The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัย บทที่ 1 - 3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by psareena, 2021-11-28 00:32:36

งานวิจัย บทที่ 1 - 3

งานวิจัย บทที่ 1 - 3

41

2. แสดงความมนี า้ ใจต่อผู้อน่ื กอ่ น สร้างสมั พันธ์ทด่ี ี มคี วามไวว้ างใจกัน
3. ฟงั ผอู้ ่ืนพดู ให้มาก
4. หลีกเลยี่ งการโต้แยง้
5. ซักซ้อมการทางานให้เข้าใจวัตถปุ ระสงคต์ รงกัน
6. ทาความเข้าใจข้นั ตอนการปฏิบตั ิและจังหวะเวลาใหร้ ับกัน
7. เสริมสร้างมิตร ไมตรี และความเป็นกันเอง
8. ตดิ ตอ่ ตามสายงาน และช่องทางการสื่อสารที่ถูกตอ้ ง
9. ไม่รับการตดิ ตอ่ ในเรื่องที่ไมเ่ ก่ยี วกับงานจากผ้ใู ตบ้ ังคับบญั ชาหนว่ ยงานอน่ื
จากการศึกษาหลักการประสานงานจะเห็นได้ว่า แนวทางการประสานงานในชุมชน
ต้องคานงึ ถึง ความมีมนุษยสัมพันธ์ ท่ีสามารถสร้างความศรัทธา เป็นที่ยอมรับของชุมชน มีการจูงใจ
ท่ีเกิดผลงานเป็นที่ประจักษ์ และต้องมีภาวะผู้นาสูง เพื่อสามารถนาแนะแนวทางสู่ความสาเร็จ
ตามวัตถปุ ระสงค์ท่วี างไว้
วิจิตร อาวะกลุ (2542 : 11) กล่าวว่า การประสานงานนอกจากต้องยึดถือหลักการ
เป็นสาคญั แล้วต้องมวี ิธีการประสานงานทีเ่ ปน็ ตามหลกั การด้วยดงั น้ี
1. จัดทาแผนงานและประชุมช้ีแจงใหผ้ เู้ กยี่ วข้องทราบ
2. ทาความเข้าใจวัตถปุ ระสงค์ของแผนงานใหช้ ดั เจน
3. ระบุกิจกรรมที่จะต้องปฏิบัติตามแผนงานและกาหนดผู้รับผิดชอบแต่ละกิจกรรมให้
แนน่ อน
4. จัดทาแผนผงั ของงาน (Work Flow) และอธบิ ายจุดเชอ่ื มโยงของงาน เพื่อให้
ผูร้ ับผิดชอบงานแตล่ ะงาน รู้ถึงระยะเวลาการปฏิบตั แิ ละจงั หวะเวลาท่ีตอ้ งรบั สง่ งานระหวา่ งกนั
5. ชแ้ี จงให้ทกุ คนรบู้ ทบาทว่าได้รบั การคาดหวงั จากหน่วยงานอย่างไร
6. สง่ เสรมิ ขวญั กาลังใจในการปฏิบตั ิให้ยึดม่นั ในภารกจิ ของหนว่ ยงาน
7. กาหนดมาตรการทป่ี ระกันให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติกจิ กรรมร่วมกนั
อย่างจรงิ จงั
8. เป็นการประสานงานระหว่างหน่วยงาน จะต้องทาความเข้าใจในพิธีการและ
ระเบยี บปฏบิ ัติให้ถกู ต้องครบถว้ น
พนจิ ดา วีระชาติ (2542 : 52-53) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง
โรงเรยี นกบั ชมุ ชนไวด้ งั นี้
1. ศึกษาชมุ ชนโดยละเอียดโดยศึกษาตั้งแต่ส่วนประกอบโครงสร้างวัฒนธรรมประเพณี
อาชีพสภาพทางเศรษฐกิจทรัพยากรความต้องการฯลฯรวมท้ังทัศนคติและความเชื่อต่างๆท่ีมีต่อ
การศกึ ษา

42

2. จดั รายการประชาสมั พันธ์แกช่ ุมชนเพื่อใหช้ มุ ชนทราบถงึ ความเคลือ่ นไหวในกิจกรรม
ของโรงเรยี นทุกระยะโดยเผยแพร่กจิ กรรมทางสอ่ื มวลชนท้องถน่ิ เช่นหนงั สือพิมพ์วิทยุ
โทรทัศนจ์ ดั ทาขา่ วสารของโรงเรียน

3. ออกเยี่ยมบ้านเป็นการสนทนาแลกเปลยี่ นความคิดเหน็ ระหวา่ งโรงเรยี นกบั ชมุ ชน
4. จัดให้มกี รรมการศึกษาของชุมชนประกอบไปด้วยผปู้ กครองและประชาชน
ในชมุ ชนโดยมคี รรู ว่ มเป็นกรรมการอย่ดู ว้ ย
5. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีร่วมกันเช่นลอยกระทงสงกรานต์แห่เทียน
พรรษา เปน็ ตน้ โดยจัดรว่ มกันระหวา่ งโรงเรียนกบั ชมุ ชน
6. ใหบ้ รกิ ารชมุ ชนเปน็ การให้บรกิ ารทีโ่ รงเรียนจัดใหแ้ กช่ มุ ชนเพือ่ สะดวกและ
ประหยดั โดยพิจารณาใหบ้ รกิ ารแก่ชมุ ชนอย่างทั่วถึง
รัชนีกร หงส์พนัส (2547 : 39-40) ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาการผสมผสาน
ความร่วมมือเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ระหว่างโรงเรยี นและบ้านไวด้ ังนี้
1. การพบผู้ปกครองในรปู แบบของ Open House เป็นการเชิญผูป้ กครองมาเยีย่ ม
โรงเรยี นและรว่ มกิจกรรมพิเศษต่างๆท่ีโรงเรยี นจัดขึ้น
2. การจดั กิจกรรมการเขา้ ค่าย โดยขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง เช่น เรอ่ื งคา่ ย
พกั แรม หรือใหผ้ ู้ปกครองมาเยย่ี มค่ายพกั แรม
3. การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการเรียนการสอน การเชิญผู้ปกครองมาเป็น
วทิ ยากรพเิ ศษบรรยายส่ิงทเี่ ป็นภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ และเป็นประโยชน์ตอ่ การเรียนการสอน
4. การสร้างเครือข่ายเช่ือมโยงระหว่างโรงเรียนกับบ้าน โดยมีผู้ประสานงานติดตาม
ตอบคาถามในกรณีทีม่ ปี ัญหาระหวา่ งโรงเรียนเพ่ือใหเ้ กิดการสอื่ สารอย่างถูกต้อง
5. ผู้ปกครองมีบทบาทเป็นครูช่วยสอน การเชิญผู้ปกครองท่ีมีความชานาญพิเศษ
เฉพาะเร่ืองทตี่ รงกบั วิชาหรือโครงการของโรงเรยี น มาเสรมิ เพมิ่ เตมิ ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรมู้ ากขึน้
6. การจัดทัศนศึกษา เชิญผู้ปกครองร่วมเดินทางกับผู้เรียนและผู้สอนในการเยี่ยมชม
สถานทีต่ ่างๆท่เี อื้อประโยชน์ในวชิ าทีจ่ ดั ใหผ้ ู้เรียนอย่แู ลว้ เป็นการเพมิ่ พูนความร้ขู องผ้เู รียนใหด้ ีข้นึ
จากเนื้อหาท่ีกล่าวมา จะเห็นได้ว่า การประสานงานเป็นการสร้างความสัมพันธ์ อันดี
ระหว่างหน่วยงานและชุมชน ซ่ึงได้แก่สถานศึกษา ชุมชน องค์กรต่างๆ ที่เก่ียวข้องมีโอกาสได้
ประชุมปรึกษาหารือทาความเข้าใจ สร้างข้อตกลง มีการแลกเปล่ียนความคิดเห็นร่วมกันในการ
ปฏิบัติงาน เพ่ือให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายและสอดคล้องกับความต้องการของสถานศึกษา ผู้เรียน
และชุมชน ดังน้ันการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในฐานะเป็นการจัด
การศึกษาตลอดชีวิตของประชาชน จึงจาเป็นต้องอาศัยการประสานงานท่ีดี เพื่อจัดระเบียบวิธีการ
ทางาน ให้งานและเจ้าหน้าท่ีฝ่ายต่างๆ ร่วมมือปฏิบัติงานเป็นน้าหนึ่งใจเดียว ไม่ทาให้งานซ้อนกัน

43

ขัดแย้งกัน หรือเหลื่อมล้ากัน ท้ังน้ีเพื่อให้งานดาเนินไปอย่างราบรื่น สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และ
นโยบายขององคก์ าร อยา่ งสมานฉันท์ และมปี ระสิทธภิ าพ

การจัดหาทรัพยากร
นักวชิ าการหลายทา่ น ไดใ้ ห้ความหมายของทรัพยากรเพ่ือการศึกษาไว้อย่างหลากหลาย

ดังน้ี
1. ความหมายของการจัดหาทรัพยากร
ทรพั ยากรในท่ีนี้ หมายถึง ทรัพยากรทางการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสาคัญในการจัด

การศึกษาให้ประสบความสาเร็จตามวัตถุประสงค์ มีผู้ให้ความหมายของทรัพยากรเพื่อการศึกษาไว้
ดังนี้

ชัยอนันต์ สมทุ วณชิ (2543 : 6) ไดใ้ ห้ความหมายของทรพั ยากรเพ่ือการจัดการศึกษาไว้
2 แนวทาง คือ ความหมายที่แคบ หมายถึง ปัจจัยนาเข้าท่ีนาไปใช้เพื่อการจัดการศึกษาทุกระดับ
ทุกประเภท กับความหมายที่กว้าง หมายถึง ปัจจัยนาเข้าและปัจจัยกระบวนการจัดการในการแปร
ปัจจัยนาเข้านน้ั ใหบ้ งั เกิดประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ล

ราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 245) ได้ให้ความหมายของทรัพยากรว่าหมายถึงส่ิงท้ังปวง
อันเป็นทรัพย์ คาว่า ทรัพย์ หมายถึง เงินตราสมบัติพัสถานวัตถุอันมีรูปร่างโดยปริยาย หรือ
หมายถึงสง่ิ ทถ่ี ือว่ามีค่าอาจไม่มีรูปร่างกไ็ ด้ เชน่ มปี ญั ญาเปน็ ทรัพย์ อริยทรัพย์ เป็นต้น

รุ่ง แก้วแดง (2546 : 108-109) ได้ให้ความหมายของทรัพยากรไว้ว่า หมายถึง
ทรพั ยากรที่เป็นตวั เงิน (In Cash) และทรัพยากรทไ่ี มเ่ ปน็ ตัวเงิน (In Kind) ทรพั ยากรท่ีเปน็ ตัวเงิน
คือ เงินงบประมาณท่มี าจากสว่ นกลาง หรืออาจจะเปน็ เงนิ บรจิ าคในท้องถ่ินก็ได้ สาหรับงบประมาณ
ของทางราชการน้ัน การพิจารณาจัดสรรจะเป็นเงินก้อน ส่วนทรัพยากรท่ีไม่เป็นตัวเงิน ได้แก่
ความคดิ คาแนะนา ความร่วมมือทไ่ี ด้จากภมู ปิ ญั ญาชาวบ้าน แหลง่ เรยี นรู้ และวัสดุต่างๆในชมุ ชน
ท่ีนามาใช้เพือ่ การจัดการศึกษา

สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2549 : 7) ได้ให้ความหมายทรัพยากรเพ่ือ
การศึกษาไวว้ ่า หมายถึง ทรัพยากรที่ไม่ใช่เงิน (Non Financial Resources) กับทรัพยากรทางการ
เงิน (Financial Resources) ในความหมายแรกทรพั ยากรทไ่ี ม่ใช่ทางการเงินครอบคลุมปัจจัยหลักๆ
คือ ท่ีดิน แรงงาน ทุน และการประกอบการ ตามนัยน้ีทรัพยากรทางการศึกษาจึงหมายความ
รวมถึง บุคลากร ท่ีดิน อาคาร สิ่งก่อสร้าง วัสดุอุปกรณ์ การเรียนการสอน ส่วนความหมายท่ีสอง
น้ันหมายถึงตัวเงิน ทั้งท่ีเป็นงบประมาณแผ่นดินและเงินนอกงบประมาณ นอกจากนี้ทรัพยากร
ทางการศึกษา ยังหมายถึง สิ่งที่เก่ียวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับการบริการทางการศึกษา
ตลอดจนวิทยุโทรทัศนด์ าวเทียม อนิ เทอรเ์ นต็ ทีส่ ามารถใชป้ ระโยชนท์ างการศกึ ษา

44

จากความหมายดังกล่าวจะเห็นไดว้ า่ การจัดหาทรัพยากร หมายถึง การจัดการกับปัจจัย
ต่างๆ ทั้งท่ีเป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินรวมท้ังการระดมทรัพยากรเพื่อนามาใช้ในการจัดการศึกษา ให้
บรรลผุ ลตามเป้าหมายของการจัดการศกึ ษาท่กี าหนดไว้

2. ประเภทของทรพั ยากรทางการศึกษา
นักวชิ าการยงั กลา่ วถงึ ประเภทของทรพั ยากรทางการศึกษาไวห้ ลายแนวคดิ ดงั น้ี
พนิจดา วีระชาติ (2542 : 35) ได้กล่าวถึงทรัพยากรชุมชนท่ีสามารถนามาใช้ประโยชน์

ทางการศกึ ษาแบ่งได้ 2 ประเภท คอื
1. ทรพั ยากรในชุมชนแบง่ ได้ 3 ประเภท คือ
1.1 บุคคลคือบุคลากรกลุ่มต่างๆ ได้แก่ บุคลากรในโรงเรียนซ่ึงเป็นคณะครูคนงาน

ภารโรงและนักเรยี นนกั ศกึ ษาท่ีสามารถจะชว่ ยพฒั นาตามกาลังกายกาลังความคิดตลอดจนความตั้งใจ
ที่จะเสียสละหรือทางานให้แก่ชุมชนและบุคลากรภายนอกโรงเรียนได้แก่คณะกรรมการระดับจังหวัด
และระดับอาเภอซ่งึ เป็นขา้ ราชการประจารวมท้ังกลุม่ ภาคเอกชนทกุ ๆด้าน

1.2 ส่ิงท่ีมนุษย์สร้างข้ึนหรือจัดทาขึ้นได้แก่ อาคารสถานท่ี เครื่องมือ เคร่ืองใช้
โบราณวตั ถุ โบราณสถาน บา้ นเรือน ท่ีอยูอ่ าศยั ตลอดจนทที่ าการของรัฐและหน่วยงานต่างๆ

1.3 ท่ีเป็นระเบียบแบบแผนได้แก่ประเพณีวัฒนธรรมการปกครองการเมืองระบบ
เศรษฐกิจอาชพี ความเปน็ อยขู่ องประชาชน

2. ทรัพยากรท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติและ
มนษุ ยส์ ามารถนาไปใช้ให้เกดิ ประโยชนใ์ นการดารงชีวิต ทง้ั ส่วนตนเองและส่วนรวม เช่น หนิ
ชนดิ ต่างๆตามภเู ขา ปะการงั เปลือกหอยในทะเลหรือชายทะเล พืชพนั ธไ์ มต้ า่ งๆท้ังใบ ดอก
ลาตน้ ราก และอืน่ ๆ อาจนามาใชป้ ระโยชน์ในการเรียนการสอนวชิ าวิทยาศาสตรห์ รือนาใบไม้
สจี ากพืชต่างๆ มาเรียนในวชิ าศลิ ปศกึ ษา

วจิ ติ ร ศรสี อา้ น (2544 : 51) ไดใ้ หแ้ นวคดิ ดา้ นทรพั ยากรในการบริหารท่ีสาคญั มีอยู่
4 ประการ คือ 4 M’s ได้แก่ คน (Man) เงิน (Money) วัสดุสิ่งของ (Materials) และการ
จัดการ (Management) ดงั นี้

1. คน (Man) นับเป็นทรัพยากรท่มี คี า่ ที่สดุ เพราะคนทม่ี คี ณุ ภาพสามารถทาให้เกิด
การระดมใช้ทรพั ยากรประเภทอ่ืนๆได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ คนทม่ี คี วามสามารถแตกตา่ งกนั ไป
ตามความรู้ความสามารถ ซ่ึงมีคุณค่าต่อการจัดการศึกษา อาทิ ผู้บริหาร ครู เจ้าหน้าท่ี และ
คนงาน ส่วนภายนอกสถานศึกษาได้แก่ คณะกรรมการโรงเรียน ศิษย์เก่า ชุมชน องค์กรเอกชน
เป็นต้น

2. เงิน (Money) ได้จากเงินงบประมาณเงินนอกงบประมาณซ่ึงได้จากเงินบริจาค
ทง้ั ภายในและภายนอกประเทศ จากการสรรหาและรวบรวมทุนจากแหลง่ ตา่ งๆมาใชใ้ นการ

45

จัดการศกึ ษาใหม้ ีประสทิ ธภิ าพน้นั แหล่งเงินอยู่มากมายเพียงใดก็ตาม หากผทู้ าการระดมขาดความรู้
ความสามารถ ขาดเทคนคิ ท่ดี ี ก็ไม่ช่วยให้การระดมทนุ ประสบความสาเรจ็ ได้

3. วสั ดอุ ปุ กรณ์ (Marerial) การมีวสั ดอุ ุปกรณท์ ี่เพยี งพอมีคุณภาพ ย่อมทาให้
การจดั การศึกษาบรรลุเปา้ หมายไดง้ ่ายและรวดเร็วข้ึน ทรัพยากรวัสดุอุปกรณ์ที่ครอบคลุมเทคโนโลยี
3 ประเภทดงั น้ี

3.1 วัสดุ (Software) หมายถึง สง่ิ ที่สามารถนามาใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษา
ไดเ้ ช่นสไลดแ์ ถบบนั ทกึ เสยี งฟิลม์ ภาพยนตร์

3.2 อุปกรณ์ (Hardware) หมายถึง เครื่องมือที่มีความคงทนถาวรเช่นกระดานดา
เคร่ืองรบั โทรทัศน์เคร่ืองฉายตา่ งๆและ

3.3 เทคนิคหรอื วธิ ีการ หมายถึง การปฏบิ ตั กิ ารนาวสั ดุอุปกรณ์เหล่านั้นมาใช้
ประโยชน์ที่หลากหลายเชน่ การสาธติ การจดั นทิ รรศการทดลอง

3.4 การจัดการ (Management) ในการบรหิ ารการศึกษาไม่มีรูปแบบทแ่ี น่นอน
ต้องเปลี่ยนไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภพจึงต้องระดม
สมองจากหลายฝ่ายเช่นการเปิดโอกาสให้ท้องถ่ินมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาการผสมผสานเนื้อหา
การเรียนรู้ตามความต้องการของชุมชนการแลกเปลี่ยนครูการจัดหาวัสดุท้องถ่ินมาดัดแปลงใช้เป็น
อปุ กรณท์ างการศกึ ษารวมทง้ั เครือขา่ ยข้อมูลขา่ วสารระหวา่ งโรงเรียนกบั องค์กรภายนอก

นคร ตังคะพิภพ (2549 : 62) ได้จาแนกประเภทของทรัพยากรเพ่ือการศึกษาของ
สถานศกึ ษาออกเปน็ 6 ประเภท คอื

1. เงนิ ทุน ได้แก่ เงนิ ทนุ การศึกษาเงินพฒั นาสถานศึกษาในลกั ษณะต่างๆทสี่ ามารถ
จะนามาจัดซื้อจัดจา้ งทาสิ่งของหรอื จัดสรา้ งส่งิ ก่อสร้างตา่ งๆ และการใชจ้ า่ ย เพือ่ ทากิจกรรม
หรอื ทาประโยชน์ทางการศกึ ษาใหม้ ากขนึ้

2. วัสดอุ ปุ กรณ์การระดมทรพั ยากรเพื่อให้ได้มาซ่ึงวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ ช้ินส่วนต่างๆ ท่ี
สามารถนามาประกอบเป็นสิ่งของเครื่องใช้ และส่ิงของท่ีสามารถใช้ได้ทันที เช่น ส่ือการสอน
คอมพิวเตอร์ เปน็ ต้น

3. ที่ดินและส่ิงก่อสร้าง ได้แก่ ท่ีดินท่ีใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษาอาคารเรียน
อาคารประกอบอนื่ ๆ และสิ่งก่อสรา้ งต่างๆ ท่มี ีผู้สร้างใหโ้ ดยไม่ตอ้ งใช้งบประมาณแผน่ ดิน

4. บุคคล ไดแ้ ก่ ผู้เชีย่ วชาญหรอื ภูมิปญั ญาท้องถน่ิ ที่มคี วามเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ทโ่ี รงเรียนไดร้ บั ความอนเุ คราะหม์ าถา่ ยทอดความรู้และประสบการณ์ให้กบั ครบู ุคลากรและนักเรยี น

5. แหล่งเรียนรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ สถานที่ราชการสถานประกอบการ
สาธารณสถาน โบราณสถาน ซ่งึ นามาใช้ประโยชนเ์ พือ่ การจัดการเรยี นการสอนได้

46

6. แหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ ได้แก่ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ม่ี อี ยอู่ ย่างหลากหลาย เช่น
ภูเขา ป่าไม้ แม่น้าลาธาร น้าตก ป่าชายเลน ทะเล เป็นต้น ถ้าโรงเรียนสามารถเสาะแสวงหา
และนามาใชป้ ระโยชน์ในการจดั การศกึ ษาก็จะเป็นทรัพยากรทางการศกึ ษา

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ทรัพยากรทางการศึกษาจาแนกได้หลายประเภทตาม
มุมมองของนักวิชาการ อย่างไรก็ตามทรัพยากรทุกอย่างท่ีจะใช้ในการศึกษาน้ัน ย่อมนามาซ่ึง
ประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ และมุ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือ ผู้เรียนได้เรียนรู้เต็ม
ตามศกั ยภาพแนวทางการระดมทรพั ยากรทางการศกึ ษา

3. การระดมทรพั ยากรทางการศกึ ษา
นักวิชาการหลายทา่ นได้กลา่ วถงึ การระดมทรัพยากรทางการศึกษาไว้ ดงั นี้
กวินดา วัชรสิงห์ (2544 : 12) เสนอว่า แนวคิดที่จะช่วยการตัดสินใจในการบริจาค

ของแต่ละบุคคลมาจากเหตุผลท้ังจากภายในบุคคลและอิทธิพลภายนอกของผู้บริจาคโดยเหตุผล
ภายในของผูบ้ รจิ าคจะถูกกระตุ้นโดยอทิ ธพิ ลภายในดงั นี้

1. แรงจงู ใจภายใน (Internal Motivations) ประกอบด้วย
1.1 ปัจจัยส่วนบุคคล (Personal of “I” Factors) ได้แก่ ความภาคภูมิใจตนเอง

ความสาเร็จ ความสนใจ การเจริญเตบิ โต การลดความร้สู ึกผิด จุดมุ่งหมายของชวี ติ ประโยชน์
ทบี่ ุคคลจะได้รบั ความมุ่งมัน่ ความเป็นอมตะในการดารงชวี ิต และการลดหย่อนภาษี

1.2 ปัจจัยทางสังคม (Social or “we” Factors) ได้แก่ สถานภาพการเข้าร่วม
เป็นสมาชิกกลุ่ม การพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกันและกัน การเห็นประโยชน์ของผู้อ่ืนเป็นท่ีต้ัง ครอบครัว
ตลอดจน คนรนุ่ หลงั และอานาจ

1.3 ปัจจัยด้านลบ (Negative or “they” Factors) ได้แก่ การพบอุปสรรค
สถานการณ์ทไี่ ม่ทราบความไม่ปลอดภัยความกลัวและความกังวลและความสลบั ซบั ซ้อนของงาน

2. อทิ ธิพลภายนอก (External Influences) ประกอบดว้ ย
2.1 สง่ิ ตอบแทน ได้แก่ การยอมรบั สง่ิ ตอบแทนส่วนบุคคลและทางสังคม
2.2 สิ่งกระตุ้น ได้แก่ ความต้องการของมนุษย์ความต้องการส่วนบุคคลวิสัยทัศน์

การตดั สินใจสว่ นบคุ คลประสทิ ธผิ ลประสิทธภิ าพและการลดหยอ่ นภาษี
2.3 สถานการณ์ ได้แก่ ความเกี่ยวพันของบุคคลครอบครัว การวางแผนการ

ตดั สนิ ใจความเกี่ยวพันวัฒนธรรมประเพณี บทบาทเชงิ อตั ลักษณ์ ตลอดจนการจดั การ
วิจิตร ศรีสอ้าน (2544 : 54) ได้กล่าวถึงแนวคิดของการมีส่วนร่วมว่า เกิดจาก

แนวคดิ ทส่ี าคัญ 3 ประการ คอื
1. ความสนใจและความห่วงกังวลร่วมกนั เกดิ จากความสนใจและความห่วงกงั วล

สว่ นบุคคล ซงึ่ บังเอญิ พอ้ งต้องกันกลายเปน็ ความสนใจและความห่วงกังวลร่วมกันของส่วนรวม

47

2. ความเดือดร้อนและความไม่พึงพอใจร่วมกันท่ีมีต่อสภาวการณ์ที่เป็นอย่างนั้น
ผลักดนั ใหม้ ่งุ ไปสู่การรวมกลมุ่ วางแผนและลงมอื กระทารว่ มกนั

3. การตกลงใจรว่ มกัน เปน็ ทชี่ ่วยให้เกิดการเปล่ยี นแปลงกล่มุ หรอื ชุมชนไปในทิศทางท่ี
พึงปรารถนา การตัดสินใจร่วมกันจะต้องรุนแรงมากพอท่ีจะทาให้เกิดความคิดริเริ่ม กระทาการที่
สนองตอบความเห็นชอบของคนส่วนใหญ่ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั กิจกรรมนั้น

ปรีชา คัมภีรปกรณ์ (2547 : 34) กล่าวว่า การระดมทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
น้ันผู้ท่ีทาการรณรงค์จะต้องเข้าใจเก่ียวกับผู้บริจาค และนามาวิเคราะห์ว่า อะไรเป็นสาเหตุท่ีทาให้
บคุ คลตัดสนิ ใจบรจิ าคทรัพย์สนิ ใหก้ ับกจิ กรรมขององค์กร ซ่งึ อาจมีสาเหตุไดห้ ลายประการ ดังน้ี

1. เพอ่ื นาไปลดหยอ่ นภาษีเช่นภาษมี รดกเปน็ ตน้
2. เพือ่ ระลกึ ถงึ บุคคลใดบคุ คลหน่งึ
3. เพอื่ ตอบสนองทางอารมณท์ ่ีต้องการบริจาค
4. สญั ชาตญิ าณในการปกป้องตนเองเช่นการวิจยั โรคมะเรง็ โรคหวั ใจเปน็ ต้น
5. เพื่อเปน็ ทรี่ ะลกึ
6. การใหเ้ พ่ือตอบแทนสังคม
7. การสืบทอดทางศาสนา
8. ความปรารถนาทางสงั คม
9. ความละอายหรอื ความรูส้ กึ ผดิ
10. การปฏบิ ตั ิทเ่ี หน็ แกป่ ระโยชนผ์ ูอ้ น่ื เป็นทตี่ งั้
11. ความเห็นอกเห็นใจ
12. เพ่ือเกียรติภูมิหรอื อานาจบารมี
13. ถูกรอ้ งขอหรือเชญิ ชวนใหบ้ ริจาค
14. ทาให้เกดิ ความรู้สึกดี
นคร ตังคะพิภพ (2549 : 64) ได้เสนอแนวทางหาแหล่งทรัพยากรทางการศึกษาไว้
ดงั น้ี
1. การหาแหล่งทรพั ยากรหรือการหาเบาะแส
2. การหาผู้เชื่อมโยงระหวา่ งคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนกับชุมชน
3. การประสานงานระหวา่ งโรงเรยี นและชุมชนกับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ
4. การตอ่ รองขอบรจิ าค
5. การดาเนนิ การตามเป้าหมายในการระดมทรพั ยากร
6. การตอบแทนแหลง่ ทรพั ยากร

48

จากการศึกษาแนวทางการระดมทรัพยากรทางการศึกษา จะเห็นได้ว่า แนวทางการ
ระดมทรัพยากรทางการศึกษาต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน มีแนวทางที่สาคัญคือการ
ประชาสัมพันธ์ให้คนในชุมชนได้ทราบข่าวสารและความก้าวหน้าในการทางานของผู้จัดการศึกษา
การจงู ใจใหผ้ ้ปู กครองสง่ บตุ รหลานมาเข้าศกึ ษาด้วยความเชอื่ มนั่ และศรัทธา กจ็ ะให้ความร่วมมือด้วย
ความเตม็ ใจ

การประเมินผล
นักวิชาการหลายท่าน ไดก้ ลา่ วถงึ ความหมายของการประเมนิ ผลไวด้ ังน้ี

1. ความหมายของการประเมินผล
ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ (2545 : 194) กล่าวว่า การประเมินผลการปฏิบัติงาน

หมายถึงกระบวนการที่เป็นระบบ (Systematic Process) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทาการวัดคุณค่าของ
บคุ ลากรในการปฏบิ ัตงิ านภายในชว่ งระยะเวลาทก่ี าหนด

อลงกรณ์ มีสุทธา และสมติ สัชฌุกร (2546 : 12) กลา่ ววา่ การประเมินผล
การปฏิบัติงาน เป็นกระบวนการประเมินค่าของบุคคลผู้ปฏิบัติงานในด้านต่างๆ ทั้งผลงานและ
คุณลักษณะอื่นๆท่ีมีคุณค่าต่อการปฏิบัติงานภายในระยะเวลาที่กาหนดไว้อย่างแน่นอน ภายใต้
ข้อสังเกตจดบันทึก และประเมินโดยหัวหน้างาน โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นระบบและมี
มาตรฐานแบบเดยี วกัน มีเกณฑก์ ารประเมินทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพในทางปฏบิ ัติ และเป็นธรรมโดยท่ัวกัน

ชูชัย สมิทธิไกร (2552 : 366) กล่าวว่า การประเมินผลการปฏิบัติงาน
(Performance Appraisal) คือ กระบวนการพจิ ารณาตัดสนิ วา่ บุคลากรปฏิบตั งิ านได้ดีเพียงไร โดย
เปรียบเทยี บกับมาตรฐานทกี่ าหนดไว้และสอ่ื สารให้บุคลากรทราบถึงผลการปฏิบัติงานนนั้

ประเวศน์ มหารัตน์สกุล (2553 : 1) กล่าวว่า การประเมินผลการปฏิบัติงาน
(Performance Appraisal) เป็นกระบวนการตีคา่ ผลงานท่พี นกั งานไดเ้ ปรยี บเทียบกับมาตรฐานงาน
ดว้ ยหวงั ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาความสามารถของพนักงานโดยมคี วามเช่ือว่าพนักงานท่ีมีผล การ
ปฏิบัติงานดีมีมาตรฐานจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าพนักงานท่ีปฏิบัติงานได้ไม่ดีไม่มีมาตรฐานและ
น่าจะเปน็ การเพิ่มแรงจูงใจในการปฏิบตั ิงานรวมทงั้ การพัฒนาตนเอง

อาภรณ์ ภ่วู ิทยพันธ์ุ (2553 : 120) กล่าวว่า การประเมินผลการปฏิบัติงาน หมายถึง
การตรวจสอบและประเมินผลงานของพนักงานที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ตามปัจจัยวัดผลที่กาหนด
ข้ึนตัง้ แต่ชว่ งตน้ ปี ไมว่ า่ จะเป็นปัจจัยด้านพฤติกรรมหรือความสามารถและด้านผลลัพธ์ในการทางาน
ท่ีเป็นรปู ธรรมปจั จยั ดังกล่าวจะต้องแจง้ ให้พนักงานรบั รูก้ ่อนลว่ งหนา้ เพื่อให้พนกั งานปฏิบตั ิงาน
ได้ตรงตามผลงานทผ่ี บู้ งั คับบัญชาคาดหวังไว้

จากความหมายของการประเมินผลการทางานข้างต้น จะเห็นได้วา่ การประเมินผล

49

เปน็ การตรวจสอบการปฏบิ ตั ิงานทัง้ ภายในละภายนอกองคก์ ร โดยใช้เคร่ืองมือที่มีมาตรฐานท่ีมีความ
เทยี่ งตรงมคี วามน่าเชอื่ ถือ สามารถให้ความยุติธรรมแก่บคุ ลากรผรู้ บั การประเมินได้

2. ประโยชน์ของการประเมินผล
นักการศกึ ษายังได้กลา่ วถึงประโยชนข์ องการประเมนิ ผล ไว้ดังนี้
ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ (2545 : 196) อธิบายว่าการนาระบบการประเมินผล

ปฏิบัตงิ านของบคุ ลากรเขา้ มาใช้นั้นเกดิ ประโยชน์ต่อบคุ คล 3 กล่มุ คอื
1. ผถู้ อื หุ้น/เจา้ ของกจิ การ (Shareholder) ทาให้ทราบถงึ ผลการปฏบิ ตั ิงานโดยรวม

ของทกุ คนในองคก์ รและเปน็ การตรวจสอบระบบการบรหิ ารภายใน
2. ผู้ประเมนิ (Appraiser) สามารถควบคุมและบริหารงานภายในองค์กรให้เป็นไปตาม

เป้าหมายที่กาหนด นาผลไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงระบบการบริหารงานให้เกิดประสิทธิภาพ
สงู สุด ใชป้ ระกอบการพิจารณาการใหผ้ ลตอบแทนและการเลอื่ นตาแหน่งของพนักงาน

3. ผู้ถกู ประเมนิ (Appraise) ทาให้ไดร้ ับผลตอบแทนที่เหมาะสมกบั ผลงาน
ที่แท้จริงทราบถึงผลการปฏิบัติงานเทียบกับเป้าหมายท่ีได้รับมอบหมายและใช้ในการปรับปรุงและ
พัฒนาศักยภาพของตัวเองและวดั ความกา้ วหน้าในอาชพี ของตน

อลงกรณ์ มีสุทธาและสมิตสัชฌุกร (2546 : 14 - 15) กล่าวถึงประโยชน์ของการ
ประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ านไว้ดงั น้ี

1. เพ่ือตดั สนิ ใจว่าควรจะยุติหรอื นาแผนนน้ั ไปดาเนินการต่อไป
2. เพอ่ื ใหม้ ีแผนเช่นเดียวกนั นีเ้ พิ่มมากข้นึ หรอื การขยายผลตอ่ ไปอย่างกว้างขวาง
3. เพอ่ื พจิ ารณาเพม่ิ หรือลดกลยทุ ธ์และเทคนคิ ต่างๆ
4. เพื่อปรับปรุงแกไ้ ขแนวทางและวิธีการปฏบิ ตั งิ านใหก้ ้าวหน้าเหมาะสมย่งิ ขึน้
5. เพื่อพจิ ารณาตัดสนิ ใจการคัดเลอื กแผนที่ดมี ปี ระสทิ ธิภาพมากกว่าไว้และ
ตัดแผนงาน/โครงการทค่ี มุ้ ค่านอ้ ยกว่าออกไป
6. เพื่อเป็นการตรวจสอบหรอื พสิ จู น์ทฤษฎีและวิธีการปฏิบัตติ า่ งๆทางดา้ นแผนว่า
ควรจะยอมรบั หรือปฏเิ สธเพราะใช้ไดผ้ ลหรอื ไมไ่ ดผ้ ลแล้วแต่กรณี
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นได้ว่า การประเมินผลเป็นกระบวนการประเมินค่า
ของผู้ปฏิบัติงานหรือหน่วยงานในด้านต่างๆ ทั้งผลงานหรือคุณลักษณะอ่ืนๆ ท่ีมีคุณค่าต่อการ
ปฏิบัติงานภายในระยะเวลาท่ีกาหนดไว้แน่นอน ภายใต้การสังเกต จดบันทึก และประเมินโดย
หวั หนา้ งาน หรอื ผู้ทเี่ กีย่ วข้อง โดยอยู่บนพ้ืนฐานของความเป็นระบบและมีมาตรฐานเดียวกันมีเกณฑ์
การประเมินทม่ี ปี ระสิทธภิ าพในทางปฏบิ ัติใหค้ วามเปน็ ธรรมโดยทว่ั กัน

50

ชุมชนกบั การมีส่วนรว่ มในการจดั การศกึ ษา

นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความสาคัญของชุมชนที่มีต่อการจัดการศึกษา พอจะนามา
กลา่ วดงั ตอ่ ไปนี้

วโิ รจน์ สารรัตนะ (2545 : 285) ไดเ้ สนอไว้วา่ บคุ คลที่นบั ไดว้ ่ามสี ว่ นร่วมในการ
จัดการศึกษา มดี ังน้ี

1. ผู้เรยี น มสี ่วนรว่ มในการกาหนดความตอ้ งการวางแผนการเรยี นรู้ การจดั กิจกรรม
และการประเมนิ ผลได้เรยี นรู้ตามความถนดั ความสนใจของผู้เรยี น โดยได้ปฏิบตั ิจริงและบูรณาการกับ
ชีวิตประจาวัน

2. ครู รจู้ ักผูเ้ รียนเป็นรายบคุ คลเตรยี มเนอื้ หาและกจิ กรรมการเรียนรทู้ ีส่ อดคล้อง
กับผูเ้ รยี น และคอยช่วยเหลืออานวยความสะดวกในกระบวนการเรยี นรู้และเปดิ โอกาสให้ผเู้ รยี น
มสี ว่ นร่วมทกุ ข้นั ตอน

3. สถาบันผลิตครู ทาการวจิ ัยและพัฒนาองคค์ วามร้เู กยี่ วกับการเรียนการสอน
ท่ีผเู้ รยี นสาคญั ที่สุดเผยแพรอ่ งค์ความรู้ผลิตครทู มี่ ีคณุ ภาพสนับสนนุ ทางวชิ าการ

4. ผู้บรหิ ารสถานศึกษา มสี ว่ นร่วมกับผูเ้ รียนและครใู นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
สนับสนุนกจิ กรรมการเรียนร้ทู ี่ผูเ้ รียนสาคญั ทส่ี ดุ นาผลการประเมินผู้เรียนมาใช้กาหนดนโยบาย

5. ส่อื มวลชน เปน็ ผู้ประชาสมั พนั ธ์เพือ่ สร้างความเขา้ ใจในการจดั การเรยี นรู้ใหก้ บั
ผู้เรียนครพู ่อแมแ่ ละผเู้ กีย่ วขอ้ งอ่ืนๆ

6. องค์กรอืน่ ๆ สนบั สนนุ กิจกรรมการเรยี นร้ทู ผ่ี เู้ รียนสาคัญที่สุดในเรอื่ งวิชาการ
ทรพั ยากรบคุ ลากรแหลง่ เรยี นรู้ตา่ งๆ

7. หน่วยงานกลาง ทาการกาหนดนโยบายเปา้ หมายและมาตรฐานกลางกระจาย
อานาจให้แก่สถานศึกษาครูอาจารย์ตดิ ตามและประเมินผล

8. ชุมชน มีสว่ นร่วมในกระบวนการเรียนรูแ้ ละเปน็ แหลง่ ภมู ิปญั ญา
จินตนา สจุ จานนั ท์ (2547 : 50) เสนอความสาคัญการมสี ่วนร่วมของประชาชน ดงั น้ี
1. ชว่ ยใหป้ ระชาชนยอมรับโครงการมากขึ้น เนือ่ งจากเปน็ โครงการที่ตรงกับปัญหาและ
ความตอ้ งการของประชาชน
2. ประชาชนมีความรสู้ กึ ผกู พนั รู้สึกเป็นเจ้าของโครงการมากข้ึน
3. การดาเนินงานของโครงการไดร้ ับความรว่ มมือจากประชาชนมากขึ้น
4. มโี ครงการที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากขึ้น
5. ช่วยพฒั นาขดี ความสามารถของประชาชนมากขนึ้
สมยศ นาวกี าร (2545 : 22-23) ไดก้ ลา่ วถึงประโยชนข์ องการมสี ว่ นรว่ ม ดงั นี้
1. ทกุ ฝา่ ยใหก้ ารยอมรบั การเปลี่ยนแปลงมีมากกว่าวิธกี ารอ่ืน

51

2. เกิดความสัมพันธ์ท่ีดี ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา และผู้บริหาร
หรอื สหภาพแรงงานกับผูใ้ ชแ้ รงงาน

3. ความผูกพนั ของพนกั งานต่อองคก์ ารเพ่ิมขนึ้
4. ความไวว้ างใจฝา่ ยบริหารมีมากขน้ึ
จากทีก่ ล่าวมาขา้ งต้นจะเหน็ ไดว้ า่ การจัดการศกึ ษาจะประสบผลสาเร็จได้นั้นต้องอาศัย
ทุกฝ่ายทีเ่ กี่ยวข้องทุกระดับรว่ มแรงร่วมใจกัน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการศึกษาในชุมชนได้แก่ผู้บริหาร
และครู ผู้ปกครองหน่วยงานรฐั และหน่วยงานทางสงั คม เป็นต้น
นอกจากน้ีนักวิชาการยังได้กล่าวถึงบทบาทหน้าท่ีของบุคคลหรือองค์กรท่ีมีส่วน
เกยี่ วข้อง และมสี ่วนรว่ มในการจัดการศกึ ษาท่มี อี ยใู่ นชุมชน ดังน้ี
1. ครู
ครถู อื ได้วา่ เปน็ ผู้จดั การศึกษาใหแ้ กผ่ ูเ้ รยี นโดยตรง จึงมีหนา้ ทีส่ าคัญมากมายดงั น้ี
ปรียาพรวงศ์ อนุตรโรจน์ (2543 : 50-52) กล่าวว่า ครูจะต้องเป็นผู้ท่ีมีความรู้ที่รู้จริง
ทนั กบั ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยโี ดยที่ครจู ะตอ้ งศึกษาและทาความเข้าใจในวิชาการให้ถ่องแท้ก่อน
ลงมอื สอนหรือลงมือปฏิบตั ภิ าระหน้าท่ีของครมู ี 7 ประการคอื
1. หน้าท่ีการสอนและเผยแพรว่ ิชาการไดแ้ กร่ บั ผดิ ชอบการดาเนนิ การสอนรายวิชา
ให้ลุล่วงดว้ ยดีรวมทง้ั การเผยแพร่วิชาความร้แู กผ่ สู้ นใจอื่นๆ
2. หน้าท่ีให้การสนับสนุนและให้บริการเรียนรู้ ได้แก่ รับผิดชอบดาเนินการจัดหาจัด
หมวดหมู่เก็บรักษาซอ่ มบารงุ และใหบ้ ริการเกยี่ วกับเครื่องมือเครื่องใช้ วัสดุอุปกรณ์ อาคารสถานที่
ยานพาหนะ และอืน่ ๆ อนั เปน็ การสนบั สนนุ และให้บรกิ ารแกผ่ ู้เรยี น
3. หน้าทกี่ ารบรกิ ารและปกครองนกั เรียน ได้แก่ รบั ผิดชอบดาเนนิ การเกย่ี วกบั
การอานวยการให้การศกึ ษา เพ่อื ให้ดาเนินชีวิตในฐานะผเู้ รยี นอย่างราบรน่ื และรวมถงึ การให้
การศกึ ษาเสริมหลกั สตู รการแนะนาหรอื แนะแนวทั้งดา้ นการศกึ ษา
4. หน้าทีก่ ารบรหิ ารงานวชิ าการและสถาบัน ได้แก่ รับผิดชอบดาเนินการบริหารและ
จัดการในหนว่ ยงานย่อยและหน่วยงานใหญใ่ ห้เป็นไปอยา่ งราบรืน่
5. หนา้ ท่กี ารพัฒนาสถาบัน ได้แก่ รับผดิ ชอบดาเนินการในเร่ืองทเ่ี ปน็ การสร้าง
ความเจริญก้าวหนา้ ให้แก่หน่วยงานโดยรวมคือสถานศึกษาเป็นไปตามนโยบาย
6. หน้าท่ีธุรการและบริหารท่ัวไป ได้แก่ รับผิดชอบดาเนินการหรือกระทาการ เพื่อให้
ธรุ การและดา้ นบริการทว่ั ไปของหนว่ ยงานยอ่ ยและหน่วยงานใหญ่
7. หนา้ ที่อื่นๆไดแ้ กร่ บั ผิดชอบดาเนนิ การในหน้าทีย่ อ่ ยอนื่ ๆ
ชาญชยั อาจินสมาจาร (2545 : 6-8) ได้เสนองานของครูดงั นี้

52

1. ชี้แนะกระบวนการเรียนรู้ ภารกิจสาคัญของครูคือการส่งเสริมการเรียนรู้ โดยการ
วางแผนและจัดองคป์ ระกอบการเรยี นรทู้ ม่ี ีความหมาย จดั สภาพแวดลอ้ มท่ีเหมาะสม ใชอ้ ุปกรณ์
ท่ีสนองต่อความแตกตา่ งระหว่างบุคคลและประเมนิ ความก้าวหนา้ ของนักเรยี น

2. ใหค้ าปรึกษาและการแนะแนว เพราะครูเป็นผูใ้ กลช้ ดิ กับนกั เรียน รเู้ กย่ี วกับตวั
นักเรยี น ในด้านความสนใจ ความต้องการ ปัญหา อุปนสิ ยั เจตคติ ความเชือ่ และความพอใจ

3. สนบั สนนุ กิจกรรมเสริมหลักสูตร ซงึ่ สง่ ผลประโยชน์ต่อการพฒั นาเด็ก เช่น
องค์กรนักเรียน ชมรมหนงั สอื พิมพ์ ชมรมกฬี า เปน็ ตน้

4. ทางานร่วมกับครูและผู้ปกครอง ครูเป็นผู้แปลงานของตัวเองและของโรงเรียนให้กับ
ผปู้ กครองโดยผ่านทางตัวเด็ก

5. หน้าที่รับผิดชอบทางวิชาชีพ โดยธารงรักษามาตรฐานด้านความประพฤติส่วนตัว
และทางวชิ าชีพและโดยการเจรญิ งอกงามทางวชิ าชพี อยา่ งต่อเน่ืองมีความภาคภมู ใิ จในอาชีพของตน

เอกรินทร์ ส่ีมหาศาล (2545 : 175) กล่าวว่า บทบาทหน้าที่ของครูตามหลักสูตร
การศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐานดงั น้ี

1. วางแผนสรา้ งหน่วยการเรียนรู้กาหนดกิจกรรมการเรยี นรู้
2. จดั ทาแผนการจดั การเรียนรู้ท่ีเน้นผ้เู รยี นเปน็ สาคัญ
3. จดั ทาและพฒั นาสือ่ การเรียนรู้
4. พฒั นาตนเองให้เปน็ บุคคลท่ใี ฝร่ ้ทู ันตอ่ เหตกุ ารณอ์ ยูเ่ สมอ
5. เปน็ แบบอย่างท่ีดมี ีคณุ ธรรมปฏบิ ัติดตี ่อเพ่ือนครแู ละผเู้ รยี น
6. จดั สภาพแวดลอ้ มของหอ้ งเรียนและสถานศึกษาให้เอ้ือต่อการเรียนรู้ให้มีบรรยากาศ
ดงึ ดูดความสนใจทา้ ทายให้ผู้เรียนอยากมสี ่วนรว่ ม
7. จดั การวัดผลและประเมินผลการเรียนรทู้ ่ีสอดคล้องกับสภาพจริงของผูเ้ รียน
8. จัดทาวจิ ัยในชัน้ เรียนเพื่อพัฒนาหลกั สตู รและกระบวนการเรยี นรู้
จะเห็นได้ว่าครูมีบทบาทสาคัญหลายประการ นอกจากนี้ครูยังมีบทบาทสาคัญในการ
สร้างความร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนและบ้านโดยครูจะทาหน้าท่ีการประสานงานให้ข้อมูลข่าวสาร
และสร้างความเข้าใจระหวา่ งผู้ปกครองและโรงเรยี น
2. ผูป้ กครอง
ผู้ปกครองนักเรียน เป็นผู้ท่ีรับผลประโยชน์ในการจัดการศึกษา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดแก่
บตุ รหลานของเขา ฉะน้ันผปู้ กครองจงึ จาเปน็ ทีจ่ ะตอ้ งมสี ่วนร่วมในการจัดการศึกษา ดงั น้ี
พิทยาภรณ์ มานะจุติ (2549 : 140) กล่าวถึงบทบาทของพ่อแม่ ในการจัดการเรียนรู้
ให้แก่ลูกไว้ว่า เป็นบทบาทท่ีเด่นชัดและมีความสาคัญต่อการวางรากฐานท่ีมั่นคงให้แก่ชีวิตของเด็ก

53

และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า พ่อแม่คือครูคนแรกของลูก ฉะน้ันพ่อแม่จึงต้องมีภาระหน้าที่
หลายประการ ไดแ้ ก่

1. หน้าทกี่ ารจัดให้ลูกได้รับการศึกษาตามท่ีกาหนดในพระราชบญั ญัติการศกึ ษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 ท่กี าหนดใหพ้ ่อแมผ่ ปู้ กครองมีหน้าท่จี ดั ใหบ้ ตุ รหรือบคุ คลซึ่งอยู่ในความดแู ล
ไดร้ ับการศึกษาภาคบงั คับ

2. หนา้ ทีใ่ หร้ ่วมมอื กับโรงเรียน ในการจัดการเรยี นรูใ้ หแ้ ก่ลกู บา้ นและโรงเรียน
ควรร่วมมือกนั อยา่ งใกล้ชิดในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กพ่อแม่สามารถให้ความร่วมมือกับโรงเรียน
คือ

2.1 จดั สง่ิ อานวยความสะดวกในการเรียนใหแ้ ก่เดก็ เช่นเครอ่ื งเขยี นวสั ดุอุปกรณ์ที่ใช้
ในการเรยี นวชิ าตา่ งๆหรอื ชว่ ยจัดหาสือ่ การเรียนทีโ่ รงเรียนจาเปน็ ต้องใช้

2.2 ใช้บ้านเป็นแหล่งความรู้สาหรับลูกและเพื่อนๆของลูกเช่นครอบครัวที่ประกอบ
อาชพี เกษตรกรรมทางานศลิ ปหัตถกรรมก็อนุญาตให้เพื่อนๆของลูกมาศึกษาดูงานได้

2.3 ช่วยเป็นวิทยากรให้แก่โรงเรียนในเร่ืองท่ีพ่อแม่มีความสามารถพิเศษและ
อาสาสมัครช่วยงานต่างๆของโรงเรียนเช่นช่วยสอนและช่วยซ่อมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนศิลปะดนตรี
ช่วยเปน็ วทิ ยากรในเร่อื งทเี่ ด็กสนใจทีจ่ ะทาโครงการเปน็ ตน้

2.4 ร่วมมอื กบั ครูในการส่งเสรมิ การเรยี นรู้ของลกู เม่อื ลูกทางานที่ครูมอบหมาย
2.5 มีสว่ นร่วมในการพัฒนาโรงเรยี นเช่นเป็นกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน
3. หน้าที่ในการจัดประสบการณ์เพ่ือพัฒนาความสามารถของเด็กโดยตระหนักว่าเด็ก
แตล่ ะคนมีความแตกตา่ งกนั มคี วามสามารถต่างๆกนั ไป
4. ให้การอบรมบ่มนิสัยใหล้ กู มคี ุณธรรม
สานักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ (2545:7) ได้เสนอแนวคิดไว้ว่า นอกเหนือจาก
บทบาทของผูป้ กครองแลว้ เครือขา่ ยพ่อแม่ผู้ปกครองในสถานศึกษามสี ่วนสาคัญดังน้ี
1. เครอื ขา่ ยพ่อแมผ่ ู้ปกครองในสถานศึกษา
2. การจดั ต้งั สมาคมชมรมผู้ปกครองและครู
3. จัดต้งั คณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พื้นฐาน
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2544 : 31) กล่าวว่า กลยุทธ์สู่ความสาเร็จในการจัดการศึกษา
รว่ มกันระหว่างโรงเรียนผปู้ กครอง และชุมชนมดี ังน้ี
1. การสรา้ งบทบาทของผูป้ กครอง โดยโรงเรียนจะให้คาแนะนา ช่วยเหลอื
ในด้านทักษะการดูแลและการสร้างความเข้าใจในพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่นรวมท้ังการสร้าง
บรรยากาศในบ้านที่สนับสนุนตอ่ พฒั นาการของนักเรียนทเี่ หมาะสมกบั วยั
2. สรา้ งสือ่ สารระหว่างโรงเรยี นกับครอบครวั เกี่ยวกับหลักสูตรการเรยี นและ

54

ความก้าวหนา้ ของนกั เรียนโดยใชก้ ารสอื่ สารดว้ ยวิธีการต่างๆ
3. จัดทาโครงการอาสาสมัครจากผปู้ กครองเพอ่ื เขา้ รว่ มทางาน
4. สร้างการเรียนรู้ท่ีบ้านโดยมีผู้ปกครองช่วยดูแลกิจกรรมต่างๆของนักเรียนเช่น

การบา้ นและกิจกรรมของโรงเรยี นเป็นตน้
5. สร้างการตัดสนิ ใจร่วมกันระหวา่ งโรงเรียนผู้ปกครองผ้สู นับสนุนตลอดจน

คณะกรรมการทป่ี รึกษาของโรงเรียนและสมาคมผ้ปู กครอง
6. สง่ เสรมิ ความรว่ มมอื กบั ชุมชนในการจัดหาทรพั ยากรและบริการอื่นๆ
จะเห็นได้วา่ การจัดการศึกษาไมใ่ ชเ่ พียงหนา้ ท่ีของโรงเรยี นเท่าน้นั ยงั เป็นหนา้ ที่

ของผปู้ กครองทจี่ ะสนบั สนนุ การบรหิ ารงานของโรงเรียนให้บรรลุเปา้ หมายตามที่กาหนดและ
ตรงกบั ความต้องการของสงั คม

3. คณะกรรมการสถานศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน
พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 40 กาหนดใหค้ ณะกรรมการ

สถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานทาหน้าทีก่ ากับและสง่ เสรมิ สนับสนนุ กิจการของสถานศึกษาให้คาแนะนา
ชว่ ยเหลือสถานศกึ ษาใหส้ มารถดาเนนิ การไปในทศิ ทางท่ีถูกที่ควร

สานักงานคณะกรรมการศึกษาแหง่ ชาติ (2545 : 10) กล่าวถงึ องค์ประกอบ
ของคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พ้ืนฐานไวด้ ังน้ี

1. ผแู้ ทนผปู้ กครอง หมายถงึ ผูท้ มี่ บี ุตรหลานหรอื ญาตพิ ี่น้องที่กาลังศกึ ษาอยู่ใน
สถานศึกษาขณะนน้ั

2. ผูแ้ ทนครู หมายถึง ผู้ปฏบิ ตั ิการสอนและผูท้ ี่ปฏิบัติการสนบั สนนุ การสอน
ทีป่ ฏบิ ัตงิ านอยู่ในสถานศกึ ษาขณะนน้ั

3. องคก์ รชุมชน หมายถงึ กลุม่ หรอื สมาคมหรอื ชมรมหรอื เรียกช่ือเป็นอย่างอ่นื
ที่เปน็ ทรี่ วมของกลมุ่ คนทีม่ ีวตั ถปุ ระสงค์รว่ มกันในการประกอบกิจกรรมอยู่ในชุมชน

4. ผแู้ ทนองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน หมายถึง รูปแบบการปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน
4 รูปแบบคือองค์กรบริหารส่วนจังหวัดเทศบาลองค์กรบริหารส่วนตาบลและการปกครองรูปแบบ
พเิ ศษ ได้แก่ กรงุ เทพมหานคร และเมืองพัทยา

5. ผแู้ ทนศิษยเ์ ก่าของสถานศึกษาหมายถงึ ผู้ทเี่ คยศึกษาอย่ใู นสถานศกึ ษามาก่อน
6. ผูท้ รงคุณวุฒหิ มายถงึ ผู้ท่ีมีความรู้ความสามารถความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งจน
ไดร้ ับการยอมรบั ยกยอ่ งและเคารพนบั ถอื จากคนในชมุ ชน ให้เป็นผรู้ หู้ รอื ปราชญ์ชาวบ้านแขนง
ต่าง ๆ ประกอบด้วย ภูมิปัญญาชุมชน หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ผู้นาทางศาสนา หรือผู้ท่ี
ไดร้ ับการยกย่องใหเ้ ป็นศิลปินแห่งชาติ คนดีศรีสังคม อดีตผู้บริหารโรงเรียนที่เกษียณอายุแล้ว เป็น
ตน้

55

เอกรินทร์ ส่ีมหาศาล (2545 : 181) กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ
สถานศึกษาข้ันพื้นฐานไวด้ ังนี้

1. กาหนดนโยบายและแผนพัฒนาของสถานศึกษา
2. ให้ความเหน็ ชอบแผนปฏิบตั กิ ารประจาปีของสถานศกึ ษา
3. ใหค้ วามเหน็ ชอบในการจดั ทาหลักสูตรใหส้ อดคล้องกับความต้องการ
ของทอ้ งถิ่น
4. ให้ความเห็นชอบในการแต่งต้ังคณะทางานและอนุกรรมการต่างๆ ท่ีสถานศึกษา
แต่งตงั้
5. สนบั สนนุ และสง่ เสริมให้การบรกิ ารดา้ นวิชาการของสถานศกึ ษา
6. สง่ เสริมใหม้ ีการระดมทรพั ยากรเพือ่ การศึกษาตลอดจนวิทยากรภายนอกและ
ภูมิปัญญาท้องถ่ินเพ่ือเสริมสร้างพัฒนาการของนักเรียนทุกด้านรวมท้ังสืบสานจารีตประเพณี ศิลปะ
วฒั นธรรมของท้องถน่ิ และของชาติ
7. เสรมิ สร้างความสัมพนั ธร์ ะหว่างสถานศึกษากบั ชุมชนตลอดจนประสานงาน
กับองคก์ รทัง้ ภาครัฐและเอกชนเพือ่ ใหส้ ถานศึกษาเปน็ แหลง่ วิทยาการของชมุ ชนและมสี ว่ นในการ
พฒั นาชุมชนและท้องถ่นิ
เกษม วัฒนชัย (2546 : 39) กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา
ขน้ั พื้นฐานไว้ว่ามี 6 ประการ คอื
1. ถา่ ยทอดเจตนารมณ์ของเจ้าของสถานศึกษาออกมาเป็นเป้าหมายการบรหิ าร
จัดการแล้วมอบให้กบั ฝา่ ยบริหาร
2. กาหนดนโยบายเชิงบริหารแก่ฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะนโยบายห้ามทา ส่วนฝ่าย
ปฏบิ ัตจิ ะเป็นผกู้ าหนดนโยบายเชงิ ปฏบิ ัติ
3. ติดตามและสนับสนุนการทางานของโรงเรยี น
4. ประเมนิ ผลการบริหารจัดการท้ังการบรหิ ารและการจดั การเรียนการสอน
5. กาหนดการทางานของคณะกรรมการสถานศกึ ษา
6. รับผดิ ชอบตอ่ โรงเรยี นและชุมชน
อุทัย บุญประเสริฐ (2550 : 165) กล่าวถึงบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพ้นื ฐาน ดังน้ี
1. กาหนดนโยบายและจัดทาแผนพฒั นาสถานศึกษา
2. ให้ข้อเสนอแนะในการแตง่ ตั้งผู้บรหิ ารสถานศึกษา
3. ใหค้ าปรึกษาแนะนาและสนบั สนนุ การดาเนินงานในการพฒั นาสถานศึกษา

56

4. ประสานงานระหว่างสถานศึกษา ชุมชน หน่วยงานส่วนราชการต่างๆ และ
ภาคเอกชน เพอื่ ใหส้ ถานศกึ ษาได้มสี ่วนรว่ มในการใหบ้ รกิ ารแก่ชมุ ชนหนว่ ยงานส่วนราชการและ
การพัฒนาทอ้ งถน่ิ นัน้

5. รายงานผลการจัดการศกึ ษาของสถานศึกษาต่อชมุ ชนสาธารณชนและหน่วยงาน
ท่กี ากับดูแล

6. แต่งตงั้ คณะอนกุ รรมการเพ่อื ปฏบิ ตั ิตามหน้าที่
7. ให้มอี านาจหนา้ ท่ีอืน่ ตามที่คณะกรรมการสถานศกึ ษาเห็นควร
จากท่กี ลา่ วมาข้างต้น จะเห็นได้วา่ คณะกรรมการสถานศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน เปน็
คณะบคุ คลท่มี บี ทบาทหนา้ ที่เปรียบเหมอื นตัวแทนของผู้ปกครองครูองค์กรชุมชนองค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถิน่ ศษิ ย์เก่า และผทู้ รงคุณวฒุ ใิ นการเข้ามามีส่วนรว่ มในการบรหิ ารงานของสถานศึกษา
มีหน้าที่กาหนดนโยบาย การร่วมตัดสินใจ การปฏิบัติงาน และการประเมินผล รวมถึงการให้
คาปรกึ ษาและแนะนาแนวทางในการดาเนินงานพฒั นาสถานศึกษาดว้ ย
4. องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
ปจั จุบนั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ถอื ได้วา่ เป็นองคก์ รที่มีบทบาทหนา้ ท่ใี นการ
จัดการศกึ ษาในชุมชนเป็นอย่างยง่ิ ดังนี้
รุ่ง แก้วแดง (2543 : 22) กล่าวว่า ในการจัดการศึกษาเพื่อให้สอดรับกับกระแส
สังคมของขอ้ มูลขา่ วสารในปัจจุบนั และอนาคต จาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกสถาบันในสังคม
นับตั้งแต่สถาบันในครอบครัว สถาบันศาสนา องค์กรเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เป็นต้น
เข้ามาร่วมกันรับผิดชอบ ดังที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กาหนดบทบาทขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ เกีย่ วกบั การจัดการศกึ ษา
มาตรา 41 ระบุว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาระดับใดระดับหน่ึง หรือทุกระดับ
ตามความพร้อมความเหมาะสมและความต้องการในท้องถ่ิน มาตรา 42 ระบุว่า ให้กระทรวงกาหนด
หลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษา ขององค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินและ
มีหน้าที่ในการประสานและส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามา รถจัดการศึกษาและสอดคล้อง
กบั นโยบายและได้มาตรฐานการศึกษา
ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ (2544 : 26) กล่าวถึง วัตถุประสงค์ขององค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถน่ิ ในการจัดการศึกษา คือ
1. ชว่ ยแบง่ เบาภาระของรฐั บาล
2. เพอื่ สนองตอบต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิน่ อย่างแท้จริง
3. เพอื่ ประหยดั ค่าใช้จ่ายท่ีไม่จาเป็น

57

สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2551 : 3) กล่าวว่า กรอบทิศทางการพัฒนา
การศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะต้องจัดให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ
(พ.ศ. 2545-2559) โดยกาหนดนโยบายให้กระจายอานาจการจัดการศึกษาไปสู่เขตพ้ืนท่ีการศึกษา
สถานศึกษาและองค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ (อปท.) ให้มคี วามคล่องตัวและมีอสิ ระในการจัด
การศกึ ษาไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ ส่งเสรมิ ศักยภาพของการจัดการศกึ ษาในรูปแบบท่ีหลากหลาย
มีคุณภาพและมาตรฐาน พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มี
ความรู้คู่คุณธรรม มีทักษะและศักยภาพในการจัดการเรียนการสอน รวมท้ังส่งเสริมสวัสดิการและ
ความกา้ วหนา้ ในวิชาชีพ สร้างความตระหนกั และเตรียมความพรอ้ มทัง้ ด้านวชิ าการ งบประมาณ
และบุคลากรให้กับท้องถ่ิน เพ่ือให้ท้องถ่ินสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและสนองความ
ต้องการของท้องถิน่ น้นั ๆได้อยา่ งมีประสิทธิภาพต่อไป

จากการศึกษาบทบาทหน้าท่ีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สรุปได้ว่า การที่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษานั้น ทาได้โดยการเข้าไปเป็นตัวแทน
คณะกรรมการสถานศกึ ษา และทาได้โดยการสรา้ งความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและชุมชน เป็นการ
ประสานให้เกดิ การเรียนรู้ในชุมชนท่ีโรงเรยี น

5. ชุมชนและสังคม
โรงเรียนจะเกิดขน้ึ ไมไ่ ดถ้ า้ หากไมม่ ีชุมชนและสังคม เพราะโรงเรียนเป็นสถานท่ีบ่มเพาะ

บตุ รหลายของคนในชมุ ชน ชุมชนและสังคมจงึ มีความสาคัญต่อการจัดการศึกษาดังน้ี
เมตต์ เมตต์การุณจิตต์ (2547 : 23) กล่าวว่า รัฐได้เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้าไปมี

บทบาทเพอ่ื สร้างรปู แบบการศึกษาที่หลากหลายขึ้นสาหรับบุตรหลานและคนในสังคมของตนไม่ว่าจะ
เปน็ การจัดการศึกษาในวิถีชุมชน หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาต่างมุ่งพัฒนาชุมชนให้
เต็มศักยภาพ อันจะนาไปสู่การแกป้ ัญหาและลดข้อจากดั ภายในชุมชน มุง่ ใหเ้ กดิ การเรียนรู้
ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต และตอบสนองความต้องการของสมาชิกหรือคนท่ีอยู่ในบริบททางวัฒนธรรม
สังคมเดียวกัน โดยอาศัยองค์ประกอบ 3 อย่าง ท่ีมอี ยู่ในชุมชน คือ

1. คน ประกอบด้วย ผรู้ ้หู รอื ผู้ทรงภมู ิปญั ญา ผนู้ าชมุ ชน กลุม่ หรอื องค์กร และ
ชาวบ้านท่วั ไป

2. ความรู้ ประกอบดว้ ย ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและความรู้จากภายนอกหรือ
ท่ีเปน็ ภูมิปญั ญาสากล

3. ทรัพยากร ประกอบด้วยโภคทรัพย์เช่นที่ดินแหล่งน้าพืชและสัตว์ เป็นต้น เงินทุน
และผลผลิต

บุญเลี้ยง ทุมทอง (2545 : 34) กล่าวว่าชุมชนคือทรัพยากรล้าค่าของชาติและท้องถิ่น
ไดแ้ ก่

58

1. ภูมิปัญญา (Wisdom) ท่ีเกิดจากการสั่งสมกันจากประสบการณ์ของชีวิตสังคม
ในสภาพแวดลอ้ มท่ีแตกตา่ งกันและถ่ายทอดกนั มาเปน็ วัฒนธรรม

2. ปราชญ์ชาวบ้านซึ่งเป็นบุคคลท่ีได้รับการยอมรับจากชุมชนให้สามารถถ่ายทอด
ชีแ้ นะใหค้ วามเหน็ ต่อชุมชนทอ้ งถน่ิ น้นั ๆ

3. แหล่งวิทยาการให้การศึกษาในชุมชนเช่นสถาบนั ครอบครัวชุมชนวัดหรือสถาบันทาง
ศาสนาหอ้ งสมดุ ประชาชนสถานอี นามยั หน่วยงานราชการทอ่ี ย่ใู นพื้นท่แี ละสถาน
ประกอบการต่างๆเปน็ ตน้

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า จากทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในชุมชนประกอบกับนโยบายของ
รัฐท่ีมุ่งส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับสถานศึกษาทาให้บทบาทของสถานศึกษาแต่เดิมเพียง
หนา้ ที่ในการจดั การศกึ ษาเปล่ยี นไปและมีบทบาทในการจดั การศึกษาของท้องถน่ิ มากขน้ึ

บทบาทการมสี ่วนรว่ มในการจดั การศึกษาของชุมชน
นักการศึกษาหลายท่าน ได้ให้ความสาคัญถึงการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของ

ชุมชน ดังนี้
ชูชาติ พ่วงสมจิตร์ (2540 : 7-10) กล่าวว่า สถานศึกษาในฐานะผู้จัดการศึกษาควรมี

หนา้ ทีส่ ง่ เสรมิ การมีสว่ นรว่ มของชมุ ชนดังน้ี
1. ศึกษาสภาพแวดล้อมของชุมชน เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจถึงผลกระทบ

ของสภาพแวดล้อมที่มีต่อชุมชน
2. ศกึ ษาประวตั คิ วามเป็นมาและสภาพของชุมชน
3. ศกึ ษาประวัติความเปน็ มาและสภาพของสถานศึกษา
4. ปรบั บุคลกิ ภาพและการทางานของผูบ้ ริหารสถานศึกษา
5. ปรับบคุ ลิกภาพและการทางานของครูอาจารย์และบคุ ลากรของสถานศึกษา
6. ปรบั ปรุงวิธกี ารดาเนนิ งานและผลการดาเนนิ งานของสถานศึกษา
วิชิต นันทสุวรรณ และจานง แรกพินิจ (2541 : 12) ได้เสนอบทบาทการจัดการศึกษา

ระหว่างชุมชนต่อโรงเรยี น ดงั น้ี
1. บทบาทผู้สอนผู้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ชุมชนเข้าไปมีบทบาทในด้านนี้

ผ่านทางผู้นาและผู้รู้หรือผู้ทรงภูมิปัญญาตลอดจนประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ ที่สามารถนามาเป็น
เครื่องมือถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และระบบคุณค่าท่ีชุมชนมีอยู่ไปสู่นักเรียนการถ่ายทอด
ความรู้และประสบการณ์โดยผู้นาและผู้รู้ของชุมชนในระบบการศึกษา นอกจากน้ีชุมชนยังได้ใช้
ประเพณีและพธิ กี รรมทีจ่ ดั ขึ้นตามวฏั จักรของแตล่ ะชุมชน มาเปน็ เคร่ืองมือดึงดดู ใหน้ ักเรยี นสนใจ
ใหเ้ ข้าไปเรยี นร้ซู ึง่ นับเปน็ อกี รปู แบบหนงึ่ ของการถา่ ยทอดความรู้และประสบการณ์ของชมุ ชน

2. บทบาทการบรหิ ารและจดั การศกึ ษาในโรงเรียนบทบาทนีข้ องชุมชน

59

ได้ปรากฏหลายรูปแบบส่วนใหญบ่ ทบาทในด้านนี้ของชมุ ชนจะได้รบั การยอมรับอย่างเปน็ ทางการ
จากโรงเรยี นโดยอาศัยระเบยี บและคาสง่ั ของทางราชการเข้ามารองรบั

3. บทบาทของชุมชนและรูปแบบการเชอื่ มประสานการศึกษาระหว่างโรงเรยี น
กับชุมชน การจัดการศึกษาในลักษณะนี้เป็นผลมาจากความพยายามของชุมชนในการที่จะเชื่อมโยง
และประสานศักยภาพหรือจุดแข็งของชุมชนและสถานศึกษาเข้าด้วยกันการเช่ือมประสานระหว่าง
สถานศกึ ษากบั ชมุ ชนแบง่ ออกได้ 2 รูปแบบคอื

3.1 การเชื่อมประสานจากชุมชนเข้าสู่สถานศึกษาเกิดจากการขยายผลการเรียนรู้
เร่ืองใดเรอ่ื งหน่ึงหรอื หลายเรือ่ งของชมุ ชนเขา้ สูก่ ารเรยี นรู้ของผเู้ รยี น

3.2 การเชอื่ มประสานจากสถานศึกษาเขา้ สชู่ ุมชนเกดิ จากการขยายผล
การเรยี นรทู้ ่สี ถานศึกษาได้จดั ให้แก่นักเรียนออกไปสู่ชาวบ้านในชุมชน

ใจทพิ ย์ เช้ือรตั นพงษ์ (2543 : 263-264)ได้สรปุ บทบาทของชมุ ชนที่มตี อ่ การจัด
การศกึ ษารว่ มกบั สถานศกึ ษาดังน้ี

1. บทบาทในการกาหนดทศิ ทางและเปา้ หมายของสถานศึกษา
2. บทบาทในการสนบั สนนุ ภารกิจหลักของสถานศึกษาเช่นการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น
และการจัดการเรยี นการสอนและการให้ข้อมูลป้อนกลบั แกส่ ถานศกึ ษา
3. บทบาทในการร่วมคิดและศึกษาเกี่ยวกับปัญหาและสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น
ภายในชมุ ชนรวมทง้ั ความต้องการของชมุ ชน
4. บทบาทในการรว่ มวางแผนโครงการกจิ กรรมและรว่ มปฏบิ ัติดาเนนิ ตาม
โครงการกจิ กรรมเพือ่ แกไ้ ขปญั หาหรือสรา้ งสรรคส์ ง่ิ ใหม่ท่เี ป็นประโยชน์ของชมุ ชน
5. บทบาทในการรว่ มตดิ ตามประเมนิ ผลและปรับปรงุ โครงการกจิ กรรม
6. บทบาทในการให้บรกิ ารด้านทรพั ยากรบุคคลเงนิ วัสดุและอ่ืนๆแก่สถานศึกษา
บุญเลี้ยง ทุมทอง (2545 : 34-57) ได้เสนอแนวทางการจัดการศึกษาระหว่าง
สถานศึกษากบั ชุมชน ดงั น้ี
1. สถานศกึ ษาต้องมีหน้าท่ีร่วมกับชุมชน เพื่อกระตุ้นส่งเสริมชักจูงผลักดันและบริการ
ร่วมกับชุมชนการจัดทาหลักสูตรการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษาในสถานศึกษาร่วม
กิจกรรมพัฒนาการศึกษาในตาบลและให้มีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาเพ่ือให้
ชุมชนรสู้ ึกวา่ ตนเองเป็นเจ้าของตอ้ งการท่ีจะพัฒนาการศึกษาอย่างจรงิ จงั
2. การบริหารงานในสถานศึกษา ควรเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามีส่วนร่วมท่ีชัดเจนและ
เป็นรูปธรรมโดยการเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานเพื่อกาหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
โครงสร้างเนื้อหาสาระการบรหิ ารจดั การและการประเมินผลกรรมการ
3. การระดมทรพั ยากรทอ้ งถ่ิน เปน็ ประเด็นทช่ี มุ ชนเข้ามามีสว่ นร่วมมากทีส่ ุด

60

เพราะสถานศกึ ษาอยู่กับชมุ ชนมาช้านานได้อาศัยซึ่งกนั และกนั มาในดา้ นนีโ้ ดยตลอดแต่ในปจั จุบนั
พบวา่ ยงั เอ้อื ต่อการเข้ามามสี ่วนร่วมไม่มากนกั เน่ืองจากปญั หาทางเศรษฐกิจเวลาและความ
สนใจของชุมชนดังนั้นควรสร้างแนวทางการส่งเสริมให้มีมากขึ้น โดยการปลูกจิตสานึกในการมีส่วน
รว่ มอยา่ งแทจ้ ริง

จากทก่ี ลา่ วมาแลว้ ข้างต้น จะเห็นได้วา่ ชุมชนถอื เปน็ กลมุ่ คนสาคญั ในการสนับสนุนการ
พัฒนาสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในด้านทรัพยากรบุคคลสถานที่รวมท้ังทรัพยากรท้องถิ่นอ่ืนๆที่
ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และสร้างจิตสานึกในการเป็นส่วนหน่ึงของชุมชนให้เกิดแก่ผู้เรียน
ในขณะเดียวกันการจัดการศึกษาของสถานศึกษาก็สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้
ดังน้ันสถานศึกษาควรดึงชุมชนเข้ามาเป็นส่วนเดียวกันเพ่ือร่วมกันจัดการศึกษาที่ก่อให้เกิดประโยชน์
สงู สุด

บรบิ ทของศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อาเภอบางแกว้

ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั อาเภอบางแก้ว ได้ประกาศจัดต้งั
เป็นสถานศึกษา ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เร่ือง จัดต้ังศูนย์บริการศึกษานอกโรงเรียน
อาเภอ/ก่ิงอาเภอ เมื่อวันท่ี 27 สิงหาคม 2536 โดยศูนย์บริการศึกษานอกโรงเรียนก่ิงอาเภอ
บางแก้ว เป็นหนึ่งในศบอ./ศบก. 789 แห่งที่ประกาศจัดตั้งขึ้นเป็นคร้ังแรก ต่อมาเมื่อวันที่ 3
มีนาคม 2551 ได้เปล่ียนชื่อเป็นศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว
ปัจจุบันมี นายยะฝาด สันหมาน ดารงตาแหน่ง ผู้อานวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัยอาเภอบางแกว้ ต้งั อยู่เลขท่ี 36 หมู่ที่ 1 ตาบลทา่ มะเด่อื อาเภอบางแกว้ จังหวดั พัทลุง

บุคลากรศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว มีทั้งสิ้น
14 คนประกอบด้วย

1. ข้าราชการครู 3 คน
2. บรรณารักษ์ปฏบิ ัติการ 1 คน
3. ครอู าสาสมัครการศึกษานอกระบบการศึกษาตามอัธยาศัย 1 คน
4. ครูศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั ตาบล 3 คน
5. ครูศนู ยก์ ารเรียนชุมชน 1 คน
6. ครผู สู้ อนคนพิการ 3 คน
7. นกั จัดการงานทัว่ ไป 1 คน
8. พนักงานบรกิ าร 1 คน
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว มีศูนย์การเรียน
ชุมชน (ศรช.) ในสงั กัด จานวน 4 แหง่ คือ

61

1. ศนู ย์การเรยี นชุมชน กศน.ตาบลท่ามะเด่อื
2. ศูนย์การเรียนชุมชน กศน.ตาบลนาปะขอ
3. ศูนยก์ ารเรียนชมุ ชน กศน.ตาบลโคกสัก
4. ศนู ย์การเรยี นชุมชนบา้ นเกาะประดู่

งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง

ในการศึกษาวิจยั เร่อื ง การมีสว่ นร่วมของชมุ ชนในการจดั การศกึ ษาของศนู ย์การศกึ ษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว ผู้วิจัยได้ศึกษารายงานการวิจัยท้ังในประเทศ
และตา่ งประเทศ ดังจะไดน้ าเสนอดงั ต่อไปนี้

1. งานวจิ ัยในประเทศ
เบญจรงค์ แสงสุกวาว (2551 : 168 - 169) ได้ศึกษาเรื่อง การมีส่วนร่วมของ

คณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พ้ืนฐานในการบรหิ ารการศึกษาโรงเรียนสังกัดสานักเทศบาลนครในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า 1) คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน มีความคิดเห็นต่อการมีส่วน
ร่วมในการบริหารการศึกษาโรงเรยี นสงั กัดเทศบาลนครในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยภาพรวมและ
รายด้านการบรหิ ารวชิ าการ ด้านการบริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการ
บริหารท่ัวไป อยู่ในระดับมาก 2) คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ท่ีมีตาแหน่งต่างกันมีความ
คิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมในการบริหารการศึกษา โรงเรียนสังกัดเทศบาลนคร ในภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกนั อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติทีร่ ะดับ .01
3) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ท่ีมีประสบการณ์ต่างกันมีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมใน
การบริหารการศึกษาโรงเรียนสังกัดเทศบาลนคร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยภาพรวมและราย
ด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 4) คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ท่ีมี
ระดับการศึกษาตา่ งกนั มคี วามคดิ เหน็ ต่อการมีสว่ นร่วมในการบริหารการศึกษาโรงเรียนสังกัดเทศบาล
นคร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้าน
การมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ . 01
ส่วนด้านการบริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารงานทั่วไป
ไมแ่ ตกตา่ งกัน

ทองม้วน ศรีเจริญ (2552 : 66-73) ได้ศึกษาปัญหาและความต้องการ การมีส่วนร่วม
ในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน อาเภอสตึก จังหวัดพัทลุง พบว่า

62

ปัญหาการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีปัญหามากท่ีสุดคือ
ด้านวิชาการ รองลงมาคือด้านบริหารท่ัวไป ด้านบุคลากร และด้านงบประมาณ และ
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความต้องการ การมีส่วนร่วมโดยรวมอยู่ในระดับมาก จาก
ปัญหาท่พี บคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานมีความคิดเห็นเก่ียวกับปัญหาว่า โรงเรียนยังไม่เปิด
โอกาสให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการร่วมวางแผนพัฒนางานวิชาการเท่าที่ควร และต้องการให้มี
กิจกรรมให้ทุกฝ่ายมีโอกาสพบปะแลกเปล่ียนความคิดเห็น เพื่อจะได้ทราบถึงปัญหาต่างๆ ตลอดจน
แนวทางในการพัฒนาการศึกษาอยา่ งมีคณุ ภาพ

บุญณภัทร์ เดือนกลาง (2552 : 87 - 88) ได้ศึกษาเร่ืองการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน
การจดั การศึกษาของโรงเรียนบา้ นลาดใหญ่ อาเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ พบว่า 1) การมีส่วนร่วมของ
ผู้ปกครองในการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านลาดใหญ่อาเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในภาพรวม
ผูป้ กครองมีสว่ นรว่ มในการจดั การศึกษาในระดับปานกลางเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้ปกครอง
มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบารุงรักษาศิลปะและ
วัฒนธรรม และด้านภูมิปัญญาท้องถ่ิน ในระดับปานกลาง เช่นเดียวกัน ส่วนด้านบริหารจัดการ
ผปู้ กครองมสี ่วนรว่ มในระดับนอ้ ย 2) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ผู้ปกครองท่ีมี อายุ สถานภาพ
การสมรส และอาชีพต่างกันมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านลาดใหญ่ อาเภอเมือง
จังหวัดชัยภูมิในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญท่ีระดับ .05 ขณะท่ีผู้ปกครองท่ีมี เพศ ระดับ
การศึกษา และระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในตาบลลาดใหญ่ต่างกัน มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ของ
โรงเรียน บ้านลาดใหญ่ ในภาพรวมไม่แตกต่างกนั

ประดิษฐ์ สีดาพล (2552 : 83 - 84) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัด
การศกึ ษา โรงเรยี นบา้ นโคกสะอาด สังกัดสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาพัทลุง เขต 1 พบว่า ด้านการ
บริหารวิชาการ ชุมชนมีความต้องการให้มีการร่วมจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา การจัดเวลาเรียนการ
นาภูมิปัญญาท้องถ่ินมาร่วมจัดทามาตรฐานการศึกษาของโรงเรียน ตลอดจนจัดหาสื่อการเรียนรู้ด้าน
การบริหารงบประมาณ ชุมชนมีความต้องการมีส่วนร่วมในการจัดต้ังงบประมาณ การควบคุมการ
กากับบริหารงบประมาณ การติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ การสนับสนุนทุนการศึกษาและการ
ระดมทรัพยากรเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียน ด้านการบริหารงานบุคคล ชุมชนต้องการ
โอกาสเข้ารว่ มประชุม การเสนอแนะการปฏิบัติงานของครู การจัดครูเข้าสอนตามวิชาเอก การพัฒนา
ครู ตลอดจนการร่วมมือสนับสนุนช่วยเหลือครูในการจัดทาข้อมูลนักเรียน ด้านการบริหารงานทั่วไป

63

ชุมชนต้องการมีส่วนร่วมและสนับสนุนในกิจกรรมโรงเรียนจัดข้ึนตามแนวทางของโรงเรียนอย่าง
สมา่ เสมอ การระดมทุนเพอ่ื รว่ มปรบั ปรุงพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรยี น

ภาณุวัฒน์ โสคาภา (2552 : 92 ) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัด
การศึกษาเขตตาบลนาเวยี ง อาเภอเสนางคนิคม จงั หวัดอานาจเจริญ ผลการศกึ ษาพบว่า 1) การมี
ส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาเขตตาบลนาเวียง อาเภอเสนางคนิคม จังหวัดอานาจเจริญ
ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณารายด้านพบว่า การมี ส่วนร่วมของชุมชน ด้านร่วมจัด
กจิ กรรม เป็นอันดับแรก รองลงมาคือด้านร่วมกากับ ติดตาม ประเมินผล และประชาสัมพันธ์ ด้าน
ร่วมคดิ วางแผน และดา้ นร่วมลงทุน ตามลาดบั 2) ประชาชนในชมุ ชนที่มีเพศต่างกันมีสว่ นรว่ มใน
การจัดการศึกษาไม่แตกต่างกัน 3) ประชาชนในชุมชนท่ีมีอายุต่างกันมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญท่ีระดับ .01 4) ประชาชนในชุมชนท่ีมีระดับการศึกษาต่างกันมีส่วนร่วม
ในการ จัดการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 5) ประชาชนในชุมชนท่ีมี
อาชพี ตา่ งกนั มีส่วนร่วมในการจดั การศึกษาแตกต่างกันอยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ .01

วนาธิป สีหา (2552 : 66 - 67) ได้ศึกษาทรรศนะของบุคลากรทางการศึกษาต่อ
การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในสังกัด สานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาเลย เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า 1) ทรรศนะต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัด
การศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาเลย เขต 1 โดยภาพรวม
เหน็ ดว้ ยอย่ใู นระดับมาก มคี ่าเท่ากับ 3.81 โดยผลวิจยั รายดา้ นพบวา่ ดา้ นปัจจยั และสิง่ แวดล้อม ด้าน
กระบวนการ ด้านผลผลิตมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.97, 3.76, 3.70 ตามลาดับ 2) การเปรียบเทียบ
เก่ียวกับทรรศนะของบุคลากรทางศึกษาต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาข้ันพื้นฐาน
ในสงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาเลย เขต 1 โดยพิจารณารายด้านพบว่า บุคลากรทางการศึกษา
ที่มอี ายแุ ละสถานภาพในภาพรวมตา่ งกันอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ส่วนด้านเพศ ระดับ
ศกึ ษา และตาแหน่งหน้าท่ี มที รรศนะไมแ่ ตกตา่ งกัน

กิตติศักดิ์ เที่ยงมน (2553 : 101) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหาร
โรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาพัทลุง เขต 3 ผลการศึกษาพบว่า 1) การมีส่วนร่วม
ของชุมชนในการบริหารโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาพัทลุง เขต 3 โดยรวมท้ัง 4
ด้านมีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลาดับจากมากไปหาน้อยคือ
การบรหิ ารท่ัวไปมรี ะดับการปฏบิ ัติอยใู่ นระดบั มาก ส่วนดา้ นการบรหิ ารงานบุคคล ด้านการบริหาร

64

งานวิชาการ และด้านการบริหารงบประมาณมีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง 2) ผู้ปกครอง
นักเรียนและกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการบริหาร
โรงเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติในระดับ .05 3) ผู้ปกครองนักเรียนและกรรมการ
สถานศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานทป่ี ฏบิ ัตงิ านในโรงเรียนท่ีมีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นเก่ียวกับการมีส่วนร่วม
ของชุมชนในการบรหิ ารโรงเรียนไม่แตกตา่ งกัน

เข็มทิศ นิราราช (2553 : 117) ได้ศึกษาการพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัด
การศึกษา โรงเรียนบ้านดอนคนทา อาเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ผลการวิจัยพบว่า การ
นิเทศติดตามผล ทาให้ผู้เข้าร่วมประชุม มีความรู้ความเข้าใจ ตระหนักในการเข้ามามีส่วนร่วมในการ
พัฒนา และการให้ข้อมูลด้านภูมิปัญญาชาวบ้าน แหล่งเรียนรู้ท่ีหลากหลายในการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ เขา้ ใจบทบาทของตนเองในการมสี ่วนรว่ มจดั การศกึ ษา เพื่อให้การมีส่วนร่วมของชุมชนในการ
จัดการศึกษาของโรงเรียนดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป จึงควรส่งเสริมสนับสนุนให้
นากลยุทธด์ งั กล่าวไปใช้พฒั นาการมสี ่วนร่วมของชมุ ชนในการจัดการศกึ ษา ในโรงเรยี นอนื่ ๆ ต่อไป

วาสนา โพธิ์โพ้น (2553 : 90 - 91) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัด
การศึกษาของโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองนาสาร อาเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า
ระดับการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดเทศบาล เมืองนาสาร อาเภอบ้านนาสาร
จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้านการคิดและตัดสินใจ ด้านการดาเนินกิจกรรม ด้านการร่วมรับผลประโยชน์
และด้านการประเมินผล ทั้งในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับน้อย ด้านการคิดและตัดสินใจมี
ค่าเฉลี่ยสงู สุด และดา้ นการประเมินผล มคี ่าเฉล่ีย อาเภอบา้ นนาสาร จงั หวัดสุราษฎร์ธานี จาแนกตาม
เพศ อายุ วุฒิการศกึ ษา และอาชีพ พบวา่ ตัวแปรเพศ อายุไม่แตกต่างส่วนวุฒิการศึกษา และอาชีพ มี
ความแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั .05

วิกุล พรมโสภา (2553 : 83) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมตามบทบาทหน้าท่ีของ
คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานในการจัดการศึกษาในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาพัทลุง เขต 3 พบว่า การมีส่วนร่วมตามบทบาทของคณะกรรมการด้านการบริหาร
การศึกษาทั้ง 4 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีส่วน
ร่วมตามบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการ จาแนกตามระดับช่วงชั้นการจัดการเรียนการสอน และ
ขนาดของโรงเรยี นตามภาระงาน 4 ด้าน โดยรวมไม่แตกต่างกันและประการสุดท้าย คณะกรรมการ
ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า ควรส่งเสริมการเรียนการสอนด้านวิชาชีพในโรงเรียน ควรจัด

65

ประชุมอบรมหรือสัมมนาคณะกรรมการสถานศึกษา เพ่ือให้เข้าใจบทบาทหน้าท่ี ควรให้
คณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมในการวางแผนงบประมาณ และควรส่งเสริมและสร้าง
ความสัมพันธ์กับชมุ ชนในโอกาสตา่ งๆ

ธนิดา สิงหพันธ์ (2553 : 118 - 119) ได้ศึกษา การมีส่วนร่วมของคณะผู้บริหารองค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในจังหวัด
สมุทรปราการ พบว่า 1) คณะผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีปริมาณการมีส่วนร่วมใน
ประเภท การระดมทรัพยากรมากท่ีสุด รองลงมาคือการประสานงานและประชาสัมพันธ์ และน้อย
ท่ีสุดคือประเภทการ กากับติดตามประเมินผล 2) คณะผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี
ระดับการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในภาพรวม
และรายกิจกรรมทุกด้านอยู่ในระดับน้อย 3) คณะผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีเพศ
ระดับการศกึ ษา ตาแหนง่ และระยะเวลาในการดารงตาแหนง่ ตา่ งกนั มีระดับการมีส่วนร่วมใน
การจัดกิจกรรมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยแตกต่างกัน แต่เม่ือเปรียบเทียบรายคู่
พบว่า คณะผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เพศหญิงการศึกษาระดับ ปริญญาตรี ตาแหน่ง
ผู้อานวยการ/หัวหน้ากองการศึกษา และมีระยะเวลาในการดารงตาแหน่งมากกว่า 10 ปี มีค่าเฉล่ีย
ระดับการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยโดยรวมสูงสุด
ส่วนคณะผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินท่ีมีอายุ ระดับชั้นเทศบาล-อบต. และรายได้
เทศบาล-อบต.ต่างกัน มี ระดับการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอธั ยาศัยไม่ต่างกนั

กีรติ การรัมย์ (2555 : 77-78) ได้ศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนในการ
จัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านงิ้ว สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 4 ผล
การศึกษาพบว่า 1) สภาพปัญหาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านง้ิว
สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 4 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณา
เป็นรายด้านจากมากไปหาน้อยพบว่า การมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์มีปัญหาอยู่ในระดับมาก ด้าน
การประเมินผลมีปญั หาอยใู่ นระดับปานกลาง ด้านการดาเนินการและด้านการตัดสินใจมีปัญหาอยู่ใน
ระดบั นอ้ ย 2) แนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านงิ้ว สานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 4 พบว่า โรงเรียนและชุมชนร่วมให้ความรู้ความเข้าใจ
โดยการจัดอบรมให้กับบุคคลที่มีส่วนเก่ียวข้องกับโรงเรียน ชุมชนได้รับรู้เป้าหมาย วิสัยทัศน์

66

หลักสูตร และมาตรฐานของสถานศึกษา การวางแผน การปฏิบัติงาน การตรวจสอบเพื่อ
ประกอบการตัดสินใจของทางโรงเรียน

พัชรียาภรณ์ พิมพาเรอื (2556 : 115-116) ได้ศึกษาการมีสว่ นรว่ มของชมุ ชนในการ
จดั การศึกษาขัน้ พ้นื ฐานในโรงเรยี นสงั กดั สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 5
ผลการวิจยั พบวา่ 1) ชมุ ชนมสี ว่ นรว่ มในการจัดการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานโดยภาพรวมอย่ใู นระดับมาก
ในด้านการบริหารงานท่ัวไปดา้ นการบริหารงานบคุ คลด้านการบรหิ ารวิชาการตามลาดับสว่ นการ
บริหารงบประมาณอยใู่ นระดับปานกลาง 2)การศกึ ษาแนวทางการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน
ในการจัดการศึกษาพบว่าควรสื่อสารให้ชุมชนเข้าใจเกี่ยวกับหน้าท่ีของชุมชนท่ีมีต่อโรงเรียนเปิด
โอกาสใหช้ ุมชนเขา้ มารว่ มวางแผนพฒั นาหลักสูตรรว่ มเป็นวทิ ยากรให้ความรูแ้ ละจัดการเรียนรู้ร่วมกับ
คณะครูรว่ มวางแผนการระดมทรพั ยากรทางการศึกษาทัง้ ส่วนทเี่ ป็นทุนทรัพยอ์ ุปกรณ์
การเรียนและทรัพยากรบุคคลร่วมเป็นกรรมการพิจารณาผลการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงเรียน
ประชุมวางแผนพัฒนาอาคารสถานทีร่ ว่ มประสานความรว่ มมือกับหนว่ ยงานอืน่ ดูแลพฤติกรรม
และการเรยี นของนกั เรียนและรว่ มใช้สาธารณะประโยชน์จากทางโรงเรียน

สุพรรณ ศิลาเณร (2556 : 132-134) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหาร
การศกึ ษาของโรงเรียนสตึก สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 พบว่า 1) ผู้นา
ชุมชน เครือข่ายผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานมีส่วนร่วมในการบริหาร
การศึกษาของโรงเรียนสตึก สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 โดยรวมและ
รายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการ
บริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงานวิชาการ และด้านการบริหารงานท่ัวไป 2) ผลการ
เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารการศึกษาของโรงเรียนสตึก สังกัดสานักงานเขต
พ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 ของเครือข่ายผู้ปกครอง จาแนกตามเพศ อายุ และอาชีพมี
ความคิดเห็นโดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชน
ในการบริหารการศึกษาของโรงเรียนสตึกจากการสัมภาษณ์ คือ (1) ด้านการบริหารวิชาการ ควรนา
เทคโนโลยีเข้ามามสี ว่ นในการใช้เป็นส่อื การสอน โดยครจู ะต้องมีความรูแ้ ละความชานาญในการใช้สื่อ
ดังกล่าว (2) ด้านการบริหารงานงบประมาณ คือ ควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกากับ ติดตาม
ตรวจสอบ ควรสรปุ และรายงานผลด้านงบประมาณให้มากขึ้น (3) ด้านการบริหารงานบุคคล ควรจัด
ประชุมเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนให้มากข้ึนเพ่ือร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ และ (4) ด้านการ

67

บริหารงานท่ัวไป ควรดาเนินการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลผ่านทางส่ือต่างๆ เช่น อินเตอร์เน็ต
หอกระจายข่าวสาร ป้ายประชาสมั พนั ธต์ า่ งๆ เพ่ือให้ชมุ ชนไดร้ บั ทราบ

สุรัส ภู่วงษา (2556 : 86) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาใน
การบริหารงานโรงเรียน สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาพัทลุง เขต 4 พบวา่
1) ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารและครู เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการ
สถานศึกษาในการบริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 4
โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการบริหารงานทั่วไป มีความ
คิดเห็นอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านอื่นๆ อยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการ
บริหารงานท่วั ไป รองลงมาคอื ดา้ นการบริหารงานงบประมาณ สว่ นดา้ นทีม่ ีค่าเฉลย่ี ต่าสุดคือด้านการ
บรหิ ารงานวชิ าการ 2) การเปรยี บเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครูเก่ียวกับการมีส่วนร่วมของ
คณะกรรมการสถานศึกษาในการบริหารงานโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาพัทลุง เขต 4 จาแนกตามสถานภาพตาแหน่ง และขนาดของโรงเรียนโดยรวมและราย
ด้านไม่แตกต่างกนั 3) ความคดิ เหน็ และข้อเสนอแนะของผู้บริหารและครูเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของ
คณะกรรมการสถานศึกษาในการบริหารงานโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาพัทลุง เขต 4 ท่ีมีจานวนมากท่ีสุดในแต่ละด้านมีดังนี้ ควรจัดการอบรมสัมมนาให้
คณะกรรมการสถานศึกษามีความร้คู วามสามารถเร่อื งเทคโนโลยีและรปู แบบการบรหิ ารโรงเรียน การ
จัดสรรงบประมาณข้ึนอยู่กับความคิดเห็นของผู้บริหารเป็นส่วนใหญ่ ควรประสานงานความร่วมมือ
ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนในการสนับสนุนทรัพยากรให้กับสถานศึกษาควรจัดให้มีการ
ประชุมพัฒนาคณะกรรมการสถานศกึ ษาใหร้ จู้ กั บทบาทหนา้ ที่ในการปฏิบตั งิ าน

กนกอร บุญกว้าง (2557 : 68)ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมการจัดการศึกษาของชุมชน
กรณีศึกษา : โรงเรียนบ้านเหมือดขาวสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษายโสธรเขต 1
ผลการวจิ ยั พบวา่ การมีส่วนร่วมการจัดการศกึ ษาของชมุ ชนของโรงเรยี นบา้ นเหมือดขาวมีอยู่
6 แนวทาง คือ การมสี ่วนร่วมในการระดมคิด การมสี ว่ นร่วมในการรว่ มวางแผน การมีสว่ นรว่ ม
ในการร่วมกันลงมือทา การมีส่วนร่วมในการร่วมกันติดตามและประเมินผล การมีส่วนร่วมในการ
รว่ มกันปรบั ปรงุ แกไ้ ข และการมสี ว่ นรว่ มในการรว่ มกันรับผลประโยชนร์ ่วมกนั

จันทร์เพ็ญ ดาโสม (2558 : 78-80) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการ
สถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานในการบริหารการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา

68

ประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 3 พบว่า 1) การมีสว่ นร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานใน
การบริหารการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3
ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
2) การเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานในการบริหารการศึกษา
ของโรงเรียน สังกดั สานักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 ตามความคิดเห็นของ
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ที่มีประเภทต่างกัน โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 3) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้น
พื้นฐานในการบริหารการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
ขอนแก่น เขต 3 ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ท่ีมีระดับการศึกษา
แตกต่างกันโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญสถิติท่ีระดับ .01 โดยรายด้านทุกด้าน
คณะกรรมการที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าระดับมัธยมศึกษามีค่าเฉลี่ยกว่าคณะกรรมการที่มีระดับ
การศึกษามัธยมศึกษา 4) ข้อเสนอแนะเก่ียวกับการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้น
พ้ืนฐานในการบริหารการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ขอนแก่น เขต 3 ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ได้แก่ ควรให้มีส่วน
ร่วมในการพัฒนาการเรียนการสอน การประชุมวางแผน ชี้แจง และตรวจสอบการบริหารงาน
งบประมาณของโรงเรียน การสรรหาครูอัตราจ้างและบุคลากรของสถานศึกษา และการจัดทา
รายงานผลการดาเนนิ งานประจาปีของสถานศกึ ษาเพื่อเผยแพร่ใหผ้ ปู้ กครองและชุมชนทราบ

ศิญารัตน์ พรหมเอาะ (2558 : 146-148) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัด
การศกึ ษาระดบั ปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในเขตอาเภอประโคนชัย จังหวัดพัทลุง พบว่า การ
มีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในเขตอาเภอประโคน
ชัย จังหวัดพัทลุง ตามความคิดเห็นของตัวแทนชุมชน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็น
รายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุดคือด้านบุคลากร รองลงมาคือด้าน
บริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ส่วนด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยต่าสุดคือด้านการส่งเสริมเครือข่ายการพัฒนา
เด็กปฐมวัย การเปรียบเทียบความคิดเห็นของตัวแทนชุมชนเก่ียวกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการ
จัดการศึกษาระดับปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในเขตอาเภอประโคนชัย จังหวัดพัทลุง เม่ือ
จาแนกตามสถานภาพตาแหน่ง โดยรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้าน
บุคลากรแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน เม่ือจาแนก

69

ตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพพบว่าท้ังโดยรวมและรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกัน
ตัวแทนชุมชนได้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเก่ียวกับการมีส่วนร่วมของชุ มชนในการจัด
การศึกษาระดับปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในเขตอาเภอประโคนชัย จังหวัดพัทลุง ท่ีมีจานวน
มากที่สุดคือ ต้องการให้มีการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร ผลการดาเนินงานของศูนย์
พฒั นาเดก็ เลก็ ใหช้ มุ ชนทราบ รองลงมาต้องการใหช้ มุ ชนมีสว่ นร่วมในการประชุม ให้ข้อเสนอแนะใน
การบรหิ ารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และควรมกี ารประสานงานให้ทุกภาคส่วนได้เข้าร่วมกิจกรรมของศูนย์
พัฒนาเด็กเลก็ ตามลาดบั

2. งานวิจัยต่างประเทศ
บรูซ (Bruce.1999 : 6028-A) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องบทบาทของครูใหญ่ในโรงเรียน

ประถมศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของชุมชนพบว่าความคาดหวังของโรงเรียนเก่ียวข้องกับชุมชน
สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของชมุ ชนทจี่ ะมสี ว่ นร่วมกบั ทางโรงเรียนสาหรับความคาดหวังของครูใหญ่
โรงเรียนประถมน้ันพบว่าครูใหญ่คาดหวังที่จะให้ผู้ปกครองนักเรียนได้มีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับ
การเรยี นรู้และการอบรมเด็กมากยง่ิ ขน้ึ ให้ชมุ ชนมีส่วนร่วมในการแก้ปญั หาตา่ งๆ
ของเดก็ ครูและผู้ปกครองมีความต้องการทีจ่ ะให้ครูใหญ่มที ี่พกั หรืออาศยั ภายในบริเวณโรงเรียน

ดีแลนนี (DeLaney.2000 : 2349-A) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ
ตัดสนิ ใจทีเ่ กีย่ วข้องกบั การจดั การศึกษาของโรงเรียน แนวความคดิ น้ีถ้าทาสาเร็จจะทาให้เกดิ
การตดั สนิ ใจทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพสาธารณชนให้การสนบั สนนุ อยา่ งเตม็ ใจและทาเปน็ ประชาธิปไตย
ท่ีเขม้ แข็งมากยิ่งข้นึ แต่ถ้าไมส่ ามารถทาได้จะส่งผลทาให้สาธารณชนมีความไม่พึงพอใจตอ่ การ
จัด การ ศึกษาของโ ร งเ รีย น ได้ การ ศึกษาวิ จั ย คร้ั งนี้ เ ก็ บ ข้อมูลโ ด ย ใช้ การสั งเ กต การณ์ป ร ะชุ มของ
คณะกรรมการโรงเรยี นและสัมภาษณผ์ ู้ปกครองนักเรียนจานวน6คนโดยเนน้ สารวจความต้องการ
และความประสงคข์ องผปู้ กครองในการเข้ามามสี ่วนร่วมในการจัดการศึกษา ผลการศกึ ษาพบวา่
ถ้าเมื่อใดที่ผู้ปกครองเลือกเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการจัดการศึกษาของโรงเรียน
จะทาให้พวกเขาเข้ามาร่วมด้วยความพึงพอใจหรือเต็มใจ แต่ถ้าผู้นาทางการศึกษาไม่ยอมรับหรือไม่
รับร้กู ารมีส่วนรว่ มของผปู้ กครองกจ็ ะทาใหโ้ รงเรยี นเกิดความแปลกแยกไปจากสาธารณชนซึ่งจะส่งผล
ให้การสนับสนนุ การศกึ ษาของสาธารณชนลดนอ้ ยลงได้

โกลด์ (Gold. 2000 : 2338-A) ได้ศึกษาการให้ชุมชนในเขตพ้ืนที่บริการของโรงเรียนมี
ส่วนร่วมในการจัดการศึกษาพบว่าการปฏิรูปการศึกษาโรงเรียนในเขตเมืองครอบคลุมไปถึงความ

70

ต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวชุมชนและโรงเรียนซ่ึงเป็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง
กนั และเปน็ ปฏิสมั พันธร์ ะหวา่ งผูป้ กครองชมุ ชนและนักการศึกษาชุมชนท่ีมีรายได้ต่าจะมีปัญหาในการ
มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและระดบั การศึกษาของผู้ปกครองมีผลต่อการให้ความร่วมมือในการจัด
การศึกษาของโรงเรยี น

เมสเทนฮาวเซอร์ (Mestenhauser. 2000 : 320-A) ไดศ้ กึ ษาการการมีส่วนร่วมการจัด
การศึกษาในอนาคตของการศึกษาผู้ใหญ่และการจัดการศึกษาของชุมชนในประเทศบราซิล พบว่า
ส่ิงทม่ี ีความจาเปน็ และส่งผลต่อการพฒั นาการศึกษาของโรงเรียนให้มีคุณภาพ เรียงลาดับความสาคัญ
ได้แก่ 1) การจัดหาส่ือและอุปกรณ์การสอน 2) การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนของครู
3) การพัฒนาด้านต่างๆ ของชุมชนในเขตบริการของโรงเรียน และ 4)การต้องการด้านต่างๆ
ของโรงเรยี น

ออสโตรว์ (Ostrow. 2002 : 6212-A) ได้ศึกษาผลของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองต่อ
การประสบผลสาเร็จของการศึกษาเล่าเรียนของนักเรียนท่ีเป็นบุตรห ลานของผู้อพยพชาว
เอลซัลวาดอร์และชาวกัวเตมาลาในการจัดการศึกษาของชุมชนการ สรุปได้ว่า ชุมชน ประชาชน
ส่วนใหญ่มีความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการบริหารงาน ครูผู้สอนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าอยากให้
ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานเช่นกัน โดยเข้ามาบริหารงานในรูปแบบสภาโรงเรียน
ซง่ึ เปน็ สภาพท่ีให้คาปรึกษาเก่ียวกับการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ครูผู้สอน
ประชาชนที่เป็นตัวแทนในรูปของกรรมการการศึกษามีบทบาทในการบริหารค่อนข้างน้อยและอยู่ใน
เขตจากดั

ลองโก (Longo. 2005 : 531-A) ได้ศึกษาวิจัยบทบาทของชุมชนในการศึกษาของ
พลเมือง : นาไปสโู่ รงเรียนในอนาคต จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติ พบว่า การศึกษามีความ
เชอื่ มโยงกับความเป็นนกั ประชาธิปไตยในอดีต 10 ปีท่ีผ่านมา ความเก่ียวข้องกับส่ิงนี้มักจะคับแคบ
สาหรับโรงเรียนเหมอื นเส้นทางทโ่ี ดดเด่ียว ส่ิงนี้เป็นการทาร้ายการศึกษาที่จะสร้างความกดดัน
มากๆ กับหน่วยงานเด่ียวๆ และยังเป็นการทาร้ายประชาธิปไตย โดยการไม่ใส่ใจบทบาทของ
หน่วยงานท่ที าหน้าทใ่ี ห้การศึกษา การวิจัยน้ีได้ศึกษารูปแบบการเรียนรู้ ซ่ึงหลายๆ โรงเรียนร่วมมือ
กันในบทบาทการสนับสนุนการศึกษาของพลเมือง การวิเคราะห์ในการวิจัยใช้ประวัติศาสตร์และ
ชาติพันธ์ุวิทยา งานวิจัยน้ีมีคาถามในการวิจัย คือ อะไรคือบทบาทของชุมชนในการศึกษาของ
พลเมือง การสร้างสรรค์วัฒนธรรมพ้ืนบ้านในการเรียนรู้ของพลเมือง รวมถึงบทเรียนการเรียนรู้และ

71

การให้คาแนะนานโยบาย เพื่อสร้างองค์ประกอบที่มีประสิทธิภาพสาหรับการศึกษาของพลเมือง
กรณีศึกษาในคร้ังนี้ เสนอความสาคัญทางประวัติศาสตร์และแบบร่วมสมัยซ่ึงเป็นผู้มีส่วนร่วมใน
สถาบันการศึกษากับชุมชนกับท้องถ่ินในแนวทางท่ีมีพลังความกระตือรือร้นของพลเมืองในการ
เช่ือมโยงกับการเรียนรู้ การให้ความสนใจในงบดุล การเน้นในเร่ืองความสามารถของคาส่ังและ
ความอยุติธรรม การเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานและท้ังหมดของการกาหนด (จัดวางกาลัง)
ทรพั ยากร โดยคานึงถงึ ประโยชน์ท่ที าใหโ้ รงเรียนสามารถดาเนินการได้ วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย
สถาบันชุมชน และประชาการในชุมชนท่ีทางานร่วมกันเพ่ือประชาธิปไตย การศึกษาน้ีแนะนาการ
สร้างแนวทางใหมๆ่ สาหรับการคดิ เกีย่ วกับการศึกษาของพลเมือง โดยนาเสนอแบบบรรยายในแบบ
การจัดการทีจ่ ะนาไปสโู่ รงเรยี นในอนาคต

แมธธีและคณะ (Mathie et al. 2007 : 79-85) ได้ศึกษาวิจัยการมีส่วนร่วมของผู้มี
ส่วนไดส้ ว่ นเสยี ต่อการจดั การศึกษา ผลปรากฏว่า การมสี ่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนเสียต่อการจัดการศึกษา
ท่ีเน้นประสบการณ์ข้ันพ้ืนฐาน 2 ประการ ได้แก่ การประเมินจากการมีส่วนร่วมและการศึกษาราย
กรณีซ่ึงชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมจะมีการแสดงออกมาเม่ือมีการประเมินบางครั้งจะแสดงออกน้อยกว่า
ความต้องการอันแท้จริงของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย ต่อการจัดการศึกษามีความหลากหลายในการ
ประเมนิ ท่แี ตกต่างออกไป ขอ้ จากัดทห่ี ลากหลายจะไม่มีผลกระทบต่อหลักประชาธปิ ไตย

จากการศึกษาเอกสารงานที่เกี่ยวข้องท้ังในประเทศและต่างประเทศ จะเห็นได้ว่า
การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย เป็นการจัดการศกึ ษาเพ่ือเปิดโอกาสและสนองความ
ต้องการของประชาชนอย่างกว้างขวาง เน้นความเสมอภาคและเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ฉะนั้นจึง
จาเป็นอยา่ งยิ่งทจ่ี ะให้ชมุ ชนองค์กรตา่ งๆเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอธั ยาศัยการมสี ว่ นรวมของชุมชนนั้นมีอยู่หลายองค์ประกอบ ที่สาคัญได้แก่ด้านการวางแผนเป็น
การให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการเสนอปัญหา ความต้องการตลอดจนหาแนวทางในการ
ตดั สนิ ใจแก้แก้ปัญหา ด้านการประสานงานเป็นการทาความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ข่าวสารข้อมูล
ใหก้ ับชุมชนได้รับทราบเพ่ือให้เกิดความเข้าใจที่ดีซึ่งจะนามาในการร่วมในการจัดการศึกษาด้วยความ
เตม็ ใจ ด้านการจัดสรรทรัพยากรเป็นการหาและจัดการทรัพยากรทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงินโดย
ระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาในท้องถ่ินมาใช้ในการจัดการศึกษา และด้านการประเมินผลเป็นการ
ค้นหาข้อดีข้อบกพร่องในการดาเนินงาน เพ่ือนาผลการประเมินมาปรับปรุงและพัฒนาการจัด

72

การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้วให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ และมี
ประสทิ ธภิ าพตอ่ ไป

กรอบแนวคิดท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั

การศึกษาคร้ังนี้มุ่งศึกษาเก่ียวกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของศูนย์
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ประชากรท่ีใช้ ได้แก่
ผู้มสี ่วนเกยี่ วขอ้ งในชมุ ชนเก่ียวกบั การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอบางแกว้ จงั หวัดพัทลุง พ.ศ. 2564 จานวน 104 คน กลุ่มตัวอย่าง
ได้จากการสุ่มจากประชากรโดยกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ตามตารางสาเร็จรูปของเครจซี่และ
มอร์แกน (Krejcie and Morgan. 1970 : 608 -609; อ้างถึงใน ประสิทธิ์ สุวรรณรักษ์. 2555 :
148-155) ได้กลุ่มตัวอย่าง จานวน 64 คน แล้วทาการสุ่มแบบชั้นภูมิอย่างไม่เป็นสัดส่วน (Non-
Proportional Stratified Random Sampling)

ลักษณะตัวแปร การมสี ว่ นรว่ มของชุมชนในการจัดการศกึ ษา

1. เพศ จาแนกเปน็ การมีสว่ นร่วมของชมุ ชนในการจดั การศึกษานอก
1.1 ชาย ระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั ประกอบดว้ ย
1.2 หญงิ 4 ดา้ น ไดแ้ ก่

2. อายุ จาแนกเป็น 1 ด้านการวางแผน
2.1 นอ้ ยกว่า 35 ปี 2. ด้านการประสานงาน
2.2 35 – 45 ปี 3. ดา้ นการจัดหาทรัพยากร
2.3 มากกว่า 45 ปี 4. ด้านการประเมนิ ผล

3. ระดับการศึกษา จาแนกเป็น
3.1 ระดบั มัธยมศึกษา
3.2 สงู กวา่ มัธยมศึกษา

ภาพท่ี 1 ภาพแสดงกรอบแนวคดิ งานวจิ ัย

73

บทที่ 3

วิธีดาเนนิ การวจิ ัย

การวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอธั ยาศยั อาเภอบางแก้ว คร้งั น้ี ผวู้ ิจัยดาเนินการตามหวั ข้อดงั ตอ่ ไปนี้

1. ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
2. เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
4. การวิเคราะหข์ อ้ มูล
5. สถติ ิท่ใี ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู

พนื้ ทท่ี ่ใี ช้ในการวิจัย

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศัยอาเภอบางแกว้ ในพืน้ ทอ่ี าเภอบางแก้ว จงั หวัดพทั ลุง

ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง
ประชากร
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ีได้แก่ ผู้มีส่วนเก่ียวข้องในชุมชนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม

ในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยา ศัยอาเภอบางแก้ว
จังหวัดพัทลุง พ.ศ. 2560 จานวนท้ังส้นิ 104 คน

การกาหนดขนาดตัวอยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ได้มาจากการกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตาม

ตารางสาเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan. 1970 : 608 -609; อ้างถึงใน
ประสิทธิ์ สวุ รรณรักษ.์ 2555 : 148-155) ไดก้ ล่มุ ตัวอยา่ ง จานวน 64 คน

74

กลุ่มตวั อย่าง
รายละเอียดของประชากรและกลุ่มตัวอย่างดังตารางท่ี 1

ตารางที่ 1 จานวนประชากรและกล่มุ ตวั อย่างของผ้มู ีสว่ นเกี่ยวขอ้ งในชุมชนเกีย่ วกบั การมสี ว่ นร่วม
ในการจดั การศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอาเภอ
บางแก้ว จงั หวดั พทั ลุง จาแนกตามสถานภาพตาแหน่ง

ท่ี ผูม้ ีส่วนเก่ยี วข้อง จานวน จานวน
ประชากร กลุ่มตัวอยา่ ง
1 ผู้อานวยการศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย
อาเภอบางแก้ว 1 1
2 1
2 ขา้ ราชการครู 1 1
3 บรรณารักษป์ ฏบิ ัตกิ ารหอ้ งสมดุ ประชาชนอาเภอบางแกว้ 1 1
4 ครอู าสาสมคั รการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั 3 1
5 ครูศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตาบล 1 1
6 ครศู ูนย์การเรยี นชมุ ชน 3 1
7 ครูผู้สอนคนพิการ
8 คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานศูนย์การศึกษานอกระบบ 8 4

และการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว 30 20
9 คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานศูนย์การศึกษานอกระบบ 9 4
4 2
และการศกึ ษาตามอัธยาศัยตาบล 4 2
10 อาสาสมคั รศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั 37 25
11 นายกองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ 104 64
12 เจ้าหนา้ ท่สี าธารณสขุ อาเภอบางแก้ว
13 กานันและผใู้ หญ่บา้ นในพ้ืนท่อี าเภอบางแก้ว

รวม

วธิ กี ารสมุ่ ตัวอย่าง
ทาการสุ่มแบบชั้นภูมิอย่างไม่เป็นสัดส่วน (Non-Proportional Stratified Random

Sampling) ซ่ึงเป็นลักษณะกรณีกลุ่มย่อยที่มี จานวน 1 คน จะทาการเลือกแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) สว่ นกลุ่มย่อยอนื่ ๆ ที่มี มากกวา่ 1 คน จะทาการสุ่มตามสัดส่วนด้วยวิธีการ
สมุ่ อยา่ งง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับสลาก

75

เครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั และการตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ

เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวจิ ัย
เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ที่
ผู้วิจยั สรา้ งข้ึนแบ่งเปน็ 3 ตอน ดงั น้ี
ตอนที่ 1 สอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบสารวจ
รายการ (Check List) โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามทาเคร่ืองหมายถูก () ลงในวงเล็บ ( )
หนา้ ข้อความดังนี้ เพศ อายุ และระดบั การศกึ ษาของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 สอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเก่ียวข้องใน
ชุมชนเก่ียวกับการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัดพทั ลงุ มอี งคป์ ระกอบ 4 ดา้ น คือ

1. ด้านการวางแผน
2. ด้านการประสานงาน
3. ดา้ นการจดั หาทรัพยากร
4. ด้านการประเมินผล
โดยมีลกั ษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท
(Likert) กาหนดคา่ ระดับความคิดเหน็ เป็น 5 ระดับ ดงั น้ี
5 หมายถงึ มีสว่ นรว่ มอยูใ่ นระดบั มากที่สดุ
4 หมายถงึ มีส่วนร่วมอย่ใู นระดบั มาก
3 หมายถงึ มีส่วนร่วมอยใู่ นระดับปานกลาง
2 หมายถงึ มีส่วนร่วมอยใู่ นระดบั น้อย
1 หมายถงึ มีสว่ นรว่ มอย่ใู นระดบั น้อยที่สุด
ตอนที่ 3 สอบถามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เป็นแบบคาถาม
ปลายเปิด (Open -ended Form) เพ่ือให้ผู้ตอบได้แสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเก่ียวกับ
การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของศูนย์
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวดั พทั ลงุ

76

การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ
การสร้างเครื่องมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูลในการศึกษาวิจัยคร้ังน้ี ได้ดาเนินการ
ดังน้ี
2.1 ศึกษาเอกสาร บทความ ตารา และรายงานการวิจัยที่เก่ียวข้องกับการมีส่วน
ร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเพ่ือเป็น
แนวทางในการสร้างแบบสอบถาม
2.2 ศึกษาหลกั เกณฑว์ ธิ กี ารสร้างแบบสอบถาม จากเอกสาร หนังสือ ตารา และ
เอกสารทเี่ กีย่ วข้องกับการวดั และประเมินผล เทคนคิ การสร้างเครอ่ื งมือและวธิ รี วบรวมข้อมูล
2.3 กาหนดวัตถปุ ระสงคก์ รอบแนวคิด และขอบข่ายในการสร้างแบบสอบถาม
การมสี ่วนรว่ มของชมุ ชนในการจัดการศึกษาของศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย
อาเภอบางแก้ว จังหวัดพทั ลุง
2.4 นาแบบสอบถามท่สี ร้างข้ึน เสนอใหอ้ าจารยท์ ่ีปรกึ ษาวทิ ยานพิ นธต์ รวจสอบ
และใหข้ ้อเสนอแนะ แล้วจงึ ปรบั ปรงุ ตามข้อเสนอแนะ จากนั้นนาแบบสอบถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ทา
การตรวจสอบ เพ่ือให้ได้คาถามท่ีครอบคลุมและตรงประเด็นการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัด
การศึกษาของศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เป็น
การตรวจสอบความเทย่ี งตรงเชิงประจกั ษ์ (Face Validity)
2.5 นาแบบสอบถามท่ีผ่านการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญแล้ว มาปรับปรุงแก้ไข
ตามข้อเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญ แล้วจึงนาเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์พิจารณาอีกครั้ง
จากนั้นนามาปรบั ปรงุ ใหไ้ ดแ้ บบสอบถามท่ีมีความสมบรู ณ์ย่ิงขึ้น
2.6 นาแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Try Out) กับผูม้ สี ่วนเกย่ี วข้องในชุมชนเกี่ยวกับ
การมีส่วนรว่ มในการจัดการศึกษาของศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบาง
แก้ว สังกัดสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดพัทลุง ซึ่งไม่ใช่
กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน แล้วนามาหาค่าอานาจจาแนก (Discrimination) และค่าความ
เชื่อมนั่ (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยดาเนินการดังน้ี

2.6.1 หาค่าอานาจจาแนกของแบบสอบถามเป็นรายข้อโดยการทดสอบค่าที
(t –test) แลว้ คัดเลอื กขอ้ ทีม่ คี า่ t ที่มนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05 หรือ ค่าทีท่ีมีค่า 1.75 ข้ึน
ไป ถือว่ามีคา่ อานาจจาแนกผ่านเกณฑ์ (ประสิทธ์ิ สุวรรณรกั ษ.์ 2555 : 260)

2.6.2 นาแบบสอบถามท่ีผ่านการหาค่าอานาจจาแนกไปวิเคราะห์หาค่าความ
เช่ือม่ันของแบบสอบถามทั้งฉบับ โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ( - coefficient) ตามวิธีการ
ของครอนบาค (Cronbach)

77

2.6.3 นาแบบสอบถามไปพิมพ์เป็นฉบับที่สมบูรณ์ เพ่ือใช้ในการเก็บรวบรวม

ข้อมูลตอ่ ไป

การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู

ผ้วู ิจัยดาเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ตามลาดบั ขน้ั ตอนดังนี้
1. ประสานงานกับบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหาดใหญ่เพื่อขอหนังสือขอความ

รว่ มมอื ในการเกบ็ ข้อมลู
2. ผู้วิจัยนาแบบสอบถามไปให้กลุ่มตัวอย่างด้วยตนเอง และนัดหมายการส่งคืน

มายงั ผูว้ ิจัย
3. กรณีที่ไม่ได้รับแบบสอบถามคืนภายในกาหนด ผู้วิจัยจะติดตามด้วยตนเอง

เพอื่ ให้ได้รบั แบบสอบถามคืนทั้งหมด

การวเิ คราะห์ข้อมลู

ในการจดั ทาข้อมลู ผวู้ จิ ัยได้ดาเนนิ การตามขั้นตอนดังน้ี
1. ตรวจสอบความสมบรู ณ์ของแบบสอบถามแตล่ ะฉบับ
2. กรอกรหัสแบบสอบถาม
3. ประมวลผลด้วยโปรแกรมสาเรจ็ รูปทางสถิติ ดงั น้ี
3.1 การศึกษาขอ้ มลู ทั่วไปของกลุม่ ตวั อย่าง วเิ คราะห์ดว้ ยการแจกแจงความถ่ี

(Frequency) และหาคา่ ร้อยละ (Percentage) เสนอขอ้ มูลเป็นตารางประกอบความเรยี ง
3.2 การศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษา

นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉล่ีย
(Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การแปลความหมายของค่าเฉล่ีย
และการจัดอันดับ เสนอข้อมูลเป็นตารางประกอบความเรียง โดยใช้เกณฑ์การแปลความหมายของ
ค่าเฉล่ียดังนี้ (บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2553 : 163)

คา่ เฉลีย่ ความหมาย
4.51–5.00 มสี ว่ นร่วมอยใู่ นระดับมากทีส่ ดุ
3.51 -4.50 มีสว่ นร่วมอยู่ในระดบั ระดบั มาก
2.51 -3.50 มสี ว่ นรว่ มอยใู่ นระดับปานกลาง
1.51 -2.50 มีส่วนรว่ มอยใู่ นระดบั นอ้ ย
1.00–1.50 มีส่วนรว่ มอยใู่ นระดับน้อยที่สดุ

78

3.3 การเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนเกี่ยวกับการมีส่วน
ร่วมในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว
จังหวัดพัทลุง จาแนกตามเพศและระดับการศึกษาโดยทดสอบค่าทีแบบกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน
(Independent Samples t – test) กาหนดความมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05

3.4 การเปรียบเทียบความคดิ เห็นผมู้ สี ่วนเก่ยี วขอ้ งในชมุ ชนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมจ
ในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว
จังหวัดพัทลุง จาแนกตามอายุ โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - way ANOVA)
ถ้าพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยในแต่ละด้านอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ จะนามาทดสอบเป็นรายคู่
ด้วยวธิ ีการของเชฟเฟ่ (Scheffé) กาหนดความมีนัยสาคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .05

3.5 ความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะซ่ึงเป็นคาถามปลายเปิด ใชก้ ารวเิ คราะห์
เชงิ เนอื้ หา (Content Analysis) โดยจดั คาตอบเข้าประเดน็ เดยี วกนั แล้วนามาแจกแจงความถ่ี
เสนอขอ้ มูลเป็นตารางประกอบความเรียง

สถติ ทิ ีใ่ ช้
1. สถติ ิที่ใชต้ รวจสอบคณุ ภาพของเครือ่ งมือ มดี งั น้ี
1.1 อานาจจาแนกของแบบสอบถามเปน็ รายข้อ โดยทดสอบค่าที (t –test)

(ประสทิ ธิ์ สุวรรณรกั ษ์. 2555 : 260) โดยใชส้ ตู ร

t XH XL

S S2  2
HL
n

เม่อื t แทน คา่ อานาจจาแนก

X H แทน คา่ เฉลย่ี ของกลมุ่ สงู

X L แทน คา่ เฉลี่ยของกลมุ่ ตา่

S2 แทน ค่าความแปรปรวนของกลุ่มสูง
H

S2 แทน คา่ ความแปรปรวนของกลุม่ ต่า
L

n แทน จานวนคนในกล่มุ สงู หรือกลุม่ ตา่

1.2 ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับใช้สัมประสิทธ์ิแอลฟา ( - coefficient)
ของครอนบาค (Cronbach) (ประสิทธิ์ สุวรรณรกั ษ.์ 2555 : 260)

= K1 Si2 
St2 
K -1

79

เม่อื  แทน ความเทีย่ งของแบบสอบถาม
จานวนขอ้ คาถามในแบบสอบถาม
K แทน ความแปรปรวนของคะแนนในแตล่ ะข้อ
S2i แทน ความแปรปรวนของคะแนนทัง้ หมด
S2t แทน

2. สถิติพนื้ ฐาน
2.1 รอ้ ยละ (Percentage)
2.2 ค่าเฉล่ยี (Mean) ของคะแนน โดยใช้สูตร ดงั นี้

X = X
n
เมอื่ X
แทน คะแนนเฉล่ยี
X
แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมด
n แทน จานวนกลมุ่ ตวั อย่าง

2.3 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สตู ร ดังน้ี

S.D.  n X 2   X 2

nn 1

เมอ่ื S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

 X แทน ผลรวมของคะแนนในกลุม่
X2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกาลงั สอง
n แทน จานวนกลุม่ ตวั อย่าง

3. สถติ ิท่ีใชใ้ นการทดสอบสมมติฐาน
3.1 ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉล่ียของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ที่เป็นอิสระ

กันเพ่ือเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการ
จัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง
จาแนกตามเพศและระดับการศึกษา โดยการใช้ค่าสถิติ ( T-test Independent )มีสูตรดังน้ี
(ประสทิ ธิ์ สุวรรณรกั ษ.์ 2555 : 321)

80

t X1 X2

S S2 2
1 2
n1 n2

เมื่อ t แทน คา่ แจกแจงของ t - distribution
แทน คา่ เฉล่ยี ของกลุ่มที่ 1
X1 แทน คา่ เฉลย่ี ของกลุ่มที่ 2
แทน คะแนนความแปรปรวนของกลุ่มท่ี 1
X2 แทน คะแนนความแปรปรวนของกลมุ่ ท่ี 2
แทน จานวนกลมุ่ ตัวอย่างที่ 1
S2 แทน จานวนกลุ่มตวั อย่างท่ี 2
1

S2
2

n1
n2

3.2 ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียของกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2 กลุ่ม
เพือ่ เปรียบเทยี บเปรยี บเทียบความคดิ เหน็ ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการ
จัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง
จาแนกตามอายุ โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - Way Analysis Variance)
โดยใชส้ ตู ร ดงั นี้ (ประสิทธิ์ สวุ รรณรักษ.์ 2555 : 328)

F  MSb
MSW

เมือ่ F แทน คา่ แจกแจงของ F
MSb แทน คา่ ความแปรปรวนระหวา่ งกลมุ่
MSW แทน คา่ ความแปรปรวนภายในกลุม่

เมื่อพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยในแต่ละด้าน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ
.05 จึงจะใช้วิธีการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ ตามวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffé) โดยใช้สูตร
ดงั น้ี(บุญชม ศรีสะอาด. 2553 : 346)

  cv   1 1 
within  2 
F MS n nK 1 * 1

เม่ือ K แทน จานวนกลุม่ ตัวอยา่ ง
แทน ค่าความแปรปรวนระหว่างกลุม่
F* แทน คา่ Mean Square within Group
แทน จานวนกลุ่มตัวอยา่ งในแตล่ ะกล่มุ
MS within

n1 , n2

81

บรรณานกุ รม

82

บรรณานุกรม

กนกอร บุญกว้าง. (2557). การมีสว่ นร่วมการจดั การศึกษาของชุมชน กรณศี กึ ษา : โรงเรียน
บ้านเหมอื ดขาว สงั กัดสานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษายโสธร เขต 1.
วิทยานพิ นธ์ ค.ม. (การบรหิ ารการศึกษา). อุบลราชธานี : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั
ราชภัฏอบุ ลราชธานี.

กมล ภู่ประเสรฐิ . (2544). การบรหิ ารงานวิชาการในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ : ทิปส์พบั บลิเคช่ัน.
กรมการศึกษานอกโรงเรียน. (2545). รปู แบบการจดั การศกึ ษาตามอธั ยาศยั โดยห้องสมุด

ประชาชน. กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ์กรมการศกึ ษานอกโรงเรียน. กรมวิชาการ,
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2546). หลกั สูตรการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2542 และท่แี ก้ไข

เพ่ิมเตมิ (ฉบับท่ี 2) พุทธศักราช 2545. กรงุ เทพฯ : องค์การรับส่งสนิ คา้ และพสั ดภุ ณั ฑ์
(ร.ส.พ.).
กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). พระราชบัญญัตริ ะเบียบบริหารราชการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
พ.ศ. 2546 และกฎ กระทรวงแบ่งสว่ นราชการ. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พอ์ งคก์ ารรับส่งสนิ คา้
และพสั ดภุ ณั ฑ์.
. (2551). พระราชบัญญัติสง่ เสรมิ การศกึ ษาระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย พ.ศ.
2551. กรุงเทพฯ : สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร.
. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.
2545 และ2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา
https://www.mwit.ac.th/~person/01-Statutes/NationalEducation.pdf (11 ธนั วาคม
2558).
กวินดา วัชรสิงห์. (2544). กลยุทธ์การสอื่ สารในการระดมทนุ ขององค์กรสาธารณประโยชน์
ในการทางานเพือ่ สังคม. วิทยานิพนธ์ นศ.ม. (นเิ ทศศาสตร์). กรุงเทพฯ : บัณฑติ วิทยาลัย
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
กติ ตศิ กั ด์ิ เทย่ี งมน. (2553). การมสี ว่ นร่วมของชมุ ชนในการบริหารโรงเรยี นในสังกัด
สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาบรุ ีรมั ย์ เขต 3. วิทยานพิ นธ์ ค.ม. (การบริหารการศึกษา).
บรุ รี ัมย์ : บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบุรีรัมย์.
กติ ิเกษม ใจช่นื . (2550). การนเิ ทศภายในสถานศกึ ษาการศกึ ษานอกโรงเรียน. กรงุ เทพฯ :
หนว่ ยศกึ ษานเิ ทศก์ สานกั บรหิ ารงานการศกึ ษานอกโรงเรียน.
กรี ติ การรัมย.์ (2555). แนวทางการมสี ่วนร่วมของชมุ ชนในการจัดการศึกษาของโรงเรียน
บา้ นงวิ้ สานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาบรุ ีรัมย์ เขต 4. วทิ ยานพิ นธ์ ค.ม.

83

(การบรหิ ารการศกึ ษา). บรุ ีรมั ย์ : บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบรุ ีรมั ย์.
กลุ ยา ตนั ติผลาชวี ะ. (2544). องค์ประกอบคุณภาพการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ : พมิ พล์ ักษณ์.
เกษม วัฒนชัย. (2546). ธรรมาภิบาลกบั บทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน.

กรุงเทพฯ : พิมพด์ กี ารพมิ พ.์
แก้ว นีมะเริง. (2540). การมีสว่ นรว่ มของประชาชนในการดาเนนิ งานของรัฐ. กรุงเทพฯ :

สมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แหง่ ประเทศไทย.
โกวทิ ย์ พวงงาม. (2543). การปกครองทอ้ งถิ่นไทย. กรุงเทพฯ : สานักพิมพว์ ญิ ญชู น.
เขม็ ทิศ นริ าราช. (2553). การพัฒนาการมีสว่ นรว่ มของชมุ ชนในการจดั การศึกษา โรงเรยี น

บ้านดอนคนทา อาเภอบวั ใหญ่ จังหวดั นครราชสีมา. วทิ ยานพิ นธ์ กศ.ม.
(การบรหิ ารการศึกษา). มหาสารคาม : บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
จันทรเ์ พญ็ ดาโสม. (2558). การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาในการบริหารโรงเรยี น
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3.
วทิ ยานพิ นธ์ ค.ม. (การบรหิ ารการศึกษา). บรุ รี ัมย์ : บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏ
บุรีรัมย์.
จินตนา สจุ จานนั ท์. (2547). การศึกษาและการพัฒนาชุมชน. เชียงใหม่ : นันทพันธพ์ รนิ้ ตง้ิ .
จุมพล หนมิ พานิช. (2549). การวิเคราะหน์ โยบายขอบขา่ ยแนวคิดทฤษฎีและกรณีตัวอย่าง.
นนทบรุ ี : สานักพิมพม์ หาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช.
จุฬาภรณ์ โสตะ. (2546). กลยทุ ธ์การพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ. ขอนแกน่ : ภาควิชาสขุ ศึกษา
คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น.
ใจทพิ ย์ เชือ้ รัตนพงษ์. (2544). ประมวลบทความนวัตกรรมเพื่อการเรยี นรู้สาหรับครูยุคปฏิรูป
การศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ชนะศักดิ์ ยวุ บูรณ.์ (2544). การจดั การศึกษาขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ . กรงุ เทพฯ :
กระทรวงมหาดไทย.
ชัยยศ สันติวงษ์ และนิตยา เจรียงประเสริฐ. (2546). การบริหารระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์.
กรงุ เทพฯ : ประชมุ ช่าง.
ชัยอนันต์ สมทุ วณิช. (2543). รายงานการวิจัย ระบบการบรหิ ารจัดการเพื่อจัดสรรทรัพยากร
สาหรับการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน 12 ปี ทสี่ อดคล้องกับพระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ
พ.ศ. 2542. กรงุ เทพฯ : สานกั พมิ พ์พมิ พ์ด.ี
ชาญชัย อาจนิ สมาจาร. (2545). สดุ ยอดเทคนคิ ส่คู รมู อื อาชีพ. กรงุ เทพฯ : จรัลสนทิ วงศ์การพมิ พ.์
ชชู ยั สมทิ ธไิ กร. (2552). การสรรหา คดั เลอื ก และการประเมนิ ผลการปฏิบัติงานของบุคลากร.
กรุงเทพฯ : บริษทั ว.ี พร้ิน (1991) จากดั .

84

ชูชาติ พ่วงสมจิตร.์ (2540). การวเิ คราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริมและปัจจัยท่ีเปน็ อปุ สรรคต่อการมสี ่วน
ร่วมของชุมชนกับโรงเรยี นประถมศกึ ษาในเขตปรมิ ลฑลของกรงุ เทพมหานคร. วิทยานิพนธ์
ค.ด. (การบรหิ ารการศึกษา). กรงุ เทพฯ : คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.

ณัฏฐพนั ธ์ เขจรนันทน.์ (2545). การจัดการทรัพยากรมนษุ ย์ Human Resource
Management. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัท ซเี อด๊ ยเู คช่นั จากัด (มหาชน).

ถวิล มาตรเลย่ี ม. (2545). การปฏริ ปู การศึกษาโรงเรยี นเป็นฐานการบรหิ ารจัดการ. กรุงเทพฯ :
เสมาธรรม.

ทองม้วน ศรเี จรญิ . (2552). การศึกษาปัญหาและความต้องการ การมีสว่ นรว่ มในการจดั
การศกึ ษาของคณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน อาเภอสตกึ จังหวัดบุรีรัมย์.
วิทยานิพนธ์ ค.ม. (การบริหารการศกึ ษา). บรุ รี มั ย์ : บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยราชภฏั
บุรรี ัมย์.

ทองอนิ ทร์ วงศ์โสธร และธิติรัตน์ วศิ าลเวทย.์ (2551). หนว่ ยที่ 6 แนวคิดและหลกั การเกี่ยวกบั การ
วางแผน, ในประมวลสาระชดุ วชิ านโยบายและการวางแผนการศกึ ษา หนว่ ยท่ี 1-7.
พมิ พค์ รงั้ ท่ี 5. นนทบุรี : สาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.

ธนิดา สิงหพันธ์. (2553). การมสี ่วนร่วมของคณะผูบ้ รหิ ารองคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ ในการจดั
กจิ กรรมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั ในจงั หวัดสมทุ รปราการ.
วทิ ยานิพนธ์ ศศ.ม. (สังคมศาสตร์เพือ่ การพฒั นา). กรงุ เทพฯ : บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัย
ราชภฏั ธนบุร.ี

ธีระพงษ์ แกว้ หาวงษ.์ (2552). กระบวนการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ประชาคม ประชาสงั คม.
ขอนแก่น : คลงั นาวทิ ยา.

นคร ตังคะพิภพ. (2549). การระดมทรัพยากรเพอื่ การศึกษาของสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐาน.
เพชรบุรี : โรงเรียนเบญจมเทพอุทศิ .

นรินทรช์ ัย พัฒนพงศา. (2549). ). การมสี ่วนรว่ มหลกั การพ้ืนฐานและกรณีตัวอยา่ ง. พมิ พ์ครั้ง
ที่ 2. เชียงใหม่ : สานกั พิมพ์ 598 Prin

นวพน เกษาพร. (2557). แนวทางส่งเสรมิ การมสี ่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการจัดการศกึ ษา
ของสถานศึกษาสงั กัดสานกั งานสง่ เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
จงั หวดั พจิ ิตร. วทิ ยานิพนธ์ ค.ม. (การบริหารการศกึ ษา). นครสวรรค์ : บณั ฑิตวิทยาลยั
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์.

บุญชม ศรีสะอาด. (2553). การวิจัยเบอื้ งตน้ (ฉบับปรับปรงุ ใหม)่ . พิมพ์คร้งั ท่ี 8. กรงุ เทพฯ :
สุวีรยิ าสาสน์ .
. (2556). วิธกี ารทางสถิตสิ าหรับการวิจยั เล่ม 1. พิมพค์ รง้ั ที่ 5. กรุงเทพฯ : สวุ ีริยาสาสน์ .

85

บุญณภทั ร์ เดอื นกลาง. (2552). การมสี ่วนรว่ มของผปู้ กครองในการจดั การศึกษาของโรงเรยี น
บา้ นลาดใหญ่ อาเภอเมือง จงั หวดั ชยั ภูม.ิ วทิ ยานิพนธ์ ค.ม. (การบริหารการศกึ ษา).
กรุงเทพฯ : บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนดุสิต.

บญุ เล้ียง ทุมทอง. (2545). “ชมุ ชนกับการมีส่วนรว่ มในการจดั การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานในระดับ
มัธยมศกึ ษา”, วิชาการ. กรุงเทพฯ : สานักพิมพว์ ชิ าการ. 5(9).

เบญจรงค์ แสงสกุ วาว. (2551). การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานใน
การบรหิ ารการศึกษาโรงเรยี นสงั กัดสานักเทศบาลนครในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ.
วิทยานิพนธ์ ค.ม. (การบริหารการศกึ ษา). อบุ ลราชธานี : สานักวิทยบรกิ ารและเทคโนโลยี
สารสนเทศ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี.

ประชุม รอดประเสรฐิ (2554). นโยบายและการวางแผน : หลกั การและทฤษฎี. พมิ พค์ รั้งท่ี 9
กรุงเทพฯ : บริษทั เนติกลุ การพมิ พ์ (2541) จากดั .

ประดิษฐ์ สดี าพล. (2552). การมีสว่ นร่วมของชมุ ชนในการจัดการศึกษา โรงเรียนบ้านโคก
สะอาด สังกัดสานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาบรุ ีรัมย์ เขต 1. วทิ ยานิพนธ์ ค.ม. (การบรหิ าร
การศกึ ษา).บรุ รี มั ย์ : บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภัฏบรุ ีรัมย์.

ประพันธ์ เหลืองทองนารา. (2556). แนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัด
การศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน ของโรงเรียนพรหมพริ ามพทิ ยา อาเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก.
วทิ ยานิพนธ์ ศศ.ม. (ยุทธศาสตร์การพัฒนา). พิษณุโลก : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราช
ภฏั พิบูลสงคราม.

ประเวศน์ มหารัตน์สกลุ . (2553). กลยทุ ธก์ ารจดั การความรู้ : เพิม่ ศักยภาพการพฒั นาองค์การ.
กรุงเทพฯ : แซทโฟร์ พริน้ ติง้ .

ประสิทธิ์ สวุ รรณรักษ์. (2555). ระเบียบวิธีวิจยั ทางพฤตกิ รรมศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์.
พิมพค์ รง้ั ท่ี 10. บุรรี ัมย์ : คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏบรุ รี มั ย์.

ปรชี า คมั ภีรปกรณ์. (2547). การบริหารทรพั ยากรการศึกษา. พมิ พค์ รง้ั ที่ 3. นนทบุรี
: มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.

ปรยี าพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2543). การวดั ประเมินผลการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั
ศรนี ครินทรวิโรฒ.

พงศธร พรหมกาศ. (2550). บทบาทการมีส่วนรว่ มของชุมชนในการจัดการศกึ ษาของโรงเรียน
เอกชนในอาเภอพาน จงั หวดั เชียงราย. การค้นควา้ แบบอิสระ ค.ม. (การบริหารการศึกษา).
เชียงราย : บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงราย.

พนิจดา วีระชาติ. (2542). การสร้างความสมั พนั ธ์ระหวา่ งโรงเรียนกับชุมชน. กรุงเทพฯ :
โอ.เอส.พร้นิ ติ้ง เฮา้ ส์.

86

พัชรยี าภรณ์ พิมพาเรือ. (2556). การมสี ว่ นรว่ มของชุมชนในการจัดการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานใน
โรงเรยี น สังกดั สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาขอนแกน่ เขต 5. วทิ ยานิพนธ์
ศษ.ม. (การบรหิ ารการศึกษา). ขอนแกน่ : บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น.

พิทยาภรณ์ มานะจตุ ิ. (2549). การจัดและบรหิ ารสถานพัฒนาเด็กปฐมวยั . เชียงใหม่ :
เแพรวการพิมพ.์

พนิ ิจ พรามหมณ์แกว้ . (2553). การมีสว่ นรว่ มในการจัดการศึกษาขนั้ พน้ื ฐานของชมุ ชนใน
โรงเรียนเทศบาล 7 บา้ นหนองตาพด เทศบาลเมืองชะอา จังหวัดเพชรบุรี. การคน้ คว้า
อสิ ระ ค.ม. (การบริหารการศึกษา). เพชรบรุ ี : บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบุรี.

พิสทุ ธ์สิ งา่ สารกิ บตุ ร. (2549). การวางแผนเชิงกลยุทธ์เพ่อื การใช้บรกิ ารระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศจากหน่วยบริการภายนอก สาหรับศนู ยบ์ าบดั รักษายาเสพติดเชยี งใหม่. การ
คน้ คว้าแบบอิสระ (เทคโนโลยีสารสนเทศและการจดั การ). เชยี งใหม่ : บัณฑติ วทิ ยาลยั
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.

ไพรัช อรรถกามานนท.์ (2548). การสง่ เสริมชุมชนและท้องถิน่ ในการปฏริ ปู การศึกษา.
กรงุ เทพฯ : ภาพพิมพ์.

ภาณวุ ฒั น์ โสคาภา. (2552). การมสี ่วนร่วมของชมุ ชนในการจดั การศกึ ษาเขตตาบลนาเวยี ง
อาเภอเสนางคนคิ ม จงั หวดั อานาจเจริญ. วทิ ยานิพนธ์ ค.ม. (การบรหิ ารการศกึ ษา).
กรุงเทพฯ : บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนดสุ ิต.

เมตต์ เมตตก์ ารณุ จ์ ติ . (2541). การมีสว่ นร่วมในการบริหารโรงเรียนของคณะกรรมการการศึกษา
ประจาโรงเรยี นเทศบาลในจงั หวดั นครราชสมี า. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. (บริหารการศึกษา).
นนทบรุ ี : บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช.

รัชนีกร หงสพ์ นัส. (2547). โรงเรยี นบ้าน : การผสานความรว่ มมือเพอื่ พฒั นาการเรยี นรขู้ อง
ผเู้ รียน. กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ์แห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .

รัตนาภรณ์ ศรพี ยัคฆ.์ (2553). เทคนคิ การประสานงาน เอกสารความรู้ สดร. ลาดบั ท่ี 18/
งบประมาณ 2553. กรุงเทพฯ : สถาบันดาารงราชานภุ าพ สานกั งานปลดั กระทรวง
มหาดไทย.

ราชบณั ฑิตยสถาน. (2546). พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : นานมี
บุคส์พบั ลิเคช่นั ส.์

รงุ่ แกว้ แดง. (2543). การปฏิรูปการศกึ ษาไทยตามพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติในการ
ปฏิรูป การศึกษา : แนวคิดและหลกั การตามพระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ.
2542. กรุงเทพฯ : วิญญชน.
. (2546). โรงเรียนนติ ิบุคคล. กรุงเทพฯ : สานักพิมพว์ ัฒนาพานชิ .

87

วนาธปิ สีหา. (2552). ทรรศนะของบุคลากรทางการศกึ ษาตอ่ การมสี ่วนร่วมของชุมชนในการ
จัดการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐานของสถานศกึ ษาในสงั กัด สานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาเลย เขต 1.
วิทยานิพนธ์ ค.ม. (การบรหิ ารการศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภฏั
สวนดสุ ติ .

วรรณรวี เจริญสุข. (2554). การมสี ว่ นรว่ มในการจัดการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตาม
อธั ยาศัยของประชาชนในอาเภอบางสะพาน จังหวดั ประจวบคีรขี ันธ์. วทิ ยานพิ นธ์ ค.ม.
(การบริหารการศกึ ษา). กรงุ เทพฯ : บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนดสุ ติ .

วัลภา ทับแกว้ . (2555). ทกั ษะการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ. กรงุ เทพฯ : ม.ป.ท.
วาสนา โพธิ์โพน้ . (2553). การมสี ่วนรว่ มของชมุ ชนในการจัดการศกึ ษาของโรงเรียนสงั กดั

เทศบาลเมอื งนาสาร อาเภอบา้ นนาสาร จังหวดั สรุ าษฎรธ์ านี. วทิ ยานิพนธ์ ค.ม. (การ
บริหารการศกึ ษา). สรุ าษฎรธ์ านี : บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎร์ธาน.ี
วิกลุ พรมโสภา. (2553). การปฏบิ ตั ิตามบทบาทหน้าทีข่ องคณะกรรมการสถานศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน
ในโรงเรียนสงั กดั สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษาบุรรี ัมย์ เขต 3. วทิ ยานพิ นธ์ ค.ม.
(การบรหิ ารการศึกษา). บุรรี ัมย์ : บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภฏั บุรรี มั ย์.
วิจิตร ศรสี อ้าน. (2544). ทรัพยากรการบริหารการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
วิจิตร อาวะกลุ . (2542). เทคนคิ มนุษยสัมพนั ธ์. พิมพ์ครง้ั ที่ 8. กรงุ เทพฯ: โอ.เอส.พรนิ้ ตงิ้ เฮาส์.
วิชิต นันทสุวรรณ และจานง แรกพนิ จิ . (2541). การวางแผนอาคารสถานทแี่ ละส่ิงอานวย
ความสะดวกทางการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช.
วโิ รจน์ สารรตั นะ. (2545). การบรหิ ารการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพท์ พิ ยว์ สิ ุทธ์ิ.
ศศกิ านต์ เตจ๊ะวันด.ี (2555). การมสี ่วนรว่ มของคณะกรรมการสถานศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐานโรงเรยี น
ประถมศกึ ษาในอาเภอแมส่ าย จงั หวดั เชยี งราย สังกดั สานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษา
ประถมศึกษาเชียงราย เขต 3. วทิ ยานิพนธ์ ค.ม. (การบริหารการศึกษา) เชยี งราย :
บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชียงราย.
ศิญารตั น์ พรหมเอาะ. (2558). การมีส่วนรว่ มของชมุ ชนในการจัดการศกึ ษาระดับปฐมวยั
ของศนู ย์พฒั นาเด็กเลก็ ในเขตอาเภอประโคนชัย จังหวดั บรุ รี ัมย.์ วทิ ยานิพนธ์ ค.ม.
(การบรหิ ารการศกึ ษา). บรุ รี มั ย์ : บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บุรรี ัมย์.
สมพิศ โหง้ าม. (2555). การวางแผนการศึกษา. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั มิตรภาพการพมิ พ์และ
สติวดิโอ จากดั .
สมยศ นาวกี าร. (2545). การบรหิ ารเชิงกลยทุ ธก์ รณศี ึกษาพฤติกรรมในองค์กร. กรุงเทพฯ :
บรรณกิจ.
สมิต สชั ฌกุ ร. (2546). เทคนคิ การประสาน. กรุงเทพฯ : สายธารการพมิ พ์.

88

สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ. (2545). รายงานวจิ ยั เพอื่ พัฒนานโยบายการปฏริ ปู
วทิ ยาศาสตร์ศึกษาของไทย. กรุงเทพฯ : กลุ่มงานพัฒนานโยบายวิทยาศาสตร์ศึกษา.

สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ. (2554). แผนพฒั นาเศรษฐกิจและ
สงั คม แห่งชาตฉิ บับทส่ี บิ เอ็ด พ.ศ.2554 – 2559. กรุงเทพฯ : สหมิตรพร้ินต้ิงแอนด์พับลชิ ชง่ิ
จากดั .

สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา (องค์การมหาชน). (2557). รายงาน
การประเมนิ คุณภาพศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอาเภอ. กรงุ เทพฯ
: ม.ป.พ.

สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (2549). รายงานสภาวะการศกึ ษาไทยปี 2547/2548
รากเหง้า ของปญั หาและแนวทางแกไ้ ข. กรุงเทพฯ : สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา.
. (2551). รายงานการติดตามการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ปี 2551.
กรงุ เทพฯ : บริษทั เพลิน สตดู ิโอ จากดั .
. (2552ก). ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษท่ีสอง (2552-2561). กรุงเทพฯ :
สานักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา.
. (2552ข). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ :
สานักพมิ พค์ ณะรัฐมนตรแี ละราชกจิ จานเุ บกษา.

สานักงานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั . (2551). พระราชบัญญัติ
การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พเ์ อกพมิ พ์
ไทย.
. (2552ก). ค่มู อื การดาเนินงาน กศน.ตาบล. พิมพค์ รั้งท่ี 2. กรุงเทพฯ : พรกิ หวานกราฟฟคิ .
. (2552ข). คู่มอื การดาเนนิ งานหลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับข้ันพนื้ ฐานพทุ ธศักราช
2551. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัทไทยพลบั ลคิ เอ็ดดูเคชัน่ จากัด.
. (2564). นโยบายและจุดเน้นการดาเนนิ งานสานกั งาน กศน. ประจาปีงบประมาณ
2565. กรุงเทพฯ : รังสีการพิมพ.์
. (2558). ยทุ ธศาสตรแ์ ละจุดเน้น การดาเนนิ งาน ปี 2558. (ออนไลน)์ เขา้ ถึงจาก
www.slideshare.net/pakpoomit/2558-40947546 วนั ทีเ่ ข้าถงึ 7 เมษายน 2559.

สุดารัตน์ ชาญเลขา. (2545). รปู แบบความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสถาบันราชภฏั กับชมุ ชนเพอ่ื พัฒนา
ด้านวฒั นธรรม. วทิ ยานิพนธ์ ค.ด. (อดุ มศึกษา). กรงุ เทพฯ : บณั ฑิตวิทยาลยั จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั .

สุพรรณ ศลิ าเณร. (2556). การมีสว่ นร่วมของชมุ ชนในการบริหารการศกึ ษาของโรงเรียนสตึก
สงั กัดสานกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 32. วิทยานพิ นธ์ ค.ม.

89

(การบรหิ ารการศกึ ษา). บรุ ีรมั ย์ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏบรุ รี ัมย์.
สุมา สามเพชรเจรญิ . (2550). การมีสว่ นรว่ มในการจดั การศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษา

ขน้ั พน้ื ฐาน สงั กดั เทศบาลนครปฐม. การศกึ ษาแบบอิสระ ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา).
นครปฐม : บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยศิลปากร.
สุมาลี สังขศ์ รี และคณะ. (2553). รายงานการวิจยั เพื่อพัฒนารูปแบบ/แนวทางการจัดการศกึ ษา
เพอื่ เพิ่มโอกาสทางการศกึ ษาใหก้ ับประชากรกลมุ่ อายุ 15-59 ปี ท่ีอย่นู อกระบบโรงเรียน.
กรงุ เทพฯ : บริษทั พริกหวานกราฟฟคิ จากดั .
สุรสั ภูว่ งษา. (2556). การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศกึ ษาในการบรหิ ารโรงเรียน
สงั กดั สานักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาบรุ ีรมั ย์ เขต 4. วทิ ยานิพนธ์ ค.ม.
(การบรหิ ารการศกึ ษา). บรุ ีรมั ย์ : บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั บุรรี มั ย์.
สุวฒั น์ วฒั นวงศ.์ (2544). จติ วิทยาเพ่ือการอบรมผใู้ หญ่. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์
แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
เสรมิ ศักดิ์ วศิ าลาภรณ.์ (2549). การกระจายอานาจการบริหารการศึกษาและการจดั การศึ่กษา.
กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค.
เสาวนติ ย์ ชัยมสุ ิก. (2545). การจัดทาแผนกลยุทธศาสตร์ระดบั สถานศกึ ษา. กรุงเทพฯ : บุ๊ค
พอยท.์
หนว่ ยศกึ ษานเิ ทศก์ สานกั งานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. (2551).
คมั ภรี ์ กศน. กรงุ เทพฯ : เอ็น.เอ. รตั นะเทรดดิ้ง.
อคิน รพพี ัฒน์. (2547). การมีส่วนร่วมของประชาชนในงานพฒั นา. กรุงเทพฯ : ศนู ย์การศึกษา

นโยบายสาธารณสขุ .
อภิญญา กังสนารกั ษ์. (2544). รปู แบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในองคก์ รทีม่ ีประสิทธผิ ลระดับ

คณะของสถาบนั อดุ มศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
อลงกรณ์ มีสุทธา และสมติ สชั ฌกุ ร. (2546). การประเมินผลการปฏิบตั งิ าน (ฉบับแกไ้ ข

เพ่ิมเติม). กรงุ เทพฯ : สมาคมสง่ เสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญ่ปี ่นุ ).
อาภรณ์ ภูว่ ทิ ยพันธ์ุ. (2553). การบริหารผลงาน Performance Management System

PSM. กรุงเทพฯ : บรษิ ัท เอช อาร์ เซน็ เตอร์ จากดั .
อุทยั บญุ ประเสรฐิ . (2550). การศึกษาแนวทางการบริหารและการจัดการศึกษาของสถานศึกษา

ในรูปแบบการบรหิ ารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน. กรงุ เทพฯ : สานักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาแห่งชาติ.
เอกชยั กส่ี ุขพันธ์ และคณะ. (2553). การนาองคก์ ารและเทคโนโลยกี ารบริหารการศกึ ษา.
กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.

90

เอกรนิ ทร์ สม่ี หาศาล. (2545). กระบวนการจดั ทาหลักสตู รสถานศกึ ษา : แนวคิดสูก่ ารปฏิบัติ.
กรุงเทพฯ : บุค๊ พอยท์.

Bruce, E. L. (1999). “The Role of the Elementary Principal in School Community
Relation,” Dissertation Abstracts international. 32(6).

Cohen, J.M. and Uphoff , N.T. (1980). Rural Development Participation : Concept
and Measures for Project Design Implementation and Evaluation. Rural
Development Committee Center for International Studies : Cornell University .

DeLaney, R. K. (2000. January). “Parent Participation in District-level Curriculum
Decisionmaking : A Year in the Life of a School District,” Dissertation Abstracts
International. 60(7).

Erwin, W. (1976). Participation Management. Concept Theory and Implementation.
Atlanta : Georgia State University Press.

Fornaroff, A. (1980). Community involvment in Health System for Primary Health
Care. Geneva : World Health Organization.

Foster, S.E. (1993. January). “Type of parent involvement:Effects on parent rating of
school”, Dissertation Abstracts International.

Gold, S. E. (2000. January) “Community Organization at a Neighborhood High School :
Promises and Dilemmas in Building Parent-Educator Partnership and
Collaborations”, Dissertation Abstracts International. 60(7).

Longo, N. V. (2005). “Reaching Beyond the School : The Role of Community in Civic
Education”, Dissertation Abstracts International. 66, 2 (August), 531-A.

Maslow, P.G. (1970). Motivation and Personality. 2nd ed. New York : Harper & Row.
Mathie et al. (2007). Stakeholder Participation in Evaluative : How Important in

Diversity. New Jersey : Prentuce-Hall.
Mestenhausere, J. (2000). “Education for the Future Participatory Research as Alink

Between Non-Fomal Adult Education and Community Development in
Brazil”, Dissertation Abstracts International University of Minncsot. 320-A.
Ostrow, L. A. (2002). “Particlpation : Salradom and Guatemalan lmmigrant.


Click to View FlipBook Version