The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการดำเนินคดีความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by eakkururu288, 2020-06-09 03:33:53

คู่มือการดำเนินคดีความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้

คู่มือการดำเนินคดีความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้

เอกสารผลงานวิชาการ
คู่มือการดำเนินคดีความผดิ กฎหมายวา่ ดว้ ยการป่าไม้

นายเฉลิมเกยี รติ สุดสาคร
นกั วิชาการป่าไมช้ ำนาญการพิเศษ
ตำแหนง่ เลขที่ ๑๕๓๙ สว่ นยทุ ธการดา้ นการปอ้ งกันและปราบปราม
สำนักปอ้ งกนั รักษาป่าและควบคุมไฟป่า

เพ่อื เสนอขอประเมินผลงานเพื่อเลอ่ื นข้ึนแตง่ ตงั้ ใหด้ ำรงตำแหนง่
ประเภทวิชาการ ระดับเชยี่ วชาญเฉพาะ ดา้ นจัดการและควบคมุ ป่าไม้
ตำแหนง่ เลขท่ี ๑๒๑ สำนกั ปอ้ งกันรกั ษาป่าและควบคมุ ไฟป่า กรมปา่ ไม้

กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม



ช่อื ผลงาน ค่มู ือการดำเนนิ คดคี วามผดิ กฎหมายว่าด้วยการป่าไม้
ผู้เรยี บเรยี ง นายเฉลิมเกียรติ สดุ สาคร
ตำแหนง่ นักวชิ าการปา่ ไมช้ ำนาญการพิเศษ ตำแหน่งเลขท่ี ๑๕๓๙
หน่วยงาน ส่วนยทุ ธการดา้ นการป้องกันและปราบปราม
สำนกั ป้องกนั รักษาปา่ และควบคมุ ไฟปา่ กรมปา่ ไม้

บทสรปุ สำหรับผบู้ ริหาร
(Executive Summary)

สถานการณ์การลักลอบตัดไม้ทำลายป่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา พ้ืนท่ีป่าถูกบุกรุก ยึดถือ และ
ครอบครองเป็นจำนวนมาก ทำให้พ้ืนที่ป่าของประเทศไทยลดลงส่งผลกระทบต่อความสมดุลทาง
ธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อมและระบบนิเวศ ก่อให้เกิดปัญหาท้ังทางตรงและทางอ้อมต่อชีวิตความเป็นอยู่
ของประชากร เช่น ขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง อุณหภูมิท่ีเพิ่มข้ึน ไฟป่า
หมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ และอื่นๆ การเพิ่มขึ้นของประชากรทำให้เกิดความต้องการ
ใช้ที่ดินเพ่ิมข้ึนโดยเฉพาะในการทำเกษตรกรรม มีการขยายพื้นที่เพื่อเพ่ิมผลผลิต จึงมีการบุกรุกพื้นท่ี
ป่ามากข้ึน แม้ว่าในสถานการณ์ปัจจุบันจะได้มีความพยายามบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้บุกรุก
พื้นที่ป่าโดยเฉพาะผู้บุกรุกรายใหญ่ ป้องกันการบุกรุกพ้ืนท่ีป่าใหม่หรือป่าที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์ก็
สามารถป้องกันได้ในระดับหน่ึง แต่ถ้าเมื่อใดที่รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายไม่จริงจังให้ความสำคัญต่อ
การป้องกันรักษาป่า เจ้าหน้าท่ีผู้บังคับใช้กฎหมายก็ลดความสำคัญในการป้องกันลงเช่นกัน เน่ืองจาก
ในการปฏิบัติงานจริง ในการป้องกันรักษาป่าหรือบังคับใช้กฎหมายจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจาก
ทุกหนว่ ยงานจึงจะได้ผล

รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับ
ปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ในประเทศไทย เม่ือวันท่ี ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะ
รกั ษาความสงบแห่งชาติได้อนุมตั ิให้หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องยดึ ถอื และปฏิบัติตามแผนแม่บทแก้ไขปญั หา
การทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่าง
ย่ังยืน (แผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ) โดยมุ่งพิทักษ์รักษาพื้นที่ป่าไม้ให้มีสภาพป่าที่
สมบูรณ์ให้ได้พนื้ ที่ปา่ อยา่ งน้อย ร้อยละ ๔๐ ของพน้ื ที่ท้ังประเทศ ภายใน ๑๐ ปีบนพ้ืนฐานการบรหิ าร
จดั การอย่างเป็นธรรม มีเอกภาพ และส่งเสริมการมสี ่วนร่วมจากทุกภาคสว่ น ซ่ึงมีวัตถุประสงค์หลัก ๓
ประการ คือ ๑) เพื่อหยุดย้ังการตัดไม้ทำลายป่าและทวงคืนผืนป่าจากผู้บุกรุกครอบครองให้ได้ตามที่
เป้าหมายกำหนดไว้ภายใน ๑ ปี ๒) เพื่อให้มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างมปี ระสิทธิภาพ
ประสทิ ธิผล และยั่งยืนภายใน ๒ ปี และ ๓) เพ่ือฟื้นฟูสภาพป่าในพ้ืนที่ป่าเปา้ หมายทั่วทงั้ ประเทศให้มี
สภาพที่สมบูรณ์ภายใน ๒-๑๐ ปี (แผนแมบ่ ทการพทิ ักษท์ รัพยากรป่าไม้, ๒๕๕๗)

สำหรับการปฏบิ ัตงิ านด้านการปอ้ งกันรกั ษาป่า ซ่ึงใช้กฎหมายเป็นเคร่อื งมือในการปฏิบัติงาน
มีทั้งส่วนท่ีเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินป่าไม้และการลักลอบตัดไม้ ในการปฏิบัติงาน
ผู้ปฏิบัตจิ ำเป็นต้องมคี วามรูด้ า้ นกฎหมาย วิชาการป่าไม้ และประสบการณจ์ ากการปฏิบัติงาน รูปแบบ



การกระทำผิดมีการเปล่ียนแปลงไปตามสถานการณ์และมีความสลับซับซ้อนมากข้ึน ซึ่งส่ิงเหล่าน้ีมิได้
มใี นตำราพืน้ ฐานสำหรับการศึกษา และตำราวิชาการท่ีเป็นองคค์ วามรู้สำหรับการปฏิบัติงานยังมีน้อย
มาก เพราะต้องอาศัยความรู้หลายด้านมาถ่ายทอด รวมถงึ ประสบการณ์ตรงจากการปฏบิ ัตงิ านจริงใน
พ้นื ที่เป็นระยะเวลายาวนาน เพื่อให้ผู้ปฏิบัตินำไปใช้งานได้จริง และบางสิ่งไม่สามารถเขียนในตำราได้
ผ้เู ขียนจึงได้พยายามใชค้ วามรู้ที่มาจากหลายๆ ด้านและประสบการณ์การปฏิบัติงานจริง มาถา่ ยทอด
เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันรักษาป่าได้ใช้เป็นคู่มือหรือแนวทางการปฏิบัติงานใน
“การดำเนินคดีความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้” โดยผู้เรียบเรียงได้แบ่งเน้ือหาในคู่มือฯ เล่มนี้
ออกเปน็ ๕ บท โดยมรี ายละเอียดดังน้ี

บทท่ี 1 ความนำ ในบทน้ี ผู้เขียนได้อธิบายและแสดงข้อมูลของสถานการณ์ป่าไม้ในประเทศ
ไทย และคำแนะนำการใชง้ านค่มู อื การดำเนนิ คดีความผดิ กฎหมายว่าด้วยการปา่ ไม้

บทที่ ๒ กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย
การป่าไม้ ในบทนี้ ผู้เขียนอธิบายเนื้อหา ประกอบด้วย ข้ันตอนการปฏิบัติในการจับกุมดำเนินคดีใน
ความผิดซึ่งอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้อำนาจไว้ เช่น การกระทำผิดซ่ึงหน้า
การสืบสวนหรือได้รับแจ้งเหตุ การตรวจยึดสิ่งของท่ีใช้ในการกระทำผิด รวมทั้งของกลางที่ใช้ในการ
กระทำผิด การอายัด สิง่ ของอุปกรณ์ท่ีใช้ในการกระทำผิด รวมท้ังไม้ท่ีอาจจะต้องพิสูจน์การได้มาของ
ไม้ด้วย และการรายงานผลคดตี ามลำดับ

บทที่ ๓ สำหรับบทนี้ ผู้เขียนได้อธิบาย การดำเนินคดีเก่ียวกับป่าไม้ ประกอบด้วย การกระทำผิด
เก่ียวกับไม้และท่ดี ินป่าไม้ กลา่ วถึงความรูท้ เี่ จ้าหนา้ ท่ีผู้ปฏิบตั ิควรทราบ ท้งั เกย่ี วกบั กฎหมายว่าด้วยการป่า
ไม้ในความผิดการทำไม้ แปรรูปไม้ การนำเคล่ือนที่ไม้ และมีไม้ไว้ในครอบครองโดยมิชอบ ซึ่งต้องอาศัย
ความรู้ทางวิชาการป่าไม้ในการตรวจสอบชนิดไม้ การคำนวณปริมาตรไม้ ความรู้เกี่ยวกับเคร่ืองจักรในการ
แปรรูปไม้หากต้องตรวจสอบโรงงานแปรรูปไม้ ความรู้เกย่ี วกบั กฎหมายอาญาและกฎมายวิธีพิจารณาความ
อาญาในข้ันตอนการดำเนินคดี เพ่ือให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ถูกดำเนินคดี รวมทั้งการดำเนินความผิด
เกี่ยวกับท่ีดินป่าไม้ ในการดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ซ่ึงเป็นความผิดเก่ียวกับ
ท่ีดนิ ป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นบุกรุก หรือยึดถือครอบครองท่ีดินป่าไม้ สิ่งสำคัญที่จะต้องตรวจสอบคือ เม่ือมี
การนำเอกสารที่ดินมากล่าวอ้าง และความหมายการได้มาผู้มีคุณสมบัติในการได้สิทธิให้เข้าทำ
ประโยชน์ในเขตปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ผู้ตรวจสอบหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จำเป็น
จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับประเภทเอกสารของท่ีดิน มีอะไรบ้าง และการออกเอกสารสทิ ธิในเขตท่ีดนิ ป่า
ไม้มที ี่มาและขั้นตอนวธิ ีการอย่างไร เพื่อให้ผู้ตรวจสอบหรอื พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบตั ิงานให้มีความรู้
ความเข้าใจ จงึ จะสามารถตรวจสอบไดว้ ่าเอกสารทีด่ ินนั้นได้ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสามารถ
ดำเนินคดีกับผบู้ กุ รุก ยดึ ถอื ครอบครองท่ีดนิ ปา่ ไมไ้ ดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ

บทท่ี ๔ ผู้เขียนได้อธิบายถึง การบริหารจัดการเกี่ยวกับของกลาง แสดงความหมายของคำ
ว่า “ของกลาง” ในคดีอาญา ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ ของกลางในคดีอาญา และของกลาง
อย่างอนื่ ได้แก่ ของกลางที่ไม่เกย่ี วข้องกับคดีอาญา เช่น ของท่ีเก็บตก หล่น หลุด ไม้ไหลลอย เป็นต้น
และในการบริหารจัดการเกี่ยวกับของกลาง แบ่งตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ๒ ประเภท คือ
พระราชบัญญัตปิ ่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ซึง่ ประกอบด้วย ๒ กรณี ได้แก่ (๑) กรณีการดำเนินการเก่ียวกับ
ของกลางท่ีอยู่ในระหว่างคดี และ (๒) กรณีการดำเนินการเก่ียวกับของกลางที่สิ้นสุดคดี หรือตกเป็นของ



แผ่นดิน โดยมีเน้ือหาโดยย่อดังนี้ และตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ซ่ึง
ประกอบด้วย ๒ กรณี ได้แก่ (๑) กรณีการดำเนินการเกี่ยวกับของกลางที่อยู่ในระหว่างคดี และ (๒)
กรณีการดำเนินการเก่ียวกับของกลางท่ีสิ้นสุดคดี หรือตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากน้ียังกล่าวถึงการ
เก็บรักษาของกลางของหน่วยงานของรัฐ เมื่อเจ้าของมิได้เรียกเอาคืนภายในระยะเวลาตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกรณีที่ทรัพย์สินเป็นของเสียง่ายหรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยง
ความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับค่าของทรัพย์สิน ซึ่งกรมในรัฐบาลจะจัดให้เอาออกขาย
ทอดตลาดก่อนถึงกำหนดก็ได้ แต่ก่อนที่จะขายให้จัดการตามสมควรเพ่ือบันทึกรายการอันเป็นเคร่ือง
ให้บุคคลผูม้ ีสิทธจิ ะรับทรพั ย์สินนั้นอาจทราบว่าเป็นทรัพย์สนิ ของตนและพิสูจน์สิทธไิ ด้ เม่ือขายแลว้ ได้
เงนิ เป็นจำนวนสุทธิเท่าใด ให้ถือไวแ้ ทนตวั ทรพั ยส์ นิ เปน็ ต้น

บทท่ี ๕ การใช้เทคโนโลยีป้องกันและตรวจสอบการบุกรุกพ้ืนท่ีป่า ผู้เขียนได้อธิบายถึงการบริหาร
จัดการทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภท และทรัพยากรที่สำคัญของประเทศอย่างหน่ึง คือ ป่าไม้ ซึ่งใน
ปัจจุบันพ้ืนท่ีป่าไม้ของประเทศไทยลดลงเป็นจำนวนมาก ทั้งจากการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้
และจากภัยธรรมชาติ ด้วยเหตุดังกล่าว รัฐบาลจึงได้มีนโยบายเร่งด่วนเพ่ือการขจัดปัญหาท่ีส่งผล
กระทบต่อประชาชนและสังคม คือ การจัดทำแผนท่ีการใช้ที่ดินในเขตป่าไม้ในปัจจุบัน เพื่อป้องกัน
ไม่ให้มีการบุกรุกเพ่ิมเติมรวมถึงการดำเนินการฟ้ืนฟูพื้นที่ป่าท่ีถูกบุกรุกทำลาย ให้คืนสภาพป่าไม้ที่
สมบูรณ์ โดยมีเป้าหมายพ้ืนท่ีป่าเพิ่มข้ึนเป็นร้อยละ ๔๐ ของพ้ืนที่ท้ังประเทศ กรมป่าไม้จึงได้นำ
เทคโนโลยี ภูมิสารสนเทศมาใช้ เพ่ือบริหารจัดการและดูแลทรัพยากรป่าไม้ รวมถึงการจัดทำ
ฐานข้อมูลและติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่บุกรุกของประเทศได้ จึงได้นำเอาระบบปฏิบัติการค้นหา
พืน้ ทบ่ี ุกรุกด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (พิทักษ์ไพร) มาใช้ในการปฏิบตั ิงาน และมกี ารนำเทคโนโลยีมา
ประยุกต์ในการป้องกันรักษาป่า ซ่ึงประกอบด้วย การใช้ระบบเครือข่ายต่อต้านการกระทำผิดต่อ
ทรัพยากรป่าไม้ NCAPS ( Network Centric Anti-Poaching System ) เพ่ือป้องกันและการจับกุม
ผู้กระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ รวมถึงการประยุกต์ใช้ GPS Tracking ติดตามการกระทำผิด
การลกั ลอบทำไม้ เพื่อบริหารจดั การและดแู ลทรัพยากรป่าไม้ใหเ้ กิดประสิทธภิ าพมากข้ึน

คมู่ ือการดำเนินคดีความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ฉบับนี้ เกิดจากความรู้ท่ีมาจากเอกสาร
ทางวิชาการและประสบการณ์การปฏิบัติงานจริงของผู้เขียน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้นำไปใช้
เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน ผู้เขียนจึงขอแนะนำการใช้คู่มือ ดังน้ี (๑) คู่มือสำหรับการปฏิบัติงาน
ด้านการป้องกันรักษาป่าฉบับนี้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานมีทั้งส่วนท่ีเป็นการกระทำ
ผิดเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินป่าไม้และการลักลอบตัดไม้ในการปฏิบัติงาน (๒) ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องมี
ความรู้ด้านกฎหมาย วิชาการป่าไม้ และประสบการณ์จากการปฏิบัติงาน แต่จากการพัฒนาการของ
กฎหมาย รูปแบบการกระทำผิดมีการเปล่ียนแปลงไปตามสถานการณ์และมีความสลบั ซับซ้อนมากข้ึน
ดังนั้นผู้ปฏิบัติจะต้องใฝ่หาความรู้ในเร่ืองดังกล่าวเพ่ิมเติม รวมทั้งต้องติดต ามให้ทันต่อการ
เปล่ยี นแปลงของความร้ตู ่างๆ อยู่เสมอด้วย และ (3) ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามสามารถใช้คูม่ ือฉบับนีเ้ ป็น
แนวทางในการปฏิบัติงานได้ อย่างไรก็ตามคู่มือฉบับนี้ยังไม่สมบูรณ์ที่สุด ยังต้องมีการปรับปรุงเนื้อหา
เพิม่ เติมตามสถานการณต์ ่อไป



สารบญั

เรือ่ ง หน้า

บทสรปุ ผู้บรหิ าร ก
สารบัญ ง
สารบัญภาพ ฉ

บทท่ี ๑ ความนำ ๑
1. เกริน่ นำ ๑
2. คำแนะนำการใชค้ ู่มือ 3

บทท่ี ๒ อำนาจหน้าทที่ ่ีรบั ผิดชอบ 4
1. การจับกมุ ดำเนนิ คดี 4
2. การยดึ สง่ิ ของที่เกีย่ วกับการกระทำผดิ 6
๓. การตรวจยึดของกลางในคดีความผดิ ตามกฎหมายเกย่ี วกบั การป่าไม้ 7
๔. การอายัด 8
5. การรายงานผลคดี 9
เอกสารอ้างอิง 11

บทที่ ๓ การดำเนนิ คดเี กี่ยวกับปา่ ไม้ 12
1. การดำเนินคดีเกย่ี วกับการลักลอบทำไม้ ๑2
๒. การกระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ ตามพระราชบัญญตั ปิ ่าไม้ พุทธศกั ราช ๒๔๘๔ 20
๓. การดำเนนิ ความผิดเก่ยี วกับทด่ี นิ ปา่ ไม้ 40
4. การดำเนินคดคี วามผดิ เกี่ยวกับการบุกรุก ยึดถือ ครอบครองทด่ี นิ ปา่ ไม้
ตามพระราชบัญญตั ิป่าสงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ 59
5. การใช้มาตรการทางปกครอง 62
เอกสารอ้างอิง 73

บทท่ี 4 การบริหารจัดการเก่ยี วกบั ของกลาง 74
๑. การบรหิ ารจดั การเกี่ยวกบั ของกลางในคดปี า่ ไม้ 74
๒. การดำเนนิ การเกีย่ วกบั ของกลาง ตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา 82
๓. การคนื ของกลางที่ตกเป็นของแผน่ ดนิ 83
๔. การจดั การทรัพยส์ ินของกลางทต่ี กเปน็ ของแผ่นดินแล้ว 84
เอกสารอา้ งอิง 87



สารบัญ (ตอ่ )

เรอ่ื ง หน้า

บทที่ 5 การใชเ้ ทคโนโลยปี ้องกัน และตรวจสอบการบกุ รุกพื้นทป่ี ่า 88
๑. ระบบพทิ ักษไ์ พร 88
๒. การป้องกันรกั ษาปา่ และการจับกุมผูก้ ระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการปา่ ไม้
โดยใช้ระบบเครอื ขา่ ยต่อต้านการกระทำผิดต่อทรัพยากรป่าไม้ NCAPS 107
( Network Centric Anti-Poaching System ) 109
3. การประยกุ ตใ์ ช้ GPS Tracking ตดิ ตามการกระทำผดิ การลักลอบทำไม้ 112
เอกสารอา้ งองิ
113
ภาคผนวก 135
ประวตั ผิ ู้เขียน



สารบญั ภาพ

ภาพท่ี หน้า

2.๑ อำนาจหน้าท่ีของเจ้าหนา้ ทีป่ ่าไมใ้ นการดำเนินคดีทางอาญา 10

๓.๑ การลักลอบทำไมห้ วงหา้ ม 21

๓.๒ การตรวจสอบการมีไมท้ อ่ นหวงห้ามไวใ้ นครอบครองโดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต ๒4

๓.๓ การตรวจสอบแปรรปู ไม้ในโรงงานแปรรปู ไม้ 28

๓.๔ ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาปา่ หรอื เขา้ ยดึ ถือครอบครองป่าโดยไม่ไดร้ บั อนุญาต 31

๓.๕ การตรวจสอบโรงงานแปรรปู ไม้ ๓3

๓.๖ เก็บหรือทำอันตรายของปา่ หวงหา้ มโดยไม่ไดร้ ับอนญุ าต 34

๓.๗ ค้าของป่าหวงหา้ มหรือมีไวใ้ นครอบครองโดยไมไ่ ด้รับอนุญาต 36

๓.๘ ตรวจสอบการนำเคลื่อนท่ีไมโ้ ดยไม่ไดร้ ับอนุญาต 38

๓.๙ ซ่อนเร้น หรอื ช่วยนำพา ซง่ึ ไมห้ รอื ของป่าท่ตี นรูอ้ ยูแ่ ลว้ วา่ ได้มา

โดยการกระทำผดิ 39

3.10 ผังการแบง่ ลกั ษณะของทด่ี ินในประเทศไทย 51

3.11 ตวั อยา่ งการแสดงเส้นชน้ั ความสงู 53

3.12 ตัวอยา่ งระวางมาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ หนงั สือรบั รองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก) 55

3.13 โปรแกรมศนู ยข์ ้อมูลแผนที่รปู แปลงทดี่ ิน 56

3.14 ตัวอยา่ งระวางโฉนดที่ดิน มาตราสว่ น ๑ : ๔,๐๐๐ 57

3.15 พ้ืนหลกั ฐาน (Datum) L๗๐๑๗ หรอื Indian ๑๙๗๕ 58

3.16 พน้ื หลกั ฐาน (Datum) L๗๐๑๘ หรอื WGS ๑๙๘๔ 58

3.17 แผนภาพแสดงข้นั ตอนการใช้อำนาจของพนกั งานเจา้ หน้าท่ี ตามมาตรา ๒๕

แห่งพระราชบัญญัตปิ ่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ (กรณีไม่พบตวั ผู้กระทำความผิด) 67

3.18 แผนภาพแสดงข้ันตอนการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหนา้ ที่ ตามมาตรา ๒๕

แห่งพระราชบัญญตั ิป่าสงวนแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ (กรณีพบตัวผกู้ ระทำความผิด) 72



สารบัญภาพ (ตอ่ )

ภาพที่ หน้า

5.๑ ระบบพิทักษ์ไพร 88
5.๒ ขัน้ ตอนการทำงานระบบพิทักษ์ไพร 89
5.๓ ภาพแสดงขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ิงานของระบบปฏิบัตกิ ารคน้ หาพืน้ ทบ่ี กุ รุก
91
ด้วยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ (ระบบพิทักษ์ไพร) 92
5.๔ หนา้ จอหลักสำหรบั ผ้ใู ช้งานทั่วไป 93
5.๕ หน้าจอหลักสำหรบั เจา้ หน้าที่ 94
5.๖ หน้าตา่ งสำหรับกรอกข้อมลู ผู้ใช้งานและรหสั ผา่ น แบบฟอร์มลงช่อื เข้าใช้ 94
5.๗ กลอ่ งคน้ หาจุดบุกรุก 95
5.8 ค้นหาด้วยตวั กรอง 96
5.9 หนา้ จอการเข้าสรู่ ะบบ (Login) 96
5.๑0 ตวั อย่างการแสดงชือ่ และตำแหนง่ เม่อื Login 97
5.๑1 การดขู อ้ มูลจากหน้ารายการ 97
5.๑2 การดขู ้อมูลจากหนา้ แผนที่ 98
5.๑3 การดรู ายละเอียดเพ่มิ เตมิ 98
5.๑4 ความคิดเหน็ 99
5.๑5 หน้าจอรายงานตำแหนง่ จดุ บกุ รุกของเจา้ หน้าท่ี QC 99
5.๑6 สิทธ์ิการเหน็ สถานะของเจ้าหนา้ ทแี่ ต่ละตำแหน่ง 100
5.๑๗ ตัวอย่างการค้นหาด้วยคำค้น และการคน้ หาดว้ ยคำแนะนำ (Suggestion) 100
5.๑8 ตัวอยา่ งการค้นหาดว้ ยพกิ ัด 101
5.19 ตำแหนง่ ป่มุ คน้ หาโดยใชท้ อ่ี ยปู่ จั จบุ นั และตวั อย่างการคน้ หา ๑01
5.๒0 หน้าจอการต้งั คา่ คน้ หาด้วยตวั กรอง 102
5.๒1 การแสดงความคิดเหน็ 102
5.๒2 สิทธิ์การแก้ไขสถานะของเจา้ หนา้ ที่แตล่ ะตำแหนง่ 103
5.๒๓ ตวั อย่างหนา้ จอการแกไ้ ขขอ้ มลู ของจุดบุกรุกสถานะรอคัดกรอง
5.๒4 ตวั อย่างหนา้ จอการแก้ไขขอ้ มลู ของผู้ดูแลระบบ (Administrator) 103

และผู้ดรู ะบบขั้นสงู (Webmaster)

สารบัญภาพ (ตอ่ ) ซ

ภาพที่ หนา้

5.๒5 หนา้ จอการแกไ้ ขของหวั หนา้ หนว่ ย (Unit Lead) 104
5.๒6 หน้าจอแสดงภาพรวมสถติ ิของจุดบกุ รุก 104
5.๒7 หน้าจอแสดงสถติ สิ ถานะของจุดบุกรกุ 105
5.28 หนา้ จอแสดงสถิติของจุดบกุ รุก 105
5.29 หน้าจอแสดงสถิตจิ ุดบุกรกุ ขา้ งเคยี ง 106
5.๓0 หน้าจอแสดงป่มุ ออกจากระบบ 106
5.๓1 ภาพเปรียบเทยี บภาพถ่ายดาวเทียมใน ๒ ชว่ งเวลาในพน้ื ท่ีเดียวกนั 107
5.๓2 ลกั ษณะของกล้อง NCAP 108
5.๓3 หลักการทำงานระบบ GPS tracking ในการติดตามวัตถุ 110
5.๓4 ข้นั ตอนการใช้ GPS Tracking ติดตามการกระทำผดิ การลักลอบทำไม้ 111
5.๓5 ภาพแสดงข้นั ตอนการปฏิบัติงานในการใช้ GPS Tracking ติดตาม
111
การกระทำผดิ การลักลอบทำไม้

บทที่ ๑

ความนำ

๑. เกร่ินนำ
ป่าไม้ถือทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีค่ามหาศาลสำหรับประเทศไทย เนื่องจากให้ประโยชน์ท้ัง

ทางตรง เช่น แหล่งอาหารและเครื่องนุ่งห่ม สร้างท่ีอยู่อาศัย และเป็นเช้ือเพลิง รวมท้ังให้ประโยชน์
ทางอ้อม เช่น ช่วยป้องกันการพังทลายของดิน เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร เป็นแหล่งพักผ่อน
หย่อนใจ อย่างไรก็ตามปัจจุบันต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากการลักลอบบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้
อย่างรุนแรง ทำให้พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไม่สามารถเพ่ิมข้ึนได้ หน่วยงานและเจ้าหน้าท่ีของรัฐท่ี
เกยี่ วขอ้ งจำเปน็ ตอ้ งปฏิบัติหน้าที่อยา่ งจรงิ จังและเด็ดขาดในการป้องกนั และปราบปราม

รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับ
ปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ในประเทศไทย เม่ือวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ หัวหน้า
คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้อนุมัติให้หน่วยงานที่เก่ียวข้องยึดถือและปฏิบัติตามแผนแม่บทแก้ไข
ปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างย่ังยืน (แผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ) โดยมุ่งพิทักษ์รกั ษาพ้ืนที่ป่าไม้ให้มีสภาพ
ป่าท่ีสมบูรณ์ให้ได้พ้ืนท่ีป่าอย่างน้อย ร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ท้ังประเทศ ภายใน ๑๐ ปีบนพื้นฐาน
การบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม มีเอกภาพ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ซึ่งมี
วัตถุประสงค์หลัก ๓ ประการ คือ ๑) เพ่ือหยุดย้ังการตัดไม้ทำลายป่าและทวงคืนผืนป่าจากผู้บุกรุก
ครอบครองให้ได้ตามท่ีเป้าหมายกำหนดไว้ภายใน ๑ ปี ๒) เพื่อให้มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรป่า
ไม้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และย่ังยืนภายใน ๒ ปี และ ๓) เพื่อฟ้ืนฟูสภาพป่าในพื้นที่ป่า
เป้าหมายทวั่ ทั้งประเทศใหม้ สี ภาพท่ีสมบูรณภ์ ายใน ๒-๑๐ ปี

สำหรบั การปฏิบัติงานด้านการปอ้ งกันรักษาป่า ซ่ึงใช้กฎหมายเป็นเครอ่ื งมือในการปฏิบตั ิงาน
มีท้ังส่วนท่ีเป็นการกระทำผิดเก่ียวกับการบุกรุกท่ีดินป่าไม้และการลักลอบตัดไม้ ในการปฏิบัติงาน
ผปู้ ฏบิ ัตจิ ำเป็นต้องมคี วามรูด้ ้านกฎหมาย วชิ าการปา่ ไม้ และประสบการณ์จากการปฏบิ ัติงาน รูปแบบ
การกระทำผิดมีการเปล่ียนแปลงไปตามสถานการณ์และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ซ่ึงสิ่งเหล่าน้ีมิได้
มีในตำราพ้ืนฐานสำหรับการศึกษา รวมทั้งตำราวิชาการท่ีเป็นองค์ความรู้สำหรับการปฏิบัติงานยังมี
น้อยมาก เพราะต้องอาศัยความรูจ้ ากหลายดา้ นมาถา่ ยทอดเพ่ือใหผ้ ู้ปฏิบัตินำไปใช้งานได้จริงและบาง
ส่ิงไม่สามารถเขียนในตำราได้ การจัดทำคู่มือการดำเนินคดีความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ฉบับนี้
เป็นหารรวบรวมองค์ความรู้จากหลายด้าน รวมทั้งประสบการณ์การปฏิบัติงานจริงมาจัดทำเป็นคู่มือ
สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันรักษาป่าภาคสนามท่ีเสียสละทุ่มเทท้ังแรงกายแรงใจได้
ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานในการจัดการและควบคุมป่าไม้ได้ลุล่วงตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
เพ่ือรกั ษาไวซ้ ่งึ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อมของประเทศไทย



คูม่ ือการดำเนินคดีความผดิ กฎหมายวา่ ด้วยการป่าไม้น้ี ประกอบดว้ ยเนือ้ หาท่ีสำคัญคือ บทท่ี
๒ กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าท่ีในการดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้
ประกอบด้วยข้ันตอนการปฏิบัติในการจับกุมดำเนินคดีในความผิดซึ่งอาศัยประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญาให้อำนาจไว้ เช่น การกระทำผิดซ่ึงหน้า การสืบสวนหรือได้รบั แจ้งเหตุ การตรวจ
ยึดสิ่งของที่ใช้ในการกระทำผิด รวมท้ังของกลางท่ีใช้ในการกระทำผิด การอายัด สิ่งของอุปกรณ์ท่ีใช้
ในการกระทำผดิ รวมท้งั ไม้ทอี่ าจจะตอ้ งพิสจู น์การได้มาของไมด้ ว้ ย และการรายงานผลคดตี ามลำดับ

บทที่ ๓ การดำเนินคดีเก่ียวกับป่าไม้ กล่าวถึงการกระทำผิดเกี่ยวกับไม้และที่ดินป่าไม้
กล่าวถึงความรู้ท่ีเจ้าหน้าที่ผปู้ ฏิบัติควรทราบ ท้ังเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ในความผิดการทำ
ไม้ แปรรปู ไม้ การนำเคลื่อนที่ไม้ และมีไม้ไว้ในครอบครองโดยมิชอบ ซึ่งตอ้ งอาศัยความรู้ทางวิชาการ
ปา่ ไม้ในการตรวจสอบชนิดไม้ การคำนวณปริมาตรไม้ ความรเู้ กย่ี วกับเครื่องจักรในการแปรรปู ไม้หาก
ตอ้ งตรวจสอบโรงงานแปรรูปไม้ ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญาและกฎมายวธิ ีพิจารณาความอาญาใน
ขัน้ ตอนการดำเนนิ คดี เพอ่ื ให้เกดิ ความเปน็ ธรรมกับผู้ถกู ดำเนินคดี รวมทั้งการดำเนินความผิดเกีย่ วกับ
ที่ดินป่าไม้ ในการดำเนินคดคี วามผิดตามกฎหมายว่าด้วยการปา่ ไม้ ซ่ึงเป็นความผิดเกยี่ วกับท่ีดนิ ป่าไม้
ไม่ว่าจะเป็นบุกรุก หรือยึดถือครอบครองที่ดินป่าไม้ สิ่งสำคัญท่ีจะต้องตรวจสอบคือ เม่ือมีการนำ
เอกสารท่ีดินมากล่าวอ้าง และความหมายการได้มาผู้มีคุณสมบัติในการได้สิทธิให้เข้าทำประโยชน์ใน
เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ผู้ตรวจสอบหรือพนักงานเจ้าหน้าท่ีจำเป็นจะต้องมีความรู้
เกี่ยวกับประเภทเอกสารของที่ดิน มีอะไรบ้าง และการออกเอกสารสิทธิในเขตท่ีดินป่าไม้ มีที่มา และ
ข้ันตอนวิธีการอย่างไร เพ่ือให้ผู้ตรวจสอบหรือพนักงานเจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบัติงานให้มีความรู้ความเข้าใจ
จึงจะสามารถตรวจสอบไดว้ า่ เอกสารที่ดนิ น้ันไดว้ ่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสามารถดำเนินคดกี ับ
ผบู้ ุกรกุ ยึดถอื ครอบครองที่ดนิ ปา่ ไม้ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ

บทท่ี ๔ การบริหารจัดการเกี่ยวกับของกลาง แบ่งตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ๒ ประเภท
คือ พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ซ่ึงประกอบด้วย ๒ กรณี ได้แก่ (๑) กรณีการดำเนินการ
เกีย่ วกับของกลางทอี่ ยใู่ นระหวา่ งคดี และ (๒) กรณีการดำเนนิ การเกี่ยวกบั ของกลางที่สิ้นสดุ คดี หรือตกเป็น
ของแผ่นดิน นอกจากน้ียังกล่าวถึงการเก็บรักษาของกลางของหน่วยงานของรัฐ เมื่อเจ้าของมิได้เรียก
เอาคืนภายในระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกรณีที่ทรัพย์สินเป็นของเสียง่าย
หรือถา้ หน่วงชา้ ไว้จะเป็นการเสี่ยงความเสียหายหรอื ค่าใชจ้ า่ ยจะเกินสว่ นกับคา่ ของทรัพย์สิน เป็นต้น

บทท่ี ๕ การใช้เทคโนโลยีป้องกันและตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่า ที่กล่าวถึงการบริหารจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติทกุ ประเภท โดยเฉพาะทรพั ยากรป่าไม้ ซง่ึ กรมปา่ ไมไ้ ด้นำเทคโนโลยี ภูมิสารสนเทศ
มาใช้ ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (พิทักษ์ไพร) มาใช้ในการปฏิบัติงาน รวมถึงการนำเทคโนโลยีมา
ประยุกต์ในการป้องกันรักษาป่า ซึ่งประกอบด้วย การป้องกันรักษาป่าและการจับกุมผู้กระทำผิด
กฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ โดยใช้ระบบเครือข่ายต่อต้านการกระทำผิดต่อทรัพยากรป่าไม้ NCAPS
( Network Centric Anti-Poaching System ) และการประยุกต์ใช้ GPS Tracking ติดตามการกระทำ
ผดิ การลกั ลอบทำไม้ เพ่ือบริหารจดั การและดูแลทรัพยากรปา่ ไม้ให้เกดิ ประสิทธภิ าพมากข้ึน



๒. คำแนะนำการใชค้ มู่ ือ

คู่มือการดำเนินคดีความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ฉบับน้ี เกิดจากความรู้ที่มาจากหลายๆ
ด้านและประสบการณ์การปฏิบัติงานจริงของผู้เขียน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้นำไปใช้เป็น
แนวทางในการปฏิบัตงิ าน จึงคำแนะนำการใชง้ าน ดงั นี้

๑) คู่มือสำหรบั การปฏบิ ัติงานดา้ นการป้องกันรักษาป่าฉบบั นใี้ ช้กฎหมายเปน็ เครอื่ งมอื ในการ
ปฏิบัติงานมีท้ังส่วนท่ีเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินป่าไม้และการลักลอบตัดไม้ในการ
ปฏบิ ัติงาน

๒) ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องมีความรู้ด้านกฎหมาย วิชาการป่าไม้ และประสบการณ์จากการ
ปฏิบัติงาน แต่จากการพัฒนาการของกฎหมาย รูปแบบการกระทำผิดมีการเปล่ียนแปลงไปตาม
สถานการณ์และมีความสลบั ซับซอ้ นมากข้ึน ดังน้นั ผูป้ ฏิบตั ิจะต้องใฝ่หาความรใู้ นเร่อื งดงั กลา่ วเพ่ิมเติม
รวมทั้งต้องติดตามใหท้ ันตอ่ การเปล่ยี นแปลงของความรตู้ ่าง ๆ อย่เู สมอด้วย

3) ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามสามารถใช้คู่มือฉบับนี้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานได้ อย่างไรก็
ตามคมู่ อื ฉบับนี้ยงั ไมส่ มบูรณท์ ่สี ดุ ยังต้องมีการปรับปรุงเนอ้ื หาเพ่มิ เตมิ ตามสถานการณต์ ่อไป

บทที่ ๒

อำนาจหน้าท่ีทร่ี ับผิดชอบ

สำหรับอำนาจหน้าท่ีในการดำเนินคดีตามความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ กรมป่าไม้มี
หน้าที่ในการป้องกัน และรักษาพื้นที่ป่าไม้ให้คงอยู่โดยรับผิดชอบพื้นท่ีป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้
พุทธศักราช ๒๔๘4 พื้นที่ป่าไม้ถาวรหรือพื้นที่ป่าที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้รักษาไว้ พื้นที่ป่าสงวน
แห่งชาติ และพื้นที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมป่าไม้ ในบทนี้ จะอธิบาย
ขอบเขต อำนาจหน้าที่ที่รับผิดชอบตามกฎหมายหลักที่ใช้ประกอบด้วย ๑) พระราชบัญญัติป่าไม้
พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๔ (แก้ไขฉบับท8ี่ พ.ศ.2562 ๒) พระราชบัญญตั ปิ ่าสงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ๓)
พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. ๒๕๔๕ และ ๔) พระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ 5)
พระราชบัญญัติปา่ ชุมชน พ.ศ.2562 ส่วนกฎหมายอ่ืนทีเ่ กี่ยวข้องมที ั้งหมด ๙ ฉบับ ประกอบด้วย ๑)
รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย ๒) ประมวลกฎหมายอาญา ๓) ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความ
อาญา ๔) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ๕) ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพ่ง ๖) ประมวล
กฎหมายที่ดิน ๗) พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ๘) พระราชบัญญัติ
ความรับผิดทางละเมิดของเจา้ หน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และ ๙) พระราชบัญญัตจิ ดั ต้ังศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในการดำเนินคดีทางอาญา ตามพระราชบัญญัติป่าไม้
พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๖๔ “ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ที่เกี่ยวกับความรับผิดอาญาให้
ถือว่าพนักงานเจ้าหน้าท่เี ป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความ
อาญา” และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ มาตรา ๒๖ “การจับกุม ปราบปราม
ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป๋นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ
ตามประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา”

จากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น เจ้าหน้าที่ป่าไม้จึงมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีทางอาญา
อันเก่ียวดว้ ยการกระทำความผิดวา่ ด้วยการป่าไม้ ดงั นี้

1. การจับกมุ ดำเนนิ คดี
การจับกุมดำเนินคดีในความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้จะดำเนินการจับได้ ต่อเมื่อมี

หมายจับตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา และเป็นความผิดซึ่งหน้าอันเป็นองค์ประกอบ
ความผิดตามพระราชบญั ญตั ิป่าไม้ ซ่ึงมลี กั ษณะ ดงั นี้

๑) ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มี ความสงสัยเลยว่าเขาได้
กระทำผดิ มาแล้วสด ๆ เช่น เห็นกำลงั เลอื่ ยไม้ หรอื กำลังชกั ลากไม้



๒) เมื่อพบบุคคลนั้นกำลังกระทำความผิด หรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้น้ัน
จะกระทำความผิด โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ ในการกระทำความผดิ
อนั เปน็ ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั ิท้ังสฉ่ี บบั ดังกล่าว เช่น เหน็ กำลงั แบกเลื่อยโซย่ นต์ ถอื แกลลอนนำ้ มัน

๓) เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ และกำลังจะ
หลบหนี เช่น เหน็ ตามเนือ้ ตวั เส้อื ผ้าเปื้อนด้วยขี้เลอื่ ย ตอบคำถามตะกกุ ตะกกั

๔) เมื่อมีผขู้ อให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนัน้ ได้กระทำความผิดพระราชบัญญัติป่าไม้ และแจ้งด้วย
ว่าไดร้ อ้ งทุกข์ไว้ตามระเบยี บแล้ว เชน่ มีชาวบ้านแจ้งให้จับ เปน็ ต้น

ในการจับนั้นกฎหมายได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการในการจับบุคคลไว้ เป็นลำดับเพื่อให้
การดำเนินการกระทบกระเทือนเสรีภาพผู้ถูกจับน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น เพื่อให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่ได้รับความคุ้มครองในการปฏิบัติหน้าที่อันเกี่ยวด้วยสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ด้วยเช่นกัน
ซึ่งแยกได้ดงั นี้

- เจา้ พนักงานป่าไมจ้ ะตอ้ งแจ้งแกผ่ ู้ทีจ่ ะถกู จบั กุมนัน้ วา่ เขาต้องถูกจับแล้วสง่ั ใหผ้ ู้ถูกจับไปยังที่
ทำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจพร้อมด้วยผู้จับ ในขั้นตอนนี้ให้พึงสังเกตว่ากฎหมาย
กำหนดเฉพาะการแจ้งให้ผู้ถูกจับว่า “เขาต้องถูกจับ” เท่านั้น กรณีจึงไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา (กรณีมี
หมายจับ และทง้ั กรณจี ับโดยความผดิ ซ่ึงหนา้ ดังกล่าว)

- ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไป ในขั้นตอนนี้เป็นดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้จับจะพิจารณา
ตัดสนิ ใจวา่ จะจับตัว ซงึ่ หมายถงึ การแตะเน้อื ต้องตัวของผูถ้ ูกจบั เพื่อพาไปยงั ที่ทำการของพนักงานฝ่าย
ปกครองหรือตำรวจได้ ส่วนอย่างไรจะถือว่าเป็น ความจำเป็นนั้นน่าจะหมายความถึงการชักช้าหรือ
ถว่ งเวลาหรอื ขดั ขนื ไม่ยอมไปตามท่ผี จู้ บั ส่งั

- ถ้าถึงขนาดบุคคลที่จะถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับ หรือ หลบหนี หรือพยายาม
หลบหนี ผู้ทำการจบั ก็มอี ำนาจใชว้ ิธีหรือความป้องกันทง้ั หลายเท่าที่ เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่อง
ในการจบั ผู้นัน้ ในขนั้ ตอนนกี้ ท็ ำนองเดยี วกนั กบั ข้ันตอนทสี่ องกลา่ วคืออย่างไรจะเป็นการขัดขวางหรือ
จะขัดขวาง หลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้จับสามารถใช้ดุลยพินิจตัดสินใจได้
แต่ต้องไม่ลืมว่าดุลยพินิจนั้นต้องมีเหตุผลจากข้อเท็จจริง มิใช่ความรู้สึกนึกคิดเอาเอง เพราะการ
ดำเนินการในข้ันตอนนี้พนักงานเจ้าหน้าท่ีอาจต้องใช้กำลังและมีอำนาจทจ่ี ะป้องกันตัวได้ถ้าบุคคลน้ัน
จะทำร้ายผูจ้ บั

- เมื่อจับตัวได้แล้วผู้จับจะต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือ
ตำรวจทันที และเมื่อถึงที่นั้นแล้ว ก็ให้แจ้งเหตุที่จับนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา มาตรา ๘๔ ในขั้นตอนนี้ระยะเวลาในการเดินทางจากสถานที่ที่ถูกจับจนถึงที่ทำการของ
พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจนั้นกฎหมายไม่กำหนด เพียงแต่ให้ดำเนินการโดยทันทีเท่านั้น
ในระหว่างนี้ผู้จับมีอำนาจที่จะควบคุมผู้ถูกจับไว้โดยใช้วิธีควบคุมเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันมิให้เขาหนี
เทา่ น้นั แต่เวลาควบคมุ นัน้ จำกัดเฉพาะเท่าทจี่ ะพา ผถู้ ูกจับไปมอบให้พนักงานสอบสวนเท่านั้น จะส้ัน
ยาวแค่ไหนก็แล้วแต่พฤติการณ์แห่งคดีเป็นรายๆ ไป แต่ในกรณีที่จำเป็นผู้จับกุมจะจัดการพยาบาลผู้
ถกู จับกุมเสยี กอ่ น ก่อนนำตวั ไปยงั ท่ที ำการของพนกั งานฝ่ายปกครองหรือตำรวจก็ได้ สว่ นการแจ้งเหตุ
ที่ถูกจับให้ผู้ถูกจับทราบ หมายความว่าแต่เพียงบอกให้ผู้ถูกจับทราบว่าเขาถูกจับในเรื่องอะไร หรือ
ฐานความผิด ใดเท่านั้น มิใช่เป็นการแจ้งขอ้ กลา่ วหาเพราะการแจ้งข้อกล่าวหานั้นคือแจ้งให้เขาทราบ



ว่า เขากระทำผิดอย่างไรเมื่อใดและต้องครบถ้วนให้เขาเข้าใจข้อกล่าวหาได้ซึ่งการแจ้งข้อกล่าวหา
เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ เมื่อ
ผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวน หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้า
พนกั งานเป็นผตู้ ้องหาให้ถามชื่อตัว สกลุ อายุ อาชีพ ทอี่ ยู่ ที่เกดิ และแจ้งข้อหาให้ทราบและต้องบอก
ให้ทราบก่อนว่า ถ้อยคำที่ผู้ต้องหากล่าวนั้น อาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาในการพิจารณาได้ เม่ือ
ผ้ตู อ้ งหาให้การอยา่ งใด ก็ใหจ้ ดคำให้การไวถ้ า้ ผ้ตู ้องหาไม่เตม็ ใจใหก้ ารก็ใหบ้ ันทกึ ไว้

สุเนติและนันทชัย (๒๕๕๘) กล่าวว่า การจับกุมนี้ห้ามมิให้กระทำในที่รโหฐาน เว้นแต่จะเข้า
กรณีมีอำนาจค้น กล่าวคือได้ออกหมายค้นไว้แล้ว พร้อมออกหมายจับก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธี
พจิ ารณาความอาญา มาตรา ๘๑

2. การยึดสง่ิ ของทเี่ ก่ียวกบั การกระทำผดิ
การยึดสิ่งของเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ภายหลังจากที่ได้ดำเนินการตามหน้าที่เพ่ือ

การรักษาความสงบเรียบร้อยแล้วใช้อำนาจในการค้นหรือตรวจค้น เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งมีไว้เป็น
ความผิด หรือได้มาโดยผิดกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าได้ใช้หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทำ
ความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๙ (๒) หรือดำเนินการจับกุมแล้วใช้
อำนาจค้นตัวผู้ต้องหาและยึดสิ่งของต่างๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ปรเมศวร์ (2559)
อธิบายวา่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๘๕ นอกจากน้นั กฎหมายยังบัญญัติ
ไว้เป็นพิเศษสำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ในการยึดทรัพย์สินบางอย่างตาม
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๖๔ ทวิ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึด
บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใดๆ ที่บุคคลได้ใช้ หรือมีเหตุ
อันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตาม
มาตรา ๑๑ มาตรา ๔๔ มาตรา ๕๔ หรอื มาตรา ๖๙ ไวเ้ พ่ือเปน็ พยานหลักฐานในคดีได้

สรุปได้ว่าสิ่งของที่พนักงานเจา้ หนา้ ที่จะต้องดำเนินการยดึ นั้นประกอบไปด้วย ๑. สิ่งของที่มี
ไวเ้ ปน็ ความผดิ ๒. ส่งิ ของที่ไดม้ าโดยผิดกฎหมาย ๓. สงิ่ ของทม่ี ีเหตุอนั ควรเช่ือว่าได้ใช้หรือต้ังใจจะใช้
ในการกระทำความผิด ๔. สิ่งของที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ สรุปได้ว่า มีสิ่งของอยู่ ๒
ประการที่ต้องยึด คือ ๑) สิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยผิดกฎหมายจะเป็นไปตาม
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติป่าไม้บัญญัติไว้ชัดเจนแล้ว
และ๒) สิ่งของที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าได้ใช้หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทำความผิด หรือสิ่งของที่อาจใช้
เป็นพยานหลักฐานในคดีได้นั้น อันนี้ต้องถือตามหลักกฎหมายพยานคือพยานวัตถุหรือพยานเอกสาร
ซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖

สุเนติและนันทชัย (๒๕๕๘) กล่าวว่า สำหรับการยึดสิ่งของเป็นของกลางในความผิดตาม
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ หรือในกรณีที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอื่นควบคู่ไปกับ
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ นั้น มีทั้งกรณีที่ยึดสิ่งของตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญามาตรา ๘๕ และพระราชบญั ญตั ปิ า่ ไม้ พุทธศกั ราช ๒๔๘๔ มาตรา ๖๔ ทวิ



3. การตรวจยดึ ของกลางในคดีความผดิ ตามกฎหมายเกย่ี วกบั การปา่ ไม้
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับมอบของกลางในความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ จาก

พนักงานสอบสวนเพื่อเก็บรักษาตามข้อตกลงระหว่างส่วนราชการแล้วให้ผู้รับมอบของกลางนำของ
กลาง ดังกล่าวไปเก็บรักษา ณ สถานที่ปลอดภัยและเหมาะสมเพื่อป้องกันมิให้เกิดการสูญหายหรือ
เสียหาย หรือนำของกลางดังกล่าวไปดำเนินการตามระเบียบหลักเกณฑ์ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุจำเป็น
หรือไม่มีสถานที่เก็บรักษาของกลางก็ให้ดำเนินการจ้างเฝ้ารักษาตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่กรมป่าไม้
หรือทางราชการกำหนดไว้ และลงทะเบียนของกลางไว้เป็นหลักฐานแล้วรายงานให้ผู้บังคับบัญชา
ทราบ ตามหลักเกณฑ์และกำหนดเวลาตามข้อ ๒๑ โดยอนุโลม และของกลางในคดี หากเป็นรถยนต์
เครอ่ื งจักร หรอื วตั ถอุ น่ื ใดท่ีกฎหมายกำหนดไวใ้ ห้ ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ีตามกฎหมาย
ว่าด้วยการนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งขอทราบ รายละเอียดทางทะเบียนจากพนักงานเจ้าหน้าท่ี
ตามกฎหมายวา่ ด้วยการน้นั โดยใหข้ อรบั สำเนา ทางทะเบียน สำเนาภาพถ่าย (ถา้ ม)ี และเมอ่ื ไดส้ ำเนา
แล้วใหจ้ ดบนั ทกึ ขอ้ มลู ทางทะเบียน พร้อมทง้ั ถา่ ยภาพของกลางดังกล่าว และแนบไว้ในสมุดบัญชี โดย
หากในรอบระยะเวลา ๓๐ วัน ปรากฏ มีข้อมูลรถยนต์ของกลางเพิ่มขึน้ ใหมใ่ นสมุดบญั ชี ให้ส่งสำเนา
ข้อมูลที่บันทึกใหม่นั้นให้แก่สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า พร้อมให้สำนักป้องกันรักษาป่า
และควบคุมไฟป่า รวบรวมข้อมูลของในคดีกลางตามวรรคก่อนไว้ เป็นฐานข้อมูลเพื่อใช้ตรวจสอบ
และให้ตรวจสอบว่าไดเ้ คยมีการนำของกลางทีไ่ ดร้ ับรายงานมาน้ันใช้ ในการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วย
การป่าไม้มากอ่ นหรือไม่ หากตรวจพบว่าได้เคยมกี ารใช้ของกลางนัน้ กระทำความผิดตามกฎหมายว่า
ด้วยการป่าไม้มาก่อน ให้สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าเสนอเรื่องต่อกรมป่าไม้เพื่อแจ้งให้
พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการทราบแล้วแต่กรณีว่าได้เคยมีการใช้ของกลางในคดีกระทำผิด
กฎหมายว่าด้วยการป่าไม้มาก่อน เพื่อขอให้พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการเสนอความเห็น
ขอให้ศาลริบของกลางใหต้ กเป็นของแผ่นดิน เนอื่ งจากมกี ารใช้ของกลางกระทำความผดิ ตามกฎหมาย
ว่าดว้ ยการปา่ ไม้หลายคร้งั อันแสดงให้เห็นว่าเจ้าของทรัพย์สินมีสว่ นรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด
ตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ แต่หากตรวจแล้วไม่พบว่าเคยมี การนำของกลางใช้ในการกระทำ
ความผดิ มากอ่ น ให้สำนกั ปอ้ งกนั รักษาป่าและควบคุมไฟป่าจัดทำหนังสือประทบั ตราแจ้งให้ผู้มีช่ือเป็น
เจา้ ของกรรมสทิ ธติ์ ามทะเบียนทราบถงึ การยดึ อายดั ของกลาง โดยให้จัดสง่ เป็นไปรษณียต์ อบรับและ
ให้สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าจัดเก็บหลักฐานการตอบรับไว้เป็นหลักฐาน (กรมป่าไม้,
2552)

เมื่อมีผู้ร้องขอคืนของกลางระหว่างคดี และของกลางในคดีนั้นอยู่ในความครอบครองของ
หนว่ ยงานกรมป่าไม้ ให้ปฏิบตั ิไปตามพระราชบญั ญตั ิป่าไม้ พทุ ธศักราช ๒๔๘๔ และให้หน่วยงานของ
กรมป่าไม้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการขอคืนของกลางระหว่างคดีนั้น ให้ครบถ้วน
สมบรู ณเ์ ทา่ ทจ่ี ะกระทำได้ แจ้งให้สำนักปอ้ งกนั รักษาป่าและควบคุมไฟป่า เพอ่ื เป็นผดู้ ำเนินการในการ
เสนออนุญาตการคืนของกลางระหว่างคดีจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สงิ่ แวดล้อม ใหส้ ำนักป้องกนั รักษาปา่ และควบคุมไฟป่าแจง้ ขัน้ ตอนการดำเนนิ การให้บุคคลภายนอก ผู้
ร้องขอคืนของกลางทราบ หากพนักงานสอบสวนพนักงานอัยการร้องขอรับของกลางเพื่อปฏิบัติให้
เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕/๑ ให้ผู้บริหารหน่วยงานทำการส่ง
มอบของกลางที่ได้มีการร้องขอนั้นให้แก่พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี และให้



จัดทำบนั ทกึ ส่งมอบของกลางโดยละเอียด โดยให้บันทึกปรากฏขอ้ ความว่า “เป็นการส่งมอบของกลาง
ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘๕/๑ เท่านั้น มิใช่เป็นการคืนตาม
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๖๔ ตรี ซึ่งหากพนักงานสอบสวน หรือพนักงาน
อัยการจะทำการคืนของกลางไปโดยเด็ดขาดให้แก่ผู้ใดจะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติป่าไม้
มาตรา ๖๔ ตรี ด้วย” และภายหลังการดำเนินการให้จัดทำเป็นรายงานแจ้งให้สำนักป้องกันรักษาป่าและ
ควบคุมไฟป่าทราบทุกครั้ง และให้สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่านำวิธีปฏิบัติตามข้อ ๑๘
วรรคสองมาใช้โดยอนโุ ลม

ในกรณีที่จะต้องมีการตรวจพิสูจน์ไมข้ องกลางในคดีอาญาในท้องที่ใดไม่วา่ จะโดยการร้องขอ
โดยพนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นใด ให้ผู้บริหารหน่วยงานใน
ท้องทน่ี นั้ กำหนดให้พนักงานเจ้าหนา้ ที่ผู้ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมการตรวจพิสูจน์ไม้ที่ได้ขึ้นทะเบียน
โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้แล้วและปฏิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยงานท้องที่ ที่จะทำการตรวจ
พิสูจนไ์ ม้นน้ั มีหนา้ ทท่ี ำการตรวจพิสูจน์ไมห้ ากในหนว่ ยงานท้องท่ีใดไม่มผี ู้ผ่านการฝกึ อบรมหรือผู้ผ่าน
การฝึกอบรมไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้บริหารหน่วยงานท้องท่ีที่จะต้องทำการตรวจพิสูจน์ไม้
ร้องขอให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่อยู่ใกล้เคียงหรือผู้ชำนาญการของสำนักวิจัยและ
พัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ และให้ผู้บริหารหน่วยงานพื้นที่ใกล้เคียงหรือสำนักวิจัยและพัฒนาการปา่
ไมจ้ ัดส่งผผู้ ่านการฝึกอบรมไปทำการตรวจพิสูจน์ไมโ้ ดยเร็ว ใหผ้ ู้ทำการตรวจพสิ จู น์ไมด้ ำเนินการตรวจ
พิสูจน์ไม้ตามหลักวิชาการโดยเร็ว และให้ผู้ทำการตรวจพิสูจน์ไม้ใช้วิธีการที่เหมาะสมบันทึกไว้เป็น
พยานหลักฐาน เช่น ถ่ายภาพ เกบ็ ตัวอย่าง ทำเครือ่ งหมาย ฯลฯ และบนั ทึกความเห็นไว้เป็นหลักฐาน
และแจ้งผลการตรวจพิสูจน์ไม้ให้ผู้บริหารหน่วยงานท้องที่ที่ทำการตรวจพิสูจน์ไม้ทราบ และให้
ผบู้ รหิ ารหนว่ ยงานท้องท่ีแจง้ ผลการพิสูจน์ไมแ้ ก่ผรู้ ้องขอให้ตรวจพสิ จู นไ์ ม้โดยเร็ว

ค่าใช้จ่ายของผู้ตรวจพิสูจน์ไม้ไม่ว่าการไปราชการค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์ไม้ให้เบิกจาก
งบประมาณของหน่วยงานต้นสงั กดั ของผ้ตู รวจพิสูจนไ์ ม้ ทง้ั นีใ้ หเ้ ป็นไปตามระเบียบของทางราชการ

4. การอายัด
การอายัดคือ การดำเนินการมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสิ่งของหรือทรัพยท์ ี่ถูกอายัดไว้นั้น

เคลื่อนที่ต่อไป เพื่อทำการตรวจสอบหรอื พิสจู นว์ ่าเป็นสิง่ ของหรือทรัพย์ท่ีมีไว้เป็นความผดิ หรือใช้ใน
การกระทำความผดิ ตามกฎหมายเก่ียวกบั ป่าไมห้ รือไม่ โดยแยกพจิ ารณาเปน็ รายกรณี ดงั นี้

กรณีการตรวจอายัดไม้ เจ้าหน้าที่ตรวจพบไม้ซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่า อาจได้มาจากการ
กระทำผิดกฎหมาย ให้เจ้าหน้าท่ีผู้ตรวจสอบเรียกตรวจเอกสารหลกั ฐานที่เก่ียวข้องซึ่งแสดงให้เห็นวา่
เป็นไม้ที่ได้มาโดยชอบตามกฎหมาย อาทิเช่น เอกสารการซื้อไม้จากทางราชการ ใบเบิกทางนำไม้
เคลื่อนที่ หนังสือกำกับไม้แปรรูป เป็นต้น และหากในขณะนั้นผู้ครอบครองไม้ไม่มีเอกสารหลักฐาน
ดังกล่าว หรือมีเอกสารที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย หรือข้อมูลรายละเอียดในเอกสารไม่
ถูกต้องตรงกบั ไม้ท่ีครอบครอง ใหเ้ จา้ หน้าท่ีผรู้ บั ผิดชอบดำเนนิ การจับกุมและตรวจยึดไม้

กรณีเจ้าหน้าที่ตรวจพบไม้ซึ่งมีเหตุอนั ควรสงสัยว่าอาจได้มาจากการกระทำผดิ กฎหมาย หากใน
ขณะนั้นผู้ครอบครองไม้ไม่มีเอกสารหลักฐานซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นไม้ที่ได้มาโดยชอบ
ตามกฎหมาย แต่มีเอกสารหลักฐานที่แสดงถึงแหล่งที่มาของไม้ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ หรือไม่มี



เอกสารหลักฐาน และไม่มีเอกสารหลักฐานที่แสดงถึงแหล่งที่มาของไม้ในขณะตรวจสอบ แต่ผู้
ครอบครองไม้สามารถจะนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่โดยเร่งด่วนได้ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมีอำนาจใช้
ดุลพินิจที่จะอายัดไม้ดังกล่าวไว้ตรวจสอบได้โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบดำเนินการตามหนังสือกรม
ป่าไม้ ด่วนที่สุด ที่ ทส. ๑๖๑๒.๓๔/๔๗๐๙ ลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ เรื่อง ซักซ้อมแนวทาง
ปฏิบัติการใช้ ดวงตราประทับไม้รัฐบาล พร้อมทง้ั จัดทำบันทึกการอายดั รายงานให้ผู้บังคับบัญชาของ
ตนทราบโดยพลัน ทั้งนี้ให้ดำเนินการตรวจสอบให้แลว้ เสรจ็ โดยเรว็ หากจำเป็นต้องมีการตรวจพิสูจน์
ไม้ตามหลักวิชาการให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้สาขา
ผู้รับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุ มอบหมายผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจพิสูจน์ไม้
ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสำนักฯ ไปทำการตรวจพิสูจน์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในกรณีมีความจำเป็นต้อง
ดำเนินการตรวจพิสูจน์ไม้ต่อเนื่อง และอยู่นอกพื้นที่รับผิดชอบให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ และ
สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้สาขามีอำนาจมอบหมายให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้เชี่ยวชาญด้าน
การตรวจพิสูจน์ไม้ ตรวจพิสูจน์ไม้นอกพื้นที่รับผิดชอบของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ได้ด้วย อนึ่ง
หากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ พื้นที่เกิดเหตุไม่มีผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้เชี่ยวชาญด้านการ
ตรวจพิสูจน์ไม้ หรือไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ประสานขอผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจพิสูจน์ไม้จากหน่วยงานที่อยู่ใกล้เคียงไปดำเนินการแทน และให้มีอำนาจ
มอบหมายให้ผูผ้ ่านการฝึกอบรมหลกั สูตรผูเ้ ชีย่ วชาญด้านการตรวจพิสูจน์ไม้ ตรวจพิสจู น์ไมน้ อกพ้ืนที่
รบั ผิดชอบของสำนกั ฯ เช่นเดียวกนั

การดำเนินคดีความผดิ เกี่ยวกับกฎหมายว่าดว้ ยการป่าไม้ ให้หน่วยป้องกันรักษาป่าทุกหน่วย
สืบเสาะแสวงหาพยานหลักฐานตา่ งๆ เพิ่มเตมิ ไมว่ า่ จะเปน็ พยานบคุ คล พยานเอกสารหรือ พยานวตั ถุ
ให้กบั พนักงานสอบสวนด้วย (กรมป่าไม้, ๒๕๕๗)

5. การรายงานผลคดี
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ หรือตรวจ

ยึดของกลาง หรอื ตรวจพบการกระทำความผดิ ในความผิดตามกฎหมายเกยี่ วกบั การป่าไม้ ใหพ้ นักงาน
เจ้าหน้าที่ดังกล่าวรายงานให้ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปหนึ่งระดับทราบภายใน ๔๘ ชั่วโมง นับแต่
เวลาเสร็จสิ้นการจับกุมหรือตรวจยดึ ของกลาง หรือตรวจพบการกระทำความผิดแล้วแต่กรณี เว้นแต่
ในกรณีมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจรายงานภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ และให้ผู้บังคับบัญชาที่ได้รับ
รายงานดังกล่าวรายงานผลการจับกุมตรวจยึดของกลางหรือตรวจพบการกระทำความผิดดังกล่าวใ ห้
ผ้บู ริหารหนว่ ยงานทราบภายใน ๗ วัน นบั แต่วันทีไ่ ด้รับรายงาน และใหผ้ ู้บริหารหนว่ ยงานรายงานให้
อธิบดีทราบ ภายใน ๗ วนั นับแตว่ ันไดร้ บั รายงาน

การรายงานให้ผบู้ ังคับบัญชาทุกระดับทราบตามข้างตน้ ให้แนบสำเนาบันทึก การจับกุมแผน
ที่เกิดเหตุสำเนาบันทึกประจำวันการรับแจ้งความกล่าวโทษของพนักงานสอบสวน และเอกสาร
หลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งให้ระบุปัญหาหรืออุปสรรค (หากมี) ซึ่งในกรณีมีปัญหา หรือ
อุปสรรคให้เสนอความเห็นถึงวิธีการหรือแนวทางการแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคดังกล่าวด้วย
(กรมป่าไม,้ 2558)

๑๐
ภาพที่ 2.1 อำนาจหนา้ ทขี่ องเจา้ หนา้ ท่ีป่าไมใ้ นการดำเนินคดที างอาญา

๑๑

เอกสารอ้างอิง

กรมป่าไม้. 2552. ระเบียบกรมปา่ ไมว้ า่ ด้วยมาตรการควบคุม ตรวจสอบและเรง่ รดั
การดำเนินคดอี าญา พ.ศ. ๒๕๕๒. 3 เมษายน 2552.

กรมป่าไม้. 2557. หนงั สอื กรมป่าไม้ ด่วนทส่ี ุด ท่ี ทส ๑๖๑๒.๓๒/๑๓๕๗ เร่อื ง แนวทางการ
ดำเนินการตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเก่ียวกับการปา่ ไม.้ 31 มกราคม 2557.

กรมปา่ ไม้. 2558. คมู่ ือการปฏิบตั ิงานสำหรบั พนักงานเจ้าหนา้ ทตี่ ามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม.้
กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ัท วงศ์สวา่ งพับลชิ ชิง่ แอนด์ พริน้ ต้งิ จำกดั .

ปรเมศวร์ อนิ ทรชุมนุม. 2559. เอกสารประกอบการบรรยาย แนวทางการดำเนินคดแี พ่ง
เกย่ี วเนือ่ งกับคดอี าญาและการขอใหร้ ิบของกลางตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ
(ฉบบั ที่ 4) พ.ศ.2559.

สุเนติ คงเทพ และ นนั ทชัย รักษจ์ นิ ดา. ๒๕๕๘. อธิบายกฎหมายป่าไม้ พทุ ธศักราช 2484
ฉบับสมบูรณ์. พมิ พค์ รั้งท่ี 2. กรงุ เทพมหานคร: สำนักพิมพ์บัณฑิตอักษร.

บทท่ี ๓

การดำเนินคดีเกยี่ วกับปา่ ไม้

การดำเนินการตามมาตรการปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ควร
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมีความรู้และความเข้าใจทั้งในด้านความรู้เกี่ยวกับ
ทรัพยากรป่าไม้ กฎหมายเพื่อการจัดการทรัพยากร กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็น
กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในการ
ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ควรต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารกิจการ
บ้านเมืองที่ดีด้วย ซึ่งในการกระทำความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ สามารถแยกการกระทำ
ความผดิ ออกเปน็ ลักษณะ ดังน้ี

1. การดำเนนิ คดเี กยี่ วกบั การลักลอบทำไม้
ในการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ในความผิดการทำ

ไม้ แปรรูปไม้ การนำเคลื่อนที่ไม้ และมีไม้ไว้ในครอบครองโดยมิชอบ ประกอบกับต้องอาศัยความรู้
ทางวชิ าการป่าไม้ในการตรวจสอบชนดิ ไม้ การคำนวณปริมาตรไม้ และหากต้องตรวจสอบโรงงานแปร
รูปไม้ ก็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องจักรในการแปรรูปไม้ ประกอบกับขั้นตอนการดำเนินคดี ต้องใช้
ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญาและกฎมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ถูก
ดำเนินคดี ผเู้ ขยี นจงึ พยายามรวบรวมเขียนข้อกฎหมายทเ่ี กยี่ วกับความผิดการทำไม้ และแนวทางการ
ปฏบิ ตั สิ ำหรบั เจ้าหนา้ ท่ี ในการจบั กมุ ดำเนนิ คดี

1.1 ลักษณะการกระทำความผดิ เกี่ยวกับการลกั ลอบทำไม้ มีดงั นี้
1) การทำไม้ ซึ่งได้แก่ การลักลอบตัดไม้ แปรรูปไม้หวงห้าม หรือแผ้วถางป่า ซึ่งอาจ

เกดิ ข้ึนในพ้นื ทีป่ า่ สงวนแหง่ ชาติ หรือ พนื้ ท่ปี ่าตามพระราชบัญญัตปิ ่าไม้ พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๔
2) การมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งได้แก่ การมีไม้หวง

ห้าม แปรรูปเกินกว่า ๐.๒๐ ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีไม้ท่อนหวง
หา้ มท่ีไมม่ รี ูปรอยดวงตราของเจา้ หน้าท่ปี ระทับไวใ้ นครอบครองโดยไมไ่ ดร้ ับอนญุ าต

3) การนำไมห้ รือของปา่ หวงหา้ มเคลอื่ นท่ีโดยไม่ไดร้ ับอนุญาต
4) ความผิดเกี่ยวกับการควบคุมโรงงานการแปรรูปไม้ ซึ่งไม่เป็นไปตามที่กฎหมาย
ขอ้ กำหนด กฎกระทรวง หรอื เง่อื นไขตามทีไ่ ด้รบั อนญุ าต
5) ความผิดซึ่งเป็นองค์ประกอบ ช่วยหรือสนับสนุนการกระทำผิดเกี่ยวกับการทำไม้
หรอื มีไมห้ วงหา้ มไว้ในครอบครอง

๑๓

1.2 การกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบทำไม้ การกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบ
ทำไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มีลักษณะความผิดอยู่หลายลักษณะ สามารถ
แยกความผดิ ได้ ดังนี้

1) การกระทำความผิดฐาน ทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต (เป็นชนิดไม้สัก ไม้ยาง
หรือไมห้ วงห้ามประเภท ข หรอื ไม้เกินยี่สิบกอ่ น หรือรวมเกนิ ๔ ลูกบาศก์เมตร)

2) การกระทำความผิดฐาน มีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรูปไว้ในครอบครองโดย
ไม่ได้รับอนุญาต

3) การกระทำความผดิ ฐาน ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ แปรรปู ไม้ ต้งั โรงงานแปร
รูปไม้ ตั้งโรงค้าไม้แปรรูป ครอบครองไม้สักแปรรูป (ไม่จำกัดจำนวน) ครอบครองไม้หวงห้ามแปรรูป
ชนดิ อื่นเกนิ ๐.๒๐ ลบ.ม. โดยไมไ่ ด้รบั อนุญาต (รวมถงึ การกระทำแก่ไม้ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร)

4) การกระทำความผิดฐาน ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าโดย
ไม่ได้รับอนุญาต

5) การกระทำความผิดฐาน ผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ โรงค้าไม้ แปรรูปหรือทำ
การแปรรูปไม้ชั่วคราว มีไม้ไว้ในครอบครอง (นอกจาก ๕ กรณี) ในสถานที่ท่ีได้รับอนุญาต (เป็นชนิด
ไมส้ ัก ไม้ยาง ไม้หวงห้ามประเภท ข หรือไม้อน่ื เกิน ๕ ต้น/ท่อน หรือปรมิ าตรเกิน ๑ ลบ.ม.)

6) การกระทำความผดิ ฐาน เก็บหรอื ทำอันตรายของปา่ หวงหา้ มโดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต
7) การกระทำความผิดฐาน ค้าของป่าหวงห้ามหรือมีไว้ในครอบครองเกินปริมาณท่ี
รฐั มนตรีประกาศกำหนดไวโ้ ดยไมไ่ ดร้ ับอนุญาต
8) การกระทำความผดิ ฐาน นำไม้หรอื ของปา่ เคล่ือนทโ่ี ดยไม่มใี บเบิกทางกำกบั หรือไม่มี
หนังสอื กำกับไมแ้ ปรรปู
9) การกระทำความผดิ ฐาน รบั ไว้ ซ่อนเรน้ จำหน่าย หรอื ช่วยพาเอาไปเสียให้พน้ ซึ่งไม้
หรอื ของปา่ ที่ตนรอู้ ยูแ่ ลว้ วา่ ไดม้ าโดยการกระทำผิด (จรรยา, 2538)

1.3 ขั้นตอนในการปฏบิ ัติงานของเจ้าหน้าท่ีในการดำเนนิ คดีอาญา
กรมปา่ ไม้ (2552) มกี ารปฏบิ ตั ิงานของเจ้าหน้าท่ีในการดำเนนิ คดีอาญา มีอยู่ ๒ กรณี

ได้แก่ กรณพี บการกระทำความผิดซ่งึ หน้า และกรณกี ารกระทำซง่ึ มใิ ช่ความผิดซ่งึ หน้า ดงั น้ี
1) กรณพี บการกระทำความผิดซ่ึงหน้า เมือ่ พนักงานเจา้ หน้าที่พบว่ามีเหตุอันควรสงสัย

ว่ามกี ารกระทำความผิดตามกฎหมาย เกย่ี วกับการป่าไม้ซง่ึ เป็นความผดิ ซงึ่ หน้า ใหพ้ นักงานเจ้าหน้าที่
แสดงตนว่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมาย และดำเนินการตรวจสอบการกระทำดังกล่าวทันที
โดยทำการตรวจสอบใหล้ ะเอยี ด รอบคอบ ทง้ั นี้ ใหด้ ำเนนิ การให้แลว้ เสร็จโดยไมช่ ักช้า หากตรวจสอบ
แลว้ ปรากฏวา่ การกระทำ ดังกลา่ วเป็นความผิดตามกฎหมายเกีย่ วกับการป่าไม้ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ี
ดำเนินการจับกมุ ผกู้ ระทำ ความผดิ ดังกล่าว

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้
ซึ่งเป็นความผิดซึ่งหน้า การจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่แสดงตนว่าเป็นพนักงานเจ้าหนา้ ทีต่ ามกฎหมาย แล้วแจ้งแกผ่ ู้กระทำความผิดว่าเขาต้องถกู
จับพร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ แล้วสั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวน

๑๔

(สถานีตำรวจ) แต่ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวน และมีแนวทางการ
ปฏบิ ัติงานของเจ้าหน้าท่ีพนักงานเจา้ หน้าท่จี ะต้องดำเนินการ ดงั ต่อไปน้ี

- แสดงตนเปน็ พนกั งานเจ้าหนา้ ที่
- แสดงหมายค้นหรอื หมายจับ (ถา้ ม)ี
- ขอดูหรือขอตรวจสอบเอกสารหลกั ฐานการได้มาของไมด้ ังกลา่ ว หรือหลักฐานการ
อนุญาตให้เข้าไปตัดหรือกระทำการใดๆ กับไม้ในบริเวณพื้นที่นั้น จากผู้กระทำการหรือผู้ที่มีส่วน
เก่ียวขอ้ ง และอย่ใู นท่เี กดิ เหตุ
- ถ่ายภาพผู้กระทำการ (ผู้ถูกจับ) ไม้ และพฤติกรรมต่างๆ ของผู้กระทำการ (ผู้ถูก
จบั ) ในขณะทเี่ จา้ หน้าทีก่ ำลงั ตรวจสอบ
- เมื่อขอดูหลักฐานการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายจากผู้กระทำการ หรือผู้ที่มีส่วน
เกี่ยวข้องและอยู่ในทีเ่ กิดเหตุแล้ว และปรากฏว่าไม่มีหลักฐานใดๆ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่ไม้ว่ามีรูป
รอยดวงตราใดๆ ตีประทับไว้ที่ส่วนใดของไม้หรือไม่อย่างไร หากปรากฏว่าไม่มีรูปรอยดวงตราใดๆ
แสดงว่าเปน็ ไม้ที่ไดม้ าหรือกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจชนิด
วัดขนาด นับจำนวน คำนวณปริมาตร ค่าภาคหลวง พร้อมจัดทำบัญชี และยึดไม้ดังกล่าวไว้เป็น
ของกลาง โดยประทับตราแสดงการตรวจยึด (ตรา ต. และตรา ย.) ในโอกาสแรก พึงจะกระทำได้
พร้อมทั้งจดแจ้งรูปรอยตราที่ประทับไว้ลงในบันทึกการจับกุมและบัญชีไม้ของกลาง โดยให้ผู้ถูกจับ
และผจู้ บั กุมรว่ มลงชอ่ื ตอ่ ทา้ ยบญั ชีด้วย
- ประเมินมูลค่าไม้ของกลางได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดในครั้งนี้ ตาม
ค่าภาคหลวงและราคาทอ้ งตลาด
- ถ่ายภาพอุปกรณ์การกระทำผิดและจัดทำบัญชีไว้เป็นหลักฐาน พร้อมตรวจยึด
อุปกรณ์การกระทำผิดดังกลา่ วไวเ้ ปน็ ของกลาง (ใหผ้ ู้ถกู จับและผู้จบั กมุ รว่ มลงชอื่ ตอ่ ทา้ ยบัญชดี ้วย)
- ตรวจสอบจุดทีต่ ้ังบริเวณที่เกิดเหตุวา่ อยู่พิกดั ท่ีเท่าใด แล้วนำไปตรวจสอบกบั แผน
ทแ่ี สดงแนวเขตป่าว่าอย่ใู นเขตพื้นท่ีป่าตามกฎหมายเก่ยี วกบั ปา่ ไมฉ้ บับใด
- แจ้งผ้ถู ูกจบั วา่ “เขาต้องถูกจับ และถกู ดำเนนิ คดีในข้อหาใด”
- กรณพี นื้ ท่เี กิดเหตุเปน็ ปา่ ตามพระราชบัญญตั ิปา่ ไม้ พทุ ธศักราช ๒๔๘๔ ให้แจ้งข้อ
กล่าวหาตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา............................ ฐานความผิด
............................................
- กรณีพน้ื ทีเ่ กดิ เหตุเปน็ อย่ใู นเขตป่าสงวนแหง่ ชาติ ตามพระราชบญั ญัตปิ ่าสงวนแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๐๗ ใ ห ้ แ จ ้ ง ข ้ อ ก ล ่ า ว ห า ต า ม ม า ต ร า . . . . . . . . . . . . .........................ฐ า น ค ว า ม ผิ ด
.........................................
- แจ้งสิทธติ์ ามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๘๓ ใหผ้ ้ถู ูกจบั ทราบ
- จัดทำบันทึกการตรวจจับกุมไว้เป็นหลักฐานในเบื้องต้น โดยให้ระบุข้อมูล
รายละเอียดตง้ั แต่ (๑)-(๑๑) ไว้ในบนั ทกึ การตรวจจับกุมให้ครบถว้ น พรอ้ มขอ้ เทจ็ จริง และพฤติกรรม
แหง่ คดมี าตราสามารถระบไุ ด้
- จัดทำแผนทีส่ ังเขปแสดงบริเวณท่ีเกดิ เหตุ

๑๕

- รวบรวมเอกสารหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหา ประกอบด้วย 1) สำเนาพระราช
กฤษฎกี ากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. ๒๕๓๐ พรอ้ มบญั ชีไม้หวงหา้ ม 2) สำเนาประกาศกระทรวงกำหนด
เขตควบคุมการแปรรูปไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ 3) สำเนากฎกระทรวง
กำหนดเขตป่าสงวนแห่งชาติ และหรือพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตอุทยานแห่งชาติ และหรือพระ
ราชกฤษฎกี ากำหนดเขตรกั ษาพันธ์ุสตั วป์ ่า หรอื อนื่ ๆ พรอ้ มแผนทแ่ี นบท้ายกฎกระทรวงหรือกฤษฎีกา
ดังกล่าว และระบุบริเวณจุดที่เกิดเหตุไว้ในแผนที่แนบท้ายดังกล่าว แล้วแต่กรณีว่าพื้นที่เกิดเหตุจะ
เกย่ี วข้องกบั กฎหมายฉบับใด 4) สำเนาหลกั ฐานการปดิ ประกาศเอกสารดังกลา่ วข้างต้น

- ควบคมุ ตวั ผถู้ ูกจับ พร้อมนำของกลาง บนั ทกึ การตรวจยดึ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
สง่ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบพนื้ ท่ี เพอ่ื ดำเนินคดตี ามกฎหมายต่อไป

- ขอหลักฐานการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว จากพนักงานสอบสวน (ปจว.ข้อ/ เวลา/
วนั ท่/ี คดอี าญาที่/ยดึ ทรพั ย์ท/ี่ ชอ่ื พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี)

- ขอรบั ของกลางท่ีไม่ใช่อาวุธปืน เครอ่ื งกระสนุ ปืน และวัตถุระเบิดมาเก็บรักษาตาม
ระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการปฏิบัติเกี่ยวกับของกลางในคดีความผิดเกี่ยวกับการ
ป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๓๓ และข้อตกลงระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง
การปฏิบัติเกย่ี วกบั ของกลางในคดีความผดิ เกยี่ วกับการป่าไม้ มาเก็บรักษาไวใ้ นทป่ี ลอดภยั

- ในกรณีพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ แต่พื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่เป็น
อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เช่น อุทยานแห่งชาติเตรียมการ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเตรียมการ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเตรียมการ วนอุทยาน พื้นที่ป่าชายเลน เป็นต้น
ใหห้ นว่ ยงานผู้จบั กุมส่งมอบคดีและของกลางให้กับหน่วยงานท่ีเป็นผู้รบั ผิดชอบพ้ืนที่ตามกฎหมายน้ัน
ๆ หรือข้อตกลงระหว่างกรมเพื่อรับไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป และเมื่อได้ส่งมอบแล้ว ให้
แจ้งพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีทราบด้วย กรณีที่การจับกุมมีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่จากหลาย
หน่วยงาน และมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ตามกฎหมายนั้น ๆ หรือตามข้อตกลง
ระหว่างกรมร่วมจับกุมอยู่ด้วย ให้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานนั้นรับเรื่องราวไปร้องทุกข์
กลา่ วโทษ และรับของกลางจากพนักงานสอบสวนไปดำเนนิ การตามระเบยี บของหน่วยงานนน้ั ๆ ต่อไป

- รายงานผูบ้ งั คับบัญชาตามลำดับชั้นโดยเร็วที่สดุ แบ่งเป็น ๒ กรณี คือ 1) รายงาน
ด่วน ให้หัวหน้าหน่วยงานผู้แจ้งความดำเนินคดีเป็นผู้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ (ตามแบบ
รายงานของแต่ละกรม) ภายใน ๑๒ ชั่วโมง กรณีเข้าหลักเกณฑ์เป็นคดีรายใหญ่ และรายงานภายใน
๒๔ ชั่วโมง กรณีที่เป็นคดีรายเล็ก 2) รายงานตามปกติ เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจจับกุมจะต้องรายงานให้
ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบ โดยต้องส่งสำเนาบันทึกการตรวจจับกุมและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้
ผบู้ ังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบทกุ คดีตามระเบยี บของแต่ละกรม

- ให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานผู้รับผิดชอบคดี ประสานพนักงานสอบสวน หรือ
พนักงานอัยการ เพื่อให้ข้อมูลประกอบการดำเนินคดีและติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีแล้ว
รายงานผู้บงั คับบญั ชาทราบเปน็ ระยะๆจนกว่าคดีจะถงึ ทีส่ ดุ

2) กรณีการกระทำซึ่งมิใช่ความผิดซึ่งหน้า กรณีที่มีการร้องเรียนด้วยหนังสือหรือด้วย
วาจาจากบุคคลอื่นว่า มีการกระทำความผิด ตามกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ี
หรือเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับการร้องเรียนดังกล่าวรายงาน ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปหนึ่งระดับทราบ

๑๖

ภายใน ๒๔ ชั่วโมง นับแต่ได้รับการร้องเรียน ดังกล่าว เมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับรายงานแล้วให้รีบ
ออกไปตรวจสอบ หรือสง่ั การให้พนกั งานเจา้ หนา้ ที่ ออกไปตรวจสอบการกระทำดงั กลา่ ว

กรณีมีเหตุจำเปน็ ไมอ่ าจรายงานเกี่ยวกับการร้องเรียนให้ผู้บังคับบัญชาทราบภายใน
กำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง หรือหากล่าช้าผู้กระทำความผิดจะหลบหนีก็ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ี
ดำเนนิ การตรวจสอบโดยเรว็ แลว้ รายงานให้ผู้บงั คับบัญชาชนั้ เหนือขึ้นไปหน่ึงระดับทราบ ภายใน ๔๘
ชั่วโมง นับแต่ตรวจสอบแลว้ เสรจ็ พรอ้ มทง้ั ระบเุ หตุจำเปน็ ดงั กล่าวด้วย

กรณีพนักงานเจ้าหนา้ ท่ีทราบว่า มีการกระทำความผิดตามกฎหมายเกีย่ วกับการป่า
ไม้ ซึง่ มิใช่ความผิดซึง่ หนา้ ไม่วา่ จะเปน็ การทราบโดยไดร้ บั แจง้ หรือเป็นผลท่ีได้จากการตรวจสอบ หาก
รตู้ ัวผกู้ ระทำความผิด ใหพ้ นักงานเจา้ หนา้ ที่รวบรวมพยานหลกั ฐานทีเ่ กี่ยวข้องทงั้ หมดยนื่ คำร้องขอต่อ
ศาลให้ออกหมายจับ หากมีความจำเป็นต้องมกี ารคน้ คนทีไ่ ดม้ ีการออกหมายจับไว้แล้วหรือค้นสิ่งของ
ในที่รโหฐาน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่สามารถจะ
กระทำได้ และเสนอพยานหลักฐานเหล่านัน้ ในการดำเนนิ การร้องขอต่อศาลให้ออกหมายค้น

ในกรณที ค่ี น้ โดยมีหมาย เจ้าพนกั งานผู้มีช่ือในหมายคน้ หรือผู้รักษาการแทน ซ่ึงต้อง
เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ต้ังแต่ระดับปฏิบัติการ หรือตำรวจตั้งแต่ชั้นร้อยตำรวจตรีขึ้นไปเท่านั้น มี
อำนาจ เป็นหัวหนา้ ไปจดั การใหเ้ ป็นไปตามหมายน้ัน

เมื่อศาลได้ออกหมายค้นให้แล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประสานงานกับ
เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อร่วมเข้าทำการตรวจค้น แต่หากเป็นกรณีเร่งด่วนหรือ
จำเป็นไม่อาจจะประสานงานได้ทันเนื่องจากอาจมีการทำลายพยานหลักฐาน หรอื ผู้ที่ออกหมายจับไว้
แล้วจะหลบหนี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคก่อนทำการค้นโดยไม่ต้องประสานงาน ในการค้นนั้น
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เช่น ก่อนทำการค้นให้
แสดงตนว่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย แสดงหมายค้น ให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครอง
สถานที่รโหฐานที่กำหนดตามหมายนั้น และทำการค้นด้วยวิธีการอันสมควร เมื่อค้นแล้วหากพบว่า
มีสิ่งของที่เป็นความผิดในคดีอาญาให้ทำการยึดหรืออายัด หรือในกรณี ที่พบผู้กระทำความผิดที่ได้มี
การออกหมายจับไว้แล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุม และมีแนวทางการปฏิบัติงานของ
เจา้ หน้าท่พี นักงานเจ้าหน้าท่จี ะต้องดำเนินการ ดงั ตอ่ ไปน้ี

- ถ่ายภาพไมท้ ่ีตรวจพบในพื้นท่เี กิดเหตุในโอกาสแรกทก่ี ระทำได้ไว้เป็นหลักฐาน
- ตรวจสอบจุดที่ตั้งบริเวณที่เกิดเหตุว่าอยู่พิกัดที่เท่าใด แล้วนำไปตรวจสอบกับแผนที่
แสดงแนวเขตป่าว่าอยใู่ นเขตพืน้ ที่ปา่ ตามกฎหมายเกีย่ วกบั ป่าไม้ฉบบั ใด
- ตรวจสอบทีไ่ ม้ดังกลา่ วว่ามรี ูปรอยดวงตราใด ๆ ตปี ระทับไว้ทส่ี ว่ นใดของไม้หรือไม่
อย่างไร หากปรากฏว่าไม่มีรูปรอยดวงตราใด ๆ แสดงว่าเป็นไม้ที่ได้มาหรือกระทำโดยมิชอบด้วย
กฎหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจชนิด วัดขนาด นับจำนวน คำนวณปริมาตร
ค่าภาคหลวง พร้อมจัดทำบัญชีและยึดไม้ดังกล่าวไว้เป็นของกลาง โดยประทับตราแสดงการตรวจยึด
(ตรา ต. และตรา ย.) ในโอกาสแรกท่ีพึงจะกระทำได้ พร้อมทง้ั จดแจ้งรูปรอยตราที่ประทบั ไว้ลงในบันทึก
การตรวจยดึ และบญั ชไี มข้ องกลาง และใหผ้ จู้ ับกมุ รว่ มลงชอื่ ตอ่ ทา้ ยบัญชีด้วย
- ประเมนิ มูลค่าไม้ของกลางไดร้ บั ความเสียหายจากการกระทำผดิ ในครัง้ นี้

๑๗

- ถ่ายภาพอุปกรณก์ ารกระทำผิดและจัดทำบัญชี (ถา้ มี) ไว้เปน็ หลักฐาน พร้อมตรวจ
ยึดไวเ้ ป็นของกลาง โดยใหผ้ ้จู บั กุมร่วมลงช่ือตอ่ ท้ายบัญชีดว้ ย

- พิจารณาวา่ การกระทำในครง้ั นี้เปน็ การกระทำผิดตามกฎหมายเก่ียวกับป่าไม้ ฉบับ
ใด และฐานใดบ้าง เพื่อจะได้บันทึกไว้ในบันทึกการตรวจยึด ดังนี้ 1) กรณีพื้นที่เกิดเหตุเป็นป่าตาม
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ให้แจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช
๒๔๘๔ มาตรา ๑๑, ๔๘ หรือมาตรา ๖๙ ตามแตก่ รณี 2) กรณพี น้ื ท่ีเกิดเหตเุ ป็นปา่ สงวนแห่งชาติด้วย
ให้แจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔ ด้วย 3) กรณีพื้นทีเ่ กิดเหตุ
เป็นอทุ ยานแหง่ ชาติดว้ ย ใหแ้ จ้งขอ้ กล่าวหาตาม พ.ร.บ. อทุ ยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๑๖(๒)
ด้วย 4) กรณีพื้นที่เกิดเหตุเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าด้วย ให้แจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.สงวนและ
คมุ้ ครองสัตวป์ า่ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๘ ดว้ ย 5) กรณีพ้นื ทเ่ี กิดเหตเุ ป็นเขตหา้ มลา่ สัตว์ปา่ ทอี่ ยใู่ นเขต
พนื้ ท่ปี า่ ให้แจง้ ข้อกลา่ วหาตาม พ.ร.บ. สงวนและคุม้ ครองสัตวป์ ่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔๒ ดว้ ย

- จัดทำบันทึกการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐานในเบื้องต้น โดยให้ระบุข้อมูลข้างต้นไว้ใน
บันทึกการตรวจยึดให้ครบถ้วนด้วย และสำหรับกรณีพบตัวผู้กระทำผิดแต่จับกุมตัวไม่ได้ ให้บันทึก
รูปพรรณสณั ฐาน เครอ่ื งแต่งกายของผูก้ ระทำผิดไวด้ ้วย

- จัดทำแผนท่ีสงั เขปแสดงบรเิ วณท่เี กดิ เหตุ
- รวบรวมเอกสารหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหา ประกอบด้วย 1) สำเนาพระราช
กฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. ๒๕๓๐ พร้อมบญั ชไี มห้ วงหา้ ม 2) สำเนาประกาศกระทรวงกำหนด
เขตควบคุมการแปรรูปไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ 3) สำเนากฎกระทรวง
กำหนดเขตปา่ สงวนแหง่ ชาติ และหรอื พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอทุ ยานแห่งชาติ และหรือพระราช
กฤษฎีกากำหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรืออื่นๆ พร้อมแผนที่แนบท้ายกฎกระทรวงหรือกฤษฎีกา
ดังกล่าว และระบุบริเวณจุดที่เกิดเหตุไว้ในแผนที่แนบท้ายดังกล่าว แล้วแต่กรณีว่าพื้นที่เกิดเหตุจะ
เกย่ี วขอ้ งกับกฎหมายฉบับใด 4) สำเนาหลกั ฐานการปิดประกาศเอกสารดังกล่าวขา้ งตน้
- นำเรื่องราวพร้อมของกลาง และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ส่งพนักงานสอบสวน
ผู้รบั ผิดชอบพ้ืนท่ีเพื่อสืบสวนสอบสวนหาตัวผ้กู ระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
- ขอหลักฐานการแจ้งความดำเนินคดี จากพนกั งานสอบสวน (ปจว.ขอ้ / เวลา/วันที่/
คดีอาญาที/่ ยดึ ทรพั ยท์ /่ี ชื่อพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี)
- ขอรบั ของกลางท่ีไม่ใช่อาวธุ ปืน เครื่องกระสุนปืน และวตั ถรุ ะเบดิ มาเก็บรักษาตาม
ระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการปฏิบตั ิเกี่ยวกับของกลางในคดีความผิดเกี่ยวกับการ
ป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๓๓ และข้อตกลงระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง
การปฏิบัติเกี่ยวกบั ของกลางในคดคี วามผิดเกีย่ วกบั การปา่ ไม้
- ในกรณีพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ แต่พื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่เป็น
อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เช่น อุทยานแห่งชาติเตรียมการ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเตรียมการ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเตรียมการ วนอุทยาน พื้นที่ป่าชายเลน เป็นต้น
ให้หน่วยงานผู้จับกุมส่งมอบคดีและของกลางให้กับหน่วยงานที่เป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ตามกฎหมาย
นั้นๆ หรือข้อตกลงระหว่างกรมเพื่อรับไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป และเมื่อได้ส่งมอบแล้ว
ให้แจ้งพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีทราบด้วย กรณีที่การจับกุมมีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่จากหลาย

๑๘

หน่วยงาน และมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ตามกฎหมายนั้นๆ หรือตามข้อตกลง
ระหว่างกรมร่วมจับกุมอยู่ด้วย ให้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานนั้นรับเรื่องราวไปร้องทุกข์
กล่าวโทษ และรับของกลางจากพนกั งานสอบสวนไปดำเนินการตามระเบยี บของหนว่ ยงานนนั้ ๆ ต่อไป

- รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดบั ชั้นโดยเร็วทีส่ ดุ แบ่งเป็น ๒ กรณี คือ 1) รายงาน
ด่วน ให้หัวหน้าหน่วยงานผู้แจ้งความดำเนินคดีเป็นผู้รายงาน ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ (ตามแบบ
รายงานของแต่ละกรม) ภายใน ๑๒ ชั่วโมง กรณีเข้าหลักเกณฑ์เป็นคดีรายใหญ่ และรายงานภายใน
๒๔ ชั่วโมง กรณีที่เป็นคดีรายเล็ก 2) รายงานตามปกติ เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจจับกุมจะต้องรายงานให้
ผู้บังคับบญั ชา ตามลำดับชั้นทราบ โดยต้องส่งสำเนาบันทึกการตรวจจับกุมและเอกสารที่เกี่ยวขอ้ งให้
ผูบ้ ังคบั บญั ชาตามลำดบั ช้ันทราบทุกคดีตามระเบยี บของแตล่ ะกรม

- ใหพ้ นกั งานเจา้ หน้าท่ผี ูต้ รวจยดึ ดำเนินการสืบสวนหาเบาะแสของผู้กระทำความผิด
และรวบรวมพยานหลักฐานส่งให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดมา
ดำเนนิ คดีตามกฎหมายต่อไป

- ให้เจา้ หน้าท่ีหรือหน่วยงานผู้รับผิดชอบคดี ประสานพนักงานสอบสวน หรือ พนักงาน
อัยการ เพ่อื ขอทราบผลการดำเนนิ คดี แล้วรายงานผู้บังคับบัญชาทราบเป็นระยะๆ จนกว่าคดจี ะถึงทีส่ ดุ

1.4 การจับกมุ
วิธีการจับกุมให้พนักงานเจ้าหน้าทีป่ ฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับหรือหลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี
พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธีหรือการป้องกันทั้งหลายเท่าท่ีเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่ง
เรื่องในการจับผู้นั้น เมื่อได้ทำการจับกุมแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รีบนำตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการ ของ
พนักงานสอบสวน (สถานีตำรวจ) ในเขตท้องทที่ ี่มีอำนาจตามกฎหมายโดยเรว็ แลว้ กล่าวโทษ ต่อพนักงาน
สอบสวนพร้อมส่งตัวผู้ถูกจับ (ผู้ต้องหา) ของกลาง และสำเนาบันทึกการจับกุม (ถ้ามี) ต่อพนักงาน
สอบสวนเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ขอคัดถ่ายสำเนาบันทึก ประจำวันและให้
เก็บไว้เป็นหลักฐาน ในกรณีที่ไม่สามารถคัดถ่ายสำเนาบันทึกประจำวันได้ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่บันทึกถึง
ข้ออุปสรรคไว้และให้เสนอบันทึกข้ออุปสรรคพร้อมกับการรายงานการดำเนินคดีอาญานั้นให้
ผบู้ งั คบั บญั ชาทราบภายใน ๔๘ ช่ัวโมง (ปรเมศวร์, 2559)

1.5 การจดั ทำบันทกึ การจบั กุม
การจัดทำบันทึกการจับกุมให้บันทึกชื่อ อาชีพ ที่อยู่ของผู้ถูกจับอีกทั้งข้อความและ

พฤตกิ ารณ์แห่งการจบั น้นั ไว้ ทงั้ ระบุสถานที่ที่จับ วันเดอื นปที ี่กระทำผิด ชือ่ และตำแหน่งหน้าท่ีผู้จับ
แล้วให้ผู้จับ ลงลายมือชื่อกำกับไว้เป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔
วรรคสาม ต้องอ่านให้ผู้ถูกจับฟัง ถ้ามีข้อความแก้ไข ทักท้วง หรือเพิ่มเติม ให้แก้ไขให้ ถูกต้องหรือ
มฉิ ะน้ันก็ให้บนั ทึกไว้ และใหผ้ ้ใู หถ้ ้อยคำลงลายมือช่ือกำกบั รับรองว่าถูกต้องแล้ว ถ้าผู้ถูกจับไม่ยอมลง
ลายมือชื่อในบันทึก ให้บันทึกหรือรายงานเหตุนั้นไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๑ และเอกสารซงึ่ เจ้าพนักงานเป็นผทู้ ำต้องเขยี นดว้ ย นำ้ หมึกหรอื พิมพด์ ีดหรือพิมพ์ ถ้ามีผิด
ที่ใดห้ามมิให้ลบออก ให้เพียงแต่ขีดฆ่าคำผิดนั้นแล้ว เขียนใหม่ เจ้าพนักงานหรือบุคคลผู้ขอแก้ไข

๑๙

เชน่ น้ันต้องลงนามย่อรับรองไว้ข้างกระดาษ ถอ้ ยคำทีต่ กเติมในเอกสารก็ให้ลงนามกำกับไว้ด้วยเช่นกัน
ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒

การทำบันทึกของเจ้าพนักงานนับเป็นพยานหลักฐานชิ้นแรกที่จะนำไปสู่การ สืบสวน
สอบสวนต่อไป และเป็นพยานหลกั ฐานชิน้ สำคัญอย่างหนึง่ ดังนั้น จะต้องระมัดระวงั ให้บันทึกจับกมุ
มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เขียนเลอะเลือนขีดฆ่าเต็มไปหมด ดังนั้น ปากกาที่ใช้ ควรเป็นด้ามเดียวกัน
สเี ดียวกนั การแกไ้ ขหรือตกเตมิ ทำเสยี ก่อนทีจ่ ะมีการลงนาม เม่อื ลงนามแล้วไม่ควรตกเติมแก้ไขอีก ซึง่
อาจก่อให้มีพิรุธที่ทำให้น้ำหนักพยานเสียไปได้ สำหรับรายละเอียดของบันทึกการจับกุมนั้น เป็น
ขอ้ เทจ็ จรงิ ท่ีเกดิ ขึน้ ประกอบกับขอ้ กฎหมายปา่ ไม้วา่ ผู้กระทำ กระทำอย่างไรบ้าง ทีเ่ ปน็ ผิดกฎหมายป่า
ไม้ เห็นอย่างไร เป็นอย่างไรก็ระบุไปอย่างนั้น อย่าได้แต่งเติมเสริมต่อเป็นอันขาดเพราะข้อเท็จจริงจะ
ไม่เป็น ไปตามธรรมชาติ จดจำก็ลำบาก และเมื่อมีการตรวจสอบพยานตอนตอบคำถามค้านจะทำ ให้
ผู้บันทึกตอบไม่ถูกเพราะไปตกแต่งเรื่องราวทำให้น้ำหนักพยานเสียไป สำหรับการแจ้งข้อกล่าวหาให้
ระบฐุ านความผิดว่าผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ข้อหาใด ผูถ้ กู กลา่ วหาจะรับสารภาพหรือไม่ ไม่ใช่เร่ืองสำคัญ
ถ้าสารภาพก็บันทึกไว้ ปฏิเสธก็บันทึกไว้ และควรซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดให้
มากที่สุด ซึ่งข้อนี้พนักงานเจ้าหน้าที่จะจดย่อไว้ในสมุดบันทึกก่อน แล้วค่อยนำมาลงในบันทึกจับกุม
จะเป็นข้อดีทั้งช่วยเตือนความจำตอน เบิกความต่อศาลในคราวตอบคำถามค้านได้ด้วย ควรถามผู้ถูก
จับว่า เหตุใดจึงกระทำผิด ใครจ้างมา ทำผิดมานานแล้วยัง ของกลางเช่นรถยนต์ เกวียน ได้มาอย่างไร เป็น
ของใคร การเขียนบนั ทึกจับกุมกค็ ือการเล่าข้อเทจ็ จริง เชน่ ในวนั เกดิ เหตุ (วันที่ เดือน พ.ศ.) มชี ดุ จับกุม
มใี ครเปน็ หวั หน้าชดุ ในการปฏบิ ัติการตามกฎหมายป่าไม้ นำกำลังอันประกอบไปด้วยผู้ใดบ้าง จำนวน
กี่คนไปปฏิบัติหน้าที่ และพบเห็นใคร จำนวนกี่คน แต่ละคนกำลัง ทำอะไร อย่างไร ในวันใด และ ณ
จดุ ใด หากไม่รูจ้ ักชือ่ ก็ระบุแต่เพียงวา่ ชายไทยไมท่ ราบ ช่อื อายุประมาณเทา่ ใด สำหรับกรณีที่ระบุช่ือ
ผู้ต้องหาในบันทึกจับกุมควรระบุให้ชัดว่าชื่อ นามสกุลใด อายุเท่าไร อยู่บ้านเลขที่ ตำบล อำเภอ
จังหวัด อะไร ซึ่งข้อนี้ก็ต้องขอตรวจดู จากบัตรประจำตัวประชาชน (ถ้ามี ถ้าไม่มีอย่าเพิ่งเชื่อตามที่ผู้
ถูกจับอ้าง ต้องพิสูจน์จนแน่ชัด ว่าชื่อใดก่อน เมื่อจับกุมแล้วได้ยึดสิ่งของใดเป็นของกลาง
การระบุของกลางต้องระบุทั้ง ปริมาตรและจำนวน หรือขนาดของสิ่งของที่ยึดเป็นของกลางในกรณีที่
ไม่ทราบปริมาตร ชัดเจน สำหรับสิ่งของใดท่ีมีหมายเลขกำกับ เช่น หมายเลขในอาวุธปืน หมายเลข
เครื่องยนต์ หมายเลขเลื่อยยนต์ เป็นต้น เหล่านี้ต้องบันทึกหมายเลขไว้ด้วย และหากเป็นไปได้น่าจะ
ระบุด้วยว่ายึดสิ่งของนั้นมาจากใคร หรือจาก ณ ที่แห่งใดในบริเวณที่เกิดเหตุ จากนั้นจึงจะเป็นการ
บนั ทกึ ว่าผ้ตู อ้ งหาบอกว่าอยา่ งไร หรือจะพดู วา่ ผู้ตอ้ งหาใหก้ ารอย่างไร

สุเนติและนันทชัย (๒๕๕๘) กล่าวว่าสำหรับของกลาง ต้องระบุด้วยว่ายึดมาตามบทบัญญัติ
กฎหมายใด อยา่ งนอ้ ย ควรระบุวา่ ได้ยึดสง่ิ ของใดบ้างตามพระราชบญั ญัตปิ า่ ไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ สว่ นท่ีไม่
ระบุ ก็ถือว่ายึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ในกรณีของกลางมี จำนวน
มากต้องทำรายการบัญชีของกลางด้วย และต้องถามผู้ครอบครองทรัพย์ที่ยึดเป็นของกลางให้ได้ว่า
สิ่งของที่ใช้ในการกระทำความผิดทั้งเครื่องมือหรือยานพาหนะเหล่านั้น เป็นของใครอย่างไร เช่น
รถยนต์เช่าซ้ือมาหรือไม่ เปน็ ตน้ เพราะจะเปน็ ประเดน็ ที่นำไปสู่การคืนของกลาง ทัง้ น้ีเพราะกฎหมาย
จะคนื ของกลางแก่บคุ คลผไู้ ม่มีสว่ นรู้เหน็ เป็นใจในการกระทำความผดิ

๒๐

1.6 การจัดทำแผนทส่ี ถานทเ่ี กดิ เหตุ
เป็นการแสดงรายละเอียดที่จะทำให้คดีชัดเจนขึ้น ซึ่งแผนที่จะเป็นสถานที่ที่บ่งบอกว่า

ผู้กระทำผิดได้กระทำความผิด ณ สถานที่ใด อันนำไปพิสูจน์ความผิดในชั้นพิจารณาของศาลได้ หาก
การกระทำความผิด เกดิ ขน้ึ ในเขตป่าสงวนแหง่ ชาติกด็ ี เขตรกั ษาพันธ์สุ ตั ว์ป่าก็ดี หรืออุทยานแห่งชาติ
ก็ดี แผนที่ เกิดเหตุควรมีสองฉบบั ฉบับแรกเป็นแผนที่ตามประกาศหรือตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งเป็น
ภาพใหญ่ของเขตรับผิดชอบของพนักงานเจ้าหน้าท่ี ในแผนที่ฉบับนี้เพียงกำหนดจุดที่เกดิ การกระทำ
ความผิดเท่านั้น ส่วนในแผนที่ฉบับที่สองนั้นเป็นแผนที่แสดงรายละเอียดเฉพาะ บริเวณที่เกิดเหตุว่า
พบผู้ต้องหาจุดใด ของกลางที่ยึดอยู่ตรงไหน เมื่อจัดทำแผนที่เสร็จแล้ว ก็ให้ลงลายมือชื่อบันทึกไว้
กฎหมายไม่ได้บังคับว่าผู้ถูกกล่าวหาจะต้องลงลายมือชื่อในแผนที่แสดงที่เกิดเหตุหรือไม่ แต่ผู้จัดทำ
จะต้องลงช่ือไว้ ซงึ่ ผูจ้ ัดทำจะต้องเป็นผู้ตรวจ สถานท่ีจริง อาจถา่ ยภาพประกอบไว้ด้วยก็ได้เพ่ือความ
ชัดเจน ทั้งนี้ในชั้นพิจารณาของศาล จะได้จดจำและตอบคำถามค้านของทนายฝ่ายตรงข้ามได้
(สุเนติและนันทชัย, ๒๕๕๘)

2. การกระทำความผดิ เก่ียวกับป่าไม้ ตามพระราชบัญญตั ิป่าไม้ พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๔
สำหรับการกระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔

มรี ายละเอยี ดดังนี้

2.๑ การกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต (เป็นชนิดไม้สัก ไม้ยาง หรือ
ไม้หวงห้ามประเภท ข หรือไม้เกินย่ีสิบกอ่ น หรอื รวมเกนิ ๔ ลกู บาศก์เมตร)

กฎหมายบัญญัติไว้ ดังนี้ “มาตรา ๑๑ ผู้ใดทำไม้ หรือเจาะ หรือสับ หรือเผา หรือทำ
อันตรายดว้ ยประการใดๆ แก่ไมห้ วงหา้ ม ต้องไดร้ ับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหนา้ ท่ีหรือได้รับสัมปทาน
ตามความในพระราชบญั ญตั ินี้ และต้องปฏิบตั ิตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงหรอื ในการอนญุ าต

การอนุญาตนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้ว จะอนุญาตให้
ผูกขาด โดยใหผ้ ้ไู ดร้ ับอนญุ าตเสยี เงนิ คา่ ผกู ขาดใหแ้ กร่ ัฐบาลตามจำนวนที่รฐั มนตรกี ำหนดก็ได้

การอนุญาตโดยวิธีผูกขาดหรือใหส้ มั ปทานสำหรับการทำไม้ฟนื หรอื ไม้เผาถ่านไมว่ ่าโดย
ทางตรงหรือทางอ้อม ใหก้ ระทำไดเ้ ฉพาะในเขตป่าที่หา่ งไกลและกันดาร หรือเฉพาะการทำไม้ชนิดที่มี
คา่ หรอื หายาก

การพิจารณาคำขออนุญาตผูกขาดหรือสัมปทานตามความในวรรคก่อนให้กระทำโดย
คณะกรรมการซงึ่ รฐั มนตรแี ตง่ ตงั้ ”

บทกำหนดโทษ ดังน้ี “มาตรา ๗๓ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัตติ ามมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒
มาตรา ๑๓ มาตรา ๓๑ หรือมาตรา ๔๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหา้ หมื่นบาท
หรอื ทง้ั จำท้งั ปรบั

ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถา้ การกระทำผิดน้ันเก่ยี วกับ
(๑) ไมส้ ัก ไมย้ าง ไมช้ งิ ชนั ไม้เก็ดแดง ไม้อีเมง่ ไม้พะยุงแกลบ ไมก้ ระพ้ี ไมแ้ ดงจีน
ไมข้ ะยุง ไม้ชิก ไมก้ ระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยงู ไมห้ มากพลูต๊กั แตน ไม้กระพ้ีเขาควาย ไมเ้ ก็ดดำ
ไม้อีเฒา่ ไมเ้ ก็ดเขาควาย หรอื ไม้หวงหา้ มประเภท ข. หรอื

๒๑

(๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบต้น
หรือท่อนหรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร หรือไม้ที่ได้แปรรูปแล้วรวมปริมาตรไม้เกินสอง
ลกู บาศก์เมตร

ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตัง้ แต่หนึง่ ปีถึงยีส่ ิบปีและปรบั ตั้งแต่ห้าหมื่นบาท
ถึงสองล้านบาท”

องค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย ๑) ผู้ใด หมายถึง บุคคลใดๆ และอาจเป็นบุคคล
ธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ๒) ทำไม้ หรือเจาะ หรอื สับ หรือเผา หรือทำอนั ตรายด้วยประการใดๆ แก่
ไม้หวงห้าม “เจาะ” หมายความวา่ ทำใหเ้ ปน็ ช่องเป็นรู “สบั ” หมายความวา่ เอาของมคี มเช่นมีดหรือ
ขวานฟันลงไปโดยแรงหรือซอยถี่ ๆ กิริยาที่เอาสิ่งมีปลายงอนหรือปลายแหลมเจาะลงไป “เผา”
หมายความว่า ทำใหร้ ้อนใหส้ กุ หรอื ให้ไหม้เป็นตน้ ดว้ ยไฟ “ทำอันตรายด้วยประการใด ๆ” หมายความ
ว่า กระทำการใด ๆ นอกจากการทำไม้ เจาะ สับ หรือเผา แก่ไม้หวงห้าม อันก่อให้เกิดความเสียหาย
แกไ่ ม้หวงหา้ ม (ตามมาตรา ๖ แหง่ พระราชบญั ญตั ปิ ่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔) (ดังภาพท่ี 3.1) และ๓)
ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือได้รับสัมปทานตามความในพระราชบัญญตั ิน้ี และต้อง
ปฏิบัตติ ามขอ้ กำหนดในกฎกระทรวงหรือในการอนุญาต “พนกั งานเจา้ หน้าท่ี” หมายถึง เจ้าพนักงาน
ป่าไม้ พนักงานป่าไม้ หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้มีหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ เช่น
นายอำเภอ ผวู้ ่าราชการจงั หวัด

ภาพท่ี ๓.๑ การลักลอบทำไม้หวงห้าม
ภาพโดย : เฉลมิ เกียรติ (2560)

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๐๑๓/
๒๕๕๗ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันทำไม้ โดยตัดฟันต้นงิ้วภายในเขตป่าประดางและ
ป่าวังเจ้า อันเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และเลื่อยออกเป็นท่อนได้ไม้งิ้ว ๑๐๕ ท่อน ปริมาตร ๑๒.๐๗
ลูกบาศก์เมตร แลว้ รว่ มกนั ใชร้ ถยนต์บรรทุกนำไม้ดังกล่าวออกจากป่าสงวนแห่งชาติ อนั เป็นการทำให้
เสอ่ื มเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทัง้ นโ้ี ดยจำเลยกับพวกไม่ไดร้ ับอนุญาตจากเจ้าพนักงานและไม่ได้
รับการยกเวน้ ใด ๆ ตามกฎหมาย โดยโจทก์มิไดบ้ รรยายฟ้องให้เหน็ ว่า ตน้ ไม้ง้ิวท่จี ำเลยกบั พวกรว่ มกันตัด

๒๒

ฟันและเลื่อยออกเป็นท่อนนั้น เป็นไม้หวงห้ามอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานทำไม้ ตามมาตรา ๑๑
วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ ดังนั้น ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บรรยายข้อเท็จจริงขาด
องค์ประกอบความผดิ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แมค้ ำขอท้ายฟอ้ งจะระบุบทมาตราท่ีขอให้ลงโทษ
มาด้วยและจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานร่วมกันทำไม้
ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๑๑, ๗๓ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคสอง ประกอบ
มาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ แต่จำเลยคงมีความผิดฐานร่วมกันทำไม้อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพ
ป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑ วรรคสอง (๒) ประกอบ
ป.อ. มาตรา ๘๓

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๐๐/๒๕๕๒ โจทก์บรรยายฟ้องข้อ ก. ว่า จำเลยทั้งสามกับ
พวกรว่ มกนั ทำไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยนำไมซ้ ึง่ แปรรปู แลว้ ใส่กระบะพว่ งรถไถนาเดินตามออกจาก
เขตรักษาพันธ์สุ ัตว์ป่า แมก้ ารกระทำของจำเลยท้ังสามดังกล่าวเปน็ ความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม
โดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๑๑, ๗๓ วรรคหนึ่ง เนื่องจาก
พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๔ (๕) ให้ความหมายว่าการนำไม้ออกจากป่าด้วยประการใด ๆ เป็น
การทำไม้ ตามนิยามคำว่า "ทำไม้" ด้วยก็ตาม แต่ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕
มาตรา ๓๘ ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามด้วยนั้น มิได้บัญญัติให้การนำไมอ้ อกจากเขตรักษา
พันธุ์สัตว์ป่าตามฟ้อง เป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวดังเช่นที่ได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.
๒๔๘๔ แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันตัดหรือโค่น
ต้นไม้หรือพฤกษชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕
มาตรา ๓๘, ๕๔ วรรคหนึ่ง ท่ีศาลอทุ ธรณภ์ าค ๓ พพิ ากษาลงโทษจำเลยทงั้ สามในความผดิ ตามมาตรา
ดังกล่าว เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยท้ัง
สามมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึน้ วินิจฉัยไดต้ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง, ๑๙๕ วรรคสอง
ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๓๑๐/๒๕๕๒ การคัดสำเนา พ.ร.ฎ.กำหนดไม้หวงห้ามฯ
ประกาศไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา ๕ นั้นไม่ใช่องค์ประกอบความผิดข้อหาใด
ตาม พ.ร.บ.ป่าไมฯ้ หากแตเ่ ปน็ เพยี งวิธกี ารให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีกระทำเพ่ือมิใหผ้ ูห้ น่ึงผใู้ ดโต้แย้งว่ายัง
ไม่ทราบ พ.ร.ฎ. ดังกล่าวเท่านั้น โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายเรื่องการคัดสำเนา พ.ร.ฎ. ดังกล่าวมาใน
ฟ้องด้วย แมโ้ จทก์จะมไิ ด้บรรยายเรื่องการคัดสำเนา พ.ร.ฎ. ดงั กล่าวมาในฟ้อง ฟอ้ งโจทก์ก็เป็นฟ้องที่
สมบรู ณแ์ ละชอบดว้ ย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕)

ไม้สักไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้ามตาม พ.ร.บ.ปา่ ไมฯ้ มาตรา ๗ วรรค
หนึ่ง การตัดฟันจะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าท่ีตามมาตรา ๑๑ หากฝ่าฝืนมีความผิดต้อง
ระวางโทษตามมาตรา ๗๓ วรรคสอง (๑) ส่วนการมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มี
รอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ก็มีความผิดต้องระวางโทษตามมาตรา ๖๙ วรรคสอง
(๑) เม่อื ขอ้ เท็จจริงรบั ฟังไดว้ า่ จำเลยท่ี ๕ มีความผิดฐานทำไม้สักโดยไมไ่ ดร้ บั อนุญาตและมีไม้สักอันยัง
มิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม้ของกลางจึงเป็นไม้อันได้มาจากการกระทำ
ความผิดตอ้ งริบตามมาตรา ๗๔

๒๓

ความผดิ ฐานมเี ลื่อยโซ่ยนต์ไวใ้ นครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับความผิดฐานรับไว้
ซงึ่ เลื่อยโซย่ นต์โดยรูว้ ่าเปน็ ของทนี่ ำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเล่ียงอากร เนอ่ื งจากการรับไว้โดย
ประการใด ๆ และการมีไว้ในครอบครองซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางมีลักษณะที่เกี่ยวเนื่องเป็นการ
กระทำเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ ๕ ในสองฐานความผิดดังกล่าว จึงเป็นการกระทำความผิด
กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ เมื่อความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีเท่ากันแต่คดีน้ี
ราคาของซ่ึงได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงนิ ๖,๒๕๙ บาท หากมีการลงโทษปรับสูงสดุ ตาม พ.ร.บ.
ศุลกากรฯ มาตรา ๒๗ ทวิ จะลงโทษปรับได้เป็นเงิน ๒๕,๐๓๖ บาท แต่ตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ
มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับได้สูงสุดหนึ่งแสนบาท จึงถือว่าโทษปรับตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ
มาตรา ๑๗ วรรคหนง่ึ เป็นบทท่ีมีโทษหนักกวา่ ปญั หาดงั กลา่ วเป็นปัญหาข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกับความ
สงบเรยี บรอ้ ย แม้คูค่ วามมิได้ฎีกา ศาลฎกี าก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง
ประกอบมาตรา ๒๒๕

๒.2 การกระทำความผิดฐาน มีไมห้ วงห้ามอันยังมิได้แปรปู ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนญุ าต
กฎหมายบญั ญัตไิ ว้ ดังนี้ “มาตรา ๖๙ ผใู้ ดมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปร

รูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ไม้นั้นมาโดยชอบ
ดว้ ยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคกุ ไมเ่ กนิ ห้าปี หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ ห้าหมืน่ บาท หรอื ท้งั จำท้งั ปรบั

ในกรณีความผดิ ตามมาตราน้ี ถา้ ไมท้ ีม่ ีไว้ในครอบครองเป็น
(๑) ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน
ไม้ขะยุง ไม้ชิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ
ไม้อเี ฒา่ ไม้เกด็ เขาควาย หรอื ไมห้ วงหา้ มประเภท ข. หรือ
(๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบต้น
หรือท่อนหรอื รวมปริมาตรไม้เกินสล่ี กู บาศกเ์ มตร
ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยีส่ ิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาท
ถึงสองล้านบาท”
บทกำหนดโทษ ดังนี้ “มาตรา ๗๓ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒
มาตรา ๑๓ มาตรา ๓๑ หรือมาตรา ๔๘ ต้องระวางโทษจำคุกไมเ่ กินหา้ ปีหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
หรือท้ังจำทง้ั ปรับ
ในกรณคี วามผดิ ตามมาตรานี้ ถา้ การกระทำผิดน้นั เก่ียวกบั
(๑) ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน
ไม้ขะยุง ไม้ชิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ
ไม้อีเฒา่ ไม้เกด็ เขาควาย หรือไมห้ วงหา้ มประเภท ข. หรือ
(๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบต้น
หรือท่อนหรือรวมปริมาตรไม้เกินส่ีลูกบาศก์เมตร หรือไม้ที่ได้แปรรูปแล้วรวมปริมาตรไม้เกินสอง
ลูกบาศก์เมตร

๒๔

ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงย่ีสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาท
ถงึ สองลา้ นบาท”

องค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย ๑) ผู้ใด หมายความว่า บุคคลใดๆ และอาจเป็น
บคุ คลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ๒) มไี วใ้ นครอบครองซ่ึงไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตรา
ค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย “ครอบครอง” หมายความว่า ยึดถือไว้ มีสิทธิปกครอง ยึดถือ
ทรัพยส์ นิ ไวโ้ ดยเจตนาจะยึดถือเพ่ือตน ทงั้ นจ้ี ะยดึ ถือไว้เองหรือบุคคลอื่นยึดถือไวใ้ ห้ก็ได้ (ภาพที่ 3.2)
และ 3) เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมาย หมายความว่า ผู้ครอบครองแสดงได้
ว่า ไม้นั้นได้มาโดยชอบ เช่น ไม้นั้นมาจากที่ดนิ ที่มีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครอง หรือหากเป็นไม้ใน
ป่า ก็ต้องพิสูจน์ให้ไดว้ า่ ได้ขออนุญาตทำไม้จากพนักงานเจ้าหน้าท่ี หรอื ได้รบั สมั ปทานแล้ว

ภาพท่ี ๓.๒ การตรวจสอบการมีไม้ท่อนหวงหา้ มไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รบั อนญุ าต
ภาพโดย : เฉลมิ เกยี รติ (2560)

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาไดว้ างบรรทดั ฐานไว้ ดังน้ี คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๘๙๓/๒๔๙๙
คำว่าครอบครองตามพระราชบัญญตั ิป่าไม้ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๔๙๔มาตรา ๖๙ มคี วามหมายกวา้ งขวาง
กล่าวคือไม่เฉพาะครอบครองเพื่อตนเองเท่านั้นแต่รวมทั้งครอบครองแทนผู้อื่นด้วยเพราะไม่มี
กฎหมายบทใดจำกัดไว้ว่าการครอบครองของที่มีไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จะเป็นความผิด
ตอ่ เมือ่ ครอบครองเพอ่ื ตนเองตรงขา้ มกฎหมายวา่ ดว้ ยการสมคบกันกระทำผดิ กย็ งั มีอยู่

คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๔๕๔๐/๒๕๔๗ การทำไม้เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ปา่ ไมฯ้ มาตรา
๑๑ วรรคหนึง่ ซึง่ มีบทกำหนดโทษตามมาตรา ๗๓ วรรคสอง (๒) และการมไี ม้หวงหา้ มอันยังมิได้แปร
รูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา ๖๙ วรรคสอง (๒)
ส่วนการช่วยซ่อนเร้นหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดย
หลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม ข้อจำกัด เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา ๒๗ ทวิ ลักษณะของ
ความผิดในแต่ละข้อหาอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้แม้ไม้หวงห้ามที่

๒๕

จำเลยที่ ๑ ร่วมกันทำไม้และมีไว้ในครอบครองจะเป็นจำนวนเดียวกันก็ตามการกระทำความผิดของ
จำเลยท่ี ๑ เปน็ ความผิดหลายกรรมตา่ งกนั

พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา ๒๗ ทวิ กำหนดโทษปรับไว้เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมคา่
อากรแลว้ ไมใ่ ช่สีเ่ ท่าของค่าอากร ดังนั้น การท่ีศาลอุทธรณ์ภาค ๓ นำราคาเล่ือยยนตข์ องกลางมารวม
คำนวณกบั ค่าอากร จงึ ต้องด้วยบทบญั ญตั ิของกฎหมายแลว้

คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๔๐๙๕/๒๕๔๗ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
ต่อพนักงานป่าไมโ้ ดยยื่นคำขอขึน้ ทะเบียนที่ดนิ ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นทีน่ าไม่มีต้นไม้เป็นสวนป่า เพ่ือ
จะทำไม้ในป่าแล้วนำมาสวมเข้าเป็นไม้ในสวนป่าของตนที่ยื่นคำขอ และร่วมกับพวกทำไม้ในป่า โดย
ตัด ฟัน เลื่อย โค่น ไม้สัก ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวนมากถึง ๑๖๔ ท่อน ปริมาตร ๓๑.๔๓
ลูกบาศก์เมตร และร่วมกันทำไม้สักอันยังมิได้แปรรูปจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อ
กฎหมายแล้วร่วมกันใช้ตราสวนป่าซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้มาจากการแจ้งความเท็จตีตอกหรือประทับหรือ
แสดงการเป็นเจ้าของไม้บนไม้สักดังกล่าว ซึ่งมิได้มาจากการทำสวนป่า ลักษณะของการกระทำ
ความผิดเป็นการกระทำที่คำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวและไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย นับเป็นพฤติการณ์
ร้ายแรง แม้จำเลยที่ ๑ มีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว แต่เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็น
ส่วนตวั จึงยงั ไม่มเี หตุผลเพียงพอทจ่ี ะใหค้ วามปรานีแกจ่ ำเลยที่ ๑ โดยการรอการลงโทษให้

2.๓ การกระทำความผิดฐาน แปรรปู ไม้ ตง้ั โรงงานแปรรูปไม้ ต้งั โรงคา้ ไม้แปรรปู ครอบครอง
ไม้สักแปรรูป (ไม่จำกัดจำนวน) ครอบครองไม้หวงห้ามแปรรูปชนดิ อื่นเกิน ๐.๒๐ ลูกบาศก์เมตร โดย
ไม่ไดร้ ับอนญุ าต (รวมถึงการกระทำแก่ไม้ทนี่ ำเข้ามาในราชอาณาจักร) ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้

กฎหมายบัญญัติไว้ ดังนี้ “มาตรา ๔๘ ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ห้ามมิให้ผู้ใด
แปรรูปไม้ ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ตั้งโรงค้าไม้แปรรูป มีไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง
ไม้พะยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขาควาย แปรรูป ไม่ว่าจำนวนเท่าใดไว้ใน
ครอบครอง หรือมีไม้แปรรูปชนิดอื่นเป็นจำนวนเกิน ๐.๒๐ ลูกบาศก์เมตร ไว้ใน ครอบครอง เว้นแต่
ได้รบั อนุญาตจากพนักงานเจา้ หนา้ ท่แี ละต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงและในการอนุญาต

เพือ่ ประโยชน์แห่งความในวรรคหน่ึง ไม้ซุงหรือไม้ท่อนทจี่ มอยู่ในแม่น้ำลำคลอง ในรัศมี
ห้าสิบเมตรของบริเวณที่ทำการแปรรูปไม้ และไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ ให้สันนิษฐานว่าเป็นไม้ที่อยู่ใน
ความครอบครองของผูร้ ับอนญุ าตต้งั โรงงานแปรรูปไม้ที่มีโรงงานอยูใ่ นบรเิ วณนัน้

ความในวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงการกระทำแก่ไมท้ ี่นำเข้ามาในราชอาณาจักรดว้ ย”
การพิจารณาความผิดที่เกี่ยวกับไม้หวงห้าม เนื่องจากมีการแก้ไขบทกฎหมายตาม
พระราชบัญญัตปิ ่าไม้ พุทธศกั ราช ๒๔๘๔ (แก้ไขฉบับท่ี 8 พ.ศ.2562) ทำใหช้ นิดไม้หวงห้ามที่ข้ึนใน
ที่ดินกรรมสิทธิ์ จึงไม่เป็นไม้หวงห้ามตามที่กฎหมายกำหนด จะเป็นไม้หวงห้ามได้จะต้องขึ้นในป่า
เท่านั้น ตาม “มาตรา ๗ ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราช
กฤษฎกี า สำหรับไม้ทกุ ชนิดท่ีข้ึนในท่ดี ินที่มีกรรมสิทธ์หิ รือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน
ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดง
สทิ ธทิ ่รี ฐั มนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถอื ว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม

๒๖

การเพิ่มเติมหรือเพิกถอนชนิดไม้ หรือเปลี่ยนแปลงประเภทไม้หวงห้ามที่ได้มีพระราช
กฤษฎีกากำหนดไว้แล้วก็ดี หรือจะกำหนดไม้ชนิดใดเป็นไม้หวงห้ามประเภทใดขึ้นในท้องที่ใด
นอกจากท้องที่ที่ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดตามความในมาตราก่อนแล้วน้ันก็ดี ให้กำหนดโดยพระ
ราชกฤษฎีกา

ราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ใช้บังคับได้เมื่อพ้น
กำหนดเกา้ สบิ วัน นบั แตว่ ันประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

สุเนติและนันทชัย (๒๕62) อธิบายว่าตามบทบัญญัติมาตรา ๗ มีการแก้ไขเรื่องไม้หวง
ห้ามว่าบนที่ดินประเภท กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน (โฉนด, หนังสือ
รับรองการทำ ประโยชน์/น.ส.๓ ประเภทต่าง ๆ) ของเอกชน ไม่ว่าไม้นั้นจะ“งอกขึ้นเองตาม
ธรรมชาติ” หรือ “ถูกปลูกขึ้น (ไม่พิจารณาว่าบุคคลใด เป็นผู้ปลูก พิจารณาแต่เพียงว่าไม้นั้นปลูกข้ึน
อยู่บนที่ดินของบุคคลของเอกชน)” ก็ตาม ไม้นั้น “ไม่เป็นไม้หวงห้าม” ทั้งสิ้น สำหรับ ที่ดินที่ได้รับ
อนุญาตให้ทำประโยชน์ตาม ประเภทหนังสือแสดงสิทธิ (ส.ป.ก. หรือ ที่ดินที่รัฐจัดสรรให้เพื่อทำกิน
ประเภทอน่ื ๆ ) ไมน้ ้ันจะตอ้ งเกิดจาก “เจตนาปลูกข้นึ ” เทา่ นน้ั จึงจะถอื ว่า “ไม่เปน็ ไม้หวงห้าม” แต่
หากไม้ นั้น “งอก ขึ้นเองตามธรรมชาติ” บนที่ดิน ไม้ที่งอกขึ้นนั้น หากเป็นชนิดประเภทเดียวกับ ที่
กฎหมายกำหนดให้เป็นไม้หวงห้าม ไม้ที่งอกขึ้นเองตามธรรมชาติเหล่านั้นบนที่ดิน ส.ป.ก. หรือที่ดิน
“ใบสัญญารับรองสิทธิ์ทำกิน” “ใบสัญญารับรองสิทธิ์ทำกิน (สทก.)” ซึ่ง เป็นที่ดินประเภททีร่ ัฐมนตรี
ประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือที่ดินที่รัฐจัดสรรให้เพื่อ
ทำกิน ประเภทอื่น ๆ ก็ยังคงมีสถานะทางกฎหมาย“เป็นไม้หวงห้าม” ดังนั้นในที่ดินเอกชนหากไม้ ที่
ขึ้นอยู่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวนั้นเอกชนสามารถ ทำไม้และแปรรูปไม้ได้โดยอาศัยบทยกเว้นตาม มาตรา
๕๐ (๔) แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการ กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้มีพื้นที่ทัว่ ราชอาณาจกั ร ผู้ใดจะ
ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ไม่ได้หรือตั้งโรงค้าไม้ก็ไม่ได้เช่นเดียวกันเว้น แต่ได้รับอนุญาตเพราะกฎหมายไม่
ยกเว้นให้ ยกเวน้ เพยี งการแปรรปู เทา่ นน้ั (โปรดดมู าตรา ๕๐)

มาตรา ๔8 วรรคแรกนั้น ได้รับการ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบ
แห่งชาติฉบับที่ ๑๐๖/๒๕๕๗ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายว่าด้วยป่าไม้ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม
พุทธศักราช ๒๕๕๗ โดยมีการกำหนดไม้หวงห้าม ประเภท ก. เพิ่มเข้าไปในกฎหมาย รวม ๑๘ ชนิด
ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 7 เดิม ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความ สงบแห่งชาติ
ฉบับที่ ๑๐๖/๒๕๕๗ ในปีเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อควบคุมการครอบครองไมแ้ ปรรูป เหล่านัน้ โดยมุ่งหมาย
ให้มกี ารแจ้งและขอ อนญุ าตในการแปรรปู ไม้และครอบครองการแปรรูปไมเ้ ปน็ สำคญั

หากพิจารณาไปที่บทบัญญัติมาตรา ๔๘ แล้ว จะเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายในเชิง
ควบคุมการแปรรูปไม้เปน็ สำคญั กล่าวคือ ไม่ว่า จะเป็นในส่วนของการแปรรปู ไม้ การตั้งโรงงาน แปร
รูปไม้ การตั้งโรงค้าไม้แปรรูป หรือการครอบครองไม้แปรรูปเหล่านั้น จะต้องได้รับอนุญาตก่อนเสมอ
หากพนื้ ท่นี ัน้ ได้ถูกประกาศเปน็ เขตควบคมุ การแปรรูปไม้

ทั้งนี้ ในการพิจารณาบทบัญญัติมาตรา ๔๘ จะต้องพิจารณาไปพร้อมกับบทยกเว้น
ความผิดในมาตรา ๕๐ ไปพร้อมกัน ผู้ศึกษาก็จะเข้าใจโครงสร้างในเรื่องเหตุยกเว้นความ รับผิดตาม
กฎหมายอาญาได้เด่นชัดขึ้น หากมีใบอนุญาตให้แปรรูปไม้แล้วถือว่าเป็นใบอนุญาตให้ครอบครองไม้
แปรรูปนัน้ ดว้ ย ภายในเขตควบคมุ การแปรรปู ไมต้ าม มาตรา ๔8 นั้นได้กำหนดการกระทำต่าง ๆ ใน

๒๗

เขตพื้นที่ควบคุมการแปรรูปไม้ที่จะต้องดำเนิน การขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้หลายกรณี
สำหรับความหมายของการแปรรูปไม้ นั้น คือ เปลี่ยนรูปหรือขนาดไปจากเดิมไม่ว่า จะเป็น การเลื่อย
การผ่า การถาก การขุด หรือการทำใหไ้ ม้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เพอื่ ถอื เอาวัตถุธาตุเพื่อผลพลอยได้
จากไม้นนั้ ไมว่ ่าจะนำไม้นนั้ มาเผา มาอบ มาบด ดังนน้ั การนำไม้สักมาสกัดเปน็ ทองคำกเ็ ข้ากรณี แปร
รูปไม้ (เพราะในเน้ือไม้สักมสี ารละลาย ทองคำ สามารถสกัดเปน็ ทองคำได้แตม่ ีปรมิ าณน้อยมาก) และ
การแปรรูปไม้นั้นไม่ว่าจะแปรรูป ไม้เป็นจำนวนเท่าใดก็มีความผิดทั้งสิ้น สำหรับกรณีการตั้งโรงงาน
แปรรปู ไมน้ ้นั มนี ิยามไวใ้ นมาตรา ๔ (๑๓) คือสถานท่ีที่จัดทำข้ึนไว้เพอ่ื ทำการแปรรปู ไม้ รวมถึงบรเิ วณ
ของโรงงานหรอื สถานที่น้นั ๆ ด้วย ดังนัน้ คำวา่ โรงงานแปรรูปไมจ้ ึงมีความหมายที่แตกตา่ งจาก คำว่า
“โรงงาน” ตามพระราชบัญญตั ิโรงงาน

ส่วนโรงค้าไม้แปรรูปนั้น นิยามอยู่ในมาตรา ๔ (๑๔) คือสถานที่ที่ค้าไม้แปรรูป ที่มีไม้
แปรรูปไว้เพื่อการค้า รวมถึงบริเวณสถานที่ นั้น ๆ ด้วย ซึ่งคำว่า ค้า ไม่มีนิยามไว้ในพระราชบัญญัติ
ฉบับนี้ ก็คงต้องตีความตามความหมาย ทั่วไปว่า หมายถึงซื้อขายสินค้าหรือบริการ การนำสินค้าออก
แสดง ในทน่ี ห้ี มายถึงการค้า ไมแ้ ปรรูป

บทกำหนดโทษ ดงั นี้ “มาตรา ๗๓ ผู้ใดฝ่าฝนื หรือไม่ปฏิบัตติ ามมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒
มาตรา ๑๓ มาตรา ๓๑ หรือมาตรา ๔๘ ต้องระวางโทษจำคุกไมเ่ กินห้าปีหรือปรับไมเ่ กนิ ห้าหมื่นบาท
หรือทงั้ จำทง้ั ปรับ

ในกรณคี วามผิดตามมาตราน้ี ถา้ การกระทำผิดนัน้ เกีย่ วกับ
(๑) ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน
ไม้ขะยุง ไม้ชิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ
ไม้อีเฒา่ ไม้เก็ดเขาควาย หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. หรือ
(๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบต้น
หรือท่อนหรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร หรือไม้ที่ได้แปรรูปแล้วรวมปริมาตรไม้เกินสอง
ลูกบาศก์เมตร
ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกต้งั แต่หน่งึ ปถี ึงยส่ี ิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาท
ถึงสองลา้ นบาท”
“มาตรา ๕๐ บทบญั ญัติแหง่ มาตรา ๔๘ มิใหใ้ ช้บงั คบั ในกรณี ดังต่อไปนี้
(๑) การกระทำเพียงเลื่อย ตัด ลิด ขุด หรือถากซ้อมไม้ เพื่อทำเป็นซุงท่อน ไม้เหลี่ยม
โกลน มาดเรือโกลน เสาถาก หรือหมอนรถ หรือเพื่อทำไม้ฟืน หรือทำไม้เผาถ่าน หรือเลื่อยผ่าเพียง
เพื่อความจำเป็นในการชักลาก ในเมื่อพนักงานเจ้าหนา้ ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำไม้ให้กระทำการน้นั ๆ
ได้ และผูร้ ับอนญุ าตไดก้ ระทำการนัน้ ๆ กอ่ นนำไมเ้ คลือ่ นท่จี ากบริเวณตอไม้
(๒) การแปรรูปไมท้ ่ีแปรรปู มาแลว้ จากไม้ซุงหรอื ไมท้ ่อน ท่มี ิใชเ่ พ่ือการคา้
(๓) การมไี ม้แปรรูปไวใ้ นครอบครองทม่ี ิใชเ่ พื่อการคา้ โดยมีหลักฐานแสดงวา่ ได้ไม้น้ันมา
โดยชอบดว้ ยพระราชบญั ญัตนิ ้ี
(๔) การแปรรูปไม้หรือมไี มแ้ ปรรูปไว้ในครอบครองทม่ี ใิ ช่ไมห้ วงห้าม
(๕) การแปรรูปไม้โดยใช้แรงคนที่มิใช่เพื่อการค้าจากไม้หวงห้ามที่ยังมิได้แปรรูป โดยมี
หลักฐานแสดงว่าไดไ้ ม้น้ันมาโดยชอบดว้ ยพระราชบัญญตั นิ ี้”

๒๘

องค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย ๑) ผู้ใด หมายความว่า บุคคลใด ๆ และอาจเป็น
บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ๒) แปรรูปไม้ ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ตั้งโรงค้าไม้แปรรูป หรือมีไม้แปร
รูปที่ระบุไว้ในมาตรา ๔๘ ไว้ในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าใด หรือมีไม้แปรรูปชนิดอื่นเป็น
จำนวนเกิน ๐.๒๐ ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครอง ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ (ดังภาพที่ 3.3)
“โรงงานไม้แปรรูป” มีความหมาย ตามหมายความว่า โรงงานหรือสถานที่ใดซ่ึงจัดข้ึนไว้เป็นท่ีทำการ
แปรรปู ไม้ รวมถงึ บรเิ วณโรงงานหรอื สถานที่นนั้ ๆ ด้วย โรงค้าไมแ้ ปรรูป มคี วามหมาย สถานที่ท่ีค้าไม้
แปรรูป หรือที่มีไม้แปรรูปไว้เพื่อการค้า รวมถึงบริเวณสถานท่ีนัน้ ๆ ด้วย “ไม้แปรรูป” มีความหมาย
ไม้ที่ได้แปรรูปแล้ว และหมายความรวมถึงไม้ที่อยู่ในสภาพพรางว่าเป็นสิ่งปลูกสร้าง หรืออยู่ในสภาพ
เปน็ ส่งิ ปลูกสรา้ งอันไมช่ อบดว้ ยลักษณะส่ิงปลูกสร้างท่ัว ๆ ไป หรือท่ผี ิดปกตวิ สิ ัย หรอื อยู่ในสภาพเป็น
เครื่องใช้ที่ไม่ชอบด้วยลักษณะของเครื่องใช้ที่ใช้เป็นปกติในท้องที่นั้น หรือที่ผิดปกติวิสัย ไม้ที่อยู่ใน
สภาพเป็นสงิ่ ปลูกสร้างหรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ ทัง้ นี้ ตลอดเวลาทีอ่ ยู่ในสภาพเช่นน้ัน รวมท้ังไม้
ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว และผู้ครอบครองพิสูจน์ได้ว่าได้เคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
สำหรับไม้อื่นที่มิใช่ไม้สักและไม่น้อยกว่าสิบปีสำหรับไม้สัก มิให้ถือว่าเป็นไม้แปรรูป และ๓) เว้นแต่
ไดร้ บั อนญุ าตจากพนักงานเจา้ หน้าท่แี ละต้องปฏบิ ัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงและในการอนุญาต
“พนักงานเจา้ หน้าท่ี” หมายถงึ นักวชิ าการป่าไม้ เจ้าพนกั งานป่าไม้ พนกั งานปา่ ไม้ หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรี
ไดแ้ ต่งต้งั ให้มหี นา้ ที่ดำเนนิ การตามพระราชบัญญตั นิ ้ี

ภาพท่ี ๓.๓ การตรวจสอบแปรรปู ไมใ้ นโรงงานแปรรูปไม้
ภาพโดย : เฉลมิ เกยี รติ (2560)

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๔๗/
๒๕๖๐ ความผิดฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับ
อนุญาต ตาม พ.ร.บ.ปา่ ไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง บัญญตั ิว่า "ภายในเขตควบคมุ การแปร
รปู ไม้ ห้ามมใิ หผ้ ู้ใดแปรรูปไม้...มีไม้สกั แปรรปู ไม่ว่าจำนวนเท่าใดไว้ในครอบครอง หรอื มีไม้แปรรูปชนิด
อื่นเป็นจำนวนเกิน ๐.๒๐ ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครอง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงาน
เจ้าหน้าที่" ดังนั้น การแปรรูปไม้และการมีไม้แปรรูปจะเป็นความผดิ ก็ตอ่ เมือ่ ความผิดดังกล่าวกระทำ

๒๙

ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ เขตควบคุมการแปรรูปไม้จึงถือเป็นองค์ประกอบความผิด แม้โจทก์
บรรยายฟ้องว่ามีการนำประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเขต
ควบคุมการแปรรูปไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ ไปประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา และมีการนำไปปิดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน หรือที่สาธารณะท่ี
เกี่ยวข้อง แต่ประกาศของรัฐมนตรีฯ หาใช่กฎหมายหรือเป็นข้อเท็จจริงที่ประชาชนรู้กันทั่วไป เมื่อ
จำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงต้องมีภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ เมื่อ
โจทกม์ ิไดน้ ำสบื จึงไม่อาจรบั ฟังได้ว่าท่ีเกิดเหตุอยู่ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ข้อเท็จจริงท่ีโจทก์นำสืบ
ขาดองค์ประกอบความผิดของมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับ
อนุญาตและฐานมไี มแ้ ปรรปู ไวใ้ นครอบครองโดยไม่ได้รบั อนญุ าต

คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๙๑๐๓/๒๕๕๙ โจทกบ์ รรยายฟ้องในข้อ ๒.๒ วา่ จำเลยกับพวก
ร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตามฟ้องข้อ ๒.๑ ตัด
ทอนไม้ให้เปลี่ยนรูปไปจากเดิมและบรรยายฟ้องในข้อ ๒.๓ ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันแปรรูปไม้สักและ
ไม้ประดู่ อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ให้เป็นแผ่นได้ไม้สักแปรรู ป ๔๙ แผ่น/เหลี่ยม
ปริมาตร ๐.๗๒ ลูกบาศก์เมตร และได้ไม้ประดู่ แปรรูป ๑๙ แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร ๐.๑๖ ลูกบาศก์
เมตร ตามคำฟ้องดังกล่าวมีความหมายในตัวว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐาน
ตั้งโรงงานแปรรูปไม้สักและไม้ประดู่โดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๗๓
วรรคสอง (๑) เม่ือจำเลยท่ี ๑ ให้การรบั สารภาพและไมท้ ่ีจำเลยที่ ๑ กับพวกต้ังโรงงานเป็นไม้สัก การ
กระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งต้อง
ลงโทษตามมาตรา ๗๓ วรรคสอง (๑)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๖๑๑/๒๕๕๒ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๗ วรรคหน่ึง
บัญญตั วิ ่า "ไม้สกั และไมย้ างท่ัวไปในราชอาณาจกั รไมว่ า่ จะข้ึนอยู่ในทใ่ี ดเปน็ ไม้หวงหา้ มประเภท ก. ไม้
ชนิดอื่นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" ดังนั้นไม้ยางที่เป็นไม้
หวงหา้ มประเภท ก. จะต้องเปน็ ไม้ยางที่ขนึ้ อยู่ในราชอาณาจักร ส่วนไม้เตง็ และไม้แดงซึ่งเป็นไม้อ่ืนจะ
เป็นไมห้ วงห้ามก็จะตอ้ งเป็นไม้ในป่า ซ่งึ ตามนิยามคำว่า "ปา่ " ในมาตรา ๔(๑) ใหห้ มายความวา่ ทดี่ นิ ที่
ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน จึงต้องแปลความว่าไม้เต็งและไม้แดงจะเป็นไม้หวงห้ามต้อง
เป็นไม้ในราชอาณาจกั ร คดีนี้ไม้ยางไม้เต็งและไม้แดงของกลางมิได้เป็นไม้ในราชอาณาจกั ร แต่เป็นไม้
ที่นำเข้าจากประเทศสหภาพพม่า จึงไม่ใช่ไม้หวงห้าม ดังนั้น แม้จำเลยจะมีไม้แปรรูปของกลางไว้ใน
ครอบครอง การกระทำของจำเลยก็ไมเ่ ปน็ ความผิดฐานมีไมห้ วงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไมไ่ ด้
รับอนุญาตตามมาตรา ๔๘ แต่อย่างใด เพราะกรณีต้องด้วยข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔
มาตรา ๕๐ (๔) ทีบ่ ัญญตั ิวา่ บทบัญญัตมิ าตรา ๔๘ มใิ หใ้ ช้บังคบั ในกรณีมไี ม้แปรรปู ไว้ในครอบครองท่ี
มิใช่ไม้หวงห้าม ปัญหานี้เป็นขอ้ กฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบรอ้ ยแม้ไม่มีคู่ความฝา่ ยใดฎีกา ศาล
ฎีกามีอำนาจยกขึ้นวนิ จิ ฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

๓๐

2.๔ การกระทำความผิดฐาน ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า
โดยไม่ได้รับอนุญาต

กฎหมายบัญญัติไว้ ดังนี้ “มาตรา ๕๔ ห้ามมิให้ผูใ้ ด ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือ
กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพือ่ ตนเองหรือผ้อู น่ื
เว้นแต่จะกระทำภายในเขตที่ได้จำแนกไว้เป็นประเภทเกษตรกรรม และรัฐมนตรีได้ประกาศในราช
กิจจานุเบกษาหรือโดยไดร้ บั ใบอนุญาตจากพนกั งานเจ้าหน้าท่ี

การขออนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดใน
กฎกระทรวง”

บทกำหนดโทษ ดังน้ี “มาตรา ๗๒ ตรี ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕๔ ต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกนิ ห้าปีหรอื ปรับไมเ่ กนิ หา้ หมน่ื บาท หรือท้ังจำท้งั ปรับ

ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ ผู้กระทำความผิด
ตอ้ งระวางโทษจำคกุ ตงั้ แตส่ องปถี ึงสบิ ห้าปี และปรบั ตั้งแตห่ นง่ึ หมนื่ บาทถึงหนง่ึ แสนบาท

ในกรณีที่มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ถ้าปรากฏว่า
บคุ คลน้ันไดย้ ึดถือครอบครองปา่ ที่ตนได้กระทำความผิด ศาลมอี ำนาจที่สัง่ ให้ผู้กระทำผิด คนงาน ผู้รับ
จ้าง ผแู้ ทน และบริวารของผกู้ ระทำผิด ออกไปจากปา่ นน้ั ได้ด้วย”

องค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย ๑) ผู้ใด หมายความว่า บุคคลใด ๆ และอาจเป็น
บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ๒) ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อัน
เป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น (ภาพที่ 3.4) “ก่นสร้าง” มี
ความหมายว่า ขุดโค่นต้นไม้ตอไม้และแผ้วถางเพื่อปลูกสรา้ ง “แผ้วถาง” มีความหมายว่า ทำให้เตียน
สะอาด “เผา” มีความหมายว่า ทำใหร้ ้อนให้สุกหรือให้ไหม้เป็นตน้ ด้วยไฟ “ทำลาย” มีความหมายว่า
อาการที่ทำให้สิ่งซึ่งเป็นกลุ่มก้อนแตกหักหรือพังกระจัดกระจาย ทำให้พัง ทำให้หมดสิ้นไป และ๓)
เว้นแต่จะกระทำภายในเขตที่ได้จำแนกไว้เป็นประเภทเกษตรกรรม และรัฐมนตรีได้ประกาศในราช
กิจจานุเบกษาหรือโดยได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าท่ี “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายถึง
นักวิชาการป่าไม้ เจ้าพนักงานป่าไม้ พนักงานป่าไม้ หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้มีหน้าที่ดำเนินการ
ตามพระราชบัญญัตนิ ี้

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๔๙๘/
๒๕๓๑ การมีถ่านไม้อันเป็นของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มิใช่การกระทำอัน
เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา ๑๑,๔๘,๕๔ และ ๖๙ รถยนต์ของกลางซึ่งใช้เป็น
ยานพาหนะขนถ่านไม้ดังกล่าวจึงไม่อยู่ในข่ายอันจะพึงริบได้ตามมาตรา๗๔ ทวิ แต่ศาลนำประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ มาใช้บังคับในการที่จะริบรถยนต์ของกลางที่จำเลยใช้ในการกระทำ
ความผดิ ไดต้ ามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗

๓๑

ภาพท่ี ๓.๔ กน่ สร้าง แผว้ ถาง เผาปา่ หรือเขา้ ยึดถือครอบครองปา่ โดยไม่ได้รบั อนญุ าต
ภาพโดย : เฉลมิ เกยี รติ (2560)

คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๖๒๑๓/๒๕๕๑ คำวา่ ป่า ตาม พ.ร.บ.ปา่ ไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา
๔ (๑) หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน การเป็นป่าตามความหมาย
ดังกล่าวไม่ใช่กรณีเป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาตฯิ หากที่ใดแปลงใดเป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใด
ได้มาตามกฎหมายทีด่ นิ ทดี่ ินแปลงนน้ั ยอ่ มเป็นป่าตาม พ.ร.บ.ปา่ ไม้ฯ ท่ีดนิ แปลงใดแม้จะอยู่ในเขตป่า
สงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๖๑๖ (พ.ศ.๒๕๑๖) หรือไม่ หากไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของหรือได้
สทิ ธิครอบครองทำกนิ ตาม ป.ท่ดี ิน ท่ีดนิ แปลงนนั้ ยอ่ มเป็นปา่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ

จำเลยเขา้ ไปครอบครองตัดฟันต้นยคู าลปิ ตสั ของสำนักงานปา่ ไมเ้ ขตจังหวดั เพชรบุรีและ
ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าเพื่อยึดถือครอบครองป่าเป็น
ของตนหรือผู้อื่นจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง
แผ้วถางหรือเผาปา่ โดยไม่ไดร้ บั อนญุ าต

จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างแผ้วถางป่าโดยตัดฟันต้นยูคาลิปตัสของ
สำนักงานป่าไมเ้ ขตจังหวดั เพชรบุรี อันเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซ่ึงทรัพย์
ของผ้อู ่ืน แมโ้ จทก์บรรยายฟอ้ งว่าจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ปา่ ไมฯ้ และ ป.อ. แยกการกระทำ
เป็นสองกรรมต่างหากจากกนั แต่เมื่อเป็นการกระทำความผิดต่อต้นยคู าลิปตัสจำนวนเดียวกนั และได้
กระทำคราวเดียวพร้อมกันต่อเนื่องกันไป จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้อง
ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๕๔, ๗๒ ตรี วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบททีม่ ีโทษหนัก
ท่สี ดุ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๐

คำพพิ ากษาศาลฎกี าที่ ๗๑๓๕/๒๕๕๓ จำเลยใหก้ ารรบั สารภาพตามฟอ้ งแลว้ จึงตอ้ งฟัง
ข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่ามีเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมา จำเลยจะฎีกา
โต้เถียงว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดหาได้ไม่ เพราะขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยและมิใช่
ขอ้ เทจ็ จริงท่ีได้ยกขึน้ วา่ กันมาแล้วโดยชอบในศาลชน้ั ต้นและศาลอทุ ธรณภ์ าค ๘ ต้องหา้ มมใิ ห้ฎีกาตาม
ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนง่ึ ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕

๓๒

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางป่าสงวน
แห่งชาติและร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน จึงเป็น
ความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ.
มาตรา ๙๐ แต่ความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองนั้น เป็นการกระทำต่าง
วาระกัน อาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันกับการกระทำความผิดสองฐาน
ดังกล่าวจึงเป็นความผิดตา่ งกรรมกัน

2.๕ การกระทำความผดิ ฐาน เป็นผ้ไู ดร้ บั อนุญาตต้งั โรงงานแปรรปู ไม้ โรงค้าไม้ แปรรปู หรือทำการ
แปรรูปไม้ชวั่ คราว มีไมไ้ ว้ในครอบครองซึ่งไม้ (นอกจาก ๕ กรณีที่บญั ญัติไว)้ ในสถานทที่ ี่ได้รบั อนุญาต

กฎหมายบัญญัติไว้ ดังน้ี “มาตรา ๕๑ ผู้รับอนุญาตตามความในหมวดนี้ จะมีไม้ไว้ใน
ครอบครองในสถานท่ีท่ีได้รับอนญุ าตของตนไดแ้ ตเ่ ฉพาะไม้อย่างใดอย่างหนง่ึ ดังต่อไปน้ี

(๑) ไมท้ ่ไี ดช้ ำระคา่ ภาคหลวงและคา่ บำรุงป่าเสร็จส้นิ แล้ว หรอื ถา้ เปน็ ไม้ท่ีได้รับอนุญาต
ให้ทำการแปรรูปได้ก่อนชำระค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่า โดยมีหนังสืออนุญาตของอธิบดีกรมป่าไม้
และมีรอยตราอนญุ าตประทบั ไว้แลว้

(๒) ไม้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำโดยไม่ต้องเสียค่าภาคหลวง และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้
ประทับตราแสดงวา่ เป็นไม้ที่ทำไดโ้ ดยไม่ต้องเสียคา่ ภาคหลวงไว้แล้ว

(๓) ไม้ที่ได้รับซื้อจากทางราชการป่าไม้ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประทับตรา
รัฐบาลขายไว้แล้ว

(๔) ไม้แปรรูปของผู้รับอนุญาตตามความในหมวดนี้ และมีหนังสือกำกับไม้แปรรูปของ
ผูร้ บั อนญุ าต หรอื ใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าทีก่ ำกับไวเ้ ปน็ หลกั ฐาน

(๕) ไมท้ ่ีนำเขา้ มาในราชอาณาจกั ร และมีใบเบกิ ทางตามมาตรา ๓๘ (๓) กำกบั ”
บทกำหนดโทษ ดังน้ี “มาตรา ๗๒ ทวิ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕๑ ต้อง
ระวางโทษจำคกุ ไมเ่ กินห้าปี หรอื ปรับไมเ่ กินห้าหมนื่ บาท หรือท้งั จำทงั้ ปรับ
ในกรณีความผิดตามมาตราน้ี ถ้าไมท้ ่มี ีไวใ้ นครอบครองเปน็
(๑) ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน
ไม้ขะยุง ไม้ชิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ
ไม้อเี ฒ่า ไมเ้ กด็ เขาควาย หรอื ไม้หวงหา้ มประเภท ข. หรือ
(๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินห้าต้น
หรือท่อนหรือรวมปริมาตรไม้ทีค่ รอบครองเกินหนึ่งลูกบาศก์เมตรหรอื ไม้ที่ได้แปรรูปแล้วรวมปรมิ าตร
ไม้เกนิ หน่ึงลกู บาศกเ์ มตร
ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสน
บาทถงึ หนงึ่ ลา้ นหา้ แสนบาท”
องค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย ๑) ผู้รับอนุญาตตามความในหมวดนี้ หมายความ
ว่า บุคคลใด ๆ และอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการแปรรูปไม้
ตง้ั โรงงานแปรรูปไม้ ตั้งโรงคา้ ไม้แปรรูป ครอบครองไม้สกั แปรรปู (ไมจ่ ำกดั จำนวน) ครอบครองไม้หวง
ห้ามแปรรูปชนิดอื่นเกิน ๐.๒๐ ลบ.ม. ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้จากพนักงานเจ้าหน้าที่ (ภาพที่ 3.5)

๓๓

๒) มไี ม้ไวใ้ นครอบครองซึ่งไม้ใด ๆ นอกจาก (๑) ไม้ที่ได้ชำระคา่ ภาคหลวงและค่าบำรุงป่าเสร็จสิ้นแล้ว
หรือถา้ เปน็ ไม้ท่ีได้รับอนุญาตให้ทำการแปรรปู ได้ก่อนชำระค่าภาคหลวงและคา่ บำรุงป่า โดยมีหนังสือ
อนุญาตของอธิบดีกรมป่าไม้ และมีรอยตราอนุญาตประทับไว้แล้ว (๒) ไม้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำโดยไม่
ต้องเสียค่าภาคหลวง และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประทับตราแสดงว่าเป็นไม้ที่ทำได้โดยไม่ต้องเสีย
ค่าภาคหลวงไว้แล้ว (๓) ไม้ที่ได้รับซื้อจากทางราชการป่าไม้ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประทับตรา
รัฐบาลขายไว้แล้ว (๔) ไม้แปรรูปของผู้รับอนุญาตตามความในหมวดนี้ และมีหนังสือกำกับไม้แปรรูป
ของผู้รับอนุญาต หรือใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับไว้เป็นหลักฐาน (๕) ไม้ที่นำเข้ามาใน
ราชอาณาจักร และมีใบเบิกทางตามมาตรา ๓๘ (๓) กำกบั

ภาพท่ี ๓.๕ การตรวจสอบโรงงานแปรรปู ไม้
ภาพโดย : เฉลิมเกยี รติ (2560)

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๘๓/
๒๕๐๓ ผู้ไดร้ ับอนุญาตให้ตง้ั โรงงานแปรรูปไม้นำไมท้ ่ีไม่ไดเ้ สียค่าภาคหลวงเข้ามาในโรงงานมีความผิด
ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๕๑ เท่านั้น หามีผิดฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครอง
โดยไม่ได้รบั อนญุ าตตามมาตรา ๔๘ อกี ไม่

2.๖ การกระทำความผิดฐาน เก็บหรือทำอันตรายของป่าหวงห้ามโดยไม่ไดร้ บั อนุญาต
กฎหมายบัญญัติไว้ ดังน้ี “มาตรา ๒๙ ผู้ใดเก็บหาของป่าหวงห้ามหรือทำอันตรายด้วย

ประการใด ๆ แก่ของป่าหวงห้ามในป่าต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องเสีย
ค่าภาคหลวง กับทั้งตอ้ งปฏบิ ัตติ ามข้อกำหนดในกฎกระทรวงหรือในการอนุญาต

การอนุญาตนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้ว จะอนุญาตให้
ผกู ขาดโดย

ให้ผรู้ บั อนญุ าตเสยี เงนิ คา่ ผกู ขาดใหแ้ กร่ ฐั บาลตามจำนวนทีร่ ฐั มนตรกี ำหนดก็ได้

๓๔

การอนุญาตโดยวิธีผูกขาด ให้กระทำได้เฉพาะในกรณีที่ของป่าหวงห้ามเป็นของมีค่า
หรอื หายากหรือเฉพาะในเขตป่าทีห่ า่ งไกลและกันดาร หรอื มคี วามจำเป็นในวิธกี ารเก็บหาอันจำต้องให้
อนุญาตโดยวธิ ผี ูกขาด”

บทกำหนดโทษ ดังน้ี “มาตรา ๗๑ ทวิ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๙ มาตรา
๒๙ ทวิ มาตรา ๓๙ มาตรา ๓๙ ตรี มาตรา ๔๐ วรรคหนงึ่ มาตรา ๔๓ วรรคสอง หรอื มาตรา ๕๓ ต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกนิ หนึง่ ปีหรอื ปรับไม่เกนิ หน่งึ หม่นื บาท หรอื ทง้ั จำท้ังปรับ”

องค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย ๑) ผู้ใด หมายความว่า บุคคลใด ๆ และอาจเป็น
บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ๒) เก็บหาของป่าหวงห้ามหรือทำอันตรายดว้ ยประการใด ๆ แก่ของป่า
หวงห้ามในป่า “ทำอนั ตราย” มีความหมายว่า ทำใหเ้ กิดความเสียหาย “ของป่าหวงหา้ ม” มคี วามหมาย
ว่า บรรดาของที่เกิดขึ้นหรือมีขึ้นในป่าตามธรรมชาติ ตามชนิดและท้องที่ที่ได้มีพระราชกฤษฎีกา
กำหนดใหเ้ ปน็ ของป่าหวงหา้ ม (ภาพที่ 3.6) “ทำลาย” มคี วามหมายว่า อาการที่ทำให้สงิ่ ซ่งึ เป็นกลุ่มก้อน
แตกหักหรือพังกระจัดกระจาย ทำให้พัง ทำให้หมดสิ้นไป และ๓) ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงาน
เจ้าหน้าที่ และตอ้ งเสียค่าภาคหลวง กับทัง้ ต้องปฏบิ ัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงหรือในการอนุญาต

ภาพท่ี ๓.๖ เก็บหรอื ทำอนั ตรายของป่าหวงหา้ มโดยไม่ไดร้ ับอนุญาต
ภาพโดย : เฉลมิ เกียรติ (2560)

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๔๗๒/
๒๕๔๕ เจ้าพนักงานยึดชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจำนวน ๓๐ กิโลกรัมจากจำเลยเป็นของกลาง ซึ่ง
เป็นของป่าหวงห้ามจำนวนมาก การที่จำเลยเข้าไปเก็บหาและนำออกไปซึ่งชิ้นไม้ดังกล่าวจากเขต
อุทยานแห่งชาติเป็นการลักลอบเก็บของป่าหวงห้ามเพื่อนำไปขายทำให้ป่าไม้ถูกทำลายและ
เสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดความแห้งแล้งผืนดนิ พงั ทลาย ลำน้ำตืน้ เขินหรอื เกิดอุทกภยั และเป็นการทำลาย
เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นบั เป็นพฤตกิ ารณร์ า้ ยแรง จงึ ไม่มเี หตุรอการลงโทษให้จำเลย

๓๕

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยใช้ขวานของกลางเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการ
กระทำความผิด จึงต้องริบขวานของกลางตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา ๗๔ ทวิ และ
พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ มาตรา ๒๙ ปัญหานี้แม้ศาลชั้นต้นไม่ริบทรัพย์ดังกล่าวและไม่มี
คู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้ริบทรัพย์ดังกล่าวได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่
เก่ียวกับความสงบเรียบร้อย

คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๒๘๗๒/๒๕๒๘ จำเลยรับซื้อถ่านไม้อันเป็นของป่าหวงห้ามแล้วพา
ถ่านไม้ น้นั ไปเสียให้พ้นพาเคลื่อนทีจ่ ากปา่ โดยจำเลยรู้อยู่ แล้ววา่ ถา่ นไม้ ดงั กลา่ วเป็นของป่าหวงห้าม
ที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำผิดฐานเก็บหาของป่าหวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าท่ี
และ มไิ ดเ้ สยี ค่าภาคหลวงอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายจำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นตัวการเก็บหาของป่า
ตามพระราชบัญญตั ปิ ่าไมพ้ ุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๒๙,๗๐

คำพิพากษาศาลฎกี าท่ี ๒๐๐๒/๒๕๒๕ ขอ้ เทจ็ จริงเกี่ยวกับการได้มาอันเป็นความผิดต่อ
พระราชบัญญัติป่าไม้ของผู้ได้มาซึ่งไม้หรือของป่าที่เป็นวัตถุแห่งการกระทำผิดตามมาตรา ๗๐ ย่อม
เปน็ องคป์ ระกอบความผดิ ท่ีโจทกต์ อ้ งบรรยายมาในฟ้อง

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจรับถ่านไม้ ๖ กระสอบปริมาตร ๐.๗๕ ลูกบาศก์
เมตร อันเป็นของป่าหวงห้ามโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของป่าที่มีผู้ได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงาน
เจ้าหน้าที่ และไม่ได้เสียค่าภาคหลวง และจำเลยช่วยพาเอาไปเสียให้พ้นซึ่งถ่านไม้จำนวนดังกล่าว
โจทก์มไิ ด้บรรยายว่าผู้ท่ีได้ถา่ นไมม้ าไดเ้ กบ็ หาของป่าหรือทำอนั ตรายดว้ ยประการใด ๆ แก่ของป่าหวง
ห้ามในป่า อันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๒๙ ที่แก้ไข
เพิ่มเติมแล้ว เมื่อตามฟ้องไม่ปรากฏว่าผู้ได้ถ่านไม้มาได้ถ่านไม้นั้นมาโดยการกระทำความผิดต่อ
พระราชบญั ญตั ปิ ่าไม้ พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๔ มาตรา ๒๙ ทแ่ี กไ้ ขเพ่มิ เติมแล้ว จำเลยซึ่งเป็นผู้รับและช่วย
พาเอาไปเสียให้พ้นซึ่งถ่านไมด้ ังกล่าวก็ไม่มคี วามผิดฐานเป็นตัวการฟ้องโจทก์บรรยายไม่ครบถ้วน แม้
จำเลยใหก้ ารรบั สารภาพกต็ ้องยกฟอ้ ง

2.๗ การกระทำความผดิ ฐาน ค้าของปา่ หวงห้ามหรอื มไี วใ้ นครอบครองเกินปรมิ าณท่ีรัฐมนตรี
ประกาศกำหนดไว้โดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต

กฎหมายบญั ญตั ิไว้ ดังน้ี “มาตรา ๒๙ ทวิ ห้ามมิให้ผูใ้ ดคา้ หรอื มไี ว้ในครอบครอง ซ่งึ ของ
ป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เว้นแต่ได้รับอนุญาตจาก
พนักงานเจ้าหนา้ ที่ และต้องปฏบิ ตั ติ ามขอ้ กำหนดในกฎกระทรวงและในการอนญุ าต

ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่การนำของป่าหวงห้ามเคลื่อนที่โดยมีใบเบิกทางของ
พนกั งานเจา้ หน้าที่กำกับไปด้วย”

บทกำหนดโทษ ดงั นี้ “มาตรา ๗๑ ทวิ ผู้ใดฝา่ ฝืนหรอื ไม่ปฏิบตั ติ ามมาตรา ๒๙ มาตรา
๒๙ ทวิ มาตรา ๓๙ มาตรา ๓๙ ตรี มาตรา ๔๐ วรรคหน่งึ มาตรา ๔๓ วรรคสอง หรือมาตรา ๕๓ ต้อง
ระวางโทษจำคุกไมเ่ กินหนึ่งปีหรือปรบั ไม่เกินหน่งึ หม่นื บาท หรอื ท้ังจำท้งั ปรับ”

องค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย ๑) ผู้ใด หมายความว่า บุคคลใดๆ และอาจเป็น
บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ๒) ค้าหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่
รฐั มนตรปี ระกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา “ครอบครอง” หมายความวา่ ยดึ ถือไว้ มีสิทธิปกครอง

๓๖

ยึดถือทรัพย์สินไว้โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ทั้งนี้จะยึดถือไว้เองหรือบุคคลอื่นยึดถือไว้ให้ก็ได้ “ของ
ปา่ หวงห้าม” มคี วามหมายว่า บรรดาของท่ีเกิดข้ึนหรือมีข้นึ ในปา่ ตามธรรมชาติ ตามชนิดและท้องท่ีท่ี
ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นของป่าหวงห้าม และ ๓) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงาน
เจ้าหน้าท่ี และไมป่ ฏบิ ัตติ ามข้อกำหนดในกฎกระทรวงและในการอนญุ าต (ภาพท่ี 3.7)

ภาพที่ ๓.๗ คา้ ของปา่ หวงหา้ มหรอื มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนญุ าต
ภาพโดย : เฉลมิ เกยี รติ (2560)

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ ดังน้ี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๒๖๐/
๒๕๕๓ แม้ศาลจะสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลางสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๕๘๔
มาตรา ๒๙ ทวิ ไม่ได้ เพราะไม่มบี ทบญั ญตั ิตามกฎหมายดังกลา่ วบัญญัติไว้โดยตรงแตก่ ็ไม่มีบทบัญญัติ
ใดที่แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้นำบทบัญญัติในภาค ๑ แห่ง ป.อ. มาใช้บังคับ ทั้งตาม ป.อ. มาตรา
๓๓ ก็ได้บัญญัติให้ศาลมีอำนาจริบทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิ ดได้
นอกเหนือจากอำนาจริบตามกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ดังนั้น เมื่อรถยนต์กระบะของกลาง
เปน็ ทรพั ยท์ ่ีจำเลยที่ ๑ กบั พวกได้ใชใ้ นการกระทำความผดิ ศาลก็มีอำนาจรบิ รถยนต์กระบะของกลาง
ได้ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓ (๑) การทจ่ี ำเลยที่ ๑ กับพวกใชร้ ถยนต์กระบะของกลางเป็นพาหนะใชใ้ นการ
ขนกล้วยไม้ปา่ จำนวน ๓๒๐ ตน้ นำ้ หนัก ๓๑ กิโลกรัม ซง่ึ เป็นของปา่ หวงห้ามท่ีมีไว้ในครอบครองเพื่อ
การค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ กับ
พวก นอกจากเป็นเหตุทำให้กล้วยไมป้ ่าอาจสญู พันธ์ุไปจากปา่ ของประเทศไทยแล้ว ยังมีผลกระทบต่อ
ความหลากหลายทางชีวภาพต่างๆ ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ จึง
สมควรริบรถยนต์กระบะของกลาง (ประชุมใหญ่คร้งั ท่ี ๑/๒๕๕๓)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๑๗๓/๒๕๕๐ จำเลยขับรถยนต์กระบะมาโดยรู้อยู่แล้วว่า
สิ่งของที่บรรทุกมาในกระบะรถยนต์เป็นไม้กฤษณาอันเป็นของป่าหวงห้าม จำเลยจึงมีความผิดฐานมี
ของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา ๒๙ ทวิ, ๗๑ ทวิ
สำหรับความผิดข้อหานำของป่าเคลื่อนที่ออกจากป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต นั้น ตามมาตรา ๓๙ แห่ง
พ.ร.บ.ปา่ ไม้ฯ ใชบ้ ังคับเฉพาะการนำของป่าท่ีเก็บตามใบอนุญาตเคลื่อนทีภ่ ายหลังที่ได้นำไปถึงสถานที่

๓๗

ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตตามความในมาตรา ๓๘ เท่านั้น ส่วนการนำของป่าหวงห้ามที่เก็บโดยไม่ได้รับ
ใบอนุญาตเคลื่อนที่ หาเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๓๙ ไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็น
ความผดิ ฐานนำของป่าเคลอ่ื นท่อี อกจากป่าโดยไม่ไดร้ ับอนญุ าต

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๐๐/๒๕๔๔ จำเลยรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้อง
จริง แตป่ รากฏตามคำพิพากษาศาลอุทธรณว์ า่ คดดี งั กล่าวยังไมถ่ งึ ท่ีสดุ กรณีจึงยังถอื ไมไ่ ด้วา่ จำเลยเคย
ไดร้ บั โทษจำคุกมาก่อน ศาลฎกี ามอี ำนาจรอการลงโทษจำคุกจำเลยได้

จำเลยรับไว้ ซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสียซึ่งของป่าตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.
๒๕๐๗ มาตรา ๓๑ วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา ๓๔ กับมีไว้ในความครอบครองซ่ึงของป่าหวงห้ามเกิน
ปริมาณที่กำหนดโดยมิได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๒๙ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๑
ทวิ เปน็ การกระทำกรรมเดยี วเป็นความผดิ ต่อกฎหมายหลายบท เพราะการรับไว้ ซ่อนเร้น ชว่ ยพาเอา
ไปเสียมีเจตนาเดียวเพื่อครอบครองของป่านั่นเอง ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมา ๒ กระทงจึงไม่
ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เก่ียวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกา
เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉยั ใหถ้ กู ตอ้ งได้ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสองประกอบมาตรา ๒๒๕

2.๘ การกระทำความผิดฐาน นำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่โดยไม่มีใบเบิกทางกำกับหรือไม่มี
หนงั สือกำกบั ไมแ้ ปรรปู

กฎหมายบญั ญตั ิไว้ ดังนี้ “มาตรา ๓๘ บทบัญญัติในส่วนน้ีใหใ้ ช้บังคับแก่กรณกี ารนำไมห้ รอื
ของปา่ เคลื่อนท่ีต่อไปภายหลังท่ี

(๑) นำไม้หรือของป่าที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำหรือเก็บออกจากสถานที่ที่ระบุไว้ใน
ใบอนุญาต ไปถึงสถานที่ทรี่ ะบุไว้ในใบอนญุ าตแล้ว

(๒) นำไมท้ ที่ ำโดยไมต่ ้องรบั อนุญาตออกไปถึงดา่ นป่าไม้ดา่ นแรกแลว้
(๓) นำไม้หรือของป่าเข้ามาในราชอาณาจักร ไปถึงด่านศุลกากรหรือด่านตรวจศุลกากร
ทน่ี ำเขา้ มาแล้ว
(๔) นำไมห้ รอื ของปา่ ท่รี ับซอื้ จากทางราชการป่าไม้ ไปจากทที่ ไี่ ม้หรอื ของปา่ น้ันอยู่
มาตรา ๓๙ ผู้ใดนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ ต้องมีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่
กำกบั ไปด้วยตามข้อกำหนดในกฎกระทรวง”
บทกำหนดโทษ ดังน้ี “มาตรา ๗๑ ทวิ ผใู้ ดฝ่าฝืนหรอื ไม่ปฏิบตั ติ ามมาตรา ๒๙ มาตรา
๒๙ ทวิ มาตรา ๓๙ มาตรา ๓๙ ตรี มาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๓ วรรคสอง หรือมาตรา ๕๓ ตอ้ ง
ระวางโทษจำคุกไมเ่ กนิ หน่งึ ปีหรือปรับไม่เกินหนง่ึ หม่นื บาท หรือทั้งจำท้งั ปรับ”
องคป์ ระกอบความผิดมาตรา ๓๙ ประกอบด้วย ๑) ผใู้ ด หมายความวา่ บคุ คลใดๆ และ
อาจเปน็ บคุ คลธรรมดาหรือนิตบิ คุ คลก็ได้ ๒) นำไม้หรือของปา่ เคล่อื นท่ี “เคลือ่ นท”ี่ หมายความว่า ทำ
ใหไ้ มอ่ ย่กู ับที่ ไม่ประจำท่ี ในกรณตี ามมาตรานี้หมายถงึ นำเคลื่อนทจี่ ากท่ีแห่งหนึ่งไปยังอีกท่ีแห่งหนึ่ง
ที่อยู่คนละท้องที่กัน “ไม้” มีความหมายว่า ไม้สักและไม้อื่นทุกชนิดที่เป็นต้น เป็นกอ เป็นเถา รวม
ตลอดถึงไม้ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ไม้ไผ่ทุกชนิด ปาล์ม หวาย ตลอดจนราก ปุ่ม ตอ เศษ ปลาย
และกง่ิ ของส่งิ น้ันๆ ไม่วา่ จะถกู ตดั ทอน เลือ่ ย ผา่ ถาก ขุด หรือกระทำโดยประการอนื่ ใด “ของป่าหวง
ห้าม” มีความหมายว่า บรรดาของที่เกิดขึ้นหรือมีขึ้นในป่าตามธรรมชาติ ตามชนิดและท้องที่ที่ได้มี

๓๘

พระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นของป่าหวงห้าม และ3) โดยไม่มีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่
กำกบั ไปด้วยตามข้อกำหนดในกฎกระทรวง (ภาพที่ 3.8)

ภาพที่ ๓.๘ ตรวจสอบการนำเคลื่อนท่ีไมโ้ ดยไม่ได้รบั อนุญาต
ภาพโดย : เฉลิมเกียรติ (2560)

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๓/
๒๕๕๔ โจทก์ฟ้องกลา่ วหาวา่ จำเลยกระทำความผิดฐานนำไมเ้ คล่ือนที่โดยไม่ได้รับอนญุ าตและโดยไม่มี
ใบเบิกทางกำกับจากพนักงานเจ้าหน้าที่อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๓๙ ซ่ึง
การนำไมเ้ คลื่อนทจ่ี ะต้องมีใบเบิกทางตามความใน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๓๙ นน้ั ตอ้ งเปน็ การ
นำไม้เคลื่อนที่เข้าในลักษณะใดลักษณะหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๓๘
(๑) ถึง (๔) ดังนั้น เมื่อโจทก์เพียงแต่บรรยายฟ้องว่าจำเลยนำไม้กระถินเคลื่อนที่ไปตามถนนวังม่วง -
พัฒนานิคม โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีใบเบิกทางกำกับเท่านั้นโดยมิได้บรรยายฟ้องข้อความ
ตาม พ.ร.บ.ปา่ ไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๓๘ อนุมาตราใด

อนุมาตราหนึ่งแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดของ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.
๒๔๘๔ มาตรา ๓๙ แมค้ ดีน้ีจะเปน็ การฟ้องดว้ ยวาจาตาม พ.ร.บ.จดั ต้งั ศาลแขวงและวธิ ีพิจารณาความ
อาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๑๙ ซึ่งไม่เคร่งครัดเรื่องฟ้องเคลือบคลุมเหมือนการบรรยาย
ฟ้องเป็นหนังสือในคดีอาญาท่ัวไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) ก็ตาม แต่เรื่ององค์ประกอบความผดิ
นน้ั ยงั เปน็ หลักการสำคัญที่โจทก์จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนั้น เม่ือบนั ทกึ ฟอ้ งคดีอาญาด้วยวาจา
ของโจทก์บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวง
และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๑๙ ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณา
ความอาญาในศาลแขวงมาใชบ้ ังคบั ในศาลจงั หวัด พ.ศ.๒๕๒๐ มาตรา ๓ แม้จำเลยใหก้ ารรบั สารภาพ
ก็ลงโทษจำเลยไมไ่ ด้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๔๙/๒๕๕๒ จำเลยมีไม้ของกลางโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การที่จำเลยนำไม้ของกลางเคลื่อนที่จึงมิใช่เป็นกรณีตามมาตรา ๓๘ แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔

๓๙

อันจะขอใบเบิกทางได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดข้อหานำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่โดยไม่มีใบเบิกทางของ
พนกั งานเจา้ หนา้ ทกี่ ำกบั ตาม พ.ร.บ.ปา่ ไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๓๙

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๑๗๓/๒๕๕๐ จำเลยขับรถยนต์กระบะมาโดยรู้อยู่แล้วว่า
สิ่งของที่บรรทุกมาในกระบะรถยนต์เป็นไม้กฤษณาอันเป็นของป่าหวงห้าม จำเลยจึงมีความผิดฐานมี
ของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา ๒๙ ทวิ, ๗๑ ทวิ
สำหรับความผิดข้อหานำของป่าเคลื่อนที่ออกจากป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต นั้น ตามมาตรา ๓๙ แห่ง
พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ใชบ้ งั คบั เฉพาะการนำของป่าที่เก็บตามใบอนญุ าตเคลือ่ นทภ่ี ายหลงั ที่ได้นำไปถึงสถานที่
ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตตามความในมาตรา ๓๘ เท่านั้น ส่วนการนำของป่าหวงห้ามที่เก็บโดยไม่ได้รับ
ใบอนุญาตเคลื่อนที่ หาเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๓๙ ไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็น
ความผดิ ฐานนำของป่าเคล่ือนทีอ่ อกจากป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต

2.๙ การกระทำความผิดฐาน รับไว้ ซ่อนเร้น จำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสียให้พ้น
ซ่ึงไมห้ รอื ของป่าทต่ี นรู้อยู่แล้วว่าไดม้ าโดยการกระทำผิด

กฎหมายบัญญัติไว้ ดังน้ี “มาตรา ๗๐ ผู้ใดรับไว้ด้วยประการใด ซ่อนเร้น จำหน่าย
หรือช่วยพาเอาไปเสียให้พ้น ซึ่งไม้หรือของป่าที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้หรือของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการ
กระทำผดิ ตอ่ บทแหง่ พระราชบัญญตั ินี้ มีความผิดฐานเปน็ ตวั การในการกระทำผิดนั้น”

องคป์ ระกอบความผิด ประกอบด้วย ๑) ผู้ใด หมายความว่า บคุ คลใด ๆ และอาจเป็น
บคุ คลธรรมดาหรือนติ ิบคุ คลก็ได้ ๒) รบั ไวด้ ว้ ยประการใด ซอ่ นเรน้ จำหนา่ ย หรือชว่ ยพาเอาไปเสียให้
พ้น ซึ่งไม้หรือของป่าที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้หรือของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำผิดต่อบทแห่ง
พระราชบัญญัตินี้ “ซ่อนเร้น” หมายความว่า แอบหรือซ่อนอยู่ในที่ลับตา “จำหน่าย” ความหมายว่า
ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน “เอาไปเสยี ” หมายความว่า เอาไปให้พน้ “ชว่ ยพาไปเสยี ” หมายความว่า
มีการนำเคลอ่ื นที่ไปจากท่ี ที่ไมต้ ง้ั อยู่ทั้งผู้กระทำและผชู้ ่วยกระทำ ประกอบกบั เรอ่ื งของเจตนา ซึ่งรู้ว่า
เป็นไม้ที่มาจากการกระทำผิด และ๓) โดยไม่มีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับไปด้วยตาม
ข้อกำหนดในกฎกระทรวง (ภาพที่ 3.9)

ภาพที่ ๓.๙ ซอ่ นเรน้ หรือช่วยนำพา ซ่งึ ไมห้ รอื ของป่าทตี่ นรอู้ ยแู่ ล้ววา่ ได้มาโดยการกระทำผิด
ภาพโดย : เฉลมิ เกยี รติ (2560)


Click to View FlipBook Version