The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัย บทที่ 1 - 3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by psareena, 2021-11-28 00:32:36

งานวิจัย บทที่ 1 - 3

งานวิจัย บทที่ 1 - 3

1

การมสี ว่ นร่วมของชุมชนในการจดั การศึกษาของศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแกว้ จังหวัดพัทลงุ

The Participation of Communities in The Educational Administration
of Bangkeaw District Non-formal and Informal Education Centre ,

Phatthalung Province

ซารนี า พรหมปลอด
SAREENA PHROMPLOD

วทิ ยานพิ นธ์น้ีเปน็ ส่วนหนงึ่ ของการศกึ ษาตามหลกั สูตรปรญิ ญาศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่

A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for
the Master of Education Program in Educational Administration Degree

in Educational Administration
Hatyai University
2565

2

การมสี ว่ นรว่ มของชุมชนในการจดั การศกึ ษาของศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแกว้ จังหวัดพัทลงุ

The Participation of Communities in The Educational Administration
of Bangkeaw District Non-formal and Informal Education Centre ,

Phatthalung Province

ซารนี า พรหมปลอด
SAREENA PHROMPLOD

วทิ ยานพิ นธ์นเ้ี ปน็ ส่วนหนงึ่ ของการศึกษาตามหลกั สูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ
สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่

A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for
the Master of Education Program in Educational Administration Degree

in Educational Administration
Hatyai University
2565

ลิขสทิ ธข์ิ องมหาวิทยาลยั หาดใหญ่
Copyright of Hatyai University

3

ชือ่ วทิ ยานพิ นธ์ การมสี ่วนร่วมของชุมชนในการจดั การศึกษาของศนู ย์การศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศยั อาเภอบางแกว้ จงั หวดั พทั ลุง
ผูว้ จิ ยั ซารนี า พรหมปลอด
สาขาวชิ า การบริหารการศึกษา

อาจารย์ทป่ี รกึ ษาวทิ ยานพิ นธ์หลัก คณะกรรมการสอบ

…………..........................……………………….. …………...........……………………….. ประธานกรรมการ
(\"ชือ่ อาจารยท์ ่ีปรึกษาวทิ ยานิพนธ์หลกั \" ) (\"ช่ืออาจารย์ประธานกรรมการวิทยานิพนธ์\" )

อาจารย์ทีป่ รึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม ………………………………………....... กรรมการ
(\"ช่ืออาจารย์ผูท้ รงคุณวุฒภิ ายนอก\" )
…………..........................………………………..
(\"ชอ่ื อาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์รว่ ม\" ) ………………………………………....... กรรมการ
(\"ช่ืออาจารย์ทปี่ รึกษาวทิ ยานพิ นธ์หลัก\" )

………………………………………....... กรรมการ
(\"ชือ่ อาจารยท์ ี่ปรึกษาวทิ ยานิพนธร์ ว่ ม(ถ้ามี)\" )

คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ อนุมัติให้นับวิทยานิพนธ์
ฉบบั น้เี ป็นส่วนหน่ึงของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาร
การศกึ ษา

....................…………………..…….………….
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จฑุ ารตั น์ คชรัตน์)
คณบดีคณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์
วันที่ เดอื น \"ระบุเดือนที่เซ็นต์\" พ.ศ.2565



ชื่อวิทยานิพนธ์ การมีสว่ นร่วมของชุมชนในการจัดการศกึ ษาของศนู ย์การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแกว้ จงั หวดั พัทลงุ

ผู้เขยี น นางซารีนา พรหมปลอด
สาขาวชิ า การบรหิ ารการศึกษา
ปกี ารศกึ ษา 2565
คาสาคญั การมสี ่วนรว่ มของชุมชน

บทคัดย่อ

การวจิ ยั ครัง้ น้ี มคี วามมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของชุมชนเกี่ยวกับ
การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัด
พัทลงุ ในกรอบของเนอ้ื หา 4 ด้าน ได้แก่ 1) ดา้ นการวางแผน 2) ดา้ นการประสานงาน 3) ดา้ น
การจัดหาทรัพยากร และ4) ด้านการประเมินผล โดยจาแนกตามเพศ อายุ และระดับการศึกษา
กลุ่มตัวอย่างจานวน 64 คน ได้มาจากการกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตารางสาเร็จรูปของ
เครจซี่และมอร์แกน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิอย่างไม่เป็นสัดส่วน เคร่ืองมือท่ีใช้ในงานวิจัยเป็น
แบบสอบถามมี 3 ลกั ษณะ ได้แก่ แบบตรวจสอบรายการ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
และปลายเปิด สถิติท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูลประกอบด้วย ค่าความถ่ี ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่า
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติท่ีใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มที่เป็น
อิสระต่อกันและการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว เม่ือพบความแตกต่างของค่าเฉล่ียในแต่ละ
ด้านจะทาการเปรียบเทยี บรายคู่ตามวธิ ีของเชฟเฟ่ กาหนดความมนี ัยสาคญั ทางสถิติที่ .05

ผลการวิจยั พบวา่ …………………………………………………………………………………………………..



Thesis Title The Participation of Communities in The Educational
dministration of Bangkeaw District Non-formal and Informal
Author Education Centre , Phatthalung Province
Major Program Mrs.Sareena Phoromplod
Academic Year
Keyword Educational Administration

2021
The Participation of Communities

Abstract

The purposes of this study were to study and compare opinions of
communities on participation in educational management of Bangkeaw District Non-
formal and Informal Education Centre, Phatthalung province in four aspects :
planning, cooperation, resources support and evaluation . They were classified
according to genders, age and educational level. The samples consisted of 64
informants. They were selected from the population by using the table of Krejcie &
Morgan and simple random sampling. The research tool was a questionnaire with
three parts: checklist, five-rating scales and open-ended questions. The statistics used
to analyze the obtained data were frequency, percentage, mean and standard
deviation. Moreover, the hypothesis was tested by using independent t-test, One Way
ANOVA, and paired differences via Scheffe’s method at the statistical significance of
.05 level.

The research results were revealed as follows : …………………………………………..



กติ ติกรรมประกาศ

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จได้โดยได้รับความอนุเคราะห์จากบุคคลหลายฝ่าย ผู้วิจัย
ขอขอบพระคณุ ..................................ประธานกรรมการ................................ท่ีปรกึ ษาวทิ ยานิพนธห์ ลกั
.......................................ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม และ……………………………………กรรมการสอบ
วิทยานิพนธ์ ที่กรุณาช่วยเหลือให้คาปรึกษา แนะนา ตรวจแก้ไขข้อบกพร่องตั้งแต่ต้นจนสาเร็จ
เรียบร้อย และขอขอบคุณบัณฑิตวิทยาลัยท่ีได้อานวยความสะดวกในการประสานงานจัดทา
วทิ ยานิพนธ์

ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ................................................ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการ
ตรวจสอบและแก้ไขเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ขอขอบคุณผู้อานวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอบางแก้ว ท่ีให้ความอนุเคราะห์แจ้งครูและผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้อง ได้กรุณา
ตอบแบบสอบถามในการทดลองใชเ้ ครื่องมือ และตอบแบบสอบถามในการวจิ ยั ครง้ั น้ี

ประโยชน์และคุณค่าท่ีเกิดข้ึนจากวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่บิดามารดา
คณาจารย์ ท่ไี ด้อบรมสงั่ สอน ตลอดท้งั ทุกคนในครอบครวั ท่ไี ด้ช่วยเหลอื และให้กาลังใจแก่ผู้วิจัยมาโดย
ตลอด

ซารนี า พรหมปลอด
28 พฤศจิกายน 2564



สารบญั

หนา้
บทคดั ย่อ...................................................................................................................................... (ก)
ABSTRACT.................................................................................................................................. (ข)
กติ ติกรรมประกาศ........................................................................................................................ (ค)
สารบัญ......................................................................................................................................... (ง)
สารบญั ตาราง............................................................................................................................... (ฉ)
สารบญั ภาพ ................................................................................................................................. (ช)
บทที่
1 บทนา .................................................................................................................................... 1

ความเปน็ มาของปัญหา................................................................................................... 1
คาถามวจิ ยั ...................................................................................................................... 4
วัตถปุ ระสงค์ ................................................................................................................... 5
สมมตฐิ าน ...................................................................................................................... 5
ประโยชนข์ องการวจิ ยั ..................................................................................................... 5
ขอบเขตของการวจิ ัย....................................................................................................... 6
ข้อตกลงเบ้อื งต้น ........................................................................................................... 7
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ............................................................................................................ 7
2 แนวคดิ ทฤษฏี และงานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วขอ้ ง................................................................................. 10
กฎหมายท่เี ก่ียวข้องกับการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย……………………… 10
แนวคิดและหลกั การของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั ……………………. 17
แนวคิดเกีย่ วกับการมสี ่วนร่วม………………………………………………………………………………… 23
ชมุ ชนกบั การมสี ่วนร่วมในการจัดการศึกษา......................................................................... 50
บริบทของศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอาเภอบางแก้ว…………….. 60
งานวิจัยทเี่ กย่ี วขอ้ ง……………………………………………………………………………………………….. 61
กรอบแนวคดิ ทใ่ี ช้ในการวิจยั ………………………………………………………………………………….. 72
3 วธิ ดี าเนินการวจิ ัย .................................................................................................................. 73
พ้นื ท่ที ่ีใชใ้ นการวิจัย........................................................................................................ 73
ประชากร การกาหนดขนาดตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง วธิ กี ารสุ่มตัวอย่าง............................. 73
เครอื่ งมือในการวจิ ยั และการตรวจสอบคณุ ภาพเครื่องมือ................................................ 75



สารบญั (ตอ่ )

หนา้
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล .................................................................................................... 77
การวิเคราะห์ข้อมลู วธิ ีการทางสถิติต่างๆ ที่ใช้ ................................................................ 77
4 ผลการวจิ ยั ............................................................................................................................ 00
"\"เพิ่มหัวข้อหลักของแตล่ ะตอนที่ จะนาเสนอ\"" ........................................................... 00
"\"เพิ่มหัวข้อหลกั ของแต่ละตอนท่ี จะนาเสนอ\"" ........................................................... 00
"\"เพิ่มหัวข้อหลักของแต่ละตอนท่ี จะนาเสนอ\"" ........................................................... 00
5 สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ ....................................................................................... 00
สรปุ ผลการวจิ ัย............................................................................................................... 00
อภปิ รายผลการวจิ ัย........................................................................................................ 00
ขอ้ เสนอแนะ................................................................................................................... 00

ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ัย......................................................................................... 00
ข้อเสนอในการวจิ ยั ครั้งตอ่ ไป ................................................................................... 00
บรรณานุกรม................................................................................................................................ 81
ภาคผนวก..................................................................................................................................... 91
ภาคผนวก ก หนังสอื ขอความอนเุ คราะห์เปน็ ผู้เชย่ี วชาญตรวจสอบเครื่องมอื ……………………. 92

หนังสอื ขอความอนเุ คราะหท์ ดลองใชเ้ คร่ืองมือในการวจิ ยั …………………………… 00
หนงั สอื ขอความอนเุ คราะหแ์ จกแบบสอบถาม……………………………………………. 00
ภาคผนวก ข แบบสอบถามเพ่ือการวิจัย.................................................................................. 93
ภาคผนวก ค คา่ อานาจจาแนกของแบบสอบถาม…………………………………………………………. 94
คา่ ความเชือ่ มัน่ ของแบบสอบถาม……………………………………………………………. 00
ประวัติผ้วู ิจยั ................................................................................................................................. 95



สารบญั ตาราง

ตารางท่ี หน้า

1 จานวนประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ งของผ้มู ีส่วนเก่ียวข้องในชมุ ชนเกย่ี วกับ

การมีสว่ นร่วมในการจดั การศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการ

ศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอบางแก้ว จงั หวดั พัทลุง จาแนกตามสถานภาพตาแหนง่ ......... 74



สารบญั ภาพ

ภาพที่ หน้า
1 ภาพแสดงกรอบแนวคิดงานวิจยั .......................................................................................... 72

1

บทท่ี 1

บทนา

ความเปน็ มาของปญั หา

ในยุคปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงตามยุคโลกาภิวัตน์ เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และ
เป็นยุคแห่งการติดต่อสื่อสารและเทคโนโลยีท่ีไร้พรมแดน ท้ังภาค เศรษฐกิจ การเมือง สังคม การ
ปกครอง วัฒนธรรมและการจัดการศึกษา การเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเน่ืองส่งผลกระทบถึง
ทกุ ภาคส่วนท่ีเก่ยี วขอ้ ง สะท้อนให้เห็นความเส่ียงท่ีอาจเกิดทั้งการเปล่ียนแปลงเชิงโครงสร้าง สถาบัน
ทางสังคม และปัจเจกบุคคล จาเป็นต้องเตรียมคนให้พร้อมรับการเปล่ียนแปลงทั้งในระดับโลกและ
ภูมิภาค การพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้เข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างย่ังยืนท้ังด้านร่างกายที่
สมบูรณ์แข็งแรง มีสติปัญญาที่รอบรู้ และมีจิตใจที่สานึกในศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และความ
เพียร มีภูมิคุ้มกันต่อการเปล่ียนแปลง และหนุนเสริมสถาบันทางสังคมให้แข็งแกร่งและเอื้อต่อการ
พัฒนาคน จงึ มีความจาเปน็ สาหรบั ทกุ สงั คม

การศึกษาเป็นกระบวนการท่ีมุ่งพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพ และมีความสามารถ
เต็มศักยภาพ มีการพัฒนาทสี่ มดลุ ทั้งสตปิ ญั ญา จติ ใจ รา่ งกาย และสงั คม เพ่ือเสรมิ สร้าง
การพัฒนาและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศดังท่ีพระราชบัญญัติการศึกษา
แหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และที่แกไ้ ขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และทแี่ ก้ไขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ที่ 3)
พ.ศ. 2553 มาตรา 4 กล่าววา่ การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคล
และสังคม การถ่ายทอดความรู้ การฝึกหัด การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์
จรรโลงความก้าวหนา้ ทางวชิ าการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคมการ
เรียนรู้ และปัจจยั เก้อื หนุนใหบ้ ุคคลเรียนรอู้ ยา่ งตอ่ เนอื่ งตลอดชีวติ (กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2553 : 2)

ระบบการศึกษาของไทยแบ่งรูปแบบการจัดการศึกษาออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (1) การศึกษาในระบบ เป็น
การศึกษาที่กาหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตรระยะเวลาของการศึกษา การวัดและ
ประเมินผล ซงึ่ เป็นเงื่อนไขของการสาเร็จการศึกษาทีแ่ นน่ อน (2) การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษา
ทมี่ คี วามยดื หย่นุ ในการกาหนดจุดมงุ่ หมาย รูปแบบวธิ กี ารจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การ
วัดและประเมินผล ซ่ึงเป็นเงื่อนไขสาคัญของการสาเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมี
ความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม (3) การศึกษาตาม
อัธยาศัย เป็นการศึกษาท่ีให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจศักยภาพ ความพร้อม และ

2

โอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม ส่ือ หรือแหล่งความรู้อื่น ๆ
(กระทรวงศึกษาธิการ. 2553 : 3) ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่ยึดหลักการศึกษาตลอดชีวิตสาหรับ
ประชาชน และให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทย พุทธศักราช 2560 ในมาตรา 54 มคี วามว่ารฐั ตอ้ งดาเนนิ การให้ประชาชนได้รับการศึกษาตาม
ความต้องการในระบบต่างๆ รวมท้ังส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือกัน
ระหวา่ งรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่
ดาเนนิ การ กากบั สง่ เสริม และสนับสนนุ ใหก้ ารจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล
ท้ังนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติซ่ึงอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดทาแผนการ
ศึกษาแหง่ ชาติ และการดาเนนิ การและตรวจสอบการดาเนินการให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาติ
จดั ใหม้ ีแผนการศึกษาชาตกิ ฎหมายเพอ่ื พฒั นาการศึกษาชาตปิ ลกู ฝังให้ผู้เรียนมีจิตสานึกของความเป็น
ไทย มีระเบียบวินัย คานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและยึดม่ันในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่งเสริมสนับสนุนการกระจายอานาจให้องค์กรปกครองท้องถิ่น
ชุมชน องค์กรทางศาสนา และเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพ
การศกึ ษาให้เทา่ เทียมและสอดคล้องกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ (สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
2552 ข : 24)

การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยถือเป็นการศกึ ษาระบบหนึง่ ทม่ี ีความ
สาคัญในการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาประชาชนทุกระดับโดยมีบทบาทหน้าท่ีในการจัดการศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มุ่งให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ
เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเน่ืองและตลอดชีวิต (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 33) ในการ
จัดการศึกษาของสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยน้ัน ได้กาหนด
แนวทางดังปรากฏในพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.
2551 มาตรา 6 ว่าดว้ ยการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้
ยึดหลกั การเขา้ ถงึ แหล่งเรียนรทู้ ีส่ อดคลอ้ งกบั ความสนใจและวิถีชีวิตของผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมาย การ
พัฒนาแหล่งเรียนร้ใู ห้มคี วามหลากหลายท้ังส่วนท่ีเป็นภูมิปัญญาท้องถ่ินและส่วนที่นาเทคโนโลยีมาใช้
เพื่อการศึกษา เพื่อประโยชน์ในการจัดการและพัฒนาการประกันคุณภาพการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย ในส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐที่เก่ียวข้องร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพ่ือ
ดาเนินการจัดให้มีโครงสร้างพ้ืนฐานเพื่อการเรียนรู้ เช่น แหล่งเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ส่ือ
เทคโนโลยีท่ีหลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ (สานักงานส่งเสริมการศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. 2551 : 2) ดังนั้นการพัฒนาการจัดการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยของไทย จาเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมซึ่งต้องยึดหลักการบริหารการมีส่วน
รว่ มพรอ้ มทง้ั ต้องดาเนินไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม

3

(ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และทแ่ี ก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 มาตรา 29 ที่ว่าให้สถานศึกษากับ
บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ
สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยจัด
กระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล
ข่าวสาร และรู้จักคัดเลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยาการต่างๆ เพ่ือพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพ
ปัญหาและความต้องการรวมทั้งวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปล่ียนประสบการณ์พัฒนาระหว่าง
ชุมชน (กระทรวงศึกษาธิการ. 2553 : 10) และการกระจายอานาจการบริหารจัดการให้สถานศึกษา
ท้งั ด้านการบริหารวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารบุคคล (กระทรวงศึกษาธิการ. 2546 :
17) โดยมีเจตนารมณใ์ ห้การบรหิ ารจดั การตอบสนองความต้องการของชุมชนท้องถิ่น มีความคล่องตัว
มีประสทิ ธิภาพสูงสามารถตรวจสอบได้ อาศัยการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมี
คณะกรรมการสถานศกึ ษากากบั ดแู ลสนับสนนุ ส่งเสรมิ ให้กระบวนการเรียนรมู้ คี ณุ ภาพ

สาหรับการมีส่วนร่วมของชุมชน จัดว่าเป็นส่ิงสาคัญท่ีจะช่วยผลักดันให้การทางานบรรลุ
ตามจุดมุ่งหมาย โดยเฉพาะอย่างย่ิงทางด้านการศึกษาจาต้องให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการ
จดั การศึกษา ช่วยกันวางแผนทางานร่วมกันคิดร่วมกันทา ประสานงานรับผิดชอบการมีส่วนร่วมจึง
เป็นการท่ีฝ่ายหน่ึงฝ่ายใดท่ีไม่เคยได้เข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆหรือเข้าร่วมการตัดสินใจหรือเคยเข้า
มาร่วมดว้ ยเลก็ น้อยได้เข้ามาร่วมดว้ ยมากข้นึ การทางานร่วมกันเป็นไปอย่างมีอิสรภาพเสมอภาคมิใช่
เพียงมสี ว่ นร่วมอย่างผวิ เผินแต่เข้าร่วมด้วยแท้จริงยงิ่ ขนึ้ และการเข้าร่วมน้ันต้องเร่ิมตั้งแต่ขั้นแรกจนถึง
ขั้นสุดท้ายของการเข้าร่วมดาเนินการ (นรินทร์ชัย พัฒนพงศา. 2549 : 4) นอกจากน้ีการมีส่วน
ร่วมของชุมชนเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ดังท่ี ศศิกานต์ เตจ๊ะวันดี
(2555 : 76) กล่าววา่ สถานศึกษาควรสรา้ งสัมพันธภาพท่ีดีระหว่างสถานศึกษาและชุมชน โดยการ
ให้เกียรติและเปิดโอกาสให้ความสาคัญกับคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานในการแสดงบทบาท
การพัฒนาสถานศึกษาทุกด้านเพ่ือให้บังเกิดผลในการพัฒนาการศึกษาให้ดีย่ิงขึ้นสอดคล้องกับ
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2554 : 2) ท่ีกล่าวถึงความสาคัญของ
การมสี ่วนร่วมของชมุ ชนุ ไว้ว่า การทผ่ี ูม้ สี ่วนได้สว่ นเสียในชุมชนหรือประชาชนได้เข้ามาร่วมมีบทบาท
ในการดาเนินงานพัฒนาของภาครัฐ ร่วมทากิจกรรมพัฒนาต่างๆของชุมชนโดยตรงแสดงถึงความมี
บทบาทในสังคม จึงนับได้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนมีความสาคัญอย่างย่ิง โดยเฉพาะการจัด
การศกึ ษาจะตอ้ งโน้มนาใหป้ ระชาชนเขา้ มามีบทบาทในการจัดการศึกษา เพ่ือให้ตรงกับความต้องการ
ของท้องถิ่น ประโยชน์ของการมีส่วนร่วมของประชาชนมีมากมายเช่น ช่วยให้ประชาชนยอมรับ
โครงการมากข้ึน เนื่องจากเป็นโครงการท่ีตรงกับปัญหาและความต้องการของประชาชน จึงมี
ความรู้สึกผูกพันและเป็นเจ้าของโครงการ ให้ความร่วมมือและระดมทรัพยากรเพื่อพัฒนาการศึกษา
มากขึน้ ทั้งนเ้ี พราะคนในชุมชนย่อมต้องการท่ีจะพัฒนาคณุ ภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดียิ่งข้ึน เมื่อมี

4

โอกาสได้ร่วมคิดร่วมจัดการย่อมกระทาด้วยความเต็มใจ (จินตนา สุจจานันท์. 2547 : 50) ดังน้ัน
การจัดการศกึ ษาทจ่ี ะให้ประสบความสาเร็จมีผลิตผลเป็นที่น่าพึงพอใจของผู้ปกครองสังคมชุมชนและ
หนว่ ยงานในชุมชน จะตอ้ งมีบทบาทที่สาคัญร่วมกับสถานศึกษา ช่วยกันคิดช่วยกันทาให้สถานศึกษา
พฒั นาไปสู่เปา้ หมายที่ต้องการ (รุ่ง แก้วแดง. 2546 : 175)

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง มี
บทบาทหน้าท่ีในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นท่ีอาเภอ บางแก้ว
จังหวัดพัทลุง เพ่ือให้กลุ่มเป้าหมายสามารถศึกษาเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากผลการ
ประเมินคุณภาพภายนอกจากสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาพบว่า มี
ข้อเสนอแนะให้สถานศึกษาปรบั ปรุงอยู่บางประการ อาทิ ด้านผู้เรียนควรปรับปรุงในเรื่องนักเรียนมี
ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา และผู้เรียนมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง
ด้านครูผู้สอนควรปรับปรุงในเรื่องการเตรียมการสอนและการใช้ส่ือการเรียนท่ีหลากหลายทันสมัย
และควรใช้วิธีสอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ฝึกปฏิบัติและแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการกลุ่ม อย่างไรก็
ตามในส่วนครูผู้สอนพบว่า ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กวัยรุ่น และการนาความรู้
ในท้องถ่ินมาจัดการเรียนการสอน ตลอดจนขาดความมั่นใจในการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้กับผู้เรียน
ด้านการบริหารจัดการยังขาดการวางแผนอย่างเป็นระบบขาดการกากับติดตามการนิเทศและขาด
กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างท่ัวถึง (สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ
การศกึ ษา. 2557 : 4)

จากความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะ
ศึกษาเก่ียวกับสภาพการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว ว่ามีสภาพอย่างไร ตลอดจนผู้มีส่วนเก่ียวข้องกับการจัด
การศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอ บางแก้วมีข้อเสนอแนะ
อย่างไร ทั้งนี้เพ่ือนาข้อมูลที่ได้ไปเป็นแนวทางสาหรับผู้ท่ีเกี่ยวข้องใช้ในการวางแผน ปรับปรุง
ส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศัยอาเภอบางแกว้ ให้เป็นไปอย่างมีประสทิ ธิภาพย่งิ ข้นึ

คาถามของการวิจยั

1. ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศัยอาเภอบางแกว้ หรอื ไม่ อย่างไร

2. ความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนท่ีมีสถานภาพ เพศ อายุ ระดับการศึกษาท่ี
แตกต่างกัน จะมคี วามคดิ เหน็ ตา่ งกันหรอื ไม่ อย่างไร

5

วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย

1. เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศยั อาเภอบางแกว้ จังหวดั พทั ลงุ

2. เพ่ือเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้มีส่วนเก่ียวข้องในชุมชนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมใน
การจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอ บางแก้ว
จงั หวดั พทั ลงุ จาแนกตาม เพศ อายุ และระดบั การศกึ ษา

สมมตฐิ านของการวิจัย

1. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนท่ีมีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นเก่ียวกับการมีส่วนร่วม
ในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัด
พทั ลุง แตกต่างกัน

2. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนที่มีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นเก่ียวกับการมีส่วนร่วม
ในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอ บางแก้ว
จังหวัดพัทลุง แตกต่างกัน

3. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนท่ีมีระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการ
มีสว่ นร่วมในการจดั การศกึ ษาของศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอบางแก้ว
จังหวดั พทั ลุง แตกตา่ งกัน

ประโยชนข์ องการวจิ ยั

1. ทาให้ทราบสภาพการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อาเภอบางแกว้ จังหวัดพทั ลงุ

2. ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุง พัฒนาการจัดการศึกษาของ
ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ให้สอดคล้องกับ
ความตอ้ งการของชุมชนและมปี ระสทิ ธิภาพย่งิ ขึน้

3. เป็นสารสนเทศให้หนว่ ยงานท่ีเก่ียวขอ้ ง ใชเ้ ป็นแนวทางในการปรับปรุง พัฒนา
การดาเนินงานจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว
จังหวดั พทั ลุง รวมถงึ จังหวัดอ่นื ๆ

6

ขอบเขตของการวิจยั

1. ขอบเขตดา้ นเนอื้ หา
การศึกษาครั้งนี้มุ่งศกึ ษาเก่ียวกบั การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศกึ ษา

ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง จากแนวคิด
ของนักการศึกษาหลายคนที่มีแนวคิดไปในทางเดียวกัน ได้แก่ โคเฮนและอัปฮอฟ (Cohen. &
Uphoff. 1980 : 6-10) ฟอร์นารอฟ (Fornaroff. 1980 : 104) โกวิทย์ พวงงาม (2543 : 189 –
191) สุวฒั น์ วฒั นวงค์ (2544 : 83) ผวู้ ิจยั จึงกาหนดขอบเขตของเน้อื หา 4 ด้าน ดงั นี้

1.1 ดา้ นการวางแผน
1.2 ด้านการประสานงาน
1.3 ดา้ นการจัดหาทรพั ยากร
1.4 ดา้ นการประเมินผล
2. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
2.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ผู้มีส่วนเก่ียวข้องในชุมชนเก่ียวกับการ
มีส่วนรว่ มในการจดั การศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอบางแก้ว
จังหวัดพัทลงุ พ.ศ. 2564 จานวน 104 คน
2.2 กลุ่มตวั อยา่ ง ทีใ่ ชใ้ นวิจยั คร้งั นี้ได้จากการสุ่มจากประชากรโดยกาหนดขนาดของ
กลุ่มตัวอย่าง ตามตารางสาเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan. 1970 : 608 -
609; อ้างถงึ ใน ประสทิ ธิ์ สุวรรณรกั ษ.์ 2555 : 148-155) ไดก้ ลุ่มตัวอย่าง จานวน 64 คน แล้วทา
การสมุ่ แบบชน้ั ภมู ิอยา่ งไม่เป็นสัดส่วน (Non-Proportional Stratified Random Sampling)
3. ตัวแปรท่ีศึกษา

3.1 ตวั แปรอสิ ระ ได้แก่
3.1.1 เพศ จาแนกเปน็

3.1.1.1 ชาย
3.1.1.2 หญิง
3.1.2 อายุ จาแนกเปน็
3.1.2.1 นอ้ ยกว่า 35 ปี
3.1.2.2 35 – 45 ปี
3.1.2.3 มากกว่า 45 ปี
3.1.3 ระดับการศกึ ษา จาแนกเป็น
3.1.3.1 ระดบั มัธยมศึกษา

7

3.1.3.2 สูงกว่ามัธยมศกึ ษา
3.2 ตวั แปรตาม ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศยั ประกอบดว้ ย 4 ด้าน ไดแ้ ก่

3.2.1 ดา้ นการวางแผน
3.2.2 ด้านการประสานงาน
3.2.3 ดา้ นการจัดหาทรัพยากร
3.2.4 ดา้ นการประเมินผล

ข้อตกลงเบอื้ งต้น

การศึกษาวิจยั คร้ังนี้ ทาการวิจัยเฉพาะบุคคลหรือคณะบุคคลในท้องถิ่นอาเภอบางแก้ว ท่ี
มีส่วนเก่ียวข้องในชุมชนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแกว้ จังหวัดพทั ลงุ

นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ

ในการศึกษาวิจยั เรอื่ ง การมสี ว่ นรว่ มของชมุ ชนในการจดั การศกึ ษาของศูนยก์ ารศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุงครั้งน้ี เพื่อให้มีความเข้าใจ
ตรงกนั ผู้วจิ ยั จงึ ใหน้ ยิ ามศัพท์เฉพาะ ดงั นี้

1. การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา หมายถึง ความร่วมมือของผู้มีส่วนเก่ียวข้องใน
ชุมชนที่เห็นพ้องต้องกัน และเข้าร่วมรับผิดชอบหรือเข้าร่วมกิจกรรม เพ่ือจัดการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ศึกษา
มี 4 ดา้ น ประกอบดว้ ย

1.1 ด้านการวางแผน หมายถึง การมีส่วนร่วมในกระบวนการที่องค์กรหรือ
หน่วยงานดาเนินการ เพื่อให้ได้ผลที่ต้องการในอนาคต โดยการตัดสินใจล่วงหน้าในการเลือกวิ ธี
ทางานทดี่ มี ีประสทิ ธิภาพมากทสี่ ดุ ให้บรรลผุ ลตามที่ต้องการภายในเวลาท่ีกาหนด เป็นกระบวนการที่
ตอ้ งดาเนนิ การอย่างตอ่ เน่ือง และสามารถปรบั ปรุงแกไ้ ขได้อยูเ่ สมอ

1.2 ดา้ นการประสานงาน หมายถงึ การมีส่วนร่วมในการประสานงานเป็นการสร้าง
ความสัมพันธ์ อันดีระหว่างหน่วยงานและชุมชน ซ่ึงได้แก่สถานศึกษา ชุมชน องค์กรต่างๆ ที่
เกี่ยวข้องมีโอกาสได้ประชุมปรึกษาหารือทาความเข้าใจ สร้างข้อตกลง มีการแลกเปลี่ยนความ

8

คิดเห็นร่วมกันในการปฏิบัติงาน เพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายและสอดคล้องกับความต้องการของ
สถานศึกษา ผู้เรยี น และชุมชน

1.3 ด้านการจัดหาทรัพยากร หมายถึง การมีส่วนร่วมในการจัดการกับปัจจัยต่างๆ
ทั้งท่ีเป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินรวมท้ังการระดมทรัพยากรเพ่ือนามาใช้ในการจัดการศึกษา
ให้บรรลุผลตามเปา้ หมายของการจดั การศกึ ษาท่กี าหนดไว้

1.4 ด้านการประเมินผล หมายถึง การมีส่วนร่วมในกระบวนการประเมินค่าของ
ผูป้ ฏิบัตงิ านหรอื หน่วยงานในดา้ นตา่ งๆ ทงั้ ผลงานหรือคุณลักษณะอ่ืนๆ ที่มีคุณค่าต่อการปฏิบัติงาน
ภายในระยะเวลาที่กาหนดไว้แน่นอน ภายใต้การสังเกต จดบันทึก และประเมินโดยหัวหน้างาน
หรอื ผู้ที่เกีย่ วขอ้ ง โดยอยู่บนพน้ื ฐานของความเป็นระบบและมีมาตรฐานเดียวกันมีเกณฑ์การประเมิน
ทีม่ ปี ระสิทธภิ าพในทางปฏบิ ัตใิ หค้ วามเป็นธรรมโดยทัว่ กนั

2. อายุ หมายถึง อายุของผู้มีส่วนเก่ียวข้องในชุมชนเกี่ยวกับส่วนร่วมในการจัด
การศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง
จาแนกเปน็

2.1 นอ้ ยกวา่ 35 ปี
2.2 35 – 45 ปี
2.3 มากกวา่ 45 ปี
3. ระดับการศึกษา หมายถึง ระดับการศึกษาสูงสุดของผู้มีส่วนเก่ียวข้องในชุมชน
เก่ียวกับการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอา เภอบางแก้ว
จังหวดั พัทลุง จาแนกเปน็
3.1 ระดบั มธั ยมศึกษา
3.2 สูงกว่ามัธยมศึกษา
4. ชมุ ชน หมายถึง บุคคลหรือคณะบุคคลในท้องถ่ินอาเภอบางแก้ว ท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง
ในชุมชนเก่ียวกับการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศยั อาเภอบางแกว้ จังหวัดพัทลุง ซึ่งประกอบด้วย ผู้อานวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว ข้าราชการครู บรรณารักษ์ปฏิบัติการห้องสมุดประชาชน
อาเภอบางแก้ว ครูอาสาสมัครการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ครูศูนย์การศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตาบล ครูศูนย์การเรียนชุมชน ครูผู้สอนคนพิการ
คณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พื้นฐานศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบาง
แกว้ คณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พื้นฐานศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตาบล
อาสาสมัครศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เจ้าหน้าทส่ี าธารณสขุ อาเภอบางแกว้ กานันและผใู้ หญบ่ า้ นในพืน้ ท่อี าเภอบางแกว้

9

5. ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอ หมายถึง
สถานศึกษาในสังกัดสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดพัทลุง
ทาหน้าทจี่ ัดการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั ในพ้นื ท่อี าเภอบางแก้ว จงั หวดั พัทลุง

10

บทที่ 2

แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้อง

ผวู้ ิจัยได้ศกึ ษาเอกสาร ตารา และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ทั้งในและต่างประเทศท่ีเกี่ยวข้อง
กับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของศูนย์การ ศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศยั อาเภอบางแกว้ และรวบรวมนาเสนอตามลาดบั ดงั นี้

1. กฎหมายทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
2. แนวคดิ และหลกั การของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย
3. แนวคดิ เกยี่ วกบั การมีส่วนรว่ ม
4. ชมุ ชนกบั การมสี ว่ นรว่ มในการจดั การศกึ ษา
5. บรบิ ทของศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอบางแก้ว
6. งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง
7. กรอบแนวคิดทใี่ ช้ในการวจิ ัย

กฎหมายท่ีเกย่ี วขอ้ งกับการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั

การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ถือเป็นการศึกษาระบบหนึ่งที่มี
ความสาคัญจึงมกี ฎหมายรองรบั หลายฉบับ ที่สาคญั ควรนามาศกึ ษา มีดังตอ่ ไปน้ี

1. พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.
2551

พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 ได้
กาหนดให้สานักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนปรับเปลี่ยนภารกิจมาเป็นสานักงานส่งเสริม
การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย และให้ผู้อานวยการสานักบริหารงานการศึกษานอก
โรงเรียนซึ่งดารงตาแหน่งอยู่ในวันท่ีพระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ปฏิบัติหน้าท่ี
เลขาธิการสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จนกว่าจะมีการแต่งต้ัง
เลขาธิการสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยา ศัยข้ึนใหม่ตาม
พระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับให้
คณะกรรมการส่งเสริมสนับสนุนและประสานความร่วมมือการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งดารงตาแหน่ งอยู่ในวันที่
พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงมีฐานะเป็นคณะกรรมการดังกล่าวต่อไป
พระราชบญั ญัติสง่ เสริม

11

การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.2551 มีสาระสาคัญสรุปได้ดังนี้
(กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2551: 4-17)

หลกั การสง่ เสริมและสนับสนนุ
การส่งเสริมและสนบั สนุนการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยให้ยึดหลัก

ตามทรี่ ะบใุ นมาตรา 6 ดงั นี้
1. การศกึ ษานอกระบบ
1.1 ความเสมอภาคในการเขา้ ถงึ และได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางทว่ั ถงึ

เปน็ ธรรมและมคี ุณภาพเหมาะสมกับสภาพชีวติ ของประชาชน
1.2 การกระจายอานาจแก่สถานศึกษาและการให้ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมใน

การจัดการเรยี นรู้
2. การศกึ ษาตามอธั ยาศยั
2.1 การเข้าถงึ แหลง่ การเรียนรู้ท่สี อดคล้องกับความสนใจและวิถีชีวิตของผู้เรียน

ทุกกลุ่มเป้าหมาย
2.2 การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายทั้งส่วนท่ีเป็นภูมิปัญญา

ทอ้ งถ่ินและสว่ นท่นี าเทคโนโลยมี าใชเ้ พอื่ การศึกษา
2.3 การจัดกรอบหรอื แนวทางการเรยี นรู้ทเ่ี ปน็ คณุ ประโยชน์ตอ่ ผ้เู รยี น

เปา้ หมาย
1. เป้าหมายของการจดั การศกึ ษานอกระบบ ระบไุ ว้ในมาตรา 8 มีดังนี้
1.1 ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างต่อเน่ืองเพ่ือพัฒนาศักยภาพกาลังคนและ

สังคมท่ีใช้ความรู้และภูมิปัญญาเป็นฐานในการพัฒนาท้ังด้านเศรษฐกิจสังคมส่ิงแวดล้อมความมั่นคง
และคุณภาพชวี ติ ทั้งน้ตี ามแนวทางการพฒั นาประเทศ

1.2 ภาคีเครือข่ายเกิดแรงจูงใจและมีความพร้อมในการมีส่วนร่วมเพ่ือจัด
กิจกรรมการศึกษา

2. เป้าหมายของการศึกษาตามอธั ยาศัยมีดงั นี้
2.1 ผูเ้ รยี นได้รบั ความรู้และทักษะพ้ืนฐานในการแสวงหาความรู้ ท่ีจะเออื้ ต่อ

การเรยี นรูต้ ลอดชีวติ
2.2 ผู้เรียนได้เรียนรู้สาระที่สอดคล้องกับความสนใจและความจาเป็น ในการ

ยกระดับคุณภาพชวี ิตท้งั ในดา้ นการเมอื งเศรษฐกจิ สังคมและวฒั นธรรม
2.3 ผู้เรียนสามารถนาความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์และเทียบโอนผลการเรียน

กับการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ

12

การสง่ เสรมิ และสนับสนุน
การส่งเสริมสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยส่วนราชการ

หน่วยงานของรัฐทเี่ กยี่ วขอ้ งและภาคีเครือข่ายระบุไว้ในมาตรา 10 อาจดาเนินการส่งเสริมสนับสนุน
ในเรือ่ งต่อไปน้ี

1. ส่ือและเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาที่จาเป็นสาหรับการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอธั ยาศยั และการชว่ ยเหลอื ดา้ นการเงนิ เพื่อการจดั การศึกษานอกระบบ

2. การจดั การศึกษาการพัฒนาวิชาการและบุคลากรการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร
เพ่ือการศึกษาและการยกย่องประกาศเกียรติคุณสาหรับผู้จัดการเรียนรู้การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศยั

3. สิทธิประโยชน์ตามความเหมาะสมให้แก่ผู้ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษานอก
ระบบ

4. การสร้างและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ทห่ี ลากหลายเพือ่ ให้ผเู้ รยี นของการศึกษา
ตามอธั ยาศยั สามารถเขา้ ถงึ ไดต้ ามความเหมาะสม

5. ทรัพยากรอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินการเพ่ือให้บุคคลและชุมชนได้เรียนรู้ตาม
ความสนใจและความตอ้ งการทส่ี อดคล้องกบั ความจาเปน็ ในสงั คมของการศึกษาตามอัธยาศัย
หลักเกณฑ์วิธีการและเง่ือนไขในการส่งเสริมและสนบั สนนุ ตามวรรคหน่งึ ให้เปน็ ไปตามท่กี าหนด
ในกฎกระทรวง

เพ่อื ประโยชน์ในการจดั และพัฒนาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
ใหส้ ่วนราชการและหนว่ ยงานของรฐั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง รว่ มมอื กบั ภาคีเครอื ขา่ ยเพอ่ื ดาเนนิ การในเร่ือง
ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. จัดให้มีโครงสรา้ งพนื้ ฐานเพ่ือการเรียนรู้เช่นแหล่งการเรียนรู้ศูนย์การเรียนชุมชน
สื่อและเทคโนโลยีท่หี ลากหลายเพอื่ ให้ผู้เรียนมโี อกาสเขา้ ถึงการเรียนรู้

2. ส่งเสริมและสนับสนุนการดาเนินงานของภาคีเครือข่ายเพื่อให้เกิดความร่วมมือ
และการพัฒนาอยา่ งตอ่ เนื่อง

3. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายได้รับโอกาสในการจัดสรรทรัพยากรและ
เขา้ ถึงแหล่งเงินทุนเพอื่ การดาเนนิ งาน

การดาเนินงาน
มาตรา 14 ได้ระบุให้มีสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา

ตามอัธยาศยั ข้ึนในสานกั งานปลัดกระทรวงกระทรวงศึกษาธิการเรยี กโดยย่อวา่ “สานักงานกศน.”

13

โดยมีเลขาธิการสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเรียกโดยย่อว่า
“เลขาธิการกศน.” ซ่ึงมีฐานะเป็นอธิบดีและเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการพนักงานและลูกจ้าง
และรบั ผิดชอบการดาเนินงานมีอานาจหนา้ ท่ีดังตอ่ ไปน้ี

1. เป็นหน่วยงานกลางในการดาเนินการส่งเสริมสนับสนุนและประสานงาน
การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั และรบั ผดิ ชอบงานธรุ การของคณะกรรมการ

2. จัดทาข้อเสนอแนะนโยบายยุทธศาสตร์แผนและมาตรฐานการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศยั ต่อคณะกรรมการ

3. สง่ เสรมิ สนบั สนนุ และดาเนินการพัฒนาคณุ ภาพทางวิชาการวจิ ัยการพัฒนา
หลกั สตู รและนวัตกรรมทางการศึกษาบุคลากรและระบบข้อมูลสารสนเทศทีเ่ ก่ยี วข้องกับการศกึ ษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

4. ส่งเสริมสนับสนุนและดาเนินการเทียบโอนผลการเรียนการเทียบโอนความรู้
และประสบการณแ์ ละการเทยี บระดับการศึกษา

5. สง่ เสริมสนบั สนุนและประสานงานใหบ้ ุคคลครอบครัวชุมชนองค์กรชุมชน
องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ องคก์ รเอกชนองค์กรวิชาชีพสถาบันศาสนาสถานประกอบการและองค์กร
อนื่ รวมตัวกนั เป็นภาคีเครอื ข่ายเพ่อื เสริมสร้างความเขม้ แข็งในการดาเนินงานการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย

6. จัดทาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์เครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการส่ือสารสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา วิทยุชุมชน ศูนย์วิทยาศาสตร์เพ่ือการศึกษา
หอ้ งสมดุ ประชาชน พพิ ิธภัณฑ์ ศนู ย์การเรยี นชุมชน และแหล่งการเรียนรู้อ่ืนเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้
และการพฒั นาคุณภาพชีวิตอยา่ งต่อเนอื่ งของประชาชน

7. ดาเนินการเกี่ยวกับการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการดาเนินงาน
การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั

8. ปฏิบัติงานอ่ืนใดตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอ่ืนที่บัญญัติให้เป็นอานาจ
หนา้ ท่ีของสานักงานหรือตามท่รี ฐั มนตรมี อบหมาย

อานาจหน้าท่ี
มาตรา 16 คณะกรรมการส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

กรุงเทพมหานครและคณะกรรมการสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยจงั หวัด
มีอานาจหนา้ ทด่ี ังตอ่ ไปน้ี

1. ให้คาปรกึ ษาและรว่ มมือในการพฒั นาการจดั การศึกษานอกระบบและการศกึ ษา
ตามอัธยาศยั กับภาคีเครือขา่ ย

2. สง่ เสริมและสนับสนุนภาคีเครอื ขา่ ยเพอ่ื จัดการศกึ ษานอกระบบและการศึกษา

14

ตามอธั ยาศยั ใหส้ อดคลอ้ งกบั นโยบายและมาตรฐานท่ีคณะกรรมการกาหนด
3. ติดตามการดาเนินการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของ

สถานศึกษาและหน่วยงานท่ีจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้มีคุณภาพ และ
มาตรฐานตามที่กาหนดและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศ รวมท้ังความต้องการเพื่อ
การพัฒนาของท้องถิ่น

4. ปฏิบตั ิงานอื่นตามทีค่ ณะกรรมการมอบหมาย
มาตรา 17 ให้มีสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
จงั หวัดทุกจังหวดั ดังต่อไปน้ี

1. ในกรงุ เทพมหานครใหม้ สี านกั งานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัยกรุงเทพมหานครเรียกโดยย่อว่า “สานักงาน กศน. กทม.” เป็นหน่วยงานในสังกัดของ
สานกั งานและเปน็ หนว่ ยงานการศกึ ษา ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครแู ละบคุ ลากร
ทางการศกึ ษา ทาหน้าท่เี ป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอธั ยาศยั กรุงเทพมหานคร และมอี านาจหนา้ ทบ่ี ริหารการจดั การศกึ ษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอัธยาศัยภายในกรุงเทพมหานคร

2. ในจังหวัดอื่นให้มีสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัยจังหวัดเรียกโดยย่อว่า“สานักงาน กศน. จังหวัด” เป็นหน่วยงานในสังกัดของสานักงานและ
เป็นหน่วยงานการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุ คลากรทางการศึกษาทา
หนา้ ที่เป็นหนว่ ยงานธุรการของคณะกรรมการส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
จังหวัด และมีอานาจหน้าที่บริหารการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยภายใน
จังหวัด ให้หน่วยงานการศึกษาตามวรรคหนึ่งมีผู้อานวยการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสานักงาน กศน.กรุงเทพมหานคร หรือ สานักงาน กศน.จังหวัด
แลว้ แต่กรณี รวมท้งั เป็นผ้บู งั คบั บญั ชาขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสถานศึกษาที่
อยู่ในพื้นที่ที่รับผิดชอบและมีฐานะเป็นผู้บริหารการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู
และบคุ ลากรทางการศึกษา ตลอดจนรบั ผิดชอบในการปฏบิ ัติราชการของหนว่ ยงานดังกลา่ ว

จากการศึกษาพระราชบญั ญตั สิ ง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
พ.ศ. 2551 จะเหน็ ไดว้ ่า พระราชบญั ญตั ิส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย
พ.ศ. 2551 เป็นกฎหมายสาหรับให้สถานศึกษาในสังกัดสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดาเนินการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัยใหก้ ับประชาชนให้ได้รบั การศกึ ษาอยา่ งต่อเน่ืองตลอดชีวิต

15

2. นโยบายด้านการขบั เคลอ่ื นการปฏริ ูปการศึกษาในทศวรรษทส่ี อง
2.1 จัดทาร่างกฎหมายการศึกษาตลอดชีวิตเพ่ือเป็นเคร่ืองมือในการเพิ่มโอกาสทาง

การศึกษาและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตตามมติคณะรัฐมนตรีในการปฏิรูปการศึกษาใน
ทศวรรษท่สี อง (พ.ศ. 2552 - 2561) โดยดาเนินการดงั นี้ (สานกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศยั . 2553 : 1-22)

2.1.1 จัดทารา่ งกฎหมายการศกึ ษาตลอดชวี ติ
2.1.2 เปิดรับฟงั ความคิดเห็นของบคุ ลากรของสานักงานส่งเสริมการศกึ ษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยภาคเครือข่ายและประชาชน เกี่ยวกับร่างกฎหมายการศึกษา
ตลอดชวี ิต
2.1.3 ประชาสมั พนั ธ์สร้างความรู้ความเข้าใจแกผ่ ูเ้ ก่ยี วขอ้ งและประชาชนทั่วไป
2.1.4 นาเสนอรา่ งกฎหมายการศึกษาตลอดชีวติ ตามขนั้ ตอนการเสนอกฎหมาย
2.2 จัดทาแผนแมบ่ ทการศึกษาตลอดชวี ิตเพื่อเป็นกรอบทิศทางในการจัดการศึกษา
ตลอดชวี ติ เพ่อื เติมเต็มระบบการศกึ ษาให้รองรบั การเปน็ สังคมแหง่ การเรียนรู้
2.3 ปรบั บทบาทสานกั งานสง่ เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั
เปน็ สานักงานการศึกษาตลอดชวี ติ โดยให้มีภารกิจครอบคลมุ การจดั และสง่ เสริมการศึกษา
นอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั และการสง่ เสรมิ การศึกษาในระบบ
2.4 จัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตสาหรับเป็นกลไกในการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม
ในทกุ พ้นื ท่ีเพ่อื เติมเต็มระบบการศกึ ษาให้รองรับการเปน็ สงั คมแห่งการเรยี นรู้อยา่ งแท้จรงิ
2.5 เร่งรดั ให้มีการแต่งต้ังคณะอนกุ รรมการภาคเี ครอื ข่ายตามพระราชบัญญตั ิ
สง่ เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย พ.ศ. 2551
จากการประเมนิ ผลการปฏริ ูปการศกึ ษาตามแนวพระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแหง่ ชาติ
พ.ศ. 2542 ในช่วง 9 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ. 2542-2551) ของสานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
พบว่า หลายเรื่องประสบผลสาเร็จโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับโครงสร้างหน่วยงานการศึกษาไม่มี
เอกภาพอย่างไรก็ตามยังมอี ีกหลายเร่อื งทีม่ ปี ญั หาต้องเรง่ ดาเนินการแก้ไขปรับปรงุ พัฒนาและตอ่ ยอด
ทส่ี าคัญไดแ้ กด่ า้ นคณุ ภาพการศึกษาการเพิม่ โอกาสทางการศึกษาสภาการศึกษาในคราวประชมุ
เมือ่ วนั ที่ 5 กมุ ภาพันธ์ 2552 โดยมีรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงศกึ ษาธิการเป็นประธาน ได้เห็นชอบ
ให้สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษาดาเนินการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองร่วมกับหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จโดยเร็วได้แต่งต้ังคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจปฏิรูปการศึกษา
ในทศวรรษท่ีสอง (พ.ศ. 2552-2561) ซ่ึงได้มีการดาเนินการจัดทาข้อเสนอยุทธศาสตร์และมาตรการ
ปฏริ ูปการศกึ ษารวม 9 ประเด็น ไดแ้ ก่ (สานักเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. 2552 ก: 5-9)

16

1. การพัฒนาคุณภาพผ้เู รยี น
2. การผลิตและพัฒนาครคู ณาจารย์
3. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจดั การศกึ ษาและการมสี ว่ นร่วม
4. การเพม่ิ โอกาสทางการศึกษา
5. การผลิตและการพฒั นากาลงั คน
6. การเงนิ เพ่อื การศกึ ษา
7. เทคโนโลยเี พอ่ื การศึกษา
8. กฎหมายการศกึ ษา
9. การเรยี นรู้ตลอดชีวิตการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
จากการวิเคราะห์ผลการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาในแง่ของปัญหาท่ีต้องเร่งปรับปรุง
แก้ไขพัฒนาและสานตอ่ และข้อเสนอการปฏิรปู การศกึ ษาในทศวรรษที่สองบนฐานของหลักการ
และแนวทางแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2)
พ.ศ. 2545 และแกไ้ ขเพิม่ เติม(ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 พบวา่ มีหลายประเด็น สรปุ ได้ดังน้ี
1. ผลจากการประเมินผลการปฏิรูปการศกึ ษาตามพระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ
พ.ศ. 2542 พบสภาพปญั หาที่เชอ่ื มโยงหรอื สะท้อนถึงข้อจากัดในการใช้ศูนย์การเรียนชุมชนเป็นกลไก
ส่งเสรมิ การเรียนรตู้ ลอดชวี ติ ของชมุ ชนไดแ้ ก่ (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2553 : 3)

1.1 ในด้านการเพ่มิ ประสทิ ธภิ าพการบรหิ ารและการจัดการศึกษา และส่งเสรมิ
การมีส่วนร่วม พบว่าหน่วยงานปฏิบัติยังไม่มีอิสระและความคล่องตัวในการบริหารและการจัด
การเทา่ ทค่ี วร รวมทัง้ ยังขาดการมีสว่ นรว่ มในการบริหารและการจดั การศึกษาจากทุกภาคสว่ น

1.2 ในด้านการเพ่ิมโอกาสทางการศึกษาในส่วนของการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอธั ยาศยั แมว้ ่ามแี นวโนม้ เพม่ิ ขึน้ แตย่ งั พบว่าการให้บริการศึกษาแก่ผู้ด้อยโอกาส
ยงั ไม่ทั่วถึงและไม่มีกลไกท่ีชัดเจน

1.3 ในด้านการศึกษาตลอดชีวิตการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
แมว้ ่าจะมีการกา้ วหน้าจากเทคโนโลยสี ารสนเทศซึง่ ทาให้มีเคร่ืองมือมากขนึ้ แตย่ ังขาดเน้ือหาและ
วิธีการทเ่ี หมาะสมเทา่ ทค่ี วร ทาให้การศกึ ษาตลอดชวี ติ ยงั ไมเ่ ป็นวิถชี วี ิตของคนในชาติ

1.4 การพฒั นาระบบประกันคณุ ภาพภายในของสถานศกึ ษา ไมส่ ะท้อนผล
การดาเนนิ งานของศูนย์การเรียนชมุ ชนโดยตรง และขาดการนาผลการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก
สถานศกึ ษา มาใช้ในการปรับปรงุ และพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา ของศูนย์การเรียนชุมชนอยา่ งชัดเจน

2. ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษท่ีสองที่เชื่อมโยงถึงความจาเป็นที่ต้องใช้
ศูนย์การเรยี นชมุ ชนตาบลหรือศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตาบล เป็นกลไก

17

ขบั เคลอื่ นการส่งเสรมิ การเรียนรู้ตลอดชวี ิตของชมุ ชน ได้แก่ (สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอธั ยาศัย. 2552ก : 1-5)

2.1 การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ท่ีเน้นการกระจายอานาจสู่
สถานศึกษารวมทง้ั การมสี ่วนร่วมของชมุ ชนภาคเอกชนและทุกภาคสว่ นอย่างแท้จริง

2.2 การพัฒนาการบริหารจัดการ เพ่ือเพ่ิมโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
เพ่อื ใหป้ ระชาชนในชมุ ชนตัง้ แต่แรกเกิดจนตลอดชีวิต มีโอกาสเข้าถงึ การศึกษาและการเรียนรู้
ทมี่ คี ุณภาพ

2.3 การพัฒนาระบบบรหิ ารจัดการเพ่อื สง่ เสริมสนบั สนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน
ภาคเอกชนและทุกภาคสว่ นในการจดั การศกึ ษา และสนับสนนุ การศกึ ษาให้มากขึ้น

2.4 การจัดต้งั หน่วยงานและ/หรอื ปรับบทบาทหน่วยงานเพ่อื เป็นกลไกรบั รอง
คณุ ภาพมาตรฐานและเพม่ิ โอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชวี ิต

ด้วยสภาพขอ้ เท็จจรงิ ของสภาพปัญหาอปุ สรรคการไมบ่ รรลผุ ลการปฏิรูปการศึกษา
ตามพระราชบญั ญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ท่ีผา่ นมา และขอ้ เสนอการปฏริ ูปการศึกษา
ในทศวรรษท่ีสองในประเด็นท่ีกล่าวมานั้น เป็นเหตุผลความจาเป็นรองรับการจัดให้มีศูนย์การศึกษา
นอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยตาบล ซงึ่ สาระสาคญั เกี่ยวกับการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัยตาบล ท่ีมุ่งดาเนินการเก่ียวกับยุทธศาสตร์สาคัญของสานักงานส่งเสริมการศึกษานอก
ระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั หรอื “สานักงานกศน” ท่จี ะใช้ในการมสี ว่ นรว่ มสนับสนุน
การขับเคลื่อนข้อเสนอการปฏิรปู การศึกษาในทศวรรษท่ีสอง (พ.ศ. 2552 - 2561) ให้ปรากฏผลในการ
ปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ตามวิสัยทัศน์ที่กาหนดไว้ คือคนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิต
อยา่ งมคี ณุ ภาพ

แนวคิดและหลักการจดั การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย

1. ความหมายของการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
มี ผู้ ไ ด้ ใ ห้ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ก า ร ศึ ก ษ า น อ ก ร ะ บ บ แ ล ะ ก า ร ศึ ก ษ า ต า ม อั ธ ย า ศั ย ไ ว้

คลา้ ยคลงึ กันดงั นี้
สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (2551 : 3) ได้ให้

ความหมายการศึกษานอกระบบไว้ว่า การศึกษานอกระบบ (Non - formal Education) หมายถึง
กิจกรรมการศึกษาที่มีกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการและวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่ชัดเจนมีรูปแบบ
หลักสูตรวิธีการจัดและระยะเวลาเรียนหรือฝึกอบรมท่ียืดหยุ่นและหลากหลายตามสภาพความ
ตอ้ งการและศกั ยภาพในการเรยี นรู้ของกลุ่มเป้าหมายนน้ั และมีวิธีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้
ท่ีมีมาตรฐานเพื่อรับคุณวุฒิทางการศึกษา หรือเพื่อจัดระดับผลการเรียนรู้ซึ่งอาจแบ่งได้ 3 ประเภท

18

ใหญ่ๆ คือประเภทความรู้พื้นฐานสายสามัญประเภทความรู้และทักษะอาชีพและประเภทข้อมูล
ความรทู้ ว่ั ไป

หน่วยศึกษานิเทศก์ สานักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (2551:
2) ได้กล่าวว่า การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่จัดให้กับประชาชนทุกเพศทุกวัยไม่จากัดพื้นฐาน
การศึกษา อาชีพ ประสบการณ์ หรือความสนใจ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ผู้เรียนได้รับความรู้
พ้ืนฐาน ทักษะในการประกอบอาชีพ และทักษะที่จาเป็นสาหรับความรู้ด้านอื่นๆ เป็นฐานในการ
ดารงชวี ิต การศึกษานอกระบบ มีความยดื หยนุ่ ในการกาหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบวิธีการจัดการศึกษา
ระยะเวลาของการศึกษา การวัดผลและประเมินผล ซ่ึงเป็นเง่ือนไขการสาเร็จการศึกษา โดยเน้ือหา
และหลกั สตู รจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชวี ติ และความต้องการของผูเ้ รยี น

สุมาลี สงั ขศ์ รี และคณะ (2553 : 23) ไดใ้ ห้ความหมายการศึกษานอกระบบไวว้ ่า
การศึกษานอกระบบหรือการศึกษานอกโรงเรียน (Non-formal Education) หรือแต่เดิมเรียกว่า
การศึกษาผู้ใหญ่ (Adult Education) หมายถึง ประสบการณแ์ ละกิจกรรมทางการศกึ ษาทุกรปู แบบ
ทจ่ี ัดให้แกป่ ระชาชนทอ่ี ย่นู อกระบบโรงเรียนทง้ั หมด ซงึ่ ครอบคลมุ ตงั้ แต่ประชากรก่อนวยั เรียน
ประชากรทีอ่ ยู่ในวัยเรียน แตพ่ ลาดโอกาสเขา้ ศึกษาในระดบั ต่างๆ และประชากรทม่ี อี ายพุ น้ วยั เรียน
ในระบบโรงเรียนแล้ว ประชากรวัยแรงงานและวัยอื่นๆ โดยไม่จากัดวัย เพศ พ้ืนฐานการศึกษา
อาชีพ ประสบการณ์ ความสนใจ โดยมงุ่ หวงั ใหผ้ เู้ รียนได้รบั ความร้ทู ง้ั ด้านความรทู้ ่ีเป็นพ้ืนฐาน
แกก่ ารดารงชวี ิต การอา่ นการเขียน ความรู้ทางด้านทักษะอาชีพ และข่าวสารขอ้ มูลทเี่ ปน็ ปัจจุบนั
ในเร่อื งต่างๆ เพอ่ื เปน็ พ้ืนฐานในการดารงชีวติ และปรับตวั เข้ากบั สภาพสังคมและส่ิงแวดลอ้ ม
อย่างเหมาะสม และสอดคลอ้ งกบั สภาพท้องถ่ินและสังคม

จากความหมายของการศึกษานอกระบบที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า การศึกษานอก
ระบบ หมายถึง การศึกษาท่ีจัดให้กับประชาชน ทุกเพศทุกวัย ไม่จากัดพื้นฐานการศึกษา อาชีพ
ประสบการณ์หรือความสนใจ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ผู้เรียนได้รับความรู้ด้านพื้นฐาน ทักษะในการ
ประกอบอาชีพ และทักษะที่จา เป็นสาหรับความรู้ด้านอ่ืน ๆ เป็นฐานในการดารงชีวิต การจัดการ
ศึกษานอกระบบ มีความยืดหยุ่นในการกาหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลา
ของการศกึ ษา การวัดผลและประเมินผล ซึ่งเป็นเง่ือนไขการสาเร็จการศึกษาโดยเนื้อหาและหลักสูตร
จะตอ้ งมคี วามเหมาะสมสอดคล้องกับวถิ ีชวี ิตและความต้องการของผเู้ รียน

กรมการศึกษานอกโรงเรียน (2545 : 32) กล่าวว่า การศึกษาตามอัธยาศัย
หมายถงึ การจัดกจิ กรรมที่เป็นกระบวนการเพ่ือใหบ้ ุคคลได้ศึกษา ได้เรยี นรู้ ไดร้ ับทัง้ ความรู้ และ
การเรยี นรู้ การทจ่ี ะให้บรรลเุ ปา้ หมายดังกล่าวจาเป็นต้องมีวัตถุประสงค์ท่ีชัดเจน เช่น การให้ความรู้
และประสบการณผ์ า่ นสอ่ื และแหล่งความรหู้ ลายประเภท ท่ีผู้เรยี นสามารถเลอื กหาประสบการณ์ได้

19

สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (2551 : 4) ได้ให้
ความหมายการศึกษาตามอัธยาศัย (Informal Education) หมายถึง กิจกรรมการเรียนรู้ในวิถี
ชีวิตประจาวันของบุคคลซ่ึงบุคคลสามารถเลือกท่ีจะเรียนรู้ได้อย่างต่อเน่ืองตลอดชี วิตตามความสนใจ
ความต้องการโอกาสความพรอ้ มและศักยภาพในการเรยี นรู้ของแตล่ ะบุคคลการทีจ่ ะส่งเสรมิ ใหเ้ กิด
การเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจาเป็นต้องปฏิรูปและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอัธยาศัยให้มีความสาคัญอย่างน้อยเท่าเทียมกับการศึกษาในระบบทั้งด้านการดาเนินงาน
และงบประมาณทั้งน้ีเพ่ือมุ่งพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อันจะเป็นกลไกสาคัญในการ
ผลักดนั ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศดา้ นเศรษฐกิจและสงั คม ให้ประชาชนทกุ คนได้รบั โอกาส
ในการศกึ ษาอย่างต่อเนอื่ งตลอดชวี ติ ใหท้ ุกภาคสว่ นของสงั คมมสี ิทธิและมีหนา้ ท่รี ่วมรับผิดชอบ
การจัดการศกึ ษาตลอดชวี ิต ใหก้ ารเรียนรตู้ ลอดชีวติ และบรู ณาการเขา้ เป็นวิถีชีวติ ของคนในสังคม

สุมาลี สังข์ศรี และคณะ (2553 : 24) ได้ให้ความหมายของการศึกษาตามอัธยาศัยไว้
ว่า หมายถึง กระบวนการตลอดชีวิตท่ีตนได้รับและสะสมความรู้ ทักษะ เจตคติ เรียนรู้จาก
ประสบการณ์ประจาวัน การสัมผัสกับส่ิงแวดล้อมทั้งที่บ้าน ที่ทางาน ท่ีเล่น จากตัวอย่าง และเจตคติ
ของสมาชิกครอบครัว เพ่ือนจากการเดินทาง การอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่นๆ หรือโดยการฟัง
วิทยุ ดูภาพยนตร์ หรือโทรทัศน์ ตามปกติแล้วการศึกษาตามอัธยาศัย ไม่มีการจัด ไม่มีระบบ และ
บางครัง้ ไม่ได้ตง้ั ใจ แตม่ สี ว่ นเกี่ยวขอ้ งกบั การเรียนรู้ไปตลอดชวี ติ ของแต่ละบุคคลอย่างมาก แม้แต่ผู้ที่มี
การศกึ ษาในโรงเรียนมาแลว้ ก็ตาม

จากความหมายของการศึกษาตามอัธยาศัยที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้
การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการเรียนรู้ตามวิถีชีวิต เกิดได้ทุกเวลาทุกสถานที่และทุกช่วงวัยของชีวิต
ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาสโดยศึกษาจาก
ประสบการณ์ การทางาน สภาพแวดล้อม และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เป็นการเรียนรู้เพื่อเพ่ิมพูนความรู้
เจตคติ ทักษะ ความบนั เทิงและการพัฒนาคุณภาพชวี ติ

2. นโยบายและจุดเน้นการดาเนินงาน สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอัธยาศยั ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

สานกั งานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (2556 : 1 - 4)
ได้กาหนดนโยบายและจดุ เนน้ ของการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั ไว้ สรุปได้ดังน้ี

1. ด้านการจดั การเรียนร้คู ณุ ภาพ
1.1 น้อมนาพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการ

ดาเนินงานโครงการ อนั เนือ่ งมาจากพระราชดารทิ กุ โครงการ และโครงการอนั เก่ียวเนื่องจากราชวงศ์
1.2 ขับเคล่ือนการจัดการเรียนรู้ท่ีสนองตอบยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของ

รฐั มนตรีว่าการ และรฐั มนตรีชว่ ยวา่ การกระทรวงศึกษาธิการ

20

1.3 ส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความม่ันคง การสร้างความเข้าใจท่ี
ถูกต้อง ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การเรียนรู้ที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม สร้างวินัย จิต
สาธารณะ และอุดมการณ์ ความยึดม่ันในสถาบันหลักของชาติ รวมถึงการมีจิตอาสา ผ่านกิจกรรม
ต่างๆ

1.4 ปรับปรุงหลักสูตรทุกระดับทุกประเภทให้สอดรับกับการพัฒนาคน ทิศทางการ
พัฒนาประเทศ สอดคล้องกับบริบทที่เปล่ียนแปลง ความต้องการและความหลากหลายของผู้เรียน/
ผ้รู ับบรกิ าร รวมถึงปรับลด ความหลากหลายและความซ้าซ้อนของหลักสูตร เช่น หลักสูตรการศึกษา
สาหรบั กลุม่ เป้าหมายบนพน้ื ที่สงู พ้นื ทพี่ เิ ศษ และพื้นท่ชี ายแดน รวมท้งั กลมุ่ ชาตพิ ันธ์ุ

1.5 ปรับระบบทดสอบ วัดผล และประเมินผล โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเป็น
เครอ่ื งมอื ใหผ้ เู้ รยี น สามารถเข้าถึงการประเมนิ ผลการเรียนรไู้ ด้ตามความต้องการ เพื่อการสร้างโอกาส
ในการเรียนรู้ ให้ความสาคัญกับ การเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และ
ประสบการณ์ พัฒนาระบบการประเมินสมรรถนะผู้เรียน ให้ตอบโจทย์การประเมินในระดับประเทศ
และระดับสากล เช่น การประเมินสมรรถภาพผู้ใหญ่ ตลอดจนกระจายอานาจ ไปยังพ้ืนท่ีในการวัด
และประเมินผลการเรียนรู้

1.6 ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการจัดหลักสูตรการเรียนรู้ในระบบออนไลน์ด้วย
ตนเองครบวงจร ต้ังแต่การลงทะเบียนจนการประเมินผลเมื่อจบหลักสูตร ทั้งการศึกษานอกระบบ
ระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน การศึกษา ต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย เพ่ือเป็นการสร้างและ
ขยายโอกาสในการเรียนรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่สามารถเรียนรู้ ได้สะดวก และตอบโจทย์ความ
ตอ้ งการของผู้เรียน

1.7 พัฒนา Digital Learning Platform แพลตฟอร์มการเรียนรู้ของสานักงาน
กศน. ตลอดจน พัฒนาส่ือการเรียนรู้ท้ังในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ และให้มีคลังสื่อการเรียนรู้ท่ี
เป็นส่ือท่ีถูกต้องตามกฎหมาย ง่ายตอ่ การสืบคน้ และนาไปใชใ้ นการจดั การเรียนรู้

1.8 เร่งดาเนินการเร่ือง Academic Credit-bank System ในการสะสมและเทียบ
โอนหนว่ ยกติ เพ่อื การสรา้ งโอกาสในการศกึ ษา

1.9 พัฒนาระบบนิเทศการศึกษา การกากับ ติดตาม ทั้งในระบบ On-Site และ
Online รวมทงั้ ส่งเสริมการวจิ ัยเพอื่ เปน็ ฐานในการพัฒนาการดาเนินงานการจัดการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอธั ยาศัย

2. ด้านการสร้างสมรรถนะและทกั ษะคุณภาพ
2.1 สง่ เสริมการจดั การศกึ ษาตลอดชีวติ ทีเ่ นน้ การพัฒนาทักษะที่จาเป็นสาหรับแต่ละ

ชว่ งวยั และการจัดการศึกษาและการเรียนรูท้ ีเ่ หมาะสมกบั แต่ละกลมุ่ เป้าหมายและบริบทพน้ื ท่ี

21

2.2 พฒั นาหลักสูตรอาชีพระยะสั้นที่เน้น New skill Up skill และ Re skill เท่ีสอด
คล้องกับบริบท พื้นท่ี ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการของตลาดแรงงาน และกลุ่ม
อาชีพใหมท่ ร่ี องรับ Disruptive Technology

2.3 ยกระดับผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการจากโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ท่ีเน้น
“ส่งเสรมิ ความรู้ สร้างอาชีพ เพิม่ รายได้ และมคี ณุ ภาพชีวิตท่ีดี” ให้มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ
ของตลาด ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถ่ิน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาสู่วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนเพิ่ม
ช่องทางประชาสมั พนั ธ์และช่องทางการจาหนา่ ย

2.4 ส่งเสริมการจัดการศึกษาของผู้สูงอายุเพ่ือให้เป็น Active Ageing Workforce
และมี Life Skill ในการดารงชีวติ ท่เี หมาะกบั ช่วงวยั

2.5 ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่พัฒนาทักษะที่จาเป็นสาหรับกลุ่มเป้าหมายพิเศษ
เชน่ ผูพ้ กิ ารออทสิ ติก เด็กเรร่ อ่ น และผดู้ ้อยโอกาสอืน่ ๆ

2.6 ส่งเสริมการพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะด้านภาษาให้กับบุคลากร กศน. และ
ผู้เรียนเพ่ือรองรบั การพัฒนาประเทศ

2.7 ส่งเสรมิ การสรา้ งนวัตกรรมของผูเ้ รยี น กศน.
2.8 สร้าง อาสาสมัคร กศน. เพื่อเป็นเครือข่ายในการส่งเสริม สนับสนุนการจัด
การศกึ ษาตลอดชวี ิต ในชุมชน
2.9 ส่งเสริมการสร้างและพัฒนานวัตกรรมของบุคลากร กศน. รวมท้ังรวบรวมและ
เผยแพร่เพอื่ ให้ หน่วยงาน / สถานศึกษา นาไปใช้ในการพฒั นากระบวนการเรยี นร้รู ว่ มกัน
3. ดา้ นองคก์ ร สถานศกึ ษา และแหล่งเรยี นรู้คณุ ภาพ
3.1 ทบทวนบทบาทหน้าท่ีของหน่วยงาน สถานศึกษา เช่น สถาบัน กศน.ภาค
สถาบันการศกึ ษา และพฒั นาต่อเน่อื งสริ นิ ธร สถานศกึ ษาขึ้นตรงสังกดั สว่ นกลาง กลุ่มสานักงาน กศน.
จงั หวัด ศนู ย์ฝกึ และพฒั นาราษฎรไทย บริเวณชายแดน เพ่อื เพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการจัด
การศึกษาตลอดชีวติ ในพื้นที่
3.2 ยกระดับมาตรฐาน กศน.ตาบล และศนู ย์การเรยี นรชู้ มุ ชนชาวไทยภเู ขา “แม่ฟ้า
หลวง” (ศศช.) ใหเ้ ปน็ พ้นื ที่การเรยี นรู้ตลอดชวี ิตทส่ี าคัญของชุมชน
3.3 ปรบั รูปแบบกจิ กรรมในห้องสมุดประชาชน ทเี่ น้น Library Delivery เพ่ือเพิม่
อตั ราการอ่าน และการรู้หนังสือของประชาชน
3.4 ให้บริการวิทยาศาสตร์เชิงรุก Science@home โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ
นาวิทยาศาสตรส์ ชู่ ีวติ ประจาวนั ในทุกครอบครัว
3.5 ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างพื้นท่ีการเรียนรู้ในรูปแบบ Public Learning
Space/Co- Learning Space เพอื่ การสรา้ งนิเวศการเรยี นรู้ใหเ้ กิดข้ึนสงั คม

22

3.6 ยกระดบั และพฒั นาศนู ย์ฝกึ อาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน ใหเ้ ปน็ สถาบนั
พัฒนาอาชีพระดับภาค

3.7 ส่งเสริมและสนับสนุนการดาเนนิ งานของกลุ่ม กศน. จงั หวัดให้มีประสทิ ธภิ าพ
4. ด้านการบรหิ ารจดั การคณุ ภาพ

4.1 ขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนทบทวน
ภารกิจบทบาท โครงสร้างของหนว่ ยงานเพ่อื รองรับการเปล่ยี นแปลงตามกฎหมาย

4.2 ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ คาสั่ง และข้อบังคับต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย เอ้ือ
ต่อการบริหาร จัดการ และการจัดการเรียนรู้ เช่น การปรับหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายในการจัดหลักสูตร
การศึกษาต่อเนือ่ ง

4.3 ปรับปรุงแผนอัตรากาลัง รวมท้ังกาหนดแนวทางที่ชัดเจนในการนาคนเข้าสู่
ตาแหนง่ การย้าย โอน และการเลอ่ื นระดับ

4.4 ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรทุกระดับให้มีความรู้และทักษะตามมาตรฐาน
ตาแหนง่ ให้ตรงกับ สายงาน และทักษะทจี่ าเปน็ ในการจดั การศึกษาและการเรยี นรู้

4.5 ปรับปรุงระบบการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษาให้มีความครอบคลุม
เหมาะสม เชน่ การปรับ คา่ ใช้จา่ ยในการจัดการศึกษาของผ้พู กิ าร เดก็ ปฐมวยั

4.6 ปรับปรุงระบบฐานข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาเพื่อการบริหารจัดการอย่าง
เป็นระบบ เช่น ข้อมูล การรายงานผลการดาเนินงาน ข้อมูลเด็กตกหล่นจากการศึกษาในระบบ เด็ก
เรร่ ่อน ผพู้ ิการ

4.7 สง่ เสริมการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นเครอ่ื งมือในการบริหารจัดการอย่างเต็ม
รปู แบบ

4.8 ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐสู่ระบบราชการ 4.0 และการ
ประเมินคุณภาพ และความโปรง่ ใสการดาเนนิ งานของภาครัฐ (ITA)

4.9 เสริมสร้างขวัญและกาลังใจให้กับข้าราชการและบุคลากรทุกประเภทในรูปแบบ
ต่าง ๆ เช่น ประกาศ เกียรตคิ ุณ การมอบโล่ / วุฒบิ ัตร

4.10 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพ่ือสร้างความพร้อมใน
การจดั การศกึ ษา นอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสาหรับ
ประชาชน

23

แนวคดิ เกีย่ วกับการมสี ่วนร่วม

ความหมายของการมสี ่วนร่วม
นักวชิ าการหลายท่าน ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมไว้หลายแนวคิด โดยเฉพาะ

อย่างย่ิงการมีสว่ นรว่ มด้านการศกึ ษา ดงั น้ี
จุฬาภรณ์โสตะ (2546 : 48) กล่าวถึงการมีส่วนร่วมหมายถึงการที่บุคคลหรือคณะ

บุคคลเข้ามาช่วยเหลอื สนบั สนนุ ทาประโยชน์ในเรอื่ งต่างๆหรอื กิจกรรมต่างๆอาจเป็นการมีส่วนร่วมใน
กระบวนการตัดสินใจหรือกระบวนการบริหารและประสทิ ธิผลขององค์กรขึน้ อยู่กับการรวมพลัง
ของบคุ คลทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับองค์กรนน้ั ในการปฏบิ ตั ิภารกิจให้บรรลุเปา้ หมาย

ไพรัช อรรถกามานนท์ (2548 : 9) ไดใ้ ห้ความหมายของการมีส่วนร่วมของชุมชนและ
ท้องถิ่นในการจัดการศึกษาว่า หมายถึง กระบวนการท่ีประชาชนในฐานะเป็นส่วนหน่ึงของชุมชน
และทอ้ งถ่ินเข้าไปเก่ียวข้องในการจัดการศึกษาของโรงเรียนโดยร่วมแสดงความคิดเห็นและกระทาใน
ส่งิ ท่เี หน็ พอ้ งตอ้ งกันตลอดจนร่วมพิจารณากาหนดปัญหาตลอดจนความต้องการของประชาชนชุมชน
โดยมีวัตถุประสงค์ช่วยแกไ้ ขปญั หาและพัฒนาโรงเรยี น

นรินทรช์ ัย พฒั นพงศา (2549 : 14-15) ไดใ้ ห้ความหมายการมีสว่ นรว่ มว่า คอื การท่ี
ฝ่ายหน่ึงฝ่ายใดไม่เคยได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆหรือเข้าร่วมการตัดสินใจ หรือเคยเล็กน้อยได้เข้าร่วม
มากขึน้ เป็นไปอย่างอิสรภาพ เสมอภาค มิใช่มีส่วนร่วมเพียงผิวเผินแต่เข้าร่วมด้วยแท้จริงยิ่งขึ้นและ
การเขา้ รว่ มนั้นต้องเร่มิ ตัง้ แตแ่ รกจนถึงขั้นสุดทา้ ย

เสริมศกั ดิ์ วศิ าลาภรณ์ (2549 : 182) ได้ใหค้ วามหมายของการมีส่วนรว่ มว่า เป็นการท่ี
บุคคลหรือคณะบุคคลเข้ามามีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนทาประโยชน์ในเร่ือง ต่างๆหรือกิจกรรมต่างๆ
อาจเป็นการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจหรือกระบวนการบริหาร ซึ่งประสิทธิผลขององค์กร
ขึ้นอยู่กับการรวมพลังของบุคคลท่ีเกี่ยวข้องกับองค์กรนั้นการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุเป้าหมายวิธีการ
หน่ึงในการรวมพลังความคิดสติปัญญาก็คือการให้มีส่วนร่วมการให้ บุคคลมีส่วนร่วมในองค์กรน้ัน
บุคคลจะตอ้ งมสี ่วนเก่ยี วข้องในการดาเนินการหรือปฏิบัตภิ ารกิจเปน็ ผลให้บุคคลน้ันมีความผกู พัน
ตอ่ กจิ กรรมและองคก์ ร

เอกชัย กี่สุขพันธ์ และคณะ (2553 : 237) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมว่า
หมายถึง รูปแบบของความเกยี่ วข้องผกู พนั ร่วมกันของสมาชิกในการประชุม หรอื เพ่อื ตดั สินใจ
และควบคมุ การทางานรว่ มกัน

สตีเวนเฮเกน (Stavenhagen. 1971 : 356) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมไว้ว่า
หมายถึง กระบวนการทสี่ มาชิกของกลมุ่ ท่มี กี ารกระทาออกมาในลักษณะของการทางานร่วมกัน
ในการท่ีจะแสดงให้เห็นถึงความสนใจและความต้องการร่วมกันและต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายร่วม
ทางด้านเศรษฐกิจสังคมหรือการเมือง หรือการดาเนินการร่วมกัน เพื่อให้มีอิทธิพลต่ออานาจมติชน

24

ท้ังทางตรงและทางอ้อมหรืออาจจะเป็นการดาเนินการ่วมกันในการเพิ่มอานาจต่อรองทางการเมือง
ทางเศรษฐกิจและการปรบั ปรุงสถานภาพทางสงั คมของกล่มุ

แอวิน (Erwin. 1976 : 138) ได้ให้ความหมายการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมของ
ประชาชนหมายถึงกระบวนการใหป้ ระชาชนเข้ามามีสว่ นร่วมเก่ยี วขอ้ งในการดาเนนิ งานพัฒนาร่วมคิด
ร่วมตัดสินใจแก้ปัญหาของตนเองเน้นการมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องอย่างแข็งขันของประชาชนให้ความคิด
สร้างสรรค์และความชานาญของประชาชนแก้ไขปัญหาร่วมกันการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมและ
สนบั สนุนผลการปฏิบตั ิงานขององค์กรและเจ้าหนา้ ท่ที ี่เกย่ี วข้อง

จาการศึกษาความหมายของการมีส่วนร่วม หมายถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนไม่ว่า
บคุ คลหรอื กลุม่ บคุ คลเข้ามามีสว่ นร่วมในกจิ กรรมไม่วา่ จะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมในลักษณะของการ
ร่วมรับรู้ร่วมคิด ร่วมทาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วยความตั้งใจไว้ โดยการกระทาด้วยความรู้สึก
ผูกพัน มีความเช่ือถือและไว้วางใจได้ การมีส่วนร่วมเป็นหัวใจของการเสริมสร้างพลังในการทางาน
ร่วมกันที่มีประสิทธิภาพและสนับสนุนการเปล่ียนแปลงโดยเฉพาะทาให้ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนเข้าใจ
สถานการณ์และอทุ ิศตนเพอ่ื การเปลยี่ นแปลงและพฒั นา

ทฤษฎีที่เก่ียวขอ้ งกับการมสี ว่ นรว่ ม
นักการศกึ ษาไดเ้ สนอทฤษฎีการมสี ว่ นรว่ มของประชาชนเอาไวห้ ลายทา่ นสรปุ ไดด้ ังน้ี

แนวคิดทฤษฎีของคาลเวลและสปิงค์ส (Caldwell and Spinks. 1990 : 39; อ้างถึง
ในสุดารัตน์ ชาญเลขา. 2545 : 53) กล่าวถึงการพัฒนาการศึกษาไว้ว่า เป็นวงจรการบริหารใน
สถานศกึ ษาแบบมสี ว่ นรว่ ม ประกอบดว้ ยการกาหนดแผนงานโครงการจัดงบประมาณการปฏิบัติตาม
แผนการประเมินผล ทฤษฎนี ้มี องวา่ การมีสว่ นร่วมมโี ครงสรา้ งพื้นฐานเปน็ 3 มติ ิ ไดแ้ ก่

มติ ทิ ี่ 1 มีสว่ นร่วมในเร่ืองอะไรหรือเรียกอกี อยา่ งหน่ึงว่าลักษณะของการมี
สว่ นรว่ มซง่ึ แบง่ ออกเปน็ 4 ประเภท ไดแ้ ก่

1. การมีสว่ นร่วมในการตดั สนิ ใจ (Participation in Decision Making)
2. การมีส่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ (Participation in Implementation)
3. การมีส่วนรว่ มในผลประโยชน์ (Participation Benefits)
4. การมสี ว่ นรว่ มในการประเมนิ ผล (Participation in Evaluation)
มิตทิ ี่ 2 ใครทเี่ ขา้ มามีส่วนร่วมหรือมคี วามหมายอีกอย่างหน่ึงคือการมีสว่ นรว่ ม
ของประชาชนจาแนกใหเ้ ป็นกล่มุ บคุ คลทชี่ ดั เจนได้ 4 กลมุ่ ได้แก่
1. ผู้ท่ีอยอู่ าศัยในทอ้ งถ่ิน (Local Residents or Local People)
2. ผู้นาท้องถ่ิน (Local Leaders)
3. ผู้นาทอ้ งถนิ่ ของรัฐ (Government Personnel)
4. คนต่างชาติ (Foreign Personnel)

25

คณุ ลกั ษณะของบคุ คลทัง้ 4 กลุม่ ทคี่ วรพิจารณาคือเพศอายุสถานภาพของครอบครัว
การศึกษาการแบ่งกลุ่มในสังคม ได้แก่ กลุ่มชนชาติเผ่าเช้ือชาติศาสนาที่นับถือช้ันวรรณะภาษาที่ใช้
แหลง่ กาเนิด อาชีพ รายได้ และอืน่ ๆ

มตทิ ่ี 3 การมสี ่วนรว่ มน้นั เกิดขน้ึ อยา่ งไรมติ ินม้ี ขี อ้ ทคี่ วรพจิ ารณา 4 ประเด็น คือ
1. พื้นฐานของการมีส่วนร่วมพิจารณาเก่ียวกับแรงที่กระทาให้เกิดการมีส่วน

ร่วมมาจากเบ้อื งบน และแรงท่ีส่งเสรมิ การมีส่วนรว่ มมาจากที่ใด
2. รูปแบบของการมีส่วนร่วมพิจารณาเก่ียวกับรูปแบบขององค์กรและการมี

ส่วนร่วมโดยตรงหรอื โดยอ้อม
3. ขอบเขตของการมีส่วนร่วมพิจารณาเก่ียวกับระยะเวลาท่ีเข้ามามีส่วนร่วม

และชว่ งของกิจกรรม
4. ประสิทธผิ ลของการมีส่วนร่วมพจิ ารณาเกย่ี วกับการใหอ้ านาจแก่ผสู้ ่วนร่วม

และปฏสิ ัมพันธ์ของคุณลักษณะต่างๆของส่ิงท่เี ก่ยี วข้องกับการมีสว่ นร่วม
ทฤษฎจี ิตวิทยาสงั คม (Theory of Social Psychology)
มาสโลว์ (Maslow. 1970 : 190) ไดค้ น้ ควา้ เก่ียวกับแรงจงู ใจ (Motivation) ของ

การกระทาของมนุษยไ์ วห้ ลายประการ และไดอ้ ธบิ ายถงึ พฤติกรรมของมนุษย์ที่เก่ยี วกบั ความต้องการ
พื้นฐานที่เกิดข้ึนจากความพึงพอใจความต้องการเหล่าน้ี ถูกจากัดลาดับข้ันของความต้องการจาก
น้อยไปหามาก เม่ือความต้องการใดเกิดขึ้นแล้วไม่ได้รับการบาบัดเพียงพอ ความต้องการเหล่านั้นก็
ยังคงอยู่ และจะเป็นแรงขับที่มีพลังผลักดันให้บุคคลมีพฤติกรรมโน้มไปในทางที่จะบาบัดควา ม
ต้องการเหล่าน้ันอยู่เสมอ มาสโลว์อธิบายว่า ความต้องการพ้ืนฐานที่ทาให้คนเราแสดงพฤติกรรม
ต่างๆมีอยู่ 5 ประการ คือ ความต้องการทางร่างกาย ความต้องการเกี่ยวกับความรู้สึกปลอดภัย
ความตอ้ งการความรกั และการยอมรบั เขา้ เป็นสมคั รพรรคพวก ความตอ้ งการยกย่องนับถือจากคนอื่น
หรือมีเกียรติในสังคม ต้องการประสบความสาเร็จ และต้องการแสดงความสามารถให้ประจักษ์แก่
ผอู้ ่นื

จะเห็นได้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาการศึกษานั้น อาศัยแนวคิด
ทฤษฎีของคาลเวลและสพิง ประกอบด้วย การกาหนดแผนงานโครงการจัดงบประมาณ การปฏิบัติ
ตามแผนการประเมินผล และทฤษฎีจิตวิทยาสังคมของมาสโลว์ที่เน้นเรื่องแรงจูงใจ ซ่ึงจะทาให้
บุคคลทุกภาคส่วนใหค้ วามรว่ มมอื ในการจัดการศึกษา

ลกั ษณะการมีส่วนรว่ ม
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( 2554 : 7) ได้แบ่ง

ลกั ษณะการมีส่วนรว่ ม 4 ลกั ษณะ คือ
1. การมสี ว่ นรว่ มในการตดั สินใจ (Decision- making) ในกระบวนการของ

26

การตัดสนิ ใจน้นั ประการแรกทสี่ ุดท่จี ะตอ้ งกระทาคือการกาหนดความต้องการและการจัดลาดบั
ความสาคัญตอ่ จากนัน้ ก็จะเลือกนโยบายและประชากรที่เกย่ี วข้องการตัดสินใจนี้เป็นกระบวนการ
ตอ่ เนือ่ งทีต่ ้องดาเนินการต่อเรื่อยๆตั้งแต่การตดั สนิ ใจในชว่ งเร่ิมตน้ การตัดสนิ ใจในช่วงดาเนนิ การ
วางแผนและการตดั สินใจในช่วงการปฏบิ ัตติ ามแผนทวี่ างไว้

2. การมีส่วนร่วมในการร่วมดาเนินการ (Implementation)ในส่วนท่ีประกอบในการ
ดาเนินโครงการน้ันจะได้จากคาถามที่ว่าใครจะทาประโยชน์ได้โดยวิธี ใดเช่นการช่วยเหลือ
ดา้ นทรพั ยากรการบรหิ ารงานการประสานงานและการขอความชว่ ยเหลือ

3. การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ (Benefits)ในส่วนท่ีเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์
นอกจากความสาคัญของผลประโยชน์ในเชิงปริมาณและคุณภาพแล้วยังต้องพิจารณาถึงการกร ะจาย
ผลประโยชนภ์ ายในกล่มุ ด้วยผลทงั้ ทางบวกละทางลบซ่ึงจะเกิดกับบคุ คลและสังคม

4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation)น้ัน สิ่งสาคัญท่ีจะต้องสังเกต คือ
ความเห็น (View) ความชอบ (Preferences) และความคาดหวัง (Expectations) ซ่งึ จะมอี ิทธพิ ล
ซึ่งสามารถแปรเปล่ยี นพฤตกิ รรมของบคุ คลในกลุ่มต่างๆ

อคนิ รพีพัฒน์ (2547 : 49-50)ได้เสนอแนวคิดลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชนใน
2ลกั ษณะคือ

1. ลกั ษณะการมีส่วนรว่ มของประชาชนในการรว่ มกจิ กรรมพัฒนาชนบทของ
ประชาชนต่างๆได้แก่

1.1 การค้นหาปญั หาจัดลาดบั ความสาคญั ของปัญหาและหาสาเหตแุ ห่งปัญหา
1.2 การหาแนวทางแกไ้ ขปญั หาและการดาเนนิ กจิ กรรมเพื่อแก้ไขปญั หานน้ั
1.3 การประเมนิ ผลการพฒั นา
2. ลักษณะเงือ่ นไขการเขา้ รว่ มกจิ กรรมวา่ การท่ีประชาชนเข้ารว่ มกจิ กรรม
การพฒั นาชนบทเพราะเงอื่ นไขเหลา่ น้หี รอื ไม่
2.1 เกรงใจถูกบังคับหรอื มีสง่ิ จงู ใจ
2.2 เข้าใจและยอมรบั วัตถปุ ระสงค์ของการพฒั นานน้ั
2.3 เหน็ ว่ากจิ กรรมดงั กล่าวจะก่อให้เกดิ ประโยชนร์ ะยะยาวแก่ตนเองและชมุ ชน
จะเห็นได้ว่าลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชนแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์
ลักษณะกิจกรรมโครงการตลอดจนปัญหาและความต้องการของประช าชนนั้นว่าประชาชนต้องการ
แก้ไขปัญหาด้วยตนเองหรือร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในการแก้ไขปัญหาโดยเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขในชุมชน
เป็นตัวกระตุ้นให้การอบรมแนะนาช้ีนาให้เกิดการมีส่วนร่วมเกิดความคิดริเริ่มของชุมชนและความ
รับผดิ ชอบและขยายบทบาทไปสูก่ จิ กรรมพัฒนาอน่ื ต่อไป

27

ประโยชนข์ องการมีสว่ นรว่ ม
นักการศกึ ษาได้กลา่ วถงึ ประโยชน์ของการมีส่วนรว่ มของชมุ ชนไว้ดงั นี้
แก้ว นีมะเรงิ (2540 : 18) กล่าวถงึ ประโยชนข์ องการมีสว่ นรว่ มของชุมชน ดังนี้
1. สามารถค้นหาปัญหาและความต้องการที่แท้จริงพร้อมท่ีจะจัดอันดับความสาคัญ

ของปญั หาไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
2. สามารถวเิ คราะหส์ าเหตุของปญั หาได้หลากหลายครอบคลมุ
3. สามารถเลือกวธิ ีการแกป้ ญั หาไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งแม่นยา
4. สามารถดาเนนิ การตามแผนท่วี างไวโ้ ดยความร่วมมอื ของคนในชุมชน
5. สามารถติดตามประเมนิ ผลใหเ้ ปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงค์และเปา้ หมาย
ถวิล มาตรเลี่ยม (2545 : 195) กล่าวถึงการมีส่วนร่วมว่าเกิดผลดีและเป็นประโยชน์

ต่อการบริหารจดั การเชงิ กลยทุ ธ์หลายประการ คอื
1. การมสี ว่ นรว่ มเปน็ การระดมสรรพกาลงั สามารถนาเอาประสบการณ์ ความรู้

และทกั ษะของแต่ละคนมาใช้ในการวางแผนท่สี มบูรณ์ข้ึน และนาไปปฏิบัติประสบผลสาเร็จไดด้ ขี ึ้น
2. การมีส่วนร่วม ทาให้คณุ ภาพในการตดั สนิ ใจสูงข้นึ และทาให้ได้แผนงาน

ทเี่ กิดจากหลายๆ ทัศนะและหลากหลาย
3. การมสี ่วนรว่ มอยา่ งเตม็ ท่ี สง่ เสรมิ ให้เกิดความรบั ผิดชอบอยา่ งเต็มท่ี ทาให้เกดิ

พันธสญั ญา พร้อมท่ีจะให้ตรวจสอบ ตลอดจนชว่ ยใหเ้ กดิ การสนับสนนุ ในการนาไปปฏบิ ตั ิ และ
มีสว่ นรว่ มรบั ผิดชอบในผลลพั ธ์

4. การมีส่วนร่วมในการวางแผนและตัดสินใจ เป็นมรรควิธีหน่ึงในการพัฒนา หรือ
เป็นการสร้างวฒั นธรรมในการปฏิบัติงาน สนบั สนนุ ให้เกิดความสามัคคีในทีมงาน

5. การมีส่วนร่วมในการบริหาร เปิดโอกาสให้แต่ละบุคคล กลุ่มบุคคลเพ่ิมพูน
ประสบการณ์ในวิชาชพี และเสาะแสวงหาแนวทางพฒั นาวิชาชีพของตน

6. การมีส่วนร่วมในการวางแผนและตัดสินใจ เป็นการเปิดโอกาสอันยิ่งใหญ่ สาหรับ
สถานศึกษาทีจ่ ะลดการต่อต้านและปรับเปลี่ยนไปสแู่ นวปฏิบตั ทิ ี่มีประสทิ ธิภาพ

7. การมสี ว่ นรว่ ม ถอื ว่าเป็นความชอบธรรม หรอื เปน็ สิทธขิ องผู้ร่วมงานทกุ คน
สมยศ นาวกี าร (2545 : 101-102) กลา่ วถึงประโยชนก์ ารมสี ่วนร่วม ดงั นี้
1. ชว่ ยปรบั ปรุงคณุ ภาพของการตัดสินใจในองค์กรให้ดีข้ึน การแก้ปัญหาด้วยกลุ่มทาให้
การวเิ คราะห์ปัญหาและการสรา้ งทางเลือกไดด้ ีกวา่ ความคดิ สร้างสรรค์ในตดั สินใจมมี ากข้ึน
2. ทาใหป้ ระสทิ ธิภาพการทางานดขี ึน้ เน่อื งจากผู้อยู่ใต้บังคับบญั ชามสี ่วนเกีย่ วข้อง
ในกระบวนการ ตดั สนิ ใจ ย่อมมีความผกู พนั ต่อผลของการตดั สนิ ใจท่ตี ้องการบรรลุผลมากข้นึ

28

3. เกิดข้ึนจากการมีส่วนร่วมทาให้มีกาลังใจและความพอใจงานท่ีทาของผู้เกี่ยวข้อง
4. ช่วยลดความเฉื่อยชา การขาดงาน การออกจากงานให้น้อยลง เนื่องจากพนักงานมี
ความรู้สึกวา่ ไดร้ บั การยอมรับ ความผกู พนั ตอ่ งาน และความพอใจงานทท่ี ามีมากข้ึน
5. ช่วยให้มีการติดต่อสื่อสารในการยุติความขัดแย้งอย่างเปิดเผย ความขัดแย้งถูกยุติ
ภายในกรอบของการมีสว่ นร่วม
ธีระพงษ์ แกว้ หาวงษ์ (2552 : 154) กล่าวถงึ ประโยชน์อน่ื ๆ ของการมสี ่วนรว่ ม
ทีม่ ีตอ่ องคก์ ร คือ การยอมรับการเปลี่ยนแปลงมีมากกว่า ดงั น้ี
1. ความสมั พันธร์ ะหวา่ งผูบ้ งั คบั บัญชา - ผ้อู ยใู่ ต้บงั คับบญั ชา มีความราบร่นื มากขึ้น
2. องคก์ รธรุ กจิ ระหว่างฝา่ ยบริหาร – สหภาพแรงงานมคี วามราบร่นื มากขึ้น
3. ความผกู พนั ของพนกั งานตอ่ องค์กรเพ่ิมขึ้น
4. ความไวว้ างใจฝา่ ยบรหิ ารมมี ากขน้ึ
5. การบรหิ ารผู้อย่ใู ตบ้ ังคบั บัญชามคี วามง่ายมากขึ้น
6. การตดั สนิ ใจทางการบริหารมคี ณุ ภาพดีขึ้น
7. การตดิ ต่อสอ่ื สารจากเบอื้ งล่างสู่เบือ้ งบนดีขึ้น
8. การสรา้ งทมี งานท่มี ีประสทิ ธิภาพ
จะเห็นไดว้ ่าการมสี ่วนรว่ มในการจัดการศึกษานัน้ กอ่ ให้เกดิ ประโยชนก์ บั สถานศึกษา
ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน ผู้เรียน รวมทั้งบุคคลท่ีเกี่ยวข้องเช่นผู้ปกครองอันจะส่งผลถึงการ
พฒั นาชมุ ชนและสงั คมของประเทศ
กระบวนการมสี ่วนร่วม
การมสี ว่ นรว่ ม เป็นการดาเนินงานทเ่ี ปน็ ไปอย่างมีกระบวนการ ซึ่งมีนักการศึกษาหลาย
ท่านได้เสนอกระบวนการมสี ่วนรว่ มไวด้ งั นี้
โกวิทย์ พวงงาม (2543 : 189-191) ไดเ้ สนอกระบวนการให้กลุ่มองค์กรต่างๆ ในชุมชน
ได้เข้ามามีสว่ นร่วมดังต่อไปนี้
1. การร่วมคิดการรว่ มคิดสร้างวสิ ยั ทัศนข์ ององคก์ ร โดยร่วมกันคิดว่าภาพความสาเรจ็
ท่ีควรจะเกิดขึ้นในอนาคตคืออะไรโดยใช้ข้อมูลพื้นฐานขององค์กรภายใต้ทิศทางการพัฒนาประเทศ
ของโลกการจัดใหม้ กี ิจกรรมสรา้ งวสิ ัยทศั น์ จะชว่ ยให้เกิดการสร้างจิตสานกึ ในการรว่ มกนั ปฏิบัติงาน
2. การจัดทาแผนร่วมกัน หลังจากได้คิดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ท่ีกาหนดร่วมกันไว้
แล้วน้นั จะตอ้ งมกี ารวางแผนการดาเนินงานร่วมกันของคนในองค์กรต่างๆท่ีรวมกลุ่มกันข้ึนในแผนการ
ดาเนินงานนนั้ อาจจะมโี ครงการหรือกจิ กรรมตา่ งๆท่ีต้องดาเนนิ การ

29

3. ร่วมปฏิบัติ เป็นการรวมคนในกลุ่มต่างๆให้ทางานร่วมกันตามแผนท่ีวางไว้ภายใต้
จิตสานึกที่จะแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึนให้เป็นไปตามภารกิจท่ีตกลงกันไว้ในการปฏิบัติงานต้องอาศัยความ
รว่ มมือจากองคก์ รอน่ื เพ่อื รว่ มปฏบิ ัตกิ จิ กรรมน้ันให้ประสบความสาเรจ็

4. รว่ มตดิ ตามผลประเมนิ ผล จะทาใหท้ ราบถงึ ความกา้ วหนา้ ของการปฏิบตั งิ าน
ทราบปัญหาอปุ สรรค เพอื่ มาร่วมกนั คิดหาทางแกป้ ัญหาทาให้มคี วามเข้มแข็งและปฏิบตั ิงาน
ไดอ้ ยา่ งตอ่ เน่อื งอันจะสง่ ผลให้เกดิ การพฒั นาขององค์กร

5. ร่วมรับประโยชน์ ผลจากการท่ีทุกคนทุกองค์กรได้ร่วมคิดร่วมวางแผนร่วมปฏิบัติ
และเกิดผลตามทต่ี ั้งจดุ ประสงคแ์ ละเป้าหมายไว้ ทุกคนกจ็ ะได้รับประโยชนจ์ ากการปฏบิ ตั ิร่วมกนั
ทุกคนกจ็ ะไดร้ บั ประโยชนจ์ ากการปฏบิ ตั ริ ่วมกนั และทกุ คนก็ต้องรักษาประโยชน์น้ีรว่ มกนั ตลอดไป

สวุ ตั น์ วัฒนวงศ์ (2544 : 83) กลา่ วถงึ กระบวนการมีสว่ นร่วมของประชาชนและได้สรปุ
การมีสว่ นร่วมออกเปน็ 8 กิจกรรม คอื

1. รว่ มทาการศึกษาคน้ ควา้ ความต้องการปัญหาและสาเหตุของปัญหาในชมุ ชน
2. ร่วมคิดค้นหาและสร้างรูปแบบและวิธีการพัฒนาเพ่ือแก้ไขและลดปัญหาของชุมชน
หรือเพือ่ สรา้ งสรรคส์ ง่ิ ใหม่ทเี่ ป็นประโยชน์ของชุมชน
3. ร่วมวางนโยบายหรือแผนงานหรอื โครงการหรือกจิ กรรมเพือ่ ขจัดแก้ปัญหาและ
สนองความตอ้ งการของชุมชน
4. รว่ มตดั สนิ ใจในการใชท้ รพั ยากรทมี่ ีอยู่อย่างจากัดให้มีประโยชน์ตอ่ ส่วนรวม
5. รว่ มจดั และปรับปรุงระบบบรหิ ารการพัฒนาใหม้ ปี ระสิทธิภาพและประสิทธิผล
6. รว่ มลงทนุ ในกิจกรรมตามขีดความสามารถของตนเองและหนว่ ยงาน
7. ร่วมปฏบิ ตั ิตามแผนโครงการและกิจกรรมใหบ้ รรลวุ ัตถปุ ระสงค์ที่วางไว้
8. รว่ มควบคุมติดตามประเมินผลซ่อมบารงุ รักษาโครงการและกิจกรรมท่ีได้
ทาไว้ท้งั โดยเอกชนและรฐั บาล
อภิญญา กังสนารักษ์ (2544 : 14 - 15) ได้เสนอกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนว่า
ชมุ ชนตอ้ งมีส่วนรว่ มใน 4 ขัน้ ตอนคือ
1. การมีส่วนร่วมในการริเร่ิมโครงการร่วมค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหาภายใน
ชมุ ชนร่วมตดั สนิ ใจกาหนดความตอ้ งการและร่วมลาดับความสาคัญของความต้องการ
2. การมสี ว่ นร่วมในข้ันการวางแผนกาหนดวัตถุประสงค์วิธีการแนวทางการดาเนินงาน
รวมถงึ ทรัพยากรและแหลง่ วิทยากรท่ีจะใช้ในโครงการ
3. การมีส่วนร่วมในข้ันตอนการดาเนินโครงการ ทาประโยชน์ให้แก่โครงการโดยร่วม
ช่วยเหลือดา้ นทุนทรัพยว์ สั ดอุ ุปกรณ์และแรงงาน

30

4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลโครงการ เพื่อให้รู้ว่าผลจากการดาเนินงานบรรลุ
วัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ ไม่โดยสามารถกาหนดการประเมินผลเป็นระยะต่อเนื่อง หรือประเมินผล
รวมท้งั โครงการในคราวเดียวกไ็ ด้

พงศธร พรหมกาศ (2550 : 24) ได้สรุปแนวคิดการมีส่วนร่วมตามข้ันตอนการพัฒนา
เป็นการวัดเชิงคณุ ภาพออกเป็น 5 ข้นั ตอน ดงั น้ี

1. การมสี ว่ นรว่ มในการคน้ หาปญั หาและสาเหตขุ องปญั หาภายในชมุ ชน ตลอดจน
การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกาหนดความต้องการของชุมชน และการมีส่วนร่วมในการจัดลาดับ
ความสาคญั ของความต้องการ

2. การมีส่วนร่วมในการวางแผนการพัฒนาเป็นขั้นตอนที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการ
กาหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ของโครงการกาหนดวิธีการและแนวทางการดาเนินงาน ตลอดจน
กาหนดทรพั ยากรและแหล่งทรัพยากรที่จะใช้

3. การมีสว่ นร่วมในขนั้ ตอนการพัฒนาเป็นขั้นตอนทป่ี ระชาชนมีสว่ นรว่ มในการ
สรา้ งประโยชน์ โดยการสนบั สนุนทรัพย์วสั ดอุ ุปกรณ์ และแรงงานหรือเข้ารว่ มบรหิ ารงาน
ประสานงาน และดาเนนิ การขอความช่วยเหลือจากภายนอก

4. การมีสว่ นรว่ มในการรับผลประโยชน์จากการพัฒนา เป็นขนั้ ตอนทปี่ ระชาชน
มสี ่วนรว่ มในการรับผลประโยชนท์ พ่ี งึ ไดจ้ ากการพฒั นา หรอื ยอมรบั ผลประโยชน์อนั เกิดจาก
การพัฒนาทงั้ ทางวตั ถแุ ละจิตใจ

5. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลการพัฒนา ซ่ึงเป็นข้ันตอนท่ีประชาชน มีส่วนร่วม
ในการเข้าร่วมประเมินว่าการพัฒนาที่ได้กระทาไปนั้นสาเร็จตามวัตถุประสงค์เพียงใด ซ่ึงการประเมิน
ย่อยความก้าวหน้าเป็นระยะหรือการประเมนิ รวมซงึ่ เป็นการประเมนิ ผลสรุปรวบยอด

โคเฮน และอัปฮอฟ (Cohen. & Uphoff. 1980 : 6) ได้เสนอกระบวนการมีส่วนร่วม
ออกเปน็ 4 ขนั้ ตอน ดงั นี้

1. การมสี ่วนรว่ มในการตัดสินใจ (Decision Marking) เปน็ การมสี ่วนรว่ มท่ีเป็นการ
แสดงออกด้านความคิดเกี่ยวกบั การจดั การแบ่งไดเ้ ป็น 3 ขัน้ ตอน ได้แก่

1.1 การมสี ว่ นร่วมในขั้นต้น (Initial Decision) เปน็ การค้นหาความต้องการ
ที่แท้จริงดว้ ยวิธีการท่จี ะเขา้ ไปมสี ว่ นร่วมของโครงการ

1.2 การมีส่วนร่วมในการเตรียมการ (Ongoing Decision) เป็นการหาโอกาส
หรือช่องทางในการแกป้ ัญหารวมทงั้ ลาดบั ความสาคญั ของโครงการท่จี ะต้องดาเนนิ การ

1.3 การมสี ่วนร่วมในขั้นการตัดสินใจปฏบิ ัตกิ าร (Operating Decision) เปน็ การ
หาบคุ ลากรเขา้ มาปฏิบัติการ ได้แก่ อาสาสมัครผู้ประสานงาน เพอ่ื ที่จะมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรม
โดยการเปน็ สมาชกิ รว่ มดาเนนิ การคัดเลอื กผ้นู าและการสร้างพลังอานาจให้แกอ่ งค์กร

31

2. การมีส่วนร่วมในการดาเนินการ (Implementation) เป็นการดาเนินการตาม
โครงการและแผนงานซงึ่ แบ่งได้เป็น 3 สว่ นได้แก่

2.1 การมสี ว่ นร่วมในการสละทรัพยากร (Resource Contribution) ไดแ้ ก่ การมี
ส่วนร่วมสละแรงกาย การสละเงนิ การใหว้ สั ดอุ ุปกรณ์ และการใหค้ าแนะนาซ่ึงใหด้ ้วยความเตม็ ใจ

2.2 การมีสว่ นร่วมในการบริหารและประสานงาน (Administration and
Co – ordination) การมีสว่ นร่วมโดยการให้คาปรกึ ษาในการตัดสินใจเกย่ี วกบั โครงการ และเป็น
ผูป้ ระสานงานในโครงการด้วย

2.3 การมีสว่ นรว่ มในการเข้าเปน็ ผู้ปฏบิ ตั ใิ นโครงการ (Programmer Enlistment
Activities) เป็นการมีส่วนร่วมโดยการเข้าปฏิบัติในโครงการแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือลักษณะบังคับ
ใหเ้ ขา้ ปฏบิ ัตใิ นโครงการและลักษณะเต็มใจเขา้ ปฏิบตั ิในโครงการ

3. การมสี ว่ นรว่ มในผลประโยชน์ (Benefits) เปน็ การร่วมรับผลที่จะเกิดประโยชน์
แก่ตนเอง แก่ผู้เกี่ยวข้อง และชุมชนซ่ึง แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ การมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์ในด้าน
วัตถุ (Material Benefits) ด้านสงั คม (Social Benefits) และดา้ นบคุ คล (Personal Benefits)

4. การมีส่วนร่วมในการประเมนิ ผล (Evaluation) เป็นการมสี ่วนรว่ มในการวัดผล
และวิเคราะห์ผลของการดาเนินงาน รวมทั้งการค้นหาข้อดีและข้อบกพร่องเพ่ือหาแนวทางแก้ไข
ปญั หาการทางานให้มีประสทิ ธภิ าพ

ฟอร์นารอฟ (Fornaroff. 1980 : 104) เสนอว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนไว้
4 ขั้นตอนดังนี้

1. การวางแผน รวมถึงการตัดสินใจในการกาหนดเป้าหมายกลวิธีทรัพยากรท่ีต้องใช้
ตลอดจนการตดิ ตามประเมนิ ผล

2. การดาเนนิ งาน
3. การใชบ้ ริการจากโครงการ
4. การมสี ว่ นร่วมในการรบั ผลประโยชน์
จะเห็นได้ว่า กระบวนการหรือข้ันตอนการมีส่วนร่วมที่สาคัญ ได้แก่ การมีส่วนร่วม
ในการวางแผน การค้นหาปัญหาสาเหตุของปัญหา การร่วมกันตัดสินใจการ การร่วมในการลงทุน
และการปฏิบตั งิ าน การมีสว่ นรว่ มในการตดิ ตามประเมนิ ผล เป็นตน้
จ า ก แ น ว คิ ด ข อ ง นั ก วิ จั ย ห ล า ย ค น จ ะ เ ห็ น ไ ด้ ว่ า มี แ น ว คิ ด ไ ป ใ น ทิ ศ ท า ง เ ดี ย ว กั น
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกที่จะศึกษากระบวนการมีส่วนร่วม 4 ด้านคือ ด้านการวางแผน ด้าน
การประสานงาน ด้านการจัดหาทรัพยากร และด้านการประเมินผล จึงได้ศึกษาและเรียบเรียงมา
กลา่ วไว้ ดงั น้ี

32

ด้านการวางแผน
1. ความหมายของการวางแผน

การวางแผนเป็นขนั้ ตอนสาคัญในการทางานใหป้ ระสบผลสาเร็จตามเป้าหมาย ซ่ึงมี
ผกู้ ล่าวถงึ การวางแผน ไวด้ ังนี้

เมตต์ เมตตก์ ารุณจ์ ิต (2541 : 227) ไดใ้ ห้ความหมายของการวางแผนไว้วา่ หมายถงึ
การตัดสินใจไว้ล่วงหน้าว่าในอนาคตจะทาอะไร จะมีวิธีการดาเนินการอย่างไร และใครจะเป็น
ผู้รับผิดชอบ เพ่ือให้บรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพเป็นการนาความรู้ทางนโยบาย
และแผนมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นทางปฏบิ ัติ

ชัยยศ สันติวงษ์ และนติ ยา เจรยี งประเสริฐ (2546 : 41) ได้ให้ความหมายของ
การวางแผนไว้ว่า หมายถึง การเชื่อมโยงตัวเราจากท่ีเป็นอยู่ไปสู่จุดมุ่งหมายท่ีต้องการจะไปถึงการ
วางแผน จึงเปน็ กระบวนการคิดวเิ คราะห์เพ่อื พิจารณาวตั ถปุ ระสงคท์ ีต่ อ้ งการโดยมีการคาดคะเนปัญหา
ต่างๆท่ีอาจเกิดขึ้นและทาการพัฒนาหาวิธีการแก้ไขเอาไว้ล่วงหน้าท้ังน้ีโดยจะต้องมีการคิดพิจารณา
รายละเอียดส่ิงท่ีต้องทา ว่าต้องทาอะไรเมื่อไรพร้อมกับการระบุผลสาเร็จต่างๆท่ีต้องการจะนากิจการ
มุ่งไปสวู่ ตั ถุประสงคต์ ามทไ่ี ดต้ ั้งเอาไว้

พิสุทธิ์สง่า สาริกบุตร (2549 : 18) ได้ให้ความหมายของการวางแผนหมายถึง
กระบวนการในการกาหนดทิศทางเป้าหมายหรือกาหนดวัตถุประสงค์ท่ีต้องการให้เกิดข้ึนในอนาคต
ขององค์กร ซึ่งหน่วยงานโดยเลือกวิธีทางานท่ีดีท่ีสุดมีประสิทธิภาพมากท่ีสุด ให้บรรลุผลตามท่ี
ต้องการภายในเวลาทก่ี าหนด

อัลเบิร์ต (Elbert. 1992 : 237; อ้างถึงใน พิสุทธ์ิสง่า สาริกบุตร. 2549 : 17) ให้
ความหมายไวว้ ่าการวางแผน เป็นสิ่งที่จะต้องมีอยู่ก่อนทาการวางแผนจะต้องหาคาตอบ 2 ประการ
น้ีให้ได้คือ ความมุ่งหมายขององค์กรหรือแผนงานคืออะไร และอะไรคือวิธีการที่ดีท่ีสุดจะทาให้
บรรลุผลสาเร็จของความมุ่งหมายน้ัน ดังนั้นการวางแผนถือเป็นเรื่องที่ต้องทาอย่างต่อเนื่อง ต้องมี
การปรบั เปลย่ี นอยู่เสมอ และสามารถทานายการเปลย่ี นแปลงในอนาคตได้

จากความหมายของการวางแผน จะเห็นได้ว่า การวางแผน หมายถึง กระบวนการที่
องค์กรหรือหน่วยงานดาเนินการ เพ่ือให้ได้ผลท่ีต้องการในอนาคต โดยการตัดสินใจล่วงหน้าในการ
เลือกวิธีทางานท่ีดีมีประสิทธิภาพมากท่ีสุด ให้บรรลุผลตามที่ต้องการภายในเวลาท่ีกาหนด เป็น
กระบวนการทตี่ อ้ งดาเนินการอย่างต่อเน่ือง และสามารถปรบั ปรุงแกไ้ ขได้อยู่เสมอ

2. องค์ประกอบของการวางแผน
โดยความหมายของการวาแผน จะสังเกตได้ว่าการวางแผนมีส่วนประกอบที่ได้รับการ
แจงโดยนัยไว้อย่างชัดเจน เช่น ระบุถึงวิธีการดาเนินงานในการใช้ทรัพยากรการเลือกแนวทางเพ่ือ
การปฏิบัติงานและการกาหนดวัตถุประสงค์ของแผนเป็นต้น การวางแผนที่ดีน้ันจะต้องประกอบด้วย

33

องค์ประกอบทชี่ ัดเจนและมีความต่อเน่ืองกันเป็นลาดับ ท้ังน้ีเพ่ือให้ผู้ใช้แผนมีความเข้าใจและปฏิบัติ
ตามแผนไดโ้ ดยง่าย ซึง่ มีนักการศกึ ษาหลายทา่ นได้เสนอองค์ประกอบของการวางแผนไว้ดังน้ี

ทองอินทร์ วงศ์โสธร และธิติรัตน์ วิศาลเวทย์ (2551 : 26-29) นาเสนอเกี่ยวกับ
องค์ประกอบของแผน โดยจาแนกออกเปน็ 2 ลักษณะ คือ

1. องค์ประกอบเชงิ กระบวนการ ประกอบดว้ ยกระบวนการ 4 สว่ น คอื
1.1. การกาหนดวตั ถุประสงค์
1.2. การจดั ทาแผน
1.3 การนาแผนไปปฏบิ ัติ
1.4. การประเมนิ แผน

ในองค์ประกอบเชงิ กระบวนการ หลังการจัดทาแผนเสร็จสิ้น ก่อนท่ีจะนาแผนไปปฏิบัติ
ควรมีข้ันตอนการอนุมัติแผน (Plan Adoption) ซึ่งเป็นข้ันตอนที่สาคัญท่ีหน่วยงานหรือกลุ่มคณะ
บุคคลที่มีหน้าท่ีในการกากับดูแลจะให้ความเห็นชอบต่อแผนที่จัดทา เช่น แผนพัฒนาสถานศึกษา ก็
ควรให้คณะกรรมการสถานศึกษาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะก่อให้เกิดการยอมรับและสร้าง
ความผกู พันในการนาแผนไปปฏบิ ตั ิ

2. องคป์ ระกอบเชิงโครงสรา้ ง ในแผนฉบับหน่ึงๆ ควรมีส่วนประกอบที่สาคญั ดงั น้ี
2.1 ส่วนกรอบและเกณฑ์ ประกอบด้วย
2.1.1. ปณิธาน หรือพันธกิจ (Mission) ปณิธานมีลักษณะกว้าง ครอบคลุมทุก

สว่ นขององคก์ าร เน้นบทบาทขององคก์ ารที่มีตอ่ สังคม ปณธิ านจึงให้ทิศทางที่ชดั เจนในการจดั ทาแผน
2.1.2. วัตถุประสงค์ (Objectives) คือส่ิงที่พึงปรารถนาในอนาคต มีลักษณะเป็น

ท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ท้ังกว้างและแคบ วัตถุประสงค์ที่กว้างเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป
วัตถุประสงคท์ ี่แคบเป็นวตั ถุประสงคเ์ ฉพาเจาะจง

2.1.3. กลยุทธ์ (Strategies) คือ วิถี (Ways) หรือกรรมวิธี (Means) ท่ีจะ
ดาเนินการให้บรรลวุ ตั ถุประสงค์

2.1.4. นโยบาย (Policy) เป็นการกาหนดขอบเขตของแนวปฏิบัติไว้อย่างกว้าง ๆ
เพื่อให้เลือกตัดสินใจ และการตัดสินใจภายใต้นโยบาย จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่
ต้องการ

2.1.5. แนวปฏิบัติ (Procedure) เป็นการกาหนดแนวปฏิบัติท่ีเฉพาะเจาะจง
และเป็นการลาดบั เหตกุ ารณท์ ่ีต้องกระทาภายใต้ขอบเขตของนโยบาย

2.1.6. ระเบียบ (Rules) เป็นกฎเกณฑ์หรือระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนในการปฏิบัติ
ตามนโยบายท่ีกาหนดไว้

2.2 ส่วนแผนงาน ประกอบด้วย

34

2.2.1. แผนงาน (Programs) เป็นส่วนประกอบของแผน ซ่ึงจาแนกหมวดหมู่ของ
กิจกรรมขององค์การไว้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของแผนตามภารกิจขององค์การ ในแต่ละองค์การ
อาจมีหลายแผนงาน

2.2.2. งบประมาณ (Budgets) เป็นข้อความแสดงผลที่คาดหมายล่วงหน้าเป็น
ตวั เลขในรูปของตัวเงิน เวลา จานวนหรืออืน่ ๆ ภายในระยะเวลาทกี่ าหนด

แอคคอฟฟ์ (Ackoff, 1970: 5-6; อ้างถึงใน ประชุม รอดประเสริฐ. 2554 : 29)
จาแนกองคป์ ระกอบของแผนและการวางแผนไวด้ ังนี้

1. จุดหมาย (Ends) เป็นองค์ประกอบที่แสดงถึงวัตถุประสงค์ ความมุ่งหวัง
หรือจดุ มุ่งหมายของแผนทไ่ี ด้กาหนดขน้ึ โดยอาจชี้สภาพปญั หาหรอื ความเป็นมาหรอื ภมู ิหลังที่ต้องทา
ให้มกี ารวางแผน และรวมถึงประโยชน์ท่ีจะเกดิ ข้นึ จากการวางแผนนั้น

2. วิธกี าร (Means) เป็นองค์ประกอบที่แสดงถึงการนาข้อมูลมาวิเคราะห์ แล้ว
กาหนดเป็นทางเลือกไว้หลายทางเลือก เพ่ือนาไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุถึงจุดหมาย ท่ีได้กาหนดไว้
แลว้ เป็นองค์ประกอบแรก

3. ทรพั ยากร (Resources) เปน็ องคป์ ระกอบทแ่ี สดงถงึ ประเภท ปรมิ าณ และ
คุณภาพของทรัพยากรเช่น คน เงิน วัสดุอุปกรณ์ และวิธีการท่ีจะต้องจัดสรรให้กับวิธีกรหรือ
ทางเลือกทีไ่ ดก้ าหนดไว้

4. การนาแผนไปใช้ (Implementation ) เป็นองค์ประกอบท่ีระบถึงวิธีการหรือ
การตัดสินใจเพ่ือเลือกเลือกทางเลือกหรือแนวทางท่ีดีท่ีสุดในการปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนและ
วตั ถปุ ระสงค์ของแผนซ่ึงได้กาหนดไว้ทางเลอื กในการดาเนินงานจะต้องมีลักษณะที่ประหยัดและให้ผล
ประโยชน์ท่เี หมาะสม จึงจะถือวา่ เป็นทางเลือกและการดาเนินงานที่ดี

5. การควบคุม (Control) เป็นองค์ประกอบที่แสดงถึงการตรวจสอบและการ
ประเมินผลการดาเนินงานของแผนว่าเป็นไปด้วยดีมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด มีปัญหาอุปสรรค
อย่างไรบ้าง และมีการปรับปรุงหรือหาทางปรับปรุงแก้ไขอย่างไร การควบคุมจะต้องเป็นไปทุก
ขั้นตอนทกุ ระยะการดาเนินงานและเปน็ ไปอยา่ งตอ่ เน่ือง

สตรอบ (Straub, 1979: 127-131; อ้างถึงใน ประชุม รอดประเสริฐ. 2554 : 30-
31) อธิบายถึงองค์ประกอบท่ีมีผลต่อความสาเร็จของแผน โดยชี้ให้เห็นว่าองค์การทุกองค์การเมื่อ
กาหนดแผนงานขึ้นแล้ว ต่างมุ่งหวังท่ีจะทาให้แผนงานน้ันบรรลุถึงความสาเร็จตามที่ปรารถนา ซึ่ง
ปัจจัยทีม่ ผี ลตอ่ ความสาเร็จของแผนได้แกก่ ารจดั ทาแผนหรอื รา่ งแผนไว้อย่างรอบคอบ การช้ีแจงแผน
เพ่ือให้เกิดความเข้าใจ การปรับแผนให้ยืดหยุ่นเพ่ือให้สามารถดาเนินการได้ การนาแผนไปใช้และ
การควบคมุ การดาเนินงานของแผน แตล่ ะปจั จยั หรอื แต่ละองคป์ ระกอบมรี ายละเอียดดังน้ี

35

1. การจดั รา่ งทางานแผน (Design) หมายถึง การจัดร่างแผนงานให้มีรายละเอียด
ท่ีสามารถดาเนินการได้โดยบ่งช้ีอย่างชัดเจนว่า แผนงานน้ันเป็นแผนอะไร ต้องการทาอะไร ทา
อย่างไร ใครเป็นผ้รู บั ผิดชอบทจ่ี ะต้องทา และแผนงานนน้ั จะเร่ิมทาเม่ือใดและทไี่ หน

2. การช้ีแจงแผน (Communication) เม่ือแผนได้รับกรจัดทาหรือร่างขึ้นเป็นที่
เรียบร้อยแล้ว แผนน้ันจะต้องได้รับการชี้แจงให้ผู้เก่ียวข้องได้รับทราบและเข้าใจโดยละเอียด การ
ช้แี จงแผนให้เปน็ ท่ีเขา้ ใจ ยอ่ มทาให้แผนน้นั ได้รับการยอมรับ การสนับสนนุ และงา่ ยต่อการปฏบิ ัติ

3. การปรับแผน (Flexibility) เมื่อแผนได้ถูกช้ีแจงให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบแล้ว
หากปรากฏว่าเกิดการวิพากษ์วิจารณ์และผู้เกี่ยวข้องได้ช้ีให้เห็นถึงความบกพร่อง หรือมีการท้วงติง
เสนอแนะ หรือคาดว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น แผนนั้นจะต้องได้รับการปรับปรุงหรือให้มีการยืดหยุ่นใน
การนาไปใช้เพราะหากไม่ปรับแผนให้มีความยืดหยุ่นแล้ว จะเป็นสาเหตุอย่างสาคัญทาให้แผนเกิด
ความลม้ เหลว อันจะกอ่ ให้เกดิ ความเสียหายแกห่ น่วยงานได้

4. การนาแผนไปใช้ (Implementation) เม่ือแผนได้รับการปรับปรุงแล้ว แผน
ก็จะถูกนาไปใช้ปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลตามที่ประสงค์ อย่างไรก็ดีแผนจะบรรลุถึงความสาเร็จมากน้อย
เพียงใด ฝ่ายบริหารจะต้องให้การสนับสนุนท้ังกาลังคน กาลังทรัพย์ และรวมถึงกาลังใจของ
ผ้บู รหิ ารเองอย่างต่อเนือ่ ง

5. การควบคุมแผน (Comtrol) เม่ือแผนนาไปใช้แล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้อง
ติดตามตรวจสอบ และประเมินผลว่าการดาเนินงานตามแผนในแต่ละขั้นตอนมีปัญหาอุปสรรคใด ๆ
หรือไม่ หากพบปัญหาจากจุดหนึ่งจุดใดในกระบวนการ ปัญหาน้ันจะต้องได้รับการแก้ไขโดย
ทันท่วงที รวมทั้งจะต้องรับฟังข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพ่ือปรับปรุงการดาเนินงานของแผนให้ดีย่ิงขึ้น

จากองค์ประกอบของการวางแผน จะเห็นได้ว่า องค์ประกอบของแผนหาก
พิจารณาในเชิงกระบวนการประกอบด้วยขั้นตอนสาคัญ 4 ข้ันตอน คือ การกาหนดวัตถุประสงค์ การ
จัดทาแผน การนาแผนไปปฏิบัติ และการประเมินแผน ส่วนองค์ประกอบในเชิงโครงสร้าง
ประกอบดว้ ย ปณธิ านหรอื พนั ธกจิ วตั ถปุ ระสงค์ กลยุทธ์ นโยบาย แนวปฏิบัติ ระเบียบ แผนงานและ
งบประมาณ

3. ประโยชนข์ องการวางแผน
นักวิชาการหลายทา่ นไดก้ ลา่ วถงึ ประโยชนข์ องการวางแผนไว้ ดงั น้ี
กมล ภู่ประเสริฐ (2544 : 5) กล่าวถึงคณุ ประโยชน์ทไ่ี ดจ้ ากการวางแผนไวด้ งั น้ี

1. ชว่ ยค้นหา ชีใ้ ห้ทราบถึงปัญหา หรือช่วยใหเ้ หน็ ถึงโอกาสต่างๆ ท่ีอาจเกิดขึน้
2. ชว่ ยปรับปรุงและยกระดบั คณุ ภาพกระบวนการตดั สินใจภายในองค์กรดีขึ้น

3. ช่วยใหก้ ารปรับทิศทางอนาคตขององคก์ ร ตลอดจนคา่ นิยม และวัตถปุ ระสงค์
ขององคก์ รให้ชดั เจนเสมอ

36

4. ชว่ ยให้แต่ละบุคคลหรอื องคก์ รสามารถปรบั ตัวใหเ้ ข้ากับการเปล่ียนแปลง
ในสภาพแวดล้อม

5. ช่วยเหลือผู้บริหารใหส้ ามารถมนั่ ใจท่จี ะนาองคก์ รใหอ้ ยรู่ อด
เสาวนิตย์ ชัยมุสิก (2545 : 4-5) ได้กลา่ วถึงประโยชน์ของการวางแผนไว้ดังนี้
1. ช่วยให้หน่วยงานสามารถเตรียมรับสถานการณ์และการเปล่ียนแปลงได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพเพราะสภาวะสงั คมปัจจบุ ันที่มกี ารเปลีย่ นแปลงอย่างรวดเร็วและสลบั ซบั ซ้อนมากขน้ึ
2. เปน็ แนวทางและแนวปฏบิ ตั ิในการตัดสนิ ใจและการปฏิบัติงานสาหรบั ผูบ้ ริหารและผู้
ปฏิบัติ ทาให้การดาเนินงานของหน่วยงานบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ช่วยให้การใชท้ รพั ยากรของหน่วยงานเป็นไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพเนือ่ งจาก
การวางแผนชว่ ยใหท้ กุ คนร้หู นา้ ที่ความรบั ผิดชอบของตนอย่างชดั เจนส่งผลใหเ้ กดิ การประสานงาน
ท่ีดีลดความซา้ ซอ้ นในการทางานและการสูญเสียทรัพยากรไปโดยเปลา่ ประโยชน์
4. เปน็ พ้ืนฐานของการควบคมุ ตรวจสอบผลการปฏบิ ัตงิ านสู่เป้าหมายของสถานศึกษา
ซิมมอนส์ (Simmons. 1997 : 227; อา้ งถึงใน เสาวนิตย์ ชัยมุสิก. 2545 : 7) กล่าวถึง
ประโยชน์ของการวางแผนไว้ดงั นี้

1. เพ่ือใหผ้ ูบ้ รหิ ารตระหนกั ถงึ ความรบั ผิดชอบไดด้ ีข้ึน
2. ช่วยด้านให้มกี ารควบคมุ ท่ีกระทาไดโ้ ดยอาศยั การวดั ผลสาเร็จตามแผนงาน
3. แผนงานช่วยในการเป็นเครื่องมอื ในการสือ่ ความให้ทุกฝ่ายทราบถึงทศิ ทาง
ขององค์กร และใหฝ้ ่ายต่างๆ ประสานการทางานเปน็ ทีมโดยอาศัยแผนเปน็ เคร่ืองมือ
4. แผนงานทีไ่ ดด้ าเนินอยู่สามารถใช้ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของนโยบายปจั จบุ ัน
โดยสามารถตรวจสอบดูได้จากผลของการปฏิบัติตามแผน เพ่ือจะได้มีการปรับแก้ไขนโยบายและ
เป้าหมายระยะยาวใหถ้ กู ต้อง
5. การวางแผนช่วยขยายขอบเขตการคิดของผู้บริหาร และช่วยให้ผู้บริหาร
คล่องตัวในการแก้ปัญหาหรือยกระดับผลงานให้ดีข้ึน เพราะสามารถเพ่ิมทัศนวิสัยของการคิดให้
กว้างไกล ทาใหค้ ดิ ไดอ้ ย่างคล่องแคลว่ และปรับตัวใหด้ ีข้ึน
จะเหน็ ได้วา่ การวางแผนมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อหน่วยงานหรือองค์กรเป็นสิ่งท่ีบอก
ให้เห็นถึงทิศทางค่านิยม วัตถุประสงค์ในอนาคตขององค์กร ให้ทุกฝ่ายทราบมีการประสานงานโดย
อาศัยแผนเปน็ เครื่องมอื ช่วยปรับปรุงและยกระดบั คณุ ภาพกระบวนการในการตัดสินใจภายในองค์กร
ให้ดขี น้ึ ชว่ ยใหบ้ ุคลากรสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมขององค์กรท่ีเปลี่ยนไปใด ตลอดจนช่วย
ขยายขอบเขตแนวคิดของผู้บริหาร เพิ่มวิธีการคิดให้คิดได้อย่างกว้างไกลและคล่องแคล่ว ซ่ึงจะเป็น
สิ่งชีถ้ งึ การบรรลุเปา้ หมายอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพของหน่วยงาน การบรรลถุ ึงเป้าหมายจะคุ้มคา่

37

กับการลงทุนหรือไม่ก็ข้ึนอยู่กับการวางแผนท่ีดีด้วย จากเน้ือหาที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่า การ
วางแผน เป็นหน้าที่หลักท่ีสาคัญของการจัดการในเรื่องต่างๆ รวมถึงการจัดการศึกษานอกระบบและ
การจัดการศึกษาตามอัธยาศัยเช่นเดียวกัน จาเป็นต้องมีการวางแผนกาหนดเป้าหมาย สร้างกลยุทธ์
ตลอดจนตัดสินใจวางแนวทางในการปฏิบัติงานที่เก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์ภาพรวมขององค์การ เพ่ือประโยชน์ในการจัดการและพัฒนาการศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอธั ยาศยั

การประสานงาน
1. ความหมายของการประสานงาน

การประสานงานเป็นสิ่งจาเป็นในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัย เนื่องจากในเขตบริการประกอบไปด้วยหน่วยงาน องค์การ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน
จาเป็นที่จะต้องประสานความร่วมมือกับองค์กรต่างๆดังกล่าว นักวิชาการได้ให้ความหมายการ
ประสานงานไวด้ งั นี้

วิจิตร อาวะกลุ (2542 : 8 ) ได้ให้ความหมายของการประสานงาน (Coordinating)
ไว้ว่า หมายถึงการเชอื่ มโยงของทกุ คนให้เข้ากันได้ และนาไปสู่เปา้ หมายเดยี วกันในที่สุด

สมิต สัชฌกุ ร (2546 : 11) ได้ให้ความหมายของการประสานงานคือการท่ีบุคคลหรือ
หน่วยงานในองค์กร ทางานร่วมกับบุคคลและหน่วยงานอื่นเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน
มลี กั ษณะเปน็ กระบวนการทก่ี ระทาต่อเนื่องสอดคล้องกนั เพอ่ื ใหง้ านสาเรจ็ อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

จุมพล หนิมพานิช (2549 : 24) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การประสานงาน หมายถึง
การติดต่อสื่อสารให้เกิดความคิดความเข้าใจตรงกัน เพ่ือการร่วมมือปฏิบัติงานให้สอดคล้องท้ังเวลา
และกิจกรรมที่จะต้องกระทาให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างสมานฉันท์ ทาให้งานดาเนินไปอย่างราบรื่น
ไมเ่ กดิ การทางานซา้ ซอ้ น ขดั แยง้ หรือเหลอ่ี มล้ากนั

รัตนาภรณ์ ศรีพยัคฆ์ (2553 : 9) ได้ให้ความหมายว่า การประสานงานว่า
หมายถึง การติดต่อสื่อสารให้เกิดความคิดความเข้าใจตรงกันในการร่วมมือปฏิบัติงาน ให้สอดคล้อง
ทง้ั เวลาและกิจกรรมทีจ่ ะต้องกระทาใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงคอ์ ยา่ งสมานฉนั ท์ และมีประสิทธิภาพเพ่ือให้
งานดาเนินไปอย่างราบรื่นไม่เกิดการทางานซ้าซ้อนขัดแย้งกันหรือเหลื่อมล้ากัน การประสานงานจึง
เปน็ กระบวนการหนง่ึ ของการบริหารและการปฏิบตั ิงานในหน่วยงานหรอื องค์กร ความสาเร็จของการ
ประสานงานข้นึ อยกู่ ับบทบาทและความสามารถของบคุ ลากร

วัลภา ทับแก้ว (2555 : 4) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การประสานงาน หมายถึง การจัด
ระเบยี บวธิ ีการทางาน เพอ่ื ให้งานและเจา้ หน้าทฝ่ี ่ายต่างๆร่วมมือปฏิบตั งิ านเป็นน้าหนึ่งใจเดยี ว
ไม่ทาใหง้ านซอ้ นกนั ขัดแยง้ กัน หรอื เหลื่อมล้ากัน ทง้ั นี้เพอ่ื ให้งานดาเนินไปอย่างราบรื่น สอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์ และนโยบายขององคก์ รนน้ั อย่างสมานฉันท์ และมปี ระสิทธภิ าพ"

38

จากความหมายของการประสานงานดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า การ
ประสานงานหมายถึง กระบวนการเช่ือมสัมพันธ์เก่ียวข้องกันระหว่างบุคคลกับบุคคล บุคคลกับ
หน่วยงาน หรือระหว่างหน่วยงานหน่ึงกับอีกหน่วยงานหนึ่ง การติดต่อส่ือสารให้เกิดความเข้าใจ
ตรงกันในการร่วมมือด้านการจัดการศึกษา ให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างราบร่ืนเป็นไปอย่างสมานฉันท์
และมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่จาเป็นว่าหน่วยงานน้ันจะต้องมีเป้าหมายอย่างเดียวกันหรือหวังผลอย่าง
เดยี วกนั

2. องค์ประกอบและแนวทางการประสานงาน
นักวิชาการหลายทา่ น ไดก้ ลา่ วถึงองคป์ ระกอบและแนวทางการประสานงานไวด้ งั นี้
สมิต สชั ฌกุ ร (2546 : 12) กลา่ วถึงองคป์ ระกอบทจ่ี าเป็นตอ่ การประสานงานไว้ดังนี้
1. คน ผู้ซ่งึ จะทาให้งานเปน็ ผลข้ึนมาคือการประสานคนใหร้ ่วมใจร่วมกาลังงาน

ด้วยการนาเอาความสามารถของคนมาทาให้เกิดผลงานในจุดมุ่งหมายเดียวกัน ความสามารถของคน
พิจารณาได้สองด้านคือ ทางด้านความรู้และด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ประสานงานต้องมีความรู้
ความสามารถและการมองการไกลมีมนุษยสัมพันธ์ดี มีทัศนคติท่ีดีต่อกันผู้ร่วมงานทุกฝ่ายเข้ากันได้ดี
มีการพบปะหารอื กนั อยู่เสมอ

2. เงนิ คอื ตัวเงินและสงิ่ อน่ื ซึ่งสามารถใชเ้ ปน็ สื่อกลางในการแลกเปล่ยี นได้
ในการประสานงานจะตอ้ งมีกาลังเงนิ สนบั สนุนการปฏิบตั ิงาน

3. วสั ดุคือ ส่ิงของเครื่องมอื และเครอื่ งใช้ต่างๆในการประสานงานจะต้องมีวัสดุอุปกรณ์
ชว่ ยในการประสานงานอยา่ งพอเพยี ง

4. วิธีการทางาน เป็นการบริหารงานให้สามารถบรรลุผลสาเร็จตามจุดประสงค์
ท่ีกาหนดไว้ เป็นเป้าหมายมกี ารกาหนดอานาจหนา้ ทแ่ี ละความรับผดิ ชอบใหช้ ัดเจน มกี ารมอบหมาย
งานและการควบคมุ งานอยา่ งชัดเจน มีการตดิ ต่อสอื่ สารทดี่ ี เปน็ ตน้

รัตนาภรณ์ ศรพี ยคั ฆ์ (2553 : 12) กล่าวถึงองคป์ ระกอบของการประสานงาน ดงั นี้
1. การประสานงานมที ุกระดบั ชนั้ ของสายการบังคับบัญชา (Chain of command)
2. การติดต่อสอ่ื สาร (Communication) เปน็ สงิ่ สาคญั สาหรับการประสานงาน
3. การประสานงานมิใช่เป็นเร่ืองท่ีเกี่ยวกับการจัดงานให้ประสานกันเท่านั้นหากเป็น
การปฏิบัติงานของทุกฝ่าย เพ่ือให้บรรลุจุดมุ่งหมายในรูปของกลุ่มทางาน โดยมีเงื่อนไขว่าบุคคลต้อง
เตม็ ใจชว่ ยเหลือซ่ึงกันและกัน
4. การประสานนโยบาย (Policy) หรือวัตถุประสงค์ (Objectives) ของหน่วยงานหรือ
องคก์ รเป็นปจั จัยสาคัญของการประสานงาน

39

5. ถ้าเป็นหน่วยงานขนาดเล็ก ผู้บริหารสามารถควบคุมดูแลได้อย่างทั่วถึง ทาให้การ
ประสานงานเป็นไปโดยใช้สามัญสานึก (Common Sense) แต่ถ้าองค์กรมีขนาดใหญ่และซับซ้อน
มากขน้ึ ปญั หาการบริหารงานจะเพม่ิ ขน้ึ

6. การประสานงานกับการควบคุม (Co – Ordination & Control) การควบคมุ
มักจะมีวัตถุประสงค์คือ เพ่ือให้แน่ใจว่างานจะดาเนินไปจนบรรลุเป้าหมายท่ีตั้งไว้อย่างเรียบร้อย
ฉะนน้ั การควบคมุ จึงเปน็ การประคับประคองการปฏิบัติงานใหป้ ระสานกันและมงุ่ สจู่ ุดมงุ่ หมายเดยี วกัน

7. การประสานงานเปน็ กระบวนการบริหารทรัพยากรทางการบริหาร ได้แก่ คน เงิน
วัสดุสง่ิ ของต่างๆ นอกจากทรพั ยากรทางการบริหารดังกล่าวแล้ว ควรมีส่ิงเหล่าน้ีเพิ่มเติมเข้ามาด้วย
อีกคือ อานาจ หน้าที่ เวลา ความตั้งใจในการทางานและความสะดวกต่างๆรวมอยู่ด้วย ท้ังนี้
เพือ่ ให้ไดผ้ ลงานหรือผลผลิตออกมาอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ

วัลภา ทับแก้ว (2555 : 5-6) กลา่ วถงึ องค์ประกอบท่ีจาเป็นตอ่ การประสานงาน ดังนี้
1. ความร่วมมือจะต้องสร้างสัมพันธภาพในการทางานร่วมกันของทุกฝ่ายโดยอาศัย
ความเข้าใจหรือการตกลงร่วมกันมีการรวบรวมกาลังความคิดวิธีการเทคนิคและระดมทรัพยากรมา
สนบั สนนุ งานร่วมกันเพ่อื ใหเ้ กดิ ความเปน็ อนั หนง่ึ อันเดียวกันเตม็ ใจทจี่ ะทางานร่วมกัน
2. เวลาจะตอ้ งปฏิบัติงานตามบทบาทหนา้ ท่ีและความรับผิดชอบของแตล่ ะคน
ตามกาหนดเวลาท่ตี กลงกนั ให้ตรงเวลา
3. ความสอดคล้องจะตอ้ งพิจารณาความพอเหมาะพอดีไมท่ างานซ้อนกนั
4. ระบบการส่ือสารจะต้องมีการสื่อสารท่ีเข้าใจตรงกันอย่างรวดเร็วและราบรืน่
5. ผปู้ ระสานงานจะต้องสามารถดงึ ทกุ ฝ่ายเขา้ ร่วมทางานเพ่ือตรงไปส่จู ดุ หมาย
เดยี วกนั ตามท่ีกาหนดเปน็ วตั ถปุ ระสงคข์ องงาน

จากองค์ประกอบและแนวทางการประสานงานดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า
ประสานงานที่จะประสบผลสาเร็จควรมีองค์ประกอบหลายประการ เช่น เงิน วัสดุ และทรัพยากร
อย่างอื่นๆ โดยอาศยั ความรว่ มมือตลอดจนจังหวะเวลาทส่ี อดคลอ้ งประสานกันอย่างเหมาะสม

3. หลกั การประสานงานและวิธีการประสานงาน
การประสานงานให้เกดิ ผลดีนน้ั ต้องอาศัยหลักการประสานงาน และมีวธิ กี าร

ประสานงานที่ดีด้วย นักวิชาการหลายท่านกล่าวถึงหลักการประสานงานและวิธีการประสานงาน
ดังนี้

จุมพล หนิมพานิช (2549 : 27) กล่าวว่า การประสานงานจะสัมฤทธ์ิผลต้องยึด
หลักการสาคัญ ไดแ้ ก่

1. จัดให้มกี ระบวนการบริหารทเี่ ปน็ ระบบการประสานงานทีด่ ี
2. จดั ใหม้ ีระบบของความร่วมมือทีด่ ี

40

3. จัดให้มีระบบการส่อื สารท่ดี ี
4. จัดให้มกี ารศึกษาวัตถปุ ระสงคแ์ ละนโยบายใหช้ ัดเจน
5. จดั ให้มีระบบความสมั พนั ธท์ ี่ดี
6. จดั ให้รสู้ งิ่ ที่ต้องประสานงานใหช้ ดั เจน
7. จดั ให้ร้รู ูปแบบและวิธีการประสานงานท่ดี ี
รัชนีกร หงส์พนัส (2547 : 40) เสนอแนวทางการประสานงานว่า มีส่ิงที่ต้องคานึงถึง
สง่ิ ตอ่ ไปน้ี
1. วัตถุประสงค์ การประสานงานเพ่ือบรรลุวัตถุประสงค์ต้องอาศัยความร่วมมือและ
จังหวะเวลาในการปฏบิ ตั ิจากผู้เกย่ี วข้องหลายฝ่าย
2. กระบวนการ การประสานงานในเร่ืองท่ีมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างเป็นกระบวนการ
จะต้องกระทาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวังอย่างย่ิง เพราะงานที่มี
วตั ถุประสงคด์ แี ต่มีการปฏิบัตผิ ิดขนั้ ตอน ก็จะทาใหไ้ มไ่ ด้รบั ผลตามตอ้ งการ

3. เจ้าหน้าที่กับเจ้าหน้าท่ี การประสานงานระหว่างคนต้องคานึงถึงความเข้าใจ
และความรู้สึกท่ีดีต่อกัน ในเบ้ืองต้นจะต้องมีการยอมรับระหว่างกันเพื่อจะได้มีทัศนคติท่ีดีต่อกันความ
รว่ มมอื กจ็ ะเกิดตามมา เจา้ หนา้ ที่ซึง่ รับผิดชอบในงานต้องร่วมกนั ทางานเปน็ ทีม

4. หน่วยงานต่อหน่วยงาน การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่อหน่วยงาน ต้องมี
การประสานขัน้ ตอนการทางาน ใหผ้ ้มู สี ่วนเก่ยี วข้องทุกฝ่ายมคี วามเขา้ ใจตรงกนั

5. นโยบายกับวิธปี ฏิบตั ิ นโยบายถกู กาหนดขนึ้ โดยฝ่ายจัดการหรอื ผู้บรหิ ารสงู สดุ
การปฏิบัติด้วยวิธีการใดๆ จะต้องไม่ขัดกับนโยบายแม้จะให้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ และบรรลุ
เป้าหมาย

6. นโยบายกบั การปฏิบัติ มกี ารประสานนโยบายอันได้แก่ หลกั การท่ีกาหนดไว้ล่วงหน้า
เพื่อใช้เป็นกรอบหรือแนวทางปฏิบัติ ซึ่งจะต้องทาให้ผู้เก่ียวข้องทุกฝ่ายได้รับรู้มีความเข้าใจและ
ปฏิบตั ิไดถ้ ูกต้องตรงกนั เป็นการประสานนโยบายกับการปฏบิ ตั ิ

7. การปฏบิ ตั ิกับการปฏิบัติ ในการประสานงานใดๆ จะมีการปฏิบัติหลายกิจกรรม ซ่ึง
แต่ละกจิ กรรมกจ็ ะดาเนินไปในแนวทางทจ่ี ะใหเ้ กดิ ประสิทธิผลอย่างมีประสิทธภิ าพและประหยดั
แต่ถ้าไม่มีการประสานการปฏิบัติก็อาจจะไม่สอดคล้องกัน และไม่ถูกจังหวะเวลา เป็นผลให้งานโดย
ส่วนรวมเสียหายได้ทั้งนี้จะต้องประสานวัตถุประสงค์และนโยบายตามแผนงานโดยพิจารณาถึง
ระเบยี บวธิ ีปฏิบตั งิ าน การใช้เวลา วสั ดุอปุ กรณ์ กาลงั คน กาลังเงิน และวธิ ีการสอ่ื สาร

วัลภา ทับแก้ว (2555 : 13) กล่าวถึงหลักการประสานงานไว้ว่า ผู้เก่ียวข้องในการ
ทางานร่วมกนั ควรมสี ่ิงท่จี ะยึดถอื เปน็ แนวปฏบิ ัติ ดังนี้

1. เต็มใจทจี่ ะตดิ ต่อกับผูอ้ ื่นกอ่ น


Click to View FlipBook Version