The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงร่างวิทยานิพนธ์เตรียมสอบนำเสนอ22.04.66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kowit Boonduang, 2023-04-21 03:12:18

โครงร่างวิทยานิพนธ์นำเสนอ22/04/66

โครงร่างวิทยานิพนธ์เตรียมสอบนำเสนอ22.04.66

47 Raygor and Raygor (1985) Bromley (1992) เทียมจันทร์ สังขพันธานนท์ (2563) จุฑาทิพย์ แซ่กี้ (2564) ผลการสังเคราะห์ ระดับความสามารถ ในการอ่านเพื่อความ เข้าใจ 4. ระดับประยุกต์ใช้ หมายถึง การเชื่อมโยง และการถ่ายทอด คือ ก า ร ย ก ต ั ว อ ย ่ า ง เหตุการณ์ที่สอดคล้อง กับเรื่องที่อ่าน การ เชื่อมโยงเรื่องที่อ่าน กับเหตุการณ์หรือ สถานการณ์ในชีวิต จริง การระบุแนว ทางการนำข้อคิดที่ได้ จากการอ่านไปใช้ใน ชีวิตจริง การเขียน เรื่องใหม่จากแก่นของ เรื่อง การสร้างองค์ ความรู้ใหม่จากการ อ่าน 4. ระดับอ่านเพื่อ ประยุกต์ใช้คือ ผู้อ่าน จะต้องเกิดความคิด ใหม่มีสุนทรีตอบสนอง เนื้อเรื่อง รวมทั้งภาษา ของผู้เขียน การสร้าง ภาพพจน์ และการ แสดงออกทางอารมณ์ อย่างสร้างสรรค์ที่ได้ สามารถประยุกต์ ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านมาใช้ในชีวิตจริง การนำข้อคิดที่ได้จาก การอ่านไปใช้ในชีวิต จริง เขียนเรื่องจาก แก่นเรื่องที่เป็นองค์ ความรู้ใหม่จากการ อ่านได้ 3.5 การพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ การพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจมีผู้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบ และปัจจัยที่ ส่งผลต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจไว้ดังนี้ Cochrane และคณะ (1984) ได้กล่าวถึงขั้นพัฒนาการด้านการอ่าน ดังต่อไปนี้ 1) ขั้นเกิดความสงสัย ผู้เรียนจะเรียนรู้วัตถุประสงค์ของหนังสือต่าง ๆ เริ่มคิดว่าหนังสือเหล่านั้นมี ความสำคัญ จ้องมองที่หนังสือ หยิบจับหนังสือขึ้นมาถือไว้บ่อยครั้งจะเป็นหนังสือที่เขาชอบ 2) ขั้นเกิดแนวความคิด ผู้เรียนพิจารณาตัวเองว่าเป็นผู้อ่าน เริ่มเข้าใจไปผูกพันกับกิจกรรมการอ่าน อาจจะ เสแสร้งอ่านให้ความหมายของหนังสือจากรูปภาพต่าง ๆ หรือประสบการณ์เดิมใช้ภาษาคล้าย ๆ หนังสือ แม้ว่าจะไม่เข้าใจเนื้อเรื่อง


48 3) ขั้นเชื่อมต่อการเป็นผู้อ่าน ผู้เรียนให้ความสำคัญกับตัวอักษรสามารถเลือกค าที่คุ้นเคย สังเกตคำต่าง ๆ อ่านเรื่องที่เขียนเองได้อ่านตัวหนังสือจากบทกวีเพลงกลอนกล่อมผู้เรียน ผู้เรียนจะเชื่อว่าพยางค์แต่ละพยางค์คือ คำหนึ่งคำเกิดความขัดแย้งในการจับคู่ตัวอักษรและเสียงอ่านเริ่มระลึกถึงตัวอักษรได้ 4) ขั้นทะยานสู่ผู้อ่าน ผู้เรียนเริ่มใช้ 3 ระบบ ชี้แนะเข้าด้วยกัน (เสียง ความหมาย โครงสร้าง ประโยค) ผู้เรียนตื่นตัวกับการอ่านเริ่มคุ้นเคยกับบริบทใส่ใจต่อตัวหนังสือที่อยู่รอบตัว และอ่านทุก ๆ อย่าง (เช่น กล่องใส่ อาหาร ฉลาก และเครื่องหมายต่างๆ เป็นต้น) อันตรายในขั้นนี้คือ ผู้เรียนจะให้ความสำคัญกับตัวอักษรแต่ละตัว มากไป 5) ขั้นสามารถอ่านโดยไม่ต้องพึ่งพิง ผู้เรียนสามารถอ่านหนังสือต่างๆ ที่ไม่เคยอ่านได้สามารถให้ ความหมายจากตัวหนังสือ จากประสบการณ์และจากตัวชี้แนะของผู้เขียนได้สามารถเข้าใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ประสบการณ์ได้ง่าย ๆ แต่จะเป็นโครงสร้างและเนื้อเรื่องที่พื้น ๆ เท่านั้น Clay (2001) ได้กล่าวถึงพัฒนาการทางด้านการอ่านและเขียนซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่ง่ายไปสู่ กระบวนการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนี้ 1) ขั้นการอ่านและเขียนขั้นต้น ผู้เรียนจะเริ่มสนใจรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์ มีมโนทัศน์บางประการเกี่ยวกับ สื่อสิ่งพิมพ์ สามารถบอกเรื่องราวเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ เริ่มรู้จักตัวอักษรบางตัวเขียนตัวอักษรได้บางตัว 2) ขั้นเชื่อมต่อมุมมองของภาษาเขียน ผู้เรียนจะสนใจรูปร่าง ขนาด ตำแหน่ง และรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์ ยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับทิศทางและลำดับของหน้ากระดาษ ผู้เรียนจะพยายามอ่านหน้าทางซ้ายก่อนทางขวา พูดเพื่อ บรรยายภาพ สามารถเขียนตัวอักษรได้หลายตัว เขียนคำและสามารถเขียนประโยคสั้น ๆ ได้ 1-2 ประโยค ชี้และ จับคู่คำในขณะที่อ่านหรือเขียน 3) ขั้นผู้เริ่มต้นมีความชำนาญในการแปล ผู้เรียนจะรู้ว่าจะเริ่มต้นอ่านที่ใดและเคลื่อนที่ไปทางใด รู้ว่าสื่อ สิ่งพิมพ์จะส่งสารให้แก่ผู้อ่าน สนใจรายละเอียดของสื่อสิ่งพิมพ์ ตระหนักว่าภาษาพูดมีความสัมพันธ์กับสื่อสิ่งพิมพ์ สามารถควบคุมทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวได้ดี พยายามอ่านเรื่องง่าย ๆ ให้ความสนใจกับพยัญชนะตัว แรกหรือตัวสุดท้าย 4) ขั้นผู้อ่านและเขียนมีความชำนาญในการใช้ระบบย่อยในการสนับสนุนการอ่านผู้เรียนสามารถอ่านงาน เขียน วิเคราะห์คำ ใช้ภาษาพูด ใช้ไวยากรณ์ สามารถใช้สิ่งกระตุ้นทางสายตากวาดสายตาอ่านคร่าว ๆ จากซ้ายไป ขวา สามารถตรวจสอบความถูกต้องและสังเกตเห็นความแตกต่างได้มากขึ้น ใช้หลักการประสมเสียง 5) ขั้นประมวลผลการอ่านข้อความที่มีความซับซ้อนด้วยความแม่นยำ ผู้เรียนสามารถอ่านคำและคำยาก ได้ อ่านได้เร็วและถูกต้อง สามารถเชื่อมโยงระหว่าง การมองเห็นกับการฟัง ซ้ายกับขวา หน้าสุดกับท้ายสุด ความหมายกับโครงสร้างของประโยค ภาพกับเรื่องราว สามารถรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ เช่น การ มอง การรู้จักเสียง การเข้าใจความหมายและโครงสร้างของประโยค


49 6) ขั้นผู้อ่านที่ประสบความสำเร็จ อายุประมาณ 8 ขวบ ผู้เรียนสามารถอ่านในใจ อ่านคำยากได้ถูกต้อง รู้ ว่าจะเติมคำศัพท์ลงในบทเพลงได้อย่างไร เรียนรู้คำใหม่จากการอ่านและการเขียนสามารถแก้ปัญหาเมื่อเจอคำใหม่ ที่ไม่คุ้นเคย สามารถตรวจคำตอบได้ด้วยตนเอง มีทักษะการประมวลผล ที่ซับซ้อนมากขึ้น สามารถอ่านและเขียน ได้เร็วขึ้น Bachman and et al. (1995) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการอ่านเพื่อความเข้าใจไว้สรุปได้ดังนี้ 1) สติปัญญา ความหลากหลายในความสามารถของนักเรียนที่เรียนรู้จากบทอ่านสามารถบ่งชี้จากแบบ สอบมาตรฐานดังจะเห็นได้ว่านักเรียนในแต่ละระดับจะมีประสิทธิภาพในการอ่านต่างกัน มีความสามารถเข้าใจบท อ่านได้ต่างกัน 2) คำศัพท์ความหมายของคำศัพท์พื้นฐานของความเข้าใจแต่ละบุคคลชี้ให้เห็นความสามารถที่จะเข้าใจ บทอ่านได้และคำศัพท์เป็นตัวแสดงโครงสร้างความรู้ที่แต่ละคนใช้ในการตอบสนองบทอ่าน 3) ความสามารถด้านหน่วยคำถ้าแต่ละคนไม่รู้ความหมายคำศัพท์อาจใช้ความสามารถในการวิเคราะห์ รากคำศัพท์หรือวิภัติปัจจัย 4) ความจำคำศัพท์ ปริมาณคำศัพท์ที่ได้เรียนรู้ในแต่ละบุคคลจะพัฒนาความสามารถในการจำคำศัพท์ไป ตามระดับชั้น 5) เจตคติต่อการอ่านและการเรียนรู้จากบทอ่าน มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในการอ่านเป็นความ ปรารถนาที่จะรู้และเข้าใจของผู้อ่านเองและคาดเดาความสามารถในการอ่านของผู้อ่าน 6) ความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านมีผลอย่างมาก โดยเฉพาะในระดับเรื่อง การอ่านนักเรียนเรียนรู้ในการอ่านจากสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการอ่านจะมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าคนอื่น O’ Donnell and Wood (2004) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญของการอ่านเพื่อความ เข้าใจไว้ดังนี้ 1) ความรู้เดิม หมายถึง ความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้อ่านที่สัมพันธ์กับเรื่องมีผลอย่างมากต่อความ เข้าใจในการอ่าน 2) การเชื่อมโยงความรู้ใหม่ หมายถึง การที่ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงความรู้เดิมและความรู้ใหม่ได้จะส่งผล ให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ลึกซึ้งและกว้างขวางยิ่งขึ้น 3) การจัดระบบความรู้ใหม่ หมายถึง การที่ผู้อ่านสามารถจัดระบบความรู้ที่มีอยู่เข้ากับความรู้ใหม่ที่ ได้รับซึ่งจะส่งผลให้ผู้อ่านเข้าใจในเรื่องที่อ่านอย่างแท้จริงและสามารถจดจำข้อมูลความรู้ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำและยาวนาน สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2551) ได้ให้คำอธิบายว่า 1. การมองภาพรวม (Previewing) คือ การทบทวนชื่อเรื่อง หัวข้อหลัก และข้อความใต้ภาพ เพื่อที่จะ สรุปโครงสร้างและเนื้อหาของเรื่องที่อ่าน


50 2. การคาดการณ์ (Predicting) คือ การใช้ความรู้ในเนื้อหาวิชา เพื่อที่จะคาดการณ์เกี่ยวกับเนื้อหาและ คำศัพท์และตรวจสอบความเข้าใจ การใช้ความรู้ของรูปแบบของสาร และจุดประสงค์เพื่อที่จะคาดการณ์เกี่ยวกับ โครงสร้างปริเฉท การใช้ความรู้เกี่ยวกับผู้เรียน เพื่อที่จะ คาดการณ์ลีลาการเขียนคำศัพท์และเนื้อหา 3. การอ่านคร่าว ๆ (Skimming) และการอ่านเร็ว (Scanning) คือ การสำรวจเนื้อหา เพื่อที่จะหา ใจความสำคัญระบุโครงสร้างของเรื่อง การคาดการณ์ยืนยันและการคาดการณ์คำถาม 4. การเดาจากบริบท (Guessing from Context) คือ การใช้ความรู้เดิมในเรื่องของ เนื้อหาวิชาและ ความคิดในเรื่องที่อ่านเป็นตัวชี้แนะต่อความหมายของคำที่ไม่คุ้นเคย แทนที่จะหาความหมายของคำจาก พจนานุกรม 5. การถอดความ (Paraphrasing) คือ การทบทวนและตรวจสอบความเข้าใจในเรื่องที่อ่าน เมื่อถึงตอน สุดท้ายของแต่ละตอนโดยการเรียบเรียงข้อความใหม่ 3.6 การประเมินความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ การประเมินความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญ การประเมินที่เป็นระบบจะช่วยให้ ทราบระดับความสามารถด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจได้ชัดเจนและถูกต้อง มีนักการศึกษากล่าวถึงการประเมิน ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ดังต่อไปนี้ สุภัทรา อักษรานุเคราะห์ (2532) ได้กล่าวคือ เป็นทักษะที่เสริมและพัฒนาการสอนความสามารถด้าน อื่น ๆ คือ ฟัง พูด และเขียน ดังนั้นในการประเมินจึงให้นักเรียนอ่านก่อน และแสดงความเข้าใจออกมา ดัง ตัวอย่างเช่น ครูให้นักเรียนหาความหมายของคำศัพท์ครูให้นักเรียนบอกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของประโยคต่าง ๆ หรือให้หาความหมายจากประโยคนั้น ๆ ให้นักเรียนตอบคำถามเรื่องที่อ่านโดยใช้คำถามแบบมีคำตอบให้เลือก หรือเรียงลำดับเรื่อง ให้ถูกต้องเติมคลงในช่องว่าง (Cloze Test) แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านอย่างง่ายๆ หรือแม้กระทั่งการตั้งชื่อเรื่อง Hafner และ Jolly (1999) อธิบายว่า การประเมินความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ จะต้อง พิจารณาจากความสามารถต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ 1) ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ จากเรื่องที่อ่านได้ 2) เข้าใจคำชี้แจง สามารถปฏิบัติตามคำชี้แจงหรือคำแนะนำที่เขียนอธิบายได้ 3) จดจำและสามารถบรรยายสิ่งที่ได้อ่านเป็นคำพูดของตัวเองได้ 4) ลำดับเหตุการณ์ของเรื่องราวที่อ่านได้ถูกต้อง 5) แยกได้ว่ารายละเอียดตอนไหนสำคัญ ตอนไหนไม่สำคัญ 6) บอกได้ว่าตัวอย่างหรือคำอธิบายประกอบต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กับเนื้อความสำคัญตอนไหน อย่างไร 7) บอกได้ว่าประโยคใดเป็นประโยคแสดงเนื้อหาความสำคัญ หรือใจความสำคัญของเรื่องราวที่อ่าน 8) บอกได้ว่าเนื้อหาของสิ่งที่อ่านมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาอื่น ๆ อย่างไร


51 9) แสดงข้อสรุปของเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้อง 10) บอกแนวการเรียบเรียงหรือลำดับเนื้อหาของผู้เขียนได้เช่น ลำดับตามเวลาสถานที่ หรือสาเหตุและ ผล เป็นต้น 11) บอกความหมายซ่อนเร้นที่ผู้เขียนไม่ได้แสดงไว้ในเรื่องได้ 12) บอกแนวการดำเนินเรื่อง หรืออารมณ์ของเรื่องได้ 13) บอกวัตถุประสงค์ในการเขียนซึ่งผู้เขียนไม่ได้ระบุไว้ได้ 14) อธิบายกลวิธีการใช้ถ้อยคำเปรียบเทียบ และบอกความหมายได้ อัจฉรา วงศ์โสธร (2544) ได้กล่าวถึงเกณฑ์การประเมินความสามารถในการอ่านว่าพิจารณาได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ เกณฑ์ที่กำหนดตามส่วนประกอบของภาษาแบบแยกย่อย และเกณฑ์ที่กำหนดตามความสามารถ รวม ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ 1) ความสามารถทางการอ่านที่เป็นเกณฑ์แบบย่อย ได้แก่ (1) ความรู้ทางด้านคำศัพท์ หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจคำศัพท์ และสำนวนต่าง ๆ (2) ความรู้ในด้านไวยากรณ์ หมายถึง ความสามารถในการใช้ความรู้ด้านไวยากรณ์ในการทำ ความเข้าใจเกี่ยวกับคำสรรพนาม ความเชื่อโยงของเนื้อความ 2) ความสามารถทางการอ่านที่เป็นเกณฑ์แบบรวม ได้แก่ (1) ความสามารถในการเรียบเรียงความ หมายถึง ความสามารถในการทำความเข้าใจบทอ่าน และสามารถตอบคำถามโดยเรียบเรียงถ้อยคำใหม่ให้ได้ใจความเดิม หรือสามารถตอบคำถามแบบเลือกตอบ และ แบบเรียงลำดับข้อความได้ โดยใช้ความรู้ในด้านคำศัพท์และความรู้ในด้านไวยากรณ์ (2) ความสามารถในการอ่านข้อมูลที่เป็นรายละเอียด หมายถึง ความสามารถในการโยง รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เข้ากับใจความสำคัญของเรื่องได้ว่าเป็นรายละเอียดสนับสนุนหรือเป็นรายละเอียดที่ให้ ข้อมูลขัดแย้งกัน และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรายละเอียดต่าง ๆ (3) ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ หมายถึง ความสามารถในการระบุแก่นเรื่อง หัวเรื่อง และใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ (4) ความสามารถในการวิเคราะห์และประเมินความสำคัญของเนื้อความและสุนทรียศาสตร์ของการ ใช้ภาษา หมายถึง ความสามารถในการทำความเข้าใจ วิเคราะห์ ประเมิน และสรุปบทอ่านได้ว่าเป็นสารประเภทใด ใช้ลีลาภาษาแบบทางการหรือไม่เป็นทางการ เข้าใจเจตนาทัศนคติของผู้เขียนที่แฝงอยู่ วิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุผลที่ เกิดขึ้นได้ ตลอดจนสามารถประเมินบทอ่านได้ว่ามีความชัดเจนเข้าสู่ประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อมและใช้ภาษาได้ กระชับหรือไม่ สุนันทา หมั่นเศรษฐวิทย์ (2543) กล่าวถึง การประเมินผลการอ่านว่า เนื่องจากการอ่านเป็น กระบวนการที่ซับซ้อน และเป็นการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ระหว่างการมองเห็น การได้ยิน และการแปล


52 ความของสมอง ซึ่งผู้ที่มีทักษะการอ่านขั้นพื้นฐานจำเป็นจะต้องมีพฤติกรรมการอ่าน 6 ขั้น ตามหลักการและทฤษฎี การเรียนรู้ของ Bloom et al ที่ครูผู้สอนสามารถประเมินได้ดังนี้ 1. ขั้นจำเป็นขั้นแรกของการอ่าน ผู้อ่านจะต้องจำเรื่องราว ความหมายของคำให้คำจำกัดความของคำ ยาก โดยครูจำใช้วิธีประเมินโดยการตั้งคำถามเรื่องที่อ่าน ให้นักเรียนสะกดคำจากเรื่องที่อ่าน บอกความหมายบอก คำจำกัดความ 2. ขั้นความเข้าใจ โดยผู้อ่านจะต้องเล่าเรื่องที่อ่านด้วยคำพูดของตนเอง มีความเข้าใจในเรื่องประโยค และข้อความที่ให้คติสอนใจ ซึ่งครูผู้สอนควรตั้งคำถามด้วยการให้นักเรียนเล่าเรื่อง 3. ขั้นนำไปใช้ ผู้อ่านควรฝึกนำถ้อยคำ ประโยค และเหตุการณ์ไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ที่อาจ เกิดขึ้นใหม่ ดังนั้นคำถามของครูที่ใช้จึงมักจะกำหนดเป็นสถานการณ์ให้ผู้อ่านพิจารณาในการนำความรู้มาใช้ ประโยชน์ 4. ขั้นวิเคราะห์ เป็นขั้นที่ผู้อ่านจะต้องแยกองค์ประกอบย่อยของแนวคิดที่ได้จากการอ่าน และบอกได้ว่า องค์ประกอบใดมีความสัมพันธ์กัน หรือไม่เกี่ยวข้องกัน 5. ขั้นประเมินค่า เป็นขั้นที่ผู้อ่านตัดสินพิจารณาคุณค่าที่ปรากฏในเรื่อง ควรฝึกให้ผู้อ่านรู้จักสังเกตการณ์ ใช้ถ้อยคำ การบรรยายที่ทำให้เกิดภาพพจน์ ตลอดจนความประทับใจจากเรื่องที่อ่าน 6. ขั้นสังเคราะห์ เป็นขั้นสูงสุดของการคิดผู้อ่านสามารถสรุปแนวคิดของเรื่อง ค้นหาลักษณะโครงเรื่องที่ คล้ายคลึงกับเรื่องที่เคยอ่านและสรุปแนวคิดที่เหมือนกันและแตกต่างกันได้ ในการประเมินความสามารถในการอ่านนั้น สามารถใช้เกณฑ์ความสามารถแบบแยกย่อยหรือแบบรวมก็ ได้ หรืออาจใช้เกณฑ์ทั้งสองแบบประยุกต์รวมกันโดยให้น้ำหนักเกณฑ์แบบรวมมากกว่าเกณฑ์แบบย่อยการประเมิน ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจตามที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้สามารถสรุปได้ดังนี้ เป็นวิธีการประเมิน ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ สามารถใช้ได้ทั้งการประเมินทักษะย่อยและการใช้ข้อคำถาม เพื่อ ประเมินระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้การประเมินได้หลายรูปแบบ ทั้งนี้นักการศึกษาหลาย ท่านให้ความสำคัญกับการประเมินความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้แบบทดสอบ โดยแบ่งรูปแบบ ของแบบทดสอบเป็น 2 รูปแบบ คือ การทดสอบด้วยแบบสอบปรนัยซึ่งประกอบด้วยแบบสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ และแบบสอบเติมคำ และแบบสอบอัตนัยคือการให้เขียนคำตอบอย่างสั้นหรือยาว 3.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านเพื่อความเข้าใจ ปาริชาต ตามวงศ์ (2550) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการตอบสนองของ ผู้อ่านที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและเจตคติต่อวรรณกรรมล้านนาของนักเรียนระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น และเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ และเจตคติต่อวรรณกรรมล้านนา ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการตอบสนองของผู้อ่านกับ นักเรียนที่ได้รับการจัด การเรียนรู้แบบปกติผลการวิจัยสรุปได้ว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ


53 การเรียนการสอนตามทฤษฎีการตอบสนองของผู้อ่านมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและเจตคติต่อ วรรณกรรมล้านนาสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความสามารถในการอ่านเพื่อ ความเข้าใจและเจตคติต่อวรรณกรรมล้านนาสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ประภาสินีปิงใจ (2555) ศึกษาผลของการใช้โมเดลกราฟฟิติที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความ เข้าใจและทักษะการร่วมมือของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความ เข้าใจ และทักษะการร่วมมือของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โมเดลกราฟฟิติกับนักเรียนที่ได้รับ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ โมเดลกราฟฟิติมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ชนัญพร ณรงค์ทิพย์(2556) ศึกษาและเปรียบเทียบผลของการจัดกิจกรรมการอ่านภาษาไทย โดยใช้ กลวิธีเอสคิวพีทูอาร์เอสกับการจัดกิจกรรมการอ่านภาษาไทยแบบปกติที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความ เข้าใจและพัฒนาการการตอบสนองต่อวรรณกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยสรุปได้ว่า กลุ่มทดลอง มีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 Kucan and Beck (1997) ศึกษ าผลของการใช้เทคนิค Think Aloud ที่ มีต่อความสามารถในการอ่าน เพื่อความเข้าใจและการสร้างปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนของนักเรียนผลการวิจัยพบว่านักเรียนกลุ่มทดลองมี ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจสูงกว่ากลุ่มควบคุมและมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากขึ้นส่งผลให้ นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญ Dubi et al. (2002) ศึกษาบทบาทของกวีนิพนธ์ที่มีผลต่อการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษในฐานะ ภาษาต่างประเทศของผู้เรียนระดับ 12 ในประเทศเอธิโอเปีย ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ความสามารถในการอ่านเพื่อ ความเข้าใจภาษาอังกฤษในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ Israel (2002) ศึกษาความแตกต่างของการตอบสนองและการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการอ่านเพื่อความ เข้าใจในระหว่างการอ่านงานเขียนประเภทสารคดีนวนิยาย และกวีนิพนธ์ผู้วิจัยศึกษาข้อมูลจากนักเรียนระดับ 7 ที่ มีความสามารถในการอ่านแตกต่างกัน คือ ระดับดีระดับปานกลาง ระดับก่อน ผลการวิจัยพบว่าลักษณะการ ตอบสนองของกลุ่มตัวอย่างขึ้นอยู่กับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและรูปแบบของบทอ่าน นักเรียนมี การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการอ่านเมื่อเปลี่ยนแปลงบทอ่าน กระบวนการตอบสนองต่อบทอ่านขึ้นอยู่กับความรู้


54 เดิมของผู้เรียนซึ่งสามารถเพิ่มความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจได้โดยการอ่านที่ให้อิสระแก่ผู้เรียนในการ ตีความหรือการหาข้อความที่มีคุณค่าจากบทอ่าน สามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจได้


55 กรอบแนวคิดของการวิจัย


56 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย งานวิจัยเรื่อง การใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ ที่ส่งผลต่อการอ่าน เพื่อความเข้าใจของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ที่ส่งผลต่อ การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง อาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิคการ สอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ มีขั้นตอนการดำเนินการวิจัยดังนี้ 7. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8. การออกแบบการวิจัย 9. การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 10. การสร้างเครื่องมือในการวิจัย 11. การดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 12. การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย 1. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา วารสาร บทความและงานวิจัยทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง กับเทคนิคการสอน KWL Plus การจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ และการอ่านเพื่อความเข้าใจ 1.2 ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะ รายวิชา คำอธิบายรายวิชา กลุ่มวิชาภาษาไทย ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ในรหัสวิชา 30000-1101 รายวิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ รวมถึงศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับรายวิชาการอ่านที่กล่าวถึงการอ่านเพื่อความเข้าใจ วัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และกำหนดเพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลการเรียนรู้ 1.3 ศึกษาเอกสาร ตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวกับหลักและวิธีการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อเป็น แนวทางในการสร้างแบบทดสอบความสามารถในการเพื่อความเข้าใจ และเครื่องมือการวิจัยในครั้งนี้ 2. การออกแบบการวิจัย


57 การวิจัยเรื่อง การใช้เทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ ที่ส่งผลต่อการ พัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง อาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi - experimental design) รูปแบบการวิจัยแบบวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (pre-test and post-test one group design) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความ เข้าใจก่อนและหลัง โดยเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นการศึกษากลุ่มทดลองเพียงกลุ่มเดียวแต่มี การวัดซ้ำตามช่วงเวลาที่กำหนดหลายครั้ง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการทดลอง 3. การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 3.1 ประชากร ผู้วิจัยกำหนดประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สังกัด อาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ 3.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง วิทยาลัยเทคนิค พิษณุโลก สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 35 คน ที่เรียนในรายวิชา 30000 –1101 ทักษะภาษาไทย เชิงวิชาชีพ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) ได้กลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น เป็นตัวแทนของประชากรนักศึกษา เนื่องจากเป็นสถานศึกษา ขนาดใหญ่พิเศษ ผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในระดับการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ให้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่ว่า วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก “องค์กรแห่งการเรียนรู้คู่คุณธรรม ร่วมมือผลิตและพัฒนา กำลังคนให้มีคุณภาพสู่มาตรฐานสากล” 4. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ซึ่งดำเนินการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยดังนี้ 4.1 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยเครื่องมือ 1 ฉบับ ได้แก่ แบบวัดความสามารถ ในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ประกอบด้วยคำถามแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบเขียนตอบ


58 (อัตนัย) จำนวน 1 ข้อ รวมจำนวน 41 ข้อ คะแนนเต็ม 60 คะแนน ระยะเวลาในการทำแบบวัดความสามารถใน การอ่านเพื่อความเข้าใจ 90 นาที ใช้วัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจก่อนและหลังจัดการเรียนรู้ 4.1.1 แบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 4.1.1.1 ผู้วิจัยศึกษาการสร้างแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจจากเอกสาร ตำรา บทความวิจัย บทความวิชาการ ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสร้างแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความ เข้าใจ จำนวน 1 ฉบับ ประกอบด้วยคำถามแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบเขียนตอบ (อัตนัย) การสร้างข้อสอบอัตนัยจำนวน 1 ข้อ ครอบคลุมความสารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 4 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับการ อ่านเข้าใจตามตัวอักษร 2. ระดับการอ่านเพื่อตีความ 3. ระดับประเมินค่า 4. ระดับอ่านเพื่อประยุกต์ใช้ โดยสร้าง เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริกแยกองค์ประกอบ (Analytic scoring rubric) ดังนี้ ตารางที่ 5 การสร้างเกณฑ์การให้คะแนนแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจแบบเขียนตอบ (อัตนัย) จำนวน 1 ข้อ แบบรูบริกแยกองค์ประกอบ (Analytic scoring rubric) ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความ เข้าใจ เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. ระดับการอ่านเข้าใจตามตัวอักษร คือ ความสามารถในการอ่านเข้าใจตามตัวอักษร เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน คร่าว ๆ สามารถบอก รายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านคร่าว ๆ ได้ ครบถ้วน และ ครอบคลุม สามารถบอก รายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านคร่าว ๆ ได้ ครบถ้วน แต่ไม่ ครอบคลุม สามารถบอก รายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านคร่าว ๆ ได้ บางส่วน แต่ไม่ ครอบคลุม สามารถบอก รายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านคร่าว ๆ ได้ น้อย และไม่ ครอบคลุม สามารถบอก รายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านคร่าว ๆ ได้ 2. ระดับการอ่านเพื่อตีความ คือ ผู้อ่านต้อง อาศัยประสบการณ์รวมถึงความสามารถใน การรับรู้ต่าง ๆ ของตนมาช่วยทำความเข้าใจ โดยการตีความ สามารถระบุวัตถุประสงค์ของ ผู้เขียน การเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ของตัว ละคร การวิเคราะห์องค์ประกอบของงานเขียน และแปลความจากเรื่องที่อ่าน สามารถตีความ จากเรื่องที่อ่าน ไ ด ้ บ อ ก วัตถุประสงค์ ข อ ง ผ ู ้ เ ข ี ย น และ เข้าใจ อ า ร ม ณ์ ความรู้สึกของ ต ั ว ล ะ ค ร ส า ม า ร ถ ว ิ เ ค ร า ะ ห์ สามารถตีความ จากเรื่องที่อ่าน ไ ด ้ บ อ ก วัตถุประสงค์ ข อ ง ผ ู ้ เ ข ี ย น และ เข้าใจ อ า ร ม ณ์ ความรู้สึกของ ต ั ว ล ะ ค ร ส า ม า ร ถ ว ิ เ ค ร า ะ ห์ สามารถตีความ จากเรื่องที่อ่าน ไ ด ้ บ อ ก วัตถุประสงค์ ข อ ง ผ ู ้ เ ข ี ย น และ เข้าใจ อ า ร ม ณ์ ความรู้สึกของ ตัวละคร แต่ไม่ ส า ม า ร ถ ว ิ เ ค ร า ะ ห์ สามารถตีความ จากเรื่องที่อ่าน ไ ด ้ บ อ ก วัตถุประสงค์ ของผู้เขียน แต่ ไม่สามารถทำ ความ เข้าใจ อ า ร ม ณ์ ความรู้สึกของ ต ั ว ล ะ ค ร ร ว ม ท ั ้ ง ไ ม่ สามารถตีความ จากเรื่องที่อ่าน ไ ด ้ แ ต ่ ไ ม่ สามารถบอก วัตถุประสงค์ ของผู้เขียน ไม่ เ ข ้ า เ ข ้ า ใ จ อ า ร ม ณ์ ความรู้สึกของ ตัวละคร และ ไ ม ่ ส า ม า ร ถ


59 ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความ เข้าใจ เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 องค์ประกอบ ของงานเขียน และสามารถ แปลความจาก เรื่องที่อ่านได้ ครบถ้วน องค์ประกอบ ของงานเขียน แต่ไม่สามารถ แปลความจาก เรื่องที่อ่านได้ องค์ประกอบ ของงานเขียน และไม่สามารถ แปลความจาก เรื่องที่อ่านได้ ส า ม า ร ถ ว ิ เ ค ร า ะ ห์ องค์ประกอบ ของงานเขียน และไม่สามารถ แปลความจาก เรื่องที่อ่านได้ ว ิ เ ค ร า ะ ห์ องค์ประกอบ ของงานเขียน ร ว ม ถ ึ ง ไ ม่ สามารถแปล ความจากเรื่อง ที่อ่านได้ 3. ระดับประเมินค่าคือ ผู้อ่านต้องประมวลผล ข้อมูล ที่ได้จากการอ่าน และการตีความเป็น พื้นฐานความรู้ มาประเมินค่าจากเรื่องที่อ่าน อย่างสร้างสรรค์ เช่น การระบุคุณค่าด้าน เนื้อหา การระบุคุณค่าด้านภาษา การประเมิน กลวิธีการนำเสนอ การแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน บอกคุณค่าของ เรื่องที่อ่านได้ คือคุณค่าด้าน เนื้อหา คุณค่า ด ้ า น ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า บ อ ก กลวิธีในการ น ำ เ ส น อ ไ ด้ ถูกต้อง และ เ ข ี ย น แ ส ด ง ความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านได้ บอกคุณค่าของ เรื่องที่อ่านได้ บางส่วน คือ บอกคุณค่าด้าน เนื้อหาบางส่วน บอกคุณค่าด้าน การใช้ภาษาได้ บางส่วน บอก กลวิธีในการ นำเสนอได้ไม่ ชัดเจน และ เ ข ี ย น แ ส ด ง ความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ อ ่ า น ไ ด ้ ไ ม่ ชัดเจน บอกคุณค่าของ เรื่องที่อ่านได้ บางส่วน คือ บอกคุณค่าด้าน เนื้อหาบางส่วน บอกคุณค่าด้าน การใช้ภาษาได้ บางส่วน แต่ไม่ สามารถบอก กลวิธีในการ น ำ เ ส น อ ไ ด้ และไม่สามารถ เ ข ี ย น แ ส ด ง ความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านได้ บอกคุณค่าของ เรื่องที่อ่านได้ บางส่วน คือ บอกคุณค่าด้าน เนื้อหาบางส่วน แต่ไม่สามารถ บอกคุณค่าด้าน การใช้ภาษาได้ ไม่สามารถบอก กลวิธีในการ น ำ เ ส น อ ไ ด้ และไม่สามารถ เ ข ี ย น แ ส ด ง ความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านได้ บอกคุณค่าของ เรื่องที่อ่านได้ แต่ไม่สามารถ บอกคุณค่าด้าน เนื้อหา คุณค่า ด ้ า น ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า ไ ม่ สามารถบอก กลวิธีในการ นำเสนอ และ ไ ม ่ ส า ม า ร ถ เ ข ี ย น แ ส ด ง ความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านได้ 4. ระดับอ่านเพื่อประยุกต์ใช้คือ ผู้อ่าน จะต้องเกิดความคิดใหม่ มีสุนทรีตอบสนอง เนื้อเรื่อง รวมทั้งภาษาของผู้เขียน การสร้าง ภาพพจน์ และการแสดงออกทางอารมณ์อย่าง สร้างสรรค์ที่ได้จากเรื่องที่อ่าน สามารถ ประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมาใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ ระบุแนวทางการนำข้อคิดที่ ได้จากการอ่านไปใช้ในชีวิตจริง เขียนเรื่องจาก แก่นเรื่องที่เป็นองค์ความรู้ใหม่จากการอ่านได้ สามารถบอก องค์ความรู้ที่ เ ก ิ ด ข ึ ้ น มี สุนทรีจากเรื่อง ที่อ่าน สามารถ สร้างภาพพจน์ แสดงออกทาง ท า ง อ า ร ม ณ์ อ ย ่ า ง ส ร ้ า ง ส ร ร ค์ สามารถบอก องค์ความรู้ที่ เ ก ิ ด ข ึ ้ น มี สุนทรีจากเรื่อง ที่อ่าน สามารถ สร้างภาพพจน์ แสดงออกทาง ท า ง อ า ร ม ณ์ อ ย ่ า ง ส ร ้ า ง ส ร ร ค์ สามารถบอก องค์ความรู้ที่ เ ก ิ ด ข ึ ้ น มี สุนทรีจากเรื่อง ที่อ่าน สามารถ สร้างภาพพจน์ แสดงออกทาง ท า ง อ า ร ม ณ์ อ ย ่ า ง สร้างสรรค์ แต่ สามารถบอก องค์ความรู้ที่ เ ก ิ ด ข ึ ้ น มี สุนทรีจากเรื่อง ท ี ่ อ ่ า น ไ ม่ สามารถสร้าง ภาพพจน์ ไม่ ส า ม า ร ถ แสดงออกทาง ท า ง อ า ร ม ณ์ สามารถบอก องค์ความรู้ที่ เกิดขึ้น แต่ไม่ มีสุนทรีจาก เรื่องที่อ่าน ไม่ สามารถสร้าง ภ า พ พ จ น์ ไ ม ่ ส า ม า ร ถ แสดงออกทาง ท า ง อ า ร ม ณ์


60 ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความ เข้าใจ เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 ส า ม า ร ถ ป ร ะ ย ุ ก ต์ ค ว า ม ร ู ้ จ า ก เรื่องที่อ่าน แ ล ะ ส รุ ป แ น ว ค ิ ด จ า ก เรื่องที่อ่าน แล้วนำมาเขียน เป็นงานเขียนที่ เป็นองค์ความรู้ ใหม่จากการ อ่านได้ ส า ม า ร ถ ป ร ะ ย ุ ก ต์ ค ว า ม ร ู ้ จ า ก เรื่อง ที่อ่าน แต่ ไม่สามารถสรุป แ น ว ค ิ ด จ า ก เ ร ื ่ อ งที ่ อ่า น แล้วนำมาเขียน เป็นงานเขียนที่ เป็นองค์ความรู้ ใหม่จากการ อ่านได้ ไ ม ่ ส า ม า ร ถ ป ร ะ ย ุ ก ต์ ค ว า ม ร ู ้ จ า ก เรื่อง ที่อ่าน และไม่สามารถ ส ร ุ ป แ น ว คิ ด จากเรื่องที่อ่าน แล้วนำมาเขียน เป็นงานเขียนที่ เป็นองค์ความรู้ ใหม่จากการ อ่านได้ อ ย ่ า ง สร้างสรรค์ ไม่ ส า ม า ร ถ ป ร ะ ย ุ ก ต์ ค ว า ม ร ู ้ จ า ก เรื่อง ที่อ่าน และไม่สามารถ ส ร ุ ป แ น ว คิ ด จากเรื่องที่อ่าน แล้วนำมาเขียน เป็นงานเขียนที่ เป็นองค์ความรู้ ใหม่จากการ อ่านได้ อ ย ่ า ง สร้างสรรค์ ไม่ ส า ม า ร ถ ป ร ะ ย ุ ก ต์ ค ว า ม ร ู ้ จ า ก เรื่อง ที่อ่าน และไม่สามารถ ส ร ุ ป แ น ว คิ ด จากเรื่องที่อ่าน แล้วนำมาเขียน เป็นงานเขียนที่ เป็นองค์ความรู้ ใหม่จากการ อ่านได้ ตารางที่ 6 ตารางการสร้างแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก (ปรนัย) จำนวน 40 ข้อ ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การประเมินค่า การสังเคราะห์ รวม 1. ระดับการอ่านเข้าใจตามตัวอักษร คือ ความสามารถในการ อ่านเข้าใจตามตัวอักษร เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง ที่อ่านคร่าว ๆ 1 2 2 5 2. ระดับการอ่านเพื่อตีความ คือ ผู้อ่านต้องอาศัยประสบการณ์ รวมถึงความสามารถในการรับรู้ต่าง ๆ ของตนมาช่วยทำความ เข้าใจโดยการตีความ สามารถระบุวัตถุประสงค์ของผู้เขียน การ เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ของตัวละคร การวิเคราะห์องค์ประกอบ ของงานเขียน และแปลความจากเรื่องที่อ่าน 1 1 1 5 8


61 ระดับความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การประเมินค่า การสังเคราะห์ รวม 3. ระดับประเมินค่า คือ ผู้อ่านต้องประมวลผลข้อมูล ที่ได้จากการ อ่าน และการตีความเป็นพื้นฐานความรู้ มาประเมินค่าจากเรื่องที่ อ่านอย่างสร้างสรรค์ เช่น การระบุคุณค่าด้านเนื้อหา การระบุ คุณค่าด้านภาษา การประเมินกลวิธีการนำเสนอ การแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 1 1 1 2 7 12 4. ระดับอ่านเพื่อประยุกต์ใช้ คือ ผู้อ่านจะต้องเกิดความคิดใหม่ มีสุนทรีตอบสนองเนื้อเรื่อง รวมทั้งภาษาของผู้เขียน การสร้าง ภาพพจน์ และการแสดงออกทางอารมณ์อย่างสร้างสรรค์ที่ได้จาก เรื่องที่อ่าน สามารถประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมาใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ ระบุแนวทางการนำข้อคิดที่ได้จากการอ่านไปใช้ ในชีวิตจริง เขียนเรื่องจากแก่นเรื่องที่เป็นองค์ความรู้ใหม่จากการ อ่านได้ 1 1 1 1 1 10 15 รวม 4 5 5 8 8 10 40 4.1.1.2 นำแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เพื่อ ตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา ความเหมาะสมของข้อคำถาม และการใช้ภาษาเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง 4.1.1.3 นำแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจเสนอปรับปรุงแก้ไขแล้ว เสนอต่อ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสอนภาษาไทยจำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจพิจารณาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและภาษาที่ใช้ โดยหาค่า IOC รายข้อ และทั้งฉบับ 4.1.1.4 ผู้วิจัยนำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิไปปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ และหา ข้อสรุปร่วมกันเพื่อปรับปรุงแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 4.1.1.5 ผู้วิจัยนำแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลอง (Try out) กับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก จำนวน 1 ห้องเรียน ที่ ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แต่มีลักษณะใกล้เคียงกับตัวอย่าง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของการใช้ภาษาและเวลาที่ใช้ใน การทำแบบทดสอบ


62 4.1.1.6 ปรับปรุงแก้ไขแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ และเกณฑ์การประเมิน ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ แล้วนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้ เทคนิคสอนสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกคอร์เนลล์ จำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน ระยะเวลาในการทดลอง 6 สัปดาห์ โดยมีวิธีการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองดังนี้ 4.2.1 ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 รายวิชา 30000-1101 ทักษะ ภาษาไทยเชิงวิชาชีพ สมรรถนะรายวิชาข้อที่ 2 วิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่าสารในงานอาชีพจากสื่อจากสื่อ ประเภทต่าง ๆ ตามหลักภาษา เหมาะสมกับกาลเทศะ บุคคลและสถานการณ์ 4.2.2 กำหนดเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้จากนั้นทำแผนการจัดการเรียนรู้ตามเนื้อหาที่ปรากฏใน หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 รายวิชา 30000-1101 ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ ผู้วิจัยกำหนดบทอ่าน เป็นบทอ่านประเภทร้อยแก้ว 3 ประเภท ได้แก่ 1. สารคดี2. บทความ และ3. เรื่องสั้น โดย ใช้เวลาในการทดลองจำนวน จำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน ระยะเวลาในการทดลอง 6 สัปดาห์ ตารางที่ 7 แผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคสอนสอน KWL Plus ร่วมกับ การจดบันทึกคอร์เนลล์ สัปดาห์ที่ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง จำนวนคาบ 1 - 2 1 การอ่านบทความวิชาการ 6 3 – 4 2 การอ่านสารคดี 6 5 - 6 3 การอ่านบันเทิงคดี ประเภทเรื่องสั้น 6 รวม 18 4.2.3 จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคสอนสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกคอร์เนลล์ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 กระตุ้นความใคร่รู้ ขั้นตอนที่ผู้เรียนต้องตรวจสอบความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นว่าตนเองมีความรู้ เกี่ยวกับหัวข้อที่จะศึกษามากน้อยเพียงใด โดยเป็นการใช้ความรู้เดิมเชื่อมโยงความรู้ใหม่ และความรู้พื้นฐาน รวม กับประสบการณ์ของผู้เรียนคือสิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรมก่อนการอ่าน เป็นการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนใน การเรียนรู้เนื้อหาใหม่ บูรณาการระหว่างความรู้พื้นฐานและเรื่องที่ผู้เรียนจะอ่านจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสร้าง ความหมายของบทอ่านได้ดี และกระตุ้นความรู้พื้นฐานให้เหมาะสม คือ 1.1 ผู้เรียนสำรวจหัวข้อและเนื้อหาในภาพรวม


63 1.2 ผู้เรียนอธิบายความรู้เดิมที่มีเกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษา ขั้นที่ 2 กำหนดเป้าหมายในการอ่าน ผู้เรียนต้องตั้งคำถามในการอ่านตามความต้องการของตนเอง และ กำหนดเป้าหมายในการอ่าน ขั้นที่ 3 อ่านและจดบันทึกสรุปผลข้อมูล ผู้เรียนอ่านบทอ่านเพื่อหาคำตอบจากการที่ตั้งคำถามไว้ในขั้นที่ 2 ในระหว่างเรียนให้บันทึกสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้เท่าที่เข้าใจเป็นความคิดของตนเองลงในคอลัมน์ขวามือ (Notetaking Area) และหลังจากการเรียนรู้ให้สรุปข้อมูลอีกครั้ง พยายามเขียนข้อมูลให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง เช่นสรุปเป็น ประเด็น จดคำสำคัญ ความหมาย ความสัมพันธ์ของสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ 3.1 ลงมืออ่านอย่างละเอียดและกำหนดจุดมุ่งหมายในการอ่าน 3.2 จดบันทึกประเด็นสำคัญลงในคอลัมน์ขวามือ (Note-taking Area) 3.3 ผู้เรียนอ่านบันทึกเพื่อจัดลำดับความคิด 3.4 ลงบันทึกสรุปความคิดในลงคอลัมน์ซ้ายมือ (Recall Column) ขั้นที่ 4 สะท้อนผลการอ่าน ผู้เรียนสรุปความรู้ที่ได้รับจากเรื่องที่อ่าน โดยการท่องจำพยามพูดหรือคิด ตามความเข้าใจของตัวเองจากคอลัมน์ซ้ายมือซ้ายมือ (Recall Column) และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใน คอลัมน์ขวามือ(Note-taking Area) จากนั้นสรุปองค์ความรู้ใหม่เข้ากับความรู้อื่นที่ผู้เรียนมีลงในพื้นที่ล่างสุดของ กระดาษ คือ Summary พยายามคิดนอกกรอบจากการจดบันทึกสิ่งที่คิด ความคิดเห็น ประสบการณ์ในการอ่าน ทั้งนี้ผู้เรียนต้องจัดรูปแบบให้มีระบบ เพื่อง่ายต่อการนำมาทบทวนผ่านการสร้างแผนผังความคิด และการเขียนสรุป ความจากเรื่องที่อ่าน 4.1 ผู้เรียนสามารถสะท้อนผลการอ่านโดยการสร้างแผนผังความคิด หรือเขียนสรุปความจาก เรื่องที่อ่านได้ ขั้นที่ 5 ทบทวน ผู้เรียนต้องทบทวนสิ่งที่ได้บันทึกมาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 10-15 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อเป็นการเน้นย้ำความรู้ และผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ที่ตนมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5.1 ผู้เรียนสามารถพูดสรุปเรื่องจากบทอ่านครั้งที่ผ่านมาได้เพื่อเป็นการทบทวนความรู้เดิม 5.2 ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้เข้ากับบทอ่านใหม่


64 4.2.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นเสนออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เพื่อตรวจสอบความ ถูกต้องเหมาะสมของเนื้อหาจุดประสงค์การเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้และการวัดและประเมินผล จากนั้นนำ ข้อเสนอแนะมาแก้ไขปรับปรุง 4.2.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ให้ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน ตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ความถูกต้องจุดประสงค์การเรียนรู้ความ เหมาะสมของเนื้อหากิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ 4.2.6 ผู้วิจัยนำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิไปปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ และหาข้อสรุป ร่วมกันเพื่อปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น 4.2.7 ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลอง (Try out) กับนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก จำนวน 1 ห้องเรียน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แต่ มีลักษณะใกล้เคียงกับตัวอย่าง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของขั้นตอนการจัดการเรียนรู้และเวลาที่ใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ 4.2.8 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ แล้วนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 5. การดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi - experimental design) รูปแบบการวิจัยแบบวัดผล ก่อนและหลังการทดลอง (pre-test and post-test one group design) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจก่อนและหลัง โดยเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็น การศึกษากลุ่มทดลองเพียงกลุ่มเดียวแต่มีการวัดซ้ำตามช่วงเวลาที่กำหนดหลายครั้ง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการ ทดลอง ผุ้วิจัยใช้เครื่องการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้ 5.1 ผู้วิจัยขอความร่วมมือจากบัณฑิตวิทยาลัย คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ พิบูลสงคราม ดำเนินการออกหนังสือการดำเนินงานวิจัย และนำหนังสือขอความร่วมมือในการวิจัยเสนอต่อ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก เพื่อขออนุญาตให้ผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ เทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง 5.2 ผู้วิจัยปฐมนิเทศผู้เรียนเพื่อทำความเข้าใจขั้นตอน และกิจกรรมการเรียนการรู้ที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติ


65 5.3 ผู้วิจัยทดสอบผู้เรียนก่อนการทดลอง โดยให้กลุ่มทดลองทำแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อ ความเข้าใจ ก่อนเรียน (pre - test) จำนวน 41 ข้อ ใช้เวลาในการสอบ 90 นาที เพื่อวัดความสามารถในการเพื่อ ความเข้าใจ จากนั้นผู้วิจัยนำแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ มาตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์การ ประเมินการอ่านเพื่อความเข้าใจที่สร้างขึ้น และนำคะแนนที่ได้มาจำแนกความสามารถของกลุ่มตัวอย่างเพื่อ นำไปใช้จัดกลุ่มในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ 5.4 ผู้วิจัยเป็นผู้สอนผู้เรียนกลุ่มทดลองด้วยตนเองตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจำนวน 3 หน่วย การเรียนรู้ ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 แผน รวมเวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอนทั้งหมด 18 คาบ ใช้เวลาสอน 3 คาบ/สัปดาห์ รวมระยะเวลาที่ใช้คือ 6 สัปดาห์ 5.5 ผู้วิจัยทดสอบนักเรียนหลังเรียน เมื่อผู้วิจัยสอนครบตามกำหนด (post - test) ด้วยแบบวัด ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 41 ข้อ ใช้เวลาในการสอบ 90 นาที และตรวจให้ คะแนนตามเกณฑ์การประเมินการอ่านเพื่อความเข้าใจที่สร้างขึ้น และนำคะแนนที่ได้มาจำแนกความสามารถของ กลุ่มตัวอย่างเพื่อนำไปใช้จัดกลุ่มเพื่ออภิปรายผล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยรวมรวมข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ ประกอบด้วยข้อมูลเชิง ปริมาณ และข้อมูลเชิงคุณภาพ ดังนี้ 6.1 ข้อมูลเชิงปริมาณ 6.1.1 นำคะแนนจากแบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของผู้เรียนก่อนและหลังได้รับ การจัดการเรียนรู้การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคสอนสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบ คอร์เนลล์ มาคำนวณหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเลขคณิต ด้วยการทดสอบค่าที (t-test dependent) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01 6.1.2 นำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบตารางประกอบคำอธิบายใต้ตาราง 6.2 ข้อมูลเชิงคุณภาพ 6.2.1 นำแบบบันทึกคอร์เนลล์ที่ได้จากการทำกิจกรรมระหว่างเรียนมาสังเคราะห์ในรูปแบบตาราง เพื่อหาความสอดคล้องระหว่างการจดบันทึก และการอ่านเพื่อความเข้าใจของผู้เรียน 6.2.2 นำเสนอผลจากวิจัยในรูปแบบการพรรณนาวิเคราะห์


66 บรรณานุกรม กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). การจัดสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551. กรุงเทพ: กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. กานต์พิชชา มะโน. (2563). การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ KWL PLUS วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ ที่มีต่อความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. กิตติกาญจน์ อินทเกตุ. (2557). การพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWLH –PLUS. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร. คะนึงนิตย์ ม่วงสี. (2553). ความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียน โดยวิธีการ KWL Plus. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา. จุฑาทิพย์ แซ่กี้. (2564). การจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยด้วยกลวิธีรีดเดอร์สเธียเตอร์เพื่อเสริมสร้างความสามารถ ในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การสอนภาษาไทย ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ฆนัส ธาตุทอง. (2551). การออกแบบการสอนแบบย้อนกลับ. นครปฐม: เพชรเกษมการพิมพ์. ทวี บุตรราช. (2541). การฝึกสมรรถภาพอ่านเร็วภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยจังหวัด ลำปาง. วารสารการวิจัยทางการศึกษา, 22 (4)(ตุลาคม-ธันวาคม), 34-44. ทัศพร เกตุถนอม. (2547). การอ่านปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL Plus. กรุงเทพฯ: คณะบริหารธุรกิจสาขาการจัดการ วิทยาลัยเทคโนโลยีธนบุรี. ทิศนา แขมมณี. (2559). ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 20. กรุงเทพ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธัญญาลักษณ์ สังข์แก้ว. (2552). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสรุปความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สอนโดยวิธี KWL PLUS กับวิธีสอนแบบปกติ. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย ศิลปากร.


67 ธารทิพย์ พานเพ็ชร. (2564). การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจระหว่างการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ DR-TA กับจัดการเรียนรู้แบบ KWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. นันทวรรณ ชื่นชมคุณาธร. (2565). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่4(แผนการเรียนคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ ปทุมวัน ต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการจดบันทึกคอร์เนลล์. อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน. ประภาพร ชัยป่ายาง. (2549). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์และเขียนสื่อความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL - Plus. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตร และการนิเทศ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ประภาสินี ปิงใจ. (2555). ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้โมเดลกราฟฟิติที่มีต่อความสามารถใน การอ่านเพื่อความเข้าใจและทักษะการร่วมมือของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศา สตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ผัสสพรรณ ถนอมพงษ์ชาติ. (2562). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษและคุณธรรมของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 และ 5 โดยใช้นิทานอีสปและใช้วิธีการบันทึกแบบคอร์เนลล์. รายงานการวิจัย เงินทุน เพื่อการวิจัย กองทุนคณะครุศาสตร์ ปี 2550. คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. _______. (2550) การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โดยใช้วิธีการบันทึกแบบคอร์เนลล์. คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พเยาว์ โพธิ์อ่อน. (2559). การพัฒนารูปแบบการสอนอ่านเพื่อความเข้าใจในการอ่านภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษา. หลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษาและการเรียนรู้มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครสวรรค์จังหวัดนครสวรรค์ ฟาฏินา วงศ์เลขา. (2552). การเรียนคณิตศาสตร์ : ความจําเป็นที่ไม่ควรมองข้าม. วันที่สืบข้อมูล 8 มี.ค. 2566, จาก http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID ภาสกร แช่มประเสริฐ. (2551). การจดบันทึกในห้องเรียนอย่างเซียน. สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2566. สืบค้น จาก https://www.gotoknow.org/posts/199798. มยุรี อรรฆยมาศ. (2555). เทคนิคการเรียนรู้แบบ K-W-L (KWL Leaning Technique). วันที่สืบค้นข้อมูล 8 มี.ค. 2566 จาก https://www.gotoknow.org/posts/362736.html


68 มะลิวรรณ สุรานิตย์. (2564). การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ที่ส่งเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. มาลินี สุทธิเวช. (2561). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านสรุปความ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การสอนภาษาไทย ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ลัดดาวัลย์ ประกอบเพ็ชร์, และโชติกา ภาษีผล. (2552). ผลและความคงทนของการพัฒนาคุณธรรมของ นักเรียน มัธยมศึกษาตอนปลายโดยการสอนแบบบูรณาการด้วยการเขียนบันทึกประจำวัน. สืบค้น เมื่อ 18 มกราคม 2566. สืบค้น https://shorturl.asia/kRdXW วัชรา เล่าเรียนดี. (2548). เทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้สำหรับครูมืออาชีพ. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย ศิลปากร. _______. (2556). ศาสตร์การนิเทศการสอนและการโค้ชการพัฒนาวิชาชีพ: ทฤษฎีกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร. วาสนา โหงขุนทด. (2563). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค KWL Plus. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วิลาวัลย์ ลูกสะเดา และคณะ. (2551). ผลของการฝึกเทคนิค K-W-L-H ร่วมกับกิจกรรมการเรียน แบบคู่คิดที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วารสารปีที่ 19 ฉบับที่ 1. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ศิริวรรณ เสนา. (2541). การศึกษาคุณลักษณะของเนื้อความสำหรับฝึกคัดลายมือที่ส่งผลต่อ พัฒนาการด้าน ลายมือ และความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4. ปริญญานิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต (การประถมศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สรายุทธ กันหลง. (2561). การจดโน้ตแแบบมหาวิทยาลัย Cornell .. The Cornell Note-taking System. 18 มกราคม 2566. สืบค้น จาก https://pantip.com/topic/38016776. สิริดา โอวาสิทธิ์. (2565). บทเรียนเสริมความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีKWL-Plus สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอุตรดิตถ์. ปริญญานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตร และการสอน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ สุวิทย์ มูลคํา และคณะ. (2551). การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการคิด. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ห้าง หุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์ _______. (2545). 19 วิธีจัดการเรียนรู้ : เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์.


69 สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์. (2544). การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และการประเมินตามสภาพจริง. พิมพ์ครั้งที่ 4. เชียงใหม่: ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์. เสาวนีย์ ธนะสาร. (2553). การศึกษาความสามารถอ่านจับใจความและความสนใจในการอ่านภาษาไทย ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่านจากการสอนอานตามแนวการสอน แบบบูรณาการของเมอร์ด็อค. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒ. เสาวลักษณ์ รัตนวิชช์. (2550). การสังเคราะห์ผลงานวิจัยของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยในประเทศ ไทย เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยและภาษาอังกฤษแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา. ภาควิชา หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ: กรุงเทพฯ. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2553). แนวการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนซ่อมเสริมภาษาไทย ระดับประถมศึกษา: โครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาไทยปีงบประมาณ 2553: เอกสาร นิเทศการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: อินเตอร์-เทคพริ้นติ้ง. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. (2563). แผนพัฒนาการอาชีวศึกษา (พ.ศ. 2560-2579). กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. อนุรักษ์ ไชยฮั่น. (2555). ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีเอสซีพีซีและแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่มีต่อความสามารถในการเขียนร้อยแก้วเชิงสร้างสรรค์และเมตาคอกนิชันในการเขียนภาษาไทยของ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาการสอนภาษาไทย ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อาภรณ์พรรณ พงษ์สวัสดิ์. (2550). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสอน ภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.


70 ภาคผนวก ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ ตัวอย่าง บทความวิชาการเรื่อง “อุตสาหกรรม 4.0 กับทักษะใหม่ของการศึกษาสายอาชีพ” ตัวอย่าง แบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจแบบเลือกตอบ ตัวอย่าง แบบบันทึกคอร์เนลล์


71 แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 วิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง เรื่อง การอ่านบทความวิชาการ เวลา 180 นาที (สัปดาห์ 1 – 2) สาระสำคัญ บทความวิชาการเป็นงานเขียนที่มีความสำคัญ มีขนาดสั้น ให้ข้อมูลทางวิชาการที่ทันสมัย และน่าสนใจ ทว่ามีผู้อ่านจำนวนมากไม่รู้จัก ไม่เคยอ่าน และไม่ทราบแหล่งตีพิมพ์ของงานเขียนทางวิชาการชนิดนี้ โดยเฉพาะ ผู้เรียนระดับอุดมศึกษา เมื่อได้รับมอบหมายให้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองก็มักสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่คุ้นเคย ได้แก่หนังสือ ตำรา รวมทั้งข้อเขียนที่นำเสนอทางเว็บไซต์ เป็นหลัก ซึ่งแม้ว่าจะอ้างอิงแหล่งข้อมูลเหล่านั้นมากพอ สำหรับการประเมินผลการเรียนรู้ แต่เนื้อหาสาระที่ได้ก็ไม่กว้างขวางและน่าสนใจเท่ากับการที่มีข้อมูลจากบทความ วิชาการสนับสนุน การอ่านบทความวิชาการจึงมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับนักศึกษา ผู้อ่านกลุ่มนี้ควรอ่าน บทความวิชาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับความรู้และนำสาระความรู้ไปประมวลเขียนเป็นงานเขียนทาง วิชาการ อาทิ รายงานวิชาการและวิทยานิพนธ์ให้มีที่มีเนื้อหาสาระโดดเด่น อนึ่ง บทความวิชาการยังมีคุณค่าต่อ ผู้อ่านกลุ่มอื่นด้วย ในที่นี้จึงกล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับบทความวิชาการที่ผู้สนใจควรรู้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ความรู้ เบื้องต้นไปจนกระทั่งถึงแนวทางการอ่าน การอ่านเพื่อความเข้าใจเป็นกระบวนการสำคัญ ที่ผู้อ่านงานเขียนทางวิชาการหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่ออ่าน บทความวิชาการ ผู้อ่านต้องอ่านบทความวิซาการนั้นอย่างคร่าว ๆ อย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนที่จะอ่านอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนั้นให้ถ่องแท้ จนกระทั่งสามารถนำความรู้ความคิด และทัศนะของบทความวิชาการที่ได้รับ ไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้การเรียนเรื่องการอ่านเพื่อความเข้าใจมีอยู่ในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ ระดับชั้นประถมศึกษา แต่ก็มีบุคคลจำนวนมากไม่สามารถอ่านเพื่อความเข้าใจของงานเขียนประเภทบทความ วิชาการได้ หรืออ่านเพื่อความเข้าใจได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ได้ใจความสำคัญคลาดเคลื่อน บกพร่อง ดังนั้น ใน ที่นี้จึงนำเสนอสาระความรู้เกี่ยวกับการอ่านเพื่อความเข้าใจของบทความวิชาการเพื่อเป็นแนวทางพัฒนา ประสิทธิภาพการอ่านเพื่อความเข้าใจต่อไป จุดประสงค์การเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถอ่านบทความวิชาการเพื่อประยุกต์ใช้ และสังเคราะห์บทความวิชาการได้ กิจกรรมการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการสอน KWL Plus ร่วมกับการจดบันทึกแบบคอร์เนลล์ ขั้นที่ 1 กระตุ้นความใคร่รู้ 1.1 ผู้สอนปูพื้นฐานเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับงานเขียนประเภทบทความวิชาการ จากนั้นผู้สอนแจก บทความวิชาการให้กับผู้เรียนคนละ 1 บทความ


72 1.2 ผู้เรียนสำรวจหัวข้อและเนื้อหาในภาพรวมของบทความวิชาการที่ได้โดยการอ่านคร่าว ๆ 1.3 ผู้เรียนอธิบายความรู้เดิมที่มีเกี่ยวกับบทความวิชาการที่ผู้เรียนได้รับโดยการพูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดซึ่งกันและกัน ขั้นที่ 2 ผู้เรียนกำหนดเป้าหมายในการอ่าน 2.1 ผู้เรียนต้องตั้งคำถามในการอ่านตามความต้องการของตนเอง และกำหนดเป้าหมายในการอ่าน 2.2 ผู้สอนแจกแบบบันทึกคอร์เนลล์ให้กับผู้เรียนคนละ 1 แผ่น ขั้นที่ 3 อ่านและจดบันทึกสรุปผลข้อมูล 3.1 ผู้เรียนอ่านบทความวิชาการที่ตนเองได้รับเพื่อหาคำตอบจากการที่ตั้งคำถามไว้ในระหว่างเรียนให้ บันทึกสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้เท่าที่เข้าใจเป็นความคิดของตนเอง ลงในคอลัมน์ขวามือ (Note-taking Area) ของ แบบบันทึกคอร์เนลล์ 3.2 หลังจากผู้เรียนอ่านบทความวิชาการจบแล้ว ให้สรุปข้อมูลอีกครั้งพยายามเขียนข้อมูลให้สมบูรณ์ ด้วยตัวเอง เช่น สรุปเป็นประเด็น จดคำสำคัญ ความหมาย ความสัมพันธ์ ของสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ลง บันทึกสรุปความคิดในลงคอลัมน์ซ้ายมือ (Recall Column) ของแบบบันทึกคอร์เนลล์ ขั้นที่ 4 สะท้อนผลการอ่าน 4.1 ผู้เรียนสรุปความรู้ที่ได้รับจากเรื่องที่อ่าน โดยการท่องจำ พยามพูดหรือคิดตามความ เข้าใจของตัวเอง จากคอลัมน์ซ้ายมือซ้ายมือ (Recall Column) ของแบบบันทึกคอร์เนลล์ และ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ในคอลัมน์ขวามือ (Note-taking Area) ของแบบบันทึกคอร์เนลล์ 4.2 ผู้เรียนสรุปองค์ความรู้ใหม่เข้ากับความรู้อื่นที่ผู้เรียนมีลงในพื้นที่ล่างสุดของกระดาษ คือ Summary ของแบบบันทึกคอร์เนลล์ พยายามให้ผู้เรียนคิดนอกกรอบจากการจดบันทึกสิ่งที่คิด ความคิดเห็น ประสบการณ์ใน การอ่าน ทั้งนี้ผู้เรียนต้องจัดรูปแบบให้เป็นระบบ 4.3 จากนั้นให้ผู้เรียนสะท้อนผลการอ่านบทความวิชาการโดยการสร้างแผนผังความคิด หรือเขียน สรุปความจากเรื่องที่อ่าน แล้วให้ผู้เรียนนำเสนอผลการอ่านบทความวิชาการหน้าห้องเรียน จำนวน 5 คน ตามความสมัครใจของผู้เรียน ขั้นที่ 5 ทบทวน 5.1 ผู้เรียนนำแบบบันทึกคอร์เนลล์ที่ผู้เรียนทำกิจกรรมในชั่วโมงเรียนกลับไปทบทวนเพื่อเป็นการเน้นย้ำ ความรู้ และผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ที่ตนมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5.2 ผู้เรียนที่ยังไม่ได้นำเสนอการสะท้อนผลการอ่านในชั่วโมงเรียนกลับไปทบทวน แล้วให้มานำเสนอหน้า ชั้นเรียนในชั่วโมงเรียนถัดไป เพื่อเป็นการทบทวนความรู้ของผู้เรียน และเป็นการเตรียมความรู้ไปสู่บทอ่านอื่นต่อไป


73 สื่อการสอน 1. บทความวิชาการเรื่อง “อุตสาหกรรม 4.0 กับทักษะใหม่ของการศึกษาสายอาชีพ” 2. แบบบันทึกคอร์เนลล์ การประเมินผล 1. ตรวจแบบบันทึกคอร์เนลล์ 2. แบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ


74 ตัวอย่างบทความวิชาการเรื่อง “อุตสาหกรรม 4.0 กับทักษะใหม่ของการศึกษาสายอาชีพ” ศ.ดร.จอร์จ สปอตเทิล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยี งานและอาชีวศึกษา (Center of Technology, Work and TVET) ประจำมหาวิทยาลัยเบรเมน ประเทศเยอรมนี เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 ก่อให้เกิดความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในสถานที่ทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยได้ยกตัวอย่างว่าเมื่อ 60 ปีที่แล้ว คู่มือซ่อมแซมรถยนต์มีจำนวนหน้าเพียงไม่ถึงพันหน้าเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน คู่มือซ่อมแซมรถยนต์ได้เพิ่มจำนวนหน้าเยอะมากถึง 13,866 หน้า เนื่องจากเริ่มมีการบูรณาการของสหวิชาพื้นฐาน การวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมระบบและควบคุม อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือที่เรียกว่า เมคคาทรอนิกส์ (mechatronics) รวมถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีระบบดิจิทัลเป็นระบบพื้นฐานของชีวิต “ผู้ที่ทำหน้าที่ช่างจะต้องฝึกอบรมให้รับมือกับความซับซ้อนของการทำงานของรถยนต์ ดังนั้นในปัจจุบัน การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพขึ้นจากกระบวนการทำงานในสถานที่ทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง” งานวิจัยล่าสุดในประเทศเยอรมนีเผยว่าในอนาคตจะมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นถึง 3 ล้านอาชีพ ซึ่งเป็น สัญญาณว่าจะต้องมีการฝึกอบรมคนงานให้เข้ามาทำอาชีพใหม่ ที่เป็นผลมาจากการการเปลี่ยนแปลงของกระบวน ทัศน์ที่กำลังเกิดขึ้น ศ.ดร.จอร์จ สปอตเทิล กล่าวถึงผลกระทบของอุตสาหกรรม 4.0 ว่าเป็นสถานการณ์ใหม่สำหรับลูกจ้าง เนื่องจากลักษณะงานและเวลาทำงานจะมีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น เวลาในการส่งมอบงานก็จะสั้นลง นอกจากนี้ความ เปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลให้กลุ่มแรงงานที่มีทักษะมีการตัดสินใจร่วมกันที่ดีขึ้นได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม คนงาน ยังต้องรับมือกับการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล รวมถึงการควบคุมกระบวนการต่างๆ ให้สมบูรณ์ ซึ่งนับว่าเป็น ความท้าทายอย่างมากสำหรับลูกจ้าง องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO (International Labour Organization) วิเคราะห์ว่าแรงงาน ที่ทำงานด้านอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า เช่น โรงงานการผลิตในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนามกว่า 60% มีความเสี่ยงสูงจากการถูกแทนที่ด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ (automation) “งานที่ใช้ทักษะต่ำหรือไร้ทักษะจะได้รับผลกระทบ งานมีการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเป็นกิจวัตรเป็นหลัก จะมีการใช้คอมพิวเตอร์มาทำงานแทน ผู้มีทักษะต่ำจะมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะตกงาน แต่การใช้ระบบดิจิทัลก็อาจจะ ส่งผลในเชิงบวกสำหรับบริษัทที่มีความรู้ความเข้าใจในอุตสาหกรรม 4.0 ในเชิงลึก” ผลสำรวจเกี่ยวกับแนวโน้มต่างๆ ในกลุ่มบริษัทสัญชาติเยอรมันที่ใช้เทคโนโลยีในการปรับเปลี่ยนรูปแบบ การทำธุรกิจชี้ให้เห็นว่า หากบริษัทมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในอุตสาหกรรม 4.0 จะมีการจ้างงานในกลุ่มแรงงานที่มี ทักษะ เช่น ช่างฝีมือ เจ้าหน้าที่เทคนิค และงานกึ่งวิศวกร เพิ่มขึ้นสูงถึง 20 - 30% ดังนั้นแรงงานที่จบการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพวิชาชีพขั้นสูง หรือด้านวิศวกรรมที่ได้รับการเตรียมพร้อมสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ย่อมมีแนวโน้มที่จะได้งานที่ดีและมีโอกาสก้าวหน้าในสายงานสูงมาก


75 ศ.ดร.จอร์จ อธิบายว่าบทบาทของแรงงานที่ต้องใช้ทักษะจะเปลี่ยนแปลงไป คนงานจะต้องสามารถ ดำเนินงานร่วมกับทีมที่ประกอบไปด้วยระบบเครื่องยนต์กลไก และวิศวกรการผลิตได้ ซึ่งปัญหาที่มักจะพบก็คือ คนงานที่ไม่มีทักษะเพียงพออาจจะไม่เข้าใจภาษาทางวิชาการหรือศัพท์เทคนิคของวิศวกรที่เชี่ยวชาญได้ ดังนั้นจึงมี เงื่อนไขของทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม 4.0 คือคนงานต้องมี ความสามารถในการทำความรู้จักกับโครงสร้างของเครือข่าย เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอย่างเชี่ยวชาญ เรียนรู้วิธีการ ทำงานกับรูปแบบข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึงทำความเข้าใจและพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของ ทางเลือกทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ อีกด้วย การทำให้อุตสาหกรรม 4.0 มีความยั่งยืนต้องอาศัยมิติ 3 ประการ คือ เทคโนโลยีดิจิทัล งาน และนัยทาง สังคม หากนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรล้าสมัยมาใช้ในโรงงาน หรือนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อปรับกระบวนการต่างๆ ให้เป็นระบบควบคุมอัตโนมัติ ให้เทคโนโลยีเป็นตัวนำและควบคุมทุกอย่าง โดยมนุษย์มีหน้าที่ต้องทำตาม ไม่มีการ พูดคุยกัน ความสามารถของแรงงานทักษะสูงอาจถูกจำกัดได้ แต่ถ้าหากนำระบบต่างๆ มาพัฒนาและปรับใช้ใน ฐานะเครื่องมือช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนแรงงานทักษะสูง โดยมีมนุษย์เป็นผู้ออกแบบกระบวนการทำงานและเป็นผู้ที่ รับผิดชอบในภาพรวม ก็จะถือว่าอุตสาหกรรม 4.0 นั้นมีความยั่งยืนในทั้ง 3 มิติ “ในทุกพื้นที่ทั่วโลกและทุกภาคส่วนของสังคม เราจำเป็นต้องเริ่มดำเนินโครงการสำหรับการสร้างพันธมิตร ด้านการศึกษา การฝึกอบรม และการเรียนรู้ พันธมิตรเหล่านี้ควรมีเจตนาที่จะสร้างความมั่นใจว่า การพึ่งพาอาศัย กันทั้งหมดในชีวิตของเรานั้นจะเน้นไปที่การมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนา หลักสูตรการฝึกอบรมด้านเทคนิคและการอาชีวศึกษา (technical and vocational education and training – TVET) ให้เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มาเป็นตัวชี้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4” โครงการ RECOTVET ได้ดำเนินการฝึกอบรมผู้ขยายผลโดยใช้การพัฒนาการเรียนรู้ผ่านงานที่ได้รับ มอบหมาย (learn and work assignments) โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนที่เป็นนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง อุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากอุตสาหกรรม 4.0 และมีการวางแผนบทเรียนและการใช้แนวทางการสอนแบบ มัลติฟังก์ชัน เพื่อเพิ่มความเข้าใจที่มีต่ออุตสาหกรรมที่เน้นระบบดิจิทัลเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมพัฒนา อาชีพสำหรับครูสอน TVET เกี่ยวกับอุตสาหกรรม 4.0 อีกด้วย ภัทรธิดา ไทยอุส่าห์ ผู้เขียน 10 มกราคม 2565 สืบค้นจาก https://www.eef.or.th/the-challenge-for-tvet/


76 ชื่อเรื่อง............................................................ วันที่............................................................. แบบบันทึกคอร์เนลล์ Recall Column Note-taking Area Summary


77 แบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจแบบเลือกตอบ (ปรนัย) คำชี้แจง จงเลือกเลือกคำตอบที่ถูกต้องโดยคำเครื่องกากบาท (X) ลงในกระดาษาคำตอบที่แจกให้ อ่านบทความวิชาการต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ 1 - 2 ต้นไม้เปรียบเสมือนปอดของโลก เพราะในขณะที่เราทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือแม้แต่หายใจเอาก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในชั้นบรรยากาศ ต้นไม้จะดูดชับสารพิษนั้นไว้ แล้วปล่อยก๊าซออกชิเจนออกมาแทน ต้นไม้ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการของโรคหลายชนิด เช่น โรคทางระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้โรคเครียด โรค ซึมเศร้า และโรคความดันโลหิต มีงานวิจัยออกมายืนยันว่า การได้เห็นต้นไม้สีเขียวชอุ่มเพียงไม่กี่นาที ก็ทำให้จิตใส งบ ผ่อนคลาย และความดันโลหิตลดลงได้ นอกจากนี้ ต้นไม้ยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้อากาศเย็นสบาย ช่วย ดูดกลืนรังสีที่เป็นอันตรายในอากาศ เช่น กระบองเพชรที่สามารถดูดชับรังสีที่ออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือ ช่วยลดมลพิษในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นไม้ยังส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่มีผลกระทบมาถึงมนุษย์ เช่น เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ นานาชนิด ช่วยป้องกันภัยธรรมชาติ เช่น ดินถล่ม พายุฝน คลื่นยักษ์ เป็นแนวกันไฟป่า และเป็นแหล่งต้นไม้ลำธาร อีกด้วย ที่มา : https://prayod.com 1. ข้อใดเกี่ยวข้องกับบทความวิชาการนี้น้อยที่สุด (ความรู้ ความจำ) ก. ต้นไม้มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ข. ความสุขสมบูรณ์ของมนุษย์เริ่มที่การมีสุขภาพดี ค. การปลูกต้นไม้ช่วยทำให้มนุษย์มีความมั่นคง ง. หากไม่มีต้นไม้จะทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและอุทกภัย 2. ข้อใดเกี่ยวข้องกับบทความวิชาการนี้มากที่สุด (ความรู้ ความจำ) ก. ต้นไม้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด ข. ต้นไม้ช่วยลดมลพิษในอากาศ ค. ต้นไม้ยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้อากาศเย็นสบาย ง. ต้นไม้ช่วยป้องกันและบรรเทาโรคทางระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ โรคเครียด โรคซึมเศร้า และโรค ความดันโลหิต อ่านบทความวิชาการต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ 3 – 4 ผีตาโขน เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคอีสานของประเทศไทยเป็น เทศกาลที่เกิดขึ้นในเดือน 7 ซึ่งมักจัดมากกว่าสามวันในบางช่วงระหว่างเดือนมีนาคม และกรกฎาคม โดยจัดขึ้นใน วันที่ได้รับเลือกให้จัดขึ้นในแต่ละปีโดยคนทรงประจำเมือง ซึ่งงานบุญประเพณีพื้นบ้านนี้มีชื่อเรียกว่า บุญหลวง โดย แบ่งออกเป็นเทศกาล ผีตาโขน, ประเพณีบุญบั้งฟและงานบุญหลวง (หรือบุญผะเหวด)


78 ผีตาโขน นั้น เดิมมีชื่อเรียกว่า ผีตามคน เป็นเทศกาลที่ได้รับอิทธิพลมาจากมหาเวสสันดรชาดกชาดก ในทางพระพุทธศาสนา ที่ว่าถึงพระเวสสันดร และพระนางมัทรี จะเดินทางออกจากป่ากลับสู่เมืองหลวงบรรดาสัตว์ ป่ารวมถึงภูตผีที่อาศัยอยู่ในป่านั้น ได้ออกมาส่งเสด็จด้วยอาลัย ซึ่งวันแรกจะเป็นเทศกาลผีตาโขน ซึ่งเรียกวันนี้ว่า วันรวม (วันโฮม) โดยจะมีพิธีเบิก พระอุปคุตต์ในบริเวณ ระหว่างลำน้ำหมันกับลำน้ำศอก ส่วนวันที่สองของเทศกาลดังกล่าวจะมีพิธีจุดบั้งไฟบูชา พร้อมด้วยเครื่องแต่งกาย ที่หลากหลาย รวมถึงการแข่งขันต้นรำตลอดจนขบวนพาเหรด ส่วนในวันที่สามและวันสุดท้ายจะมีการให้ชาวบ้าน ฟังเทศน์ ทั้งนี้ ผีตาโขนยังได้รับการนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ และฉายาประจำทีมสโมสรฟุตบอลเลยซิตี้ เช่นกัน และ ประเพณียังคงมีความเชื่อกันว่า สำหรับคนที่เล่นหรือมีการแต่ตัวเป็นผีตาโขนใหญ่ ต้องถอดเครื่องแต่งกายผีตาโขน ใหญ่ออกให้หมดและนำไปทิ้งในแม่น้ำหมัน ห้ามนำเข้าบ้าน เป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายไปและรอ จนถึงปีหน้าจึงค่อยทำเล่นกันใหม่ ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี 3. ข้อใดเกี่ยวข้องกับบทความวิชาการนี้มากที่สุด (ความรู้ ความจำ) ก. ผีตาโขนยังได้รับการนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ และฉายาประจำทีมสโมสรฟุตบอลเลยซิตี้ ข. ผีตาโขนคือ ผีบรรพบุรุษของคนในหมู่บ้าน ค. เทศกาลผีตาโขนจัดขึ้นในระหว่างเดือน มกราคม ถึง มีนาคม ของทุกปีโดยคนทรงประจำเมือง ง. ผู้ที่แต่งกายเป็นผีตาโขนต้องเป็นเพศชายอายุระหว่าง 18 – 25 ปี เท่านั้น 4. ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงในบทความวิชาการนี้ (ความเข้าใจ) ก. เครื่องแต่งกาย ค. เครื่องเช่น ข. พิธีจุดบั้งไฟบูชา ง. ฟังเทศน์ 5. อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ 5 – 7 “ตุ๊กตาเด็กเล่นนิยมทำเป็นรูปนก ลิง และสัตว์อื่น ๆ เคลือบด้วยน้ำยาสีเขียว คนไทยได้ทำตุ๊กตาสืบต่อมา ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ จนกระทั่งมีคำพังเพยว่า “อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดู ดาย ปั้นวัวปั่นควายให้ลูกท่านเล่น” ตุ๊กตาไทยมี 4 ประเภทคือ ตุ๊กตาใช้ในพิธีกรรม ใช้สำหรับเด็กเล่น ตุ๊กตา ศิลปกรรมและตุ๊กตาอื่น ๆ” ผู้แต่ง : สุทธิลักษณ์ อำพันวงศ์ 5. ข้อความนี้ควรตั้งชื่อใดจึงจะเหมาะสม (การวิเคราะห์) ก. ตุ๊กตาเสียกบาล ข. ตุ๊กตาพิธีกรรม ค. ตุ๊กตาไทย ง. ของเล่นเด็กไทย


79 6. การทำตุ๊กตามีมาตั้งแต่สมัยใด (ความรู้ ความจำ) ก. กรุงสุโขทัย ข. กรุงศรีอยุธยา ค. กรุงธนบุรี ง. กรุงรัตนโกสินทร์ 7. ตุ๊กตารูปสัตว์ต่าง ๆ จัดเป็นตุ๊กตาประเภทใด (ความเข้าใจ) ก. ตุ๊กตาเด็กเล่น ข. ตุ๊กตาพิธีกรรม ค. ตุ๊กตาศิลปกรรม ง. ตุ๊กตาอื่น ๆ 8. ข้อใดไม่ใช่เจตนาของผู้เขียน (การวิเคราะห์) “การลดภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องช่วยกันทำ เราทุกคนก็ต่างมีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นเพราะ เพียงแค่เราหายใจอยู่เฉยๆก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาแล้ว ยังไม่รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆมากมายที่เราทำ อยู่ทุก ๆ วัน ถึงเวลาที่เราต้องเลิกคิดว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่ธุระของเรา แล้วหันมาร่วมมือกันมาเป็นส่วนหนึ่งในการ แก้ปัญหาโลกร้อนกันเถอะ” ก. เชิญชวน ข. แนะนํา ค. บังคับ ง. โน้มน้าวใจ อ่านสารคดีต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ 9 – 10 ม้าลายเป็นม้าจำพวกหนึ่งที่มีขนาดเล็กกว่าม้า แต่มีปลายหางคล้ายลา มีแผงคอที่ สั้นเหมือนขนแปรง มี ลักษณะเด่น คือ มีลำตัวเป็นสีขาวสลับดำตลอดทั้งตัว ซึ่งสีอันโดดเด่นนี้ เป็นคำถามมาเป็นระยะเวลานานแล้วว่าแท้ ที่จริงแล้วม้าลายเป็นสัตว์ที่มีพื้นลำตัวขาวและมีแถบสีดำพาดผ่าน หรือเป็นสัตว์ที่มีพื้นลำตัวสีดำและมีแถบสีขาว พาดผ่านกันแน่ ในความเชื่อของชาวพื้นเมืองแอฟริก เชื่อว่า ม้าลายเป็นสัตว์ที่มีสีดำและมีแถบสีขาวพาดผ่าน จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า ม้าลายแท้ที่จริงเป็นสัตว์ที่มีพื้นลำตัวสีดำและมีลายแถบสีขาวพาด ผ่านลำตัว ซึ่งลายแถบสีขาวนั้นเกิดจากเซลล์ประสาทที่เรียงรายตามแนวกระดูกสันหลังส่วนหนึ่ง จะเปลี่ยนสภาพ ไปเป็นเซลล์ผลิตเม็ดสีสีดำ เรียกว่า เมลาโนไซท์ หลังจากนั้น เมลาโนไซท์เหล่านี้ จะเคลื่อนออกไปด้านข้างของ กระดูกสันหลังในแนวตั้งฉาก แล้วเปลี่ยนสภาพไปเป็นผิวหนังที่มีเม็ดสีสีดำ ซึ่งรูปแบบของเม็ดสึในสัตว์แต่ละชนิด นั้น ขึ้นอยู่กับการกระตุ้นทางพันธุกรรม ในการเปลี่ยนสภาพ และการเคลื่อนที่ของเมลาโนซท์ โดยจากการศึกษา พบว่าตัวอ่อนของม้าลายที่อยู่ในท้องแม่ จะเป็นตัวสีดำก่อน จากนั้นลายแถบสีขาวจึงค่อย ๆ พัฒนาขึ้น ซึ่งม้าลาย แต่ละตัวก็จะมีลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนกัน ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดในการที่ม้าลายมีลายแถบสีขาวเหล่านี้ เชื่อว่าใช้ในการพรางตัวจากศัตรู และทำให้ศัตรูซึ่งได้แก่ สัตว์กินเนื้อต่าง ๆ ตาลายได้เมื่อได้พบเจอม้าลายที่อยู่รวมกันเป็นฝูงในทุ่งหญ้ากว้าง ทำให้ จับระยะทางที่จะโจมตีผิดพลาดไป สำหรับทัศนะของชาร์ลส์ ดาร์วิน เชื่อว่าม้าลายมีลายเพื่อจดจำกันได้ และตัว ผู้ใช้เกี้ยวพาตัวเมีย รวมทั้งเชื่อว่ามีไว้ป้องกันแมลง โดยเฉพาะแมลงวัน มีหลักฐานว่าม้าลายดึงดูดแมลงน้อยกว่า สัตว์กินพืชชนิดอื่น ๆ ในแอฟริกา จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ชาวฮังการีกลุ่มหนึ่ง ที่ทดลองโดยการนำหุ่น


80 ของม้า 4 ตัว ที่มีสีสันต่าง ๆ แตกต่างกันไป ไปตั้งไว้ในทุ่งหญ้า รวมถึงม้าลาย พบกว่าหุ่นม้าลายมีแมลงมาเกาะ น้อยที่สุดทั้งนี้เชื่อว่าเพราะตาของแมลงเป็นระบบตารวมที่มีส่วนประกอบมากมาย และแมลงจะลงเกาะโดยการใช้ แสงโพลาไรซ์ช่วย เป็นไปได้ว่าลายทางของม้าลายไปรบกนแสงโพลาไรซ์ในการมองของแมลง ทำให้ยากในการลง เกาะบนตัวของม้าลาย ม้าลายพบทั่วไปในทวีปแอฟริกาแถบที่ราบโล่งทางตอนใต้ของทะเลทรายสะฮารา โดยแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด และแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดย่อย ในอดีตการจำแนกแบ่งประเภทของม้าลายแบ่งออกได้เป็นกว่า 10 ชนิด และแบ่งออกตามถิ่นที่อยู่อาศัย แต่ปัจจุบันหลงเหลืออยู่เพียง 3 ชนิด และไม่สามารถแบ่งได้ตามที่อาศัยได้ เหมือนเดิมอีกแล้ว เนื่องจากสภาพแวดล้อมและสภาวะความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป ม้าลายชอบอาศัยอยู่ตามที่ราบโล่งที่เป็นหญ้า มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีหลายร้อยตัวจนถึง เป็นพัน โดยจะเล็มหญ้าหากินร่วมกับสัตว์อื่นในทุ่งกว้าง เช่น นกกระจอกเทศ ยีราฟ แอนทิโลป และสัตว์กีบชนิด อื่น ๆ ม้าลายมักจะมีนกกินแมลงจับเกาะอยู่บนหลัง เพื่อช่วยระวังภัยและกินพวกแมลงที่มารบกวนและมี นกกระจอกทศและยีราฟคอยช่วยเป็นป้อมยามคอยเตือนภัยและระวังภัยให้ เพราะม้าลายสายตาไม่ค่อยดีแต่จมูก และหูไวมาก ฟันของม้าลายค่อนข้างคมจึงแทะเล็มในส่วนที่เป็นโคนและลำต้นของหญ้าได้ ขณะที่สัตว์ อื่น ๆ เช่น แอนที่โลปจะกินยอดหญ้า นับเป็นการแบ่งปันอาหารกันตามธรรมชาติ มีอายุยืนประมาณ 25-30 ปี ม้าลายเริ่ม ผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 2 ปี ตั้งท้องนานประมาณ 345-390 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกม้าลายแรกเกิดจะ มีขนปุกปุยและมีแถบสีน้ำตาลสลับขาว และใช้เวลาไม่นานในการยืนและวิ่งได้ทันทีหลังคลอด 9. ข้อใดไม่ปรากฏในบทความข้างต้น (ความเข้าใจ) ก. ถิ่นที่อยู่อยู่อาศัยของม้าลาย ค. การสืบพันธ์ของม้าลาย ข. ศัตรูของม้าลาย ง. ลักษณะของม้าลาย 10. สารคดีนี้เป็นโวหารประเภทใด (การวิเคราะห์) ก. บรรยายโวหาร ข. สาธกโวหาร ค. อุปมาโวหาร ง. เทศนาโวหาร 11. ใจความสำคัญของข้อความนี้ตรงกับข้อใด (การวิเคราะห์) “ท้องฟ้ามีอยู่แบบท้องฟ้า ก้อนเมฆลอยอยู่แบบก้อนเมฆ พระอาทิตย์สาดแสงในแบบของพระอาทิตย์ นก ร้องแบบที่มันร้อง ดอกไม้สวยงามเป็นธรรมชาติของดอกไม้ ลมพัดเพราะมันคือลม หอยทากเดินข้าอย่างที่หอยทาก เป็นเหมือนธรรมชาติกำลังกระซิบบอกฉันว่า มันเพียงเป็นของมันอย่างนั้น มันไม่ร้องขอ ฉันจะมองเห็นมัน หรือไม่ เห็นมัน มันไม่เรียกร้องให้ต้องชื่นชม ต้องแลกเปลี่ยน ต้องขอบคุณ เป็นของมันอย่างนั้น ไม่ได้ต้องการอะไร มัน เพียงแต่เป็นไป ทุกอย่างเป็นธรรมชาติของมัน”


81 ก. ธรรมชาติไม่ต้องการคำชื่นชมจากมนุษย์ ข. ทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติ ล้วนมีความสวยงาม ค. ธรรมชาติไม่เคยสนใจมนุษย์ ง. ธรรมชาติไม่เคยเรียกร้องอะไรจากมนุษย์ 12. จากข้อความนี้ ควรตั้งชื่อเรื่องว่าอย่างไร (การวิเคราะห์) “ฤๅษีได้ทราบจากคำบอกเล่าของนางว่า นางต้องการอุทิศร่ายกายให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์และสัตว์ทั้ง ต้องการให้ร่างกายมีกลิ่นหอม ฤๅษีจึงบันดาลให้ร่างกายนางเป็นเมล็ดข้าวขนาดใหญ่เท่าลูกมะพร้าว มีกลิ่นหอม ชวนรับประทานให้ชื่อนางผู้นี้ว่า โพสพ เป็นเทพธิดาแห่งข้าว” ก. ความเชื่อเรื่องข้าว ข. บันทึกประวัติของข้าว ค. ประวัติศาสตร์ข้าว ง. ตำนานเทพธิดาแห่งข้าว 13. จากข้อความนี้เป็นโวหารประเภทใด (การวิเคราะห์) “บรรพบุรุษของเราคือกระจกบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นความหลังทั้งดีและร้าย ทุกท่านต่างก็ร้ายและดีตาม วิสัยปุถุชน แม่ก็เพิ่งมาคิดได้หลังจากสาละวนกับทุกข์หนัก แม้จะเฝ้าแต่เช็ดกระจกทั้งบานเพื่อให้ยังคงใสสะอาด แต่ขอบกระจกก็ยังมัวหมอง มีร่องรอยกระดำกระด่าง...เจ้าเป็นลูกของพ่อแม่ที่เหลืออยู่ ก็จงช่วยรักษากระจกของ บรรพบุรุษบานนี้ให้ยืนยาวต่อไป อย่าให้แตกร้าว จงหมั่นล้างเช็ดทั้งตัวกระจกและขอบกระจก หากเห็นว่ายัง สกปรกส่วนใดก็จงปิดทองทับลงไป...เอาความดีชนะความชั่ว” ที่มา กระจกขอบทอง : 487 ก. บรรยายโวหาร ข. สาธกโวหาร ค. อุปมาโวหาร ง. เทศนาโวหาร อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ 14 – 15 หนังสือหรือข้อเขียนใด ๆ คือ สิ่งที่มนุษย์เขียนขึ้น การเขียนจึงหมายถึง สิ่งที่มนุษย์คิดออกมาเป็นตัวอักษร มนุษย์เขียนอะไร คำตอบ คือ มนุษย์เขียนสิ่งที่ตนเองรู้หรือคิด ถ้าอย่างนั้น การอ่านคืออะไร การอ่าน คือ ความหมายที่จะถ่ายทอดสิ่งที่มนุษย์เขียนไว้กลับออกมา เป็นความคิด เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว ย่อมเห็นว่า การ อ่านกับการเขียนเป็นของคู่กันมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก อย่างไรจึงจะเรียกว่า อ่านดี หรือ เขียนดี เรื่องนี้นักปราชญ์ทางภาษาได้ให้ทรรศนะไว้ว่า “ผู้เขียนแสดง ความคิดอย่างไร ผู้อ่านก็ได้ความคิดอย่างนั้น เอนเอียงไปตามนั้น หรือปฏิบัติตามนั้น” อย่างนี้เรียกว่า เขียนดีและ “ผู้เขียนแสดงความคิดเห็นอย่างไร ผู้อ่านเข้าใจได้หมดรู้เท่าทันทุกความคิดแต่ผู้อ่านมีความคิดเป็นของตนเองรู้จัก


82 วิเคราะห์เลือกรับแต่ความคิดที่เป็นประโยชน์ ขจัดความคิดที่ไร้สาระออกไป เพราะอ่านอย่างมีวิจารณญาณ” อย่าง นี้เรียกว่า อ่านดี 14. ที่กล่าวว่า “อ่านดี” หมายความว่าอย่างไร (การประเมินค่า) ก. อ่านเอาจริงเอาจัง ค. อ่านแล้วมีความรู้สึกคล้อยตาม ข. เลือกอ่านเฉพาะบางตอนที่ดีและมีสาระ ง. อ่านแล้วได้ความบันเทิง 15. การเขียนที่ดีจะต้องมีลักษณะอย่างไร (การประเมินค่า) ก. ผู้อ่านเข้าใจความหมายของข้อเขียนได้ตรงกับที่ผู้เขียนต้องการ ข. ผู้เขียนใช้เหตุผลและหลักฐานต่าง ๆ ประกอบการเขียน ค. ความคิดที่แสดงออกมาทันสมัยและเป็นจริง ง. ภาษาที่ใช้สละสลวยและเข้าใจง่าย


Click to View FlipBook Version