The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการดำเนินคดีความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by eakkururu288, 2020-06-09 03:33:53

คู่มือการดำเนินคดีความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้

คู่มือการดำเนินคดีความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้

๔๐

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๗๒/
๒๕๒๘ จำเลยรบั ซ้ือถ่านไม้อันเปน็ ของป่าหวงหา้ มแล้วพาถ่านไม้ นน้ั ไปเสยี ใหพ้ ้นพาเคล่ือนท่ีจากป่า
โดยจำเลยรู้อยู่ แล้วว่าถ่านไม้ ดังกล่าวเป็นของป่าหวงห้ามที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำผิดฐาน เก็บหา
ของป่าหวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และ มิได้เสียค่าภาคหลวงอันเป็นการฝ่า
ฝืนกฎหมายจำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นตัวการเก็บหาของป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช
๒๔๘๔ มาตรา ๒๙,๗๐

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๓๔/๒๕๒๓ พระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา ๗๐ บัญญัติว่า
ผู้ใดรบั ไวด้ ้วยประการใด ซอ่ นเรน้ จำหน่ายหรอื ช่วยพาเอาไปเสียให้พ้นซงึ่ ไมท้ ่ีตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้ท่ีมี
ผู้ได้มาโดยการกระทำผิดต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ มีความผิดเป็นตัวการในการกระทำผิดนั้น
ดังนั้น แม้จำเลยมิได้มีกรรมสิทธิ์ในไม้ของกลางก็ตาม แต่เม่ือจำเลยรับไว้หรือช่วยพาเอาไปเสียให้พ้น
ซึ่งไม้ของกลางที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้ผิดกฎหมาย จำเลยก็ต้องมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันมีไม้
ของกลางหวงห้ามไว้ในความครอบครอง

3. การดำเนนิ ความผดิ เกี่ยวกบั ท่ีดนิ ป่าไม้
การดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ซ่ึงเป็นความผิดเกี่ยวกับที่ดินป่าไม้ ไม่

ว่าจะเป็นบกุ รกุ หรอื ยึดถือครอบครองทด่ี นิ ป่าไม้ ส่ิงสำคัญที่จะต้องตรวจสอบคือ เมอื่ มีการนำเอกสาร
ที่ดินมากล่าวอ้าง ผู้ตรวจสอบหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จำเปน็ จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับประเภทเอกสาร
ของที่ดิน มีอะไรบ้าง และการออกเอกสารสิทธิในเขตที่ดินป่าไม้ มีที่มาและขั้นตอนวิธีการอย่างไร
เพือ่ ใหผ้ ้ตู รวจสอบหรือพนักงานเจา้ หน้าทีผ่ ปู้ ฏิบัตงิ านให้มีความรู้ความเขา้ ใจ จงึ จะสามารถตรวจสอบ
ได้ว่าเอกสารที่ดินนั้นได้ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสามารถดำเนินคดีกับผู้บุกรุก ยึดถือ
ครอบครองท่ีดนิ ป่าไม้ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ

3.1 การตรวจสอบหนังสอื แสดงสทิ ธิในทดี่ นิ มรี ายละเอยี ด ดังน้ี
3.1.๑ เอกสารทผี่ ู้ครอบครองมีกรรมสทิ ธ์ิ
โฉนดที่ดิน หมายความว่า หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และให้

หมายความรวมถึงโฉนดแผนทีโ่ ฉนดตราจอง และตราจองที่ตราว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” โฉนดที่ดิน
เป็นเอกสารที่ทางราชการได้ออกให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลเพื่อเป็นพยานหลักฐานว่า บุคคลหรือนิติ
บุคคลนั้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์นั้น และได้รับความคุ้มครองความเป็น
เจา้ ของกรรมสิทธิ์จากกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายปกครอง และกฎหมายอน่ื แตอ่ าจมีการ
จำกัดสิทธิประโยชน์อยู่บ้างตามลักษณะกฎหมายอื่น ๆ ที่กำหนด เช่นกฎหมายด้านความปลอดภัย
กฎหมายผงั เมือง กฎหมายควบคุมอาคาร ฯลฯ การจำกัดการใชป้ ระโยชน์ เพ่ือมิให้มีการใช้ประโยชน์
ในกรรมสิทธิ์ของบุคคลหรือนิติบุคคลมากเกินไปจนทำลายความสงบสุขของประชาชน หรือความ
มั่นคงของประเทศ เช่น ที่ดินติดเขตทหารหรือสนามบินก็จะต้องห้ามการสร้างอาคารสูง ห้ามทำ
กิจการที่เป็นพิษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ฯลฯ ที่ดินที่มีการออกโฉนดที่ดินแล้ว ไม่สามารถจะออก
เอกสารแสดงสิทธิในที่ดินอืน่ ๆ มาซ้อนทับได้ แม้แต่กฎหมายหลายฉบับก็ยังยกเว้นให้ เช่น กฎหมาย
ปา่ ไม้ กฎหมายว่าดว้ ยการปฏริ ูปที่ดิน ฯลฯ แมแ้ ต่ในกรณีทโี่ ฉนดท่ีดนิ มีผสู้ ัญจรใช้ที่ดินที่มีโฉนดท่ีดิน

๔๑

เป็นทางสญั จรเป็นประจำและเวลานานก็ไมท่ ำใหโ้ ฉนดที่ดนิ นเี้ ป็นทางสาธารณะไปได้ ผสู้ ัญจรจะได้แต่
สิทธิภาระจำยอมในการสัญจรผ่านที่ดินที่มีโฉนดที่ดินเท่านั้น ซึ่งต่างกับที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็น
สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๑) เมื่อมีบุคคล
สัญจรเป็นเวลานานจะทำให้ที่ดินดังกล่าว กลายเป็นทางสาธารณะที่พลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) และอยู่ในความรับผิดชอบของอำเภอ ปัจจุบันโฉนด
ที่ดินมี น.ส. ๔, น.ส. ๔ก, น.ส. ๔ข, น.ส. ๔ค, น.ส. ๔ง และ น.ส. ๔จ ซึ่งเป็นแบบตามที่กฎหมาย
กำหนดรูปแบบอาจมีแตกต่างกันเล็กน้อย แต่สาระสำคัญยังคงอยู่เหมือนกนั ในพื้นที่ที่จะสามารถออก
โฉนดทีด่ ินต้องเป็นพื้นทีท่ ม่ี รี ะวางภาพถา่ ยทางอากาศ มาตราสว่ น ๑:๔,๐๐๐ และมกี ารปรบั แกค้ วาม

คลาดเคลื่อนของแผนที่แล้วเท่านั้น ในการดำเนินการออกโฉนดที่ดินใช้วิธีการ
เดียวกันกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เพียงแต่พนักงานเจ้าหน้าที่จะใช่ใบไต่สวน (น.ส.๕)
และปฏบิ ัตติ ามกฎกระทรวงฉบับท่ี ๕ พ.ศ. ๒๔๙๗ หรอื กฎกระทรวงฉบับท่ี ๔๓ พ.ศ. ๒๕๓๗ แลว้ แตก่ รณี

โฉนดแผนที่ เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในท่ีดิน ที่อาศัยอำนาจตาม
พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. ๑๒๐ โฉนดแผนที่จะมีรูปแปลงที่ดินคล้ายกับโฉนดที่ดิน ในการ
จัดทำโฉนดแผนที่นั้น เป็นการปรับปรุง เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้ชัดเจนขึ้นจากแต่เดิมใน
สมัยก่อนที่ให้เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างเก่า เช่น ตราแดง โฉนดสวน และโฉนดป่า เนื่องจาก
เอกสารเหลา่ นี้ไม่มีรูปแผนทอี่ ยดู่ า้ นหลังโฉนด

โฉนดตราจอง คือ เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ได้มีการออกโฉนดตราจองได้ โดย
อาศัยอำนาจของพระราชบัญญัติออกโฉนดตราจอง ร.ศ. ๑๒๔ ซึ่งมีการนำเอาตราจองชั่วคราวที่ออก
ตามพระราชบัญญัติตราจองชั่วคราว ร.ศ. ๑๒๑ มาเปลี่ยนเป็นโฉนดตราจองในโฉนดตราจองนี้มี
ข้อสังเกตว่า มีการจำกัดการออกโฉนดตราจองเฉพาะในมณฑลพิษณุโลก อันได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก
จงั หวดั สโุ ขทยั จงั หวัดพจิ ิตร และจงั หวดั นครสวรรค์ (เดิมเป็นจงั หวัดพิจติ ร)

ตราจองทีต่ ราว่า “ได้ทำประโยชน์แลว้ ” ออกตามความในพระราชบัญญัติออก
โฉนดทีด่ นิ (ฉบบั ที่ ๖) พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๙ โดยมผี ้ทู ไี่ ดร้ บั อนญุ าตให้เข้าจับจองที่ดินเพ่ือทำประโยชน์
ในที่รกร้างว่างเปล่า ตามพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๔๗๙ และได้รับ
อนุญาตเป็นตราจอง (ตราจองเป็นเอกสารสิทธิที่แสดงสิทธิการครอบครองยังไม่ถือว่าเป็นกรรมสิทธ์ิ)
เมื่อผู้ครอบครองที่ดินที่มีเอกสารการครอบครองเป็นตราจอง ได้ทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับอนุญาต
เป็นตราจองพอสมควรแก่สภาพที่ดิน ภายในระยะเวลา ๓ ปี ผู้ที่ได้รับอนุญาตมีสิทธิมาขอคำรับรอง
การทำประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าผู้ครอบครอง
ที่ดินนั้น ได้ทำประโยชน์ในท่ีดินทีม่ ีสิทธิครอบครองเป็นตราจอง ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้
จนครบถ้วนแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะออกตราจองที่ตราว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” ให้แก่ผู้
ครอบครองที่ดิน โดยใช้ตราประทับคำว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” บนตราจองนั้นเพื่อเป็นหลักฐาน
แสดงกรรมสิทธ์ิ

3.1.2 เอกสารทผ่ี ู้ครอบครองมสี ิทธิครอบครองหรือทำประโยชน์
เอกสารที่ผู้ครอบครองมีสิทธิครอบครอง แต่ที่ดินยังเป็นของรัฐตามมาตรา ๒

แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งภาษาทางศาลยุติธรรมใช้คำว่าที่ดินมือเปล่า แบบแจ้งการครอบครอง

๔๒

ที่ดิน (ส.ค.๑) ใบจอง (น.ส.๒, น.ส.๒ก) หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓, น.ส.๓ก และ น.ส.๓ข)
ใบประสงค์จะไดส้ ทิ ธิในที่ดิน (ส.ค. ๒) ซึ่งมรี ายละเอยี ด ดงั นี้

(1) แบบแจง้ การครอบครองท่ีดนิ (ส.ค.๑)
เป็นเอกสารที่ส่วนราชการกำหนดแบบไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้

ราษฎรสามารถเข้ามาดำเนินการแจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้
ประมวลกฎหมายทดี่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ เอกสารดงั กล่าวไม่ถอื เอกสารของทางราชการ เน่อื งจากไมม่ ีการรับรอง
ผลของสิทธิการครอบครองที่ดิน เป็นเพียงแต่ทางราชการได้รับทราบผลการแจ้งการครอบครองที่ดินของ
ราษฎรเท่านนั้ แบบแจ้งการครอบครองทด่ี ิน (ส.ค.๑) สำหรบั ทด่ี ินแปลงหน่ึงจะทำ ๑ ฉบับ มี ๒ ตอน ในสอง
ตอนนี้จะเขยี นเหมือนกนั เมื่อกรอกข้อความตามแบบเรยี บร้อยแล้ว ผู้แจง้ จะนำมายื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ี
นายอำเภอประทับตราประจำตำแหน่งต่อที่รอยปุ แล้วอีกส่วนหนึ่งมอบให้ผู้แจ้งเป็นหลักฐาน อีกส่วนหนึ่ง
เก็บไว้ที่อำเภอ โดยเจตนารมณ์ของนโยบายภาครัฐสมัยนั้น ทางภาครัฐมีความต้องการที่จะทราบว่าทีด่ ินท่ี
ภาครัฐได้ออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ให้กับราษฎรไปแล้วนั้น ยังคงมีที่ดินที่ราษฎรได้ครอบครองและทำ
ประโยชน์อยู่โดยที่ยังไม่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นจำนวนเท่าใด เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปหา
จำนวนที่ดินที่ยังเป็นของรฐั อยู่ที่เป็นท่ีรกร้างว่างเปล่า และนำไปจัดสรรท่ีดินให้กับราษฎร หรือนำไปจดั หา
ผลประโยชน์ หรอื ว่านำไปสงวนหวงห้ามเพ่อื ใช้ในราชการตอ่ ไป (วนิดา, 2552)

การที่ราษฎรได้มีการแจ้งการครอบครองตามแบบการแจ้งการครอบครอง
ที่ดิน (ส.ค.๑) ยังไม่ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองในที่ดิน ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน
พ.ศ. ๒๔๙๗ ราษฎรจะใช้สิทธิการครอบครองทด่ี นิ จะต้องผ่านหลักเกณฑ์ดงั ต่อไปนี้

- ต้องเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวล
กฎหมายที่ดินใช้บังคับและในความหมายของ คำว่า “ครอบครองและทำประโยชน์” นั้น จะต้องเป็น
การครอบครองจรงิ โดยแสดงเจตนาเป็นเจ้าของ และการเข้าทำประโยชนน์ ้ันจะต้องทำประโยชน์ให้เห็น
สิ่งกิจการประเพณีท้องถิ่นของอาชีพ เช่น ทำไร่ ทำสวน การพาณิชย์ ฯลฯ ดังตัวอย่างหากในพื้นที่น้ัน
เป็นพื้นที่นำ้ และมีการทำประโยชน์เป็นนาบวั ในพื้นที่ที่เปน็ บอ่ น้ำหรือบึงนำ้ หรือกรณีที่มีอาชีพทำฟืน
จากป่าไม้ชายเลน (ไม้โกงกาง) ซึ่งเคยพบว่ามีการเผาถ่านอยู่ใกล้พื้นที่ ซึ่งได้จากผลการแปลภาพถ่าย
ทางอากาศมีภาพเตาเผาถ่านตั้งอยู่หรือการทำกระชังเลี้ยงปลา ก็ต้องดูพฤติการณ์ และความเหมาะสม
ของสภาพภูมิประเทศด้วย ในการครอบครองทด่ี ินท่ีมีการครอบครองในกรณีอืน่ ทางประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ เช่น ครอบครองในฐานะผู้เช่า ผู้อยู่อาศัย ฯลฯ การครอบครองลักษณะนี้ไม่ก่อในเกิด
สทิ ธิในทด่ี นิ ตามพระราชบญั ญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายท่ีดนิ

- ที่ดินที่ครอบครองและทำประโยชน์นั้น ต้องเป็นที่ดินที่ยังไม่มีหนังสือ
สำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ ภาษาทางกฎหมาย เรียกว่า “ที่ดินมือเปล่า” คือหมายถึงที่ดินดังกล่าวยังไม่มี
การออกหนังสือ โฉนดทด่ี นิ โฉนดตราจอง โฉนดแผนที่ หรอื ตราจองท่ีตราว่า “ไดท้ ำประโยชน์แล้ว” มี
ปัญหาต่อว่าหากราษฎรมีใบเหยียบย่ำ ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติที่ดินรกร่างว่างเปล่า พ.ศ.
๒๔๗๘ จะสามารถแจง้ แบบการครอบครองท่ดี ิน (ส.ค.๑) ไดห้ รือไม่ ในกรณีนีห้ ากวเิ คราะห์แลว้ ที่ดินที่มี
ใบเหยียบย่ำยังไม่ถือว่าที่ดินดังกล่าวมีการออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ จึงถือได้ว่าสามารถที่จะแจ้งได้
แต่เอกสารดงั กล่าวเป็นหลักฐานที่พอจะยนื ยนั ไดว้ า่ มีการทำประโยชนม์ านาน

๔๓

- ที่ดินจะต้องไม่อยู่ในเขตสงวนหวงห้ามของทางราชการในทุกกรณี เช่น
ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) หรือ (๓)
ป่าสงวนแห่งชาติ เขตสงวนหวงห้ามไว้ให้ใช้ในราชการ กรณีนี้มีข้อสังเกตว่ามิได้กล่าวถึงเขตอุทยาน
แห่งชาติ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เนื่องจากพื้นที่เขตป่าไม้เหล่านี้มีการออก
กฎหมายภายหลังการแจ้งสิทธคิ รอบครอง (ส.ค.๑)

- การแจ้งการครอบครองทีด่ ิน (ส.ค.๑) จะต้องแจ้งได้ต้งั แตว่ นั ที่ ๑ ธันวาคม
๒๔๙๗ จนถึงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๔๙๘ เวน้ แตม่ ีการผ่อนผันการแจ้ง ส.ค.๑ โดยผวู้ ่าราชการจังหวัด
จะใช้อำนาจตามมาตรา ๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายท่ีดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ถ้า
มกี ารผอ่ นผนั ดงั กล่าว ทีด่ นิ ทจ่ี ะแจง้ การครอบครองจะต้องไม่อยูใ่ นเขตอุทยานแหง่ ชาติ เขตรักษาพันธุ์
สัตว์ป่าเขตป่าสงวนแห่งชาติ และไม่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ของชาติที่จะสงวนไว้เป็นป่าไม้ถาวรตามมติ
คณะรัฐมนตรี เมือ่ วนั ท่ี ๑๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๐๔ หรอื ในบรเิ วณทีม่ โี ครงการจัดที่ดินผืนใหญข่ องส่วนราชการ

- การผ่อนผันการแจ้ง ส.ค. ๑ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้มีมติคณะรัฐมนตรี
งดการผ่อนผันการแจ้งการครอบครองตามความในมาตรา ๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้
ประมวลกฎหมายท่ดี ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยเดด็ ขาด (ไมส่ ามารถค้นพบวนั ที่มีมติคณะรัฐมนตรีได)้

ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ กระทรวงมหาดไทยได้มหี นงั สือที่ ๗๙๖/๒๕๐๕ ลงวนั ท่ี ๑๒
มกราคม ๒๕๐๕ ได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้ผ่อนผันรบั แจ้งไดใ้ นบางกรณี (๔ กรณีซึ่งไม่อยู่ในเขตที่ดินปา่
ไม)้ ในการผ่อนผันคร้งั น้ี ยังมีผฉู้ วยโอกาสไปขอผอ่ นผันแจ้งการครอบครองท่ีดินในเขตป่าไม้อีก

ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ จึงจำเป็นต้องมีมติคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงมติ
คณะรฐั มนตรี เม่อื ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เดิมเพอื่ ใหม้ คี วามชัดเจนขนึ้ โดยถอื ปฏิบัตติ ามหนงั สือ มท ๐๑๑๐/
ว ๑๔๔ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๑๓ และให้มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปน้ี ๑) ที่ดินที่มีผู้ครอบครองทำ
ประโยชน์อยู่ก่อนวนั ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน โดยมีหลักฐานแน่นอนชดั แจ้ง เช่น ทีด่ ินท่ีมีผู้ยื่นคำร้อง
ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน หรือนำทำการเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินทั้งตำบล หรือที่ดินที่มีหลักฐาน
ฟังไดว้ า่ ไดม้ ีการครอบครองตลอดมาก่อนวนั ใช้ประมวลกฎหมายท่ีดนิ ๒) เหตุที่ไม่แจ้งการครอบครอง
ภายในกำหนด ตอ้ งมเี หตผุ ลท่สี มควรโดยไม่มเี จตนาหรือจงใจฝ่าฝนื ๓) ตอ้ งเปน็ ท่ีดนิ ท่ีไม่อยู่ในเขตป่า
สงวนแห่งชาติ หรือในเขตพื้นที่ที่จะสงวนไว้เป็นป่าถาวร ตามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๔
พฤศจิกายน ๒๕๐๔ หรือที่สาธารณประโยชน์ หรือที่สงวนหวงห้าม หรือที่ที่มีโครงการสงวนคุ้มครอง
เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ หรือในบริเวณที่มีโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ ซึ่งในหลักการกรมที่ดินจะ
พิจารณาจัดแบ่งที่ดินใหอ้ ยู่ส่วนหนึ่งแล้ว และ๔) ภายใต้บงั คับข้อ ๑ และข้อ ๒ สำหรับที่ดนิ ที่ขอผ่อน
ผันอยู่ในเขตจังหวัดที่คณะกรรมการสำรวจจำแนกประเภทที่ดิน ได้พิจารณาแยกเขตป่าไม้ออกจาก
ที่ดินประเภทอืน่ ๆ แนน่ อนแล้ว ใหผ้ ู้วา่ ราชการจงั หวดั เป็นผพู้ จิ ารณาสงั่ ผ่อนผนั ไปไดต้ ามอำนาจหน้าที่

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๙๖ ลงวันที่
๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ ยกเลิกความในวรรค ๒ ของมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล
กฎหมายทีด่ ิน จงึ เปน็ อนั วา่ นบั แตว่ นั ทปี่ ระกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับแลว้ ก็จะไมม่ กี ารผ่อนผัน
การแจ้งการครอบครองที่ดินอีกตอ่ ไป หรือกล่าวอีกนัยหน่ึง ก็คือจะไม่มีการออก ส.ค.๑ ให้กับเจ้าของ
ที่ดินอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น ถ้าพบ ส.ค.๑ ซึ่งออกหลังวันที่ประกาศของ คณะปฏิวัติฉบับที่ ๙๖ ใช้บังคับ
(วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๑๕) ก็แสดงว่าอาจเปน็ ส.ค.๑ ปลอม

๔๔

เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐจึงมีความจำเป็นต้องหาทางช่วยเหลือผู้สุจริตที่ยังตกค้าง
แจ้งการครอบครองอยู่เป็นจำนวนมาก เพอื่ เปดิ โอกาสให้ราษฎรได้มาซึง่ สิทธิในทด่ี นิ ท่ีได้ครอบครองอยู่โดย
ชอบด้วยกฎหมาย ทางแก้ในเรื่องนี้จึงได้มีบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมใน มาตรา ๒๗ ตรี และมาตรา ๕๙ ทวิ
ออกมาเพื่อช่วยเหลือผู้ตกค้างแจ้งการครอบครอง แต่มีข้อสังเกตว่าถึงแม้จะให้มีการผ่อนผันการแจ้ง ส.ค.
๑ มาเปน็ ลำดบั แตก่ ารแจ้งดงั กล่าวต้องไม่อยู่ในเขตท่ดี ินป่าไม้ หรอื ที่สงวนหวงหา้ มของราชการ

- คำพิพากษาฎกี าท่เี กีย่ วกับ ส.ค.๑ ทีน่ า่ สนใจ ฎีกาที่ ๑๕๑๘/๒๕๐๓ วนิ จิ ฉัย
ว่า การแจง้ การครอบครองท่ีดินตามแบบ ส.ค.๑ น้นั ไม่ก่อให้เกดิ สิทธแิ ก่ผูแ้ จง้ ประการใดเลย เวน้ แต่ผู้แจ้งจะ
ได้สิทธคิ รอบครองอยูแ่ ลว้ โดยชอบด้วยกฎหมาย

ฎกี าที่ ๑๒๑๘/๒๕๐๔ วินิจฉัยวา่ การแจ้งการครอบครองที่ดิน ไม่มีหนังสือ
สำคัญสำหรบั ท่ดี นิ ไมเ่ ปน็ ขอ้ สนั นษิ ฐานของกฎหมายว่าผู้แจ้งการครอบครองเปน็ ผู้มีสิทธใิ นท่ีดิน น้ัน

ฎกี าท่ี ๖๗๖/๒๕๐๙ วนิ ิจฉยั วา่ แบบแจง้ การครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เป็น
หลกั ฐานอย่างหน่ึง ซ่งึ แสดงวา่ ในขณะย่ืน ส.ค.๑ นน้ั ผูแ้ จง้ อ้างว่าที่ดนิ เป็นของผู้แจ้งเท่านั้น ส่วนความ
จรงิ ผู้ใดจะมสี ิทธิครอบครองนัน้ จะต้องพจิ ารณาจากพยานหลักฐานในสำนวน

ฎีกาที่ ๑๐๗๖ - ๑๐๗๙/๒๕๓๐ วนิ จิ ฉยั วา่ ผทู้ ่ีไม่มสี ทิ ธิในท่ีดิน แม้จะได้ไป
แจง้ การครอบครองได้รับ ส.ค.๑ และไดร้ ับ น.ส.๓ ก็ไมก่ อ่ ให้เกิดสิทธคิ รอบครองในที่ดินนน้ั

รับซื้อที่ดิน น.ส.๓ โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนถูกต้องตาม
กฎหมาย แต่เมื่อปรากฏวา่ ผ้มู ีช่อื ใน น.ส.๓ ไม่มสี ทิ ธิในทดี่ ินน้นั ผซู้ ้อื กไ็ ม่มีสทิ ธิแต่อย่างใด

ฎีกาที่ ๒๔๘/๒๕๑๐ วินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นที่นาซึ่งไม่มีหนังสือสำคัญ
สำหรับทด่ี ิน เมอื่ เจา้ ของขายและมอบการครอบครองให้โจทก์แล้ว โจทก์ก็ได้สทิ ธคิ รอบครองที่นั้น ไมใ่ ช่
โจทก์ไดส้ ทิ ธคิ รอบครองโดยการแจ้งการครอบครอง (โจทกไ์ ด้สทิ ธิครอบครองทีด่ ิน โดยการรับมอบการ
ครอบครองท่ีดนิ )

ฎีกาที่ ๔๗๒/๒๕๓๑ วินิจฉัยว่า ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่า ส.ค.๑ นั้น เป็น
หนังสือสำคัญแสดงกรรมสทิ ธิ์ท่ีดินหรือถือว่าเหมือนโฉนด การแจ้งเป็นเพียงการแสดงเจตนาอย่างหนึง่
ว่า ผู้แจ้งยังไม่สละสิทธิครอบครองที่ดินที่แจ้งนั้น การแจ้งก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่หรือกรรมสิทธ์ิ
นอกเหนอื ไปจากสิทธิที่ครอบครองมีอยู่แตเ่ ดิม

ฎีกาที่ ๑๗๑๙/๒๕๑๔ วินิจฉัยว่า การแจ้งการครอบครองที่ดินต่อ
นายอำเภอท้องที่ (ส.ค.๑) หาใช่เป็นข้อสนั นิษฐานของกฎหมายว่า ผู้แจ้งการครอบครองเป็นผู้มีสิทธิใน
ท่ดี นิ นัน้ เสมอไปไม่

ฎีกาที่ ๑๘๓๑ – ๑๘๓๘/๒๕๑๗ วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมาย
ที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕ บัญญัติให้ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแจ้งการครอบครองไว้
เพื่อที่รัฐจะทราบว่าผู้ใดมีสิทธิครอบครองในที่น้ันๆ ไม่ใช่ว่าถ้าไมแ่ จง้ การครอบครองแล้ว ผู้ครอบครอง
ท่ีดนิ จะเสียไปซึ่งสิทธกิ ารครอบครองที่มอี ยู่ก่อนน้ันไม่ (คำพพิ ากษาฎีกาฉบบั นี้ได้วินิจฉัยความมาตรา ๕
วรรคท้าย เมือ่ มาตรา ๕ วรรค ๒ ไดถ้ กู ยกเลกิ ไปแล้ว)

ฎีกาที่ ๑๘๖๓/๒๕๑๘ วินิจฉัยว่า ที่ชายตลิ่งน้ำท่วมถึงเป็นสาธารณสมบัติ
ของแผน่ ดิน สำหรบั พลเมืองใช้ร่วมกัน จะมใี ครใช้รว่ มดว้ ยหรือไม่ ไม่ทำใหผ้ ใู้ ช้มีสทิ ธิครอบครองเปล่ียน
สภาพที่ดินไป ที่ดินเหนือขึ้นไปเป็นป่าโกงกางทหารญี่ปุ่นถมเป็นดอนขึน้ ผู้ที่เข้าครอบครองโดยพลการ

๔๕

ฝ่าฝืนกฎหมายที่ดินก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน การแจ้งการครอบครองที่ดินไม่ทำให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่
ไมเ่ ป็นการครอบครองโดยชอบ จงั หวดั ผมู้ หี น้าทีด่ แู ลทพี่ ิพาทฟ้องขับไล่ได้

ฎีกาที่ ๑๙๔๙/๒๕๒๐ วินิจฉัยว่า ที่ดินเป็นของโจทก์ จำเลยแจ้งการ
ครอบครองใส่ชื่อจำเลยใน ส.ค.๑ ศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ไม่จำต้องบังคับให้ถอนชื่อจำเลย
และใส่ชอื่ โจทก์ใน ส.ค.๑ เพราะการแจ้ง ส.ค.๑ ไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ สิทธิแกผ่ ู้แจง้ อยา่ งใด

ส่วนปัญหาในทางปฏิบัติที่ควรทราบอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นหลักที่จะใช้ดุลพินิจ
ในการพจิ ารณา ดงั นี้

องค์ประกอบของการแจ้งการครอบครอง ตามความในมาตรา ๕ นี้ คือ มี
เร่อื งเกิดขึ้นเกี่ยวกบั ที่งอกริมตลิ่ง ซึง่ เกิดที่อำเภอยานนาวา กรงุ เทพฯ เมอื่ พ.ศ. ๒๕๐๔ เจ้าของท่ีดินที่
มีโฉนดที่ดินแปลงหนึ่ง ได้ร้องเรียนขอให้ทางราชการ (อำเภอ) รับผ่อนผันแจ้งการครอบครองที่ดินท่ี
งอกออกไปจากโฉนดเดิมมีเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าการขอผ่อนผันแจ้งการ
ครอบครองนี้ ทางการจะรับแจ้งได้หรือไม่ เรื่องนี้ทางกรมที่ดินได้เสนอเรื่องไปยังกระทรวงมหาดไทย
แล้วกระทรวงมหาดไทยได้นำเรื่องนี้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ในที่สุดได้มีมติของคณะรัฐมนตรีช้ี
ขาดว่า ที่ดินที่มีโฉนดเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินตามกฎหมายอยู่แล้วตามมาตรา ๑๓๐๘ แห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่งอกริมตลิ่งก็ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน เมื่อเป็น
กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่สิทธิครอบครองแล้ว ก็ไม่ต้องแจ้ง เพราะที่ดินที่ต้องแจ้งการครอบครองตามมาตรา ๕
นนั้ ผู้ทจ่ี ะแจ้งการครอบครองต้องเป็นผ้ทู ่ีครอบครองและทำประโยชน์ในท่ดี ินก่อนใช้ประมวลกฎหมาย
ที่ดิน และที่ดินนั้นต้องยังไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ให้ดำเนินการต่อไปได้ คือหมายความว่า
เจ้าของที่ดินก็มีสิทธิที่จะขอให้กรมที่ดินไปดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ในส่วนที่เป็นท่ีงอก โดยไม่ต้อง
แจ้งการครอบครอง

- เอกสารแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ไม่ใช่เอกสารราชการ
และในเรื่องน้ไี ด้มีคำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๘๙๐/๒๕๐๘ วินจิ ฉัยไวเ้ ป็นบรรทัดฐานวา่ การแจง้ การครอบครอง
(ส.ค.๑) เป็นเอกสารที่ผู้ครอบครองที่ดินยื่นต่อเจ้าพนักงานเพื่อแสดงว่ามีที่ดินอยู่ในความครอบครองของ
ตนเองก่อนวันใช้บังคับประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ใช่เอกสารที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้น การที่เจ้าพนักงานลงเลขรับ
ลงชื่อกำกับ และประทับตรา เป็นการแสดงให้เห็นเพียงเอกสารนี้ได้ผ่านเจ้าพนักงานแล้วเท่านั้น ไม่ทำให้
หนังสือแบบแจ้งการครอบครองที่ผู้แจ้งทำกลา่ วเป็นหนังสือที่เจ้าพนักงานทำไปได้ และไม่มีข้อความหมาย
เป็นการรับรองหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดินแต่อย่างใด ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ให้แจ้งการ
ครอบครองท่ดี นิ ตามแบบ ส.ค.๑ ต่อนายอำเภอทอ้ งทโ่ี ดยมีกำนันหรือผใู้ หญบ่ ้านรบั รองว่าข้อความถูกต้อง
ตามความจริงนั้นเป็นเพียงประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก่อนวันใช้บังคับประมวล
กฎหมายที่ดิน ไปแจ้งการครอบครองตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามประกาศดังกล่าวแล้วเท่านั้น และเป็น
ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ผู้แจ้งการครอบครองที่ดินปฏิบัติส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เป็นประกาศ
กำหนดหนา้ ทข่ี องกำนนั หรือผใู้ หญ่บา้ น การทีก่ ำนนั ผ้ใู หญ่บา้ นเซน็ ชื่อรบั รองในหนังสือแจ้งการครอบครอง
เปน็ เพยี งพยาน ไม่ใช่รบั รองว่าหนังสือนนั้ เปน็ เสมือนหนงั สือราชการ หนังสือแจ้งการครอบครองท่ีดนิ (ส.ค.
๑) จึงไม่ใช่เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ข้อสังเกตจากฎีกานี้ทำให้เราวิเคราะห์ได้ว่า ส.ค.๑ เป็น
เอกสารที่ราษฎรแจ้งการครอบครองที่ดิน ซึ่งการแจ้งจะเป็นความจริงตามที่แจ้งหรือไม่ก็ได้ ถ้าการแจ้งไม่

๔๖

เป็นความจริง ผู้แจ้งก็ไม่ได้สิทธิการครอบครองที่ดิน และผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันเป็นเพียงผู้รับรองในฐานะ
พยานการแจ้ง ส.ค.๑ น้นั มิได้ว่าข้อความเป็นจริง

(2) ใบจอง (น.ส.๒)
เป็นหนังสือที่ทางราชการออกให้เพื่อเป็นการแสดงความยินยอมให้

ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเป็นการชั่วคราวซึ่งใบจองนี้ จะออกให้แก่ราษฎรที่ทางราชการได้จัด
ท่ดี นิ ให้ทำกินตามประมวลกฎหมายท่ดี ินซึ่งทางราชการจะมีประกาศเปดิ โอกาสให้รบั จองเป็นคราวๆ ใน
แต่ละท้องที่และผู้ต้องการรับจองควรคอยฟังข่าวของทางราชการ มาตรา ๓๐ ราชการจัดให้ (ที่ดินแปลง
ใหญ่ขนาด ๑,๐๐๐ ไร่ขึ้นไป) ส่วนมาตรา ๓๓ เป็นใบจองที่เป็นเอกสารนอกพื้นที่ที่ราชการจัดโดยแจ้ง
ทางอำเภอและปฏิบัติตามกำหนด (แปลงเลก็ แปลงนอ้ ย)

หน้าที่ของผู้มีใบจอง ผู้มีใบจองต้องเริ่มทำประโยชน์ในที่ดินให้แล้วเสร็จ
ภายใน ๖ เดือน ต้องทำประโยชน์ในที่ดินให้แล้วเสร็จ ภายใน ๓ ปี นับตั้งแต่วันท่ีได้รับใบจองและต้อง
ทำประโยชน์ให้ได้ ๓ ใน ๔ ของที่ดิน ที่ดินใบจองจะโอนให้บุคคลอื่นไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดทางมรดก
เมื่อทำประโยชน์ตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ก็มีสิทธินำใบจองมาออกเป็นหนังสือรบั รองการทำประโยชน์
(น.ส.๓, น.ส.๓ก, น.ส.๓ข) หรอื โฉนดท่ดี ินได้ แต่พ้ืนทีเ่ หล่าน้ี เมอื่ ไดอ้ อกหนังสือรบั รองการทำประโยชน์
หรือโฉนดที่ดินแล้ว ที่ดินดังกล่าวอยู่ในบังคับห้ามโอนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ใบจองมี ๒ แบบ
คือ น.ส.๒ และ น.ส.๒ก น.ส.๒ เป็นหนังสือที่ที่นายอำเภอหรือปลัดประจำกิ่งอำเภอเป็นผู้ออกให้ใน
ท้องทท่ี ่ีรฐั มนตรี ซ่ึงไมไ่ ดป้ ระกาศยกเลิกอำนาจหน้าท่ีในการปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายท่ีดินของ
หัวหน้าเขต นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ ตามมาตรา ๑๙ แห่ง
พระราชบัญญัตแิ ก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายท่ดี ิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ (๔๓ ข้อ ๒) หากเปน็ น.ส.
๒ก ต้องมีการยกเลิกอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าเขตนายอำเภอ หรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำก่ิง
อำเภอแลว้ และเจา้ พนกั งานท่ดี นิ เปน็ ผลู้ งนามในใบจอง (แผนทเี่ ป็นรปู ลอย)

(3) หนังสอื รบั รองการทำประโยชน์
เปน็ เอกสารทสี่ ว่ นราชการออกใหก้ บั เจา้ ของท่ีดนิ ทเ่ี ปน็ บุคคลหรือนิติบุคคล

และได้ครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย และได้มีการทำประโยชน์ในที่ดิน ตามเงื่อนไขที่
กฎหมายกำหนดครบถ้วนแลว้ หนงั สอื ฉบับน้ยี ังถือวา่ เป็นเอกสารแสดงการครอบครองที่ดินเท่านั้นมิใช่
กรรมสิทธิ์ และมีศักดิ์เป็นแค่สิทธิการครอบครอง หรือที่ภาษาศาล เรียกว่า ที่ดินมือเปล่าไม่ใช่ที่ดิน
กรรมสิทธ์ิ หนังสือรับรองการทำประโยชน์แบง่ ได้เป็น ๓ ประเภท ดังน้ี

- น.ส.๓ เปน็ เอกสารทีพ่ นกั งานเจ้าหนา้ ทไี่ ด้ตรวจสอบแลว้ วา่ ผู้ท่ีครอบครอง
ที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายไดท้ ำประโยชน์ไปแล้วตามเงือ่ นไขที่กำหนด ในเอกสารดังกล่าวมิได้กำหนด
ระวางแผนที่ เพียงแต่บรรยายลักษณะที่ตั้งและมีแผนที่รูปลอยบรรยายลักษณะที่ข้างเคียงมีที่ตั้งไม่
แนน่ อน ทง้ั รปู แผนท่ีเป็นการวดั ระยะโดยประมาณและในที่ตง้ั ดังกล่าว ขณะท่อี อกหนังสือ น.ส.๓ น้ี ยัง
ไม่มีการใช้ระวางรูปภาพถ่ายทางอากาศ และเป็นพื้นที่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้
ประกาศยกเลิกอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายที่ดินของหัวหน้าเขต นายอำเภอ
หรอื ปลดั อำเภอผู้เป็นหวั หน้าประจำก่ิงอำเภอ

๔๗

- น.ส.๓ ก เป็นเอกสารท่ีพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบการทำประโยชน์ ของ
แปลงท่ีดนิ ทร่ี าษฎรยืน่ หนงั สือขอคำรบั รองตามกฎหมาย และเงือ่ นไขท่ีกำหนดแลว้ เพยี งแต่รปู แบบของ น.ส.
๓ก จะมีรูประวางแผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งของที่ดิน และในขณะนั้นระวางรูปแปลงจะต้องสอดคล้องกับ
ระวางรปู ถ่ายภาพทางอากาศและหนงั สือดังกล่าว การออกหนงั สือรบั รองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ก) เป็น
การออกโดยวธิ ีกำหนดท่ดี ินในระวางรูปถา่ ยทางอากาศ และ น.ส.๓ก. ส่วนมากเปน็ การทำโดยวิธีการเดิน
สำรวจตามมาตรา ๕๘ แหง่ ประมวลกฎหมายที่ดินเป็นส่วนใหญ่ และอาจมีการออกหนังสือรับรองการทำ
ประโยชน์เฉพาะรายบ้าง ตามมาตรา ๕๙ มีข้อสังเกตหากมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.
๓ก จะตอ้ งดำเนินการในพ้นื ท่ีทม่ี ิใช่ทหี่ วงห้ามตามกฎหมาย หรอื เขตทีด่ ินป่าไม้ตามกฎหมาย หรือเขตท่ีดิน
ปา่ ไมต้ ามมติคณะรัฐมนตรี ซงึ่ อาจมหี ลักฐาน เช่น ส.ค.๑, ใบจอง ฯลฯ หรอื ไม่มีหลักฐานก็ได้ รวมท้ังวันท่ี
จะออก น.ส.๓ก ได้ต้องเป็นวันหลังวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๕ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ.
๒๕๑๕) ออกตามความในพระราชบญั ญัตใิ ห้ใช้ประมวลกฎหมายท่ีดนิ พ.ศ. ๒๔๙๗ และในการเดินสำรวจ
ตามมาตรา ๕๘ ประมวลกฎหมายท่ีดนิ มีขอ้ ห้ามการเดินสำรวจในเขตป่าไม้ถาวรเพียงอย่างเดียว แต่โดย
ปกติกรมที่ดินจะไม่เดินสำรวจในพื้นที่ที่ไม่สามารถออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตาม
กฎกระทรวงฉบบั ที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๙๗

- น.ส.๓ ข เป็นเอกสารลักษณะเดียวกันกับ น.ส.๓ เพียงแต่ในท้องที่ที่ไม่มี
ระวางรูปถา่ ยทางอากาศซึ่งรัฐมนตรีได้ประกาศยกเลิกอำนาจหน้าที่ในการปฏบิ ัติตามประมวลกฎหมาย
ทีด่ นิ ของหวั หนา้ เขต นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผ้เู ป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ โดยใหเ้ จ้าพนักงานท่ีดิน
เป็นผู้ลงนามในหนังสือรับรองการทำประโยชน์

การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในการออกหนังสือรับรองการ
ประโยชน์ (น.ส.๓, น.ส.๓ข) ตอ้ งปฏบิ ัตติ ามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยบคุ คลทคี่ รอบครอง
และทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายจะต้องดำเนินการยืน่ คำขอรับรองการทำประโยชน์ตาม
แบบ น.ส.๑ แล้ว นายอำเภอจะสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกไปทำการตรวจพิสูจน์การทำประโยชน์ใน
ที่ดินตามแบบพิสูจน์รายการไตส่ วนผูน้ ำพิสูจน์ให้ครบถ้วน เมื่อปรากฏว่าได้มีการทำประโยชนจ์ ริงตาม
หลักเกณฑ์ จึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓, น.ส.๓ข แล้วแต่กรณี) ให้กับผู้ครอบครอง
ที่ดิน เพื่อลงลายมือชื่อรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สำหรับการออกหนังสือรับรองการทำ
ประโยชน์ (น.ส.๓ก) เปน็ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ตามมาตรา ๕๘ หรือมาตรา ๕๙ แห่ง
ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ หากดำเนนิ การตามมาตรา ๕๘ เราเรยี กกนั เปน็ ภาษาทั่วไปว่า การ
เดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน โดยที่ผู้ครอบครองที่ดิน และทำ
ประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน
ตามแบบ น.ส.๑ข แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และพนักงานเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบโดยใช้แบบบันทึก
การสอบสวนสิทธิและพิสจู น์การทำประโยชน์ เพือ่ ออกหนงั สือรับรองการทำประโยชน์ตามมาตรา ๕๘
แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน (แบบ น.ส.๑ก) แต่ถ้าเป็นกรณีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์
เฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ จะใช้แบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและ
พิสูจน์การทำประโยชน์ เพ่ือออกหนังสอื รับรองการทำประโยชน์เฉพาะราย (แบบ น.ส.๑ ค)

๔๘

(4) หนังสือแสดงสทิ ธใิ ห้เขา้ ทำประโยชน์ในเขตปฏิรปู ทดี่ ินเพ่อื เกษตรกรรม
คือ ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิท่ี

รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยความเหน็ ชอบของคณะรัฐมนตรี ในปัจจุบันนั้นที่ดินประเภทน้ี คือที่ดิน
ส.ป.ก. ๔-๐๑ เป็นการจัดสรรทดี่ ินใหแ้ กป่ ระชาชนท่เี ปน็ เกษตรกรเพ่ือประกอบเกษตรกรรม

สาโรชและวนิดา (2544) ได้กล่าวถึงการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
หมายความวา่ การปรบั ปรงุ เก่ียวกับสิทธิ และการถอื ครองในทีด่ ินเพื่อเกษตรกรรม รวมตลอดถึงการ
จัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น โดยรัฐนำที่ดินของรัฐหรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจาก
เจ้าของที่ดนิ ซง่ึ มิได้ทำประโยชน์ในท่ดี นิ น้นั ด้วยตนเอง หรอื มที ดี่ นิ เกินสิทธติ ามพระราชบัญญตั ิน้ี เพ่ือ
จัด ให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อยไม่ เพียงพอแก่การครองชีพ
และสถาบันเกษตรกรไดเ้ ช่าซื้อ เช่าหรือเข้าทำ ประโยชนโ์ ดยรัฐให้ความช่วยเหลอื ในการพัฒนาอาชพี
เกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปจั จัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหนา่ ยให้เกดิ ผลดี
ยง่ิ ขนึ้

เกษตรกร หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักและให้
หมายความรวมถึงบุคคลผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หรือผู้เป็นบุตรของเกษตรกร
บรรดาซึ่งไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองและประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็น
หลักตามหลักเกณฑแ์ ละเง่อื นไขที่กำหนดในพระราชกฤษฎกี าด้วย

จะเห็นได้ว่าการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นการจัดที่ดินให้ แก่
เกษตรกร ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองหรือมีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ สำหรับคำว่า
“เกษตรกร” นั้น ตามบทนิยามในมาตรา 4 ได้แบ่งเกษตรกรออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) ผู้ประกอบ
อาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ไดแ้ ก่ ผู้ที่เปน็ เกษตรกร อยูแ่ ลว้ ตามความเปน็ จริง และใชเ้ วลาสว่ นใหญ่ใน
อาชีพเกษตรกรรม มิใช่อาชีพอื่น ซึ่งเกษตรกรประเภทนี้กฎหมายมิได้กำหนดว่าต้องเป็นเกษตรกรผู้
ยากจน แต่อย่างไรก็ตาม โดยทบี่ ทนิยามคำว่า “การปฏริ ปู ทีด่ ินเพอื่ เกษตรกรรม” ในมาตรา 4 เป็นที่
เข้าใจได้ว่าเป็นการจดั ที่ดนิ ให้แก่ “เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อย ไม่
เพียง พอแก่การครองชีพ” ดังนั้น เกษตรกรประเภทนีจ้ งึ ต้องเป็นผู้ที่ประกอบ อาชีพเกษตรกรรมเป็น
หลกั และไม่มีท่ีดนิ เพอื่ เกษตรกรรมเปน็ ของตนเอง หรอื มีที่ดนิ เลก็ นอ้ ยไมเ่ พยี งพอแก่การครองชีพ และ
2) ผู้ซึ่งประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ได้แก่ ผู้ที่ยังไม่เป็นเกษตรกรแต่ประสงค์จะ
เป็นเกษตรกรและมาขอรับการจัด ที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งเกษตรกรประเภทนี้
จะต้องเป็นผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรมหรือเป็นบุตรของเกษตรกร และบุคคล
ดงั กล่าวจะต้องไม่มีที่ดินเพ่ือเกษตรกรรมเป็นของตนเองตาม บทนิยามคำวา่ “เกษตรกร” และต้องไม่
อาชีพอน่ื อนั มีรายได้ประจำเพียงพอแก่การยังชีพตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์
และเง่อื นไขในการเปน็ เกษตรกร พ.ศ. 2535 มาตรา 3 ดว้ ย

สำหรับเกษตรกรผู้ใดจะมีสิทธิได้รับการจัดที่ดินหรือไม่เป็นไปตาม
บทบัญญัติ มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ซึ่งแก้ไข
เพม่ิ เติมโดยพระราชบญั ญัติการปฏริ ูปท่ีดินเพ่อื เกษตรกรรม (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2532 โดยได้กำหนดให้
เปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์ วิธกี ารและเง่อื นไขท่คี ณะกรรมการปฏิรปู ทดี่ ินเพื่อ เกษตรกรรมกำหนด และใน
ปัจจุบันระเบียบคณะกรรมการเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลอื ก

๔๙

เกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2535 ได้กำหนดว่า
เกษตรกรผู้ท่ีจะมีสิทธิได้รับการจัดที่ดินได้จะต้องยื่นคำร้องขอตามข้อ 5 และจะต้องเป็นผู้ที่มี
คุณสมบัติตามข้อ 6 ซึ่งข้อ 6(6) ได้กำหนดว่าจะต้อง “ไม่มีที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมเป็นของ
ตนเองหรือของบุคคลในครอบครัวเดียวกันหรือมีที่ดินเพียงเล็กน้อย แต่ไม่เพียงพอแก่การประกอบ
เกษตรกรรมเพื่อเลย้ี งชพี ” อันเปน็ การกำหนดท่ีสอดคลอ้ งกบั หลักกฎหมายดังกล่าวข้างตน้ (สำนกั งาน
การปฏิรปู ทดี่ นิ เพ่อื การเกษตรกรรม, 2541)

พนื้ ทปี่ ฏิรปู ทด่ี นิ เพือ่ เกษตรกรรมท่เี กย่ี วข้องกบั กฎหมายว่าดว้ ยการปา่ ไม้ มีดงั นี้
- ที่ดินที่ ส.ป.ก. รับไปดำเนินการจัดปฏิรูป และ ส.ป.ก. ได้จัดที่ดินให้
เกษตรกรเข้าทำประโยชน์แล้ว แต่ยังไม่มีเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ ที่ดินส่วนนั้นจะเป็น “ป่า" ตาม
พระราชบญั ญตั ปิ ่าไม้ พทุ ธศกั ราช ๒๕8๔ หรอื ไม่ อย่างไร
ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) ตามที่เรื่องเสร็จท่ี
791/ ๒๕48 เห็นวา่ เมื่อทีด่ นิ ที่ ส.ป.ก. ไดม้ าตามพระราชบัญญตั ิการปฏิรปู ทีด่ ินเพื่อเกษตรกรรมฯ
ไมถ่ ือเปน็ การที่บุคคลได้มาซึ่งที่ดินตามนยั มาตรา ๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติปา่ ไม้ฯ จึงไม่อาจถือเป็น
การไดก้ รรมสทิ ธ์ิในท่ีดินตามมาตรา ๓ (2) แหง่ ประมวลกฎหมายทดี่ ิน ทีด่ นิ ดงั กลา่ วจงึ ยงั มไิ ดม้ ีเอกชน
หรอื หน่วยงานของรัฐในฐานะเอกชนสนใดได้มาตามประมวลกฎหมายท่ีดิน ทดี่ ินดังกลา่ วจึงยังเป็นป่า
อยู่ แม้ว่าจะได้จัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแล้วแต่ยังไม่มีเอกสาร ส.ป.ก. 4 - 01 ก็ตาม
ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมใหญ่กรรมการร่างกฎหมาย) ได้เคยวินิจฉัยเป็นบรรทัด
ฐานไว้แล้วในเรื่องเสร็จที่ ๒8๔/๒534 ว่าที่ดินที่ได้มีการหวงห้ามไว้อาจมีลักษณะเป็นป่าตาม
พระราชบญั ญตั ปิ ่าไม้ พุทธศักราช ๒484 ได้ ถ้าที่ดนิ นั้น ยงั มไิ ดม้ ีบุคคลไดม้ าตามกฎหมายท่ีดินและมี
ไม้หวงห้ามหรอื ของป่าข้ึนอยูใ่ นที่ดิน ที่ดินดังกล่าวยอ่ มอยูภ่ ายใต้การคุ้มครองของกฎหมายวา่ ดว้ ยปา่
ไม้ ประกอบกับคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) ได้เคยวินิจฉัยเปน็ บรรทดั ฐานไว้แลว้ ในเรื่องเสรจ็
ท่ี 684/2536 วา่ ท่ีดนิ ท่ี ส.ป.ก. ถือกรรมสิทธ์ิ และได้ดำเนนิ การปฏริ ูปทีด่ ิน โดยจัดให้เกษตรกรเข้า
ทำประโยชนแ์ ล้ว แต่ยงั ไมม่ หี นังสือแสดงสิทธใิ นทดี่ นิ ยังคงอยูภ่ ายใต้บงั คับกฎหมายว่าดว้ ยปา่ ไม้ เทา่ ท่ี
ไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกิจการที่ ส.ป.ก. ได้อนุญาตไว้ ดังนั้นที่ดินที่ ส.ป.ก. รับไปดำเนิ นการจัด
ปฏิรูป และส.ป.ก.ได้จัดที่ดินให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์แล้วแต่ยังไม่มีเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ ที่ดิน
สว่ นน้นั จึงยัง เป็นปา่ ตามพระราชบญั ญตั ปิ ่าไม้ฯ
- ที่ดินที่ ส.ป.ก. รับไปดำเนินการจัดปฏิรูป และส.ป.ก. ได้จัดที่ดินให้
เกษตรกร เข้าทำประโยชน์ และมีเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ แล้ว ที่ดินส่วนนั้นจะเป็น “ป่า" ตาม
พระราชบัญญัติปา่ ไม้ พุทธศกั ราช ๒๕8๔ หรือไม่
ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) ตามที่เรื่องเสร็จท่ี
791/ ๒๕48 เหน็ วา่ มาตรา ๔ (๑) แหง่ พระราชบัญญตั ิปา่ ไม้ฯ บัญญัตวิ ่า "ปา่ " หมายความว่า ท่ดี นิ
ที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน และมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติว่า
บุคคลย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ในกรณีต่อไปนี้ ... ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดนิ
เพื่อการครองชีพหรือกฎหมายอื่น และตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ นั้น
เอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ เป็นเพียงหนังสืออนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูป

๕๐

ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของที่ดินนั้น การได้ที่ดินที่มี
เอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามท่ี
กำหนดในมาตรา ๓ (๒) แห่ง ประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินดังกล่าวจึงยังคงเป็น “ป่า” ตามมาตรา ๔
(๑) แห่งพระราชบญั ญตั ปิ ่าไม้ฯ

- ไม้ทุกชนิดที่มีอยู่ในที่ดินก่อนที่กรมป่าไม้จะมอบพื้นที่ให้ ส.ป.ก. รับไป
ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน และเมื่อ ส.ป.ก. ได้รับพื้นที่ไปเพื่อดำเนินการปฏิรูปแล้ว ไม้ดังกล่าวข้างต้นถอื
เป็นทรัพย์สนิ ของ ส.ป.ก. หรอื ไม่ อย่างไร

ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) ตามที่เรื่องเสร็จท่ี
791/ ๒๕48 เห็นว่าเมื่อได้วินิจฉัยประเด็นที่ ๑ แล้วว่า การที่มาตรา 3๖ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติ
การปฏริ ปู ที่ดนิ เพื่อเกษตรกรรมฯ กำหนดให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสทิ ธ์ใิ นท่ีดนิ หรอื อสังหารมิ ทรัพย์ท่ี
ส.ป.ก. ได้มานั้น กฎหมายมุ่งประสงค์จะให้ ส.ป.ก. ถือสิทธิในที่ดินดังกล่าวเพื่อให้เอาที่ดินนั้นมา
ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน มิได้มุ่งหมายจะให้ ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินในกรณี
ท่ัวไป ดังนั้นการคอื กรรมสิทธิข์ อง ส.ป.ก. จึงมใิ ช่เปน็ กรณที ่ีบุคคลไดม้ าซ่ึงที่ดินตามกฎหมายท่ีดินตาม
นัยมาตรา ๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ที่ดิน ดังกล่าวจึงยังคงอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้ วย
ปา่ ไม้ เพยี งแตม่ าตรา ๒๖ (๔) แหง่ พระราชบญั ญตั ิการปฏิรปู ทดี่ ินเพ่ือเกษตรกรรม กำหนดให้ ส.ป.ก.
มีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้โดยไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนตาม
กฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ แต่ถ้าที่ดินนั้นยังมีไม้หวงห้ามขึ้นอยู่การดำเนนิ การใด ๆ กับไม้หวง
ห้ามดังกล่าวย่อมต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ดังนั้น ไม้ดังกล่าวไม่ถือเป็นทรัพย์สินของ
ส.ป.ก. ทีจ่ ะดำเนินการอยา่ งไรกไ็ ด้ และตอ้ งอย่ภู ายใต้บังคับของพระราชบัญญตั ปิ ่าไมฯ้ ดว้ ย

- พื้นที่ที่มีกฎหมายเฉพาะ คือ พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒484
และ พระราชบัญญัติการปฏิรปู ที่ดนิ เพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑8 ใช้บังคับทับซ้อนกัน มีแนวทางใน
การพิจารณาใช้กฎหมายทท่ี ับซ้อนกนั อย่างไร

ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) ตามที่เรื่องเสร็จท่ี
791/ ๒๕48 เห็นว่ากฎหมายแต่ละฉบับมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน กฎหมายว่าด้วยป่าไม้มี
วัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการทำไม้และการเก็บหาของป่า ส่วนกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพ่ือ
เกษตรกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาและช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกนิ เป็นของตนเอง ดังนั้น การ
ใช้บังคับกฎหมายในแต่ละฉบับจึงมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น ๆ
ในกรณีของกฎหมายว่าดว้ ยป่าไม้และกฎหมายว่าดว้ ยการปฏิรปู ทดี่ ินเพ่ือเกษตรกรรมน้ัน กฎหมายว่า
ด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อนำที่ดินมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อมอบให้
เกษตรกรได้มีพื้นที่ทำกินเป็นของตนเอง ซึ่งพื้นที่ที่นำมาปฏิรูปที่ดินอาจเป็นที่ดินในเขตป่าสงวน
แหง่ ชาติ เม่อื คณะรฐั มนตรีมมี ตใิ ห้ดำเนินการปฏริ ปู ทด่ี ิน ในพน้ื ทป่ี ่าดงั กล่าวแลว้ ส.ป.ก. กม็ อี ำนาจนำ
ที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพื้นที่นั้นยังมีฐานะเป็นป่าตาม
พระราชบัญญตั ิป่าไม้ฯ อยู่กจ็ ะตอ้ งปฏบิ ตั ิตาม พระราชบัญญตั ปิ า่ ไม้ พุทธศกั ราช ๒๔๘๔ ด้วยเช่นกัน

เนื่องจากมีการแก้ไขพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ในส่วนของ
ไม้หวงห้ามคือไม้ที่ขึ้นในที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวง
ห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ไม่ได้ถือว่า

๕๑

เป็นไม้หวงห้าม สำหรับที่ดินพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ยังมีสถานะเป็นป่าตาม
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ไม้หวงห้ามที่ขึ้นอยู่หรือปลูกขึ้นจึงยังคงเป็นไม้หวงห้าม การ
ทำไมจ้ งึ ต้องต้องรับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อยา่ งไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างกรมป่าไม้ได้พิจารณา
เสนอ ให้ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ซึ่งรวมทั้งที่ดิน ส.ป.ก. ด้วย เพื่อให้รัฐมนตรีประกาศ
กำหนดให้ไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าว ไม่เป็นไม้หวงห้าม (เฉพาะไม้ที่ปลูกขึ้นไม่รวมไม่ที่ขึ้นอยู่ หรืออยู่
มาก่อนการได้มาของทด่ี ิน ส.ป.ก.) ตอ่ ไปไม้หวงห้ามท่ีปลูกข้ึนในทด่ี นิ ส.ป.ก. ก็จะไมเ่ ป็นไม้หวงห้ามทำให้
สามารถ ตดั และแปรรปู ไมโ้ ดยไม่ต้องขออนุญาตจากพนักงานเจา้ หน้าที่แต่อย่างใด

อนึ่ง มีเอกสารสิทธิในที่ดินอีกประเภทหนึ่งที่แสดงสิทธิของผู้ครอบครอง
ที่ดินเป็นสิทธิครอบครอง มิใช่กรรมสิทธิ์ ซึ่งในปัจจุบันได้ยกเลิกแล้ว คือ ใบเหยียบย่ำ ถือเป็นใบที่
พนักงานเจ้าหน้าท่ีได้อนุญาตใหร้ ับจองที่ดิน เพอื่ เข้าทำประโยชน์ในทด่ี ินรกร้างว่างเปล่า และเมื่อผู้ได้รับ
อนุญาตนัน้ ได้ทำประโยชน์ในที่ดิน ตามสมควรแก่สภาพท่ีดิน ภายในระยะเวลา ๒ ปี ผู้ครอบครองที่ดินท่ีมี
ใบเหยียบย่ำ มีสิทธินำใบเหยียบย่ำมาขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (แบบหมายเลข ๓) เมื่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและพิจารณาเห็นว่าผู้ครอบครองที่ดิน ได้ทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ท่ี
กฎหมายกำหนดจนครบถ้วนพนักงานเจ้าหน้าที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (แบบหมายเลข ๓)
แทนให้ ซง่ึ เอกสารสิทธใิ นท่ดี ินท่ีเป็นเพียงเอกสารแสดงสิทธิการครอบครองเท่านั้น

ภาพท่ี 3.10 ผงั การแบง่ ลักษณะของที่ดินในประเทศไทย

๕๒

3.2 ทดี่ ินที่ต้องหา้ มมิให้ออกหนงั สอื แสดงสทิ ธใิ นท่ีดิน
ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ.๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้

ประมวลกฎหมายที่ดิน ได้กำหนดหลักเกณฑ์ของที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
ดังนี้ ๑) ที่ดินที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น ทางหลวง ทางน้ำ ทะเลสาบ ที่ชายตลิ่ง ที่ดินโดย
ประเภทนี้โดยสภาพแล้วเป็นท่ีท่ใี ช้เพ่ือสาธารณประโยชนห์ รือเพื่อประโยชนร์ ว่ มกันของประชาชน ๒)
ที่เขา ที่ภูเขา และพื้นที่ที่รัฐมนตรีประกาศหวงห้ามตามมาตรา ๙ (๒) แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน แต่
ไม่รวมถึงที่ดินซึ่งผู้ครอบครองมีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายที่ดิน ต่อมาได้มี
ประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๓ ได้กำหนดเขตหวงห้ามเสียใหม่ โดย
กำหนดให้บริเวณต่อไปนี้ ทุกแห่ง ทุกจังหวัด เป็นบริเวณที่หวงห้าม คือ (1) บริเวณที่เขาหรือภูเขา
และปรมิ ณฑลรอบท่ีเขาหรือภูเขา ๔๐ เมตร (2) บริเวณแม่นำ้ และลำคลอง (3) ที่ดนิ ของรฐั นอกจาก
(๑) และ (๒) ซึง่ มิได้มีบุคคลใดมสี ิทธคิ รอบครองเฉพาะบรเิ วณทีเ่ ป็นท่ีหนิ ทกี่ รวด หรือท่ีทราย และ๓)
ที่เกาะ แต่ไม่รวมถึงที่ดินของผู้มีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน ใบจอง ใบเหยียบย่ำ หนังสือ
รับรองการทำประโยชน์ โฉนดตราจองตราจองที่ตราว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” หรือผู้มีสิทธิตาม
กฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ หรือที่ดินที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติได้อนุมัติให้
จัดแก่ประชาชน หรือที่ดินซึ่งได้จัดหาผลประโยชน์ตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ แห่งประมวล
กฎหมายท่ดี นิ โดยคณะกรรมการจดั ทด่ี ินแหง่ ชาตไิ ด้อนมุ ตั แิ ลว้

คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๘ เห็นชอบกับความเห็นและ
ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ป. ที่ได้พิจารณา ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ และผู้ทรงคุณวุฒิ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อโต้แย้งเกี่ยวกับลักษณะของพื้นที่ภูเขา และ
ความหมายของภูเขา ได้ให้กำหนดคำนิยามของคำว่า ที่เขา ที่ภูเขา ดังน้ี “ที่เขา” หมายถึง ส่วนของ
พื้นที่ที่สงู จากบรเิ วณรอบๆ (Surrounding) น้อยกว่า ๖๐๐ เมตร “ที่ภูเขา” หมายถึง ส่วนของพื้นที่ท่ี
สูงจากบริเวณรอบๆ (Surrounding) ตั้งแต่ ๖๐๐ เมตร ขึ้นไป การกำหนดว่าที่ใดเป็นที่เขา ที่ภูเขา
จะต้องนำหลักเกณฑอ์ ยา่ งใดอยา่ งหนึ่งหรือหลายอย่างประกอบพิจารณาคือ ลักษณะและชื่อที่ปรากฏ
ในแผนที่แสดงภูมิประเทศของกรมแผนที่ทหาร มาตรส่วน ๑: ๕๐๐๐๐ หมายถึง การพิจารณา
ลกั ษณะและชอ่ื ทป่ี รากฏในแผนที่ของกรมแผนท่ีทหาร ซึ่งไดม้ ีการสำรวจในพื้นที่จริงแล้ว แสดงสภาพ
พื้นทโ่ี ยเสน้ ช้นั ความสูง รวมท้ังชื่อของภมู ิประเทศเปน็ สำคัญ

(1) การเรยี กของประชาชนในทอ้ งถิ่น หมายถึง การนำเอาการเรยี กของประชาชนใน
ท้องถิน่ เป็นเขาหรือภูเขามาประกอบการพจิ ารณา

(2) การตรวจสอบสภาพพื้นที่ หมายถึง การตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง ประกอบการ
พจิ ารณากบั หลักฐานแผนท่ีรูปถา่ ย เพ่อื ใหเ้ ห็นโครงสร้างของดนิ

(3) โครงสร้างทางธรณีวิทยา หมายถึง บริเวณที่ดินทั้งบริเวณที่อยู่ในโครงสร้างของ
ภูเขา เช่นเปลือกโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยการยกตัวจากที่ราบหรือที่ปกติในลักษณะโก่ง โค้ง งอ
หรอื หักเปน็ รูปประทุนคว่ำ ประทุนหงาย สันอีโต้ รปู โดม ลักษณะเชน่ น้ีเขา้ ลกั ษณะโครงสรา้ งภูเขา

๕๓

ตำแหน่งที่เริ่มต้นนับเป็นเขตเขาและภูเขาให้นับจากเส้นชั้นความสูงที่มีการ
เปลี่ยนแปลงความลาดชันอยา่ งกะทันหันจากบรเิ วณโดยรอบ โดยมีความห่างจากเส้นชั้นความสูงเสน้
ถัดไปไมเ่ กิน ๒ มลิ ลเิ มตร และมคี วามลาดชนั ตอ่ เนื่องของเสน้ ชัน้ ความสงู ไมน่ ้อยกว่า ๓ เสน้ ในแผนที่
ภูมิประเทศ มาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ ดงั ตัวอย่าง (ภาพท่ี 3.11)

ภาพท่ี 3.11 ตวั อย่างการแสดงเสน้ ชนั้ ความสงู
ที่มา: กรมป่าไม้ (2560)

3.2.1 การตรวจสอบแปลงที่ดนิ แบบแจง้ การครอบครองท่ีดนิ (ส.ค.๑)
การนำ ส.ค.๑ มาอ้างถึงการได้มาของที่ดิน นั้น ตามพระราชบัญญัติแก้ไข

เพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๘ กำหนดให้ผู้ครอบครองและทำ
ประโยชน์ในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินบังคับใช้ โดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครอง
(ส.ค.๑) และยังไม่ได้ยืน่ คำขอออกโฉนดท่ีดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ให้นำ ส.ค.๑ ยื่นขอ
อกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ภายใน ๒ ปี นับจากวันที่พระราชบัญญัติฉบับ
ดังกล่าวใช้บังคับ (สิ้นกำหนดยื่นคำขอในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) หากพ้นกำหนด ผู้ครอบครอง
ส.ค.๑ จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่าเป็นผู้ครอบครองและทำ
ประโยชนใ์ นท่ีดนิ โยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันทปี่ ระมวลกฎหมายท่ีดินใชบ้ ังคับ จงึ นำคำพิพากษาหรือ
คำสั่งถึงทสี่ ดุ ของศาลแสดงเพ่อื เป็นหลักฐานการขอออกโฉนดที่ดินหรือหนงั สือรับรองการทำประโยชน์

๕๔

ในเบื้องต้นการตรวจสอบได้ว่าเป็น ส.ค.๑ ที่เป็นฉบับจริง หรือถ้าเป็นสำเนา
ส.ค.๑ กต็ ้องมีการรับรองสำเนานั้น โดยเจา้ หน้าที่ของหน่วยราชการท่ีเกี่ยวข้องไว้ให้เห็นด้วยและส่ิงท่ี
ตอ้ งตรวจดูเบอ้ื งตน้ ดงั นี้

1) ที่ต้ังของ ส.ค.๑ ท่รี ะบุ วา่ เปน็ หมูท่ อ่ี ะไร ตำบล อำเภอ จังหวดั ตรงกับพ้นื ที่
จรงิ ทีน่ ำมาแสดงหรือไม่

2) จำนวนเนื้อที่ดิน ตรงหรือใกล้เคียงกับ พื้นที่จริงที่ได้มีการนำชี้จากเจ้าของ
ที่ดินหรือไม่

3) ตรวจสอบทิศข้างเคียงกับภูมิประเทศจริงว่ามีความสัมพันธ์ ตามรายระ
เอยี ดทีร่ ะบทุ ิศขา้ งเคียง ใน ส.ค.๑

4) ได้มาอย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด โดยทั่วไป การได้มาของที่ดินที่ระบุตาม ส.ค.๑
จะตอ้ งมีการได้มากอ่ นที่ประมวลกฎหมายท่ดี นิ ใช้บงั คบั (๑ ธ.ค.๒๔๙๗)

5) สภาพที่ดิน ระบุว่าทำประโยชน์อะไร ถ้าได้มีการศึกษาแผนที่หรือภาพถ่าย
ทางอากาศโครงการ WWS ปี พ.ศ.ระหวา่ ง ๒๔๙๕-๒๔๙๘ น้นั ประกอบด้วยจะสามารถตรวจสอบได้
ว่าการทำประโยชนนน้ั มคี วามสัมพันธ์ กบั ภาพถา่ ยทางอากาศที่ปรากฏหรอื ไม่ เช่น ในรายละเอยี ดใน
ส.ค.๑ ระบุการทำประโยชนเ์ ป็นปลูกมนั สำปะหลงั ภาพท่ปี รากฏในแผนทีภ่ าพถ่ายทางอากาศ กน็ า่ จะ
เปน็ การเปิดพื้นหนา้ ดินโลง่ เตยี นเห็นชัดเจนเปน็ ต้น

6) รูปที่ดินโดยประมาณ จะบอกระยะในแต่ละทิศว่ามีความยาวเท่าไหร่ เป็น
เส้น โดยที่ ๑ เส้น คือคดิ ระยะเท่ากับ ๔๐ เมตร หรอื ๑ วา เท่ากบั ๒ เมตร เปน็ ต้น

การตรวจสอบแปลงที่ดิน ที่ได้มีการนำ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.
๓) มาอ้างถึงการได้มาของที่ดิน นั้น โดยทั่วไป น.ส.๓ ไม่มีการระบุพิกัด ตำแหน่ง ให้ทราบเหมือนกบั
หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ก) หรือโฉนดที่ดิน ดังนั้น ตำแหน่งที่ที่ดินตั้งอยู่นั้น เจ้าของ
ที่ดินจะรู้ตำแหน่งดีที่สุด สิ่งที่ตรวจสอบเบื้องต้น ดังน้ี 1) ที่ดินตั้งอยู่ ตรงกับ ตำบล อำเภอ จังหวัด
กบั พืน้ ทีจ่ ริง 2) ตรวจสอบทิศ และระยะ ทร่ี ะบุใน หนงั สือรับรองการทำประโยชน์ วา่ ตรงกับพ้นื ที่จริง
หรือภูมิประเทศ หรือไม่ 3) บางครั้ง เจ้าหน้าที่ที่ดินได้มีการสำรวจและลงรายละเอียด แปลงที่ดิน
น.ส.๓ ลงไว้ในระวางโฉนดที่ดินด้วย และ4) ถ้า น.ส.๓ ออกมาจาก ส.ค.๑ เดิม บางครั้งเลขที่ น.ส.๓
จะตรงกบั เลขที่ ส.ค.๑ เดมิ

สำหรับตารางระวาง มาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ หนังสือรับรองการทำประโยชน์
(น.ส.๓ ก) นี้ เอาไว้เป็นดัชนีชี้ให้เห็นว่า ตำแหน่ง น.ส.๓ ก. ที่ระบุว่าอยู่ตำแหน่งใดในแผนที่ภูมิ
ประเทศ เช่น น.ส.๓ก เลขที่ ๓๘๓๘ ระบุระวางรูปถ่ายทางอากาศจังหวัดแพร่ หมายเลข ๕๐๔๕-III
แผ่นที่ ๗๖ ก็จะเป็นระวาง น.ส.๓ก ในช่องที่ ๗๖ ตามแผนที่ระวางนี้ เป็นต้น นอกจากการตรวจสอบ
เบื้องต้นแล้ว จะต้องประสานสำนักงานที่ดินเพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ที่ดินมาชี้ตำแหน่ง (ตามหนังสือกรม
ที่ดินที่ มท ๐๗๒๖/ว ๐๒๔๓๓ เรื่องหน่วยงานราชการให้นำชี้ตำแหน่งที่ดิน ลงวันที่ ๓๑ มกราคม
๒๕๔๔) หรือ ทำหนงั สือสอบถามเก่ยี วกบั วิธีการออกหนงั สือรับรองการทำประโยชน์นี้ ออกโดยวิธีการ
ใด และขอสำเนาสาระบบการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เพื่อประกอบการพิจารณาการ
ตรวจสอบ ระวาง น.ส.๓ ก นี้ ไม่ได้มีค่าตำแหน่งพิกัดกริด แสดงให้เห็น จึงยากที่จะนำไปถ่ายทอดลง
ในแผนที่ภูมิประเทศ หรือแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ หรือภาพถ่ายดาวเทียม แต่ก็เพียงทราบได้ใน

๕๕
ระดับหนึ่งว่าอยู่บริเวณแผ่นที่เท่าไหร่ ตามหมายเลข ที่ระบุไว้ในระวางเท่านั้น และมาตรฐานมาตรา
ส่วนใช้ คอื ๑:๕๐๐๐ ดังตวั อย่าง (ภาพท่ี 3.12)

ภาพท่ี 3.12 ตวั อยา่ งระวาง มาตราสว่ น ๑:๕๐,๐๐๐ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก)
ที่มา: กรมปา่ ไม้ (2560)

๕๖
3.2.2 การตรวจสอบแปลงทีด่ นิ ที่มีการอ้างอิงจากโฉนดทด่ี นิ

กรมที่ดิน (2560) มีการตรวจสอบแปลงที่ดิน ที่ผู้ประกอบการได้นำเอกสาร
สิทธิ โฉนดที่ดินมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ถ้าตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเป็นโฉนดที่ดินจริง เราสามารถ
ตรวจสอบตำแหน่งแปลงที่ดินได้โดยใช้ Application LandsMaps ของกรมที่ดินตรวจสอบได้ ทั้งใน
คอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน โดยกรอกรายละเอียด จังหวัด อำเภอ และเลขที่โฉนดที่ดินลงใน
โปรแกรม (ภาพท่ี 3.13)

ภาพท่ี 3.13 โปรแกรมศนู ย์ข้อมูลแผนทรี่ ูปแปลงทด่ี นิ
ทมี่ า: คู่มือสนบั สนนุ การปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานทีด่ นิ (2560)

๕๗

จะปรากฏแปลงที่ดินให้เห็นว่าอยู่ตำแหน่งไหน ของพื้นที่ ทำให้ง่ายต่อการ
ตรวจสอบ และพิจารณาว่าเอกสารโฉนดที่ดินที่นำมาแสดงถูกต้อง ตรงกับพื้นที่จริงหรือไม่ ในกรณีที่
สามารถประสานเจ้าพนกั งานที่ดินก็จะมคี วามชัดเจนมากยิ่งขนึ้ ในการตรวจสอบ

การตรวจสอบระวางโฉนดที่ดิน มีหลายมาตราส่วน มีขนาด ๑:๔๐๐๐,
๑:๒๐๐๐, ๑:๑๐๐๐ และ ๑:๕๐๐ ในระวางโฉนดที่ดินส่วนใหญ่ จะระบุรายละเอียดตำแหน่งที่ดินท่ี
เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ หรือ น.ส.๓ ก) ไว้ด้วย ซึ่งสามารถนำมาประกอบการ
ตรวจสอบในการทำงานไดม้ ปี ระสิทธภิ าพมากย่งิ ขึน้ ดังตวั อย่าง (ภาพท่ี 3.14)

ภาพท่ี 3.14 ตัวอยา่ งระวางโฉนดที่ดนิ มาตราสว่ น ๑ : ๔,๐๐๐
ทม่ี า: กรมป่าไม้ (2560)

การอา่ นตำแหนง่ พิกัดกริดในระวางโฉนดทดี่ นิ น้ี ตรงมมุ ซา้ ยด้านล่างของระวาง
โฉนดที่ดิน จะมีค่าพิกัดกริดแบบ UTM (Universal Transverse Mercator) เป็นพิกัดภูมิศาสตร์ ให้
เห็นเป็นตัวเลข ตัวอย่าง ๑๔๘๘๐๐๐ ม.น., ๕๖๔๐๐๐ ม.อ. หมายถึง ตำแหน่งนี้ อยู่ที่ระยะ
๑,๔๘๘,๐๐๐ เมตร เหนือจากเส้นศูนย์สูตร และอยู่ที่ระยะ ๕๖๔,๐๐๐ เมตร ตะวันออกจากเส้นเม
อริเดียนศูนย์กลาง เป็นต้น และใช้พื้นหลักฐาน (Datum) ทางราบ ยึดถือตามหลักฐานของประเทศ
อนิ เดีย (Indian datum ๑๙๗๕) ดงั ตัวอย่าง (ภาพที่ 3.15) สำหรับแผนท่ีชดุ L๗๐๑๗ ของกรมที่ดิน
ส่วนในปัจจุบันนี้ แผนที่ภูมิประเทศที่ผลิตออกมาใหม่ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นมา ยึดถือตาม
หลักฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา (WGS๑๙๘๔) เป็นแผนที่ชุด L๗๐๑๘ แผนที่ ภูมิประเทศ เป็น
Datum ไหน ให้ดูบริเวณดา้ นลา่ งของแผนที่ ดังตัวอยา่ ง (ภาพที่ 3.16)

๕๘

ภาพท่ี 3.15 พ้ืนหลกั ฐาน (Datum) L๗๐๑๗ หรือ Indian ๑๙๗๕
ทม่ี า: กรมปา่ ไม้ (2560)

ภาพที่ 3.16 พืน้ หลักฐาน (Datum) L๗๐๑๘ หรือ WGS ๑๙๘๔
ที่มา: กรมป่าไม้ (2560)

แผนท่ที ัง้ สอง Datum มีความคลาดเคลือ่ นต่างกันประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ เมตร
และในปัจจุบันแผนที่ชุดใหม่ L๗๐๑๘ ใช้แทนแผนที่ชุด L๗๐๑๗ เดิม และไม่มีการผลิตแผนที่ชุด L
๗๐๑๗ อีกต่อไป ดังนั้นการทำแผนที่ที่ใช้ในการปฏิบัติงานต่างๆ ต้องดูให้ถูกต้องว่าทั้งแผนที่และ
ข้อมูลที่ถ่ายทอดลงในแผนที่นั้น เป็นข้อมูล Datum เดียวกัน จึงจะได้แผนที่ที่นำไปใช้ได้ถกู ต้อง และ
ตอ้ งระบุในแผนท่ดี ้วยว่าใช้ระบบแผนท่ี Datum L๗๐๑๗ หรอื L๗๐๑๘ เปน็ พื้นหลักฐาน

ในการประสานงานกับสำนักงานที่ดิน เพื่อขอรายละเอียด ข้อมูล เพื่อใช้
ประกอบการพจิ ารณานนั้ เราทำหนังสือประสานงานขอข้อมลู รายละเอียดคือ 1) ขอทราบว่าการออก
หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน โดยวิธีการอะไร (ตามมาตรา ๕๘ หรือ มาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมาย
ที่ดิน) 2) ขอสารบบการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ซึ่งจะประกอบด้วยหลักฐาน การออกหนังสือ
แสดงสทิ ธใิ นท่ดี ิน ท้ังหมด ถ้าหนังสอื แสดงสิทธนิ นั้ มีการออกจาก ส.ค.๑ โดยทวั่ ไปประกอบด้วย ส.ค.
๑, น.ส.๓ หรือ น.ส.๓ก, น.ส.๕ (ใบไต่สวน) เป็นต้น และ3) ขอสำเนาระวางโฉนดที่ดิน หรือหนังสือ
รบั รองการทำประโยชน์

๕๙

4. การดำเนินคดีความผดิ เกี่ยวกับการบุกรุก ยดึ ถอื ครอบครองทดี่ นิ ปา่ ไม้ตามพระราชบัญญัติป่า
สงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗

การกระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
มีลักษณะของความผิด ดังนี้ 1) การกระทำความผิดฐาน ยึดถือครอบครอง หรือท้าด้วยประการใดๆ
ให้เสื่อมสภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 2) การกระทำความผิด
ฐาน ทำให้เสียหาย ทำลายหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายที่จัดให้มีตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวน
แห่งชาติ เสียหาย และ3) การกระทำความผิดฐาน รับไว้ ซ่อนเร้น จำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งไม้
หรอื ของป่า ท่ีตนรู้อยู่แล้วว่าได้มาโดยการกระทำผิด (กรมปา่ ไม,้ 2557)

4.๑ การกระทำความผิดฐาน ยดึ ถือครอบครอง หรือทำดว้ ยประการใดๆให้เสอื่ มสภาพปา่
สงวนแหง่ ชาติ โดยไมไ่ ดร้ บั อนุญาตจากพนักงานเจา้ หน้าท่ี

กฎหมายบญั ญัติไว้ ดังนี้ “มาตรา ๑๔ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิใหบ้ คุ คลใดยดึ ถือ
ครอบครองทำประโยชน์หรอื อย่อู าศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เกบ็ หาของป่า หรอื
กระทำด้วยประการใดๆ อนั เป็นการเสอื่ มเสยี แก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เวน้ แต่

(๑) ทำไม้หรือเก็บหาของป่าตามมาตรา ๑๕ เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยตามมาตรา
๑๖ มาตรา ๑๖ ทวิ หรือมาตรา ๑๖ ตรี กระทำการตามมาตรา ๑๗ ใช้ประโยชน์ตามมาตรา ๑๘ หรือ
กระทำการตามมาตรา ๑๙ หรอื มาตรา ๒๐

(๒) ทำไมห้ วงหา้ มหรือเกบ็ หาของปา่ หวงหา้ มตามกฎหมายวา่ ด้วยป่าไม้”
บทกำหนดโทษ ดังนี้ “มาตรา ๓๑ ผู้ใดฝา่ ฝนื มาตรา ๑๔ ตอ้ งระวางโทษจำคุกต้ังแต่หนึ่งปี
ถึงสิบปี และปรับตงั้ แต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท
ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อทีเ่ กนิ ยี่สิบห้าไร่ หรือก่อให้เกิดความ
เสียหายแก่
(๑) ไมส้ กั ไมย้ าง ไมส้ นเขา หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. ตามกฎหมายว่าด้วยปา่ ไม้ หรอื
(๒) ไม้อื่นที่เป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบตน้
หรือท่อน หรือรวมปรมิ าตรไมเ้ กินส่ีลกู บาศก์เมตร หรอื
(๓) ตน้ น้ำลำธาร หรอื
(๔) พื้นที่ชายฝัง่
ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาท
ถงึ สองลา้ นบาท
ในกรณีที่มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ถ้าปรากฏว่า
บุคคลนั้นยึดถือหรือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำความผิด
คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำความผิดออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตลอดจนสั่งให้
ผู้กระทำความผิดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือนำสิ่งใดๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวน
แห่งชาตอิ อกจากปา่ สงวนแหง่ ชาตภิ ายในระยะเวลาที่กำหนด”
องค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย ๑) บุคคลใด หมายความว่า บุคคลใดๆ และอาจ
เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิตบิ ุคคลก็ได้ ๒) ยึดถอื ครอบครองทำประโยชนห์ รืออยู่อาศัยในท่ีดิน ก่อสร้าง

๖๐

แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่า
สงวนแห่งชาติ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ “ยึดถือครอบครอง” มีความหมายว่า จับถือ เอามารักษา
ยึดถือไว้ มีสิทธิปกครอง ยึดถือทรัพย์สินไว้โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ทั้งนี้จะยึดถือไว้เองหรือบุคคล
อื่นยึดถือไว้ให้ก็ได้ “ทำประโยชน์” มีความหมายว่า กระทำในสิ่งที่สิ่งที่เป็นผลดีหรือเป็นคุณ
“ก่อสร้าง” มีความหมายว่า ก่อและสร้าง “แผ้วถาง” มีความหมายว่า ทำให้เตียน สะอาด “เสื่อม
เสยี ” มคี วามหมายวา่ เสยี หาย ทเี่ สยี หาย และ๓) เว้นแต่ (๑) ทำไม้หรอื เกบ็ หาของป่าตามมาตรา ๑๕
เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยตามมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๖ ทวิ หรือมาตรา ๑๖ ตรี กระทำการตาม
มาตรา ๑๗ ใช้ประโยชน์ตามมาตรา ๑๘ หรือกระทำการตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐ (๒) ทำไม้
หวงห้ามหรือเก็บหาของป่าหวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายถึง เจ้า
พนักงานปา่ ไม้ พนักงานปา่ ไม้ หรือผู้ซึ่งรฐั มนตรไี ด้แตง่ ต้งั ให้มหี นา้ ทด่ี ำเนนิ การตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๑๘๙/
๒๕๕๘ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.๒๕๑๘ มาตรา ๒๖ บัญญัติว่า "เมื่อได้มีพระราช
กฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินใช้บงั คับในท้องที่ใดแล้ว (๔) ถ้าเป็นทดี่ ินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อ
คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว
เมอ่ื ส.ป.ก. จะนำที่ดนิ แปลงใดในส่วนนั้นไปดำเนนิ การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ พ.ร.ฎ.กำหนด
เขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น..." แม้ปรากฏว่ามี พ.ร.ฎ.
กำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน และกิ่งอำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน
จังหวัดนครพนม ให้เป็นเขตปฏริ ูปท่ีดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ก็ตาม แต่ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏริ ปู ที่ดินดังกล่าว
เป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่า
สงวนแหง่ ชาติในทันที พ้ืนท่ีปา่ สงวนแห่งชาติยังคงเปน็ พนื้ ท่ีป่าสงวนแห่งชาติอยูเ่ ช่นเดิม จนกว่าจะได้
มกี ารส่งมอบพื้นท่ีให้แก่คณะกรรมการปฏิรปู ทด่ี ินเพอื่ ดำเนินการจัดสรรท่ีดนิ ให้แกผ่ ู้ได้รับอนุญาตตาม
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป หากจะถือว่าการประกาศ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูป
ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินแปลงใด มีผลเป็นการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติในทันที ก็จะเป็น
การส่งเสริมให้บุคคลใดๆ บุกรุกเข้ามาทำประโยชน์หรือเข้าครอบครองที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่มี
ความผดิ ตาม พ.ร.บ.ปา่ สงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ อนั จะเป็นชอ่ งว่างของกฎหมาย บทบัญญัตินี้จึงมุ่ง
หมายให้ ส.ป.ก. เข้าไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรกรรมในพื้นที่ป่านั้นและจัดสรรให้ผู้ได้รับ
อนุญาตก่อน จึงจะถือเป็นการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครอง
ทรพั ยากรธรรมชาติและที่ดินของรัฐ เม่ือคณะกรรมการปฏริ ปู ท่ดี นิ จงั หวดั นครพนมได้ออกประกาศให้
เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏริ ปู ทีด่ นิ เกดิ เหตุหลังจากที่ผู้ร้องถกู ดำเนินคดี
นี้แล้ว ดังนั้น ในขณะที่ผู้ร้องกระทำความผิดคดีนี้ ผู้ร้องจึงยังไม่เป็น ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำ
ประโยชน์ในท่ดี นิ เกิดเหตุ การจดั สรรที่ดินเพื่อการปฏริ ปู ทด่ี ินยังไม่เสร็จสน้ิ ทดี่ นิ เกิดเหตุจึงยังมีสภาพ
เป็นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่ การกระทำของผู้ร้องจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.
๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑ วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูป
ทด่ี นิ ซง่ึ รวมถึงทดี่ ินเกิดเหตุ ก็เปน็ เพยี งทำให้การครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ร้องนับแต่วันที่
ได้รับอนุญาตไม่เป็นความผิดต่อกฎหมาย แต่ไม่มีผลเป็นการลบล้างการกระทำความผิดก่อนหน้าที่ผู้

๖๑

ร้องจะได้รับอนุญาต กรณีหาใช่เป็นเรื่องมีกฎหมายที่บัญญตั ิในภายหลังทำให้การกระทำของผู้รอ้ งไม่
เปน็ ความผดิ ตอ่ ไปตาม ป.อ. มาตรา ๒ วรรคสอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๖๐๕/๒๕๕๗ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปความได้ว่า ตามวัน
เวลาเกิดเหตุ จำเลยทงั้ สองร่วมกันเข้าไปยดึ ถือครอบครองทำประโยชนใ์ นที่ดนิ บริเวณหมูท่ ี่ ๖ บา้ นเขา
ยายเที่ยงเหนือ ตำบลคลองไผ่ จังหวัดนครราชสมี า เนื้อที่ประมาณ ๒๑ ไร่ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นที่ดนิ ที่อยู่
ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีเจตนาพิเศษที่จะบุกรุกเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นการยึดถือ
ครอบครอง ทำประโยชน์แผ้วถาง เผาปา่ หรอื กระทำดว้ ยประการใด ๆ อันเปน็ การเสอ่ื มเสียแก่สภาพ
ป่าสงวนแห่งชาติ ทำลายป่า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมป่าไม้ ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้
พ.ศ. ๒๔๘๔ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ป.ท่ดี นิ ป.อ. มาตรา ๓๖๒ โดยอา้ งว่าโจทกท์ ้งั ห้ามี
สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ คำบรรยายฟ้องดังกล่าว
ได้อ้างถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าเป็นความผิด แต่ไม่มี
ข้อความตอนใดที่บรรยายโดยชัดแจ้งว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งห้าได้รับความ
เสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งดังกล่าวมาในฟ้อง ซึ่งล้วนแต่เป็นความผิด
เกี่ยวกบั รฐั มใิ ชค่ วามผิดท่ีกระทำต่อโจทก์ท้ังห้าโดยตรง บทบญั ญัติตามรฐั ธรรมนูญที่โจทก์ทงั้ ห้ากล่าว
อ้างมา ไม่มีข้อความตอนใดที่ให้สิทธิโจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีอาญาได้แม้ไม่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ
จากการกระทำของจำเลยท้งั สอง โจทก์ทั้งห้าจงึ ไมม่ อี ำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๘๙๑๘/๒๕๕๕ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.
ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ และมีคำสั่งให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่ยึดถือ
ครอบครองตามมาตรา ๓๑ วรรคสาม คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดจึงต้องออกไป
จากป่าสงวนแห่งชาติที่ยึดถือครอบครองตามคำสั่งศาลดังกล่าวทันที การยึดถือครอบครองป่าสงวน
แห่งชาติต่อมาภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วยังคงเป็นการยึดถือครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ตลอดเวลาที่จำเลยยังไม่ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว โดยจำเลยไม่อาจอ้างอายุความใดๆ ท่ี
จะมีสิทธิยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวต่อรัฐได้ ดังนั้น โจทก์ชอบที่จะบังคับจำเลยให้
ออกจากป่าสงวนแห่งชาติได้ตลอดเวลาที่จำเลยยังยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว
หาจำต้องบังคบั คดภี ายใน ๑๐ ปี ดังเช่นคดีแพง่ ท่วั ไปไม่

4.๒ การกระทำความผิดฐาน ทำให้เสียหาย ทำลายหลกั เขต ป้าย หรือเครื่องหมายทีจ่ ดั ให้มี
ตามกฎหมายว่าด้วยปา่ สงวนแหง่ ชาติ เสียหาย

กฎหมายบัญญัตไิ ว้ ดงั นี้ “มาตรา ๓๓ ผใู้ ดทำให้เสียหาย ทำลาย ซึ่งหลกั เขต ป้าย หรอื
เครื่องหมายอื่นใดที่จัดให้มีขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่
เกนิ หกหมื่นบาท หรือทง้ั จำทง้ั ปรับ”

องค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย ๑) ผู้ใด หมายความว่า บุคคลใดๆ และอาจเป็น
บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ๒) ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย “ทำให้เสียหาย” มีความหมายว่า ทำ
ให้เสอื่ มเสยี ยับเยนิ ย่อยยบั “ทำลาย” มคี วามหมายวา่ ทำใหพ้ งั ทำใหฉ้ บิ หาย และ๓) หลักเขต ป้าย
หรือเคร่ืองหมายอนื่ ใดที่จดั ใหม้ ขี น้ึ ตามพระราชบัญญตั ิน้ี

๖๒

4.๓ การกระทำความผิดฐาน รับไว้ ซ่อนเร้น จำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งไม้หรือของป่า
ที่ตนรู้อยู่แลว้ วา่ ได้มาโดยการกระทำผดิ

กฎหมายบญั ญัติไว้ ดังนี้ “มาตรา ๓๔ ผใู้ ดรบั ไว้ดว้ ยประการใด ซ่อนเร้น จำหน่าย หรือ
ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งไม้หรือของป่าที่ตนรู้อยู่แล้วว่า เป็นไม้หรือของป่าที่มี ผู้ได้มาโดยการกระทำผิด
ตามพระราชบัญญตั ิน้ี ต้องระวางโทษเสมอื น เปน็ ตวั การในการกระทำผิดนั้น”

องค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย ๑) ผู้ใด หมายความว่า บุคคลใดๆ และอาจเป็น
บุคคลธรรมดาหรอื นิตบิ คุ คลก็ได้ ๒) รับไวด้ ว้ ยประการใด ซอ่ นเร้น จำหนา่ ย หรือ ช่วยพาเอาไปเสยี ซ่ึง
ไม้หรือของป่าที่ “ซ่อนเร้น” มีความหมายว่า แอบหรือซ่อนอยู่ในที่ลับตา “ทำประโยชน์” มี
ความหมายว่า กระทำในสิ่งที่สิ่งที่เป็นผลดีหรือเป็นคุณ “จำหน่าย” มีความหมายว่า ขาย จ่าย แจก
แลกเปลี่ยน โอน “เอาไปเสีย” มีความหมายว่า เอาไปให้พ้น และ๓) ซึ่งไม้หรือของป่าที่ ตนรู้อยู่แล้ว
วา่ เปน็ ไมห้ รอื ของปา่ ท่มี ี ผู้ไดม้ าโดยการกระทำผดิ ตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี

5. การใช้มาตรการทางปกครอง

การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจัดการที่ดินในเขตป่าสงวนและของกลางตาม
ความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
เมื่อเจ้าพนักงานได้ดำเนินการจับกุมดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดแล้วพบว่า มีสิ่งปลูกสร้าง
หรือพืชผลอาสนิ อยู่ในเขตป่าสงวนแหง่ ชาติ หรือมีสิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งทีท่ ำให้เสื่อมสภาพในเขต
ปา่ สงวนแหง่ ชาติ ซง่ึ มาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ บัญญัติให้อำนาจ
พนกั งานเจา้ หน้าทผ่ี คู้ วบคุมและรกั ษาปา่ สงวนแหง่ ชาตินัน้ ๆ มีอำนาจส่งั เปน็ หนังสือ ให้ผ้กู ระทำผิดรื้อ
ถอน แก้ไข หรือทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวน
แห่งชาติ ภายในเวลาที่กำหนดให้ หากผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเป็นหนังสือดังกล่าว หรือไม่
ปรากฏตัวผู้กระทำผิดหรือรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่หาตวั ผู้กระทำผิดไม่พบ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุม
และรักษาป่าสงวนแห่งชาตินั้นๆ มีอำนาจยึด ทำลาย รื้อถอน แก้ไขหรือทำประการอื่น รวมตลอดถึง
การดำเนนิ การ อยา่ งหนง่ึ อยา่ งใด เพ่อื ปอ้ งกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่ปา่ สงวนแห่งชาติในกรณีที่
มีเหตฉุ ุกเฉิน

การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ สั่งเป็นหนังสือ
ให้ผู้กระทำผิดรื้อถอน แก้ไข หรือทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพใน
เขต ป่าสงวนแห่งชาติภายในเวลาท่ีกำหนดให้ ซงึ่ ตามมาตรา ๒๕ ของกฎหมายดังกล่าวมวี ตั ถุประสงค์
เพื่อให้ การควบคุม ดูแล รักษาป่าสงวนแห่งชาติมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าได้มีการ
กระทำความผิด เกิดขน้ึ ในพ้ืนท่ีป่าสงวนแหง่ ชาติใด และพนกั งานเจ้าหน้าท่ีได้จับกุมผู้กระทำความผิด
หรือดำเนินการตรวจยึดในกรณีไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด หรือรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่หาตัวไม่พบ แล้วส่ง
พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดแล้ว หากปรากฏว่ามีสิ่งปลูกสร้าง หรือพืชผลอาสิน
อยใู่ นเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือมีสง่ิ ท่เี ปน็ อันตราย หรอื สิ่งท่ที ำให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
นั้นๆ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเสนอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวน
แห่งชาติประจำป่าสงวนแห่งชาตินั้นๆ ใช้มาตรการทางปกครองตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติ
ปา่ สงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยออกคำส่ังเปน็ หนงั สือใหผ้ ู้กระทำผดิ รื้อถอน แก้ไข หรือทำประการ

๖๓

อื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาตินั้น โดยไม่ต้องรอผล
คดีอาญาถึงที่สุดแต่อย่างใด ซึ่งการออกคำสั่งเป็นหนังสือดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองตาม
พระราชบัญญตั วิ ธิ ีปฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยคำสั่งทางปกครองดังกลา่ ว จะต้องทำ
การแจ้งรายละเอียด การแจ้งสิทธิ และระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งให้ผู้รับคำสั่งทางปกครอง
ดังกล่าวทราบ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ยังได้บัญญัติ
เกี่ยวกับการแจ้งวิธีการยื่นคำฟอ้ งและระยะเวลาสำหรับยื่นฟ้องไว้ในคำสัง่ ดังกล่าว และการแจ้งคำสั่ง
ทางปกครอง การวางหนังสือหรือปิดหนังสือเพื่อแจ้งคำสั่งทางปกครอง การพิจารณาคำอุทธรณ์
รวมทั้งการดำเนินการรื้อถอน แก้ไข หรือทำอันตรายดังกล่าว ตลอดจนวิธียึดอายัดและการขาย
ทอดตลาดทรัพย์สิน ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญตั ิวิธีปฏบิ ัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และกฎกระทรวงที่ออก
ตามความในพระราชบญั ญัติดังกล่าว ดังนั้น เพอ่ื ให้การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและ
รักษาป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นไปด้วย
ความรอบครอบและถูกต้องตามกฎหมาย จึงให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ (2558) ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบตั ิเกี่ยวกับการใช้อำนาจ
ของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ ตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติป่า
สงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มีรายละเอียดตอ่ ไปน้ี

พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๒๕ บัญญัติไว้ว่า เมื่อได้กำหนดป่าใด
เป็นป่าสงวนแห่งชาติ และรัฐมนตรีได้แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ
น้ันแล้ว ใหพ้ นักงานเจา้ หน้าทมี่ ีอำนาจดงั ตอ่ ไปนี้

๑) สั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดออกจากป่าสงวนแห่งชาติ หรือให้งดเว้นการกระทำใดๆ ในเขตป่าสงวน
แห่งชาติ ในกรณที มี่ ขี อ้ เท็จจรงิ ปรากฏหรือมเี หตุอนั ควรสงสัยว่า มกี ารกระทำผดิ ตามพระราชบัญญตั นิ ้ี

๒) สั่งเป็นหนังสือให้ผู้กระทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้ร้ือถอน แก้ไขหรือทำประการอื่นใด แก่
สิง่ ทเี่ ป็นอันตราย หรือสง่ิ ท่ที ำใหเ้ สอ่ื มสภาพในป่าสงวนแหง่ ชาติ ภายในเวลาทก่ี ำหนดให้

๓) ยึด ทำลาย รอ้ื ถอน แกไ้ ขหรอื ทำประการอน่ื เม่ือผู้กระทำผดิ ไม่ปฏบิ ัตติ าม (๒) ไม่ปรากฏ
ตวั ผกู้ ระทำผดิ หรือรตู้ วั ผ้กู ระทำผิดแตห่ าตัวไม่พบ ถ้าพนกั งานเจา้ หนา้ ที่ได้ปฏบิ ัติการอย่างหนึ่งอย่าง
ใดดังกล่าว และได้เสียค่าใช้จ่ายเพื่อการนั้น ให้ผู้กระทำผิดชดใช้ หรืออกค่าใช้จ่ายนั้นทั้งหมด หรือให้
พนกั งานเจา้ หนา้ ที่นำทรัพย์สินท่ยี ึดไว้ได้ออกขายทอดตลาด หรือขายโดยวธิ อี ่ืนตามที่เหน็ สมควร เพื่อ
ชดใช้ค่าใช้จ่ายนั้น และให้นำความในมาตรา ๑๓๒๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์มาใช้
บังคับแก่เงนิ ทีไ่ ด้จากการขายทรพั ย์สนิ นนั้ โดยอนโุ ลม

๔) ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เห็นสมควร ทั้งนี้ เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหาย
แกป่ ่าสงวนแห่งชาตใิ นกรณที มี่ เี หตุฉุกเฉนิ

กรมป่าไม้ (๒๕๕๘) ได้มีแนวทางปฏิบัติการดำเนินการเพื่อให้การใช้อำนาจของพนักงาน
เจ้าหน้าที่ผู้ควบคมุ และรกั ษาป่าสงวนแห่งชาติ ตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๐๗ ในการส่ังให้ผูห้ นงึ่ ผู้ใดออกจากปา่ สงวนแห่งชาติ หรอื ใหง้ ดเวน้ การกระทำใดๆ ในเขตป่า
สงวนแห่งชาติ การสั่งให้ผู้กระทำผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ รื้อถอน แก้ไข

๖๔

หรือกระทำการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งที่ทำให้ เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาติการใช้
อำนาจยึด ทำลาย รื้อถอน หรือกระทำการอื่น เมื่อผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือในกรณีไม่
ปรากฏตัวผู้กระทำผิด หรือรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่หาตัวไม่พบ รวมตลอดถึงการดำเนินการอย่างหนึ่ง
อย่างใด เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่ป่าสงวนแหง่ ชาติ ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉนิ เป็นไปด้วย
ความรอบคอบ ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
ทั้งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.
๒๕๓๙ จึงกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติ ๒ กรณี กรณีไม่พบตัวผู้กระทำผิด และกรณีพบ
ตวั ผ้กู ระทำความผดิ มรี ายละเอียด ดังนี้

5.1 กรณไี มพ่ บตัวผกู้ ระทำความผิด
ขั้นตอนตรวจสอบ ๑) พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบพื้นที่ ออกตรวจปราบปรามการ

กระทำผดิ กฎหมายวา่ ด้วยการปา่ ไม้ในพื้นท่ีรับผิดชอบ เมื่อพบว่ามีการบุกรุกพื้นทีป่ ่าและเขา้ ตรวจสอบ
พื้นที่โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดหาค่าพิกัด (GPS) ตรวจวัดรอบแปลงที่เกิดเหตุ แล้วนำค่าพิกัดมา
ตรวจสอบกับแผนที่ของกรมแผนที่ทหารมาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ เปรียบเทียบกับแผนที่ท้าย
กฎกระทรวงประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ

๒) หากตรวจสอบแล้วพบว่าพื้นที่บริเวณที่มีการบุกรุกอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้
พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจยึดพื้นที่ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ
พ.ศ.๒๕๐๗ ขอ้ หายึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศยั ในที่ดนิ ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บ
หาของป่า หรือกระทำดว้ ยประการใดๆ อันเป็นการเสอ่ื มเสียแก่สภาพปา่ สงวนแห่งชาติ

๓) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปิดป้ายประกาศในบริเวณพื้นที่ที่ตรวจยึด เพื่อแจ้งให้ผู้
ครอบครองทราบและแสดงพยานหลกั ฐานการโตแ้ ย้งสทิ ธภิ ายใน ๑๕ วนั นบั แต่วนั ปิดประกาศ

๔) เมื่อปรากฏวา่ พื้นท่บี ริเวณท่ตี รวจยดึ มีการก่อสรา้ งสิ่งปลูกสร้างหรอื มีการปลูกพืชผล
อาสิน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอเรื่องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ
ดำเนินการตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้
ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ หมายถึง ผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมประกาศแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรา
๒๕ แหง่ พระราชบญั ญตั ปิ ่าสงวนแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๐๗

ขั้นตอนการแจ้งเตือน ๑) พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ
มีหนงั สือปดิ ประกาศแจ้งผ้กู ระทำผิดให้ออกจากป่าสงวนแหง่ ชาติ ตามแบบ ปส. ม.๒๕ (ก)

๒) มีคำสั่งให้ผู้กระทำผิดออกจากป่าสงวนแห่งชาติ ทำลายหรือรื้อถอน ตามแบบ
ปส. ม.๒๕ (ข)

๓) ปิดประกาศหนังสือตามข้อ ๕ และคำสั่งตามข้อ ๖ ให้ผู้กระทำผิดออกจากป่าสงวน
แห่งชาติ ทำลายหรือรื้อถอน ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันปิดประกาศ แห่งละ ๑ ชุด ได้แก่ 1) ศาลา
กลางจังหวัดท้องที่ 2) ที่ว่าการอำเภอท้องที่ 3) ที่ทำการกำนันท้องท่ี 4) ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านท้องที่

๖๕

5) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องท่ี 6) สถานีตำรวจภูธรท้องที่ และ7) สถานที่เกิดเหตุที่จะ
ดำเนินการ

จัดทำหลักฐานการปิดประกาศ แบบ ปส. ม.๒๕ (ข) โดยเจ้าพนักงานที่จะเป็นพยานใน
การปดิ ประกาศ ได้แก่ เจ้าพนักงานตำรวจ ขา้ ราชการสว่ นกลาง หรือเจา้ พนักงานผ้มู หี นา้ ท่ีรับผิดชอบ
ในเขตพื้นท่ี ได้แก่ กำนัน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ใหญบ่ ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการ
ส่วนท้องถิ่น ข้าราชการประจำอำเภอหรือจังหวัด ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๔๒)
ออกตามความในพระราชบญั ญัตวิ ิธีปฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ซ่งึ มาตรการทางปกครอง
กับมาตรการทางอาญาแยกตา่ งหากจากกัน สามารถกระทำคู่ขนานกันไปได้ โดยมิต้องรอผลคดีอาญา
แต่อย่างใด

๔) เมื่อผู้กระทำความผิดหรือผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองดังกล่าว ฝ่าฝืน ไม่
ปฏิบัติตามคำสั่งภายในระยะเวลาที่กำหนดตามข้อ ๗ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่
ดำเนินการทำคำเตือนเป็นหนังสือ ตามแบบ ปส.ม.๒๕ (ค) จัดทำบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการ
ดำเนนิ การ บัญชที รพั ยส์ นิ ที่ทำลายหรือร้ือถอน หรือทรัพย์สินอน่ื ท่ีได้เก็บรักษาไว้ในความครอบครอง
ของพนักงานเจ้าหน้าที่ แผนที่สังเขปบริเวณที่ดำเนินการ พร้อมภาพถ่ายนำเรื่องราวทั้งหมดพร้อม
พยานหลักฐานไปแจ้งความลงประจำวัน ไว้เป็นหลักฐานก่อนเข้าดำเนินการ ณ สถานีตำรวจภูธร
ท้องทที่ ่ีจะเขา้ ดำเนินการ ตอ้ งระบุเอกสาร และสำเนาหลกั ฐานประจำวันรับแจ้งเพ่ือเป็นหลักฐานและ
เอกสารอน่ื ๆ อนั เปน็ สาระสำคญั ทีเ่ กีย่ วข้อง ในสงิ่ ทส่ี ง่ มาดว้ ยตามแบบ ปส.ม.๒๕ (ค) ให้ครบถ้วน

๕) มีคำสั่งแจ้งเตือนก่อนเริ่มดำเนินการรื้อถอนและแจ้งค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน
ตามแบบ ปส. ม.๒๕ (ง)

๖) ปิดประกาศหนังสือตามข้อ ๘ และคำสั่งตามข้อ ๙ แจ้งเตือนก่อนเริ่มดำเนินการรื้อ
ถอนและแจ้งค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันปิดประกาศ แห่งละ ๑ ชุด ดังน้ี 1)
ศาลากลางจังหวัดท้องที่ 2) ที่ว่าการอำเภอท้องที่ 3) ที่ทำการกำนันท้องที่ 4) ที่ทำการผู้ใหญ่บ้า น
ท้องที่ 5) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ 6) สถานีตำรวจภูธรท้องที่ และ7) สถานที่เกิดเหตุท่ี
จะดำเนนิ การ

ให้จัดทำหลักฐานการปิดประกาศไว้เป็นหลักฐาน ตามแบบ ปส. ม.๒๕ (ง) โดยเจ้า
พนักงานที่จะเป็นพยานในการปิดประกาศ ได้แก่ เจ้าพนักงานตำรวจ ข้าราชการส่วนกลาง หรือเจ้า
พนักงานผูม้ ีหนา้ ท่ีรับผิดชอบในเขตพื้นท่ี ได้แก่ กำนัน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนนั ผู้ใหญ่บา้ น
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการส่วนทอ้ งถิน่ ข้าราชการประจำอำเภอหรือจังหวัด ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวง
ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ.๒๕๔๒) ออกตามความในพระราชบญั ญัติวธิ ีปฏิบตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

ขนั้ ตอนการรื้อถอน ๑) ภายหลังจากท่ีได้แจ้งเตือนแล้ว ปรากฏวา่ ผูก้ ระทำความผิด หรือ
ผู้อยู่ในบงั คับของคำสงั่ ยังคงฝ่าฝนื ไมป่ ฏิบตั ิตามคำสั่งโดยไม่มีเหตอุ ันสมควร ใหพ้ นักงานเจา้ หนา้ ที่หรือ
บคุ คลที่ได้รับมอบหมายให้กระทำการแทน ใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อใหเ้ ป็นไปตามคำส่ังของ
ตน โดยในการดำเนินการทำลายหรือรื้อถอน ต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุตาม
วัตถุประสงค์ของคำสั่งทางปกครอง โดยกระทบกระเทือนผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองน้อย
ที่สุด ตามมาตรา ๕๖ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ และในการ
ดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ประสานขอความร่วมมือกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การ

๖๖

บริหารส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในท้องที่นั้นๆ เพื่อร่วมดำเนินการด้วย โดยให้
พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ จัดทำบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการ
ดำเนินการ บัญชีทรัพย์สินท่ีดำเนินการทำลายหรือรือ้ ถอน หรือทรัพย์สินอื่นที่ได้เก็บรักษาไว้ในความ
ครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่ และแผนที่สังเขปบริเวณที่ดำเนินการ และบัญชีรายละเอียด
ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้กระทำการแทน
ดำเนินการทำลายหรือรื้อถอนทรัพย์สินดังกล่าว พร้อมทั้งภาพถ่ายการดำเนินการ และเอกสารอื่นท่ี
เกี่ยวข้อง นำเรื่องราวทั้งหมดพร้อมพยานหลักฐานไปแจ้งความลงประจำวันไว้เป็นหลักฐานภายหลัง
เขา้ ดำเนนิ การ ณ สถานตี ำรวจภธู รทอ้ งทีท่ ่เี ข้าดำเนินการ

๒) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบคดี รายงานผลการดำเนินการตามมาตรา ๒๕ แห่ง
พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ดังกล่าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวน
แหง่ ชาติ และผบู้ งั คบั บัญชาตามลำดับชนั้ ทราบพร้อมเอกสารที่เก่ียวข้อง โดยด่วน

ขั้นตอนการชำระเงิน ๑) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการมาตรการบังคับทาง
ปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำส่ังของตนแลว้ ไดเ้ สียคา่ ใชจ้ ่ายเพ่ือการน้นั ไปเป็นจำนวนเท่าไร ผู้กระทำ
ความผิดหรือผู้ที่อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายนั้นทั้งหมด พร้อมทั้งชำระ
เงินเพิ่มในอัตราตามที่กฎหมายกำหนดของค่าใช้จ่ายแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๕๘ (๑) แห่ง
พระราชบญั ญัตวิ ิธีปฏบิ ตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ และจำนวนค่าปรบั ทางปกครองในกรณีที่ผู้
อยูใ่ นบงั คับของคำส่ังทางปกครองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบตั ิตามตามมาตรา ๕๘ (๒) แหง่ พระราชบัญญัติวิธี
ปฏบิ ตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีมีหนังสอื แจง้ ใหผ้ ู้ต้องรับผิดชำระเงิน
ทราบ และนำเงนิ มาชำระภายในระยะเวลาอนั สมควร ตามแบบ ปส.ม.๒๕ (จ)

๒) ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามหนังสือแจ้งให้ชำระเงินดังกล่าวข้างต้น หรือปฏิบัติไม่ถูกต้อง
ครบถ้วน สมบูรณ์ ให้พนักงานเจ้าหนา้ ที่มีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ต้องรบั ผิดชำระเงินดังกล่าว ชำระเงิน
ภายในระยะเวลาท่ีกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกวา่ เจ็ดวนั ตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ
วิธปี ฏิบัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ โดยทำเปน็ หนังสือตามแบบ ปส. ม.๒๕ (ฉ)

๓) ปิดประกาศ ตามแบบ ปส. ม.๒๕ (ฉ) แจ้งให้ผู้ต้องรับผิดชำระเงินทราบและนำเงิน
มาชำระ แห่งละ ๑ ชุด ดังน้ี 1) ศาลากลางจังหวัดทอ้ งที่ 2) ที่ว่าการอำเภอท้องที่ 3) ที่ทำการกำนัน
ท้องที่ 4) ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านท้องที่ 5) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ 6) สถานีตำรวจภู ธร
ทอ้ งท่ี และ7) สถานท่เี กิดเหตทุ ีจ่ ะดำเนินการ

ให้จัดทำหลักฐานการปิดประกาศไว้เป็นหลักฐาน ตามแบบ ปส.ม.๒๕ (ฉ)
โดยเจ้าพนักงานที่จะเป็นพยานในการปิดประกาศ ได้แก่ เจ้าพนักงานตำรวจ ข้าราชการส่วนกลาง
หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในเขตพื้นที่ ได้แก่ กำนัน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน
ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ข้าราชการประจำอำเภอหรือจังหวัด
ทั้งน้ี ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ.๒๕๔๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙

๔) หากผู้กระทำความผิดไม่ชำระเงนิ เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดย
การยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อชำระเงนิ ใหค้ รบถ้วนตามมาตรา ๒๕
(๓) วรรคสอง

๖๗

ภาพที่ 3.17 แผนภาพแสดงขน้ั ตอนการใชอ้ ำนาจของพนักงานเจา้ หนา้ ท่ี ตามมาตรา ๒๕
แห่งพระราชบญั ญตั ปิ ่าสงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ (กรณไี ม่พบตัวผูก้ ระทำความผดิ )

๖๘

5.2 กรณีพบตวั ผกู้ ระทำความผิด
ขั้นตอนตรวจสอบ ๑) พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบพื้นที่ ออกตรวจปราบปรามการ

กระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ในพื้นที่รับผิดชอบ เมื่อพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าและเข้า
ตรวจสอบพ้ืนท่โี ดยใชเ้ คร่อื งมือตรวจวัดหาคา่ พกิ ัด (GPS) ตรวจวัดรอบแปลงท่ีเกิดเหตุ แลว้ นำค่าพิกัด
มาตรวจสอบกับแผนที่ของกรมแผนที่ทหารมาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ เปรียบเทียบกับแผนที่ท้าย
กฎกระทรวงประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ

๒) หากตรวจสอบแล้วพบว่าพื้นที่บริเวณที่มีการบุกรุกอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้
พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจยึดพื้นที่ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ
พ.ศ.๒๕๐๗ ข้อหายดึ ถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศยั ในท่ีดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้
เก็บหาของปา่ หรอื กระทำด้วยประการใดๆ อนั เปน็ การเส่อื มเสยี แกส่ ภาพปา่ สงวนแหง่ ชาติ

๓) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปิดป้ายประกาศในบริเวณพื้นที่ที่ตรวจยึด เพื่อแจ้งให้ผู้
ครอบครองทราบและแสดงพยานหลักฐานการโตแ้ ยง้ สิทธภิ ายใน ๑๕ วนั นับแตว่ นั ปดิ ประกาศ

๔) เมือ่ ปรากฏวา่ พน้ื ท่ีบริเวณท่ตี รวจยดึ มกี ารก่อสร้างส่งิ ปลูกสร้างหรือมีการปลูกพืชผล
อาสิน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอเรื่องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ
ดำเนินการตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้
ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ หมายถึง ผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมประกาศแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรา ๒๕
แหง่ พระราชบญั ญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗

ขั้นตอนการแจ้งเตือน/อุทธรณ์ ๑) พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมดูแลรักษาป่าสงวน
แห่งชาติ มหี นังสอื ปิดประกาศแจ้งผู้กระทำผิดให้ออกจากป่าสงวนแหง่ ชาติ ตามแบบ ปส. ม.๒๕ (ก)

๒) มีคำสั่งให้ผู้กระทำผิดออกจากป่าสงวนแห่งชาติ ทำลายหรือรื้อถอน ตามแบบ
ปส. ม.๒๕ (ข)

๓) ปิดประกาศหนังสือตามข้อ ๕ และคำสั่งตามข้อ ๖ ให้ผู้กระทำผิดออกจากป่าสงวน
แห่งชาติ ทำลายหรือรื้อถอน ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันปิดประกาศ แห่งละ ๑ ชุด ได้แก่ 1) ศาลา
กลางจังหวัดท้องที่ 2) ที่ว่าการอำเภอท้องที่ 3) ที่ทำการกำนันท้องที่ 4) ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านท้องที่
5) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ 6) สถานีตำรวจภูธรท้องที่ และ7) สถานที่เกิดเหตุที่จะ
ดำเนนิ การ

จัดทำหลักฐานการปิดประกาศ แบบ ปส. ม.๒๕ (ข) โดยเจ้าพนักงานที่จะเป็นพยานใน
การปดิ ประกาศ ไดแ้ ก่ เจ้าพนักงานตำรวจ ข้าราชการสว่ นกลาง หรือเจ้าพนักงานผู้มีหนา้ ท่ีรับผิดชอบ
ในเขตพื้นที่ ได้แก่ กำนัน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บา้ น ผู้ช่วยผู้ใหญ่บา้ น ข้าราชการ
ส่วนท้องถิ่น ข้าราชการประจำอำเภอหรือจังหวัด ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ.๒๕๔๒)
ออกตามความในพระราชบัญญตั วิ ธิ ปี ฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ซง่ึ มาตรการทางปกครอง
กับมาตรการทางอาญาแยกต่างหากจากกัน สามารถกระทำคู่ขนานกันไปได้ โดยมิต้องรอผลคดีอาญา
แตอ่ ยา่ งใด

๔) กรณผี ูก้ ระทำความผดิ อุทธรณ์คำส่ังภายใน ๑๕ วนั นับแตว่ นั ปดิ ประกาศ ผู้รับคำสั่ง
ทางปกครองอาจย่ืนอทุ ธรณห์ รือโต้แย้งคำสั่งต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ีผ้ทู ำคำสงั่ ทางปกครอง ซึง่ เมื่อมีการ

๖๙

ยนื่ อุทธรณห์ รอื โต้แยง้ คำสั่งต่อพนกั งานเจ้าหน้าท่ีผู้ทำคำสั่งทางปกครอง พนกั งานเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำส่ัง
ทางปกครองจะตอ้ งพจิ ารณาอุทธรณ์ภายใน ๓๐ วนั นบั แตว่ นั ทไี่ ด้รับอทุ ธรณ์ โดยแยกออกเปน็

(๑) ในกรณีที่เหน็ ด้วยกบั คำอุทธรณ์ ให้เปลีย่ นแปลงคำส่ัง หรือยกเลกิ คำสงั่
(2) กรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ ให้รายงานไปยัง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมโดยตรง และสำเนารายงานให้กรมปา่ ไม้
ทราบต่อไป แล้วแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายในกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับ
อุทธรณ์ หากครบกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาของผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๔๕
แห่งพระราชบัญญัตวิ ธิ ีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ.
๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว ไม่ว่าจะมีคำวินิจฉัยของผู้มีอำนาจพิจารณา
อุทธรณ์หรือไม่ ผู้รับคำสั่งทางปกครองสามารถที่จะยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง ภายในเก้าสิบวัน นับแต่
วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.
๒๕๓๙ โดยแยกออกเปน็

(1) ถ้ามีการวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ผู้รับคำสั่งมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ภายในเก้าสิบวนั นบั แต่วนั ท่ีไดร้ บั แจง้ หรือทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์

(2) ถ้าครบกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ผู้มีอำนาจยังไม่ได้
วินจิ ฉยั อุทธรณ์

ผู้รับคำสั่งมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ครบกำหนด
ระยะเวลาในการวินิจฉยั อทุ ธรณ์

คำฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ ยื่นฟ้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลปกครองชั้นต้นที่ผู้
ฟ้องคดีมีภูมิลำเนาหรือสถานที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลปกครองชั้นต้นนั้น โดยอาจยื่นคำฟ้องโดยส่งทาง
ไปรษณยี ์ลงทะเบียนก็ได้ ให้ถอื วา่ วันทสี่ ง่ คำฟอ้ งแก่พนักงานไปรษณยี ์เปน็ วันท่ียื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง

๕) กรณีผู้กระทำความผิดไม่อุทธรณ์คำสั่งภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันปิดประกาศ เมื่อ
ผู้กระทำความผิดหรือผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองดังกล่าว ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งภายใน
ระยะเวลาตามข้อ ๗ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการทำคำเตือนเป็นหนังสือ
ตามแบบ ปส.ม.๒๕ (ค) จดั ทำบนั ทกึ รายละเอียดเก่ยี วกับการดำเนนิ การ บัญชที รัพย์สินที่ทำลายหรือ
รื้อถอน หรือทรัพย์สินอื่นที่ได้เก็บรักษาไว้ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่ แผนที่สังเขป
บริเวณท่ดี ำเนินการ พรอ้ มภาพถ่ายนำเรื่องราวทั้งหมดพร้อมพยานหลักฐานไปแจ้งความลงประจำวัน
ไว้เป็นหลักฐานก่อนเข้าดำเนนิ การ ณ สถานีตำรวจภูธรท้องทีท่ ่ีจะเข้าดำเนินการ ต้องระบุเอกสาร และ
สำเนาหลักฐานประจำวันรับแจ้งเพื่อเป็นหลกั ฐานและเอกสารอื่นๆ อันเป็นสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง ในสิ่ง
ท่สี ่งมาดว้ ยตามแบบ ปส.ม.๒๕ (ค) ใหค้ รบถ้วน

๖) มีคำสั่งแจ้งเตือนก่อนเริ่มดำเนินการรื้อถอนและแจ้งค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน
ตามแบบ ปส. ม.๒๕ (ง)

๗) ปิดประกาศหนังสือตามข้อ ๘ และคำสั่งตามข้อ ๙ แจ้งเตือนก่อนเริ่มดำเนินการรื้อ
ถอนและแจ้งค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันปิดประกาศ แห่งละ ๑ ชุด ดังน้ี 1)
ศาลากลางจังหวัดท้องที่ 2) ที่ว่าการอำเภอท้องที่ 3) ที่ทำการกำนันท้องที่ 4) ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน

๗๐

ท้องที่ 5) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ 6) สถานีตำรวจภูธรท้องที่ และ7) สถานที่เกิดเหตุท่ี
จะดำเนนิ การ

ให้จัดทำหลักฐานการปิดประกาศไว้เป็นหลักฐาน ตามแบบ ปส. ม.๒๕ (ง) โดยเจ้า
พนักงานที่จะเป็นพยานในการปิดประกาศ ได้แก่ เจ้าพนักงานตำรวจ ข้าราชการส่วนกลาง หรือเจ้า
พนักงานผูม้ ีหนา้ ที่รับผิดชอบในเขตพืน้ ที่ ได้แก่ กำนัน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บา้ น
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการส่วนทอ้ งถิ่น ข้าราชการประจำอำเภอหรอื จังหวัด ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวง
ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ.๒๕๔๒) ออกตามความในพระราชบัญญตั ิวธิ ีปฏบิ ัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙

ขน้ั ตอนการร้ือถอน ๑) ภายหลังจากท่ีได้แจ้งเตือนแล้ว ปรากฏวา่ ผู้กระทำความผิด หรือ
ผ้อู ยใู่ นบงั คับของคำส่งั ยงั คงฝา่ ฝืนไมป่ ฏิบตั ติ ามคำสงั่ โดยไมม่ ีเหตอุ ันสมควร ใหพ้ นักงานเจา้ หน้าท่ีหรือ
บคุ คลที่ได้รับมอบหมายใหก้ ระทำการแทน ใชม้ าตรการบังคับทางปกครองเพ่ือให้เป็นไปตามคำสั่งของ
ตน โดยในการดำเนินการทำลายหรือรื้อถอน ต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุตาม
วัตถุประสงค์ของคำสั่งทางปกครอง โดยกระทบกระเทือนผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองน้อย
ที่สุด ตามมาตรา ๕๖ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ และในการ
ดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ประสานขอความร่วมมือกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การ
บริหารส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในท้องที่นั้นๆ เพื่อร่วมดำเนินการด้วย โดยให้
พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ จัดทำบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการ
ดำเนินการ บัญชีทรัพย์สินที่ดำเนินการทำลายหรือรือ้ ถอน หรือทรัพย์สินอื่นที่ไดเ้ ก็บรักษาไว้ในความ
ครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่ และแผนที่สังเขปบริเวณที่ดำเนินการ และบัญชีรายละเอียด
ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้กระทำการแทน
ดำเนินการทำลายหรือรื้อถอนทรัพย์สินดังกล่าว พร้อมทั้งภาพถ่ายการดำเนินการ และเอกสารอื่นท่ี
เกี่ยวข้อง นำเรื่องราวทั้งหมดพร้อมพยานหลักฐานไปแจ้งความลงประจำวันไว้เป็นหลักฐานภายหลัง
เขา้ ดำเนนิ การ ณ สถานีตำรวจภูธรทอ้ งทที่ เ่ี ขา้ ดำเนนิ การ

๒) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบคดี รายงานผลการดำเนินการตามมาตรา ๒๕ แห่ง
พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ดังกล่าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษา
ป่าสงวนแหง่ ชาติ และผู้บังคับบญั ชาตามลำดับชน้ั ทราบพร้อมเอกสารทเ่ี ก่ียวข้อง โดยดว่ น

ขั้นตอนการชำระเงิน ๑) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการมาตรการบังคับทาง
ปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของตนแลว้ ไดเ้ สียคา่ ใช้จา่ ยเพื่อการน้ันไปเป็นจำนวนเท่าไร ผู้กระทำ
ความผิดหรือผู้ที่อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายนั้นทั้งหมด พร้อมทั้งชำระ
เงินเพิ่ม ในอัตราตามท่ีกฎหมายกำหนดของค่าใช้จ่ายแก่พนักงานเจา้ หน้าที่ ตามมาตรา ๕๘ (๑) แห่ง
พระราชบญั ญัติวธิ ีปฏบิ ตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ และจำนวนคา่ ปรบั ทางปกครองในกรณีที่ผู้
อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครอง ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบตั ิตาม ตามมาตรา ๕๘ (๒) แห่งพระราชบัญญัติ
วธิ ีปฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ โดยให้พนักงานเจ้าหนา้ ท่ีมหี นังสือแจ้งให้ผตู้ ้องรับผิดชำระ
เงนิ ทราบ และนำเงินมาชำระภายในระยะเวลาอันสมควร ตามแบบ ปส.ม.๒๕ (จ)

๒) ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามหนังสือแจ้งให้ชำระเงินดังกล่าวข้างต้น หรือปฏิบัติไม่ถูกต้อง
ครบถ้วน สมบูรณ์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าว ชำระเงิน

๗๑

ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวนั ตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ
วิธปี ฏบิ ัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ โดยทำเปน็ หนังสอื ตามแบบ ปส. ม.๒๕ (ฉ)

๓) ปิดประกาศ ตามแบบ ปส. ม.๒๕ (ฉ) แจ้งให้ผู้ต้องรับผิดชำระเงินทราบและนำเงิน
มาชำระ แห่งละ ๑ ชุด ดังน้ี 1) ศาลากลางจังหวัดท้องที่ 2) ที่ว่าการอำเภอท้องที่ 3) ที่ทำการกำนนั
ท้องที่ 4) ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านท้องที่ 5) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ 6) สถานีตำรวจภูธร
ท้องท่ี และ7) สถานท่ีเกดิ เหตทุ จี่ ะดำเนนิ การ

ให้จัดทำหลักฐานการปิดประกาศไว้เป็นหลักฐาน ตามแบบ ปส.ม.๒๕ (ฉ) โดยเจ้า
พนักงานที่จะเป็นพยานในการปิดประกาศ ได้แก่ เจ้าพนักงานตำรวจ ข้าราชการส่วนกลาง หรือเจ้า
พนักงานผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในเขตพื้นที่ ได้แก่ กำนัน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ข้าราชการประจำอำเภอหรือจังหวัด ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวง
ฉบับท่ี ๑๑ (พ.ศ.๒๕๔๒) ออกตามความในพระราชบัญญตั ิวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙

๔) หากผู้กระทำความผิดไม่ชำระเงนิ เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดย
การยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วน
ตามมาตรา ๒๕ (๓) วรรคสอง

๗๒

ภาพที่ 3.18 แผนภาพแสดงข้นั ตอนการใช้อำนาจของพนักงานเจา้ หนา้ ที่ ตามมาตรา ๒๕
แหง่ พระราชบัญญัติป่าสงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ (กรณีพบตวั ผูก้ ระทำความผิด)

๗๓

เอกสารอ้างองิ

กรมทีด่ นิ . 2560. คูม่ อื สนบั สนุนการปฏิบัติงานของเจา้ พนักงานทด่ี ิน (Online).
www.dol.go.th, 18 กันยายน 2561.

กรมป่าไม้. 2552. ระเบียบกรมปา่ ไม้วา่ ด้วยมาตรการควบคุม ตรวจสอบและเรง่ รัด
การดำเนนิ คดีอาญา พ.ศ. ๒๕๕๒. 3 เมษายน 2552.

กรมป่าไม้. 2557. หนังสอื กรมป่าไม้ ด่วนทสี่ ุด ที่ ทส ๑๖๑๒.๓๒/๑๓๕๗ เรือ่ ง แนวทางการ
ดำเนินการตรวจปราบปรามการกระทำผดิ กฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม.้ 31 มกราคม 2557.

กรมปา่ ไม้. 2558. คูม่ อื การปฏบิ ตั ิงานสำหรับพนกั งานเจา้ หน้าทตี่ ามกฎหมายวา่ ดว้ ยการปา่ ไม้.
กรุงเทพมหานคร: บรษิ ัท วงศ์สวา่ งพบั ลิชชง่ิ แอนด์ พร้นิ ต้ิง จำกัด.

กรมป่าไม้. 2558. หนังสอื กรมปา่ ไม้ ด่วนทส่ี ุด ท่ี ทส ๑๖๐๕.๔๒/๒๐๗๕๙ เร่ือง แนวทาง
ปฏบิ ัติการดำเนินการตามมาตรา๒๕ แหง่ พระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗.
9 ธันวาคม 2558.

จรรยา แวววุฒินันท์. 2538. รวมกฎหมายป่าไมแ้ ละสัตวป์ ่า. กรุงเทพมหานคร:
บริษัท บพธิ การพมิ พ์ จำกดั .

ปรเมศวร์ อินทรชุมนมุ . 2559. เอกสารประกอบการบรรยาย แนวทางการดำเนินคดแี พ่ง
เก่ยี วเนอื่ งกับคดอี าญาและการขอใหร้ ิบของกลางตามพระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ
(ฉบบั ท่ี 4) พ.ศ.2559.

วนิดา พรไพบลู ย.์ 2552. คำอธิบายกฎหมายท่ีดินปา่ ไม้ เอกสารสิทธใิ นทดี่ นิ และการตรวจ
พสิ ูจน์สิทธิในทีด่ นิ . พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: อนิ เตอรบ์ ุ๊คส์.

สำนกั งานการปฏริ ปู ที่ดนิ เพ่ือการเกษตรกรรม. 2541. กฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์
ท่เี ก่ยี วข้องกับการดำเนินการปฏิรปู ทดี่ ินเพือ่ การเกษตรกรรม.

สาโรช นลิ เขต และ วนิดา พรไพบูลย.์ 2544. ถาม-ตอบ กฎหมายเกีย่ วกับท่ดี นิ และป่าไม้.
พมิ พ์ครงั้ ที่ 3. กรงุ เทพมหานคร: วิญญูชน.

สุเนติ คงเทพ และ นนั ทชยั รักษจ์ ินดา. ๒๕๕๘. อธบิ ายกฎหมายปา่ ไม้ พุทธศักราช 2484
ฉบบั สมบรู ณ์. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 2. กรุงเทพมหานคร: สำนกั พิมพ์บณั ฑิตอักษร.

สเุ นติ คงเทพ และ นันทชัย รกั ษจ์ นิ ดา. ๒๕62. อธบิ ายกฎหมายป่าไม้ พทุ ธศกั ราช 2484
พมิ พ์คร้งั ที่ 3. กรงุ เทพมหานคร: สำนักพมิ พบ์ ณั ฑติ อักษร.

บทท่ี 4

การบริหารจดั การเกี่ยวกบั ของกลาง

ของกลางในคดีป่าไม้ หมายถึง วัตถุใด ๆ หรือทรัพย์สินซึ่งตกมาอยู่ในความคุ้มครองของเจ้า
พนักงานโดยอำนาจแห่งกฎหมายหรือโดยหน้าที่ราชการ และยึดไว้เป็นของกลางเพื่อพิสูจนใ์ นทางคดี
หรือเพื่อจัดการอย่างอื่นตามหน้าที่ราชการ ซึ่งสิ่งของต่าง ๆ ที่เจ้าพนักงานยึดไว้เป็นหลักฐานในทาง
คดเี ป็นของกลาง สามารถแบง่ ออก เปน็ ๒ ประเภท คือ

๑) ของกลางในคดีอาญา ได้แก่ของกลางที่เกี่ยวข้องทางคดีอาญา เช่นทรัพย์สินที่บุคคลทำ
หรือมีไว้เป็นความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด หรือ
สงิ่ ของทใ่ี ช้เป็นหลักฐานพิสูจน์ความผิดทางอาญา ซึง่ เป็นไปตามหลักกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ และ
๓๓ และนอกเหนือจากนั้นยงั เป็นไปตามหลักกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญาดว้ ย คอื ของท่ียึดไว้เพ่ือ
พิสจู นค์ วามผดิ เช่น รอยตราเจา้ พนกั งานบนไม้ทอ่ นซง่ึ ยึดไว้เพ่ือพิสูจน์วา่ ตราจรงิ หรือปลอม

๒) ของกลางอย่างอื่น ได้แก่ของกลางที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา เช่น ของที่เก็บตก ไม้ไหลลอย ดังน้ัน
กล่าวได้ว่าของกลางในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ได้แก่ (๑) ไม้ที่ยังมิได้แปรรูป (ไม้
ท่อน) (๒) ไม้แปรรูป (๓) สิ่งประดิษฐ์เครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้ (๔) ของป่า (๕) สัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่า รังของสัตว์ป่า (๖) บรรดาอาวุธปืน เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์
พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกล ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผล
ในการกระทำความผดิ และ(๗) วัตถุหรือสิง่ ของอืน่ ๆ ทใี่ ชเ้ ปน็ หลักฐานในคดีได้ (สุเนติและนันทชยั , ๒๕๕๘)

1. การบรหิ ารจัดการเก่ยี วกบั ของกลางในคดีป่าไม้
ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ได้บัญญัติและประสงค์ให้มีการกำหนด

การจัดการเกี่ยวกับบรรดาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานยึดไว้เป็นของกลางไว้ในมาตรา ๖๔ ทวิ ว่าให้
พนกั งานเจ้าหน้าท่ีมีอำนาจยึดบรรดาเคร่ืองมือ เครอื่ งใช้ สัตวพ์ าหนะ ยานพาหนะ หรือเคร่ืองจักรกล
ใด ๆ ที่บุคคลได้ใชห้ รอื มีเหตุอันควรสงสัยว่าไดใ้ ช้ในการกระทำความผิด หรือเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผล
ในการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๔ หรือมาตรา ๖๙ ไว้เพอ่ื เป็นหลักฐานใน
การพิจารณาคดีได้ จนกว่าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ทั้งนี้ไม่ว่า
จะเป็นของผู้กระทำความผิดหรือของผู้มีเหตุ อันควรสงสัยว่าเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ วรรคสอง
บัญญัติว่า ทรัพย์สินที่ยึดไว้ตาม วรรคหนึ่ง ถ้าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือศาลไม่
พิพากษาให้ริบและผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองมิได้ร้องขอรับคืนภายในกำหนดหกเดือนนับแต่วัน
ทราบ หรอื ถอื ว่าไดท้ ราบคำสง่ั เด็ดขาดไมฟ่ ้องคดี หรือวันทค่ี ำพพิ ากษาถงึ ทส่ี ุด แล้วแตก่ รณี ให้ตกเป็น
ของกรมป่าไม้ วรรคสามบัญญัติว่าถ้าทรัพย์สินที่ยึดไว้จะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหายหรือค่าใช้จ่าย
ในการเก็บรักษาจะเกินค่าของทรัพย์สิน รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายจะจัดการขาย

๗๕

ทอดตลาดทรัพย์สินนั้นก่อนถึงกำหนดตามวรรคสองก็ได้ ได้เงินเป็นจำนวนสุทธิเท่าใดให้ยึดไว้แทน
ทรัพย์สินนั้น ซึ่งตามหลักการกฎหมายแล้วการยึดทรัพย์จะต้องยึดเอาจากพวกกระทำผิดหรือมีส่วน
รว่ มรูเ้ ห็นในการกระทำผดิ เท่านน้ั กฎหมายป่าไม้จงึ บญั ญตั ิในส่วนการคืนทรัพย์สินไว้ได้ก่อน กรณีท่ี ๑
คือพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือกรณี ที่ ๒ จนกว่าคดีจะถึงทีส่ ุด โดยบัญญัตไิ ว้ในมาตรา
มาตรา ๖๔ ตรี ว่า ในกรณีทรัพย์สิน ที่ยึดไว้ตามมาตรา ๖๔ ทวิ มิใช่เป็นของผู้กระทำความผิดหรือ
ของผูม้ ีเหตุอนั ควรสงสัยวา่ เป็นผู้กระทำความผิดให้พนักงานเจา้ หน้าท่ีโดยอนุมัติรัฐมนตรีคืนทรัพย์สิน
หรือเงินแล้วแต่กรณี ให้แก่เจ้าของก่อนถึงกำหนดตามมาตรา ๖๔ ทวิ ได้ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อทรัพย์สินนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีที่เป็นเหตุให้ทรพั ย์สินนน้ั
ถกู ยดึ และ (๒) เมือ่ ผู้กระทำความผิดหรือผู้มเี หตุอันควรสงสยั ว่าเป็นผู้กระทำความผิดได้ทรัพย์สินนั้น
มาจากผู้เป็นเจ้าของโดยการกระทำความผิดทางอาญา แต่ก็มิได้หมายความว่ากฎหมายจะต้องให้คืน
ทรัพย์สินในทุกกรณี เพราะบางกรณีทรัพย์สินบางอย่างหากราษฎรมีอยู่ย่อมเป็นผลร้ายต่อสิ่งที่
กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองคือความสงบสุขของสังคม เช่น อาวุธปืน หากไม่ควบคุมทางทะเบียน
และตวั บคุ คลคือผปู้ ระพฤติดีจึงจะออกทะเบยี นให้ได้ ดังน้ันอาวุธปนื ไม่มีทะเบยี นจึงตอ้ งรบิ ท้ังสิ้นไม่ว่า
จะมีเจ้าของหรือไม่มเี จา้ ของ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ ทรัพย์สนิ ใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า
ผใู้ ดทำหรอื มไี ว้เป็นความผิด ใหร้ บิ เสียทั้งสิน้ ไม่ว่าเปน็ ของผู้กระทำความผิด และมีผถู้ ูกลงโทษตามคำ
พิพากษาหรอื ไม่ คำพพิ ากษาฎีกาท่ี ๑๓๖๙/๒๕๒๓ ซองปืนซึง่ ใชบ้ รรจุอาวธุ ปนื ไม่มที ะเบียน พกพาไป
โดยไมไ่ ด้รบั อนุญาต และชกั ปืนออกจากซองนนั้ ยงิ ขน้ึ ฟ้าต้องริบตาม ป.อ. ม.๓๓ (๑) แต่หากอาวุธปืน
มที ะเบียนเป็นดลุ พนิ ิจศาลว่าให้ริบหรือไม่ คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๒๕๐๐/๒๕๒๒ จำเลย พาอาวุธปืน
ติดตัวและยิงปืนในหมู่บ้านผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ม ๘ ทวิ, ๗๒ และ มาตรา ๓๗๑, ๓๗๖ ปืนมี
ทะเบยี นจึงไม่ใช่ทรัพย์อนั ต้องริบตามมาตรา ๓๒ แต่เปน็ วัตถุแห่งการกระทำผิด อยู่ในดลุ พนิ ิจ) ดังนั้น
กฎหมายป่าไม้ มาตรา ๗๔ จึงบัญญัติว่า บรรดาไม้และของป่าอันได้มาหรือมีไว้เนื่องจากการกระทำ
ความผดิ ต่อพระราชบญั ญตั ิน้ี และสงิ่ ประดิษฐ์ เคร่อื งใช้ และสิง่ อื่นใดบรรดาทที่ ำด้วยไม้หวงห้ามที่มีไว้
เนื่องจากการกระทำความผิดตามมาตรา ๕๓ ตรี ให้ริบเสียทั้งสิ้น และมาตรา ๗๔ ทวิ บัญญัติว่า
บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะหรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ใ นการ
กระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑ มาตรา ๔๔
มาตรา ๕๔ หรือมาตรา ๖๙ ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษา หรือไม่ ดังนั้นจึง
ควรอธิบายความหมายในหัวข้อต่อไปนี้ คือ ๑) ความหมายของคำว่าทรัพย์ ๒) ความหมายของคำว่า
การริบทรัพย์ ๓) พนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ๔) คดีจะถึงที่สุด และ๕) การจัดการไม้และ
สิ่งประดิษฐ์รวมทั้งของป่าที่เป็นของกลาง เสียก่อนถึงจะอธิบายการจัดการของกลางตามมาตรา ๖๔
ทวิ ๖๔ ตรี มาตรา ๗๔ มาตรา ๗๔ ทวิ

สำหรับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับของกลาง ได้แก่ ๑) ประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณชิ ย์ ๒) ประมวลกฎหมายอาญา ๓) ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา ๔) พระราชบญั ญัติ
ป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ๕) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ๖) ระเบียบกระทรวง
เกษตรและสหกรณ์ ว่าดว้ ยการปฏบิ ัติเกี่ยวกบั ของกลางในคดีความผิดเกยี่ วกับการปา่ ไม้ พ.ศ. ๒๕๓๓
และ๗) ระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยมาตรการควบคุม ตรวจสอบและเร่งรัดการดำเนินคดีอาญา พ.ศ.
๒๕๕๒ (สุเนติและนันทชัย, ๒๕๕๘) ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับของกลางในคดีป่าไม้ มี ๒ กรณี

๗๖

ได้แก่ ๑) การดำเนินการเกี่ยวกับของกลางที่เป็นความผิดในพื้นที่ป่าไม้ทั่วไป ตามพระราชบัญญัติป่า
ไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ๒) การดำเนินการเกี่ยวกับของกลางที่เป็นความผิดในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
ตามพระราชบัญญัตปิ ่าสงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้

1.1 การดำเนินการเกี่ยวกบั ของกลางตามพระราชบญั ญตั ปิ า่ ไม้ พุทธศกั ราช ๒๔๘๔
การยึดของกลางตามมาตรา ๖๔ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔

บัญญัติวา่ ให้พนักงานเจ้าหน้าท่มี ีอำนาจยดึ บรรดาเคร่ืองมือ เคร่อื งใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือ
เครื่องจักรกลใดๆ ที่บุคคลได้ใช้ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือเป็น
อุปกรณ์ ใหไ้ ด้รบั ผลในการกระทำความผดิ ตามมาตรา ๑๑ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๔ หรือมาตรา ๖๙ ไว้
เพือ่ เปน็ หลักฐานในการพจิ ารณาคดีได้ จนกวา่ พนักงานอยั การส่ังเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือจนกว่าคดีจะ
ถงึ ท่ีสดุ ทั้งนี้ไมว่ ่าจะเป็นของผ้กู ระทำความผิดหรอื ของผู้มเี หตอุ นั ควรสงสัยว่าเปน็ ผกู้ ระทำความผดิ หรือไม่

ทรัพย์สินท่ียึดไว้ตามวรรคหนึ่ง ถ้าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือศาลไม่
พิพากษาให้ริบ และผู้เป็นเจา้ ของหรอื ผู้ครอบครองมิได้รอ้ งขอรับคืนภายในกำหนดหกเดือนนับแต่วัน
ทราบ หรอื ถือว่าไดท้ ราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรอื วนั ที่คำพิพากษาถงึ ท่ีสุด แลว้ แต่กรณีให้ตกเป็น
ของกรมปา่ ไม้

ถ้าทรพั ยส์ ินที่ยดึ ไว้จะเป็นการเส่ียงความเสียหาย หรือค่าใช้จา่ ยในการเก็บรักษาจะเกิน
ค่าของทรัพย์สิน รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายจะจัดการขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น ก่อนถึง
กำหนดตามวรรคสองกไ็ ด้ ไดเ้ งินเปน็ จำนวนสทุ ธิเท่าใดใหย้ ึดไวแ้ ทนทรัพย์สนิ น้ัน

ของกลางท่ีเจ้าหนา้ ท่ไี ดย้ ึดไวต้ ามมาตรา ๖๔ ทวิ นน้ั ระเบียบกรมป่าไมว้ ่าด้วยมาตรการ
ควบคุมตรวจสอบและเร่งรัดการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๑๘ ได้กำหนดแนวปฏิบัติของ
เจ้าหน้าท่ไี ว้ ดังน้ี

ของกลางในคดี หากเป็นรถยนต์ เครื่องจักร หรือวัตถุอืน่ ใดที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ต้อง
จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งขอทราบ
รายละเอียดทางทะเบียนจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น โดยให้ขอรับสำเนาทาง
ทะเบียน สำเนาภาพถ่าย (ถ้ามี) และเมื่อได้สำเนาแล้ว ให้จดบันทึกข้อมูลทางทะเบียน พร้อมทั้ง
ถา่ ยภาพของกลางดังกลา่ ว และแนบไว้ในสมุดบญั ชีโดยหากในรอบระยะเวลา ๓๐ วัน ปรากฏมีข้อมูล
รถยนต์ของกลางเพิ่มขึ้นใหม่ในสมุดบัญชีให้ส่งสำเนาข้อมูลที่บันทึกใหม่นั้นให้แก่สำนักป้องกันรักษา
ป่าและควบคุมไฟปา่

ให้สำนกั ปอ้ งกันรกั ษาปา่ และควบคมุ ไฟป่า รวบรวมข้อมูลของในคดีกลางตามวรรคก่อน
ไว้เป็นฐานข้อมูลเพื่อใช้ตรวจสอบ และให้ตรวจสอบว่าได้เคยมีการนำของกลางที่ได้รับรายงานมาน้ัน
ใช้ในการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้มาก่อนหรือไม่ หากตรวจพบว่าได้เคยมีการใช้ของกลาง
นั้นกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้มาก่อน ให้สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า
เสนอเรื่องตอ่ กรมปา่ ไม้เพ่ือแจ้งให้พนักงานสอบสวน หรอื พนกั งานอัยการทราบแล้วแต่กรณี ว่าได้เคย
มีการใช้ของกลางในคดีกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้มาก่อน เพื่อขอให้พนักงานสอบสวนหรือ
พนักงานอัยการเสนอความเห็นขอให้ศาลริบของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากมีการใช้ของ
กลางกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้หลายครั้งอันแสดงให้เห็นว่าเจ้าของทรัพย์สินมี

๗๗

สว่ นรูเ้ ห็นเป็นใจในการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าดว้ ยการป่าไม้ แตห่ ากตรวจแล้วไม่พบว่าเคยมี
การนำของกลางใช้ในการกระทำความผิดมาก่อน ให้สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าจัดทำ
หนังสือประทับตราแจ้งให้ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนทราบถึงการยึด อายัด ของกลาง
โดยให้จัดส่งเป็นไปรษณีย์ตอบรบั และให้สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าจัดเก็บหลักฐานการ
ตอบรับไวเ้ ปน็ หลักฐาน

1.1.1 การคืนของกลางระหว่างคดีตามพระราชบัญญัตปิ ่าไม้ พุทธศกั ราช ๒๔๘๔
เป็นการจัดการของกลางหรือการคืนของกลางตามมาตรา ๖๔ ตรี ในกรณี

ทรัพย์สินที่ยึดไว้ตามมาตรา ๖๔ ทวิ มิใช่เป็นของผู้กระทำความผิด หรือของผู้มีเหตุอันควรสงสัยว่า
เป็นผู้กระทำความผิด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่โดยอนุมัติรัฐมนตรีคืนทรัพย์สินหรือเงิน แล้วแต่กรณี
ให้แกเ่ จา้ ของ ก่อนถงึ กำหนดตามมาตรา ๖๔ ทวิ ได้ ในกรณดี งั ต่อไปน้ี

(๑) เมื่อทรัพย์สินนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เป็นพยานหลักฐาน ในการพิจารณาคดีท่ี
เปน็ เหตใุ ห้ทรัพยส์ ินนั้นถูกยึด และ

(๒) เมื่อผู้กระทำความผิดหรือผู้มีเหตุอันควรสงสัยว่า เป็นผู้กระทำความผิดได้
ทรัพยส์ ินนัน้ มาจากผเู้ ปน็ เจา้ ของโดยการกระทำความผิดทางอาญา

การจะคืนของกลางระหว่างคดีต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๖๔ ตรี
(๑) และ (๒) ทั้งสองข้อ ไม่ใช่เพียงข้อใดข้อหนึ่ง เพราะมาตรา ๖๔ ตรี (๑) ใช้คำว่า “และ” แต่
คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีความเห็นวา่ ใชห้ ลกั เกณฑ์ตามมาตรา ๖๔ ตรี (๑) หรอื (๒) ข้อใดข้อหน่ึง
ก็เพียงพอแล้ว ดังนี้ในทางปฏิบัติ หากเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๖๔ ตรี (๑) หรือ (๒) ข้อใดข้อหน่ึง
เจา้ หนา้ ที่กส็ ามารถพิจารณาคนื ของกลางระว่างคดีได้

ของกลางที่เจ้าหน้าที่ได้ยึดไว้ตามมาตรา ๖๔ ทวิ เมื่อมีผู้มาร้องขอตามมาตรา
๖๔ ตรี นนั้ ระเบยี บกรมป่าไมว้ า่ ด้วยมาตรการควบคุม ตรวจสอบและเรง่ รดั การดำเนนิ คดีอาญา พ.ศ.
๒๕๕๒ ข้อ ๑๙ วรรคหนึ่ง ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติว่า เมื่อมีผู้ร้องขอคืนของกลางระหว่างคดี และ
ของกลางในคดีนั้นอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของกรมป่าไม้ ให้ปฏิบตั ิไปตามพระราชบัญญัตปิ า่ ไม้
พุทธศักราช ๒๔๘๔ และให้หน่วยงานของกรมป่าไม้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการขอคืน
ของกลางระหว่างคดีนั้นให้ครบถ้วนสมบูรณ์เท่าที่จะกระทำได้ แจ้งให้สำนักป้องกันรักษาป่าและ
ควบคุมไฟป่า เพื่อเป็นผู้ดำเนินการในการเสนออนุญาตการคืนของกลางระหว่างคดีจาก
รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ใหส้ ำนักป้องกนั รักษาป่าและควบคุมไฟ
ป่าแจ้งข้นั ตอนการดำเนนิ การให้บคุ คลภายนอกผูร้ ้องขอคนื ของกลางทราบ

ขั้นตอนการดำเนินการคืนของกลางของเจ้าหน้าท่ี การรวบรวมเอกสารหลักฐาน
ที่จะต้องใช้ประกอบการพิจารณาคืนของกลางประเภทเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ
หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดไว้ ตามมาตรา ๖๔ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติ
ป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ก่อนพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือก่อนคดีถึงที่สุด ตามมาตรา
๖๔ ตรี แหง่ พระราชบัญญตั ปิ ่าไม้ พุทธศกั ราช ๒๔๘๔ ประกอบด้วย

๗๘

(๑) สำเนาเอกสารรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับคดี ตั้งแต่คณะเจ้าหน้าที่จับกุม
ตัวผู้ต้องหาและตรวจยึดของกลางจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะสำเนาหนังสือสำนักงานอัยการที่ระบุว่า
พนกั งานอยั การไมข่ อให้ศาลสงั่ รบิ ของกลาง จะตอ้ งแนบมาด้วยทกุ ครัง้

(๒) คำร้องขอคนื ของกลางท่ีทำเป็นหนงั สือจัดทำข้นึ โดยผ้รู ้องขอคนื
(๓) สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ร้องขอคืน ถ้าผู้ร้องขอ
คืนเปล่ียนชอ่ื และหรือนามสกลุ ใหแ้ นบสำเนาหนังสอื สำคัญแสดงการเปลย่ี นชื่อและหรอื นามสกุลมาด้วย
(๔) ถ้ามีการมอบอำนาจ ให้แนบหนังสือมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประชาชน
และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ และของผู้มอบอำนาจมาด้วย ถ้าผู้รับมอบอำนาจและ
หรือผู้มอบอำนาจเปลี่ยนชื่อและหรือนามสกุล ให้แนบสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อและ
หรือนามสกลุ มาดว้ ย
(๕) กรณีผู้ร้องขอคืนเป็นนิติบุคคล ให้แนบสำเนาหนังสือรับรองของนิติบุคคล
น้ันมาด้วย ถา้ นิติบุคคลเปลี่ยนช่ือใหม่ ให้แนบเอกสารหลกั ฐานแสดงการเปลย่ี นชื่อมาด้วย
(๖) สำเนาสัญญาซ้ือขาย เพือ่ จะไดท้ ราบรายชื่อเจา้ ของกรรมสทิ ธ์ิ
(๗) กรณีเป็นการเช่าซื้อ ให้แนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อพร้อมตรวจสอบด้วยว่าผู้
เช่าซือ้ ชำระค่างวดครบทุกงวดแล้วหรือไม่ เพือ่ จะได้ทราบว่าผูใ้ ดมีกรรมสิทธ์ิ (กรรมสทิ ธิจ์ ะโอนไปยังผู้
เช่าซื้อทันทีเมื่อชำระค่างวดครบทุกงวด ซึ่งถ้าเป็นการเช่าซื้อรถยนต์กรรมสิทธิ์จะโอนไปยังผู้เช่าซ้ือ
ทนั ที เม่ือชำระค่างวดครบทุกงวด โดยไมค่ ำนึงว่าจะได้จดทะเบยี นกบั สำนักงานขนส่งแลว้ หรือไม่ แต่
ถ้ายงั ชำระคา่ งวดไมค่ รบทกุ งวด กรรมสิทธิ์จะยังเป็นของผใู้ หเ้ ช่าซือ้ )
(๘) ถา้ ของกลางทขี่ อคืนเป็นรถยนต์ ให้แนบสำเนาทะเบียนบ้านประจำรถยนต์
ทอ่ี อกให้โดยหน่วยงานของรฐั มาดว้ ยและถ้ามีการเปลยี่ นแปลงทางทะเบยี น ใหแ้ นบสำเนาเอกสารการ
เปลีย่ นแปลงทางทะเบยี นมาด้วย
(๙) ผลคดที ่เี ปน็ ปจั จุบัน ให้ระบุวา่ เป็นประการใดและอยใู่ นข้ันตอนใด
(๑๐) ให้ตรวจสอบความมีกรรมสิทธิ์ของผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ให้
ชัดเจนเสียก่อน ถ้าปรากฏว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จริง ให้ประมวลเรื่องราวการขอคืนของกลาง
พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามข้อ ๑-๙ พร้อมทั้งรับรองสำเนาถูกต้องทุกแผ่น/ฉบับ ให้
ครบถ้วน หากไม่สามารถรวบรวมเอกสารหลักฐานรายการใดได้ให้ระบุเหตุขัดข้องด้วย แล้วส่ง
เรื่องราวให้กรมป่าไม้พิจารณาซึ่งกรมป่าไม้จะได้พิจารณาและนำเรียนปลัดกระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อโปรดพิจารณานำเรียนรัฐมนตรี ว่าการกระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อโปรดพิจารณาอนุมัติคืน ตามมาตรา ๖๔ ตรี แห่ง
พระราชบัญญัติปา่ ไม้ พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๔ ตอ่ ไป ทั้งนี้ ใหแ้ จง้ ผรู้ อ้ งขอคนื หรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ทราบ
การดำเนินการทุกระยะด้วย เพื่อป้องกันการถูกผูร้ อ้ งขอคนื หรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ฟอ้ งร้องเปน็ คดีเพ่ง
คดอี าญา หรอื คดปี กครอง
(๑๑) หลังจากส่งเรื่องราวการขอคืนของกลางให้กรมป่าไม้พิจารณาแล้ว ให้
ตดิ ตามผลคดีทุกระยะและหากปรากฏว่า เชน่ คดีได้มีคำพิพากษาหรือคำส่ังถึงทส่ี ุดในศาลชั้นต้นหรือ
ศาลอุทธรณ์ ให้คัดถ่ายคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณี และให้ขอ
ใบสำคญั แสดงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีได้ถึงท่ีสดุ จากศาลด้วย แล้วสรุปผลคดรี ายงานให้กรมป่า

๗๙

ไมท้ ราบโดยเร็วพร้อมแนบสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชัน้ ต้นหรือศาลอุทธรณ์และใบสำคัญแสดง
ว่าคำพิพากษา หรอื คำสง่ั ในคดีได้ถึงทสี่ ดุ มาดว้ ย หรอื คดีได้มีคำพิพากษาหรือคำส่ังถึงท่ีสุดในศาลฎีกา
ให้คัดถ่ายคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาและให้ขอใบสำคัญแสดงวา่ คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีได้ถึง
ที่สุดจากศาล หรือเอกสารแสดงวันอ่านหรือแสดงวันที่ถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาให้
โจทก์หรือจำเลยฟังด้วย แล้วสรุปผลคดีรายงานให้กรมป่าไม้ทราบโดยเร็วพร้อมแนบสำเนาคำ
พิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาและใบสำคัญแสดงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีได้ถึงที่สุด หรือเอกสาร
แสดงวันอา่ นหรอื แสดงวันทถ่ี อื วา่ ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาใหโ้ จทกห์ รือจำเลยฟงั มาดว้ ย

1.1.2 การดำเนินการเกี่ยวกับของกลางเมื่อคดีถึงที่สุด ตามพระราชบัญญัติป่าไม้
พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๔

เปน็ การจัดการของกลางตามมาตรา ๖๔ ทวิ ให้พนักงานเจา้ หน้าท่ีมีอำนาจยดึ
บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใดๆ ที่บุคคลได้ใช้ หรือมีเหตุ
อันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตาม
มาตรา ๑๑ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๔ หรือมาตรา ๖๙ ไวเ้ พื่อเป็นหลกั ฐานในการพิจารณาคดีได้ จนกว่า
พนกั งานอัยการส่ังเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือจนกว่าคดีจะถึงทีส่ ุด ทั้งนไี้ มว่ ่าจะเป็นของผู้กระทำความผิด
หรือของผู้มเี หตุอันควรสงสยั วา่ เปน็ ผูก้ ระทำความผิดหรอื ไม่

ทรัพย์สินที่ยึดไว้ตามวรรคหนึ่ง ถ้าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือ
ศาลไม่พพิ ากษาให้ริบ และผู้เปน็ เจ้าของหรือผ้คู รอบครองมิได้รอ้ งขอรับคืนภายในกำหนดหกเดือนนับ
แต่วันทราบ หรือถือว่าได้ทราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่กรณี ให้
ตกเปน็ ของกรมปา่ ไม้

กรณีขอคืนของกลางเมื่อคดีถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ นั้น แบ่งเป็น ๒
กรณี คอื กรณีพนกั งานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง และกรณีศาลพิพากษาไม่ริบ ซึ่งทั้ง ๒ กรณี เจ้าของ
หรือผู้ครอบครองต้องมาร้องขอคืนภายใน ๖ เดือน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบ คำสั่งเด็ดขาดไม่
ฟ้อง หรอื วนั ท่ีคำพิพากษาถึงทีส่ ดุ แลว้ แต่กรณี โดยในการคนื ของกลางเม่ือมีผู้มาร้องขอเมื่อคดีถึงที่สุด
แล้ว เจ้าหน้าที่จะพิจารณาได้เฉพาะว่าได้มาร้องขอคืนของกลางภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๖๔
ทวิ วรรคสองหรือไม่เท่านั้น หากได้ร้องขอคืนของกลางภายในเวลาที่กำหนด พนักงานเจ้าหน้าที่ต้อง
คืนใหเ้ สมอ

1.2 การดำเนนิ การเกย่ี วกับของกลาง ตามพระราชบญั ญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
การยึด และขอคืนของกลางตามมาตรา ๒๖/๑ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ

พ.ศ. ๒๕๐๗ แก้ไขเพิม่ เติมโดยพระราชบัญญตั ิปา่ สงวนแห่งชาติ (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๙ ให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดหรืออายัดบรรดาไม้ ของป่า อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ
ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีเหตุอันควร
สงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตาม
พระราชบัญญัตินี้ไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีได้จนกว่าจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือ
จนกวา่ คดจี ะถงึ ทส่ี ุด ทั้งน้ีไม่ว่าทรัพย์สินน้ันจะเป็นของผู้กระทำความผิดหรือของผู้มีเหตุอันควรสงสัย

๘๐

ว่าเป็นผกู้ ระทำความผิดหรือไม่ และเม่อื ได้มีการฟ้องคดีให้นำความในมาตรา ๓๕ วรรคสองและวรรค
สามมาใช้บงั คับ

ในกรณีที่มีคำสั่งเดด็ ขาดไม่ฟ้องคดี ถ้าเจ้าของหรือผูค้ รอบครองมิได้ร้องขอรบั ทรัพย์สนิ
คืนภายในกำหนดหกเดือนนับแต่วันทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่งให้คืนทรัพย์สินแก่ผู้มีสิทธิขอรับ
ทรัพยส์ นิ คนื นั้นจากเจา้ พนักงานที่มอี ำนาจยึดไว้ ให้ทรพั ย์สนิ นั้นตกเปน็ ของแผน่ ดนิ

ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีบุคคลผู้เป็นเจ้าของ
ทรัพยส์ นิ ดงั กล่าวใหเ้ รม่ิ นบั ระยะเวลาตามวรรคสองต้ังแต่วนั ทม่ี คี ำส่ังเดด็ ขาดไม่ฟอ้ งคดี

มาตรา ๓๕ บรรดาไม้ ของป่า อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ อาวุธ สัตว์พาหนะ
ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใดๆ ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้
กระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบ
เสยี ทงั้ ส้ิน ไม่ว่าจะมผี ถู้ กู ลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรอื ไม่

ใหพ้ นักงานอัยการร้องขอใหศ้ าลสั่งริบทรัพย์สินตามวรรคหน่ึง และเมอื่ พนักงานอัยการ
ได้ร้องขอต่อศาลแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปิดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน ที่ทำการ
ผู้ใหญ่บ้าน และที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ไม่ว่าในคดีดงั กล่าวจะปรากฏตวั
บุคคลซง่ึ อาจเช่ือวา่ เป็นเจา้ ของหรือไม่กต็ าม ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานวา่ มีบุคคลเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
ตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งประกาศดังกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของ
ทรัพย์สินนั้น เพื่อให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของมายื่นคำขอเข้ามาในคดีก่อนมีคำพิพากษาของศาล
ช้นั ต้น

ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดอ้างตัวเป็นเจ้าของก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น หรือมีเจ้าของแต่
เจ้าของไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการ
กระทำความผิดดังกล่าว อีกทั้งตนได้ใชค้ วามระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันมิให้มีการกระทำ
ความผดิ เช่นนน้ั เกดิ ขน้ึ หรอื ไมส่ ามารถพิสูจน์ให้ศาลเช่ือได้ว่าตนไม่มโี อกาสทราบ หรือไมม่ ีเหตอุ ันควร
สงสัยว่าจะมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ศาลสั่งริบ
ทรัพย์สินดังกล่าวได้เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันแรกของวันที่ปิดประกาศ ในกรณีที่ปรากฏ
หลักฐานวา่ มบี คุ คลเป็นเจ้าของทรัพย์สนิ ใหน้ ับแต่วนั ทเี่ จ้าของทรัพย์สินไดร้ ับหรือถือว่าได้รับไปรษณีย์
ลงทะเบียนตอบรับดังกล่าวตามวรรคสอง และในกรณีนี้มิให้นำมาตรา ๓๖ แห่งประมวลกฎหมาย
อาญามาใช้บงั คบั

ตามพระราชบญั ญัติปา่ สงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญัติป่า
สงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๒๖/๑ ความหมายของกลางได้เพิ่มบรรดาไม้ ของป่า
ซึง่ หากเป็นของกลางตามพระราชบัญญัติปา่ ไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ตามมาตรา ๖๔ ทวิ น้ันของกลาง
ดังกล่าว หมายถึง อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ท่ี
บุคคลไดม้ าหรอื ไดใ้ ชใ้ นการกระทำความผดิ หรือมีเหตอุ ันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำความผดิ หรือ
เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และหากได้มีการฟ้องคดีให้นำ
มาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่า
สงวนแห่งชาติ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๙ มาใช้บังคับและในกรณีที่มคี ำส่ังเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ถ้าเจ้าของ
หรอื ผคู้ รอบครองมิได้ร้องขอรับทรัพย์สินคืนภายในกำหนดหกเดือนนับแตว่ ันทราบหรือถือว่าได้ทราบ

๘๑

คำส่ังให้คนื ทรัพยส์ ินแก่ผู้มสี ิทธิขอรบั ทรัพย์สนิ คนื นั้นจากเจา้ พนักงานท่ีมีอำนาจยึดไว้ ให้ทรัพย์สินน้ัน
ตกเป็นของแผ่นดิน

ของกลางที่เจ้าหน้าที่ได้ยึดไว้ตามมาตรา ๒๖/๑ นั้น ปัจจุบันยังไม่มีระเบียบกรมป่าไม้ท่ี
เก่ยี วขอ้ ง แต่ก็สามารถเทยี บเคียงวิธีปฏิบตั ิของเจ้าหน้าที่ได้ตามระเบียบกรมป่าไมว้ ่าด้วยมาตรการควบคุม
ตรวจสอบและเร่งรัดการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๑๘ วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีการดำเนินการตามข้อ
๑๘ วรรคสองนั้น เจ้าหน้าที่ไม่ต้องดำเนินการตรวจสอบว่าของกลางที่ยึดไว้นั้น ได้เคยใช้ในการกระทำ
ความผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้มาก่อน เพราะมาตรา ๓๕ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติป่าสงวน
แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ไดบ้ งั คับให้พนักงานอัยการร้องขอให้ศาลริบของกลางอยูแ่ ล้ว (ปรเมศวร์, 2559)

1.2.1 การคืนของกลางระหวา่ งคดี ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
เป็นการคืนของกลางตามมาตรา ๒๖/๒ ในกรณีทรัพย์สินทีย่ ึดหรอื อายัดไว้ตาม

มาตรา ๒๖/๑ วรรคหนึ่ง มิได้เป็นของผู้กระทำความผิดหรือของผู้มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นผู้กระทำ
ความผดิ ให้พนกั งานเจ้าหนา้ ทโี่ ดยอนมุ ัติรฐั มนตรีคนื ทรัพยส์ ินหรือเงนิ แล้วแต่กรณี ให้แก่เจ้าของก่อน
ถึงกำหนดตามมาตรา ๒๖/๑ วรรคหนง่ึ ได้ ในกรณดี งั ตอ่ ไปน้ี

(๑) เมื่อทรัพย์สินนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีท่ี
เปน็ เหตุใหท้ รพั ย์สินนน้ั ถกู ยดึ หรืออายดั หรือ

(๒) เมื่อผู้กระทำความผิดหรือผู้มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นผู้กระทำความผิดได้
ทรพั ยส์ ินน้นั มาจากผ้เู ป็นเจา้ ของโดยการกระทำความผิดทางอาญา

ของกลางที่เจ้าหน้าที่ได้ยึดไว้ตามมาตรา ๒๖/๑ เมื่อมีผู้มาร้องขอตามมาตรา
๒๖/๒ นั้น ปัจจุบันยังไม่มีระเบียบกรมป่าไม้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว แต่สามารถเทียบเคียงวิธี
ปฏิบัติได้ตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยมาตรการควบคุม ตรวจสอบและเร่งรัดการดำเนินคดีอาญา
พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๑๙ วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า เมื่อมีผู้ร้องขอคืนของกลางระหว่างคดี และของกลางใน
คดีนั้นอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของกรมป่าไม้ ให้ปฏิบัติไปตามพระราชบัญญัติป่าไม้
พุทธศักราช ๒๔๘๔ และให้หน่วยงานของกรมป่าไม้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการขอคืน
ของกลางระหว่างคดีนั้นให้ครบถ้วนสมบูรณ์เท่าที่จะกระทำได้ แจ้งให้สำนักป้องกันรักษาป่าและ
ควบคุมไฟป่า เพื่อเป็นผู้ดำเนินการในการเสนออนุญาตการคืนของกลางระหว่างคดีจากรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าแจ้ง
ขนั้ ตอนการดำเนินการให้บุคคลภายนอกผรู้ ้องขอคืนของกลางทราบ

1.2.2 การดำเนินการเกี่ยวกับของกลางเมื่อคดีถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๐๗

เป็นการยึด และขอคืนของกลางตามมาตรา ๒๖/๑ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มี
อำนาจยึดหรืออายัดบรรดาไม้ ของป่า อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือ
เครื่องจักรกลใดๆ ที่บุคคลไดม้ าหรือได้ใช้ในการกระทำความผิดหรอื มีเหตอุ ันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการ
กระทำความผิด หรือเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญตั ินี้ ไว้เพื่อเป็น
หลักฐานในการพจิ ารณาคดีได้จนกว่าจะมีคำสง่ั เด็ดขาดไม่ฟ้องคดหี รือจนกว่าคดีจะถึงทีส่ ุด ทั้งนี้ ไม่ว่า

๘๒

ทรัพยส์ ินนั้นจะเป็นของผู้กระทำความผิดหรือของผู้มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่
และเมือ่ ไดม้ ีการฟ้องคดใี ห้นำความในมาตรา ๓๕ วรรคสองและวรรคสามมาใช้บงั คบั

ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองมิได้ร้องขอรับ
ทรัพย์สินคืนภายในกำหนดหกเดือนนับแตว่ ันทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่งให้คืนทรพั ย์สินแกผ่ ้มู ีสิทธิ
ขอรับทรัพยส์ นิ คนื นน้ั จากเจ้าพนักงานทีม่ อี ำนาจยดึ ไวใ้ ห้ทรัพย์สนิ นั้นตกเปน็ ของแผน่ ดนิ

การคืนของกลางเมื่อคดีถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนที่เกี่ยวข้องกับ
เจา้ หนา้ ท่ปี า่ ไม้นนั้ มกี รณเี ดยี วคือ กรณพี นกั งานอัยการส่ังเด็ดขาดไม่ฟ้อง เพราะหากเป็นกรณีอื่นนั้น
ตอ้ งดำเนินการตามมาตรา ๓๕ วรรคสองและวรรคสาม ซง่ึ เปน็ เร่ืองกรณีในชน้ั ศาล โดยการร้องขอคืน
ของกลางเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนั้น จะต้องมาร้องขอภายในหกเดือนนับแต่วัน
ทราบหรือถือว่าทราบคำสัง่ ให้คืนทรพั ย์สินแก่ผูม้ ีสิทธขิ อรับทรัพย์สินคืน โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาได้
เฉพาะว่าได้มาร้องขอคืนของกลางภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๖/๑ วรรคสอง หรือไม่เท่านั้น
หากไดร้ ้องขอคืนของกลางภายในเวลาท่ีกำหนด พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ีตอ้ งคืนใหเ้ สมอ

2. การดำเนินการเกีย่ วกบั ของกลาง ตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา
การมอบของกลางให้ไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ตามมาตรา ๘๕/๑ ในระหว่างสอบสวน

สิ่งของที่เจ้าพนักงานไดย้ ึดไว้ซึง่ มิใช่ทรพั ย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรอื มีไว้เป็นความผิด ถ้า
ยังไม่ได้นำสืบหรือแสดงเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีเจ้าของหรือผู้ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืน
สิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้อาจยื่นคำร้องต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อ
ขอรับสิ่งของนั้นไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์โดยไม่มีประกัน หรือมีประกัน หรือมีประกันและ
หลกั ประกนั กไ็ ด้ (คณะวิชาการ The Justice Group, 2559)

การสั่งคืนสิ่งของตามวรรคหนึ่งจะต้องไม่กระทบถึงการใช้สิ่งของนั้นเป็นพยานหลักฐานเพื่อ
พิสูจน์ข้อเท็จจริงในภายหลัง ทั้งนี้ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีคำสั่งโดยมิชักช้า โดย
อาจเรยี กประกนั จากผู้ย่นื คำร้องหรือกำหนดเง่ือนไขอย่างหนึ่งอย่างใดให้บุคคลนั้นปฏิบัติ และหากไม่
ปฏิบตั ิตามเง่ือนไขหรือบุคคลดงั กล่าวไม่ยอมคืนสิ่งของน้ันเมื่อมคี ำสั่งให้คืน ให้พนักงานสอบสวนหรือ
พนักงานอยั การ แลว้ แต่กรณี มีอำนาจยดึ สิ่งของน้ันกลับคนื และบังคับตามสัญญาประกันเช่นว่านั้นได้
วิธกี ารยนื่ คำรอ้ ง เงือ่ นไข และการอนุญาตให้เป็นไปตามทีก่ ำหนดในกฎกระทรวง

ในกรณีที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่อนุญาต ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิยื่นคำ
ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลช้ันต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาดงั กลา่ วได้ภายในสามสิบวนั นับ
แต่วันที่ได้รับแจ้งการไม่อนุญาตและให้ศาลพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบ วันนับแต่วันที่ได้รับ
อุทธรณ์ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาต ศาลอาจเรียกประกันหรือกำหนดเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดได้
ตามท่เี ห็นสมควร คำส่งั ของศาลใหเ้ ป็นทส่ี ดุ

แนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าท่ี เมื่อมีผู้ร้องขอตามมาตรา ๘๕/๑ ระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วย
มาตรการควบคุม ตรวจสอบและเร่งรัดการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๑๙ วรรคสอง ได้วาง
แนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไว้วา่ หากพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการร้องขอรับของกลางเพื่อปฏบิ ัติ
ใหเ้ ปน็ ไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕/๑ ให้ผบู้ รหิ ารหนว่ ยงานทำการส่ง
มอบของกลางที่ได้มีการร้องขอนั้นให้แก่พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี และให้

๘๓

จัดทำบันทกึ ส่งมอบของกลางโดยละเอียด โดยใหบ้ นั ทึกปรากฏข้อความว่า “เปน็ การส่งมอบของกลาง
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘๕/๑ เท่านัน้ มใิ ชเ่ ป็นการคืนตามพระราชบญั ญัติป่าไม้
พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๖๔ ตรี ซึ่งหากพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการจะทำการคืนของ
กลางไปโดยเดด็ ขาดให้แก่ผู้ใด จะตอ้ งดำเนินการตามพระราชบญั ญัติปา่ ไม้ มาตรา ๖๔ ตรี ดว้ ย” และ
ภายหลังการดำเนนิ การ ให้จัดทำเป็นรายงานแจ้งใหส้ ำนักป้องกันรักษาป่าและควบคมุ ไฟปา่ ทราบทกุ
ครั้ง และให้สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่านำวิธีปฏิบัติตามข้อ ๑๘ วรรคสองมาใช้โดย
อนุโลม

3. การคืนของกลางทตี่ กเปน็ ของแผ่นดิน
สำหรบั กรณขี องกลางทตี่ กเปน็ ของแผ่นดิน มอี ยู่ ๕ กรณี ดังน้ี
1) โดยคำพพิ ากษาของศาลให้ริบ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕ บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งศาลพิพากษาให้รบิ ให้ตกเป็น

ของแผน่ ดนิ แต่ศาลจะพพิ ากษาใหท้ ำให้ทรัพยส์ นิ น้นั ใช้ไม่ไดห้ รือทำลายทรพั ยส์ นิ น้ันเสียก็ได้
2) กรณีเจ้าของหรือผูค้ รอบครองมิได้ร้องขอคืนภายในกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันทราบหรือ

ถอื วา่ ไดท้ ราบ คำสง่ั เด็ดขาดไม่ฟ้อง หรอื วนั ทคี่ ำพิพากษาถึงท่สี ุด
มาตรา ๖๔ ทวิ วรรคสอง บญั ญัตวิ ่า ทรัพย์สนิ ทย่ี ดึ ไว้ตามวรรคหนึง่ ถ้าพนกั งานอยั การส่ัง

เด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือศาลไม่พิพากษาให้ริบ และผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองมิได้ร้องขอรับคืน
ภายในกำหนดหกเดือนนับแต่วันทราบ หรือถือว่าได้ทราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือวันที่คำ
พพิ ากษาถึงท่ีสุด แลว้ แต่กรณี ให้ตกเปน็ ของกรมปา่ ไม้

3) กรณพี นักงานอยั การมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี และผู้เป็นเจา้ ของหรือผู้ครอบครองมิได้ร้อง
ขอคืนของกลางภายใน ๖ เดือนนับแต่วันทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่งให้คืนทรัพย์สินแก่ผู้มีสิทธิ
ขอรับทรพั ย์สนิ คนื น้ันจากเจ้าพนกั งานท่มี ีอำนาจยดึ ไว้

มาตรา ๒๖/๑ วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ถ้าเจ้าของหรือผู้
ครอบครองมิได้ร้องขอรับทรัพย์สินคืนภายในกำหนดหกเดอื นนับแต่วันทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสงั่
ให้คืนทรัพย์สินแก่ผู้มีสิทธิขอรับทรัพย์สินคืนนั้นจากเจ้าพนักงานที่มีอำนาจยึดไว้ ให้ทรัพย์สินนั้นตก
เป็นของแผน่ ดิน

4) กรณีทมี่ ีการฟ้องคดีและพนักงานอัยการได้ดำเนินการปิดประกาศ เพอื่ ให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็น
เจ้าของยื่นคำขอเข้ามาในคดีก่อนมีคำพิพากษา แต่ไม่มีผู้ใดยื่นเข้ามาหรอื ได้ยืน่ แลว้ แตพ่ ิสจู นใ์ ห้ศาลเช่อื
ตามหลกั เกณฑ์มาตรา ๓๕ วรรคสอง แหง่ พระราชบัญญัตปิ า่ สงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ไมไ่ ด้

มาตรา ๓๕ บรรดาไม้ ของปา่ อุปกรณ์ เครื่องมือ เคร่อื งใช้ อาวุธ สัตวพ์ าหนะ ยานพาหนะ
หรือเครื่องจักรกลใดๆ ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิด
หรือไดใ้ ชเ้ ปน็ อปุ กรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามพระราชบญั ญัติน้ี ให้ริบเสียทั้งส้ินไม่ว่าจะ
มผี ถู้ กู ลงโทษตามคำพพิ ากษาของศาลหรอื ไม่

ให้พนักงานอัยการร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง และเมื่อพนักงานอัยการได้
ร้องขอต่อศาลแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปิดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน ที่ทำการ
ผู้ใหญ่บ้าน และที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ ไม่ว่าในคดีดังกล่าวจะปรากฏตัว

๘๔

บคุ คลซึง่ อาจเชื่อว่าเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ตาม ในกรณที ป่ี รากฏหลักฐานว่ามีบุคคลเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
ตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งประกาศดังกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของ
ทรัพยส์ ินน้ัน เพอื่ ให้บคุ คลซึ่งอา้ งวา่ เปน็ เจ้าของมาย่ืนคำขอเขา้ มาในคดีก่อนมีคำพิพากษาของศาลชนั้ ตน้

ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดอ้างตัวเป็นเจ้าของก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น หรือมีเจ้าของแต่
เจ้าของไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการ
กระทำความผิดดังกล่าว อีกทั้งตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วทีจ่ ะป้องกันมิให้มกี ารกระทำ
ความผิดเชน่ น้ันเกิดขึ้นหรือไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเช่ือไดว้ ่าตนไม่มีโอกาสทราบ หรือไม่มีเหตุอันควร
สงสยั วา่ จะมีการนำทรพั ยส์ นิ ดังกลา่ วไปใชใ้ นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติน้ี

ให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวได้เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันแรกของวันที่ปิ ด
ประกาศ ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานว่ามีบุคคลเป็นเจ้าของทรัพย์สินให้นับแต่วันที่เจ้าของทรัพย์สิน
ได้รับหรือถือว่าได้รับไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับดังกล่าวตามวรรคสอง และในกรณีนี้มิให้นำมาตรา
๓๖ แหง่ ประมวลกฎหมายอาญามาใชบ้ งั คบั

5) กรณีที่หน่วยงานขอรัฐเก็บรักษาของกลางไว้ และเจ้าของมิได้เรียกเอาคืนภายใน
ระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์

กรณีของกลางตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมาตรา
๑๓๒๗ บัญญัติว่า ภายในบังคับกฎหมายอาญา กรรมสิทธิ์แห่งสิ่งใดๆ ซึ่งได้ใช้ในการกระทำผิดหรือ
ไดม้ าโดยการกระทำผิดหรือเกี่ยวกับการกระทำผิดโดยประการอืน่ และได้ส่งไว้ในความรักษาของกรม
ในรัฐบาลนั้น ท่านว่าตกเป็นของแผ่นดิน ถ้าเจ้าของมิได้เรียกเอาภายใน ๑ ปี นับแต่วันส่ง หรือถ้าได้
ฟ้องคดีอาญาต่อศาลแล้ว นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่ถ้าไม่ทราบตัวเจ้าของท่านให้ผ่อน
เวลาออกไปเป็น ๕ ปี

บุญร่วมและศรัญญา (2558) ถ้าทรัพยส์ ินเป็นของเสยี ง่ายหรือถ้าหนว่ งช้าไว้จะเป็นการ
เสีย่ งความเสียหายหรือค่าใช้จา่ ยจะเกนิ สว่ นกบั คา่ ของทรัพยส์ ินน้ันไซร้ ท่านวา่ กรมในรัฐบาลจะจัดให้
เอาออกขายทอดตลาดก่อนถึงกำหนดก็ได้ แต่ก่อนที่จะขายให้จัดการตามสมควรเพื่อบันทึกรายการ
อันเป็นเครื่องให้บุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นอาจทราบว่าเป็นทรัพย์สินของตนและพิสูจน์สิทธไิ ด้
เมื่อขายแล้วได้เงินเป็นจำนวนสุทธิเท่าใดให้ถือไว้แทนตัวทรัพย์สิน ในกรณีทราบตัวเจ้าของและ
เจ้าของมิได้เรียกเอาคืนภายใน ๑ ปี นับแต่วันส่งหรอื วันท่ีมีคำพิพากษาถึงที่สดุ และกรณีไม่ทราบตัว
เจา้ ของและเจา้ ของมิได้เรียกเอาคนื ภายใน ๕ ปี นับแต่วนั สง่ หรือวนั ทีม่ ีคำพิพากษาถงึ ที่สดุ

4. การจดั การทรัพย์สินของกลางท่ีตกเป็นของแผน่ ดนิ แลว้
เมื่อทรัพย์สินของกลางตกเป็นของแผ่นดินแล้ว การจัดการทรัพย์สินของกลางดังกล่าว มี

ระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการปฏิบตั ิเกีย่ วกับของกลางในคดีความผิดเกี่ยวกับการ
ปา่ ไม้ พ.ศ. ๒๕๓๓ ของกลางตามระเบียบน้ี ไดแ้ ก่ บรรดาไม้ ของปา่ สิ่งประดิษฐ์ เคร่ืองใช้หรือสิ่งอื่น
ใด บรรดาที่ทำด้วยไม้ สัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือ
เครื่องจักรกลใดๆ ที่ตรวจยึดได้ในคดีความผิดเกี่ยวกับการป่าไม้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ยึดหรือรับ
ของกลาง ให้ทำบัญชีรายละเอียดเกี่ยวกับของกลางนั้น แล้วจัดการนำไปเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย
ยกเว้นของกลางที่เกี่ยวกับกฎหมายอาวุธปืนฯ ให้ส่งมอบพนักงานสอบสวนรับไปเก็บรักษาและ

๘๕

ดำเนินการ ในกรณีไม่สามารถนำออกจากสถานที่ตรวจยึดให้บันทึกเหตุผลไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้ง
แจ้งพนักงานสอบสวนทราบและรายงานผู้บังคับบัญชาโดยเร็ว หากจำเป็นต้องชักลาก ขนย้าย หรือ
เฝ้ารักษาของกลาง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจยึดหรือรับมอบของกลาง มีอำนาจจ้างตามระเบียบท่ี
กรมป่าไม้กำหนด แล้วรายงานตามลำดับให้ป่าไม้เขตหรือผู้ว่าราชการจังหวัดทราบในเขต
กรุงเทพมหานครให้รายงานอธิบดกี รมปา่ ไม้

สำหรับไมข้ องกลางให้ประทบั รปู รอยตราแสดงการยดึ ในโอกาสแรกทีพ่ ึงจะกระทำได้และจด
แจ้งรูปรอยตราที่ใช้ประทับไว้ในบัญชีรายละเอียดด้วย เว้นแต่ไม้นั้นมีขนาดเล็กหรือโดยสภาพของไม้
ไม่อาจประทับรูปรอยตราได้ ให้หมายเหตุในบัญชีไว้เป็นหลักฐาน ใหห้ น่วยงานของผกู้ ลา่ วโทษหรือรับ
ของกลางจากหน่วยงานอื่นที่มิได้สังกัดกรมป่าไม้ บันทึกรายการของกลางนั้นไว้ในทะเบียนของกลาง
ตามแบบท่ีกรมปา่ ไมก้ ำหนด

เมื่อของกลางที่ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ให้ขายโดยวิธีทอดตลาดหรือวิธีประกวดราคาตาม
ระเบียบนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น หรือของกลางที่ต้องการ
จัดการ เช่น ของกลางที่ตกเป็นของแผน่ ดินแลว้ และเป็นของกลางที่ไม่ควรขาย อธิบดีกรมป่าไม้หรอื ผู้
ทไ่ี ดร้ ับมอบหมายจากอธิบดีกรมป่าไม้จะสั่งให้เอาไว้ใช้ในราชการ ปล่อย ทำลาย หรอื จดั การตามสมควรก็
ได้ หรือการขายของกลางให้องค์การการกุศล วัด หรือการสาธารณประโยชน์ ให้ทำได้แต่ต้องได้รับ
อนมุ ัตจิ ากอธิบดีกรมปา่ ไม้

การรับเงินค่าขายของกลางให้ออกใบเสร็จรับเงิน (ก.ป.ม.แบบ ๓๗) พร้อมบัญชีรายละเอียด
ของกลางที่ขาย ไม้ของกลางเมื่อได้ขายไปแล้ว ให้ใช้ตรารัฐบาลขายและตราประจำตัวพนักงาน
เจ้าหน้าที่ผูม้ อบไม้ของกลางตีประทับไว้ทุกท่อน แผ่น หรือชิ้น ถ้ามีตรายึดหรือตรากัก ประทับอยู่ ให้
ใช้ตราปล่อยตีประทับไว้ดว้ ย เว้นแต่ไม้นัน้ มีขนาดเล็กหรือโดยสภาพของไม้ไม่อาจประทับรูปรอยตรา
ได้ ใหห้ มายเหตุในบัญชีไว้เป็นหลกั ฐาน

สำหรบั ของกลางที่เสียง่าย หรอื ถา้ เก็บไว้จะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหาย หรอื ค่าใช้จ่ายจะเกิน
ส่วนกับค่าของกลางนั้น ให้นำออกขายทอดตลาด เว้นแต่จะมีกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบาย
ของทางราชการ กำหนดการขายไว้เป็นอย่างอื่น ก่อนขายให้แจ้งเหตุดังกล่าวและขอความเห็นชอบต่อ
พนกั งานสอบสวน หรือพนักงานอัยการเจ้าของคดี เพ่ือขายของกลางนั้นท้ังหมด หรอื บางส่วนในระหว่าง
คดี และให้ร่วมกับพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีจัดการตามสมควร เพื่อบันทึกรายละเอียด ตำหนิ
รูปพรรณ ร่องรอยหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับของกลางนั้นไว้ เมื่อขายแล้วได้เงินเป็นจำนวนสุทธิเท่าใด
ใหถ้ อื ไวแ้ ทนของกลาง และสำหรบั การคนื ของกลาง ใหค้ ืนแกเ่ จ้าของหรือผูม้ ีสิทธติ ามกฎหมาย

4.1 การจำหน่ายรถยนต์ของกลางที่ตกเปน็ ของแผ่นดนิ
ตามระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการปฏิบัติเกี่ยวกับของกลางในคดี

ความผิดเกย่ี วกับการป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๓๓ เมือ่ สำนักพื้นที่เหน็ ว่าของกลางที่ตกเป็นของแผ่นดนิ แล้ว เช่น
รถยนต์ก็ให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสภาพรถยนต์ว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ที่มีสภาพดี
หรอื ไม่ หากรถยนต์นนั้ ถา้ เกบ็ ไวจ้ ะเปน็ การเสย่ี งต่อความเสียหายหรือค่าใชจ้ ่ายจะเกินส่วนกับค่าของ
กลางให้นำออกขายทอดตลาด หรือหากมีสภาพใช้การได้ดีคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมก็ให้
เอาไว้ใช้ในราชการ โดยมีแนวทางรวบรวมเอกสารหลกั ฐานประกอบการพิจารณาอนมุ ตั ิโดยอธิบดีกรม

๘๖

ป่าไม้ ประกอบด้วย ๑) สำเนาบันทึกการตรวจยึดจับกุม ๒) สำเนาคำพิพากษาศาลที่สั่งริบรถ ๓)
สำเนาหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ๔) ตรวจสอบว่ามีเจ้าของที่แท้จริงมายื่นคำร้องขอคืนรถของกลาง
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ หรอื ไม่ ๕) แต่งต้งั คณะกรรมการตรวจสอบสภาพรถยนต์ของ
กลาง และ๖) สำเนาใบคมู่ อื จดทะเบยี นรถ

4.2 การจำหนา่ ยรถยนต์ของกลางท่ีตกเปน็ ของแผน่ ดินไวใ้ ชใ้ นราชการ
ตามระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการปฏิบัติเกี่ยวกับของกลางในคดี

ความผิดเกีย่ วกับการป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๓๓ ของกลางทต่ี กเป็นของแผ่นดินแล้วและเปน็ ของกลางท่ีไม่ควร
ขาย อธบิ ดีกรมป่าไม้หรือผู้ได้รบั มอบหมายจากอธิบดีกรมป่าไม้ จะส่งั ให้เอาไว้ใช้ในราชการฯ ก็ได้ เม่ือ
สำนักพื้นที่เห็นว่าของกลางที่ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว เช่น รถยนต์ก็ให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ
สภาพรถยนต์ว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ที่มีสภาพดีหรือไม่ หากรถยนต์นั้น ถ้าเก็บไว้จะเป็นการ
เสี่ยงต่อความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับค่าของกลางให้นำออกขายทอดตลาด หรือหากมี
สภาพใช้การได้ดีคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมก็ให้เอาไว้ใช้ในราชการ โดยมีแนวทางรวบรวม
เอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณาอนุมัติโดยอธิบดีกรมป่าไม้ ประกอบด้วย ๑) สำเนาบันทึกการ
ตรวจยึดจับกุม ๒) สำเนาคำพิพากษาศาลที่สั่งริบรถ ๓) สำเนาหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ๔) ตรวจสอบ
ว่ามีเจ้าของที่แท้จริงมายื่นคำร้องขอคืนรถของกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ หรือไม่
๕) แต่งตง้ั คณะกรรมการตรวจสอบสภาพรถยนต์ของกลาง และ๖) สำเนาใบคู่มือจดทะเบียนรถ

4.3 การจำหนา่ ยไม้ของกลางท่ีตกเปน็ ของแผ่นดนิ ไวใ้ ช้ในราชการ
ตามระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการปฏิบัติเกี่ยวกับของกลางในคดี

ความผดิ เกยี่ วกบั การป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๓๓ ของกลางทีต่ กเป็นของแผน่ ดนิ แลว้ และเป็นของกลางท่ีไม่ควร
ขาย อธิบดีกรมป่าไม้หรือผู้ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมป่าไม้ จะสั่งให้เอาไว้ใช้ในราชการฯ ก็ได้
เมื่อสำนักพื้นที่เห็นว่าของกลางที่ตกเป็นของแผ่นดินแล้วเป็นไม้ของกลางก็ให้แต่งตั้งคณะกรรมการ
ตรวจสอบสภาพไม้ของกลางว่าเป็นไม้ที่มีสภาพดีหรือไม่ หากไม้ของกลางนั้น ถ้าเก็บไว้จะเป็นการ
เสี่ยงต่อความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับค่าของกลาง ให้นำออกขายทอดตลาดหรือหากมี
สภาพใช้การได้ดี คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมก็ให้เอาไว้ใช้ในราชการ โดยมีแนวทางรวบรวม
เอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณาอนุมัติโดยอธิบดีกรมป่าไม้ ประกอบด้วย ๑) สำเนาบันทึกการ
ตรวจยึดจับกุม ๒) สำเนาคำพิพากษาศาลที่สั่งริบไม้ของกลาง ๓) สำเนาหนังสือรับรองคดีถึงท่ีสุด ๔)
ตรวจสอบว่ามีเจ้าของที่แท้จริงมายื่นคำร้องขอคืนไม้ของกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๓๖ หรอื ไม่ และ๕) แตง่ ตงั้ คณะกรรมการตรวจสอบสภาพไม้ของกลาง

๘๗

เอกสารอ้างองิ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ.์ 2533. ระเบยี บกระทรวงเกษตรและสหกรณว์ ่าด้วยการปฏบิ ัติ
เกี่ยวกบั ของกลางในคดคี วามผดิ เกีย่ วกับการปา่ ไม้ พ.ศ. ๒๕๓๓. กระทรวงเกษตรและ
สหกรณ,์ กรงุ เทพฯ.

กรมป่าไม้. 2552. ระเบียบกรมปา่ ไมว้ า่ ด้วยมาตรการควบคุม ตรวจสอบและเร่งรดั
การดำเนนิ คดีอาญา พ.ศ. ๒๕๕๒. กรมป่าไม,้ กรุงเทพฯ.

กรมป่าไม้. 2558. คู่มอื การปฏบิ ตั งิ านสำหรบั พนักงานเจา้ หนา้ ท่ตี ามกฎหมายว่าด้วยการปา่ ไม.้
กรุงเทพมหานคร: บรษิ ัท วงศ์สว่างพับลิชชิ่ง แอนด์ พริน้ ติง้ จำกัด.

คณะวชิ าการ The Justice Group. 2559. ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (แก้ไขเพ่ิมเตมิ ใหมล่ า่ สดุ พ.ศ.2559). กรงุ เทพมหานคร:
หา้ งหนุ้ ส่วนจำกัด พมิ พ์อักษร.

บญุ รว่ ม เทยี มจันทร์ และ ศรัญญา วิชชาธรรม. 2558. ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
พรอ้ มหวั ขอ้ เรื่องทกุ มาตรา ฉบับสมบูรณ.์ พมิ พ์ครั้งท่ี 2. กรงุ เทพมหานคร: อนิ สพ์ ลั .

ปรเมศวร์ อินทรชุมนมุ . 2559. เอกสารประกอบการบรรยาย แนวทางการดำเนนิ คดีแพง่
เกีย่ วเนอื่ งกับคดอี าญาและการขอให้ริบของกลางตามพระราชบญั ญตั ิป่าสงวนแหง่ ชาติ
(ฉบบั ท่ี 4) พ.ศ.2559.

สเุ นติ คงเทพ และ นันทชัย รักษ์จนิ ดา. ๒๕๕๘. อธิบายกฎหมายป่าไม้ พุทธศกั ราช 2484
ฉบับสมบรู ณ.์ พมิ พค์ ร้งั ท่ี 2. กรงุ เทพมหานคร: สำนักพิมพ์บณั ฑิตอักษร.

สเุ นติ คงเทพ และ นันทชยั รกั ษจ์ นิ ดา. ๒๕62. อธบิ ายกฎหมายปา่ ไม้ พทุ ธศกั ราช 2484
พมิ พ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพบ์ ัณฑิตอักษร.

บทที่ 5

การใช้เทคโนโลยปี อ้ งกัน และตรวจสอบการบกุ รุกพน้ื ท่ีปา่

การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการตรวจสอบและป้องกันรักษาป่า เป็นการบริหารจัดการ
ทรัพยากรป่าไม้ที่สำคัญในปัจจุบัน ซึ่งพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยลดลงเป็นจำนวนมาก ทั้งจากการ
บุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และจากภัยธรรมชาติ และการลาดตระเวนในปัจจุบันยังใช้วิธีการเดิน
เท้า หรือการลาดตระเวนด้วยรถยนต์ ทำให้ไม่สามารถตรวจพบพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกซึ่งอยู่ในพื้นที่
ห่างไกล หรือบนภูเขาสูงได้ในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงปัจจัยในด้านอัตรากำลัง และงบประมาณมีอยู่
อย่างจำกัด หรือเมื่อตรวจพบจุดบุกรุกขึ้นระยะเวลาได้ผ่านไปทำให้เกิดความเสียหายกับพื้นที่ป่าไม้
เปน็ จำนวนมาก ในการปอ้ งกนั รกั ษาพ้นื ที่ปา่ ท่ยี ังมีสภาพสมบูรณ์อยู่ มิให้มกี ารบุกรุกใหม่ หรอื เพ่มิ เติม
นั้น สิ่งหนึ่งที่จะต้องดำเนินการตรวจสอบให้พบพื้นที่ที่มีการบุกรุกให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการบุกรุก
พื้นที่มีขนาดใหญ่ หรือวงกว้าง คือการนำเอาเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการตรวจสอบและป้องกันรักษาป่า
มาประยุกต์ใช้ เพอื่ ใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของเจ้าหนา้ ท่ี

1. ระบบพิทกั ษ์ไพร
กรมป่าไม้ (2560) มีการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ โดยการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมที่

ผ่านมากับปัจจุบันมาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่ถูกบุกรุก มาใช้ในการตรวจสอบพื้นที่ที่ถูก
บุกรุก กรมป่าไม้จึงได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การ
มหาชน) : สทอภ. ได้นำเอาระบบปฏิบตั ิการคน้ หาพ้ืนท่ีบุกรกุ ด้วยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ (พิทักษ์ไพร)
มาใชใ้ นการปฏบิ ตั งิ าน เพื่อใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพมากขึน้

ภาพท่ี 5.๑ ระบบพิทักษ์ไพร
ทม่ี า : ดดั แปลงจาก สำนักงานพฒั นาเทคโนโลยีอวกาศและภมู สิ ารสนเทศ (2560)

๘๙

การรายงานตามระบบพิทักษ์ไพร มีดังน้ี ๑) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิ
สารสนเทศ (องค์การมหาชน) : สทอภ. ตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลง
พืน้ ทที่ ่ีถกู บกุ รกุ เม่อื พบจุดบกุ รุกแลว้ จะสง่ ขอ้ มูลไปยังเจ้าหน้าทีผ่ ูป้ ฏบิ ตั ิงานในพน้ื ท่ี และผบู้ ริหารกรม
ป่าไม้ เจา้ หนา้ ที่ในระดบั พ้ืนทีจ่ ะได้ทำการตรวจสอบยังพนื้ ท่จี ริง และ๒) เมือ่ เจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบัติงานใน
พนื้ ทีต่ รวจพบ ก็จะเรม่ิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือหากตรวจพบพืน้ ท่ีทมี่ ีการบุกรุกเก่า หรือหากการ
ตรวจสอบของระบบเกิดการผิดพลาด ก็จะรายงานกลับมายังสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและ
ภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : สทอภ. และผู้บริหารกรมป่าไม้ ซึ่งมีรายละเอียด ขั้นตอน
ระยะเวลา (ภาพท่ี 5.๒)

ภาพที่ 5.๒ ขัน้ ตอนการทำงานระบบพิทักษ์ไพร
ทม่ี า : กรมปา่ ไม้ (2560)

ระบบพิทักษ์ไพรเกิดจากความร่วมมือของกรมป่าไม้และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยี อวกาศ
และภมู สิ ารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ในการปรบั ปรงุ พัฒนา ในการติดตามเฝ้าระวัง แจง้ เตือนการ
เปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า ทั้งรูปแบบของ Mobile Application และ Web Application โดยการใช้ข้อมูล
ภาพถ่ายดาวเทียมเป็นข้อมูลจาก Thaichote, Landsat ๘, Planet และ Sentinel - ๒AB ภาพถ่ายจาก
ดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศ ได้แก่ ๑) ดาวเทียม Planet พ.ศ.๒๕๖๑ (เม.ย.–มิ.ย.) ๒) ดาวเทียม
Planet พ.ศ.๒๕๖๑ (ม.ค. – มี.ค.) ๓) ดาวเทียมไทยโชต พ.ศ. ๒๕๕๗– ๒๕๖๐ ๔) LANDSAT – ๘
พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๕๙ ๕) LANDSAT–๘ พ.ศ. ๒๕๖๐ ๖) WWS พ.ศ. ๒๔๙๕– ๒๔๙๙ ๗) VAP–๖๑
พ.ศ. ๒๕๐๙–๒๕๑๓ ๘) นส.๓ พ.ศ. ๒๕๑๕–๒๕๒๒ ๙) DOL พ.ศ. ๒๕๒๙–๒๕๔๔ ๑๐) NIMA พ.ศ.
๒๕๓๙–๒๕๔๓ ๑๑) MOAC พ.ศ. ๒๕๔๔–๒๕๕๖ ๑๒) DMC พ.ศ. ๒๕๕๔ – ๒๕๕๖ และ๑๓) A๓
พ.ศ. ๒๕๕๗ นำมาวเิ คราะหโ์ ดยชน้ั ข้อมูลภูมิสารสนเทศ


Click to View FlipBook Version