉานวิชา

หลกั ปฏบิ ตั ิตอ่ คำ� สอน 27
ของสมั มาสมั พุทธะ
-บาลี ทกุ . อํ. ๒๐/๙๒/๒๙๒.

ภิกษุท้ังหลาย !   สุตตันตะเหล่าใด ท่ีเป็นค�ำของ
ตถาคต เป็นข้อความลกึ มีความหมายซงึ้ เป็นช้นั โลกุตตระ
ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เม่ือมีผู้น�ำสุตตันตะเหล่านั้นมา
กล่าวอยู่ เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเง่ียหูฟัง ย่อมต้ังจิตเพื่อ
จะรทู้ วั่ ถงึ   และยอ่ มสำ� คญั วา่ เปน็ สงิ่ ทต่ี นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น
จึงพากันเล่าเรียน  ไต่ถาม  ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า
“ขอ้ นี้เปน็ อยา่ งไร มีความหมายกน่ี ยั ” ดังน้ี.
ด้วยการท�ำดังนี้ เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้
ธรรมท่ียังไม่ปรากฏ เธอก็ท�ำให้ปรากฏได้ ความสงสัยใน
ธรรมหลายประการท่ีน่าสงสยั เธอก็บรรเทาลงได.้
ภิกษุท้ังหลาย !   น้ีเราเรียกว่า  ปฏิปุจฉาวินีตา
ปริสา โน อกุ กาจิตวินีตา.
.

90

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทถี่ กู ปดิ : เดรจั ฉานวชิ า

หลักปฏบิ ัตติ อ่ ค�ำแต่งใหม่ 28

-บาลี ทกุ . อํ. ๒๐/๙๒/๒๙๒

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   สตุ ตนั ตะเหลา่ ใด ทกี่ วแี ตง่ ขน้ึ ใหม่
เป็นค�ำรอ้ ยกรองประเภทกาพยก์ ลอน มีอกั ษรสละสลวย มี
พยญั ชนะอนั วจิ ติ ร เปน็ เรอ่ื งนอกแนว เปน็ คำ� กลา่ วของสาวก
เม่อื มผี ู้น�ำสุตตันตะเหล่านัน้ มากล่าวอยู่ เธอจกั ไมฟ่ ังด้วยดี
ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ต้ังจิตเพื่อจะรู้ท่ัวถึง และจักไม่ส�ำคัญว่าเป็น
สิ่งทต่ี นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น.

91

พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทีถ่ กู ปดิ : เดรจั ฉานวิชา

การเข้าไปสนใจค�ำแต่งใหม่ 29
มผี ลใหค้ ำ� ตถาคตอนั ตรธานหายไป

-บาลี นทิ าน. ส.ํ ๑๖/๓๑๑/๖๗๒-๓.

ภกิ ษทุ ั้งหลาย !   เรื่องนเ้ี คยมีมาแล้ว กลองศกึ ของ
กษตั รยิ พ์ วกทสารหะ เรยี กวา่ อานกะ มอี ยู่ เมอ่ื กลองอานกะน้ี
มีแผลแตก หรือลิ พวกกษัตริย์ทสารหะได้หาเน้ือไม้อ่ืนท�ำ
เป็นลม่ิ เสรมิ ลงในรอยแตกของกลองนน้ั .  ภกิ ษทุ งั้ หลาย !
เม่ือเช่ือมปะเข้าหลายคร้ังหลายคราวเช่นนั้น นานเข้าก็ถึง
สมัยหน่ึง ซึ่งเน้ือไม้เดิมของตัวกลองหมดส้ินไป เหลืออยู่
แต่เน้อื ไมท้ ที่ ำ� เสริมเข้าใหมเ่ ทา่ นั้น.

ภกิ ษทุ ั้งหลาย !   ฉันใดกฉ็ ันนน้ั ในกาลยดื ยาวฝา่ ย
อนาคต จกั มี.  ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  สตุ ตนั ตะเหล่าใด ท่ีเปน็ คำ�
ของตถาคตเปน็ ขอ้ ความลกึ มคี วามหมายซง้ึ เปน็ ชน้ั โลกตุ ตระ
ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เม่ือมีผู้น�ำสุตตันตะเหล่านั้นมา
กล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟงั ดว้ ยดี จักไม่เงย่ี หูฟงั จักไมต่ งั้ จิตเพอื่
จะรทู้ วั่ ถงึ และจกั ไมส่ ำ� คญั วา่ เปน็ สงิ่ ทตี่ นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น.

92

เปดิ ธรรมท่ีถูกปดิ : เดรจั ฉานวิชา

ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่นักกวีแต่งข้ึนใหม่ เป็นคำ�
รอ้ ยกรองประเภทกาพยก์ ลอน มอี กั ษรสละสลวย มพี ยญั ชนะ
อนั วจิ ติ ร เปน็ เรอ่ื งนอกแนว เปน็ คำ� กลา่ วของสาวก เมอ่ื มผี นู้ ำ�
สตุ ตนั ตะทน่ี กั กวแี ตง่ ขน้ึ ใหมเ่ หลา่ นนั้ มากลา่ วอยู่ เธอจกั ฟงั
ด้วยดี จกั เง่ียหฟู ัง จักตั้งจิตเพอ่ื จะรู้ทั่วถึง และจักสำ� คญั ว่า
เป็นส่งิ ที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  ความอนั ตรธานของสตุ ตนั ตะเหลา่ นน้ั
ทีเ่ ป็นค�ำของตถาคต เปน็ ข้อความลกึ มีความหมายซึง้ เป็น
ชน้ั โลกตุ ตระ วา่ เฉพาะดว้ ยเรอื่ งสญุ ญตา จกั มไี ดด้ ว้ ยอาการ
อยา่ งนี้แล.

93

พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมท่ถี ูกปิด : เดรัจฉานวิชา

ผูท้ �ำสทั ธรรมใหอ้ นั ตรธาน 30
นยั ที่ ๑

-บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๕/๑๓๑.

ภิกษุท้ังหลาย !   ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งท่ีไม่ใช่ธรรม
ว่าเปน็ ธรรม ภกิ ษุเหล่านน้ั ชื่อวา่ เป็นผูป้ ฏิบตั ิเพ่อื ทำ� มหาชน
ให้เส่ือมเสีย ท�ำมหาชนให้หมดความสุข ท�ำไปเพื่อความ
ฉบิ หายแกม่ หาชน ไมเ่ ปน็ ประโยชนเ์ กอื้ กลู เปน็ ไปเพอื่ ความ
ทกุ ขท์ งั้ แกเ่ ทวดาและมนษุ ยท์ ง้ั หลาย.  ภกิ ษทุ งั้ หลาย !  ภกิ ษุ
เหล่านั้นย่อมประสบสิ่งไม่ใช่บุญเป็นอันมาก  และได้ช่ือว่า
ทำ� สัทธรรมนีใ้ หอ้ ันตรธานไปอกี ดว้ ย.

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   ภกิ ษพุ วกทแี่ สดงสงิ่ ทเ่ี ปน็ ธรรม วา่
ไมใ่ ช่ธรรม ... .

ภิกษทุ ้ังหลาย !   ภกิ ษพุ วกทแี่ สดงสง่ิ ทไี่ มใ่ ชว่ นิ ยั วา่
เป็นวินยั ... .

ภิกษุทั้งหลาย !   ภกิ ษพุ วกทแ่ี สดงสงิ่ ทเี่ ปน็ วนิ ยั วา่
ไมใ่ ชว่ นิ ยั ... .

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   ภกิ ษพุ วกทแ่ี สดงสงิ่ อนั ตถาคตไมไ่ ด้
ภาษติ ไว้ ไมไ่ ดก้ ลา่ วไว้ วา่ ตถาคตไดภ้ าษติ ไว้ ไดก้ ลา่ วไว้ ... .

94

เปดิ ธรรมที่ถกู ปิด : เดรัจฉานวชิ า

ภกิ ษทุ ้ังหลาย !   ภกิ ษพุ วกทีแ่ สดงสง่ิ อันตถาคตได้
ภาษติ ไว้ ไดก้ ลา่ วไว้ วา่ ตถาคตไมไ่ ดภ้ าษติ ไว้ ไมไ่ ดก้ ลา่ วไว้ ... .

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   ภกิ ษพุ วกทแี่ สดงกรรมอนั ตถาคต
ไมไ่ ดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั มิ า วา่ ตถาคตไดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั มิ า ... .

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   ภกิ ษพุ วกทแ่ี สดงกรรมอนั ตถาคต
ไดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั มิ า วา่ ตถาคตไมไ่ ดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั มิ า ... .

ภิกษุท้ังหลาย !   ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งอันตถาคต
ไม่ได้บัญญตั ิไว้ วา่ ตถาคตบญั ญัตไิ ว้ ... .

ภิกษุท้ังหลาย !   ภิกษุพวกท่ีแสดงสิ่งอันตถาคต
ได้บญั ญตั ิไว้ ว่าตถาคตไมไ่ ดบ้ ญั ญัติไว้ ภกิ ษเุ หลา่ นน้ั ชื่อวา่
เป็นผู้ปฏิบตั ิเพือ่ ท�ำมหาชนใหเ้ ส่ือมเสีย ทำ� มหาชนให้หมด
ความสขุ ทำ� ไปเพอื่ ความฉบิ หายแกม่ หาชน ไมเ่ ปน็ ประโยชน์
เกอื้ กลู เปน็ ไปเพอ่ื ความทกุ ขท์ งั้ แกเ่ ทวดาและมนษุ ยท์ ง้ั หลาย.
ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุเหล่านั้นย่อมประสบสิ่งไม่ใช่บุญเป็น
อนั มาก และได้ชื่อว่าท�ำสทั ธรรมน้ใี หอ้ นั ตรธานไปอีกด้วย.1

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !   พระองค์ตรัสว่า  สังฆเภท
(สงฆ์แตกกนั ) สังฆเภท (สงฆ์แตกกนั ) ดงั นี้ สงฆจ์ ะเปน็ ผ้แู ตกกนั
ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรเล่า พระเจ้าข้า.

1. บาลเี ดียวกนั ตา่ งส�ำนวนในบางฉบับของไตรปฎิ กแต่ละส�ำนกั
95

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทถ่ี กู ปิด : เดรัจฉานวชิ า

อานนท ์ !   ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นี้
(1) ย่อมแสดงสงิ่ ทไ่ี มใ่ ชธ่ รรม ว่าเป็นธรรม
(2) ยอ่ มแสดงส่ิงทเ่ี ป็นธรรม วา่ ไมใ่ ชธ่ รรม
(3) ยอ่ มแสดงสง่ิ ที่ไม่ใชว่ นิ ยั ว่าเป็นวินยั
(4) ยอ่ มแสดงสง่ิ ที่เปน็ วินยั วา่ ไมใ่ ช่วินัย
(5) ย่อมแสดงสิ่งอันตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้
กล่าวไว้ วา่ ตถาคตไดภ้ าษิตไว้ ได้กลา่ วไว้
(6) ย่อมแสดงส่งิ อนั ตถาคตไดภ้ าษติ ไว้ ได้กล่าวไว้
วา่ ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้
(7) ยอ่ มแสดงกรรมอนั ตถาคตไมไ่ ดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
มา วา่ ตถาคตไดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั มิ า
(8) ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติ
มา ว่าตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา
(9) ยอ่ มแสดงสง่ิ ทต่ี ถาคตไมไ่ ดบ้ ญั ญตั ไิ ว้ วา่ ตถาคต
บญั ญตั ไิ ว้
(10) ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้  ว่าตถาคต
ไม่ได้บญั ญตั ไิ ว้
ภกิ ษเุ หลา่ นนั้  !   ยอ่ มทอดทง้ิ กนั ยอ่ มแยกจากกนั
ย่อมท�ำสังฆกรรมแยกกัน สวดปาติโมกข์แยกจากกันด้วย
วัตถุ ๑๐ ประการนี้.

96

เปดิ ธรรมท่ถี กู ปิด : เดรัจฉานวิชา

อานนท ์ !   สงฆจ์ ะเปน็ ผแู้ ตกกนั ดว้ ยเหตมุ ปี ระมาณ
เทา่ นแี้ ล.

ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ  !  กบ็ คุ คลผทู้ ท่ี ำ� ลายสงฆผ์ พู้ รอ้ มเพรยี ง

กันจะประสบผลอะไร พระเจ้าขา้ .
อานนท ์ !   บคุ คลผทู้ ท่ี ำ� ลายสงฆผ์ พู้ รอ้ มเพรยี งกนั นน้ั

จะประสบผลอนั เผด็ รอ้ นซ่ึงตง้ั อยตู่ ลอดกปั หนึง่ .

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !   ก็ผลอันเผ็ดร้อนซ่ึงตั้งอยู่ตลอด

กัปหนึ่งคืออะไร พระเจา้ ขา้ .
อานนท ์ !   บคุ คลผทู้ ท่ี ำ� ลายสงฆผ์ พู้ รอ้ มเพรยี งกนั นนั้

จะเสวยผลกรรมอยใู่ นนรกตลอดกปั หนงึ่ .

(คาถาผนวกทา้ ยพระสูตร)

บคุ คลผทู้ ำ� ลายสงฆใ์ หแ้ ตกกนั
ยนิ ดแี ลว้ ในการแตกแยก ตงั้ อยใู่ นอธรรม

เปน็ ผเู้ ขา้ ถงึ อบาย เขา้ ถงึ นรก
ตงั้ อยใู่ นนรกนนั้ ตลอดกปั หนง่ึ
ยอ่ มพลาดจากธรรมอนั เกษมจากโยคะ
ยอ่ มเสวยกรรมอยใู่ นนรกตลอดกปั หนง่ึ
เพราะทำ� ลายสงฆผ์ พู้ รอ้ มเพรยี งกนั ใหแ้ ตกกนั .

97

พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมท่ีถกู ปิด : เดรจั ฉานวิชา

ผู้ทำ� สัทธรรมใหด้ ำ� รงอยู่ 31
นยั ที่ ๑

-บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๖/๑๓๓.

ภิกษุท้ังหลาย !   ภิกษุพวกท่ีแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม
ว่าเป็นส่ิงท่ีไม่ใช่ธรรม ภิกษุเหล่าน้ันช่ือว่า เป็นผู้ปฏิบัติ
เพ่ือท�ำมหาชนให้ได้รับประโยชน์ ท�ำมหาชนให้ได้รับความ
สุข เปน็ ไปเพือ่ ความเจรญิ แก่มหาชน และเป็นไปเพอื่ ความ
เกอื้ กลู เพอ่ื ความสขุ ทงั้ แกเ่ ทวดาและมนษุ ยท์ ง้ั หลาย.  ภกิ ษุ
ท้ังหลาย !  ภิกษุเหล่าน้ันย่อมประสบบุญเป็นอันมาก  และ
ได้ชอื่ วา่ ด�ำรงสทั ธรรมน้ีไวอ้ ีกดว้ ย.

ภิกษุท้ังหลาย !   ภกิ ษพุ วกทแ่ี สดงสง่ิ ทเ่ี ปน็ ธรรม วา่
เปน็ ธรรม ... .

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   ภกิ ษพุ วกทแี่ สดงสง่ิ ทไ่ี มใ่ ชว่ นิ ยั วา่
ไม่ใชว่ นิ ัย ... .

ภกิ ษุท้งั หลาย !   ภิกษุพวกทีแ่ สดงสง่ิ ทเี่ ปน็ วินยั ว่า
เปน็ วนิ ยั ... .

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   ภกิ ษพุ วกทแี่ สดงสง่ิ อนั ตถาคตไมไ่ ด้
ภาษติ ไมไ่ ด้กลา่ วไว้ วา่ ตถาคตไม่ได้ภาษติ ไว้ ไมไ่ ดก้ ลา่ วไว้
... .

98

เปดิ ธรรมทีถ่ ูกปดิ : เดรจั ฉานวิชา

ภิกษุท้ังหลาย !   ภิกษุพวกท่ีแสดงส่ิงอันตถาคต
ไดภ้ าษิต ไดก้ ลา่ วไว้ วา่ ตถาคตไดภ้ าษิตไว้ ไดก้ ล่าวไว้ ... .

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   ภกิ ษพุ วกทแี่ สดงกรรมอนั ตถาคต
ไมไ่ ดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั มิ า วา่ ตถาคตไมไ่ ดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั มิ า
... .

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   ภกิ ษพุ วกทแี่ สดงกรรมอนั ตถาคต
ประพฤติปฏบิ ัตมิ า วา่ ตถาคตได้ประพฤติปฏิบตั ิมา ... .

ภิกษุท้ังหลาย !   ภิกษุพวกท่ีแสดงสิ่งอันตถาคต
ไมไ่ ด้บัญญตั ิไว้ ว่าตถาคตไม่ได้บญั ญัติไว้ ... .

ภิกษทุ ัง้ หลาย !   ภิกษพุ วกทแี่ สดงสิง่ อนั ตถาคตได้
บัญญัติไว้ ว่าตถาคตได้บัญญัติไว้ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็น
ผปู้ ฏบิ ตั เิ พอ่ื ทำ� มหาชนใหไ้ ดร้ บั ประโยชน์ ทำ� มหาชนใหไ้ ดร้ บั
ความสุข เป็นไปเพอ่ื ความเจรญิ แกม่ หาชน และเป็นไปเพอ่ื
ความเกื้อกลู เพื่อความสขุ ทงั้ แก่เทวดาและมนษุ ย์ทั้งหลาย.
ภิกษุท้ังหลาย !  ภิกษุเหล่านั้นย่อมประสบบุญเป็นอันมาก
และได้ชอื่ วา่ ดำ� รงสัทธรรมน้ไี วอ้ กี ดว้ ย.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !   พระองค์ตรัสว่า  สังฆสามัคคี
สงั ฆสามัคคดี ังนี้ สงฆจ์ ะเปน็ ผ้พู ร้อมเพรยี งกนั ด้วยเหตมุ ีประมาณ
เท่าไรเล่า พระเจ้าข้า.

99

พทุ ธวจน - หมวดธรรม

อานนท ์ !   ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น้ี
(1) ย่อมแสดงสิ่งท่ีไมใ่ ช่ธรรม วา่ ไมใ่ ชธ่ รรม
(2) ย่อมแสดงส่ิงทีเ่ ป็นธรรม วา่ เป็นธรรม
(3) ยอ่ มแสดงสงิ่ ท่ีไม่ใชว่ ินยั ว่าไม่ใช่วนิ ยั
(4) ยอ่ มแสดงสิ่งทีเ่ ปน็ วนิ ยั ว่าเป็นวนิ ยั
(5) ยอ่ มแสดงสง่ิ อนั ตถาคตไมไ่ ดภ้ าษติ ไมไ่ ดก้ ลา่ ว
ไว้ วา่ ตถาคตไมไ่ ด้ภาษติ ไว้ ไมไ่ ด้กล่าวไว้
(6) ยอ่ มแสดงสงิ่ อนั ตถาคตไดภ้ าษติ ไดก้ ลา่ วไว้ วา่
ตถาคตได้ภาษิตไว้ ไดก้ ลา่ วไว้
(7) ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตไม่ได้ประพฤติ
ปฏิบัติมา วา่ ตถาคตไมไ่ ดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ิมา
(8) ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตประพฤติปฏิบัติมา
ว่าตถาคตได้ประพฤตปิ ฏบิ ัติมา
(9) ย่อมแสดงส่ิงอันตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ว่า
ตถาคตไมไ่ ด้บัญญัติไว้
(10) ยอ่ มแสดงสงิ่ อนั ตถาคตไดบ้ ญั ญตั ไิ ว้ วา่ ตถาคต
ได้บญั ญัตไิ ว้
ภกิ ษเุ หลา่ นน้ั  !   ยอ่ มไมท่ อดทง้ิ กนั ไมแ่ ยกจากกนั
ไมท่ �ำสงั ฆกรรมแยกกนั ไมส่ วดปาตโิ มกขแ์ ยกจากกนั ดว้ ย
วตั ถุ ๑๐ ประการน.ี้

100

เปิดธรรมท่ีถูกปิด : เดรัจฉานวิชา

อานนท์ !   สงฆ์ย่อมเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วย
เหตุมีประมาณเท่านแ้ี ล.

ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ  !  กบ็ คุ คลผสู้ มานสงฆผ์ แู้ ตกกนั แลว้
ใหพ้ รอ้ มเพรยี งกนั จะประสบผลอะไร พระเจา้ ขา้ .

อานนท์ !   บุคคลผู้ที่ท�ำสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้
พร้อมเพรียงกนั นนั้ จะประสบส่งิ ท่เี ปน็ บุญเปน็ อนั มาก.

ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ  !   สง่ิ ทเี่ ปน็ บญุ เปน็ อนั มากคอื อะไร
พระเจา้ ขา้ .

อานนท์ !   บุคคลผู้สมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้
พร้อมเพรียงกนั นนั้ จะบนั เทิงอย่ใู นสวรรค์ตลอดกปั หน่งึ .

(คาถาผนวกทา้ ยพระสูตร)

ความพร้อมเพรยี งแหง่ สงฆ์ เปน็ เหตุให้เกดิ ความสุข
และบุคคลผอู้ นุเคราะหส์ งฆ์ผพู้ รอ้ มเพรยี งกันแล้ว
ผยู้ ินดแี ล้วในความพรอ้ มเพรียงกนั ตัง้ อย่ใู นธรรม
ย่อมไมพ่ ลาดจากธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ

ยอ่ มบนั เทิงอยใู่ นสวรรค์ตลอดกัปหนงึ่
เพราะสมานสงฆ์ให้พรอ้ มเพรยี งกัน.

101

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมท่ีถูกปดิ : เดรัจฉานวิชา

ผู้ทำ� สทั ธรรมให้อันตรธาน 32
นยั ท่ี ๒

-บาลี เอก. อํ. ๒๐/๘๘/๒๘๖.
-บาลี ทสก. อ.ํ ๒๔/๗๘/๓๗.

ภิกษุท้ังหลาย !   ภิกษุพวกที่คัดค้าน (ปฏิพาหติ)1
อรรถและธรรม โดยสตู รซง่ึ ตนเรยี นไวไ้ มด่ ี ดว้ ยพยญั ชนะ-
ปฏิรปู นนั้ (พฺยฺ ชนปฏริ ูป)2 ภกิ ษุเหล่านัน้ ชือ่ ว่าเปน็ ผูป้ ฏบิ ัติ
เพ่ือท�ำมหาชนให้เสื่อมเสีย ท�ำมหาชนให้หมดความสุข
ท�ำไปเพ่ือความฉิบหายแก่มหาชน ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล
เปน็ ไปเพ่อื ความทกุ ขท์ ั้งแก่เทวดาและมนษุ ย์ท้งั หลาย.

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   ภกิ ษเุ หลา่ นนั้ ยอ่ มประสบสง่ิ ไมใ่ ช่
บุญเป็นอันมาก และได้ชื่อว่าท�ำสัทธรรมนี้ให้อันตรธานไป
อีกด้วย.

1. ปฏิพาหติ = คัดค้าน, ห้าม, ขดั ขวาง
2. ปฏิรปู = เหมาะสม, สมควร
102

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมที่ถกู ปดิ : เดรัจฉานวชิ า

ผูท้ �ำสทั ธรรมใหด้ �ำรงอยู่ 33
นยั ที่ ๒

-บาลี เอก. อํ. ๒๐/๘๘/๒๘๖.
-บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๗๙/๓๙.

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   ภกิ ษพุ วกทย่ี อมรบั (อนโุ ลม)1 อรรถ
และธรรม โดยสตู รซงึ่ ตนเรยี นไวด้ ี ดว้ ยพยญั ชนะปฏริ ปู นน้ั
ช่ือว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพ่ือท�ำมหาชนให้ได้รับประโยชน์ ท�ำ
มหาชนให้ไดร้ บั ความสขุ เป็นไปเพอ่ื ความเจรญิ แกม่ หาชน
และเป็นไปเพือ่ ความเก้ือกูล เพ่ือความสุขทั้งแกเ่ ทวดาและ
มนษุ ยท์ ้งั หลาย.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   ภกิ ษเุ หลา่ นน้ั ยอ่ มประสบบญุ เปน็
อันมาก และได้ชื่อว่าด�ำรงสัทธรรมน้ีไวอ้ ีกดว้ ย.

1. อนุโลม = ยอมรับ, คล้อยตาม, พิจารณาตามล�ำดับ

103

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมท่ีถกู ปิด : เดรัจฉานวชิ า

มูลเหตุแห่งการวิวาท 34

-บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๘๑/๔๑.

ข้าแตพ่ ระองค์ผเู้ จรญิ  !  อะไรหนอเป็นเหตุ เปน็ ปัจจยั ให้
การหมางกนั การทะเลาะ การแกง่ แยง่ และการววิ าทกันเกิดขึ้น
ในสงฆ์ ซง่ึ เป็นเหตใุ ห้ภกิ ษทุ ้งั หลายอยู่ไม่ส�ำราญ.

อุบาล ี !   ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ัยน้ี
(1) ยอ่ มแสดงสงิ่ ทีไ่ ม่ใชธ่ รรม ว่าเป็นธรรม
(2) ยอ่ มแสดงสิง่ ท่เี ปน็ ธรรม ว่าไมใ่ ช่ธรรม
(3) ยอ่ มแสดงส่งิ ท่ไี ม่ใช่วินัย วา่ เป็นวินัย
(4) ยอ่ มแสดงสิง่ ท่ีเปน็ วินยั ว่าไม่ใช่วนิ ัย
(5) ย่อมแสดงสิ่งอันตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้
กลา่ วไว้ ว่าตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้
(6) ยอ่ มแสดงสิ่งอันตถาคตได้ภาษติ ไว้ ไดก้ ลา่ วไว้
ว่าตถาคตไมไ่ ดภ้ าษิตไว้ ไมไ่ ด้กล่าวไว้
(7) ยอ่ มแสดงกรรมอนั ตถาคตไมไ่ ดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
มา วา่ ตถาคตไดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั มิ า
(8) ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติ
มา ว่าตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา
(9) ยอ่ มแสดงสง่ิ ทตี่ ถาคตไมไ่ ดบ้ ญั ญตั ไิ ว้ วา่ ตถาคต
บญั ญตั ไิ ว้

104

… เปดิ ธรรมที่ถกู ปิด : เดรัจฉานวิชา

(10) ย่อมแสดงสิ่งท่ีตถาคตบัญญัติไว้  ว่าตถาคต
ไม่ไดบ้ ัญญัติไว้

อบุ าล ี!  เหลา่ นแ้ี ลเปน็ เหตุ เปน็ ปจั จยั ใหก้ ารหมางกนั
การทะเลาะ การแกง่ แยง่ และการววิ าทกนั เกดิ ขนึ้ ในสงฆ์ ซงึ่
เป็นเหตุให้ภกิ ษทุ ้ังหลายอยไู่ ม่สำ�ราญ.

ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ  !  มลู เหตแุ หง่ การววิ าท มเี ทา่ ไรเลา่
พระเจ้าขา้ .

อบุ าล ี !   มลู เหตแุ หง่ การววิ าท ๑๐ ประการ เหลา่ นี้
มีอยู่.  ๑๐ ประการ คือ

อบุ าล ี !   ภกิ ษใุ นธรรมวินัยนี้
(1) ยอ่ มแสดงส่งิ ที่ไมใ่ ชธ่ รรม วา่ เปน็ ธรรม
(2) ยอ่ มแสดงสิ่งทเี่ ปน็ ธรรม ว่าไม่ใช่ธรรม
(3) ย่อมแสดงสิ่งทไ่ี มใ่ ช่วินัย ว่าเป็นวินัย
(9) ยอ่ มแสดงสงิ่ ทตี่ ถาคตไมไ่ ดบ้ ญั ญตั ไิ ว้ วา่ ตถาคต
บญั ญตั ไิ ว้
(10) ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้  ว่าตถาคต
ไม่ไดบ้ ญั ญตั ิไว้
อบุ าล ี !   เหลา่ นแ้ี ลมลู เหตแุ หง่ การววิ าท ๑๐ ประการ.

105

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทถ่ี ูกปดิ : เดรจั ฉานวิชา

ผเู้ รยี กร้องหาศาสดา 35
เพือ่ ความเปน็ มิตร หรือศตั รู

-บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๔/๓๕๕-๓๕๖.

อานนท์ !   สาวกทง้ั หลาย เรยี กรอ้ งหาศาสดา เพอ่ื
ความเปน็ ศตั รู ไมเ่ รยี กรอ้ งเพอ่ื ความเปน็ มติ ร เปน็ อยา่ งไรเลา่

อานนท์ !   ในกรณีนี้ ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหา
ประโยชน์เก้ือกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จึงแสดงธรรมแก่
สาวกทงั้ หลายวา่ “สงิ่ นเ้ี ปน็ ไปเพอื่ ประโยชนเ์ กอื้ กลู แกพ่ วกเธอ
ทง้ั หลาย และสงิ่ นก้ี เ็ ปน็ ไปเพอื่ ความสขุ แกพ่ วกเธอทงั้ หลาย”
ดงั นี้ เปน็ ตน้ สาวกเหลา่ นน้ั ของศาสดา ไมฟ่ งั ดว้ ยดี ไมเ่ งย่ี หฟู งั
ไม่ต้ังจิตเพื่อรู้ทั่วถึง แต่แกล้งท�ำให้ผิดจากค�ำส่ังสอนของ
ศาสดาไปเสยี .

อานนท ์ !   สาวกทงั้ หลายอยา่ งนแี้ ล ชอ่ื วา่ ผเู้ รยี กรอ้ ง
หาศาสดาเพอื่ ความเปน็ ศตั รู ไมเ่ รยี กรอ้ งเพอ่ื ความเปน็ มติ ร.

อานนท์ !   สาวกทงั้ หลาย เรยี กร้องหาศาสดา เพื่อ
ความเปน็ มติ ร ไมเ่ รยี กรอ้ งเพอื่ ความเปน็ ศตั รู เปน็ อยา่ งไรเลา่ .

อานนท์ !   ในกรณีน้ี ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหา
ประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จึงแสดงธรรมแก่

106

เปิดธรรมทีถ่ ูกปดิ : เดรัจฉานวชิ า

สาวกทงั้ หลายวา่ “สง่ิ นเ้ี ปน็ ไปเพอื่ ประโยชนเ์ กอื้ กลู แกพ่ วกเธอ
ทง้ั หลาย และสงิ่ นก้ี เ็ ปน็ ไปเพอื่ ความสขุ แกพ่ วกเธอทง้ั หลาย”
ดงั น้ี เป็นต้น สาวกเหล่านนั้ ของศาสดา ยอ่ มฟังด้วยดี ย่อม
เงยี่ หฟู งั ยอ่ มตงั้ จติ เพอื่ รทู้ ว่ั ถงึ และไมแ่ กลง้ ทำ� ใหผ้ ดิ จาก
คำ� ส่ังสอนของศาสดา.

อานนท ์!   สาวกทง้ั หลายอยา่ งนแี้ ล ชอื่ วา่ ผเู้ รยี กรอ้ ง
หาศาสดา เพอ่ื ความเปน็ มติ ร ไมเ่ รยี กรอ้ งเพอ่ื ความเปน็ ศตั ร.ู

อานนท ์ !   เพราะฉะนน้ั ในเรอ่ื งนี้ พวกเธอทงั้ หลาย
จงเรียกร้องหาตถาคตเพื่อความเป็นมิตรเถิด อย่าเรียก
รอ้ งเพอื่ ความเปน็ ศตั รเู ลย ขอ้ นน้ั จกั เปน็ ไปเพอื่ ประโยชน์
เกอ้ื กลู เพอ่ื ความสขุ แกพ่ วกเธอทงั้ หลายเองตลอดกาลนาน.

อานนท ์ !   เราไมพ่ ยายามทำ� กะพวกเธออยา่ งทะน-ุ
ถนอม เหมือนพวกช่างหม้อทำ� แก่หม้อท่ียงั เปยี ก ยงั ดบิ อยู.่

อานนท ์ !  เราจักขนาบแล้วขนาบอกี ไม่มหี ยุด.
อานนท์ !  เราจักชี้โทษแล้วชโี้ ทษอีก ไมม่ ีหยดุ ผูใ้ ด
มมี รรคผลเป็นแก่นสาร ผู้น้ันจักทนอยไู่ ด.้

107

พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมท่ีถกู ปิด : เดรจั ฉานวชิ า

ขีดจ�ำกัดของสาวก 36
เทียบกับ สัมมาสัมพุทธะ

-บาลี ขนธฺ . สํ. ๑๗/๘๒/๑๒๖.

ภิกษุท้ังหลาย !   ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
ได้ท�ำมรรคท่ยี งั ไมเ่ กดิ ให้เกดิ ขนึ้ ไดท้ ำ� มรรคทีย่ งั ไมม่ ใี ครรู้
ใหม้ คี นรู้ ไดท้ ำ� มรรคทย่ี งั ไมม่ ใี ครกลา่ วใหเ้ ปน็ มรรคทก่ี ลา่ ว
กันแลว้ ตถาคตเปน็ ผู้ร้มู รรค (มคฺคญญฺ )ู เปน็ ผรู้ แู้ จ้งมรรค
(มคคฺ วิท)ู เป็นผ้ฉู ลาดในมรรค (มคฺคโกวิโท).

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   สว่ นสาวกทงั้ หลายในกาลน้ี เปน็
ผ้เู ดินตามมรรค (มคฺคานุคา) เปน็ ผตู้ ามมาในภายหลงั .

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  นแี้ ล เปน็ ความผดิ แผกแตกตา่ งกนั
เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน  เป็นเคร่ืองกระท�ำให้
แตกต่างกัน  ระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
กบั ภกิ ษุผู้ปัญญาวมิ ุตติ.

108

พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทถ่ี ูกปิด : เดรัจฉานวิชา

อะไรคอื ใบไม้ในป่า 37
อะไรคอื ใบไม้ในกำ� มือ

-บาลี มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๕๔๘/๑๗๑๒.

พระผ้มู พี ระภาคเจา้ ทรงกำ�ใบไมส้ สี ปา ที่รว่ งอยู่ตามพื้นดนิ ขนึ้
มาหน่อยหนง่ึ แลว้ ตรสั แกภ่ กิ ษุทั้งหลายวา่

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   เธอทง้ั หลายเขา้ ใจวา่ อยา่ งไร ใบไม้
สสี ปาทเี่ รากำ� ขนึ้ หนอ่ ยหนง่ึ นม้ี าก หรอื วา่ ใบไมส้ สี ปาทย่ี งั อยู่
บนต้นเหลา่ น้ันมาก.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !   ใบไม้ที่พระผู้มีพระภาคทรงกำ�ข้ึน
หน่อยหน่ึงนั้นเป็นของน้อย  ส่วนใบไม้ที่ยังอยู่บนต้นสีสปาเหล่าน้ัน
ย่อมมีมาก.

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   ฉนั ใดกฉ็ นั นนั้   ธรรมะสว่ นทเ่ี รา
รู้ยิ่งด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วไม่กล่าวสอนนั้น  มีมากกว่า
สว่ นทน่ี �ำมากลา่ วสอน.

ภิกษุท้ังหลาย !   เหตุไรเล่าเราจึงไม่กล่าวสอน
ธรรมะส่วนนั้นๆ.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   เพราะเหตวุ า่ ธรรมะสว่ นนนั้ ๆ ไม่
ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ ไมเ่ ปน็ เงือ่ นตน้ แหง่ พรหมจรรย์
ไมเ่ ปน็ ไปเพอ่ื ความหนา่ ย ไมเ่ ปน็ ไปเพอ่ื ความคลายกำ� หนดั

109

พุทธวจน - หมวดธรรม

ไมเ่ ปน็ ไปเพ่ือความดบั ไม่เปน็ ไปเพ่อื ความสงบ ไมเ่ ปน็ ไป
เพ่ือความรยู้ ิง่   ไมเ่ ป็นไปเพือ่ ความรู้พรอ้ ม  ไมเ่ ป็นไปเพอ่ื
นิพพาน ฉะนั้น เราจึงไมก่ ลา่ วสอน.

ภิกษุทั้งหลาย !   ธรรมะอะไรเล่า เป็นธรรมะท่ีเรา
กล่าวสอน.

ภิกษุทั้งหลาย !   ธรรมะท่ีเรากล่าวสอน คือข้อท่ี
ว่า ความทุกข์เป็นอย่างน้ีๆ เหตุเป็นที่เกิดของความทุกข์
เป็นอย่างนี้ๆ  ความดับสนิทของความทุกข์ เป็นอย่างน้ีๆ
ขอ้ ปฎบิ ตั เิ พอ่ื ถงึ ความดบั สนทิ ของความทกุ ข์ เปน็ อยา่ งนๆ้ี .

ภิกษุทั้งหลาย !   เพราะเหตุไรเล่า  ธรรมะส่วนน้ี
เราจงึ น�ำมากลา่ วสอน.

ภิกษุทั้งหลาย !   เพราะว่าธรรมะส่วนน้ี ประกอบ
อยู่ด้วยประโยชน์ เป็นเง่ือนต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไป
เพ่ือความหน่าย เป็นไปเพ่ือความคลายกำ� หนัด เปน็ ไปเพื่อ
ความดบั เปน็ ไปเพอื่ ความสงบ เปน็ ไปเพอื่ ความรยู้ งิ่ เปน็ ไป
เพ่ือความรู้พร้อม  เป็นไปเพื่อนิพพาน  เพราะเหตุนั้นแล
เราจึงน�ำมากลา่ วสอน.

110

พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมท่ีถูกปดิ : เดรจั ฉานวชิ า

การบอกสอนมนต์มาจากไหน 38

-บาลี ปา. ท.ี ๑๑/๑๐๓/๖๔.

... คร้ังนั้นแล สัตว์บางจ�ำพวก ได้มีความคิดขึ้น
อย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญเอ๋ย การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของ
ไม่ได้ให้ จักปรากฏ การติเตียนจักปรากฏ การกล่าวเท็จ
จักปรากฏ การถือท่อนไม้จักปรากฏ การขับไล่จักปรากฏ
ในเพราะอกศุ ลธรรมอนั เปน็ บาปเหลา่ ใด อกศุ ลธรรมอนั เปน็
บาปเหล่าน้ันเกิดข้ึนแล้วในสัตว์ท้ังหลาย อย่ากระน้ันเลย
พวกเราควรไปลอยอกุศลธรรมอันเป็นบาปน้ีเถิด” ดังนี้
ครน้ั แลว้ สตั วเ์ หลา่ นน้ั จงึ ไดพ้ ากนั ลอยอกศุ ลธรรมอนั เปน็ บาป
ท้ิงไป เพราะเหตุท่ีสัตว์เหล่าน้ันพากันลอยอกุศลธรรมอัน
เป็นบาปอยดู่ งั น้ี อักขระวา่ พวกพราหมณ์ พวกพราหมณ์
(พรฺ าหมฺ ณ) จึงเกดิ ขึน้ เปน็ อนั ดบั แรก.

พราหมณ์เหล่านั้น พากันสร้างกระท่อม ซ่ึงมุงและ
บงั ดว้ ยใบไม้ในราวปา่ เพง่ อยู่ในกระทอ่ มซึง่ มุงและบงั ด้วย
ใบไม้น้นั พวกเขาไม่มีการหุงต้ม ไมม่ กี ารต�ำข้าวทงั้ ในเวลา
เย็นและเวลาเช้า จึงได้พากันเที่ยวแสวงหาอาหาร ตาม
หมบู่ า้ น นิคมและราชธานี เพ่อื บรโิ ภคในเวลาเย็นและเวลา
เช้า เขาเหลา่ นั้นคร้ันไดอ้ าหารแลว้ จึงพากันกลบั ไปเพง่ อยู่

111

พทุ ธวจน - หมวดธรรม

ในกระทอ่ ม ซงึ่ มงุ และบงั ดว้ ยใบไมใ้ นราวปา่ อกี คนทงั้ หลาย
เหน็ การกระทำ� ของพวกพราหมณน์ นั้ แลว้ จงึ พากนั พดู อยา่ งน้ี
ว่า “ท่านผู้เจริญเอ๋ย สัตว์พวกน้ีพากันมาสร้างกระท่อมซ่ึง
มงุ และบังดว้ ยใบไมใ้ นราวปา่ แลว้ เพ่งอยใู่ นกระทอ่ มซง่ึ มงุ
และบังด้วยใบไม้นั้น ไม่มีการหุงต้ม ไม่มีการต�ำข้าวทั้งใน
เวลาเย็นและเวลาเช้า จึงพากันเท่ียวแสวงหาอาหาร ตาม
หมู่บ้าน นิคม และราชธานี เพ่ือบริโภคในเวลาเย็นและ
เวลาเชา้ เขาเหลา่ นนั้ ครนั้ ไดอ้ าหารแลว้ จงึ พากนั กลบั ไปเพง่
อยู่ในกระท่อม ซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่าอีก” ดังน้ี
เพราะเหตุนั้น อักขระว่า พวกเจรญิ ฌาน พวกเจรญิ ฌาน
(ฌายิกา) จึงเกิดข้นึ เปน็ อันดบั ท่ี ๒.

บรรดาสตั ว์เหลา่ นัน้ สตั ว์บางพวกเม่อื ไมอ่ าจสำ� เรจ็
ฌานไดท้ ี่กระท่อมซึ่งมุงและบังดว้ ยใบไมใ้ นราวป่า จงึ เทย่ี ว
ไปยังหมู่บ้านและนิคมท่ีใกล้เคียง แล้วก็จัดท�ำคัมภีร์อยู่
คนท้ังหลายเห็นการกระท�ำของพวกพราหมณ์น้ีนั้นแล้ว จึง
พูดอยา่ งนี้วา่ “ทา่ นผู้เจรญิ เอย๋ กส็ ตั ว์เหลา่ นี้ ไมอ่ าจส�ำเร็จ
ฌานได้ท่ีกระท่อมซึ่งมุงและบังดว้ ยใบไมใ้ นราวปา่ เทยี่ วไป
ยังหมู่บ้านและนิคมท่ีใกล้เคียง จัดท�ำคัมภีร์อยู่ บัดนี้พวก
ชนเหล่านี้ไม่เพ่งอยู่ บัดนี้พวกชนเหล่าน้ีไม่เพ่งอยู่” ดังนี้

112

เปดิ ธรรมที่ถูกปดิ : เดรจั ฉานวชิ า

เพราะเหตนุ น้ั อกั ขระวา่ พวกไมเ่ จรญิ ฌาน พวกไมเ่ จรญิ ฌาน
(อชฌฺ ายิกา) จงึ เกิดขึ้นเปน็ อนั ดบั ที่ ๓.

ก็สมัยน้นั การทรงจ�ำ การสอน การบอกมนต์ ถกู
สมมตวิ า่ เลว มาในบดั น้ี สมมตกิ ันว่าประเสรฐิ ด้วยเหตุ
ดงั ทกี่ ลา่ วมาน้ี การเกดิ ขน้ึ แหง่ พวกพราหมณน์ น้ั จงึ มขี น้ึ ได.้ .. .

113

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทถี่ กู ปดิ : เดรจั ฉานวิชา

การสาธยายธรรมในแบบพระศาสดา 39
เปน็ ไปเพือ่ วิมตุ ติ

-บาลี ปญจฺ ก. อํ. ๒๒/๒๓/๒๖.

...ภกิ ษุทัง้ หลาย !   ข้ออนื่ ยงั มีอกี พระศาสดา หรือ
เพ่ือนสพรหมจารี  ผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นครูรูปใดรูปหน่ึง
ก็มิได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ  และเธอน้ันก็มิได้แสดงธรรม
แกช่ นเหลา่ อนื่ โดยพสิ ดาร ตามทเี่ ธอไดฟ้ งั มา ไดเ้ ลา่ เรยี นมา
แต่เธอกระท�ำการท่องบ่นซึ่งธรรม (สชฺฌาย)  โดยพิสดาร
ตามทต่ี นฟังมา เล่าเรยี นมาอยู่.

เธอยอ่ มเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซง่ึ อรรถ รพู้ รอ้ มเฉพาะ
ซึง่ ธรรม ในธรรมนัน้ ตามท่ีเธอท�ำการทอ่ งบ่นซ่งึ ธรรมโดย
พสิ ดาร ตามทไี่ ด้ฟงั มา เลา่ เรยี นมา.

เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งอรรถ รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง
ธรรม ปราโมทย์ ยอ่ มเกิดข้นึ แกเ่ ธอนนั้ เมอ่ื ปราโมทย์แล้ว
ปีติย่อมเกิด เมื่อใจปีติ กายย่อมร�ำงับ ผู้มีกายร�ำงับแล้ว
ย่อมเสวยสุข เม่อื มีสขุ จติ ยอ่ มตงั้ ม่ัน.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   นค้ี อื ธรรมเปน็ เครอ่ื งใหถ้ งึ วมิ ตุ ติ
ขอ้ ที่ ๓ ซง่ึ ในธรรมนน้ั เมอื่ ภกิ ษเุ ปน็ ผไู้ มป่ ระมาท มคี วามเพยี ร

114

เปดิ ธรรมท่ีถูกปดิ : เดรัจฉานวชิ า

เผากเิ ลส มตี นสง่ ไปแลว้ อยู่ จติ ทย่ี งั ไมห่ ลดุ พน้ ยอ่ มหลดุ พน้
อาสวะทยี่ งั ไมส่ นิ้ รอบ ยอ่ มถงึ ซงึ่ ความสน้ิ รอบ หรอื วา่ เธอยอ่ ม
บรรลุตามล�ำดับ ซ่ึงความเกษมจากโยคะอันไม่มีอ่ืนย่ิงกว่า
ที่ตนยงั ไมบ่ รรลุตามลำ� ดบั .

(ในทน่ี ้ี ยกมาเพยี ง ๑ ขอ้ จาก ๕ ขอ้ ของธรรมเปน็ เครอ่ื งใหถ้ งึ
วิมตุ ต)ิ

115



ท่มี าทไี่ ปของประเพณีผิด
อันเกิดจากคำ�แตง่ ใหม่

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทถี่ ูกปิด : เดรัจฉานวชิ า

ความเขา้ ใจผดิ เก่ยี วกบั 40
อานสิ งส์การสร้างพระพุทธรูป

อานสิ งสก์ ารสรา้ งพระพทุ ธรปู มปี รากฏในเรอ่ื งวฏั ฏงั คลุ รี าชชาดก
กลา่ วถงึ การสรา้ งพระพทุ ธรปู ไมแ้ กน่ จนั ทนแ์ ดงของพระเจา้ ปสั เสนทโิ กศล
วา่

“สมัยหน่ึงพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยหมู่ภิกษุเสด็จจาริกไป
เพอื่ โปรดเวไนยสตั วท์ ี่มาเขา้ ขา่ ยคือพระญาณของพระองค์ พระเจา้
ปสั เสนทโิ กศลเสดจ็ ไปสพู่ ระเชตวนั ไมเ่ หน็ พระศาสดาและภกิ ษสุ งฆ์
จึงเกิดความสลดพระทัยว่า ถ้าว่าพระผู้มีพระภาคไม่ประทับอยู่เรา
จะได้อะไรเป็นตัวแทนของพระองค์เอาไว้กราบไหว้ เม่ือกลับมาจึง
ดำ� รวิ า่ จะสรา้ งพระพทุ ธปฏมิ า เมอื่ พระผมู้ พี ระภาคเสดจ็ กลบั มาแลว้
จงึ เขา้ ไปกราบทลู ขออนญุ าต พระผมู้ พี ระภาคกท็ รงอนญุ าต เมอื่ สรา้ ง
เสร็จแล้วก็มาทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จไปชมพระพุทธปฏิมา
แล้วทูลถามว่าผู้ได้สร้างพระพุทธปฏิมาจะได้ผลอานิสงส์อย่างไร
พระศาสดาจึงตรัสบอกอานิสงส์โดยประการต่างๆ ว่า ผู้ท่ีได้สร้าง
พระพุทธปฏิมา จะเป็นบุรุษก็ตามสตรีก็ตาม สร้างด้วยดินเหนียว
หรือศลิ ากต็ าม สร้างดว้ ยโลหะและทองแดงก็ตาม สรา้ งด้วยไม้และ
สังกะสีดีบุกก็ตาม สร้างด้วยรัตนะและเงินทองก็ตาม ผู้นั้นจักได้
อานิสงสพ์ ้นทจี่ ะนับจะประมาณ เมื่อพระพุทธปฏิมาประดษิ ฐานอยู่
ในโลกตราบใด โลกก็ชื่อว่าไม่ว่างเปล่าจากพระพุทธเจ้าตราบน้ัน
พระพทุ ธปฏมิ านไ้ี ดช้ อ่ื วา่ ยงั พระพทุ ธศาสนาใหต้ งั้ มน่ั ถาวร ผทู้ ไี่ ดส้ รา้ ง
ก็จะมีแต่ความสุขเป็นเบ้ืองหน้า แม้ปรารถนาผลอันใดก็จะส�ำเร็จ

118

เปดิ ธรรมทถ่ี ูกปิด : เดรจั ฉานวิชา

สมปรารถนา แม้แต่พระองค์เองครั้งเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์
ก็ได้ท�ำพระหัตถ์ของพระพุทธปฏิมาที่หักให้บริบูรณ์ด้วยดินเหนียว
อานิสงส์อันนั้นท�ำให้ได้เกิดในเทวโลก เมื่อจุติจากเทวโลกแล้วมา
เกิดในเมืองมนุษย์มีพระองคุลีเป็นอาวุธช้ีไปทางข้าศึกศัตรูๆ ก็ล้ม
เซซวนไปไม่สามารถจะสู้รบได้ เม่ือตรัสดังนี้แล้วก็ทรงน�ำเอาอดีต
นิทานมาแสดงในเรื่องวัฏฏังคุลีราชกุมารผู้มีน้ิวพระหัตถ์อันวิเศษ
สามารถเอาชนะขา้ ศกึ ได้ดว้ ยการใช้นว้ิ พระหตั ถ์ชีใ้ ส่ข้าศกึ ”.

... วฏั ฏงั คลุ ีราชชาดก เป็นชาดกเรอื่ งที่ ๒๐ จาก ๕๐ เรื่อง
ของหนงั สอื ปญั ญาสชาดก  แตส่ มยั ทแี่ ตง่   ประวตั ผิ แู้ ตง่   และ
สถานท่ีแต่ง  ยังคงไม่ชัดเจน  หลักฐานบางส่วนท่ีเคยยอมรับกัน
ก็เร่ิมไม่เป็นที่แน่ชัด  เพราะมีหลักฐานที่ค้นคว้าได้ใหม่บางส่วน
มาขดั แย้ง ...

ทศั นะทยี่ อมรบั กนั ตามทส่ี มเดจ็ ฯกรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพ
ไดท้ รงนพิ นธไ์ วใ้ น“พระนพิ นธค์ ำ� นำ� ”ของปญั ญาสชาดกในการจดั พมิ พ์
คร้งั แรกวา่

“หนงั สือปญั ญาสชาดกนี้ คอื ประชุมนทิ านเกา่ แกท่ ีเ่ ลา่ กัน
ในเมืองไทยแต่โบราณ ๕๐ เร่ือง พระสงฆ์ชาวเชียงใหม่รวบรวม
แตง่ เปนชาดกไว้ในภาษามคธ เมือ่ พระพทุ ธศกั ราชประมาณราวใน
ระหวา่ ง ๒๐๐๐ จน ๒๒๐๐ ปี อนั เปนสมยั เมอื่ พระสงฆช์ าวประเทศน้ี
พากนั ไปเลา่ เรยี นมาแตล่ งั กาทวปี มกี ารรภู้ าษามคธแตกฉาน เอาแบบ
อยา่ งของพระภกิ ษสุ งฆใ์ นลงั กาทวปี มาแตง่ หนงั สอื เปนภาษามคธขนึ้
ในบา้ นเมืองของตน แต่งเปนอยา่ งอรรถาธรรมาธบิ าย ...”

119

พุทธวจน - หมวดธรรม

นอกจากน้ีสมเด็จฯ กรมพระยาด�ำรงราชานภุ าพ ทรงกล่าว
ถึงหนงั สือเล่มนีไ้ วว้ ่า

“... หนังสือปัญญาสชาดกนี้ต้นฉบับเดิมเปนคัมภีร์ลาน
จำ� นวนรวม ๕๐ ผกู ด้วยกัน เดย๋ี วนี้เหน็ จะมอี ย่แู ต่ในประเทศสยาม
กับที่หัวเมืองหลวงพระบางแลที่กรุงกัมพูชา ท่ีอ่ืนหามีไม่ มีเร่ือง
ราวปรากฏว่าเคยได้ฉบับไปถึงเมืองพม่าครั้งหนึ่ง พม่าเรียกว่า
‘เชียงใหม่ปัณณาส’ แต่พระเจ้าแผ่นดินพม่าองค์ใดองค์หน่ึง
ด�ำรัสว่าเปนหนังสือแต่งปลอมพระพุทธวจนะสั่งให้เผาเสีย
ในเมืองพม่าจึงมไิ ดม้ หี นงั สือปญั ญาสชาดกเหลืออยู่ ...”

“... นิทานในปัญญาสชาดกเปนนทิ านทไ่ี ทยเรารู้จกั กันอยู่
ซึมทราบหลายเรื่อง เช่นเร่ืองสมุทโฆษ เร่ืองพระสุธนนางมโนห์รา
เรอื่ งสังขท์ อง เร่ืองพระรถเสน แลเรื่องคาวี เปนต้น ...”

ด�ำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยา. (๒๔๖๗).
“พระนพิ นธ์ค�ำอธบิ าย” ใน ปญั ญาสชาดก ภาคท่ี ๒ พระนคร: โสภณพิพรรฒธนากร.
(พมิ พใ์ นการกศุ ล งารศพหมอ่ มเจา้ หญงิ พรอ้ มเพราพรรณ ท.จ. ๑๕ ธนั วาคม พ.ศ.๒๔๖๗).

ธานินทร์ อาทติ วโร, พระมหา. (๒๕๔๖).
ปัญญาสชาดก เรือ่ ง ๘-๒๗ : การตรวจช�ำระและศึกษาเชิงวเิ คราะห.์
วทิ ยานพิ นธพ์ ทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าบาลี มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .

นยิ ะดา เหลา่ สุนทร. (๒๕๓๘).
ปญั ญาสชาดก : ประวตั แิ ละความส�ำคญั ทมี่ ตี อ่ วรรณกรรมรอ้ ยกรองของไทย. กรงุ เทพฯ: แมค่ �ำผาง,

อา้ งถงึ ใน ปรชี า มโหสโถ, พระมหา. (๒๕๔๑).
อทิ ธพิ ลของวรรณคดบี าลเี ร่อื งปญั ญาสชาดกท่ีมตี ่อสงั คมไทย.
วทิ ยานพิ นธพ์ ทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .

ปรีชา มโหสโถ, พระมหา. (๒๕๔๑).
อทิ ธพิ ลของวรรณคดีบาลเี ร่อื งปัญญาสชาดกที่มีต่อสังคมไทย.
วทิ ยานพิ นธพ์ ทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .
120

เปดิ ธรรมทถ่ี ูกปิด : เดรัจฉานวชิ า
หมายเหตผุ ้รู วบรวม

เร่ืองอานิสงส์ในการสร้างพระพุทธรูปท่ีถูกแต่งขึ้นใหม่
เปน็ เหตใุ หข้ ดั แยง้ ตอ่ ภาษติ และบญั ญตั พิ ระศาสดา ทต่ี รสั ไวก้ อ่ น
ปรินิพพานว่า พระองค์ให้ใช้ธรรมและวินัยที่แสดงไว้ดีแล้วเป็น
ศาสดาแทนต่อไป และยังตรัสให้พ่ึงตนเองและพึ่งธรรมะ ไม่ได้
ใหไ้ ปพง่ึ อยา่ งอนื่ นอกจากนไ้ี ดต้ รสั โทษของการแสดงสง่ิ ทต่ี ถาคต
ไม่ได้ภาษิตไว้และไม่ได้บัญญัติไว้ ว่าเป็นสิ่งท่ีตถาตได้ภาษิตไว้
และได้บญั ญตั ิไวน้ ้นั ยอ่ มท�ำมหาชนให้หมดความสุข เป็นไปเพ่อื
ความฉบิ หายแกม่ หาชน คนนนั้ ยอ่ มประสบสงิ่ ไมใ่ ชบ่ ญุ เปน็ อนั มาก
และชอื่ วา่ ทำ� สทั ธรรมของพระองคอ์ ันตรธานไป.
ดงั พระสูตรในบทท่ี ๓๐ หรือในหนา้ ๙๔ ของหนงั สอื เล่มนี.้

121

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทถ่ี ูกปิด : เดรัจฉานวชิ า

ความเขา้ ใจผดิ เกย่ี วกับ 41
การฟงั เทศน์มหาชาติ

พระสมั มาสมั พุทธะ นามว่าเมตเตยยะ โดยพุทธวจน

จากพุทธวจนในพระไตรปิฏก ได้แสดงถึงการเสด็จอุบัติแห่ง
พระสมั มาสัมพทุ ธะนามวา่ เมตเตยยะ ไวว้ า่

ภิกษุท้ังหลาย !   ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี
พระผมู้ พี ระภาคพระนามวา่ เมตเตยยะ จกั เสดจ็ อบุ ตั ขิ น้ึ ในโลก
พระองคเ์ ปน็ อรหนั ต์ ตรสั รเู้ องโดยชอบ ถงึ พรอ้ มดว้ ยวชิ ชาและ
จรณะ เสดจ็ ไปดแี ลว้ ทรงรแู้ จง้ โลก เปน็ สารถี ฝกึ บรุ ษุ ทค่ี วร
ฝกึ ไมม่ ผี อู้ น่ื ยง่ิ กวา่ เปน็ ศาสดาของเทวดาและมนษุ ยท์ ง้ั หลาย
เป็นผู้เบิกบานแลว้ เป็นผู้จ�ำแนกพระธรรม เหมือนตถาคต
อุบัตขิ ึน้ แลว้ ในโลกในบัดน้ี เปน็ อรหนั ต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ
ถงึ พรอ้ มดว้ ยวชิ ชาและจรณะ ... เปน็ ผจู้ ำ� แนกธรรม พระผมู้ ี
พระภาคพระนามวา่ เมตเตยยะพระองคน์ นั้ จกั ทรงทำ� โลกนี้
พร้อมท้ังเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วย
พระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์
พรอ้ มทง้ั สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษยใ์ หร้ ู้ตาม เหมอื น
ตถาคตในบัดน้ี ทำ� โลกน้ี พร้อมทง้ั เทวโลก มารโลก พรหม
โลก ... ให้รตู้ ามอยู่ พระผมู้ พี ระภาคพระนามวา่ เมตเตยยะ

122


Click to View FlipBook Version