โครงร่างวิทยานิพนธ์ การใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ ที่ส่งผลต่อการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา Using the KWL Plus teaching technique in conjunction with Cornell notation. that affect reading comprehension of students at the Diploma level Under the Office of the Vocational Education Commission. โดย โกวิท บุญด้วง อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ รองศาสตราจารย์ดร. ขวัญชนก นัยจรัญ แบบเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์ (Proposal) นี้เป็นส่วนหนึ่งของ รายวิชาระเบียบวิธีวิจัยทางภาษาไทยและ วรรณกรรมไทย THAI780 สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ประจำภาคเรียนที่ 2/256
ก สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 1 บทนำ 1 1. ที่มาและความสำคัญของปัญหา 1 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 6 3. สมมติฐาน 6 4. ขอบเขตของการวิจัย 9 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 9 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 11 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 12 1. เทคนิคการสอน KWL Plus 12 1.1 ความเป็นมา และเป้าหมายของเทคนิคการสอน KWL Plus 12 1.2 ขั้นตอนของเทคนิคการสอน KWL Plus 15 1.3 บทบาทของผู้สอนและผู้เรียนในเทคนิคการสอน KWL Plus 22 1.4 การจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการสอน KWL Plus 24 1.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการสอน KWL Plus 27 2. การจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ 29 2.1 ความหมายของการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ 29 2.2 ขั้นตอนการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ 30 2.3 ประโยชน์ของการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ 33 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ 34 3. การอ่านเพื่อความเข้าใจ 39 3.1 ความหมาย และความสำคัญของการอ่านเพื่อความเข้าใจ 39 3.2 องค์ประกอบของการอ่านเพื่อความเข้าใจ 41 3.3 ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 43 3.4 การพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 47 3.5 การประเมินความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 50 3.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านเพื่อความเข้าใจ 52 4. กรอบแนวคิดในการวิจัย 55
ข สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 56 1. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 56 2. การออกแบบการวิจัย 57 3. การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 57 4. การสร้างเครื่องมือในการวิจัย 57 5. การดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 64 6. การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย 65 บรรณานุกรม 66 ภาคผนวก 70 ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์71 ตัวอย่าง บทความวิชาการเรื่อง “อุตสาหกรรม 4.0 กับทักษะใหม่ของการศึกษาสายอาชีพ” 74 ตัวอย่าง แบบบันทึกคอร์เนลล์ 76 ตัวอย่าง แบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจแบบเลือกตอบ 77
ค สารบัญตาราง เรื่อง หน้า ตารางที่ 1 ตารางสังเคราะห์เทคนิคการสอน KWL Plus 18 ตารางที่ 2 ตารางการสังเคราะห์ขั้นตอนการจดบันทึกในรูปแบบคอร์เนลล์ 31 ตารางที่ 3 ตารางผลการสังเคราะห์เทคนิคการสอน KWL – Plus ร่วมกับ การจดบันทึกในรูปแบบคอร์เนลล์36 ตารางที่ 4 ตารางการสังเคราะห์ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 45 ตารางที่ 5 การสร้างเกณฑ์การให้คะแนนแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจแบบเขียนตอบ 57 ตารางที่ 6 ตารางการสร้างแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 59 ตารางที่ 7 แผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคสอนสอน KWL Plus ร่วมกับ การจดบันทึกคอร์เนลล์ 61
1 บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของปัญหา การอ่านเป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ การคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ ประสบการณ์แก่ผู้อ่าน การอ่านที่มีประสิทธิภาพผู้อ่านจำเป็นจะต้องเข้าใจจุดมุ่งหมาย และความคิดของผู้เขียน สามารถจับใจความสำคัญจากเนื้อหาที่อ่าน สามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านได้ สามารถนำความรู้ ความคิดที่ได้รับจากการอ่านไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังที่ ขวัญชนก นัยจรัญ (2565) กล่าวว่า การอ่านมี ความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน เนื่องจากการอ่านจะทำ ให้ผู้เรียนได้รับความรู้เพิ่มที่ตรงตามความต้องการของตนเองนอกจากนี้ผู้อ่านมากจะมีความรู้กว้างและทัน เหตุการณ์ทำให้อยู่ร่วมกันกับคนในสังคมได้อย่างมีความสุข สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2553) กล่าวว่า การอ่านเป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้และเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ การคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ ประสบการณ์แก่ผู้อ่าน การอ่านที่มีประสิทธิภาพ ผู้อ่านจำเป็นจะต้องเข้าใจจุดมุ่งหมายและความคิดของผู้เขียน จับใจความสำคัญ แสดงความคิดเห็น และนำความรู้ได้รับจากการอ่านไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ความสามารถใน การอ่านจึงนับเป็นทักษะที่สำคัญในการศึกษาทุกระดับ เพราะในการเรียนวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนใน ห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนก็ตามล้วนแต่ต้องใช้ทักษะการอ่านเป็นสื่อสำคัญในการเรียนรู้ สอดคล้องกับ เสาวลักษณ์ รัตนวิชช์ (2550) ที่กล่าวว่า การอ่านเป็นทักษะที่มีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตใน ปัจจุบัน เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการแสวงหาความรู้และใช้ความรู้ที่ได้จากการอ่านในการปรับตัว เป็นทักษะ ด้านการรับรู้ที่สำคัญมาก เพราะเป็นเครื่องมือเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เป็นรากฐานของการเรียนรู้ แต่ละสาขาวิชาและ เพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถของแต่ละคนซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ได้ผลระยะยาวมากที่สุด และ Holden (2004) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านว่า การอ่านเป็นกระบวนการที่สร้างสรรค์ และเป็น องค์ประกอบสำคัญในการนำไปสู่กระบวนการสร้างสรรค์อื่น ผู้เรียนจำเป็นต้องมีความพร้อมในทักษะการอ่านใน ระดับที่สูง เพื่อได้รับประโยชน์สูงสุดจากวัฒนธรรมและชีวิตในสังคม โอกาสในชีวิตพัฒนาขึ้นจากการอ่าน การศึกษาจำเป็นต้องก้าวข้ามจากการสอนอ่านอย่างธรรมดา ไปสู่การสอนให้ผู้เรียนสนุกสนานกับการอ่านและ ขยายขอบเขตของการอ่านให้กว้างขวางขึ้น การอ่านเป็นสิ่งจำเป็นและให้ประโยชน์แก่มนุษย์มากทุกด้านทุกโอกาส การอ่านจะช่วยส่งเสริมความรู้ความคิดของมนุษย์ให้เพิ่มพูนขึ้น ผู้ที่อ่านหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อม ได้เปรียบ และมีชีวิตที่ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว การอ่านเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญสำหรับไขหาความรู้ที่มีอยู่ มากมายในโลกใบนี้ ถ้าได้นำเอาความรู้ที่ได้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาให้แก่สังคมแล้ว บุคคลเหล่านี้ก็ จะเป็นพลเมืองดีของสังคม สังคมใดมีบุคคลที่มีประสิทธิภาพในการอ่านอยู่มากสังคมนั้นก็ย่อมจะเจริญพัฒนาไปได้
2 อย่างรวดเร็ว จะเห็นได้ว่าการอ่านมีความสำคัญยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน สรุปได้ว่า การอ่าน นั้นมีความสำคัญต่อมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้เรียน เพราะการเรียน การงาน และการดำรงชีวิตนั้น ล้วน เกี่ยวข้องกับการอ่านทั้งสิ้น ดังนั้นหากผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการอ่านเป็นอย่างดีจะทำให้สามารถค้นคว้า และฝึกฝนทักษะความรู้ทางวิชาการ และวิชาชีพได้ต่อไป จากความสำคัญดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (2563) ได้ระบุว่าจัดการเรียนการสอน ในหลักสูตร ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ผู้เรียนต้องเรียนรายวิชาพื้นฐาน กลุ่มวิชาภาษาไทย ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไม่น้อยกว่า 3 หน่วยกิต ซึ่งจัดอยู่ในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลางระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จัดให้เรียนรายวิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ โดยมีคำอธิบายรายวิชา ระบุ ว่า “ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการฟัง การดู การพูด การอ่านและการเขียนภาษาไทย การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่าสารในงานอาชีพจากสื่อประเภทต่าง ๆ การพูดนำเสนอข้อมูลเพื่อสื่อสารในงานอาชีพ และในโอกาสต่าง ๆ การเขียนเพื่อกิจธุระ การจดบันทึกข้อมูลและเขียนรายงานการปฏิบัติงานเชิงวิชาชีพ และ จรรยาบรรณในการใช้ภาษาไทยเชิงวิชาชีพ” จะเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้เล็งเห็น ความสำคัญของการเรียนวิชาภาษาไทยโดยอย่างยิ่ง คือ ทักษะการอ่านที่สอดแทรกอยู่ในคำอธิบายรายวิชาในทุก หลักสูตรที่มีการจัดการเรียนการสอน สอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (2551) ที่กล่าวว่า ภาษาไทยเป็นทักษะที่ ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปใช้ในชีวิต ในการอ่านนักเรียนจะเรียนรู้ในเรื่องของการอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไปปรับใช้ใน ชีวิตประจำวัน การงานและการดำรงชีวิตในยุคปัจจุบันล้วนเกี่ยวข้องกับการอ่านทั้งสิ้น เช่น การอ่านสาร ข้อมูล ต่าง ๆ ในสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลทั้งจริงและเท็จ การอ่านโดยใช้วิจารณญาณไตร่ตรองข้อมูลจึงเป็นสิ่ง สำคัญยิ่ง ดังนั้นการพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะในการอ่านที่มีประสิทธิภาพย่อมเป็นการพัฒนาเครื่องมือสำคัญใน การแสวงหาความรู้ของผู้เรียนอันจะก่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในศาสตร์ต่าง ๆ กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และทำ ให้ผู้เรียนหรือผู้อ่านได้รับประโยชน์จากการอ่านอย่างแท้จริง ผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนรายวิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 ได้สำรวจสภาพปัญหาในการอ่านของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 127 คน พบว่านักศึกษามีทักษะการอ่านในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ ดังข้อมูลจากการ สำรวจที่พบว่า นักศึกษามีทักษะการอ่านอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ ( = 3.39) มีรายละเอียดดังนี้ การอ่าน เข้าใจตามตัวอักษร คือ ความสามารถในการทำความเข้าใจ และการจับใจความสำคัญในเรื่องที่อ่าน อยู่ในระดับ
3 ปานกลางค่อนข้างต่ำ ( = 3.46) การอ่านเพื่อตีความ คือ ความสามารถในการตีความ วัตถุประสงค์ของผู้เขียน การตีความอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร และการวิเคราะห์องค์ประกอบของงานเขียน อยู่ในระดับปานกลาง ค่อนข้างต่ำ ( = 3.37) การอ่านประเมินค่า คือ ความสามารถในการบอกคุณค่าของบทอ่านประเภทต่าง ๆ และ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านอย่างมีเหตุผล อยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ ( = 3.38) และการ อ่านเพื่อประยุกต์ใช้ คือ ความสารถในการประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน หรือนำข้อคิดที่ได้จากการอ่านไปใช้ ในชีวิตจริง และการสร้างองค์ความรู้ใหม่จากการอ่านเรียบเรียงหรือสร้างสรรค์ในรูปแบบอื่น ๆ อยู่ในระดับปาน กลางค่อนข้างต่ำ ( = 3.37) ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาระดับการอ่านจึงพบว่า ปัญหาดังกล่าวจัดอยู่ในระดับการอ่านเพื่อ ความเข้าใจ ดังที่นักวิชาการได้ให้ความหมายและระดับของการอ่านเพื่อความเข้าใจดังนี้ สมุทร เซ็น เชาวนิช (2542) กล่าวว่า การอ่านเพื่อความเข้าใจ หมายถึง กระบวนการรับสารโดยการอ่านที่ผู้อ่านสามารถแปล ความหมายของคํา ข้อความ จับใจความสำคัญและสามารถเข้าใจแนวความคิดหลักที่ผู้เขียนต้องการ นําเสนอผ่าน ข้อความตลอดจนการเชื่อมโยงแนวความคิดที่ได้จากการอ่านกับประสบการณ์เดิมเพื่อความเข้าใจเนื้อเรื่องและ สามารถคาดเดาเหตุการณ์ข้างหน้าได้ และจุฑาทิพย์ แซ่กี้ (2564) ได้ให้ความหมายของการอ่านเพื่อความเข้าใจ หมายถึง กระบวนการรับสารโดยการอ่านที่ผู้อ่านสามารถแปลความหมายของคำ ข้อความ จับใจความสำคัญ ตีความ และสรุปอ้างอิงแนวความคิดหลักที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอผ่านข้อความตลอดจนการเชื่อมโยงแนวความคิด ที่ได้จากการอ่านกับประสบการณ์เดิมเพื่อความเข้าใจเนื้อเรื่อง สามารถคาดเดาเหตุการณ์ข้างหน้าได้และนำความรู้ ที่ได้จากบทอ่านไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ ส่วนระดับการอ่านเพื่อความเข้าใจ มีนักวิชาการได้กล่าวไว้ เช่น Raygor and Raygor (1985) กล่าวถึงการอ่านเพื่อความเข้าใจว่ามี 3 ระดับ ดังนี้ 1) ระดับตัวอักษร (literal comprehension) หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจความหมายของคำตามตัวอักษรที่ผู้เขียนนำเสนอ 2) ระดับ ตีความ (Interpretative comprehension) หมายถึงความสามารถในการหาความหมายในสิ่งที่ผู้เขียนไม่ได้ระบุไว้ ในเนื้อเรื่องและสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความคิดหรือเหตุการณ์ในเรื่อง 3) ระดับประยุกต์ (applied comprehension) หมายถึง ความสามารถในการประเมินค่าความคิดของผู้เขียนและสามารถนำความคิดนั้นมา สัมพันธ์กับประสบการณ์ของตนรวมทั้งนำความคิดของผู้เขียนไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่และแก้ปัญหาได้ สอดคล้องกับ เทียมจันทร์ สังขพันธานนท์ (2563) กล่าวว่า การอ่านเพื่อความเข้าใจ คือ 1) ความเข้าใจระดับ ตัวอักษรและขั้นพื้นฐาน คือความเข้าใจในข้อความหรือเนื้อหาในบทอ่านที่ระบุไว้อย่างชัดเจน โดยเป็นระบบที่ไม่ใช้ กระบวนการคิดที่มีความซับซ้อน 2) ความ้ข้าใจระดับการตีความ คือระดับความเข้าใจในการอ่าน เป็นการพยายาม หาข้อเท็จจริงจากบทอ่านด้วนวิธีการต่าง ๆ หรืออาจหมายรวมถึงความเข้าใจระดับอ้างอิง หรือการอนุมาน คือ ความเข้าใจในบทความได้ระบุไว้โดยนัย หรือไม่ได้กล่าวไว้โดยตรง โดยผู้อ่านหรือผู้เขียนในระดับนี้จะต้องตอบ คำถามในขณะที่อ่านให้ได้ว่า “ผู้เขียนต้องการสื่อถึงอะไร” 3) ความเข้าใจในระดับการวิเคราะห์และประเมินค่า คือ
4 ความเข้าใจในสิ่งที่บทอ่านหรือผู้เขียนต้องการจะสื่อสารสู่ผู้อ่าน และประเมินได้ว่าทำในระดับใด สามารถให้ ข้อคิดเห็น ข้อวิจารณ์ การประเมินค่า และการวิเคราะห์จากความคิดเห็น และวิจารณญาณจากตัวผู้อ่าน ส่วน จุฑา ทิพย์ แซ่กี้ (2564) กล่าวว่า การอ่านเพื่อความเข้าใจ คือ 1) ระดับข้อเท็จจริง หมายถึง การแปลความ และการจับ ใจความคือ การแปลความหมายของคำศัพท์ การจับใจความสำคัญ การเรียงลำดับเหตุการณ์ 2) ระดับตีความ หมายถึง การวิเคราะห์ และการตีความ คือ การจำแนกข้อเท็จจริงข้อคิดเห็นการระบุความสัมพันธ์ระหว่างชื่อเรื่อง และเนื้อหา การคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า การตีความความหมายของคำมีหลายความหมาย การระบุวัตถุประสงค์ ของผู้เขียน การเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ของตัวละคร การวิเคราะห์องค์ประกอบของงาน การระบุแก่นของเรื่อง 3) ระดับประเมินค่า หมายถึง การระบุความสมเหตุสมผลของเหตุการณ์ในเรื่อง การระบุคุณค่าด้านเนื้อหา การ ระบุคุณค่าด้านภาษา การประเมินกลวิธีการนำเสนอ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 4) ระดับ ประยุกต์ใช้ หมายถึง การเชื่อมโยง และการถ่ายทอด คือ การยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับเรื่องที่อ่าน การ เชื่อมโยงเรื่องที่อ่านกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ในชีวิตจริง การระบุแนวทางการนำข้อคิดที่ได้จากการอ่านไปใช้ ในชีวิตจริง การเขียนเรื่องใหม่จากแก่นของเรื่อง การสร้างองค์ความรู้ใหม่จากการอ่าน จะเห็นได้ว่าผู้เรียนประสบ ปัญหาในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ซึ่งหากมีการพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจให้กับผู้เรียนอย่าง ตรงตามความสามารถในการอ่านที่ดีขึ้น รวมถึงสามารถใช้ทักษะการอ่านในการพัฒนาตนเองต่อไป จากความสำคัญและปัญหาดังกล่าวข้างต้นผู้วิจัยได้ศึกษาเทคนิคและวิธีสอนต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ในการจัด เรียนการสอนเพื่อพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจจากการอ่านบทอ่านประเภทต่าง ๆ พบว่าเทคนิคการสอนอ่านที่มี ความน่าสนใจซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของผู้เรียนได้ คือ เทคนิคการสอน KWL Plus ซึ่งเป็นแนวคิดของ Carr & Ogle พัฒนาขึ้นในปีคริสต์ศักราช 1987 ซึ่งเป็นวิธีการสอนอ่านที่ช่วยกระตุ้นผู้เรียนให้มี กระบวนการคิดในขณะที่อ่าน มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ดังนี้ ขั้น K (Know) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนตรวจสอบว่า ตนเองมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องจะอ่านมากน้อยเพียงใดโดยนำความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิมมาใช้ในการเชื่อมโยง กับความรู้ใหม่ ขั้น W (Want to know) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนจะต้องถามตนเองว่าต้องการรู้อะไรในเนื้อเรื่องที่อ่าน ขั้น L (Learned) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนสำรวจว่าตนเองได้เรียนรู้อะไรบ้างจากบทอ่าน และขั้น Plus ซึ่งหมายถึงการ เพิ่มกิจกรรมแผนผังความคิด (Mind Mapping) เพื่อใช้ในการสรุปความหลังการอ่าน (Carr, E.,and Donna Ogle, 1987) ทั้งนี้มีผู้นำเทคนิค KWL Plus มาทำการวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่าน เช่น อาภรณ์พรรณ พงษ์ สวัสดิ์ (2550) ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ผลการวิจัยพบว่าการสอนอ่านด้วยวิธี KWL Plus ส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วน ร่วมในการอ่านอย่างกระตือรือร้น เป็นการอ่านที่ฝึกถามตนเองการใช้ความคิดคิดเรื่องที่อ่านพัฒนาสมรรถภาพใน การกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการอ่านสรุปสาระสำคัญจากเรื่องที่อ่าน และจัดการกับสาระความรู้ขึ้นมา
5 ใหม่ตามความเข้าใจของตนเอง ทำให้นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่าน และนักเรียนประสบความสำเร็จในการอ่าน มากกว่ากลุ่มของนักเรียนที่ไม่ได้รับการสอนด้วยกลวิธีการสอนแบบ KWL Plus และพบว่าผลสัมฤทธิ์การอ่านของ นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL Plus หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เช่นเดียวกับ มาลินี สุทธิเวช (2561) ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านสรุปความ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์การอ่านสรุปความของผู้เรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิค KWL Plus สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้และ ผู้เรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด และ นันทิพา สันทัดการ (2560) ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ด้วยเทคนิค KWL Plus กรณีศึกษาของนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ผลการวิจัยพบว่านักศึกษามีทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังการ จัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL Plusสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการ เรียนรู้แบบ KWL Plus และความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน เพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL Plusโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้จากผลการสำรวจสภาพปัญหาในการอ่านของผู้เรียนอีกประการหนึ่งพบว่า ผู้เรียนต้องการให้จัด กิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านของผู้เรียน โดยครูผู้สอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทำกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่าน หาบทอ่านที่ตรงตามความสนใจของผู้เรียน เช่น ครูผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนกลับไปอ่านบทอ่านที่ตนเองสนใจ แล้วนำกลับมาเล่าให้เพื่อน ๆ และครูผู้สอนฟัง เน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี มีการผลิตสื่อการสอนที่เข้าใจง่าย ช่วยในการฝึกฝนทักษะการอ่านของผู้เรียน ครูผู้สอนสอนโดยการศึกษาด้วยตนเอง และการสอนโดยใช้การจด บันทึกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านเพื่อความเข้าใจของผู้เรียน ผู้วิจัยจึงศึกษาเอกสารและงานวิจัยทีเกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการจดบันทึกพบว่า การจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ช่วยกระตุ้น และจัดระบบความคิดได้ดังที่นักวิชาการได้ ศึกษารูปแบบการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ (Cornell note taking) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย Walter Pauk แห่ง มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ในปี ค.ศ. 1949 ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการศึกษาสามารถนามาใช้ในการ พัฒนาทักษะการเรียนรู้ได้การจดบันทึกคอร์เนลล์มีลักษณะเด่นในการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบที่จะช่วยในเรื่อง ความจำ การจดบันทึกจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเก็บข้อมูลความรู้เป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนเอาไว้เพื่อการ ทบทวน (Oxford, 1990 อ้างถึงใน ผัสสพรรณ ถนอมพงษ์ชาติ, 2550) สอดคล้องกับ TsaiFu & Yogan (2010) ทำวิจัยเรื่อง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาษาที่ใช้ในการจดบันทึกกับการได้รับการสอนการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ใน นักเรียนระดับปริญญาตรีที่ประเทศไต้หวัน พบว่านักเรียนที่จดบันทึกในวิชาภาษาอังกฤษและได้รับการสอนการจด บันทึกแบบคอร์เนลล์ทำคะแนนในแบบทดสอบการฟังเพื่อความเข้าใจได้ดีกว่านักเรียนในกลุ่มอื่น อย่างไรก็ตามเมื่อ เทียบกับนักเรียนที่ได้รับการสอนการจดบันทึกด้วยกันแล้ว ไม่ว่านักเรียนจะจดบันทึกด้วยภาษาใด (อังกฤษ หรือ
6 จีน) ก็ส่งผลต่อคะแนนแบบทดสอบการฟังเพื่อความเข้าใจอย่างใกล้เคียงกัน และ Jacobs (2008 อ้างถึงใน ปณิดา มัณยานนท์, 2554) ได้นำเสนองานวิจัยที่ยืนยันว่าวิธีการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์มีประสิทธิภาพจริงโดยเฉพาะใน กรณีที่ผู้จดเน้นการสังเคราะห์ (Synthesize) และประยุกต์ใช้ความรู้ (Apply Learned Knowledge) และ วิธีการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์เริ่มจากการแบ่งกระดาษออกเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนจะถูกใช้ตามหน้าที่ โดยส่วน แรกเป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า Note – Taking Area สำหรับจดทุกอย่างเท่าที่จะจดได้ในช่วงที่เรียน ส่วนที่ 2 เรียกว่า Cue Column สำหรับบันทึกประเด็นสำคัญเชื่อมโยงจากส่วนแรก โดยเป็นคำสำคัญหรือคำถามก็ได้ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ 2 ประการ 1. คือง่ายสำหรับการทบทวนโดยไม่ต้องอ่านทั้งหมด และ 2. เพื่อให้เห็นโครงร่างทั้งหมด ของบทเรียน และส่วนที่ 3 เรียกว่า Summary Area สำหรับในอนาคตที่เกิดนึกถึงคำถามใหม่ ๆ หรือเนื้อหาที่ เกี่ยวข้องหรืออาจจะค้นพบความรู้ใหม่ ๆ ก็นำมาเขียนในส่วนนี้ จากความเป็นและความสำคัญดังที่กล่าวมา ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความ เข้าใจโดยใช้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับวิธีการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ สำหรับผู้เรียนในระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลกต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลการใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ที่ส่งผลต่อการ พัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง อาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ เทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ สมมติฐาน สมมติฐานของการวิจัยนี้ผู้วิจัยศึกษาเอกสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการสอน KWL Plus และการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ มีรายละเอียดดังนี้ ผลการศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคการสอน KWL Plus พบว่า เทคนิคการสอน KWL Plus ซึ่งเป็นแนวคิดของ Carr & Ogle พัฒนาขึ้นในปีคริสต์ศักราช 1987 ซึ่งเป็นวิธีการสอนอ่านที่ช่วยกระตุ้นผู้เรียนให้มีกระบวนการคิดใน ขณะที่อ่าน มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ดังนี้ ขั้น K (Know) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนตรวจสอบว่าตนเองมีความรู้ เกี่ยวกับเรื่องจะอ่านมากน้อยเพียงใดโดยนำความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิมมาใช้ในการเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ ขั้น W (Want to know) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนจะต้องถามตนเองว่าต้องการรู้อะไรในเนื้อเรื่องที่อ่าน ขั้น L (Learned) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนสำรวจว่าตนเองได้เรียนรู้อะไรบ้างจากบทอ่าน และขั้น Plus ซึ่งหมายถึงการเพิ่ม
7 กิจกรรมแผนผังความคิด (Mind Mapping) เพื่อใช้ในการสรุปความหลังการอ่าน (Carr, E.,and Donna Ogle, 1987) ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยของ สิริดา โอวาสิทธิ (2565) ศึกษางานวิจัยเรื่อง บทเรียนเสริมความสามารถด้าน การอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีKWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 โรงเรียนอุตรดิตถ์ พบว่า 1) บทเรียนเสริมความสามารถด้านการอ่านด้านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธี KWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.13/80.06 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้บทเรียนเสริมความสามารถ ด้านการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธี KWL Plus มีความสามารถด้านการ อ่านภาษาอังกฤษหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อบทเรียนเสริมความสามารถ ด้านการอ่านด้านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธี KWL Plus อยู่ในระดับ มาก สอดคล้องกับ มาลินี สุทธิเวช (2561) ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านสรุปความ โดยใช้การจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์การอ่านสรุปความ ของผู้เรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ และผู้เรียนมีความ คิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด อีกทั้ง นันทิพา สันทัดการ (2560) ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ด้วยเทคนิค KWL Plus กรณีศึกษา ของนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ผลการวิจัยพบว่านักศึกษามีทักษะ การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL Plus สูงกว่า ก่อนการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL Plus และความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการ จัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL Plus โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และ อาภรณ์พรรณ พงษ์สวัสดิ์ (2550) ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับ ใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ผลการวิจัยพบว่าการสอนอ่าน ด้วยวิธี KWL Plus ส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการอ่านอย่างกระตือรือร้น เป็นการอ่านที่ฝึกถามตนเองการใช้ ความคิดคิดเรื่องที่อ่านพัฒนาสมรรถภาพในการกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการอ่านสรุปสาระสำคัญจาก เรื่องที่อ่าน และจัดการกับสาระความรู้ขึ้นมาใหม่ตามความเข้าใจของตนเอง ทำให้นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่าน และนักเรียนประสบความสำเร็จในการอ่านมากกว่ากลุ่มของนักเรียนที่ไม่ได้รับการสอนด้วยกลวิธีการสอนแบบ KWL Plus และพบว่าผลสัมฤทธิ์การอ่านของนักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL Plus หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน นอกจากนี้ผลการศึกษาการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ พบว่า การจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ช่วยกระตุ้น และ จัดระบบความคิดได้ดังที่นักวิชาการได้ศึกษารูปแบบการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ (Cornell note taking) ซึ่ง พัฒนาขึ้นโดย Walter Pauk แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ในปี ค.ศ. 1949 ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวง การศึกษาสามารถนามาใช้ในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ได้การจดบันทึกคอร์เนลล์มีลักษณะเด่นในการบันทึก
8 ข้อมูลอย่างเป็นระบบที่จะช่วยในเรื่องความจำ การจดบันทึกจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเก็บข้อมูลความรู้เป็น สาระสำคัญเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนเอาไว้เพื่อการทบทวน (Oxford, 1990 อ้างถึงใน ผัสสพรรณ ถนอมพงษ์ชาติ, 2550) ซึ่งสอดคล้องกับ นันทวรรณ ชื่นชมคุณาธร (2565) ได้ศึกษาการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความ พึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (แผนการเรียนคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์) โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒปทุมวัน ต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการจดบันทึกคอร์เนลล์ ผลการวิจัย พบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาชีววิทยา 1 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังจากการใช้ กิจกรรมการจดบันทึกคอร์เนลล์ ( = 9.75,S.D.=2.82) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (t= 13.582 p = 0.000) (2) ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการจดบันทึกคอร์เนลล์ รายวิชาชีววิทยา 1 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่านักเรียนมีความพึง พอใจอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.40, S.D. = 0.93) เมื่อเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 60 พบว่านักเรียนมีระดับความพึง พอใจสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 2.68, df = 37, p-value =.01) ทั้งนี้ TsaiFu & Yogan (2010) ทำวิจัยเรื่อง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาษาที่ใช้ในการจดบันทึกกับการได้รับการสอนการจดบันทึกแบบ คอร์เนลล์ในนักเรียนระดับปริญญาตรีที่ประเทศไต้หวัน พบว่านักเรียนที่จดบันทึกในวิชาภาษาอังกฤษและได้รับ การสอนการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ทำคะแนนในแบบทดสอบการฟังเพื่อความเข้าใจได้ดีกว่านักเรียนในกลุ่มอื่น อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับนักเรียนที่ได้รับการสอนการจดบันทึกด้วยกันแล้ว ไม่ว่านักเรียนจะจดบันทึกด้วยภาษา ใด (อังกฤษ หรือจีน) ก็ส่งผลต่อคะแนนแบบทดสอบการฟังเพื่อความเข้าใจอย่างใกล้เคียงกัน และ Jacobs (2008 อ้างถึงใน ปณิดา มัณยานนท์, 2554) ได้นำเสนองานวิจัยที่ยืนยันว่าวิธีการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์มีประสิทธิภาพ จริงโดยเฉพาะในกรณีที่ผู้จดเน้นการสังเคราะห์ (Synthesize) และประยุกต์ใช้ความรู้ (Apply Learned Knowledge) และวิธีการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์เริ่มจากการแบ่งกระดาษออกเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนจะถูกใช้ตาม หน้าที่ โดยส่วนแรกเป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า Note – Taking Area สำหรับจดทุกอย่างเท่าที่จะจดได้ในช่วงที่ เรียน ส่วนที่ 2 เรียกว่า Cue Column สำหรับบันทึกประเด็นสำคัญเชื่อมโยงจากส่วนแรก โดยเป็นคำสำคัญหรือ คำถามก็ได้ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ 2 ประการ 1. คือง่ายสำหรับการทบทวนโดยไม่ต้องอ่านทั้งหมด และ 2. เพื่อให้เห็น โครงร่างทั้งหมดของบทเรียน และส่วนที่ 3 เรียกว่า Summary Area สำหรับในอนาคตที่เกิดนึกถึงคำถามใหม่ ๆ หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องหรืออาจจะค้นพบความรู้ใหม่ ๆ ก็นำมาเขียนในส่วนนี้ ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยเห็นว่า เทคนิคการสอน KWL Plus และการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ สามารถพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึง ตั้งสมมติฐานการวิจัย 2 ข้อ ดังนี้ 1. ผลการใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ ส่งผลต่อการพัฒนาการอ่าน เพื่อความเข้าใจของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง อาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก
9 2. ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของผู้เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ 1.1 ประชากร คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก 1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จำนวน 35 คน 1 ห้องเรียน 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 2.1 ตัวแปรต้น คือ เทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ 2.2 ตัวแปรตาม คือ ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย คือ บทอ่านประเภทร้อยแก้ว 3 ประเภท ได้แก่ 1. สารคดี 2. บทความ และ 3. เรื่องสั้น 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยดำเนินการทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 จำนวน 6 สัปดาห์ ๆ ละ 3 ชั่วโมง รวมระยะเวลาในการทดลองทั้งสิ้น 18 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ 1. เทคนิคการสอน KWL Plus คือ 1) ขั้น K คือ ขั้นตอนที่ผู้เรียนต้องตรวจสอบหัวข้อเรื่องว่าตนเองมี ความรู้เกี่ยวกับหัวข้อที่จะศึกษามากน้อยเพียงใด โดยเป็นการใช้มวลความรู้เดิมเชื่องโยงความรู้ใหม่ และความรู้ พื้นฐานรวมกับประสบการณ์ของผู้เรียน คือสิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรมก่อนการอ่าน เป็นการเตรียมความพร้อม ของผู้เรียนในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ บูรณาการระหว่างความรู้พื้นฐาน และเรื่องที่ผู้เรียนจะอ่านจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ ผู้เรียนสร้างความหมายของบทอ่านได้ดี และกระตุ้นความรู้พื้นฐานให้เหมาะสม 2) ขั้น W คือ ผู้เรียนต้องตั้งคำถาม ในการอ่านตามความต้องการของตนเอง และกำหนดเป้าหมายในการอ่าน 3) ขั้น L คือ ผู้เรียนสำรวจความรู้ที่ ได้รับจากเรื่องที่อ่าน โดยหาคำตอบจากการที่ตั้งคำถามไว้ในขั้น W 4) ขั้น Plus คือ ผู้เรียนสรุปความรู้ที่ได้รับจาก เรื่องที่อ่าน ผ่านการสร้างแผนผังความคิด 2. การจดบันทึกในรูปแบบคอร์เนลล์ คือ ขั้นที่ 1 การจดทันทึก (Record) ระหว่างเรียนให้บันทึกสิ่งที่ได้ จากการเรียนรู้เท่าที่เข้าใจเป็นความคิดของตนเองลงในคอลัมน์ขวามือ ขั้นที่ 2 สรุปข้อมูล (reduce) หลังจากการ เรียนรู้ให้สรุปข้อมูลอีกครั้ง พยายามเขียนข้อมูลให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง เช่น สรุปเป็นประเด็น จดคำสำคัญความ มหาย ความสัมพันธ์ของสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ ขั้นที่ 3 ท่องจำ (Recite) ในขั้นนี้ผู้เรียนต้องท่องจำข้อมูล พยายาม พูดหรือคิดตามความเข้าใจของตัวเองจากคอลัมน์ซ้ายมือ และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในคอลัมน์ขวามือ ขั้นที่ 4 การสรุปองค์ความรู้ใหม่ (knowledge) การสรุปองค์ความรู้ใหม่ เป็นการสังเคราะห์ความรู้ใหม่เข้ากับ
10 ความรู้อื่น ที่ผู้เรียนมีพยายามคิดนอกกรอบจากการจด บันทึกสิ่งที่คิด ความคิดเห็น ประสบการณ์ ทั้งนี้ผู้เรียนต้อง จัดรูปแบบให้มีระบบ เพื่อง่ายต่อการนำมาทบทวน ขั้นที่ 5 ทบทวน (Review) ผู้เรียนต้องทบทวนสิ่งที่ได้บันทึกมา อย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 10 - 15 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อความรู้เป็นการเน้นย้ำความรู้ และผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ ที่ตนมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. เทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับ การจดบันทึกในรูปแบบคอร์เนลล์ คือ ขั้นที่ 1 กระตุ้นความใคร่รู้ ขั้นตอนที่ผู้เรียนต้องตรวจสอบความรู้หัวข้อเรื่องว่าตนเองมีความรู้เกี่ยวกับหัวข้อที่จะศึกษามากน้อยเพียงใด โดย เป็นการใช้มวลความรู้เดิมเชื่องโยงความรู้ใหม่ และความรู้พื้นฐาน รวมกับประสบการณ์ของผู้เรียนคือสิ่งสำคัญใน การจัดกิจกรรมก่อนการอ่าน เป็นการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ บูรณาการระหว่าง ความรู้พื้นฐานและเรื่องที่ผู้เรียนจะอ่านจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสร้างความหมายของบทอ่านได้ดี และกระตุ้น ความรู้พื้นฐานให้เหมาะสม ขั้นที่ 2 กำหนดเป้าหมายในการอ่าน ผู้เรียนต้องตั้งคำถามในการอ่านตามความต้องการ ของตนเอง และกำหนดเป้าหมายในการอ่าน ขั้นที่ 3 อ่านและจดบันทึกสรุปผลข้อมูล ผู้เรียนสำรวจความรู้ที่ได้รับ จากเรื่องที่อ่าน โดยหาคำตอบจากการที่ตั้งคำถามไว้ในขั้น W ในระหว่างเรียนให้บันทึกสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้เท่าที่ เข้าใจเป็นความคิดของตนเองลงในคอลัมน์ขวามือ และหลังจากการเรียนรู้ให้สรุปข้อมูลอีกครั้ง พยายามเขียน ข้อมูลให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง เช่นสรุปเป็นประเด็น จดคำสำคัญ ความมหาย ความสัมพันธ์ของสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ ขั้นที่ 4 สะท้อนผลการอ่าน ผู้เรียนสรุปความรู้ที่ได้รับจากเรื่องที่อ่าน โดยการท่องจำพยามพูดหรือคิดตามความ เข้าใจของตัวเองจากคอลัมน์ซ้ายมือ และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในคอลัมน์ขวามือ จากนั้นสรุปองค์ ความรู้ใหม่เข้ากับความรู้อื่นที่ผู้เรียนมี พยายามคิดนอกกรอบจากการจดบันทึกสิ่งที่คิด ความคิดเห็น ประสบการณ์ ในการอ่านทั้งนี้ผู้เรียนต้องจัดรูปแบบให้มีระบบ เพื่อง่ายต่อการนำมาทบทวนผ่านการสร้างแผนผังความคิด และ การเขียนสรุปความจากเรื่องที่อ่าน ขั้นที่ 5 ทบทวน ผู้เรียนต้องทบทวนสิ่งที่ได้บันทึกมาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 10-15 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อความรู้เป็นการเน้นย้ำความรู้ และผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ที่ตนมีได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 4. ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ คือ 1. ระดับการอ่านเขาใจตามตัวอักษร (literal comprehension) เป็นความสามารถในการเขาใจตามตรงตามหนังสือทราบถึงรายละเอียด เหตุและผล และเขาใจ ความสัมพันธ์ของเรื่องที่อ่าน 2. ระดับการอานตีความ (interpretation) เป็นการเขาใจเนื้อความที่ไม่ได้บอก โดยตรงความสามารถในการสรุปใจความสำคัญรวมถึงการสามารถรับรูถึงอารมณและจุดประสงคของผู้เขียน และ การเขียนสรุปและตีความเรื่องที่อ่านได้ 3. ระดับการอ่านขั้นใชวิจารณญาณ (critical reading) เป็นการประเมิน งานเขียนโดยเปรียบเทียบกับความรูที่เป็นมาตรฐานและเขียนสรุปเกี่ยวกับความถูกตอง ความเหมาะสมของเรื่อง องที่อ่าน 4. ระดับอ่านเพื่อประยุกต์ใช้ เป็นระดับที่ผู้อ่านเกิดความคิดใหม่ที่ประยุกตจากเรื่องที่อ่าน
11 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ผู้สอนรายวิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพสามารถนำแนวทางในการจัดการเรียนการสอนการอ่านเพื่อ ความเข้าใจด้วยเทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของผู้เรียน 2. ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่ได้จากเรียนรู้การอ่านเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับ การจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ไปปรับใช้ในการอ่านรายวิชาอื่นได้
12 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยเรื่อง การใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ ที่ส่งผลต่อการอ่าน เพื่อความเข้าใจของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1. เทคนิคการสอน KWL Plus 1.1 ความเป็นมา และเป้าหมายของเทคนิคการสอน KWL Plus 1.2 ขั้นตอนของเทคนิคการสอน KWL Plus 1.3 บทบาทของผู้สอนและผู้เรียนในเทคนิคการสอน KWL Plus 1.4 การจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการสอน KWL Plus 1.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการสอน KWL Plus 2. การจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ 2.1 ความหมายของการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ 2.2 ขั้นตอนการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ 2.3 ประโยชน์ของการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ 3. การอ่านเพื่อความเข้าใจ 3.1 ความหมาย และความสำคัญของการอ่านเพื่อความเข้าใจ 3.2 องค์ประกอบของการอ่านเพื่อความเข้าใจ 3.3 ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 3.4 การพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 3.5 การประเมินความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 3.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านเพื่อความเข้าใจ 1. เทคนิคการสอน KWL Plus 1.1 ความเป็นมา และเป้าหมายของเทคนิคการสอน KWL Plus ในปค.ศ. 1986 โอเกิ้ล (Ogle Donna) ได้พัฒนากลวิธีการจัดการเรียนรูการอ่านบนพื้นฐานความเชื่อที่วา ผู้เรียนได้เรียนรูอะไรมาบ้างแลวกอนการอ่าน (Know) ด้วยการวิเคราะห์หัวเรื่องและทํานายเหตุการณของเรื่องที่ จะอ่าน โดยการใหผู้เรียนได้ระดมกําลังสมอง (Brainstorming) ผู้เรียนตองการรูอะไร (What to know) ตั้งคําถาม
13 และตอบคําถามระหว่างการอ่านและผู้เรียนเกิดการเรียนรูอะไร (Learned) หลังการอ่าน ซึ่งเป็นกลวิธีการจัดการ เรียนรูที่ช่วยให้การอานของผู้เรียนมีเป้าหมาย โดยการเตรียมสร้างความคิดในระหว่างอ่าน และยังช่วยให้ครูคนหา พื้นฐานความรูของผู้เรียนที่มีต่อเรื่องที่จะอ่าน โดยมีการสร้างแผนภาพตาราง KWL เพื่อที่จะได้บันทึกรายการข อมูลความรูขอคําถามลงในแต่ละชอง โดยผู้เรียนจะเขียนสิ่งที่ผู้เรียนคิดวารูเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่านลงในชอง K – What do we know เขียนสิ่งที่ผู้เรียนตองการรูลงในชอง W – What we want to know และผลการเรียนรูที่ ผู้เรียนรูลงในชอง L – What we have learned หลังจากที่ผู้เรียนอานจบ สอดคล้องกับนักวิชาการที่ได้ให้ความ เป็นมา และจุดมุ่งหมายของเทคนิคการสอน KWL Plus ดังนี้ ทัศพร เกตุถนอม (2547) ได้กล่าวถึง ความเป็นมาของรูปแบบ KWL Plus ไว้ว่าในปี ค.ศ. 1986 โอเกิ้ล (Donna Ogle) ได้พัฒนากลวิธีการสอนบนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ผู้เรียนได้เรียนอะไรบ้างแล้วก่อนการเรียนรู้ (Know) ด้วยวิธีการวิเคราะห์หัวเรื่องและท านายเหตุการณ์ของเรื่องก่อนที่จะอ่าน (What to Know) ตั้งคำถาม ตอบคำถามระหว่างการเรียนรู้และผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อะไร (Learned) หลังจากการทำกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่ง เป็นวิธีการสอนที่จะช่วยให้ครูค้นหาพื้นฐานความรู้ของผู้เรียนที่มีต่อเรื่องที่จะเรียนรู้ และโดยการสร้างแผนภาพ ตาราง KWL เพื่อที่จะได้บันทึกรายการข้อมูลความรู้ ข้อคำถามในแต่ละช่อง โดยผู้เรียนจะเขียนสิ่งที่ผู้เรียนต้องรู้ลง ในช่อง W-What to want to Know และผลการเรียนรู้ที่ผู้เรียนรู้ลงในช่อง L-What to have Learned หลังจาก ที่ผู้เรียนเรียนจบ ต่อมาในปี ค.ศ. 1987 คาร์และโอเกิ้ล (Carr and Ogle) ได้ร่วมกันพัฒนารูปแบบการใช้เทคนิค KWL มาเป็น KWL Plus โดยเพิ่มกิจกรรมในชั้น L คือการเพิ่มแผนภูมิการเรียน (Mapping) และการสรุปเนื้อเรื่อง (Summarizing) จากการเรียนทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้การเรียนรู้ของผู้เรียนมีความหมายมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญ ของรูปแบบการใช้เทคนิค KWL Plus คือ 1) กระตุ้นผู้เรียนในการใช้กระบวนการอ่านอย่างกระตือรือร้น ซึ่งแสดง ถึงการอ่านอย่างมีความหมาย มีการถามคำถามและคิดเกี่ยวกับแนวคิดของเรื่องในขณะที่อ่าน 2) ส่งเสริมให้ผู้เรียน ตั้งวัตถุประสงค์ในการอ่าน รวบรวมข้อมูลจากเรื่อง จัดระบบข้อมูล สร้างแผนภูมิรูปแบบความคิดจากเรื่องและ สรุปเรื่องที่อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุวิทย์ มูลคำ และคณะ (2551) ได้ให้ความหมายของ KWL Plus ไว้ว่าการจัดการเรียนรู้ KWL Plus เป็น กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการอ่านซึ่งสอดคล้องกับทักษะการคิดอย่างรู้ตัวว่าตนเองคิด อะไร มีวิธีคิดอย่างไร สามารถตรวจสอบความคิดของตนได้โดยผู้เรียนจะได้รับการฝึกให้ตระหนักในกระบวนการทำ ความเข้าใจตนเอง มีการวางแผนตั้งจุดมุ่งหมายตรวจสอบความเข้าใจตนเอง มีการจัดระบบข้อมูลเพื่อการดึงมาใช้ ภายหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฆนัท ธาตุทอง (2551) ได้ให้ความหมายของ การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus ไว้ว่า เป็นการ จัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการอ่าน โดยกระบวนการทำความเข้าใจตนเอง มีการวางแผน ตั้งจุดมุ่งหมาย ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง และมีการจัดระบบข้อมูล
14 วิลาวัลย์ ลูกสะเดา และคณะ (2551) ได้อธิบายความหมายของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ว่าเป็นการใช้กระบวนการคิดเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านโดยเน้นการใช้ความรู้เดิมของผู้อ่านในการตีความ ทำความ เข้าใจเรื่องที่อ่าน และเพื่อความเข้าใจตรงจุดประสงค์ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อให้ผู้อ่านทราบ มีการวางแผน ตั้ง จุดมุ่งหมาย ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมก่อนอ่าน กิจกรรมระหว่างอ่าน และ กิจกรรมหลังอ่าน มาลินี สุทธิเวช (2561) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus สรุปได้ว่า เป็นการใช้ กระบวนการคิดเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านโดยเน้นการใช้ความรู้เดิม โดยการสอนแบบ KWL แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ K (Know) ผู้เรียนจะต้องรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน W (Want to Know) ผู้เรียนจะต้องการรู้อะไรเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน L (Learned) ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องที่อ่าน ส่วนของเป้าหมายของเทคนิคการสอน KWL Plus ซึ่งมีนักวิชาการให้เป้าหมายของเทคนิคการสอน KWL Plus ไว้ดังนี้ Conner (2004) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการใช้เทคนิค KWL Plus หลายประการ ได้แก่ 1. เพื่อค้นหาความรู้ที่มีมาก่อนของผู้เรียนก่อนที่จะอ่านเรื่อง 2. เพื่อให้ผู้เรียนตั้งวัตถุประสงค์ในการอ่าน 3. เพื่อให้ผู้เรียนได้ติดตามความเข้าใจของผู้เรียนเองในการอ่านเรื่อง 4. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ประเมินความเข้าใจที่มีต่อเรื่องของตนเอง 5. เพื่อเตรียมโอกาสให้ผู้เรียนได้ขยายความคิดต่อจากเรื่อง วัชรา เล่าเรียนดี (2548) กล่าวว่าถึงเป้าหมายของเทคนิค KWL PLUS ดังนี้ 1. เทคนิค KWL PLUS สามารถนํามาใชเพื่อสงเสริมใหผู้เรียนมีสวนร่วมในการอ่านอย่างกระตือรือร้น เป็นการอ่านที่ฝกการถามตนเองและการใชความคิด และคิดในเรื่องที่อ่านเป็นสำคัญ 2. พัฒนาสมรรถภาพในการกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงคในการอ่าน สรุปสาระสำคัญจากเรื่องที่อ่าน จัดการกับสาระความรูขึ้นใหม่ตามความเขาใจของตนเอง โดยการใชแผนผังมโนทัศนหรือแผนผังความคิด และ เขียนสรุปเรื่องที่อานจากแผนผังนั้น 3. สงเสริมและพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์หกับผู้เรียน 4. ฝกการระดมสมองโดยมีกรอบในการร่วมกันคิด ประภาพร ชัยป่ายาง (2549) กล่าวว่า เทคนิค KWL Plus มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ 2 ข้อที่สำคัญ คือ 1) เพื่อให้ผู้สอนได้ทราบถึงความรู้พื้นฐานที่มีมาก่อนผู้เรียนและใช้ชิ้นงานในการประเมินพัฒนาการของ ผู้เรียนแล้วใช้เป็นข้อมูลย้อนกลับ เพื่อช่วยเหลือการอ่านของผู้เรียน 2) เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ตั้งวัตถุประสงค์ ตั้งคำถามในการอ่าน ระดมสมอง รวบรวมข้อมูล จัดระบบ ข้อมูล สร้างแผนภาพความคิด สรุปเรื่องจากการอ่าน รวมไปถึงการประเมินความเข้าใจจากการอ่านด้วยตนเอง
15 ธัญญาลักษณ์ สังข์แก้ว (2552) ได้กล่าวว่า เป็นวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพโดยมีเป้าหมาย ดังนี้ 1. กระตุ้นผู้เรียนในกระบวนการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น ซึ่งแสดงถึงบทบาทอย่างมีความหมาย มีการ ถามคำถามคิดเกี่ยวกับแนวคิดของเรื่องในขณะที่เรียนอยู่ 2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนตั้งวัตถุประสงค์ในการเรียน รวบรวมข้อมูลจากเรื่อง จัดระบบข้อมูลสร้างแผนภูมิ รูปภาพและคิดจากเรื่องและสรุปเรื่องที่ได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ จากความหมายข้างต้นจึงสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus หมายถึง การจัดการ เรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ ทักษะการคิดอย่างรู้ตัว การนำประสบการณ์เดิมของผู้เรียนมาช่วยในการตีความ เนื้อเรื่อง การมีส่วนร่วมของผู้เรียนในการตั้งคำถาม ส่วนเป้าหมายสำคัญของเทคนิค KWL Plus แบ่งได้เป็น เป้าหมายสำหรับผู้สอนและเป้าหมายสำหรับผู้เรียน เป้าหมายสำหรับผู้สอน คือ จัดขึ้นเพื่อให้ผู้สอนทราบถึงความรู้ พื้นฐานของผู้เรียนและสร้างชิ้นงาน เพื่อใช้ในการประเมินพัฒนาการทางการอ่านของผู้เรียน ส่วนเป้าหมายสำหรับ ผู้เรียน คือ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีการวางแผนในการอ่าน ตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์ของการอ่าน ทบทวนความรู้ เดิม ตั้งคำถามเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องตามความสนใจ ตลอดจนการสร้างแผนภาพความคิดและสรุปเรื่องที่อ่าน เพื่อให้ ผู้เรียนได้เรียนการอ่านอย่างเป็นขั้นตอนและเปิดโอกาสในการขยายความรู้ตามความต้องการของผู้เรียน 1.2 ขั้นตอนของเทคนิคการสอน KWL Plus การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus เป็นกลวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด โดยผ่านการอ่าน มีนักวิชาการได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ไว้ ดังนี้ Carr and Ogle (1987) ได้เสนอขั้นตอนการใช้เทคนิค KWL Plus ในการจัดการเรียนรู้การอ่าน ดังนี้ 1. ขั้น K (What do I know) ขั้นนี้ก่อนที่ผู้เรียนจะอ่านเรื่อง ครูจะอธิบายความคิดรวบยอดของเรื่องและ กำหนดคำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ระดมสมอง (Brainstorms) และเขียนคำตอบของผู้เรียนลงในแผนภูมิ รูปภาพช่อง K – What we know หลังจากนั้นผู้เรียนและครูร่วมกันจัดประเภทข้อมูลความรู้ที่คาดการณ์ไว้ที่ อาจจะเกิดขึ้นในเรื่องที่จะอ่าน 2. ขั้น W (What do I want to learn) ในขั้นนี้ครูค้นหาความจริงจากคำถามของผู้เรียนในสิ่งที่ผู้เรียน สนใจ อยากรู้ หรือถามที่ยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับความคิดรวบยอดของเรื่องพร้อมทั้งให้ผู้เรียนเขียนรายการค าถาม ลงในช่อง W – What we want to know หลังจากนั้นผู้เรียนทุกคนอ่านเรื่อง และตอบคำถามที่ตั้งไว้ ระหว่าง อ่านผู้เรียนสามารถเพิ่มคำถามและคำตอบในกลุ่มของตัวเองได้ 3. ขั้น L1 (What I learned) ในขั้นนี้จะระบุความรู้ที่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้นทั้งระหว่างการอ่านและหลัง การอ่าน ผู้เรียนบันทึกความรู้ที่ได้ลงในช่อง L - What we have learned พร้อมทั้งตรวจสอบคำถามที่ยังไม่ได้ ตอบ 4. ขั้น L2 (Mapping) ผู้เรียนนำข้อมูลที่ได้จัดประเภทไว้ในขั้น K เขียนชื่อเรื่องไว้ในตำแหน่งตรงกลางและ เขียนองค์ประกอบหลักของแต่ละหัวข้อไว้ในแต่ละสาขาพร้อมทั้งเขียนอธิบายเพิ่มเติมในแต่ละประเด็น
16 5. ขั้น L3 (Summarizing) สรุปและเขียนสรุปความคิดรวบยอดจากแผนภูมิรูปภาพความคิด ซึ่งการเขียน ในขั้นนี้จะมีประโยชน์ต่อครู และผู้เรียนในการประเมินความเข้าใจของผู้เรียน สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์ (2544) ได้กล่าวถึงขั้นตอน KWL Plus ดังต่อไปนี้ 1. ครูกระตุ้นความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนโดยให้ผู้เรียนระดม พลังสมองอภิปรายในกลุ่ม ร่วมกับครูเกี่ยวกับหัวข้อที่จะเรียนว่า ในเรื่องนี้ผู้เรียนมีความรู้อะไรบ้างหลังจากระดมพลังสมองและอภิปรายแล้ว ครูเขียนสิ่งที่ผู้เรียนรู้เกี่ยวกับหัวข้อนั้นลงไปในช่อง K 2. ครูจัดประเภทของข้อมูลจากข้อความในช่อง K เป็นตัวอย่างให้ผู้เรียนดูโดยจัดข้อมูลเป็นประเภท เดียวกัน แล้วให้ผู้เรียนจัดประเภทข้อมูลลงในตารางช่อง K ของตนเอง 3. ผู้เรียนตั้งคำถามในสิ่งที่ตนต้องการอยากทราบเกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้วเขียนคำถามลงในช่อง W (What to Know) 4. ครูให้ผู้เรียนอ่านเนื้อเรื่องเพื่อให้ผู้เรียนค้นหาคาตอบของคาถามที่ตั้งไว้ในช่อง W และถ้าผู้เรียนมี คำถามเพิ่มเติมจากการอ่าน ผู้เรียนสามารถตั้งคำถามเพิ่มเติมลงในช่อง W ได้อีก 5. ผู้เรียนบันทึกคำตอบที่ได้จากการอ่านลงในช่อง L หรือการอ่านข้อมูลใหม่ ๆ ผู้เรียนสามารถเขียนสิ่งที่ ได้เรียนรู้ลงในช่อง L (Learn) 6. ผู้เรียนอภิปรายและเขียนผังสัมพันธ์ทางความหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลไปประกอบในการสรุป 7. ผู้เรียนในแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนนาเสนอการสรุปความจากเรื่องที่อ่านจากผังสัมพันธ์ทางความหมาย ทัศพร เกตุถนอม (2547) ได้เสนอขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ที่เหมาะสมไว้ดังนี้ 1. ขั้น K (What do I know) ขั้นตอนนี้ก่อนที่ผู้เรียนจะอ่านเรื่อง ครูอธิบายความคิดรวบยอดของเรื่อง และกำหนดคำถามโดยครูกระตุ้นหรือถามให้ผู้เรียนได้ระดมสมอง (Brainstorms) เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้เรียนรู้แล้วและ นำข้อมูลที่ได้มาจำแนก แล้วเขียนคำตอบของผู้เรียนในแผนภูมิรูปภาพช่อง K (What do I know) หลังจากนั้น ผู้เรียนและครูร่วมกันจัดประเภทความรู้ที่คาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นในเรื่องที่จะอ่าน 2. ขั้น W (What do I want to learn) ในขั้นตอนนี้ผู้เรียนค้นหาความจริงจากคำถามในสิ่งที่สนใจอยาก รู้ หรือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับความคิดรวบยอดของเรื่อง พร้อมทั้งให้ผู้เรียนเขียนรายการคำถามที่ตั้งไว้ใน ระหว่างอ่านผู้เรียนสามารถเพิ่มคำถามและคำตอบในกลุ่มของตัวเองได้ 3. ขั้น L (What did I learn) ในขั้นตอนนี้ผู้เรียนบันทึกความรู้ที่ได้ระหว่างการอ่านและหลังการอ่านลง ในช่อง L (What did I learn) พร้อมทั้งตรวจสอบคำถามที่ยังไม่ได้ตอบการบันทึกข้อมูลตามกิจกรรมในขั้น K W L และ Plus นั้นผู้สอนควรให้ผู้เรียน บันทึกโดยใช้ตาราง 3 ช่อง 4. ขั้น Plus ในกระบวนการ KWL Plus หมายถึง Plus การสร้างแผนผังความคิดและเขียนสรุป ความหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เสร็จแล้ว วัชรา เล่าเรียนดี (2548) ได้เสนอขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ที่เหมาะสมไว้ดังนี้
17 1. ขั้น K (Know) รู้อะไรจากเรื่องที่ให้อ่าน หรือจากหัวเรื่องที่กำหนด ก่อนที่ครูจะให้ผู้เรียนอ่าน รายละเอียดของเรื่องที่กำหนดให้ ครูอาจเสนอชื่อเรื่อง คำสำคัญของเรื่อง เพื่อถามคำถามว่ารู้อะไร จากคำหรือชื่อ เรื่อง เพื่อจะให้ทราบว่าผู้เรียนมีความรู้เดิมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อ่านให้ผู้เรียนระดมสมองหาคำตอบ หรือให้ระบุคำ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชื่อเรื่อง /คำ/ 2. ขั้น W (What do I want to learn) “ฉันต้องการเรียนรู้อะไร” หรือ“What do I want to learn : ฉันต้องการค้นพบอะไร” ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องบันทึกสิ่งที่ผู้เรียนต้องการเรียนรู้จากบทอ่านลงในสมุดในช่อง ที่ 2 คือ ช่อง W กิจกรรมนี้จะช่วยให้ผู้เรียนกำหนดวัตถุประสงค์ในการอ่านอีกทั้งยังสามารถสร้างแรงจูงใจในการ อ่าน 3. ขั้น L (What I Have Learned) “ฉันได้เรียนรู้อะไรไปแล้ว” หลังจากการอ่านบทอ่านแล้ว ผู้เรียน ได้รับข้อมูลความรู้ใหม่หรือเรื่องที่ผู้เรียนต้องการเรียนรู้จากบทอ่าน และเขียนบันทึกในช่องที่ 3 ช่อง L แล้วเสนอ ความคิดในรูปแบบของแผนภูมิโครงสร้าง โดยการแลกเปลี่ยนกันระหว่างเพื่อน เพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักคิดวิเคราะห์ และจัดระบบความรู้ ความคิด ขณะเดียวกันเป็นการฝึกทักษะการพูด และการเขียนสรุปประเด็นสำคัญของบทอ่าน ไปด้วย สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ (2545) กำหนดขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ไว้ดังนี้ 1. ขั้น K (What you know) เป็นขั้นตอนการเตรียมความรู้พื้นฐานก่อนอ่านผู้สอนอาจทบทวนความรู้ เดิมเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการจะสอน แล้วให้ผู้เรียนช่วยกันระดมสมองมีการบันทึกความคิดเห็น ที่เกิดจากการระดม สมอง ซึ่งอาจทำได้หลายวิธีเช่น แผนที่ความคิด หรือแผนผังใยแมงมุมให้ชัดเจน ซึ่งประกอบด้วยความคิดหลัก ความคิดรองและความคิดย่อยตามลำดับโดยผู้สอนช่วยจัดข้อความที่เป็นความคิดให้ถูกต้องก่อนที่จะให้ผู้เรียน คัดลอกแผนที่ความคิด หรือแผนผังนั้นลงในกระดาษ แต่ถ้าผู้เรียนคุ้นเคยกับการเขียนแผนผังความคิดแล้ว ผู้สอน อาจให้ผู้เรียนแต่ละคนเขียนสิ่งที่ตนรู้เกี่ยวกับหัวข้อที่ผู้สอนจะให้ผู้เรียนเรียนรู้เป็นแผนผังความคิดด้วยตนเอง 1.1 ครูกระตุ้นความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนระดมพลังสมอง อภิปรายในกลุ่ม ร่วมกับครูเกี่ยวกับหัวข้อที่จะเรียนว่าในเรื่องนี้ผู้เรียนรู้อะไรบ้างหลังจากระดมพลังสมองและอภิปรายแล้ว ครูเขียน สิ่งที่ผู้เรียนรู้เกี่ยวกับหัวข้อนั้น ลงในช่อง K (Know) บนกระดานด า ขณะเดียวกันผู้เรียนก็เขียนข้อความดังกล่าว ลงในใบงานของตนในช่อง K 1.2 ครูจัดประเภทข้อมูลจากข้อความในช่อง K เป็นตัวอย่างให้ผู้เรียนดูโดยจัดเป็นประเภทเดียวกัน แล้วผู้เรียนจัดประเภทของข้อมูลในช่อง K ของตนเอง 2. ขั้น W (What you want to know) 2.1 ผู้เรียนตั้งคำถามในสิ่งที่ตนรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้วเขียนลงในช่อง W (Want to Know) 2.2 ครูเอาข้อความให้ผู้เรียนอ่าน ให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ในช่องW ถ้าอ่านพบข้อมูล ใหม่ ๆ ผู้เรียนสามารถตั้งคำถามเพิ่มเติมในช่อง W ได้อีก
18 3. ขั้น L (What you have learned) หลังจากที่ผู้เรียนอ่านข้อความแล้วให้ผู้เรียนเขียนคำตอบที่ได้ลง ในกระดาษเปล่า รวมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ที่ศึกษาเพิ่มเติมได้แต่ไม่ได้ตั้งคำถามไว้ขั้นกิจกรรมหลังการอ่าน 4. ขั้นการสรุปและนำเสนอ กิจกรรมในขั้นนี้เป็นกิจกรรมเพิ่มเติมในขั้นตอนหลัก KWL หลังจากผู้เรียน เรียนรู้และเขียนข้อมูลความรู้ที่ได้ในขั้น W และ L แล้วให้ผู้เรียนนำข้อมูลที่ได้มาปรับแผนผังความคิดเดิมที่ผู้เรียน เขียนไว้ในขั้น K ซึ่งอาจจะมีการตัดทอนเพิ่มเติมหรือจัดระบบข้อมูลใหม่เพื่อให้แผนผังความคิดมีความสมบูรณ์มาก ยิ่งขึ้นแล้วให้ผู้เรียนนำเสนอการสรุปความจากเรื่องที่อ่าน โดยการพูดหรือเขียนจากแผนผังความคิดนั้น หรืออาจมี กิจกรรมอื่นที่ผู้สอนเห็นว่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ มาลินี สุทธิเวช (2561) กล่าวว่าขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus มีดังนี้ ขั้นที่ 1 กิจกรรมก่อนอ่าน ขั้น K ผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้เดิมกับเรื่องที่ครูจะให้อ่าน ครูกระตุ้นตั้งคำถาม ให้ผู้เรียนระดมสมอง เพื่อค้นหาสิ่งที่ผู้เรียนรู้ แล้วเขียนบันทึกสิ่งที่รู้ในตารางช่อง K ขั้นที่ 2 กิจกรรมระหว่างการอ่าน ขั้น W ให้ผู้เรียนร่วมกันตั้งคำถาม จากหัวข้อเรื่องที่ครูกำหนดให้ พร้อมทั้งเขียนบันทึกคำถามไว้ในตารางช่อง W ขั้นที่ 3 กิจกรรมหลังการอ่าน ขั้น L ผู้เรียนตรวจสอบผลการอ่านของตนเอง สรุปรายละเอียดพร้อมทั้ง ตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน และบันทึกความรู้ที่ได้ไว้ในตารางช่อง L ขั้นที่ 4 สร้างแผนภาพความคิด ขั้น Plus ผู้เรียนสรุปความสำคัญของเรื่องที่อ่าน แล้วจัดทำเป็นแผนภาพ ความคิด จากข้อความข้างต้นผู้วิจัยได้สังเคราะห์ขั้นตอนของเทคนิคการสอน KWL - Plus ในรูปแบบตารางดังนี้ ตารางที่ 1 ตารางสังเคราะห์เทคนิคการสอน KWL Plus Carr and Ogle (1987) สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545: 88 - 92) วัชรา เล่าเรียนดี (2547: 92 – 94) วาสนา โหงขุนทด (2563: 28 - 31) ผลการสังเคราะห์ขั้น ของเทคนิคการสอน KWL - Plus 1) ข ั้น K ( Know) หมายถึง เป็นขั้นตอนที่ ผู้เรียนตรวจสอบหัวข้อ เรื่องว่าตนเองมีความรู้ เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องมาก น้อยเพียงใด เป็นการนำ ความรู้เดิมมาใช้ เพราะ การเชื่อมโยงความรู้ใหม่ กับความรู้พื้นฐาน และ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ ์ ข อ ง 1) ขั้น K (What You Know) เป็นขั้นที่ผู้เรียน ตรวจสอบหัวเรื่องว่า ตนเองมีความรู้เกี่ยวกับ หัวเรื่องมากน้อยเพียงใด เป็นการนำความรู้เดิม ม า ใช้ เ พ ร า ะ ค ว า ม เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับ ความรู้พื้นฐานและ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ ์ ข อ ง ขั้นที่ 1 K (What do I know) “ฉันรู้อะไรบ้าง” หรือ “What I Think I Know : ฉันคิดว่าฉันรู้อะไร” ขั้นนี้ครูช่วยกระตุ้น ค ว า ม ร ู ้ แ ล ะ ประสบการณ์เดิมของ ผู้เรียนที่เกี่ยวกับหัวข้อ 1. ขั้น K (What do I know) เป็นขั้นตอนการ ต ร ว จ ส อ บ ค ว า ม รู้ พื้นฐานเดิมของผู้เรียน ในเรื่องนั้น ๆ ก่อนเรียน 1) ขั้น K คือ ขั้นตอนที่ ผู้เรียนต้องตรวจสอบ หัวข้อเรื่องว่าตนเองมี ความรู้เกี่ยวกับหัวข้อที่ จ ะ ศ ึ ก ษ า ม า ก น ้ อ ย เพียงใด โดยเป็นการใช้ มวลความรู้เดิมเชื่อง โยงความรู้ใหม่ และ ความรู้พื้นฐาน รวมกับ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ ์ ข อ ง
19 Carr and Ogle (1987) สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545: 88 - 92) วัชรา เล่าเรียนดี (2547: 92 – 94) วาสนา โหงขุนทด (2563: 28 - 31) ผลการสังเคราะห์ขั้น ของเทคนิคการสอน KWL - Plus ผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญใน การจัดกิจกรรมก่อนการ อ่าน ซึ่งเป็นการเตรียม ผู้เรียนในการเรียนรู้ เนื้อหาใหม่ การบูรณา การระหว่างความรู้ พื้นฐานและเรื่องที่ ผู้เรียนจะอ่านเป็นสิ่งที่ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถ สร้างความหมายของบท อ่านได้ดีและผู้อ่านควร ได้รับการกระตุ้นความรู้ พื้นฐานให้เหมาะสม ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ ทฤษฎีประสบการณ์เดิม ซึ่งเป็นทฤษฎีว่าด้วย หลักการนำคว า ม รู้ พื้นฐาน ความรู้เดิม และ ประสบการณ์เดิมมาใช้ ในการเรียนการสอน จึง เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และมีความสำคัญมาก ผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญใน การจัดกิจกรรมการอ่าน ซึ่งเป็นการเตรียมให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหา ใหม่กับความรู้พื้นฐาน การบูรณาการระหว่าง ความรู้พื้นฐานและเรื่อง ที่ผู้เรียนจะอ่านเป็นสิ่งที่ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถ สร้างความหมายบท อ่านได้ดี และผู้อ่านควร ได้รับการกระตุ้นความรู้ พื้นฐานให้เหมาะสม ดังนั้น ในขั้นทฤษฎี ป ร ะ ส บ ก า ร ณ ์ เ ดิ ม นำมาใช้ในการเรียนการ สอน ซึ่งเป็นทฤษฎีว่า ด้วยหลักการนำความรู้ พ ื ้ น ฐ า น เ ด ิ ม แ ล ะ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ ์ เ ดิ ม นำมาใช้ในการเรียนการ สอน จึงเป็นทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องมากที่สุด โดย ครูจะกระตุ้นความรู้และ ความรู้เดิมของผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนระดม สมอง อภิปรายในกลุ่ม ร่วมกับครูเกี่ยวกับ หัวข้อที่จะเรียนว่าใน เรื่องนี้ผู้เรียนรู้อะไรบ้าง หลังจากที่ระดมสมอง และอภิปรายแล้ว นำ เรื่องของบทอ่าน และ เนื้อหาในบทอ่าน ผู้เรียน คือสิ่งสำคัญใน การจัดกิจกรรมก่อนการ อ่าน เป็นการเตรียม ความพร้อมของผู้เรียน ในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ บ ู ร ณ า ก า รร ะห ว่าง ความรู้พื้นฐาน และเรื่อง ที่ผู้เรียนจะอ่านจะเป็น สิ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสร้าง ความหมายของบทอ่าน ได้ดี และกระตุ้นความรู้ พื้นฐานให้เหมาะสม
20 Carr and Ogle (1987) สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545: 88 - 92) วัชรา เล่าเรียนดี (2547: 92 – 94) วาสนา โหงขุนทด (2563: 28 - 31) ผลการสังเคราะห์ขั้น ของเทคนิคการสอน KWL - Plus ข้อมูลมาบันทึกไว้ใน ช่อง K 2) ขั้น W หมายถึง Want to know เ ป็ น ขั้นตอนที่ผู้เรียนจะต้อง ถามตนเองว่าต้องการรู้ อะไรในเนื้อเรื่องที่จะ อ่านบ้าง ซึ่งคำถามที่ ผู้เรียนสร้างขึ้นก่อนการ อ ่ า น น ี ้ เ ป ็ น ก า ร ตั้งเป้าหมายในการอ่าน และเป็นการคาดหวังว่า จะพบอะไรในบทอ่าน บ้าง 2) ขั้น W (What You Want to Know) เป็น ขั้นที่ผู้เรียนจะต้องถาม ตัวเองว่าต้องการที่จะ เรียนรู้อะไรในเนื้อเรื่อง ที่จะอ่านบ้าง ซึ่งคำถาม ที่ผู้เรียนสร้างขึ้นก่อน อ ่ า น น ี ้ เ ป ็ น ก า ร ตั้งเป้าหมายในการอ่าน และเป็นการคาดหวัง อะไรในบทอ่านบ้าง โดย ผู้เรียนตั้งคำถามในสิ่งที่ ตนเองรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น แล้วเขียนลงในช่อง W (Want to Know) และ ครูนำข้อความให้ผู้เรียน อ่าน ให้ผู้เรียนค้นหา คำตอบของคำถามที่ตั้ง ไว้ในช่อง W ถ้าอ่านพบ ข้อมูลใหม่ ๆ ผู้เรียน ส า ม า ร ถ ต ั ้ งค ำ ถ า ม เพิ่มเติมในช่อง W ได้อีก ขั้นที่ 2 W (What do I want to learn) “ฉัน ต้องการเรียนรู้อะไร” หรือ“What do I want to learn : ฉันต้องการ ค้นพบอะไร” ขั้นนี้เป็น ขั้นที่ผู้เรียนจะต้อง บันทึกสิ่งที่ผู้เรียน ต้องการเรียนรู้จากบท อ่านลงในสมุดในช่องที่ 2 คือ ช่อง W กิจกรรม นี้จะช่วยให้ผู้เรียน กำหนดวัตถุประสงค์ใน ก า ร อ ่ า น อ ี ก ท ั ้ ง ยั ง สามารถสร้างแรงจูงใจ ในการอ่าน 2. ขั้น W (What do I want to learn) เ ป็ น ขั้นตอนที่ผู้เรียนค้นหา ความจริงจากคำถามใน สิ่งที่สนใจอยากรู้ หรือ คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ เกี่ยวกับความคิดรวบ ยอดของเรื่อง 2) ขั้น W คือ ผู้เรียน ต้องตั้งคำถามในการ อ่านตามความต้องการ ของตนเอง และกำหนด เป้าหมายในการอ่าน 3) ข ั้น L ห ม ายถึง Learned เป็นขั้นตอนที่ ผู้เรียนสำรวจว่าตนเอง ได้เรียนรู้อะไรบ้างจาก บทอ่านโดยผู้เรียนจะหา คำตอบให้กับคำถามที่ ตนเองตั้งไว้ในขั้นตอน 3) ขั้น L (What You Have to Learn) เป็น ขั้นที่ผู้เรียนตรวจสอบว่า ตนเองได้เรียนรู้อะไรใน บทอ่านบ้าง โดยผู้เรียน จะหาคำตอบให้กับ คำถามที่ตนเองตั้งไว้ใน ขั้น 3 L (What I Have Learned) “ฉันได้เรียนรู้อะไรไป แล้ว” หลังจากการอ่าน บทอ่านแล้ว ผู้เรียน ได้รับข้อมูลความรู้ใหม่ หรือเรื่องที่ผู้เรียน ต้องการเรียนรู้จากบท 3. ขั้น L (What did I learn) เป็นขั้นตอนนี้ ผู้เรียนบันทึกความรู้ที่ได้ ระหว่างการเรียนรู้ และหลังการเรียนรู้ ลง ในช่อง L (What did I learn) พ ร ้ อ ม ทั้ ง 3) ขั้น L คือ ผู้เรียน สำรวจความรู้ที่ได้รับ จากเรื่องที่อ่าน โดยหา คำตอบจากการที่ตั้ง คำถามไว้ในขั้น W
21 Carr and Ogle (1987) สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545: 88 - 92) วัชรา เล่าเรียนดี (2547: 92 – 94) วาสนา โหงขุนทด (2563: 28 - 31) ผลการสังเคราะห์ขั้น ของเทคนิคการสอน KWL - Plus W และจดบันทึกสิ่งที่ ตนเองเรียนรู้ ขั้น W และจดบันทึกใน สิ่งที่ตนเองรู้ อ่าน และเขียนบันทึกใน ช่องที่ 3 ช่อง L แล้ว เ ส น อ ค ว า ม ค ิ ด ใ น รูปแบบของแผนภูมิ โครงสร้าง โดยการ แลกเปลี่ยนกันระหว่าง เพื่อน เพื่อฝึกให้ผู้เรียน ได้รู้จักคิดวิเคราะห์ และจัดระบบความรู้ ความคิด ขณะเดียวกัน เป็นการฝึกทักษะการ พูด และการเขียนสรุป ประเด็นสำคัญของบท อ่านไปด้วย ตรวจสอบคำถามที่ยัง ไม่ได้ตอบ 4) ขั้น Plus หมายถึง ก า ร ส ร ้ า ง แ ผ น ภ ู มิ รูปภาพความคิด และ เขียนสรุปความหลังการ อ่าน 4) ขั้น Plus เป็นขั้น ก า ร เ ข ี ย น ส ร ุ ป แ ละ นำเสนอ กิจกรรมในขั้น นี้เป็นกิจกรรมเพิ่มเติม ในขั้นตอนหลักของ KWL หลังจากที่ผู้เรียน ได้เรียนรู้และเขียน ข้อมูลความรู้ที่ได้ในขั้น W และ L แล้วให้ผู้เรียน นำข้อมูลที่ได้มาปรับ เขียนเป็นการเขียน แผนผังความคิดที่ผู้เรียน เขียนไว้ในขั้น K ซึ่ง อาจจะมีการตัดทอน เพิ่มเติม หรือจัดระบบ ข้อมูลใหม่ เพื่อให้ผัง ความคิดมีความสมบูรณ์ มากยิ่งขึ้นแล้วให้ผู้เรียน 4. ขั้น Plus ผู้เรียนนำ ข้อมูลที่ได้จัดประเภทไว้ ในขั้นตอน K (What do I know) มาเขียนเป็น แผนผังความคิดและ ผู้เรียนช่วยกันเขียนสรุป ความคิดรวบยอดจาก แผนผังความคิด ซึ่งการ เขียนในขั้นนี้จะเป็น ประโยชน์ต่อครูและ ผู้เรียนในการประเมิน ความเข้าใจของผู้เรียน 4) ขั้น Plus คือ ผู้เรียน สรุปความรู้ที่ได้รับจาก เรื่องที่อ่าน ผ่านการ สร้างแผนผังความคิด และการเขียนสรุปความ จากเรื่องที่อ่าน
22 Carr and Ogle (1987) สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545: 88 - 92) วัชรา เล่าเรียนดี (2547: 92 – 94) วาสนา โหงขุนทด (2563: 28 - 31) ผลการสังเคราะห์ขั้น ของเทคนิคการสอน KWL - Plus นำเสนอการสรุปความ จากเรื่องที่อ่าน โดยการ พ ู ด ห ร ื อ ก า ร เ ข ี ย น แผนผังความคิด หรือ อาจจะมีกิจกรรมอื่นที่ ครูผู้สอนเห็นว่าเป็น กิจกรรมที่ส่งเสริมการ เรียนรู้ ดังนั้นสรุปได้ว่าขั้นตอนของเทคนิคการสอน KWL - Plus คือ 1) ขั้น K คือ ขั้นตอนที่ผู้เรียนต้อง ตรวจสอบหัวข้อเรื่องว่าตนเองมีความรู้เกี่ยวกับหัวข้อที่จะศึกษามากน้อยเพียงใด โดยเป็นการใช้มวลความรู้เดิม เชื่องโยงความรู้ใหม่ และความรู้พื้นฐาน รวมกับประสบการณ์ของผู้เรียน คือสิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรมก่อนการ อ่าน เป็นการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ บูรณาการระหว่างความรู้พื้นฐาน และเรื่องที่ ผู้เรียนจะอ่านจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสร้างความหมายของบทอ่านได้ดี และกระตุ้นความรู้พื้นฐานให้เหมาะสม 2) ขั้น W คือ ผู้เรียนต้องตั้งคำถามในการอ่านตามความต้องการของตนเอง และกำหนดเป้าหมายในการอ่าน 3) ขั้น L คือ ผู้เรียนสำรวจความรู้ที่ได้รับจากเรื่องที่อ่าน โดยหาคำตอบจากการที่ตั้งคำถามไว้ในขั้น W 4) ขั้น Plus คือ ผู้เรียนสรุปความรู้ที่ได้รับจากเรื่องที่อ่านผ่านการสร้างแผนผังความคิด และการเขียนสรุปความจากเรื่องที่อ่าน 1.3 บทบาทของผู้สอนและผู้เรียนในเทคนิคการสอน KWL Plus วัชรา เล่าเรียนดี (2556) ได้อธิบายบทบาทของครูและผู้เรียนในการสอนแบบ KWL Plus ไวดังนี้ 1. เลือกเนื้อหา สาระ หรือองคความรูจากหนังสือ ตํารา แหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับวิชาที่สอน วิเคราะห์วัตถุประสงคการเรียนรู/และระดับชั้นของผู้เรียน 2. เตรียมทำใบงาน ใบความรูและตารางหรือเขียนแผนผัง KWL สำหรับผู้เรียนและสำหรับครู และผู้เรียน ทั้งชั้น (แผ่นใสหรือโปสเตอร์ โดยการระดมสมองใหผู้เรียนระบุความรูเดิมที่ผู้เรียนรูจากเรื่องที่กำหนดและใหเขียน ลงใบงานในชอง (K) โดยใหได้ประเด็นต่าง ๆ ของข้อมูลที่ตองใชเพื่อศึกษาเรื่องราวดังกล่าวมาใหมากที่สุด โดยครู คอยช่วยเหลือ แนะนํา ซึ่งจะมีการถาม - ตอบของครูผู้เรียนตลอดเวลา เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างครบถ้วน 3. ช่วยผู้เรียนตั้งคําถามจากประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่บันทึกในชอง (K) ซึ่งคําถามเหลานี้จะเป็นคำถามที่ ผู้เรียนตองการรูเพิ่มเติม ขั้นตอนนี้จะช่วยใหผู้เรียนพิจารณาสิ่งที่ผู้เรียนตองการเรียนรูเพิ่มเติมมากขึ้น (W) 4. ใหผู้เรียนใชกระบวนการสืบเสาะหาความรูเพื่อนําความรูที่ได้มาาอภิปรายกับเพื่อนและเขียนตอบลง ในชอง (L) คําถามที่ตอบไม่ได้หรือยังหาคําตอบไม่ได้ หรือไม่เขาใจครูอาจจะตองหาขอมูลมาใหอ่านเพิ่มเติม หรือ แนะนําแหล่งข้อมูลอื่น ๆ
23 5. เพื่อสรุปและทำแผนผังมโนทัศน ผู้เรียนอาจตองกลับไปศึกษาหัวขอจากชอง (L) คือ ได้เรียนรูอะไรบ้าง จัดกลุมทำรายการ ประเภทของสาระความรูเชื่อมโยงสาระสำคัญของเรื่อง เสนอเป็นแผนผังมโนทัศนซึ่งแสดงถึง ความรูความเขาใจในสาระสำคัญของสาระความรูอย่างแท้จริง 6. ครูช่วยดูแลการเขียนสรุปด้วยตัวเองของผู้เรียน ที่สำคัญตองสอนและฝกใหผู้เรียนทำแผนผังมโนทัศน แบบง่าย ใหเขาใจกอนและทำโครงร่างเพื่อสรุปสาระสำคัญ หัวข้อเรื่อง ชื่อเรื่องและแผนผัง หรือจุดเริ่มต นของ แผนผังมโนทัศน อาจจะเป็นชื่อเรื่องก็ได้ Carr and Ogle (1987) ได้กล่าวถึงการนำเทคนิค KWL Plus มาใช้เป็นกลวิธีในการจัดการเรียนรู้เพื่อ พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยผู้สอนต้องมีการเตรียมการดังต่อไปนี้ 1. เลือกเรื่องหรือบทความที่เหมาะสมกับระดับชั้นเรียนและระดับความสามารถในการอ่านตามวัยของ ผู้เรียน 2. สร้างตาราง KWL Plus Chart บนกระดานและสร้างใบงานสำหรับผู้เรียน ดังแสดงในตาราง KWL PLUS Chart ผู้เรียนรู้อะไรบ้างแล้ว K – What we know ผู้เรียนต้องการรู้อะไร W – What we want to know ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างไร L - What we have learned แผนภูมิรูปภาพความคิด การเขียนสรุปความ หลังจากนั้นใช้คำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนระดมกำลังสมอง (Brainstorm) เพื่อให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยน ความรู้ และดึงความรู้ทั้งหมดของผู้เรียนเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่จะอ่านโดยครูถามตะล่อมและกระตุ้นผู้เรียนให้ อธิบายเหตุผลที่ผู้เรียนคิดเช่นนั้น บันทึกสิ่งที่ผู้เรียนรู้ลงในช่อง K – What we know และแนะนำผู้เรียนเกี่ยวกับ การจัดหมวดหมู่ของข้อมูลที่คาดว่าจะใช้ 3. แนะนำผู้เรียนเกี่ยวกับการตั้งคำถามเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่ต้องการจากการอ่านนำคำถามที่ตั้งไว้ใส่ ลงในช่อง W – What we want to know คำถามเหล่านี้อาจได้มาจากการอภิปรายหรือจากการระดมความคิด คำถามควรมีความหลากหลายเพื่อพัฒนาการคิด จัดประเภทองค์ประกอบหลักของข้อมูลที่คาดการณ์ไว้จะเป็นการ ช่วยให้ผู้เรียนมีวัตถุประสงค์ในการอ่าน
24 4. ผู้เรียนอ่านเรื่องครูกระตุ้นผู้เรียนให้แสวงหาคำตอบจากคำถามที่ตั้งไว้ในขณะอ่านครูควรกระตุ้นให้ ผู้เรียนแสวงหาข้อมูลใหม่เพิ่มเติมและเพิ่มคำถาม 5. หลังการอ่านเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้อภิปรายผลการเรียนรู้ที่ได้จากการอ่านและเขียน ลงในช่อง L - What we have learned โดยเขียนบันทึกแนวคิด ความรู้ที่พบว่าน่าสนใจจากการอ่าน สำหรับ คำถามบางคำถามที่ไม่อาจแสวงหาคำตอบได้จากการอ่านครั้งนี้ครูควรแนะนำแหล่งค้นคว้าเพิ่มเติมแก่ผู้เรียน 6. สร้างแผนภูมิรูปภาพความคิด ให้ผู้เรียนจัดประเภทของข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในช่อง L และถามคำถาม เพื่อให้ผู้เรียนได้บรรยายความคิด สร้างแผนภูมิรูปภาพความคิดโดยเลือกข้อมูลที่มีความสำคัญแสดงความสัมพันธ์ กับเนื้อเรื่องที่อ่าน 7. แนะนำผู้เรียนในการเขียนสรุปความ การเลือกข้อมูลและการจัดระบบข้อมูลครูควรแนะนำผู้เรียนให้ ใช้โครงร่างข้อมูลจากแผนภูมิรูปภาพความคิด เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสรุปข้อมูลได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น และให้ผู้เรียน เขียนรายละเอียดเฉพาะที่เป็นใจความหลักเพื่อขยายหัวข้อในแต่ละประเภทในการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus นั้น ครูจะเป็นแบบอย่างให้ในเบื้องต้นโดยครูเป็นผู้นำและให้ผู้เรียนค่อย ๆ ปฏิบัติเอง และเพิ่มบทบาทความ รับผิดชอบในการเรียนของตนเองมากขึ้น โดยครูจะต้องเป็นผู้ที่คอยกระตุ้น ช่วยเหลือดูแล ให้คำแนะนำ ตรวจ แก้ไขงานบอกข้อบกพร่อง และให้กำลังใจผู้เรียนตลอดเวลาจากแนวคิดข้างต้นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิค KWL PLUS จะเห็นว่าขั้นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องและมีความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์อีกขั้น หนึ่ง คือ ขั้นการเขียนแผนภูมิรูปภาพความคิด (Mind Mapping) ซึ่งมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น แผนผังความคิด แผนผังมโนทัศน์ แผนภูมิ รูปภาพความหมาย แผนภาพความคิดและแผนภูมิรูปภาพ โครงเรื่อง เป็นต้น ส่วนคำ ภาษาอังกฤษก็มีใช้ หลายคำ เช่น Semantic map, Structured overview Web, Concept map, Sematic organizer, Story map, Graphic organizer และ Mind Mapping เป็นต้น กล่าวโดยสรุป บทบาทของครูผู้สอนและผู้เรียนในการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ครูจะเป็น ผู้สนับสนุนคอยช่วยเหลือผู้เรียน เป็นผู้ใช้คำถามกระตุ้นความคิดเพื่อเพิ่มความสนใจของผู้เรียน แล้วเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้อภิปรายผลการเรียนรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม สุดท้ายนำมาเขียนแผนผังมโนทัศน์โดยให้ผู้เรียนช่วยกัน เลือกรูปแบบที่เหมาะสมในการสรุปเรื่องที่ได้เรียนรู้ 1.4 การจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการสอน KWL Plus การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus มาใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจ มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงบทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ไว้ดังนี้ วัชรา เล่าเรียนดี (2556) ได้อธิบายขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรูด้วย เทคนิค KWL ดังนี้ 1. ครูเลือกเนื้อหา สาระ บทความบางตอนจากตำรา หนังสือ หรือแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่ สอน วิเคราะห์วัตถุประสงค์การเรียนรู้ และระดับชั้นของผู้เรียน
25 2. ครูเตรียมใบงาน ใบความรู้ และแผนผัง KWL Plus สำหรับผู้เรียนและผู้สอนโดยการระดมสมองให้ ผู้เรียนระบุสิ่งที่ตนเองรู้จากเรื่องที่กำหนด และให้เขียนลงในตารางช่อง K โดยให้ได้ประเด็นต่าง ๆ ของข้อมูลที่ต้อง ใช้เพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวให้มากที่สุด ซึ่งครูผู้สอนจะเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือ แนะนำ และจะมีการถาม ตอบของ ครูผู้สอนกับผู้เรียนตลอดเวลา เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างครบถ้วน 3. ครูช่วยผู้เรียนตั้งคำถามจากประเด็นต่าง ๆ ที่บันทึกลงในช่อง K ซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ผู้เรียน ต้องการรู้ ขั้นตอนนี้จะช่วยให้ผู้เรียนพิจารณาวัตถุประสงค์การอ่านของตนเองมากขึ้นไปสู่ขั้น W 4. ขั้น W เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องถามตนเองว่าต้องการที่จะเรียนรู้อะไรในเนื้อเรื่องที่อ่านบ้าง ซึ่ง คำถามที่ผู้เรียนสร้างขึ้นก่อนอ่านนี้ เป็นการตั้งเป้าหมายในการอ่าน และเป็นการคาดหวังว่าจะพบเจออะไรในบท อ่าน 5. ให้ผู้เรียนอ่านบทความ หรือบทอ่านอย่างละเอียด อภิปรายกับเพื่อน และตอบคำถามลงในช่อง L คำถามที่ตอบไม่ได้และยังไม่ได้หา หรือไม่เข้าใจให้ถามครู โดยครูจะแนะนำแหล่งข้อมูลอื่น 6. ครูดูแลผู้เรียนในการสรุปเรื่อง ที่จะเสนอออกมาเป็นการเขียนแผนผังความคิดให้กับผู้เรียนแบบง่าย ๆ ให้เข้าใจก่อน โดยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในหัวข้อชื่อเรื่องของแผนผังความคิดและสรุปเรื่องที่อ่านที่ได้เรียนรู้ ของ เรื่องในรูปแบบแผนผังความคิด สรุปออกมาเป็นความคิดรวบยอดเพื่อที่จะสร้างความเข้าใจจากเนื้อเรื่องที่อ่าน อย่างแท้จริง มยุรี อรรฆยมาศ (2555) กล่าวไว้ว่า หลังจากที่พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 และ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545 ได้มีการปฏิรูปการศึกษาและในมาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมี ความสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้อง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ซึ่งทำให้ครูทั้งหลายจำเป็นต้องพัฒนาวิธีเรียน และปรับเปลี่ยนวิธีสอนมุ่งสู่การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข ในการปรับเปลี่ยน วิธีสอนของครูหลังปฏิรูปการศึกษาได้มีความหลากหลายจากแนวคิด การจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ผู้เรียนสำคัญที่สุด และการจัด กระบวนการจัด การศึกษาต้องมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ เพื่อให้ สอดคล้อง การการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา การจัดการเรียนการสอนของครูเป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญและวิธีสอนแบบ KWL กระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับ แนวคิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยผ่านตาราง 3 ช่อง KWL (What I Already Know/ What I Want to Know/ What I Have Learned) ที่เน้นการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ซึ่งเป็นอีกวิธีสอน หนึ่งที่สนับสนุนแนวทางการปฏิรูปการศึกษา เทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL พัฒนาขึ้นโดย Dr. Oga l Koroleva ใน ปี 1986 เพื่อนำมาใช้ในชั้นเรียน ซึ่งจัดว่าเป็นเทคนิคการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งที่เสริมสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับ ผู้เรียนเป็นอย่างดีทำให้ผู้เรียนเกิดความคงทนทางการเรียนที่ยาวนานมากกว่าการเรียนการสอนแบบปกติที่มี
26 ผู้สอนเป็นผู้นำในชั้นเรียน รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ใช้ได้ผลดี สามารถใช้ได้ทั้งผู้เรียน รายบุคคลหรือผู้เรียนเป็นกลุ่ม ทั้งกลุ่มเล็ก ๆ และกลุ่มใหญ่ เทคนิคการเรียนรู้แบบ KWL ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้1. ขั้นรู้ = K (Know) ผู้สอนจะต้องตั้งประเด็นคำถามเกี่ยวกับหัวข้อ บทเรียน หรือสิ่งที่จะอ่านให้ผู้เรียนทุกคน ทราบ หลังจากนั้นจึงปล่อยให้ผู้เรียนแต่ละคนได้คิดเพื่อตอบคำถามนั้น ๆ และให้ผู้เรียนแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มได้ เขียนสาระต่าง ๆ ที่ผู้เรียนมีความรู้อยู่แล้วเกี่ยวกับประเด็นที่ผู้สอนตั้งไว้ในกระดาษที่ผู้สอนแจกให้2. ขั้นต้องการ เรียน = W (Want) หลังจากที่ผู้เรียนบันทึกสาระต่าง ๆ ที่ตนเองมีความรู้อยู่แล้วเกี่ยวกับประเด็น (หรือหัวข้อ บทเรียน) ที่ผู้สอนตั้งไว้แล้ว ผู้สอนจะให้ผู้เรียนบันทึกถึงความต้องการที่เกี่ยวกับสาระหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้เรียน ต้องการจะเรียนรู้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะบันทึก 8 เป็นหัวข้อย่อย ๆ ก็ได้ ถ้าเป็นกิจกรรมกลุ่มสามารถให้กลุ่ม ช่วยกันคิดว่า ต้องการเรียนรู้สิ่งใดเพิ่มเติมในหัวข้อที่ผู้สอนกำหนดไว้หลังจากนั้นจะมีการจัดการเรียนรู้ตามปกติ ซึ่งอาจให้ผู้สอนเป็นผู้นำชั้นเรียน หรือปล่อยให้ผู้เรียนศึกษาบทเรียนแต่เพียงลำพังจากสื่อต่าง ๆ ที่ผู้สอนจัดไว้ให้ หรืออาจจะให้ผู้เรียนออกไปค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับหัวข้อย่อย ๆ ที่ผู้เรียนบันทึกไว้ในกระดาษ ช่อง W 3. ขั้น เรียนรู้แล้ว = L (Learned) ในขั้นสุดท้ายนี้จะให้ผู้เรียนบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้แล้วจากขั้นตอนที่ผ่าน มาลงในกระดาษช่องทางขวามือที่เหลือ และให้ผู้เรียนช่วยกันสรุปว่าสิ่งที่ผู้เรียนรู้แล้ว (K) สิ่งที่ผู้เรียนต้องการเรียน (W) และสิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้แล้ว (L) มีความสัมพันธ์กัน หรือไม่ อย่างไร และสรุปผลความรู้ที่ได้ตามแนวคิด Carr and Ogle (1987) ได้อธิบายถึงการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ดังนี้ 1. เลือกเรื่องหรือบทความที่เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียน 2. สร้างแผนภูมิรูปภาพ KWL และสร้างใบงานสำหรับนักเรียน หลังจากนั้นใช้คำถามกระตุ้นให้กับ นักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกระตุ้นให้นักเรียนอธิบายเหตุผล ที่นักเรียนคิดเช่นนั้น บันทึกสิ่ง ที่รู้ลงใน ช่อง K 3. แนะนำนักเรียนเกี่ยวกับการตั้งคำถาม เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการจากการอ่านนำคำถามที่ตั้งใส่ในช่อง W คำถามควรมีหลากหลายเพื่อพัฒนาการคิด 4. นักเรียนอ่านเรื่องครูกระตุ้นนักเรียนให้แสวงหาคำตอบจากคำถามที่ตั้งไว้ในขณะอ่านครูควรกระตุ้นให้ นักเรียนแสวงหาข้อมูลใหม่เพิ่มเติมและเพิ่มคำถาม 5. หลังการอ่านเสร็จสิ้น เปิดโอกาสให้นักเรียนได้อภิปรายผลการเรียนรู้ที่ได้จากการอ่านและเขียนใน ช่อง L โดยเขียนบันทึกแนวคิด ความรู้ที่พบว่าน่าสนใจจากการอ่าน สำหรับบางคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้จาก การอ่านครั้งนี้ ครูควรแนะนำแหล่งค้นคว้าเพิ่มเติมให้กับนักเรียน 6. สร้างแผนภูมิรูปความคิด ให้นักเรียนจัดประเภทข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในช่อง L และถามคำถาม เพื่อให้ นักเรียนได้บรรยายความคิด สร้างแผนภูมิรูปความคิดโดยเลือกข้อมูลที่มีความสำคัญ แสดงความสัมพันธ์กับเนื้อ เรื่องที่อ่าน
27 7. แนะนำนักเรียนในการสรุป การเลือกข้อมูลและการจัดระบบข้อมูล ครูควรแนะนำนักเรียนเขียนโครง ร่างข้อมูลจากแผนภูมิรูปภาพความคิด เพื่อช่วยให้นักเรียนสรุปข้อมูลได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น และให้นักเรียนเขียน รายละเอียดเฉพาะที่เป็นใจความหลักเพื่อขยายหัวข้อแต่ละประเภท จากการศึกษาการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus สรุปได้ว่า 1) ครูผู้สอนเลือกเรื่องหรือบทความที่ เหมาะสมกับผู้เรียน 2) ครูผู้สอนเตรียมใบงาน ใบความรู้ และแผนผัง KWL Plus และ 3) แนะนำผู้เรียนเรื่องการ ตั้งคำถาม การสรุปแผนภูมิความคิด พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถามโดยครูเป็นที่ปรึกษา คอยแนะนำ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และได้ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง 1.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการสอน KWL Plus สิริดา โอวาสิทธิ (2565) ศึกษางานวิจัยเรื่อง บทเรียนเสริมความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษโดย ใช้วิธีKWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 โรงเรียนอุตรดิตถ์ พบว่า 1) บทเรียนเสริมความสามารถด้าน การอ่านด้านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธี KWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.13/80.06 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้บทเรียนเสริม ความสามารถ ด้านการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธี KWL Plus มีความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อ บทเรียนเสริมความสามารถ ด้านการอ่านด้านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธี KWL Plus อยู่ในระดับ มาก ธารทิพย์ พานเพ็ชร (2564) ศึกษางานงานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ DR - TA กับจัดการเรียนรู้แบบ KWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ DR-TA และกิจกรรมการเรียนรู้แบบ KWL Plus เรื่อง ความเข้าใจในการอ่าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 75.72/78.06 และ 75.79/84.57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ผู้วิจัยได้ตั้งไว้ 2) ดัชนีประสิทธิผลของ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ DR-TA และกิจกรรมการ เรียนรู้แบบ KWL Plus เรื่อง ความเข้าใจในการอ่าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.57 หรือคิด เป็นร้อยละ 57 และ 0.72 หรือคิดเป็นร้อยละ 72 ซึ่งแสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิด เป็นร้อยละ 57 และ 72 3) หลังจากที่ผู้วิจัยได้นําแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบ DR-TA และกิจกรรมการ เรียนรู้แบบ KWL Plus เรื่องความเข้าใจในการอ่าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มา ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ KWL Plus มีคะแนนเฉลี่ยหลัง เรียนสูง กว่ากลุ่มที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ DR-TA อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มะลิวรรณ สุรานิตย์ (2564) ศึกษางานวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ที่ส่งเสริม ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า 1) ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิค KWL Plus ที่ส่งเสริมการอ่านเชิง วิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.19/81.05 ที่เป็นไปตามเกณฑ์75/75 2) นักเรียนมีทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน
28 ด้วยการจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ที่ส่งเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ที่ส่งเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.06, S.D. = 0.82) กานต์พิชชา มะโน (2563) ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาร่วมกับเทคนิคการ สอนแบบ KWL PLUS วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ ที่มีต่อความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า 1) คุณภาพสื่อแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษา ด้านการออกแบบ มีคุณภาพ โดยรวมอยู่ใน ระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.66 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.26 และด้านเนื้อหามี คุณภาพโดยรวมอยู่ใน ระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.50 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.24 2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ KWL PLUS หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ด้วยแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษา ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ KWL PLUS หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ความ คิดเห็นของนักเรียน พบว่าด้าน เนื้อหา ด้านสื่อแอปพลิเคชัน และด้านประโยชน์ที่ได้รับ มีคุณภาพโดยรวม ระดับดี กิตติกาญจน์ อินทเกตุ (2557) ได้ศึกษาการพัฒนาการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL PLUS พบว่า 1) ทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL PLUS หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการ เรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความคิดเห็นต่อการจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL PLUS โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก คะนึงนิตย์ ม่วงสี (2553) ได้ศึกษาความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ที่เรียนโดยใช้กลวิธี KWL PLUS โดยเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อน และหลังการเรียนของนักเรียน และศึกษาความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้กลวิธี KWL PLUS กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่นักเรียนโรงเรียนเมืองพัทยา 5 สังกัดสำนักการศึกษาเมืองพัทยา จำนวน 46 คน ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้กลวิธี KWL PLUS มีคะแนนความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษหลัง การทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง และนักเรียนมีความพึงพอใจในการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธี KWL PLUS ในระดับมาก Witherspoon (1999) ได้ศึกษาผลการใช้กลวิธีการสอนแบบ KWL ที่มีต่อความเข้าใจในการอ่าน ผลการวิจัยพบว่า หลังจากที่นักเรียนได้รับการการสอนจากกลวิธีการสอนแบบ KWL Plus ทำให้นักเรียนมีความ เข้าใจในการอ่านและนักเรียนประสบความสำเร็จในการอ่านมากกว่ากลุ่มของนักเรียนที่ไม่ได้รับการสอนด้วยกลวิธี การสอนแบบ KWL Plus
29 Carr และ Ogle (1987) ได้ศึกษากลวิธีการใช้เทคนิค KWL Plus เพื่อพัฒนา ความสามารถในการเข้าใจ และการสรุปความ โดยทดลองกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งเป็นนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และ นักเรียนที่อยู่ในโครงการสอนซ่อมเสริมโดยใช้วิธีการสังเกตและสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ ผลการศึกษาปรากฏ ว่า นักเรียนถ่ายโอนการใช้เทคนิค KWL Plus ไปสู่สถานการณ์อ่านเรื่องใหม่ได้ และมีความเข้าใจเรื่องจากการอ่าน ตลอดจนมีทักษะการย่อความดีขึ้น Quiocho (1997) ศึกษากลวิธีการพัฒนาในการเรียนเกี่ยวกับความเข้าใจในเนื้อหาประเภทวิชาการ ผล ปรากฏว่า การสอนแบบ KWL Plus สามารถพัฒนาความเข้าใจในการอ่านเรื่องของนักเรียนได้ดีขึ้น Costa (1995) ศึกษาประสิทธิภาพในการอ่านของนักเรียนโดยใช้วิธีการสอน 2 วิธี คือ KWL และการ เรียนแบบ Co-operative learning group ผลปรากฏว่า ในการสอนแบบ KWL สามารถช่วยให้การอ่านมี ประสิทธิภาพมากขึ้นถ้านักเรียนมีความรู้เดิม 2. การจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ การจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ ถูกคิดค้นโดย Walter Pauk (1984) ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางการศึกษา ของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์เขาได้เสนอแนวทางในการบันทึกเรียกว่าวิธีการบันทึกแบบคอร์เนลล์ (Cornell note taking method) นักเรียนและนักศึกษาที่ได้ใช้วิธีการบันทึกแบบคอร์เนลล์สามารถพัฒนาผลการเรียนของตนได้ เป็นอย่างดี ความเครียดจากการเรียนลดลง เพราะสามารถทำความเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น ใช้เวลาในการทบทวน บทเรียนน้อยลง และสามารถเรียนรู้ภายหลังได้ 2.1 ความหมายของการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ ผัสสพรรณ ถนอมพงษ์ชาติ (2550) กล่าวว่า การจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ หมายถึง วิธีการบันทึกลงใน กระดาษที่แบ่งหน้ากระดาษออกเป็น 3 ส่วน ตีเส้นแนวดิ่งห่างจากริมกระดาษด้านซ้ายประมาณ 2.5 นิ้วส่วนท้าย ของกระดาษให้ตีเส้นขวางเหนือจากท้ายกระดาษประมาณ 2 นิ้ว หลังจากตีเส้นเรียบร้อยแล้วระหว่างที่เรียนให้ บันทึกบทเรียนทุกอย่างลงในช่องว่างที่กว้างกว่าด้านขวามือ ในการบันทึกให้ใช้ภาษาของตนเอง สามารถใช้ตัวย่อ ได้ หลังจากเสร็จสิ้นการเรียนให้อ่านสิ่งที่บันทึกไว้ซ้ำอีกครั้ง เขียนสรุปหัวข้อประเด็นความสำคัญ หรือคำถามที่ได้ จากการอ่านไว้ในช่องทางซ้าย ขั้นสุดท้ายให้สรุปเนื้อหาทั้งหมดที่ได้บันทึกลงในพื้นที่ว่างด้านซ้ายของกระดาษโดย พยายามสรุปให้ได้เพียง 1 หรือ 2 ประโยค วิธีการบันทึกแบบคอร์เนลล์ เป็นวิธีการบันทึกที่ใช้ได้ผลกับแทบทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาที่ครูชอบให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายในชั้นเรียนการจดบันทึกด้วยวิธีนี้ยังเหมาะกับสาขาวิทยาศาสตร์ และวิชาที่มีเนื้อหาลึกซึ้งบูรณาการศาสตร์ต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน เพราะว่าหลังจากที่นักเรียนอ่านหนังสือ และฟังการ บรรยายของครูสอนแล้ว นักเรียนสามารถกลับไปอ่านบันทึกของนักเรียน แล้วใช้ช่องซ้ายมือที่นักเรียนจดหัวข้อ สำคัญที่ครอบคลุมทั้งจากในหนังสือที่นักเรียนอ่านและจากการบรรยายของครูในชั้นเรียน ด้วยวิธีการนี้จะสามารถ ช่วยนักเรียนได้ในการเตรียมตัวสอบและตัวนักเรียนเองก็เข้าใจเนื้อหาบทเรียนลึกซึ้ง
30 วิธีการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ (Cornell Note-taking) เป็นวิธีการบันทึกที่ได้รับการยอมรับอย่าง กว้างขวาง และมีงานวิจัยจำนวนมากรองรับว่าเป็นวิธีการใช้พื้นที่หน้ากระดาษได้อย่างมีประสิทธิภาพ McKcachic (2002) ที่กลาวถึงคุณค่าของการจดบันทึกวา การจดบันทึกเปรียบเสมือนความจําภายนอก ของผู้เรียนใชสำหรับการทบทวนบทเรียน และการจดบันทึกช่วยในเรื่องความจําที่เกี่ยวของโดยตรงกับการขยาย และการเปลี่ยนรูปความคิดซึ่งกระบวนการนี้เรียกวาการใสรหัสโดยการใสรหัสใหเกิดความจําขึ้นอยู่กับการใชคําที่ มีความหมาย มีความเป็นรูปธรรม และสิ่งที่เรียนรูที่เป็นภาพจะทำใหสัญลักษณ์ทำงานในแงความจำได้ดีกว่า สรุปได้ว่า การจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ หมายถึง การที่ผู้เรียนมีการจดบันทึกลงในกระดาษด้วยการ แบ่งเป็น 3 ส่วน โดยแต่ละส่วนมีขนาดที่ไม่เท่ากัน ส่วนแรกเป็นการบันทึกคำสำคัญ ส่วนที่สองบันทึกรายละเอียด ต่าง ๆ และส่วนล่างเป็นการสรุปใจความสำคัญหรือตั้งคำถาม 2.2 ขั้นตอนการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ วิธีการบันทึกแบบคอร์เนลล์เป็นวิธีการบันทึกที่ไม่ซับซ้อน เป็นรูปแบบการบันทึกที่มีประสิทธิภาพและ ง่ายต่อการทบทวน วิธีการบันทึกนี้ยังสามารถช่วยพัฒนานักเรียนขึ้นอย่างเป็นระบบด้วย Pauk (1984) นัก การศึกษามหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ซึ่งเป็นผู้เสนอวิธีการบันทึกแบบคอร์เนลล์ (The Cornell Notetaking Method) กล่าวว่า นักเรียนที่ใช้การบันทึกแบบคอร์เนลล์สามารถพัฒนาผลการเรียนของตนได้เป็นอย่างดี ความเครียดจาก การเรียนลดลง และสามารถเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น ประโยชน์ของการบันทึกแบบคอร์เนลล์ในการสอนอ่าน ภาษาอังกฤษ สอดคล้องกับประโยชน์ของการบันทึกวิธีอื่นในการสอนภาษาอังกฤษ (Oxford,1990 ;Howe,1970; สรารัตน์ จันกลิ่น,2544) Pauk (2004) ได้ให้ขั้นตอนการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ คือ ขั้นที่ 1 การจดทันทึก (Record) ระหว่าง การฟังบรรยายให้จดบันทึกข้อมูลอย่างมีความหมายเท่าที่จะเป็นไปได้ลงในคอลัมน์ขวามือ (Note-taking Area) ขั้นที่ 2 ลดข้อมูล (Reduce) หลังจากการฟังบรรยายให้สรุปความคิดและข้อมูลจากคอลัมน์ทางขวามาเขียนใน คอลัมน์ซ้ายมือ (Recall Column) การสรุปทำให้ความหมายและความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียนชัดเจนขึ้น เสริมให้ ข้อมูลเกิดความต่อเนื่อง และทำให้จำเรื่องที่เรียนได้ดีขึ้น ขั้นที่ 3 ท่องจำ (Recite) ในขั้นท่องจำข้อมูลให้ปิด ข้อความทางด้านขวาไว้ให้พยายามเล่าบทเรียน ที่ได้เรียนมาด้วยคำพูด ของตนเองจากการอ่านข้อความสรุปจาก คอลัมน์ซ้ายมือ (Recall Column) จากนั้นให้ตรวจดูความถูกต้องด้วยการอ่านคอลัมน์ด้านขวากระบวนการนี้จะ ทำให้สิ่งที่เรียนรู้และความคิดซึมซับสู่ความจำระยะยาวของผู้เรียน ขั้นที่ 4 การสะท้อนความคิด (Reflect) สามารถ ทำในกระดาษแผ่นอื่นผู้เรียนสามารถเขียนสิ่งที่คิด ความคิดเห็น และประสบการณ์ ลงในสมุดบันทึกส่วนอื่น สิ่ง สำคัญคือการจัดรูปแบบให้มีระบบและแยกแยะตามประเภท ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวก ในการนำมาอ่านทบทวนด้วย วิธีการนี้ผู้เรียนจะมีชุดความรู้เป็นของตนเองที่พร้อมสำหรับการนำมาใช้ในบริบทอื่น ๆ ที่แตกต่าง ชั้นที่ 5 ทบทวน (Review ) ผู้เรียนควรทบทวนเนื้อหาที่บันทึกมาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 10 นาทีเพื่อความรู้ที่คงทน ผู้เรียนจะ สามารถใช้ความรู้ที่ตนมีได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจากการทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ
31 นอกจากนั้น ภาสกร แช่มประเสริฐ (2551) กล่าวว่าขั้นตอนการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์มีดังนี้ ขั้นที่ 1 Record (บันทึก) ให้บันทึกสิ่งที่ได้เรียน และสิ่งที่เป็นความคิดของคุณลงไปแต่ไม่ต้องจดละเอียดทั้งหมดพยายาม จดอย่างยอ พยายามจดตัวย่อ ขั้นที่ 2 Reduce (ย่อ) หลังจากเรียนเสร็จ ก่อนนอนให้อ่านโน้ตของตัวเองอีกครั้ง หรือพยายามเขียนให้สมบูรณ์ขึ้น ให้ตัวเองอ่านได้เข้าใจมากขึ้น ถ้าสามารถสรุปประเด็น จดคำสำคัญแผนภาพ ความคิด ขั้นที่ 3 Recite (ท่อง) อ่านทบทวนอีกรอบด้วยความเข้าใจของตัวเอง พยายามพูดหรือคิดในอีกมุมหนึ่งที่ เป็นภาษาของตัวเองที่สามารถเข้าใจได้ง่ายโดยดูจากคำสำคัญ และคำถามที่เคยตั้งไว้ ขั้นที่ 4 Reflect (สะท้อนคิด) เป็นการสังเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้เข้ากับความรู้อื่นที่เรามี พยายามคิดออกนอกตาราง หรือจากการบันทึก เช่น จะพัฒนาความรู้นี้ไปใช้จริงได้อย่างไร เพราะเหตุใดเรื่องที่เราเรียนนี้ถึงมีความสำคัญ เรื่องที่เรียนนี้เกี่ยวกับ เรื่องอื่นที่เรียนมาอย่างไร และขั้นที่ 5 Review (ทบทวน) พยายามอ่านทบทวน และทำการคิดใหม่ (Recite) โดยดู บันทึกบ่อย ๆ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง หรือเดือนละครั้งก็ยังดี สรายุทธ กันหลง (2561) ให้ขั้นตอนการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ไว้ดังนี้ ขั้นที่ 1 Record หรือ บันทึก จด แบบส่งทวีทคือประโยคสั้นๆด้วยคำสำคัญ (key words) ขั้นที่ 2 Questions หรือคำถาม หลังจากเรียนจบ ให้รีบ เขียนคำถามทางคอลัมน์ซ้ายมือ ทำให้ได้ความหมายชัดเจนขึ้น เห็นความเชื่อมโยง สร้างความต่อเนื่อง และให้จำ ง่าย การเขียนคำถามทำให้สามารถเตรียมตัวสอบภายหลัง ขั้นที่ 3 Recite หรือ พูดออกมา ปิดคอลัมน์ทางขวา ด้วยแผ่นกระดาษ ดูคำถามคอลัมน์ซ้ายมือ แล้วพูดออกมาดังๆด้วยคำของตนเอง คำตอบ ข้อเท็จจริง หรือความคิด ที่ได้จากคำถาม ขั้นที่ 4 Reflect หรือ สะท้อนความคิด ทบทวนเนื้อหาด้วยการตั้งคำถามตนเอง เช่น ข้อเท็จจริงนี้ ให้ความสำคัญอย่างไร มีหลักการอะไร ประยุกต์ใช้ได้อย่างไร ข้อเท็จจริงใหม่สอดคล้องกับที่ฉันรู้มาแล้วอย่างไร แล้วต้องรู่อะไรต่อไป ขั้น 5 Review หรือ ทบทวน ให้เวลาตนเองสัก 10 นาทีต่อสัปดาห์ทบทวนโน้ตที่ได้เขียนไว้ ถ้าทำได้จะเรียนรู้ดีขึ้นและพร้อมที่จะสอบได้ ตารางที่ 2 ตารางการสังเคราะห์ขั้นตอนการจดบันทึกในรูปแบบคอร์เนลล์ Pauk (2004) ภาสกร แช่มประเสริฐ (2551: ออนไลน์) สรายุทธ กันหลง (2561: ออนไลน์) ผลการสังเคราะห์ขั้นตอน ของคอร์เนลล์ ขั้นที่ 1 การจดทันทึก (Record) ระหว่างการฟัง บรรยายให้จดบันทึกข้อมูล อย่างมีความหมายเท่าที่จะ เป็นไปได้ลงในคอลัมน์ ขวามือ (Note-taking Area) ขั้นที่ 1 Record (บันทึก) ให้บันทึกสิ่งที่ได้เรียน และ สิ่งที่เป็นความคิดของคุณลง ไปแต่ไม่ต้องจดละเอียด ทั้งหมดพยายามจดอย่างยอ พยายามจดตัวย่อ ข ั ้ น ท ี ่ 1 Record ห รื อ บันทึก จดแบบส่งทวีทคือ ประโยคสั้นๆด้วยคำสำคัญ (key words) ขั้นที่ 1 การจดบันทึก (Record) ระหว่างเรียนให้ บันทึกสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ เท่าที่เข้าใจเป็นความคิดของ ตนเองลงในคอลัมน์ขวามือ ข ั ้ น ท ี ่ 2 ล ด ข ้ อ มู ล (Reduce) หลังจากการฟัง บรรยายให้สรุปความคิด และข้อมูลจากคอลัมน์ ขั้นที่ 2 Reduce (ย่อ) หลังจากเรียนเสร็จ ก่อน นอนให้อ่านโน้ตของตัวเอง อีกครั้ง หรือพยายามเขียน ขั้นที่ 2 Questions หรือ คำถาม หลังจากเรียนจบ ให้ รีบเขียนคำถามทางคอลัมน์ ซ้ายมือ ทำให้ได้ความหมาย ข ั ้ น ท ี ่ 2 ส ร ุ ป ข ้ อ มู ล (Summarize) หลังจาก การเรียนรู้ให้สรุปข้อมูลอีก ครั้ง พยายามเขียนข้อมูลให้
32 Pauk (2004) ภาสกร แช่มประเสริฐ (2551: ออนไลน์) สรายุทธ กันหลง (2561: ออนไลน์) ผลการสังเคราะห์ขั้นตอน ของคอร์เนลล์ ทางขวามา เขียนในคอลัมน์ ซ้ายมือ (Recall Column) การสรุปทำให้ความหมาย และความสัมพันธ์ของสิ่งที่ เรียนชัดเจนขึ้น เสริมให้ ข้อมูลเกิดความต่อเนื่อง และทำให้จำเรื่องที่เรียนได้ดี ขึ้น ให้สมบูรณ์ขึ้น ให้ตัวเองอ่าน ได้เข้าใจมากขึ้น ถ้าสามารถ สรุปประเด็น จดคำสำคัญ แผนภาพความคิด ช ั ด เ จ น ข ึ ้ น เ ห ็ น ค ว า ม เชื่อมโยง สร้างความต่อเนื่อง และให้จำง่าย การเขียน คำถามทำให้สามารถเตรียม ตัวสอบภายหลัง สมบูรณ์ด้วยตัวเอง เช่น สรุป เป็นประเด็น จดคำสำคัญ ความหมาย ความสัมพันธ์ ของสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ ขั้นที่ 3 ท่องจำ (Recite) ในขั้นท่องจำข้อมูลให้ปิด ข้อความทางด้านขวาไว้ให้ พยายามเล่าบทเรียน ที่ได้ เรียนมาด้วยคำพูด ของ ตนเองจากการอ่านข้อความ สรุปจากคอลัมน์ซ้ายมือ (Recall Column) จากนั้น ให้ตรวจดูความถูกต้องด้วย การอ่านคอลัมน์ด้านขวา กระบวนการนี้จะทำให้สิ่งที่ เรียนรู้และความคิดซึมซับสู่ ความจำระยะยาวของผู้เรียน ขั้นที่ 3 Recite (ท่อง) อ่าน ทบทวนอีกรอบด้วยความ เข้าใจของตัวเอง พยายาม พูดหรือคิดในอีกมุมหนึ่งที่ เป็นภาษาของตัวเองที่ สามารถเข้าใจได้ง่ายโดยดู จากคำสำคัญ และคำถามที่ เคยตั้งไว้ ขั้นที่ 3 Recite หรือ พูด ออกมา ปิดคอลัมน์ทางขวา ด้วยแผ่นกระดาษ ดูคำถาม คอลัมน์ซ้ายมือ แล้วพูด ออกมาดังๆด้วยคำของ ตนเอง คำตอบ ข้อเท็จจริง หรือความคิดที่ได้จากคำถาม ขั้นที่ 3 ท่องจำ (Recite) ในขั้นนี้ผู้เรียนต้องท่องจำ ข้อมูล พยายามพูดหรือคิด ตามความเข้าใจของตัวเอง จากคอลัมน์ซ้ายมือ และ ตรวจสอบความถูกต้องของ ข้อมูลในคอลัมน์ขวามือ ข ั ้ น ท ี ่ 4 ก า ร ส ะ ท ้ อ น ค ว า ม ค ิ ด ( Reflect) สามารถทำในกระดาษแผ่น อื่นผู้เรียนสามารถเขียนสิ่งที่ คิด ความคิดเห็น และ ประสบการณ์ ลงในสมุด บันทึกส่วนอื่น สิ่งสำคัญคือ การจัดรูปแบบให้มีระบบ และแยกแยะตามประเภท ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวก ใน การนำมาอ่านทบทวนด้วย วิธีการนี้ผู้เรียนจะมีชุด ขั้นที่ 4 Reflect (สะท้อน คิด) เป็นการสังเคราะห์และ เชื่อมโยงความรู้เข้ากับ ความรู้อื่นที่เรามี พยายาม คิดออกนอกตาราง หรือจาก การบันทึก เช่น จะพัฒนา ความรู้นี้ไปใช้จริงได้อย่างไร เพราะเหตุใดเรื่องที่เราเรียน นี้ถึงมีความสำคัญ เรื่องที่ เรียนนี้เกี่ยวกับเรื่องอื่นที่ เรียนมาอย่างไร ข ั ้ น ท ี ่ 4 Reflect ห รื อ สะท้อนความคิด ทบทวน เนื้อหาด้วยการตั้งคำถาม ตนเอง เช่น ข้อเท็จจริงนี้ให้ ความสำคัญอย่างไร มี หลักการอะไร ประยุกต์ใช้ ได้อย่างไร ข้อเท็จจริงใหม่ สอดคล้องกับที่ฉันรู้มาแล้ว อย่างไร แล้วต้องรู่อะไร ต่อไป ขั้นที่ 4 การสรุปองค์ความรู้ ใหม่ (knowledge) การ สรุปองค์ความรู้ใหม่ เป็นการ สังเคราะห์ความรู้ใหม่เข้ากับ ความรู้อื่น ที่ผู้เรียนมี พยายามคิดนอกกรอบจาก การจดบันทึกสิ่งที่คิด ความ คิดเห็น ประสบการณ์ ทั้งนี้ ผู้เรียนต้องจัดรูปแบบให้มี ระบบ เพื่อง่ายต่อการนำมา ทบทวน
33 Pauk (2004) ภาสกร แช่มประเสริฐ (2551: ออนไลน์) สรายุทธ กันหลง (2561: ออนไลน์) ผลการสังเคราะห์ขั้นตอน ของคอร์เนลล์ ความรู้เป็นของตนเองที่ พร้อมสำหรับการนำมาใช้ใน บริบทอื่น ๆ ที่แตกต่าง ชั้นที่ 5 ทบทวน (Review ) ผู้เรียนควรทบทวนเนื้อหาที่ บันทึกมาอย่างน้อยสัปดาห์ ละ 10 นาทีเพื่อความรู้ที่ คงทน ผู้เรียนจะสามารถใช้ ความรู้ที่ตนมีได้อย่างมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจากการ ทบ ทว น บ ทเ ร ี ย น อ ย ่ า ง สม่ำเสมอ ขั้นที่ 5 ทบทวน (Review) ให้เวลาตนเองสัก 10 นาที ต่อสัปดาห์ทบทวนโน้ตที่ได้ เขียนไว้ ถ้าทำได้จะเรียนรู้ดี ขึ้นและพร้อมที่จะสอบได้ ขั้นที่ 5 ทบทวน (Review) ผู้เรียนต้องทบทวนสิ่งที่ได้ บันทึกมาอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 10-15 นาทีต่อ สัปดาห์ เพื่อความรู้เป็นการ เน้นย้ำความรู้ และผู้เรียน สามารถใช้ความรู้ที่ตนมีได้ อย่างมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า ขั้นตอนการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ คือ ขั้นที่ 1 การจดบันทึก (Record) ระหว่างเรียนให้ บันทึกสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้เท่าที่เข้าใจเป็นความคิดของตนเองลงในคอลัมน์ขวามือ ขั้นที่ 2 สรุปข้อมูล (Summarize) หลังจากการเรียนรู้ให้สรุปข้อมูลอีกครั้ง พยายามเขียนข้อมูลให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง เช่น สรุปเป็น ประเด็น จดคำสำคัญความหมาย ความสัมพันธ์ของสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ ขั้นที่ 3 ท่องจำ (Recite) ในขั้นนี้ผู้เรียน ต้องท่องจำข้อมูล พยายามพูดหรือคิดตามความเข้าใจของตัวเองจากคอลัมน์ซ้ายมือ และตรวจสอบความถูกต้อง ของข้อมูลในคอลัมน์ขวามือ ขั้นที่ 4 การสรุปองค์ความรู้ใหม่ (knowledge) การสรุปองค์ความรู้ใหม่ เป็นการ สังเคราะห์ความรู้ใหม่เข้ากับความรู้อื่น ที่ผู้เรียนมีพยายามคิดนอกกรอบจากการจดบันทึกสิ่งที่คิด ความคิดเห็น ประสบการณ์ ทั้งนี้ผู้เรียนต้องจัดรูปแบบให้มีระบบ เพื่อง่ายต่อการนำมาทบทวน ขั้นที่ 5 ทบทวน (Review) ผู้เรียนต้องทบทวนสิ่งที่ได้บันทึกมาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 10-15 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อความรู้เป็นการเน้นย้ำ ความรู้ และผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ที่ตนมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.3 ประโยชน์ของการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ การจดบันทึกมีประโยชน์ในการช่วยเตือนความจำและสร้างความเชื่อมโยงระหว่างบทอ่านกับผู้อ่านให้ เห็นเป็นรูปธรรมขึ้น นอกจากนั้นยังทำให้ผู้อ่านจัดลำดับการเรียนรู้ของบทอ่านได้อย่างเป็นระบบส่งผลให้เกิดการ ส่งเสริมความเข้าใจในการอ่าน 1. วิธีการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ เป็นการบันทึกสาระสามส่วน ช่องขวาบันทึกทุกอย่าง ช่องซ้ายบันทึก คำสำคัญ และช่องล่างสรุปเป็นคำพูดของตนเอง ด้วยวิธีเหล่านี้เป็นการฝึกให้นักเรียนได้เรียบเรียงความคิด ต้องใช้ สมาธิในการคิดแล้วเขียนซึ่งเป็นการฝึกสมองของนักเรียนเองหากทำอย่างต่อเนื่อง จะทำให้นักเรียนมีสมรรถภาพ
34 ในการเรียนสูงขึ้น ช่วยพัฒนาสมาธิ การเรียบเรียงความคิด ทักษะการเขียน ทักษะการจับใจความ ทักษะการสรุป ความ (Pauk, 1984 อ้างถึงใน ผัสสพรรณ ถนอมพงษ์ชาติ, 2550) 2. การจดบันทึกจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเก็บข้อมูลความรู้เป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนเอาไว้เพื่อ การทบทวน (Oxford, 1990 อ้างถึงใน ผัสสพรรณ ถนอมพงษ์ชาติ, 2550) 3. ครูที่ใช้วิธีการจดบันทึกในการสอนของตน นับเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่งที่ช่วยพัฒนาการจด บันทึกอย่างอิสระของนักเรียนต่อไป การจดบันทึกมีประโยชน์ต่อนักเรียนระดับมัธยมศึกษา และนักเรียนในระดับนี้ ควรจะได้รับการสอนและฝึกฝนเกี่ยวกับวิธีการจดบันทึกเป็นอย่างยิ่งเพื่อจะได้นำไปใช้ในการเรียนระดับสูงต่อไปใน อนาคต นอกจากนี้การจดบันทึกยังเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความทรงจำ ความเข้าใจ และเก็บรวบรวมใน สิ่งที่ได้เรียนมา (Spire และ Stone, 1989 อ้างถึงใน ผัสสพรรณ ถนอมพงษ์ชาติ, 2550) 4. ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจและเรียกความทรงจำจากข้อมูลที่เคยอ่านมา เพราะการจดบันทึกเป็นขั้นตอนโดย ตรงที่ผู้อ่านต้องนำความคิดของผู้ประพันธ์มาเขียนใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจในการอ่าน (Harris และ Smith, 1976 อ้างถึงใน ผัสสพรรณ ถนอมพงษ์ชาติ, 2550) Stefanou, Hoffman and Vielee (2008) เสนอว่า การจดบันทึกในชั้นเรียนระดับวิทยาลัยเป็น กิจกรรมที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ ในงานวิจัยนี้เปรียบเทียบปริมาณการลอกซ้ำเพิ่ม และการละเว้นการจดบันทึกของ ผู้เรียนในขณะที่ผู้สอนนำเสนอสื่อทัศนูปกรณ์ (PowerPoint presentation) กับปริมาณข้อมูลที่ผู้สอนนำเสนอ บทเรียน สิ่งที่น่าสนใจสำหรับงานวิจัยนี้คือ ผู้เรียนที่เพิ่มข้อมูลในบันทึกได้สมบูรณ์ทำข้อสอบได้ดีกวาเมื่อต้องตอบ คำถามแบบประยุกต์ความรู้ทั้งนี้เนื่องจากคำถามประเภทประยุกต์ใช้ความรู้ต้องใช้ความรู้มากกวาการเรียกคืน หรือความจำนั้นเอง TsaiFu & Yogan (2010) ได้ทำการวิจัยปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาษาที่ใช้ในการจดบันทึกกับการได้รับการ สอนการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ในนักเรียนระดับปริญญาตรีที่ประเทศไต้หวัน ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่จด บันทึกในวิชาภาษาอังกฤษและได้รับการสอนการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ทำคะแนนในแบบทดสอบการฟังเพื่อ ความเข้าใจได้ดีกว่านักเรียนในกลุ่มอื่น อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับนักเรียนที่ได้รับการสอนการจดบันทึกด้วยกัน แล้ว ไม่ว่านักเรียนจะจดบันทึกด้วยภาษาใด (อังกฤษ หรือจีน) ก็ส่งผลต่อคะแนนแบบทดสอบการฟังเพื่อความ เข้าใจอย่างใกล้เคียงกันซึ่งสรุปได้ว่า การสอนการจดบันทึกนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมทักษะการฟัง เพื่อความเข้าใจของผู้เรียนกลุ่มตัวอย่าง 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ นันทวรรณ ชื่นชมคุณาธร (2565) ได้ศึกษาการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (แผนการเรียนคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนค รินทรวิโรฒปทุมวัน ต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการจดบันทึกคอร์เนลล์ ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนในรายวิชาชีววิทยา 1 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังจากการใช้กิจกรรมการจดบันทึก
35 คอร์เนลล์ ( = 9.75,S.D.=2.82) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (t=13.582 p = 0.000) (2) ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการจดบันทึกคอร์เนลล์ รายวิชาชีววิทยา 1 ของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.40, S.D. = 0.93) เมื่อเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 60 พบว่านักเรียนมีระดับความพึงพอใจสูงกว่าเกณฑ์อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 2.68, df = 37, p-value =.01) ลัดดาวัลย์ ประกอบเพ็ชร์ และโชติกาภาษีผล (2552) ได้ศึกษาผลและความคงทนของการพัฒนา คุณธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยการสอนแบบบูรณาการด้วยการเขียนบันทึกประจำวัน กลุ่ม ตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 84 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณธรรมของนักเรียนกลุ่มที่ ได้รับการสอนแบบบูรณาการด้วยการเขียนบันทึกประจำวันสูงกว่านักเรียนกลุ่มที่ได้รับการสอนแบบปกติ อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากการวัด 5 ครั้ง 2) ระดับคุณธรรมของนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการสอนแบบบูรณา การด้วยการเขียนบันทึกประจำวันระหว่างการทดลองสูงกว่าหลังการทดลอง และก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 จากการวัด 5 ครั้ง 3) ระดับคุณธรรมของนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการด้วยการ เขียนบันทึกประจ าวันระหว่างทำการทดลองมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น จากการวัดระหว่างการทดลอง 3 ครั้ง สามารถเห็น การเปลี่ยนแปลงได้จากการวิเคราะห์ข้อความการเขียนบันทึกลงในสมุดบันทึกคุณธรรมของนักเรียน 4) ความ คงทนของระดับคุณธรรมของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังการสอนแบบบูรณาการด้วยการเขียนบันทึกประจำวันจาก การวัดครั้งที่ 5 มีค่าเฉลี่ยคุณธรรมต่ำกว่าการวัดครั้งที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 Bui และ McDaniel (2015) ได้ศึกษาการเสริมสร้างการเรียนรู้ระหว่างการจดบันทึกในการฟังบรรยาย โดยใช้โครงร่างและแผนภาพประกอบคำอธิบายหรือแบบไม่มีตัวช่วยเลย เมื่อการบรรยายเสร็จสิ้น กลุ่มตัวอย่างจะ ได้ทำแบบทดสอบเกี่ยวกับความจำและแบบทดสอบแบบตอบสั้น เพื่อแสดงว่ากลุ่มตัวอย่างเข้าใจมโนทัศน์ของเรื่อง ที่เรียน ผลการศึกษาพบว่าสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่มีความสามารถเขียนโครงร่างต่ำ โครงร่างช่วยในการทำข้อสอบ แบบระลึกความจำแต่ไม่ช่วยในการทำแบบทดสอบแบบตอบสั้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่มีตัวช่วยเลย สำหรับ กลุ่มตัวอย่างที่สามารถเขียนโครงร่างได้อย่างดีสามารถทำแบบทดสอบเกี่ยวกับความจำและแบบทดสอบแบบตอบ สั้นได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ส่วนแผนภาพประกอบคำอธิบายสามารถช่วยในการทำแบบทดสอบ เกี่ยวกับความจำ และแบบทดสอบแบบตอบสั้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ดังนั้นความสามารถในการเขียน โครงร่างจึงเป็นตัวช่วยที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนในการฟังบรรยาย Boyle และ Forchelli (2014) สนใจศึกษาความแตกต่างของทักษะการจดบันทึกของนักเรียนมัธยมที่มี ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูง ปานกลาง และนักเรียนที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ เนื่องจากนักเรียนที่มีความ บกพร่องในการเรียนรู้ประสบปัญหาในการจดบันทึกจากการฟังบรรยาย การศึกษานี้เปรียบเทียบทักษะการจด บันทึกของนักเรียนที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้กับนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูงและปานกลาง ผล
36 การศึกษาพบว่า นักเรียนทั้งสามประเภทมีความสามารถในการจดบันทึกแตกต่างกันทั้งด้านปริมาณการจดบันทึก และประเภทของการจดบันทึก ตารางที่ 3 ตารางผลการสังเคราะห์เทคนิคการสอน KWL – Plus ร่วมกับ การจดบันทึกในรูปแบบคอร์เนลล์ ผลการสังเคราะห์ขั้นของเทคนิค การสอน KWL - Plus ผลการสังเคราะห์การจดบันทึก ในรูปแบบคอร์เนลล์ ผลการสังเคราะห์เทคนิคการสอน KWL – Plus ร่วมกับ การจดบันทึกใน รูปแบบคอร์เนลล์ 1) ขั้น K คือ ขั้นตอนที่ผู้เรียนต้องตรวจสอบ หัวข้อเรื่องว่าตนเองมีความรู้เกี่ยวกับหัวข้อ ที่จะศึกษามากน้อยเพียงใด โดยเป็นการใช้ มวลความรู้เดิมเชื่องโยงความรู้ใหม่ และ ความรู้พื้นฐาน รวมกับประสบการณ์ของ ผู้เรียน คือสิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรมก่อน การอ่าน เป็นการเตรียมความพร้อมของ ผู้เรียนในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ บูรณาการ ระหว่างความรู้พื้นฐาน และเรื่องที่ผู้เรียนจะ อ่านจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสร้าง ความหมายของบทอ่านได้ดี และกระตุ้น ความรู้พื้นฐานให้เหมาะสม ขั้นที่ 1 กระตุ้นความใคร่รู้ขั้นตอนที่ผู้เรียน ต้องตรวจสอบความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นว่า ตนเองมีความรู้เกี่ยวกับหัวข้อที่จะศึกษามาก น้อยเพียงใด โดยเป็นการใช้ความรู้เดิม เชื่อมโยงความรู้ใหม่ และความรู้พื้นฐาน รวม กับประสบการณ์ของผู้เรียนคือสิ่งสำคัญใน การจัดกิจกรรมก่อนการอ่าน เป็นการเตรียม ความพร้อมของผู้เรียนในการเรียนรู้เนื้อหา ใหม่ บูรณาการระหว่างความรู้พื้นฐานและ เรื่องที่ผู้เรียนจะอ่านจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้เรียน สร้างความหมายของบทอ่านได้ดี และกระตุ้น ความรู้พื้นฐานให้เหมาะสม คือ 1.1 ผู้เรียนสำรวจหัวข้อและเนื้อหาใน ภาพรวม 1.2 ผู้เรียนอธิบายความรู้เดิมที่มีเกี่ยวกับเรื่อง ที่จะศึกษา 2) ขั้น W คือ ผู้เรียนต้องตั้งคำถามในการ อ่านตามความต้องการของตนเอง และ กำหนดเป้าหมายในการอ่าน ขั้นที่ 2 ผู้เรียนกำหนดเป้าหมายในการอ่าน ผู้เรียนต้องตั้งคำถามในการอ่านตามความ ต้องการของตนเอง และกำหนดเป้าหมายใน การอ่าน 3) ขั้น L คือ ผู้เรียนหาความรู้ที่ได้รับจาก เรื่องที่อ่าน โดยหาคำตอบจากการที่ตั้ง คำถามไว้ในขั้น W ขั้นที่ 1 การจดทันทึก (Record) ระหว่างเรียนให้บันทึกสิ่งที่ได้จาก การเรียนรู้เท่าที่เข้าใจเป็นความคิด ของตนเองลงในคอลัมน์ขวามือ (Note-taking Area) ขั้นที่ 2 สรุปข้อมูล (reduce) หลังจากการเรียนรู้ให้สรุปข้อมูลอีก ขั้นที่ 3 อ่านและจดบันทึกสรุปผลข้อมูล ผู้เรียนอ่านบทอ่านเพื่อหาคำตอบจากการที่ตั้ง คำถามไว้ในขั้นที่ 2 ในระหว่างเรียนให้บันทึก สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้เท่าที่เข้าใจเป็นความคิด ของตนเองลงในคอลัมน์ขวามือ (Note-taking Area) และหลังจากการเรียนรู้ให้สรุปข้อมูล อีกครั้ง พยายามเขียนข้อมูลให้สมบูรณ์ด้วย
37 ผลการสังเคราะห์ขั้นของเทคนิค การสอน KWL - Plus ผลการสังเคราะห์การจดบันทึก ในรูปแบบคอร์เนลล์ ผลการสังเคราะห์เทคนิคการสอน KWL – Plus ร่วมกับ การจดบันทึกใน รูปแบบคอร์เนลล์ ครั้ง พยายามเขียนข้อมูลให้สมบูรณ์ ด้วยตัวเอง เช่นสรุปเป็นประเด็น จ ด ค ำ ส ำ ค ั ญ ค ว า ม ห ม า ย ความสัมพันธ์ของสิ่งที่ได้จากการ เรียนรู้ ตัวเอง เช่นสรุปเป็นประเด็น จดคำสำคัญ ความหมาย ความสัมพันธ์ของสิ่งที่ได้จากการ เรียนรู้ 3.1 ลงมืออ่านอย่างละเอียดและกำหนด จุดมุ่งหมายในการอ่าน 3.2 จดบันทึกประเด็นสำคัญลงในคอลัมน์ ขวามือ (Note-taking Area) 3.3 ผู้เรียนอ่านบันทึกเพื่อจัดลำดับความคิด 3.4 ลงบันทึกสรุปความคิดในลงคอลัมน์ ซ้ายมือ (Recall Column) 4) ขั้น Plus คือ ผู้เรียนสรุปความรู้ที่ได้รับ จากเรื่องที่อ่าน ผ่านการสร้างแผนผัง ความคิด และการเขียนสรุปความจากเรื่องที่ อ่าน ขั้นที่ 3 ท่องจำ (Recite) ในขั้นนี้ ผู้เรียนต้องท่องจำข้อมูล พยายาม พูดหรือคิดตามความเข้าใจของ ตัวเองจากคอลัมน์ซ้ายมือ และ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ในคอลัมน์ขวามือ (Note-taking Area) ขั้นที่ 4 การสรุปองค์ความรู้ใหม่ (knowledge) การสรุปองค์ความรู้ ใหม่ เป็นการสังเคราะห์ความรู้ใหม่ เข้ากับความรู้อื่น ที่ผู้เรียนมี พยายามคิดนอกกรอบจากการจด บันทึกสิ่งที่คิด ความคิดเห็น ประสบการณ์ ทั้งนี้ผู้เรียนต้อง จัดรูปแบบให้มีระบบ เพื่อง่ายต่อ การนำมาทบทวน ขั้นที่ 4 สะท้อนผลการอ่าน ผู้เรียนสรุปความรู้ ที่ได้รับจากเรื่องที่อ่าน โดยการท่องจำพยาม พูดหรือคิดตามความเข้าใจของตัวเองจาก คอลัมน์ซ้ายมือซ้ายมือ (Recall Column) และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใน คอลัมน์ขวามือ(Note-taking Area) จากนั้น สรุปองค์ความรู้ใหม่เข้ากับความรู้อื่นที่ผู้เรียน มีลงในพื้นที่ล่างสุดของกระดาษ คือ Summary พยายามคิดนอกกรอบจากการจด บันทึกสิ่งที่คิด ความคิดเห็น ประสบการณ์ใน การอ่านทั้งนี้ผู้เรียนต้องจัดรูปแบบให้มีระบบ เพื่อง่ายต่อการนำมาทบทวนผ่านการสร้าง แผนผังความคิด และการเขียนสรุปความจาก เรื่องที่อ่าน 4.1 ผู้เรียนสามารถสะท้อนผลการอ่านโดย การสร้างแผนผังความคิด หรือเขียนสรุปความ จากเรื่องที่อ่านได้ ขั้นที่ 5 ทบทวน (Review) ผู้เรียน ต้องทบทวนสิ่งที่ได้บันทึกมาอย่าง สม่ำเสมออย่างน้อย 10-15 นาทีต่อ สัปดาห์ เพื่อความรู้เป็นการเน้นย้ำ ความรู้ และผู้เรียนสามารถใช้ ขั้นที่ 5 ทบทวน ผู้เรียนต้องทบทวนสิ่งที่ได้ บันทึกมาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 10-15 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อเป็นการเน้นย้ำความรู้ และผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ที่ตนมีได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
38 ผลการสังเคราะห์ขั้นของเทคนิค การสอน KWL - Plus ผลการสังเคราะห์การจดบันทึก ในรูปแบบคอร์เนลล์ ผลการสังเคราะห์เทคนิคการสอน KWL – Plus ร่วมกับ การจดบันทึกใน รูปแบบคอร์เนลล์ ค ว า ม ร ู ้ ท ี ่ ต น ม ี ไ ด ้ อ ย ่ า ง มี ประสิทธิภาพ 5.1 ผู้เรียนสามารถพูดสรุปเรื่องจากบทอ่าน ครั้งที่ผ่านมาได้เพื่อเป็นการทบทวนความรู้ เดิม 5.2 ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้เข้ากับบท อ่านใหม่ จากผลการสังเคราะห์เทคนิคการสอน KWL – Plus ร่วมกับ การจดบันทึกในรูปแบบคอร์เนลล์ สรุปได้ ดังนี้ ขั้นที่ 1 กระตุ้นความใคร่รู้ ขั้นตอนที่ผู้เรียนต้องตรวจสอบความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นว่าตนเองมีความรู้ เกี่ยวกับหัวข้อที่จะศึกษามากน้อยเพียงใด โดยเป็นการใช้ความรู้เดิมเชื่อมโยงความรู้ใหม่ และความรู้พื้นฐาน รวม กับประสบการณ์ของผู้เรียนคือสิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรมก่อนการอ่าน เป็นการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนใน การเรียนรู้เนื้อหาใหม่ บูรณาการระหว่างความรู้พื้นฐานและเรื่องที่ผู้เรียนจะอ่านจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสร้าง ความหมายของบทอ่านได้ดี และกระตุ้นความรู้พื้นฐานให้เหมาะสม คือ 1.1 ผู้เรียนสำรวจหัวข้อและเนื้อหาในภาพรวม 1.2 ผู้เรียนอธิบายความรู้เดิมที่มีเกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษา ขั้นที่ 2 ผู้เรียนกำหนดเป้าหมายในการอ่าน ผู้เรียนต้องตั้งคำถามในการอ่านตามความต้องการของ ตนเอง และกำหนดเป้าหมายในการอ่าน ขั้นที่ 3 อ่านและจดบันทึกสรุปผลข้อมูล ผู้เรียนอ่านบทอ่านเพื่อหาคำตอบจากการที่ตั้งคำถามไว้ในขั้นที่ 2 ในระหว่างเรียนให้บันทึกสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้เท่าที่เข้าใจเป็นความคิดของตนเองลงในคอลัมน์ขวามือ (Notetaking Area) และหลังจากการเรียนรู้ให้สรุปข้อมูลอีกครั้ง พยายามเขียนข้อมูลให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง เช่นสรุปเป็น ประเด็น จดคำสำคัญ ความหมาย ความสัมพันธ์ของสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ 3.1 ลงมืออ่านอย่างละเอียดและกำหนดจุดมุ่งหมายในการอ่าน 3.2 จดบันทึกประเด็นสำคัญลงในคอลัมน์ขวามือ (Note-taking Area) 3.3 ผู้เรียนอ่านบันทึกเพื่อจัดลำดับความคิด 3.4 ลงบันทึกสรุปความคิดในลงคอลัมน์ซ้ายมือ (Recall Column) ขั้นที่ 4 สะท้อนผลการอ่าน ผู้เรียนสรุปความรู้ที่ได้รับจากเรื่องที่อ่าน โดยการท่องจำพยามพูดหรือคิด ตามความเข้าใจของตัวเองจากคอลัมน์ซ้ายมือซ้ายมือ (Recall Column) และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใน คอลัมน์ขวามือ(Note-taking Area) จากนั้นสรุปองค์ความรู้ใหม่เข้ากับความรู้อื่นที่ผู้เรียนมีลงในพื้นที่ล่างสุดของ กระดาษ คือ Summary พยายามคิดนอกกรอบจากการจดบันทึกสิ่งที่คิด ความคิดเห็น ประสบการณ์ในการอ่าน
39 ทั้งนี้ผู้เรียนต้องจัดรูปแบบให้มีระบบ เพื่อง่ายต่อการนำมาทบทวนผ่านการสร้างแผนผังความคิด และการเขียนสรุป ความจากเรื่องที่อ่าน 4.1 ผู้เรียนสามารถสะท้อนผลการอ่านโดยการสร้างแผนผังความคิด หรือเขียนสรุปความจากเรื่องที่ อ่านได้ ขั้นที่ 5 ทบทวน ผู้เรียนต้องทบทวนสิ่งที่ได้บันทึกมาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 10-15 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อเป็นการเน้นย้ำความรู้ และผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ที่ตนมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5.1 ผู้เรียนสามารถพูดสรุปเรื่องจากบทอ่านครั้งที่ผ่านมาได้เพื่อเป็นการทบทวนความรู้เดิม 5.2 ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้เข้ากับบทอ่านใหม่ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านเพื่อความเข้าใจ 3.1 ความหมายของการอ่านเพื่อความเข้าใจ การอ่านเพื่อความเข้าใจ หมายถึง กระบวนการรับสารโดยการอ่านที่ผู้อ่านสามารถแปลความหมาย ของคํา ข้อความ จับใจความสำคัญและสามารถเข้าใจแนวความคิดหลักที่ผู้เขียนต้องการ นําเสนอผ่านข้อความ ตลอดจนการเชื่อมโยงแนวความคิดที่ได้จากการอ่านกับประสบการณ์เดิมเพื่อความเข้าใจเนื้อเรื่องและสามารถคาด เดาเหตุการณ์ข้างหน้าได้ผู้อ่านสามารถจับใจความเรื่องที่อ่านได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้ความหมายของคําทุกคํา (สมุทร เซ็นเชาวนิช, 2542) ผู้อ่านจะต้องใช้ ประสบการณ์ความรู้ต่าง ๆ และการเดาความหมายจากบริบทมาช่วยเพื่อให้ เข้าใจเนื้อเรื่อง และรู้จักคาดเดาเหตุการณ์ที่จะปรากฏได้ล่วงหน้าอย่างมีเหตุผล (สุภัทรา อักษรานุเคราะห์, 2532) ผู้อ่านนําความรู้ที่ได้มาเชื่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์เดิม เพื่อสรุปเป็นความหมายเกิดเป็นความเข้าใจ ใน เนื้อหาที่อ่าน (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, 2544) การอ่านเพื่อความเข้าใจจึงเป็นกระบวนการทาง สมองอันซับซ้อน ซึ่งเกิดขึ้นขณะผู้อ่านสร้างความหมายจากสิ่งที่อ่าน (Ruddell, 2002) การเรียนรู้ที่จะอ่านไม่ใช่เพียงอ่านเพื่อจำ และแปลความหมายคำศัพท์แต่หมายถึงความสามารถในการเรียนรู้ที่จะเข้าใจข้อความ (Tierney, 2005) แต่เพื่อ วิเคราะห์ประเด็นปัญหาความหมายโดยนัยเกี่ยวกับอุดมการณ์ความคิดอันเป็นรากฐานที่ผู้เขียนบอกเป็นนัย (Wallace, 2005) จากความหมายของการอ่านเพื่อความเข้าใจข้างต้นสามารถสรุปความหมายได้ว่า การอ่านเพื่อความ เข้าใจ หมายถึง กระบวนการรับสารโดยการอ่านที่ผู้อ่านสามารถแปลความหมาย ของคํา ข้อความ จับใจความ สำคัญ ตีความ และสรุปอ้างอิงแนวความคิดหลักที่ผู้เขียนต้องการ นําเสนอผ่านข้อความตลอดจนการเชื่อมโยง แนวความคิดที่ได้จากการอ่านกับประสบการณ์เดิมเพื่อ ความเข้าใจเนื้อเรื่อง สามารถคาดเดาเหตุการณ์ข้างหน้าได้ และนําความรู้ที่ได้จากบทอ่านไปปรับใช้ ในชีวิตจริงได้ 3.2 ความสำคัญของการอ่านเพื่อความเข้าใจ รัญจวน อินทรกำแหง และคณะ (2523) กล่าวถึง ความสำคัญของการอ่านหนังสือไว้ว่า “การอ่าน หนังสือความจำเป็นต่อชีวิตของคนในยุคปัจจุบันยิ่งกว่ายุคที่ผ่านมา เพราะโลกปัจจุบันเป็นโลกที่หมุนเร็ว ทั้งในด้าน
40 วัตถุ วิทยาการ และแปรเปลี่ยนเร็ว ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอ่านหนังสือ เพื่อให้สามารถติดตามความ เคลื่อนไหว ความก้าวหน้า และความเปลี่ยนแปรทั้งหลายได้ทันกาล” สมถวิล วิเศษสมบัติ (2528) ได้กล่าวถึงทักษะการอ่านไว้ สรุปได้ว่า การอ่านเป็นทักษะที่สำคัญ และ ใช้มากในชีวิตประจำวัน ผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านและมีทักษะในการอ่านมีอัตราเร็วในการอ่านสูง ย่อมแสวงหา ความรู้และการศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปใช้ในการพูดและการ เขียนได้เป็นอย่างดี ยุพร แสงทักษิณ (2531) กล่าวว่า “การอ่านหนังสือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับมนุษย์ การอ่านทำให้เรา สามารถก้าวตามโลกได้ทัน เพราะโลกปัจจุบันนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง มีความก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งในด้าน วัตถุ วิทยาการ ความคิด ฯลฯ ด้วยเหตุที่เราต้องมีความสัมพันธ์กับสังคมและสิ่งแวดล้อม เราจึงควรต้องปรับตัวเรา ให้สอดคล้องไปด้วย มิฉะนั้นเราจะกลายเป็นคนโง่ล้าหลัง อาจประพฤติปฏิบัติผิด ๆ พลาด ๆ ก็ได้ด้วยความ รู้เท่าไม่ถึงการณ์” สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (2538) กล่าวถึง ทักษะการอ่านไว้ว่า “ทักษะการอ่าน เป็นทักษะที่สำคัญ และใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นทักษะที่นักเรียนใช้แสวงหาสรรวิทยาการต่าง ๆ เพื่อ ความบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจ ผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านและมีทักษะในการอ่าน มีอัตราเร็วในการอ่านสูงย่อม แสวงหาความรู้ และศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปใช้ในการพูดและ การเขียนได้เป็นอย่างดี” จินตนา ใบกาซูยี (2534) ที่กล่าวถึงความสำคัญของการอ่าน มีใจความโดยสรุปว่า การอ่านเป็น สิ่งจำเป็นสำหับชีวิตปัจจุบัน ทั้งในด้านการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้านการศึกษาหาความรู้เพื่อประกอบอาชีพใน อนาคต เป็นการพัฒนาความเจริญงอกงามทางสมองและปัญญา รวมทั้งเป็นการพักผ่อนหย่อนใจจากชีวิตประจำวัน อัมพร สุขเกษม (2542) ได้กล่าวถึง การอ่านหนังสือว่า มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ และมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศด้วย เพราะการอ่านหนังสือช่วยให้ผู้อ่านรู้จักวิธีบำรุงรักษาสุขภาพของตน รู้จักวิธีการใหม่ ๆ สำหรับใช้พัฒนาอาชีพ ช่วยผ่อนคลายความเครียด มีความเพลิดเพลิน เกิดความคิดสร้างสรรค์ เข้าใจความเคลื่อนไหวทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สามารถรับรู้และปรับตัวให้เข้ากับความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์ทั้งสิ้น ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และคณะ (2546) กล่าวถึง ความสำคัญของการอ่านสรุปได้ ดังนี้ 1. การอ่านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน จำเป็นต้องอ่าน หนังสือเพื่อการศึกษาหาความรู้ต่าง ๆ 2. การอ่านเป็นเครื่องมือช่วยให้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ เพราะสามารถนำความรู้ที่ได้ จากการอ่านไปพัฒนางานของตนได้ 3. การอ่านเป็นเครื่องมือสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของคนรุ่นหนึ่ง ไปสู่คนรุ่นต่อ ๆ ไป
41 4. การอ่านเป็นวิธีการส่งเสริมให้คนมีความคิดอ่านและฉลาดรอบรู้ เพราะประสบการณ์ที่ได้จากการ อ่าน เมื่อเก็บสะสมเพิ่มพูนนานวันเข้า ก็จะทำให้เกิดความคิด เกิดสติปัญญา เป็นคนฉลาดรอบรู้ได้ 5. การอ่านเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจ เป็นวิธีหนึ่งในการแสวงหาความสุขให้กับ ตนเองที่ง่ายที่สุดและได้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด 6. การอ่านเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งด้านจิตใจและบุคลิกภาพ เพราะเมื่อ อ่านย่อมรู้มาก สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข 7. การอ่านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาระบบการเมือง การปกครอง ศาสนา ประวัติศาสตร์ และสังคม 8. การอ่านเป็นวิธีการหนึ่งในการพัฒนาระบบการสื่อสารและการใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ จากข้อความข้างต้นกล่าวโดยสรุป การอ่านมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน เพราะเรา ต้องแสวงหาความรู้ ข้อมูลข่าวสาร การเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การอ่านส่งเสริมให้ ผู้อ่านมีพัฒนาการในความรู้และความคิด มองโลกที่กว้างไกล เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมผ่านสื่อการสอน ซึ่งสิ่ง เหล่านี้จะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง มีความเฉลียวฉลาด สามารถประกอบอาชีพและเป็นพลเมืองที่ดี ของประเทศชาติได้ 3.3 องค์ประกอบของการอ่านเพื่อความเข้าใจ การอ่านเพื่อความเข้าใจต้องอาศัยพื้นฐานความเข้าใจในด้านต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า องค์ประกอบของการ อ่านเพื่อความเข้าใจ มีนักวิชาการได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบการอ่าน เพื่อความเข้าใจไว้ดังนี้ ไพพรรณ อินทนิล (2546) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญของการอ่านเพื่อความเข้าใจไว้ดังนี้ 1) องค์ประกอบด้านคําและความหมายของคํา หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจรูปแบบและ ความหมายของคํานั้น 2) องค์ประกอบการเรียบเรียงถ้อยคํา หมายถึง ความสามารถในการเชื่อมโยง ความหมายของคําต่าง ๆ การเข้าใจรายละเอียดของประโยคย่อยและความสามารถในการจัดลำดับ เหตุการณ์หรือขั้นตอนของข้อความได้ 3) องค์ประกอบด้านการสรุปที่เป็นเหตุผล หมายถึง ความสามารถในการสังเคราะห์ ใจความสำคัญของ ข้อความการสรุปความคิดหลักของเรื่องและการนําไปปรับใช้ในชีวิตจริงในโอกาส ต่าง ๆ Miller (1990) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญของการอ่านเพื่อความเข้าใจ ไว้ดังนี้ 1) การรู้ความหมายและรายละเอียดย่อย ๆ ของเรื่องนั้นมาก่อนแล้ว 2) การรู้ความหมายที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างขั้นของความรู้ย่อยเหล่านั้น 3) ความสามารถในการอธิบายเรื่องที่อ่านได้ด้วยภาษาของตนเมื่อพบเรื่องที่อ่านมี ลักษณะเดียวกันกับที่ เคยอ่านมาแล้วจะต้องสามารถอธิบายได้ Valette and Disick (1972) กล่าวถึงการประเมินผลการอ่าน เพื่อความเข้าใจ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอนแสดงพฤติกรรมที่ผู้อ่านต้องทำได้ดังนี้
42 1) ขั้นกลไก คือ การอ่านออกเสียงการเว้นวรรคตอนอย่างถูกต้องเหมาะสม 2) ขั้นความจํา คือ อ่านข้อความและเข้าใจความหมายที่ได้เรียนและท่องจำไว้ 3) ขั้นถ่ายโอน คือ การนําความรู้ความจํามาใช้ในการอ่านข้อความใหม่ ๆ ให้เข้าใจ 4) ขั้นสื่อสาร คือ อ่านโดยเสรี เพื่อจับใจความสำคัญและรายละเอียดต่าง ๆ 5) ขั้นวิพากษ์วิจารณ์ คือ ผู้เรียนต้องสามารถตีความ เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนมิได้ กล่าวถึงตรง ๆ ผู้อ่าน ต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าเรื่องที่อ่านได้ Hafner and Hayden (1974) กล่าวถึงพฤติกรรมการอ่านที่ควรประเมินสอดคล้องกับ พฤติกรรมการ อ่านที่แสดงถึงความสามารถในการเข้าใจ ดังนี้อย่างไร 1) ตอบคําถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง และรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านได้ 2) เข้าใจคําชี้แจง สามารถปฏิบัติตามคําชี้แจง คำแนะนําที่เขียนอธิบายไว้ถูกต้อง 3) จดจําและสามารถบรรยายสิ่งที่อ่านออกมาเป็นคําพูดได้ 4) ลำดับเหตุการณ์ของเรื่องราวที่อ่านได้อย่างถูกต้อง 5) แยกได้ว่ารายละเอียดส่วนใดสำคัญหรือไม่สำคัญ 6) บอกตัวอย่างหรือคำอธิบายต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับเนื้อความสำคัญตอนใด 7) บอกตัวอย่างหรือคำอธิบายต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหาในบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกันอย่างไร 8) บอกได้ว่าเนื้อหาที่อ่านมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาในบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกันอย่างไร 9) สรุปใจความของบทอ่านได้ถูกต้อง Bachman and other (1995: 89-93) ได้เพื่อความเขาใจไว สรุปได้ดังนี้กล่าวถึงองคประกอบของการ อ่าน 1. สติปัญญา (intelligence) ความหลากหลายในความสามารถของนักเรียน ที่เรียนรูจากบทอ่าน สามารถบ่งชี้ได้จากแบบสอบมาตรฐาน ดังจะเห็นได้วานักเรียนในแต่ละระดับจะมีสิทธิภาพการอ่านต่างกับทอ่านได้ ต่างกันแสดงใหเห็นวานักเรียนที่มีอายุสมองแตกต่างกันจะมีความสามารถเข้าใจ 2. คำศัพท์ (vocabulary) คําศัพทจะแสดงถึงความหมายที่แต่ละคนเก็บไวในสมอง ความสามารถทาง คําศัพทเป็นดรรชนีชี้ใหเห็นความสามารถที่จะเขาใจบทอ่านได้ และ คําศัพทเป็นนตัวแสดงโครงสร้างความรู้ที่แต่ละ คนใช้ในการตอบสนองบทอ่าน 3. ความสามารถด้านหน่วยคํา (morphemic ability) ถาแต่ละคนไม่รู้ความหมายคำศัพท์อาจใช้ ความสามารถในการวิเคราะห์รากคํา (roots) และวิภัตปัจจัย(affixes) 4. ความจําคําศัพท (word recognitions) ถือเป็นหลักของการเริ่มตนอ่าน ซึ่งมีแนวโนมว่าแต่ละคนจะ พัฒนาความสามารถในการจำคำศัพทไปตามระดับชั้น เชน ผู้ที่เรียนในชั้นสูงกว่าจะมีจำนวนคำศัพท์ที่จำได้ มากกว่า
43 5. เจตคติตอการอ่านและการเรียนรูจากบทอ่าน (attitudes toward reading and learning from text) มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในการอ่านเป็นความปรารถนาที่จะรูและ เข้าใจของผู้อ่านเอง และเป็นตัว พยากรณ์ความสามารถในการอานของผู้อ่าน 6. ความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน(individual differences in reading achievement) มีผลอย่างมากโดยเฉพาะในระดับเริ่มการอ่าน นักเรียนที่ เรียนรูในการอานจากสิ่งแวดลอม ที่สงเส ริมการออ่านจะมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าคนอื่น จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ความเขาใจในการอ่านขึ้นอยู่กับองคประกอบหลายประการ ได้แก่ ความสามารถทางภาษา ความแตกต่างระหว่างบุคคล ประสบการณเดิมของผู้อ่าน ความสามารถในการตีความ ทัศนคติสิ่งที่อ่าน ดังนั้น การพัฒนาความเขาใจในการอ่าน ครูผสอนควรคำนึงถึงสิ่งเหลานี้ 3.4 ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจมีนักวิชาการได้อธิบายความไว้ดังนี้ Raygor and Raygor (1985) ได้ให้กำหนดระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ คือ 1. ระดับตัวอักษร (literal comprehension) หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจความหมายของคำตามตัวอักษรที่ ผู้เขียนนำเสนอ 2. ระดับตีความ (Interpretative comprehension)หมายถึงความสามารถในการหาความหมาย ในสิ่งที่ผู้เขียนไม่ได้ระบุไว้ในเนื้อเรื่องและสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความคิดหรือเหตุการณ์ในเรื่อง 3. ระดับประยุกต์ (applied comprehension) หมายถึง ความสามารถในการประเมินค่าความคิดของผู้เขียนและ สามารถนำความคิดนั้นมาสัมพันธ์กับประสบการณ์ของตนรวมทั้งนำความคิดของผู้เขียนไปประยุกต์ใช้ใน สถานการณ์ใหม่และแก้ปัญหาได้ Bromley (1992) ได้ให้ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 1. ระดับตัวอักษร (Literal comprehension) หมายถึงความสามารถของผู้อ่านในการเข้าใจความหมายของข้อความตามที่ปรากฏซึ่งผู้อ่าน เคยจำได้ระลึกได้การอ่านในระดับนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดมากนัก 2. ระดับตีความ ( Interpretation comprehension) หมายถึง ความสามารถของผู้อ่านในการสรุปความหมายจากเรื่องที่อ่านได้โดยอาศัย ประสบการณ์ในการลงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 3. ระดับประเมินค่า (Evaluative comprehension) หมายถึง ความสามารถของผู้อ่านในการวิเคราะห์ข้อความที่ได้อ่านว่าสิ่งที่อ่านนั้นถูกต้องหรือไม่ควรเชื่อหรือไม่ Smith (1988) และ Burn, Roe and Ross (1999, อางถึงใน Berne, 2004) 1. ระดับการอ่านเข้าใจ ตามตัวอักษร(literal comprehension)เป็นความสามารถในการเขาใจตามตรงตามหนังสือทราบถึงรายละเอียด เหตุและผล และเขาใจความสัมพันธ์ของเรื่องที่อ่าน 2. ระดับการอานตีความ (interpretation) เป็นการเขาใจ เนื้อความที่ไม่ได้บอกโดยตรงความสามารถในการสรุปใจความสำคัญรวมถึงการสามารถรับรูถึงอารมณและจุดประ สงคของผู้เขียน และการเขียนสรุปและตีความเรื่องที่อ่านได้3. ระดับการอ่านขั้นใชวิจารณญาณ (critical reading) เป็นการประเมินงานเขียนโดยเปรียบเทียบกับความรูที่เป็นมาตรฐานและเขียนสรุปเกี่ยวกับความถูกตอง ความ
44 เหมาะสมของเรื่ององที่อ่าน 4. ระดับการอานอย่างสร้างสรรค์(creative reading) เป็นระดับที่ผู้อานเกิดความคิด ใหม่ที่ประยุกตจากเรื่องที่อ่าน ประคอง สุทธสาร (2534) ให้ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจไว้ดังนี้ 1. ระดับการอ่านเข าใจตามตัวอักษร หมายถึง การเข้าใจเรื่องที่อานตามตัวหนังสือที่เขียนไวเป็นระดับอ่านหนังสือออก แล้วรูว่าเป็น เรื่องอะไร เกี่ยวกับใคร การอ่านระดับนี้ใชความจำเป็นส่วนใหญ่ 2. ระดับความเขาใจขั้นตีความ เป็นระดับความ เข้าใจที่สูงกว่าความเขาใจตามตัวอักษรในระดับนี้ผู้อ่านตองใชความสามารถมากขึ้น คือตองใชประสบการณของตน ช่วยในการทำความเขาใจโดยการ สรุปความ ตีความ และแปลความหมายจากเรื่องที่อ่าน 3. ระดับการประเมินผล ในระดับนี้ผู้อ่านต้องใชความสามารถทางสติปัญญาขั้นสูงสุดโดยอาศัยการอ่านระดับการอ่านเขาใจตามตัวอักษร และการตีความเป็นพื้นฐานแลวใชประสบการณความสามารถในการวิเคราะห์ สร้างสรรคและประเมินค่าช่วยใน การตัดสิน วินิจฉัยเรื่องราวที่อ่านวาอะไรเป็นจริง และอะไรบ้างที่เป็นจินตนาการ อะไรบ้างที่เป็นความคิดเห็น ตลอดจนประเมินผลความเชื่อถือได้ของเรื่องราวราวที่อ่าน และประเมินผลในแงความคิดเห็นสวนตัววามีคุณคา มี ความเหมาะสมถูกตองเป็นที่ยอมรับหรือไม่ในแงใด 4. ระดับความซาบซึ้ง ในระดับนี้ผู้อ่านจะตองมีอารมณ์ ตอบสนองตามเนื้อเรื่องและภาษาของผู้เขียน ตลอดจนการสร้างภาพพจนและการแสดงออกทางอารมณจากเรื่องที่ อ่าน เทียมจันทร์ สังขพันธานนท์ (2563) กล่าวว่าถึงความสารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจไว้ดังนี้ 1. ความ เข้าใจระดับตัวอักษรและขั้นพื้นฐาน คือความเข้าใจในข้อความหรือเนื้อหาในบทอ่านที่ระบุไว้อย่างชัดเจน โดยเป็น ระบบที่ไม่ใช้กระบวนการคิดที่มีความซับซ้อน 2. ความ้ข้าใจระดับการตีความ คือระดับความเข้าใจในการอ่าน เป็น การพยายามหาข้อเท็จจริงจากบทอ่านด้วนวิธีการต่าง ๆ หรืออาจหมายรวมถึงความเข้าใจระดับอ้างอิง หรือการ อนุมาน คือความเข้าใจในบทความได้ระบุไว้โดยนัย หรือไม่ได้กล่าวไว้โดยตรง โดยผู้อ่านหรือผู้เขียนในระดับนี้ จะต้องตอบคำถามในขณะที่อ่านให้ได้ว่า “ผู้เขียนต้องการสื่อถึงอะไร” 3. ความเข้าใจในระดับการวิเคราะห์และ ประเมินค่า คือความเข้าใจในสิ่งที่บทอ่านหรือผู้เขียนต้องการจะสื่อสารสู่ผู้อ่าน และประเมินได้ว่าทำในระดับใด สามารถให้ข้อคิดเห็น ข้อวิจารณ์ การประเมินค่า และการวิเคราะห์จากความคิดเห็น และวิจารณญาณจากตัวผู้อ่าน จุฑาทิพย์ แซ่กี้ (2564) ให้ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ดังนี้ 1. ระดับข้อเท็จจริง หมายถึง การแปลความ และการจับใจความคือ การแปลความหมายของคำศัพท์ การจับใจความสำคัญ การ เรียงลำดับเหตุการณ์ 2. ระดับตีความ หมายถึง การวิเคราะห์ และการตีความ คือ การจำแนกข้อเท็จจริงข้อคิดเห็น การระบุความสัมพันธ์ระหว่างชื่อเรื่องและเนื้อหา การคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า การตีความความหมายของคำมี หลายความหมาย การระบุวัตถุประสงค์ของผู้เขียน การเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ของตัวละคร การวิเคราะห์ องค์ประกอบของงาน การระบุแก่นของเรื่อง 3. ระดับประเมินค่า หมายถึง การระบุความสมเหตุสมผลของ เหตุการณ์ในเรื่อง การระบุคุณค่าด้านเนื้อหา การระบุคุณค่าด้านภาษา การประเมินกลวิธีการนำเสนอ การแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 4. ระดับประยุกต์ใช้ หมายถึง การเชื่อมโยง และการถ่ายทอด คือ การยกตัวอย่าง
45 เหตุการณ์ที่สอดคล้องกับเรื่องที่อ่าน การเชื่อมโยงเรื่องที่อ่านกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ในชีวิตจริง การระบุ แนวทางการนำข้อคิดที่ได้จากการอ่านไปใช้ในชีวิตจริง การเขียนเรื่องใหม่จากแก่นของเรื่อง การสร้างองค์ความรู้ ใหม่จากการอ่าน จากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่า ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ คือ 1. ระดับการอ่านเข้าใจ ตามตัวอักษร คือ ความสามารถในการอ่านเข้าใจตามตัวอักษร เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านคร่าว ๆ 2. ระดับการอ่านเพื่อตีความ คือ ผู้อ่านต้องอาศัยประสบการณ์รวมถึงความสามารถในการรับรู้ต่าง ๆ ของตนมา ช่วยทำความเข้าใจโดยการตีความ สามารถระบุวัตถุประสงค์ของผู้เขียน การเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละคร การวิเคราะห์องค์ประกอบของงานเขียน และแปลความจากเรื่องที่อ่าน 3. ระดับประเมินค่า คือ ผู้อ่านต้อง ประมวลผลข้อมูล ที่ได้จากการอ่าน และการตีความเป็นพื้นฐานความรู้ มาประเมินค่าจากเรื่องที่อ่านอย่าง สร้างสรรค์ เช่น การระบุคุณค่าด้านเนื้อหา การระบุคุณค่าด้านภาษา การประเมินกลวิธีการนำเสนอ การแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 4. ระดับอ่านเพื่อประยุกต์ใช้ คือ ผู้อ่านจะต้องเกิดความคิดใหม่ มีสุนทรีตอบสนอง เนื้อเรื่อง รวมทั้งภาษาของผู้เขียน การสร้างภาพพจน์ และการแสดงออกทางอารมณ์อย่างสร้างสรรค์ที่ได้ สามารถ ประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมาใช้ในชีวิตจริงการนำข้อคิดที่ได้จากการอ่านไปใช้ในชีวิตจริง เขียนเรื่องจาก แก่นเรื่องที่เป็นองค์ความรู้ใหม่จากการอ่านได้ ตารางที่ 4 ตารางการสังเคราะห์ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ Raygor and Raygor (1985) Bromley (1992) เทียมจันทร์ สังขพันธานนท์ (2563) จุฑาทิพย์ แซ่กี้ (2564) ผลการสังเคราะห์ ระดับความสามารถ ในการอ่านเพื่อความ เข้าใจ 1. ระดับตัวอักษร คือ ความสามารถในการ เข้าใจความหมายของ คำตามตัวอักษรที่ ผู้เขียนนำเสนอ 1. ระดับตัวอักษร คือ ความสามารถของผู้ อ่านในการเข้าใจ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ข้อความตามที่ปรากฏ ซึ่งผู้อ่านเคยจำได้ ระลึกได้การอ่านใน ระดับนี้ไม่จำเป็นต้อง ใช้ความคิดมากนัก 1. ความเข้าใจระดับ ตัวอักษรแล ะขั้ น พื้นฐาน คือความ เข้าใจในข้อความหรือ เนื้อหาในบทอ่านที่ ระบุไว้อย่างชัดเจน โดยเป็นระบบที่ไม่ใช้ กระบวนการคิดที่มี ความซับซ้อน 1. ระดับข้อเท็จจริง คือการแปลคว า ม และการจับใจความ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ค ำ ศ ั พ ท ์ ก า ร จั บ ใจความสำคัญ การ เรียงลำดับเหตุการณ์ 1. ระดับการอ่าน เข้าใจตามตัวอักษร คือ ความสามารถใน การอ่านเข้าใจตาม ตัวอักษร เพื่อให้ทราบ ถ ึ ง ร า ย ล ะ เ อ ี ย ด เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน คร่าว ๆ 2. ระดับตีความ คือ ความสามารถในการ หาความหมายในสิ่งที่ ผู้เขียนไม่ได้ระบุไว้ใน เนื้อเรื่องและสามารถ 2. ระดับตีความ คือ ความสามารถของ ผู้อ่านในการสรุป ความหมายจากเรื่องที่ อ่านได้ โดยอาศัย 2. ความ้ข้าใจระดับ การตีความ คือ ระดับ ความเข้าใจในการ อ่าน เป็นการพยายาม หาข้อเท็จจริงจากบท 2. ระดับตีความ คือ การวิเคราะห์ และการ ต ี ค ว า ม ค ื อ ก า ร จำแนกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นการระบุ 2. ระดับการอ่านเพื่อ ตีความ คือ ผู้อ่านต้อง อาศัยประสบการณ์ รวมถึงความสามารถ ในการรับรู้ต่าง ๆ
46 Raygor and Raygor (1985) Bromley (1992) เทียมจันทร์ สังขพันธานนท์ (2563) จุฑาทิพย์ แซ่กี้ (2564) ผลการสังเคราะห์ ระดับความสามารถ ในการอ่านเพื่อความ เข้าใจ เข้าใจความสัมพันธ์ ระหว่างความคิดหรือ เหตุการณ์ในเรื่อง ประสบการณ์ในการ ลงความเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน อ่านด้วนวิธีการต่าง ๆ หรืออาจหมายรวมถึง ความเข้าใจระดับ อ ้ า ง อ ิ ง ห ร ื อ ก า ร อนุมาน คือความ เข้าใจในบทความได้ ระบุไว้โดยนัย หรือ ไม่ได้กล่าวไว้โดยตรง โดยผู้อ่านหรือผู้เขียน ในระดับนี้จะต้องตอบ คำถามในขณะที่อ่าน ให้ได้ว่า “ผู้เขียน ต้องการสื่อถึงอะไร” ความสัมพันธ์ระหว่าง ชื่อเรื่องและเนื้อหา การคาดเดาเหตุการณ์ ล่วงหน้า การตีความ ความหมายของคำ มี หลายความหมาย การ ระบุวัตถุประสงค์ของ ผู้เขียน การเข้าใจ อารมณ์ ความรู้สึก ของตัวละคร การ ว ิ เ ค ร า ะ ห์ องค์ประกอบของงาน การระบุแก่นของเรื่อง ข อ งต น ม าช่วยทำ ความเข้าใจโดยการ ตีความ สามารถระบุ วัตถุประสงค์ของผู้ เ ข ี ย น ก า ร เ ข ้ า ใจ อารมณ์ ความรู้สึก ของตัวละคร การ ว ิ เ ค ร า ะ ห์ องค์ประกอบของงาน เขียน และแปลความ จากเรื่องที่อ่าน 3. ระดับประยุกต์ คือ ความสามารถในการ ประเมินค่าความคิด ข อ ง ผ ู ้ เ ข ี ย น แ ล ะ สามารถนำความคิด นั้นมาสัมพันธ์กับ ประสบการณ์ของตน รวมทั้งนำความคิด ข อ ง ผ ู ้ เ ข ี ย น ไ ป ป ร ะ ย ุ ก ต ์ ใ ช ้ ใ น สถานการณ์ใหม่และ แก้ปัญหาได้ 3) ระดับประเมินค่า คือ ความสามารถของ ผู้อ่านในการวิเคราะห์ ข้อความที่ได้อ่านว่า สิ่งที่อ่านนั้นถูกต้อง หรือไม่ควรเชื่อหรือไม่ 3. ความเข้าใจใน ระดับการวิเคราะห์ และประเมินค่า คือ ความเข้าใจในสิ่งที่บท อ ่ า น ห ร ื อ ผ ู ้ เ ข ี ย น ต้องการจะสื่อสารสู่ ผู้อ่าน และประเมินได้ ว ่ า ท ำ ใ น ร ะ ด ั บ ใด สามารถให้ข้อคิดเห็น ข ้ อ ว ิ จ า ร ณ ์ ก า ร ประเมินค่า และการ วิเคราะห์จากความ ค ิ ด เ ห ็ น แ ล ะ วิจารณญาณจากตัว ผู้อ่าน 3. ระดับประเมินค่า คือ การระบุความ ส ม เ ห ต ุสม ผลของ เหตุการณ์ในเรื่อง การ ระบุคุณค่าด้านเนื้อหา การระบุคุณค่าด้าน ภาษา การประเมิน กลวิธีการนำเสนอ ก า ร แ ส ด ง ค ว า ม คิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ อ่าน 3. ระดับประเมินค่า ค ื อ ผ ู ้ อ ่ า น ต ้ อ ง ประมวลผลข้อมูล ที่ ได้จากการอ่าน และ การตีความเป็นพื้น ฐานความรู้มาประเมิน ค่าจากเรื่องที่อ่าน อย่างสร้างสรรค์ เช่น การระบุคุณค่าด้าน เนื้อหา การระบุคุณ ค่าด้านภาษา การ ประเมินกลวิธีการ นำเสนอ การแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน