เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 46
การประเมินจากการปฏิบัติ
แบบทดสอบ
1. ลักษณะของแบบทดสอบ 1. ลักษณะของการประเมินการปฏิบัติ
โดยทั่วไปแบบทดสอบ (TEST) จะใช้วัดความ การประเมินการปฏิบัติ (PERFORMANCE
สามารถของบุคคลในด้านสติปัญญา ASSESSMENT) เป็นกระบวนการเก็บ
2. ประเภทของแบบทดสอบ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการ
แบบทดสอบมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ เรียนรู้ของผู้เรียน
ในการแบ่ง นิยมแบ่งประเภทของแบบทดสอบ วัด 2. กระบวนการประเมินการปฏิบัติ
พฤติกรรมด้านสติปัญญา ดังนี้ 3. เครื่องมือการให้คะแนนการปฏิบัติ
2.1 จำแนกตามการอ้างอิงหรือการแปลผล เครื่องมือการให้คะแนนการปฏิบัติ โดย
2.2 จำแนกตามลักษณะการสร้างของข้อคำถาม ทั่วไปเรียกว่า แบบประเมินการปฏิบัติ
และการเขียนตอบ ซึ่งนิยมสร้างในลักษณะที่เป็น RUBRICS
สรุปองค์ความรู้ 47
การสังเกต แบบทดสอบ
1. ลักษณะของการสังเกต การประเมินจากการปฏิบัติ 1. ลักษณะของแบบทดสอบ
2. ลักษณะข้อมูลที่เหมาะกับการใช้การ โดยทั่วไปแบบทดสอบ (TEST) จะใช้
สังเกต 1. ลักษณะของการประเมินการปฏิบัติ วัดความสามารถของบุคคลในด้าน
3. ประเภทของการสังเกต การประเมินการปฏิบัติ สติปัญญา
นิยมแบ่งการสังเกตเป็น 2 ประเภท 2. กระบวนการประเมินการปฏิบัติ 2. ประเภทของแบบทดสอบ
3.1 การสังเกตโดยตรง 3. เครื่องมือการให้คะแนนการปฏิบัติ แบบทดสอบมีหลายประเภท ขึ้นอยู่
3.2 การสังเกตโดยอ้อม กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง นิยมแบ่ง
ประเภทของแบบทดสอ
การสัมภาษณ์
1. ลักษณะของการสัมภาษณ์
2. ลักษณะข้อมูลที่เหมาะกับการใช้การสัมภาษณ์การ
3. ประเภทของการสัมภาษณ์
4. หลักของการสัมภาษณ์
48
ครั้งที่ 12
49
#12
หัวข้อหลัก
เพิ่มข้อความในส่วนเนื้อหาเล็กน้ อย
ใบความรู้ที่ 9 เรื่อง วิธีตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยและสถิติที่ใช้
ความเป็นปรนัย
ความเที่ยงตรง
ความยาก
ความเชื่อมั่น
50
วิธีตรวจสอบคุณภาพ
เครื่องมือวิจัยและ ความเที่ยงตรง
สถิติที่ใช้ มีความสำคัญมาก ผู้วิจัยจำเป็นต้องนำมาพิจารณา
คุณภาพของเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล และเมื่อเปรียบ
คุณภาพของเครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการ เทียบกับคุณภาพของเครื่องมือด้านอื่น ๆ ถือว่า ความเที่ยง
เก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น ตรงมีความสำคัญที่สุด เพราะถ้าคะแนนหรือข้อมูลที่ได้จาก
ต้องได้รับตรวจสอบมี 5 ด้าน ได้แก่ การวัดไม่ถูกต้องหรือไม่น่าเชื่อถือแล้ว จะนำไปวิเคราะห์เพื่อ
(1) ความเป็นปรนัย ตรวจสอบอะไร จะได้ผลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ
(2) ความเที่ยงตรง
(3) ความยาก
(4) อำนาจจำแนก ความเป็นปรนัย (OBJECTIVITY)
(5) ความเชื่อมั่น เป็นสมบัติของเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวม
ข้อมูลที่แสดงถึงลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ
(1) คำถามชัดเจนอ่านแล้วเข้าใจตรงกัน
(2) การตรวจให้คะแนนมีความคงที่ ไม่ว่าใครตรวจ
ก็ให้คะแนนตรงกัน
(3) การแปลความหมายคะแนนมีความชัดเจนตรงกัน ไม่ว่าใคร
ก็แปลความหมายตรงกัน
ซึ่งการตรวจสอบความเป็นปรนัยของเครื่องมือนี้ ผู้วิจัยส่วนใหญ่ช้วิธีให้ผู้เชี่ยวชาญ
ทางภาษาเป็นคนตรวจสอบ ให้ข้อเสนอแนะ แล้วเอามาปรับปรุงแก้ไข
ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (CONTENT VALIDITY) 51
ของเครื่องมือวิจัย คือคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้บอกว่า ตัวอย่างของข้อสอบหรือข้อ
คำถามต่าง ๆ ของเครื่องมือฉบับนั้นวัดได้ถูกต้อง สอดคล้อง และครบถ้วนตามขอบเขต
เนื้อหาที่ต้องการวัดรึป่าว
ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (CONSTRUCT VALIDITY) อำนาจจำแนก
คือคุณภาพของเครื่องมือวิจัยที่บ่งบอกว่า รายการข้อคำถาม นิยมใช้กับเครื่องมือประเภทแบบทดสอบ และแบบสอบถาม ซึ่งข้อมูลที่
ทั้งหมดในเครื่องมือนั้นสามารถวัดตัวแปรที่อยากวัดได้ถูกต้อง รวบรวมได้มักอยู่ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณ โดยมีลักษณะการให้คะแนนข้อ
สอดคล้อง และครอบคลุมตามนิยามหรือโครงสร้างเชิงทฤษฎี คำถามรายข้อใน 2 ลักษณะ
ของตัวแปรที่ต้องการวัดนั้น หรือไม่
1. ให้คะแนนเป็น 0 กับ 1
2. ให้คะแนนไม่ใช่ 0 กับ 1
ความเที่ยงตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ (CRITERION-RELATED VALIDITY) การหาความยาก (DIFFICULT)
เป็นความเที่ยงตรงของเครื่องมือวิจัยที่เกิดจากการเอาผลหรือคะแนนที่ได้ จะใช้แค่กรณีเครื่องมือวิจัยเป็นประเภทแบบทดสอบ (TEST) ที่วัด
จากการวัดด้วยเครื่องมือที่สร้างขึ้น ไปเทียบกับเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ ด้านพุทธิพิสัยหรือสติปัญญา โดยเฉพาะแบบทดสอบประเภทอิง
เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยากจะศึกษา กลุ่ม ส่วนแบบทดสอบประเภทอิงเกณฑ์ไม่นิยมหาความยาก เพราะ
ข้อสอบแต่ละข้อมุ่งวัดให้ตรงและครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรู้
จุดเน้นของการทดสอบคือการรอบรู้หรือบรรลุตามเกณฑ์มาตรฐาน
ที่กำหนด
1. ความเที่ยงตรงตามสภาพ 2. ความเที่ยงตรงตามพยากรณ์
สรุปองค์ความรู้ 52
ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (Construct ความเที่ยงตรง
validity) มีความสำคัญมาก ผู้วิจัยจำเป็นต้องนำมาพิจารณา
คือคุณภาพของเครื่องมือวิจัยที่บ่งบอกว่า รายการข้อ คุณภาพของเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
คำถามทั้งหมดในเครื่องมือนั้นสามารถวัดตัวแปรที่
อยากวัดได้ถูกต้อง ความเป็นปรนัย
การตรวจสอบความเป็นปรนัยของเครื่องมือนี้ ผู้
อำนาจจำแนก วิจัยส่วนใหญ่ช้วิธีให้ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาเป็นคน
1. ให้คะแนนเป็น 0 กับ 1 ตรวจสอบ ให้ข้อเสนอแนะ แล้วเอามาปรับปรุงแก้ไข
2. ให้คะแนนไม่ใช่ 0 กับ 1
ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content validity)
การหาความยาก (Difficult) คือคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้บอกว่า ตัวอย่างของ
จะใช้แค่กรณีเครื่องมือวิจัยเป็นประเภทแบบทดสอบ ข้อสอบหรือข้อคำถามต่าง ๆ วัดได้ถูกต้อง สอดคล้อง
(Test) โดยเฉพาะแบบทดสอบประเภทอิงกลุ่ม ส่วน และครบถ้วนตามขอบเขตเนื้อหาที่ต้องการวัดรึ
แบบทดสอบประเภทอิงเกณฑ์ไม่นิยมหาความยาก
ความเที่ยงตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ (CRITERION-
RELATED VALIDITY)
1. ความเที่ยงตรงตามสภาพ
2. ความเที่ยงตรงตามพยากรณ์
53
ครั้งที่ 13
#13 54
นิวยอร์ก 4,496 ก.ม. หัวข้อหลัก
ซิดนีย์ 12,073 ก.ม.
ใบความรู้ที่ 11 การทดสอบค่า
มะนิลา 11,759 ก.ม.
ปารีส 90,888 ก.ม. ทบทวน
- สมมติฐานของการวิจัย
- สมมติฐานทางสถิติ
-การทดสอบสมมติฐานทางสถิติ
สมมติฐานการวิจัย เป็นคำตอบที่ผู้วิจัยคาด ความคลาดเคลื่อน ระดับนัยสำคัญ 55
ในการวิจัย
คะเนไว้ล่วงหน้าอย่างมีระบบ ความผิดพลาดประเภท TYPE I ERROR
ความคลาดเคลื่อนแบบที่ 1
สมมติฐานการวิจัย (TYPE I ERROR) สูงสุดที่ผู้วิจัยยอมให้เกิดขึ้นในการทดสอบ
แบบไม่มีทิศทาง แบบมีทิศทาง ความคลาดเคลื่อนแบบที่ 2 HO
(TYPE II ERROR)
ความผิดพลาดนี้ต้องไม่เกิน ในทางการ
สมมติฐานการวิจัย
สมมติฐานทางสถิติ สมมติฐานทางสถิติผู้วิจัย ศึกษานิยมให้เท่ากับ .05 หรือ .01
กำหนดขึ้นสำหรับใช้เพื่อการทดสอบตาม
กระบวนการทางสถิติ การตั้งสมมติฐานทางสถิติ
กรณีสมมติฐํานการวิจัยเป็นแบบไม่มีทิศทาง
สมมติฐานทางสถิติ
1.สมมติฐานกลาง(HO) หรือกรณีการทดสอบแบบสองหาง
2.สมมติฐานทางเลือก(H1)H1 จะตั้งให้สอดคล้องกับ ข้อตกลงเบื้องต้น
สมมติฐานการวิจัย (1) ค่าของตัวแปรตามวัดได้ในมาตราอันตรภาค
หรืออัตราส่วน
ในการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ (2) กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีการสุ่มจาก
เป็นการทดสอบเพื่อตัดสินใจว่าจะปฏิเสธ ประชากร
หรือยอมรับ HO ถ้าปฏิเสธ HO ผู้วิจัยจะยอมรับ H1แทน (3) ค่าของตัวแปรตามที่วัดในแต่ละหน่วย
ตัวอย่างเป็นอิสระกัน
(4) ค่าของตัวแปรตามของประชากรมีการ
แจกแจงแบบปกติ
การตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับ 56
คะแนน
ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของประชากร มี การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยประชากร 2 กลุ่มที่ไม่อิสระกัน
การแบ่งแบบปกติ โดยใช้ KOLMOGOROV-
SMIRNOVTEST หรือ SHAPIRO-WILK TEST ที่นัย 1. ตัวอย่างกลุ่มเดียว ถูกวัด 2. กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม แต่
สำคัญทางสถิติ .05 หรือ .01 ตัวแปรตาม 2ครั้ง เช่น เลือกมาโดยวิธีจับคู่
PRETEST กับ POSTTEST (MATCHING)
ตรวจสอบการแจกแจงแบบปกติของคะแนนตัวแปรตาม
โดยใช้คำสั่ง
ANALYZE DESCRIPTIVE STATISTICS EXPLORE
เมื่อได้ตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นเสร็จ จะใช้คำสั่งดังนี้
ANALYZE COMPARE MEAN ONE SAMPLE T-TEST
57
สรุปองคือความรู้
สมมติฐานการวิจัย เป็น สมมติฐานทางสถิติ ความคลาดเคลื่อน การเปรียบเทียบค่า
คำตอบที่ผู้วิจัยคาดคะเน สมมติฐานทางสถิติผู้ ในการวิจัย เฉลี่ยประชากร 2 กลุ่ม
ไว้ล่วงหน้าอย่างมีระบบ วิจัยกำหนดขึ้นสำหรับ (TYPE I ERROR) ที่ไม่อิสระกัน
ใช้เพื่อการทดสอบตาม (TYPE II ERROR) 1. ตัวอย่างกลุ่มเดียว
กระบวนการทางสถิติ 2. กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม
แบบไม่มีทิศทาง แบบมีทิศทาง 1.สมมติฐานกลาง(HO)
2.สมมติฐานทางเลือก(H1)H1 จะตั้งให้
สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัย
58
ครั้งที่ 14
#14 59
หัวข้อหลัก
ใบความรู้ที่ 12-13
การสร้างไฟล์ข้อมูล
การวิเคราะห์
การอ่าน PRINTOUT
การวิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบ
และแบบสอบถาม โดยใช้ SPSS
60
การสร้างไฟล์ข้อมูล
เปิดโปรแกรม สร้างตัวแปร คีย์ข้อมูล บันทึกไฟล์
NAME : ตั้งชื่อตั การใช้คำสั่ง SORT CASE
TYPE : กำหนดลักษณะข้อมูลที่คีย์ (NUMERIC = คีย์เป็นตัวเลข (เรียงล าดับข้อมูลตามตัวแปร)
STRING = คีย์เป็นตัวอักษร)
WIDTH : กำหนดความกว้างของข้อมูล (จำนวนหลัก/จำนวนตัวอักษร) คำสั่ง COMPUTE
DECIMALS : กำหนดตำแหน่งทศนิยม สร้างตัวแปรใหม่
LABEL : อธิบายเกี่ยวกับตัวแปร
VALUES : กำหนดค่าตัวเลขที่ ใช้ในตัวแปรนามบัญญัติ (NOMINAL SCALE) คำสั่ง RECODE
MISSING : กำหนดค่าแทนข้อมูลผิดพลาด
ALIGN : วางตำแหน่งของข้อมูลที่คีย์ (ซ้าย/ขวา/หรือตรงกลาง) (แปลงค่าข้อมูล)
MEASURE : ระดับการวัดข้อมูล
ถ้าต้องการกราฟวงกลม
ต้องเลือก PIE CHART
61
การวิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบ
และแบบสอบถาม โดยใช้ SPSS
การวิเคราะห์ข้อสอบ โดยใช้ SPSS ขั้นที่ 5 สร้ํางตัวใหม่ ตั้งชื อ GROUP โดยกำ
-กรณีข้อสอบให้คะแนน 0 กับ 1 หนดค่ํา (VALUE)ให้ 1 แทน กลุ่มต่ำ (L) 2
การหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (R) และค่า แทนกลุ่มกลาง (M) และ 3 แทนกลุ่มสูง (U)
ความยาก (P)ที่ใช้เทคนิค 27 % ขั้นที่ 6 คีย์ข้อมูลตัวแปร GROUP โดย กลุ่ม
กลุ่มสูง-กลุ่มต่ำ ต่ำพิมพ์เลข 1 กลุ่มสูงพิมพ์เลข 2 และกลุ่ม
ขั้นที่ 1 สร้างไฟล์ข้อมูล ของกลุ่มทดลองใช้ กลางพิมพ์เลข 3
N คน ขั้นที่ 7 ตัดข้อมูลกลุ่มกลางออกทั้งหมด
ขั้นที่ 2 รวมคะแนนทั้งฉบับของแต่ละคน โดย จากนั้นบันทึกไฟล์ ตั้งชื่อไฟล์ใหม่ หรือใช้
ใช้คำสั่ งCOMPUTE VARIABLE ค่ําสั ง SELECT CASE เลือกเฉพา
ขั้นที่ 3 เรียงคะแนนจากน้อยไปหามาก โดย GROUP=1 OR GROUP=3
ใช้คำสั่ งSORT CASE ขั้นที่ 8 วิเคราะห์ข้อมูล เพือหาค่ํานวณ
ขั้นที่ 4 คำนวณหาจำนวนคนในกลุ่มสูง จ่ํานวนคนตอบถูกในกลุ่มต่ำ (RL) และ
(NU) และจำนวนคนในกลุ่มต่ำ(NL) โดยใช้ จ่ํานวนคนตอบถูกในกลุ่มสูง(RU) ของ
สูตร 27 % ของ N ข้อสอบแต่ละข้อ โดยใช้ค่ําสั งCROSSTABS
การวิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบ 62
และแบบสอบถาม โดยใช้ SPSS
ขั้นที่ 9 คัดเลือกข้อสอบที ทั้งค่ํา P และ R การวิเคราะห์แบบสอบถาม โดยใช้ SPSS
ผ่านเกณฑ์ให้ได้จ่ํานวนข้อสอบตํามที -กรณีเป็นแบบมาตรประมาณค่า
วางแผนไว้ การหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (R) โดยใช้
ขั้นที่ 10 วิเคราะห์ความเชื่อมั่นของแบบ ITEM-TOTAL CORRELATION
ทดสอบทั้งฉบับจะใช้สูตร KR-20 ใน -คัดคำถามที ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (R)
โปรแกรมเลือก ALPHA ให้ใช้ไฟล์ข้อมูลของ ผ่านเกณฑ์เท่ากับจำนวนข้อที วางแผนไว้
กลุ่มทดลองใช้ที มีทั้งกลุ่มสูง เพื่อนำไปหาค่าความเชือมั่นทั้งหมดโดยใช้
กลาง และต่ำ วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา
(ALPHACOEFFICIENT)
สรุปองค์ความรู้ 63
การสร้างไฟล์ข้อมูล การใช้คำสั่ง SORT CASE ถ้าต้องการกราฟวงกลม
(เรียงล าดับข้อมูลตามตัวแปร) ต้องเลือก PIE CHART
- เปิดโปรแกรม
- สร้างตัวแปร คำสั่ง COMPUTE
- คีย์ข้อมูล สร้างตัวแปรใหม่
- บันทึกไฟล์
คำสั่ง RECODE
(แปลงค่าข้อมูล)
การวิเคราะห์แบบสอบถาม โดยใช้ SPSS หาค่าความเชื่อมั่นทั้งหมดโดยใช้
-กรณีเป็นแบบมาตรประมาณค่า วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา (ALPHA COEFFICIENT)
จะหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (R)
ใช้ ITEM-TOTAL CORRELATION
64
ครั้งที่15
#15 65
หัวข้อหลัก
CAR
1. ความหมาย
2. เป้าหมาย
3. ความสำคัญของการวิจัยปฏิบัติ
การในชั้นเรียน
การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน 66
การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน
เป็นการวิจัยอย่างหนึ่งที่ผู้ทำวิจัยคือครูผู้สอนในห้องเรียนที่รับ 5. ทำวิจัยควบคู่การทำงานได้
ผิดชอบ ได้แก้ไขปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนหรือพัฒนาการเรียน 6. ลักษณะของการทำวิจัยปฏิบัติการ PAOR
โดยที่
การสอนของตนให้ดีขึ้น โดยนำเอาวิธีการ แนวทาง หรือ
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ผ่านการคิดตรวจสอบว่าเหมาะสม ไปทดลอง O = OBSERVATION (เก็บรวบรวม P = PLAN (วางแผน)
ปฏิบัติการตามแผนที่วางไว้ มีการติดตาม ตรวจสอบและ ข้อมูลและบันทึกผลที่เกิดขึ้น) R = A = ACTION (ลงมือปฏิบัติ)
ประเมินการปฏิบัติงาน และผลลัพธ์ย่อย ๆ ที่อยากห้เกิดขึ้นใน REFLECTION (สรุป เสนอความคิด
แต่ละขั้นตอนของการทำงาน รวมทั้งปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อ สะท้อนผลที่
ใช้การวางแผนแก้ไขในส่วนยังเป็นปัญหาจากนั้นทำการแก้ไข เกิดขึ้น และปฏิบัติการปรับปรุงแก้ไข)
ปัญหาหรือพัฒนาต่อไป จนปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียนนั้นได้รับ 7.แต่อาศัยประสบการณ์ของผู้วิจัยและ
การคลี่คลาย หรือเป้าหมายของการพัฒนานั้นบรรลุผลตาม เพื่อนร่วมงาน
ต้องการ 8. มีการเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มีลักษณะสำคัญ 9. การเขียนรายงานการวิจัยไม่เคร่งครัดในรูปแบบเหมือนการ
1. ครูเป็นนักวิจัย ทั้งในแง่ผู้ผลิต (ผู้ทำวิจัย) และผู้ วิจัยเชิง
บริโภค (ผู้ใช้ผลการวิจัย) 10. ครูสามารถใช้ผลการวิจัยพัฒนาตนและพัฒนางานใน
2. ปัญหาการวิจัยต้องเกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ครู หน้าที่ได้
3. เป้าหมายสำคัญของการวิจัย มุ่งแก้ไข 11. สามารถทำวิจัยได้ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ท าให้ได้งานวิจัย
ปัญหา หรือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีปัญหา มากมาย และไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
4. กลุ่มเป้าหมายอาจเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม ทั้ง 12. ไม่ได้มุ่งให้ครูท าเพื่อขอผลงาน จุดเน้นคือนักเรียนและการ
ห้องเรียน หรือหลาย ห้องเรียน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า พัฒนาสภาพ
ปัญหานั้น ๆ การเรียนการสอน
การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน 67
เป้าหมายของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ปัญหา
เพื่อ “แก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนในชั้นเรียนที่ครูนักวิจัย ปัญหา คือ สิ่งที่เป็นจริงเกี่ยวกับผู้
รับผิดชอบ” เรียน ไม่เป็น ไปตามสิ่งที่
คาดหวังไว้
กระบวนการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน แบ่งเป็น 3 ประเภท
ขั้นตอนที่ 1 สำรวจปัญหา 1. ปัญหาเชิงแก้ไขปรับปรุง
ขั้นตอนที่ 2 ระบุปัญหา วิเคราะห์และค้นหาสาเหตุ 2. ปัญหาเชิงป้องกัน
ขั้นตอนที่ 3 ระบุแนวทางแก้ปัญหาหรือพัฒนา 3. ปัญหาเชิงพัฒนา
ขั้นตอนที่ 4 วางแผนแก้ปัญหาหรือพัฒนา
ขั้นตอนที่ 5 สร้างหรือเลือกเครื่องมือในการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย เป็นการจัดระบบ จัด
ขั้นตอนที่ 6 ดำเนินการแก้ปัญหาหรือพัฒนา ตรวจ ระเบียบ จัดกระทำข้อมูลให้อยู่ในลักษณะที่จะแปล
สอบ และปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงาน ความหมายของข้อมูลนั้น ๆ ได้
ขั้นตอนที่ 7 เก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล
ขั้นตอนที่ 8 สรุปผลการวิจัย และสะท้อนความคิดเห็น
ขั้นตอนที่ 9 จัดทำรายงานการวิจัย
การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน 68
รายงานการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน 2. แบบเป็นทางการ
การเขียนรายงานการวิจัยปฏิบัติ
เป็นการเขียนรายงานตามสภาพที่ การในชั้นเรียนแบบเป็นทางการ
เกิดขึ้นจริงไม่ยึดติดในรูปแบบ แต่ต้อง เหมือนกับรูปแบบการเขียนรายงาน
มีสาระครบถ้วนทำให้เข้าใจสิ่งที่ได้ การวิจัยทางวิชาการทั่วไป ต้องมี
ศึกษาและสิ่งที่ค้นพบ คุณค่าของงาน เนื้อหาเป็น 5 บท
วิจัยอยู่ที่กระบวนการวิจัยและสิ่งที่ครู
ค้นพบมากกว่ารูปแบบการเขียน 3. แบบกึ่งทางการ
รายงานการวิจัย
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้น
1. แบบไม่เป็นทางการ
การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนแบบ เรียนรูปแบบนี้ เหมาะส าหรับงานวิจัย
ไม่เป็นทางการ เป็นรูปแบบที่นำเสนอ
เนื้อหาโดยสรุปสั้น ๆ (อาจหน้าเดียว หรือ ที่ไม่ซับซ้อนมากนัก หรืออยู่ในระยะเริ่ม
มากกว่าบ้างเล็กน้อย) โดยน าเสนอ
ปัญหาที่ต้องการแก้ไขหรือพัฒนา วิธีการ ต้นของฝึกท าวิจัยในชั้นเรียนของครูที่
แก้ไขหรือพัฒนา ผลการแก้ไขหรือผลการ
วิจัย ยังมีทักษะในการท าวิจัยไม่มาก
โดยมีหัวข้อ ดังนี้ 8. วิธีการ แนวคิด หลักการ หรือ
1. ชื่อเรื่องที่ทำการวิจัย นวัตกรรมต่าง ๆ
2. ผู้วิจัย ที่น ามาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนา
3. ที่มาและความสำคัญของปัญหา 9. นิยามศัพท์เฉพาะ
4. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 10. วิธีด าเนินการวิจัย
5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 11. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
6. ตัวแปรที่ศึกษา 12. สรุปผลการวิจัย และสะท้อนความคิด
7. กลุ่มเป้าหมาย เห็น
สรุปองค์ความรู้ 69
การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เป้าหมายของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน
เป็นการวิจัยอย่างหนึ่งที่ผู้ทำวิจัยคือครูผู้ เพื่อ “แก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนในชั้นเรียน
สอนในห้องเรียนที่รับผิดชอบ ได้แก้ไขปัญหา
หรือพัฒนาผู้เรียนหรือพัฒนาการเรียนการ ที่ครูนักวิจัยรับผิดชอบ”
สอนของตนให้ดีขึ้น รายงานการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน
เป็นการเขียนรายงานตามสภาพที่เกิด
การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย
เป็นการจัดระบบ จัดระเบียบ จัดกระทำ ขึ้นจริงไม่ยึดติดในรูปแบบ แต่ต้องมีสาระ
ข้อมูลให้อยู่ในลักษณะที่จะแปลความหมาย ครบถ้วนทำให้เข้าใจสิ่งที่ได้ศึกษาและสิ่งที่
ของข้อมูลนั้น ๆ ได้ ค้นพบ
ปัญหา
ปัญหา คือ สิ่งที่เป็นจริงเกี่ยวกับผู้เรียน ไม่
เป็น ไปตามสิ่งที่คาดหวังไว้
70
ความรู้สึก/ ความรู้สึกที่ได้เรียนวิชาวิจัยและพัฒนา
ความคิดเห็น นวัตกรรมเพื่อผู้เรียน คิดว่าเป็นวิชาที่ค่อนข้างยาก
และหากเรียนด้วยวิธีการบรรยายอย่างเดียวคงไม่
เข้าใจลึกซึ้ง คาบเรียนแรกรู้สึกกังวลกลัวจะโดนอา
จารณ์ดุ แต่พอเริ่มเรียนไปเรื่อยๆ รู้สึกผ่อนคลาย
ขึ้น สนุกกับการเรียนมากขึ้น รายวิชานี้ค่อนข้าง
ยากแต่อาจารณ์ใช้คำพูดตอนสอนที่สั้นฟังแล้ว
เข้าใจง่าย ยกตัวอย่างที่ทำให้มองเห็นภาพและ
เข้าใจมากยิ่งขึ้น ในการทำวิจัยก็ไม่ยากเหมือนที่
คิดเพราะอาจารณ์สอนได้ชัดเจน สอนละเอียดใน
แต่ละขั้นตอน ถ้งแม้นักศึกษาอาจจะลืมบ้างแต่
อาจารณ์ก็ทบทวนให้ตลอด จนนักศึกษาสามารถ
ทำได้อย่างคล่องแคล่ว