The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ICT Banjongrat, 2021-06-04 00:24:25

หนึ่งลมหายใจ

หนึ่งลมหายใจ

ห น่ึ ง

ลมหายใจ

only one breath

คณะสงฆ์วัดป่านานาชาติ
จัดพิมพ์ถวายเป็นมุทิตาสักการะ
เนื่องในวาระเจริญอายุมงคลครบรอบ 79 ปี
ของพระเดชพระคุณพระราชสุเมธาจารย์ (หลวงพ่อสุเมโธ)
วันที่ 27 กรกฎาคม 2556

หนง่ึ ลมหายใจ

only one breath

โดย หลวงพ่อสเุ มโธ (พระราชสุเมธาจารย์)
แปล/เรยี บเรยี ง : ธมฺมาภินนฺโท ภิกขฺ ุ
จัดพิมพ์ถวายเป็นมุทิตาสักการะ
เนื่องในวาระเจริญอายุมงคลครบรอบ 79 ปี
ของพระเดชพระคุณพระราชสุเมธาจารย์ (หลวงพ่อสุเมโธ)
วันที่ 27 กรกฎาคม 2556
สงวนสิทธใิ์ นการพิมพ์จ�ำหน่าย
หากประสงค์จดั พิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ โปรดติดต่อ
เจ้าอาวาสวดั ป่านานาชาติ
ต.บุ่งหวาย อ.วารนิ ชำ� ราบ
จ.อบุ ลราชธานี 34310
ภาพประกอบ : วดั อมราวดี
พิมพ์คร้ังที่ 1 : กรกฎาคม 2556
จำ� นวนพมิ พ์ : 10,000 เล่ม

พมิ พ์ที่ : ศิริธรรมออฟเซ็ท 429 ม.12 ถ.อุบล-ตระการ อ.เมือง จ.อบุ ลราชธานี
โทรศพั ท์ 0-4531-7491-5 โทรสาร 0-4531-7496

ค�ำน�ำ

หลวงพ่อสเุ มโธ เป็นพระมหาเถระผู้มีบทบาทและความส�ำคญั เป็นอย่างยิ่ง
ต่อคณะสงฆ์ชาวต่างประเทศ สายวัดหนองป่าพง ท่านเป็นผู้บุกเบิกก่อตั้งวัดป่า
นานาชาติ โดยการมอบหมายจากหลวงปู่ชา เมื่อปี พ.ศ. 2518 นับจากน้นั มา
จนกระทงั่ ปจั จบุ นั วดั ปา่ นานาชาตกิ ก็ ลายเปน็ สถานทฝี่ กึ ฝนและเรม่ิ ตน้ ชวี ติ พรหมจรรย์
ของกุลบตุ รชาวต่างประเทศจำ� นวนมาก ที่ได้เข้ามาบวชเป็นภิกษใุ นพระพุทธศาสนา
นอกจากนนั้ การทหี่ ลวงพอ่ ไดเ้ สยี สละและอทุ ศิ ชวี ติ เพอ่ื บำ� เพญ็ สมณธรรม
และปฏิบัติศาสนกิจมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน พร้อมทั้งการเป็นผู้มีความมั่นคง
ต่อชวี ิตพรหมจรรย์ มคี วามซอ่ื ตรงต่อพระธรรมวินัย ได้เป็นแบบอย่างอนั ประเสรฐิ
และเปน็ แรงบนั ดาลทมี่ คี า่ อยา่ งยงิ่ สำ� หรบั ภกิ ษผุ เู้ ปน็ กลุ บตุ รชาวตา่ งประเทศ คณุ ปู การ
อนั สำ� คญั ยงิ่ เหลา่ น้ี ตลอดทงั้ ปฏปิ ทาและค�ำสอนของหลวงพอ่ เปน็ สงิ่ ทเ่ี หลา่ คณะสงฆ์
วดั ป่านานาชาติ ผู้เป็นภกิ ษุชาวต่างประเทศรุ่นหลัง ต่างตระหนกั และมีความซาบซ้งึ
ส�ำนกึ เป็นอย่างยง่ิ
เพื่อเป็นการแสดงออกซ่ึงส�ำนึกแห่งกตัญญูกตเวทิตาธรรมต่อหลวงพ่อ
สุเมโธ และเป็นเครอ่ื งแสดงมทุ ติ าสักการะ เน่อื งในโอกาสอันเป็นมงคล ที่หลวงพ่อ
สุเมโธเจริญอายุครบรอบ 79 ปี ในวันที่ 27 กรกฎาคม ปีน้ี คณะสงฆ์วัดป่า
นานาชาติ จึงได้จัดแปลและจัดพิมพ์หนงั สือ “หนง่ึ ลมหายใจ” เพ่ือแจกจ่ายเป็น
ธรรมบรรณาการแกญ่ าตโิ ยมชาวไทย ทม่ี ากราบแสดงมทุ ติ าสกั การะตอ่ หลวงพอ่ และ
แกพ่ ทุ ธศาสนกิ ชนโดยทว่ั ไป โดยธรรมบรรยายทง้ั 5 เรอ่ื ง ไดค้ ดั แปลมาจากตน้ ฉบบั
ธรรมบรรยายภาคภาษาอังกฤษในหนงั สือ “The way it is” ซ่ึงหลวงพ่อได้ให้
การบรรยายระหว่างทที่ ่านพ�ำนกั อยู่ท่ีวัดอมราวดี ประเทศอังกฤษ

คณะสงฆ์วดั ป่านานาชาติ
กรกฎาคม 2556

สารบญั

ส า ร บั ญ 1
หนึ่งลมหายใจ

อาการของใจ 15

ขันติธรรมนั้นเกื้อกูล 27

ยอมรับสภาวะตามที่เป็นจริงของสิ่งทั้งปวง 33

สขุ นั้นหรือยั่งยืน 43

หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 5
อปารุตา เตสํ อมตสฺส ทฺวารา
เย โสตวนฺโต ปมุญฺจนฺตุ สทฺธํ

เราเปิดประตูแห่งอมตธรรมแล้ว
เหล่าชนผู้ใฝ่สดับจงเปิดศรัทธาออกรับเถิด

พุทธพจน์



พระราชสุเมธาจารย์ (หลวงพ่อสเุ มโธ)



ห นึ่ ง ล ม ห า ย ใ จ *

เมอื่ เชา้ น้ี ผมมโี อกาสคยุ กบั ทา่ นสพุ พะโต
ท่านเล่าว่า ท่านไม่เคยปฏิบตั อิ านาปานสติได้ผล
หรือมีสติอยู่กับลมหายใจได้เลย ผมก็เลยถาม
ท่านว่า แล้วท่านมีสติอยู่กับลมหายใจเข้า
สกั ครั้งหนึง่ ได้ไหม ท่านตอบว่าได้ ผมถามท่าน
ต่อว่าแล้วลมหายใจออกล่ะ ท่านก็ตอบว่าได้
ผมจงึ บอกท่านไป “นัน่ ล่ะ ท่านท�ำได้แล้ว”

* แปลจากเรื่อง Only one breath ไม่มอี ะไรให้ทำ� มากไปกว่านนั้ หรอก แต่
หนงั สือ The way it is ถงึ กระนน้ั กต็ าม ผปู้ ฏบิ ตั กิ ม็ กั จะคาดหวงั ใหเ้ กดิ
คณุ วเิ ศษ ไดเ้ ขา้ ไปสมั ผสั กบั สภาวะสมาธทิ ว่ี เิ ศษ
ธรรมบรรยายแก่คณะสงฆ์ ที่วดั อมราวดี มหศั จรรย์ พอทำ� อย่างนน้ั ไม่ได้ ก็เลยพลอยคดิ
ช่วง Winter retreat เดือนมกราคม ไปว่าเราปฏิบัตอิ านาปานสตไิ ม่ได้ผล
การใชช้ วี ติ เพอ่ื คณุ คา่ ดา้ นจติ ใจ ตอ้ งอาศยั
พ.ศ. 2529 และ พ.ศ. 2532 การสละออก การเสียสละ หรือการปล่อยวาง

2 หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
ไม่ใช่เร่ืองของการได้ หรือการเอา แม้แต่การได้ฌานก็ยังเป็นเรื่องของ
การสละออกไป ไม่ใช่เร่ืองของการบรรลุถึง เม่ือเราสละละวางได้มาก
เท่าใด ปล่อยวางออกไปได้มากเท่าใด หลังจากนั้น สภาวะของฌาน
ก็จะเกิดขน้ึ มาเองตามธรรมชาติ
ทา่ ทจี งึ ถอื เปน็ สงิ่ ทมี่ คี วามสำ� คญั มากทส่ี ดุ เมอื่ จะปฏบิ ตั อิ านาปานสติ
ภาวนา ใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั เิ พยี งแตใ่ สใ่ จอยกู่ บั ลมหายใจเขา้ มสี ตริ ะลกึ รจู้ ากตน้ ลม
ไปจนถึงปลายลม ชั่วระยะลมหายใจเข้าคร้ังเดียวเท่านั้นก็พอ จากนั้น
ก็ปฏิบัติแบบเดียวกันส�ำหรับลมหายใจออก แค่น้ันก็ถือว่าปฏิบัติ
อานาปานสติได้อย่างสมบูรณ์แล้ว การมีสติระลึกรู้ให้ได้เพียงเท่าน้ันล่ะ
คอื ผลของสมาธจิ ิตทีอ่ าศัยวธิ กี �ำหนดสติให้อยู่กับลมหายใจ โดยเร่มิ จาก
ชว่ งตน้ ลมหายใจเขา้ ไปจนถงึ สดุ ลมหายใจเขา้ เรม่ิ จากชว่ งตน้ ลมหายใจออก
ไปจนสดุ ลมหายใจออก ทา่ ทขี องการปฏบิ ตั ติ อ้ งประกอบไปดว้ ยความปลอ่ ยวาง
อยา่ งเดยี วอยตู่ ลอดระยะ ไมย่ ดึ ตดิ กบั ความคดิ เหน็ หรอื ความรสู้ กึ ทเี่ กดิ จาก
ความคดิ เหน็ อนั นนั้ เพอ่ื ว่าผ้ปู ฏบิ ตั จิ ะไดพ้ รอ้ ม ทจ่ี ะก�ำหนดร้ลู มหายใจเข้า
คร้ังต่อไป หรือลมหายใจออกคร้ังถัดไป ได้อย่างเต็มที่ตามสภาวะท่ีมัน
ปรากฏ โดยท่ไี ม่ต้องแบกถอื ส่ิงใดไปด้วย ดงั น้นั การปฏิบัตอิ านาปานสติ
จึงเป็นวิถีแห่งการสละออก และการปล่อยวาง มากกว่าจะเป็นเร่ืองของ
การบรรลุถงึ หรือการประสบผลส�ำเรจ็
อันตรายในการปฏิบัติภาวนาได้แก่ นิสัยที่มักเข้าไปยึดติดอยู่กับ
สิ่งต่างๆ และการอยากได้สภาวะจากการปฏิบัติ ดังน้ัน แนวทางที่ช่วย

หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 3
ได้มากท่ีสดุ คอื หลักการปล่อยวาง ไม่ใช่เร่อื งของการบรรลุหรอื การได้รับ
ผลสำ� เร็จ อย่างวนั นี้ ถ้าเราเหน็ ว่า เมอ่ื วานเราท�ำสมาธิได้ผลเต็มขีดเต็มขนั้
ยอดเย่ียมสมบรู ณ์ท่ีสดุ เป็นไปตามทีใ่ ฝ่ฝันถึงมาตลอดเลย วันนี้ เราก็เลย
พยายามจะให้ได้สภาวะการปฏิบัติท่ียอดเยี่ยม เหมือนกับเมื่อวานนี้
แต่ปรากฏว่าเรากลับยิ่งฟุ้งซ่านและหงุดหงิดร�ำคาญมากกว่าที่เคยเป็นมา
เสียอีก มาตอนนี้ ท�ำไมถึงเป็นอย่างนนั้ ไปได้ล่ะ? ทำ� ไมไม่เห็นได้สภาวะ
ทีเ่ ราต้องการ? ท่ีเป็นดงั นี้ กเ็ พราะว่าเราด้นิ รนทีจ่ ะให้บรรลสุ ่ิงท่เี ราจำ� เอาไว้
แทนทจ่ี ะฝกึ ฝนปฏบิ ตั ไิ ปกบั สภาวะตามทเ่ี ปน็ อยจู่ รงิ ๆ ตามทม่ี นั ปรากฏอยู่
ในขณะนี้ ดังน้ัน แนวทางที่ถูกต้องคือ แนวทางแห่งการเจริญสติ และ
การเฝ้าดูสภาวะตามท่ีเป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ไปจ�ำเอาเรื่องตั้งแต่เม่ือวาน
แล้วพยายามท�ำเลยี นแบบให้ได้อย่างนั้นอีกคร้งั
ปีแรกที่ผมปฏิบัติภาวนา ผมไม่มีครูบาอาจารย์เลย ผมพัก
อยู่ในกุฏิหลังเล็กๆ ท่ีจังหวัดหนองคาย เป็นเวลาประมาณ 10 เดือน
แล้วก็เกิดสภาวะความรู้เห็นภายในท่ีทะลุปรุโปร่ง การอยู่วิเวกรูปเดียว
นานกวา่ 10 เดอื น โดยไมไ่ ดพ้ ดู กบั ใคร ไมไ่ ดไ้ ปไหนเลย ทกุ อยา่ งจงึ เรม่ิ สงบ
ระงบั ลงหลงั ผ่านไปได้หลายเดอื น ตอนนนั้ ผมเชอ่ื ว่า ผมเปน็ ผ้บู รรลธุ รรม
อย่างสมบูรณ์แล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว ผมมั่นใจถึงขนาดน้ันเลยล่ะ
มาตอนหลังถึงได้รู้ว่าผมยังไม่ได้บรรลุ
จ�ำได้ว่า ปีนั้นที่หนองคายเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ท�ำให้
ไม่ค่อยมีอาหารให้ฉนั กันได้เต็มทน่ี กั ผมมอี าการขาดสารอาหาร ผมจงึ คิด

4 หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
ไปว่า “สภาวะทีเ่ กิด น่าจะเป็นผลมาจากการขาดอาหาร แสดงว่า เพยี งแค่
เราอดอาหารก็จะทำ� ได้...” ตอนท่ีอยู่หนองคาย ผมยังจำ� ได้ว่า ร่างกายผม
ออ่ นแอมาก เนือ่ งจากขาดสารอาหารจนตง่ิ หผู มเรมิ่ ปรอิ อก ตอนทต่ี นื่ นอน
ตอนเชา้ ผมตอ้ งดงึ เปลอื กตาใหเ้ ปดิ ออก เพราะมนั ตดิ หนบึ อยกู่ บั ของเหลว
ทีไ่ หลออกมาจากเปลอื กตา เวลาทีเ่ ราไม่สบาย
อยู่มาวันหนึ่ง พระชาวแคนาดาน�ำนมข้น 3 กระป๋องมาให้ผม
ทางทวีปเอเชียเขาจะมีนมข้นหวาน ท่ีบรรจุกระป๋องและมีรสอร่อยมาก
นอกจากน้ี ทา่ นยงั นำ� กาแฟผงพรอ้ มชง พรอ้ มทงั้ กระตกิ ใสน่ ำ้� รอ้ นมาใหด้ ว้ ย
ผมจึงชงใส่ถ้วย โดยเติมกาแฟหน่อยหนงึ่ ใส่นมข้นหวานลงไป รินน้�ำร้อน
เตมิ ลงไปแล้วกล็ งมือฉัน มันอร่อยจับใจมาก จนแทบลมื โลกไปเลยทีเดยี ว
ถือเป็นคร้ังแรกท่ีผมได้ฉันของหวาน หรืออะไรท่ีมีรสชาติในรอบหลาย
สัปดาห์ และการทไ่ี ด้รบั อาหารไม่เพียงพอ และอยู่ในภาวะอ่อนเปลยี้ เพลยี
แรง เมอ่ื ไดฉ้ นั สงิ่ นเ้ี ขา้ ไป จงึ เหมอื นกบั รถไดน้ ำ�้ มนั คา่ ออกเทนสงู บรน้ื นน... !
ผมรีบฉันต่อไปทันทีโดยไม่รอช้า ฉันแบบหยุดไม่ได้ มิหน�ำซ้�ำผมยังชง
นมท้ัง 3 กระป๋อง ผสมกับกาแฟจำ� นวนก�ำลังพอดีส่วนน้ัน แล้วฉันต่อ
จนหมดเกลย้ี ง จติ ใจของผม เหมอื นกบั เคล้มิ ลอยไปในห้วงอวกาศ หรือมี
อาการคล้ายๆ อย่างนน้ั เลย ผมเลยคิดว่า “บางที เคล็ดลับอาจจะอยู่ตรงนี้
ละกระมัง เพยี งแต่ต้องหาใครสักคนซือ้ นมข้นมาให้สักกระป๋อง”
เม่ือผมไปอยู่ท่วี ัดหนองป่าพงในปีต่อมา ผมก็เฝ้าแต่คิดว่า “อมื ...
ตอนทเี่ ราอยู่หนองคาย เกดิ ประสบการณ์ทางสมาธิทหี่ วือหวาเยอะแยะไป

หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 5
หมด เหน็ ภาพนมิ ติ สวยงาม มสี ภาวะภายในทีน่ ่าอศั จรรย์หลง่ั ไหลพรั่งพรู
ออกมาไม่ขาดสาย พร้อมท้ังรู้เห็นอะไรได้ทะลุปรุโปร่ง เหมือนกับรู้แจ้ง
เห็นจริงไปทุกอย่าง ถึงกับคิดไปว่าเราเองบรรลุเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว”
ตอนนัน้ เป็นปีแรกท่ีวดั หนองป่าพง ไม่มีอะไรให้ผมทำ� มากนกั ผมจึงตง้ั ใจ
ทำ� อะไรทกุ อยา่ งเหมอื นทเ่ี คยปฏบิ ตั ิ ตอนทอี่ ยจู่ งั หวดั หนองคาย เพอ่ื ใหบ้ รรลุ
สภาวะตา่ งๆ เหลา่ น้ี แตห่ ลงั จากเวลาผา่ นไปไดส้ กั ระยะ แมจ้ ะใชก้ าแฟเขม้ ๆ
หลายถว้ ยมาชว่ ย กไ็ มเ่ หน็ ผลอะไรขนึ้ มาอกี เลย ไมม่ ที ที า่ วา่ ผมจะไดส้ มั ผสั
กบั ความปตี เิ บกิ บาน สภาวธรรมขนั้ สงู นา่ อศั จรรย์ และความรเู้ หน็ ทป่ี รโุ ปรง่
สว่างไสว เหมือนที่ผมเคยท�ำได้ในปีแรกเลย ดังน้ัน หลังจากผ่านไป
หนงึ่ พรรษาที่วัดหนองป่าพง ผมจึงคดิ ว่า “ท่นี ค่ี งไม่เหมาะกับเรา ดทู ่าแล้ว
ต้องออกจากวัดไปดกี ว่า แล้วหาวธิ ีให้สภาวะทเ่ี คยเกดิ ทห่ี นองคาย เกดิ ซำ�้
ขน้ึ มาอีก” จากนน้ั ผมจึงกราบลาหลวงพ่อชา และไปพักอยู่บนเขา “ภูเพ็ก”
ทจี่ งั หวดั สกลนคร
ในทส่ี ดุ ผมกไ็ ปพกั ในจดุ ทร่ี ม่ รนื่ เปน็ สปั ปายะบนภเู พก็ แตอ่ ยา่ งไร
กต็ าม ทน่ี ่ัน ต้องออกไปบิณฑบาตตั้งแต่ก่อนเช้าตรู่ และต้องเดนิ ลงเขาไป
ซึ่งต้องอาศัยการปีนป่ายพอสมควร ต้องรอจนกว่าชาวบ้านจะนำ� อาหาร
มาใส่บาตร หลังจากนั้น ผมต้องปีนกลับขึ้นเขาตลอดทางไปยังท่ีพัก
แล้วฉนั อาหารให้เสร็จก่อนเทย่ี งวนั ซง่ึ มีความลำ� บากพอสมควร
ผมพกั อยกู่ บั พระไทยอกี รปู หนง่ึ ผมยอมรบั วา่ ทา่ นเปน็ พระทดี่ มี าก
ผมเองกค็ อ่ นขา้ งประทบั ใจในตวั ทา่ น แตพ่ อเราพกั อยดู่ ว้ ยกนั บนภเู ขาลกู น้ี

6 หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
ท่านกลับอยากให้ผมสอนภาษาองั กฤษให้ท่าน ผมโกรธท่านมาก จนแทบ
นึกอยากจะฆ่าท่านเลยล่ะในบางครง้ั
พ้ืนที่แถบนั้นอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ซง่ึ เป็นพื้นทท่ี ม่ี ผี ู้ก่อการร้ายคอมมวิ นิสต์อยู่เป็นจำ� นวนมาก บางครั้ง จะมี
เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ มาบินวนอยู่เหนือศีรษะเพื่อตรวจดูพวกเรา
คร้ังหน่ึง เจ้าหน้าที่ทางการถึงกับข้ึนภูเขามา น�ำตัวผมลงไปท่ีตัวจังหวัด
เพราะสงสยั ว่าผมเป็นสายลบั ของคอมมิวนิสต์หรอื เปล่า
อยู่ต่อมาผมเกิดล้มป่วยลงอย่างรุนแรง อาการหนักมากจน
ญาติโยมต้องพาผมลงจากภูเขา ทำ� ให้ผมต้องตดิ ค้างอยู่ทีก่ ระต๊อบ สภาพ
ทรดุ โทรมหลงั หนง่ึ ใต้หลังคาสงั กะสีข้างหนองนำ้� ในช่วงฤดรู ้อน ทม่ี พี วก
แมลงบนิ หง่ึ ตอมตามหตู ามรตู า่ งๆ ทง้ั อตั คดั เรอ่ื งการขบฉนั ผมเกอื บจะเอา
ชวี ติ ไม่รอด เมื่อมาย้อนนึกดแู ล้ว ผมเกอื บจะผ่านช่วงน้นั มาไม่ได้เลยล่ะ
แต่ว่า ในช่วงเวลาน้ันน่ันเอง ภายในกระต๊อบมุงสังกะสี ท่ีความ
เปลย่ี นแปลงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวปรากฏขนึ้ มาให้เห็น ตอนนัน้ ผมรู้สึก
หมดกำ� ลงั ใจ ทงั้ ยงั มอี าการปว่ ย สขุ ภาพกอ็ อ่ นแอ และหดหทู่ อ้ แทอ้ ยา่ งทส่ี ดุ
จติ ใจรอ้ นรมุ่ เหมอื นตกนรกทง้ั เปน็ เนอื่ งจากความรอ้ นอบอา้ ว และมอี าการ
กระสับกระส่าย ผมรู้สกึ เหมือนกำ� ลงั จะถูกเผาให้สุก และทุกข์ทรมานมาก

แล้วการเปล่ียนแปลงบางอย่างก็เกิดขึ้น ชั่วขณะนั้นนน่ั เอง ผม
ข่มจิตใจเอาไว้ ไม่ยอมยึดเข้ากับอารมณ์ฝ่ายลบพวกน้ัน และเร่ิมก�ำหนด

หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 7
อานาปานสติ อาศยั ลมหายใจเพอื่ ทำ� ใหจ้ ติ แนว่ แน่ แลว้ สภาวะอะไรหลายอยา่ ง
ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นมา สุขภาพผมก็ฟื้นตัวข้ึนมา
จนได้เวลาเข้าพรรษาถดั ไปพอดี ผมจงึ เดินทางกลับ ทงั้ ผมเองก็ได้สัญญา
กบั หลวงพ่อชาไว้ก่อนหน้าแล้วว่า ผมจะกลบั ไปจ�ำพรรษาทว่ี ดั หนองป่าพง
ผ้าจีวรของผมขาดวิ่น และเต็มไปด้วยรอยปะ สภาพของผมดูไม่ได้เลย
ทันทีท่ีหลวงพ่อชาเห็นผม ท่านถึงกับหัวเราะออกมาอย่างเต็มท่ี ผมเอง
กด็ ใี จมาก ที่ได้กลับไปหลังจากผ่านเร่ืองสารพดั มา
ผมได้เพียรพยายามปฏิบัตเิ รอื่ ยมา โดยส่ิงท่ีผมต้องการมาตลอด
ตอนนั้น เป็นแค่ความทรงจ�ำเกี่ยวกับประสบการณ์ความรู้เห็นภายใน
ท�ำให้ผมหลงลืมความรู้เห็นภายในที่ปรากฏอยู่จริงๆ ผมไปยึดติดอยู่กับ
ข้อวัตรปฏิบัติ ท่ีเป็นแนวทางแบบฤษีโยคี เหมือนเช่นท่ีเคยถือปฏิบัติ
ในปแี รก ซงึ่ เปน็ ชว่ งทกี่ ารบำ� เพญ็ เพยี ร แบบฤษโี ยคใี หผ้ ลดมี าก ในตอนนนั้
การขาดแคลนอาหาร และการปลีกตัวหลีกเร้นอยู่ผู้เดียว เหมือนจะช่วย
ส่งเสริมสนับสนุนให้ผมเกิดความรู้เห็นภายใน จนท�ำให้หลายปีต่อมา
ผมพยายามสร้างเงื่อนไขปัจจัยไปในทางที่จะท�ำให้เกิดความรู้เห็นภายใน
ทีว่ ิเศษอัศจรรย์เหล่าน้นั อีก
แต่ว่าสองสามปีต่อจากน้ัน เหมือนจะเป็นสองสามปีที่ผ่านไปโดย
เปล่าประโยชน์ ไม่เห็นมอี ะไรเกดิ ขึ้นเลย ผมพักอยู่บนภเู ขาแห่งนี้ 6 เดือน
กอ่ นทจ่ี ะกลบั ไปวดั หนองปา่ พง เพอื่ ตดั สนิ ใจอยตู่ อ่ และทำ� ตามความรเู้ หน็
ภายในท่ีเกิดกับผม หนึ่งในความรู้เห็นภายในของปีแรกน้ันก็คือ ผม

8 หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
ควรจะไปหาครูบาอาจารย์ และควรจะฝึกใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ข้อวัตรวินัย
ทคี่ รบู าอาจารยแ์ นะน�ำสง่ั สอนให้ ดงั นนั้ ผมจงึ ปฏบิ ตั ติ ามนน้ั ผมเกดิ ส�ำนกึ
ซาบซ้งึ ว่าหลวงพ่อชาเป็นครบู าอาจารย์ทป่ี ระเสรฐิ และมีมาตรฐานในเรอื่ ง
พระวนิ ัยทีถ่ กู ต้องเหมาะสม ผมจึงอาศยั อยู่กับท่าน ถึงความรู้เห็นภายใน
ทัง้ หลาย ทีเ่ คยเกิดกับผม จะเป็นสิง่ ที่ถูกต้อง แต่ผมก็ยงั ไปยึดตดิ อยู่กบั
สญั ญา (ความทรงจ�ำ) ในเร่ืองนนั้
คนเราจะยึดติดกับส่ิงที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ เช่น การอบรม
กรรมฐานแบบเก็บตัวปฏิบัติ และการเข้าอบรมกรรมฐานแบบหลักสูตร
ทสี่ ามารถควบคมุ จดั การอะไรตา่ งๆ ได้ และทกุ อยา่ งถกู จดั แจงไวเ้ รยี บรอ้ ย
บรรยากาศกเ็ งยี บสงบ เมอ่ื เปน็ แบบน้ี ถงึ แมว้ า่ เราจะเกดิ ความรเู้ หน็ ภายใน
ขึ้นมา แต่ตรงนั้น ก็จะไม่มีการสะท้อนภาวะตามจริงให้เห็นได้เสมอไป
เพราะผู้ปฏิบัตสิ รปุ เสียแล้วว่า การจะมีความรู้เหน็ ภายในขนึ้ มาได้ จำ� เป็น
ต้องอาศัยเง่อื นไขปัจจัยเหล่าน้ัน
ที่จริงแล้ว ความรู้เห็นภายในเป็นเร่ืองของการด�ำเนินชีวิต
ด้วยปัญญารู้เห็นอย่างแจ่มแจ้งมากกว่า ไม่ใช่แค่การมีความรู้เห็นข้ึนมา
เป็นครั้งคราว ซ่ึงยิ่งเราได้ตรึกตรองพิจารณา ไปในทางธรรมะได้มาก
เท่าใด ทุกสิง่ ทกุ อย่างจะปรากฏให้เรารู้เหน็ ได้อย่างชัดเจน เราจะมองเห็น
ชีวิตได้อย่างแท้จริงตามที่มันปรากฏแก่เรา เมื่อใดที่เราคิดว่า เราต้อง
ได้เงื่อนไขพิเศษเท่าน้ัน จึงจะเกิดความรู้เห็นที่ชัดเจน แล้วเราก็จะ
ไมต่ ระหนกั ถงึ ความจรงิ ในเรอื่ งนนั้ ในทส่ี ดุ เราจะสรา้ งความซบั ซอ้ นสบั สน
ให้กับการปฏบิ ัติของเราเอง

หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 9
ดังนั้น ผมจึงหันมาฝึกการปล่อยวาง คือ ไม่ไปเป็นห่วงกังวล
วา่ จะบรรลธุ รรมหรอื สำ� เรจ็ ผลอะไร ตงั้ ใจวา่ ใหป้ ระสบผลสำ� เรจ็ ไปทลี ะนอ้ ย
เท่าท่ีจะเป็นไปได้ ด้วยการฝึกให้มีความอดทนมากขึ้นทีละนิด ให้รู้จัก
ออ่ นนอ้ มถอ่ มตนมากขนึ้ ทลี ะนอ้ ย หดั เผอื่ แผม่ นี ้�ำใจใหม้ ากขน้ึ ผมตดั สนิ ใจ
ฝึกฝนไปตามแนวทางน้ี แทนที่จะด�ำเนินไปตามแนวทางเดิมของตน ที่
จ้องจะควบคุมและพลิกเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม โดยมีเจตนาตระเตรียมการ
ให้ตนเอง ด้วยความมุ่งหวงั ว่าจะได้บรรลุสภาวะอันสงู ส่ง ดๆู ไปแล้ว ก็
เห็นได้ชัดว่า การยดึ ติดในประสบการณ์ความรู้เห็นภายในนนั่ เอง เป็นตัว
ปัญหา ถึงความรู้เห็นท่ีได้ จะเป็นความรู้เห็นท่ีถูกต้องก็ตาม แต่ก็ยังมี
การยึดติดอยู่กับสัญญาในเรือ่ งน้ัน
ตัวความรู้เห็นภายในนั่นล่ะที่จะบอกออกมาเองว่า เราควรจะ
ปล่อยวางประสบการณ์ความรู้เหน็ ภายในเสยี ให้หมด ไม่ต้องไปยดึ ตดิ กบั
ความรู้เห็นภายในเหล่านั้น แค่พยายามปล่อยวางความรู้เหน็ ภายในทเ่ี รามี
ออกไป เพราะถ้าไม่เช่นน้ันแล้ว ความรู้เห็นท้ังหมดน้ัน ก็จะกลายเป็น
แค่สญั ญา และสัญญาทง้ั หลาย ก็จะกลบั มาปรุงแต่งใจ ถ้าหากเรายดึ ตดิ
ในสญั ญาเหล่านน้ั มันก็จะพาให้เราผิดหวงั
แต่ละช่ัวขณะ มันก็เป็นไปของมันอยู่อย่างนั้น เม่ือเรามาปฏิบัติ
อานาปานสติ ก�ำหนดลมหายใจเข้าหน่ึงครั้ง ณ ปัจจุบันขณะนี้ มันก็มี
สภาวะอยู่อย่างน้ี มันไม่เหมือนกับลมหายใจเข้าของเมื่อวานนี้ เราไม่ได้

10 หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
นกึ ถงึ ลมหายใจเขา้ ของเมอื่ วานนี้ และลมหายใจออกของเมอ่ื วานน้ี ในขณะ
ทีเ่ ราก�ำลงั หายใจอยู่ในขณะนี้ เราอยู่กับลมหายใจอันน้อี ย่างสมบรู ณ์ ตาม
สภาวะที่มันเป็น ขอให้จับหลักไว้แค่ตรงนี้ ความสามารถในการสอดส่อง
เหน็ ความจรงิ มฐี านอย่ทู ก่ี ารตง้ั หลกั สตขิ องเรา ไว้กบั สภาวะตามทเ่ี ปน็ จรงิ
ในขณะปัจจบุ นั ไม่ได้อยู่กบั แนวคิดเกย่ี วกับสิง่ ท่ีเราอยากจะบรรลุ แล้วก็
ด้นิ รนขวนขวายจะให้บรรลุ ณ ทีน่ แ่ี ละเดี๋ยวนี้ การดิน้ รนพยายามเพอื่ จะ
บรรลุสภาวะท่ีประเสริฐยอดเย่ียมของเมื่อวานนี้ ให้ได้ในขณะน้ี เดี๋ยวน้ี
ยอ่ มแสดงวา่ เราไมไ่ ดร้ ะลกึ รอู้ ยกู่ บั สภาวะตามทม่ี นั เปน็ อยใู่ นขณะน้ี แมแ้ ต่
อานาปานสตภิ าวนากเ็ ช่นกัน ถ้าหากเราเจรญิ อานาปานสติ ด้วยความหวงั
ว่าจะเหน็ ผล เหมอื นอยา่ งทที่ �ำได้เมอ่ื วานน้ี กย็ งิ่ เปน็ ไปไมไ่ ด้เลย ทจี่ ะท�ำให้
ผลน้ันเกดิ ขน้ึ มาอกี ครั้ง
ช่วงฤดูหนาวที่แล้ว ท่านวิปัสสี ปฏิบัติภาวนาอยู่ในห้องบูชา
พระ แล้วกม็ ใี ครบางคนทำ� เสียงค่อนข้างดงั รบกวนท่าน เมอื่ ได้คยุ กบั ท่าน
วปิ ัสสีเก่ยี วกบั เรอื่ งนี้ ทำ� ให้ผมรู้สึกอนโุ มทนา เพราะท่านเล่าว่า ทีแรกท่าน
กร็ ู้สึกร�ำคาญ แต่ต่อมาท่านกค็ ิดตกว่า เสยี งก็เป็นส่วนหนึง่ ของการภาวนา
เช่นกนั ดังนน้ั ท่านจงึ เปิดใจยอมรบั อะไรกต็ าม ทอี่ ยู่ภายในศาลาปฏบิ ตั ิ
ธรรม ไม่ว่าจะเป็นเสียง ความเงยี บ หรอื อะไรทัง้ หมด นล่ี ่ะคอื ตัวปัญญา
แตว่ า่ ถา้ เราสามารถท�ำใหเ้ สยี งหยดุ ได้ เชน่ เมอ่ื ลมพดั ประตกู ระแทก เราก็
เดินไปปิดประตูเสยี ถ้าหากมีอะไรท่ีเราบังคับจดั การได้ เราก็ไปจดั การเสีย
แต่ส่วนใหญ่แล้วในชีวิตของเรา เราไม่มีอำ� นาจจะไปบังคับบัญชา
อะไรได้ เราไม่มสี ทิ ธิ์ขอให้ทุกอย่างเงยี บสนทิ เพือ่ เห็นแก่การปฏบิ ัติภาวนา

หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 11
“ของเรา” หากเรารู้จกั ไตร่ตรองตามจริง เราจะไม่เอาแต่ใจ อยากให้มแี ต่
ความเงียบสนิทและสภาพแวดล้อมท่ีเป็นสัปปายะทุกอย่าง แต่เราจะมีใจ
เปิดกว้าง รับได้ทกุ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเสยี งหนวกหู ส่ิงรบกวน ความเงียบ
ความสุข ความฟุ้งซ่าน ความเจ็บปวด จิตจะรับได้ทุกสภาวะ ไม่มุ่งรับรู้
แต่สภาวะท่ีละเอียดประณีตอย่างหน่ึงอย่างใด และในเมื่อเรารู้จักปรับให้
สอดคล้องกับสภาวะ เราก็จะควบคุมจิตของเราไว้ได้
ตรงนี้เอง ที่ปัญญาเป็นสิ่งจ�ำเป็น เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่าง
แท้จริง เราจะก้าวหน้าได้ ต้องอาศัยปัญญา ไม่ใช่อาศัยความจงใจ การ
บงั คบั กะเกณฑ์ หรอื การจัดการเงือ่ นไขทางสภาพแวดล้อม ด้วยการก�ำจัด
สง่ิ ทเ่ี ราไมต่ อ้ งการ และพยายามตระเตรยี มตวั เอง เพอ่ื วา่ จะสามารถทำ� ตาม
ความอยากทจ่ี ะบรรลผุ ลส�ำเรจ็
ตณั หาเป็นสงิ่ ทเี่ ร้นลกึ สงั เกตยาก แตห่ ากเราร้ทู นั ว่า เจตนาของเรา
ทต่ี อ้ งการจะบรรลสุ ภาวะบางอยา่ ง กค็ อื ตวั ตณั หานนั่ เอง เรากจ็ ะปลอ่ ยวางได้
ถ้าเรานงั่ ปฏิบัติตรงนี้ ด้วยความอยากจะบรรลุฌานทหี่ น่งึ พอเราตระหนกั
ขน้ึ มาไดว้ า่ ตณั หานน้ั ตา่ งหากละ่ ทเ่ี ปน็ ตวั เขา้ มาขดั ขวางไมใ่ หบ้ รรลุ เรากจ็ ะ
ปลอ่ ยวางตณั หาได้ แตท่ ง้ั นม้ี ไิ ดห้ มายความวา่ เราจะไมย่ อมท�ำอานาปานสติ
เสียเลย เพียงแต่ต้องเปลีย่ นท่าทใี นการปฏบิ ัติ
ทเ่ี ราจะทำ� ไดใ้ นตอนนก้ี ค็ อื ขอใหเ้ จรญิ สตโิ ดยกำ� หนดลมหายใจเขา้
หน่ึงคร้ัง พวกเราแทบทุกคนทำ� กันได้อยู่แล้วล่ะ มนุษย์เราทุกคนมีกำ� ลัง

12 หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
สมาธเิ พยี งพอ ทจี่ ะกำ� หนดสมาธไิ ดต้ งั้ แตช่ ว่ งตน้ ลมหายใจเขา้ ไปจนถงึ ชว่ ง
ปลายลมหายใจเข้า แต่ถงึ ช่วงสมาธิของเรา จะมกี ำ� ลังอ่อนมาก จนกระท่งั
ไมส่ ามารถกำ� หนดสมาธิ ไปจนสดุ ระยะลมหายใจได้ กไ็ มเ่ หน็ จะเปน็ อะไรเลย
อย่างน้อย เรากอ็ าจจะกำ� หนดสมาธิ ไปจนถงึ กลางช่วงลมหายใจได้ ทำ� ได้
เท่านี้ยังดีกว่ายอมถอดใจ หรอื ไม่ยอมพยายามอะไรเลย เพราะอย่างน้อย
ทสี่ ดุ เรากก็ �ำหนดสมาธไิ ด้แล้วหนงึ่ วนิ าที และถอื ไดว้ า่ ตรงนเ้ี ป็นจดุ เรม่ิ ต้น
ในการฝกึ ก�ำหนดและส�ำรวมจติ ใหอ้ ยกู่ บั อารมณ์เดยี ว เชน่ ลมหายใจ จาก
นน้ั จึงฝึกยดื ระยะสมาธิออกไปอีก ให้ได้นานข้ึน แค่หน่ึงช่วงลมหายใจเข้า
ก็พอ ถ้ายงั ท�ำไม่ได้ ก็ให้ได้สกั ครึง่ ช่วงลมหายใจเข้าก็ได้ หรอื สักหนึ่งในส่ี
ของชว่ งลมหายใจเขา้ หรอื เทา่ ใดกไ็ ด้ อยา่ งนอ้ ย กถ็ อื วา่ เราไดเ้ รม่ิ ลงมอื แลว้
นอกจากน้ี เรายังต้องพยายามอบรมจติ ให้รู้จกั ยินดีพอใจ ทีส่ ามารถทำ� ได้
ขนาดนนั้ แทนทจี่ ะรสู้ กึ ตอ่ วา่ ตเิ ตยี นวา่ เราไมไ่ ดบ้ รรลฌุ านทห่ี นง่ึ หรอื ฌานทส่ี ี่

ถา้ การปฏบิ ตั สิ มาธภิ าวนา กลายเปน็ ภาระอกี เรอื่ งหนงึ่ ทเ่ี ราจำ� ตอ้ งทำ�
เราก็จะรู้สึกผิด หากท�ำไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ เม่ือเป็นแบบน้ี เราก็เร่ิม
จะกดดันตัวเอง โดยไม่ตระหนักรู้ว่าเราก�ำลังท�ำอะไรอยู่ ชีวิตก็จะมี
เรื่องให้ชวนหดหู่และท้อแท้ แต่ถ้าหากเราให้ความใส่ใจกับการใช้ชีวิต
ประจ�ำวัน ด้วยความสุขุมรอบคอบ เราจะเห็นว่าชีวิตประจ�ำวันมีส่วน
ท่ีน่ายินดีพอใจอยู่เป็นอันมาก ซ่ึงเราอาจจะสังเกตไม่เห็น หากเรามีเร่ือง
กดดันและหมกมุ่นกังวล เมื่อเราต้องท�ำอะไรออกไปด้วยความกดดัน
เราจะรู้สึกว่าเป็นภาระหนัก เป็นเร่ืองน่าเบื่อ และต้องฝืนยอมท�ำ
อย่างเสียไม่ได้ โดยที่ไม่มกี ะจิตกะใจและรู้สึกปฏเิ สธ

หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 13
แต่การได้มโี อกาสมาอยู่ในพืน้ ทแี่ ถบชนบท ซงึ่ มตี ้นไม้ มที ุ่งกว้าง
และมเี วลาไดป้ ลกี วเิ วกเขา้ กรรมฐานแบบน้ี ไดน้ งั่ ไดเ้ ดนิ ไมม่ อี ะไรมากมาย
ให้ทำ� หรือว่า การได้สวดมนต์ทำ� วัตรเช้า ทำ� วตั รเยน็ ก็สามารถนำ� ความ
ปลาบปลม้ื ยนิ ดมี าใหเ้ ราได้ ถา้ หากเรารจู้ กั เปดิ ใจรบั ญาตโิ ยมตา่ งน�ำขา้ วปลา
อาหารมาถวาย อาหารการขบฉันก็ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ต่างรูปต่างฉัน
อาหารกันด้วยความมีสติและสงบส�ำรวม แต่ถ้าหากเราท�ำอะไร แบบ
สักแต่ว่าท�ำและท�ำด้วยความรู้สึกบีบค้ันเก็บกด มันก็จะกลายเป็นเรื่อง
นา่ เบอื่ หนา่ ย หลายสงิ่ หลายอยา่ ง ทค่ี อ่ นขา้ งจะนา่ รนื่ รมยย์ นิ ดอี ยแู่ ลว้ กจ็ ะ
ไม่น่ายนิ ดีอีกต่อไป เราจะไม่สามารถรนื่ รมย์ยนิ ดกี ับส่ิงเหล่านนั้ ได้ ถ้าหาก
เราทำ� ออกมาดว้ ยความกดดนั ขาดความเอาใจใส่ และทำ� ไปดว้ ยความดน้ิ รน
ทะเยอทะยาน อารมณ์พวกนี้จะเป็นแรงผลัก ท่ีท�ำลายความน่าร่ืนรมย์
และความงดงามน่าอศั จรรย์ในชวี ิตของเรา
การรักษาความสนใจอยู่กับลมหายใจ ถือเป็นการพัฒนาสติ
ได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าหากว่า เราหลดุ ไปอยู่กับความคดิ หรือเผลอไปตาม
ความฟุ้งซ่าน ก็ไม่เห็นเป็นอะไร ไม่ต้องไปบีบคั้นตัวเอง อย่าทำ� ตัวแบบ
เจา้ นายจอมโหด หรอื ไปลงโทษตวั เอง และทำ� ตวั เองใหห้ มดสภาพ ขอใหช้ ช้ี อ่ ง
บอกทางให้กับตนเอง และฝึกฝนอบรมตน เพอื่ จะได้ก้าวต่อไปข้างหน้า ให้
แนะแนวทางใหก้ บั ตนเอง แทนทจ่ี ะไปบบี คน้ั และกดดนั ตวั เอง นพิ พาน คอื
การประจกั ษแ์ จง้ ความไมย่ ดึ มน่ั ถอื มนั่ ไดอ้ ยา่ งหมดจดลกึ ซง้ึ เราไมส่ ามารถ
บังคับตัวเราให้บรรลุนิพพานได้ ท�ำแบบนั้นไม่ใช่หนทางที่จะพาให้บรรลุ
นพิ พานไดอ้ ยา่ งแนน่ อน หนทางอยทู่ น่ี แี่ ละเดยี๋ วน้ี ถา้ เราใชว้ ธิ บี งั คบั ผลกั ดนั

14 หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
ให้ตนเองบรรลุนิพพาน เราจะย่ิงอยู่ห่างไกลพระนิพพาน หรือ เลยข้าม
พระนพิ พานไป
บางคร้ัง กเ็ ป็นเรอ่ื งทห่ี นกั หนาสาหัสเอาการ ในการท่ีจะเผาผลาญ
ท�ำลายความยึดมั่นถือม่ันในจิตใจของเราให้หมดสิ้นไป การประพฤติ
พรหมจรรย์ เปน็ การทำ� ลายแบบถอนรากถอนโคน และเผาผลาญตวั ตนและ
อวิชชาให้พินาศส้ินสูญ ความบริสุทธ์ิท่ีเกิดจากการท�ำลาย เปรียบเสมือน
เพชร ที่ผ่านการเผาในเปลวเพลิง แล้วท�ำให้ได้เพชร ท่ีมีเนื้องามบริสุทธิ์
เช่นเดียวกบั การด�ำเนนิ ชวี ิตของเรา ณ ที่นี้ จำ� ต้องอาศัยความมุ่งม่นั ต้ังใจ
ทจ่ี ะเผาทำ� ลายความเหน็ ผดิ วา่ เปน็ ตวั ตน ตณั หาทฐิ ิ ความฟงุ้ ซา่ น และความ
โลภ ทง้ั หลายทัง้ ปวงใหห้ มดส้นิ จนถงึ ขนั้ ทไี่ มม่ อี ะไรหลงเหลอื อยู่นอกจาก
ความบรสิ ทุ ธห์ิ มดจดเทา่ นน้ั จากนน้ั ไป เมอ่ื เหลอื เพยี งความบรสิ ทุ ธิ์ กไ็ มม่ ี
ผู้ใด ไม่มสี ิง่ ใด มีแต่สิง่ ที่เป็นอยู่อย่างน้ัน มีแต่ความเป็นเช่นนัน้ เอง
และความเป็นเช่นนั้นก็ต้องปล่อยวางด้วย เส้นทางดำ� เนนิ ไป ก็จะ
เปน็ เพยี งการด�ำรงอยอู่ ยา่ งเรยี บงา่ ย ณ ทนี่ แี่ ละเดย๋ี วน้ี เปน็ การด�ำรงอยกู่ บั
สภาวะทั้งหลายตามทเ่ี ป็นจริง มากย่ิงขึน้ เรอ่ื ยๆ ไม่มีทไี่ หนให้ต้องไป ไม่มี
ส่ิงใดให้ต้องท�ำ ไม่มีอะไรให้ต้องเป็น ไม่มีอะไรให้ต้องกำ� จัด เพราะว่า
เมอ่ื ชำ� ระสะสางหมดแล้ว กไ็ ม่มอี วชิ ชาหลงเหลอื อยู่ มีเพียงความบริสุทธิ์
ความแจ่มแจ้ง และปัญญารู้เท่าทนั

อาการของใจ*

บางครั้งผู้ปฏิบัติก็เอาจริงเอาจังกับการ
ปฏิบัติภาวนาเกินไป เน่ืองจากไปเล็งผลเลิศว่า
ต้องควบคุมจิตใจให้ได้ และต้องขับไล่สภาวะ
ทางอารมณ์ ซึ่งไม่เป็นท่ีต้องการออกไปให้ได้
การปฏิบัติภาวนาเลยกลายเป็นเรื่องให้ต้องกลุ้ม
กังวล การฝึกสมาธิกลายเป็นส่ิงท่ีจ�ำต้องฝืนท�ำ
ท่าทีแบบโลกๆ ลักษณะนี้ มักจะเข้าไปมีผล
ต่อเร่อื งอะไรกไ็ ด้ท่เี ราทำ� อยู่

*แปลจากเรอื่ ง Consciousness and อยา่ มองการปฏบิ ตั ภิ าวนาวา่ เปน็ สงิ่ พสิ จู น์
sensitivity หนงั สอื The way it is ตัดสินคุณค่าความเป็นคนของเรา แต่ให้มองว่า
เป็นการได้โอกาส ได้จังหวะที่จะมีสติเฝ้าดู
ธรรมบรรยาย ท่ีพุทธสมาคม ตัวเอง ทจี่ ะได้อยู่อย่างเรยี บง่าย กบั ตัวเองและ
ย่านวิคตอเรีย กลางกรงุ ลอนดอน กบั อารมณห์ รอื สภาวะอะไรกต็ าม ทป่ี รากฏแกเ่ รา
ในขณะนี้ ขอให้เรยี นร้ทู จ่ี ะอย่กู บั สภาวะตามเป็น
เดอื นกนั ยายน พ.ศ. 2532

16 หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
จรงิ ของเรา ด้วยความสงบสบาย แทนที่จะพยายามเป็นอะไร หรอื พยายาม
บรรลผุ ลส�ำเร็จตามทเ่ี ราอยากจะได้ แบบอย่างวธิ คี ิดท้งั หมดนนั้ ยงั ถือว่า
มีรากฐานอยู่บนความหลงผดิ
อาตมายังจ�ำได้ เม่อื ตอนทเ่ี รม่ิ ฝึกสมาธิภาวนาทีป่ ระเทศไทย นสิ ยั
ทะเยอทะยานและดึงดันของอาตมา ก็เริ่มเข้ามาออกลวดลาย แนวทาง
ทอี่ าตมาใชด้ �ำเนนิ ชวี ติ เขา้ มามบี ทบาทตอ่ วธิ กี ารทอ่ี าตมาใชฝ้ กึ สมาธภิ าวนา
ด้วย เมื่อทราบเช่นนน้ั อาตมาจึงเริ่มเฝ้าสังเกตดูอาการนน้ั เริ่มต้นที่จะ
ปล่อยวางเรื่องทั้งหลายออกไป แล้วก็ต้องยอมรับแม้กระทั่งแนวโน้มนิสัย
เช่นว่านน้ั ด้วย พร้อมทั้งสนใจดูสภาวะของมันตามความเป็นจริง ย่ิงเรา
ปลงใจต่อสภาวะตามที่เป็นจริงน้ีได้เท่าใด เราก็จะย่ิงเข้าใจธรรมะ ซ่ึงเป็น
หนทางแห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์ได้มากยิง่ ข้ึนเท่านน้ั
ใหโ้ ยมลองสงั เกตดนู ะวา่ เรอื่ งตา่ งๆ มผี ลต่อจติ ใจของโยมอยา่ งไร
บ้าง ถ้าโยมเพิ่งเลิกงานหรือเพ่ิงออกจากบ้านมา ก็ตั้งใจดูว่าเรื่องงานเร่ือง
บ้าน ส่งผลอะไรต่อจิตใจของโยมบ้าง ไม่ใช่ให้ไปต�ำหนิอะไรนะ เราไม่ได้
มาที่นกี่ ันเพ่ือหาเรื่องต�ำหนจิ ับผิด หรือคิดไปในท�ำนองว่า ...อุตส่าห์มาถึง
ทนี่ ีแ่ ล้ว จติ ใจของเรา กย็ ังไม่ยอมสงบ ไม่บริสุทธิ์ ยงั ไม่นงิ่ อีก แสดงว่างาน
ยงั มอี ะไรทข่ี าดตกบกพรอ่ งอย.ู่ .. เพยี งแตใ่ หต้ งั้ ขอ้ สงั เกตการด�ำเนนิ ธรุ ะหนา้ ท่ี
ในชวี ติ เชน่ การทไี่ ดค้ ยุ กบั ผคู้ น ตอ้ งรบั โทรศพั ท์ ตอ้ งพมิ พง์ าน ตอ้ งเดนิ ทาง
ฝ่ากรุงลอนดอนในช่ัวโมงเร่งด่วน บางคร้ัง ก็ต้องท�ำงานร่วมกับคนที่เรา

หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 17
ไม่ชอบ ต้องทำ� งานในสถานการณ์ท่ยี ุ่งยาก สร้างความน่าหงุดหงิดรำ� คาญ
ให้เราสงั เกตดเู ท่านนั้ ไม่ใช่ให้ไปตำ� หนติ เิ ตียน เพียงแต่ให้ยอมรบั ว่า เรื่อง
เหล่านม้ี ีผลกระทบต่อตวั เราจรงิ ๆ
ขอให้ตระหนักว่า สิ่งน้ีคือประสบการณ์แห่งการรับรู้ และการ
สะท้อนความรู้สึกออกมาจากการรับรู้ อันเป็นเนื้อหาใจความของสิ่งมีชีวิต
ทีเ่ กิดมาเป็นมนษุ ย์ เมื่อเราเกดิ ขึน้ มาแล้ว กต็ ้องด�ำเนนิ ชีวิตต่อไป ในฐานะ
ของสิ่งมีชีวิตท่ีรับรู้อะไรได้ มีรูปแบบชีวิตท่ีตอบสนองทางอารมณ์ได้อย่าง
ว่องไว เพราะฉะนนั้ สิ่งทีอ่ อกมาจากโลกแห่งวตั ถุวสิ ัย* ที่เข้ามากระทบเรา
ที่เข้ามาสัมผัสเรา ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อเรา มันเป็นธรรมดาของมัน
เช่นนนั้ เอง ไม่มีอะไรผดิ ปกตเิ ลย แต่ชวี ติ มนุษย์ที่ประกอบด้วยอวชิ ชา ได้
ถอื เอาส่ิงทั้งปวงโดยความเป็นตัวตน ดงั นนั้ เราจึงจ้องจะตัง้ แง่ให้ทุกอย่าง
เป็นเร่ืองตัวตนอยู่ท่าเดียว เช่น “เราไม่น่าหว่ันไหวกับเร่ืองต่างๆ ท่ีเข้ามา
กระทบเลย เราไม่ควรจะมีอารมณ์โกรธ ขุ่นเคอื ง หรือมีความโลภ ไม่ควร
จะหงุดหงดิ และท้อแท้ ไม่ควรทจี่ ะรษิ ยา หงึ หวง กลัว หรอื วติ กกังวล เรา
ไมน่ า่ จะรสู้ กึ อะไรอยา่ งนเ้ี ลย ถา้ เรามสี ขุ ภาพปกติ พลานามยั ดี เรากค็ งไมต่ อ้ ง
ประสบปัญหาอะไรแบบนี้ ถ้าหากเราเหมือนชาวบ้านเขา เป็นคนสมบูรณ์
แข็งแรง เราก็คงจะไม่หว่ันไหวอะไรง่ายๆ เหมือนพวกแรด ท่ีมีหนงั หนา
ห่อหุ้มตวั อะไรทะลผุ ่านเข้าไปไม่ได้”

* โลกซ่งึ ประกอบด้วยส่งิ ต่างๆ ท่ีเราเข้าไปรับรู้ – ผู้แปล

18 หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
จงึ ใหต้ ระหนกั วา่ ในฐานะทเี่ ปน็ มนษุ ย์ เรามรี ปู แบบชวี ติ ทเ่ี กดิ ความ
รู้สึกตอบสนองได้ง่ายมาก เราไม่ได้มีอะไรผิดปกติหรอก มันเป็นของมัน
อยอู่ ยา่ งนน้ั ชวี ติ กเ็ ปน็ แบบนล้ี ะ่ เราด�ำรงชวี ติ อยใู่ นสงั คมทม่ี วี ถิ ที างของมนั
แบบนน้ั ไม่ว่าจะอาศัยอยู่กลางกรุงลอนดอน หรือเขตชานเมือง หรือว่า
ท่ีไหนๆ ก็ต้องมีเร่ืองให้เราเสียเวลาบ่น เพราะมันไม่สมบูรณ์แบบ มีเรื่อง
อะไรต่อมิอะไรมากมายท่ีน่าหงุดหงิดร�ำคาญในชีวิตของเรา แต่การที่มี
ความรู้สกึ ตอบสนองต่ออะไรได้ง่าย กเ็ ป็นอย่างน้ลี ่ะ ความรู้สึกตอบสนอง
ตอ่ สง่ิ กระทบ มนี ยั ยะอยอู่ ยา่ งนน้ั เอง คอื เมอื่ มอี ะไรเกดิ ขน้ึ ไมว่ า่ จะนา่ ยนิ ดี
หรือไม่น่ายินดี น่าเพลิดเพลิน เจ็บปวด สวยงาม หรือน่ารังเกียจ เราก็
จะเกิดความรู้สกึ ต่ออารมณ์พวกนนั้

ดงั นน้ั แลว้ จงึ มอี ยหู่ นทางเดยี วทจ่ี ะพาเราออกไปจากความทกุ ข์ คอื
โดยอาศัยการเจริญสติ เมื่อเรามสี ติรู้เห็นได้อย่างแท้จรงิ ว่าไม่มีตัวตน เราก็
จะไมร่ บั เอาประสบการณใ์ นชวี ติ ผา่ นความสำ� คญั ผดิ วา่ มสี ตั วบ์ คุ คล เราอาจ
จะหาทางทำ� ตวั เองไมใ่ หร้ บั รกู้ บั อะไรไดก้ จ็ รงิ เชน่ อาจจะปดิ ตาลง ใสท่ อ่ี ดุ หู
เข้าไปในหู แล้วพยายามไม่รู้สึกรู้สากับอะไรทงั้ นน้ั ปิดกั้นทกุ อย่างออกไป
สภาวะของสมาธิบางอย่าง ก็มีลักษณะอย่างนั้นเหมือนกัน คือตัดขาด
จากการรบั รู้ทางประสาทสัมผัส และถ้าเราอยู่ในสภาวะเช่นนนั้ ได้ระยะหนงึ่
เราจะรู้สึกสงบมากเพราะไม่มีอะไรมากวนใจเราได้ในช่วงนน้ั ไม่มีอารมณ์
รบกวนทเ่ี ป็นเร่ืองรนุ แรง ยวั่ ยวน ชวนต่ืนเต้น หรือทำ� ให้หดหู่ท้อแท้

หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 19
      เพยี งแต่ว่า ถ้าหากเรามสี ติ เราก็จะหยั่งถงึ ความบรสิ ทุ ธิแ์ ห่งใจของ
เรา ซึง่ เป็นสิ่งประเสริฐสุด ธรรมชาตทิ ่แี ท้จริงของเรา มคี วามประเสรฐิ สงบ
และผ่องใส แต่กน็ นั่ แหละ หากเรายงั มที ศั นะท่ีผิดอยู่เก่ียวกบั เรอ่ื งนี้ เราก็
จะไปคดิ เสยี แต่ว่า “เราต้องอยู่ในสภาวะที่ไม่รับรู้อารมณ์อะไรท้งั นน้ั ให้ได้
ตลอดเวลา ลอนดอนก็อยู่ไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่พุทธสมาคมแห่งนี้ก็มี
เสียงดงั รบกวนเกินไป”

ถ้าหากความสงบสุขและความราบรื่นของเรา ขึ้นอยู่กับเง่ือนไข
ปัจจัยที่แน่นอนตายตัวแล้ว เราก็จะรู้สึกยึดมั่นอย่างเหนียวแน่น ต้องตก
ไปเป็นทาส เราจะอยากบังคับควบคุมสถานการณ์ แล้วเราก็ย่ิงจะผิดหวัง
มากขนึ้ ไปอกี หากมอี ะไรมาขดั จงั หวะ และกา้ วกา่ ยความสงบของเรา เราจะ
คดิ ไปในท�ำนองว่า “เห็นทตี ้องหาทส่ี กั แห่งแล้วล่ะ เป็นถำ�้ กเ็ ข้าท่านะ หรอื ว่า
เราต้องหาตู้เก็บอารมณ์* มาไว้ใช้ส่วนตวั และหาบรรยากาศท่ีเป็นสปั ปายะ
ทุกอย่าง เราต้องจัดการเงื่อนไขต่างๆ ท่ีท�ำให้เราควบคุมอะไรได้ดังใจนกึ
เพ่ือให้เราเข้าถงึ ความสุขสงบลกึ ซ้ึง ท่เี กดิ จากความบริสุทธข์ิ องใจได้” แต่
ถงึ กระนนั้ กต็ าม เราจะเหน็ ไดว้ า่ มนั กย็ งั ยนื พนื้ อยบู่ นฐานคอื ตณั หา ใชไ่ หม?
ยังเป็นความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องอยู่กับตัวตน เป็นความปรารถนาจะสัมผัส
ประสบการณแ์ บบนนั้ เพราะเราจำ� ประสบการณน์ น้ั ได้ เราชอบใจ เลยอยาก
จะสัมผสั ประสบการณ์แบบนน้ั อกี คร้งั

* ตเู้ กบ็ อารมณ์ แปลจากคำ� ในภาษาองั กฤษคอื Sensory deprivation tank หรอื เรยี กอกี ชอื่ หนง่ึ วา่ Floatation
tank หรอื   Isolation tank ซึ่งเป็นอปุ กรณ์ทชี่ าวตะวันตกน�ำมาประยกุ ต์ใช้ประโยชน์เวลาทต่ี ้องการให้จติ ใจ
สงบผ่อนคลาย  หรอื ทางการแพทย์ใช้รักษาอาการทางจิต เช่น โรคเครียด อาการนอนไม่หลบั เป็นต้น Sensory
deprivation tank มีลักษณะเป็นตู้ คล้ายแคป็ ซูลในหนงั อวกาศ ภายในตู้จะมีการควบคุมอุณหภูมิ เก็บเสียง
และใส่น้ำ� เกลือไว้ในนน้ั ผู้ใช้จะเข้าไปนอนแช่ลอยอยู่บนน้�ำเกลอื ภายในตู้ - ผู้แปล

20 หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
คร้ังหนงึ่ ในระหว่างช่วงเข้าอบรมกรรมฐาน อาตมาได้ยินเสียง
ของผปู้ ฏบิ ตั ทิ มี่ อี าการกลนื นำ�้ ลายบอ่ ยๆ อาตมานงั่ อยใู่ กลแ้ ถวนนั้ พอดี และ
ได้ยินเขากลนื น�้ำลาย “เอื๊อก... เออื๊ ก...” เสยี งก็ไม่ได้ดังอะไรนกั หนาหรอก
นะ แต่หากยังยึดติดกับบรรยากาศท่เี งยี บสงัด เสียงกลนื เพยี งแค่นก้ี ท็ ำ� ให้
หงุดหงิดได้แล้ว ดังน้ัน อาตมาจึงรู้สึกร�ำคาญ จนอยากจะโยนคนน้ัน
ออกไปจากศาลาปฏบิ ตั ธิ รรมเลยทเี ดยี ว แตพ่ อไดพ้ จิ ารณาดแู ลว้ อาตมากร็ วู้ า่
ปัญหาอยู่ทต่ี วั อาตมาเอง ไม่ใช่ผู้ปฏบิ ตั คิ นนน้ั
การมสี ตแิ ละความเขา้ ใจในธรรมะเทา่ นนั้ ทจี่ ะชว่ ยใหเ้ รารจู้ กั ปรบั ตวั
และยอมรับสภาพชีวิต หรือประสบการณ์ในชีวิตได้ทั้งหมด โดยไม่ต้อง
ไปบงการกะเกณฑ์อะไร เมอ่ื มสี ตริ ู้ตัว เราจะไม่ไปยดึ ตดิ อยู่กับเร่อื งจกุ จกิ
หยมุ หยมิ สารพดั ทเ่ี ราชนื่ ชอบ แลว้ กต็ อ้ งหวาดหวน่ั พรนั่ พรงึ ตอ่ โอกาสเสยี่ ง
ท่จี ะต้องวบิ ตั ิพลัดพรากจากสงิ่ เหล่านนั้ การบำ� เพ็ญสมาธิที่ถูกต้องตรงทาง
จะช่วยให้เราอาจหาญและรู้จักปรับสภาพ รู้จักผ่อนปรนกับชีวิต และกับ
ทุกเรื่องทเี่ ข้ามาพัวพัน
เราควบคุมอะไรไม่ได้มากนกั อยู่แล้ว ใช่ไหม? ไม่ได้มากเท่าท่ีเรา
อยากจะท�ำได้ เพอื่ ควบคมุ ชวี ติ ของเรา เรารู้ดอี ยู่แล้วว่า เราควบคมุ อะไร
ไม่ได้มากมายเลยจรงิ ๆ หลายเร่ืองก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราอย่าง
สิ้นเชงิ เรื่องท้งั หลายก็ดำ� เนนิ ของมนั ไป และพระแม่ธรรมชาติ กม็ ีวถิ ีทาง
ของท่านทจี่ ะแสดงให้เราเหน็ ว่า ท่านจะไม่คล้อยตามความประสงค์ของเรา
เปน็ แน่ แลว้ ไหนจะเรอื่ งคา่ นยิ มตามสมยั ทง้ั หลาย การปฏริ ปู ระบบ สภาวการณ์

หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 21
ท่ีเปล่ียนแปลง เรื่องปัญหาประชากร เร่ืองของเคร่ืองบิน โทรทัศน์
เทคโนโลยี และเรอื่ งมลภาวะ เราไปบงั คบั หรอื ท�ำอะไรไดบ้ า้ ง เพอ่ื ทเี่ ราจะได้
ไมไ่ ดร้ บั ผลกระทบจากเรอื่ งพวกนน้ั หรอื เลอื กรบั ผลเฉพาะในสว่ นทเ่ี ราชน่ื ชอบ
หากเรามวั แต่ใช้ชีวิตของเราไปในการดิ้นรนขวนขวาย เพ่ือควบคมุ
บญั ชาทุกสิ่งทุกอย่าง กร็ งั แต่จะเพิ่มความทุกข์ข้นึ มาเท่านนั้ เอง ถึงแม้ว่าเรา
จะแค่กะเกณฑค์ วบคมุ สงิ่ ตา่ งๆ เพยี งเลก็ นอ้ ย เพอื่ ใหไ้ ดใ้ นสงิ่ ทเี่ ราตอ้ งการ
ก็ตาม เร่ืองมันก็ยังคงจะเป็น เหมือนอย่างอาตมากับคนท่ีนงั่ กลืนน�้ำลาย
ในศาลาปฏิบตั ิธรรม คอื เราก็คงต้องจ้องจะโกรธ เมอ่ื เพอ่ื นบ้านเปิดวิทยุ
เสยี งดงั เกินไป เมอื่ เครื่องบินบินตำ่� เกินไป หรอื เมือ่ มีรถดบั เพลิงวิง่ ผ่าน
ถงึ ตอนน้ี มสี ิ่งหนง่ึ ท่เี ราต้องตระหนกั กค็ อื เม่อื เรามีร่างกาย เราก็
ตอ้ งอาศยั อยกู่ บั รา่ งกายนไ้ี ปจนตลอดชวี ติ และรา่ งกายกม็ คี ณุ สมบตั ทิ รี่ บั รู้
อะไรไดแ้ ละมคี วามรสู้ กึ ตอบสนองได้ มนั เปน็ ของมนั เชน่ นเ้ี อง เปน็ ความหมาย
ของชีวิตท่ีเกิดขึ้นมา พอร่างกายเกิดขึ้นแล้ว ต่อไปก็เริ่มแก่ตัว จากนนั้
ก็เข้าสู่วัยชรา และต่อด้วยความเจ็บป่วย เกดิ โรคภัย สง่ิ นเี้ ป็นส่วนหนงึ่ ของ
ประสบการณ์ความเป็นมนษุ ย์ของเรา และท้ายท่สี ุดก็ต้องพบกบั ความตาย
เราจงึ ตอ้ งยอมรบั ความตาย และยอมรบั วา่ ตอ้ งพลดั พรากจากบคุ คลอนั เปน็
ที่รักท้ังหลาย สิ่งนตี้ ้องเกิดกับพวกเราทุกคน พวกเราท้ังหมดจะต้องเห็น
พ่อแม่ของเราเสียชวี ิต หรืออาจจะเห็นลูกของเราเอง คู่ครองของเรา เพอ่ื น
หรอื บคุ คลอนั เปน็ ทร่ี กั ของเราเสยี ชวี ติ ประสบการณข์ องมนษุ ยท์ ต่ี า่ งมเี สมอ
เหมอื นกนั กค็ ือ ประสบการณ์แห่งการพลัดพรากจากผู้ทเี่ ป็นทรี่ ัก

22 หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
เมอ่ื รจู้ กั ความเปน็ ของธรรมดาเชน่ นน้ั เอง เราจะพบวา่ เราจะสามารถ
ยอมรับความจริงของชวี ิตได้มากขน้ึ และจะไม่รู้สกึ เศร้าโศกหรอื สับสนกบั
สง่ิ ทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ กบั ชวี ติ เมอื่ เรามคี วามเขา้ ใจชวี ติ และมองเหน็ ชวี ติ ในแนวทาง
ทถ่ี กู ตอ้ ง เราจะไมส่ รา้ งทศั นะทผ่ี ดิ เกย่ี วกบั ชวี ติ ไมป่ รงุ แตง่ ความหวาดกลวั
ความต้องการ ความขมขน่ื ความขุ่นเคอื ง และการวิพากษ์วจิ ารณ์จับผิด
เข้ามาใสช่ วี ติ เราจะมศี กั ยภาพในการยอมรบั สงิ่ ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ กบั ชวี ติ ของเรา
ในฐานะทเ่ี ปน็ ปจั เจกบคุ คล ถงึ แมว้ า่ เราจะเกดิ อารมณต์ อบสนองไดง้ า่ ยดาย
เป็นอย่างย่งิ แต่เรากย็ งั เป็นส่งิ มีชีวติ ในจักรวาลที่แข็งแกร่งได้ด้วยเช่นกัน
เราลองพิจารณาดูสถานที่ท่ีมนุษย์เราใช้เป็นแหล่งด�ำรงชีวิต เช่น
ชาวเผ่าเอสกิโม ในตอนเหนือของทวีปอาร์กติก และประชาชนที่อาศัยอยู่
ตามทะเลทราย สถานท่ีท่ีไม่น่าย่างกรายเข้าไปในโลกนท้ี ้ังหมด ล้วนแต่มี
การต้ังถนิ่ ฐานของมนษุ ย์กันอยู่เป็นปกติ เมอ่ื อยู่ในภาวะจำ� ยอม มนุษย์เรา
เอาชีวิตรอดได้ทงั้ นนั้ ไม่ว่าในทไ่ี หนๆ
ความเข้าใจธรรมะยังช่วยให้เรามีท่าทที ี่ไม่หวาดหวั่นอีกด้วย เรา
จะเรมิ่ ประจกั ษว์ า่ เราสามารถยอมรบั อะไรกไ็ ดท้ เี่ กดิ ขน้ึ ไมม่ อี ะไรเลยใหต้ อ้ ง
หวั่นเกรง เมื่อเป็นเช่นนน้ั เราก็จะสามารถปล่อยวางชีวิต แต่เราก็ยังคง
ด�ำเนนิ ชวี ติ ต่อไป แต่ไม่ได้คาดหวงั อะไรจากชีวิต และไม่พยายามไปบังคับ
ควบคมุ อะไร เราจะมีปัญญา มีสติ มีศกั ยภาพในการปรับตวั ไปตามกระแส
แทนท่จี ะโดนลากดงึ ไปตามคลน่ื แห่งชวี ิตท่ีขน้ึ ๆ ลงๆ

หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 23
ขอให้เรียนรู้ท่ีจะใช้เวลาอยู่เงียบๆ แล้วคอยรับฟังตนเอง โดย
อาศัยลมหายใจและร่างกาย ตามจังหวะอันเป็นธรรมชาติของการหายใจ
และสภาวะอาการทร่ี า่ งกายรสู้ กึ อย่ใู นปัจจบุ นั จงใสใ่ จสงั เกตอย่กู บั ร่างกาย
เนื่องจากร่างกายเป็นสภาวะในธรรมชาติ ร่างกายไม่ใช่เราอย่างแท้จริง
ลมหายใจก็ไม่ใช่ “ของเรา” อกี ต่อไป ไม่ใช่สิ่งทเ่ี ป็นบุคคล เรายงั คงหายใจ
ถึงแม้เราจะเป็นบ้า หรือเจ็บป่วยก็ตาม และในขณะที่เรานอนหลับเราก็
ยงั คงหายใจ รา่ งกายเปน็ ผหู้ ายใจ และรา่ งกายหายใจตง้ั แตเ่ กดิ ไปจนวนั ตาย
ดงั นนั้ ลมหายใจจงึ เปน็ สง่ิ ทเ่ี ราใชเ้ ปน็ อารมณส์ �ำหรบั กำ� หนดดู หรอื ใหค้ วาม
สนใจ หากเราคดิ มากเกินไป ความคิดก็จะยุ่งเหยงิ และซบั ซ้อน แต่เมอื่ เรา
หันมาใส่ใจอยู่แต่กับลมหายใจตามปกติของร่างกายในปัจจุบันขณะได้
ในขณะนนั้ เราไมต่ อ้ งคดิ อะไรเลยกไ็ ด้ แตจ่ ะตน่ื รอู้ ยกู่ บั จงั หวะลลี าตามธรรมชาติ

ถึงอย่างนน้ั ก็ตาม เราอาจจะสร้างปัญหาขึ้นมาอีกก็ได้ โดยคิดว่า
“แยจ่ งั ...กำ� หนดจติ อยกู่ บั ลมหายใจไมไ่ ดเ้ ลย....” อยา่ งนเ้ี ปน็ ตน้ กเ็ ลยเปน็ เหตุ
ให้เกิดความรู้สกึ เป็น “ตัวฉนั ” ข้ึนมา ซง่ึ พยายามจะมีสตอิ ยู่กับลมหายใจ
ของฉนั แตต่ ามความจรงิ แลว้ ในชวั่ ขณะทเี่ ราอยกู่ บั ลมหายใจไดอ้ ยา่ งพอดบิ
พอดี จะไม่มีความรู้สึกมีตัวตนข้ึนมา ตัวตนของเราจะผุดข้ึนมาในขณะ
ท่ีเราเร่ิมคิด หากเราไม่คิดก็ไม่มีตัวตน และหากเรามสี ตริ ู้สึกตัว ความคดิ
ก็จะไม่ผุดออกมาจากความเห็นผิดๆ ว่า “เราเป็นตัวตน” เมื่อเป็นดังนน้ั
ความคิดก็จะเป็นเคร่ืองมือในการตรึกตรองพิจารณา หรือดึงความสนใจ
ไวก้ บั ธรรมะ แทนทจี่ ะไปกอ่ ปัญหา คดิ จบั ผดิ และวติ กกงั วล เกยี่ วกบั เรอื่ ง
ของตวั เองและเพ่อื นมนุษย์ด้วยกัน

24 หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
ลองพิจารณาดูก็ได้ เวลาท่ีเราโกรธเราต้องคิดใช่ไหม? ถ้าหากเรา
เลกิ คดิ ความโกรธกห็ ายไป การทจ่ี ะโกรธได้ เราตอ้ งคดิ เชน่ “มนั พดู อยา่ งนน้ั
กับฉนั ได้ยงั ไง... มนั กล้าดยี งั ไง น่ารงั เกียจจริงๆ” แต่ถ้าหากเราได้หยุดคดิ
โดยอาศยั ลมหายใจเป็นตัวช่วย ในทส่ี ุดแล้ว ความรู้สึกทางกายทมี่ าพร้อม
กับความโกรธ ก็จะค่อยจางหายไป แล้วความโกรธก็จะหายไป ดังนนั้
ถ้าหากเรารู้สึกโกรธ แค่ให้พิจารณาดูว่ามันรู้สึกเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับ
ดูความรู้สึกทางกาย ความรู้สึกโกรธก็เหมือนๆ กันกับอารมณ์อย่างอื่น
นน่ั เอง ขอให้ไตร่ตรองและพิจารณาดูอารมณ์ทเ่ี รารู้สึกอยู่ ให้ปฏิบตั ไิ ปกับ
อารมณ์ แต่ไม่ใชใ่ ห้วเิ คราะห์ หรอื วพิ ากษ์วจิ ารณ์ แตใ่ ห้พจิ ารณาอย่างเดยี ว
ว่าอารมณ์นนั้ มอี าการเป็นอย่างไร
บางครงั้ คนกพ็ ดู กันว่า “รู้สึกสบั สนมากเวลาท่ปี ฏิบัติสมาธิ จะท�ำ
อยา่ งไรดนี ะ จงึ จะไลค่ วามสบั สนออกไปได?้ ” การอยากจะกำ� จดั ความสบั สน
นนั่ ละ่ ทเ่ี ปน็ ตวั ปญั หา พอรสู้ กึ สบั สนแลว้ กไ็ มอ่ ยากจะมคี วามสบั สน นนั่ ละ่
ยง่ิ สรา้ งความสบั สนใหม้ ากยง่ิ ขน้ึ ไปอกี แลว้ ความสบั สนแสดงอาการอยา่ งไร?
เมอื่ เกิดความรู้สึกที่เข้มข้น กระตุ้นอารมณ์ได้มาก เรากจ็ ะสังเกต
เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ส่วนอารมณ์ท่ีเรามักไม่ค่อยใส่ใจหรือมองข้าม จะ
เป็นสภาวะอารมณ์ที่มีน้�ำหนกั เบากว่า เช่น ความรู้สึกความสับสนเล็กๆ
น้อยๆ ความลังเลสงสัย ความรู้สึกไม่ม่ันคงปลอดภัย หรือความกังวล
ดงั นน้ั แลว้ ในอกี ดา้ นหนง่ึ เราจงึ อยากจะกำ� จดั หรอื ทำ� ลายอารมณน์ น้ั ออกไป
ท่าเดียว โดยคิดแต่ว่า “เราจะขับไล่อารมณ์นี้ออกไปด้วยวิธีไหนนะ เวลา
ปฏบิ ตั สิ มาธิ เราจะก�ำจดั ความกลัว และความวิตกกงั วลได้อย่างไรนะ?”

หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 25
โดยอาศัยความเข้าใจทถ่ี ูกต้อง เราจะมองเหน็ ได้ว่าความอยากจะ
“ก�ำจัดท�ำลาย” นนั่ เองท่ีท�ำให้เป็นทุกข์ เราอดทนต่อความรู้สึกไม่มั่นคง
ปลอดภัยได้ ถ้าหากเรารู้สภาวะตามท่ีมันเป็นจริง และรู้ว่ามันเป็นส่ิงท่ี
ต้องเปล่ียนแปลง ไม่เที่ยงทน แล้วเรากจ็ ะเรม่ิ ได้ความม่ันอกมั่นใจได้มาก
ย่ิงข้ึนไปเรื่อยๆ ในการอาศัยแค่ความรู้สึกตัวและมีสติระลึกรู้เพียงอย่าง
เดียว แทนที่จะไปพยายามคิดค้นข้อปฏิบัติเพ่ือที่จะได้กลายเป็นผู้บรรลุ
คุณธรรม มีการนกึ เออออเอาเองว่า เดย๋ี วน้เี รายังไม่ได้บรรลธุ รรม เราจงึ มี
ปัญหาอปุ สรรคมากมาย เราต้องเปลีย่ นแปลงชวี ิต เราจะต้องเปลี่ยนแปลง
ตวั เองใหต้ า่ งจากเดมิ ทเี่ ปน็ อยใู่ นปจั จบุ นั นี้ เรายงั ไมด่ พี อ ดงั นนั้ เราจะตอ้ ง
ปฏิบัติภาวนา ด้วยความต้ังใจว่า สักวันหนงึ่ ในอนาคตเราจะได้เป็นในสิ่ง
ทเ่ี ราปรารถนาจะเป็น
ตราบใดที่เรายังมองไม่เห็นความหลงผิดในวิธีคิดของเรา แนวคิด
เช่นน้ันก็จะยังคงด�ำเนินอยู่ต่อไป เราจะไม่มีวันเป็นในส่ิงที่เราคาดหวัง
จะเปน็ ไดเ้ ลย ไมว่ า่ เราจะใชค้ วามพยายามไปในการปฏบิ ตั ภิ าวนามากแคไ่ หน
ก็ตาม ถึงจะผ่านการบ�ำเพ็ญเพียรปีแล้วปีเล่าเพ่ือจะได้บรรลุธรรม เราก็
จะยงั คงรสู้ กึ เหมอื นกบั ลม้ เหลวอยเู่ สมอ ทง้ั นี้ กเ็ นอื่ งมาจากเรายงั คงมที ศั นะ
ทีย่ ังผดิ อยู่ เกีย่ วกบั เรอื่ งอะไรทัง้ หมด

26 หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh

ขั น ติ ธ ร ร ม นั้ น เ กื้ อ กู ล *

ความสงบและความนงิ่ อาจกลบั กลาย
เป็นเรื่องท่ีน่าเบ่ือหน่ายอย่างยิ่ง พร้อมทั้งสร้าง
ความสับสนวุ่นวาย และความสงสัยให้ก็ได้
ความวุ่นวายเป็นปัญหาปกตธิ รรมดา เพราะโลก
ที่ต้องเก่ียวข้องกับอารมณ์ คือ โลกแห่งความ
วุ่นวายสับสน ร่างกายก็วุ่นวาย จิตใจก็วุ่นวาย
สังขารสิ่งปรุงแต่งท้ังหลาย เปล่ียนแปลงอยู่
ตลอดเวลา หากเราไปเอาจริงเอาจังกับอารมณ์
ทแ่ี สดงออกต่อความเปล่ียนแปลง เรากจ็ ะมีแต่
ความวุ่นวายเท่านนั้

*แปลจากเร่อื ง Patience จึงจ�ำเป็นต้องท�ำความเข้าใจความ
หนงั สอื The way it is วุ่นวายอย่างรอบคอบ ให้เห็นถูกต้องตามที่มัน
ธรรมบรรยาย ท่วี ดั อมราวดี เป็นจริง การฝึกฝนปฏิบตั ไิ ม่ใช่เพยี งแค่ใช้กำ� ลงั
ใจ ตรึงตัวเองไว้กับเบาะนง่ั สมาธิเท่านน้ั ไม่ใช่
ช่วง Winter retreat
วนั ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2531

28 หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
ท้ังการทดสอบเพอ่ื จะได้ผ่านด่านไปเป็นมนษุ ย์จอมพลงั ที่สามารถเอาชนะ
ความวุ่นวายได้ ความคิดเห็นแบบนน้ั มีแต่จะเป็นการเพ่ิมความสำ� คัญตน
ให้มากขึ้นไปเท่าน้ัน แต่เร่ืองนี้เป็นการไตร่ตรองพิจารณาความวุ่นวาย
อยา่ งถอ่ งแท้ ดว้ ยการสงั เกตเหน็ และทำ� ความรจู้ กั สภาวะตามความเปน็ จรงิ
ของมนั ได้ การจะทำ� ได้อย่างนี้ กต็ ้องฝึกฝนความอดทน ความอดทนนน้ั
เป็นสิง่ ทเี่ ราต้องเรียนรู้ และฝึกหดั อย่างตั้งใจ
ครง้ั แรกทอ่ี าตมาไปอยวู่ ดั หนองปา่ พง อาตมาไมเ่ ขา้ ใจภาษาอสี านเลย
ตอนนนั้ หลวงพอ่ ชาอยใู่ นชว่ งทมี่ กี ำ� ลงั วงั ชาเตม็ ที่ และทกุ ๆ เยน็ ทา่ นจะแสดง
ธรรมวนั ละ 3 ชว่ั โมง ท่านจะเทศน์ของท่านไปได้เร่อื ยๆ ใครต่างกศ็ รัทธา
เล่ือมใสท่าน ท่านเทศน์เก่งและมอี ารมณ์ขันมาก ไม่ว่าใครต่างก็รู้สึกสนกุ
ไปกบั การแสดงธรรมของท่านท้งั นน้ั แต่วา่ ต้องฟังภาษาอสี านร้เู รอ่ื งดว้ ยนะ
อาตมานง่ั อยู่ตรงนนั้ และเอาแต่คิดว่า “เม่ือไหร่ หลวงพ่อจะเทศน์
จบเสยี ทนี ะ เสยี เวลำ่� เวลา” อาตมาหงดุ หงดิ อารมณเ์ สยี มาก จงึ คดิ เลยไปวา่
“พอกันที ไปดีกว่า” แต่กไ็ ม่กล้าพอท่จี ะลกุ หนไี ป จงึ ได้แต่นง่ั แช่อยู่ตรงนน้ั
คดิ อยู่แต่ว่า “ย้ายไปอยู่วดั อืน่ ดกี ว่า ทีน่ ท่ี ่าจะไม่ไหว ไม่ทนอีกต่อไปแล้ว”
และในขณะนนั้ นน่ั เอง หลวงพ่อก็มองมาที่อาตมา พร้อมด้วยรอยย้ิมเป็น
ประกายเบกิ บาน แล้วพดู กับอาตมาว่า “Are you all right?” เท่านนั้ แหละ
ความโกรธทรี่ ะอุอยู่ต่อเนอ่ื งมาเป็นเวลา 3 ช่ัวโมง กส็ ลายหายไปหมด

หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 29
น่าคดิ ไหม หลังจากท่นี งั่ เดอื ดปุดๆ อยู่ตรงนน้ั นานถงึ 3 ชัว่ โมง
ความโกรธกลับหายไปเสยี เฉยๆ อาตมาจึงตง้ั ปฏญิ าณว่าจะต้องฝึกตวั เอง
ให้มีความอดทน แล้วอาตมาฝึกฝนความอดทนในช่วงเวลานั้นนั่นเอง
อาตมามาฟงั เทศนท์ กุ ๆ กณั ฑไ์ มข่ าด นงั่ ใหน้ านเทา่ ทร่ี า่ งกายจะทนไหว อาตมา
ต้ังใจว่าต้องไม่พลาดสักกัณฑ์ และพยายามจะไม่หาเรื่องหลบ จะฝึกเอา
ความอดทนอย่างเดียว และเม่ือฝึกฝนไปตามนนั้ อาตมากเ็ รม่ิ มองเหน็ ว่า
การไดม้ โี อกาสอดทน กลบั ชว่ ยเกอื้ กลู ตอ่ อาตมาเปน็ อยา่ งมาก ความอดทน
เปน็ รากฐานทมี่ น่ั คง ใหอ้ าตมามคี วามรแู้ ละความเขา้ ใจในธรรมะไดแ้ จม่ แจง้
ลึกซงึ้ ขนึ้ ถ้าไม่รู้จกั อดทนเสยี แล้ว อาตมาก็คงจะได้แต่ระหกระเหนิ และ
เทีย่ วเตลิดไปไหนต่อไหนอีก

ชาวตะวนั ตกจำ� นวนไมน่ อ้ ย เดนิ ทางมาวดั หนองปา่ พง แตก่ ห็ นหี าย
ไปหมด เนอ่ื งจากขาดความอดทน พวกเขาไมต่ อ้ งการทนนงั่ ฟงั เทศนต์ ลอด
3 ชว่ั โมง หากแตต่ อ้ งการไปยงั สถานทที่ จ่ี ะบรรลธุ รรมไดฉ้ บั พลนั และท�ำได้
เร็วดังใจทันทีตามที่ต้องการ แม้ในการปฏิบัติด้านจิตใจ ตัณหาและความ
ทะยานอยากอนั เกย่ี วขอ้ งกบั ตวั ตน กย็ งั มาคอยบงการเราไดต้ ลอด เราจงึ ไม่
สามารถรซู้ งึ้ ถงึ สภาวะตามทเ่ี ปน็ จรงิ ได้ เมอ่ื อาตมายอ้ นพจิ ารณา ใครค่ รวญ
ดู ถงึ ชวี ิตตอนท่อี ยู่วัดหนองป่าพงนนั้ ก็เห็นได้เลยว่า มคี วามเป็นสัปปายะ
เปน็ อยา่ งยงิ่ ไดค้ รบู าอาจารยผ์ ปู้ ระเสรฐิ อาหารการขบฉนั พอเพยี ง พระสงฆ์
ก็ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ญาติโยมก็เป็นคนใจบุญสุนทร์ทานมาก และ

30 หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
มสี งิ่ เกอื้ กลู สง่ เสรมิ การปฏบิ ตั ธิ รรม สำ� หรบั อาตมาไดถ้ งึ ขนาดนถ้ี อื วา่ ดที ส่ี ดุ
แลว้ เปน็ โอกาสทดี่ เี ลศิ แลว้ ถงึ อยา่ งนน้ั ชาวตะวนั ตกหลายคนกม็ องไมเ่ หน็
เพราะมวั แตค่ ดิ กนั วา่ “อนั นกี้ ไ็ มถ่ กู ใจ อนั นนั้ กไ็ มถ่ กู ใจ มนั นา่ จะเปน็ อยา่ งนน้ั
นะ” แถมคดิ ไปอกี วา่ “เราคดิ วา่ อยา่ งนนั้ ..... เราเหน็ วา่ อยา่ งน.ี้ ....... ไมอ่ ยาก
ให้มีเร่อื งนนั้ เร่ืองน้ี มารบกวนเลย”

อาตมาจำ� ไดต้ อนทข่ี น้ึ ไปอยทู่ วี่ ดั ถำ�้ แสงเพชร ซง่ึ สมยั นน้ั เปน็ สถานที่
สงบวิเวกมาก อาตมาไปพกั ในถ�้ำ ชาวบ้านได้ช่วยกนั สร้างแท่นแบบยกพนื้
ถวาย เพราะลกึ เขา้ ไปในทา้ ยถำ�้ มงี เู หลอื มตวั ใหญอ่ าศยั อยู่ ตอนเยน็ วนั หนงึ่
ขณะที่อาตมาก�ำลังนงั่ อยู่บนแท่นใกล้ๆ กับแสงเทียน บรรยากาศวิเวก
วังเวงมาก แสงสว่างจากเทียน ก็ทอดแสงสร้างเงาจากกลุ่มก้อนหินต่างๆ
ดปู ระหลาดพกิ ล อาตมาจงึ เรมิ่ รสู้ กึ กลวั ขน้ึ มา และแลว้ ทนั ใดนน้ั เอง อาตมา
ก็ต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อมองขึ้นไป แล้วเห็นนกฮูกตัวใหญ่ที่จับอยู่ด้านบน
ตรงนนั้ พอดี พร้อมกับจ้องมองมาท่ีอาตมา ตัวมันใหญ่มากด้วย อาตมา
ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ตัวมันใหญ่ขนาดนน้ั หรือเปล่า แต่มันดูตัวใหญ่มาก
เมอ่ื กระทบกบั แสงเทยี น แถมมนั ยงั จอ้ งมองอาตมาอกี ดว้ ย อาตมาจงึ คดิ วา่
“เอาล่ะ... ถ้าจะมีอะไร ที่ทำ� ให้ทนี่ น่ี ่ากลัว มนั จะเป็นอะไรไปได้บ้าง” แล้ว
อาตมากพ็ ยายามไลค่ ดิ ไปถงึ โครงกระดกู บา้ ง ผสี างบา้ ง เจา้ แมก่ าลที ม่ี เี ขย้ี วโงง้
มีเลือดเปรอะเต็มปากบ้าง หรือนกึ ถึงสัตว์ประหลาดร่างใหญ่ตัวเขียวบ้าง
ถึงตอนนน้ั อาตมาถึงกับหัวเราะออกมา เพราะมันกลายเป็นเรื่องน่าตลก
ไปซะแล้ว อาตมาก็เลยรู้ว่าอาตมาหายกลวั แล้ว

หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 31
ตอนนน้ั อาตมายังเป็นพระนวกะพรรษายังน้อย อยู่มาคืนหนง่ึ
หลวงพอ่ ชา พาอาตมาไปงานทำ� บญุ ประจำ� หมบู่ า้ น คดิ วา่ ตอนนน้ั ทา่ นสตมิ นั โต
กอ็ ยดู่ ว้ ยกนั เราตา่ งเปน็ นกั ปฏบิ ตั ทิ เี่ อาจรงิ เอาจงั มาก ไมช่ อบเรอื่ งทไ่ี รส้ าระ
และงมงาย ดังนนั้ การไปร่วมงานท�ำบุญประจ�ำหมู่บ้าน จึงเป็นเร่ืองที่
อยากจะทำ� เปน็ อนั ดบั สดุ ทา้ ย เพราะวา่ หมบู่ า้ นแถบนน้ั ชอบเครอ่ื งล�ำโพงขยาย
เสยี ง แตห่ ลวงพอ่ ชากย็ งั พาอาตมา และทา่ นสตมิ นั โตไปงานนจ้ี นได้ พวกเรา
ต้องนั่งฟังเสียงดังอึกทึกหนวกหูจากล�ำโพงขยายเสียงตลอดคืน และ
พระกเ็ ทศน์ตลอดคืนด้วย ส่วนอาตมากไ็ ด้แต่คิดว่า “เฮ้อ... อยากจะกลับ
ถำ�้ แลว้ พวกสตั วป์ ระหลาดตวั เขยี ว พวกผสี าง ยงั ดกี วา่ นอ้ี กี ” อาตมาสงั เกต
ดวู ่า ท่านสติมันโต ซึ่งเป็นคนท่เี อาจริงเอาจังไม่มีใครเกนิ ท่าทางหงดุ หงิด
หัวเสียมาก ออกอาการต�ำหนิไม่พอใจ และไม่มีความสุขเอาเลย พวกเรา
จึงได้แต่นงั่ อยู่ด้วยความทรมาน อาตมาคิดว่า “ทำ� ไม หลวงพ่อชาต้องพา
พวกเรามาอยู่กบั อะไรแบบนด้ี ้วยนะ”

จากน้ันอาตมาจึงเริ่มหันกลับมามองตัวเอง อาตมายังจ�ำได้ถึง
ตอนทน่ี งั่ พจิ ารณาวา่ “เราจะนง่ั หวั เสยี กบั เรอื่ งนที้ ำ� ไม แลว้ เรอ่ื งนม้ี นั แยจ่ รงิ ๆ
หรอื เปลา่ สง่ิ ทแ่ี ยค่ อื การทเี่ ราว่นุ วายไปกบั มนั เองต่างหากเล่า สง่ิ ทเ่ี ปน็ ทกุ ข์
คือใจของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นล�ำโพงขยายเสียง เสียงหนวกหู ส่ิงกวนใจ
หรอื ความง่วงเหงาหาวนอน เราเองกท็ นกับมนั ได้อยู่แล้ว อะไรแย่ๆ ในใจ
ต่างหากที่เป็นฝ่ายเกลียดชัง ทัง้ ต่อต้านปฏิเสธ หรอื อยากจะหนี นต่ี ่างหาก
ล่ะ ทเ่ี ป็นตวั ความทกุ ข์ทรมานทแี่ ท้จรงิ ”

32 หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
แล้วตอนเยน็ วันนน้ั เอง อาตมากไ็ ด้เหน็ ความทกุ ข์ทรมานในจติ ใจ
ทอ่ี าตมาปรงุ แตง่ ขน้ึ มาเอง จากสง่ิ ทจ่ี รงิ ๆ แลว้ อาตมาสามารถทนได้ อาตมา
ยังนกึ ถึงเรื่องนน้ั ซึ่งเป็นความเข้าใจท่ีลึกซึ้งแจ่มแจ้งว่า สิ่งท่ีอาตมาคิดว่า
เป็นความทกุ ข์ทรมานเป็นอกี อย่างหนง่ึ สงิ่ ทเี่ ป็นตัวความทกุ ข์ทรมานกเ็ ป็น
อกี อยา่ งหนง่ึ ตอนแรกอาตมารสู้ กึ ตำ� หนผิ คู้ น ตำ� หนลิ ำ� โพงขยายเสยี ง เรอ่ื ง
วุ่นวาย ต�ำหนเิ สยี ง และความอึดอัดไม่สะดวกสบาย อาตมาคดิ ว่านน่ั เป็น
ตัวปัญหา หลังจากนน้ั จึงเห็นได้ว่า นนั่ ไม่ใช่ปัญหาหรอก ใจของอาตมา
เองต่างหากทมี่ ปี ัญหา

ดังนนั้ หากเราจะพิจารณาไตร่ตรองธรรมะ เราศึกษาเอาได้จาก
สถานการณ์ต่างๆ ท่ีเราไม่ค่อยชอบก็ได้ หากมคี วามตง้ั ใจและความอดทน
ที่จะท�ำ

ย อ ม รั บ ส ภ า ว ะ ต า ม ที่
เป็นจริงของสิ่งทั้งปวง*

*แปลจากเรือ่ ง Accepting วนั น้ี พวกเรามใี ครบา้ งไหมทป่ี ฏบิ ตั ิ เพอื่
the way things are มุ่งจะให้เป็นอะไรสกั อย่างขึน้ มา ในลักษณะท่วี ่า
หนงั สือ The way it is “ฉนั จะตอ้ งทำ� อยา่ งนี้ ฉนั จะตอ้ งเอาใหไ้ ดอ้ ยา่ งนนั้
ตอ้ งกำ� จดั ทำ� ลายบางสงิ่ จะตอ้ งทำ� อะไรสกั อยา่ ง”
ปรารภธรรมะกับคณะสงฆ์ ความรู้สึกกดดนั บังคับแบบนน้ั ตามมาครอบงำ�
ช่วง Winter retreat ทว่ี ัดอมราวดี บงการแม้แต่ในเวลาที่เราปฏิบัติธรรม การท่ีให้
เห็นตามที่มันเป็นจริงน้ี ก็ไม่ใช่ว่าต้องยอมให้
วนั ท่ี 22 มกราคม พ.ศ. 2531 อะไรเป็นไปตามเวรตามกรรมหรือไม่สนใจ
อะไรเลย ปล่อยปละละเลยไปเสียหมด แต่เป็น
การเปดิ ใจรบั อยา่ งแทจ้ รงิ ตอ่ สภาวะทส่ี ง่ิ ทง้ั หลาย
ต้องเป็นไป ตามทป่ี รากฏอยู่ในขณะน้ี ตัวอย่าง
เช่น เดี๋ยวน้ี คือ ณ ปัจจุบันขณะนี้ มีสภาวะ
ที่ก�ำลังเป็นของมันอยู่แบบนี้ สภาวะเช่นน้ี
มนั จะเปน็ ไปอยา่ งอนื่ ไปไมไ่ ดเ้ ลย ซง่ึ มนั กช็ ดั เจน
อยู่แล้วถึงขนาดนี้

34 หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
ในขณะน้ี ไม่ว่าเราจะมคี วามรู้สึกอย่างใด จะดี จะแย่ หรอื เป็น
กลางๆ จะสุข หรือจะทกุ ข์ จะเหน็ แจ่มแจ้งในธรรมะ หรอื หลงผดิ อย่าง
เตม็ ที่ จะเหน็ แจม่ แจง้ ในธรรมะไดค้ รง่ึ หนง่ึ หรอื เหน็ ผดิ เพยี งครงึ่ หนงึ่ กต็ าม
หรือว่า จะเห็นผิดไปตงั้ สามส่วน เหน็ แจ้งในธรรมะได้เพียงหนง่ึ ส่วน หรอื
ว่า จะสมหวัง หรอื ผิดหวงั กแ็ ล้วแต่ น่ลี ่ะ คอื สภาวะท่ีกำ� ลังเป็นอยู่ แล้ว
มนั กไ็ ม่มที างเป็นไปอย่างอนื่ ได้เลย ณ ขณะนี้
ร่างกายเรารู้สึกอย่างไร ก็ขอเพียงให้สังเกต ร่างกายตามท่ีกำ� ลัง
รู้สกึ รู้สกึ มนี ้ำ� หนกั เดินติดพน้ื ดิน มีกายหยาบ รู้สึกหวิ รู้สึกกระหาย รู้สึก
ร้อน รู้สึกหนาว เจบ็ ป่วยไม่สบาย บางคร้ังกร็ ู้สกึ ดี บางครง้ั ก็รู้สกึ แย่ น่ีล่ะ
คอื สภาวะตามท่ีเป็นจรงิ สภาพร่างกายของมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้เอง เม่ือเหน็
ตามนนั้ แนวโน้มนิสัยท่อี ยากให้มนั เป็นไปอย่างอน่ื จากนี้ กจ็ ะหายไป แต่
ทงั้ นี้ กไ็ มไ่ ดห้ มายความวา่ เราจะไมพ่ ยายามทำ� อะไรใหม้ นั ดขี น้ึ แตเ่ ราจะทำ�
ด้วยความเข้าใจ และใช้สติปัญญา แทนที่จะท�ำไปตามอ�ำนาจของตัณหา
เพราะความหลงผิด
เร่ืองของโลกก็เป็นเช่นนี้ ส่ิงทั้งหลายต่างก็ด�ำเนนิ ไป หิมะตก
ดวงอาทติ ยส์ อ่ งแสง ผคู้ นผา่ นมาแลว้ ผา่ นไป คนทเ่ี หน็ ผดิ กม็ ี คนทเี่ จบ็ ปวด
ก็มี คนข้ีเกียจก็มี รู้สึกมีก�ำลังใจก็มี บ้างก็หดหู่เศร้าสร้อย บ้างก็รู้สึก
หมดศรัทธา บ้างก็ติฉนิ นนิ ทากัน ต่างฝ่ายต่างรู้สึกผิดหวังในกันและกัน
มีท้ังการประพฤตินอกใจกัน ลักขโมยกัน ขี้เหล้าเมายา ติดสิ่งเสพย์ติด
ก่อสงครามกัน ก็เป็นอย่างน้ีเรอื่ ยมาตลอด

หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 35
ส�ำหรับในหมู่คณะอย่าง วัดอมราวดีแห่งนี้ เราก็สามารถสังเกต
เห็น ส่ิงท้งั หลายตามสภาวะทม่ี นั เป็นจริงได้ ตอนน้ี เป็นช่วงสุดสปั ดาห์ จงึ
มญี าตโิ ยมเดนิ ทางมาทำ� บญุ ถวายภตั ตาหารกนั มากขนึ้ กเ็ ลยดพู ลกุ พลา่ น มี
เสยี งจ้อกแจ้กจอแจ บางครง้ั เด็กๆ กว็ ง่ิ เล่นไปมาและส่งเสยี งดงั เจี๊ยวจ๊าว
ญาตโิ ยมชว่ ยกนั โขลกชว่ ยกนั ซอยผกั และสบั หน่ั เครอื่ งเคราตา่ งๆ อะไรตอ่ มิ
อะไรดอู ลหม่านไปหมด เราสามารถสงั เกตให้เห็นได้ว่า “มันเป็นของมันอยู่
อย่างนน้ั เอง” แทนท่จี ะมัวแต่คิดว่า “คนพวกนม้ี าทำ� ลายความสงบของเรา”
ความคดิ ทวี่ า่ “ไมอ่ ยากใหเ้ ปน็ อยา่ งนเ้ี ลย” หรอื วา่ “นา่ จะเปน็ แบบอนื่
นะ” อาจจะสะท้อนออกมา ถ้าหากเราชอบให้ม้ืออาหารมแี ต่ความสงบเงียบ
เปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย ไมม่ อี ะไรวนุ่ วายแบบนน้ั ไมม่ เี สยี งดงั เอะอะ หรอื เสยี ง
รบกวนนา่ รำ� คาญ แตช่ วี ติ เปน็ เชน่ นเ้ี อง นคี่ อื วถิ ที างทชี่ วี ติ เปน็ ไป โลกมนษุ ย์
เป็นแบบนเ้ี อง ดังนนั้ หากเราได้รวมเอาทกุ ๆ เรอ่ื งมาไว้ในใจ พิจารณาเห็น
ว่ามนั เป็นอย่างนน้ี เี่ อง ก็จะช่วยให้เราสามารถรบั ได้ กับความเปล่ียนแปลง
และแปรปรวน ทีเ่ ปลยี่ นจากความเงยี บ ไปเป็นความวุ่นวายอกึ ทึก เปลี่ยน
จากเรื่องท่ีอยู่ใต้การบังคบั จดั การ ไปเป็นเร่ืองทส่ี ับสนและยุ่งเหยิง
เราอาจจะกลายเป็นชาวพุทธที่เห็นแก่ตัวไปก็ได้ หากต้องการใช้
ชีวิตอย่างเงียบสงบ อยากจะปฏิบัติอย่างเดียว และอยากมีเวลาเหลือเฟือ
ไว้นง่ั สมาธิและศึกษาธรรมะ แล้วบ่นว่า ไม่อยากพบปะผู้มาเยี่ยมเยือน
ไม่อยากคุยเรื่องไร้สาระกับผู้คน ไม่อยากนนั่ ไม่อยากนี่ อีกจิปาถะ เรา

36 หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
มีโอกาสท่ีจะเป็นคนเห็นแก่ตัวที่สุดก็ได้ ทั้งท่ีอยู่ในสถานะที่เป็นพระนี่ล่ะ
เราอาจต้องการจัดระเบียบโลกให้คล้อยไปกับความใฝ่ฝันและแนวคิดของ
ตนเอง แล้วเม่ือมันไม่เป็นไปตามนน้ั เราก็ไม่อยากจะแยแสอะไรกับมัน
เสียอีก ดังนน้ั แทนท่จี ะไปจดั การอะไรต่อมิอะไร ให้พ้องกบั ความต้องการ
ของเรา พระพทุ ธองค์ทรงสอนให้เฝ้าสงั เกต สิง่ ทง้ั หลายตามสภาวะความ
เปน็ จรงิ ของมนั แลว้ มนั จะชว่ ยบรรเทาเบาบางเรอ่ื งอะไรลงไดเ้ ยอะมาก หาก
เรายอมรบั สภาวะของสงิ่ ทงั้ หลายตามความเปน็ จรงิ ได้ ถงึ แมม้ นั จะเปน็ สงิ่ ที่
ไม่ถูกใจเลยก็ตาม ท้งั น้เี พราะตัวความทุกข์จรงิ ๆ อยู่ทีแ่ ค่ความไม่อยากให้
มนั เป็นแบบนน้ั แบบน้ี
ไม่ว่าอะไรก�ำลงั จะไปได้ดี หรือก�ำลงั จะไปได้ไม่ดกี ต็ าม ถ้าหากเรา
ยอมรับสภาวะตามท่ีเป็นจริงของส่ิงท้ังหลายไม่ได้ จิตใจก็มักจะผลิต
ความทกุ ขอ์ อกมาในรปู ใดรปู หนงึ่ เสมอ ดงั นนั้ ถา้ หากเรายดึ มนั่ ในสง่ิ ทกี่ ำ� ลงั
ไปไดด้ ี เรากจ็ ะเรม่ิ เปน็ กงั วล วา่ มนั จะไปไดไ้ มด่ ี แมท้ ง้ั ทจ่ี รงิ แลว้ มนั จะกำ� ลงั
ไปได้ดีอยู่ก็ตาม ผมได้ลองสังเกตกับเร่ืองเล็กๆ น้อยๆ เช่น ในวันท่ีมี
แดดออก ใจหนง่ึ ผมก็ลิงโลดยนิ ดี ถัดมา อกี ใจหนงึ่ กค็ ดิ ว่า “แต่เออนะ ....
ท่ีประเทศองั กฤษแสงแดดหายวบั ไปได้ ภายในเวลาชวั่ อดึ ใจเท่านน้ั นน่ี า”
ทันทีท่ีผมยึดติดในความส�ำคัญมั่นหมายอย่างหนงึ่ ผมก็ลิงโลด
ยินดีที่มีแสงแดด ในขณะถัดมา ความคิดในแง่ไม่สบายใจก็เกิดข้ึนว่า
แตแ่ สงแดดอาจอยไู่ ดไ้ ม่นานนะ ไม่ว่าอะไรกต็ ามทเ่ี รายดึ มนั่ จะนำ� เราไปหา

หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 37
สงิ่ ทเี่ ป็นข้วั ตรงกันข้ามเสมอ แล้วเมื่ออะไรเกิดตดิ ขัดข้นึ มา ใจกม็ กั จะคดิ
ในท�ำนองว่า น่าจะดีกว่าน้ี ดงั นนั้ ความทกุ ข์จงึ เกิดได้ไม่ว่าทไ่ี หน หากมี
การยึดม่นั ถือม่นั ด้วยอ�ำนาจของตณั หา
โลกแห่งประสาทสัมผัสมีทั้งความน่ารื่นรมย์ยินดี และความเจ็บ
ปวดทรมาน เป็นสง่ิ ท่ีท้ังสวยงาม น่ารังเกียจ และเป็นกลางๆ มีความต่าง
ในทุกระดับชัน้ มคี วามเป็นไปได้ทกุ อย่างอยู่ในนน้ั ความรู้สึกทางประสาท
สัมผัส เกยี่ วข้องอยู่กับเพียงเรอ่ื งพวกน้ี แต่เม่อื ใดท่เี กดิ ความไม่รู้ หรอื เกดิ
ความรสู้ กึ เปน็ ตวั เปน็ ตนขนึ้ มาวา่ “ขา้ พเจา้ ตอ้ งการแตค่ วามสนกุ เพลดิ เพลนิ
เท่านนั้ ไมเ่ อาความเจบ็ ปวด ขา้ พเจ้าอยากได้แตส่ ง่ิ สวยงามเท่านนั้ ไม่อยาก
เจอสิ่งท่ีน่ารังเกียจ เจ้าประคู้น....ขอคุณพระคุณเจ้า โปรดดลบันดาลให้
ข้าพเจ้า มีสขุ ภาพแข็งแรง มผี ิวพรรณงดงาม มีทรวดทรงองค์เอวต้องตา
ตรงึ ใจ หน้าตาอ่อนวยั ไปนานๆ ขอให้มีเงนิ มีทองไหลมาเทมา มีความมั่งค่ัง
ร�่ำรวย มีอ�ำนาจวาสนา อย่าเจบ็ อย่าไข้ อย่าเป็นโรคมะเรง็ รอบๆ ตัวมีแต่
สง่ิ สดสวยงดงาม อะไรท่ีว่าดเี ลิศและน่าเพลดิ เพลนิ เจรญิ ใจทีส่ ดุ จงมาอยู่
ล้อมรอบข้าพเจ้าด้วยเถิด”
ตอ่ จากนน้ั ความหวนั่ กลวั กจ็ ะตามมาตดิ ๆ วา่ “เอ... เราอาจจะเจอ
เรือ่ งแย่ๆ กไ็ ด้นะ อาจจะเป็นโรคเรื้อน ติดเอดส์ เป็นโรคมะเร็ง หรือโรค
พาร์กินสัน เราอาจถกู ปฏเิ สธ ถกู เหยยี ดหยาม หรอื โดนเอารดั เอาเปรยี บ
ถูกทิ้งให้เดียวดายอยู่ข้างนอก ทั้งหิวโหยและเจ็บป่วยอยู่ท่ามกลางอากาศ

38 หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
อนั หนาวเหนบ็ ในบรรยากาศทอี่ นั ตราย มเี สยี งสนุ ขั ป่าเห่าหอน และลมพดั
กระโชกแรง”
ส�ำนกึ อันเกิดจากอตั ตาตวั ตน จะรู้สกึ กลวั เป็นอย่างยง่ิ หากไม่ได้
การยอมรับ ถูกกีดกัน หรือ ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามในสังคม กลัว
ว่าจะถกู ทอดท้งิ ไม่เป็นท่ตี ้องการ กลัวความแก่ชรา กลัวว่าจะถูกปล่อยให้
ตายอยา่ งโดดเดย่ี ว ทง้ั ยงั มคี วามกลวั อนั ตรายทางดา้ นสขุ ภาพรา่ งกาย กลวั
เหตกุ ารณท์ จ่ี ะท�ำใหร้ า่ งกายจะตกอยใู่ นอนั ตราย และความกลวั ตอ่ สง่ิ ทไี่ มร่ ู้
จกั สิง่ ลกึ ลบั กลัวภูตผี และชีวติ วิญญาณที่มองไม่เห็นตวั
ดังนนั้ คนเราจึงมุ่งเข้าหาสง่ิ ที่จะทำ� ให้เกดิ สวสั ดภิ าพ ไม่ว่าจะเป็น
เรือนชานบ้านช่อง ท่อี บอุ่นและสะดวกสบาย มไี ฟฟ้าและระบบท�ำความอุ่น
แบบครบครนั และยงั ทำ� ประกนั ชวี ติ และประกนั อบุ ตั ภิ ยั ทกุ ประเภท ซงึ่ ไดจ้ า่ ย
ภาษแี ละเบย้ี ประกนั เรยี บรอ้ ย มสี ญั ญาคมุ้ ครองตามกฎหมาย สง่ิ ตา่ งๆ เหลา่ น้ี
ชว่ ยใหค้ นเรารสู้ กึ มน่ั คงปลอดภยั หรอื ไมก่ ไ็ ขวค่ วา้ หาความมนั่ คงทางอารมณ์
ภายใน อย่างเช่นว่า “ที่รกั โปรดบอกทีเถอะว่า เธอยังรกั ฉนั อยู่เสมอ โปรด
บอกหน่อยได้ไหมว่า เธอจะรกั ฉนั แม้จรงิ ๆ แล้วเธอจะไม่ได้หมายความ
ตามที่พูดก็ตาม” ท้ังนก้ี ็เพื่อท�ำให้อุ่นใจ และรู้สึกมั่นคงในทุกเรื่อง แล้ว
ความปรารถนาอย่างว่านน้ั ก็มักจะพาให้เป็นกังวล เพราะการไปยึดติด
ในความต้องการ
ฉะนนั้ พวกเราจึงมาพากเพียรภาวนาให้เกิดแสงสว่างทางปัญญา
ขนึ้ มา เพอ่ื ยกระดบั จติ ใจอยา่ งมนษุ ยใ์ หส้ งู ขนึ้ มากกวา่ พฒั นาสงิ่ ทเี่ ปน็ หลกั

หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 39
ประกนั ทางดา้ นวตั ถุ อยา่ งพวกเราซงึ่ เปน็ พระภกิ ษุ ทเ่ี ลยี้ งชพี โดยอาศยั ผอู้ น่ื
ต้องพร้อมรบั กบั ความเสี่ยงทวี่ ่าอาจจะไม่มีอะไรจะฉนั อาจไม่มที ี่พกั คุ้มฟ้า
คุ้มฝนให้ อาจจะไม่มยี าให้ฉนั อาจจะไม่มจี ีวรดๆี ให้นุ่งห่ม ถึงญาติโยม
จะมคี วามศรทั ธาเลอื่ มใส แตเ่ ราจะเออออคดิ เอาเอง แลว้ ดว่ นสรปุ กไ็ มไ่ ดว้ า่
เราคู่ควรให้เขาศรทั ธาเลอ่ื มใส
เราจึงต้องมีความส�ำนกึ ซาบซ้ึงต่อปัจจัยไทยทานท่ีญาติโยมน�ำมา
ถวาย และรจู้ กั ขดั เกลานสิ ยั ใหเ้ ปน็ ผรู้ จู้ กั ประมาณความตอ้ งการและมกั นอ้ ย
สันโดษ และต้องหัดให้พร้อมที่จะปล่อยวาง และสละทุกอย่างเมื่อใดก็ได้
ไมใ่ หม้ คี วามคดิ ประเภททวี่ า่ “บา้ นหลงั นเี้ ปน็ ของฉนั จากนไี้ ปจนตลอดชวี ติ
ก็ต้องเป็นของฉนั ” ไม่ว่าเร่ืองอะไรจะเกิดข้ึนในลักษณะใดก็ตาม เราต้อง
ปรบั ตัวให้เข้ากบั วถิ ีชีวติ และให้สอดคล้องกบั กาลเทศะ แทนท่ีจะเอาแต่ได้
อย่างเดยี ว
ไม่ว่าจะเกิดอะไรข้ึน มันก็เป็นเช่นนน้ั เองล่ะ แม้ผมจะป่วยเป็น
โรคอะไร จะเผชญิ เหตุเศร้าสลด หรอื พบกบั ภัยพิบัตริ ้ายแรง หรอื ประสบ
ผลส�ำเร็จ พบเร่ืองท่ีดีที่สุดจนถึงแย่ที่สุด ก็ยังพูดได้อยู่นน่ั ล่ะว่า มันเป็น
ของมันอย่างนน้ั เอง เม่ือเข้าใจได้อย่างนน้ั ก็จะทำ� ให้ยอมรับได้ ไม่โกรธ
เกลียด ไม่ละโมบอยากได้ และมีความสามารถที่จะรับมือกับชีวิตได้ตาม
สถานการณ์ทเี่ กิดข้ึน

40 หo nนl่ึ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh
เรามาอย่ทู น่ี ไ่ี มใ่ ช่วา่ เพอ่ื ทจี่ ะเป็นอะไร หรอื ก�ำจดั ทำ� ลายอะไร ไมใ่ ช่
จะมาเปลยี่ นแปลง หรอื ทำ� อะไรเพอื่ ตวั เอง หรอื เรยี กรอ้ งเอาโนน่ เอานี่ แตเ่ พอื่
ทจ่ี ะได้มสี ตติ ่นื รู้มากขึ้นเร่อื ยๆ เพื่อจะได้พิจารณา ศึกษาสงั เกต และรู้จกั
ธรรมะ เราไม่ต้องห่วงหรอกว่ามันจะเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง ถงึ จะเปลี่ยน
ไปในทศิ ทางใด เรากม็ สี ติปัญญาเป็นเครอื่ งรับมือได้ และสิง่ ทผ่ี มสมั ผสั ได้
ในความเป็นพระภิกษุ ก็คือชีวติ ทปี่ ราศจากความหวาดกลวั อย่างแท้จริง
เพราะเหตุท่ี ชั่วชีวิตน้ีไม่มีบ้านทพ่ี ักพงิ แท้จริงให้เราได้ เราจึงต้อง
ปรบั ตวั รับมือ ใช้สตปิ ัญญาเรยี นรู้ จากสถานการณ์ทกุ อย่าง ชวี ิตน้ี เป็น
เพยี งชว่ งเปลย่ี นผา่ นอกี จงั หวะหนงึ่ ทเ่ี ราเขา้ มาเกย่ี วขอ้ งพวั พนั ดว้ ย เปน็ การ
เดินทางผ่านโลกแห่งประสาทสัมผัส และในภพแห่งประสาทสัมผัสแห่งนี้
ก็ไม่มีทพี่ กั พงิ ไม่มีบ้าน ไม่มที พ่ี ึ่งพาอาศัย และทกุ อย่างนน้ั กล็ ้วนแต่เป็น
สิ่งไม่เที่ยงแท้ย่ังยืนเสียด้วย เป็นสิ่งท่ีจะต้องแปรปรวนเส่ือมสภาพ และ
เปล่ียนแปลงไปได้ทุกขณะ น่ีแหละเป็นลักษณะธรรมชาติธรรมดาของมัน
มนั เป็นอย่างนน้ั เอง ไม่มีอะไรน่าเศร้าหรอก หากเราไม่ไปเรยี กร้องหาความ
ม่ันคงปลอดภัยจากมนั อกี ต่อไป
โลกทป่ี รากฏใหเ้ หน็ อยนู่ ี้ มคี วามจรงิ ประจำ� ตวั อยวู่ า่ ไมม่ ที ใี่ หพ้ กั พงิ
ไดเ้ ลย ดงั นน้ั ผสู้ ละโลกหรอื ผอู้ อกบวชเปน็ บรรพชติ จงึ ไดร้ บั การเรยี กขาน
ว่า ผู้ประกาศความจริงอันประเสริฐ เพราะหัวใจสำ� คัญทางพระศาสนา ไม่
ไดน้ ำ� เสนอสง่ิ ทจ่ี ะสรา้ งความหลงผดิ ตามแนวความคดิ อยา่ งโลกๆ ซง่ึ มงุ่ เนน้
เอาบ้านท่ีพักพิง หรอื ความม่ันคงปลอดภยั ในความหมายด้านวัตถอุ กี แล้ว

หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh 41
หากแต่เรามคี วามศรทั ธาเลอื่ มใส ในพระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ และ
การได้รับโอกาสในฐานะเป็นพระภิกษุผู้เจริญภาวนา ที่จะท�ำให้รู้เห็นอะไร
ได้อย่างแจ่มแจ้ง และรู้อย่างชัดเจน จนปลดเปลื้องจิต ให้เป็นอิสระจาก
ความทกุ ข์ความหว่ ง ทเี่ กดิ จากการเขา้ ไปหลงยดึ เอาภพแหง่ ประสาทสมั ผสั
ว่าเป็นบ้านท่พี ักพิง

ความมนั่ หมายเรอื่ งการเปน็ เจา้ ขา้ วเจา้ ของ และการเขา้ ไปผกู ตวั เอง
ไว้กับส่ิงต่างๆ เป็นภาพมายาของชีวิตในโลก ความสำ� คัญผิดว่ามีตัวตน
ได้ส่งภาพลวงตาสารพัดรูปแบบออกมาหลอกล่อ ผ่านส่ิงที่เรารู้สึกว่าต้อง
ปกป้องหวงแหนอยตู่ ลอด เราจงึ รสู้ กึ วา่ ตวั เองตกอยใู่ นอนั ตรายตลอดเวลา
มีบางอย่างที่ต้องเป็นห่วงเป็นกังวลอยู่เสมอ มีบางอย่างท่ีท�ำให้หวาดกลัว
แต่ทันทที ่ีภาพมายาเหล่านนั้ พงั ทลายลงไปด้วยอ�ำนาจของสติปัญญา กจ็ ะ
ไม่มีความหวาดกลัวอีกต่อไป เราจะเห็นส่ิงน้ีเป็นเพียงการเดินทาง เป็นการ
เปล่ียนผ่าน ในโลกแห่งความรู้สึกทางประสาทสัมผัส พร้อมกันนนั้ เราก็
จะสมัครใจยินดีท่ีจะศึกษาบทเรียนต่างๆ ที่เข้ามาสอนเรา ไม่ว่าบทเรียน
เหล่านนั้ จะดหี รอื ร้ายก็ตาม

42 หo nนlึ่ yง ลo nมeหbาr eยaใt จh


Click to View FlipBook Version