The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ โลก ดาราศาสตร์ 4 ชั้นม.5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thipsuda, 2021-06-01 11:29:30

ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ โลก ดาราศาสตร์ 4 ชั้นม.5

ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ โลก ดาราศาสตร์ 4 ชั้นม.5

6. กิจกรรมการเรยี นรู้
รปู แบบการสอนท่ใี ช้ : รูปแบบการสอน 5E (Inquiry)

ขั้นที่ 1 ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement Phase)
ขั้นที่ 1 ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement Phase)

1. ครใู หน้ กั เรยี นดภู าพเกย่ี วกบั เมฆ ดงั ภาพที่ 1 กบั ภาพท่ี 2 ดงั นี้

ภาพท่ี 1 เมฆคิวมโู ลนิมบัส

ภาพที่ 2 เมฆควิ มูลสั
1.1 เมื่อครูให้นักเรียนสังเกตภาพทั้ง 2 เรียบร้อยแล้ว ครูเปิดประเด็นคำถามถาม
นักเรยี นว่า จากภาพเมฆท้ัง 2 ภาพน้ี มคี วามแตกต่างกันหรอื ไม่ อยา่ งไร
( แนวการตอบ ภาพทงั้ 2 ภาพน้ีมคี วามแตกตา่ งกัน กลา่ วคือ ภาพที่ 1 นัน้ เป็นภาพ
เมฆที่กำลงั มีฝนตกซ่งึ เมฆดงั กล่าวน้นั เป็นเมฆกอ้ นท่ีมีฝน เรยี กวา่ เมฆควิ มโู ลนิมบัส ส่วนภาพท่ี 2 น้นั เป็นภาพ
เมฆก้อนที่สามารถพบเห็นได้ทั่วๆไปเรียกเมฆดังกล่าวว่า เมฆคิวมูลัส ซึ่งเมหทั้ง 2 นี้จัดอยู่ในเมฆที่ก่อตัวใน
แนวต้งั )
1.2 แล้วทำไมบางคร้ังเมฆชนิดเดยี วกนั เราจึงสังเกตเหน็ สที ่แี ตกต่างกัน
( แนวการตอบ สขี องกอ้ นเมฆแตกตา่ งกันเพราะเน่ืองจากกระเจิงของแสงอาทิตย์ใน
แตล่ ะช่วงเวลาของวนั )
2. ครูนำนักเรียนออกไปศึกษาเมฆนอกห้องเรียนเพื่อศึกษาเมฆที่มีลกั ษณะคล้ายดังภาพแล้ว
ให้นักเรยี นถ่ายภาพโดยใช้กลอ้ งจากโทรศพั ทม์ อื ถือของนกั เรียนเพ่ือนำมาให้ครดู วู า่ ถกู ต้องหรือไม่

ขั้นท่ี 2 ขั้นสำรวจและคน้ หา (Exploration Phase)
1. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 9 กลุ่มเท่าๆกันตามที่ได้จัดกลุ่มไว้แล้ว จากนั้นครูให้

นักเรียนร่วมกันศึกษาบทเรียนเรื่องการเกิดเมฆ ซึ่งให้ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้จากอินเทอร์เน็ต โดยครูมีแหลง่
เรียนรูใ้ ห้เปน็ QR code ให้นกั เรยี นได้ศกึ ษาเข้าใจ

QR code เรือ่ ง การเกิดเมฆ
2. จากนั้นครูให้นักเรียนวาดและเขียนอธิบายชั้นของเมฆโดยให้นักเรียนทำลงในกระดาษ
ขนาด A4 โดยท่ีนกั เรียนสามารถเรยี นรไู้ ดจ้ ากสอื่ อนิ เทอรเ์ น็ตหรอื จากการสังเกตจากท้องฟ้าจริงนอกหอ้ งเรยี น

ขั้นที่ 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation Phase)
1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปประเด็นเรื่องการเกิดเมฆและชั้นของเมฆ ดังนี้ “เมฆ” เป็น

กลุ่มละอองน้ำท่ีเกดิ จากการควบแนน่ ซึ่งเกิดจากการยกตัวของกลุ่มอากาศ (Air parcel) ผ่านความสูงเหนอื
ระดับควบแน่น และมีอณุ หภูมิลดต่ำกวา่ จุดนำ้ คา้ ง

การเรียกชื่อเมฆ เมฆซึ่งเกิดขึ้นในธรรมชาติมี 2 รูปร่างลักษณะคือ เมฆก้อน และเมฆแผ่น
เราเรียกเมฆกอ้ นวา่ “เมฆควิ มูลัส” (Cumulus) และเรียกเมฆแผ่นว่า “เมฆสเตรตัส” (Stratus) หากเมฆก้อน
ลอยชิดติดกัน เรานำชอื่ ท้ังสองมารวมกนั และเรยี กวา่ “เมฆสเตรโตคิวมูลัส” (Stratocumulus) ในกรณีที่เป็น
เมฆฝน เราจะเพิ่มคำว่า“นิมโบ” หรือ “นิมบัส” ซึ่งแปลว่า “ฝน” เข้าไป เช่น เราเรียกเมฆก้อนที่มีฝนตกวา่
“เมฆคิวมโู ลนมิ บัส” (Cumulonimbus) และเรียกเมฆแผ่นทม่ี ฝี นตกวา่ “เมฆนมิ โบสเตรตัส” (Nimbostratus)
เราแบ่งเมฆออกเป็น 3 ระดับ คือ เมฆชั้นสูง เมฆชั้นกลาง และเมฆชั้นต่ำ หากเป็นเมฆช้ั นกลาง (2 - 6
กิโลเมตร) เราจะเติมคำว่า “อัลโต” ซึ่งแปลว่า“ชั้นกลาง” ไว้ข้างหน้า เช่น เราเรียกเมฆก้อนชั้นกลางว่า
“เมฆอัลโตคิวมูลัส” (Altocumulus) และเรียกเมฆแผ่นชั้นกลางว่า“เมฆอัลโตสเตรตัส” (Altostratus) หาก
เป็นเมฆชั้นสูง (มากกวา่ 6 กโิ ลเมตร) เราจะเตมิ คำว่า “เซอโร” ซ่งึ แปลว่า “ชั้นสงู ” ไว้ขา้ งหนา้ เช่น เราเรียก
เมฆก้อนชั้นสูงว่า “เมฆเซอโรคิวมูลัส” (Cirrocumulus) เรียกเมฆแผ่นชั้นสูงว่า“เมฆเซอโรสเตรตัส”
(Cirrostratus) และเรียกชัน้ สูงท่ีมรี ูปร่างเหมือนขนนกว่า “เมฆเซอรสั ” (Cirrus)

2. ครูถามนกั เรียนเพื่อกระตนุ้ ใหน้ ักเรียนคดิ ตาม โดยใช้คำถามดังน้ี “เมฆกับหมอกแตกต่าง
กันหรอื ไมอ่ ยา่ งไร” ( แนวการตอบ “เมฆ” เปน็ กลมุ่ ละอองน้ำทเี่ กดิ จากการควบแนน่ ซ่งึ เกดิ การเปลย่ี นแปลง
อุณหภูมิจากการยกตัวของกลุ่มอากาศ (Air parcel) ผ่านความสูงเหนือระดับควบแน่น และมีอุณหภูมิลดต่ำ
กว่าจุดน้ำค้าง ส่วน “หมอก” เกิดจากไอน้ำเปลี่ยนสถานะควบแน่นเป็นหยดน้ำเล็กๆ เช่นเดียวกับเมฆ แต่
หมอกเกดิ ขน้ึ จากความเย็นของพนื้ ผิว หรอื การเพม่ิ ปริมาณไอนำ้ ในอากาศ )

3. ครคู อยกระตุ้นใหน้ กั เรียนทกุ คนมีส่วนร่วมในการตอบคำถาม เพือ่ ตรวจสอบความรู้ความ
เขา้ ใจของนกั เรยี นโดยครจู ะเดนิ ไปถามนักเรยี นในแตล่ ะกลุ่ม

4. ครอู ธบิ ายเพ่ิมเติมในส่วนที่บกพรอ่ งของประเดน็ คำตอบ และเปิดโอกาสให้นกั เรียนแต่ละ
กลมุ่ ตัง้ ประเด็นคำถาม กลมุ่ ละ 1 ประเด็น เพื่อให้ครูช่วยอธิบายข้อสงสัย

ข้ันท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration Phase)
1. ครูใชส้ ่ือ Power point เร่ือง เมฆและชนดิ ของเมฆอธบิ ายเพิม่ เติมแกน่ กั เรียน

2. ครแู นะนำใหน้ ักเรียนศึกษาเวบ็ ไซต์ท่ีน่าสนใจเก่ียวกับเรื่องเมฆและชนดิ ของเมฆเช่น
- http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/air_moisture/air_moisture.html.
- https://www.youtube.com/watch?v=KKwMJIER3ts.
3. ครูแนะนำให้นักเรียนเข้าดูวีดิทัศน์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เรื่อง เมฆและชนิด
ของเมฆ
4. ครอู ธิบายเพิ่มเติมเรื่องสีของเมฆ กล่าวคอื สขี องเมฆทใ่ี ช้ในการบอกสภาพอากาศได้ เมฆ
สีเขียวจาง ๆ น้นั เกดิ จากการกระเจิงของแสงอาทิตย์ เมือ่ ตกกระทบน้ำแข็ง เมฆคิวมูโลนมิ บสั ทม่ี สี ีเขียว น้นั บ่ง
บอกถงึ การก่อตวั ของ พายฝุ น พายุลกู เห็บ หรือพายทุ อร์นาโด เมฆสีเหลือง ไมค่ อ่ ยได้พบเหน็ บอ่ ยครง้ั แต่อาจ
เกิดขึ้นไดใ้ นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลไิ ปจนถึงช่วงต้นของฤดูใบไมร้ ว่ ง ในชว่ งทเ่ี กิดไฟปา่ ไดง้ า่ ย สเี หลอื งนัน้ เกิดจาก
ฝ่นุ ควนั ในอากาศ เมฆสแี ดง สสี ้ม หรอื สชี มพู นนั้ โดยปกตเิ กิดในช่วง พระอาทิตย์ขึน้ และ พระอาทติ ย์ตก เกิด
จากการกระเจิงของแสงในชั้นบรรยากาศ ไม่ได้เกดิ จากเมฆโดยตรง เมฆเพียงเป็นตวั สะทอ้ นแสงน้ีเท่านัน้ ใน
กรณีที่มีพายุฝนขนาดใหญ่ในช่วงเดียวกันจะทำให้เห็นเมฆ เป็นสีแดงเข้ม เหมือนสีเลือด เมฆเกิดจากการ
รวมตวั หรอื เกาะกล่มุ ของไอนำ้ ในท่สี ุดกจ็ ะเกดิ การควบแน่นและตกลงมาเป็นฝน
5. ครใู ห้นกั เรียนดูสารคดีเพม่ิ เตมิ เร่อื งการเกิดเมฆ

ภาพท่ี 9 สือ่ ออนไลนเ์ กยี่ วกับการเกดิ เมฆ

ขัน้ ท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation Phase)
1. การอธิบายเมฆและชนิดของเมฆ
2. การทำแบบทดสอบหลงั เรยี นหนว่ ยที่ 10 การเกดิ เมฆ
3. การตอบคำถามของนกั เรียนภายในช้ันเรียน
4. ตรวจการวาดและเขยี นอธิบายชน้ั ของเมฆที่นกั เรยี นถา่ ยรูปจากทอ้ งฟ้าจริง

7. ส่อื การเรียนรู้ / แหล่งเรยี นรู้
7.1 สื่อ Power point เรื่อง เมฆและชนดิ ของเมฆ
7.2 ส่อื ออนไลนท์ ไี่ ดจ้ ากการสบื ค้น
7.3 หนงั สือเรียนรายวชิ าเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร์โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5

เล่ม 4
7.4 วีดทิ ศั นใ์ น QR ประจำบท
7.5 ภาพถ่ายเมฆจากท้องฟา้

8. การวัดและการประเมนิ

เป้าหมาย วิธีการ เครอื่ งมือ เกณฑ์การ
ประเมนิ

ด้านความรู้ (K) - แบบประเมินการตอบ ผา่ นเกณฑ์
- น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ - การตอบคำถาม คำถาม ระดบั คณุ ภาพ
อธบิ ายเมฆและชนิดของ
เมฆได้ 2
ด้านทกั ษะกระบวนการ
(P) - แบบประเมินผลการทำใบ ผ่านเกณฑ์
- นักเรียนสามารถวาด - การตรวจสมดุ นกั เรียน งาน/ชิน้ งาน/สมุดรายบุคคล ระดบั คุณภาพ
และเขียนอธิบายช้ันของ
เมฆที่นักเรียนถ่ายรูป 2
จากท้องฟ้าจรงิ ได้
ด้านเจตคติ (A) - แบบประเมินผลการทำใบ ผา่ นเกณฑ์
- นักเรียนมีความใฝ่รู้ - การตรวจงานนกั เรียน งาน/ชิน้ งาน/สมดุ รายบคุ คล ระดับคุณภาพ
และมวี นิ ยั ในการเรียน
2

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 8

รายวชิ า ว30214 ช่ือวิชา โลก ดาราศาสตร์ 4 กล่มุ สาระ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โรงเรยี น ราชประชานเุ คราะห์ ๒๔ ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

หน่วยท่ี 1 เรอ่ื ง การเกดิ เมฆ เวลา 2 ชม./คาบ.

แผนการสอนเร่ือง แนวปะทะอากาศ ผสู้ อน ครูทพิ ย์สดุ า หอมนาน

วนั ทีส่ อน : วันท่.ี ........เดือน...............................พ.ศ............

1. ผลการเรียนรู้

อธบิ ายการเกิดแนวปะทะอากาศแบบตา่ ง ๆ และลักษณะลมฟา้ อากาศท่เี ก่ยี วข้อง

2. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
แนวปะทะ เมอ่ื มวลอากาศ 2 ลูกเคล่ือนตัวมาพบกันเข้า อากาศของมวลทั้งสองจะไม่ปนกันทันที แต่

จะทำให้เกิดแนวหรือขอบเขต ระหว่างมวลอากาศทั้งสอง มวลอากาศเย็นซึ่งมีความแน่นมากกว่า และหนัก
มากกว่ามวลอากาศร้อน จะดันอากาศร้อนให้ลอยขึ้น ทำให้เกิดเป็นเมฆต่างๆ เกิดพายุและฝนได้ แนวหรือ
ขอบเขตที่มวลอากาศทั้งสองมาพบกันนี้เรียกว่า "แนวปะทะ" แนวปะทะนี้ อาจจะมีเขตกว้างจาก 20 ถึง 40
กิโลเมตร ที่ใกล้บริเวณแนวปะทะนั้น ปรากฏว่า คุณสมบัติของมวลอากาศทั้งสองจะต่างกัน แนวปะทะแบ่ง
ออกไดห้ ลายชนิด คือ

- แนวปะทะอากาศเย็น (cold front) คือ แนวหรือเขตระหว่างมวลอากาศ ร้อนให้ถอย และลอยตัว
ข้ึน

- แนวปะทะอากาศร้อน (warm front) คือ แนวหรือเขตระหว่างมวลอากาศ ซึ่งมวลอากาศร้อนดนั
มวลอากาศเย็นให้ถอยไป

- แนวปะทะปิด (occluded front) คอื แนวหรอื เขตทเี่ กิดขน้ึ เมื่อแนวปะทะของมวลอากาศเย็นตาม
ทันแนวปะทะอากาศร้อน และยกมวลอากาศรอ้ นขนึ้

- แนวปะทะคงท่ี (stationary front) คอื แนวหรือเขตของมวลอากาศ 2 ลกู ซงึ่ ไม่มีการเคลื่อนตัว

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้

3.1 ดา้ นความรู้ (K) : นักเรยี นสามารถอธบิ ายลกั ษณะแนวปะทะอากาศได้
3.2 ด้านกระบวนการ (P) : นักเรียนสร้างส่อื เก่ียวกบั แนวปะทะอากาศได้
3.3 ดา้ นเจตคติ (A) : นักเรียนมคี วามใฝร่ ู้และมวี นิ ัยในการเรยี น

4. คุณลกั ษณะผเู้ รยี น
4.1 คณุ ลักษณะท่ีพึงประสงค์
- มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
- มีวนิ ยั

5. สาระการเรยี นรู้
แนวปะทะ

เม่อื มวลอากาศ 2 ลูกเคลื่อนตัวมาพบกันเขา้ อากาศของมวลทั้งสองจะไมป่ นกันทนั ที แตจ่ ะทำให้
เกิดแนวหรือขอบเขต ระหว่างมวลอากาศทง้ั สอง มวลอากาศเยน็ ซ่ึงมคี วามแน่นมากกวา่ และหนักมากกว่า
มวลอากาศร้อน จะดนั อากาศร้อนใหล้ อยขน้ึ ทำใหเ้ กดิ เปน็ เมฆต่างๆ เกดิ พายุและฝนได้ แนวหรือขอบเขต
ที่มวลอากาศทั้งสองมาพบกันนี้เรียกว่า "แนวปะทะ" แนวปะทะนี้ อาจจะมีเขตกว้างจาก 20 ถึง 40
กโิ ลเมตร ที่ใกลบ้ ริเวณแนวปะทะนน้ั ปรากฏว่า คุณสมบตั ขิ องมวลอากาศทง้ั สองจะตา่ งกนั

ภาพที่ 1 แนวปะทะอากาศเย็น แนวปะทะอากาศร้อนและเมฆ

แนวปะทะเป็นสาเหตใุ หญอ่ นั หนง่ึ ที่ทำให้เกดิ ปรากฏการณข์ องอากาศ เช่น เมฆ ฝน และพายไุ ด้
เสมอ แนวปะทะแบ่งออกได้หลายชนิด คอื

- แนวปะทะอากาศเย็น (cold front) คอื แนวหรือเขตระหว่างมวลอากาศ รอ้ นใหถ้ อย และลอย
ตัวขึน้

- แนวปะทะอากาศร้อน (warm front) คือ แนวหรือเขตระหว่างมวลอากาศ ซึ่งมวลอากาศร้อน
ดันมวลอากาศเย็นให้ถอยไป

- แนวปะทะปิด (occluded front) คอื แนวหรือเขตที่เกดิ ขนึ้ เมอื่ แนวปะทะของมวลอากาศเย็น
ตามทนั แนวปะทะอากาศร้อน และยกมวลอากาศรอ้ นขึ้น

- แนวปะทะคงที่ (stationary front) คือ แนวหรือเขตของมวลอากาศ 2 ลูก ซึ่งไม่มีการเคลื่อน
ตัว

สำหรับพายุไซโคลนในละติจูดสงู น้นั กเ็ ป็นปรากฏการณข์ องบรรยากาศอันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งใน
โซนอบอุ่น ซึ่งเกดิ ข้นึ พร้อมกบั แนวปะทะอากาศรอ้ น แนวปะทะอากาศเยน็ และแนวปะทะปดิ

6. กจิ กรรมการเรยี นรู้
รูปแบบการสอนทีใ่ ช้ : รูปแบบการสอน 5E (Inquiry)

ขัน้ ท่ี 1 ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement Phase)
1. ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนจากคาบท่ีผ่านมา โดยครูใช้บัตรภาพเกี่ยวกับเมฆแล้ว

ใหส้ ุ่มให้นกั เรียนตอบพร้อมอธิบายลกั ษณะเมฆ ตวั อย่างภาพเชน่

2. ครถู ามนกั เรียนต่อว่า เมฆชนิดใดที่ทำให้เกิดฝนได้บา้ ง
( แนวการตอบ เมฆที่ทำใหเ้ กดิ ฝนไดแ้ ก่ เมฆควิ มูโลนิมบัสและเมฆนิมโบสเตรตสั )
3. ครูนำนักเรียนเข้าสู่เนื้อหาใหม่ โดยครูให้นักเรียนสังเกตภาพดังต่อไปนี้ ซึ่งเป็นภาพ
เกย่ี วกบั แผนท่อี ากาศ

ภาพท่ี 2 แผนทอ่ี ากาศ
จากภาพครูให้นกั เรยี นสังเกตเส้นต่างๆท่ีปรากฏอยูบ่ นแผนท่ีอากาศ แต่สงิ่ ท่ีครูเน้นคือเส้นที่
มคี วามแปลกไปจากเสน้ อนื่ ๆที่มีสีเด่นและเส้นใหญอ่ ีกท้งั ยงั มีลกั ษณะของคร่งึ วงกลมและสามเหล่ียม ซ่ึงครูให้
นกั เรียนสังเกตแล้วต้งั คำถามกับนกั เรยี นว่าเสน้ นน้ั คืออะไร โดยท่ีครูให้นกั เรยี นลองคิดและจินตนาการดูว่าเส้น
ดังกล่าวนั้นคืออะไรและมีไว้เพื่อทำอะไร โดยที่ครูไม่บอกนักเรียนให้นักเรียนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ด้วย
ตนเองในขน้ั ต่อไป

ขนั้ ท่ี 2 ขน้ั สำรวจและคน้ หา (Exploration Phase)
1. ครูใหน้ กั เรียนแบง่ กลุ่มออกเป็น 9 กลมุ่ เทา่ ๆกันตามความสมัครใจของนกั เรียน จากน้ันครู

ให้นักเรยี นร่วมกันศึกษาบทเรยี นเรือ่ งแนวปะทะอากาศ ซงึ่ ให้ศึกษาจากแหลง่ เรียนรจู้ ากอนิ เทอรเ์ น็ต โดยครูมี
แหลง่ เรียนรู้ให้เป็น QR cord ใหน้ ักเรยี นไดศ้ ึกษาเขา้ ใจ

QR cord เรอ่ื ง แนวปะทะอากาศ
2. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันในการเรียนรู้และศึกษาแนวปะทะอากาศจากสื่อต่างๆ
และช่วยกันวเิ คราะห์ถึงลกั ษณะของแนวปะทะอากาศในรปู แบบต่างๆที่มผี ลต่อสภาพอากาศในบริเวณนั้นๆ
3. ครใู หก้ ารบ้านนักเรยี นเป็นกลมุ่ ในการสรา้ งช้นิ งาน 1 ชน้ิ เรอ่ื งแนวปะทะอากาศ โดยสร้าง
สือ่ การเรียนรใู้ นรูปแบบใดก็ไดไ้ ม่จำกดั ใหม้ คี วามเหมาะสมและสามารถเรียนรไู้ ด้

ข้ันที่ 3 ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation Phase)
1. ครูและนกั เรียนร่วมกนั สรุปประเดน็ เรือ่ งแนวปะทะอากาศ โดยใช้คำถามเพ่ือกระต้นุ การ

เรยี นรู้ของผูเ้ รยี น ดังน้ี
1.1 แนวปะทะอากาศคอื อะไร
( แนวการตอบ มวลอากาศ 2 มวลเคล่ือนตัวมาพบกนั เขา้ อากาศของมวลท้งั สองจะ

ไม่ปนกันทันที แต่จะก่อให้เกิดแนวหรือขอบเขตระหว่างมวลอากาศทั้งสอง มวลอากาศเย็นซึ่งมีความแน่น
มากกว่า และหนกั มากกวา่ มวลอากาศรอ้ นจะผลกั ดนั อากาศรอ้ นให้ลอยข้ึน ทำใหเ้ กดิ เป็นเมฆ ต่าง ๆ เกดิ พายุ
ฝนฟา้ คะนองตามท่แี นวหรอื ขอบเขตที่มวลอากาศทงั้ สองมาพบกัน ซึง่ เรยี กแนวนี้วา่ แนวปะทะอากาศ )

1.2 แนวปะทะอากาศมกี ชี่ นิด อะไรบ้าง
( แนวการตอบ แนวปะทะอากาศเยน็ (cold front), แนวปะทะอากาศร้อน (warm
front), แนวปะทะปิด (occluded front)และแนวปะทะคงท่ี (stationary front) )
1.3 แนวปะทะอากาศเยน็ กบั แนวปะทะอากาศรอ้ นแตกต่างกันอยา่ งไร
( แนวการตอบ แนวปะทะอากาศเย็น เป็นแนวหรือเขตระหว่างมวลอากาศร้อนให้
ถอย และลอยตัวขึ้น ส่วนแนวปะทะอากาศร้อน เป็นแนวหรือเขตระหว่างมวลอากาศ ซึ่งมวลอากาศร้อนดนั
มวลอากาศเย็นใหถ้ อยไป )
2. ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั อภิปรายเรอ่ื งชนดิ ของแนวปะทะอากาศและผลที่เกิดขึ้น กล่าวคือ
แนวปะทะอากาศ อาจจะมีเขตกว้าง 20 ถึง 40 กิโลเมตร แนวปะทะอากาศเป็นสาเหตุใหญ่อันหนึ่ง ที่ทำให้
เกดิ ปรากฏการณ์ของอากาศ เชน่ เมฆ ฝน และพายุได้เสมอ แนวปะทะแบ่งออกไดห้ ลายชนดิ คือ

แนวปะทะของมวลอากาศอุ่น (Warm Front) เกิดจากการที่มวลอากาศอุ่นเคลื่อนที่เข้า
มายังบริเวณที่มีมวลอากาศเย็นกว่า โดยมวลอากาศเย็นจะยังคงตัวบริเวณพื้นดิน มวลอากาศอุ่นจะลอยตัว
สูงขึ้น ซึ่งแนวของอากาศอุ่นจะมีความลาดชันน้อยกว่าแนวอากาศเย็น ซึ่งจากปรากฏการณ์แนวปะทะมวล
อากาศอนุ่ ดังกลา่ วน้ีลักษณะอากาศจะอยใู่ นสภาวะทรงตวั แต่ถา้ ลักษณะของมวลอากาศอนุ่ มกี ารลอยตัวข้ึนใน
แนวดิ่ง (มีความลาดชันมาก) จะก่อให้เกิดฝนตกหนักและพายฝุ นฟา้ คะนอง สังเกตได้จากการเกิดเมฆฝนเมฆ
นมิ โบสเตรตัส หรอื การเกดิ ฝนซู่ หรือเรยี กอกี อยา่ งหนึง่ วา่ ฝนไลช่ า้ ง

แนวปะทะของมวลอากาศเย็น (Cold Front) เม่อื มวลอากาศเย็นเคลือ่ นตวั ลงมายงั บรเิ วณ
ที่มีละติจูดต่ำ มวลอากาศเย็นจะหนัก จึงมีการเคลื่อนตัวติดกับผิวดิน และจะดันให้มวลอากาศอุ่นที่มีความ
หนาแน่นน้อยกว่า ลอยตัวขึน้ ตามความลาดเอียง ซึ่งมคี วามลาดชันมากถงึ 1:80 ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวตาม
แนวปะทะอากาศเย็นจะมีสภาพอากาศแปรปรวนมาก มวลอากาศร้อนถูกดันให้ลอยตัวยกสูงขึน้ เป็นลักษณะ
การกอ่ ตวั ของเมฆ คิวมโู ลนมิ บสั (Cumulonimbus) ทอ้ งฟา้ จะมืดครึม เกิดพายฝุ นฟา้ คะนองอย่างรุนแรง เรา
เรียกบริเวณดังกล่าวว่า “แนวพายุฝน” (Squall Line)

แนวปะทะของมวลอากาศซ้อน (Occluded Front) เมื่อมวลอากาศเย็นเคลื่อนที่ใน
แนวทางติดกับแผ่นดิน จะดันให้มวลอากาศอุ่นใกล้กับผิวโลกเคลื่อนที่ไปในแนวเดียวกันกับมวลอากาศเย็น
มวลอากาศอุน่ จะถกู มวลอากาศเย็นซ้อนตัวให้ลอยสงู ข้นึ และเนอื่ งจากมวลอากาศเยน็ เคล่ือนตัวได้เร็วกว่าจึง
ทำให้มวลอากาศอุ่นช้อนอยู่บนมวลอากาศเย็น เราเรียกลักษณะดังกล่าวได้อีกแบบว่าแนวปะทะของมวล
อากาศปดิ ลกั ษณะของปรากฏการณด์ งั กล่าวจะทำใหเ้ กิดเมฆควิ มโู ลนิมบัส (Cumulonimbus) และทำให้เกิด
ฝนตก หรือพายฝุ นได้เช่นกัน

แนวปะทะมวลอากาศคงที่ (Stationary Front) นอกจากแนวปะทะอากาศดังกล่าว
มาแล้วนั้นจะมีลักษณะแนวปะทะอากาศของมวลอากาศคงที่อีกชนิดหนึ่ง (Stationary Front) ซึ่งเป็นแนว
ปะทะของมวลอากาศทเ่ี กิดจากการเคล่ือนท่ีของมวลอากาศอนุ่ และมวลอากาศเยน็ เข้าหากัน และจากสภาพที่
ทั้งสองมวลอากาศมแี รงผลักดันเท่ากนั จงึ เกดิ ภาวะสมดลุ ของแนวปะทะอากาศขึ้น แต่จะเกดิ ในชั่วระยะเวลา
ใดเวลาหน่ึงเท่าน้นั เม่ือมวลอากาศใดมแี รงผลกั ดันมากขึน้ จะทำให้ลักษณะของแนวปะทะอากาศเปลีย่ นไปเป็น
แนวปะทะอากาศแบบอืน่ ๆทันที

3. ครคู อยกระตุ้นใหน้ ักเรียนทุกคนมีสว่ นร่วมในการตอบคำถาม เพอื่ ตรวจสอบความรู้ความ
เขา้ ใจของนักเรียนโดยครูจะเดนิ ไปถามนักเรยี นในแตล่ ะกล่มุ

4. ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ ในส่วนท่ีบกพร่องของประเด็นคำตอบ และเปิดโอกาสให้นักเรียนแต่ละ
กลุ่มตัง้ ประเดน็ คำถาม กลุ่มละ 1 ประเดน็ เพ่อื ให้ครูช่วยอธิบายขอ้ สงสัย

ข้นั ท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration Phase)
1. ครใู ช้ส่อื Power point เรื่อง แนวปะทะอากาศ อธิบายเพิ่มเตมิ แก่นกั เรียน

2. ครูแนะนำให้นักเรียนศึกษาเว็บไซตท์ น่ี ่าสนใจเกยี่ วกบั เร่อื งแนวปะทะอากาศ เช่น
- https://thecloudcloud.weebly.com/536343624.html.
- https://www.youtube.com/watch?v=QtYIim6GWR4.

3. ครูแนะนำให้นักเรียนเข้าดูวีดิทัศน์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เรื่อง แนวปะทะ
อากาศ

ภาพที่ 3 วิดทิ ัศนเ์ รื่องแนวปะทะอากาศ
4. ครใู ห้นกั เรยี นเขียนผลกระทบทเี่ กิดจากแนวปะทะอากาศเพิม่ เตมิ ลงในสมดุ ของนกั เรียน
ขั้นที่ 5 ขนั้ ประเมิน (Evaluation Phase)
1. การอธิบายลักษณะของแนวปะทะอากาศ
2. การทำแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยท่ี 10 การเกดิ เมฆ
3. การตอบคำถามของนักเรยี นภายในชั้นเรยี น
4. ตรวจสือ่ เกีย่ วกบั แนวปะทะอากาศ
7. สือ่ การเรยี นรู้ / แหลง่ เรียนรู้
7.1 ส่อื Power point เร่ือง แนวปะทะอากาศ
7.2 ส่ือออนไลน์ท่ีไดจ้ ากการสบื ค้น
7.3 หนังสอื เรียนรายวิชาเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตร์โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5
เลม่ 4
7.4 วดี ทิ ัศนใ์ น QR ประจำบท
7.5 ส่อื เกี่ยวกบั แนวปะทะอากาศ

8. การวดั และการประเมนิ

เปา้ หมาย วิธกี าร เคร่อื งมือ เกณฑ์การ
ประเมนิ

ดา้ นความรู้ (K)

- น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ - การตอบคำถาม - แบบประเมินการตอบ ผา่ นเกณฑ์
ระดับคณุ ภาพ
อธิบายลักษณะแนว คำถาม
2
ปะทะอากาศได้
ผ่านเกณฑ์
ด้านทกั ษะกระบวนการ ระดับคณุ ภาพ

(P) 2

- นักเรียนสร้าง สื่อ - การตรวจชนิ้ งาน/สอ่ื ของ - แบบประเมินผลการทำใบ ผ่านเกณฑ์
ระดับคณุ ภาพ
เก ี่ยว ก ับแน ว ปะ ทะ นกั เรียน งาน/ช้นิ งาน/สมดุ รายบุคคล
2
อากาศได้

ด้านเจตคติ (A)

- นักเรียนมีความใฝ่รู้ - การตรวจงานนกั เรยี น - แบบประเมินผลการทำใบ

และมีวินยั ในการเรยี น งาน/ชิน้ งาน/สมุดรายบุคคล

แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 9

รายวิชา ว30214 ชือ่ วิชา โลก ดาราศาสตร์ 4 กลุ่มสาระ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ ๒๔ ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

หน่วยที่ 1 เรื่อง การเกิดเมฆ เวลา 2 ชม./คาบ.

แผนการสอนเรือ่ ง แบบจำลองแนวปะทะอากาศ ผ้สู อน ครทู ิพย์สุดา หอมนาน

วันที่สอน : วนั ที.่ ........เดอื น...............................พ.ศ............

1. ผลการเรียนรู้

อธบิ ายการเกิดแนวปะทะอากาศแบบตา่ ง ๆ และลกั ษณะลมฟา้ อากาศทเ่ี ก่ียวข้อง

2. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
แนวปะทะ เมอื่ มวลอากาศ 2 ลกู เคลือ่ นตวั มาพบกันเข้า อากาศของมวลทงั้ สองจะไม่ปนกันทันที แต่

จะทำให้เกิดแนวหรือขอบเขต ระหว่างมวลอากาศทั้งสอง มวลอากาศเย็นซึ่งมีความแน่นมากกว่า และหนัก
มากกว่ามวลอากาศร้อน จะดันอากาศร้อนให้ลอยขึ้น ทำให้เกิดเป็นเมฆต่างๆ เกิดพายุและฝนได้ แนวหรือ
ขอบเขตที่มวลอากาศทั้งสองมาพบกันนี้เรียกว่า "แนวปะทะ" แนวปะทะนี้ อาจจะมีเขตกว้างจาก 20 ถึง 40
กิโลเมตร ที่ใกล้บริเวณแนวปะทะน้ัน ปรากฏว่า คุณสมบัติของมวลอากาศทั้งสองจะต่างกัน แนวปะทะแบ่ง
ออกได้หลายชนิด คอื

- แนวปะทะอากาศเย็น (cold front) คือ แนวหรือเขตระหว่างมวลอากาศ ร้อนให้ถอย และลอยตัว
ขึ้น

- แนวปะทะอากาศร้อน (warm front) คือ แนวหรือเขตระหว่างมวลอากาศ ซึ่งมวลอากาศร้อนดัน
มวลอากาศเยน็ ให้ถอยไป

- แนวปะทะปิด (occluded front) คอื แนวหรอื เขตทเี่ กดิ ข้นึ เม่อื แนวปะทะของมวลอากาศเย็นตาม
ทันแนวปะทะอากาศร้อน และยกมวลอากาศรอ้ นข้นึ

- แนวปะทะคงท่ี (stationary front) คอื แนวหรอื เขตของมวลอากาศ 2 ลูก ซง่ึ ไมม่ กี ารเคล่อื นตวั

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

3.1 ดา้ นความรู้ (K) : นักเรยี นสามารถอธบิ ายลักษณะแนวปะทะอากาศได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P) : นกั เรยี นปฏิบตั กิ ิจกรรมท่ี 10.3 แบบจำลองแนวปะทะอากาศได้
3.3 ดา้ นเจตคติ (A) : เมือ่ ปฏิบตั ิกิจกรรมเรยี บรอ้ ยแล้วนกั เรียนเกบ็ อปุ กรณ์เขา้ ที่

4. คณุ ลกั ษณะผเู้ รยี น
4.1 คณุ ลักษณะทีพ่ ึงประสงค์
- ม่งุ มัน่ ในการทำงาน
- มีวินัย

5. สาระการเรยี นรู้
แนวปะทะ

เม่อื มวลอากาศ 2 ลกู เคลื่อนตัวมาพบกนั เขา้ อากาศของมวลทั้งสองจะไมป่ นกันทนั ที แต่จะทำให้
เกิดแนวหรือขอบเขต ระหว่างมวลอากาศทง้ั สอง มวลอากาศเยน็ ซ่ึงมคี วามแน่นมากกวา่ และหนักมากกว่า
มวลอากาศร้อน จะดนั อากาศร้อนใหล้ อยขน้ึ ทำใหเ้ กดิ เปน็ เมฆต่างๆ เกดิ พายุและฝนได้ แนวหรือขอบเขต
ที่มวลอากาศทั้งสองมาพบกันนี้เรียกว่า "แนวปะทะ" แนวปะทะนี้ อาจจะมีเขตกว้างจาก 20 ถึง 40
กโิ ลเมตร ที่ใกลบ้ ริเวณแนวปะทะนน้ั ปรากฏว่า คุณสมบตั ขิ องมวลอากาศทง้ั สองจะตา่ งกนั

ภาพที่ 1 แนวปะทะอากาศเย็น แนวปะทะอากาศร้อนและเมฆ

แนวปะทะเป็นสาเหตใุ หญอ่ นั หนง่ึ ที่ทำให้เกดิ ปรากฏการณข์ องอากาศ เช่น เมฆ ฝน และพายุได้
เสมอ แนวปะทะแบ่งออกได้หลายชนิด คอื

- แนวปะทะอากาศเย็น (cold front) คอื แนวหรือเขตระหว่างมวลอากาศ รอ้ นใหถ้ อย และลอย
ตัวขึน้

- แนวปะทะอากาศร้อน (warm front) คือ แนวหรือเขตระหว่างมวลอากาศ ซึ่งมวลอากาศร้อน
ดันมวลอากาศเย็นให้ถอยไป

- แนวปะทะปิด (occluded front) คอื แนวหรือเขตที่เกดิ ขนึ้ เมอื่ แนวปะทะของมวลอากาศเย็น
ตามทนั แนวปะทะอากาศร้อน และยกมวลอากาศรอ้ นขึ้น

- แนวปะทะคงที่ (stationary front) คือ แนวหรือเขตของมวลอากาศ 2 ลูก ซึ่งไม่มีการเคลื่อน
ตัว

สำหรับพายุไซโคลนในละติจูดสงู น้นั กเ็ ป็นปรากฏการณข์ องบรรยากาศอันสำคญั ยิ่งอย่างหนึ่งใน
โซนอบอุ่น ซึ่งเกดิ ข้นึ พร้อมกบั แนวปะทะอากาศรอ้ น แนวปะทะอากาศเยน็ และแนวปะทะปดิ

6. กิจกรรมการเรียนรู้
รูปแบบการสอนทใ่ี ช้ : รปู แบบการสอน 5E (Inquiry)

ขน้ั ที่ 1 ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement Phase)
1. ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน เพื่อกระตุ้นความคิดของนักเรียน โดยครูให้นักเรียน

สังเกตรูป 10.20 10.21 และ 10.22 ในหนังสือเรียนหน้า 25 – 26 จากนั้นร่วมกนั อภิปรายเกี่ยวกับการลู่เข้า
หากันของอากาศโดยใชต้ วั อย่างคำถามดงั ตอ่ ไปนี้

1.1 จากรูป 10.20 อากาศเกิดการยกตัวขึ้นได้อย่างไร ( แนวการตอบ อากาศรอบ
หย่อมความกดอากาศตำ่ ลู่เข้าหากนั ทำให้อากาศทีอ่ ยตู่ รงกลางถกู ดนั ให้ยกตวั ขน้ึ )

1.2 อากาศบรเิ วณซกี โลกเหนอื และซกี โลกใต้เกิดการลเู่ ข้าหากันในทิศทางท่ีเหมือน
หรือแตกต่างกันอย่างไร ( แนวการตอบ อากาศบริเวณซีกโลกเหนือลู่เข้าหากันในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา แต่
อากาศบนซกี โลกใต้ลูเ่ ขา้ หากันในทิศทางตามเขม็ นาฬกิ า )

1.3 จากรปู 10.21 อากาศเกดิ การยกตวั ขน้ึ ได้อย่างไร ( แนวการตอบ ลมค้าจากซีก
โลกเหนอื และซกี โลกใตพ้ ัดลู่เข้าหากันตลอดแนวรอ่ งความกดอากาศต่ำ ทำให้อากาศตลอดแนวน้ันเกิดการยก
ตัวข้ึน )

1.4 รอ่ งความกดอากาศต่ำดงั กล่าวสง่ ผลต่อประเทศไทยหรือไม่ อยา่ งไร ( แนวการ
ตอบ สง่ ผลต่อประเทศไทย โดยรอ่ งความกดอากาศต่ำจะพาดผ่านประเทศไทยในช่วงเดือนพฤษภาคนถึงเดือน
กนั ยายน ทำให้เกดิ ฝนตกอยา่ งตอ่ เนอ่ื งในช่วงเวลาดังกล่าว )

1.5 จากรูป 10.22 อากาศเกิดการยกตัวขึ้นได้อย่างไร ( แนวการตอบ ลมที่พัดอยู่
ด้านหน้ามีอัตราเร็วน้อยกว่าลมที่พัดอยู่ด้านหลัง ทำให้อากาศที่อยู่ด้านหลังเคลื่อนที่เข้าหาอากาศที่อยู่
ดา้ นหนา้ อากาศทอ่ี ยตู่ รงกลางจึงถูกดนั ใหย้ กตวั สงู ข้นึ )

2. ครูตรวจสอบความเข้าใจนักเรียนเกี่ยวกับการลู่เขาหากันของอากาศ โดยใช้คำถามใน
หนงั สอื เรียนหนา้ 26

2.1 การลูเ่ ข้าหากนั ของอากาศใกลพ้ ้นื ผวิ โลกเกิดขน้ึ ในลกั ษณะใดบา้ ง และทำให้เกิด
เมฆได้อย่างไร ( แนวการตอบ การลู่เขาหากันของอากาศรอบหย่อมความกดอากาศต่ำ การลู่เขาหากันของ
อากาศบรเิ วณร่องความกดอากาศต่ำ และการลเู่ ขาหากนั ของอากาศเนอื่ งอัตราเรว็ ลมด้านหนา้ ต่ำกวา่ อตั ราเร็ว
ลมทีอ่ ยดู่ า้ นหลงั โดยอากาศทีล่ ่เู ข้าหากนั จะทำใหอ้ ากาศท่อี ยู่ตรงกลางถูกดันให้ยกตวั ข้ึน ซ่ึงหากอากาศยกตัว
ขนึ้ เหนอื ระดับความควบแน่นกจ็ ะทำให้เกดิ เมฆ )

3. ครนู ำนกั เรยี นเข้าสู่การปฏิบตั กิ จิ กรรมที่ 10.3 แบบจำลองแนวปะทะอากาศ
ขัน้ ที่ 2 ขัน้ สำรวจและค้นหา (Exploration Phase)

1. ครใู ห้นักเรียนแบง่ กลุม่ ออกเปน็ 9 กลุ่มเท่าๆกันตามที่ได้จัดไว้แลว้ จากน้ันครูให้นักเรียน
ร่วมกันศึกษาบทเรยี นเรอ่ื งแนวปะทะอากาศ โดยการใชก้ ิจกรรมที่ 10.3 แบบจำลองแนวปะทะอากาศ เพ่ือให้
นักเรียนเขา้ ใจในเรอื่ งแนวปะทะอากาศ

2. ครอู ธิบายจดุ ประสงค์ของกจิ กรรม เพ่อื อธิบายการเกิดและลักษณะของแนวปะทะอากาศ
โดยใช้แบบจำลอง

3. ครใู หน้ กั เรียนส่งตวั แทนมารบั อปุ กรณ์ดงั นี้
1. กล่องพลาสติกใส ขนาด กว้าง 8 เซนติเมตร ยาว 20 เซนติเมตร สูง 12

เซนตเิ มตร
1 กลอ่ ง

2. ขวดพลาสติกใส ขนาด 600 มิลลิลติ ร 2 ขวด
3. บีกเกอร์ ขนาด 500 มลิ ลลิ ติ ร 2 ใบ
4. ปากกาเขียนแผน่ ใส 1 ด้าม
5. ไมบ้ รรทัด 1 อนั
6. ไม้เสยี บลูกช้นิ 2 อัน
7. ดนิ นำ้ มนั 1 ก้อน
8. ชอ้ นตกั สารเบอร์ 1 1 อนั
9. นำ้ อุณหภมู ิห้อง 2 ลิตร
10. เกลือ (ถุงเล็ก) 1 ถุง
11. สผี สมอาหารสีแดง 1 ขวด
12. สีผสมอาหารสีฟ้า 1 ขวด
4. ครูใหน้ กั เรียนปฏิบัตกิ ิจกรรมตามขนั้ ตอนการทดลองดังตอ่ ไปนี้
4.1 เตรียมชดุ อุปกรณ์ โดย

4.1.1 ขีดเส้นระดับน้ำบนกล่องพลาสติกใส โดยให้อยู่ต่ำกว่าขอบด้านบน
ของกล่อง 1 เซนติเมตร

4.1.2 ใชธ้ ปู เจาะรขู นาดเสน้ ผ่านศูนยก์ ลางประมาณ 0.5 เซนตเิ มตร ท่ีขวด
น้ำทั้ง 2 ขวด ขวดละ 2 ตำแหน่ง โดยให้ตำแหน่งแรกอยู่สงู จากก้นขวด 1 เซนติเมตร และตำแหน่งที่สองอยู่
สูงจากกน้ ขวด 4 เซนติเมตร ดงั รูป

ภาพที่ 1 การเตรียมอปุ กรณ์
ทมี่ า : คู่มอื ครรู ายวิชาเพมิ่ เติม โลกดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ เล่ม 4

4.1.3 ใชด้ ินนำ้ มนั อดุ รูบนขวดน้ำทัง้ สองใบ จากนัน้ นำไปวางไว้ในกล่องโดย
ใช้ดนิ นำ้ มันช่วยยึดกน้ ขวดใหแ้ น่น ดงั รูป

ภาพที่ 2 การเตรยี มอุปกรณ์
ทีม่ า : คมู่ อื ครูรายวิชาเพม่ิ เตมิ โลกดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ เล่ม 4

4.2 เตรยี มสารละลาย 2 ชนิด ดังน้ี
4.2.1 สารละลายชนิดที่ 1 เทน้ำ 350 มิลลิลิตรลงในบีกเกอร์ หยดสีผสม

อาหารสีแดงจำนวน 10 หยด จากน้ันคนให้เข้ากัน
4.2.2 สารละลายชนิดที่ 2 เทน้ำ 350 มิลลิลิตรลงในบีกเกอร์ หยดสีผสม

อาหารสีฟ้าจำนวน10 หยด และเกลอื ประมาณคร่งึ ชอ้ นตักสารเบอร์ 1 คนใหเ้ ข้ากนั จนกระทั่งเกลือละลาย
4.3 เทสารละลายชนดิ ท่ี 1 ลงในขวดดา้ นซ้าย และเทสารละลายชนดิ ที่ 2 ลงในขวด

ด้านขวาโดยใหร้ ะดับของสารละลายของทงั้ สองขวดอยู่ในระดบั เดยี วกบั เสน้ ระดบั น้ำที่ทำไว้ จากน้นั ตรวจสอบ
ให้แนใ่ จวา่ ไม่มีสารละลายร่วั ออกมาจากขวด

ภาพที่ 3 การเตรียมสารละลาย
ท่มี า : คูม่ ือครรู ายวิชาเพ่มิ เตมิ โลกดาราศาสตร์และอวกาศ เล่ม 4

4.4 เทนำ้ ลงในกล่องพลาสติกโดยใหร้ ะดับนำ้ อยู่ในระดับเดียวกับเส้นระดับน้ำท่ีทำ
ไว้จากน้นั วางทง้ิ ไว้จนกระทงั่ น้ำในกล่องนิ่ง

4.5 ใช้ไม้เสียบลูกชิ้นค่อย ๆ เขี่ยดินน้ำมันที่อุดรูออกพร้อม ๆ กันทั้งหมด จากน้ัน
สงั เกตบริเวณทสี่ ารละลายเคลื่อนท่ีเขา้ หากนั เปน็ เวลาประมาณ 3 นาที ทงั้ น้ีให้สังเกตจากทางด้านข้างของชุด
การทดลอง บนั ทึกผล

4.6 สรุปและอภปิ รายลักษณะการเคล่ือนทข่ี องสารละลายจากขวดทั้งสองใบ
5. ครูนำนักเรียนรว่ มสรุปบทเรียนตอ่ ไป

ข้นั ที่ 3 ขนั้ อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation Phase)
1. ครูและนกั เรียนร่วมกันสรปุ แบบจำลองแนวปะทะอากาศ กล่าวคอื เมอื่ เขีย่ ดินน้ำมันท่ีอุด

รบู นขวดออก สารละลายทัง้ สองชนดิ จะไหลออกจากขวดไปตามพืน้ กล่อง เมือ่ สารละลายท้งั ไหลมาปะทะกัน
สารละลายชนิดที่ 1 (สารละลายสีแดง) จะไหลอยู่ด้านบน ในขณะที่สารละลายชนิดที่ 2 จะไหลอยู่ด้านล่าง
เนอ่ื งจากสารละลายชนดิ ที่ 1 มีความหนาแน่นนอ้ ยกวา่ สารละลายชนิดที่ 2

2. ผลการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม ดงั ภาพ
ตวั อย่างผลการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม ( อ้างอิงจากค่มู ือครรู ายวชิ าเพ่มิ เติม โลกดาราศาสตร์และอวกาศ เล่ม 4 )

ภาพที่ 4 ผลการปฏบิ ัติกจิ กรรม
ทีม่ า : คูม่ ือครูรายวิชาเพม่ิ เติม โลกดาราศาสตร์และอวกาศ เลม่ 4
3. ครูใหน้ ักเรยี นตอบคำถามทา้ ยกจิ กรรม เพอ่ื เปน็ การสร้างความเขา้ ใจมากยิ่งขนึ้ โดยการใช้
คำถามดงั น้ี

3.1 ลกั ษณะการเคล่ือนท่ีของสารละลายในแบบจำลองเป็นอย่างไร เพราะเหตุใดจึง
เป็นเช่นนั้น ( แนวการตอบ สารละลายชนิดที่ 1 ไหลอยู่ด้านบน ในขณะที่สารละลายชนิดที่ 2 ไหลอยู่ล่าง
เน่ืองจากสารละลายชนดิ ที่ 1 มีความหนาแนน่ นอ้ ยกว่าสารละลายชนิดท่ี 2 )

3.2 อากาศมีการเคลื่อนที่ในลักษณะเดียวกันกับสารละลายในแบบจำลองหรือไม่
อย่างไร ( แนวการตอบ อากาศมีการเคลือ่ นท่ีในลักษณะเดียวกับสารละลายในแบบจำลองได้เช่นกนั โดย
อากาศที่มีความหนาแน่นต่างกันเคลื่อนที่มาปะทะกัน อากาศที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าจะเคลื่อนที่อยู่
ด้านบน และอากาศที่มคี วามหนาแน่นมากกวา่ จะเคลื่อนทอ่ี ยู่ด้านล่าง )

4. ครูคอยกระตุ้นใหน้ ักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการตอบคำถาม เพ่ือตรวจสอบความรู้ความ
เข้าใจของนักเรียนโดยครจู ะเดนิ ไปถามนักเรยี นในแตล่ ะกลุ่ม

5. ครูอธิบายเพ่มิ เติมในสว่ นท่ีบกพรอ่ งของประเดน็ คำตอบ และเปิดโอกาสใหน้ ักเรียนแต่ละ
กลุ่มตง้ั ประเด็นคำถาม กลมุ่ ละ 1 ประเด็น เพอื่ ให้ครูชว่ ยอธบิ ายขอ้ สงสัย

ข้ันท่ี 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration Phase)
1. ครใู ช้สอื่ Power point เร่ือง แนวปะทะอากาศ อธิบายเพม่ิ เติมแก่นกั เรียน

2. ครแู นะนำใหน้ ักเรยี นศกึ ษาเวบ็ ไซตท์ ีน่ า่ สนใจเก่ยี วกับเรอื่ งแนวปะทะอากาศ เช่น
- https://thecloudcloud.weebly.com/536343624.html.

- https://www.youtube.com/watch?v=QtYIim6GWR4.
3. ครใู ห้ความรเู้ พ่มิ เตมิ เกย่ี วกับมวลอากาศ ดงั น้ีมวลอากาศ หมายถึง อากาศในบรเิ วณกว้าง
ซึ่งมีสมบัติคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอุณหภูมิและความชื้น สมบัติของมวลอากาศขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่เป็น
แหล่งกำเนิดมวลอากาศน้ัน เช่นมหาสมุทรในแถบข้ัวโลกจะทำให้เกดิ มวลอากาศทีม่ ีอณุ หภูมิตำ่ และความช้ืน
สงู พ้ืนทวีปในเขตรอ้ นจะทำให้เกดิ มวลอากาศท่มี ีอณุ หภมู สิ ูงและความช้นื ต่ำ
4. ครใู ห้นักเรยี นทำแบบฝกึ หดั ทา้ ยหนว่ ยมาสง่ ในคาบถัดไป
ข้ันท่ี 5 ขั้นประเมิน (Evaluation Phase)
1. การอธบิ ายลักษณะของแนวปะทะอากาศ
2. การทำแบบทดสอบหลงั เรียนหน่วยท่ี 10 การเกดิ เมฆ
3. การตอบคำถามของนกั เรยี นภายในชน้ั เรียน
4. ตรวจแบบฝกึ หดั ทา้ ยหน่วย
5. ตรวจกจิ กรรมท่ี 10.3 แบบจำลองแนวปะทะอากาศ

7. สื่อการเรยี นรู้ / แหล่งเรียนรู้
7.1 สื่อ Power point เรือ่ ง แนวปะทะอากาศ
7.2 สอ่ื ออนไลนท์ ไ่ี ด้จากการสืบคน้
7.3 หนังสอื เรยี นรายวิชาเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร์โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 5

เลม่ 4
7.4 วีดิทศั น์ใน QR ประจำบท
7.5 กิจกรรมท่ี 10.3 แบบจำลองแนวปะทะอากาศ

8. การวดั และการประเมนิ

เป้าหมาย วิธกี าร เคร่ืองมอื เกณฑ์การ
ประเมนิ

ดา้ นความรู้ (K) - แบบประเมินการตอบ ผา่ นเกณฑ์
- น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ - การตอบคำถาม คำถาม ระดบั คณุ ภาพ
อธิบายแบบจำลองแนว
ปะทะอากาศได้ 2

ดา้ นทกั ษะกระบวนการ

(P)

- น ั ก เ ร ี ย น ป ฏ ิ บ ั ติ - ตรวจการปฏิบัติกิจกรรม - แบบประเมินผลการทำใบ ผา่ นเกณฑ์
ก ิ จ ก ร ร ม ท ี ่ 1 0 . 3 ที่ 10.3 แบบจำลองแนว งาน/ชนิ้ งาน/สมุดรายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ
แบบจำลองแนวปะทะ ปะทะอากาศ
อากาศได้ 2
ด้านเจตคติ (A)
ผา่ นเกณฑ์
- เมื่อปฏิบัติกิจกรรม - การสังเกตพฤติกรรม - แบบประเมินการสังเกต ระดบั คณุ ภาพ

เรียบร้อยแล้วนักเรียน นกั เรยี น พฤตกิ รรม 2

เกบ็ อุปกรณ์เขา้ ที่


Click to View FlipBook Version