สมุดบันทึกการเรียนรู้
สมุดบันทึกการเรียนรู้
จัดทำโดย
นางสาวชลลดา พลเยี่ยม
รหัสนักศึกษา 63115241112
เสนอ
รองสาสตราจาร์ ดร.สำราญ กำจัดภัย
สมุดบันทึกการเรียนรู้ฉบับบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาวิจัยและ
พัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้เรียน
รหัสวิชา 21043701 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
หลักสูตรครุศาสตรบันฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์ คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร
ก
คำนำ
สมุดบันทึกการเรียนรู้ฉบับบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม
เพื่อผู้เรียน รหัสวิชา 21043701 จัดทำขึ้นเพื่อองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมิน
การศึกษาและการเรียนรู้ ในการบันทึกเกร็ดความรู้ต่างๆ เพื่อช้ในการทบทวนความรู้ที่ได้
รับในห้องเรียน เพื่อให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาวิชามากขึ้น
การจัดทำสมุดบันทึกการเรียนรู้ในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ อาจารณ์ประจำวิชา ท่านอา
จารณ์ รองศาสตราจารณ์ ดร.สำราญ กำจัดภัย ที่ให้คำแนะนำจนสมุดบันทึกการเรียนรู้
เล่มนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วย
สารบัญ ข
คำนำ...............................................................................ก
สารบัญ............................................................................ข
ประวัติส่วนตัว..................................................................ค
ครั้งที่...............................................................................1
ครั้งที่...............................................................................2
ครั้งที่...............................................................................3
ครั้งที่...............................................................................4
ครั้งที่...............................................................................5
ครั้งที่...............................................................................6
ครั้งที่...............................................................................7
ครั้งที่...............................................................................8
ครั้งที่...............................................................................9
ครั้งที่...............................................................................10
ครั้งที่...............................................................................11
ครั้งที่...............................................................................12
ครั้งที่...............................................................................13
ครั้งที่...............................................................................14
ครั้งที่..................................................................................15
เสนอ
รองสาสตราจาร์ ดร.สำราญ กำจัดภัย
ค
ประวัติส่วตัว
ชื่อ-สกุล : นางสาวชลลดา พลเยี่ยม
ชื่อเล่น : ชล
รหัสนักศึกษา : 63115241112
วัน/เดือน/ปีเกิด : 5 พฤษภาคม 2544
อายุ : 21
หมู่เลือด : โอ
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 89/12 บ้านนาถ่อน ต.บงเหนือ
อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร 47110
หมายเลขโทรศัพท์ : 0653170291
กำลังศึกษาอยู่ : ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาฟิสิกส์ คณะ
ครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร
1
ครั้งที่ 1
Let's Go!
2
# 1 ปฐมนิเทศ
จุดมุ่งหมายรายวิชา
(๑) ด้านสมรรถนะ (จุดประสงค์อิงสมรรถนะ)
-อาจารณ์เปิดห้องเรียน Google Classroom สามารถออกแบบและสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน เพื่อน าไปใช้ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนา
และสร้างกลุ่ม Line ผู้เรียน ได้สอดคล้องกับธรรมชาติและความต้องการจ าเป็นของผู้เรียน บริบทชุมชน ตลอดจน
-อาจารณ์สร้างและส่งห้องเรียน google meet ให้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร (ICT) โดยใช้กระบวนการวิจัยที่เหมาะสม
-อาจารณ์สาธิตการใช้ google form ซึ่งจ าแนกเป็นความสามารถย่อย ๆ ดังนี้
๑.๑ สามารถจัดท าโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน เพื่อพัฒนา การเรียนรู้
ของผู้เรียน ในประเด็นที่สนใจศึกษา
๒.๒ สามารถสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัยต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในโครงการวิจัย
๓.๓ สามารถด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตรวจสอบสมมติฐานการวิจัย
หรือการบรรลุวัตถุประสงค์ของการวิจัย ตามแผนที่วางไว้
๓.๔ สามารถจัดท ารายงานการวิจัย และน าเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
(๒) ด้านความรู้
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ต่อไปนี้
๒.๑ นวัตกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย ส าหรับน ามาใช้พัฒนาผู้เรียน
๒.๒ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย ได้แก่ ความหมาย ลักษณะ ความส าคัญ การจัดประเภทของ
การวิจัย ขั้นตอนการท าวิจัย จรรยาบรรณของนักวิจัย ตัวแปร ข้อมูล ระดับการวัดข้อมูล สมมติฐาน
การวิจัย การก าหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง
๒.๓ การออกแบบและการเขียนโครงการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน
๒.๔ การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
๒.๕ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล
๒.๖ การเขียนรายงานการวิจัย
(๓) ด้านคุณลักษณะ
๓.๑ มีเจตคติที่ดีต่อการวิจัย
๓.๒ มีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้สอนและผู้เรียนด้วยกัน สามารถท างานเป็นทีมและท างานร่วมกับผู้อื่นได้
3
ครั้งที่ 2
4
#2
หัวข้อหลัก
ใบความรู้ที่ 1 แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้
หัวข้อย่อย
1. ความหมายของการเรียนรู้
2. พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย
3. พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย
4. พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย
การเรียนรู้(LEARNING) 5
หมายถึง “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย
ที่ค่อนข้างถาวร เมื่อได้รับประสบการณ์ เกิดจากเมื่อสมองมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่ง
การเรียนรู้”
เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกให้เห็นชัด หรือ แวดล้อมหรือสิ่งเร้าทำให้เกิดการเรียนรู้จึง
พฤติกรรมที่ไม่ได้แสดงออกมาให้เห็น ต้องแบ่งระดับความสามารถทางสมอง
หรือสติปัญญา
ความหมายของการเรียนรู้
พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย
เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับ เป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว
ความรู้สึก ความเชื่อ เจตคติ การทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การวาดภาพ
ค่านิยม ทำให้เกิดเป็นบุคลิกภาพ การร้องเพลง โดยจะมีขั้นตอนของการเกิด
หรือลักษณะนิสัยส่วนตัว พฤติกรรมไปตามล าดับ ซึ่งมี 5 ขั้น
สรุปองค์ความรู้ 6
การเรียนรู้(LEARNING) พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย
หมายถึง “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 1. ขั้นรับรู้ (RECEIVING)
2. ขั้นตอบสนอง (RESPONDING)
ที่ค่อนข้างถาวร เมื่อได้รับประสบการณ์ 3. ขั้นเห็นคุณค่า หรือสร้างค่านิยม
การเรียนรู้” 4. ขั้นจัดระบบค่านิยม (ORGANIZATION)
5. ขั้นสร้างลักษณะนิสัยจากค่านิยม (CHARACTERIZATION)
พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิ
ออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้ พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย
1. ความรู้ (KNOWLEDGE) ลำดับขั้นการเกิดทักษะปฏิบัติของ DAVE ซึ่งมี 5 ขั้น ดังนี้
2. ความเข้าใจ (COMPREHENSION) 1. รับรู้และเลียนแบบ (IMITATION) แสดงออกในลักษณะการทำเลียนแบบซ้ำๆ
3. การน าไปใช้ (APPLICATION) 2. ลงมือปฏิบัติและทำตามได้ (MANIPULATION) คือความสามารถในการควบคุม
4. การวิเคราะห์ (ANALYSIS) การเคลื่อนไหว
5. การสังเคราะห์ (SYNTHESIS) 3. ลดความผิดพลาดจนสามารถทำได้ถูกต้อง (PRECISION) คือความสามารถใน
6. การประเมินค่า (EVALUATION) การปฏิบัติอย่างมีทักษะ
4. ปฏิบัติได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (ARTICULATION) คือความสามารถในการปฏิบัติอย่าง
ต่อเนื่อง มีประสาทสัมผัสคล่องแคล่ว
5. ปฏิบัติได้อย่างเป็นธรรมชาติ (NATURALIZATION) ความสามารถระดับสูง
ทำได้อย่างเป็นอัตโนมัติ
7
ครั้งที่ 3Round 2
Score Board
8
# 3 หัวข้อหลัก
ทดสอบย่อย 1 การเรียนรู้ ใบความรู้ที่ 2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย
หัวข้อย่อย
1. ความหมายของการวิจัย
2. ความจริงกับการค้นหา
3. ขั้นตอนทั่วไปของการวิจัย
4. เป้าหมายของการวิจัย
5. จรรยาบรรณของนักวิจัย
6. การจัดประเภทของการวิจัย
จรรยาบรรณของนักวิจัย 9
การวิจัย (RESEARCH) นักวิจัย หมายถึง ผู้ที่ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้อย่างเป็นระบบ
คือการค้นหาความจริง ในเรื่องที่สนใจศึกษา โดยใช้
การค้นหาที่เป็นระบบ จรรยาบรรณ หมายถึง คุณธรรมและ
คำตอบหรือความจริงที่ค้นพบ มีความถูกต้องเชื่อถือ
ได้ จริยธรรมในการประกอบอาชีพ
ขั้นตอนทั่วไปของการวิจัย จรรยาบรรณนักวิจัย หมายถึง ข้อควรปฏิบัติของนักวิจัยทั่วไปเพื่อเป็นไปตามจริยธรรม
การดำเนินการวิจัยโดยทั่วไป มีขั้นตอนดังนี้
(1) ตระหนักถึงปัญหาที่ต้องการทำวิจัย และหลักวิชาการที่เหมาะสม
(2) กำหนดขอบเขตของปัญหาให้ชัดเจน
(3) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การจัดประเภทของการวิจัยไม่อาจระบุได้ว่า
(4) ตั้งสมมุติฐานของการวิจัย (ถ้าจำเป็น) การวิจัยมีกี่ประเภท ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่นำมาใช้ในการแบ่ง เช่น
(5) เขียนโครงร่างการวิจัย 1. แบ่งตามลักษณะของข้อมูลและวิธีการได้มา
(6) สร้างหรือเลือกเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล 2. แบ่งตามประโยชน์การน าผลการวิจัยไปใช้
(7) ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. แบ่งตามความต้องการข้อสรุปเชิงเหตุและผลหรือไม่
(8) ดำเนินการจัดกระท าข้อมูล หรือวิเคราะห์ข้อมูล
(9) สรุปผลการวิจัย และเขียนรายงานวิจัย เป้าหมายของการวิจัย
(10) เผยแพร่ผลงานวิจัย (ถ้าต้องการ) ในการทำวิจัยเรื่องหนึ่งๆนักวิจัยสามารถกำหนดเป้าหมายของการ
วิจัยได้ 4 ลักษณะจากระดับพื้นฐาน ไปสู่ระดับสูงขึ้นตามลำดับ
ความจริงกับการค้นหา
“ความจริง” คือ สิ่งที่เชื่อว่าจริง ณ เวลานั้น แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
(1) ความจริงนัยทั่วไป เป็นความจริงที่สามารถนำไปใช้ได้โดยทั่วไป
(2) ความจริงยืดหยุ่นตามบริบท เป็นความจริงที่ใช้ได้เฉพาะที่ศึกษา
สำหรับวิธีการค้นหาความจริง มีหลายวิธี แยกออกเป็น 3 ลักษณะ
10
สรุปองค์ความรู้ จรรยาบรรณของนักวิจัย
นักวิจัย หมายถึง ผู้ที่ดำเนินการค้นคว้า
การวิจัย (RESEARCH) จรรยาบรรณ หมายถึง ประพฤติกรรมที่เหมาะสม
คือการค้นหาความจริง ในเรื่องที่สนใจศึกษา จรรยาบรรณนักวิจัย หมายถึง ข้อควรปฏิบัติของนักวิจัย
ทั่วไป
ขั้นตอนทั่วไปของการวิจัย
เป้าหมายของการวิจัย การดำเนินการวิจัยโดยทั่วไป มีขั้นตอนดังนี้
(1) เป้าหมายเพื่อบรรยายหรือพรรณนา (DESCRIPTION) (1) ตระหนักถึงปัญหาที่ต้องการทำวิจัย
(2) เป้าหมายเพื่ออธิบาย (EXPLANATION) (2) กำหนดขอบเขตของปัญหาให้ชัดเจน
(3) เป้าหมายเพื่อท านาย (PREDICTION) (3) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
(4) เป้าหมายเพื่อควบคุม (CONTROL) (4) ตั้งสมมุติฐานของการวิจัย (ถ้าจำเป็น)
(5) เขียนโครงร่างการวิจัย
ความจริงกับการค้นหาความจริง (6) สร้างหรือเลือกเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ (7) ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
(1) ความจริงนัยทั่วไป เป็นความจริงที่สามารถน าไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง (8) ดำเนินการจัดกระทำข้อมูล หรือวิเคราะห์ข้อมูล
(2) ความจริงยืดหยุ่นตามบริบท (9) สรุปผลการวิจัย และเขียนรายงานวิจัย
-วิธีการค้นหาความจริง มีหลายวิธี แยกออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ (10) เผยแพร่ผลงานวิจัย (ถ้าต้องการ)
(1) วิธี “นิรนัย (DEDUCTIVE)”
(2) วิธี “อุปนัย (INDUCTIVE)”
(3) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีการที่นำเอากระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการค้นหา
ความจริง
11
ครั้งที่ 4
12
#4 หัวข้อหลัก
ใบความรู้ที่ 3 เรื่อง ตัวแปรและประเภทของตัวแปร
หัวข้อย่อย
ความหมายของตัวแปร
ประเภทของตัวแปร
13
ความหมายของตัวแปร
ตัวแปร (VARIABLE) หมายถึง ลักษณะของสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถ
เปลี่ยนค่าได้ตั้งแต่สองค่าขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นค่าที่อยู่ในรูปของ
ปริมาณ หรือคุณภาพ
ตัวแปรและประเภทของตัวแปร สำหรับการแบ่งตัวแปร ตามประเภทของการ
วิจัยอื่น ๆ รวมถึงการแบ่งตามลักษณะอื่น ๆ จะ
ศึกษาเพิ่มเติมได้ในหนังสือ ตำราเกี่ยวกับการวิจัย
ทั่วๆไปและค้นหาในเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ประเภทของตัวแปร
การแบ่งประเภทของตัวแปร แบ่งได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ใน
การแบ่ง เช่น
1. แบ่งตามลักษณะของข้อมูล
2. แบ่งตามความเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน
3. แบ่งตามประเภทของการวิจัย
ประเภทของตัวแปร 14
1. แบ่งตามลักษณะของข้อมูล แบ่งได้ 2 ประเภท
คือ สำหรับการแบ่งตัวแปร ตามประเภทของการวิจัยอื่น
1.1 ตัวแปรเชิงปริมาณ (QUALITATIVE ๆ รวมถึงการแบ่งตามลักษณะอื่น ๆ จะศึกษาเพิ่ม
VARIABLE) เติมได้ในหนังสือ ตำราเกี่ยวกับการวิจัยทั่วๆไปและ
1.2 ตัวแปรเชิงคุณภาพ (QUANTITATIVE
VARIABLE) ค้นหาในเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
2. แบ่งตามความเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน นิยมแบ่ง สรุปองค์ความรู้
เป็น 2 ประเภท คือ
2.1 ตัวแปรอิสระ (INDEPENDENT VARIABLE) ความหมายของตัวแปร
2.2 ตัวแปรตาม (DEPENDENT VARIABLE) ตัวแปร (VARIABLE) หมายถึง ลักษณะของสิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนค่า
ได้ตั้งแต่สองค่าขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นค่าที่อยู่ในรูปของปริมาณ หรือคุณภาพ เช่น ตัวแปร
3. แบ่งตามประเภทของการวิจัย เช่น
3.1 ถ้าเป็นการวิจัยเชิงทดลอง “เพศ” แปรค่าได้ 2 ค่า คือ ชาย และหญิง
16
ครั้งที่ 5
17
#5 หัวข้อหลัก
ใบความรู้ที่ 4 เรื่อง ข้อมูลและประเภทของข้อมูล
หัวข้อย่อย
1.ความหมายของข้อมูล
2.ประเภทของข้อมูล
ข้อมูลและประเภทของข้อมูล 18
ความหมายของข้อมูล ประเภทของข้อมูล
1. แบ่งตามลักษณะข้อมูล แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
ข้อมูล คือข้อเท็จจริงหรือรายละเอียด ที่เก็บรวบรวมมา 1.1 ข้อมูลเชิงปริมาณ (QUANTITATIVE DATA)
จากการนับ การวัดด้วย ทั้งจากแบบทดสอบหรือ 1.2 ข้อมูลเชิงคุณภาพ (QUANTITATIVE DATA)
แบบสอบถามและการสังเกต อาจเป็นตัวเลขหรือไม่ใช่
ตัวเลข ที่สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบในสิ่งที่ 2. แบ่งตามแหล่งที่มาของข้อมูลหรือวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
ต้องการศึกษา แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
2.1 ข้อมูลปฐมภูมิ (PRIMARY DATA)
2.2 ข้อมูลทุติยภูมิ (SECONDARY DATA)
3. แบ่งตามระดับของการวัด แบ่งเป็น 4 ประเภท
3.1 ข้อมูลระดับนามบัญญัติ (NOMINAL SCALE)
3.2 ข้อมูลระดับเรียงอันดับ (ORDINAL SCALE)
3.3 ข้อมูลระดับอันตรภาค (INTERVAL SCALE)
.3.4 ข้อมูลระดับอัตราส่วน (RATIO SCALE)
19
ความหมายของข้อมูล
ข้อมูล คือข้อเท็จจริงที่เก็บรวบรวม สรุปองค์ความรู้
มาจากการนับ การวัดด้วย ทั้งจาก
แบบทดสอบหรือแบบสอบถามและ
การสังเกต 3. แบ่งตามระดับของการวัด แบ่งเป็น 4 ประเภท
3.1 ข้อมูลระดับนามบัญญัติ (NOMINAL SCALE)
ประเภทของข้อมูล 3.2 ข้อมูลระดับเรียงอันดับ (ORDINAL SCALE)
3.3 ข้อมูลระดับอันตรภาค (INTERVAL SCALE)
1. แบ่งตามลักษณะข้อมูล แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 3.4 ข้อมูลระดับอัตราส่วน (RATIO SCALE)
1.1 ข้อมูลเชิงปริมาณ (QUANTITATIVE DATA)
1.2 ข้อมูลเชิงคุณภาพ (QUANTITATIVE DATA) 2. แบ่งตามแหล่งที่มาของข้อมูลหรือวิธีการเก็บ
รวบรวมข้อมูล
แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
2.1 ข้อมูลปฐมภูมิ (PRIMARY DATA)
2.2 ข้อมูลทุติยภูมิ (SECONDARY DATA)
20
ครั้งที่ 6
21
หัวข้อหลัก
ใบความรู้ที่ 5 การจัดทำโครงร่างการวิจัย
#6
การจัดทำโครงร่างการวิจัย
เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน
(การตั้งชื่อเรื่อง/ ค าถาม/ ความมุ่งหมาย/
ความส าคัญ/ สมมติฐานของการวิจัย)
22
การจัดทำโครงร่าง เลือกแบบแผนการทดลองใช้นวัตกรรม
การวิจัย โดยทั่วไป การวิจัยลักษณะนี้ นิยมตรวจสอบในประเด็น
ต่าง ๆ ดังนี้
1. ประสิทธิภาพของนวัตกรรม
2. ประสิทธิผลของนวัตกรรม
3. ผลการใช้นวัตกรรมที่เกิดกับตัวแปรตามต่าง ๆ
4. ความพึงพอใจ/ความคิดเห็นที่มีต่อการใช้นวัตกรรม
ตั้งสมมติฐานของการวิจัย ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2
สมมติฐานของการวิจัย เป็นคำตอบที่ผู้วิจัยตั้งไว้ E1= ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของคะแนน
ล่วงหน้าอย่างมีระบบ ระหว่างการทดลองใช้นวัตกรรม
สมมติฐานทางการวิจัย (RESEARCH HYPOTHESIS) E2= ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของคะแนน
หลังการทดลองใช้นวัตกรรม (POSTTEST)
เป็นข้อความที่เขียนขึ้นเพื่อแสดงคำตอบของปัญหาที่ผู้วิจัยคาดการ ปกติจะหาตั้งแต่ขั้นการทดลองใช้กับกลุ่มเล็ก (9-12คน)
ไว้ล่วงหน้าอย่างมีระบบ แต่ก็ใช้หาอีกครั้งในขั้นทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างได้ด้วย
แบบไม่มีทิศทาง แบบมีทิศทาง
เป็นการเขียนที่ไม่ได้ระบุทิศทางของตัวแปรหรือทิศทาง เป็นการเขียนโดยระบุทิศทางของตัวแปรว่าสัมพันธ์ในทางใด
ของความแตกต่าง แต่แค่ระบุว่ามีความสัมพันธ์กันหรือ (สัมพันธ์ไปในทางบวก หรือ ทางลบ) หรือถ้าเป็นการเปรียบเทียบ
แตกต่างกันเท่านั้น ก็สามารถระบุถึงทิศทางของ
ความแตกต่างได้ว่ามากกว่าหรือน้อยกว่า
23
สรุปองค์ความรู้
ตั้งสมมติฐานของการวิจัย แบบแผนการทดลอง
สมมติฐานของการวิจัย เป็นคำตอบที่ผู้วิจัยตั้งไว้ จะเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดคำถามและ
ล่วงหน้าอย่างมีระบบ ความมุ่งหมายของการวิจัย
แบบไม่มีทิศทาง
แบบมีทิศทาง ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2
E1= ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของคะแนน
กำหนดคำถามของการวิจัย ระหว่างการทดลองใช้นวัตกรรม
ในกานวิจัยนี้จะตั้งคำถามของการวิจัยตาม E2= ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของคะแนน
ประเด็นต่าง ๆ ตามหัวข้อเรื่อง
หลังการทดลองใช้นวัตกรรม (POSTTEST)
ปกติจะหาตั้งแต่ขั้นการทดลองใช้กับกลุ่ม
เล็ก (9-12คน) แต่ก็ใช้หาอีกครั้งในขั้น
ทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างได้ด้ว
24
ครั้งที่ 7
25
#7
เอกสารประกอบการอบรม หัวข้อหลัก
การเขียนรายงานวิจัยพัฒน
นวัตกรรมการเรียน การสอน
(แบบเป็นทางการ)
ใบความรู้
เรื่อง สมมติฐานทางการวิจัย และสมมติฐานทางสถิติ
หัวข้อย่อย
สมมติฐานทางการวิจัย
สมมติฐานทางสถิติ
26
สมมติฐานทางการ สมมติฐานทางการวิจัย (Research hypothesis)
วิจัย และ สมมติฐานของการวิจัย เป็นคำตอบที่ผู้วิจัยตั้งไว้
สมมติฐานทาง ล่วงหน้าอย่างมีระบบ
สถิติ
สมมติฐานทางการวิจัยสามารถเขียนได้อย่างใดอย่างหนึ่ง
ใน 2 แบบ คือ
สมมติฐานทางสถิติ (STATISTICAL HYPOTHESIS)
1.แบบไม่มีทิศทาง เป็นการเขียนที่ไม่ได้ระบุทิศทางของตัวแปรหรือทิศทาง เป็นสมมุติฐานที่ผู้วิจัยก าหนดขึ้น สำหรับใช้เพื่อการทดสอบตาม
ของความแตกต่าง แต่แค่ระบุว่ามีความสัมพันธ์กันหรือแตกต่างกันเท่านั้น กระบวนการทางสถิติ ซึ่งในการกำหนดนั้นจะต้องกำหนด
เช่น นักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษแตก ควบคู่กันทั้งสองประเภท คือ
ต่างกัน (1) สมมุติฐานกลาง (NULL HYPOTHESIS) เขียนแทนด้วย H0 ซึ่ง
แสดงให้เห็นว่าค่าพารามิเตอร์ของประชากรเหล่านั้น
2. แบบมีทิศทาง เป็นการเขียนโดยระบุทิศทางของตัวแปรว่า ไม่มีความแตกต่างหรือไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
สัมพันธ์ในทางใด (สัมพันธ์ไปในทางบวก หรือ ทางลบ) หรือถ้า (2) สมมุติฐานทางเลือก
เป็นการเปรียบเทียบก็สามารถระบุถึงทิศทางของ (ALTERNATIVE HYPOTHESIS) เขียนแทนด้วย H1 โดยต้องเขียนให้
ความแตกต่างได้ว่ามากกว่าหรือน้อยกว่า สอดคล้องกับสมมติฐานทางการวิจัยที่ตั้งไว้
เช่น นักเรียนที่เรียนด้วยวิธี (1) ปฏิเสธ H0 แล้วไปยอมรับ H1 แทน ซึ่งกรณีนี้ต้องมีความผิดพลาด
สอน A มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากกว่านักเรียนที่เรียนด้วย อันเนื่องมาจากปฏิเสธ H0 ทั้ง
วิธีสอน B (2) ยอมรับ H0 ซึ่งกรณีที่ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ความผิดพลาด
อันเนื่องมาจากปฏิเสธ H0
27
สรุปองค์ความรู้
ตั้งสมมติฐานของการวิจัย ในการทดสอบสมมติฐาน ผู้วิจัยจะต้องทำการ
สมมติฐานของการวิจัย เป็นคำตอบที่ผู้วิจัยตั้งไว้ ทดสอบสมมติฐานกลาง (H0) โดยมีทางเลือกในการ
ล่วงหน้าอย่างมีระบบ ตัดสินใจ 2 ทาง คือ
(1) ปฏิเสธ H0 แล้วไปยอมรับ H1
แบบไม่มีทิศทาง (2) ยอมรับ H0 ซึ่งกรณีที่ผลการทดสอบสมมติฐาน
แบบมีทิศทาง พบว่า ความผิดพลาด
สมมติฐานทางสถิติ (STATISTICAL HYPOTHESIS)
เป็นสมมุติฐานที่ผู้วิจัยกำหนดขึ้น สำหรับใช้เพื่อการทดสอบ
ตามกระบวนการทางสถิติ ซึ่งในการกำหนดนั้นจะต้อง
กำหนดควบคู่กันทั้งสองประเภท คือ
1) สมมุติฐานกลาง
2) สมมุติฐานทางเลือก
28
ครั้งที่ 8
29
#8
หัวข้อหลัก
ฟอร์มรายงานวิจัยพัฒนานวัตกรรมบทที่ 3
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
สถิติที่ใช้ตรวจสอบสมมติฐาน
การวิเคราะห์ข้อมูล 30
ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
1.วิเคราะห์หาประสิทธิภาพ
2.วิเคราะห์หาประสิทธิผล
3.วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติ T-TEST ชนิด
ผู้วิจัยดำเนินการดังนี้ DEPENDENT SAMPLES
1. การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
4.วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วย
2. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. สถิติพื้นฐาน
4. การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยง
5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เบนมาตรฐาน
รายละเอียดในแต่ละขั้นตอน มีดังนี้ 2. สถิติตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย
สถิติตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย ได้แก่
สถิติที่ใช้ตรวจสอบสมมติฐาน ได้แก่ แบบแผนการทดลอง
3.1 การหาประสิทธิภาพ แบบแผนการทดลองใช้รูปแบบการทดลองกลุ่มเดียวและมี
3.2 การหาประสิทธิผล การวัดก่อนการทดลอง 1 ครั้ง และหลังการทดลอง 1 ครั้ง
3.3การทดสอบเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ T-TEST ชนิด
DEPENDENT SAMPLES
31
สรุปองค์ การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ความรู้ ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน
1.วิเคราะห์หาประสิทธิภาพ 2. สถิติตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย
2.วิเคราะห์หาประสิทธิผล
3.วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนระหว่าง
ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติ
T-TEST ชนิด DEPENDENT
SAMPLES
4.วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน
ที่มีต่อการเรียนด้วย
แบบแผนการทดลอง : แบบแผนการทดลองใช้รูปแบบการ
ทดลองกลุ่มเดียวและมีการวัดก่อนการทดลอง 1 ครั้ง และ
หลังการทดลอง 1 ครั้ง
32
ครั้งที่ 9
#9 33
หัวข้อหลัก
ใบความรู้ เรื่อง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
หัวข้อย่อย
ประชากร
กลุ่มตัวอย่าง
การกำหนดขนาดและเลือกตัวอย่าง
ประชากร 34
ในทางสถิติคำว่า “ประชากร (POPULATION)”
หมายถึง ทั้งหมดของทุกหน่วยของสิ่งที่เราสนใจ ประชากรและกลุ่ม
อาจเป็น บุคคล องค์กร สัตว์ สิ่งของ ฯลฯ ตัวอย่าง
ประชากร มี 2 ประเภท คือ
(1) ประชากรที่มีจำนวนจำกัด
(2) ประชากรที่มีจำนวนไม่จำกัด
กลุ่มตัวอย่าง 2. การกำหนดขนาดตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่าง (SAMPLE) หมายถึง ส่วนหนึ่งของประชากรที่ เป็นการประมาณว่าเรื่องที่ต้องการศึกษาควรใช้กลุ่มตัวอย่าง
ถูกเลือกขึ้นมาด้วยเทคนิคการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสม ขนาดเท่าใด จึงจะสามารถเป็นตัวแทนของประชากรกลุ่มใหญ่
กลุ่มตัวอย่าง “ต้องเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร” จึงจะช่วย ได้เหมาะสม
ให้การสรุปอ้างอิงถึงประชากรมีความถูกต้องและเชื่อถือได้
3. เทคนิคการเลือกกลุ่มตัวอย่าง
การกำหนดขนาดและเลือกตัวอย่าง เป็นวิธีการที่จะทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของประชากร
อย่างมาก ผู้วิจัยจะต้องสามารถเลือกใช้เทคนิคหรือวิธีการเลือก
ให้เหมาะสมกับปัญหาการวิจัยเรื่องนั้น ๆ
1. เหตุผลของการเลือกตัวอย่าง (1) การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้หลัก
การวิจัยทางการศึกษา พฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ จะศึกษาจาก ความน่าจะเป็น
กลุ่มตัวอย่างแทนประชากร เพราะโดยปกติไม่สามารถเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด (2) การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้
ได้ หรืออาจทำได้แต่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงและเสียเวลามาก หลักความน่าจะเป็น
35
สรุปองค์ความรู้
ประชากร มี 2 ประเภท คือ การกำหนดขนาดและเลือกตัวอย่าง
(1) ประชากรที่มีจำนวนจำกัด
(2) ประชากรที่มีจำนวนไม่จำกัด
2. การกำหนดขนาดตัวอย่าง
1. เหตุผลของการเลือกตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่าง (SAMPLE) หมายถึง ส่วนหนึ่ง
ของประชากรที่ถูกเลือกขึ้นมาด้วยเทคนิคการ
เลือกกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสม
3. เทคนิคการเลือกกลุ่มตัวอย่าง
(1) การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้หลักความน่าจะเป็น (2) การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น
36
ครั้งที่ 10
#10 37
หัวข้อหลัก
ใบความรู้ที่ 7 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ประเภทของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ประโยชน์ของการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
หลักการนำเสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
38
การศึกษาเอกสารและงานวิจัย ประเภทของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น
ที่เกี่ยวข้อง 1. หนังสือ หรือตำรา
2. รายงานการวิจัย /วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์
3. บทคัดย่องานวิจัย/วิทยานิพนธ์
4. บทความทางวิชาการ/บทความวิจัย จากวารสารต่างๆ
5. สารานุกรม/พจนานุกรม/อื่น ๆ
6. รายงานประจ าปีของหน่วยงานต่าง ๆ
7. คู่มือ
8. การสืบค้นจากฐานข้อมูล/อินเตอร์เน็ต
9. อื่น ๆ
การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
เป็นการศึกษาเอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยของ
นักวิจัยคนอื่น ๆ ที่ทำขึ้น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่มีเนื้อหา
เกี่ยวข้องกับชื่อเรื่องตัวแปรที่เราสนใจศึกษา แนวคิด/
ทฤษฎีต่าง ๆ ที่นำใช้ในงานวิจัย สารสนเทศที่ได้จากการศึกษา
ค้นคว้าดัง คือแนวทางในการกำหนดแผนของการวิจัย
ที่จะทำต่อไป
39
หลักการนำเสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. นำเสนอสาระที่สอดคล้องกับชื่อเรื่อง และความ
ประโยชน์ของการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มุ่งหมายของการวิจัย
2. จัดลำดับหัวข้อให้เข้าใจง่าย หัวข้อหลัก หัวข้อ
1. ทำให้รู้ข้อเท็จจริง ทฤษฎี หลักการ และได้ความรู้ ย่อย คำนึงถึงเหตุผลว่าส่วนใดต้องรู้ก่อนหลัง
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานวิจัยที่ทำ และนำเสนอให้ตรงประเด็น
2. กำหนดปัญหาที่จะทำได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น 3. เขียนเชื่อมโยงเนื้อหาต่าง ๆ ให้สวยงาม
3. เลือกใช้ตัวแปรในการวิจัยได้ 4. สรุปประเด็นสำคัญ และการวิเคราะห์เพิ่มเติมใน
4. เกิดความคิดและหาทางควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้ แต่ละหัวข้อ
5.ตั้งสมมติฐานในการวิจัยได้เหมาะสมและ 5. ลำดับเรื่องตามเวลาจากเก่ามาใหม่
สอดคล้องกับเอกสารทฤษฎี และหลักการต่าง ๆ 6. ใช้ภาษาเขียนที่ถูกต้องและฟังง่าย
6. สามารถกำหนดกลุ่มตัวอย่างและวิธีการสุ่มตัวอย่างที่จะใช้ 7. ควรทบทวนสิ่งที่ได้เขียน หลาย ๆ ครั้ง เพื่อ
7. ทำให้รู้แนวทางในการเลือก การสร้าง และการหาคุณภาพ ปรับปรุงคำพูดหรือลำดับประเด็นในการนำเสนอให้
เครื่องมือที่จะใช้ในงานวิจัยได้ เกิดความเข้าใจง่าย
8. ทำให้สามารถกำหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเหมาะสมกับ
9. ทำให้การเลือกใช้สถิติที่จะนำมาวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
10.ทำให้เกิดแนวคิดในการเสนอแนะผลการวิจัยได้อย่างรัดกุม
11. ทำให้รู้หลักในการทำงานวิจัยและนำมาประยุกต์เขียนเป็นแนวทางของตนเอง
ได้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ทำ
12. อื่น ๆ
40
การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สรุปองค์ความรู้
เป็นการศึกษาเอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยของ
นักวิจัยคนอื่น ๆ ที่ทำขึ้น
ประเภทของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง
มีทั้งหมด 9 ข้อ
ประโยชน์ของการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
มีทั้งหมด 12 ข้อ
หลักการนำเสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
มีทั้งหมด 7 ข้อ
41
ครั้งที่ 11
42
#11 หัวข้อหลัก
ใบความรู้ที่ 8 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
หัวข้อย่อย
การสังเกต
การสัมภาษณ์
แบบสอบถาม
แบบทดสอบ
การประเมินจากการปฏิบัติ
43
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
การสังเกต
1. ลักษณะของการสังเกต 4. หลักการสังเกต 5. ลักษณะของผู้สังเกตที่ดี
ผู้สังเกตทำหน้าที่วัดโดยใช้ประสาทสัมผัส การสังเกตที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ ผู้สังเกตที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
การได้เห็น และได้ยินเป็นสำคัญ ติดตามเฝ้า 4.1 มีจุดมุ่งหมายของการสังเกตที่แน่นอน 5.1 มีใจไม่ลำเอียง (UNBIASED)
ดูการแสดงพฤติกรรมของบุคคล กลุ่มคน ชัดเจน 5.2 มีความตั้งใจ (ATTENTION)
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ แล้วบันทึกสิ่งที่สังเกต 4.2 นิยามสิ่งที่ต้องการสังเกตให้ชัดเจน 5.3 มีประสาทสัมผัสทางการได้เห็นและได้ยินปกติ
เพราะสามารถระบุพฤติกรรมบ่งชี้ที่ 5.4 มีความไวต่อการรับรู้ (PERCEPTION)
2. ลักษณะข้อมูลที่เหมาะกับการใช้การสังเกต สามารถมองเห็นได้ของการตั้งใจเรียน ว่า
ผู้สังเกตมักเขียนบันทึกในเชิงบรรยายเป็น มีอะไรบ้าง
ข้อความ 4.3 กำหนดวัน เวลา สถานที่ และเวลาของ
การสังเกตไว้ล่วงหน้าอย่างรอบคอบ
3. ประเภทของการสังเกต 4.4 ต้องสังเกตอย่างพินิจพิเคราะห์
นิยมแบ่งการสังเกตเป็น 2 ประเภท ละเอียดถี่ถ้วน จนมั่นใจว่าข้อมูลที่ได้
3.1 การสังเกตโดยตรง 4.5 บันทึกสิ่งที่สังเกตได้ทันทีที่เสร็จสิ้น
3.1.1 การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสังเกตอย่างตรงไปตรงมา
3.1.2 การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม 4.6 ข้อมูลที่สังเกตได้ต้องตรวจสอบจน
3.2 การสังเกตโดยอ้อม มั่นใจว่าถูกต้อง
44
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
การสัมภาษณ์
1. ลักษณะของการสัมภาษณ์ 2. ลักษณะข้อมูลที่เหมาะกับการใช้การ 3.1.2 การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างชนิดปลาย
ผู้สัมภาษณ์ (ผู้เก็บรวบรวมข้อมูล) กับผู้ สัมภาษณ์การสัมภาษณ์ที่ใช้กับข้อมูลเกี่ยวกับ เปิด เป็นการสัมภาษณ์ที่
ถูกสัมภาษณ์ (ผู้ให้ข้อมูล) ความรู้สึก ความสนใจ ความคิดเห็นและ มีการกำหนดเฉพาะตัวค าถามไว้ล่วงหน้า ส่วน
ทัศนคติในเรื่องต่าง ๆ ป็นข้อมูลด้านจิตอารมณ์ ค าตอบผู้ถูกสัมภาษณ์มีโอกาสตอบอย่างเสรี
3. ประเภทของการสัมภาษณ์ 3.2 การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง
การสัมภาษณ์แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ (UNSTRUCTURED INTERVIEW)
3.1 การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 3.2.1 การสัมภาษณ์แบบเจาะจง (FOCUSED
(STRUCTURED INTERVIEW) INTERVIEW)
3.1.1 การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างชนิด 3.2.2 การสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (DEPTH
กำหนดคำตอบหรือชนิด INTERVIEW)
3.2.3 การสัมภาษณ์แบบไม่มีการชี้นำ
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 45
การสัมภาษณ์
4. หลักของการสัมภาษณ์ 4.7 พยายามยั่วยุหรือเร้าให้ผู้ถูกสัมภาษณ์อยากให้คำ
การสัมภาษณ์ที่ดีควรมีหลัก ดังนี้ ตอบ หรือแสดง
4.1 มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนชัดเจนว่า ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นใดบ้าง 4.8 ต้องมีการบันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์อย่าง
4.2 ต้องมั่นใจว่าจะได้รับความร่วมมือจากผู้ถูกสัมภาษณ์ในการให้ข้อมูล รอบคอบ โดยอาจใช้การจดบันทึก หรือการอัดเทป ใน
ต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับบุคลิกและความสามารถของผู้สัมภาษณ์ กรณีอัดเทป ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ถูกสัมภาษณ์
4.3 กรณีที่เป็นการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างจะเตรียมค าถามต่าง ๆ ไว้ เสียก่อน
ล่วงหน้า 4.9 ผู้สัมภาษณ์ควรแต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย
4.4 ผู้สัมภาษณ์ควรมีพื้นความรู้ในเรื่องที่จะสัมภาษณ์บ้างพอสมควร จึ เหมาะสมกับกาละ เทศะหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
4.5 ควรมีการฝึกสัมภาษณ์ก่อนการสัมภาษณ์จริง
4.6 ควรสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง