กลอนดอกสรอ้ ยรำพงึ ในปำ่ ชำ้
ในสมัยรัชกำลท่ี ๖ วรรณคดตี ะวันตกได้เขำ้ มำ
มีอิทธิพลต่อกวีไทยมำกขึ้น
มีกำรแปลวรรณคดตี ะวนั ตกเปน็ รอ้ ยแก้ว
มกี ำรนำเร่ืองมำเรยี บเรียงเป็นร้อยกรอง
แลว้ ดัดแปลงใหส้ อดคลอ้ งกับวฒั นธรรมไทยรวมถงึ รสนิยมของคนไทย
“กลอนดอกสรอ้ ยรำพงึ ในปำ่ ชำ้ ” เปน็ บทประพนั ธท์ ีถ่ อดควำมมำจำกเรอ่ื ง
“Elegy Written in a Country Churchyard”
ของกวชี ำวองั กฤษ โดยนำมำดดั แปลงใหเ้ ขำ้ กบั วฒั นธรรมของไทย
ด้วยเน้ือหำทีแ่ สดงควำมเขำ้ ใจในธรรมชำตขิ องมนษุ ย์ ผสมผสำนกบั ควำมงำมทำงดำ้ นวรรณศลิ ป์
กลอนดอกสรอ้ ยรำพงึ ในปำ่ ชำ้ จงึ เปน็ บทประพนั ธท์ ี่มคี ุณคำ่ เหมำะสมและเปน็ ประโยชน์
เพรำะ กลอนดอกสรอ้ ยรำพงึ ในปำ่ ชำ้ มุ่งเสนอควำมจรงิ เกย่ี วกบั ชวี ติ
โดยผแู้ ต่งเสนอแนวคิดที่ว่ำ
มนุษย์ทง้ั หลำยตอ้ งตำย
ซ่งึ เปน็ สจั ธรรมในชวี ติ ที่เท่ียงแทแ้ ละแน่นอน
ควำมเปน็ มำ
กลอนดอกสรอ้ ยรำพึงในปำ่ ช้ำ มีทีม่ ำจำกกวีนิพนธ์ชอ่ื
“Elegy Written in a Country Churchyard”
ของ ทอมสั เกรย์ (Thomas Gray) เป็นกวชี ำวอังกฤษ
ซงึ่ ประพนั ธข์ ้นึ หลงั จำกทีญ่ ำตแิ ละเพ่ือนของผู้ประพันธ์
เสยี ชวี ิตลงในเวลำไล่เล่ยี กัน
เสฐียรโกเศศ
พระยำอปุ กติ ศลิ ปำกร (นม่ิ กำญจนำชวี ะ)
นำคะ ประทปี (บทกถำมขุ หรอื บทนำเรอ่ื ง)
พระยำอปุ กติ ศลิ ปำกร (น่มิ กำญจนำชวี ะ)
ได้ระบขุ อ้ ควำมทเ่ี กย่ี วกับกำรแปลเรือ่ งนไ้ี วว้ ำ่
“จำกภำษำองั กฤษซงึ่ ทำ่ นเสฐียรโกเศศ แปลใหข้ ำ้ พเจำ้ ฟงั
ขำ้ พเจำ้ ไดแ้ ตง่ ดดั แปลงให้เขำ้ กับธรรมเนยี มไทยบำ้ ง”
ดังบท ประพนั ธน์ ้ี
ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ
เช่นชาวบา้ นบางระจนั ขันราบาญ กับหมมู่ า่ นประทุษอยุธยา
ไม่เช่นน้นั ทา่ นกวเี ช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเลห่ ์ใบไ้ ร้ภาษา
หรอื ผกู้ ูบ้ ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดนิ เอย
ดัดแปลงใหเ้ ขา้ กบั ธรรมเนียมไทย
ตรงไหนเอย่ ยยยย
ประวตั ิผแู้ ตง่ “พระยาอปุ กิตศิลปสาร”
พระยาอุปกติ ศลิ ปสาร ช่อื เดิม นมิ่ กาญจนาชีวะ
เกดิ เม่ือวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๒๒ ไดร้ บั การศกึ ษา
ขั้นต้นทวี่ ัดบางประทนุ นอก และท่ีวดั ประยุรวงศาวาส ต่อมาไดบ้ วชเปน็
สามเณรและเป็นพระภกิ ษทุ ี่วัดสทุ ศั นเทพ วราราม ระหวา่ งท่บี วชได้ศกึ ษา
พระธรรมวินยั จนสอบไดเ้ ปรยี ญธรรม ๖ ประโยค
พระยาอุปกติ ศิลปสารเรม่ิ เข้ารบั ราชการ โดยทางานเป็นครฝู กึ สอนอยทู่ ี่
โรงเรยี นฦกหัดอาจารย์สายสวลีสัณฐาคาร ฝา่ ยสอนหนงั สอื ทีโ่ รงเรียนสวน
กุหลาบและโรงฝกึ หัดอาจารย์บา้ นสมเด็จเจ้าพระยา
นอกจากนี้ ยงั เคยดารงตาแหน่งข้าหลวงตรวจการ ภายหลังเขา้ มารบั ราชการในกระทรวง
ธรรมการ พนกั งานกรมราชบัณฑติ ปลดั กรมตาราหัวหน้าการพิมพ์แบบเรียน
หัวหน้าแผนกอภธิ านสยาม จนไดร้ บั บรรดาศกั ดิเ์ ปน็ อามาตยเ์ อกพระยาอุปกิตศิลปสาร
ประวตั ผิ แู้ ต่ง “พระยาอุปกติ ศลิ ปสาร”
พระยาอปุ กติ ศลิ ปะสาร เปน็ ผมู้ คี วามรู้ความเชี่ยวชาญ
ทางด้านภาษาไทย ภาษาบาลแี ละวรรณคดีโบราณ
เคยเปน็ อาจารยพ์ ิเศษสอนภาษาไทยชดุ ครูมธั ยมและ
เป็นกรรมการชาระปทานุกรม
ผลงานท่สี าคญั ทางด้านภาษาและวรรณคดไี ทยไดแ้ ก่
สยามไวยากรณ์ เป็นตาราไวยากรณ์ไทย คาประพนั ธ์บางเรื่อง
คาประพนั ธ์โคลงสลบั กาพย์
บทกลอนและปาฐกถาต่างๆเกี่ยวกับวรรณคดีและการใช้ภาษา
ประวตั ิผู้แตง่ “พระยาอนมุ านราชธน (ยง เสถียรโกเศศ) ”
พระยาอนุมานราชธน หรอื นามปากกาวา่ เสถยี รโกเศศ
ชือ่ เดมิ คอื หลีกวงหยง ตอ่ มาไดเ้ ปลี่ยนเป็น ยง
และไดร้ บั พระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเดจ็
พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยูห่ ัวว่า “เสถียรโกเศศ”
ได้รบั การศกึ ษาข้นั ตน้ ดา้ ยการเรยี นกบั พระบิดา หลังจากนัน้ มารดาจึงพาไปฝากเขา้ เรียน
ทโ่ี รงเรียนบ้านพระยานานา ต่อมาเข้าศึกษาตอ่ ท่ีโรงเรียนอสั สัมชัญ แต่มเี หตุใหต้ ้องออกจากโรงเรยี น
พระยาอนุมานราชธนกลับขวนขวายหาความรู้จนนับได้ว่าเปน็ นักปราชญ์คนสาคัญของไทย
และได้รับการยกยอ่ งจากองคก์ ารยเู นสโกใ้ หเ้ ปน็ ผู้มีผลงานดีเด่นทางวฒั นธรรม
และเป็นหนึง่ ในบคุ คลสาคัญของโลกชาวไทย ประจาปีพ.ศ.๒๕๓๑
ประวัติผู้แตง่ “พระยาอนมุ านราชธน (ยง เสถยี รโกเศศ) ”
พระยาอนุมานราชธน ได้เรม่ิ ชีวิตการทางานโดยไม่ไดร้ บั
ค่าตอบแทนดว้ ยการฝกึ หดั ผสมยาโอสถศาลาของรัฐบาล
จากนนั้ ลาออกไปทางานที่โรงแรมโอเรียลเต็ล
ตอ่ มาเขา้ รบั ราชการท่ีกรมศุลกากร ในตาแหนง่ เสมยี น
จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยา
ตาแหนง่ สุดท้ายในชวี ติ การทางานของท่าน
คือ อธบิ ดกี รมศิลปากร
ผลงานการประพันธ์ของพระยาอนมุ านราขธน นับเปน็ องค์ความรู้ทางด้านวรรณคดี ศาสนา
ศลิ ปวฒั นธรรมประเพณี เชน่ หิโตปเทศ เรอ่ื งของชาติไทย การศกึ ษาวรรณคดแี งว่ รรณศิลป์
อาหรบั ราตรี ลักธิของเพอื่ น กามนติ ลักธิ-ศาสนา
ประวตั ผิ ้แู ตง่ “พระยาสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทปี )”
พระสารประเสริฐ เดิมช่อื ตรี นาคะประทปี
เปน็ ผู้เชีย่ วชาญวิชาอกั ษรศาสตรภ์ าษาไทย
ไดร้ ับการศึกษาขัน้ ตน้ ทโี่ รงเรยี นสวนกหุ ลาบวทิ ยาลัย
จากน้ันบวชเป็นสามเณรสอบไดเ้ ปรียญ ๗ ประโยค
มีหน้าที่สอนภาษาบาลีในสานักวดั เทพศริ ินทราวาส
เรยี กกันโดยทั่วไปว่า “พระมหาตร”ี
พระสารประเสรฐิ ไดเ้ ร่ิมต้นชีวติ การทางานหลงั จากลาสิกขาออกมาเปน็ ฆราวาส
โดยเขา้ รับราชการเป็นอนุศาสนาจารย์ประจากระทรวงกลาโหม
ตอ่ มายา้ ยเข้ารบั ราชการทก่ี ระทรวงศกึ ษาธกิ ารในตาแหน่งผู้ชว่ ยแผนกอภิธานสยามในกรมตารา
ไดบ้ รรดาศักดเ์ิ ปน็ หลวงธุรกจิ ภธิ าน
ประวตั ิผแู้ ต่ง “พระยาสารประเสรฐิ (ตรี นาคะประทปี )”
และไดย้ า้ ยไปรบั ราชการในกรมราชเลขาธิการ
ตาแหนง่ ปลัดกรมพระอาลักษณ์
ไดร้ ับพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เลือ่ นบรรดาศักดิ์
เป็นพระสารประเสริฐ จากนั้นได้ลาออกจากราชการมาเป็น
อาจารย์พเิ ศษประจาแผนกวชิ าบาลี
คณะอักษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์ราชวิทยาลัย
พระสารประเสริฐ ร่วมงานดา้ นอกั ษรศาสตรแ์ ละวรรณกรรมอย่างใกลช้ ดิ
กบั พระยาอนมุ านราชธน นับต้งั แต่การรว่ มแปลหนงั สือหโิ ตปเทศ
โดยผลงานทท่ี ่านเขยี นขนึ้ เอง ไดแ้ ก่ พระธรรมบทหมวดพาลแทรกชาดก
และคัมภีร์อธธิ ารปั ปทีปิกา
ลกั ษณะคาประพนั ธ์
แต่งเปน็ กลอนดอกสรอ้ ยจานวน ๑๓ บท
เพมิ่ ขนึ้ จากบทประพันธ์องั กฤษหน่งึ บท
กลอนดอกสร้อยบทหนึ่งประกอบดว้ ยกลอนสุภาพจานวน ๒ บท หรือ ๔ คาคลอน
(มี ๘ วรรค) แต่ละวรรคประกอบด้วยคา ๔-๕ คา
โดยคาท่ี ๒ ของวรรคแรกจะใช้คาว่า “เอ๋ย” และจบคาสุดทา้ ยของบทดว้ ยคาวา่ “เอย”
ส่วนลักษณะสัมผสั เหมือนกลอนสภุ าพทุกประการ
ขนึ้ เอย๋
ลง เอย
เร่อื งย่อ
ในเวลาเยน็ ใกลค้ ่า ชายผู้หนง่ึ เข้าไปนัง่ อย่ใู นวัดชนบทแหง่ หนึ่งที่มแี ต่ความเงยี บสงบ
แตเ่ มื่อไดย้ ินเสยี งระฆังย่าบอกเวลาใกล้คา่ เขามองเห็นชาวนาพากันจงู วัวควาย
เดนิ ทางกลับบ้าน เมื่อสิ้นแสงตะวนั ไดย้ ินเสยี งหรีดหรงิ่ เรไรและเสียงเกราะในคอกสัตว์
นกแสกทีจ่ บั อยู่บนหอระฆังก็สง่ เสียงรอ้ ง ณ บริเวณโคนตน้ โพธิ์ ต้นไทรนั่นเอง
มหี ลมุ ฝังศพต่างๆอยู่มากมาย ความเงยี บสงบและความวิเวก ก่อใหเ้ กิดความรสู้ ึก
ซาบซึง้ ในสัจธรรมของชีวติ ท่านผนู้ ้นั จึงราพันออกมาเป็นบทกวีวา่
แม้ผดู้ ี มจี น นาย ไพร่ นกั รบ กษตั รยิ ์ ตา่ งก็มจี ดุ จบคือความตายเหมือนกัน
เนอื้ เรื่องกลอนดอกสร้อยในหนงั สือเรยี นน้ี
คดั มาจานวน ๒๑ บท จากทั้งหมด ๓๓ บท
เนอื้ เร่ือง
กถามุข
ดังไดย้ นิ มา สมัยหนง่ึ ผู้มชี อื่ ต้องการความวเิ วก เขา้ ไปนงั่ อยู่ ณ ทีส่ งัดในวัด
ชนบท เวลาตะวนั รอนๆ จนเสยี งระฆงั ยา่ บอกเวลาสน้ิ วัน ฝงู โคกระบอื และพวก
ชาวนาพากันกลบั ที่อยูเ่ ป็นหมๆู่ เมื่อสน้ิ แสงตะวนั แล้ว ได้ยินแต่เสียงจ้ิงหรดี เรไรกับ
เสียงเกราะในคอกสตั ว์ นกแสกจบั อยู่บนหอระฆังก็รอ้ งส่งสาเนียง ณ ทน่ี ั่นมตี น้
ไทรสูงใหญ่ ใตต้ ้นลว้ นมีเนินหญา้ กล่าวคอื ท่ีฝังศพตา่ งๆ อนั แลเหน็ ด้วยเดอื นฉาย
ศพในทีเ่ ช่นน้นั เปน็ ศพของพวกชาวไร่ชาวนานนั่ เอง ผู้นั้นมีความรลู้ กึ ซ้ึงเยอื กเย็นใจ
อย่างไร แลว้ ราพงึ อย่างไรในหมศู่ พ ไดเ้ ขยี นความในใจนั้นออกมาสกู่ ันดังนี้
(กถามุขนี้ นาคะประทปี เรียบเรียง)
ดอกสร้อย หง่างเหง่ง! ย่าค่าระฆังขาน
๑. วังเอย๋ วงั เวง คอ่ ยคอ่ ยผา่ นท้องทุ่งมุ่งถ่ินตน
ตะวันลับอบั แสงทุกแห่งหน
ฝงู วัวควายผ้ายลาทิวากาล และทงิ้ ตนตูเปลย่ี วอยเู่ ดยี ว เอย.
ชาวนาเหน่ือยอ่อนตา่ งจรกลบั
ทง้ิ ทงุ่ ใหม้ ืดมัวท่ัวมณฑล
กลา่ วถงึ ความวงั เวงใจ เพราะเมื่อเสียงระฆัง
บอกเวลาคา่ ชาวนาก็ตอ้ นฝูงววั ควายกลับ
เขา้ คอกเพอื่ ตนเองจะไดพ้ กั ผอ่ นหลังจากที่ทา
นามาท้ังวนั แล้วทิ้งให้ผู้เขยี นเปลา่ เปล่ียว
อยูเ่ พียงคนเดียว
ทวิ ากาล = เวลากลางวนั มณฑล = บรเิ วณ
๒. ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมวั ท่วั สถาน
อากาศเยน็ เยอื กหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สาเนยี ง
มีก็แตเ่ สียงจงั หรีดกระกรีดกริ่ง! เรไรหริง่ ! ร้องขรมระงมเสียง
คอกควายวัวรัวเกราะเปาะแปะ ! เพยี ง รวู้ า่ เสยี งเกราะแวว่ แผ่วแผ่ว เอย.
กล่าวถึงยามมดื คา่ วา่ เม่อื ความมดื
ปกคลมุ อากาศเร่มิ หนาวเย็น
ป่าใหญ่แหง่ นก้ี เ็ งยี บสงดั มแี ต่
เสียงจงิ้ หรดี เรไรเทา่ น้นั และก็เสยี ง
เคาะเกราะจากคอกสัตวท์ ี่ดังแวว่ มา
ปถพี = แผ่นดิน
๓. นกเอย๋ นกแสก จบั จ้องรอ้ งแจ๊กเพียงแถกขวัญ
อยู่บนยอดหอระฆังบังแสงจนั ทร์ มีเถาวลั ยร์ งุ รงั ถึงหลังคา
เหมอื นมันฟอ้ งดวงจันทร์ให้ผนั ดู คนมาส่ซู อ่ งพักมนั รกั ษา
ถือเปน็ ที่รโหฐานนมนานมา ใหเ้ สอื่ มผาสกุ สนั ตข์ องมนั เอย.
กลา่ วถงึ นกแสกวา่ สง่ เสียงรอ้ งแจ๊กๆ เขยา่
ขวัญอยู่บนหอระฆังทมี่ เี ถาวลั ยป์ กคลุม
หลังคารกรงุ รังบังแสงจนั ทรอ์ ยู่ เหมือนกบั จะ
ฟอ้ งดวงจนั ทร์ว่ามผี ้บู กุ รกุ ถ่ินท่มี ันอยู่มา
นาน ทาใหม้ ันหมดความสุขไปแลว้
รโหฐาน = ทเี่ ฉพาะส่วนตัว
๔. ตน้ เอย๋ ตน้ ไทร สูงใหญ่รากยอ้ ยหอ้ ยระย้า
และตน้ โพธิพ์ ่มุ แจ้แผ่ฉายา มเี นนิ หญา้ ใตต้ น้ เกลอื่ นกลน่ ไป
ล้วนรา่ งคนในเขตประเทศนี้ ดษุ ณีนอนราย ณ ภายใต้
แห่งหลมุ ลกึ ลานสลดระทดใจ เราย่ิงใกลห้ ลุมน้นั ทกุ วัน เอย.
กลา่ วถงึ ต้นไทรและตน้ โพธ์ิวา่
ต้นไทรทส่ี งู ใหญ่มีรากย้อย และต้น
โพธท์ิ ีเ่ ปน็ พุ่มแผ่รม่ เงา มีเนินหญา้
เปน็ หลมุ ฝงั ศพของคนอยเู่ ต็มไป
หมด ดูแลว้ สลดใจ เพราะตัว
ผเู้ ขียนกใ็ กลห้ ลมุ นเี้ ข้าไปทุกวัน
๕. หมดเอย๋ หมดหว่ ง หมดดวงวญิ ญาณลาญสลาย
ถงึ ลมเช้าชวยช่นื ร่ืนสบาย เตือนนกแอ่นลมผายแผดสาเนียง
อยูต่ ามโรงมุงฟางข้างขา้ งนน้ั ทงั้ ไกข่ นั แข่งดุเหว่าระเร้าเสียง
โอเ้ หมอื นปลกุ ร่างกายนอนรายเรียง พน้ สาเนยี งทีจ่ ะปลุกให้ลุก เอย.
กลา่ วถงึ ความหมดหว่ งว่า เมื่อเราตาย
ดวงวญิ ญาณแหลกสลาย แม้อากาศยาม
เช้าจะมีลมเยน็ นกแอน่ ลม นกดเุ หวา่ ส่ง
เสียงรอ้ ง หรอื ไก่ขัน กป็ ลุกร่างทีน่ อนอยู่
ในหลมุ ไม่ได้ผล เพราะพวกเขาไมไ่ ด้ยนิ
เสียงใดๆแล้ว
๖. ทอดเอย๋ ทอดท้งิ ยามหนาวผงิ ไฟลอ้ มอยพู่ ร้อมหน้า
ทิ้งเพอ่ื นยากแมเ่ หยา้ หาขา้ วปลา ทกุ เวลาเช้าเยน็ เป็นนริ นั ดร์
ท้งิ ท้งั หนนู ้อยนอ้ ยรอ่ ยร่อยรับ เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์
เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ สารพนั ทอดท้งิ ทุกสิง่ เอย.
กลา่ วถึงการทอดทิง้
ท่ีแน่นอน เมือ่ คนเราตายไป
แล้วก็ทอดท้งิ ทกุ อยา่ ง ทั้ง
เพื่อน ลกู เมยี ท้ิงทุกสง่ิ
ทุกอยา่ ง
๗. กองเอย๋ กองข้าว กองสงู ราวโรงนาย่ิงน่าใคร่
เกิดเพราะการเก็บเก่ียวด้วยเคยี วใคร ใครเลา่ ไถคราดพืน้ ฟนื้ แผน่ ดนิ
เช้าก็ขบั โคกระบือถือคันไถ สาราญใจตามเขตประเทศถิ่น
ยดึ หางยามยกั ไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใคร เอย.
กล่าวถงึ กองข้าวทส่ี งู กว่า
โรงนาวา่ เปน็ ที่นา่ ยนิ ดที ่ี
กองขา้ วน้ีเกดิ จากการเก็บเก่ียว
และพลิกฟ้นื ผืนนาของชาวนา
นั่นเอง
๘. ตัวเอย๋ ตวั ทะยาน อยา่ บนั ดาลดลใจใหใ้ ฝ่ฝัน
ดถู ูกกิจชาวนาสารพนั และความครอบครองกนั อนั ชน่ื บาน
เขาเปน็ สุขเรียบเรยี บเงียบสงัด มปี วตั ติ์เป็นไปไมว่ ิตถาร
ขออยา่ ได้เยย้ เยาะพูดเราะราน ดูหมิ่นการเป็นอยู่เพ่ือนตู เอย.
กลา่ วถึง ตัวทะยาน
วา่ จงอย่าดลบันดาลใจให้มกี ารพูดดูถกู
เหยยี ดหยามการกระทาตา่ งๆ
และพดู ถึงความเปน็ อยู่ของชาวนาเลย
เพราะพวกเขาอยกู่ นั อยา่ งมีความสขุ
ใช้ชวี ิตเรียบงา่ ย ไมเ่ กินปกติวิสยั
ของมนุษย์อยแู่ ล้ว
๙. สกลุ เอ๋ยสกลุ สูง ชักจูงจิตฟชู ศู กั ด์ิศรี
อานาจนาความสงา่ อ่าอนิ ทรยี ์ ความงามนาใหม้ ีไมตรีกนั
ความร่ารวยอวยสุขให้ทกุ อย่าง เหลา่ นต้ี ่างรอตายทาลายขนั ธ์
วถิ แี ห่งเกียรตยิ ศท้ังหมดนน้ั แตล่ ้วนผันมาประจบหลุมศพ เอย.
กลา่ วถงึ ผทู้ ี่มชี าติตระกูลสูงว่า ความมี
ชาติตระกลู ทาให้จิตใจพองโต คิดวา่ ตนเอง
มศี กั ดิ์ศรเี หนือผู้อนื่ มีอานาจวาสนา
หน้าตาดี มแี ต่คนรัก มคี วามสุขสบาย
ทุกอย่าง แต่ทกุ คนกห็ นคี วามตายไมพ่ ้น
เกยี รตยิ ศศักด์ิศรีท้ังหลายกม็ ารวมมา
รวมกนั ทหี่ ลมุ นนั่ เอง
๑๐. ตวั เอย๋ ตวั หย่งิ เจา้ อยา่ ชิงตซิ ากวา่ ยากไร้
เห็นจมดนิ น่าสลดระทดใจ ทรี่ ะลกึ สงิ่ ไรก็ไม่มี
ไมเ่ หมอื นอยา่ งบางศพญาตติ บแต่ง เครอื่ งแสดงเกยี รตยิ ศเลิศประเสริฐศรี
สร้างสานการบุญหนนุ พลี เปน็ อนสุ าวรียส์ งา่ เอย.
กลา่ วถงึ บุคคลผเู้ ยอ่ หยงิ่ ท้ังหลายว่า อย่าได้ตาหนิ
ติติงซากศพผู้ยากไรว้ ่าถกู ฝังอย่างน่าสลด
ท่รี ะลึกอะไร สกั อย่างก็ไม่มีก็ตาม
แมจ้ ะไมเ่ หมือนกบั ศพบางศพท่ญี าตติ กแต่งดว้ ย
เครอื่ งแสดงเกียรตยิ ศมากมายสร้างอนุสาวรียไ์ ว้
เปน็ ที่บวงสรวงกต็ าม
๑๑. ท่ีเอ๋ยทร่ี ะลึก ถงึ อธกึ งามลบในภพพนื้
กไ็ มช่ วนชีพที่ดบั ให้กลับคนื เสยี งชมช่นื เชิดชูคุณผู้ตาย
เสียงประกาศเกยี รติเอิกเกริกล่ัน จะกระเทอื นถงึ กรรณน้ันอย่าหมาย
ลว้ นเป็นคุณแกผ่ ยู้ ังไม่วางวาย ชูเกยี รติญาตไิ ปภายภาคหนา้ เอย.
กล่าวถงึ ส่งิ ของหรือสถานทท่ี ่ีสร้างเป็น
ท่ีระลึกแก่ผตู้ ายไปแล้ววา่ ไมว่ ่าสงิ่ ของ
นน้ั สถานท่นี น้ั จะสวยงดงามเพียงใด
กไ็ ม่ช่วยใหผ้ ู้ตายฟื้นคนื ชีพ อกี ทง้ั เสียง
ประกาศยกยอ่ งเชิดชูผ้ตู ายก็ไม่ได้ยิน
ทกุ อย่างลว้ นเปน็ คุณแกญ่ าติพีน่ ้อง
ทอ่ี ยขู่ า้ งหลงั
๑๒. รา่ งเอ๋ยร่างกาย ยามตายจมพนื้ ดาษดนื่ หลาม
อยา่ ดูถกู ถ่ินน้วี ่าทท่ี ราม อาจขน้ึ ชือ่ ลอื นามในกอ่ นไกล
อาจจะเปน็ เจดยี ์มพี ระศพ แหง่ จอมภพจกั รพรรดิกษัตริย์ใหญ่
ประเสริฐดว้ ยสตั ตรตั น์จรสั ชัย ณ สมยั กอ่ นกาลบุราณ เอย.
กล่าวถึงรา่ งกายวา่ เมื่อคนทง้ั หลาย
ตายแล้ว ร่างกายก็จะถกู ต้องฝังอยใู่ ตด้ ิน
เหมือนกัน จงอย่าดหู มิ่นสถานทเ่ี หล่านี้
ว่าไม่ดี เพราะอาจเคยเป็นถิ่นที่มีชื่อเสียง
มาก่อนก็ได้ เช่น อาจเป็นที่ที่เคยมีเจดยี ์
บรรจุพระศพของพระมหากษัตริย์
ผู้ยง่ิ ใหญ่มากอ่ นกไ็ ด้
๑๓. ความเอ๋ยความรู้ เปน็ เคร่อื งชูช้ีทางสว่างไสว
หมดโอกาสทจี่ ะชตี้ ่อนี้ไป ละห่วงใยอยากรูล้ งส่ดู นิ
อันความยากหากให้ไร้ศึกษา ยน่ ปญั ญาความร้อู ยแู่ คถ่ น่ิ
หมดทกุ ขข์ ลุกแต่กจิ คดิ หากิน กระแสวิญญาณงนั เพียงน้ัน เอย.
กล่าวถงึ ความรวู้ ่า ตอนมีชีวติ อยู่ ความร้เู ปน็
เคร่อื งนาทางไปสูค่ วามกา้ วหน้า แต่ตอนน้ี
ตายแล้ว หมดโอกาสที่จะศึกษาหาความรู้
อกี แล้ว จงึ ตอ้ งละความห่วงใยทง้ั หลายทงั้ ปวง
ความยากจนทาใหไ้ มไ่ ดร้ ับการศึกษา ซึ่งตอนน้ี
หมดทกุ ข์ไปแลว้ ไม่ตอ้ งทามาหากนิ ใหเ้ หน็ด
เหน่อื ย อกี แลว้ เพราะตายแล้วน่ันเอง
๑๔. ดวงเอย๋ ดวงมณี มกั จะลีล้ ับอย่ใู นภผู า
หรือใตท้ ้องห้องสมทุ รสดุ สายตา ก็เส่ือมซาสน้ิ ชมนิยมชน
บปุ ผชาตชิ สู แี ละมีกลนิ่ อยู่ในถิ่นทไ่ี กลเชน่ ไพรสณฑ์
ไมม่ ใี ครไดเ้ ชยเลยสกั คน ย่อมบานหล่นเปลา่ ดายมากมาย เอย.
ผ้ทู ท่ี าความดเี หมอื นดวงมณอี นั มคี า่
แตอ่ ยใู่ นท้องถิ่นทีห่ า่ งไกล กไ็ ม่มีผ้ใู ดเหน็
ความดี เหมือนดอกไม้ที่งดงามด้วยสี
และกลิน่ หอม แตบ่ านในป่าเขาหา่ งไกล
เมอ่ื บานแลว้ ก็ร่วงหลน่ ไปอย่างนา่ เสียดาย
ที่ไมม่ ใี ครเหน็ ความสวยงาม
๑๕. ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนกั รบผูก้ ลา้ หาญ
เชน่ ชาวบา้ นบางระจันขันราบาญ กบั หมู่มา่ นมาประทุษอยุธยา
ไมเ่ ช่นน้นั ทา่ นกวเี ช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบไ้ รภ้ าษา
หรอื ผกู้ ูบ้ า้ นเมืองเรืองปญั ญา อาจจะมานอนจมถมดิน เอย.
กลา่ วถึง ซากศพ ท้ังหลายวา่ ที่เหน็ นอนอยู่
เรียงรายในหลมุ เหล่านี้
อาจเป็นซากศพของนกั รบผู้กล้าหาญ
อาจเปน็ ซากศพของชาวบ้านบางระจนั
ท่ีสู้กับพมา่ ในสมยั กรงุ ศรีอยุธยา
หรือเป็นศพของศรปี ราชญก์ วเี อก
หรอื วรี บรุ ุษกอบกบู้ า้ นเมือง
๑๘. มกั เอย๋ มกั ใหญ่ กน่ แต่ใฝฝ่ ันฟุ้งตามมุ่งหมาย
อาพรางความจริงใจไมแ่ พร่งพราย ไมค่ วรอายก็ต้องอายหมายปิดบงั
มงุ่ แต่โปรยเคร่ืองปรุงจรุงกลน่ิ คือความฟมู ฟายสนิ ลิน้ โอหงั
ลงในเพลิงเกยี รตศิ กั ด์ิประจกั ษด์ ัง เปลวเพลงิ ปลง่ั หอมกลบตลบ เอย.
กล่าวถึง ผทู้ ีม่ ักใหญใ่ ฝส่ งู วา่ มักจะทา
แตส่ ิง่ ทตี่ นใฝ่ฝันใหส้ าเร็จ แมจ้ ะตอ้ ง
ปกปิดความจรงิ ทีน่ า่ อบั อายของตนไว้
เพอื่ ให้รูปลกั ษณ์ภายนอกตนดูดี
ผู้คนจะได้นับหนา้ ถอื ตา ซึ่งจรงิ ๆแลว้
เหมือนตกอยู่ในกองไฟ
๑๙. ห่างเอ๋ยหา่ งไกล ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝห่ า
แตส่ ่งิ ซ่งึ เหลวไหลใส่อาตมา ความมกั นอ้ ยชาวนาไม่น้อมไป
เพื่อนรักษาความสราญฐานวเิ วก รม่ เชื้อเฉกหบุ เขาลาเนาไศล
สนั โดษดบั ฟงุ้ ซา่ นทะยานใจ ตามวิสยั ชาวนาเย็นกว่า เอย.
กล่าวถึง ความตอ้ งการทีจ่ ะอย่หู ่าง
จากพวกมกั ใหญ่ใฝส่ ูง เพราะคนพวก
นมี้ กั จะทาแต่ส่งิ เหลวไหล โดยไม่ดู
ชาวนาเป็นตวั อย่างวา่ เปน็ คนมักน้อย
ทใ่ี ชช้ ีวิตอยา่ งเปน็ สขุ สบายใจ ร่มเยน็
ไมฟ่ ้งุ ซ่านในหบุ เขาที่เงยี บสงบ
20. ศพเอ๋ยศพไพร่ ไม่มใี ครข้นึ ช่อื ระบือขาน
ไม่เกรงใครนนิ ทาว่าประจาน ไม่มีการจารึกบนั ทกึ คุณ
ถึงบางทมี บี า้ งเปน็ อยา่ งเลิศ กไ็ ม่ฉดู ฉาดเชดิ ประเสรฐิ สุนทร์
พอเตอื นใจไดบ้ า้ งในทางบญุ เปน็ เครื่องหนุนนาเหตสุ ังเวช เอย.
กลา่ วถึง ศพของคนธรรมดาสามญั ว่า ตายไปก็
ไม่มคี นเขายกยอ่ งกล่าวขาน ถงึ ไมต่ ้องกลัวว่าใคร
จะนินทา เพราะไมม่ กี ารบันทึกคุณงามความดไี ว้
แมบ้ างครง้ั จะมีการยกย่องคุณงามความดบี า้ ง
กไ็ มไ่ ด้เชดิ ชูกันอย่างเตม็ ที่ ทาพอแค่เป็นเคร่อื ง
เตือนใจในการทาความดี หรือเป็นเครอื่ งหนุนนา
เพือ่ ใหเ้ กดิ ความสงั เวชใจ
๒๑. ศพเอ๋ยศพสงู เป็นเครือ่ งจงู จติ ให้เลือ่ มใสศานต์
จารกึ คาสานวนชวนสกั การ ผดิ กบั ฐานชาวนาคนสามญั
ซ่ึงอย่างดกี ็มีกวีเถื่อน จากรึกชื่อปเี ดือนวันดบั ขนั ธ์
อทุ ศิ สง่ิ ซง่ึ สรา้ งตามทางธรรม์ ของผู้นน้ั ผู้นี้แกผ่ ี เอย.
กลา่ วถงึ ศพของผู้ดีมีเงนิ วา่ เวลาตาย
แลว้ ก็มผี ยู้ กย่องกลา่ วถึง เขยี นคาจารึก
สดดุ ตี ่างๆนานา ผดิ กบั ศพของชาวนา
สามญั ท่อี ยา่ งดีก็มีแคค่ นจารึกวนั เดอื นปี
ที่ตายไวใ้ ห้พอรแู้ คว่ า่ คนตายเปน็ ใคร
ตายเมอ่ื ไหร่ก็เท่าน้ัน
๒๒. ห่วงเอย๋ ห่วงอะไร ไมย่ ิ่งใหญ่เทา่ หว่ งดวงชวี ิต
แม้คนลืมสงิ่ ใดได้สนิท กย็ ังคิดขึ้นได้เมอื่ ใกล้ตาย
ใครจะยอมละทิง้ ซ่ึงส่ิงสุข เคยเป็นทุกขห์ ่วงใยเสียไดง้ า่ ย
ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝอ่ าลัย เอย.
กล่าวถงึ ดวงจิตวา่ จงลืม
กจิ การงานทั้งหลายที่เคยสุข
สนกุ สบายเมอ่ื คร้งั ยงั มชี ีวติ อยู่
ขอจงหมดความวิตก หมดความ
เสยี ดาย หมดสงิ่ ที่ปรารถนา
และอยา่ ไดเ้ หลยี วหลังกลบั ไป
มองมนั อีกเลย
๒๓. ดวงเอ๋ยดวงจิต ลมื สนิทกจิ การงานทั้งหลาย
ยอ่ มละชีพเคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง
ละทิ้งถิ่นทส่ี าราญเบิกบานจติ ซึง่ เคยคิดใฝ่เฝา้ เป็นเจ้าของ
หมดวิตกหมดเสยี ดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซา้ เอย.
กลา่ วถึง ดวงจิตวา่ จงลืมกจิ การ
งานท้งั หลายทเ่ี คยสุข
สนกุ สบายเมื่อคร้งั ยังมชี วี ิตอยู่
ขอจงหมดความวิตก หมดความ
เสยี ดาย หมดสงิ่ ทีป่ รารถนา
และอย่าได้เหลยี วหลังกลับไป
มองมนั อีกเลย
บทวิเคราะห์
กลอนดอกสรอ้ ยราพึงปา่ ช้า แมจ้ ะเปน็ กลอนดอกสร้อยท่ไี มย่ าวนัก แตม่ เี นอ้ื หาสาระ
ท่ีให้ขอ้ คดิ คติเตือนใจ มคี วามไพเราะดว้ ยการใช้ถ้อยคา เสียง และความหมาย
ให้ตระหนกั ถงึ ความจรงิ ท่วี ่า ความตายเปน็ ทส่ี ดุ ท้ายของมนษุ ย์ ไม่วา่ จะเป็น
บคุ คลสาคญั หรือเป็นคนต่าต้อยเพยี งใด ทหี่ มายสดุ ทา้ ยของทุกคนคอื ความตาย
ทกุ คนมีโอกาสเสมอภาคกันในเรอ่ื งของความตาย ไม่มีใครหนีพน้ จากความตายได้เลย
ทรพั ย์สนิ เงินทอง ของรักของหวง กไ็ มส่ ามารถนาติดตัวไปได้
มีแต่ความดคี วามชวั่ เทา่ น้ัน
แนวคิดหลักของเร่ืองนีค้ ือ
ทุกชวี ิต มีความตายเป็นทพ่ี งึ่ ความตายจงึ เป็นธรรมดาของโลก
คุณคา่ ดา้ นเน้ือหา
กลอนดออกสรอ้ ยราพึงในป่าช้า เป็นวรรณคดีท่นี บั ได้วา่ มคี ุณค่าสงู เนอ่ื งดว้ ยเน้ือหา
อนั เป็นสากล ไดถ้ กู ถ่ายทอดผา่ นฉันทลกั ษณแ์ ละการเลอื กใชถ้ ้อยคา
จงึ เกิดเป็นความงามทางวรรณศลิ ป์ คุณค่าทางดา้ นเนอ้ื หาของกลอนดอกสรอ้ ยราพึงในป่าชา้
ไดถ้ า่ ยทอดแนวคดิ สาคญั คอื ความไม่เทยี่ งแท้ของทุกสรรพส่ิง
อนิจจงั ความไม่เท่ยี ง ไมแ่ นน่ อน เปลยี่ นแปลงอยู่เสมอ
ทุกขงั คอื ความยากลาบากไม่สบายกายและใจ
อนัตตา คือ ความไมม่ ีตัวตน มนุษยเ์ กิดมาแล้วมคี วามเปลีย่ นแปลงจากวัยเด็กสู่วัย
ผู้ใหญ่ มีความเจ็บและความตายในทสี่ ุด ขณะทีย่ งั มีชีวิตอยตู่ า่ งก็ด้นิ รน แก่งแย่ง ชงิ ดี
ชิงเด่นกนั แตส่ ดุ ทา้ ยทกุ คนกต็ อ้ งตาย
อนิจจงั ตรงกับหลกั ธรรมในพทุ ธศาสนา คือ ไตรลักษณ์
ทุกขงั
อนตั ตา
๙. สกุลเอย๋ สกลุ สูง ชกั จูงจติ ฟูชูศกั ดศ์ิ รี
อานาจนาความสงา่ อ่าอนิ ทรยี ์ ความงามนาให้มไี มตรีกัน
ความร่ารวยอวยสขุ ใหท้ กุ อย่าง เหล่านีต้ ่างรอตายทาลายขันธ์
วถิ แี หง่ เกียรตยิ ศทั้งหมดนัน้ แต่ลว้ นผันมาประจบหลุมศพ เอย.
นอกจากน้ี กลอนดอกสรอ้ ยราพงึ ในป่าช้า
ยังถ่ายทอดแนวคิดทสี่ าคญั อีกประการหน่ึง
คอื ความเรียบงา่ ยของชีวิต ถือเป็นความสขุ ทแี่ ท้จริง
ดงั บทประพนั ธ์
๘. ตัวเอย๋ ตวั ทะยาน อยา่ บนั ดาลดลใจใหใ้ ฝ่ฝัน
ดูถูกกจิ ชาวนาสารพัน และความครอบครองกนั อันชื่นบาน
เขาเป็นสขุ เรียบเรียบเงียบสงัด มปี วัตติ์เปน็ ไปไมว่ ิตถาร
ขออย่าไดเ้ ย้ยเยาะพดู เราะราน ดหู ม่ินการเปน็ อย่เู พอื่ นตู เอย.
จากบทประพันธ์ กวไี ดส้ ะทอ้ นแนวคดิ ท่เี กย่ี วกับความเรยี บงา่ ยของชวี ิต โดยการเลอื กกลา่ วถงึ
ชาวนาท่ีมวี ิถชี ีวติ แบบเรยี บงา่ ย มีความสขุ ตามอัตภาพ ซึ่งการเลอื กกลา่ วถึงชาวนา
เปน็ กลวธิ ีการนาเสนอของกวโี ดยการกล่าวถึงสิ่งที่อยู่ใกลต้ วั ผู้อา่ น ในทีน่ ี้ คอื ชาวนา
จึงทาให้ผู้อ่านเกิดความรสู้ ึกคล้อยตามไปกบั บทประพันธ์ได้ง่าย
กลอนดอกสรอ้ ยราพึงในป่าช้า ยังมีคุณค่าด้านเนือ้ หา เนอ่ื งด้วยมีเนอ้ื หาทเ่ี ขา้ กับ
ธรรมเนียม คา่ นยิ ม ความเชอื่ ความศรัทธา และตรงกบั หลกั ธรรมในพระพทุ ธศาสนา
อีกทง้ั กวยี ังมกี ลวิธีการถ่ายทอดโดยการปรบั เปลี่ยนเนอื้ หาเพ่ือให้สอดคล้องกับธรรมชาติ
ในเมอื งไทย ซงึ่ จะทาให้ผูอ้ า่ นไดร้ ับอรรถรสในการอ่านและเกิดอารมณ์สะเทือนใจ
คลอ้ ยตามไปกับบทประพนั ธ์ ดังบทประพันธ์
๓. นกเอ๋ยนกแสก จบั จอ้ งรอ้ งแจ๊กเพยี งแถกขวัญ
อย่บู นยอดหอระฆงั บงั แสงจนั ทร์ มเี ถาวลั ยร์ ุงรงั ถึงหลังคา
เหมอื นมนั ฟ้องดวงจนั ทร์ให้ผันดู คนมาสู่ซ่องพักมนั รกั ษา
ถือเปน็ ที่รโหฐานนมนานมา ให้เส่อื มผาสุกสนั ตข์ องมนั เอย.
จากบทประพนั ธ์ กวีได้ใชถ้ อ้ ยคาเพือ่ ปรบั เนือ้ หาใหเ้ ข้ากบั ธรรมชาติของไทย
และเก่ยี วโยงถึงสัตว์ท่ีผูกพนั กีบความเชื่อของคนไทย นั่นคอื นกแสก
จึงทาให้วรรณคดเี ร่อื งน้ี สามารถเข้าถึงจิตใจของผูอ้ ่านไดเ้ ปน็ อย่างดี
๔. ต้นเอย๋ ต้นไทร สูงใหญ่รากย้อยหอ้ ยระยา้
และต้นโพธ์พิ มุ่ แจ้แผฉ่ ายา มเี นนิ หญา้ ใต้ตน้ เกล่ือนกลน่ ไป
ลว้ นร่างคนในเขตประเทศนี้ ดุษณีนอนราย ณ ภายใต้
แหง่ หลุมลกึ ลานสลดระทดใจ เราย่ิงใกลห้ ลุมน้ันทกุ วนั เอย.
จากบทประพนั ธ์ กวไี ดใ้ ช้ถ้อยคาเพือ่ ถา่ ยทอดบรรยากาศ โดยดดั แปลงให้เขากบั
ประเทศไทย ดว้ ยการกล่าวถงึ ต้นไม้ คอื ต้นไทรและตน้ โพธิ์ ซ่งึ เปน็ ต้นไม้ใหญ่
ขึ้นตามสถานท่ีรกร้าง ป่าช้า และบริเวณวดั จงึ ทาให้ผ้อู า่ นเกดิ จนิ ตนาการ
และเกิดอารมณค์ ลอ้ ยตามบทประพนั ธ์
คุณคา่ ดา้ นวรรณศิลป์
กลอนดอกสร้อยราพึงในป่าช้า ทาใหผ้ อู้ ่านเห็นภาพและเกิดอารมณ์สะเทอื นใจ
เกดิ ความรู้สึกกลัว หวาดหว่นั เงียบเหงา วังเวงใจ และสจั ธรรมจากเรือ่ งกท็ าใหร้ ูส้ ึกปลงได้
๑.ใชค้ าท่ีทาใหเ้ กดิ ภาพท่ีชดั เจน
การใช้ถ้อยคาง่ายๆ เพือ่ พรรณนาวถิ ชี ีวติ ของชาวนาในยามเยน็
ทาใหผ้ อู้ า่ นเหน็ ภาพ เกิดอารมณค์ วามรูส้ กึ คล้อยตามได้ ดังบทประพนั ธ์
๑. วงั เอย๋ วงั เวง หง่างเหง่ง! ยา่ ค่าระฆงั ขาน
ฝงู วัวควายผา้ ยลาทวิ ากาล ค่อยค่อยผ่านทอ้ งทงุ่ มุ่งถน่ิ ตน
ชาวนาเหนือ่ ยอ่อนตา่ งจรกลับ ตะวนั ลบั อับแสงทกุ แห่งหน
ทง้ิ ทงุ่ ใหม้ ืดมวั ทว่ั มณฑล และท้งิ ตนตเู ปลย่ี วอยเู่ ดยี ว เอย.
ผูอ้ า่ นจะมองเห็นภาพชาวนาทีเ่ หน่ือยลา้ จากการทางาน จงู ววั ควายเดินทางกลับบา้ น
ผา่ นป่าช้าในยามเยน็ ขณะทด่ี วงตะวนั กาลังจะลับขอบฟ้า มีเสียงระฆงั ทดี่ ังหง่างเหงง่ บอกเวลา
ยา่ คา่ ฟ้าคอ่ ยๆมืดลง ทาให้บรรยากาศมืดมัว จนรู้สกึ อ้างวา้ งในจติ ใจ
นอกจากนยี้ งั มกี ารใช้ถ้อยคาพรรณนาให้เหน็ ภาพของนกแสก
ท่ีกาลงั แสดงอากปั กิริยาเพอ่ื ให้เกิดความสะพรึงกลวั ดงั บทประพนั ธ์
๓. นกเอย๋ นกแสก จบั จอ้ งรอ้ งแจ๊กเพยี งแถกขวัญ
อยบู่ นยอดหอระฆงั บังแสงจันทร์ มเี ถาวลั ย์รงุ รังถึงหลังคา
เหมอื นมันฟ้องดวงจนั ทร์ใหผ้ นั ดู คนมาสูซ่ อ่ งพกั มนั รกั ษา
จากบทประพนั ธ์ กวีใช้ถ้อยคาพรรณนาให้เห็นภาพของนกแสก
ซึง่ กาลังเกาะอยู่บนหอระฆัง ทเ่ี ต็มไปด้วยเถาวัลยร์ กเลอ้ื ยรงุ รัง
และกาลังส่งเสียงร้องอนั เปน็ เอกลกั ษณ์ ทาใหค้ นไดย้ ินเกดิ ความหวาดกลัว
การใช้อปุ มา คอื การเปรยี บเทียบส่งิ หน่ึงเหมือนอีกส่ิงหนึ่ง โดยต้องการ
การตีความจากผู้อา่ นเป็นสาคญั ดงั บทประพันธ์
๑๔. ดวงเอย๋ ดวงมณี มกั จะลล้ี บั อย่ใู นภูผา
หรอื ใตท้ ้องหอ้ งสมุทรสุดสายตา ก็เสือ่ มซาสน้ิ ชมนยิ มชน
บุปผชาติชูสแี ละมีกล่นิ อยใู่ นถน่ิ ท่ีไกลเช่นไพรสณฑ์
ไม่มใี ครได้เชยเลยสกั คน ยอ่ มบานหล่นเปลา่ ดายมากมาย เอย.
จากบทประพนั ธ์ กวเี ปรียบผู้ทที่ าความดีเหมอื นดวงมณีอันมีค่า
แตอ่ ยู่ในทอ้ งถ่นิ ท่ีหา่ งไกล กไ็ ม่มีผู้ใดเหน็ ความดี เหมือนดอกไม้ท่ีงดงามด้วยสแี ละ
กลนิ่ หอม แต่บานในปา่ เขาห่างไกล เม่อื บานแลว้ กร็ ่วงหล่นไปอยา่ ง
น่าเสียดายทไี่ ม่มีใครเห็นความสวยงาม
การใชบ้ คุ คลวตั คือ การทาสิง่ ทเ่ี ปน็ นามธรรมหรือสิ่งที่ไม่มชี ีวติ ให้มชี วี ติ
ให้มีพฤติกรรมเหมือนส่งิ มชี ีวิต เชน่ ทะเลไมเ่ คยหลบั
ฟา้ หลัง่ นา้ ตา ดงั บทประพนั ธ์
๑. วังเอ๋ยวงั เวง หงา่ งเหงง่ ! ย่าค่าระฆงั ขาน
ฝูงวัวควายผา้ ยลาทวิ ากาล คอ่ ยค่อยผา่ นท้องทุง่ มุง่ ถ่นิ ตน
ชาวนาเหนอื่ ยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอบั แสงทุกแหง่ หน
ทิ้งท่งุ ให้มดื มวั ทั่วมณฑล และท้งิ ตนตเู ปลยี่ วอยเู่ ดยี ว เอย.
จากบทประพันธ์ ปรากฏการใชบ้ คุ คลวัต โดยให้ ตะวัน ซ่งึ เป็นสงิ่ ไม่มีชวี ติ
แสดงอากปั กิริยาราวกับว่าเปน็ สิ่งมชี ีวติ คือใช้คาวา่ ทิ้ง
๒.ใชค้ าที่เกดิ เสยี งไพเราะ
สัทพจน์ คือ คาเลยี นเสยี งธรรมชาติ เปน็ สือ่ ให้ผ้อู า่ นรบั รบู้ รรยากาศของเรื่องได้
ชดั เจนมากขึ้น ทาให้ผ้อู า่ นเกดิ จินตนาการถึงเสียงตามทีไ่ ดย้ ินในเรอื่ ง
เกิดความรู้สึกวังเวง ดังบทประพันธ์
๑. วงั เอย๋ วังเวง หงา่ งเหง่ง! ยา่ คา่ ระฆงั ขาน
ฝงู ววั ควายผ้ายลาทวิ ากาล คอ่ ยค่อยผ่านทอ้ งทุง่ มงุ่ ถน่ิ ตน
ชาวนาเหน่ือยอ่อนตา่ งจรกลับ ตะวันลบั อบั แสงทุกแหง่ หน
ทง้ิ ทงุ่ ให้มืดมัวทว่ั มณฑล และท้ิงตนตเู ปลีย่ วอยู่เดยี ว เอย.
หง่างเหงง่ ! คือ เสยี งระฆงั
มีเสยี งสมั ผัสใน ทง้ั สัมผัสสระ และสมั ผัสอกั ษรทุกบท ดังบทประพันธ์
๒. ยามเอย๋ ยามนี้ ปถพีมืดมัวทว่ั สถาน
อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงดั ปานปา่ ใหญไ่ ร้สาเนยี ง
มีก็แตเ่ สียงจังหรดี กระกรดี กริ่ง! เรไรหรงิ่ ! ร้องขรมระงมเสียง
คอกควายวัวรัวเกราะเปาะแปะ ! เพยี ง รวู้ ่าเสียงเกราะแวว่ แผ่วแผว่ เอย.
จากบทประพันธป์ รากฏคาท่ีมสี ัมผัส ดงั นี้
สัมผัสอกั ษร ไดแ้ ก่ มดื -มวั เยน็ -เยือก ปาน-ปา่ กระ-กรดี -กริ่ง
คอก-ควาย
สมั ผัสสระ ได้แก่ มวั -ท่วั หนาว-คราว ใหญ่-ไร้ หรดี -กรดี ขรม-งม
วัว-รัว เกราะ-เปาะ แว่ว-แผว่
ใชค้ าท่มี คี วามหมายลกึ ซ้ึง กลอนดอกสรอ้ ยเรื่อง “ราพึงในป่าช้า” เรอ่ื งน้ี
ใช้กลวธิ ใี นการนาเสนอดว้ ยการต้ังคาถามเพ่ือให้ผู้อา่ นเกิดความอยากรู้
และคดิ ตาม ดังบทประพันธ์
๗. กองเอย๋ กองข้าว กองสงู ราวโรงนายงิ่ น่าใคร่
เกดิ เพราะการเก็บเก่ียวดว้ ยเคยี วใคร ใครเลา่ ไถคราดพนื้ ฟ้นื แผน่ ดนิ
เชา้ กข็ บั โคกระบอื ถือคนั ไถ สาราญใจตามเขตประเทศถนิ่
ยึดหางยามยักไปตามใจจนิ ต์ หางยามผนิ ตามใจเพราะใคร เอย.
จากบทประพันธ์ ช้ีนาให้เห็นถึงชาวนาชาวไรผ่ ู้พลกิ ฟ้นื ผนื ดนิ ทาการเกษตร
เลย้ี งปากเลี้ยงทอ้ งคนไทย แม้จะเหนื่อยยากสกั เพยี งใด เขากม็ คี วามสุขตามอตั ภาพ
ผทู้ ่ีไดร้ ับประโยชน์จากชาวไร่ชาวนา จงึ ควรคิดถึงบุญคุณของชาวไรช่ าวนาผยู้ ากไร้
๑๕. ซากเอย๋ ซากศพ อาจเปน็ ซากนักรบผกู้ ลา้ หาญ
เชน่ ชาวบา้ นบางระจนั ขันราบาญ กับหม่มู ่านมาประทษุ อยธุ ยา
ไม่เช่นน้นั ทา่ นกวเี ชน่ ศรปี ราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบไ้ รภ้ าษา
หรอื ผูก้ ู้บา้ นเมอื งเรอื งปญั ญา อาจจะมานอนจมถมดิน เอย.
จากบทประพนั ธ์ กล่าวถงึ ซากศพทที่ ับถมจมดนิ ในปา่ ช้านี้ อาจเปน็ ซากศพของนกั รบ เชน่
ชาวบา้ นบางระจัน ทไี่ ดต้ ่อสกู้ บั พม่าท่ีมารุกรานกรุงศรีอยธุ ยา
หรืออาจเปน็ นักกวที ย่ี ิง่ ใหญ่ เช่น ศรปี ราชญ์
หรือผทู้ ก่ี อบกู้บ้านเมือง
ผู้ทมี่ ีความร้มู ปี ญั ญาทงั้ หลายกไ็ ด้
แตไ่ ม่วา่ ใครจะย่งิ ใหญแ่ คไ่ หน มปี ญั ญาแคไ่ หน ทุกคนกห็ นไี มพ้ น้ ความตาย
ผทู้ ยี่ ังมีชีวติ อยู่ จึงควรนึกถงึ ซากศพที่ถกู ฝงั ดินอยู่ดว้ ยความเคารพคารวะ
เพราะคนเหล่าน้ีทาประโยชน์ใหก้ บั ประเทศชาติ
คณุ ค่าด้านสงั คม
1. สะท้อนใหเ้ หน็ วถิ ชี วี ิตของคนในชนบท ในเร่อื งของสงั คมเกษตรกรรม
ดังบทประพันธ์
๑. วังเอ๋ยวงั เวง หง่างเหง่ง! ย่าค่าระฆงั ขาน
ฝงู ววั ควายผา้ ยลาทิวากาล คอ่ ยคอ่ ยผ่านทอ้ งทงุ่ มงุ่ ถิน่ ตน
ชาวนาเหนือ่ ยออ่ นตา่ งจรกลบั ตะวันลบั อบั แสงทุกแห่งหน
ท้ิงทงุ่ ใหม้ ดื มวั ทว่ั มณฑล และทิง้ ตนตเู ปลีย่ วอยเู่ ดยี ว เอย.
จากบทประพนั ธ์ สะท้อนใหเ้ หน็ ถงึ วถิ ชี ีวติ การดาลงชีวติ ของชาวนาในชนบททห่ี ลงั จากเสร็จ
ภารกิจการปฏบิ ตั งิ านประจาวนั ตา่ งจูงฝูงวัว ควายพากนั เดินทางกลบั บา้ นด้วยความ
เหนอ่ื ยล้า เม่อื ยามตะวนั ลับขอบฟ้า เรียกวา่ ยามยา่ คา่ คือเวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น.
พระสงฆจ์ ะเคาะระฆงั ดังหงา่ งเหง่ง ! เรยี กวา่ การย่ายาม