แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 1
รายวชิ า ว30214 ชือ่ วชิ า โลก ดาราศาสตร์ 4 กลมุ่ สาระ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี น ราชประชานุเคราะห์ ๒๔ ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563
หน่วยที่ 1 เรอื่ ง การเกดิ เมฆ เวลา 2 ชม./คาบ.
แผนการสอนเร่ือง การยกตวั ของอากาศกับการเปล่ยี นแปลงอณุ หภมู ิ ผ้สู อน ครูทิพย์สุดา หอมนาน
วนั ทสี่ อน : วนั ที.่ ........เดอื น...............................พ.ศ............
1. ผลการเรยี นรู้
อธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหว่างเสถยี รภาพอากาศและการเกดิ เมฆ
2. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
การยกตัวของอากาศกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเกิดจากการพาความร้อน โดยผิวโลกรับรังสี
ดวงอาทิตย์และถ่ายโอนความร้อนไปยังอากาศเหนือผิวโลกบริเวณนั้น ทำให้อากาศมีอุณหภูมิสูงกว่า
อากาศโดยรอบอากาศจงึ ยกตัวสูงข้ึนและเกิดเปน็ เมฆลกั ษณะภูมปิ ระเทศ โดยอากาศที่เคลื่อนที่ปะทะกับ
แนวสันเขาจะถูกดันใหย้ กตวั ข้ึนเกดิ เป็นเมฆ การลเู่ ขา้ หากันของอากาศ โดยอากาศที่เคลื่อนที่เข้าหากันจะ
ดนั ให้อากาศท่ีอยู่ตรงกลางยกตัวข้นึ เกดิ เปน็ เมฆ แนวปะทะอากาศ โดยอากาศท่ีมีความหนาแน่นต่างกัน
เคล่อื นทีเ่ ข้าปะทะกัน จะทำให้อากาศทีม่ คี วามหนาแนน่ นอ้ ยกวา่ ยกตวั ขน้ึ เกิดเปน็ เมฆ
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้ (K) : นักเรียนสามารถอธิบายการยกตัวของอากาศกับการเปลี่ยนแปลง
อุณหภูมิได้
3.2 ด้านกระบวนการ (P) : นักเรียนสามารถปฏบิ ัติกิจกรรมที่ 10.1 การเปลี่ยนแปลงปรมิ าตร
ของอากาศกับอณุ หภมู ไิ ด้
3.3 ดา้ นเจตคติ (A) : นกั เรียนมคี วามใฝร่ แู้ ละมีวินัยในการเรียน
4. คุณลกั ษณะผ้เู รียน
4.1 คุณลักษณะทีพ่ ึงประสงค์
- ซ่อื สตั ยส์ ุจรติ
- มุ่งมัน่ ในการทำงาน
- มีวินยั
- ใฝเ่ รียนรู้
5. สาระการเรียนรู้
การยกตัวของอากาศเมื่อพื้นผิวโลกได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทำให้อากาศซึ่งอยู่บนพื้นผิวมี
อุณหภูมสิ ูงขน้ึ และลอยตวั สงู ขึน้ เมื่อกลุม่ อากาศร้อนยกตัว ปริมาตรจะเพมิ่ ข้ึนเน่ืองจากความกดอากาศน้อยลง
มีผลทำให้อุณหภูมิลดลงด้วยอัตรา 10°C ต่อ 1,000 เมตร จนกระทั่งกลุ่มอากาศมีความอุณหภูมิเท่ากับ
สิ่งแวดล้อมมันก็จะหยุดลอยตัว และเมื่อกลุ่มอากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่าสิ่งแวดล้อม มันก็จะจมตัวลง และมี
ปริมาตรน้อยลงเน่ืองจากความกดอากาศที่เพิ่มขึ้น และสง่ ผลทำให้อุณหภมู สิ งู ข้ึนด้วย
6. กิจกรรมการเรียนรู้
รปู แบบการสอนทใี่ ช้ : รปู แบบการสอน 5E (Inquiry)
ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement Phase)
1. ครูทบทวนการจดั การเรยี นการสอนในคาบที่ผา่ นมาซึ่งเป็นคาบปฐมนเิ ทศ โดยครูเปิด
ประเด็นคำถามกับนักเรยี นดังตอ่ ไปน้ี
- การเรยี นรายวชิ าโลกดาราศาสตร์และอวกาศ 3 นกั เรียนศึกษาเรื่องอะไรบา้ ง (สมุ่ เลขท่ี
นักเรียน ) ( แนวการตอบ นักเรียนเรียนเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการรับและคายพลังงานจากดวงอาทิตย์
แตกต่างกนั และผลทีม่ ีต่ออุณหภูมิอากาศในแต่ละบริเวณของโลก กระบวนการทีท่ ำให้เกิดสมดุลพลังงาน
ของโลก ผลของแรงเนือ่ งจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอริออลิส แรงสู่ศูนย์กลางและแรง
เสียดทานที่มีต่อการหมุนเวียนของอากาศ การหมุนเวียนของอากาศตามเขตละติจูด และผลที่มีต่อ
ภูมิอากาศ ปัจจัยที่ทำให้เกิดการแบ่งชั้นน้ำในมหาสมุทร ปัจจัยที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำใน
มหาสมทุ รและรปู แบบการหมุนเวียนของน้ำในมหาสมุทร ผลของการหมนุ เวียนของน้ำในมหาสมุทรท่ีมีต่อ
ลักษณะลมฟา้ อากาศ สงิ่ มีชวี ติ และสงิ่ แวดล้อม )
2. ครใู หน้ กั เรยี นตรวจสอบความรู้เดมิ ของนกั เรียนท่ีนักเรยี นเคยเรียนมาหรือเป็นความรู้
พื้นฐานของนักเรียน โดยให้นักเรียนนั้นตรวจสอบความรู้ก่อนเรียนลงในหนังสือเรียน ( หนังสือเรียน
รายวชิ าเพิ่มเติม โลกดาราศาสตร์และอวกาศ เลม่ 4 )
3. ครูให้นักเรียนปฏิบัติตรวจสอบความรูโ้ ดยใหเ้ วลาประมาณ 5 นาที และเมื่อนักเรียน
ตรวจสอบความรูเ้ รียบรอ้ ยแลว้ ครไู ดท้ ำการเฉลยให้นกั เรียนดังต่อไปนี้
ขอ้ ท่ี ความรู้พน้ื ฐาน คำตอบ
1 เมฆคอื ไอนำ้ ทลี่ อยอยบู่ นทอ้ งฟ้า (เมฆคอื ละอองน้ำหรือเกลด็ นำ้ แข็งขนาดเลก็ มาก
ทีล่ อยอยู่บนท้องฟา้ )
2 อากาศที่มอี ุณหภูมิสูงสามารถรบั ไอน้ำไดม้ ากกวา่ อากาศที่มีอณุ หภมู ติ ่ำ
3 ความช้นื สัมพทั ธ์เปล่ียนแปลงตามอุณหภมู ิอากาศและปรมิ าณไอนำ้ ในอากาศ
4 อากาศที่มีความชื้นสัมพทั ธ์ 100% จะไมส่ ามารถรับไอน้ำเพิม่ ได้ แต่หากอากาศ
ได้รับไอน้ำเพ่มิ เขา้ ไปอกี จะทำให้ไอนำ้ ควบแน่นเป็นละอองนำ้
5 ถ้าอากาศท่ีมคี วามช้นื สมั พัทธ์ 100% มีอุณหภมู ิลดต่ำลง ไอน้ำในอากาศจะ
ควบแนน่ เปน็ ละอองน้ำ
6 อากาศทีร่ ะดบั นำ้ ทะเลมีความกดอากาศน้อยกว่าอากาศท่ีอยูบ่ นภูเขา
(อากาศที่ระดับนำ้ ทะเลมคี วามกดอากาศมากกวา่ อากาศทีอ่ ยูบ่ นภูเขา)
7 ถ้าใช้รปู รา่ งเปน็ เกณฑ์จะจำแนกเมฆได้ 3 ประเภท ได้แก่ เมฆก้อน เมฆแผน่
และเมฆริ้ว
8 เมอื่ อากาศยกตวั สูงขึ้นไอน้ำในอากาศจะมีโอกาสควบแน่นเป็นละอองนำ้
ข้ันท่ี 2 ข้ันสำรวจและคน้ หา (Exploration Phase)
1. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 9 กลุ่มเท่าๆกันตามการจัดกลุ่มในคาบที่ผ่านมา จากน้ัน
ครูให้นักเรียนร่วมกันศึกษาบทเรียนโดยให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการยกตัวของอากาศกับการ
เปลย่ี นแปลงอุณหภมู ิ
2. จากนั้นครเู ปิดประเดน็ คำถามเพ่อื ใหน้ ักเรยี นคดิ โดยถามนักเรยี นโดยใชค้ ำถามตอ่ ไปนี้
2.1 เมฆเกดิ ขึ้นได้อย่างไร ( แนวการตอบ เมฆเกิดจากไอน้ำในอากาศควบแน่นเป็น
ละอองน้ำโดยมีละอองลอย เช่น เกลือฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ เป็นอนุภาคแกนกลาง และละอองน้ำเหล่าน้ี
รวมกลุ่มกนั และลอยอยสู่ ูงจากพ้ืนดินมาก หรอื อาจจะตอบตามความเข้าใจของนักเรียนเอง )
2.2 นักอุตุนิยมวิทยาใช้เกณฑ์ใดบ้างในการจำแนกชนิดเมฆ ( แนวการตอบ ระดับ
ความสูงของฐานเมฆ และรปู ร่างของเมฆ )
2.3 หากใช้รูปร่างเป็นเกณฑ์ จะสามารถแบ่งเมฆไดก้ ่ีประเภท อะไรบา้ ง ( แนวการ
ตอบ แบ่งเมฆได้ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ เมฆท่มี ีรูปรา่ งเปน็ กอ้ น เมฆท่มี ีรปู รา่ งเปน็ แผ่นและเมฆทมี่ รี ปู ร่างเปน็ รวิ้ )
3. จากนั้นครูให้นักเรียนสังเกตเมฆจากภาพที่ 1 จากนั้นอภิปรายร่วมกันโดยใช้ตัวอย่าง
คำถามดังนี้
ภาพท่ี 1 เมฆกอ้ น
ทมี่ า : https://th.toluna.com/opinions/
3.1 จากภาพที่ 1 พบเมฆที่มีรูปรา่ งแบบใดบ้าง ( แนวการตอบ เมฆที่มีรูปร่างเป็น
ก้อน )
3.2 นอกจากเมฆท่ีมีรูปร่างเปน็ กอ้ น นักเรียนเคยพบเมฆที่มีรปู ร่างเป็นแผน่ หรือไม่
อย่างไร ( แนวการตอบ นกั เรียนตอบไดต้ ามประสบการณข์ องตัวเอง )
4. ครูให้นักเรียนนั่งตามกลุ่มของนักเรียนที่จัดไว้จากคาบที่แล้ว และให้นักเรียนร่วมกนั
ปฏิบตั กิ ิจกรรมที่ 10.1 การเปลยี่ นแปลงปริมาตรของอากาศกับอุณหภมู ิ โดยครแู จ้งจุดประสงคใ์ หน้ กั เรียน
ทราบกล่าวคือเพื่ออธิบายผลจากการเปลี่ยนแปลงปริมาตรของอากาศต่ออุณหภูมิของอากาศในภาชนะ
บรรจุท่เี ป็นระบบปดิ
5. ครใู ห้นักเรยี นร่วมกนั อภิปรายตามความคิดของตนเองว่า “เพราะเหตใุ ดการยกตัวของ
อากาศจึงทำให้เกิดเมฆ” จากนั้นให้นักเรียนสังเกตรูป 10.1 ในหนังสือเรียนหน้า 3 หรือให้นักเรียนศกึ ษา
การเปล่ียนแปลงของลูกโปง่ เม่อื ลอยข้ึนไปยงั บรเิ วณท่ีสูงข้นึ จาก QR Code ในคู่มอื ครู
6. ครูเตรยี มอุปกรณ์ในการทดลองให้นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ได้แก่
6.1 เทอร์มอมเิ ตอร์แบบดิจทิ ลั 1 อนั
6.2 กระบอกฉีดยาขนาด 60 มิลลลิ ติ ร 1 อนั
6.3 ดินนำ้ มัน 1 กอ้ น
6.4 นาฬิกาจับเวลา 1 เรอื น
7. ครูใหต้ วั แทนกลุ่มแตล่ ะกลุ่มออกมารับอุปกรณ์
8. ครูให้นักเรียนดำเนินกิจกรรมตามหนังสอื เรียนรายวิชาเพิม่ เติม โลกดาราศาสตร์และ
อวกาศ เล่ม 4 หน้า 3 โดยมวี ิธกี ารปฏิบตั ิกิจกรรมดังนี้
8.1 ดึงก้านกระบอกฉีดยาออกมาเล็กน้อย จากนั้นสอดเซนเซอร์เข้าไปใน
กระบอกและใช้ดินน้ำมันอุดปลายกระบอกเพื่อไม่ให้อากาศรั่วเข้าไปด้านในกระบอกและไม่ให้เซนเซอร์
สมั ผสั กบั กระบอกฉีดยา ดงั รปู
ภาพที่ 2 การเตรียมอปุ กรณ์ทดลอง
ท่มี า : คู่มือครรู ายวิชาเพ่ิมเตมิ โลกดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ เล่ม 4
8.2 วางชดุ ทดลองทิง้ ไว้จนกระทง่ั อุณหภูมิของอากาศในกระบอกฉีดยาไม่มีการ
เปลยี่ นแปลงจากนน้ั บนั ทึกอณุ หภูมิของอากาศในกระบอกฉีดยา
8.3 ดงึ กา้ นกระบอกฉีดยาออกมาจนสุดโดยไม่ใหม้ ือสมั ผัสกับกระบอกฉีดยา ดัง
รูป และค้างไว้ 10 วินาที บันทึกอุณหภูมิของอากาศภายในกระบอกฉีดยา จากนั้นปล่อยก้านกระบอกฉีด
ให้ กลบั สตู่ ำแหนง่ เดมิ ปลอ่ ยทิง้ ไว้ 10 วนิ าที บนั ทึกอุณหภูมอิ กี ครั้ง
ภาพท่ี 3 การทดลอง
ทีม่ า : คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม โลกดาราศาสตร์และอวกาศ เลม่ 4
8.4 ทำตามขอ้ 2 และข้อ 3 ซ้ำอกี 2 ครงั้
8.5 อธบิ ายการเปล่ยี นแปลงอุณหภมู ิของอากาศภายในภาชนะท่ีบรรจุเม่ือมีการ
เปลยี่ นแปลงปรมิ าตรของอากาศ
8.6 นำเสนอผลการทำกิจกรรม จากนน้ั อภปิ รายรว่ มกันในช้ันเรยี น
9. เมอ่ื นักเรียนศกึ ษาเรียบรอ้ ยแล้วให้นักเรียนแลกเปลยี่ นเรยี นร้กู นั ในกลุม่
ขนั้ ที่ 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation Phase)
1. หลังจากปฏบิ ตั กิ จิ กรรมแล้ว ครูและนักเรยี นร่วมกันสรปุ กิจกรรมดังน้ี
ขั้นตอนกิจกรรม อณุ หภมู อิ ากาศภายในกระบอกฉีดยา
คร้ังท่ี 1 คร้ังที่ 2 คร้ังท่ี 3
ก่อนดงึ ก้านกระบอกฉดี ยา 26.4 oC 26.4 oC 26.1 oC
หลงั ดึงก้านกระบอกฉดี ยาและปลอ่ ยท้ิงไว้ 26.0 oC 25.7 oC 25.2 oC
10 วนิ าที
หลงั ปลอ่ ยก้านกระบอกฉดี ยาและปลอ่ ย 26.7 oC 26.7 oC 26.4 oC
ทิ้งไว้ 10 วนิ าที
2. ครูและนกั เรียนร่วมกนั สรุปกจิ กรรม กลา่ วคอื เม่อื ดงึ กา้ นกระบอกฉีดยาและปล่อยท้ิง
ไว้ 10 วินาที อุณหภูมิอากาศภายในกระบอกฉีดยาจะลดลง และเมื่อปล่อยก้านกระบอกฉีดยากลับสู่
ตำแหนง่ เดิมและปล่อยทงิ้ ไว้ 10 วนิ าที อณุ หภมู อิ ากาศภายในกระบอกฉดี ยาจะเพมิ่ ขนึ้
3. ครใู หน้ ักเรยี นรว่ มกนั ตอบคำถามทา้ ยกิจกรรมดงั น้ี
3.1 หลงั จากดงึ ก้านกระบอกฉีดยาปรมิ าตรของอากาศเปลย่ี นแปลงอยา่ งไร และ
ส่งผลต่ออุณหภูมิของอากาศภายในกระบอกฉีดยา อย่างไร ( แนวการตอบ ปริมาตรอากาศเพิ่มข้ึน
อุณหภูมิอากาศลดลง )
3.2 หลังจากปล่อยก้านกระบอกฉีดยากลับสู่ตำแหน่งเดิม ปริมาตรของอากาศ
เปลี่ยนแปลงอย่างไร และส่งผลต่ออุณหภูมิของอากาศภายในกระบอกฉีดยา อย่างไร ( แนวการตอบ
ปริมาตรอากาศลดลง อณุ หภมู อิ ากาศเพ่มิ ขนึ้ )
3.3 การเปลี่ยนแปลงปริมาตรส่งผลต่ออุณหภูมิของอากาศหรือไม่ อย่างไร (
แนวการตอบ การเปลี่ยนแปลงปริมาตรส่งผลต่ออุณหภูมิของอากาศ โดยเมื่อปริมาตรอากาศเพิ่มข้ึน
อณุ หภูมขิ องอากาศจะลดลง และเมอ่ื ปรมิ าตรอากาศลดลง อุณหภมู ขิ องอากาศจะเพ่ิมข้นึ )
4. ครนู ำอภปิ รายเพ่อื สรุปความร้โู ดยมีแนวทางการสรุปดังนี้ เมื่อก้อนอากาศยกตัวสูงขึ้น
ความกดอากาศโดยรอบกอ้ นอากาศจะลดลง ทำให้ก้อนอากาศขยายขนาดใหญข่ ึ้นและมีปริมาตรมากขน้ึ
จนกระทั่งมีความกดอากาศเท่ากับความกดอากาศโดยรอบที่ระดับความสูงเดียวกัน ส่งผลให้อุณหภูมิ
ภายในก้อนอากาศลดลง และถ้าก้อนอากาศจมตัวลงความกดอากาศโดยรอบก้อนอากาศที่เพิ่มขึ้น ทำให้
ก้อนอากาศมีขนาดและปริมาตรลดลงจนกระทั่งมีความกดอากาศเทา่ กับความกดอากาศภายนอก ส่งผลให้
อณุ หภูมิภายในก้อนอากาศสงู ขน้ึ
5. ครอู ธบิ ายเพ่มิ เติมในสว่ นท่ีบกพร่อง และเปิดโอกาสใหน้ ักเรียนแต่ละกลุ่มตั้งประเด็น
คำถาม กลมุ่ ละ 1 ประเดน็ เพือ่ ให้ครูชว่ ยอธิบายขอ้ สงสยั
ขั้นที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration Phase)
1. ครูให้นักเรียนร่วมกันตอบคำถามเพื่อเป็นการทบทวนและสร้างความเข้าใจที่ดยี ิ่งขน้ึ
โดยใช้คำถามตอ่ ไปนี้
1.1 น้ำในบรรยากาศของโลกอยู่ในสถานะใดบ้าง ( แนวการตอบ สถานะแก๊ส
สถานะของแขง็ และสถานะของเหลว )
1.2 ไอน้ำในอากาศเกิดการควบแน่นเป็นละอองนำ้ หรอื แข็งตัวเป็นผลึกน้ำแขง็
ขนาดเล็กจนเกิดเป็นเมฆได้อย่างไร ( แนวการตอบ ไอน้ำในอากาศเกิดการควบแน่นเป็นละอองน้ำหรือ
แขง็ ตัวเปน็ ผลกึ นำ้ แขง็ ขนาดเล็กจนเกิดเป็นเมฆไดเ้ ม่ืออากาศยกตัวสูงขน้ึ )
2. ครูอาจใช้สื่อ Power point เรื่อง การยกตัวของอากาศกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
อธบิ ายนักเรียน
3. ครูแนะนำให้นักเรียนศึกษาเว็บไซด์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องการยกตัวของอากาศกบั
การเปล่ียนแปลงอุณหภูมเิ ชน่
- https://www.youtube.com/watch?v=lGh2lHZmx6g
- https://sites.google.com/a/lesa.biz/www/earth/atmosphere/air-
stability
4. ครูแนะนำให้นกั เรียนเขา้ ดวู ีดิทศั น์ ระดบั ช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย เร่อื ง การยกตัว
ของอากาศกบั การเปลี่ยนแปลงอณุ หภูมิ
ขั้นท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation Phase)
1. นักเรยี นสามารถอธิบายการยกตวั ของอากาศกบั การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมไิ ด้
2. การอภปิ รายกลมุ่ กิจกรรมที่ 10.1 การเปล่ยี นแปลงปรมิ าตรของอากาศกบั อณุ หภมู ิ
3. การทำแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 10 การเกิดเมฆ
4. การตอบคำถามของนกั เรียนภายในชนั้ เรียน
7. สอ่ื การเรยี นรู้ / แหล่งเรยี นรู้
7.1 สื่อ Power point เรอื่ ง การยกตัวของอากาศกบั การเปลยี่ นแปลงอุณหภมู ไิ ด้
7.2 หนังสอื เรยี นรายวิชาเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตรโ์ ลก ดาราศาสตร์ และอวกาศชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
เลม่ 4
7.3 วีดิทศั น์ใน QR ประจำบท
7.4 ขอ้ มลู เก่ียวกบั ความช้ืนสัมพัทธ์ http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/humidity
8. การวดั และการประเมิน
เปา้ หมาย วิธกี าร เครือ่ งมือ เกณฑก์ าร
ประเมนิ
ด้านความรู้ (K)
- น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ - การตอบคำถามในชั้น - แบบประเมินการตอบ ผา่ นเกณฑ์
ระดบั คุณภาพ
อธิบายการยกตัวของ เรียน คำถาม
2
อากาศกับการ
ผ่านเกณฑ์
เปล่ียนแปลงอุณหภมู ไิ ด้ ระดับคุณภาพ
ดา้ นทักษะกระบวนการ 2
(P) ผา่ นเกณฑ์
ระดับคุณภาพ
- น ัก เร ียนสามารถ - ส ั ง เ ก ต ก า ร ป ฏ ิ บ ั ติ - แบบประเมินการทำงาน
2
ป ฏ ิ บ ั ต ิ ก ิ จ ก ร ร ม ที่ กิจกรรมที่กิจกรรม 10.1 กล่มุ
กิจกรรม 10.1 การ การเปลี่ยนแปลงปริมาตร
เปลี่ยนแปลงปริมาตร ของอากาศกบั อุณหภูมิ
ของอากาศกับอุณหภูมิ
ได้
ดา้ นเจตคติ (A)
- นักเรียนมีความใฝ่รู้ - ตรวจสอบการทำงาน - แบบประเมินการทำงาน
และมวี นิ ัยในการเรยี น กลุ่ม กลุ่ม
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2
รายวิชา ว30214 ชอื่ วิชา โลก ดาราศาสตร์ 4 กลุ่มสาระ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรียน ราชประชานเุ คราะห์ ๒๔ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563
หน่วยที่ 1 เรื่อง การเกดิ เมฆ เวลา 2 ชม./คาบ.
แผนการสอนเร่อื ง การเปลีย่ นแปลงความกดอากาศเเละอณุ หภมู ิ ผู้สอน ครทู พิ ย์สดุ า หอมนาน
วนั ทสี่ อน : วนั ที.่ ........เดือน...............................พ.ศ............
1. ผลการเรยี นรู้
อธบิ ายความสัมพันธ์ระหวา่ งเสถียรภาพอากาศและการเกดิ เมฆ
2. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
การยกตัวของอากาศกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเกิดจากการพาความร้อน โดยผิวโลกรับรังสี
ดวงอาทิตย์และถ่ายโอนความร้อนไปยังอากาศเหนือผิวโลกบริเวณนั้น ทำให้อากาศมีอุณหภูมิสูงกว่า
อากาศโดยรอบอากาศจงึ ยกตวั สงู ข้ึนและเกิดเป็นเมฆลักษณะภูมิประเทศ โดยอากาศที่เคล่ือนที่ปะทะกับ
แนวสันเขาจะถกู ดันให้ยกตวั ข้นึ เกดิ เปน็ เมฆ การลู่เข้าหากันของอากาศ โดยอากาศท่ีเคลอ่ื นท่ีเข้าหากันจะ
ดันให้อากาศท่ีอยู่ตรงกลางยกตัวขึ้น เกิดเป็นเมฆ แนวปะทะอากาศ โดยอากาศท่ีมีความหนาแน่นต่างกัน
เคลือ่ นที่เขา้ ปะทะกัน จะทำให้อากาศทีม่ คี วามหนาแนน่ นอ้ ยกวา่ ยกตวั ข้นึ เกิดเป็นเมฆ
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K) : นกั เรียนสามารถอธบิ ายการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศเเละอุณหภมู ไิ ด้
3.2 ด้านกระบวนการ (P) : นักเรียนสามารถเขยี นอธิบายการเปล่ียนแปลงความกดอากาศเเละ
อณุ หภมู ิได้
3.3 ด้านเจตคติ (A) : นักเรยี นมคี วามใฝร่ แู้ ละมีวนิ ยั ในการเรียน
4. คณุ ลักษณะผเู้ รียน
4.1 คณุ ลกั ษณะทีพ่ งึ ประสงค์
- ซือ่ สัตย์สุจริต
- มงุ่ ม่นั ในการทำงาน
- มวี ินยั
- ใฝ่เรยี นรู้
5. สาระการเรยี นรู้
ความกดอากาศ (Pressure) คอื น้ำหนักของอากาศทก่ี ดทับเหนือบริเวณน้ันๆ สามารถตรวจวัดความ
กดอากาศ ได้โดยเครื่องมือท่ีเรยี กวา่ " บาโรมิเตอร์ " (Barometer) มหี นว่ ยของการตรวจวดั เป็น มิลลบิ าร์ หรือ
ปอนดต์ อ่ ตารางนว้ิ
ความกดอากาศแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ บริเวณความกดอากาศต่ำ หรือ ความกดอากาศต่ำ (Low
Pressure) หมายถึง บริเวณซึ่งมีปริมาณอากาศอยู่น้อย ซึ่งจะทำให้น้ำหนักของอากาศน้อยลงตามไป ด้วย
เชน่ กนั ทำให้อากาศเบาและลอยตวั สูงขึ้น เราเรียกว่า กระแสอากาศเคลอื่ นข้นึ สว่ น บรเิ วณความกดอากาศสูง
หรือ ความกดอากาศสูง (High Pressure) หมายถึง บริเวณที่มีค่าความกดอากาศสูงกว่าบริเวณโดยรอบเกิด
จากศูนย์กลางความกดอากาศสูง อากาศจะเคล่ือนตัวออกมายังบริเวณโดยรอบ เมื่ออากาศเคลื่อนที่ออกมา
จากจดุ ศูนยก์ ลาง อากาศข้างบนกจ็ ะเคล่ือนตวั จมลงแทนท่ีทำให้อุณหภมู ิสงู ขึ้นไม่เกิดการกล่ันตัวของไอน้ำแต่
อย่างใด สภาพอากาศโดยทั่วไปจึงปลอดโปร่ง ท้องฟา้ แจ่มใส
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
รปู แบบการสอนท่ใี ช้ : รปู แบบการสอน 5E (Inquiry)
ข้นั ท่ี 1 ขนั้ สร้างความสนใจ (Engagement Phase)
1. ครูให้นักเรียนสังเกตภาพ ซึ่งเป็นบารอมิเตอร์ชนิดปรอท จากนั้นครูถามนักเรียนว่า
บารอมิเตอรช์ นิดปรอทน้ี สามารถนำมาใชป้ ระโยชน์อย่างไร โดยใหน้ กั เรยี นน้นั เขยี นลงในสมุดของนกั เรียน
เอง
ภาพที่ 1 บารอมิเตอรช์ นิดปรอท
ท่ีมา : http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/air-pressure
2. ครูเปิดประเด็นถามนักเรียนเพื่อกระตุ้นความคิด ถามว่า หากโลกของเราหยุดหมุน
นกั เรยี นคิดวา่ สมดุลพลงั งานโลกจะเป็นอย่างไร ( แนวการตอบ หากโลกหยดุ หมนุ ส่งิ แรกคอื การท่ีพ้นื ที่ใด
พืน้ ทห่ี นง่ึ จะไดร้ บั พลงั งานความรอ้ นสูงมากจากแหลง่ กำเนิดความร้อน คือ ดวงอาทติ ย์ และอีกบริเวณจะ
ไดร้ บั ความรอ้ นทต่ี ำ่ ส่งใหพ้ น้ื ทแ่ี ตล่ ะบรเิ วณบนโลกนี้มอี ณุ หภูมิแตกต่างกนั มาก ส่งผลใหเ้ กิดโลกเสียสมดุล
อย่างแน่นอนเนอ่ื งจากการรับและการคายพลงั งานความร้อนของพืน้ ที่แต่ละพื้นที่แตกต่างกนั มาก รวมถึง
การเกิดกระแสลมที่จะมีการเกิดเพียงลักษณะเดียวที่เกิดจากการพัดจากบริเวณที่เย็นกว่าไปยังบริเวณที่
ร้อนกวา่ หรอื จากบรเิ วณทมี่ ีอณุ หภูมติ ำ่ กว่าไปยงั บริเวณทีม่ อี ุณหภมู ิสูงกวา่ )
3. ครถู ามเพื่อกระต้นุ ความคิดนักเรียนต่อไปว่า นกั เรียนคดิ วา่ มีแรงอะไรมาเก่ียวข้องกับ
การเคลอ่ื นที่ของโลกแลว้ ทำให้สมดลุ ของโลกเปล่ยี นไปบา้ ง
( แนวการตอบ แรงเนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอริออลิส แรงสู่
ศนู ยก์ ลาง และแรงเสียดทานอากาศ ทสี่ ่งผลทำให้เกิดความกดอากาศต่างกัน)
4. นกั เรียนเข้าใจคำวา่ ความกดอากาศอย่างไร
( แนวการตอบ น้ำหนกั ของอากาศที่กดทับเหนือบริเวณน้ันๆ สามารถตรวจวัดความกด
อากาศ ได้โดยเคร่ืองมอื ทเ่ี รยี กวา่ " บาโรมเิ ตอร์ " (Barometer) มีหนว่ ยของการตรวจวดั เปน็ มลิ ลิบาร์)
ขั้นท่ี 2 ขนั้ สำรวจและคน้ หา (Exploration Phase)
1. ครูใหน้ ักเรียนแบ่งกลมุ่ ออกเปน็ 9 กล่มุ เท่าๆกนั ตามทไ่ี ด้จดั ไวแ้ ลว้ ในคาบแรก จากน้ัน
ครูให้นักเรียนดำเนินกจิ กรรมการเรียนรใู้ หน้ กั เรยี นรู้จักความกดอากาศ
2. จากนัน้ ครูให้นกั เรยี นรว่ มกนั ศกึ ษาบทเรยี นจากสอื่ อินเทอรเ์ น็ต เรอ่ื ง การเปลย่ี นแปลง
ความกดอากาศเเละอุณหภูมิโดยใหน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ นั้นศึกษาและให้เขยี นสรปุ องค์ความรู้ลงในสมุดของ
นกั เรยี นแต่ละคน และให้นกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายกลมุ่ แลกเปล่ยี นเรียนรซู้ ึ่งกันและกัน
3. เม่ือนักเรยี นศกึ ษาเกย่ี วกับการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศเเละอณุ หภมู ิเรยี บรอ้ ยแลว้ ครู
และนกั เรยี นรว่ มกนั สรุปบทเรยี นต่อไป
ขน้ั ที่ 3 ขน้ั อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation Phase)
1. จากการดำเนินกิจกรรม ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปองค์ความรูไ้ ด้กล่าวคือ ความกด
อากาศ (Pressure) คอื นำ้ หนกั ของอากาศท่กี ดทับเหนือบริเวณนน้ั ๆ สามารถตรวจวัดความกดอากาศ ได้
โดยเครื่องมอื ท่ีเรยี กวา่ " บาโรมิเตอร์ " (Barometer) มีหน่วยของการตรวจวัดเปน็ มิลลิบาร์ หรือ ปอนด์
ต่อตารางนว้ิ โดยปกติคนเราสามารถอยไู่ ดโ้ ดยไมไ่ ดร้ ับแรงกดจากความกดอากาศ เน่ืองจากร่างกายมนุษย์
มีอากาศเป็นส่วนประกอบอยู่ ซึง่ ความกดอากาศภายในตวั คนเรามีแรงดันออกเท่ากับแรงดนั ภายนอก เรา
จึงไมร่ ้สู ึกอดึ อดั ในขณะเดยี วกนั ถ้าเราออกไปส่ภู ายนอกโลกโดยไมไ่ ดส้ วมชุดอวกาศรา่ งกายของเราจะพอง
ออกและระเบิดออกได้ในที่สุดเนื่องจากในอวกาศไม่มีบรรยากาศอยู่ นอกจากนั้นความกดอากาศยังมี
ความสัมพันธก์ นั กบั อณุ หภูมิและระบบการเกิดลมบนพื้นโลกของเรา ความกดอากาศแบง่ เปน็ 2 ชนิด คือ
บริเวณความกดอากาศต่ำ หรือ ความกดอากาศต่ำ (Low Pressure) หมายถึง บรเิ วณซงึ่ มีปริมาณอากาศ
อยู่น้อย ซึ่งจะทำใหน้ ้ำหนักของอากาศน้อยลงตามไป ด้วยเช่นกนั ทำให้อากาศเบาและลอยตัวสูงข้ึน เรา
เรียกว่า กระแสอากาศเคลื่อนขึ้น เมื่อเกิดกระแสอากาศเคลื่อนขึ้นจะเกิดการแทนที่ของอากาศ
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้เรารู้สึกเย็น คือ เกิดลมขึ้น และลักษณะการพัดหมุนเวียนของลมในบริเวณ
ศูนย์กลางความกดอากาศต่ำบริเวณส่วนต่างๆ ของโลก เช่น ในซีกโลกเหนือจะมีทิศทางการพัดทวนเขม็
นาฬิกา ซีกโลกใต้จะพัดตามเข็มนาฬิกา ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาการหมุนรอบตัวเองของโลกที่มีทิศทางหมนุ
ทวนเข็มนาฬิกา เราเรียกบริเวณความกดอากาศต่ำในแผนที่อากาศว่า "ไซโคลน" (Cyclone) หรือ
"ดเี ปรสช่นั " (Depression) หมายถึงบริเวณท่มี ีความกดอากาศตำ่ และรอบๆ บริเวณความกดอากาศต่ำ มี
ความกดอากาศสงู อยรู่ อบๆ ความกดอากาศสูงจะเคลอ่ื นเข้ามาแทนทศ่ี ูนย์กลางความกดอากาศต่ำ อากาศ
ที่ศนู ยก์ ลางความกดอากาศต่ำจะลอยขึ้นเบื้องบน อณุ หภูมิจะลดต่ำลง ไอนำ้ จะเกดิ การ กลั่นตัวกลายเป็น
เมฆฝน หรือ หิมะตกลงมา โดยทวั่ ไปสภาพอากาศไม่ดี มีฝนตก และมีพายุ สว่ นบรเิ วณความกดอากาศสูง
หรือ ความกดอากาศสูง (High Pressure) หมายถึง บริเวณที่มีค่าความกดอากาศสูงกว่าบริเวณโดยรอบ
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "แอนติไซโคลน" (Anti Cyclone) เกิดจากศูนย์กลางความกดอากาศสูง อากาศจะ
เคลื่อนตัวออกมายังบริเวณโดยรอบ โดยในซีกโลกเหนือจะมีทิศทางพัดตามเข็มนาฬิกา ในซีกโลกใต้จะมี
ทศิ ทางพัดทวนเขม็ นาฬิกา เมื่ออากาศเคลือ่ นทอี่ อกมาจากจดุ ศนู ยก์ ลาง อากาศขา้ งบนกจ็ ะเคลื่อนตัวจมลง
แทนที่ ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นไม่เกิดการกลั่นตัวของไอน้ำแต่อย่างใด สภาพอากาศโดยทั่วไปจึงปลอดโปร่ง
ท้องฟ้าแจม่ ใส
2. ครูอธบิ ายเพม่ิ เตมิ ในส่วนท่ีบกพร่องของประเด็นคำตอบ และเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนแต่
ละกลมุ่ ตงั้ ประเดน็ คำถาม กลุ่มละ 1 ประเด็น เพือ่ ให้ครูช่วยอธิบายข้อสงสัย
ข้นั ที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration Phase)
1. ครูใช้คำถามเพื่อเป็นการทบทวนความรู้ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศเเละ
อุณหภูมิ โดยถามนักเรยี นว่า การเปลีย่ นแปลงความกดอากาศมีผลอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงอณุ หภูมิ ( แนว
การตอบ เมอ่ื ความกดอากาศเปล่ียนแปลงไปจะส่งผลให้บริเวณท่ไี ด้รับอิทธิพลจากความกดอากาศท่ีแตกต่าง
กันออกไปนั้นมีผลที่ต่างกัน กล่าวคือ พื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศสูงจะส่งผลให้มีสภาพ
อากาศโดยทั่วไปจึงปลอดโปร่ง ท้องฟ้าแจ่มใส ส่วนพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศต่ำทำให้
อากาศเบาและลอยตวั สงู ขนึ้ อากาศที่ศูนยก์ ลางความกดอากาศต่ำจะลอยขึ้นเบ้อื งบน อณุ หภมู ิจะลดต่ำลง ไอ
นำ้ จะเกิดการ กลนั่ ตัวกลายเป็นเมฆฝน หรือ หมิ ะตกลงมา )
2. ครูอาจใช้สื่อ Power point เรื่อง การเปลี่ยนแปลงความกดอากาศเเละอณุ หภูมิ อธิบาย
เพ่มิ เติมแกน่ กั เรียน
3. ครูแนะนำใหน้ กั เรียนศกึ ษาเว็บไซต์ท่ีนา่ สนใจเก่ียวกบั เรอ่ื งความกดอากาศ เชน่
- https://sites.google.com/site/sciencesittisak/content01/contant002.
- http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/air-pressure.
- https://sites.google.com/site/sciencesittisak/content01/contant002
4. ครูอธิบายเพิ่มเติมเรื่องการเคลื่อนที่ของอากาศ กล่าวคือ การพาความร้อน
(Convection) ในบรรยากาศ ทำให้เกดิ การเคล่อื นตัวของอากาศทัง้ แนวต้งั และแนวราบ
กระแสอากาศแนวต้ัง:
- บริเวณความกดอากาศต่ำ (L) อากาศร้อนเหนือพืน้ ผิว ยกตัวขึ้นแล้วอุณหภูมิ
ลดตำ่ ลง ทำให้เกิดการควบแน่นเปน็ เมฆและฝน
- บริเวณความกดอากาศสูง (H) อากาศเย็นด้านบนมีอุณหภูมิต่ำ เคลื่อนเข้ามา
แทนท่อี ากาศร้อนท่ีอย่เู หนอื พ้ืนผิว ทำใหเ้ กิดแห้งแล้ง เนือ่ งจากอากาศเยน็ มไี อน้ำนอ้ ย
กระแสอากาศแนวดง่ิ : อากาศเยน็ มีมวลและความหนาแน่นมากกวา่ อากาศร้อน
กระแสอากาศจึงเคลื่อนตัวจากหยอ่ มความกดอากาศสูง (H) ไปยังหย่อมความกดอากาศต่ำ (L) ทำให้เกิด
การกระจายและหมุนเวียนอากาศไปยังตำแหน่งต่างๆ บนผิวโลก เราเรียกกระแสอากาศซึ่งเคลื่อนตัวใน
แนวราบว่า “ลม” (Wind)
ภาพท่ี 2 แผนท่อี ากาศ
แผนที่อากาศในภาพที่ 2 แสดงให้เห็นความแตกต่างของความกดอากาศบนพื้นผิวโลก เส้น
วงรอบความกดอากาศ เรียกว่า “ไอโซบาร์” (Isobars) พื้นที่ใต้เส้นไอโซบาร์เดียวกันมีความกดอากาศ
เทา่ กนั และความกดอากาศระหว่างเสน้ ไอโซบาร์แต่ละเส้นจะมีค่าเท่ากนั ดงั เชน่ เส้นไอโซบาร์แต่ละเส้น
จะมีค่าความกดอากาศต่างกัน 6 มลิ ลิบาร์ หรอื 6 hPa เปน็ ตน้ เราเรียกแรงซึ่งเกิดจากความกดอากาศท่ี
แตกต่างกันระหว่างเส้นไอโซบาร์ว่า "แรงเกรเดียนของความกดอากาศ" (Pressure-gradiant force) ซึ่ง
เกดิ ขนึ้ เน่อื งจากเกิดจากพน้ื ผิวโลกแต่ละบรเิ วณได้รบั พลังงานจากดวงอาทติ ย์ไม่เทา่ กัน อุณหภมู ิและความ
ดันขอบอากาศจงึ แตกตา่ งกันไปดว้ ย
ขั้นท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation Phase)
1. นักเรยี นเขยี นอธิบายการเปลย่ี นแปลงความกดอากาศเเละอุณหภมู ิ
2. การทำแบบทดสอบหลงั เรียนหนว่ ยที่ 11 การเกดิ เมฆ
3. การตอบคำถามของนักเรยี นภายในช้ันเรยี น
7. ส่ือการเรียนรู้ / แหลง่ เรียนรู้
7.1 ส่อื Power point เรือ่ ง ความกดอากาศ
7.2 สื่อออนไลนท์ ไี่ ด้จากการสืบค้น
7.3 หนงั สอื เรยี นรายวิชาเพ่ิมเติมวทิ ยาศาสตรโ์ ลก ดาราศาสตร์ และอวกาศช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 5
เล่ม 4
7.4 วีดทิ ัศนใ์ น QR ประจำบท
8. การวดั และการประเมนิ
เป้าหมาย วธิ ีการ เคร่อื งมอื เกณฑก์ าร
ประเมนิ
ด้านความรู้ (K)
- น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ - การตอบคำถามในชั้น - แบบประเมินการตอบ ผ่านเกณฑ์
ระดบั คณุ ภาพ
อธิบายการเปลีย่ นแปลง เรียน คำถาม
2
ความกดอากาศเเละ
อณุ หภมู ิได้
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ ผา่ นเกณฑ์
(P)
- นักเรียนสามารถเขียน - การตรวจสมุดนักเรียน - แบบประเมินการทำงาน ระดบั คุณภาพ
อธิบายการเปลีย่ นแปลง
ความกดอากาศเเละ รายบคุ คล 2
อุณหภมู ิได้
- แบบประเมินการทำงาน ผา่ นเกณฑ์
ด้านเจตคติ (A)
- นักเรียนมีความใฝ่รู้ - การตรวจสมุดนกั เรียน รายบุคคล ระดบั คุณภาพ
และมีวนิ ัยในการเรียน
2
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 3
รายวชิ า ว30214 ชือ่ วชิ า โลก ดาราศาสตร์ 4 กลุ่มสาระ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรียน ราชประชานเุ คราะห์ ๒๔ ช้ัน มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563
หน่วยท่ี 1 เรอ่ื ง การเกิดเมฆ เวลา 2 ชม./คาบ.
แผนการสอนเร่อื ง อตั ราแอเดยี แบติกของอากาศ ผู้สอน ครูทพิ ยส์ ุดา หอมนาน
วันทีส่ อน : วันที่.........เดอื น...............................พ.ศ............
1. ผลการเรยี นรู้
อธบิ ายความสมั พันธ์ระหว่างเสถยี รภาพอากาศและการเกดิ เมฆ
2. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
การยกตัวของอากาศกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเกิดจากการพาความร้อน โดยผิวโลกรับรังสี
ดวงอาทิตย์และถ่ายโอนความร้อนไปยังอากาศเหนือผิวโลกบริเวณนั้น ทำให้อากาศมีอุณหภูมิสูงกว่า
อากาศโดยรอบอากาศจึงยกตวั สงู ขึน้ และเกิดเปน็ เมฆลกั ษณะภูมปิ ระเทศ โดยอากาศที่เคล่ือนที่ปะทะกับ
แนวสันเขาจะถกู ดนั ให้ยกตวั ขน้ึ เกิดเป็นเมฆ การล่เู ขา้ หากันของอากาศ โดยอากาศทเ่ี คลื่อนที่เข้าหากันจะ
ดนั ให้อากาศที่อยู่ตรงกลางยกตวั ขึน้ เกิดเป็นเมฆ แนวปะทะอากาศ โดยอากาศท่ีมีความหนาแน่นต่างกัน
เคลอ่ื นท่เี ข้าปะทะกนั จะทำให้อากาศท่มี คี วามหนาแนน่ น้อยกว่ายกตัวขน้ึ เกิดเป็นเมฆ
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้ (K) : นกั เรียนสามารถอธบิ ายความหมายของอตั ราแอเดยี แบตกิ ของอากาศได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P) : นกั เรยี นสามารถเขียนสรปุ เรื่องแอเดียแบติกของอากาศได้
3.3 ด้านเจตคติ (A) : นกั เรยี นมีความใฝร่ ู้และมวี ินัยในการเรยี น
4. คุณลักษณะผูเ้ รยี น
4.1 คณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์
- ซือ่ สตั ยส์ จุ รติ
- ม่งุ มน่ั ในการทำงาน
- มีวินัย
- ใฝ่เรียนรู้
5. สาระการเรียนรู้
อัตราแอเดียแบติกของอากาศแห้งมีค่าค่อนข้างคงที่ แต่อัตราแอเดียแบติกของอากาศอิ่มตัวมีค่าไม่
คงที่เพราะเปลี่ยนแปลงตามอัตราการควบแน่นของไอน้ำหรือการระเหยของละอองน้ำในก้อนอากาศแต่ละ
พื้นที่ โดยก้อนอากาศที่มกี ารควบแนน่ ของไอน้ำมากหรอื มกี ารระเหยของละอองน้ำมาก ก็จะทำใหอ้ ัตราแอเดีย
แบติกของอากาศอิ่มตัวมีค่าน้อยลง แต่โดยทั่วไปอัตราแอเดียแบติกของอากาศอิ่มตัวมีค่าเฉลี่ยประมาณ 6
องศาเซลเซยี สตอ่ กิโลเมตร
การเปลย่ี นแปลงตามอัตราอะเดียเบติก (Adiabatic) หมายถึง มวลอากาศกอ้ นหน่งึ ซ่ึงไม่มีการได้มา
หรือสูญเสียความร้อนโดยวธิ ีการถา่ ยเท แลกเปลี่ยนกับมวลอากาศท่ีอยู่ใกล้เคียง ซึ่งก็คือการที่อากาศลอยตวั
ขึ้น หรอื จมลง อะเดยี เบตกิ มี 2 แบบ คอื อะเดยี เบตกิ แบบแห้ง (Dry Adiabatic) คือการทอ่ี ากาศลอยตัวสูงขึ้น
และไม่มีการกลั่นตัวของความชื้น ความกดอากาศจะลดลงเช่นเดียวกับอุณหภูมิที่ลดลงตามระดับความสูงที่
เพิ่มขนึ้ โดยอณุ หภูมิจะลดลงราว 10 องศาเซลเซยี ส ตอ่ ความสูง 1,000 เมตร อะเดียเบตกิ แบบเปียก (Wet /
Saturation Adiabatic) คืออากาศท่ีลอยตวั สงู ข้นึ และเกิดการกลน่ั ตวั ของความช้ืน และเม่ืออุณหภูมิลดลงไป
อีกจะเกิดการกลั่นตัว เรียกอกี อยา่ งหนึ่งว่า อะเดียเบติกอิ่มตัว โดยค่าอุณหภูมิจะลดลงประมาณ 3 - 6 องศา
เซลเซยี ส ตอ่ ความสูง 1,000 เมตร รูปแบบการกลัน่ ตัว (Condensation From)
6. กิจกรรมการเรียนรู้
รปู แบบการสอนที่ใช้ : รปู แบบการสอน 5E (Inquiry)
ข้นั ที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement Phase)
1. ครูทบทวนความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศเเละอุณหภูมิ โดยใช้คำถาม
ดงั ต่อไปนี้
1.1 ความกดอากาศ (Air Pressure) หมายถงึ อะไร ( แนวการตอบ น้ำหนกั ของ
อากาศท่ีกดทับเหนือบรเิ วณนน้ั ๆ )
1.2 อุปกรณ์วัดความกดอากาศ เรียกว่าอะไร ( แนวการตอบ
บารอมิเตอร์(Barometer) )
1.3 การเปลี่ยนแปลงความกดอากาศมีผลอย่างไร ( แนวการตอบ การเลี่ยน
แปลงองความกดอากาศมีผลต่อพน้ื ๆท่ีทีไ่ ดร้ ับความกดอากาศ ซ่ึงแตล่ ะพ้นื ที่อาจจะได้รับผลท่ีแตกต่างกัน
อออกไป ถ้าบางพน้ื ท่ที ไี่ ดร้ ับอทิ ธพิ ลจากความกดอากาศสูง จะส่งผลให้พน้ื ทีด่ ังกลา่ วน้นั ท้องฟา้ ปลอดโปร่ง
ไมม่ เี มฆ ไรฝ้ น แต่ถ้าพื้นท่ีไหนที่ได้รับอทิ ธพิ ลจากความกดอาอากาศสงู จะส่งผลให้มีเมฆมากอาจจะนำไปสู่
การเกิดฝน )
2. ครนู ำสู่กจิ กรรมการเรียนเรอ่ื งตอ่ ไป
ข้ันท่ี 2 ข้นั สำรวจและค้นหา (Exploration Phase)
1. ครใู ห้นักเรยี นแบง่ กลุ่มออกเปน็ 9 กลมุ่ เท่าๆกนั ตามที่ได้จดั ไวแ้ ล้วในคาบแรก จากน้ัน
ครูใหน้ กั เรียนดำเนนิ กจิ กรรมการเรียนรใู้ หน้ กั เรียนรู้จกั อัตราแอเดียแบติกของอากาศ
2. จากนัน้ ครใู หน้ กั เรียนรว่ มกันศึกษาบทเรยี นเร่ืองอัตราแอเดียแบตกิ ของอากาศ โดยครู
ให้นักเรยี นศึกษาจากส่ือวดิ ทิ ัศน์ในส่วนของเรื่องอตั ราแอเดียแบติกของอากาศ
ภาพที่ 1 สื่อวิดิทศั น์เร่ือง อตั ราแอเดยี เบตกิ
ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=lGh2lHZmx6g
3. ครูให้นักเรียนเขยี นสรุปองคค์ วามรูล้ งในสมุดของนักเรียนเอง เมื่อแต่ละคนดูวิดิทศั น์
เรยี บรอ้ ยแลว้ ครใู ห้นกั เรียนแกลเปลยี่ นกันในกล่มุ
4. ครูและนักเรยี นร่วมกันสรุปบทเรียนตอ่ ไป
ข้ันที่ 3 ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation Phase)
1. จากการดำเนินกิจกรรม ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปองค์ความรู้ได้กล่าวคือ การ
เปลี่ยนแปลงตามอัตราแอเดียเบติก (Adiabatic) หมายถึง มวลอากาศก้อนหนึ่ง ซึ่งไม่มีการได้มาหรือ
สญู เสยี ความร้อนโดยวธิ กี ารถา่ ยเท แลกเปลยี่ นกบั มวลอากาศทีอ่ ย่ใู กล้เคยี ง ซงึ่ กค็ ือการทอี่ ากาศลอยตัวขึ้น
หรือจมลง
2. ครูอธิบายต่อกล่าวคือ แอเดียเบติกมี 2 แบบ คือ แอเดียเบติกแบบแห้ง (Dry
Adiabatic) คือการที่อากาศลอยตัวสูงขึ้นและไม่มีการกลั่นตัวของความชื้น ความกดอากาศจะลดลง
เช่นเดียวกับอณุ หภูมิทีล่ ดลงตามระดับความสูงทีเ่ พิ่มขึ้น โดยอุณหภูมจิ ะลดลงราว 10 องศาเซลเซียส ต่อ
ความสูง 1,000 เมตร แอเดียเบติกแบบเปียก (Wet / Saturation Adiabatic) คืออากาศที่ลอยตัวสูงข้ึน
และเกิดการกลั่นตัวของความชื้น และเมื่ออุณหภูมิลดลงไปอีกจะเกิดการกลั่นตัว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
แอเดียเบติกอิ่มตัว โดยค่าอุณหภูมิจะลดลงประมาณ 3 - 6 องศาเซลเซียส ต่อความสูง 1,000 เมตร
รูปแบบการกล่ันตัว (Condensation From)
3. ครอู ธบิ ายเพม่ิ เติมในสว่ นท่ีบกพรอ่ งของประเดน็ คำตอบ และเปดิ โอกาสให้นักเรียนแต่
ละกลุ่มตงั้ ประเด็นคำถาม กล่มุ ละ 1 ประเดน็ เพือ่ ให้ครูชว่ ยอธบิ ายขอ้ สงสัย
ข้นั ที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration Phase)
1. ครูใชค้ ำถามเพอ่ื เป็นการทบทวนความรใู้ นเร่อื งอะเดยี เบตกิ โดยใชค้ ำถามต่อไปน้ี
1.1 การเปลี่ยนแปลงตามอัตราอะเดยี เบตกิ (Adiabatic) หมายถึงอะไร ( แนวการ
ตอบ มวลอากาศกอ้ นหนึง่ ซึง่ ไม่มีการไดม้ าหรือสญู เสยี ความร้อนโดยวธิ ีการถ่ายเท แลกเปลย่ี นกับมวลอากาศ
ที่อย่ใู กลเ้ คียง ซ่ึงกค็ อื การท่ีอากาศลอยตวั ขึ้น หรือจมลง )
1.2 อะเดียเบติกมี 2 แบบ ได้แก่อะไรบ้าง ( แนวการตอบ แอเดียเบติกแบบแห้ง
(Dry Adiabatic) และ แอเดียเบตกิ แบบเปียก (Wet / Saturation Adiabatic) )
1.3 แอเดียเบติกแบบแห้ง (Dry Adiabatic) หมายถึงอะไร ( แนวการตอบ การท่ี
อากาศลอยตัวสูงขึ้นและไม่มีการกลั่นตัวของความชื้น ความกดอากาศจะลดลงเช่นเดียวกับอุณหภูมิที่ลดลง
ตามระดับความสูงทเ่ี พิ่มขึน้ โดยอุณหภมู จิ ะลดลงราว 10 องศาเซลเซียส ต่อความสงู 1,000 เมตร )
1.4 แอเดียเบติกแบบเปียก (Wet / Saturation Adiabatic) หมายถึงอะไร ( แนว
การตอบ อากาศท่ีลอยตัวสงู ขน้ึ และเกิดการกลนั่ ตัวของความชน้ื )
2. ครูอาจใชส้ ือ่ Power point เร่ือง อะเดียเบตกิ อธิบายเพม่ิ เติมแก่นักเรยี น
3. ครูแนะนำใหน้ กั เรียนศึกษาเว็บไซต์ท่ีน่าสนใจเกี่ยวกับเร่อื งอะเดยี เบตกิ เช่น
- https://www.youtube.com/watch?v=lGh2lHZmx6g
4. ครูให้ความรู้เกี่ยวกับคำว่า “กระบวนการแอเดียแบติก” ตามหนังสือเรียนหน้า 5
จากนัน้ ครอู ภิปรายเก่ียวกับอัตราแอเดยี แบตกิ ของอากาศแหง้ และอัตราแอเดียแบติกของอากาศอ่ิมตัวโดย
ใหน้ ักเรียนพจิ ารณารปู 10.3 และใชต้ วั อย่างคำถามดังน้ี
4.1 ก้อนอากาศที่ยกตวั สูงข้นึ และยังไม่เกิดการควบแน่นของไอนำ้ อุณหภูมิของ
ก้อนอากาศจะลดลงด้วยอัตราเท่าใด และอัตราดังกล่าวมีชื่อเรียกอย่างไร ( แนวการตอบ 10 องศา
เซลเซยี สต่อกโิ ลเมตร มชี ่ือเรียกว่า อตั ราแอเดยี แบติกของอากาศแหง้ (dry adiabatic lapse-rate) )
4.2 เมื่อก้อนอากาศยกตัวสูงขึ้นจนกระท่ังเกิดการควบแน่นของไอนำ้ อุณหภูมิ
ของก้อนอากาศจะลดลงด้วยอัตราประมาณเท่าใด และอัตราดังกล่าวมชี ื่อเรียกว่าอะไร ( แนวการตอบ 6
องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร มีชื่อเรียกว่า อัตราแอเดียแบติกของอากาศอิ่มตัว (wet adiabatic lapse-
rate) )
ข้นั ท่ี 5 ขน้ั ประเมิน (Evaluation Phase)
1. นกั เรยี นเขียนสรปุ เรือ่ งแอเดียแบตกิ ของอากาศ
2. การทำแบบทดสอบหลงั เรยี นหนว่ ยท่ี 10 การเกิดเมฆ
3. การตอบคำถามของนักเรียนภายในช้ันเรยี น
7. สอ่ื การเรียนรู้ / แหลง่ เรียนรู้
7.1 ส่ือ Power point เร่ือง อะเดยี เบตกิ
7.2 สอ่ื ออนไลน์ทไี่ ด้จากการสืบค้น
7.3 หนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพ่ิมเติมวทิ ยาศาสตรโ์ ลก ดาราศาสตร์ และอวกาศช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5
เลม่ 4
7.4 วีดทิ ัศนใ์ น QR ประจำบท
8. การวดั และการประเมิน
เปา้ หมาย วธิ กี าร เคร่อื งมือ เกณฑ์การ
ประเมนิ
ด้านความรู้ (K)
- น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ - การตอบคำถามในช้ัน - แบบประเมินการตอบ ผา่ นเกณฑ์
ระดับคณุ ภาพ
อธิบายความหมายของ เรยี น คำถาม
2
อัตราแอเดียแบติกของ
ผา่ นเกณฑ์
อากาศได้ ระดบั คณุ ภาพ
ด้านทักษะกระบวนการ 2
(P)
- นักเรียนสามารถเขียน - การตรวจสมดุ นักเรยี น - แบบประเมินการทำงาน
สรุปเรื่องแอเดียแบติก รายบุคคล
ของอากาศได้
ด้านเจตคติ (A) - แบบประเมินการทำงาน ผ่านเกณฑ์
- นักเรียนมีความใฝ่รู้ - การตรวจสมดุ นักเรียน
และมีวนิ ยั ในการเรยี น รายบุคคล ระดบั คณุ ภาพ
2
รายวิชา ว30214 แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 4
ช่ือวิชา โลก ดาราศาสตร์ 4 กลุ่มสาระ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี น ราชประชานุเคราะห์ ๒๔ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563
หนว่ ยท่ี 1 เร่อื ง การเกิดเมฆ เวลา 2 ชม./คาบ.
แผนการสอนเร่ือง เสถยี รภาพของอากาศแบบตา่ งๆ ผ้สู อน ครูทิพยส์ ุดา หอมนาน
วนั ทีส่ อน : วนั ที่.........เดอื น...............................พ.ศ............
1. ผลการเรยี นรู้
อธิบายความสัมพันธร์ ะหวา่ งเสถยี รภาพอากาศและการเกดิ เมฆ
2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
การยกตัวของอากาศกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเกิดจากการพาความร้อน โดยผิวโลกรับรังสี
ดวงอาทิตย์และถ่ายโอนความร้อนไปยังอากาศเหนือผิวโลกบริเวณนั้น ทำให้อากาศมีอุณหภูมิสูงกว่า
อากาศโดยรอบอากาศจึงยกตัวสูงขึน้ และเกิดเป็นเมฆลกั ษณะภูมปิ ระเทศ โดยอากาศท่ีเคล่ือนที่ปะทะกับ
แนวสนั เขาจะถกู ดนั ใหย้ กตวั ข้นึ เกดิ เป็นเมฆ การลู่เขา้ หากนั ของอากาศ โดยอากาศทเ่ี คลอื่ นที่เข้าหากันจะ
ดนั ใหอ้ ากาศท่ีอยู่ตรงกลางยกตัวขึ้น เกดิ เป็นเมฆ แนวปะทะอากาศ โดยอากาศที่มีความหนาแน่นต่างกัน
เคลอ่ื นที่เขา้ ปะทะกนั จะทำใหอ้ ากาศทม่ี ีความหนาแนน่ น้อยกวา่ ยกตัวข้ึนเกิดเปน็ เมฆ
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
3.1 ด้านความรู้ (K) : นกั เรยี นสามารถอธบิ ายเสถยี รภาพของอากาศแบบตา่ งๆได้
3.2 ด้านกระบวนการ (P) : นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมที่ 10.2 ก้อนอากาศยกตัวได้หรือ
ไมไ่ ด้
3.3 ดา้ นเจตคติ (A) : นกั เรียนเก็บอุปกรณ์เขา้ ทเ่ี มอื่ ใชง้ านเรยี บรอ้ ย
4. คณุ ลักษณะผูเ้ รียน
4.1 คณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์
- ซ่ือสตั ย์สุจริต
- มุ่งมั่นในการทำงาน
- มวี นิ ยั
- ใฝ่เรียนรู้
5. สาระการเรียนรู้
เสถียรภาพของอากาศ เป็นลักษณะของการเกิดภาวะส่งเสริมหรือยับยั้งการยกตัวของก้อนอากาศ
พิจารณาไดจ้ ากการเปรยี บเทยี บอุณหภูมิอากาศโดยรอบกบั อณุ หภูมขิ องก้อนอากาศแห้งและอุณหภูมขิ องก้อน
อากาศอ่มิ ตัวทรี่ ะดบั ความสูงเดยี วกัน ซงึ่ เกดิ ขนึ้ ได้ 4 กรณี ไดแ้ ก่ ภาวะทรงตวั สมั บูรณ์ ภาวะไม่ทรงตวั สัมบูรณ์
ภาวะไม่ทรงตวั อยา่ งมีเง่อื นไข ภาวะทรงตวั อยา่ งเปน็ กลาง
6. กิจกรรมการเรยี นรู้
รูปแบบการสอนทใ่ี ช้ : รูปแบบการสอน 5E (Inquiry)
ขัน้ ท่ี 1 ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement Phase)
1. ครูทบทวนความรูเ้ ดิมจากคาบท่แี ลว้ และครใู ห้ความรูเ้ ก่ียวกบั คำวา่ “กระบวนการแอเดีย
แบติก” ตามหนังสือเรียนหน้า 5 จากนั้นครูอภิปรายเกี่ยวกับอัตราแอเดียแบติกของอากาศแห้งและอัตรา
แอเดียแบตกิ ของอากาศอิม่ ตัวโดยให้นักเรยี นพจิ ารณารูป 10.3 และใชต้ วั อย่างคำถามดงั น้ี
1.1 ก้อนอากาศทย่ี กตวั สงู ขึ้นและยงั ไมเ่ กดิ การควบแนน่ ของไอนำ้ อุณหภมู ขิ องกอ้ น
อากาศจะลดลงด้วยอัตราเท่าใด และอัตราดังกล่าวมีชื่อเรียกอย่างไร ( แนวการตอบ 10 องศาเซลเซียสต่อ
กโิ ลเมตร มชี ่ือเรยี กว่า อัตราแอเดยี แบติกของอากาศแหง้ (dry adiabatic lapse-rate) )
1.2 เมื่อก้อนอากาศยกตัวสูงขึน้ จนกระทั่งเกิดการควบแน่นของไอน้ำ อุณหภูมิของ
ก้อนอากาศจะลดลงด้วยอัตราประมาณเท่าใด และอัตราดังกล่าวมีชื่อเรียกว่าอะไร ( แนวการตอบ 6 องศา
เซลเซยี สตอ่ กโิ ลเมตร มชี อ่ื เรียกวา่ อัตราแอเดยี แบติกของอากาศอิ่มตวั (wet adiabatic lapse-rate) )
2. ครูใชค้ ำถามเพ่ือเปิดประเด็นในการกระตนุ้ การเรยี นรตู้ ่อ โดยการใชค้ ำถามดงั ตอไปนี้
2.1 เพราะเหตุใด เมื่อเกิดการควบแน่นของไอน้ำ อัตราการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
ของก้อนอากาศจึงลดลงจาก 10 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร เหลือเพียง 6 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร ( แนว
การตอบ เน่ืองจากไอน้ำท่ีเกิดการควบแน่นคายความร้อนแฝงออกมาทำให้อุณหภูมิของกอ้ นอากาศลดลงด้วย
อัตราที่ตำ่ ลง หมายเหตุ ครูอาจอธบิ ายนกั เรยี นว่าในขณะท่ยี งั ไมเ่ กดิ การควบแน่นของไอนำ้ ก้อนที่อากาศท่ียก
ตวั ข้ึนจะเย็นตวั ลงในอัตรา 10 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร เม่อื เกิดการควบแน่นของไอน้ำจะเกิดการคายความ
รอ้ นแฝงออกมาสง่ ผลให้อากาศเย็นตัวลงชา้ กว่าเดิม โดยเย็นตวั ลงดว้ ยอัตรา 6 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร )
2.2 เมื่อก้อนอากาศที่อิ่มตัวไปด้วยไอน้ำจมตัวลง ความกดอากาศโดยรอบก้อน
อากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศและอุณหภมู ิอากาศ
ภายในก้อนอากาศอยา่ งไร ( แนวการตอบ ความกดอากาศโดยรอบก้อนอากาศจะเพิ่มข้ึน สง่ ผลให้ก้อนอากาศ
ถูกบีบให้มขี นาดเล็กลงทำให้อณุ หภูมขิ องก้อนอากาศเพ่มิ ขน้ึ )
2.3 อุณหภูมิของก้อนอากาศที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ละอองน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลง
อยา่ งไร ( แนวการตอบ เม่ืออุณหภูมขิ องกอ้ นอากาศเพิ่มข้นึ ทำใหอ้ ากาศสามารถรับไอน้ำไดม้ ากข้ึนละอองน้ำ
จึงระเหยกลายเป็นไอน้ำ )
2.4 ละอองนำ้ ทีร่ ะเหยกลายเป็นไอนำ้ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอณุ หภูมภิ ายในก้อน
อากาศอย่างไร ( แนวการตอบ ละอองนำ้ จะดดู กลนื ความร้อนไปใช้ในกระบวนการกลายเป็นไอ ทำให้อุณหภูมิ
ภายในกอ้ นอากาศเพมิ่ ขึ้นด้วยอตั ราประมาณ 6 องศาเซลเซยี สต่อกโิ ลเมตร ตามอตั ราแอเดียแบติกของอากาศ
อ่มิ ตัว )
2.5 หากก้อนอากาศจมตัวลงจนกระทั่งละอองน้ำระเหยกลายเป็นไอจนหมด
อณุ หภูมขิ องก้อนอากาศจะเกิดการเปล่ยี นแปลงอย่างไร ( แนวการตอบ เพม่ิ ขึ้นดว้ ยอัตรา 10 องศาเซลเซียส
ตอ่ กิโลเมตร ตามอตั ราแอเดียแบติกของอากาศแหง้ )
3. ครูนำอภิปรายเกี่ยวกับเสถียรภาพอากาศโดยให้นักเรียนพิจารณารูป 10.4 (ก) และ (ข)
จากหนังสือเรียนหน้า 7 จากน้นั ใชต้ วั อยา่ งคำถาม ดังน้ี
3.1 จากรูป (ก) ก้อนอากาศมีอุณหภูมิเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับอากาศโดยรอบ (
แนวการตอบ ก้อนอากาศมอี ุณหภูมติ ่ำกว่าอากาศโดยรอบ )
3.2 หากก้อนอากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศโดยรอบดังรูป (ก) ก้อนอากาศจะมี
ความหนาแน่นเป็นอยา่ งไรเมื่อเทยี บกับอากาศโดยรอบ ( แนวการตอบ ก้อนอากาศมคี วามหนาแน่นมากกวา่
อากาศโดยรอบ )
3.3 เมื่อก้อนอากาศมีความหนาแน่นมากกว่าอากาศโดยรอบ ก้อนอากาศจะมีการ
เคลอื่ นทอ่ี ยา่ งไร ( แนวการตอบ กอ้ นอากาศจะจมตัวลง )
3.4 จากรูป (ข) ก้อนอากาศมีอุณหภูมิเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับอากาศโดยรอบ
( แนวการ กอ้ นอากาศมอี ณุ หภูมสิ ูงกวา่ อากาศโดยรอบ )
3.5 หากก้อนอากาศมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบดังรูป (ข) ก้อนอากาศจะมี
ความหนาแน่นเป็นอยา่ งไรเมือ่ เทียบกับอากาศโดยรอบ ( แนวการตอบ ก้อนอากาศมีความหนาแน่นน้อยกวา่
อากาศโดยรอบ )
3.6 เมื่อก้อนอากาศมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศโดยรอบ ก้อนอากาศจะมกี าร
เคลอ่ื นที่อย่างไร ( แนวการตอบ ก้อนอากาศจะยกตวั สูงขึน้ )
4. ครนู ำเข้าสกู่ จิ กรรมในชน้ั เรียน
ขนั้ ท่ี 2 ขน้ั สำรวจและคน้ หา (Exploration Phase)
1. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 9 กลุ่มเท่าๆกันตามการจัดกลุ่มในคาบที่ผ่านมา จากนั้น
ครูให้นกั เรยี นร่วมกนั ศกึ ษาบทเรยี นโดยใหน้ ักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายเกย่ี วกับเสถยี รภาพของอากาศแบบต่างๆ
2. ครูให้นักเรียนสังเกตรูป 10.5 ในหนังสือเรียนหน้า 8 จากนั้นอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับ
ความหมาย
ของอัตราการเปล่ียนอณุ หภมู ติ ามระดบั ความสูงของบรรยากาศโดยใช้ตัวอย่างคำถามดังนี้
2.1 เส้นกราฟสีแดง น้ำเงิน และเขียว แสดงข้อมูลใด ( แนวการตอบ อัตราการ
เปลีย่ นอุณหภูมติ ามระดบั ความสงู ของบรรยากาศ )
2.2 เสน้ กราฟใดแสดงใหเ้ หน็ ว่าอณุ หภูมขิ องอากาศโดยรอบลดลงตามความสูงอย่าง
รวดเร็ว
( แนวการตอบ เส้นกราฟสีแดง )
2.3 เสน้ กราฟใดแสดงให้เห็นว่าอณุ หภูมขิ องอากาศโดยรอบลดลงตามความสูงอย่าง
ช้าๆ ( แนวการตอบ เสน้ กราฟสนี ำ้ เงนิ )
2.4 เส้นกราฟใดแสดงใหเ้ หน็ วา่ อุณหภมู ิของอากาศโดยเพิ่มขึ้นตามความสูง จากน้นั
อุณหภูมิจึงลดลงตามความสูงอย่างชา้ ๆ ( แนวการตอบ เสน้ กราฟสีเขียว )
3. ครูใหน้ กั เรียนนั่งตามกลมุ่ ของนกั เรียนท่ี และใหน้ กั เรียนรว่ มกนั ปฏิบตั กิ จิ กรรมท่ี 10.2
ก้อนอากาศยกตัวได้หรือไม่ โดยครูแจ้งจุดประสงคใ์ ห้นักเรียนทราบกล่าวคือเพื่อวิเคราะห์และระบุภาวะ
ส่งเสริมหรือภาวะยับยั้งการยกตัวของก้อนอากาศจากข้อมูลอุณหภูมิอากาศโดยรอบที่กำหนดให้และ
อธบิ ายการยกตัวของก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอม่ิ ตัวจากขอ้ มลู อณุ หภูมิอากาศโดยรอบทก่ี ำหนดให้
4. ครูเตรยี มอปุ กรณใ์ นการทดลองใหน้ ักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ไดแ้ ก่
4.1 ชดุ ข้อมลู อณุ หภมู ิอากาศโดยรอบท่ีระดบั ความสงู ต่าง ๆ 1 ชุด
4.2 กระดาษ กราฟ 3 แผ่น
4.3 กระดาษขาว ขนาด A4 3 แผน่
4.4 ปากกาเมจิก 1 ชดุ
5. ครูให้ตวั แทนกลุ่มแต่ละกลมุ่ ออกมารบั อปุ กรณ์
6. ครูให้นักเรียนดำเนินกิจกรรมตามหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม โลกดาราศาสตร์และ
อวกาศ เล่ม 4 โดยมีวิธกี ารปฏิบัตกิ ิจกรรมดังนี้
6.1 เลือกชุดข้อมลู อุณหภูมิอากาศโดยรอบท่ีระดับความสูงต่าง ๆ มา 1 ชุด ซ่ึง
ประกอบด้วยขอ้ มลู อุณหภมู ิของอากาศโดยรอบจาก 3 บริเวณ
6.2 คำนวณอุณหภูมิก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่มตัวที่ระดับความสูง
ทุก ๆ 1 กิโลเมตรโดยกำหนดให้อุณหภูมิก้อนอากาศ ณ บริเวณพื้นผิวโลกมีค่าเท่ากับอุณหภูมิอากาศ
โดยรอบ และก้อนอากาศแต่ละก้อนมีอตั ราการเปลย่ี นอณุ หภมู ิตามระดับความสูง ดังน้ี
- กอ้ นอากาศแห้ง มอี ณุ หภูมลิ ดลงตามความสูงดว้ ยอตั รา 10 องศาเซลเซียสต่อ
กิโลเมตร
- กอ้ นอากาศอิม่ ตวั มอี ณุ หภูมิลดลงตามความสงู ด้วยอัตรา 6 องศาเซลเซียสต่อ
กโิ ลเมตร
6.3 จากข้อ 2 วาดรูปก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่มตัวขณะกำลังยกตัว
พร้อมแสดงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตามระดับความสูงของอากาศโดยรอบ ก้อนอากาศแห้ง และก้อน
อากาศอ่มิ ตวั ดงั รูปตัวอยา่ ง
6.4 วาดกราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตามระดับความสูงของอากาศ
โดยรอบกอ้ นอากาศแห้ง และกอ้ นอากาศอ่มิ ตวั จากชดุ ข้อมูลที่กำหนด
6.5 เปรียบเทียบอุณหภูมิอากาศโดยรอบกับอุณหภูมิของก้อนอากาศแห้งและ
ก้อนอากาศอิ่มตวั จากกราฟท่ีได้
6.6 อธิบายลักษณะกราฟ วิเคราะห์ และระบุว่ากราฟใดที่แสดงภาวะส่งเสริม
หรือยบั ยั้งการยกตวั ของก้อนอากาศแหง้ และก้อนอากาศอ่มิ ตัว
6.7 อธิบายการยกตัวของก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่มตัวจากรูปและ
กราฟที่ได้
6.8 นำเสนอผลการทำกิจกรรม จากนน้ั อภิปรายร่วมกนั ในชน้ั เรียน
ขัน้ ท่ี 3 ขนั้ อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation Phase)
1. หลงั จากปฏิบตั กิ ิจกรรมแลว้ ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ กิจกรรมดังนี้
ตัวอย่างผลการทำกิจกรรม ( ตวั อยา่ งจากคู่มือครูวิทยาศาสตรโ์ ลก ดาราศาสตร์ และอวกาศชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่
5 เลม่ 4 )
ขอ้ มลู ชดุ ที่ 1 บรเิ วณที่ 1
ความสงู อณุ หภูมอิ ากาศ อณุ หภมู ิ อุณหภูมิ
(กิโลเมตร) โดยรอบ (oC) ก้อนอากาศแห้ง (oC) กอ้ นอากาศอิ่มตัว (oC)
0 15.0 15.0 15.0
0.5 20.2 10.0 12.0
1.0 17.5 5.0 9.0
1.5 18.6 0.0 6.0
2.0 14.7 -5.0 3.0
2.5 12.0 -10.0 0.0
3.0 9.2 -15.0 -3.0
3.5 6.3 -20.0 -6.0
4.0 3.3 -25.0 -9.0
4.5 2.0 -30.0 -12.0
5.0 0.0 -35.0 -15.0
5.5 -3.4 -40.0 -18.0
6.0 -24.2 -42.8 -18.8
ขอ้ มลู ชดุ ท่ี 1 บริเวณท่ี 2
ความสูง อุณหภมู อิ ากาศ อณุ หภมู ิ อุณหภูมิ
(กิโลเมตร) โดยรอบ (oC) กอ้ นอากาศแหง้ (oC) กอ้ นอากาศอิ่มตัว (oC)
0 17.2 17.2 17.2
0.5 12.1 12.2 14.2
1.0 8.0 7.2 11.2
1.5 3.9 2.2 8.2
2.0 0.7 -2.8 5.2
2.5 -2.5 -7.8 2.2
3.0 -5.9 -12.8 -0.8
3.5 -8.4 -17.8 -3.8
4.0 -12.4 -22.8 -6.8
4.5 -14.9 -27.8 -9.8
5.0 -17.8 -32.8 -12.8
5.5 -21.1 -37.8 -15.8
6.0 -24.2 -42.8 -18.8
ข้อมลู ชุดที่ 1 บรเิ วณท่ี 3
ความสูง อุณหภมู อิ ากาศ อุณหภูมิ อุณหภมู ิ
(กโิ ลเมตร) โดยรอบ (oC) ก้อนอากาศแห้ง (oC) กอ้ นอากาศอิ่มตัว (oC)
0 40.6 40.6 40.6
0.5 33.6 35.6 37.6
1.0 28.8 30.6 34.6
1.5 23.9 25.6 31.6
2.0 18.9 20.6 28.6
2.5 13.9 15.6 25.6
3.0 9.0 10.6 22.6
3.5 4.2 5.6 19.6
4.0 -0.6 0.6 16.6
2. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ กจิ กรรม กลา่ วคอื จากกิจกรรม ขอ้ มูลทั้ง 3 ชุด ได้ขอ้ สรุป
ดังนี้บริเวณที่ 1 ของข้อมูลทั้ง 3 ชุด ก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่มตัวมีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศ
โดยรอบในทุกระดับความสูง ดังนั้นจึงเกิดภาวะยับยั้งการยกตัวของทั้งก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศ
อิ่มตัว หากพิจารณาจากกราฟจะพบว่าเส้นกราฟอุณหภูมิอากาศโดยรอบมีความชันโดยเฉลี่ยน้อยกว่า
เส้นกราฟอณุ หภมู ขิ องกอ้ นอากาศแห้งและเสน้ กราฟอณุ หภมู ิของกอ้ นอากาศอิม่ ตัว
3. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปบทเรียนเรื่องเสถียรภาพของอากาศแบบต่างๆ กล่าวคือ
การรเกิดภาวะส่งเสริมหรือยับยั้งการยกตัวของก้อนอากาศ พิจารณาได้จากการเปรียบเทียบอุณหภูมิ
อากาศโดยรอบกบั อุณหภมู ิของก้อนอากาศแห้งและอุณหภมู ขิ องกอ้ นอากาศอิ่มตัวทรี่ ะดับความสูงเดียวกัน
ซึง่ เกดิ ขึน้ ได้ 4 กรณี
- กรณที ี่ 1 ทั้งกอ้ นอากาศแห้งและกอ้ นอากาศอ่ิมตัวมีอณุ หภูมติ ่ำกว่าอากาศโดยรอบใน
ทกุ ระดับความสงู ทำใหเ้ กิดภาวะยบั ยัง้ การยกตวั ของท้งั กอ้ นอากาศแห้งและก้อนอากาศอม่ิ ตวั เรียกภาวะนี้
ว่า ภาวะทรงตวั สมั บูรณ์
- กรณที ่ี 2 ทั้งกอ้ นอากาศแหง้ และก้อนอากาศอิ่มตัวมอี ุณหภูมิสงู กว่าอากาศโดยรอบใน
ทุกระดับความสูง ทำให้เกิดภาวะส่งเสริมการยกตัวของทั้งก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่มตัวเรียก
ภาวะนวี้ ่า ภาวะไม่ทรงตัวสมั บูรณ์
- กรณีที่ 3 ก้อนอากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศโดยรอบในทุกระดับความสูง ทำให้เกดิ
ภาวะยับยั้งการยกตัวของก้อนอากาศแห้ง แต่ก้อนอากาศอิ่มตัวมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบในทุก
ระดบั ความสงู ทำให้เกดิ ภาวะส่งเสริมการยกตวั ของก้อนอากาศอมิ่ ตัว เรยี กภาวะนี้ว่าภาวะไมท่ รงตวั อย่าง
มีเง่ือนไข
- กรณที ่ี 4 กอ้ นอากาศแหง้ หรือก้อนอากาศอิม่ ตัวมอี ุณหภูมิเทา่ กับอากาศโดยรอบในทุก
ระดับความสูง ทำให้ไม่เกิดภาวะส่งเสริมหรือยับยั้งการยกตัวของก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่มตวั
เรยี กภาวะน้วี า่ ภาวะทรงตัวอยา่ งเปน็ กลาง
ขนั้ ท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration Phase)
1. ครูให้นักเรียนร่วมกันตอบคำถามเพื่อเป็นการทบทวนและสรา้ งความเข้าใจที่ดยี ิง่ ขนึ้
โดยใช้คำถามตอ่ ไปนี้
1.1 ในภาวะยับยั้งการยกตัวของทั้งก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่มตัว
อุณหภมู อิ ากาศโดยรอบในแต่ละระดับความสงู มีค่าเปน็ อย่างไรเม่ือเทียบกับอุณหภมู ิก้อนอากาศแห้งและ
อุณหภูมิก้อนอากาศอิ่มตัวที่ระดับความสูงเดียวกัน ( แนวการตอบ อุณหภูมิอากาศโดยรอบมีค่าสูงกว่า
อุณหภูมขิ องก้อนอากาศแหง้ และอณุ หภูมขิ องกอ้ นของอากาศอม่ิ ตัวท่ีระดับความสงู เดียวกนั )
1.2 ในภาวะส่งเสริมการยกตัวของทั้งก้อนอากาศแห้งและก้อนอากาศอิ่มตัว
อุณหภูมิอากาศโดยรอบในแตล่ ะระดับความสูงมีค่าเป็นอย่างไรเมือ่ เทียบกับอุณหภูมขิ องกอ้ นอากาศแห้ง
และอณุ หภมู ิของก้อนอากาศอิ่มตัวทร่ี ะดบั ความสูงเดยี วกนั ( แนวการตอบ อุณหภูมอิ ากาศโดยรอบมคี า่ ต่ำ
กว่าอุณหภมู ขิ องก้อนอากาศแห้งและอุณหภูมิของก้อนอากาศอ่ิมตัวทร่ี ะดับความสูงเดียวกนั )
2. ครอู าจใช้สือ่ Power point เร่อื ง เสถยี รภาพของอากาศแบบต่างๆอธิบายนกั เรยี น
3. ครูแนะนำให้นกั เรยี นศึกษาเวบ็ ไซดท์ น่ี า่ สนใจเกี่ยวกบั เร่ืองเสถียรภาพของอากาศแบบ
ต่างๆเช่น
- https://www.youtube.com/watch?v=lGh2lHZmx6g
- https://sites.google.com/a/lesa.biz/www/earth/atmosphere/air-stability
4. ครูแนะนำใหน้ กั เรียนเข้าดวู ดี ิทศั น์ ระดบั ช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย เรอื่ ง เสถยี รภาพ
ของอากาศแบบต่างๆ
ขัน้ ที่ 5 ข้ันประเมนิ (Evaluation Phase)
1. การอธบิ ายเสถยี รภาพของอากาศแบบตา่ งๆ
2. การปฏบิ ตั ิกจิ กรรมท่ี 10.2 ก้อนอากาศยกตวั ได้หรอื ไม่
3. การทำแบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 10 การเกดิ เมฆ
4. การตอบคำถามของนักเรยี นภายในชน้ั เรียน
7. สอ่ื การเรยี นรู้ / แหล่งเรียนรู้
7.1 สือ่ Power point เรื่อง เสถียรภาพของอากาศแบบต่างๆ
7.2 หนังสอื เรียนรายวชิ าเพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตรโ์ ลก ดาราศาสตร์ และอวกาศช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 5
เลม่ 4
7.3 วดี ทิ ัศน์ใน QR ประจำบท
7.4 ข้อมลู เก่ยี วกบั ความชืน้ สัมพทั ธ์ http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/humidity
8. การวดั และการประเมิน
เป้าหมาย วธิ ีการ เครือ่ งมือ เกณฑก์ าร
ประเมนิ
ด้านความรู้ (K)
- น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ - การตอบคำถามในช้ัน - แบบประเมินการตอบ ผา่ นเกณฑ์
ระดับคุณภาพ
อธิบายเสถียรภาพของ เรยี น คำถาม
2
อากาศแบบต่างๆได้
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ ผ่านเกณฑ์
(P) ระดับคุณภาพ
- น ัก เร ียนสามารถ - ส ั ง เ ก ต ก า ร ป ฏ ิ บ ั ติ - แบบประเมินการทำงาน
ปฏิบัติกิจกรรมที่ 10.2 กิจกรรมที่ 10.2 ก้อน กลมุ่ 2
ก้อนอากาศยกตวั ได้หรือ อากาศยกตัวไดห้ รอื ไม่
ไม่ได้ ผา่ นเกณฑ์
ระดบั คุณภาพ
ดา้ นเจตคติ (A)
- นักเรียนเก็บอุปกรณ์ - สังเกตพฤติกรรมในชั้น - แบบสังเกตพฤตกิ รรม 2
เ ข ้ า ท ี ่ เ ม ื ่ อ ใ ช ้ ง า น เรียน
เรยี บร้อย
รายวิชา ว30214 แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 5
ชื่อวชิ า โลก ดาราศาสตร์ 4 กลุม่ สาระ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรียน ราชประชานเุ คราะห์ 24 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563
หนว่ ยที่ 1 เร่ือง การเกิดเมฆ เวลา 2 ชม./คาบ.
แผนการสอนเรื่อง ความสัมพันธร์ ะหว่างเสถียรภาพอากาศและการเกดิ เมฆ ผสู้ อน ครทู พิ ย์สุดา หอมนาน
วันที่สอน : วันที่.........เดอื น...............................พ.ศ............
1. ผลการเรยี นรู้
อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหว่างเสถยี รภาพอากาศและการเกดิ เมฆ
2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
เมอื่ กลุ่มอากาศยกตวั ปริมาตรจะเพิม่ ข้ึนและอณุ หภมู ิลดตำ่ ลง ถา้ กลุ่มอากาศมอี ณุ หภูมติ ่ำกวา่ สภาวะ
แวดล้อม มันจะจมตัวกลบั สู่ทเ่ี ดมิ เนอ่ื งจากมคี วามหนาแนน่ มากกว่าอากาศโดยรอบ เม่ือกลุ่มอากาศยกตัวสูง
จนเหนือระดับควบแน่น จะเกิดเมฆในแนวราบและไม่สามารถยกตัวต่อไปได้อีก เราเรียกสภาวะเช่นนี้
วา่ “อากาศมีเสถียรภาพ” (Stable air) ซึ่งมกั เกิดข้นึ ในช่วงเวลาทมี่ อี ุณหภูมิตำ่ เช่น เวลาเช้า
แต่ในวันท่ีมีอากาศรอ้ น กล่มุ อากาศจะยกตวั ข้นึ อยา่ งรวดเร็ว แม้จะมคี วามสูงเหนือระดับควบแน่นข้ึน
ไปแล้วก็ตาม กลุ่มอากาศก็ยังมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบ จึงลอยตัวสูงขึ้นไปอีก ทำให้เกิดเมฆก่อตัวใน
แนวตั้ง เช่น เมฆคิวมูลสั และเมฆคิวมูโลนมิ บัส เราเรียกสภาวะเช่นน้ีว่า “อากาศไมม่ ีเสถียรภาพ” (Unstable
air) อากาศไมม่ ีเสถียรภาพมักเกิดขน้ึ ในช่วงเวลาทม่ี ีอุณหภูมิสงู เช่น เวลาบา่ ยของฤดูรอ้ น
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
3.1 ด้านความรู้ (K) : นกั เรียนสามารถอธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหว่างเสถยี รภาพอากาศและการ
เกดิ เมฆได้
3.2 ด้านกระบวนการ (P) : นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมที่ 10.2 ก้อนอากาศยกตัวได้หรือ
ไม่ได้
3.3 ด้านเจตคติ (A) : นักเรยี นมคี วามใฝ่รแู้ ละมีวินยั ในการเรียน
4. คุณลักษณะผเู้ รยี น
4.1 คุณลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์
- ซื่อสัตยส์ ุจรติ
- ม่งุ มั่นในการทำงาน
- มวี นิ ัย
- ใฝ่เรยี นรู้
5. สาระการเรียนรู้
เสถียรภาพของอากาศ
ภาพที 1 เสถยี รภาพของอากาศ
เม่ือกลุ่มอากาศยกตัว มันจะขยายตวั และมอี ณุ หภูมิลดต่ำลง ถา้ กลมุ่ อากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่าสภาวะ
แวดล้อม มันจะจมตัวกลับสู่ที่เดิม เนื่องจากมีความหนาแน่นกว่าอากาศโดยรอบ เราเรียกสภาวะเช่นนี้ว่า
“อากาศมีเสถียรภาพ” (Stable air) ถ้ากลุ่มอากาศยกตัวสูงจนเหนือระดับควบแน่นก็จะเกิดเมฆในแนวราบ
และไม่สามารถยกตัวต่อไปได้อีก อากาศมีเสถียรภาพมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีอุณหภูมิต่ำ เช่น เวลาเช้า ใน
วันทีม่ อี ากาศรอ้ น กลุ่มอากาศจะยกตวั ขน้ึ อย่างรวดเรว็ แม้จะมีความสูงเลยระดับควบแนน่ ไปแล้วก็ตาม แต่ก็
ยังมอี ณุ หภมู สิ งู กว่าอากาศโดยรอบ จึงลอยตัวสงู ขึ้นไปอีก ทำใหเ้ กดิ เมฆกอ่ ตัวในแนวตั้ง เชน่ เมฆคิวมูลัส เมฆ
คิวมูโลนิมบัส เราเรียกสภาวะเช่นนี้ว่า “อากาศไม่มีเสถียรภาพ” (Unstable air) อากาศไม่มีเสถียรภาพมัก
เกดิ ขึ้นในช่วงเวลาทม่ี อี ุณหภมู สิ งู เช่น เวลาบา่ ยของฤดรู อ้ น
หมายเหตุ: การที่เราเห็นฐานของเมฆแบนเรียบเป็นระดับเดียวกันนั้น เป็นเพราะเมื่อกลุ่มอากาศ
(กอ้ นเมฆ) จมตวั ลงต่ำกวา่ ระดับควบแนน่ อากาศด้านลา่ งมีอณุ หภูมสิ ูงกวา่ จุดน้ำค้าง และยังไม่อ่มิ ตัว ละออง
น้ำที่หล่นลงมาจงึ ระเหยเปลี่ยนในสถานะเป็นก๊าซ (ไอน้ำ) เราจึงมองไม่เห็น ซึ่งอาจกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า ฐาน
ของเมฆถูกตัดด้วยความร้อน ความชื้นสัมพัทธ์ในก้อนเมฆเท่ากับ 100% จึงเกิดการควบแน่น แต่ความชื้น
สัมพทั ธ์ใต้ฐานเมฆยงั ไมถ่ ึง 100% จึงไมม่ กี ารควบแน่น
6. กิจกรรมการเรียนรู้
รปู แบบการสอนทใี่ ช้ : รูปแบบการสอน 5E (Inquiry)
ขน้ั ท่ี 1 ขนั้ สร้างความสนใจ (Engagement Phase)
1. ครทู บทวนความรเู้ ดิมของนักเรยี นทไ่ี ด้เรยี นมาในเรอ่ื งท่แี ล้วดงั น้ี
1.1 การหมุนเวียนของน้ำในมหาสมุทรกับการหมุนเวียนของน้ำในบริเวณแหล่งน้ำ
จดื มีความเหมือนหรอื มคี วามแตกต่างกันอย่างไร
( แนวการตอบ การหมุนเวยี นของแหล่งน้ำทัง้ 2 แห่งดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้มีความ
แตกต่างกนั อยา่ งแนน่ อน เนอ่ื งจากบรเิ วณทั้ง 2 บริเวณนั้นมีความแตกต่างกันในเรอื่ งของปัจจัยท่ีมีผลต่อการ
หมนุ เวียนของกระแสนำ้ กลา่ วคอื บริเวณแหล่งนำ้ จดื นัน้ จะมกี ารหมนุ เวียนของน้ำซึ่งเป็นไปได้คือการท่มี แี หล่ง
น้ำหรือมวลน้ำจากที่อื่นเข้ามาแทนที่ จากกรณีที่เกิดน้ำป่า การไหลของมวลน้ำลงสู่พื้นที่ที่ต่ำกว่า หรือการ
เคลื่อนที่ของมวลน้ำโดยกระแสลม เป็นต้น แตใ่ นกรณบี รเิ วณแหล่งนำ้ จืดนัน้ มีหลายปัจจยั ท่ีมีผลเข้ามาในการ
หมุนเวียนของแหล่งน้ำ กล่าวคือ ความร้อนซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำบรเิ วณมหาสมุทรอัน
กว้างใหญ่ไพศาลส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำจากบริเวณที่น้ำมีอุณหภูมิต่ำเคลื่อนที่ไปแ ทนที่น้ำที่มี
อุณหภูมิสูง และอีกปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่งคือ ความเค็มของน้ำทะเล ความเค็มดังกล่าวนั้นเป็นผลทำให้นำ้
บริเวณทีม่ ีความเคม็ น้อยกว่าเข้าไปแทนที่น้ำทมี่ ีความเค็มมากกว่า เหตุการณด์ งั กล่าวจึงสง่ ผลใหก้ ารหมุนเวียน
ของนำ้ ท้ัง 2 บริเวณน้นั มีความแตกต่างกัน )
1.2 ปัจจัยที่มีผลต่อการหมุนเวียนของน้ำในมหาสมุทรมีอะไรบ้าง (ครูถามนักเรียน
โดยวิธกี ารสุ่มนกั เรยี นตามเลขท่ี )
( แนวการตอบ ปัจจัยที่มีผลต่อการหมุนเวียนของน้ำได้แก่ กระแสลม อุณหภูมิ
ความรอ้ นจากดวงอาทิตย์ ความเค็มของน้ำทะเล การหมนุ รอบตวั เองของโลก )
2. ครนู ำนกั เรยี นเขา้ สู่การเรยี นรู้ในเรอ่ื งตอ่ ไป โดยครูเปิดประเด็นคำถามว่า ในแต่ละช่วงวัน
นักเรียนคดิ ว่าอณุ หภมู ขิ องอากาศนนั้ มีการเปลีย่ นแปลงหรอื ไม่ และถา้ ตลอดท้งั เดอื นนักเรยี นคิดวา่ อุณหภูมิแต่
ละวนั จะเหมอื นกนั หรอื แตกต่างกนั
( แนวการตอบ ในแต่ละช่วงวันนั้นอุณหภูมิอากาศจะมีการเปลี่ยนแปลงไปไม่คงท่ี
เน่อื งด้วยเกี่ยวกบั การไดร้ ับความรอ้ นจากดวงอาทิตย์และปจั จยั อ่ืนๆ เชน่ ลม เมฆ เป็นตน้ และในเม่อื แตล่ ะวัน
นน้ั ยังมีความแตกตา่ งกนั ในเรอื่ งอณุ หภูมิกแ็ สดงให้เห็นวา่ ในแต่ละเดือนนนั้ ก็ย่อมแตกตา่ งกันอย่างแน่นอน )
3. ครูกล่าวนำกับนักเรียนว่า เมฆเกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการเรียนรู้และให้
นักเรียนนั้น มีความคิดในเรื่องดังกล่าว โดยที่ครูไม่บอกคำตอบแก่นักเรียนและยังบอกนักเรียนต่อไปว่า
เสถยี รภาพของอากาศน้นั มีความสมั พันธก์ ับเมฆหรอื ไม่
ขนั้ ที่ 2 ขน้ั สำรวจและคน้ หา (Exploration Phase)
1. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 9 กลุ่มเท่าๆกันตามที่จัดไว้แล้ว จากนั้นครูให้นักเรียน
ร่วมกันศึกษาบทเรียนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพอากาศและการเกิดเมฆ ซึ่งให้ศึกษาจากแหล่ง
เรียนร้จู ากอนิ เทอรเ์ นต็ โดยครูมีแหลง่ เรยี นร้ใู หเ้ ปน็ QR cord ให้นกั เรียนได้ศึกษาเข้าใจ
QR cord เรือ่ ง ความสัมพนั ธ์ระหว่างเสถยี รภาพอากาศและการเกดิ เมฆ
2. จากนั้นครูให้นักเรียนวาดแผนภาพความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพอากาศและการเกดิ
เมฆโดยให้นักเรียนทำลงในสมุดของนักเรียน ซง่ึ ใหน้ ักเรียนช่วยเหลอื กนั และปรกึ ษากนั ในกลุ่ม
3. เมื่อนักเรียนดำเนินการในการวาดแผนภาพความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพอากาศและ
การเกิดเมฆเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูให้นกั เรียนนั้นออกมานำเสนอผลงาน โดยวธิ กี ารสมุ่ ออกมาจำนวน 10 คน
โดยใชก้ ารนำขวดเปล่าสง่ ตอ่ กนั ไปแล้วครูเปิดเพลง เม่อื เพลงนัน้ หยุดท่ีใครบุคคลคนน้นั ก็ต้องออกมานำเสนอ
ผลงานของตนเอง
ขัน้ ท่ี 3 ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation Phase)
1. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันสรุปประเด็นดงั นี้ เมื่อพื้นผิวโลกได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์
ทำให้อากาศซึ่งอยู่บนพื้นผิวมีอณุ หภมู ิสูงขึน้ และลอยตวั สูงขึ้น เมื่อกลุ่มอากาศร้อนยกตัว ปริมาตรจะเพิ่มขึ้น
เนื่องจากความกดอากาศน้อยลง มีผลทำให้อุณหภูมิลดลงด้วยอัตรา 10°C ต่อ 1,000 เมตร จนกระทั่งกลุ่ม
อากาศมอี ุณหภูมิเท่ากับสิ่งแวดล้อมก็จะหยดุ ลอยตัว และเมอ่ื กลมุ่ อากาศมีอุณหภมู ิต่ำกวา่ ส่ิงแวดล้อมก็จะจม
ตัวลงและมปี รมิ าตรลดลง เนอ่ื งจากความกดอากาศที่เพิม่ ข้นึ และสง่ ผลทำให้อณุ หภมู ิสูงขนึ้ ดว้ ย ดังภาพที่ 2
ภาพที่ 2 เสถยี รภาพของอากาศ
เมือ่ กลมุ่ อากาศยกตวั ถึงระดบั การควบแนน่ อากาศจะอ่มิ ตวั ดว้ ยไอน้ำ เนือ่ งจากอุณหภมู ิลดต่ำจนถึง
จุดน้ำค้าง หากอุณหภมู ิยังคงลดต่ำไปอีก ไอน้ำในอากาศจะควบแน่นเปลีย่ นสถานะเปน็ หยดน้ำขนาดเลก็
(ซ่งึ กค็ อื เมฆทีเ่ รามองเหน็ ) และคายความร้อนแฝงออกมา ทำให้อตั ราการลดลงของอุณหภูมิเหลอื 5°C ต่อ
1,000 เมตร ดงั ภาพท่ี 3
ภาพที่ 3 การควบแนน่ เนือ่ งจากการยกตวั ของอากาศ
จะเหน็ ไดว้ า่ เมฆ” เกดิ ขึ้นไดก้ ต็ อ่ เมอื่ มกี ารยกตัวของอากาศเท่านน้ั กลไกที่ทำให้เกิดการยกตัวของ
อากาศในแนวดงิ่ มี 4 กระบวนการ ดงั นี้
▪ สภาพภูมิประเทศ: เมื่อกระแสลมปะทะภูเขา อากาศถกู บังคับให้ลอยสงู ขนึ้ จนถงึ ระดบั ควบแน่นก็
จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ดังจะเหน็ ไดว้ ่า บนยอดเขาสงู มักมเี มฆปกคลุมอยู่ บริเวณยอดเขาจงึ มคี วาม
ชุ่มชื้นและอุดมไปด้วยป่าไม้ กระแสลมพัดผา่ นข้ามยอดเขาเป็นอากาศแห้งทีส่ ูญเสียไอน้ำ จะจม
ตวั ลงและมอี ณุ หภูมิสงู ข้ึน ภูมิอากาศบรเิ วณหลังภเู ขาจงึ เป็นเขตท่ีแหง้ แลง้ เรยี กวา่ “เขตเงาฝน”
(Rain shadow)
ภาพที่ 4 อากาศยกตวั เนอ่ื งจากสภาพภูมปิ ระเทศ
▪ แนวปะทะ: อากาศร้อนมีความหนาแน่นต่ำกว่าอากาศเย็น เมื่ออากาศร้อนปะทะกับอากาศเยน็
อากาศร้อนจะยกตวั ข้นึ และอณุ หภมู ิลดตำ่ ลงจนถึงระดับควบแนน่ ทำใหเ้ กิดเมฆและฝน ดงั ที่เรา
มักจะได้ยินข่าวพยากรณ์อากาศว่า ลิ่มความกดอากาศสูง (อากาศเย็น) ปะทะกับหย่อมความกด
อากาศตำ่ (อากาศร้อน) ทำให้เกิดพายฝุ น
ภาพที่ 5 อากาศยกตัวเนื่องจากแนวปะทะอากาศ
▪ อากาศบีบตัว: เมื่อกระแสลมพัดมาปะทะกัน อากาศจะยกตัวขึ้น ทำให้อุณหภมู ิลดต่ำลงจนเกิด
อากาศอม่ิ ตวั ไอน้ำในอากาศควบแนน่ เปน็ หยดน้ำในกอ้ นเมฆ
ภาพที่ 6 อากาศยกตัวเนอื่ งจากอากาศบบี ตวั
▪ การพาความร้อน: พื้นผิวของโลกมีความแตกต่างกัน จึงมีการดูดกลืนและคายความร้อนไม่
เท่ากัน ซึ่งมีผลทำให้กลุ่มอากาศที่ลอยอยู่เหนอื บริเวณ มีอุณหภูมิแตกต่างกันไปดว้ ย โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน (ตัวอย่างเช่น กลุม่ อากาศท่ีลอยอยูเ่ หนือพื้นคอนกรีตจะมีอุณหภูมสิ ูงกวา่
กล่มุ อากาศทล่ี อยอยเู่ หนือพ้นื หญ้า) กลุ่มอากาศทีม่ อี ณุ หภูมสิ ูงมคี วามหนาแนน่ น้อยกวา่ อากาศใน
บริเวณโดยรอบจึงลอยตัวสูงขึ้น ดังจะสังเกตเห็นว่า ในวันที่มีอากาศร้อน นกเหยี่ยวสามารถ
ลอยตวั อยูเ่ ฉยๆ โดยไมต่ อ้ งขยับปีกเลย
ภาพท่ี 7 อากาศยกตวั เน่ืองจากการพาความร้อน
เมื่อกลุ่มอากาศยกตัว ปริมาตรจะเพิ่มขึ้นและอุณหภูมิลดต่ำลง ถ้ากลุ่มอากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่า
สภาวะแวดล้อม มันจะจมตัวกลับสู่ที่เดิม เนื่องจากมีความหนาแน่นมากกว่าอากาศโดยรอบ เมื่อกลุ่ม
อากาศยกตัวสูงจนเหนือระดับควบแน่น จะเกิดเมฆในแนวราบและไม่สามารถยกตัวตอ่ ไปได้อีก เราเรียก
สภาวะเช่นนี้ว่า “อากาศมีเสถียรภาพ” (Stable air) ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีอุณหภูมิต่ำ เช่น เวลา
เชา้
แต่ในวนั ท่ีมีอากาศร้อน กลุ่มอากาศจะยกตวั ขน้ึ อย่างรวดเร็ว แมจ้ ะมคี วามสูงเหนือระดับควบแน่น
ขนึ้ ไปแลว้ ก็ตาม กลมุ่ อากาศก็ยังมอี ุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบ จึงลอยตัวสงู ขน้ึ ไปอีก ทำให้เกิดเมฆก่อ
ตัวในแนวตั้ง เช่น เมฆคิวมูลัสและเมฆคิวมูโลนิมบัส เราเรียกสภาวะเช่นนี้ว่า “อากาศไม่มีเสถียรภาพ”
(Unstable air) อากาศไมม่ เี สถียรภาพมกั เกดิ ขน้ึ ในช่วงเวลาท่ีมีอุณหภูมสิ ูง เชน่ เวลาบา่ ยของฤดรู ้อน
ภาพท่ี 8 เสถียรภาพของอากาศ
ซ่งึ ภาพที่ 8 นี้เป็นแผนภาพทน่ี กั เรยี นไดว้ าดลงในสมดุ ของนกั เรยี น
2. ครคู อยกระตุ้นใหน้ กั เรยี นทุกคนมีสว่ นร่วมในการตอบคำถาม เพอ่ื ตรวจสอบความรู้ ความ
เข้าใจของนกั เรยี นโดยครูจะเดนิ ไปถามนกั เรยี นในแตล่ ะกลุ่ม
3. ครูอธิบายเพมิ่ เติมในส่วนท่ีบกพร่องของประเดน็ คำตอบ และเปิดโอกาสให้นกั เรียนแต่ละ
กลุ่มต้ังประเด็นคำถาม กลุ่มละ 1 ประเด็น เพอื่ ใหค้ รูชว่ ยอธบิ ายข้อสงสัย
ขน้ั ที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration Phase)
1. ครูใช้สื่อ Power point เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพอากาศและการเกิดเมฆ
อธบิ ายเพม่ิ เตมิ แก่นักเรียน
2. ครูแนะนำให้นักเรียนศึกษาเว็บไซต์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง
เสถยี รภาพอากาศและการเกิดเมฆ เชน่
- http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/air_moisture/air_moisture.html.
- https://www.youtube.com/watch?v=lGh2lHZmx6g.
3. ครูแนะนำให้นักเรียนเข้าดูวีดิทัศน์แนะนำการใช้สื่อและอุปกรณ์วิชาวิทยาศาสตร์
ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย เร่ือง ความสมั พนั ธร์ ะหว่างเสถยี รภาพอากาศและการเกดิ เมฆ
4. ครูใหน้ กั เรียนดสู ารคดีเพิม่ เติมเรื่องเสถยี รภาพของอากาศ
ภาพท่ี 9 ส่ือออนไลน์เกยี่ วกบั เสถยี รภาพของอากาศ
ขั้นท่ี 5 ขนั้ ประเมิน (Evaluation Phase)
1. การอธบิ ายความสัมพนั ธร์ ะหว่างเสถยี รภาพอากาศและการเกิดเมฆ
2. การทำแบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 10 การเกดิ เมฆ
3. การตอบคำถามของนกั เรยี นภายในชนั้ เรียน
4. ตรวจการวาดแผนภาพความสมั พันธร์ ะหว่างเสถียรภาพอากาศและการเกดิ เมฆ
7. ส่ือการเรียนรู้ / แหลง่ เรียนรู้
7.1 ส่อื Power point เรอื่ ง ความสมั พันธ์ระหวา่ งเสถียรภาพอากาศและการเกดิ เมฆ
7.2 สอ่ื ออนไลนท์ ี่ได้จากการสืบค้น
7.3 หนังสือเรียนรายวิชาเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตรโ์ ลก ดาราศาสตร์ และอวกาศชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
เลม่ 4
7.4 วดี ทิ ัศน์ใน QR ประจำบท
8. การวดั และการประเมิน
เปา้ หมาย วธิ ีการ เครือ่ งมือ เกณฑ์การ
ประเมิน
ด้านความรู้ (K) - แบบประเมินการตอบ ผา่ นเกณฑ์
- น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ - การตอบคำถาม คำถาม ระดบั คุณภาพ
อธิบายความสัมพันธ์
ระหว่างเสถียรภาพ 2
อากาศและการเกิดเมฆ
ได้ - แบบประเมินผลการทำใบ ผา่ นเกณฑ์
ด้านทกั ษะกระบวนการ งาน/ชน้ิ งาน/สมุดรายบุคคล ระดับคณุ ภาพ
(P)
- นักเรียนสามารถวาด - การตรวจสมดุ นกั เรียน 2
แผนภาพความสัมพันธ์
ระหว่างเสถียรภาพ - แบบประเมินผลการทำใบ ผา่ นเกณฑ์
อากาศและการเกิดเมฆ งาน/ชน้ิ งาน/สมุดรายบุคคล ระดับคุณภาพ
ได้
ดา้ นเจตคติ (A) 2
- นักเรียนมีความใฝ่รู้ - การตรวจงานนักเรียน
และมีวนิ ัยในการเรยี น
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 6
รายวชิ า ว30214 ชอ่ื วชิ า โลก ดาราศาสตร์ 4 กล่มุ สาระ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ 24 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
หน่วยที่ 1 เร่ือง การเกดิ เมฆ เวลา 2 ชม./คาบ.
แผนการสอนเร่อื ง กระบวนการเกิดเมฆ ผู้สอน ครทู พิ ยส์ ดุ า หอมนาน
วนั ที่สอน : วนั ท.่ี ........เดอื น...............................พ.ศ............
1. ผลการเรยี นรู้
อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหว่างเสถียรภาพอากาศและการเกิดเมฆ
2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
เมฆ เกิดจากการรวมตัวหรือเกาะกลุ่มของไอน้ำในที่สุดก็จะเกิดการควบแน่นและตกลงมาเป็นฝน
ละอองนำ้ และเกลด็ น้ำแข็งทร่ี วมตวั กันเป็นกลมุ่ กอ้ นลอยตัวอยใู่ นช้ันบรรยากาศ ทีเ่ ราสามารถมองเหน็ ได้ ไอน้ำ
ที่ควบแน่นเป็นละอองน้ำ (โดยปกติแล้วจะมีขนาด 0.01 ม.ม.) หรือ เป็นเกล็ดน้ำแข็ง ซึ่งเมื่อเกาะตัวกันเปน็
กลุ่มจะเห็นเป็นก้อนเมฆ ก้อนเมฆนี้สะท้อนคลื่นแสงในแต่ละความยาวคลื่นในช่วงทีต่ ามองเห็นได้ ในระดับท่ี
เทา่ ๆ กนั จึงทำให้เรามองเห็นกอ้ นเมฆนน้ั เป็นสีขาว แตก่ ็สามารถมองเห็นเป็นสีเทาหรือสีดำ ถ้าหากเมฆน้ันมี
ความหนาแน่นสงู มากจนแสงผา่ นไม่ได้
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K) : นกั เรยี นสามารถอธบิ ายกระบวนการเกิดเมฆได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P) : นกั เรยี นสามารถเขยี นกระบวนการเกดิ เมฆได้
3.3 ด้านเจตคติ (A) : นกั เรียนมีความใฝร่ ู้และมีวินยั ในการเรยี น
4. คณุ ลักษณะผูเ้ รียน
4.1 คุณลักษณะทีพ่ งึ ประสงค์
- ซื่อสัตยส์ จุ ริต
- ม่งุ มัน่ ในการทำงาน
- มีวนิ ยั
- ใฝ่เรยี นรู้
5. สาระการเรยี นรู้
……….“เมฆ” เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการยกตัวของอากาศเท่านั้น กลไกที่ทำให้เกิดการเคลื่อนตัว
ของอากาศในแนวดิ่งเช่นนี้ มี 4 กระบวนการ ดังน้ี
1. สภาพภูมิประเทศ ( terrain ).เมื่อกระแสลมปะทะภูเขา อากาศถูกบังคับให้ลอย
สูงข้ึน (เนอ่ื งจากไมม่ ที างออกทางอนื่ ) จนถึงระดบั ควบแน่นกจ็ ะกล่นั ตวั เปน็ หยดนำ้ ดังเราจะเหน็ ไดว้ า่ บน
ยอดเขาสูงมักมีเมฆปกคลุมอยู่ ทำให้บรเิ วณยอดเขามีความชมุ่ ชืน้ และอุดมไปด้วยป่าไม้ และเมื่อกระแสลม
พัดผ่านยอดเขาไป อากาศแห้งที่สูญเสียไอน้ำไป จะจมตัวลงจนมีอุณหภูมิสูงขึ้น ภูมิอากาศบริเวณหลัง
ภูเขาจึงเปน็ เขตที่แห้งแลง้ เรียกวา่ “เขตเงาฝน” (Rain shadow)
ภาพที่ 1 เมฆ จากสภาพภูมิประเทศ
………. 2. การเกิดเมฆจากแนวปะทะของอากาศ ( coldfront/warmfront ) อากาศร้อนมี
ความหนาแน่นต่ำกว่าอากาศเย็น เมื่ออากาศร้อนปะทะกบั อากาศเยน็ อากาศรอ้ นจะเสยขึน้ และอุณหภูมิ
ลดต่ำลงจนถึงระดบั ควบแน่นทำให้เกิดเมฆและฝน ดงั เราจะเคยได้ยนิ ข่าวพยากรณอ์ ากาศทวี่ ่าลิม่ ความกด
อากาศสูง (อากาศเย็น) ปะทะกบั ลมิ่ ความกดอากาศต่ำ (อากาศรอ้ น) ทำใหเ้ กดิ พายุฝน
ภาพท่ี 2 เมฆ จากแนวปะทะของอากาศ
………. 3. เมฆจากอากาศบีบตัว ( convergence ) เมื่อกระแสลมพัดมาปะทะกันอากาศจะ
ยกตวั ข้ึน ทำให้อุณหภมู ิลดต่ำลงจนเกิดอากาศอม่ิ ตวั ไอน้ำในอากาศควบแน่นเป็นหยดนำ้ กลายเป็นเมฆ
ภาพท่ี 3 เมฆ จากอากาศบบี ตวั
………. 4. เมฆจากการพาความร้อน ( thermal ) พื้นผิวของโลกมีความแตกต่างกันจึงมีการ
ดูดกลืนและคายความร้อนไม่เท่ากัน จึงมีผลทำให้กลุ่มอากาศที่ลอยอยู่เหนือมันมอี ุณหภูมแิ ตกต่างกันไป
ดว้ ยโดยเฉพาะอย่างย่ิงในชว่ งฤดูรอ้ น (ตัวอย่างเช่นกลุ่มอากาศท่ีลอยอย่เู หนือพื้นคอนกรีตจะมีอุณหภูมิสูง
กว่ากลุ่มอากาศที่ลอยอยู่เหนือพื้นหญ้า) กลุ่มอากาศที่มีอุณหภูมิสูงมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศใน
บริเวณโดยรอบจงึ ลอยตัวสูงขึ้น ดังเราจะเห็นว่า ในวันที่มีอากาศร้อน นกเหยี่ยวสามารถลอยตัวอย่เู ฉยๆ
โดยไมต่ อ้ งขยับปกี เลย
ภาพท่ี 4 เมฆ จากการพาความรอ้ น
ที่มา : http://www.thaiglider.com/th/story/29-cloud.html
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
รปู แบบการสอนทีใ่ ช้ : รปู แบบการสอน 5E (Inquiry)
ข้นั ที่ 1 ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement Phase)
1. ครูนำเข้าส่บู ทเรียนโดยทบทวนความรู้พ้ืนฐานเก่ียวกับเสถียรภาพอากาศท้งั 4 กรณี
2. จากนนั้ ครูให้นกั เรียนอภิปรายตามความคิดของตนเองว่า เมฆทีม่ รี ูปร่างเป็นก้อนและเป็น
แผ่นจะเกิดภายใต้เสถียรภาพอากาศแบบใดไดบ้ ้างครูให้นักเรยี นศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเมฆกอ้ นจาก
หนังสือเรียนหน้า 15 - 16 จากน้ันครูนำอภปิ รายโดยใชต้ ัวอย่างคำถามดังนี้
2.1 ในการเกิดเมฆก้อน ก้อนอากาศจะต้องมีการเคลื่อนที่อย่างไร เพราะเหตุใดจงึ
เป็นเช่นนนั้
( แนวการตอบ ก้อนอากาศต้องยกตัวขนึ้ ได้อย่างต่อเนอื่ ง ทำให้ไอนำ้ ควบแนน่ เปน็ ละอองน้ำและพฒั นาตัวเป็น
กลมุ่ กอ้ นของละอองน้ำทม่ี ขี นาดใหญ่ขน้ึ และลอยสูงขน้ึ ไปบนท้องฟ้าเกดิ เปน็ เมฆทมี่ ลี กั ษณะเปน็ ก้อน )
2.2 เมฆก้อนเกดิ ขึ้นได้ในภาวะใดบา้ ง ( แนวการตอบ ภาวะไมท่ รงตัวสัมบูรณ์ และ
ภาวะไม่ทรงตวั อยา่ งมเี งื่อนไขคำถามอภปิ รายกระบวนการเกดิ เมฆก้อนในภาวะไม่ทรงตัวสมั บรู ณ์ )
2.3 ภาวะไมท่ รงตัวสัมบรู ณ์สง่ ผลใหเ้ กิดเมฆก้อนได้อย่างไร ( แนวการตอบ เมือ่ ก้อน
อากาศถกู กระตุ้นให้ยกตัว กอ้ นอากาศจะมีอุณหภมู ิสงู กว่าอากาศโดยรอบที่อยู่ในระดับความสูงเดียวกันเสมอ
ทำใหก้ ้อนอากาศยกตวั ขึน้ ได้อย่างตอ่ เน่ืองจึงเกดิ เป็นเมฆกอ้ น )
2.4 จากรูป 10.10 เมื่อก้อนอากาศถูกกลไกกระตุ้นให้ยกตัวสูงขึ้น ก้อนอากาศมี
อุณหภูมิแตกต่างจากอากาศโดยรอบที่ระดับความสูงเดียวกันอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ( แนวการ
ตอบ ก้อนอากาศมีอุณหภมู ิสูงกวา่ อากาศโดยรอบที่ระดับความสูงเดียวกันเสมอเนื่องจากอุณหภูมิของอากาศ
โดยรอบลดลงด้วยอัตราที่มากกวา่ กอ้ นอากาศ )
2.5 จากรูป 10.10 หลังจากที่ก้อนอากาศถูกกลไกกระตุ้นให้ยกตวั การเคลื่อนของ
กอ้ นอากาศเป็นอยา่ งไร และสอดคล้องกับรปู รา่ งของเมฆท่ีปรากฏในรูปอย่างไร ( แนวการตอบ ก้อนอากาศจะ
ยกตัวข้นึ ได้เองอย่างต่อเนอื่ ง ซึง่ ทำให้เกิดเมฆทม่ี รี ปู ร่างเป็นก้อนสอดคล้องรปู รา่ งของเมฆท่ีปรากฏในรปู )
3. ครูตั้งคำถามอภิปรายกระบวนการเกิดเมฆก้อนในภาวะไมท่ รงตัวอย่างมีเง่ือนไข โดยการ
ใช้คำถามดังต่อไปนี้
3.1 เงื่อนไขใดท่ีจำเป็นต่อการเกดิ เมฆก้อนในภาวะไม่ทรงตวั อย่างมเี งื่อนไข ( แนว
การตอบ จำเป็นต้องมีกลไกช่วยให้กอ้ นอากาศยกตัวจนกระทัง่ อุณหภมู ขิ องก้อนอากาศของอุณหภมู ขิ องก้อน
อากาศสงู กว่าอณุ หภมู อิ ากาศโดยรอบ )
3.2 จากรปู 10.11 ในชว่ งความสงู ใดที่ก้อนอากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศโดยรอบ
และในช่วงความสูงน้ี ก้อนอากาศยกตวั ขนึ้ ได้อยา่ งไร ( แนวการตอบ ชว่ งความสงู ต้งั แตพ่ ้ืนโลกจนถึงประมาณ
1.4 กโิ ลเมตร และในชว่ งความสงู นม้ี ีกลไกช่วยใหก้ อ้ นอากาศยกตัว )
3.3 จากรปู 10.11 ทค่ี วามสูงมากกวา่ 1.4 กิโลเมตร ก้อนอากาศมีอณุ หภูมิแตกต่าง
จากอากาศโดยรอบที่ระดับความสูงเดียวกันอย่างไร และส่งผลต่อรูปร่างของเมฆที่เกิดขึน้ อย่างไร ( แนวการ
ตอบ กอ้ นอากาศมอี ณุ หภูมสิ ูงกว่าอากาศโดยรอบท่ีระดับความสงู เดยี วกนั สง่ ผลใหก้ ้อนอากาศยกตัวสูงขึ้นได้
อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง จึงเกดิ เมฆท่ีมีรปู ร่างเปน็ กอ้ น )
4. ครูตรวจสอบความเข้าใจนักเรียนเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเมฆก้อน โดยใช้คำถามใน
หนงั สอื เรียนหน้า 16
5. ครูให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเมฆแผ่นจากหนังสือเรียนหน้า 17 - 19
จากนน้ั ครู
นำอภิปรายโดยใชต้ วั อย่างคำถามดังนี้
5.1 ในการเกิดเมฆแผ่น ก้อนอากาศจะต้องมีการเคลื่อนที่อย่างไร เพราะเหตุใดจึง
เป็นเช่นน้ัน
( แนวการตอบ ก้อนอากาศที่กำลังยกตวั สูงต้องถูกภาวะของบรรยากาศยับยั้งจนไม่สามารถยกตัวข้ึนตอ่ ไปได้
ซึ่งจะทำให้กอ้ นอากาศแผอ่ อกในแนวราบ และถ้าไอน้ำเกิดการควบแนน่ จะทำให้เกิดเมฆทีม่ ีลกั ษณะเปน็ แผน่ )
5.2 เมฆแผ่นเกิดขึ้นได้ในภาวะใดบ้าง ( แนวการตอบ ภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ และ
ภาวะไม่ทรงตวั อยา่ งมเี ง่อื นไข )
ขน้ั ที่ 2 ขั้นสำรวจและคน้ หา (Exploration Phase)
1. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 9 กลุ่มเท่าๆกันตามที่ได้จัดกลุ่มไว้แล้ว จากนั้นครูให้
นักเรียนร่วมกันศกึ ษาบทเรยี นเร่ืองกระบวนการเกดิ เมฆ โดยให้นักเรียนศึกษาจากสื่อในอนิ เทอรเ์ นต็ จากน้ัน
ใหน้ กั เรยี นบันทึกข้อมูลลงในสมดุ ของนักเรียนเอง โดยให้นักเรยี นเขยี นกระบวนการเกิดเมฆ
2. เมอื่ นกั เรยี นแต่ละคนสรปุ เนอื้ หาเรยี บรอ้ ยแล้ว ครใู หน้ กั เรยี นแลกเปลยี่ นเรยี นรู้กนั ในกลุ่ม
ของนกั เรียน
3. ครนู ำนักเรียนสรุปเนอ้ื หาต่อไป
ขั้นท่ี 3 ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation Phase)
1. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั สรปุ ประเดน็ เรื่อง เมฆ กลา่ วคือ เมฆ เกิดขน้ึ ได้กต็ ่อเม่ือมกี ารยกตวั
ของอากาศเทา่ นน้ั กลไกทที่ ำใหเ้ กดิ การเคล่อื นตัวของอากาศในแนวดง่ิ เชน่ น้ี มี 4 กระบวนการ ดังน้ี
1.1 สภาพภูมิประเทศ ( terrain ).เมื่อกระแสลมปะทะภูเขา อากาศถูกบังคับให้
ลอยสูงขน้ึ (เนอ่ื งจากไม่มที างออกทางอน่ื ) จนถึงระดบั ควบแนน่ กจ็ ะกลัน่ ตัวเป็นหยดนำ้ ดงั เราจะเห็นไดว้ ่า บน
ยอดเขาสูงมักมีเมฆปกคลุมอยู่ ทำให้บรเิ วณยอดเขามคี วามชุ่มชื้นและอุดมไปด้วยป่าไม้ และเม่อื กระแสลมพัด
ผา่ นยอดเขาไป อากาศแหง้ ทสี่ ูญเสียไอนำ้ ไป จะจมตวั ลงจนมอี ณุ หภมู ิสงู ขนึ้ ภมู อิ ากาศบริเวณหลังภูเขาจึงเป็น
เขตท่ีแห้งแล้ง เรียกว่า “เขตเงาฝน” (Rain shadow)
1.2 การเกิดเมฆจากแนวปะทะของอากาศ ( coldfront/warmfront ) อากาศร้อน
มคี วามหนาแน่นตำ่ กว่าอากาศเย็น เม่ืออากาศร้อนปะทะกับอากาศเยน็ อากาศร้อนจะเสยข้นึ และอุณหภูมิลด
ต่ำลงจนถึงระดับควบแน่นทำใหเ้ กิดเมฆและฝน ดงั เราจะเคยไดย้ นิ ข่าวพยากรณอ์ ากาศท่วี ่าล่ิมความกดอากาศ
สงู (อากาศเย็น) ปะทะกับลิ่มความกดอากาศตำ่ (อากาศร้อน) ทำใหเ้ กดิ พายฝุ น
1.3 เมฆจากอากาศบีบตัว ( convergence ) เมื่อกระแสลมพดั มาปะทะกันอากาศ
จะยกตวั ขึ้น ทำใหอ้ ณุ หภูมิลดตำ่ ลงจนเกิดอากาศอ่มิ ตวั ไอนำ้ ในอากาศควบแนน่ เป็นหยดนำ้ กลายเป็นเมฆ
1.4 เมฆจากการพาความร้อน ( thermal ) พื้นผิวของโลกมีความแตกต่างกันจึงมี
การดูดกลืนและคายความร้อนไมเ่ ท่ากัน จึงมีผลทำให้กลุ่มอากาศทีล่ อยอยู่เหนือมนั มีอุณหภูมิแตกต่างกันไป
ด้วยโดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ในช่วงฤดูรอ้ น (ตัวอย่างเช่นกลุม่ อากาศท่ีลอยอยู่เหนอื พน้ื คอนกรีตจะมีอุณหภูมิสูงกว่า
กลุ่มอากาศที่ลอยอยู่เหนือพื้นหญ้า) กลุ่มอากาศที่มีอุณหภูมิสูงมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศในบริเวณ
โดยรอบจึงลอยตวั สงู ขึ้น ดังเราจะเห็นว่า ในวันที่มีอากาศร้อน นกเหยี่ยวสามารถลอยตวั อยู่เฉยๆ โดยไม่ตอ้ ง
ขยับปกี เลย
2. ครคู อยกระตุ้นให้นกั เรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการตอบคำถาม เพ่อื ตรวจสอบความรู้ความ
เขา้ ใจของนกั เรยี นโดยครูจะเดนิ ไปถามนกั เรยี นในแตล่ ะกลมุ่
3 ครูอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ในส่วนที่บกพรอ่ งของประเด็นคำตอบ และเปดิ โอกาสให้นักเรียนแต่ละ
กลุ่มตั้งประเด็นคำถาม กลุ่มละ 1 ประเดน็ เพื่อให้ครชู ว่ ยอธิบายข้อสงสยั
ขนั้ ท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration Phase)
1. ครูใชส้ ่อื Power point เรื่อง กระบวนการเกดิ เมฆ อธบิ ายเพิม่ เติมแก่นกั เรียน
2. ครแู นะนำให้นกั เรียนศกึ ษาเวบ็ ไซตท์ ่ีนา่ สนใจเก่ยี วกบั เร่ืองกระบวนการเกดิ เมฆเชน่
- http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/air_moisture/air_moisture.html.
- http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=4&chap=
5&page=t4-5-infodetail03.html
3. ครแู นะนำใหน้ กั เรยี นเขา้ ดูวดี ิทัศน์ ระดบั ช้นั มัธยมศึกษาตอนปลาย เรือ่ ง กระบวนการเกดิ
เมฆ
4. ครอู ธบิ ายเพ่มิ เติมเกีย่ วกับการเกิดหมอกและเหตุการณฟ์ ้าหลัว ดังนช้ี ่วงเชา้ มืดในฤดหู นาว
ของประเทศไทยมักเกิดภาวะทรงตวั สัมบรู ณ์ เนือ่ งจากอากาศใกล้พ้นื ผวิ โลกมอี ุณหภูมิต่ำสดุ ในรอบวัน จึงเกิด
ภาวะยบั ยั้งการยกตัวของกอ้ นอากาศ และถา้ อากาศใกล้พ้ืนผวิ โลกมีความชื้นสัมพทั ธถ์ ึง 100 เปอร์เซ็นต์ ไอน้ำ
ในอากาศจะควบแน่นทำให้เกิดเป็นชั้นหมอกปกคลุมพื้นผิวบริเวณนั้น หลังจากนั้นในช่วงสายเมื่ออุณหภูมิ
อากาศสูงขึ้นความชื้นสัมพัทธ์จะมีค่าต่ำกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ละอองน้ำระเหยกลับเป็นไอน้ำ ส่งผลให้
หมอกสลายไปในท่ีสุด
นอกจากนี้ ภาวะทรงตัวสัมบูรณ์ที่เกิดข้ึนในช่วงลมสงบ ทำให้การถ่ายเทของอากาศเกิดข้ึนได้น้อยลง
ประกอบกับอากาศในภาวะทรงตวั สมั บูรณม์ แี นวโน้มจมตัวลงสู่ดา้ นล่างมากกวา่ ยกตัวข้ึนด้านบน ทำใหล้ ะออง
ลอยสะสมในอากาศเป็นจำนวนมากจึงเกิดเหตุการณ์ฟ้าหลัว (haze) ซึ่งมักพบในฤดูหนาว จากรูปเป็น
เหตุการณ์ฟา้ หลวั บริเวณกรุงเทพมหานคร ในชว่ งเดอื นกมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2561
5. ครูให้นักเรียนอภิปรายตามความคิดตนเองว่า “เมฆที่พบในภาวะทรงตัวอย่างเป็นกลาง
เป็นเมฆก้อนหรือเมฆแผ่น เพราะเหตุใด” จากนั้นครูนำอภิปราย โดยมีแนวทางการอภิปรายดังตัวอยา่ งแนว
ทางการอภิปราย ภาวะทรงตัวอย่างเปน็ กลางมกั เกดิ ขึ้นในบางชว่ งความสงู และเกิดเปน็ ระยะเวลาสัน้ ๆ มกั พบ
ในช่วงที่ดวงอาทิตยก์ ำลังข้ึนจากขอบฟ้าหรอื ลับจากขอบฟ้า ซึ่งเป็นช่วงที่เสถียรภาพอากาศกำลังเปลี่ยนจาก
แบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง ดังนั้นเมฆที่พบในภาวะทรงตัวอย่างเป็นกลางจึงเป็นเมฆที่กำลังเกิดการ
เปล่ยี นแปลงไปตามเสถียรภาพอากาศในขณะน้ัน
6. ครูให้นักเรียนสังเกตรูป 10.16 จากหนังสือเรียนหนา้ 22 และนำอภิปรายโดยใช้ตัวอยา่ ง
คำถามดงั นี้
6.1 ลกู ศรสีสม้ และลกู ศรสีฟ้าแทนสงิ่ ใด ( แนวการตอบ ลกู ศรสสี ้มแทนการเคล่ือนท่ี
ของอากาศท่ีไม่เกิดการควบแนน่ ของไอน้ำ และลกู ศรสฟี า้ แทนการเคลอื่ นท่ีของอากาศท่เี กดิ การควบแน่นของ
ไอน้ำ )
6.2 ที่ระดับความสูง 1 กิโลเมตร อุณหภูมิอากาศและอุณหภูมิจุดน้ำค้างมีค่าเป็น
อย่างไร สอดคล้องกับเมฆที่เกิดขึ้นหรือไม่ ( แนวการตอบ อุณหภูมิอากาศและอุณหภูมิจุดน้ำค้างมีค่า 14
องศาเซลเซียส เท่ากัน สอดคลอ้ งกบั บริเวณท่ีไอนำ้ เริ่มเกิดการควบแน่นหรอื บรเิ วณฐานเมฆ )
6.3 บริเวณยอดเขามีเสถียรภาพอากาศแบบใด และส่งผลต่อการยกตัวของอากาศ
อยา่ งไร ( แนวการตอบ ภาวะไมท่ รงตัวสมั บูรณ์ ส่งผลใหก้ อ้ นอากาศสามารถยกตัวขน้ึ ได้อย่างตอ่ เนือ่ ง )
ข้ันท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation Phase)
1. การอธิบายกระบวนการเกดิ เมฆ
2. การทำแบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 10 การเกดิ เมฆ
3. การตอบคำถามของนักเรยี นภายในชัน้ เรียน
4. นกั เรียนสามารถเขยี นกระบวนการเกิดเมฆ
7. สอ่ื การเรยี นรู้ / แหลง่ เรยี นรู้
7.1 สอื่ Power point เรือ่ ง กระบวนการเกิดเมฆ
7.2 สอื่ ออนไลนท์ ีไ่ ดจ้ ากการสบื คน้
7.3 หนังสือเรยี นรายวชิ าเพ่มิ เติมวทิ ยาศาสตร์โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
เลม่ 4
7.4 วีดทิ ัศนใ์ น QR ประจำบท
8. การวดั และการประเมิน
เปา้ หมาย วิธีการ เครอ่ื งมอื เกณฑก์ าร
ประเมิน
ด้านความรู้ (K) - แบบประเมินการตอบ ผ่านเกณฑ์
- น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ - การตอบคำถาม คำถาม ระดับคุณภาพ
อธิบายกระบวนการเกิด
เมฆได้ 2
ดา้ นทักษะกระบวนการ - แบบประเมินผลการทำใบ ผ่านเกณฑ์
(P) งาน/ชิน้ งาน/สมุดรายบุคคล ระดับคุณภาพ
- นกั เรียนสามารถเขียน - การตรวจสมดุ นักเรยี น
กระบวนการเกิดเมฆได้ 2
ด้านเจตคติ (A) - แบบประเมินผลการทำใบ ผา่ นเกณฑ์
- นักเรียนมีความใฝ่รู้ - การตรวจงานนักเรียน งาน/ชิ้นงาน/สมุดรายบุคคล ระดับคุณภาพ
และมวี นิ ยั ในการเรียน
2
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 7
รายวชิ า ว30214 ชือ่ วิชา โลก ดาราศาสตร์ 4 กลมุ่ สาระ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี น ราชประชานุเคราะห์ ๒๔ ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563
หน่วยที่ 1 เรอื่ ง การเกดิ เมฆ เวลา 2 ชม./คาบ.
แผนการสอนเรื่อง เมฆและชนดิ ของเมฆ ผสู้ อน ครทู พิ ย์สดุ า หอมนาน
วนั ที่สอน : วนั ท.ี่ ........เดือน...............................พ.ศ............
1. ผลการเรียนรู้
อธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเสถยี รภาพอากาศและการเกิดเมฆ
2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
เมฆ เกิดจากการรวมตัวหรือเกาะกลุ่มของไอน้ำในที่สุดก็จะเกิดการควบแน่นและตกลงมาเป็นฝน
ละอองนำ้ และเกล็ดน้ำแขง็ ที่รวมตัวกันเปน็ กลมุ่ กอ้ นลอยตวั อยใู่ นช้ันบรรยากาศ ทเี่ ราสามารถมองเห็นได้ ไอน้ำ
ที่ควบแน่นเป็นละอองน้ำ (โดยปกติแล้วจะมีขนาด 0.01 ม.ม.) หรือ เป็นเกล็ดน้ำแข็ง ซึ่งเมื่อเกาะตัวกันเปน็
กลุ่มจะเห็นเป็นก้อนเมฆ ก้อนเมฆนี้สะท้อนคลื่นแสงในแต่ละความยาวคลื่นในชว่ งทีต่ ามองเหน็ ได้ ในระดับที่
เท่าๆ กัน จึงทำใหเ้ รามองเหน็ กอ้ นเมฆนน้ั เปน็ สขี าว แตก่ ส็ ามารถมองเหน็ เปน็ สีเทาหรือสดี ำ ถ้าหากเมฆนั้นมี
ความหนาแน่นสูงมากจนแสงผ่านไมไ่ ด้
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้ (K) : นกั เรียนสามารถอธบิ ายเมฆและชนดิ ของเมฆได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P) : นักเรียนสามารถวาดและเขยี นอธิบายชนั้ ของเมฆท่นี กั เรยี นถา่ ยรูปจาก
ท้องฟ้าจริงได้
3.3 ดา้ นเจตคติ (A) : นักเรียนมงุ่ ม่ันในการทำงานและมีวินยั ในการเรียน
4. คณุ ลักษณะผู้เรียน
4.1 คณุ ลกั ษณะที่พึงประสงค์
- มุง่ ม่ันในการทำงาน
- มวี นิ ัย
5. สาระการเรยี นรู้
เมฆ (Clouds)
“เมฆ” เป็นกลุ่มละอองน้ำท่ีเกิดจากการควบแน่น ซึ่งเกิดจากการยกตัวของกลุ่มอากาศ
(Air parcel) ผา่ นความสงู เหนือระดับควบแน่น และมีอุณหภมู ิลดตำ่ กว่าจุดนำ้ ค้าง ตวั อย่างการเกิดเมฆที่
เห็นได้ชัด ไดแ้ ก่ “คอนเทรล” (Contrails) ซง่ึ เปน็ เมฆทสี่ รา้ งขึน้ โดยฝีมือมนุษย์ เมอื่ เครอื่ งบินไอพ่นบินอยู่
ในระดบั สูงเหนือระดับควบแน่น ไอนำ้ ซ่ึงอยใู่ นอากาศร้อนท่ีพ่นออกมาจากเครอ่ื งยนต์ ปะทะเขา้ กบั อากาศ
เย็นซึ่งอยู่ภายนอก เกิดการควบแน่นเป็นหยดนำ้ โดยการจับตัวกับเขม่าควันจากเครื่องยนต์ซึ่งทำหน้าท่ี
เป็นแกนควบแน่น เราจึงมองเห็นควันเมฆสขี าวถูกพ่นออกมาทางทา้ ยของเครื่องยนต์เปน็ ทางยาว ในการ
สร้างฝนเทียมก็เช่นกัน เครื่องบินทำการโปรยสารเคมี “ซิลเวอร์ไอโอไดด์” (Silver Iodide) เพื่อทำหน้าท่ี
เปน็ แกนควบแนน่ เพอื่ ให้ไอนำ้ ในอากาศมาจบั ตวั และควบแนน่ เป็นเมฆ
ภาพท่ี 1 “คอนเทรล” เมฆซง่ึ เกิดขน้ึ จากไอพ่นเครอื่ งบิน
การเรียกชอื่ เมฆ
เมฆซึ่งเกิดขึ้นในธรรมชาติมี 2 รูปร่างลักษณะคือ เมฆก้อน และเมฆแผ่น เราเรียกเมฆ
ก้อนว่า “เมฆคิวมูลัส” (Cumulus) และเรียกเมฆแผ่นวา่ “เมฆสเตรตัส” (Stratus) หากเมฆก้อนลอยชิด
ตดิ กัน เรานำชอ่ื ท้ังสองมารวมกนั และเรียกว่า “เมฆสเตรโตคิวมูลัส” (Stratocumulus) ในกรณีทีเ่ ป็นเมฆ
ฝน เราจะเพิม่ คำว่า“นมิ โบ”หรือ“นิมบัส”ซึ่งแปลว่า“ฝน”เข้าไป เช่น เราเรียกเมฆก้อนทีม่ ีฝนตกว่า“เมฆ
ควิ มูโลนมิ บสั ” (Cumulonimbus)และเรยี กเมฆแผ่นท่มี ฝี นตกว่า“เมฆนิมโบสเตรตสั ”(Nimbostratus)
เราแบ่งเมฆออกเปน็ 3 ระดบั คือ เมฆชนั้ สูง เมฆช้ันกลาง และเมฆชัน้ ตำ่ หากเปน็ เมฆช้นั
กลาง (2 - 6 กโิ ลเมตร) เราจะเตมิ คำว่า “อัลโต” ซ่ึงแปลว่า “ชน้ั กลาง” ไวข้ า้ งหนา้ เช่น เราเรยี กเมฆก้อน
ชั้นกลางว่า “เมฆอัลโตคิวมูลัส” (Altocumulus) และเรียกเมฆแผ่นชั้นกลางว่า “เมฆอัลโตสเตรตัส”
(Altostratus)
หากเป็นเมฆชั้นสูง ( มากกว่า6 กิโลเมตร) เราจะเติมคำว่า “เซอโร” ซึ่งแปลว่า “ชั้นสูง” ไว้
ข้างหน้า เช่น เราเรียกเมฆก้อนชั้นสูงว่า “เมฆเซอโรคิวมูลัส” (Cirrocumulus) เรียกเมฆแผ่นชั้นสูงว่า
“เมฆเซอโรสเตรตัส” (Cirrostratus) และเรียกช้ันสูงทมี่ รี ูปร่างเหมือนขนนกว่า “เมฆเซอรสั ” (Cirrus)
ภาพท่ี 2 ผงั แสดงการเรียกชื่อเมฆ
ประเภทของเมฆ
นกั อุตุนิยมวิทยา แบ่งเมฆออกเปน็ ทั้งสิบชนิดออกเป็น 4 ประเภท ดงั นี้
เมฆชน้ั สงู (High Clouds) เกิดขน้ึ ทร่ี ะดบั สงู มากกวา่ 6 กิโลเมตร
เมฆเซอโรคิวมูลัส(Cirrocumulus)เมฆสีขาว
เป็นผลึกน้ำแข็ง มีลักษณะเป็นริ้วคลื่นเล็กๆ มัก
เกิดข้ึนปกคลมุ ทอ้ งฟ้าบริเวณกวา้ ง
เมฆเซอโรสเตรตัส (Cirrostratus)เมฆแผ่นบาง
สีขาว เป็นผลกึ นำ้ แขง็ ปกคลมุ ท้องฟา้ เป็นบริเวณ
กว้าง โปร่งแสงต่อแสงอาทิตย์ บางครั้งหักเหแสง
ทำให้เกิดดวงอาทิตย์ทรงกลด และดวงจันทร์ทรง
กลด เป็นรูปวงกลม สีคลา้ ยรุง้
เมฆเซอรัส (Cirrus)เมฆริ้ว สีขาว รูปร่างคล้าย
ขนนก เป็นผลึกนำ้ แข็ง มักเกดิ ข้นึ ในวันท่ีมีอากาศ
ดี ท้องฟา้ เป็นสีฟา้ เขม้
เมฆชัน้ กลาง (Middle Clouds) เกดิ ข้ึนทีร่ ะดบั สงู 2 - 6 กโิ ลเมตร
เมฆอัลโตคิวมูลัส (Altocumulus)เมฆก้อน สี
ขาว มีลักษณะคล้ายฝูงแกะ ลอยเป็นแพ มี
ชอ่ งว่างระหวา่ งก้อนเล็กน้อย
เมฆอัลโตสเตรตัส (Altostratus)เมฆแผ่นหนา
ส่วนมากมักมีสีเทา เนื่องจากบังแสงดวงอาทิตย์
ไม่ให้ลอดผ่าน และเกิดขึ้นปกคลุมท้องฟ้าเป็น
บรเิ วณกวา้ งมาก หรือปกคลมุ ท้องฟา้ ท้ังหมด
เมฆช้นั ตำ่ (Low Clouds) เกดิ ขนึ้ ท่รี ะดบั ตำ่ กว่า 2 กิโลเมตร
เมฆสเตรตัส (Stratus)เมฆแผ่นบาง ลอยสูง
เหนือพื้นไม่มากนัก เช่น ลอยปกคลุมยอดเขามัก
เกิดข้นึ ตอนเชา้ หรอื หลงั ฝนตก บางครัง้ ลอยต่ำปก
คลุมพน้ื ดนิ เราเรียกว่า “หมอก”
เมฆสเตรโตคิวมลู สั (Stratocumulus)เมฆก้อน
ลอยติดกันเป็นแพ ไมม่ รี ูปทรงทช่ี ัดเจน มีช่องว่าง
ระหว่างก้อนเพียงเล็กน้อย มักเกิดขึ้นเวลาที่
อากาศไม่ดี และมีสีเทา เนื่องจากลอยอยู่ในเงา
ของเมฆชั้นบน
เมฆนิมโบสเตรตัส (Nimbostratus)เมฆแผ่นสี
เทา เกิดขึ้นเวลาที่อากาศมีเสถียรภาพ ทำให้เกิด
ฝนพรำๆ ฝนผ่าน หรือฝนตกแดดออก ไม่มีพายุ
ฝนฟ้าคะนอง ฟ้าร้อง ฟา้ ผ่า มักปรากฏใหเ้ ห็นสาย
ฝนตกลงมาจากฐานเมฆ
เมฆก่อตวั ในแนวต้งั (Clouds of Vertical Development)
เมฆคิวมูลัส (Cumulus)เมฆก้อนปุกปุย สีขาว
เป็นรูปกะหล่ำ ก่อตัวในแนวต้งั เกดิ ขึ้นจากอากาศ
ไม่มีเสถียรภาพ ฐานเมฆเป็นสีเทาเนื่องจากมี
ความหนามากพอที่จะบดบังแสง จนทำให้เกิด
เงา มักปรากฏให้เห็นเวลาอากาศดี ท้องฟ้าเป็นสี
ฟ้าเขม้
เมฆควิ มโู ลนิมบสั (Cumulonimbus)เมฆก่อตวั
ในแนวตั้ง พัฒนามาจากเมฆคิวมูลสั มีขนาดใหญ่
มากปกคลุมพื้นที่ครอบคลุมทั้งจังหวัด ทำให้เกิด
พายุฝนฟา้ คะนอง หากกระแสลมชั้นบนพัดแรง ก็
จะทำให้ยอดเมฆรูปกะหล่ำ กลายเป็นรูปทั่งตี
เหล็ก ตอ่ ยอดออกมาเป็น เมฆเซอโรสเตรตสั หรือ
เมฆเซอรสั