The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศิลาจารึกหลักที่ 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kru Bia parichat, 2023-08-07 04:41:41

ศิลาจารึกหลักที่ 1

ศิลาจารึกหลักที่ 1

วิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนตราษตระการคุณ พ่อขุนรามค าแหงมหาราช ศิลาจารึกหลักที่ ๑


ศิลาจารึก คือ จารึกบนแท่งศิลา ที่คนในยุคสมัยก่อนสร้างขึ้น เพื่อถ่ายถอดเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยลายเส้นหรือภาพเป็นสื่อ เพื่อบอกเล่า ท าให้สามารถรู้สิ่งที่ เกิดขึ้นในอดีตในช่วงเวลานั้น ๆ ความเป็นมาของศิลาจารึก หลักที่ ๑


ศิลาจารึกหลักที่ ๑ จัดเป็นวรรณคดีลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของไทย ซึ่งตัวอักษรไทยที่พ่อขุนรามค าแหงประดิษฐ์ขึ้น เมื่อปี พ.ศ.๑๘๒๖ โดยประดิษฐ์ขึ้นจาก ตัวอักษรขอมหวัดและอักษรไทยเดิม ความเป็นมาของศิลาจารึก หลักที่ ๑ โดยบันทึกลงในแท่งสี่เหลี่ยมสี่ด้าน ด้านที่ ๑ และ ๒ มีข้อความด้านละ ๓๕ บรรทัด ด้านที่ ๓ และ ๔ มีข้อความด้านละ ๒๗ บรรทัด


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ ณ วัดราชาธิวาส ได้เสด็จไปหัวเมืองฝ่ายเหนือจนถึงเมืองสุโขทัย และทรงพบกับศิลาจารึก ๒ หลัก และแท่นหินแห่งหนึ่งที่เนินปราสาทเมืองเก่า ทรงเห็นว่าเป็นวัตถุโบราณส าคัญ จึงโปรดเกล้าให้มาไว้ที่กรุงเทพ ความเป็นมาของศิลาจารึก หลักที่ ๑


ศิลาจารึก หลักที่ ๒ เป็นของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) ศิลาจารึก หลักที่ ๑ เป็นของพ่อขุนรามค าแหงมหาราช ความเป็นมาของศิลาจารึก หลักที่ ๑


ศิลาจารึกหลักที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษด้วย ความเป็นมาของศิลาจารึก หลักที่ ๑ และปัจจุบันได้จัดแสดงที่ ห้องประวัติศาสตร์ชาติไทย ภายในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร


พ่อขุนรามค าแหงมหาราช ดังนั้น พ่อขุนรามค าแหงจึงสืบราชสมบัติ ต่อจากพ่อขุนบานเมือง ประวัติผู้แต่งศิลาจารึก หลักที่ ๑ เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๓ ในราชวงศ์พระร่วงแห่งอาณาจักรสุโขทัย พระบิดา พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พระมารดา นางเสือง พระองค์มีพี่น้องทั้งหมด ๕ พระองค์ เป็นชาย ๓ พระองค์ เป็นหญิง ๒ พระองค์ (พระเชษฐา ๒ พระองค์ องค์โตสิ้นพระชนม์ ตั้งแต่พระเยาว์ รองลงมาคือพ่อขุนบานเมือง)


ประวัติผู้แต่ง พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ นางเสือง พ่อขุนบานเมือง พ่อขุนรามค าแหง พระเชษฐา พระเชษฐภคินี พระเชษฐภคินี ประวัติผู้แต่งศิลาจารึก หลักที่ ๑


ระหว่างที่พระราชบิดาครองราชย์สมบัติ ตอนนั้นพ่อขุนรามค าแหง ทรงมีพระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา ทรงช่วยงานบิดาในการท ายุทธหัตถี กับขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดจนได้รับชนะ ประวัติผู้แต่งศิลาจารึก หลักที่ ๑ พระราชบิดาจึงพระราชทานพระนามว่า “พระรามค าแหง” และเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจาก พระเชษฐา นับเป็นกษัตริย์องค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์สุโขทัย


พ่อขุนรามค าแหง ได้รับการยกย่องว่าเป็น “มหาราช” เพราะทรงมี พระปรีชาสามารถ เป็นทั้งนักรบและนักปกครอง ทรงท านุบ ารุงพระพุทธศาสนา และบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ทั้งด้านการค้าขาย การเกษตร การอุตสาหกรรม ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ ท ามาหากินอุดมสมบูรณ์ ประวัติผู้แต่งศิลาจารึก หลักที่ ๑


พระราชกรณียกิจที่ส าคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อพ.ศ.๑๘๒๖ ทรงประดิษฐ์อักษรไทย และโปรดให้จารึกอักษรไทยลงไว้บนแท่งศิลา เมื่อประมาณพ.ศ.๑๘๒๖ ประวัติผู้แต่งศิลาจารึก หลักที่ ๑


ลักษณะค าประพันธ์เป็นร้อยแก้ว ลักษณะค าประพันธ์ในศิลาจารึก มีสัมผัสบางตอน ใช้ค าไทยและค าภาษาไทยถิ่นเหนือเป็นส่วนมาก มีค าเขมร และมีบาลีสันสฤตบ้างเล็กน้อย แต่งเป็นประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ได้ใจความ มีเสียงสัมผัสไพเราะ ท าให้จ าได้ง่าย มีการซ ้าค า เน้นค าเพื่อย ้าความหมายของค าให้กระชับ “ ในน ้ามีปลา ในนามีข้าว” “ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า”


ลักษณะตัวอักษร สันนิษฐานว่า พ่อขุนรามค าแหงมหาราช ดัดแปลงมาจากอักษรขอม อักษรไทยในปัจจุบันบางตัวจึงมีรูปร่างคล้ายอักษรพ่อขุนรามค าแหงอยู่บ้าง ลักษณะค าประพันธ์ในศิลาจารึก อักษรขอม อักษรไทย


ตัวอักษรเขียนจากซ้ายไปขวา และอ่านจากซ้ายไปขวา ลักษณะการเขียนในศิลาจารึก พยัญชนะและสระ อยู่บนบรรทัดเดียวกัน วรรณยุกต์และนิคหิตอยู่บนพยัญชนะ ไม่เขียนซ้อนกัน สระส่วนใหญ่เขียนไว้หน้าพยัญชนะ เว้นแต่สระ อะ อา อ า จะเขียนไว้หลังพยัญชนะ ไม้ไต่คู้ไม่มีใช้ ให้ใช้รูปเอกแทน เช่น ก่ดี อ่านว่า ก็ดี


สระอะ เมื่อมีตัวสะกด ใช้ตัวสะกดซ้อนกัน เช่น ขบบ อ่านว่า ขับ วงง อ่านว่า วัง ลักษณะการเขียนในศิลาจารึก สระอือ และสระออ ไม่ใช้ อ เช่น ชื่ อ่านว่า ชื่อ พ่ อ่านว่า พ่อ สระอัว เมื่อไม่มีตัวสะกด ใช้ วว เช่น หวว อ่านว่า หัว สระเอีย ใช้ ย เมื่อมีตัวสะกด เช่น รยง อ่านว่า เรียง พยง อ่านว่า เพียง ถ้าไม่มีตัวสะกดใช้ -ยีย เช่น มียย อ่านว่า เมีย ใช้ นฤคหิต ใช้แทน ม เมื่อเป็นตัวสะกด เช่น พน° อ่านว่า พนม


วรรณยุกต์ที่ใช้มีเพียงรูปเอกเอกกับรูปโท วรรณยุกต์เอกใช้เหมือนปัจจุบัน วรรณยุกต์โท จะใช้รูป + เช่น ได๋ อ่านว่า ได้ ลักษณะการเขียนในศิลาจารึก ตัวอักษรบางรูป อาจเปลี่ยนแปลงไปมาก บางรูปอาจจะยังคล้ายอักษรเดิม ในปัจจุบันอยู่ ตัวพยัญชนะมีไม่ครบ ๔๔ ตัว ตัวที่ไม่มีได้แก่ ศ ษ ฬ ฮ ตัวเลขไทยมีเพียงเลข ๑-๗ เท่านั้น


กล่าวถึงพระราชประวัติของพ่อขุนรามค าแหงมหาราช พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง ตูมีพี่น้องท้องเดียว ห้าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงสอง พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาท่เมืองตาก พ่อกูไปรบขุนสามชน หัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้า พี่เผือ = เราสองคน ขึ้นใหญ่ = เติบโต หัวซ้าย หัวขวา = ปีกซ้ายขวาของกองทัพ เกลื่อนเข้า=เคลื่อนทัพเข้า ผู้อ้าย = พี่ชาย เนื้อหาตอนที่ ๑ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก พ่อกูชื่อขุนศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง กูมีพี่น้องท้องเดียวกันห้าคน ผู้ชายสามคน ผู้หญิงสองคน พี่ชายคนโตตายตั้งแต่ยังเด็ก พอพ่อขุนรามค าแหงเติบโตได้ 19 ปี ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด ได้ยกทัพมาเมืองตาก พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ยกทัพไปรบ ขุนสามชนเคลื่อนทัพมาทั้งปีกซ้ายและขวา และเคลื่อนเข้ามา


ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกู หนีญญ่ายพายจะแจ้น กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้าง ขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี พ่อกู จึ่งขึ้นชื่อกูชื่อพระรามค าแหง เพราะกูพุ่งช้างขุนสามชน ไพร่ฟ้าหน้าใส = พลทหาร หนีญญ่ายพายจะแจ้น = แตกพ่ายหนีอย่างชุลมุน เบกพล = น าพลเข้าไป ต่อช้าง = ชนช้าง เนื้อหาตอนที่ ๑ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก เหล่าพลทหารของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ต่างแตกพ่าย หนีอย่างชุลมุนวุ่นวาย แต่พ่อขุนรามค าแหงไม่หนี กลับขี่ช้างน าพลเข้าไป พ่อขุนรามค าแหงขี่ไปทางพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ก่อน จากนั้นจึงชนช้างกับขุนสามชน ช้างของขุนสามชนชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนจึงแพ้และหนีไป พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงต้องชื่อว่า “พระรามค าแหง”


เมื่อชั่วพ่อกู กูบ าเรอแก่พ่อกู กูบ าเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้ หมากส้มหมากหวาน อันใดอันกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปตีหนังวังช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกู บ าเรอ = รับใช้ ปรนนิบัติ ตัวเนื้อตัวปลา = สัตว์น ้า สัตว์บก หมากส้มหมากหวาน = ผลไม้รสเปรี้ยวหวาน ตีหนังวังช้าง = จับช้าง เนื้อหาตอนที่ ๑ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก เมื่อในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์พ่อขุนรามค าแหงปรนนิบัติดูแลพ่อ แม่ของตนเอง เมื่อพ่อขุนรามค าแหงได้สัตว์น ้าสัตว์บก ได้ผลไม้รสเปรี้ยว รสหวานก็น ามามอบแก่พ่อของตน หากไปคล้องช้างได้มา ก็น ามามอบให้พ่อของตนเอง ตีหนังวังช้าง = จับช้าง


กูไปท่บ้านท่เมือง ได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นางได้เงือน ได้ทอง กูเอามาเวนแก่พ่อกู พ่อกูตายยังพี่กู กูพร ่าบ าเรอแก่พี่กู ดั่งบ าเรอแก่พ่อกู พี่กูตาย จึงได้เมืองแก่กูทั้ง(ก)ลม ท่ = ตี ได้ปั่วได้นาง = บริวารหญิงชาย ได้เงือนได้ทอง = ได้เงินได้ทอง เวน = มอบให้ ทั้ง(ก)ลม = ทั้งหมดทั้งสิ้น เนื้อหาตอนที่ ๑ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก หากไปตีบ้านเมืองผู้อื่นได้มา ทั้งช้าง ข้าทาสบริวารชายหญิง เงินทอง ก็เอามามอบแก่พ่อของตนเองทั้งหมด เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์สิ้นพระชนม์ พ่อขุนบานเมืองพี่ชายขึ้นปกครองสุโขทัยต่อ พ่อขุนรามค าแหงก็ดูแลพี่ เหมือนที่ดูแลพ่อ พอพ่อขุนบานเมืองสิ้นพระชนม์ พ่อขุนรามค าแหงจึงได้ปกครองต่อทั้งหมด


เมื่อชั่วพ่อขุนรามค าแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน ้ามีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจัก ใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใสลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มตายหายกว่าเหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อค ามัน ช้างขอลูกเมียเยียเข้า ไพร่ฟ้าข้าไท ป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ลูกมันสิ้น จกอบ = ภาษี ไพร่ฟ้าหน้าใส= ประชาชน ลูกเจ้าลูกขุน= ลูกผู้มียศต าแหน่ง เหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อค ามัน = บ้านเรือนจะมอบให้ลูกหลานผู้นั้นต่อไป ในสมัยพ่อขุนรามค าแหงนี้ดี ในน ้ามีปลาในนามีข้าว (อุดมสมบูรณ์) เจ้าเมืองไม่เอาภาษีจากประชาชน ใครอยากท าสิ่งใด ไม่ว่าจะค้าขาย แลกเปลี่ยน ก็ท าได้ตามใจตนเอง หากลูกผู้มียศมีต าแหน่งคนใด พ่อแม่เกิดล้มตาย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ช้าง ลูก เมีย ข้าทาสบริวาร ไร่นาป่าสวนของผู้เป็นพ่อ จะตกเป็นของลูกทั้งหมดทั้งสิ้น เนื้อหาตอนที่ ๑ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก


ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุน ผิแล้ผิดแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แล จึ่งแล่งความแก่เขาด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักนักมักผู้ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พีน เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด ผิแล้ผิดแผกแสกว้าง= ท าผิด ท าไม่ดี สวนดู= สอบสวน บ่เข้าผู้ลักนักมักผู้ซ่อน = ไม่เอาเปรียบ มีความยุติธรรม เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พีน เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด= ไม่คิดอยากได้ทรัพย์ผู้อื่น แล่งความ= ตัดสินความ ด้วยซื่อ = ด้วยความซื่อสัตย์ เนื้อหาตอนที่ ๑ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก หากประชาชนหรือลูกผู้มีอ านาจคนใด ท าผิด ท าไม่ดี พ่อขุนรามค าแหง จะท าการสอบสวน และตัดสินความด้วยความซื่อสัตย์และยุติธรรม ไม่เอาเปรียบ ไม่คิดอยากได้ทรัพย์ผู้อื่น


คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ ช่อยเหนือเฟื้อกู้ มันบ่มีช้างบ่มีม้า บ่มีปั่วบ่มีนาง บ่มีเงินบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่อยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง ได้ข้าเสือกข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก่ดี บ่ข้าบ่ตี ช่อยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง = ช่วยเหลือให้มีบ้านมีเมือง เนื้อหาตอนที่ ๑ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก หากใครเดือดร้อน ขี่ช้างมาหา หรือมาให้ช่วยเหลือ ก็จะช่วยเหลือ หากไม่มีช้าง ไม่มีม้า ไม่มีข้าทาสบริวาร ทั้งชายและหญิง ไม่มีเงินทอง พ่อขุนนามค าแหงก็จะช่วยเหลือ ก็ให้ไปจนสามารถตั้งเป็นเมืองได้


ในปากประตูมีกดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความ เจ็บท้อง ข้องใจ มันจักกล่าวเถิงเจ้าเถิงขุนบ่ไร้ ไปลั่นกระดิ่ง อันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามค าแหงเจ้าเมืองได้ กดิ่ง = กระดิ่ง มีถ้อยมีความ = มีเรื่องราวบาดหมาง ทะเลาะเบาะแว้งกัน เจ็บท้อง ข้องใจ = ป่วย ไม่สบาย หรือมีปัญหารบกวนจิตใจ เนื้อหาตอนที่ ๑ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก บริเวณปากประตู มีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนอยู่กลางเมือง หากประชาชนคนใดมีเรื่องราวบาดหมาง ทะเลาะ เบาะแว้งกัน ป่วย ไม่สบาย หรือมีปัญหารบกวนจิตใจอยากให้พ่อขุนรามค าแหงช่วยเหลือ ก็ไปสั่นกระดิ่ง ที่แขวน พ่อขุนรามค าแหงก็จะออกมาช่วยเหลือ


เนื้อหาตอนที่ ๑ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก สรุปด้านที่ ๑ กล่าวถึงประวัติส่วนตัวของพ่อขุนรามค าแหง ที่มาของชื่อ รวมทั้งอุปนิสัยของพ่อขุนรามค าแหง และยังกล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ด้านพืชพันธ์ ธัญญาหาร ที่มีครบถ้วน ทุกคนมีอิสระในการท างาน ประกอบอาชีพ และสะท้อนให้เห็นความใส่ใจ ด้านการปกครองที่ให้ความส าคัญกับความยุติธรรม และเป็นกลางของพ่อขุนรามค าแหง


เนื้อหาเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ขนบธรรมเนียมประเพณีของสุโขทัย การสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองศรีสัชนาลัย การสร้างพระแท่นมนังศิลาบาตร และการประดิษฐ์อักษรไทย วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พระแท่นมนังศิลาบาตร เนื้อหาตอนที่ ๒ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก เมืองศรีสัชนาลัย


ยินเรียกเมือถาม สวนความแก่มันด้วยซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึ่งชมสร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองนี้ ทุกแห่ง ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลาย ในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มันกลางเมืองสุโขทัยนี้ มีน ้าตระพังโพยสีใสกินดี…ดั่งกินน ้าโขงเมื่อแล้ง รอบเมืองสุโขทัยนี้ตรีบูรได้สามพันสี่ร้อยวา ป่าหมากป่าพลู = ต้นหมากต้นพลู หมากขาม = ต้นมะขาม ป่าลาง = สวนขนุน ป่าพร้าว = สวนมะพร้าว น ้าตระพังโพยสี= สระน ้าในอดีตของสุโขทัย มี ๔ แห่ง คือ ตระพังเงิน ตระพังทอง ตระพังตะกวน ตระพังโพยสี ตรีบูร = เมืองที่มีป้อมค่าย ๓ ชั้น เนื้อหาตอนที่ ๒ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก ราษฎรเมืองสุโขทัยนี้นิยมปลูกต้นไม้กันมาก มีการปลูกหมาก ปลูกพลู ต้นมะพร้าว ต้นขนุน ต้นมะม่วง ต้นมะขามมีมากอยู่ในเมืองสุโขทัย ที่กลางของเมืองมีสระน ้าที่ใสสะอาด สามารถใช้ดื่มกินได้ เมืองสุโขทัยล้อมรอบไปด้วยก าแพงเมืองที่มีทั้งหมดสามชั้น ความยาว ๙.๘ กิโลเมตร


คนในเมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามค าแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้ญีงฝูงท่วยมีศรัทธา ในพระพุทธศาสน ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษากรานกฐิน มักทาน = ท าบุญ ลูกเจ้าลูกขุน = ลูกคนมียศ มีต าแหน่ง ผู้ญีง = ผู้หญิง มักทรงศีล = ถือศีล ชาวแม่ชาวเจ้า = หญิงชาววัง ฝูงท่วย = คนเหล่านั้น มักโอยทาน = ถวายสังฆทาน เนื้อหาตอนที่ ๒ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก คนในเมืองสุโขทัยนี้ชอบท าทาน ถือศีล ถวายสังฆทาน ทั้งพ่อขุนรามค าแหง หญิงชาววัง และราษฎรทั้งหญิงชายต่างก็มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา จะถือศีลกันเมื่อถึงวันเข้าพรรษา และเมื่อออกพรรษา ก็จะมีการทอดกฐิน ถวายสังฆทาน


เดือนหนึ่งจึงแล้ว เมื่อกรานกฐินมีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนโนน บริพารกถินโอยทานแล้ปีแล้ญิบล้าน ไปสูตญัติกฐินถึงอรัญญิกพู้น เมื่อจักเข้ามาเวียงเรียงแต่อรัญญิกพู้น เท่า หัวลานด บงค ด้วยเสียงพาดเสียงพิณเสียงเลื้อนเสียงขับ ใครจักมักเหล้นเหล้น ใครจักมักหัว หัวใครจักมักเลื้อน เลื้อน เสียงเลื้อนเสียงขับ = ขับร้องท านองเสนาะ ร้องเพลง ลานด บงค = การเล่นดนตรี อรัญญิก = ป่า เวียง = เมือง สูตญัติกฐิน = ถวายสังฆทาน แล้ปีแล้ญิบล้าน = เงิน ๒ ล้านเบี้ย พนมดอกไม้ = กองดอกไม้ที่ถวาย พนมหมาก = กองผลไม้ที่ถวาย พนมเบี้ย = กองเงินที่ถวาย เนื้อหาตอนที่ ๒ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก และเมื่อออกพรรษาก็จะมีการทอดกฐิน ถวายสังฆทาน มีการจัดพานดอกไม้ พานเงิน พานทอง หมอน และเงิน อีกสองล้านเบี้ยเพื่อถวายกฐินและสังฆทานทีวัดในป่า ตลอดเมือง จะมีการตีกลอง มีการละเล่นดนตรี ขับร้องเพลง ขับท านองเสนาะ กันอย่างสนุกสนาน


เนื้อหาตอนที่ ๒ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก


เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวง เที้ยนย่อมคนเสียดกันเข้ามาดูท่านเผาเทียน ท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดั่งจักแตก กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร สี่ปากประตูหลวง = ทิศเหนือ ประตูศาลหลวง ทิศใต้ ประตูนะโม ทิศตะวันออก ประตูก าแพงหัก ทิศตะวันตก ประตูอ้อ พิหาร = วัด เที้ยน = เปรียบ คล้าย เนื้อหาตอนที่ ๒ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก เมืองสุโขทัยนี้ มีสี่ปากประตูหลวง ผู้คนต่างเบียดเสียดกันเข้ามาชมการเล่นเผาเทียน และการเล่นๆไฟ ทางประตูใหญ่ทั้งสี่ประตู ผู้คนหนาแน่นจนเมืองแทบแตก กลางเมืองกลางเมืองสุโขทัยมีการสร้างวัดเล็ก วัดใหญ่


มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม มีปู่ครูนิสัยมุตก์ มีเถรมีมหาเถรเบื้องตะวันตก พระอัฏฐารศ = พระพุทธรูปปางมารวิชัย ปู่ครูนิสัยมุตก์= พระภิกษุ เนื้อหาตอนที่ ๒ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก มีพระพุทธรูปองค์เล็ก องค์ใหญ่ ที่แตกต่างกันออกไป มีพระภิกษุที่มีพรรษาตั้งแต่ ห้าพรรษาจ าวัดอยู่ มีพระเถร พระมหาเถร อยู่ทางทิศตะวันตก


เม ื องสุโขทยัน ้ ีมีอไรญิก พอ่ขนุรามคา แหงกระทา โอยทานแก่มหาเถร สังฆราชปราชญ์เรียนจบ ปิฎกไตรหลวกกวา่ ปู่ครูในเม ื องน ้ ี ทุกคนลุกแต่เม ื องศร ี ธรรมราชมา ในกลางอรัญญิก มีพิหาร อันหนึ่งงมนใหญ่สูงงามแก่กม ม ี พระอัฏฐารศอนัหน่ึ งลุกยน ื เบ ้ ื องตะวนัออกเม ื องสุโขทยัน ้ ี ม ี พิหารมีปู่ ครู มีทะเลหลวง ม ีป่าหมากป่าพลูม ีไร่ม ี นาม ี ถิ่นถ้าน ม ี บา ้ นใหญบ่า ้ นเลก ็ ม ีป่าม่วง ม ีป่าขาม ดูงามดงั่ แกล้ อไรญิก = ป่ า มหาเถร = พระภิกษุ พิหารอันหนึ่งงมนใหญ่ = วัดขนาดใหญ่ ทะเลหลวง = ทุ่งหญ้า เนื้อหาตอนที่ ๒ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก


พ่อขุนรามค าแหงจะท าการถวายสังฆทานแก่พระมหาเถรสังฆราชในป่ า ซึ่งที่กลางป่ านั้นมีเจดีย์กลมใหญ่อยู่ซึ่งมีความสวยงามมากที่สุด มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยยืนหันพระพักตร์ไปทางด้านตะวันออก ถือว่าองค์นี้เป็นองค์ที่ใหญ่ที่สุด ที่เมืองสุโขทัยมีวัด มีพระ มีป่ า มีต้นไม้ต่าง ๆพันธุ์กัน ราษฎรมีบ้านเรือน งดงามดั่งความตั้งใจของพ่อขุนรามค าแหง เม ื องสุโขทยัน ้ ีมีอไรญิก พอ่ขนุรามคา แหงกระทา โอยทานแก่มหาเถร สังฆราชปราชญ์เรียนจบ ปิฎกไตรหลวกกวา่ ปู่ครูในเม ื องน ้ ี ทุกคนลุกแต่เม ื องศร ี ธรรมราชมา ในกลางอรัญญิก มีพิหาร อันหนึ่งงมนใหญ่สูงงามแก่กม ม ี พระอัฏฐารศอนัหน่ึ งลุกยน ื เบ ้ ื องตะวนัออกเม ื องสุโขทยัน ้ ี ม ี พิหารมีปู่ ครู มีทะเลหลวง ม ีป่าหมากป่าพลูม ีไร่ม ี นาม ี ถิ่นถ้าน ม ี บา ้ นใหญบ่า ้ นเลก ็ ม ีป่าม่วง ม ีป่าขาม ดูงามดงั่ แกล้ เนื้อหาตอนที่ ๒ ด้านที่ ๑ ในศิลาจารึก


ตอนท ี่๓ กล่าวสรรเสริญพระเกียรติพ่อขุนรามค าแหงและ กล่าวถึงการขยายอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัยที่แผ่ไพศาล


เบื้องตีนนอนเมืองสุโขไทนี้มีตลาดปสาน มีพระอัจนะ มีปราสาท มีป่ าหมากพร้าว ป่ าหมากลาง มีไร่มีนา มีถิ่นถ้าน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก เบื้องหัวนอนเมือง สุโขไทนี้ มีกุฎีพิหาร ปู่ ครูอยู่ มีสรีดภงส(ศรีตระพังสระ???) มีป่ าพร้าวป่ าลาง มีป่ าม่วงป่ าขาม มีน ้าโคกมีพระขพุง ผีเทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยงเมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดีพลีบ่ถูกผีในเขาอันบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย เมืองนี้เที่ยงเมืองนี้ดี = บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ไหว้ดีพลีถูก = บูชาถูกต้อง พระขพุง = ชื่อเขา น ้าโคก = ล าธาร มีสรีดภงส = คลองส่งน ้า กุฎี= ที่อยู่ของพระภิกษุ เบื้องหัวนอน = ทิศใต้ พระอัจนะ = พระพุทธรูป เบื้องตีนนอน = ทิศเหนือ


ทางทิศเหนือมีตลาด มีพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีปราสาท มีป่ าไม้ ต้นมะพร้าวต้นหมาก ต้นขนุน มีสวนมีไร่ มีบ้านเรือนของราษฎรตั้งถิ่นฐานกันอยู่ ส่วนทางใต้มีกุฏิอารามของพระ มีท านบส าหรับท าชลประทาน มีป่ ามีต้นไม้ มากมายเช่นกัน มีล าธารที่ได้ไหลออกมาจากเขาขพุง ภูเขาขพุงนี้ มีความเชื่อกันว่า ผีที่สิงอยู่ที่เขานี้มีอ านาจยิ่งกว่าผีทุกตนในละแวกนั้น หากเจ้าเมืองสุโขทัยท าการ เซ่นไหว้ บูชาอย่างดี ผีในเขาขพุงจะดลให้บ้านเมืองมั่นคง เพราะว่าผีคุ้มครอง แต่หากเซ่นไหว้ไม่ดีจะท าให้บ้านเมืองเดือดร้อน เพราะว่าผีเขาขพุงไม่คุ้มครอง เบื้องตีนนอนเมืองสุโขไทนี้มีตลาดปสาน มีพระอัจนะ มีปราสาท มีป่ าหมากพร้าว ป่ าหมากลาง มีไร่มีนา มีถิ่นถ้าน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก เบื้องหัวนอนเมือง สุโขไทนี้ มีกุฎีพิหาร ปู่ ครูอยู่ มีสรีดภงส(ศรีตระพังสระ???) มีป่ าพร้าวป่ าลาง มีป่ าม่วงป่ าขาม มีน ้าโคกมีพระขพุง ผีเทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยงเมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดีพลีบ่ถูกผีในเขาอันบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย


๑๒๑๔ ศก ปี มะโรง พอ่ขนุรามคา แหงเจา ้ เม ื องศรีสัชนาลยัสุโขทยัปลูกไมต ้ าลน ้ ีไดสิ้ บสี่เข้า จ่ึ งใหช ้่าง ฟันขดารหินต ้ งัหวา่งกลางไมต ้ าลน ้ ีวันเดือนดับเดือนออกแปดวัน วันเดือนเต็ม เดือนบ้างแปดวัน ฝูงปู่ ครู เถร มหาเถรข ้ึ นนงั่เหน ื อขดานหินสูตธรรมแก่อูบาสกฝงูท่วยจา สีลผใิช่วนัสูตรธรรมพอขุนรามค าแหง ่ เจ้าเมืองศรีสัชนาลยัสุโขทยัข ้ึ นนงั่ เหนือขดารหิน ใหฝ้ งูลูกเจา ้ ขนุฝงูท่วยถ ื อบา ้ นถ ื อเม ื องคร ้ันวนัเด ื อน ดบัเด ื อนเตม ็ ท่านแต่งชา ้ งเผอ ื กกระพัดลยางเท ้ ี ยนยอ่มทองงา...ขวา ชื่อรูจาครีพอ่ขนุรามคา แหงข ้ึ นข ี่ไป นบพระ....(เถิง)อรัญญิกแล้วเข้ามา, สิบสี่เข้า = สิบสี่ปี ฟันขดารหิน = ฟันกระดานหิน สูตธรรม = แสดงธรรม อูบาสก = ประชาชน เดือนบ้างแปดวัน = วันแรมแปดค ่า สายเชือกที่ผูกกูบหรือสับประคับ คล้องไว้กับโคน หางช้างและรัดกับตัวช้าง วันเดือนเต็ม = วันเพ็ญ เดือนโอกแปดวัน = วันขึ้นแปดค ่า รูจาครี= ชื่อช้าง


๑๒๑๔ ศก ปี มะโรง พอ่ขนุรามคา แหงเจา ้ เม ื องศรีสัชนาลยัสุโขทยัปลูกไมต ้ าลน ้ ีไดสิ้ บสี่เข้า จ่ึ งใหช ้่าง ฟันขดารหินต ้ งัหวา่งกลางไมต ้ าลน ้ ีวันเดือนดับเดือนออกแปดวัน วันเดือนเต็ม เดือนบ้างแปดวัน ฝูงปู่ ครูเถร มหาเถรข ้ึ นนงั่เหน ื อขดานหินสูตธรรมแก่อูบาสกฝงูท่วยจา สีลผใิช่วนัสูตรธรรมพอ่ขนุรามคา แหง เจ้าเมืองศรีสัชนาลยัสุโขทยัข ้ึ นนงั่ เหนือขดารหิน ใหฝ้ งูลูกเจา ้ ขนุฝงูท่วยถ ื อบา ้ นถ ื อเม ื องคร ้ันวนัเด ื อน ดบัเด ื อนเตม ็ ท่านแต่งชา ้ งเผอ ื กกระพัดลยางเท ้ ี ยนยอ่มทองงา...ขวา ชื่อรูจาครีพอ่ขนุรามคา แหงข ้ึ นข ี่ไป นบพระ....(เถิง)อรัญญิกแล้วเข้ามา, พุทธศักราช ๑๘๓๕ พ่อขุนรามค าแหงครองราชย์สมบัติเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัย ครบ ๑๔ ปี จึงสั่งให้ช่างท ากระดานหินไปวางไว้กลางป่ าตาล ถ้าเป็นวันพระจะมีพระครู พระเถร พระมหาเถร มานั่งเทศนาธรรมให้กับประชาชน แต่หากไม่ใช่วันพระพ่อขุนรามค าแหงจะขึ้นนั่งแล้วให้ประชาชนหรือเจ้าเมืองอื่น ที่เป็นประเทศราชมาปรึกษาหารือได้ หากมีเรื่องทุกข์ใจหรือข้องใจ เมื่อถึงวันพระพ่อขุนรามค าแหงจะแต่งช้าง ให้สวยงาม งาประดับไปด้วยทอง ช้างพระที่นั่งของพ่อขุนรามค าแหงชื่อว่า จูราครี


จารึกอันหนึ่งมีในเมืองเชลียงสถาบกไว้ด้วยพระศรีรัตนธาตุ จารึกอันหนึ่งมีในถ ้าชื่อถ ้า พระราม อยู่ฝั่งน ้าส พาย จารึกอันหนึ่งมีในถ ้ารัตนธารในกลวงป่ าตาลนี้ มีศาลาสองอัน อันหนึ่งชื่อศาลาพระมาส อันณึ่งชื่อพุทธศาลา ขดารหินนี้ชื่อมนังศิลาบาตร สถาบกไว้หนี้ (จึ่ง)ทังหลายเห็น เมืองเชลียง = เมืองสวรรคโลกเก่า สถาบก = สร้างไว้ พระศรีรัตนธาตุ = เจดีย์ที่บรรจุอัฐิพระพุทธเจ้า จารึกอันหนึ่งมีในเมืองเชลียงซึ่งถือว่าเป็นเมืองส าคัญขณะนั้น ที่สร้างไว้ด้วยพระศรีรัตนธาตุ จารึกอีกอันหนึ่งมีอยู่ที่ถ ้าพระราม และจารึกอีกอันหนึ่งมีอยู่ในถ ้ารัตนธารที่กลางป่ าตาล ซึ่งมีศาลาอยู่สองหลัง หลังหนึ่งชื่อศาลาพระมาส อีกศาลาชื่อพุทธศาลา กระดานหินที่ใช้ส าหรับแสดงธรรมชื่อว่ามนังศิลาบาตร


มากาวลาวแลเมืองไทเมืองใต้หล้าฟ้าฏ = เมืองมา กาว ลาว ไทย เวียงล้อม = ก าแพงหินล้อม ลายสืไท = อักษรไทย ทั้งหลายเห็น = เอาออกมาให้เห็น หาใคร่ใจในใจ = คิดทบทวน ไทชาวอูชาวของ = ชาวไทย ชาวของ สามเข้า = สามวัน พ่อขุนรามค าแหงลูกพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นขุนในเมืองสรีสัชนาลัยสุโขทัย ทั้งมากาวลาวแลเมือง ไทเมืองใต้หล้าฟ้าฏ…ไทชาวอูชาวของมาออก๑๒๐๗ สก ปีกุน ให้ขุด(เอา)พระธาตุออกทั้งหลายเห็น กระท าบูชาบ าเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวัน จึ่งเอาลงฝังในกลางเมืองสรีสัชนาลัย ก่อพระเจดีย์เหนือ หกเข้าจึ่งแล้ว ตั้งเวียงล้อมพระมหาธาตุ สามเข้าจึ่งแล้วเมื่อก่อนลายสือนี้บ่มี ๑๒๐๕ สกปีมะแม พ่อขุนรามค าแหงหาใคร่ใจในใจแลใส่ลายสืไทนี้ลายสือนี้จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้


พ่อขุนรามค าแหงลูกพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นขุนในเมืองสรีสัชนาลัยสุโขทัย ทั้งมากาวลาวแลเมือง ไทเมืองใต้หล้าฟ้าฏ…ไทชาวอูชาวของมาออก๑๒๐๗ สก ปีกุน ให้ขุด(เอา)พระธาตุออกทั้งหลายเห็น กระท าบูชาบ าเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวัน จึ่งเอาลงฝังในกลางเมืองสรีสัชนาลัย ก่อพระเจดีย์เหนือ หกเข้าจึ่งแล้ว ตั้งเวียงล้อมพระมหาธาตุ สามเข้าจึ่งแล้วเมื่อก่อนลายสือนี้บ่มี ๑๒๐๕ สกปีมะแม พ่อขุนรามค าแหงหาใคร่ใจในใจแลใส่ลายสืไทนี้ลายสือนี้จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้ พ่อขุนรามค าแหงเป็นบุตรของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ซึ่งเป็นเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัย สุโขทัย ซึ่งปกครองพวกมา กาว ลาว ไทยชาวอู ชาวของ พุทธศักราช ๑๘๒๘ พ่อขุนรามค าแหงให้ขุดเอาพระธาตุที่มีการฝังไว้ออกมาให้หมด แล้วท าพิธีบูชาใหม่อีกครั้งแล้วจึงน าไปฝังลงที่กลางเมืองศรีสัชชนาลัย แล้วก่อเจดีย์เหนือบริเวณที่ฝังพระธาตุ แล้วสร้างก าแพงหินล้อมรอบพระมหาธาตุ เมื่อก่อนไม่มีอักษรไทยจนกระทั่งพุทธศักราช ๑๘๒๑ พ่อขุนรามค าแหงคิด ใคร่ครวญอยู่ในใจแล้วประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นมาใช้


พ่อขุนรามค าแหงนั้นหาเป็นท้าวเป็นพระญาแก่ไททังหลาย หาเป็นครูอาจารยสั่งสอนไททังหลาย ให้รู้บุญรู้ธรรมแท้แต่คนอันมีในเมืองไทด้วยรู้ด้วยหลวก ด้วยแกล้วด้วยหาญ ด้วยแคะด้วยแรง หาคน จักเสมอมิได้ อาจปราบฝูงข้าเศิก มีเมืองกว้างช้างหลาย ปราบเบื้องตะวันออกรอดสรลวง สองแคว ลมบาจาย สคาเท้าฝั่งของเถีงเวียงจันทน์เวียงค าเป็นที่แล้ว ด้วยแกล้วด้วยหาญ = มีความกล้าหาญ เบื้องตะวันออกรอดสรลวงสองแคว = ตะวันออกติดกับพิษณุโลก เมืองกว้างช้างหลาย = เมืองกว้างขวางมีช้างมากมาย ด้วยแคะด้วยแรง = มีก าลัง เป็นท้าวเป็นพระญา = เป็นเจ้าเมือง ลมบาจาย =เมืองหล่มเก่า สคา= เมืองแถวแม่น ้าป่ าสัก


พ่อขุนรามค าแหงนั้นเป็นท้าว เป็นเจ้าเมืองแก่ชาวไทยทั้งหลาย ไม่ได้เป็นอาจารย์ที่สั่งสอนคนทั่วไปให้รู้บุญรู้บาป แต่มีความรู้มาก ความกล้าหาญหาใครจะเทียบไม่ได้ อาณาเขตของเมืองสุโขทัยกว้างขวาง เพราะสามารถปราบข้าศึกได้มาก ทางด้านตะวันออกมีพื้นที่ถึงเมืองสระหลวง เมืองสองแคว เมืองลุม เมืองจาบาย เมืองแถวแม่น ้าป่ าสัก จึงถึงฝั่งของเวียงจันทน์ พ่อขุนรามค าแหงนั้นหาเป็นท้าวเป็นพระญาแก่ไททังหลาย หาเป็นครูอาจารยสั่งสอนไททังหลาย ให้รู้บุญรู้ธรรมแท้แต่คนอันมีในเมืองไทด้วยรู้ด้วยหลวก ด้วยแกล้วด้วยหาญ ด้วยแคะด้วยแรง หาคน จักเสมอมิได้ อาจปราบฝูงข้าเศิก มีเมืองกว้างช้างหลาย ปราบเบื้องตะวันออกรอดสรลวง สองแคว ลมบาจาย สคาเท้าฝั่งของเถีงเวียงจันทน์เวียงค าเป็นที่แล้ว


เบื้องหัวนอนรอดคนที พระบาง แพรก สุพรณณภูมิ ราชบูรี เพช(บู)รี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทร เป็นที่แล้ว เบื้องตะวันตกรอดเมืองฉอด เมือง…น หงษาวดี สมุทรหาเป็นแดน, เบื้องหัวนอน = ทิศใต้ รอดคนที = ติดกับบ้านโคน ก าแพงเพชร สุพรณณภูมิ = เมืองเก่าแถวสุพรรณบุรี แพรก = เมืองชัยนาท ราชบูรี = เมือราชบุรี พระบาง = เมืองนครสวรรค์ ศรีธรรมราช = เมืองนครศรีธรรมราช เพช(บู)รี = เมืองเพชรบุรี รอดเมืองฉอด เมือง…น หงษาวดี =ตลอดถึงเมืองฉอดและหงสาวดี


ทางทิศใต้ที่จังหวัดก าแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ถึงนครศรีธรรมราชและชายฝั่งทะเลเป็นเขตแดน เบื้องหัวนอนรอดคนที พระบาง แพรก สุพรณณภูมิ ราชบูรี เพช(บู)รี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทร เป็นที่แล้ว เบื้องตะวันตกรอดเมืองฉอด เมือง…น หงษาวดี สมุทรหาเป็นแดน,


เบื้องตีนนอน รอดเมืองแพร่ เมืองม่าน เมืองน…เมืองพลัวพ้นฝั่งของ เมืองชวาเป็นที่แล้ว , ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองนั้น ชอบด้วยธรรมทุกคน เบื้องตีนนอน = ทิศเหนือ รอดเมืองแพร่ = ติดกับบ้านโคน ก าแพงเพชร เมืองม่าน เมืองน…= เมืองอยู่ระหว่าแพร่กับน่าน เมืองพลัว = อ าเภอปัว จังหวัดน่าน เมืองชวา = เมืองหลวงพระบาง ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองนั้น ชอบด้วยธรรมทุกคน = ปกครองบ้านเมืองนั้น ด้วยความเป็นธรรมมาตลอด


ทางทิศใต้ที่จังหวัดก าแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ถึงนครศรีธรรมราชและชายฝั่งทะเล ทางด้านตะวันตกจะอยู่ถึงเมืองหงสาวดี ทิศเหนือจะอยู่ถึงจังหวัดน่าน หลวงพระบาง พ่อขุนรามค าแหงปกครองและดูแลเมืองเหล่านี้ อย่างดี ด้วยความเป็นธรรมมาโดยตลอด เบื้องตีนนอน รอดเมืองแพร่ เมืองม่าน เมืองน…เมืองพลัวพ้นฝั่งของ เมืองชวาเป็นที่แล้ว , ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองนั้น ชอบด้วยธรรมทุกคน


บทวิเคราะห์ ค ุ ณค่าด ้ านเน ื อ ้ หา ๑. เป็ นหล ั กฐานทางประว ั ตศ ิ าสตรท ์ ส ี่า ค ั ญ ท าให้คนรู้จักประวัติศาสตร์ของอาณาจักรสุโขทัย รู้ที่มาของค าว่า”รามค าแหง” ว่า มาจาการรบชนะขุนพลสามชน เจ้าเมืองฉอด ดังในศิลาจารึกที่ว่า “..........กูต่อช้าง ด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี พ่อกู จึ่งขึ้นชื่อกู รามค าแหง ..” ๒. ให ้ ความร ู ้ ด ้ านอ ั กษรศาสตร ์ คือได้รู้จักต้นแบบของอักษรไทยสมัยก่อนที่จะมาพัฒนาเป็น อักษรไทยในปัจจุบัน และให้ความรู้ในด้านค าโบราณ


๓. ให ้ ความร ู ้ ด ้ านการปกครองตามหล ั กน ิ ตศ ิ าสตร ์ เพราะสมัยพ่อขุนรามค าแหง มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ดังในศิลาจารึกที่ว่า “.....ในปากประตูมีกระดิ่งอันณื่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปก กลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจ มักจักกล่าวเถิงเจ้าขุนเถิงบ่ไร้ ไปลั่นกระดิ่งอันท่าน แขวนไว้ พ่อขุนรามค าแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียกเมือถามสวนความแก่มันด้วยซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม....” นอกจากนี้ ยังแสดงถึงกฎหมายมรดก เช่น เมื่อพ่อแม่ตาย ทรัพย์สมบัติ จะต้องเป็นของลูก ดังในศิลาจารึกที่ว่า “...ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มหายตายกว่า เหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อค ามัน ช้างขอลูกเมีย เยียข้าว ไพร่ฟ้าข้าไท ป่ าหมากป่ าพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ลูกมันสิ้น”


Click to View FlipBook Version