The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นาวิกศาสตร์ ฉบับเดือน กันยายน ๒๕๖๓

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นาวิกศาสตร์, 2022-02-15 01:31:44

นาวิกศาสตร์ กันยายน ๒๕๖๓

นาวิกศาสตร์ ฉบับเดือน กันยายน ๒๕๖๓









“...ความมีจิตใจหนักแน่นม่นคง เป็นคุณสมบัติท่สาคัญประการหน่ง ท่จะเก้อกูลให้งานท่ทา
ประสบความสำาเร็จได้. ผู้มีจิตใจมั่นคง จะคิด จะทำา จะพูดสิ่งใด ย่อมหนักแน่นแน่นอน ไม่รวนเรเปลี่ยนแปลง
จึงเป็นผู้ที่เชื่อถือไว้วางใจได้จริง. ...”
พระบรมราโชวาท เมื่อครั้งทรงดำารงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำาเร็จการศึกษาจากสถาบันราชภัฏ
ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร
วันจันทร์ ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ (ภาคบ่าย)


นาวิกศาสตร์ นิตยสารของกองทัพเรือ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่วิชาการ และข่าวสารทหารเรือทั้งในและนอกประเทศ
ตลอดจนวิทยาการอื่น ๆ ทั่วไป และเป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ของกองทัพเรือ
สารบัญ ๗



บทความ





๗ เรื่องจริงจริงจากวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ตอนที่ ๓
(ตอนจบ)
พลเรือตรี กรีฑา พรรธนะแพทย์


๒๕ รู้จัก “ธงราชนาวี” ที่ถูกต้อง

พลเรือเอก จุมพล ลุมพิกานนท์
๒๕

๓๙ เจิ้งเหอ แม่ทัพเรือผู้ยิ่งยง
พลเรือเอก ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์



๔๗ ฉากการรบสมมุติกรณีแย่งชิงหมู่เกาะสแปรตลีย์
(ตอนจบ)
พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก






ปกหน้า ๑๐๓ ปี ธงชาติไทยและธงราชนาวี
ปกหลัง วิวัฒนาการของธงชาติ
ออกแบบปก กองบรรณาธิการ

พิมพ์ที่ กองโรงพิมพ์ กรมสารบรรณทหารเรือ
เจ้าของ ราชนาวิกสภา

ผู้พิมพ์ นาวาเอก สมริทธ์ งามสวย








ข้อคิดเห็นในบทความที่นำาลงนิตยสารนาวิกศาสตร์เป็นของผู้เขียน มิใช่ข้อคิดเห็นหรือนโยบายของหน่วยงานใดของรัฐและมิได้ผูกพันต่อทางราชการแต่อย่างใด
ได้นำาเสนอไปตามที่ผู้เขียนให้ความคิดเห็นเท่านั้น การกล่าวถึงคำาสั่ง กฎ ระเบียบ เป็นเพียงข่าวสารเบื้องต้น เพื่อประโยชน์แก่การค้นคว้า


คลังความรู้


ค่ราชนาวี

นายกกรรมการราชนาวิกสภา
พลเรือโท เคารพ แหลมคม
รองนายกกรรมการราชนาวิกสภา
พลเรือตรี พีระ อดุลยาศักดิ์
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ ประจำ�เดือน กันย�ยน ๒๕๖๓ กรรมการราชนาวิกสภา
พลเรือตรี วรพล ทองปรีชา
พลเรือตรี ธนรักษ์ เอี่ยวสานุรักษ์
๔๗ พลเรือตรี ก้องเกียรติ สัจวุฒิ
พลเรือตรี สุพพัต ยุทธวงศ์
พลเรือตรี กิตติคุณ นาคสุก
พลเรือตรี กตัญญู ศรีตังนันท์
พลเรือตรี ธีระยุทธ นอบน้อม
พลเรือตรี ทวี ทองประยูร
พลเรือตรี เอกสิทธิ์ รอดอยู่
พลเรือตรี กิตติศักดิ์ บุณย์เพิ่ม
พลเรือตรี สนทยา แสงบางมุด
พลเรือตรี ไชยา ภาตะนันท์

กรรมการและเลขานุการราชนาวิกสภา
นาวาเอก ณฐพัฒน์ ซื่อมงคล
เหรัญญิกราชนาวิกสภา
เรือเอก สุขกิจ พลัง
คอลัมน์ประจำา ที่ปรึกษาราชนาวิกสภา
พลเรือโท สุพจน์ ภู่ระหงษ์
พลเรือโท ชนินทร์ ผดุงเกียรติ
พลเรอตร อำานวย ทองรอด




๓ พลเรอตร บัญชา บัวรอด
พลเรอตร สิทธิชัย ต่างใจ


บรรณาธิการ
นาวาเอก ณฐพัฒน์ ซื่อมงคล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ
๗๑ นาวาเอกหญิง วรนันท์ สุริยกุล ณ อยุธยา
ประจำากองบรรณาธิการ
นาวาเอก วชิรพร วงศ์นครสว่าง
นาวาเอก สมริทธ์ งามสวย
นาวาเอก สุวิทย์ จันทร์เพ็ญศรี
๘๔ นาวาเอก ธาตรี ฟักศรีเมือง

๘๖ นาวาเอก บุญมี กาโน
นาวาเอกหญิง แจ่มใส พันทวี
๘๘ นาวาโทหญิง ศรุดา พันธุ์ศรี
นาวาโทหญิง อรณัฐ โพธิ์ตาด
เรือเอก เกื้อกูล หาดแก้ว
ว่าที่ เรือเอกหญิง สุธิญา พูนเอียด
เรือโท อัศฐวรรศ ปั่นจั่น
เรือโทหญิง อภิธันย์ แก่นเสน
สำานักงานราชนาวิกสภา
ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย
กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐ โทร. ๐ ๒๔๗๕ ๓๐๗๒
๐ ๒๔๗๕ ๔๙๙๘


บรรณาธิการ แถลง







นาวาเอก ณฐพัฒน์ ซื่อมงคล
[email protected]



สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้อ่านท่รักทุกท่าน มาพบกันอีกเช่นเคยนะครับ นิตยสารนาวิกศาสตร์ฉบับเดือน


กันยายน ๒๕๖๓ น ยังคงครบรสด้วยบทความท่หลากหลาย มากด้วยสาระ และน่าอ่าน โดยเร่มจากบทความ


เรื่อง “เรื่องจริงจริงจากวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ (ตอนที่ ๓)” เขียนโดย พลเรือตรี กรีฑา พรรธนะแพทย์ ซึ่งฉบับนี้
เสนอเป็นตอนจบครับ และต่อด้วยบทความท่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ “รู้จักธงราชนาวีท่ถูกต้อง” เขียนโดย พลเรือเอก




จุมพล ลุมพิกานนท์ บทความดังกล่าว จะทาให้ทราบถึงประวัติความเป็นมา และความสาคัญของธงราชนาว ี

ท่ทหารเรือทุกนายควรทราบ จดจา และเข้าใจ ต่อด้วยบทความเร่อง “เจ้งเหอ แม่ทัพเรือผู้ย่งยง” เขียนโดย








พลเรือเอก ทวีวุฒ พงศ์พิพัฒน์ และปิดท้ายด้วยบทความเร่อง “ฉากการรบสมมตกรณแย่งชงหม่เกาะสแปรตลย์







(ตอนจบ)” เขียนโดย คุณคร พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก ท่ได้รับรางวัลบทความดีเด่น พลเรือเอก กว สิงหะ
ประจ�าปี ๒๕๖๒ ครับ

ท้ายสุดน้กองบรรณาธิการนิตยสารนาวิกศาสตร์ขอฝากความห่วงใยมายังท่านสมาชิก และผู้อ่านท่รักทุกท่าน

ด้วยในขณะน้สภาพอากาศค่อนข้างแปรปวน มีฝนสลับกับอากาศร้อน จึงขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพ และ

หม่นออกกาลังกาย เพ่อให้ร่างกายแข็งแรง และในขณะเดียวกันการ์ดอย่าตก ขอให้คงพฤติกรรมการใช้ชีวิต






แบบ New Normal ไว้ เพ่อให้ดารงชีวิตได้อย่างปกติสุข รอดพ้นห่างไกลจากเช้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ครับ
พบกันใหม่ฉบับหน้า โชคดี สวัสดีครับ


กองบรรณาธิการ



ปกหน้า : ๑๐๓ ปี ธงชาติไทยและธงราชนาว ี ปกหลัง : วิวัฒนาการของธงชาต ิ






















วันที่ ๒๘ กันยายน ของทุกปี เป็น “วันพระราชทาน ธงชาติไทยมีวิวัฒนาการมายาวนาน ตั้งแต่สมัยสมเด็จ


ธงชาติไทย” เร่มใช้เป็นวันแรกเม่อ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๐ พระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา จนถึงปัจจุบัน


เน่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี ท่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า นับตั้งแต่การใช้ผ้าสีแดงเกลี้ยง สมัยรัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ
เจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย ให้เรือหลวงใช้รูปจักรสีขาวลงบนธงพ้นแดง ส่วนเรือค้าขาย


ธงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย บ่งบอกถึง ใช้ธงพ้นแดงเหมือนเดิม สมัยรัชกาลท่ ๒ โปรดเกล้าฯ

ความมีอธิปไตย ของชาติไทยมาช้านาน และมีความหมายถึง นารูปช้างเผือกลงในวงจักรใช้เป็นธงเรือหลวง สมัยรัชกาลท่ ๔



ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซ่งมีความสาคญทางจิตใจ โปรดเกล้าฯ ให้นารูปจักรออก แต่ยังคงใช้รูปช้างเผือก





ดังนั้นจึงควรปฏิบัติต่อธงชาติด้วยความเคารพ ดังนี้ โดยธงเรือค้าขายใช้พ้นสีแดง ส่วนธงเรือหลวงใช้พ้นสีขาบ



- ธงชาติท่จะนามาใช้ ชัก หรือแสดง ต้องมีสภาพด ี คร้นถึง ร.ศ.๑๑๐ (พ.ศ.๒๔๓๔) รัชกาลท่ ๕ โปรดเกล้าฯ




เรยบร้อย ไม่ขาดวน และสไม่ซดจนเกนควร การเกบรกษา ให้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม ร.ศ.๑๑๐









ธงชาติไว้ด้วยความเคารพในสถานที่ และที่เก็บอันสมควร เป็นพระราชบญญตธงฉบบแรก กาหนดแบบธงช้างเผือก







- การชักธงชาติ ผู้ท่ชักธงต้องแต่งกายเรียบร้อย การ ทรงเครองยนแทน ท่มุมธงข้างบนซ้ายมีจักร ใช้ในเรือพระท่น่ง ั

ชักธงขึ้น ให้เตรียมธงผูกติดกับสายเชือกทางด้านขวาของ และเรือรบหลวง และแบบธงชาติสยาม เป็นรูปช้างเผือกเปล่า

ผู้ชักธง เม่อถึงเวลาให้คล่ธงออกเต็มผืน แล้วดึงเชือกให้ธง พ้นแดง ใช้ในเรือท่วไป ต่อมาใน ร.ศ.๑๑๖ (พ.ศ.๒๔๔๐) ทรง





ข้นช้า ๆ ด้วยความสมาเสมอ จนถึงสุดยอดเสาธง แล้วจึง ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม ร.ศ.๑๑๖ กาหนด






ผูกเชือกไว้ให้ตึง ไม่ให้ธงลดตาลงมาจากเดิม การชักธงลง แบบธงเรือหลวง พ้นสีแดง กลางมีรูปช้างเผือกทรงเคร่อง



ให้ดึงเชือกให้ธงลงช้า ๆ ด้วยความสมาเสมอ และสายเชือกตึง ยืนแท่น ใช้ชักในเรือหลวง ป้อมและท่พักทหารในกรมทหารเรือ
จนถึงระดับเดิมก่อนชักข้น จึงปลดธงชาติแล้วพับวางบนพาน และแบบธงชาติ พื้นสีแดง กลางมีรูปช้างเผือก ใช้ชักในเรือ




น�าไปเก็บที่อันสมควร กรณีที่มีการบรรเลงเพลงเคารพ หรือ ท้งหลายของพ่อค้า และของสามัญชนท่วไป บรรดาท่เป็นชาต ิ


มีสัญญาณ การชักธงข้นและลงจะต้องชักธงข้น และลงให้ ชาวสยาม ใน ร.ศ.๑๒๙ (พ.ศ.๒๔๕๓) รัชกาลท่ ๖ โปรดเกล้าฯ

ถึงจุดที่สุด พร้อมกับจบเพลงหรือสัญญาณนั้น ๆ ให้ตราพระราชบัญญัติธง ร.ศ.๑๒๙ โดยยังคงแบบธงชาติไว้


- การทาความเคารพธงชาติ เม่อเห็นการชักธงชาติข้นและ จนในปี พ.ศ.๒๔๖๐ ทรงตราพระราชบัญญัติแก้ไขพระราช

ลง ให้แสดงความเคารพโดยการยืนตรงหันไปทางเสาธง อาคาร บัญญัติธง พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ กาหนดแบบ “ธงชาต ิ

หรือสถานที่ที่มีการชักธงชาติขึ้นและลง จนกว่าจะเสร็จการ สยาม” และพระราชทานชื่อว่า “ธงไตรรงค์”
นาวิกศาสตร์ 4
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


น.อ.พิพัทธ์ พุกงาม




เสาธงที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์






ในวันท ๘ กันยำยน พ.ศ.๒๔๘๒ ได้มีประกำศ


รัฐนิยมฉบับที่ ๔ เรื่องกำรเคำรพธงชำติ เพลงชำติ และ
เพลงสรรเสริญพระบำรม เพ่อให้คนไทยเรำยึดถือเป็น


หลักปฏิบัติ ดังมีข้อควำมในประกำศว่ำ ด้วยรัฐบำลได้


พิจำรณำเห็นว่ำ ธงชำต เพลงชำต และเพลงสรรเสริญ
พระบำรมี เป็นสิ่งส�ำคัญประจ�ำชำติ พึงได้รับควำมเชิดชู
เคำรพของชำวไทยทั้งมวล
จนถึงวันที่ ๑๔ กันยำยน พ.ศ.๒๔๘๕ ทำงรำชกำร
จึงก�ำหนดให้ข้ำรำชกำรหยุดยืนเคำรพธงชำติในเวลำ
๐๘.๐๐ นำฬิกำ ดังมีรำยละเอียดในหนังสือที่มีถึงหน่วย

รำชกำรต่ำง ๆ ว่ำ หน้ากองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม
“ด้วยทำงกำรได้พิจำรณำเห็นว่ำ ธงชำติเป็นส่งเชิดช ู เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๙


เกียรติของชำต ชำติท่เป็นเอกรำชย่อมต้องมีธงประจ�ำ








ชำตของตน ฉะนน ธงชำตจึงเป็นสงท่เคำรพค่กับชำต ิ ส�ำหรับข้ำรำชกำรกระทรวงกลำโหมน้น ก็ให้ท�ำกำร



และกำรเคำรพธงชำติถือเป็นวัฒนธรรมส่วนหน่ง ชำต ิ เคำรพในเวลำดังกล่ำว แถวทหำรซ่งอยู่กับท่ให้ท�ำกำร


จะเจริญม่นคงถำวรอยู่ได้ก็ต้องอำศัยประชำชน ซ่งม ี เคำรพตำมระเบียบ ถ้ำมีแตรก็ให้เป่ำเพลงเคำรพในโอกำส





ควำมพร้อมเพรียงและมีวัฒนธรรมด ฉะน้น เพ่อท่จะ เดยวกน ทหำรซงอยตำมลำพง หรอกำลังปฏบตกำรใด ๆ อย ่ ู
















เชิดชูวัฒนธรรมในประกำรน อีกท้งเพ่อรักษำชำติให้ ไม่ว่ำจะอยู่ท่ใด หรือก�ำลังเดินอย ให้หยุดและท�ำควำมเคำรพ



ู่
มั่นคงเป็นปึกแผ่นสมเป็นอำรยชำติ ทำงกรมโฆษณำกำร ทันท ถ้ำมีแตรก็ให้เป่ำเพลงเคำรพด้วย และในเวลำท�ำกำร

จะได้ก�ำหนดให้มีกำรบรรเลงเพลงชำติในเวลำ ๐๘.๐๐ เคำรพนั้นให้หันหน้ำไปทำงสถำนที่ที่มีกำรท�ำพิธีชักธง
นำฬิกำตรง ซ่งเป็นเวลำท่สถำนท่รำชกำรทุกแห่งชักธงชำต ิ ส่วนท่กองทัพเรือนน แต่เดิมเสำธงรำชนำวีตงอยู่








ข้นสู่เสำ ฉะน้นทุก ๆ วันในเวลำ ๐๘.๐๐ นำฬิกำ ให้บรรดำ หน้ำกองบัญชำกำรกองทัพเรือ พระรำชวังเดิม จนถึงวันท ี ่


ข้ำรำชกำรตลอดทั้งในส่วนกลำง และส่วนภูมิภำคทุกคน ๒๖ กันยำยน พ.ศ.๒๕๑๔ ในสมัยของพลเรือเอก จรูญ


ยืนน่งระวังตรง เพ่อแสดงควำมเคำรพธงไตรรงค์เป็นเวลำ เฉลิมเตียรณ อดตผ้บัญชำกำรทหำรเรือในขณะน้น



๕ วินำที หรือจนกำรบรรเลงเพลงชำติ หรือสัญญำณอื่น ๆ (๗ เมษำยน พ.ศ.๒๕๐๙ - ๓๐ กันยำยน พ.ศ.๒๕๑๔) ได้ม ี
ในกำรชักธงชำติให้จบลง” กำรสร้ำงเสำก๊ำฟข้นใหม่ท่ด้ำนในป้อมวิชัยประสิทธ์


นาวิกศาสตร์ 5
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


ภาพก่อน พ.ศ.๒๕๑๔ ภาพหลัง พ.ศ.๒๕๑๔


โดยน�ำธงรำชนำวีไปชักร่วมกับธงผู้บัญชำกำรทหำรเรือ จนถึงวันที่ ๒๘ กันยำยน พ.ศ.๒๕๓๓ ในสมัยของ

(เดิมเสำธงผู้บัญชำกำรทหำรเรือต้งอยู่ด้ำนหน้ำป้อมฯ พลเรือเอก ประพัฒน์ กฤษณจันทร์ อดีตผู้บัญชำกำร





รมนำ) เสำก๊ำฟท่สร้ำงข้นใหม่เป็นเสำเหล็กกลวง ทหำรเรือ (๑ ตุลำคม พ.ศ.๒๕๓๐ – ๓๐ กันยำยน
เส้นผ่ำศูนย์กลำงท่โคนเสำ ๑๐๐ เซนติเมตร สูง ๓๐ เมตร พ.ศ.๒๕๓๔) ได้มีกำรเพ่มควำมสูงของเสำธงอีก


ประกอบไปด้วย เสำก๊ำฟ พรวน ลังกำ ลวดสลิงยึดระโยง ๙๐ เซนติเมตร รวมควำมสูง ๓๐.๙๐ เมตร














ภำยในเสำเหล็กมีสำยไฟและสำยล่อฟ้ำ ปจจบัน เสำธงทป้อมวชยประสทธนน เปนเครองหมำย
ในสมัยของ พลเรือเอก กวี สิงหะ อดีตผู้บัญชำกำร แสดงถึงควำมเป็นเอกรำชอธิปไตยและเกียรติยศของชำต ิ

ทหำรเรือ (๑ ตุลำคม พ.ศ.๒๕๒๑ – ๓๐ กันยำยน และรำชนำวีไทยท่มีประวัติศำสตร์ควำมเป็นมำต้งแต่คร้ง ั

พ.ศ.๒๕๒๓) ได้เกิดฟ้ำผ่ำลงมำท่เสำธงจนได้รับควำม กรุงศรีอยุธยำ

เสียหำย แต่ก็ได้รับกำรซ่อมแซมกลับมำใช้งำนได้













นาวิกศาสตร์ 6
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


นาวิกศาสตร์ 7
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


เรื่องจริงจริงจากวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒





ตอนที่ ๓ ตอนจบ พลเรือตรี กรีฑา พรรธนะแพทย์








การสู้รบในระยะกระช้นชิดเช่นน ปืนกลซ่งเป็นปืนยิงได้รวดเร็ว ท้งปืนเล็กยาวทาการยิงได้ผลดีกว่าปืนใหญ่






กระสุนปืนท่ยิงต่อสู้กันท้งสองฝ่ายตกเกล่อนกลาดไปราวกับห่าฝน ฝ่ายฝร่งเศสได้เปรียบเพราะมีปืนกลติดต้งอยู่บน





หอรบของเสาซ่งเป็นท่สูง ยิงลงมายังเรือของสยามได้ท่วไป เสียงปืนท่ยิงต่อสู้กันดังสน่นหว่นไหว และมีควันปืนตลบ






ไปท่วบริเวณปากแม่นาเจ้าพระยา เรือหาญหักศัตร เรือนฤเบนทร์บุตร และเรือทูลกระหม่อมก็เข้าร่วมในการยิงต้านทาน
เรือรบฝรั่งเศสโดยเต็มความสามารถ
เม่อเรือรบฝร่งเศสแล่นเข้ามาในระยะปืนของเรือมูรธาวสิตสวัสด จึงได้ยิงปืนใหญ่ (อาร์มสตรอง/Armstrong)





ขนาด ๗๐ ปอนด์ ซ่งเป็นปืนบรรจุปากกระบอก (muzzle loading/muzzle แปลว่า ปากกระบอกปืน) ไปยังเรือ











แองคองสตงต์ ซงกาลงเดนหน้าเตมตัว เมอยงไปแล้ว ๒ นด กถอนสมอเเละเดนถอยหลง ทาการยงปืนทองเหลอง






ทางกราบขวาทุกกระบอก พร้อมกับได้ยิงปืนกล* สมทบด้วยตลอดเวลา กระสุนปืนขนาด ๗๐ ปอนด์นัดที่ ๕ ได้ถูก

เรือแองคองสตังต์ทางกราบขวา แล้วเรือแองคองสตังต์ก็แล่นเฉียดเข้ามาหมายจะชนเรือมูรธาวสิตสวัสด์ด้วยทวนหัว


เม่ออยู่ห่างกันราว ๒๐๐ เมตร เรือมูรธาวสิตสวัสด์ต้องเดินหน้าเต็มตัวหางเสือขวาหมด เพ่อหลบจากการถูกชน



ถึงกระน้นเรือแองคองสตังต์ก็ได้เบียดกระทบส่วนบน และบูมเรือโบตของเรือมูรธาวสิตสวัสด เป็นเหตุให้เรือโบตเสียหาย




ไปลาหน่ง กับเสาธงท้ายเรือหักพังไป เรือมูรธาวสิตสวัสด์ถูกยิงจากเรือแองคองสตังต์อย่างหนักด้วยกระสุนปืนเล็ก




จานวนมากและถูกกระสุนปืนใหญ่ ๒ นัด นัดหน่งถูกหัวเรือเหนือแนวนาเล็กน้อยทางกราบซ้าย อีกนัดหน่งถูกส่วนบน


ของเรือ เม่อเรือแองคองสตังต์แล่นผ่านไปแล้ว เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ได้ยิงปืนทองเหลือง (brass gun) ทางกราบซ้าย
อีก ๔ นัด และยิงปืนกล ตามไปด้วย
เมื่อเรือมูรธาวสิตสวัสด์ได้ทาการยิงปืนขนาด ๗๐ ปอนด์บรรจุทางปากกระบอกนัดท่ ๕ ออกไปแล้ว ทาให้หมุดยึด





แท่นปืนและหมุดของดาดฟ้าบางตัวหัก ปืนทองเหลืองทุกกระบอก แท่นปืนแตกในลักษณะต่าง ๆ กัน ทาให้ปืน


ทุกกระบอกของเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์หมดสภาพ เรือต่าง ๆ ของสยามหมดโอกาสอยางแน่นอนที่จะท�าอันตรายตอข้าศึก
ปืนอย่างเก่าซึ่งบรรจุทางปากกระบอก ยิงได้ช้าในการต่อสู้กับปืนยิงเร็ว (Quick Firing Gun) ที่มีคุณสมบัติของเรือรบ
ฝรั่งเศส เรือฝ่ายสยามจึงต้องถูกยิงเป็นพิเศษด้วยปืนลูกโม่แบบ ฮอทซกีส (Hotschkiss revolving gun)




เรือมกุฎราชกุมาร และเรือมูรธาวสิตสวัสด ต่างก็มีผู้บังคับการเรือเเละต้นกลเป็นชาวยุโรป โดยท่ทหารประจาเรือ
ไม่มีความช�านาญพอ นายทหารเหล่านี้จึงต้องท�าการเล็งยิงปืนเสียเอง แล้วก็วิ่งขึ้นไปบนสะพานเดินเรือเพื่อน�าเรืออีก
เรือรบฝรั่งเศสได้ใช้ปืนยิงเร็วฮอทชกีส ยิงจากหอรบบนเสาซึ่งท�าการยิงได้ผลดี แต่เรือของฝ่ายสยาม ไม่สามารถ
ท�าอันตรายแก่เรือรบฝรั่งเศสได้ เพราะว่าปืนทุกกระบอกหมดสภาพไปแล้วนั่นเอง




* ปืนกลในปี พ.ศ.๒๔๑๘ ทางราชการทหารเรือได้ส่งซ้อปืนแคตลิง (Catling gun) จากสหรัฐอเมริกา ซ่งสมัยน้นเรียกว่า





ปืนลูกโม่ แต่ฝร่งจัดเป็นปืนกล (Machine gun) ในสมัยน้นถือว่าเป็นอาวุธสาคัญอย่างหน่ง ปืนแคตลิงขนาดเล็กต้งบนแท่น

สามขา ขนาดใหญ่ตั้งบนแท่นมีล้อ ล�ากล้องกว้าง ๑๑ มิลลิเมตร ขนาดเล็กมี ๑๐ ล�ากล้อง ขนาดใหญ่มี ๔ ล�ากล้อง ๕ ล�ากล้อง
ในปี พ.ศ.๒๔๔๐ ทางราชการทหารเรือได้สั่งซื้อปืนยิงเร็วชนิดฮอทชกีส (Hotschkiss) ขนาด ๖ ปอนด์ (๕๗ มิลลิเมตร)
ขนาด ๓ ปอนด์ (๔๗ มิลลิเมตร) เเละขนาด ๑ ปอนด์ (๓๗ มิลลิเมตร) มาใช้ในราชการติดตั้งในเรือรบ
8
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


เรือมูรธาวสิตสวัสด และเรือมกุฎราชกุมารถูกยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่และปืนเล็กมากกว่า ๒๐๐ นัด เรือมกุฎราชกุมาร


ล�าเดียวมีทหารตาย ๓ คน บาดเจ็บ ๑๕ คน เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์บาดเจ็บ ๖ คน การเสียหายที่เกิดขึ้นไม่มากมาย ท�าให้




ทหารของสยามจานวนน้อยถึงแก่ความตาย ท้งน้ก็เพราะ นายเรือเอก คริสต์มาส ได้เห็นว่าเม่อเรือแองคองสตังต์





กาลังจะเเล่นเข้าชนเรือมูรธาวสิตสวัสด จึงส่งให้ทหารท้งหมดหลบลงไปอยู่ใต้ดาดฟ้าจึงได้รอดพ้นจากการถูกยิง
ด้วยปืนเล็ก
เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ถูกยิงที่ตัวเรือด้วยกระสุนปืนเล็ก ๒๑๖ นัด ถูกกระสุนปืนใหญ่ดินเมลิไนท์ (Melinite) ระเบิด

เข้าไปภายในเรือ เม่อตอนผ่านท้ายเรือแองคองสตังต์ ทาให้เกิดรูทะลุข้างเรือกราบซ้ายโตหลายฟุต และอยู่ตากว่า













เเนวนา ๓ น้ว เรอมรธาวสตสวสด์เดินหน้าไปแล้วทอดสมอ จัดการเลอนปืนใหญ่ทางกราบซ้ายไปไว้ทางกราบขวา






รวมท้งเอานาหนักอ่น ๆ มารวมอยู่ด้วย เพ่อถ่วงให้รูทะลุทางกราบซ้ายพ้นนามากข้น จะได้ทาการซ่อมได้สะดวก







แต่ไม่มีเวลาท่จะซ่อม เพราะต้งใจจะติดตามเรือรบฝร่งเศสข้นมายังกรุงเทพฯ นายพลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธินทร์



ได้ข้นมาบนเรือ แล้วได้ส่งให้นาเรือไปยังสมุทรปราการ และรอจนกระท่งนายนาวาโท กูลด์แบร์ก ได้นาเรือมกุฎราชกุมาร


มาสมทบ แล้วจึงแล่นเดินหน้าเต็มตัวขึ้นไปตามล�าแม่น�้า เพื่อเข้าชนเรือข้าศึกให้จมลง ณ ต�าบลที่จะได้พบนั้น
ส่วนเรือมกุฎราชกุมารถูกยิงจากปืนกล และปืนเล็กยาวของเรือรบฝรั่งเศสมากพอดู เเละถูกยิงจากปืนใหญ่ ๑ นัด
ถูกท่หัวเรือจนเคร่องกว้านสมอใช้การไม่ได้ ทหารประจาเรือมกุฎราชกุมารถูกกระสุนปืนบาดเจ็บล้มตายมากกว่าเรือ



ล�าอื่น ๆ เพราะเรือมกุฎราชกุมารเป็นเรือรบขนาดใหญ่ของสยาม จึงตกเป็นเป้าที่หมายยิงของเรือฝรั่งเศสมากกว่าเรือ
ล�าอื่น ๆ
เรือหาญหักศัตรู มีนายเรือเอก สมิเกโล (Lieutenant SkeelO.C.Schmiegelow) เป็นผู้บังคับการเรือ ท�าการยิง
ปืนใหญ่ได้เพียง ๒ นัดเท่านั้น
เรือนฤเบนทร์บุตร และเรือทูลกระหม่อม ก็ได้ทาการยิงปืนทองเหลืองและปืนเล็กยาวไปยังเรือรบของฝร่งเศส




เรือทูลกระหม่อมได้ยิงปืนไปยังเรือโคแมต ซ่งแล่นเข้ามาในระยะราว ๑๐๐ เมตร กระสุนปืนท่ยิงออกไปกลุ่มหน่ง


ถูกพลประจ�าปืนของเรือโคแมตตายไป ๒ คน และเรือทูลกระหม่อมก็ถูกกระสุนปืนจากเรือโคแมต ๑ นัด เป็นรูทะลุ
ข้างเรือ การยิงของฝ่ายสยามได้ยุติลง เรือรบฝรั่งเศสจึงผ่านพ้นเข้าไปในแม่น�้าเจ้าพระยาได้เมื่อเวลา ๑๘๕๘



เรือรบของฝร่งเศสผ่านพ้นเรือรบสยามเข้ามาได้ แต่ต้องมาพบกับปืนของป้อมผีเส้อสมุทร ซ่งมีปืนเสือหมอบอยู่




๓ กระบอก เม่อเรือรบฝร่งเศสเเล่นเข้าไปน้นเป็นเวลาคามืดแล้ว ไม่สามารถจะทราบได้แน่ชัดว่าเรือท่ผ่านไปน้นเป็น





















เรอฝรงเศสใช่หรอไม่ จงมได้ทาการยิงไปยงเรอแองคองสตงต์ และเรอแองคองสตงต์กมได้ยงมายงป้อมผเสอสมทร




ส่วนเรือโคแมตน้นรู้จักป้อมผีเส้อสมุทรด เพราะเม่อเดือนเมษายน ร.ศ.๑๑๒ ท่เเล้วมา เรือโคแมตได้มาจอดทอดสมออย ู่



ที่หน้าเกาะนี้อยู่ถึง ๓ วัน ยังจ�าเสาธงของป้อมผีเสื้อสมุทรได้ดี เมื่อเวลา ๑๙๑๐ เรือโคแมตได้ระดมยิงปืนใหญ่มายัง
ป้อมผีเสื้อสมุทร กระสุน ๕ นัดตกถูกป้อมไม่ได้รับความเสียหายเท่าใด แต่มีทหารได้รับบาดเจ็บ ทางป้อมผีเสื้อสมุทร


ก็ยิงตอบสวนออกมา มีเสียงปืนเล็กอยู่ตามริมฝั่งบ้างแล้วก็เงียบหายไป เรือโคแมตจึงแล่นผ่านปากนาเจ้าพระยา
เข้ามาโดยไม่มีเรือฝ่ายสยามติดตามเข้ามาเลย เรือโคแมตจึงเดินหน้าเต็มตัวแล่นตามไฟท้ายของเรือแองคองสตังต์
มุ่งเข้าสู่กรุงเทพฯ





ในระหว่างท่เรือรบฝร่งเศสกาลังแล่นเข้ามาตามลาแม่นาเจ้าพระยาน้น มีเรือยนต์ของเรือแองคองสตังต์แล่นตามมา







ติด ๆ เรือยนต์ลาน้เป็นเรือท่นายนาวาโท โบร ผู้บังคับการเรือแองคองสตังต์ได้ส่งให้หย่อนเรือโบตไว้ท่นอกสันดอน

ในระหว่างท่มีการสู้รบกันน้น เรือรบลาน้จึงได้เห็นเหตุการณ์โดยตลอด และก็แล่นฝ่าผ่านการสู้รบมาได้โดยเร่งความเร็ว




จนตามมาได้ทัน
นาวิกศาสตร์ 9
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


นายพลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธินทร์



เมื่อเรือรบฝร่งเศสได้แล่นข้นไปแล้ว นายพลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธินทร์ ได้ส่งให้เรือมกุฎราชกุมาร และ


















เรอมรธาวสตสวสดซงยงมสภาพพอจะเดินทางตอไปได ไปจอดรอฟงคาสงอยทสถานีโทรเลขสมทรปราการ แลวพระยา





ชลยุทธโยธินทร์ ได้ข้นไปตรวจป้อมผีเส้อสมุทรเพ่อตรวจความเสียหาย ท่านได้ส่งให้นายร้อยเอก เกิตส์เซ (Captain




10
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


T.A.Gottsche) ผู้บังคับการป้อม จัดการรื้ออาคารบ้านเรือนทางด้านทิศเหนือลงเสีย เพื่อไม่ให้กีดขวางทางปืนในทิศนี้




นอกจากน้ก็ส่งให้ป้อมจัดการเตรียมการป้องกัน ซ่งอาจถูกโจมตีในภายหลังอีกก็ได้ ได้พบกระสุนหลายนัด และกระสุน


ลูกปราย*(grape shots) เป็นอันมากตกถูกป้อมผีเส้อสมุทร เเล้วท่านก็ได้ข้นไปท่สถานีโทรเลขสมุทรปราการ สอบถาม

เหตุการณ์ทางกรุงเทพฯ ได้รับทราบว่าเวลานี้เรือรบฝรั่งเศส ๒ ล�า ได้จอดทอดสมออยู่ที่บริเวณศุลกสถาน (Custom
House)
ด้วยจิตใจที่เร่าร้อนยังตกค้างอยู่ ภายหลังการรบและเหตุการณ์ก็ได้เป็นไปอย่างรุนแรงถึงเพียงนี้แล้ว จ�าเป็นต้อง


สู้รบกันต่อไปให้ถึงท่สุด นายพลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธินทร์ จึงคิดจะติดตามเรือรบฝร่งเศสเข้าไปในกรุงเทพฯ




แล้วใช้ยุทธวิธีแบบโบราณ คือแล่นเรือเข้าไปชนเรือข้าศึกให้จมด้วยทวนหัวเรือในเวลาคามืด ซ่งยังพอจะมีโอกาสกระทาได้
ในลักษณะเช่นน ฝ่ายข้าศึกจะใช้ปืนใหญ่ทาการยิงไม่ถนัด จึงได้ส่งให้เรือมกุฎราชกุมาร และเรือมูรธาวสิตสวัสด ิ ์




ออกเรือจากสมุทรปราการเข้ากรุงเทพฯ และจะได้ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรี แล่นจากที่จอดเรือหน้าท่าราชวรดิฐ ลงมา




ทาการรบพร้อม ๆ กัน โดยคิดว่าเรือพระท่น่งมหาจักรีคงจะมีกาลังไอนาพร้อมท่จะออกเรือได้ทันเวลา เพราะการ




เดินทางจากสมทรปราการเข้ากรงเทพฯ โดยทางรถไฟใช้เวลาเพียง ๓๐ นาทเท่าน้น เม่อท่านได้สงการตามความคิด






นั้นแล้ว ก็รีบขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพฯ

เม่อนายพลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธินทร์ ถึงกรุงเทพฯ แล้ว ก็ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ไม่ทรงอนญาตตามแผนการท่ได้คิดไว้วันน ท่านจึงได้ลงเรือกลไฟเล็กล่องลงมาพบกับเรือมกุฎราชกุมาร และเรือ



มูรธาวสิตสวัสดิ์ที่ต�าบลบางคอแหลม แจ้งให้ทราบว่า แผนการที่ก�าหนดไว้แต่แรกนั้นเป็นอันงด และให้เรือทั้ง ๒ ล�านี้


จอดอยู่ท่บางคอแหลมก่อน เพ่อรอฟังคาส่งต่อไป หากได้ยินเสียงปืนยิงกันข้นท่กรุงเทพฯ ก็ให้รีบออกเรือไปดูเหตุการณ์




โดยทันที
เรือโคแมตยังมองไม่เห็นเรือแองคองสตังต์ จึงเเล่นเรือต่อไปเรื่อย ๆ พอถึงเขตท่าจอดเรือกรุงเทพฯ ก็ต้องพบกับ
ความพลุกพล่านของเรือกลไฟ เรือใบ เรือเล็กเรือน้อย การที่เรือโคแมตไม่มีน�าร่องเช่นนี้ จึงต้องประสบความล�าบาก
จากการที่ต้องระวังอันตรายจากเรือโดนกันในการน�าเรือเข้าที่แคบ
ด้วยความเข้าใจว่า จุดนัดหมายของเรือรบฝรั่งเศส ๒ ล�านี้อยู่ที่หน้าพระบรมมหาราชวัง เรือโคแมตจึงแล่นผ่าน
ท่าจอดเรือกรุงเทพฯ ไปตลอดทาง จนรู้ว่าแล่นหลงทางเข้ามาเพียงล�าเดียว จึงต้องเเล่นย้อนกลับมาทันที และในที่สุด

ก็พบกับเรือแองคองสตังต์จอดอยู่ท่หน้าสถานทูตฝร่งเศสเรียบร้อยแล้ว จึงทอดสมออยู่ใกล้กับเรือแองคองสตังต์

ที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส เมื่อเวลาประมาณ ๒๑๐๐
สถานการณ์ในกรุงเทพฯ คืนนั้น เงียบเป็นปกติ ไม่มีใครทราบว่ามีเรือรบฝรั่งเศส ๒ ล�า เข้ามาถึงกรุงเทพฯ ร่วมกับ
เรือลูแตง ซึ่งเข้ามาจอดอยู่ก่อนหน้านี้นานกว่า ๔ เดือนแล้ว เรือลูแตงเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มีนาคม ร.ศ.


๑๑๑ (พ.ศ.๒๔๓๕) ในช้นต้นรัฐบาลฝร่งเศสขอเข้ามาจอดอยู่จนถึงวันท ๒๐ มีนาคม ร.ศ.๑๑๑ และจะออกเดินทางกลับ




ไปในวันท ๒๑ มีนาคม ร.ศ.๑๑๑ แต่คร้นถึงกาหนดเข้าจริง ๆ แล้ว ก็โลเลขออยู่ต่อไปอีก เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะดาเนินการ





ต่อไปอย่างไร และก็เป็นการจาเป็นหากเกิดการรบพุ่งกับสยามแล้ว อย่างน้อยก็จะได้รักษาความปลอดภัยชนชาวฝร่งเศส
ในกรุงเทพฯ การส่งเรือลูเเตงเข้ามานั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นการเริ่มต้นที่จะใช้ก�าลังบีบคั้นสยาม
*กระสุนลูกปราย (grape shots) จะระเบิดแตก ท�าลายคนประจ�าปืน และเครื่องประกอบปืน ซึ่งอยู่ในที่ก�าบัง
นาวิกศาสตร์ 11
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


เรือแองคองสตังต์ และเรือโคแมต แล่นเข้ามาจอดอยู่ที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส
เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒








เหตุการณ์ท่เกิดข้นในคืนวันท ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ น ผู้บังคับการเรือลูแตงบอกว่าไม่ได้ยินเสียงปืนท่ยิง
กันเลย เพราะปากน�้าอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ (สถานทูตฝรั่งเศส) ถึง ๒๒ กิโลเมตร





ในคืนวันน (๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒) เม่อเรือรบของฝร่งเศสจอดทอดสมอเรียบร้อยเเล้ว ก่อนท่นายนาวาโท






โบร ผู้บังคับการเรือแองคองสตังต์และผู้บังคับหมู่เรือจะข้นไปพบ ม.ปาว ราชทูตฝร่งเศสท่สถานทูตฝร่งเศส ได้เชิญ

ผู้บังคับการเรือลูแตง และผู้บังคับการเรือโคแมตไปหารือกัน เพ่อพิจารณาถึงแนวทางปฏิบัติในอันท่จะแก้แค้นท ่ ี

ฝ่ายสยามได้ท�าการคุกคามโดยไม่สมควร ได้ตกลงกันว่า ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ เรือรบฝรั่งเศส
















ทง ๓ ลา ลแตง แองคองสตงต และโคแมต จะติดไฟหม้อนาแลวเดนเรอเขาไป จะยิงเรือพระท่น่งมหาจักร ซงจอดทอดสมอ



อยู่ท่หน้าอู่เรือหลวง (คือกรมอู่ทหารเรือ) ให้จม และถ้ายังไม่ได้รับข้อตกลงท่น่าพอใจ ก็จะระดมยิงพระบรมมหาราชวัง
อีกต่อไป
ความประสงค์ของข้อตกลงชั้นเเรกที่จะบังคับให้ประเทศสยามปฏิบัติในตอนนี้ก็คือ
- ให้มอบกองเรือรบสยาม แก่ฝรั่งเศสทั้งหมด
- ให้ถอยกองทหารออกจากชายเขตเเดน
- ให้ท�าลายป้อมต่าง ๆ ที่ปากน�้าเสีย
เมื่อฝรั่งเศสสามารถบังคับได้ถึงเพียงนี้แล้ว ก็จะได้มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของนักการเมืองด�าเนินการต่อไป





แล้วผู้บังคับการเรือฝร่งเศสท้ง ๓ ลา ก็แยกย้ายกันกลับเรือของตน เพ่อเตรียมการตามแผนท่ได้ตกลงกันไว้น้น

ทางด้านทหารประจ�าเรือรบฝรั่งเศสทั้ง ๓ ล�า ต่างก็พูดคุยกันถึงเรื่องการรบที่คาดหวังไว้ว่า จะต้องมีขึ้นอีกในวันรุ่งขึ้น
คือในตอนเช้าของวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒
12
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


วันที่ ๑๓ กรกฎาคม เป็นวันร�าลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒






เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ท่ชาวไทยทุกคนควรราลึกถึง และจดจาคือวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ เม่อวันท ๑๓

กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ คนไทยที่เป็นคนไทย ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ตอนนี้ ได้ซาบซึ้งถึงการเสียสละของบรรพบุรุษ และ
พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย
กองทัพเรือร่วมกับจังหวัดสมุทรปราการ มูลนิธิพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๕ ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า
และชมรมคนรักษ์ป้อมพระจุลจอมเกล้า จึงได้จัดงาน ร�าลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ขึ้นในวันที่ ๑๓ - ๑๔ กรกฎาคม

ของทุกปี มิได้เป็นงานเฉลิมฉลองร่นเริง แต่เป็นงานเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สดุดีวีรชน
ที่ท�าการสู้รบในวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ และเป็นการจดจ�าที่สยามได้รับการคุกคามจากฝรั่งเศส
ลักษณะของงานวันที่ระลึกได้เเก่
- พิธีสงฆ์
- สักการะศาลพระนเรศวร์ พระนารายณ์
- วางพุ่มถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ
- สดุดีวีรชนในวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒
- การแสดงนิทรรศการ
- การอภิปรายและการเสวนา
- การแสดงต่างๆ

งานนี้ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมงาน























เเตเปนทนาเสยดาย ทมผคนรบรเรองงานราลกในวนทสาคญวนนนอยมาก แมแตทหารเรอเองจานวนมากกยงไมร ้ ู











ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนสมควรรู้
วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒
เป็น
วันเจ็บแล้วต้องจ�า
นาวิกศาสตร์ 13
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


เรือแองคองสตังต์ เรือโคแมต และเรือลูแตง หน้าสถานทูตฝรั่งเศส

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ หลังรบ


เวลา ๐๒๐๐ นายนาวาโท โบร ผู้บังคับการเรือแองคองสตังต์และผู้บังคับหมู่เรือก็ได้ข้นไปยังสถานทูตฝร่งเศส











เพ่อเสนอความคิดท่ได้หารือกับผู้บังคับการเรือฝร่งเศสอีก ๒ ลา ถึงการทจะนาเรือรบฝร่งเศส ๓ ลา เเล่นข้นไปยิง


เรือพระท่น่งมหาจักร แล้วจะระดมยิงพระบรมมหาราชวัง เเละเพ่อฟังคาส่งของ ม.ปาว ราชทูตฝร่งเศส ม.ปาวีพยายาม






ชี้แจงว่าแผนการของนายนาวาโท โบรี นั้น ให้ระงับไว้ก่อน ถ้าฝรั่งเศสได้ยิงปืนขึ้นในกรุงเทพฯ แม้แต่นัดเดียว ก็จะ
กลายเป็นสัญญาณให้เกิดการกบฏอย่างร้ายแรง ชาวจีนซึ่งก�าลังมั่วสุมชุมนุมกันเป็นสมาคมลับ ๆ ก็จะถือเอาโอกาสนี้
ลุกฮือข้นทาการปล้นสะดม และเผาผลาญบ้านเรือนของชาวต่างประเทศ ตลอดจนพระบรมมหาราชวัง และวังเจ้านาย


ฝรั่งเศสจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ท�าให้พลเมืองเกิดจลาจลอลหม่านกันขึ้น ทางฝ่ายฝรั่งเศสไม่สามารถปราบปรามให้สงบลงได้
โดยก�าลังเรือรบเพียง ๓ ล�า มีทหารประจ�าเรือเพียง ๓๐๐ คนเท่านั้น
ม.ปาวี ราชทูตฝรั่งเศส ได้แถลงความจ�านงว่า ควรจะได้พยายามจัดการเซ็นสัญญาสงบศึกเสีย และเริ่มท�าความ

ตกลงในข้อท่ฝร่งเศสต้องการน้นเสียให้พร้อมกันในคราวเดียว ความมีชัยของฝร่งเศสในการรบท่ปากนาเจ้าพระยา






กับการที่เรือรบฝรั่งเศส ๓ ล�า ได้เข้ามาจอดทอดสมออยู่ในกรุงเทพฯ เเล้วเช่นนี้ ย่อมจะมีน�้าหนักในการเจรจาโต้แย้ง


เเก่ฝร่งเศสมาก นายนาวาโท โบร ผู้บังคับการเรือแองคองสตังต์และผู้บังคับหมู่เรือจึงต้อง บอกเลิก ความคิดของเขาเสีย
เรือรบของฝรั่งเศสจึงไม่ได้ทิ้งสมออยู่หน้าพระบรมมหาราชวัง




ส่วนเรือเซย์ท่ถูกยิงจนต้องแล่นไปเกยต้นท่แหลมลาพูรายน้น ในตอนเช้าของวันท ๑๔ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ นายร้อยเอก



ฟอนโฮลค์ (Captain C.Von Holck) ผู้บังคับการป้อมพระจุลจอมเกล้า ได้ให้ขุนวิจารณ์กับทหาร ๒๔ คน ลงเรือกลไฟเล็ก
ไปจับคนในเรือเซย์ ได้ฝรั่ง ญวน จีน ที่มีอยู่ในเรือรวม ๒๐ คน เอาผ้าผูกตาน�ามาขังไว้ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า กักขังไว้
หนึ่งคืนก็จัดการส่งตัวไปยังกรมทหารเรือที่กรุงเทพฯ และปล่อยตัวไปเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒
14
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


ที่ท�างานของ ม.ปาวี ในสถานทูตฝรั่งเศส


วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒




วันท ๑๔ กรกฎาคม เป็นวันสาคัญของประเทศฝร่งเศส คือเป็น วันชาติของฝร่งเศส คนฝร่งเศสเรียกว่า







“Le 14 Juillet” อ่านว่า “เลอ กาตอร์ซ ฌูเย่” (วันท ๑๔ กรกฎาคม) เป็นวันที่ระลึกของฝร่งเศสในการท่ได้เปล่ยนเเปลง




ลัทธิการปกครองจากราชาธิปไตยมาเป็นประชาธิปไตย ผมไม่ได้ต้งใจเขียนบทความเร่องน้เพ่อเป็นท่ระลึกในวันชาต ิ








ฝร่งเศส ๑๔ กรกฎาคม แต่บังเอิญเป้าหมายของผมตรงกับวันท ๑๔ กรกฎาคมพอด คือ วันท่มีเร่องเพ้ยนเพ้ยน

จากวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒







เม่อวันท ๑๔ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ กองเรือรบฝร่งเศสท่เข้ามาจอดทอดสมออยู่ท่หน้าสถานทูตฝร่งเศส เรือรบ



ทุกลา ต่างก็ลงมือล้างทาความสะอาดเรือตลอดลา ลบรอยกระสุนท่ถูกยิงเม่อวานน้ให้หายไป พอได้เวลา ๐๘๐๐ เรือรบ











กชักธงชาตฝรงเศสขนาดใหญ่ และธงราวข้นทุกเสา เพ่อเป็นการฉลองวนชาติฝร่งเศส แต่ต้องงดการยงสลุตตามพิธ ี

ซึ่งเรือทั้ง ๓ ล�า จะต้องยิงสลุตล�าละ ๒๑ นัด พอดีพอร้ายคนในกรุงเทพฯ ก็จะพากันแตกตื่นเข้าใจผิดกันไปด้วย




และในวันน้เอง ทางฝร่งเศสก็ได้จัดให้มีการร่นเริงเล้ยงอาหารกัน ณ สถานทูตฝร่งเศส ผู้ท่มาร่วมในงานวันน ี ้


เป็นชาวฝรั่งเศสทั้งหมด มีพ่อค้า มิชชันนารี นายทหาร ตลอดจน ช่างตัดผม และภรรยาด้วย
วันนี้ ฝ่ายสยาม และฝ่ายฝรั่งเศสได้ปรับความเข้าใจกัน และยืนยันต่อกันว่า จะไม่รบพุ่งกันอีก และเรื่องราวที่เกิด
พิพาทกันขึ้นนั้น ก็จะได้ท�าความตกลงกันต่อไปในทางการทูต
นาวิกศาสตร์ 15
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


๑๑. เพี้ยนจริง ๆ
เมื่อผมเล่ามาถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจดีถึง “เรื่องเพี้ยนเพี้ยนจากวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒” ดังกล่าวแล้ว

ว่าเป็นเรื่องที่เพี้ยนจริง ๆ คือไม่ใช่ข้อความที่ว่า


“…ยังผลให้เรือรบของฝร่งเศสสามารถผ่านเข้าไปจนถึงพระนคร และท้งสมออยู่หน้าพระบรมมหาราชวัง ก่อนจะ
ยื่นข้อเรียกร้องข่มขู่ให้สยามชดใช้ค่าเสียหาย…”
ถ้าผมจะเขียนชี้แจงความเพี้ยนของข้อความข้างต้นนี้ว่า ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร แต่เพียงว่า

“…ยังผลให้เรือรบของฝร่งเศสสามารถผ่านเข้าไปจนถึงพระนครและ จอดทอดสมออยู่หน้าสถานทูตฝร่งเศส

ก่อนที่จะยื่นข้อเรียกร้องข่มขู่ให้สยามชดใช้ค่าเสียหาย…”
บทความเรื่องนี้ก็น่าจะจบไปนานแล้ว เขียนแค่ สี่-ห้า บรรทัดไม่ถึงครึ่งหน้ากระดาษก็จบ แต่เพื่อต้องการให้ท่าน
















ผ้อ่านได้ทราบถงความเป็นมาเบองหน้า เบองหลง จงจาเป็นต้องหาเรองเล่ายาวยดมาส่กนฟัง เรองของการทเรอรบ




ฝรั่งเศสเข้ามาทิ้งสมออยู่หน้าพระบรมมหาราชวัง นั้น เป็นแต่เพียงจะเท่านั้น ค�าว่าจะในที่นี้ หมายถึง ยังไม่ได้ท�า
แล้วเรือรบฝรั่งเศสก็ไม่ได้ท�าเช่นนั้นด้วย
คือเรื่องมันเพี้ยนไปจาก “สถานทูตฝรั่งเศส” กลายเป็น “พระบรมมหาราชวัง” สถานที่คนละแห่ง คนละเรื่อง
สถานทูตฝรั่งเศส อยู่ที่บางรัก พระบรมมหาราชวัง อยู่ตรงข้ามกับกรมอู่ทหารเรือ หรือ ตรงข้ามกับราชนาวิกสภา
ดังนั้นที่ผมตั้งชื่อเรื่องบทความนี้ว่า “เรื่องเพี้ยนเพี้ยนจากวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒” จึงเป็นการสมควรแล้ว

๑๒. เรื่อง น่าคิด ท�าไม
ท�าไม ฝรั่งเศสจึงส่งเรือรบ ๒ ล�าเข้ามา
เรื่องฝรั่งเศสส่งเรือรบ ๒ ล�า เข้ามาตรึงก�าลังในกรุงเทพฯ อีกนั้น โดยเหตุอ้างว่า เพราะอังกฤษส่งเรือรบเข้ามา



เพ่มเติมในกรุงเทพฯ ฝร่งเศสก็จะส่งเรือรบเพ่มเติมเข้ามาในกรุงเทพฯ บ้าง โดยอ้างสิทธิในสนธิสัญญาทางพระราชไมตร ี
และการค้า ซึ่งสยามได้ท�าไว้กับฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ.๑๘๕๖ ข้อ ๑๕ (พ.ศ.๒๓๙๗ สมัยรัชกาลที่ ๔)
จริงอยู่ในสนธิสัญญานั้นยอมให้เรือรบฝรั่งเศสเข้ามาจนถึงเมืองสมุทรปราการได้ แต่ก็ควรจะได้ทราบเรื่องเดิม
ไว้ด้วยว่า เพราะเหตุใดจึงมีข้อความกล่าวไว้ เช่นนั้น

ในสมัยก่อน ๆ น้นเรือต่างประเทศท่จะเข้ามา ต้องจอดคอยท่นอกสันดอนก่อน เจ้าหน้าท่ฝ่ายสยามได้ทราบ



ความประสงค์ของการเข้ามาแล้ว จึงจะอนุญาตให้แล่นเข้ามาจอดที่เมืองสมุทรปราการได้ ทั้งนี้ใช้บังคับทั้งเรือรบ และ
เรือสินค้า ของต่างประเทศทุกชาติ
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อมีการท�าสนธิสัญญากับต่างประเทศ โดยมีอังกฤษเป็นประเทศแรก สยามจึงได้ยอม
ให้เรือรบต่างประเทศแล่นตรงเข้ามาจอดท่เมืองสมุทรปราการ ซ่งเป็นเมืองด่านท่ปากนาได้ และเป็นการแสดงอัธยาศัย





ไมตรีต่อมิตรประเทศ ในยามปกติที่มีสัมพันธไมตรีต่อกัน
แต่ในขณะนั้น ฝรั่งเศสได้แสดงท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับสยาม แล้วจะมาอ้างสิทธิตามสนธิสัญญาทางพระราชไมตรี
นั้นได้อย่างไร ตัวสัญญาก็ได้เขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษว่า
Treaty of Friendship Commerce and Navigation
ซึ่งค�าว่า Friendship ก็บอกอยู่ชัดเจนแล้วว่า เป็นสนธิสัญญากับประเทศที่เป็นมิตร
แต่ฝรั่งเศสไม่พึงรับฟัง ยังขืนส่งเรือรบเข้ามาให้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สยามจึงยอมไม่ได้
16
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


ท�าไมเรือรบฝรั่งเศสจึงเลื่อนวันที่จะเข้ามาเร็วขึ้น




เม่อวันท ๑๐ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ ม.ปาว ราชทูตฝร่งเศส แจ้งมายังเสนาบดีว่าการต่างประเทศของสยามว่า

ฝรั่งเศสจะส่งเรือรบ ๒ ล�า เข้ามากรุงเทพฯ ก�าหนดถึงปากน�้าเจ้าพระยา วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒



และในวันเดียวกับวันน ก็มีหนังสือซ้อนตามมาอีกอย่างกระช้นชิด แจ้งว่าเรือรบฝร่งเศส ๒ ลาน้น จะเข้ามากรุงเทพฯ



ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ เร็วขึ้นอีก ๒ วัน
สันนิษฐานได้ดังนี้






๑. เพ่อมิให้สยามมีเวลาเตรียมการป้องกันมาก อันจะเป็นการยากลาบากย่งข้นในกรณีท่เรือรบฝร่งเศสจะต้อง
ใช้ก�าลังตีฝ่าเข้าไป








๒. วันท ๑๕ กรกฎาคม เวลานาข้นท่สันดอน เรือจะผ่านเข้าไปได้จะเป็นเวลาคามืดแล้ว (ประมาณ ๑๙๓๐)
เป็นการไม่สะดวกในการน�าเรือ มองไม่เห็นชัดว่าฝ่ายสยามจัดการป้องกันไว้ ณ ที่ใดบ้าง
๓. เปลี่ยนเป็นวันที่ ๑๓ กรกฎาคม เหมาะกว่า เพราะในวันรุ่งขึ้น เป็นวันที่ ๑๔ กรกฎาคม เป็นวันชาติฝรั่งเศส
เป็นการปลุกใจทหารว่าจะต้องตีฝ่าเข้าไปให้ได้ วันรุ่งขึ้นจะได้ฉลองชัยชนะกันที่กรุงเทพฯ ในวันชาติฝรั่งเศส
ท�าไม ถอนค�าสั่งแล้วจึงยังดื้อดึงเข้ามา
รัฐบาลฝรั่งเศสที่ปารีสได้แจ้งให้ราชทูตสยาม และราชทูตอังกฤษที่ปารีสได้ทราบว่า
๑. เรือรบฝรั่งเศส ๒ ล�า จะจอดอยู่นอกสันดอน จะได้เพิกถอนค�าสั่งเดิมที่จะให้เรือเข้าไปถึงปากน�้าเจ้าพระยา




๒. การนี รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศฝร่งเศสได้โทรเลขไปยัง ม.ปาว ราชทูตฝร่งเศสที่กรุงเทพฯ ให้ทราบเช่นเดียวกัน
๓. ม.ปาวี ได้รับโทรเลขตั้งแต่ตอนเช้าของวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ แต่
ท�าไมเรือรบฝรั่งเศส ๒ ล�า จึงไม่ยอมฟังค�าสั่งนั้น
สันนิษฐานได้ว่า


๑. อาจเป็นการเล่นล้นทางการทูต ในเม่อฝร่งเศสต้องจานนด้วยเหตุผลในการประท้วงของฝ่ายสยาม และฝ่าย




อังกฤษ ซ่งไม่เห็นด้วยกับการท่จะให้เรือรบฝร่งเศส ๒ ลา เข้าไปท่กรุงเทพฯ เพราะในเวลาน้น ก็มีเรือต่างประเทศ




จอดอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงชาติละ ๑ ลาเท่าน้น ฝร่งเศสจึงจาต้องรับปากว่าจะได้เพิกถอนคาส่งน้นเสีย แต่นาใส









ใจจริงแล้ว ไม่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงค�าสั่งก็ได้





๒. ข้อความท่รัฐบาลฝร่งเศสส่งการไปยัง ม.ปาว หรือส่งการไปยัง นายพลเรือตร ฮูมานน์ ก็ด ใครจะไปรู้ว่า


เนื้อความที่สั่งใหม่นั้น จะมีเงื่อนไขพิเศษอย่างใด ด้วยอีกหรือเปล่า


๓. สาหรับ ม.ปาว น้น หากรัฐบาลฝร่งเศสส่งการมาโดยชัดแจ้งว่า ให้เรือรบฝร่งเศส ๒ ลา จอดรออยู่ท่นอกสันดอน




















กอนจรง แตยงมเงอนไขทอาจเปนไปไดหรอไมวา คาส่งเช่นน้น ม.ปาวี ไม่เห็นด้วย เพราะเรอรบฝรงเศส ๒ ลานไดแลน











เข้ามาจวนถึงที่หมายอยู่แล้ว จะไปหยุดชะงักอยู่กลางทางท�าไม และจะได้ประโยชน์อะไรที่จอดเรืออยู่เพียงสันดอน


๔. ม.ปาว อาจแจ้งไปยังผู้บังคับการเรือแองคองสตังส์ว่า เร่องมันเปล่ยนไปเสียแล้ว ฉะน้นขอให้ผู้บังคับหมู่เรือ


พิจารณาเอาเองก็แล้วกันว่า จะสามารถเข้ามาได้หรือไม่ เพราะนายพลเรือตรี ฮูมานน์ ผู้บัญชาการกองเรือจะสั่งการ
แก่ผู้บังคับการเรือในบังคับบัญชาของเขาว่าอย่างไรแน่ ก็ไม่อาจที่จะทราบได้
นาวิกศาสตร์ 17
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


๕. แต่ถ้าหากว่า ม.ปาวี ประสงค์จะปฏิบัติการตามค�าสั่งของรัฐบาลฝรั่งเศสโดยเคร่งครัด เกี่ยวกับการเพิกถอน





คาส่ง โดยถือเป็นเร่องสาคัญมากแล้ว ม.ปาวี ก็ควรลงไปห้ามปรามเอง หรือจะให้ผู้บังคับการเรือลูแตงซ่งเป็นนายทหาร
ชั้นผู้ใหญ่ไปแทนก็ได้ แต่ในการนี้กลับปรากฏว่า ได้ให้นายทหารประจ�าเรือลูแตงชั้นผู้น้อยไปพร้อมกับถุงไปรษณีย์
๖. ส�าหรับนายพลเรือตรี ฮูมานน์ ซึ่งอยู่ที่ไซ่ง่อนนั้น ปรากฏว่าได้รับโทรเลขเพิกถอนค�าสั่งแล้ว แต่ไม่มีเวลาที่จะ
แก้ไขค�าสั่งของตนได้ทัน เพราะเรือ ๒ ล�า ที่อยู่กลางทะเลจวนจะถึงสันดอนอยู่แล้ว การติดต่อสื่อสารเวลานั้น ก็ใช้แต่
โทรเลขไม่มีวิทยุสั่งการ ดังในสมัยนี้





๗. ส่วนนายนาวาโท โบร ผู้บังคับการเรือน้น หากได้รับทราบเร่องการเปล่ยนแปลงคาส่งจาก ม.ปาว ราชทูตฝร่งเศส






จะเป็นโดยทางเอกสารก็ด หรือการแจ้งด้วยวาจาของนายเรือโท นายทหารประจาเรือลูแตงก็ด (ผู้บังคับการเรือ





โคแมตกล่าวว่า นายทหารประจาเรือลูแตงมิได้ถือคาส่งพิเศษมาแต่อย่างใด) แต่ไม่มีคาส่งของนายพลเรือตร ฮูมานน์

ผู้บัญชาการกองเรือของเขาก�ากับมาด้วย



๘. เช่อว่าข้อความท ม.ปาวี ราชทูตฝร่งเศสแจ้งไป (ถ้ามี) ได้แจ้งเร่องมาอย่างกว้าง ๆ โดยให้พิจารณาเอาเอง


จึงได้ตัดสินใจปฏิบัติการตามค�าสั่งเดิม



๙. เป็นการแปลกประหลาด ท่นายทหารประจาเรือลูแตงได้ไปประจาอยู่ในเรือแองคองสตังส์ ปฏิบัติหน้าท ่ ี
ช่วยเหลือในการน�าเรือเข้ามา
๑๐. ม.ปาวี เจตนาที่จะให้เรือรบฝรั่งเศส ๒ ล�าล่วงล�้าเข้ามาถึงกรุงเทพฯ จึงไม่ได้น�าโทรเลขจากรัฐบาลฝรั่งเศส
ที่ปารีสไปให้ผู้บังคับการเรือแองคองสตังส์ ที่นอกสันดอนปากน�้าเจ้าพระยา เพื่อหวังผลทางการเมือง เพราะสยาม
จะต้องยิงเรือฝรั่งเศสจนท�าให้เกิดการสู้รบกันขึ้นในตอนเย็นของวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒







๑๑. การท่นายนาวาโท โบร ไม่หยุดเรือรออยู่ท่นอกสันดอนก่อนตามคาส่งใหม่ของรัฐบาลฝร่งเศสน้น ฝ่ายฝร่งเศส





มิได้ถือว่า นายนาวาโท โบรี ขัดคาส่ง แต่หากแก้ตัวว่าโทรเลขล่าช้าติดต่อส่งการไม่ทัน และการท่นายนาวาโท
โบรี ปฏิบัติการไปเช่นนั้น กลับถือว่าเป็นความชอบเสียอีกด้วย โดยสั่งเลื่อนยศนายนาวาโท โบรี ให้เป็นนายนาวาเอก

ท�าชั่วได้ดี มีถมไป
ท�าไม ผมจึงเขียน “เรื่องจริงจริงจากวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒”


๑. ผมถูกบรรณาธิการนาวิกศาสตร์ บังคับขอร้อง ไม่ใช่ บังคับขู่เข็ญให้ผมเขียนในเวลาจากัด เพ่อส่งต้นฉบับพิมพ์
ให้ทันในเดือนกรกฎาคม เป็นเรื่องตามค�าขอไม่ใช่ตามค�าขู่
๒. ผมอยากให้เรื่องเพี้ยนเพี้ยน ตอนนี้ หลุดพ้นจากที่ได้เพี้ยนติดต่อกันมาเป็นเวลานานไม่น้อยกว่า ๘ ปี


๓. ผมอยากให้ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างย่งทหารเรือไทยได้เห็นความสาคัญของ “วันท่ระลึกวิกฤตการณ์

ร.ศ.๑๑๒” ๑๓ กรกฎาคม เน่องด้วยวันสาคัญวันน เป็นวันสาคัญระดับชาต เป็นวันตัดสิน หรือเป็นวันพิพากษาว่า








“กรุงสยาม” จะอยู่รอดหรือไม่รอด และท่รอดพ้นจากเร่อง “หมาป่าฝร่งเศสกับลูกแกะสยาม” มาได้น้นเพราะเหตุใด


“ภัยคุกคามของฝรั่งเศสต่อความเป็นเอกราชของสยาม” รุนแรงปานใด
18
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


หมาป่าฝรั่งเศส กับ ลูกแกะสยาม

หมาป่าฝรั่งเศส กับ ลูกแกะสยาม (THE FRENCH WOLF AND THE SIAMESE LAMB)
ภาพล้อจากวรสาร PUNCH ของอังกฤษฉบับวันที่ ๕ สิงหาคม ค.ศ.๑๘๙๓
ฝรั่งเศสเสมือนหมาป่าผู้ทรงพลัง นักล่าผู้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม





สยามเป็นลูกแกะท่อ่อนแอ เหย่อผู้เคราะห์ร้ายตกอยู่ในสภาพหวาดกลัว มีลาธาร คือแม่นาโขง (MEKONG) ก้นอย ู่




ผู้ท่มีกาลังมากกว่า ย่อมข่มเหงผู้ท่อ่อนแอกว่าเสมอ
(จากหนังสือสมุดภาพเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ โดย ไกรฤกษ์ นานา พ.ศ.๒๕๕๓)
นาวิกศาสตร์ 19
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓




๔. วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ทาให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลท ๕ พระเจ้าแผ่นดินสยาม





ต้องเสียพระราชหฤทัยเป็นอย่างย่ง มากกว่าความชอกชาของชาวสยามหลายร้อยหลายพันเท่า ท่านท่สนใจเหตุการณ์
ตอนนี้ โปรดอ่านจาก เรื่อง “เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์” โดย พลเรือตรี กรีฑา พรรธนะแพทย์ ในนิตยสารนาวิกศาสตร์
ฉบับเดือนกรกฎาคม สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๘

๕. วันท่ระลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ได้รับความสนใจน้อยเกินไป ให้ความสาคัญของวันน้น้อยเกินไป แม้แต่


ทหารเรือเองจานวนมากก็ยังไม่รู้จัก ในคากล่าวสดุดีวีรชนทหารเรือ วันท ๑๗ มกราคม ของทุกปี บางปี หลายปี







ยังไม่กล่าวสดุดีวีรชนในการรบท่ปากนาเจ้าพระยา วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ผมเคยได้ยินนายทหารเรือผู้ใหญ่คนหน่ง

กล่าวว่า ที่ไม่น�ามากล่าวถึงนั้น ก็เพราะผู้ที่เสียชีวิตในการรบนั้นไม่ใช่คนไทย ผมฟังแล้วบอกได้ค�าเดียวว่า “เศร้า”
การรบมีทั้ง แพ้ และ ชนะ วันที่ระลึกนั้นไม่จ�าเป็นต้องเป็นการชนะเสมอไป วันที่รบแพ้ก็เป็นวันส�าคัญวันหนึ่งได้
ซึ่งอาจเรียกได้ว่า “วันเจ็บแล้วต้องจ�า” ทหารเรือเรามี “วันเจ็บแล้วต้องจ�า” อยู่หลายวัน
ผมอยากให้คนไทยเห็นความส�าคัญของ “วันที่ระลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒” มากกว่านี้
๖. ประการสุดท้าย เป็นประการส�าคัญ ผมเขียนบทความเรื่องนี้เพราะ “อยากได้ค่าเขียน” หน้าละตั้ง ๓๐๐ บาท
อย่าไปเชื่อพลเรือตรี กรีฑา นะครับ

“กรีฑา” คลุกคลีกับนาวิกศาสตร์มาต้งแต่ปี ๒๕๐๑ จนถึงปี ๒๕๖๓ กว่า ๖๐ ปี เรียกว่าต้งแต่หนุ่มจนแก่ ปัจจุบัน





อยู่ในวัยท่เรียกว่า “วัยสมควรตาย” หรือ “วัยใกล้เมรุ” กรีฑา “ไม่เคยรวยเพราะนาวิกศาสตร์ มีแต่ ย่งทาย่งจน”
๑๓. แถมท้ายเรื่อง
รัฐบาลฝรั่งเศสชื่นชม และเทิดทูน ม.ปาวี อย่างล้นเหลือ ที่มีผลงาน สามารถ ยึดลาว ยึดเขมร และเฉือนดินแดน

สยามไปผนวกกับอินโดจีนของฝร่งเศสได้ ถึงกับสร้างอนุสาวรีย์ ม.ปาว ไว้ท่เวียงจันทน์ มีชาวลาวชายหญิงน่งยกมือไหว้



ม.ปาวี อยู่ที่ฐานอนุสาวรีย์ แต่เมื่อลาวได้รับเอกราช คนลาวก็รื้ออนุสาวรีย์ ม.ปาวี โยนลงแม่น�้าโขง แต่ต่อมาฝรั่งเศส
ก็งมเอารูป ม.ปาวี กลับไปตั้งไว้ในสถานทูตฝรั่งเศสที่เวียงจันทน์อีก
- ท�าไม คนไทยจึงเกลียด ม.ปาวี เข้าไส้

- ท�าไม คนไทยจึงเกลียดชัง ม.ปาวี อย่างฝังใจ


- ท�าไม คนไทยจึงเรียก ม.ปาวี ว่า “ฝรั่งเศสสุดแสบ”



- ท�าไม คนไทยจึงเรียก ม.ปาวี ว่าเป็น “คนเนรคุณ”


- ท�าไม คนไทยจึงเรียก ม.ปาวี ว่า “ผีกระสือแห่งลุ่มน�้าโขง”


- ท�าไม คนไทยจึงเรียก ม.ปาวี ว่า “ม.ปาวี ตัวกาลีห้าร้อยชาติ”






20
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


อนุสาวรีย์พระยอดเมืองขวาง ที่ค่ายพระยอดเมืองขวาง จังหวัดนครพนม

































พระยอดเมืองขวาง วีรบุรุษของไทย สมัยรัชกาลที่ ๕



นาวิกศาสตร์ 21
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


นอกจากนี้ คุณครู พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์ ยังได้เขียนเอาไว้ว่า



“การเขียนเร่องไทยรบกับฝร่งเศสสมัย ร.ศ.๑๑๒ น้น หากจะไม่กล่าวถึงคุณความดีของพระยอดเมืองขวาง

ข้าหลวงไทยแคว้นค�าม่วนเสียเลย ก็ย่อมจะเป็นการบกพร่องอยู่มากทีเดียว พระยอดเมืองขวางผู้นี้นับว่าเป็นผู้มีความ
รักชาติอย่างยิ่ง ควรแก่การยกย่องบูชา”
คนไทยไม่ว่าจะเป็นคนยุคเก่า (THE PAST) หรือยุคใหม่ (THE NEW) ควรจะได้เทิดทูนบูชาคุณความดีของท่าน
ตลอดไปชั่วกาลนาน
คนไทยได้สร้างอนุสาวรีย์พระยอดเมืองขวางไว้แล้ว ๒ แห่ง คือ





๑. ค่ายพระยอดเมืองขวาง มณฑลทหารบกท ๒๑๐ กองพันทหารราบท ๓ กรมทหารราบที ๓ บ้านพระยอดเมืองขวาง
ต�าบลกุรุคุ อ�าเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
๒. ค่ายพระยอดเมืองขวาง กองกากับการ ๓ กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตารวจตระเวนชายแดน


บ้านหนองหอย ต�าบลแจระแม อ�าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี






เร่องดังกล่าวน เด็กรุ่นใหม่ (THE NEW) ไม่รู้เร่องหรอกครับ ท่านผู้อ่านท่เป็นคนเก่าแก่ (THE PAST) และรู้เร่องด ี
กรุณาเขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้าง
ถ้าไม่มีใครเขียน ผมจะเขียนเอง แล้วอย่าหาว่า “ผมอยากได้ค่าเขียน” ก็แล้วกัน
๑๔. จบเสียได้ก็ดี
เพ่อไม่ให้บทความเร่องน้เป็นวิชาการ และไม่ให้เป็นเร่องเครียด ผมจึงขอนาเร่อง เบาเบาท่ไม่ใช่เร่อง เพ้ยนเพ้ยน










มาเล่าสู่กันฟังตามที่ผมได้อ่านจากหนังสือที่ครูแชน กับ ครูหวัด (พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์ กับ นาวาเอก สวัสดิ์
จันทนี) เขียนเอาไว้ ถ้าใครไม่เชื่อก็ไปถามครูแชน กับ ครูหวัด เอาเองก็แล้วกัน
บางท่านอาจจะตั้งค�าถามขึ้นมาว่า “แล้วจะไปถาม ครูแชน กับ ครูหวัดได้ยังไง?”
ผมก็มีค�าแนะน�าให้ท่าน เท่าที่นึกออกก็มีอยู่ ๒ หนทาง คือ



หนทางท่ ๑ รีบข้นสวรรค์ ไปหาท่านซะดีๆ ผมเช่อว่าคุณครูท้ง ๒ ท่าน อยู่บนน้นแน่นอน อย่าไปผิดทางชิงลงนรก


ไปซะก่อนก็แล้วกัน เป็นอด ไม่ได้พบท่านแน่

หนทางท ๒ จุดธูปบอกกล่าวถามคนท่เรียกกันว่า คนทรงหรือคนท่เป็นร่างทรง ของครูแชนกับครูหวัดก็ได้



ซึ่งในปัจจุบันนี้ เรื่อง ทรงเจ้าเข้าผี ยังคงเป็นที่นิยมชมชอบอย่างมากในกลุ่มคนบางกลุ่ม ถึงแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มี
การศึกษาดีแล้วก็ตาม (well educated)
ครูแชนกับ ครูหวัด ท่านเล่าไว้ว่าดังนี้





๑. ต้งแต่เกิดการรบท่ปากนาเจ้าพระยา เม่อวันท ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖ (ร.ศ.๑๑๒) จนถึง วันท ๖ กรกฎาคม






พ.ศ.๒๔๕๐ ซ่งเป็นวันท่ฝร่งเศสได้ถอนทหารออกไปจากเมืองตราด นับเป็นเวลานานถึง ๑๔ ปี ท่สยามได้ตกอยู่


ในฐานะถูกบีบบังคับจากฝ่ายฝรั่งเศสตลอดเรื่อยมา และต้องเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสเพิ่มเติมอีก เพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิ
ในความเป็นเอกราชของเราต่อไป
22
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓






๒. หลังจากการรบท่ปากนาเจ้าพระยา ฝร่งเศสได้ยึดครองเมืองจันทบุรีไว้จนกว่าสยามจะได้ปฏิบัติครบถ้วน
ตามสญญา สยามต้องเสยดนแดนไป ๖๒,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร ดนแดนกให้ไปแล้ว เงนกให้ไปแล้ว ทหารสยามชายแดน











ก็ถอนหมดแล้ว ฝร่งเศสก็ยังไม่ยอมถอนออกจากจันทบุร จนกระท่งถึงวันท ๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๗ เป็นเวลานาน

ถึง ๑๑ ปี จึงได้ถอนทหารออกจากจันทบุรีหมด แต่ไม่ใช่ว่าถอนแล้วกลับไปเลย ที่จริงคือ ได้ย้ายไปจากจันทบุรีไปยึด
เมืองตราดแทน เพื่อเรียกร้องอะไรต่อไปอีก
๓. หลังจากที่ฝรั่งเศสคืนจันทบุรีให้สยามแล้ว




เสดจเตย กรมหม่นชุมพรเขตรอุดมศักด ทรงนานักเรียนนายเรือไปฝึกภาคทะเล โดยเรือยงยศอโยชฌิยา



(IMPREGNABLE or JONG JOT) ได้ไปแวะที่จันทบุรี ครูหวัดเล่าว่า



“เม่อคร้งนาเรือไปหัดนักเรียนนายเรือท่จันทบุรีคราวน ในกรมฯ พานักเรียนนายเรือไปเท่ยวตรวจดูสถานท คร้นเห็น













ท่ป่าช้ามีหลุมฝังศพพวกฝร่งเศสเลยเจ็บใจนัก ข้รดหลุมฝังศพเสียเลย พระองค์ผูกใจเลยชวนสักอกว่า ร.ศ.๑๑๒







“หมายถึงว่า ให้หมั่นเจ็บใจไว้ทุกลมหายใจเข้าออก” ตราด
เมื่อครูหวัดเขียนถึงตอนเสด็จเตี่ยเจ็บใจนัก ขี้รดหลุมฝังศพเสียเลย ตอนนี้เป็นตายยังไง ผมก็ไม่ยอมเชื่อครูหวัด
เด็ดขาดว่า เสด็จเตี่ยท่านจะทรงท�าประเจิดประเจ้อถึงขนาดนั้น เป็นเพราะครูหวัดท่านต้องการให้ท่านผู้อ่านเห็นจริง
เห็นจังว่า เสด็จเตี่ยท่าน ทรงเจ็บแค้นพระทัยเอามาก ๆ ขนาดไหน มากกว่า
(ครูหวัดท่านเขียนไว้อย่างนี้จริง ๆ ในหนังสือ นิทานชาวไร่ ฉบับส�านักพิมพ์คุรุสภา เล่มที่ ๙ ตอนที่ ๘๘ หน้า ๒๑๑


และฉบับสานักพิมพ์ศยาม เล่มท ๓ ตอนท ๘๘ หน้า ๑๕๑๑ รวมท้งท่เคยพิมพ์คร้งแรกในนาวิกศาสตร์มาแล้ว






ฉบับไหน เดือนไหน ปีไหน โปรดหาเอาเอง)
กองก�าลังทหารฝรั่งเศสยึดจันทบุรี



นาวิกศาสตร์ 23
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


๔. คุณครูแชน เขียนเล่าเอาไว้ว่า
- กองทหารฝรั่งเศสที่ประจ�าอยู่ในประเทศราช เรียกว่า Troupe Coloniale

- กองทหารที่ส่งมาตั้งอยู่ที่จันทบุรีนั้นมีทหารญวนผสมกับทหารฝรั่งเศส จึงเรียกว่า Tirialleurs annamites
- กองทหารที่ยึดครองจันทบุรี นี้เรียกว่า Les troupes d’ occupation de Chantaboun
ที่ค่ายจันทบุรี มีทหารฝรั่งเศสประมาณ ๑๐๐ คน ทหารญวนประมาณ ๓๐๐ คน กับยังมีคนงาน และผู้หญิงญวน



เล้ยงไว้สาหรับกองทหารรวมกันประมาณ ๒๐๐ คน ผู้หญิงญวน ท่กล่าวน คงเป็นหญิงโสเภณีกองกลาง (โสเภณีสนาม)






จาเป็นต้องมีไว้ มิฉะน้นทหารฝร่งเศสจะไปลวนลามผู้หญิงชาวบ้านเข้า ก็จะเป็นเร่องเสียหายข้นได้ เพราะเคยมีเร่อง


ด้วยความคึกคะนองของทหารฝรั่งเศส พากันเที่ยวเตร่ตามบ้านข้าราชการไทย มีการไล่กอดจูบ ผู้หญิงในบ้านมาแล้ว
๕. ทหารฝรั่งเศสยึดครองจันทบุรี เอาไว้เป็นเวลานาน ฝ่ายไทยก็คาดผิดว่าอย่างช้าราว ๖ เดือน ฝรั่งเศสก็จะถอน
ทหารออกจากจันทบุรี แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นตั้งหลายปีแล้วก็ยังไม่ถอน จึงเป็นเหตุให้ทหารฝรั่งเศสถูกสาวไทยท�าการ
แก้แค้น อยากอยู่นานนัก ปรากฏว่าทหารฝรั่งเศสเป็นโรคจาโบ๊ฮวง (เป็นภาษาจีน แปลว่า โรคผู้หญิง หรือ กามโรค)
กันงอมแงม

สมน�้าหน้า














เอกสารประกอบการเขียน
๑. หนังสือ “นาวิกศาสตร์” เดือน ตุลาคม, พฤศจิกายน, ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๓ เรื่อง “ฝรั่งเศส - สยาม ร.ศ.๑๑๒”
เขียนโดยนายเรือเอก หลุยส์ ดารติซ ดู ฟรูเนต์ ผู้บังคับการเรือโคแมต

แปลเป็นไทยโดย รองอ�ามาตย์ตรี อัช บุณยานนท์ กรมยุทธศาสตร์ทหารเรือ
๒. หนังสือ “กรณีพิพาทระหว่างไทย กับฝรั่งเศส และการรบที่ปากน�้าเจ้าพระยา สมัย ร.ศ.๑๑๒” โดย พลเรือตรี แชน
ปัจจุสานนท์ และ นาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี
๓. หนังสือ “ประวัติการทหารเรือไทย” โดย พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์ พ.ศ.๒๕๐๘
๔. หนังสือ “สมุดภาพเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒” โดย ไกรฤกษ์ นานา พ.ศ.๒๕๕๓
๕. พจนานุกรมอภิธานศัพท์การเรือ อังกฤษ ไทย โดย ร�าจวน นภีตะภัฏ พ.ศ.๒๕๔๒
๖. หนังสือ “ศิลปวัฒนธรรม” ปีที่ ๒๘ ฉบับที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เรื่อง “การเตรียมการของฝ่ายสยาม ในวิกฤตการณ์
ร.ศ.๑๑๒” โดย มนต์ชัย ราบรื่นทวีสุข





24
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


รู้จัก “ธงราชนาวี” ที่ถูกต้อง




พลเรือเอก จุมพล ลุมพิกานนท์

วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๓ นี้ เป็นอันครบรอบ ประเทศไทยและธงชาติไทย ดังปรากฏในพระราชบัญญัติธง

๑๐๓ ปีของวันท่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๕๒๒ ซ่งเป็นพระราชบัญญัติธงฉบับท ่ ี

พระราชทาน “ธงไตรรงค์และธงราชนาวี” โดยคณะ ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีใจความส�าคัญดังนี้












รฐมนตรมมตเมอวนท ๒๐ กนยายน พ.ศ.๒๕๕๙ กาหนด “มาตรา ๕ ธงท่มีความหมายถึงประเทศไทยและ
ให้วันท ๒๘ กันยายน ของทุกปีเป็นวันพระราชทาน ชาติไทย ได้แก่


ธงชาติไทย (Thai National Flag Day) โดยให้เริ่ม (๑) ธงชาต มีลักษณะเป็นรูปส่เหล่ยมผืนผ้า



ในวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๐ เป็นวันแรก เนื่องใน กว้าง ๖ ส่วน ยาว ๙ ส่วน ด้านกว้างแบ่งเป็น ๕ แถบ
โอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี วันพระราชทาน “ธงชาติไทย ตลอดความยาวของผืนธง ตรงกลางเป็นแถบสีน�้าเงินแก่


(ธงไตรรงค์) และธงราชนาวี” กว้าง ๒ ส่วน ต่อจากสีนาเงินแก่ออกไปท้งสองข้าง

วัตถุประสงค์ของการกาหนดวันพระราชทาน เป็นแถบสีขาวกว้างข้างละ ๑ ส่วน ต่อจากจากแถบสีขาว



ธงชาติไทย เพ่อสร้างความภูมิใจของคนในชาต และ ออกไปท้งสองข้าง เป็นแถบสีแดงกว้างข้างละ ๑ ส่วน


เป็นการราลึกถึงการท่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก ธงชาตินี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธงไตรรงค์”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทาน (๒) ธงราชนาว มีลักษณะอย่างเดยวกับธงชาต ิ



ธงชาติไทยและธงราชนาวี ซ่งเป็นธงท่มีความหมายถึง แต่ตรงกลางของผืนธงมีดวงกลมสีแดง ขนาดเส้นผ่า

นาวิกศาสตร์ 25
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


ศูนย์กลางยาว ๔ ใน ๖ ส่วนของความกว้างของผืนธง ถึงน�ามาใช้เป็นชื่อ ธงส�าคัญผืนนี้






โดยให้ขอบของดวงกลมจดขอบแถบสีแดงของผืนธง คาว่า “ราชนาว” ได้มการบญญติครงแรกในสมย













ภายในดวงกลมมรปช้างเผอกทรงเครองยนแท่นหนหน้า พระบาทสมเดจพระมงกฎเกล้าเจ้าอย่หว รชกาลท ๖



เข้าหาเสาธง หรือคันธง” โดยมีหลักฐานบันทึกไว้ว่า “ราชนาวี” ถูกน�ามาใช้อย่าง
แม้จะได้มการกาหนดวนพระราชทานธงชาตไทย เป็นทางการครั้งแรก ในพระราชหัตถเลขาของพระบาท




ซึ่งหมายถึงธงชาติไทย (ธงไตรรงค์) และธงราชนาวี ซึ่งมี สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงเจ้าพระยาอภัยราชา

ความหมายถึงประเทศไทยและชาติไทยแล้วก็ตาม แต่ มหายุติธรรมธร ลงวันท ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๗

ไม่น่าเช่อว่าคนไทยโดยท่วไปยังมีความรู้ความเข้าใจ โดยทรงตั้งนาม สมาคมที่เจ้าพระยาอภัยราชาฯ จัดตั้งขึ้น







ในเร่องธงชาติไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างย่งทหารเรือไทย เพ่อเร่ยไรเงินซ้อเรือรบว่า “ราชนาวีสมาคมแห่งกรุงสยาม”


ควรจะรู้จักธงราชนาว ซ่งเป็นธงท่ทหารเรือควรภูมิใจ มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Royal Navy League


เป็นอย่างย่ง เพราะเป็นธงชาติท่ใช้เฉพาะในหน่วยทหารเรือ of Siam” และคงจะมีข้าราชการทหารเรือเข้าใจสับสน




เท่าน้น และเป็นธงพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ กระทรวงทหารเรือจึงได้ตราข้อบังคับทหารเรือท ๓๐๓

แต่เม่อผู้เขียนสืบค้นข้อมูลเก่ยวกับธงราชนาวีในเว็บไซต์ ว่าด้วย ระเบียบ การใช้ค�า และประกาศใช้ เมื่อวันที่ ๑๗

ต่าง ๆ ท่เป็นแหล่งข้อมูลท่จะให้ความรู้เร่องน กลับพบว่า ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๘ ความตอนหน่งว่า.........นามรวม











ข้อมูลท่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ท่บอกเล่าข้อมูลความรู้เก่ยวกับ ท่วไปใช้ ราชนาว ถ้าเขียนเป็นอักษรย่อใช้ ร.น. เช่น
ธงราชนาวีมีส่วนท่ไม่ถูกต้อง ท้งท่เป็นเว็บไซต์ท่เก่ยวข้อง จะใช้ลงนามหรือนามบัตร เป็นต้น ตรงกับภาษาอังกฤษว่า






กับกองทัพเรือ บางเว็บไซต์อ้างอิงข้อมูลมาจากกองทัพเรือ Royal Navy ย่อว่า R.N. หรือถ้าจะให้ชัดเจนย่งข้น



เช่น ให้ข้อมูลว่า “ประเทศไทยเรามีธงราชนาวีมาตั้งแต่ เช่น เมอเรืออยู่ในเมองต่างประเทศ หรอออกนาม




โบราณกาล ธงราชนาวีธงแรกท่มีข้นในประเทศไทยน้น ปะปนกับนายทหารเรือต่างประเทศ จะใช้ค�าว่าราชนาวี


เป็นธงสีแดง ซ่งใช้เป็นเคร่องหมายของธงราชนาว ี สยาม ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Royal Siamese Navy

ตลอดมา” ดูเหมือนว่าเว็บไซต์ท่กล่าวถึง ธงราชนาว ี อักษรย่อใช้ ร.น.ส. หรือ R.S.N. และกองทัพเรือไทย




ก็ให้ข้อมูลแบบเดียวกัน เหมือนกับคัดลอกกันมา ข้อมูล ก็ได้ใช้ คาว่า “ราชนาวี” เป็นช่อท่หมายถึงกองทัพเรือไทย






ความร้และการสร้างความเข้าใจทไม่ถกต้องน เป็นสาเหต ุ ในภาพรวมทั้งหมดตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมา








สาคัญทาให้ผู้เขียนมีแรงบันดาลใจท่จะนาข้อมูลความรู้ จึงสรปได้ว่า คาว่า “ราชนาว” เป็นคาศพท์



ท่ถูกต้องมาเผยแพร่ให้กับผู้อ่านนิตยสารนาวิกศาสตร์ พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้า
เพ่อบันทึกข้อมูลประวัติศาสตร์ธงราชนาวีท่ถูกต้อง เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖



ครบถ้วนไว้ในนิตยสารนาวิกศาสตร์ประจาเดือนกันยายน ต่อมาเม่อวันท ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๐



พ.ศ.๒๕๖๓ เดือนแห่งวันพระราชทานธงชาติไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ



ในโอกาสครบรอบ ๑๐๓ ปี ธงราชนาว ในวันท ๒๘ กันยายน ให้ตราพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง พระพุทธ



พ.ศ.๒๕๖๓ น โดยผู้เขียนขอนาเสนอความเป็นมาของ ศกราช ๒๔๖๐ โดยกาหนดเกยวกบ “ธงราชนาว” ไว ดงน ี ้









ธงราชนาวีที่ถูกต้องอย่างละเอียด ดังต่อไปนี้ครับ “มาตรา ๕ ธงราชนาว เหมือนธงไตรรงค์ แต่ม ี
ดวงกลมสแดง ขอบจดแถบสแดงของพนธง อย่กลาง






ก�าเนิดธงราชนาวี ภายในดวงกลมน้น มีรูปช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น






ก่อนจะทราบถึงกาเนิดธงราชนาว ต้องขอกล่าวเก่ยวกับ หันหน้าเข้าข้างเสา สาหรับใช้ชักท่ท้ายเรือ แลสถานท ี ่



ศัพท์คาว่า “ราชนาวี” ก่อนว่ามีท่มาของคาน้อย่างไร ราชการต่าง ๆ ของราชนาวี”

นาวิกศาสตร์ 26
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓







ดังน้น “ธงราชนาวี” จึงมีกาเนิดข้นเป็นคร้งแรก โดย พระราชบัญญัติธงฉบับแรก ท่มาของ “ธงช้างเผือก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ทรงเครื่องยืนแท่น”


เม่อวันท ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๐ พร้อมกับธงชาติสยาม พ.ศ.๒๔๓๔ (ร.ศ.๑๑๐) พระบาทสมเด็จ






(ธงไตรรงค์) ตามพระราชบญญติแก้ไขพระราชบัญญติธง พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท ๕ ทรงพระกรุณา
พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่าง

เม่อทราบเช่นน้แล้ว จากนี้ไป คงจะไม่มีใครไป ธงสยาม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๐ ขึ้น เป็นพระราชบัญญัติ

กล่าวอ้างว่า “ธงราชนาวี” มีมาแต่สมัยใดอ่นอีก ดังท ่ ี ธงฉบับแรกของประเทศไทย (สยาม) โดยในพระราช




ผ้อ่านหลาย ๆ ท่าน ได้เคยอ่านข้อมูลท่ไม่ถกต้องใน บัญญัติดังกล่าว กาหนดในส่วนท่เก่ยวข้องกับธงท่ชัก





เว็บไซต์เหล่าน้น และหวังว่าจะได้มีการปรับปรุงข้อมูล ในเรือหลวงดังนี้
ในเว็บไซต์ นั้น ๆ ให้ถูกต้องเสีย “ข้อ ๘ ธงช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น ท่มุมธง





ข้างบนมีจักร สาหรับชักท้ายเรือพระท่น่ง แลเรือรบหลวง”
ธงราชนาวี


เม่อผู้อ่านรับทราบว่า “ธงราชนาวี” มีกาเนิดมา ธงเรือรบหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๕ ร.ศ.๑๑๐

อย่างไรแล้ว คงมีผู้อ่านอีกหลายท่านต้องอยากทราบว่า (ในพระราชบัญญัติฉบับนี้มีรูปภาพจัดพิมพ์ภาพธงประกอบด้วย)

ก่อนจะกาเนิดธงราชนาวีเม่อ พ.ศ.๒๔๖๐ แล้ว ธงท ่ ี

ทหารเรือใช้ชักในเรือหรือในหน่วยทหารเรือเป็นอย่างไร พระราชบัญญัติธงรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖ และ

มีความเป็นมาอย่างไร รูปแบบและเรียกช่อธงน้น พระราชบัญญัติธงรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๘

ว่าอย่างไร เชิญติดตามอ่านต่อครับ... เมื่อ “ธงเรือหลวง” อยู่ในกรมทหารเรือ
พ.ศ.๒๔๔๐ (ร.ศ.๑๑๖) พระบาทสมเด็จ



ย้อนอดีตก่อนก�าเนิดธงราชนาวี พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท ๕ ทรงมีพระราชดาร ิ
ตามท่ผู้เขียนได้นาเรียนในตอนต้นแล้วว่า การนาเสนอ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติธงฉบับแรก (ร.ศ.๑๑๐) เรียกว่า



ข้อมูลในบทความเก่ยวกับธงราชนาว ท้งการย้อนอดีต พระราชบญญัติธง รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖ และใน ๒ ปีต่อมา







ก่อนกาเนิดธงราชนาว และพัฒนาการหลังกาเนิด พ.ศ.๒๔๔๒ (ร.ศ.๑๑๘) ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติธง
ธงราชนาวีแล้วก็ตาม ผู้เขียนยึดถือตามพระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖ เสียใหม่ เรียกพระราชบัญญัติธง
ทุกฉบับท่มีมาต้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นกฎหมายของ ฉบับน้ว่า “พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๘” โดย





ธงชาติที่มีการบังคับใช้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ จึงสามารถ ในพระราชบัญญัติฉบับน้มีข้อกาหนดเก่ยวกับธงเรือหลวง

ยืนยันความถูกต้องได้ โดยมีล�าดับการน�าเสนอดังนี้ ไว้ในมาตรา ๔ ล�าดับที่ ๘ ตามแบบที่ก�าหนดไว้ดังต่อไปนี้
นาวิกศาสตร์ 27
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓




“ท ๘ ธงเรือหลวงสีแดง กลางมีรูปช้างเผือก เรือหลวงทั้งปวง ท�ารูปจักร อันเป็นนามสัญญา พระบรม






ทรงเครองยนแท่น น่าเข้าข้างเสา สาหรบใช้ชักทใน ราชวงษ์แห่งพระองค์ลงไว้ในกลางธงพ้นแดงน้น เป็น








เรอหลวงทงปวง กบทงใช้ชกทป้อม แลทพกทหาร เครื่องหมายใช้ในเรือหลวง...”







บรรดาที่ขึ้นอยู่ในกรมทหารเรือทั้งสิ้น” ธงเรือหลวงในรัชกาลที่ ๒ ตามหลักฐานที่บันทึกไว้
ในพระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖ และพระราช
บัญญัติธง รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๘ ความว่า
“...ต่อมาถึงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธ


เลิศหล้านภาไลย คร้งน้น มีสารเสวตรอันอุดมด้วยลักษณ
มาสู่พระราชสมภารถึงสามช้าง เปนการพิเศษ ไม่มีได้
ในประเทศอื่นเสมอเหมือน ควรจะอัศจรรย์ อาไศรยคุณ


พิเศษอันน้น จึงมีพระบรมราชโองการ ดารัสเหนือเกล้าฯ







ใหทารปชางเผอก ลงไวกลางวงจกร ในธงเรอหลวงนันดวย...”



ธงเรือหลวง
ในพระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖ และ
พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๘ ยังได้บอกเล่า
ประวัติความเป็นมาของธงเรือหลวงในรัชสมัยของรัชกาล
ที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๔ ไว้ดังนี้

ธงเรอหลวงในรชสมยรัชกาลท ๑ จากหลกฐาน











ทบนทกไว้ในพระราชบญญตธง รตนโกสินทร์ศก ๑๑๖


และพระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๘ ความว่า
ธงเรือหลวงในรัชกาลที่ ๒


ธงเรือหลวงในรัชสมัยรัชกาลท ๔ ตามหลักฐาน








ทบนทกไว้ในพระราชบญญตธง รตนโกสินทร์ศก ๑๑๖
และพระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๘ ความว่า
“...คร้นถึงในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า

เจ้าอยู่หัว ทรงราพึงถึงเรือค้าขายของชนชาวสยาม ท่ใช้



ธงสีแดงเกล้ยงอยู่น้น ไม่เป็นการสมควร เหตุว่าซากับ



ประเทศอื่น ยากที่จะสังเกต เห็นเปนการควรจะใช้ธงอันมี










เครองหมาย เหมอนอยางเรอหลวงทวไป แตว่ารปจกรเปน
ธงเรือหลวงในรัชกาลที่ ๑ ของสูงไม่สมควรท่ราษฎรจะใช้ จึงมีพระบรมราชโองการ



“...คร้นถึงในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธ ดารัสเหนือเกล้าฯ ให้ยกรูปจักรออกเสีย คงแต่รูป

ยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชดาริห์ว่า เรือหลวงกับเรือ ช้างเผือกบนพื้นแดง ให้ใช้ทั่วไปทั้งเรือหลวงแลเรือราษฎร


ราษฎร ควรมีเคร่องหมายสาคัญให้เห็นต่างกัน จึงม ี บรรดาท่เจ้าของเรือเปนข้าขอบขัณฑสีมา มิให้เปนการ


พระบรมราชโองการดารัสเหนือเกล้าฯ ส่งให้บรรดา สับสนกับเรือของชาวต่างประเทศ แลให้ทารูปช้างเผือก


นาวิกศาสตร์ 28
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


ธงเรือหลวงในรัชกาลที่ ๔

บนพื้นสีขาบขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ส�าหรับใช้ชักที่น่าเรือหลวง “ข้อ ๑๒ ธงทหารเรือ เหมือนกับธงราชการ

ทั้งปวง ให้เปนที่สังเกตเห็นต่างกับเรือของราษฎรด้วย...” แต่ท่มุมบนข้างหน้าช้างมีรูปสมอไขว้กับจักร ข้างบนม ี
ตรามงกุฎสีเหลือง สาหรับใช้ชักท่ท้ายเรือ แลสถานท ่ ี


พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙ ราชการต่าง ๆ เป็นเคร่องหมายว่าเรือแลสถานท่น้น ๆ



ธงราชการอยู่ในเรือหลวง ธงทหารเรืออยู่ในกระทรวง ขึ้นอยู่ในกระทรวงทหารเรือ”
ทหารเรือ
พ.ศ.๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


รัชกาลท ๖ โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติธง
รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙ ข้นใหม่ โดยในพระราชบัญญัต ิ



ธงฉบับน้มีข้อกาหนดท้งธงท่ชักในเรือหลวง และธงท่ใช้





ชกในเรอและสถานทราชการของ กระทรวงทหารเรอ



บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ ข้อ ๑๑ ธงราชการ และข้อ ๑๒
ธงทหารเรือ ความว่า
“ข้อ ๑๑ ธงราชการ สีแดง กลางมีรูปช้างเผือก
ทรงเครื่องยืนแท่น หน้าเข้าข้างเสา ส�าหรับใช้ชักที่ในเรือ ธงทหารเรือ



หลวงท้งปวง กับท้งใช้ชักท่บรรดาสถานท่ราชการต่าง ๆ”


ประกาศเพ่มเติม และแก้ไขพระราชบัญญัติธงสยาม

โกสินทร์ศก ๑๒๙ ธงราชการเป็นธงชาต ธงทหารเรือ
ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
พ.ศ.๒๔๕๙ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า


เจ้าอยู่หัว รัชกาลท ๖ โปรดเกล้าฯ ให้ออกประกาศ
เพิ่มเติมและแก้ไขพระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ ๑๒๙
บัญญัติไว้ความว่า มาตรา ๔ ข้อ ๑๙ ให้แก้ธงชาติเป็น

สีพ้นสีแดง กลางเป็นรูปช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น

หันหน้าเข้าข้างเสา ส�าหรับเป็นธงราชการ
ธงราชการ
นาวิกศาสตร์ 29
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


พระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง พระพุทธ

ศักราช ๒๔๖๐ กาเนิดธงไตรรงค์และธงราชนาว ี
พ.ศ.๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


รัชกาลท ๖ โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติแก้ไข
พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ ก�าหนดให้มี
ธงชาติสยาม หรือธงไตรรงค์ ในมาตรา ๓ และธงราชนาว ี
ในมาตรา ๕ ไว้ดังนี้


“มาตรา ๓ ธงชาติสยาม รูปส่เหล่ยมร มีขนาด

กว้าง ๒ ส่วน ยาว ๓ ส่วน มีแถบสีน�้าเงินแก่กว้าง ๑ ส่วน ธงชาติสยาม (ธงไตรรงค์)

ซ่งแบ่ง ๓ ของขนาดกว้างแห่งธงอยู่กลาง มีแถบขาว
กว้าง ๑ ส่วน ซึ่งแบ่ง ๖ ของขนาดกว้างแห่งธงข้างละแถบ

แล้วมีแถบสีแดงกว้างเท่าแถบขาวประกอบช้นนอกอีก

ข้างละแถบ ธงสาหรับชาติสยามอย่างนี้ให้เรียกว่า

ธงไตรรงค์ สาหรับใช้ชักในเรือพ่อค้าท้งหลาย แลในท ่ ี

ต่าง ๆ ของสาธารณชนบรรดาที่เปนชาติสยามทั่วไป





ส่วนธงพนสีแดง กลางมีรปช้างปล่อย ซงใช้เป็น


ธงชาติสาหรับสาธารณชนชาวสยามมาแต่ก่อนน้น
ให้เลิกเสีย”
“มาตรา ๕ ธงราชนาว เหมือนธงไตรรงค์ แต่ม ี ธงราชนาวี



ดวงกลมสีแดงขอบจดแถบสีแดงของพ้นธง อยู่กลาง “ธงราชนาว มีลักษณะและสัณฐานเหมือนธงชาต ิ



ภายในดวงกลมน้น มีรูปช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น แต่มีวงกลมสีแดงอยู่ท่ศูนย์กลางธง ดวงกลมมีขนาดโต

หันหน้าเข้าข้างเสา สาหรับใช้ชักท่ท้ายเรือ แลสถานท ่ ี วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๔ ใน ๖ ของส่วนกว้างของธง

ราชการต่าง ๆ ของราชนาวี” คือ ขอบของดวงกลมจดขอบสีแดงของพื้นธงพอดี ภายใน

ดวงกลมน้นมีรูปช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่นหันหน้า

พัฒนาการหลังก�าเนิดธงราชนาวี เข้าเสาธง


เม่อได้ความกระจ่างของความเป็นมาก่อนกาเนิด ธงน้สาหรับใช้ชักท่ท้ายเรือ แลสถานท่ราชการ






ของธงราชนาว จนทราบว่ากาเนิดของธงราชนาว ี ต่าง ๆ ของราชนาวี”
ในวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๐ แล้ว ก็ควรได้ทราบถึง
พัฒนาการของธงราชนาวีมาจนถึงปัจจุบันเป็นอย่างไร ธงราชนาวีในปัจจุบัน
ในปี พ.ศ.๒๔๗๙ พระบาทสมเด็จพระปรเมน ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล



ทรมหาอนันทมหิดล รัชกาลท ๘ โปรดเกล้าฯ ให้ อดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลท ๙ ได้มีพระบรม




ตราพระราชบญญตธง พทธศกราช ๒๔๗๙ ขนใหม่ ราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติธง




โดยยังคงใช้ธงชาติ (ธงไตรรงค์) และธงราชนาวี เช่นเดิม พุทธศักราช ๒๕๒๒ บัญญติเก่ยวกับธงราชนาวีไว้



ไม่ได้มีการเปล่ยนแปลงรูปแบบธงชาติและธงราชนาว ี ในหมวด ๑ ธงท่มีความหมายถึงประเทศไทยและชาติไทย


แต่อย่างใด ดังความในมาตรา ๗ ข้อ ๑ ธงราชนาว ระบุว่า มาตรา ๕ (๒) ดังนี้
นาวิกศาสตร์ 30
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓





“ธงราชนาว มีลักษณะอย่างเดียวกับธงชาต ิ ๑๐๓ ปี ธงราชนาว ท่ทหารเรือไทยทุกนายจะได้รู้



แต่ตรงกลางของผืนธงมีดวงกลมสีแดง ขนาดเส้นผ่า และร่วมกันเผยแพร่ความรู้ท่น่าภาคภูมิใจย่งน้....
ศูนย์กลางยาว ๔ ใน ๖ ส่วน ของความกว้างของผืนธง ตราไว้ในแผ่นดิน
โดยให้ขอบของดวงกลมจดขอบแถบสีแดงของผืนธง
ภายในดวงกลมมีรูปช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น หันหน้า รูปแบบ “ธงราชนาวี” ที่ถูกต้อง


เข้าหาเสาธงหรือคันธง” ผู้อ่านนิตยสารนาวิกศาสตร์เล่มน้คงได้รับทราบ


ธงราชนาว เป็นธงท่มีความหมายถึงประเทศไทย เก่ยวกับธงราชนาวีอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัต ิ


และชาติไทย มีกาเนิดตามพระราชบัญญัติแก้ไข ท่ผู้เขียนได้นาเสนอมาก่อนหน้าน้แล้วว่า ธงราชนาว ี




พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ ที่พระบาท มีกาเนิดและประวัติความเป็นมาก่อนที่จะมาเป็น
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้า ธงราชนาวี ธงที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชทาน ความตามพระราชบัญญัติ ดังนี้ พระราชทานให้ใช้ชักในราชนาวี เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน
“มาตรา ๕ ธงราชนาว เหมือนธงไตรรงค์ แต่ม ี พ.ศ.๒๔๖๐ พร้อม ๆ กับ ธงไตรรงค์ (ธงชาติสยาม)


ดวงกลมสีแดง ขอบจดแถบสีแดงของพ้นธง อยู่กลาง ตามพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง




ภายในดวงกลมน้น มีรูปช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ ท่ได้บัญญัติเก่ยวกับ
หันหน้าเข้าข้างเสา สาหรับใช้ชักท่ท้ายเรือ แลสถานท ี ่ ธงราชนาวี ไว้ดังนี้



ราชการต่าง ๆ ของราชนาวี” “มาตรา ๕ ธงราชนาว เหมือนธงไตรรงค์ แต่ม ี


ก่อนท่จะกาเนิดธงราชนาวีได้มีพระราชบัญญัติธง วงกลมสีแดง ขอบจดขอบสีแดงของพ้นธง อยู่กลาง



ต้งแต่พระราชบัญญัติธงฉบับแรก รัตนโกสินทร์ศก ภายในดวงกลมน้น มรปช้างเผอกทรงเครองยนแท่น






๑๑๐ และฉบับต่อ ๆ มาในรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖ หันหน้าเข้าข้างเสา สาหรับใช้ชักท่ท้ายเรือ แลสถานท ี ่


รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๘ รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙ และ ราชการต่าง ๆ ของราชนาวี”
พระพุทธศักราช ๒๔๕๙ บัญญัติไว้ว่า ธงช้างเผือก แม้จะมีการออกพระราชบัญญัติธงออกมาบังคับใช้
ทรงเครื่องยืนแท่น ธงเรือหลวง ธงทหารเรือ จนกระทั่ง อีก ๒ ฉบับ คือ พระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๔๗๙



บญญัติเป็นธงราชนาว เม่อพระพทธศกราช ๒๔๖๐ และพระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๕๒๒ แต่ธงราชนาวี


จากน้นธงราชนาวีก็ไม่ได้มีการเปล่ยนแปลงรูปแบบ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบแต่อย่างใด ดังมีรายละเอียด




หรือช่อแต่อย่างใดจนถึงในปัจจุบันท่บัญญัติไว้ตาม ดังนี้
พระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๕๒๒ ดังท่กล่าวมาแล้ว พระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๔๗๙ บัญญัติ



ธงราชนาวเป็นธงพระราชทานจากพระบาทสมเดจ เกี่ยวกับธงราชนาวี ไว้ดังนี้
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพัฒนาการมาจาก ธงเรือรบหลวง “มาตรา ๗ ธงราชการส�าหรับทหารเรือมี ๒ อย่าง
มาสู่ธงเรือหลวง จนถึงธงทหารเรือ นับเป็นความภาคภูมิใจ ดังต่อไปนี้

ของทหารเรือไทย ต้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความรู้ ๑. ธงราชนาวี
ความเข้าใจที่ถูกต้อง ที่ผู้เขียนได้รวบรวมเรียบเรียงน�ามา ธงราชนาว มีลักษณะและสัณฐานเหมือนธงชาต ิ

เผยแพร่ให้กับผู้อ่านนิตยสารนาวิกศาสตร์ เพื่อบันทึกไว้ แต่มีดวงกลมสีแดงอยู่ศูนย์กลาง ดวงกลมมีขนาดโต



เป็นข้อมูล “ประวัติศาสตร์ธงราชนาวี” ท่ถูกต้อง ครบถ้วน วดเส้นผ่าศนย์กลางได้ ๔ ใน ๖ ของส่วนกว้างธง คอ


ไว้ในนิตยสารนาวิกศาสตร์ประจาเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๓ ขอบของดวงกลมจดขอบสีแดงของพ้นธงพอด ภายใน




เดือนแห่งวันพระราชทานธงชาติไทย ในโอกาสครบรอบ ดวงกลมน้นมีรูปช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่นหันหน้า
นาวิกศาสตร์ 31
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓




เข้าหาเสา พระราชบัญญัติธงท่บัญญัติไว้เก่ยวกับธงราชนาว ี








ธงนสาหรบใช้ชกทท้ายเรอและสถานทราชการ บ่งบอกลักษณะธงราชนาวีไว้อย่างชัดเจนว่า ธงราชนาว ี


ต่าง ๆ ของราชนาวี” มีองค์ประกอบที่ส�าคัญ คือ
พระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๕๒๒ บัญญัติ ๑. มีลักษณะอย่างเดียวกับธงชาติ (ธงไตรรงค์)
เกี่ยวกับธงราชนาวี ไว้ดังนี้ ๒. ตรงกลางผืนธงมีดวงกลมสีแดงภายในมีรูปช้างเผือก


“มาตรา ๕ ธงทมความหมายประเทศไทยและ ทรงเครื่องยืนแท่น หันหน้าเข้าหาเสาธงหรือคันธง


ชาติไทย ได้แก่... ในประเด็นท ๑ “มีลักษณะเช่นเดียวกับธงชาต ิ


(๒) ธงราชนาว มีลักษณะอย่างเดียวกับธงชาต ิ (ธงไตรรงค์)” จากการศึกษาพบว่าแต่เดิมอาจมีความ



แต่ตรงกลางของผืนธงมีดวงกลมสีแดง ขนาดเส้นผ่า แตกต่างของสีธงท่ใช้ ข้นอยู่กับผู้ผลิตนาผ้าแถบสีมาใช้


ศูนย์กลางยาว ๔ ใน ๖ ส่วนของความกว้างของผืนธง อาจมีเฉดสีท่ใช้ท่แตกต่างกัน เพราะแต่เดิมไม่ได้มีการ

โดยให้ขอบของดวงกลมจดขอบแถบสีแดงของผืนธง กาหนดสีมาตรฐาน ทาให้ผ้าแถบสีบนผืนธงท้งสามส ี


ภายในวงกลมมีรูปช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่นหันหน้า (แดง ขาว น�้าเงิน) แตกต่างกันขึ้นอยู่กับผู้ผลิต ซึ่งปัญหา



เข้าหาเสาธงหรือคันธง” เร่องน ต่อมาสานักนายกรัฐมนตรีในฐานะหน่วยงาน




อน่งในพระราชบัญญัติไม่ได้มีการบัญญัติรูปภาพ รับผิดชอบ ได้มีการกาหนดรูปแบบธงชาต (ธงไตรรงค์)

ประกอบไว้ ซ่งต่างจากพระราชบัญญัติธงฉบับแรก ๆ ไว้เป็นตัวอย่าง และมีการกาหนดค่ามาตรฐานการวัดส ี


ท่บัญญัติไว้ ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่าง ธงชาติในลักษณะเป็นคาแนะนาไว้ ตามประกาศสานัก






ธงสยาม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๐ ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติ นายกรัฐมนตร เร่องรูปธงชาติตามพระราชบัญญัติธง


ธงฉบับแรกของประเทศไทยจัดพิมพ์จากโรงพิมพ์ดิฟ พุทธศักราช ๒๕๒๒ ประกาศ ณ วันท ๓๐ กันยายน





เมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมน (Leipzig, Germany พ.ศ.๒๕๖๐ ดังน้นในประเดน “มลักษณะอย่างเดยว

: Draglink) มีรูปภาพประกอบ ทาให้ทราบว่าธงท่ใช้ กับธงชาติ” ก็มีความชัดเจนขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ธงราชนาวี




ตามพระราชบัญญัติมีรูปแบบอย่างไร แต่ธงท่บัญญัติไว้ ท่ผลิตโดยกรมพลาธิการทหารเรอก็มีสมาตรฐาน



ให้ใช้ตามพระราชบัญญัติธงท่ไม่มีรูปภาพประกอบไว้ จึงม ี และเป็นต้นแบบในการกาหนดเฉดส ตามมาตราฐาน

ปัญหาท่สืบเน่องมาจนถึงในปัจจุบัน คือ รูปแบบของธงท ี ่ ค�าแนะน�าที่ก�าหนด







ถูกต้องตามท่บัญญัติไว้เป็นอย่างไร ท้งสีท่กาหนดใน ประเด็นท ๒ “ตรงกลางของผืนธงมีดวงกลมสีแดง...

แถบสีของผืนธง และรูปท่บัญญัติไว้บนผืนธง เช่น ภายในดวงกลมมีรูปช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่นหันหน้า


ช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่นท่ถูกต้องน้น มีรูปแบบ เข้าหาเสาธงหรือคันธง” จากการศึกษาพบว่ารูปแบบ




ท่ถูกต้องเป็นอย่างไร ธงราชนาวีก็เช่นกัน เพราะธงราชนาว ี ดังกล่าวมาจากรูปแบบธงท่กาหนดไว้เดิม ตามพระราช

บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง บัญญัติธง ตั้งแต่พระราชบัญญัติธงฉบับแรก (ร.ศ.๑๑๐)
พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ และพระราชบัญญัติธงท ่ ี จนถึงพระราชบัญญัติธงฉบับก่อนปีพระพุทธศักราช
ออกมาหลังจากน้น จนถึงพระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๔๖๐ ท้งท่ปรากฏอยู่ในธงเรือรบหลวง ธงเรือหลวง




๒๕๒๒ ฉบับท่ใช้ในปัจจุบัน ก็ไม่ได้มีภาพประกอบ ธงทหารเรือ ธงราชการ และธงชาติ ตามล�าดับ

พระราชบัญญัติไว้ จึงเป็นข้อสังเกตท่ผู้เขียนให้ความสนใจ และเม่อศึกษาลึกลงไปในรายละเอียดของรูปแบบ

และศึกษาค้นคว้าหาข้อเท็จจริง และความถูกต้องของ ธง พบว่า ประเด็นของปัญหาของรูปแบบ คือ รูปแบบ



รูปแบบธงราชนาว และนาเสนอไว้เป็นข้อมูลสาคัญใน “ช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น” กล่าวคือ รูปแบบช้างเผือก




การกาหนดใช้รูปแบบของธงราชนาวีท่ถูกต้องต่อไป ดังน ้ ี ทรงเคร่องยืนแท่น ท่ปรากฏใช้เป็นแบบใน ธงราชนาว ี

นาวิกศาสตร์ 32
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


ธงเรือรบหลวง ธงทหารเรือ



















ธงเรือหลวง ธงราชการ



ท่ใช้ชักในราชนาวีในปัจจุบัน มีรูปแบบไม่เหมือนกับ เม่อได้รับการข้นระวางเป็นช้างต้น (ช้างทรงของ






รูปแบบช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่นท่เป็นรูปแบบ พระมหากษตรย์) กจะได้รบพระราชทาน เครองยศ









ทปรากฎอยู่ในพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม ท่เรียกว่าเคร่องคชาภรณ์ (เคร่องประดับช้าง) เพ่อเป็น






รตนโกสินทร์ศก ๑๑๐ (พระราชบญญตธงฉบบแรก) เคร่องประดับตกแต่ง พระราชทานให้ในวันสมโภช



พระราชบัญญัติ ธงรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖ และพระราช ข้นระวาง เพ่อเป็นเคร่องยศ สาหรับเคร่องคชาภรณ์


บัญญัติธง รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๘ ซ่งมีภาพประกอบแสดง ของพระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวนาถบารม ี



ไวในพระราชบัญญัติดังกล่าว (พบโดยเจ้าหน้าท่ตัดเย็บธง ทตยเศวตกรกมทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิสุทธวงศ์








ท่านหน่งของกรมพลาธิการทหารเรือ ท่ไปเย่ยมชมด ู สรรพมงคล ลักษณคเชนทรชาต สยามราษฎรสวัสด ิ ์
งานที่พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย) ผู้เขียนจึงได้ศึกษาลึกต่อไป ประสิทธิ์ รัตนกุญชรนิมิต บุญญาธิการปรมินทรพิตรสาร
ในรายละเอียดของท่มาของรูปแบบช้างเผือกทรงเคร่อง ศักด์เลิศฟ้า ช้างต้นในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว





ยืนแท่น ว่ามีท่มาอย่างไร และรูปแบบท่ถูกต้องม ี ภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ที่จัดสร้าง

รายละเอียดอย่างไร โดยสานักช่างสิบหมู่ เพ่อถวายในพิธีฉลองสิริราช



“ช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น” ท่ปรากฏบนผืนธง สมบัติครบ ๖๐ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ ประกอบด้วย
หมายถึงช้างเผือกเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ (ที่มาพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติช้างต้น)
นาวิกศาสตร์ 33
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


๑. ผ้าปกกะพอง ๘. ตาบ
๒. ตาข่ายกุดั่น ๙. พานหน้า
๓. ภู่จามรี (พู่หู) ๑๐. พนาศ (ผ้าคลุมหลัง)
๔. ทามคอ ๑๑. พานหลัง
๕. สร้อยเสมาคชาภรณ์ ๑๒. สายยึดพานหลัง
๖. เสมาคชาภรณ์ ๑๓. ส�าอาง
๗. ห่วงสายพาน ๑๔. วลัย (สนับงา)































ภาพแสดงเครื่องคชาภรณ์ช้างต้นรัชกาลที่ ๙

เม่อวิเคราะห์รูปแบบช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น ในปัจจุบันท่ผลิตโดยกรมพลาธิการทหารเรือ และรูปแบบ



จากรูปภาพตามพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม จากรูปช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่น (พระเศวตอดุลยเดช






รตนโกสนทร์ศก ๑๑๐ ซงเป็นต้นแบบของธงช้างเผอก พาหนฯ ทรงเคร่องคชาภรณ์) พบว่ามีความแตกต่าง

ทรงเคร่องยืนแท่นเปรียบเทียบกับธงราชนาวีไทยท่ใช้ ที่ชัดเจน คือ











รูปช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่น ในพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม รูปแบบช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่นที่ใช้อยู่ในธงราชนาวีปัจจุบัน
รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๐




นาวิกศาสตร์ 34
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓




- ช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่นตามรูป ในพระราช คือ มีวลัยงา (สนับงา) ซ่งจะแตกต่างจากช้างเผือกทรง


บัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๐ เคร่องยืนแท่น ท่กาหนดไว้ตามพระราชบัญญัติธง

ไม่มีวลัยงา (สนับงา) ฉบับเดิม ที่แสดงภาพประกอบไว้ที่ ไม่มีวลัยงา (สนับงา)




- ช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่นในธงราชนาวีท่ใช้ ส่วนรูปแบบช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น ท่ใช้อยู่ในธง

ในปัจจุบันผลิตโดยกรมพลาธิการทหารเรือ มีวลัยงา ราชนาวีในปัจจุบันก็เป็นรูปแบบท่แตกต่าง ไม่เป็นไป

(สนับงา) และก�าไลข้อเท้าช้าง ตามรูปแบบท่กาหนดไว้ในพระราชบัญญัติธงฉบับเดิม


- ช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น (พระเศวตอดุลย ที่มีรูปภาพแสดงก�าหนดไว้
พาหนะฯ ทรงเครื่องคชภรณ์) มีวลัยงา (สนับงา) รูปแบบธงราชนาวีท่ถูกต้องเป็นไปตามท่พระราช







ความแตกต่างดังกล่าว วิเคราะห์ได้ว่า ช้างเผือก บัญญัตธงกาหนดไว ต้งแต่อดีตท่ผ่านมา หากไม่มีรูปภาพ

ทรงเครื่องยืนแท่น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่าง แสดงไว้ให้ชัดเจน ท้งรูปแบบรายละเอียดของแถบสีธง



ธงสยาม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๐ ซ่งเป็น ต้นแบบของ และรูปช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น ซ่งมีรายละเอียด







ช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น เป็นช้างเผอกทรงเครอง เฉพาะตามท่กาหนดแล้ว ก็จะทาให้เกิดความผิดพลาด



คชาภรณ์ ตามท่ได้รับพระราชทานในสมัยรัชกาลท ๕ จากท่พระราชบัญญัติฯ ซ่งถือเป็นกฎหมาย กาหนดไว้



ไม่มีวลัยงา (สนับงา) ส่วนรูปแบบช้างเผือกทรงเคร่อง และเม่อได้รับทราบถึงข้อแตกต่างแล้ว ก็ควรจะ



ยนแท่น ในธงราชนาว ทใช้อยู่ ผ้เขยนได้สอบถามจาก ปรบปรงแก้ไขให้ถกต้องเสีย รวมไปถงการเสนอถง















เจ้าหน้าท่ช่างตัดเย็บธงของกรมพลาธิการทหารเรือ หน่วยงานท่รับผิดชอบคือสานักนายกรัฐมนตร ซ่งเป็น



ทราบว่า ได้รบ รูปแบบช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่น หน่วยงานท่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รักษาการตาม








มาจากกรมอ่ทหารเรอ ซงแต่เดม กรมอ่ทหารเรอเป็น พระราชบัญญัตินี และในมาตรา ๔๔ ของพระราช
หน่วยรบผดชอบในการผลตธงราชนาว และจากการ บัญญัติธง พุทธศักราช ๒๕๒๒ ก�าหนดให้นายกรัฐมนตรี






สืบค้นพบหลักฐานท่กรมอู่ทหารเรือ พบว่า ได้มีการ หรือส่วนราชการท่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย จัดทา





กาหนดให้ใช้รูปแบบช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่นท่ม ี รูปธงให้ถูกต้องตามลักษณะท่กาหนดในพระราชบัญญัต ิ


วลัยงา (สนับงา) และมีก�าไลข้อเท้าในธงราชนาวี ในราว น้ไว้เป็นตัวอย่างก็ตาม แต่ในฐานะท่กองทัพเรือเป็น



ช่วงปี พ.ศ.๒๔๖๗ - ๒๔๗๔ และรูปแบบช้างเผือก ผู้ใช้ธงราชนาว จึงควรเสนอเร่องน้เพ่อกาหนดรูปธงท ่ ี





ทรงเคร่องยืนแท่นน ก็ใช้ต่อเน่องมาจนถึงในปัจจุบัน ถูกต้อง เพ่อให้เป็นแบบอย่างในการผลิตและนาไปใช้





(ซึ่งมีความแตกต่างจากที่ก�าหนดไว้ในพระราชบัญญัติธง ต่อไป และสาหรับรปแบบท่ถกต้องดังกล่าวยังหมาย










ทกาหนดไว้เดมตามภาพประกอบในพระราชบญญตฯ) รวมถึง ธงราชทูต ตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม หากตีความตามพระราชบัญญัติธง ซึ่งถือ ธงราชนาว ท่ถูกต้องตามท่ผู้เขียนได้รวบรวม





เป็นกฎหมาย รูปแบบช้างเผือกทรงเคร่องท่ถูกต้องจึง เรียบเรียงข้อมูลมาจากพระราชบัญญัติธง และข้อ
ควรเป็นรูปแบบช้างเผือกทรงเคร่องคชาภรณ์ ตามท ่ ี กาหนดท่เก่ยวข้องมานาเสนอ เพราะธงราชนาวีเป็น







พระมหากษตริยพระราชทาน ซงหากตามพระราชบญญัตธง ธงพระราชทานให้ใช้ชักเฉพาะของราชนาว (ทหารเรือ






พุทธศักราช ๒๕๒๒ ท่ใช้ในปัจจุบัน รูปแบบของช้างเผือก ของพระราชา) เป็นเกยรตยศและความภาคภมใจของ




ทรงเครื่องยืนแท่นที่ถูกต้อง จึงควรเป็นรูปแบบช้างเผือก ทหารเรือทุกคน จึงเป็นเร่องท่ทหารเรือต้องตระหนักรู้



ทรงเคร่องยืนแท่น ของพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ และสามารถบอกเล่าเร่องราวท่เป็นเกียรติยศและความ






ทรงเคร่องคชาภรณ์พระราชทานของพระบาทสมเด็จ ภาคภูมิใจน ให้คนท่วไปได้รับรู้ และร่วมภาคภูมิใจกับ
พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลท ๙ ทหารเรือ สมกับค�าที่ทหารเรือภูมิใจกับค�าว่า “อวดธง”


นาวิกศาสตร์ 35
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓





ธงพระราชทานที่ทหารเรือภาคภูมิใจ ทรงเคร่องยืนแท่นบนพ้นวงกลมสีแดงนามาวางไว้
เดือนกันยายนมีวันสาคัญของชาติไทยท่คณะ กลางผืนธง พระราชทานให้ใช้ชกในเรอของราชนาว ี






รัฐมนตรีได้มีมต เม่อวันท ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๙ ดังปรากฏในพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง




เห็นชอบกาหนดให้วันท ๒๘ กันยายนของทุกปี พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เป็น “วันพระราชทานธงชาติไทย” (Thai National ประกาศมา ณ วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๐ มีการ
Flag Day) และให้เริ่มในวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๐ ก�าหนดเกี่ยวกับ ธงราชนาวี ดังนี้


เป็นวันแรก โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ รวมท้งกาหนด “มาตรา ๕ ธงราชนาว เหมือนธงไตรรงค์ แต่ม ี

ให้มีการชักและประดับธงชาติในวันดังกล่าวด้วย ดวงกลมสีแดง ขอบจดแถบสีแดงของผืนธง อยู่กลาง
ความส�าคัญของวันพระราชทานธงชาติไทย เพราะ ภายในวงกลมน้น มีรูปช้างเผือกทรงเคร่องยืนแท่นหันหน้า






เป็นวันท่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าข้างเสา สาหรับใช้ชักท่ท้ายเรือ แลสถานท่ราชการ



รัชกาลท ๖ ได้ทรงพระราชทานธงชาติท่พระองค์ทรง ต่าง ๆ ของราชนาวี”
ออกแบบ “ธงไตรรงค์” ใช้เป็นธงชาติ ตามบทพระราช ธงราชนาว จึงเป็นธงท่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า





นิพนธ์ “เคร่องหมายแห่งไตรรงค์” เพ่อส่อความหมาย เจ้าอยู่หัว ทรงออกแบบด้วยพระองค์เองและพระราชทาน
ของสีทั้งสามที่อยู่ในธงชาติไว้ ดังนี้ ให้ราชนาวีใช้ชักแสดงความเป็นชาติไทย (สยาม) ทั้งที่ใช้



ขอร�่าร�าพรรณบรรยาย ความคิดเครื่องหมาย ในเรือและหน่วยราชการของราชนาว จากวันท ๒๘

แห่งสีทั้งสามงามถนัด กันยายน พ.ศ.๒๔๖๐ จนถึงวันท ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๓

ขาวคือบริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์ หมายพระไตรรัตน์ ธงราชนาวีได้ พระราชทานให้ทหารเรือแห่งราชนาวีไทย
และธรรมะคุ้มจิตไทย ใช้ชักแสดงความเป็นประเทศไทยและชาติไทย มาครบ

แดงคือโลหิตเราไซร้ ซึ่งยอมสละได้ ๑๐๓ ปี ธงราชนาว ธงพระราชทานผืนน จึงเป็นความ


เพื่อรักษะชาติศาสนา ภาคภูมิใจยิ่งของทหารเรือไทยทุกนายตลอดมา
น�้าเงินคือสีโสภา อันจอมประชา นอกจากธงราชนาว ท่เป็นธงแรกท่พระมหากษัตริย์







ธ โปรดเปนของส่วนองค์ พระบาทสมเดจพระมงกฎเกล้าเจ้าอย่หวพระราชทาน
จัดริ้วเข้าเป็นไตรรงค์ จึงเป็นสีธง ให้ราชนาวี ใช้ชักแสดงความเป็นชาติแล้ว ยังมีธงอีกผืน


ที่รักแห่งเราชาวไทย ท่ทหารเรือภาคภูมิใจโดยเฉพาะอย่างย่งทหารเรือไทย



ทหารอวตารน�าไป ยงยุทธ์วิชัย ท่เป็นพรรคนาวิกโยธินแล้ว ย่งต้องภาคภูมิใจมากข้นเป็น
วิชิตก็ชูเกียรติสยามฯ เท่าทวีคูณ ผู้เขียนมั่นใจว่าคงมีทหารเรือได้รับรู้ รับทราบ








ธงนไมมากนก จงขอนาความภาคภมใจนมานาเสนอ ดงน ้ ี







ธงไตรรงค์ท่พระองค์ท่านทรงออกแบบให้มี แต่ก่อนจะนาเสนอเร่องราวของธงพระราชทานผืนน ้ ี






ความหมายรวมถึงสถาบันหลักของแผ่นดิน คือ ชาต ิ ผ้เขยนขอนาเสนอคาศพท์พระราชทาน ทเป็นชอเรยก









ศาสนา พระมหากษตรย์ เป็นสญลกษณ์บนผนธงได้ ของธงน้ก่อนว่ามีท่มาอย่างไร และธงผืนน้ได้พระราชทาน



อย่างงดงาม พระราชทานแด่ปวงชนชาวไทย ขณะ มาให้ทหารเรือโดยเฉพาะทหารเรือ พรรคนาวิกโยธิน
เดียวกัน พระองค์ท่านก็พระราชทาน “ธงราชนาวี” เมื่อไหร่ อย่างไร





ในคราวเดียวกน ทรงออกแบบธงราชนาวีโดยใช้พนธง คาว่า “ราชนาวิกโยธิน” ปรากฏคร้งแรกในโน้ต



เช่นเดียวกับธงไตรรงค์ และนารูปแบบธงเดิมท่แสดงถึง เพลงพระราชนิพนธ์ท่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ประวตความเป็นมาของธงเรอหลวง คอ รปช้างเผอก ภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลท ๙ พระราชทาน








นาวิกศาสตร์ 36
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓








แด่ นาวาเอก สนอง นิสาลักษณ์ ผู้บัญชาการกรม นาวาเอกสนองฯ ขนไปรองเพลงนาวิกโยธน ซง นาวาเอก
นาวิกโยธินในขณะนั้น ณ ศาลาเริง วังไกลกังวล หัวหิน สนองฯ ต้องกราบบังคมทูลตามความจริง ว่า “เพลง
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๒ นาวิกโยธิน” ยังไม่ม และได้ร้องเพลงทหารเรือถวายแทน




ผู้อ่านคงต้องสงสยและคงอยากทราบต่อไปว่า ต่อมาในระหว่างท่ได้รับพระราชทานเล้ยง นาวาเอก
ความเป็นมาของเพลงพระราชนิพนธ์ “ราชนาวิกโยธิน” สนองฯ ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน “เพลงประจ�า

ท่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หน่วยทหารนาวิกโยธิน” ซึ่งต่อมาในวันที่ ๒๘ มิถุนายน

ได้พระราชทานให้นาวิกโยธินเป็นอย่างไร ผู้เขียนขอนา ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานโน้ต

ความโดยสรุปจากหนังสือ “๖๐ ปี เพลงพระราชนิพนธ์ เพลงพระราชนิพนธ์ “ราชนาวิกโยธิน” (ยังไม่มีคาร้อง)



ราชนาวิกโยธิน” ซ่ง พลเรือตร กรีฑา พรรธนะแพทย์ แด่ นาวาเอก สนองฯ พร้อมกับรับส่งว่า “นาวิกโยธิน
รวบรวมและเรียบเรียงไว้ ดังนี้ อเมริกันมาคร้งน้เขาต้องแสดงเพลงของเขาแน่ ให้นา




เพลงน้ไปให้ใครช่วยแยกโน้ต และให้แสดงได้ในวันท ่ ี
๕ กรกฎาคม” นั้นคือที่มาของค�าว่า “ราชนาวิกโยธิน”
จากโน้ตเพลงพระราชนิพนธ์ “ราชนาวิกโยธิน”
หลังจากคาว่า “ราชนาวิกโยธิน” เป็นคาพระราชทาน




ในโน้ตเพลงราชนาวิกโยธิน เม่อวันอาทิตย์ท ๒๘ มิถุนายน




พ.ศ.๒๕๐๒ อีก ๗ ปี ต่อมา เม่อวันอังคารท ๑๙
เมษายน พ.ศ.๒๕๐๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงเรือใบโอเค (OK Dinghy

International Class) ช่อ เวคา (VEGA) ขนาดยาว
๑๓ ฟุต ท่ทรงต่อด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง


โดยได้ทรงแล่นใบจากวังไกลกังวล อาเภอหัวหิน
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต้งแต่เวลา ๐๔๒๘ ข้าม

อ่าวไทยมายังอ่าวนาวิกโยธิน อาเภอสัตหีบ จังหวัด



ชลบุร ซ่งมีระยะทางตรงประมาณ ๖๐ ไมล์ทะเล ด้วย


ลาพังพระองค์เอง ใช้เวลาในการแล่นใบ ๑๗ ช่วโมง

โดยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณนา “ธงราชนาวิกโยธิน”
มากับเรือใบพระที่นั่งด้วย ทรงปัก “ธงราชนาวิกโยธิน”
เหนือก้อนหินใหญ่ บริเวณชายหาด ด้านหน้าหน่วย
บัญชาการนาวิกโยธิน โดยทรงฉลองพระองค์ชุดสนาม
ทหารนาวิกโยธินเป็นครั้งแรกด้วย

ในคืนหน่งปลายเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๐๒ ซึ่ง ธงราชนาวิกโยธินจึงเป็นธงพระราชทานท่ทหารเรือ

เป็นระยะเวลาท นาวาเอก สนอง นิสาลักษณ์ ผู้บัญชาการ พรรคนาวิกโยธิน ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จ




กรมนาวิกโยธิน เข้าเวรราชองครักษ์ ณ ศาลาเริง วังไกลกังวล พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลท ๙



อาเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างท่พระบาท เม่อวันอังคารท ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๙ เป็นธง



สมเดจพระเจ้าอย่หวฯ ทรงดนตร พระองค์ได้รบสงให้ ประจาหน่วยทหารนาวิกโยธิน ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน







นาวิกศาสตร์ 37
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓







นับได้ ๕๔ ปี นับเป็นความภาคภูมิใจยิ่งของทหารเรือไทย ทไดพระราชทาน “ธงราชนาว” และ “ธงราชนาวกโยธน”





โดยเฉพาะอย่างย่ง ทหารนาวิกโยธิน ท่ได้รับพระมหา เป็นธงประจาหน่วยของทหารเรือ ท่ทหารเรือทุกนาย
กรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ภาคภูมิใจ ตามที่ผู้เขียนได้รวบรวม เรียบเรียง มาน�าเสนอ




คาว่า “ราชนาวี” มีความหมายนาวีของพระราชา น้น จึงนับเป็นประวัติศาสตร์สาคัญท่ทหารเรือทุกนาย







หรอนยยะ คอ ทหารเรอของพระราชา ทานองเดยวกนกับ ต้องทราบ จดจา เข้าใจ และซาบซ้งในพระมหากรุณาธคุณ









“ราชนาวกโยธน” มความหมาย นาวกโยธนของพระราชา อันย่งใหญ่น ขอบันทึกไว้ในหน้านิตยสารนาวิกศาสตร์


หรือนัยยะ คือ ทหารนาวิกโยธินของพระราชา พระมหา ประจาเดือน กันยายน เดือนแห่ง “วันพระราชทาน

กรุณาธิคุณอย่างหาท่สุดมิได้ของพระราชา ท้ง ๒ พระองค์ ธงชาติไทย” เพื่อจดจ�า ตราไว้ในแผ่นดิน


เอกสารอ้างอิง
๑. พระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๕๒๒, ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้า ๑-๒๘ เล่ม ๙๖ ตอนที่ ๖๗ วันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๒
(ที่มา : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2522/A/067/1.PDF)
๒. พระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช ๒๔๖๐, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๔ หน้า ๔๓๖ - ๔๔๐ วันท ี ่
๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๐ (ที่มา : https://dl.parliament.go.th/backoffice/viewer2300/web/viewer.php)

๓. พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม ร.ศ.๑๑๐ (๒๕ มีนาคม ร.ศ.๑๑๐) พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม ตราเม่อวันท ่ ี
๒๕ มีนาคม ร.ศ.๑๑๐ (พ.ศ.๒๔๓๔) ถือเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์ฉบับแรกของไทยมีข้อความว่าด้วยลักษณะและการใช้ธง ๑๓ ชนิด

๔. พระราชบัญญัติธง ร.ศ.๑๑๖, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔ หน้า ๒๙ - ๓๔ วันท่ ๑๑ เมษายน ร.ศ.๑๑๖ (ท่มา : http://www.ratchakitcha.

soc.go.th/DATA/PDF/2440/002/29_1.PDF)
๕. พระราชบัญญัติธง ร.ศ.๑๑๘, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๖ หน้า ๕๔๑ - ๕๕๖ วันท่ ๒๔ ธันวาคม ร.ศ.๑๑๘ (ท่มา : http://www.ratchakit-


cha.soc.go.th/DATA/PDF/2442/039/541_1.PDF)
๖. พระราชบัญญัติธง ร.ศ.๑๒๙, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๗ หน้า ๑๗๖ - ๑๒๙ วันที่ ๑๒ มีนาคม ร.ศ.๑๒๙ (ที่มา : http://www.ratchakit-
cha.soc.go.th/DATA/PDF/2453/A/176.PDF)
๗. พระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๔๗๙, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๓ หน้า ๘๖๕ - ๘๘๕ วันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๙ (ที่มา : http://
www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2479/A/865.PDF)
๘. ประกาศส�านักนายกรัฐมนตรี เรื่อง รูปธงชาติตามพระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๕๒๒, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๒๔๕
วันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๐ (ที่มา : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/245/1.PDF)
นาวิกศาสตร์ 38
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


เจิ้งเหอ แม่ทัพเรือผู้ยิ่งยง







พลเรือเอก ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์


เจิ้งเหอ คือใคร
เจงเหอ (Zheng He หรอ Cheng Ho)



(ค.ศ.๑๓๗๑ - ค.ศ.๑๔๓๓) เป็นผ้บัญชาการกองเรอ


มหาสมบัติของจีนสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.๑๓๖๘ -
ค.ศ.๑๖๔๔) การเดินเรือสารวจทางทะเลในระยะเวลา


๒๘ ปีของเจ้งเหอประกอบด้วยกองเรือกว่า ๓๐๐ ลา

ลูกเรือเกือบ ๒๘,๐๐๐ คน ออกสารวจทางทะเลรวม ๗


คร้ง เดินทางมากกว่า ๕๐,๐๐๐ กิโลเมตร ท่องต่างแดน
มากกว่า ๓๐ ประเทศ จากทะเลจีนใต้ไปจนถึงชายฝั่ง

ตะวันออกของแอฟริกา เร่มต้นเป็นคร้งแรกในเดือน

กรกฎาคม ค.ศ.๑๔๐๕ (พ.ศ.๑๙๔๘) ตรงกับรัชสมัย
สมเด็จพระรามราชาธิราชแห่งราชวงศ์อู่ทองปกครอง
กรุงศรีอยุธยาส้นสุดในปี ค.ศ.๑๔๓๓ (พ.ศ.๑๙๗๖)


พร้อมกับการเสียชีวิตของเจ้งเหอ นอกน้นมีหลักฐานว่า

กองเรือมหาสมบัติของจีนเคยติดต่อกับอาณาจักร
อยุธยาด้วย กาวิน แมนซี (Gavin Menzies) อดีตทหาร
ในสมัยผู้เขียนเป็นนักเรียนสามัญ ผู้เขียนได้อ่าน เรือชาวอังกฤษเสนอทฤษฎีว่า ในการเดินเรือคร้งหน่งของ


พบถึงนักเดินเรือชาวอิตาลี ช่อ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เจิ้งเหอน่าจะไปไกลถึงทวีปอเมริกา ซึ่งหากเป็นจริง เขา



(Christopher Columbus) ผู้ท่ได้ช่อว่าเป็นผู้ค้นพบ ก็จะเป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาก่อนโคลัมบัสเกือบร้อยปี
โลกใหม่คือ ทวีปอเมริกา ในปี ค.ศ.๑๔๙๒ โดยเรือช่อ ภูมิหลังของเจิ้งเหอ

ซานตามาเรีย โดยมีเรือติดตาม ๓ ล�า และลูกเรือ ๘๗ คน เจ้งเหอ เป็นคนชนชาติหุย แซ่หม่า (มาจากคาภาษา


และต่อมาในปี ค.ศ.๑๔๙๒ วาสโก ดา กามา (Vasco da อาหรับว่า มุฮัมหมัด) ซ่งเป็นแซ่ของชาวหุยส่วนใหญ่

Gama) นักเดินเรือชาวโปรตุเกส ได้ล่องเรืออ้อมแหลม เดิมชื่อ หม่าเหอ เกิดในครอบครัวมุสลิม ที่เมืองคุนหยาง

กูดโฮป ท่แอฟริกาใต้จนถึงชายฝั่งตะวันออกและเดินทาง มณฑลยูนนาน ซ่งเป็นท่ม่นสุดท้ายของกองทัพมองโกล



ไปยังอินเดียได้เป็นผลสาเร็จ โดยมีลูกเรือ ๒๖๕ คน ต่อมา และพวกท่ภักดีต่อมองโกลทางตอนใต้ของประเทศจีน


ในปี ค.ศ.๑๕๒๑ เฟอร์ดินานด์ แมคเจลลัน (Ferdinand ท่ซ่งราชวงศ์หมิงยังยึดไม่ได้ในสมัยน้น เขาเกิดเม่อปี





Magellan) นักเดินเรือชาวโปรตุเกส นาเรือมาถึง ค.ศ. ๑๓๗๑ (พ.ศ. ๑๙๑๔) ในต้นราชวงศ์หมิง เป็นลูกหลาน

ทะเลจีนใต้ ซ่งเป็นการเดินเรือมาทางตะวันตกเป็นคร้งแรก ชั้นที่หกของซัยยิด อัจญาล ชัมสุดดีน อุมัร (Sayyid Ajjal

กองเรือของเขามีลูกเรือ ๑๖๐ คนเท่านั้น แต่ใครจะคาด Shams al-Din Omar) แม่ทัพของกองทัพมองโกล
ได้ว่า อันท่จริงแล้ว ชาติตะวันออกของเราก็มีการเดินเรือ จากบุคอรอ เอเชียกลาง (ปัจจุบันอยู่ในประเทศอุซเบกิสถาน)

ไปยังประเทศต่าง ๆ ก่อนชาติยุโรปเสียอีก ท่านผู้น้คือ ซ่งเป็นผู้ปกครองมณฑลเสฉวน และยูนนานผู้ลือนาม


เจิ้งเหอแม่ทัพเรือของจีนนั่นเอง เจ้งเหอ มีพ่ชาย ๑ คน พ่สาว ๑ คน และน้องสาว



นาวิกศาสตร์ ๓๙
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


๓ คน บิดาของเจิ้งเหอมีนามว่า หม่าฮายี หรือ ฮัจญีหม่า ต่าง ๆ อันจะสร้างความมั่งคั่งให้กับราชส�านักหมิง และ


(Ma Hazhi หรือ Ma Haji) ท้งพ่อและปู่ของเจ้งเหอ ความสันติสุขในบรรดาประเทศทางตอนใต้ นอกจากนั้น



ได้ไปทาพิธีฮัจญ์ในมักกะฮฺ สันนิษฐานจากคานาหน้า พระองค์ยังทรงต้องการออกไปตามหาจักรพรรดิหมิงฮุ่ยต ้ ี
ช่อว่า ฮายี จึงได้พบเห็นผู้คนจากทุกสารทิศ และต้อง พระราชนัดดาที่ร�่าลือกันว่าได้ทรงปลอมเป็นพระหลบหนี

เล่าเรื่องนี้แก่เจิ้งเหออย่างแน่นอน ออกจากวังไปได้ ในระหว่างท่พระองค์ยกทัพเข้ายึด






เม่อหม่าเหออายุได้ ๑๑ ปี ตรงกับช่วงท่กองทัพของ นครนานจง โดยทรงเชอว่าพระราชนดดาได้หลบหนไป


จูหยวนจาง หรือจักรพรรดิหมิงไท่จู่ ปฐมกษัตริย์แห่ง ทางทะเลจีนใต้

ู่











ราชวงศ์หมิง นากาลังทัพเข้ามาปราบปรามท่ม่นสุดท้าย ทงน จักรพรรดหมงเฉิงจทรงมอบภารกจอันยงใหญ ่




ของพวกเช้อสายมองโกลท่ยังหลงเหลืออยู่ท่ยูนนาน น้ให้กับเจ้งเหอ ในการควบคุมการก่อสร้างกองเรือ



และยึดครองยูนนานเป็นส่วนหน่งของราชอาณาจักรหมิง อันย่งใหญ่ และเป็นแม่ทัพผู้บัญชาการสูงสุด ออกเรือ




ได้สาเร็จในปี ค.ศ.๑๓๘๒ ในเวลาน้นเด็กชายหม่าเหอ เดินทางไปบนผืนท้องสมุทร ในฐานะท่เป็นผู้แทนแห่งองค์

ผู้มีเช้อสายจากเอเชียกลาง ถูกจับกลับไปยังเมืองหลวง จักรพรรดิมังกร การเดินทางสารวจทางทะเลของเจ้งเหอ






และถูกตอนเป็นขนท มีหน้าท่รับใช้เจ้าชายจูต้หม่าเหอ ไดรบการบนทกไวโดยมฮมหมด หมา ฮวน หรอ มุฮมหมด












มีความสามารถสูง เฉลียวฉลาด ได้รับความไว้วางใจอย่างสูง ฮาซัน หนุ่มจีนมุสลิม ชนชาติหุย ชนชาติเดียวกับเจิ้งเหอ


กระท่งต่อมาได้กลายเป็นแม่ทัพคู่ใจของเจ้าชายจูต้ ในการ เขาสามารถพูดภาษาอาหรับได้ และเป็นล่ามให้เจ้งเหอ





ทาศึกรบพุ่งกับกองทหารมองโกลทางตอนเหนือ และ เขาบันทึกการสารวจทะเลของเจ้งเหอในหนังสือช่อ
การยกทัพเข้ายึดนครนานจิง ช่วงชิงราชบัลลังก์จาก ยิงใยเช็งลัน หรือการส�ารวจชายฝั่งมหาสมุทร (Ying yai
พระราชนัดดา คือ จักรพรรดิหมิงฮุ่ยต้ท่สืบราชบัลลังก์ sheng lan หรือ The Overall Survey of the Ocean’s


ต่อจากหมิงไท่จู่ ปฐมจักรพรรดิราชวงศ์หมิง หม่าเหอ Shores)
















มส่วนสาคญช่วยให้จตได้รบชยชนะขนส่บลลงก์ การเดินเรือคร้งท ๑ ระหว่าง ค.ศ.๑๔๐๕ ถึง
เป็นจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ (ค.ศ.๑๔๐๓ - ค.ศ.๑๔๒๔) ค.ศ.๑๔๐๗ เจ้งเหอนากองเรือเดินทางไปเยือนจามปา






จกรพรรดองค์ท่ ๓ แห่งราชวงศ์หมิง มีช่อรัชกาลว่า (Champa) ปาเล็มบัง (Palembang หรือ Old Port)

หย่งเล่อ ในปี ค.ศ.๑๔๐๔ จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ ต้งให้ มะละกา (Malaka) เซมูเดรา (Semudera อยู่ทางเหนือ

หม่าเหอเป็นหัวหน้าขันที และพระราชทานแซ่เจ้งให้ ของเกาะสุมาตรา) และคาลิกัต (Calicut) โดยในครั้งนั้น


เรียกว่า เจ้งเหอ แต่ช่อท่รู้จักกันดีก็คือ ซันเป่ากงหรือ เจ้งเหอได้ปราบปรามโจรสลัดชาวจีนแห่งปาเล็มบัง









ซาปอกง ตามบันทึกในประวัติศาสตร์จีน เจ้งเหอมีรปราง นามว่า เฉินจู่อ้ โดยนาตัวสาเร็จโทษท่กรุงนานกิง และ







สูงใหญ่กว่า ๗ ฟุต นาหนักเกิน ๑๐๐ กิโลกรัม ท่วงท่าเดน ต่อมาจีนก็ได้แต่งต้งให้ ซือจินชิงดารงตาแหน่งข้าหลวง
สง่าน่าเกรงขามเหมือนราชสีห์ น�้าเสียงกังวานมีพลัง ผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยของจีนประจ�าปาเล็มบัง
ภายหลังการเสด็จข้นครองราชย์ของพระองค์ได้ การเดินเรือคร้งท ๒ ระหว่าง ค.ศ.๑๔๐๗ ถึง





เพียงปีเดียว จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ก็มีบัญชาให้สร้างกองเรือ ค.ศ.๑๔๐๙ การเดินทางในคร้งน้ยังเป็นท่ถกเถียงกันว่า



สินค้า เรือรบ และเรือสนับสนุน เพอไปเยือนเมองท่าต่าง ๆ เจ้งเหอได้เดินทางไปด้วยหรือไม่ เน่องจากมีหลักฐาน




ในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดีย นับเป็นกองเรือ ระบุว่า ในช่วงเวลาเดียวกันน้นเขาได้รับมอบหมายให้



ท่ใหญ่ท่สุดเท่าท่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ชาติจีนและ เป็นแม่กองในการบูรณะศาลเจ้าเทียนเฟย ในมณฑล




ของโลกในยุคน้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการออกไปแสวงหา ฝูเจ้ยน รวมท้งยังมีภารกิจในการจัดต้งโรงเรียนสอน


ผลประโยชน์ทางการค้าและเคร่องราชบรรณาการจากรัฐ การแปลภาษาต่างประเทศในกรุงนานกิงอีกด้วย (Levathes,
นาวิกศาสตร์ 40
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


1994 : 63) อย่างไรก็ตาม กองเรือของจีนก็ได้เดินทาง การเดินเรือครั้งที่ ๕ ระหว่าง ค.ศ.๑๔๑๗ ถึง ค.ศ.

ไปเยือนชวา อยุธยา ลังกา และคาลิกัต ๑๔๑๙ กองเรือของเจ้งเหอเดินทางไปถึงโซมาลิแลนด์






การเดนเรอครงท ๓ ระหว่าง ค.ศ.๑๔๐๙ ถึง (Somaliland) และหมู่เกาะแซนซิบาร์ (Zanzibar)
ค.ศ.๑๔๑๑ กองเรือของเจ้งเหอได้เดินทางไปยัง ทางชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา โดยได้น�าเครื่อง

จามปา ชวา มะละกา เซมูเดรา ลังกา และคาลิกัต บรรณาการแปลก ๆ จากดินแดนดังกล่าวกลับมาถวาย


โดยท่เกาะลังกาน้น กษัตริย์วีระ อลกิสวระ (Vira จักรพรรดิหย่งเล่อ โดยเฉพาะยีราฟ ซ่งจีนเข้าใจ (ผิด)


Alakewara) ทรงเมินเฉยต่อคณะของเจ้งเหอ ว่าเป็น ฉีหลิน หรือ กิเลน สัตว์มงคลตามความเช่อของจีน




ด้วยเหตุน้เจ้งเหอจึงได้ใช้กาลังจับกุมกษัตริย์องค์ การเดินเรือครั้งที่ ๖ ระหว่าง ค.ศ.๑๔๒๑ ถึง ค.ศ.







ดังกล่าว แล้วนาตัวไปรับโทษต่อจักรพรรดิหย่งเล่อ ๑๔๒๒ แม้ว่าในครงนตวเจงเหอจะเดนทางไปแค่เมอง





ท่กรุงนานกิง ในท่สุดกษัตริย์วีระ อลกิสวระ ก็ได้รับ คาลิกัตทางชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย หากแต่กองเรือ
พระราชทานอภัยโทษ และเดินทางกลับลังกาได้ ย่อยท่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเขาก็ได้เดินทางไปถึง


การเดินเรือคร้งท ๔ ระหว่าง ค.ศ.๑๔๑๓ ถึง เมืองเอเดน (Aden) และดูฟาร์ (Dhufar) ในคาบสมุทร




ค.ศ.๑๔๑๕ กองเรือของเจ้งเหอได้เดินทางไปไกลกว่า อาระเบีย รวมท้งโมกาดิชูและบราวา (Brava) ทางชายฝั่ง

คร้งก่อน ๆ โดยไปถึงเมืองฮอร์มุซ (Hormuz) ของเปอร์เซีย ตะวันออกของทวีปแอฟริกา


โมกาดิชู (Mogadishu) และมาลินดี (Malindi) ใน หลังจากการเดินเรือคร้งท่ ๖ จักรพรรดิหย่งเล่อ


แอฟริกาตะวันออก โดยในขากลับ ณ เกาะสุมาตรา ก็มิได้มีพระราชโองการให้เจ้งเหอนากองเรือออกไปอีก
เจ้งเหอได้เข้าไปปราบปรามกองกาลังของเซเคนดาร์ การย้ายเมองหลวงของราชวงศ์หมงจากนานกงขน










(Sekendar) ซ่งก่อการลุกฮือเพ่อโค่นล้มอานาจการ ไปยังเมืองเป่ยผิง ซ่งได้ช่อใหม่ว่า เป่ยจิง หรือปักก่ง




ปกครองของซาอิน อัล-อาบิดิน (Zain al-’ Abidin) เม่อ ค.ศ.๑๔๒๐ ทาให้พระองค์หันไปสนพระทัยด้าน

กษัตริย์แห่งเซมูเดราที่ได้รับการรับรองจากจีน การป้องกันประเทศจากการรุกรานของมองโกลเป็นหลัก
ภาพวาดยีราฟที่เจิ้นเหอนำากลับมา ฉีหลิน หรือ กิเลน
ถวายจักรพรรดิหย่งเล่อ วาดโดย เสิ่นตู้ ค.ศ.๑๔๑๔ สัตว์มงคลตามความเชื่อของจีน
นาวิกศาสตร์ 41
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓



ดังจะเห็นได้จากการท่ในช่วงปัจฉิมวัยพระองค์ทรง สรุปเส้นทางเดินเรือของเจิ้งเหอ





นาทัพไปรบกับมองโกลด้วยพระองค์เองถึง ๒ คร้ง เส้นทางเดินเรือของเจ้งเหอเร่มต้นท่นครนานจิง


ในต้นศตวรรษ ๑๔๒๐ จากน้นแวะไปยังเมืองเหล่าน้คือ จามปา (Champa
จักรพรรดิหงซี พระราชโอรสผู้สืบราชสมบัติต่อจาก ตอนกลางของเวียดนาม) กัมพูชา (Cambodia กัมพูชา)
จักรพรรดิหย่งเล่อใน ค.ศ.๑๔๒๔ มิได้ทรงสนับสนุน สยาม (Siam อยุธยา) มะละกา (Malacca มาเลเซีย)
การเดินเรืออีกต่อไป ภารกิจทางทะเลของเจ้งเหอ ปาหัง (มาเลเซีย) กลนตัน (Kelantan มาเลเซย) บอร์เนียว





ต้องสนสดลงนอกจากน้พระองค์ยังทรงมีพระราชดาร ิ (Borneo เกาะบอร์เนียว หรือกาลิมันตัน) มัชฌปาหิต




จะย้ายเมืองหลวงกลับไปยังเมืองนานกิงตามเดิม เจ้งเหอ (Majapahit อาณาจักรฮินดูบนเกาะชวา อินโดนีเซย)



จึงได้รับพระราชโองการให้ทาหน้าท่แม่กองบูรณะซ่อมแซม ซุนดา (Sunda เกาะชวา อินโดนีเซีย) ปาเล็มบัง (Palem-
พระราชวังหลวงในเมืองนานกิง หากแต่ในปีถัดมาคือ bang เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย) เซมูดารา (Semudara
ค.ศ.๑๔๒๕ จักรพรรดิหงซีก็ส้นพระชนม์ลง พระราชโอรส เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย) อรู (Aru อินโดนีเซีย)

คือ จักรพรรดิเซวียนเต๋อ ได้ฟื้นฟูนโยบายกองเรือ แลมบรี (Lambri อินโดนีเซีย) ไลด์ (Lide อินโดนีเซีย)


มหาสมบัติของพระอัยกาข้นมาอีกคร้ง นาไปสู่การเดินเรือ บาตึ้ก (Batak อินโดนีเซีย) ศรีลังกา (Ceylon) มัลดีฟส์

ครั้งที่ ๗ และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของเจิ้งเหอ (Maldives มัลดีฟส์) กาลิกัท (Calicut อินเดีย)




การเดนเรอครงท ๗ ระหว่าง ค.ศ.๑๔๓๑ ถึง คีลอน (Quilon อินเดีย) มะละบาร์ (Malabar อินเดีย)



ค.ศ.๑๔๓๓ กองเรือของเจ้งเหอเดินทางไปเยือนจามปา ฮอร์มุซ (Hormuz เปอร์เซีย ปัจจุบันอยู่ในอิหร่าน) โดฟา
ชวา ปาเล็มบัง มะละกา ชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย (Dhofar) เอเดน (Aden เยเมน) ซานา (Sana) มักกะฮฺ
ฮอร์มุซ กองเรือบางส่วนได้เดินเรือออกไปถึงเจดดาห์ (Mecca ซาอุดิอารเบีย) มากาดิซู (Magadishu) บราวา
(Jeddah) และเมกกะ (Mecca) และอีกส่วนหนึ่งได้แยก (Brawa โซมาเลีย) มาลินดิ (Malindi เคนยา)









ไปยงอยธยา ระหว่างนนเจงเหอกล้มป่วย และเสยชวต

ลงใน ค.ศ.๑๔๓๓ รวมอายุได้ ๖๒ ปี ตามประเพณีชาว

มุสลิมจะต้องรีบฝังศพโดยเร็วท่สุด จึงมีความเป็นไปได้
อยางมากวา ลูกเรือจะน�าศพของเขาโยนลงในทะเล สวน










สสานของเจ้งเหอทเมองนานกงนนเข้าใจว่าจะเป็นเพยง


อนุสรณ์ราลึกถึงเจ้งเหอเท่าน้น โดยมิได้มีศพของเขาฝัง



อยู่แต่อย่างใด

สมาชิกท่ร่วมเดินทางไปกับเจ้งเหอท่ควรกล่าวไว้ ณ


ที่นี้มีอยู่ด้วยกัน ๓ คน คนแรกคือ หม่าฮวนผู้เขียนบันทึก

ฟากฟ้าสุราลัย หรือการเดินทางสารวจดินแดนโพ้นทะเล
หรืออิ๋งหยาเซิ่งหล่าน คนที่สองคือ เฟ่ยซิ่นผู้เขียนบันทึก
การเดินทางสารวจบนแพคณะทูต หรือซิงฉาเซ่งหล่าน


และคนที่สามคือ ก่งเจิน ผู้เขียนบันทึกว่าด้วยอาณาจักร

ของคนเถ่อนในทะเลตะวันตกหรือซีหยังฟานก๋วจ้อซ่ง






บันทึกท้งสามเล่มน้เป็นหลักฐานช้นต้นท่นักประวัติศาสตร์



ใช้ในการศึกษารายละเอียดเก่ยวกับการเดินทางของเจ้งเหอ สุสานเจิ้งเหอที่เมืองนานกิง
นาวิกศาสตร์ 42
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


เส้นทางการเดินเรือของเจิ้งเหอ

มุมมองของนักประวัติศาสตร์เก่ยวกับสาเหตุของ ๓. การเดินเรือของเจิ้งเหอ มีสาเหตุมาจากปัจจัย

การเดินเรือของเจิ้งเหอ ทางเศรษฐกิจ

นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ได้ศึกษาเร่องราว ๔. การเดินเรือของเจ้งเหอ มีสาเหตุมาจาก






เก่ยวกับเจงเหอมาเป็นเวลานานกว่าคร่งศตวรรษแล้ว โดย นโยบายการล่าอาณานิคมของราชวงศ์หมิง




ประเด็นสาคัญประเด็นหน่งท่ยังคงมีการถกเถียงกันอยู่ ๕. การเดินเรือของเจ้งเหอเป็นส่วนหนึ่งของ

ก็คือ สาเหตุท่จักรพรรดิราชวงศ์หมิงทรงมีพระราชโองการ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของจีน

ให้เจิ้งเหอออกเดินเรือไปเยือนอาณาจักรต่าง ๆ ในทะเล เปรียบเทียบกองเรือของเจ้งเหอกับกองเรือของ
ตะวันตก ระหว่าง ค.ศ.๑๔๐๕ ถึง ค.ศ.๑๔๓๓ เพราะ นักส�ารวจชาวตะวันตก

ในบันทึกของหม่าฮวนนั้นระบุเพียงสั้น ๆ ว่า เจิ้งเหอน�า เรือมหาสมบัติ หรือเป่าฉวน อันเป็นเรือธงของเจ้งเหอ

กองเรือออกเดินทางไปยังอาณาจักรต่าง ๆ เพ่อ “ประกาศ น้น ตามบันทึกในสมัยราชวงศ์หมิงระบุว่า มีขนาดความยาว



พระราชโองการและมอบรางวัล” จากการสารวจผลงาน ถึงลาละ ๔๐๐ ฟุต กว้าง ๑๖๐ ฟุต มี ๙ เสากระโดง


ทางวิชาการเกี่ยวกับเจิ้งเหอ พบว่าสามารถแบ่งแนวทาง เรอในขบวนกองเรอประกอบไปดวยเรอเสบยง เรอกาลงพล







การอธิบายของนักประวัติศาสตร์เก่ยวกับสาเหตุการ เรือรบ ฯลฯ รวมกว่า ๓๐๐ ลา ลูกเรือเกือบ ๒๘,๐๐๐ ชีวิต


เดินเรือของเจิ้งเหอได้เป็น ๕ แนวทาง ได้แก่ หากนาเรือมหาสมบัติของจีนมาเปรียบเทียบกับเรือ
๑. การเดินเรือของเจ้งเหอ มีสาเหตุมาจากอุดมการณ์ ซานตามาเรีย (Santa Maria) หรือเรือธงของคริสโตเฟอร์

ทางการเมืองของจีน โคลัมบัส (Christopher Columbus) นักเดินเรือชาว
๒. การเดินเรือของเจ้งเหอ มีสาเหตุมาจากการแสวงหา อิตาลี ผู้ได้ช่อว่าเป็นผู้ค้นพบโลกใหม่คือ ทวีปอเมริกาในปี



ความชอบธรรมทางการเมืองของจักรพรรดิหย่งเล่อ ค.ศ.๑๔๙๒ ซ่งห่างจากปีท่กองเรือของเจ้งเหอออกสารวจ



นาวิกศาสตร์ 43
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


ภาพเปรียบเทียบขนาดใหญ่ของเจิ้งเหอ (ลำาใหญ่) กับเรือของโคลัมบัสผู้ค้นทวีปอเมริกา





มหาสมุทรคร้งแรกถึง ๘๗ ปี เรือซานตามาเรียของโคลมบส คร้งแรก กองเรือของเขามีความยาวเพียง ๑๐๐ ฟุต
วีรบุรุษผู้ค้นพบโลกใหม่ ยังเล็กกว่าเรือมหาสมบัติของจีน และมีลูกเรือเพียง ๑๖๐ คน เท่านั้น
ถึง ๔ เท่า โดยมีความยาวเพียง ๘๕ ฟุต กว้าง ๒๐ ฟุต คนจ�านวนไม่น้อยเข้าใจค�าว่า “ลัทธิล่าอาณานิคม”
มีกองเรือติดตาม ๓ ล�า และลูกเรือ ๘๗ คน (colonialism) ว่าเป็นส่งท่เกิดข้นในโลกตะวันตก และจีน



ต่อมาในปี ค.ศ.๑๔๙๘ วาสโก ดา กามา (Vasco Da ถือเป็น “เหย่อ” ของลัทธิดังกล่าว หากแต่นักวิชาการชาว



Gama) นักเดินเรือชาวโปรตุเกส ได้ล่องเรืออ้อมแหลม ตะวันตกได้ช้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วคาดังกล่าวสามารถ
กูดโฮปท่แอฟริกาใต้มาจนถึงชายฝั่งตะวันออก ระหว่าง น�ามาใช้อธิบายพฤติกรรมของจีนสมัยราชวงศ์หมิงได้

การเดินเรือไปยังอินเดียได้เป็นผลส�าเร็จ กองเรือของเขา ธิดา สาระยา เป็นนักวิชาการอีกผู้หน่งท่ให้ความเห็น



ก็มีความยาวเพียง ๘๕ - ๑๐๐ ฟุต และลูกเรือ ๒๖๕ คน ไปในทานองท่คล้ายกับนักวิชาการชาวตะวันตก โดยมองว่า





เท่านั้น และในปี ค.ศ.๑๕๒๑ เฟอร์ดินันด์ แมคแจลลัน กองเรอของเจงเหอไม่น่าจะมจดประสงค์เพยงแค่การ


(Ferdinand Magallan) นักเดินเรือชาวโปรตุเกส เดินเรือ ติดต่อตามระบบบรรณาการเท่าน้น แต่น่าจะมีเป้าหมาย

มาถึงทะเลจีนใต้ ด้วยการเดินเรือมาทางตะวันตกเป็น ด้านการล่าอาณานิคมอยู่ด้วย เพียงแต่ว่าการล่าอาณานิคม
นาวิกศาสตร์ 44
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓



แบบค่อย ๆ แทรกซึมมากกว่าท่จะเป็นการรุกรานโดยตรง ครบรอบแต่งงาน ๒๕ ปีที่ประเทศจีน เมนซีส์ได้รับการ




ตามท่นักวิชาการชาวตะวันตกเสนอ โดยธิดาฯ ได้ให้ บอกเล่าเร่องราวของกองเรือขนาดใหญ่ ท่นาพาเจ้า
สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่ง ความว่า ผู้ครองนครจากดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลกมาร่วมในงาน
“การค้าของจีนแต่เดิมเป็นการค้าในระบบบรรณาการ เฉลิมฉลองการสถาปนาพระราชวังต้องห้าม ในวันปีใหม่




ในระบบนี้จีนจะจัดความสัมพันธ์กับรัฐต่าง ๆ ตามล�าดับ เม่อปี ค.ศ. ๑๔๒๑ และน่นทาให้เขาฉุกคิดข้นมาได้ว่า



ว่าใครช้นสอง ช้นสาม แล้วของตอบแทนท่จักรพรรด ิ เหตุใดจึงมีเหตุการณ์เช่นน้เกิดข้น หากว่าไม่ได้มีการ



มอบให้ทูตจะต้องมีมูลค่ามากกว่าของท่พวกทูตเอาไปถวาย ติดต่อสื่อสารกับนานาประเทศมาก่อน
นักประวัติศาสตร์เคยคิดว่า ระบบบรรณาการ ก่อนท่หนังสือจะตีพิมพ์ เมนซีส์ได้มีโอกาส










เป็นการค้าอย่างเดียวที่จีนท�ากับคนอื่น ดังนั้น สมัยก่อน เหนแผนทซงจาลองพนทในแถบทะเลแคริบเบยน และ



เรามักจะเหมารวมว่า การมาของเจ้งเหอเป็นการทวง หมู่เกาะต่าง ๆ นอกชายฝั่งอเมริกา ซ่งถูกตีพิมพ์ก่อนหน้า

เคร่องบรรณาการ ลาพังการทวงบรรณาการมันสอดคล้อง ท่โคลัมบัสจะออกเดินทางสารวจโลก ๗๐ ปี การท่ได้เห็น











กันหรือเปล่ากับการส่งกองเรือนับร้อยลา คนไม่รู้ก่หม่น เปอร์โตริโก และกัวลาลูปน้นทาให้เมนซีส์เช่อว่าผู้ท่มา

อาหารไม่รู้เท่าไหร่ สัตว์สองเท้า สี่เท้า ช่างฝีมือมากมาย ถึงก่อนโคลัมบัสก็คือพวกโปรตุเกส ซ่งมีการส่งเรือ









เกินกว่าท่จะต้องใช้ในเรือด้วยซา เหล่าน้ทาให้เราเห็นได้ว่า ออกไปค้นหาเกาะซ่งปรากฏอย่ในแผนภูมแม่บทของ

เร่องน้ไม่ใช่ท้งระบบบรรณาการแบบเดิม และไม่ใช่ โลก ในเวลาต่อมาไม่เพียงโปรตุเกสท่ยืนยันว่าแผนภูม ิ




การค้าขาย น่ไม่ใช่กองเรือธรรมดา ไม่ใช่กองเรือท่ไปรบ แม่บทฉบับน้มีหลักฐานเช่อมโยงไปถึงชาวจีนเท่านั้น



หรือไปรุกรานใคร แต่มันเป็นการส่งชุมชนไปลอยเรือ แต่ชาวยุโรปพวกแรกท่ไปอเมริกาก็พบว่ามีชาวจีน

เพื่อไปตั้งถิ่นฐาน อยู่ที่นั่นแล้วถึง ๓๘ คณะไม่ว่าจะเป็นคณะของวาสเควซ
การเดินทางของเจ้งเหอเป็นการแผ่จักรวรรดินิยม โคโรนาโด เฟเรลโล, เมเจอร์ เพาเวอร์ส, เปโดร เมเนนเดซ


แบบเอเชีย ก่อนหน้าจักรวรรดินิยมของตะวันตก ท่ว่าเป็น หรือ อวิลเลส เวอร์ราซาโน




จกรวรรดนยมแบบตะวนออก เพราะจนจะไม่รกราน หลังจากหนังสือเล่มน้ตีพิมพ์ออกมา เร่องราวการ




ใครตรง ๆ เราดตวอย่างได้จาก การแผ่ขยายอานาจ เดินทางของโคลัมบัส นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ก็มีอันเป็น



ของจีนในเวียดนาม จะเริ่มต้นด้วยการส่งคนมาตั้งชุมชน ข้อสงสัย และกลายเป็นท่ถกเถียงถึงประวัติศาสตร์ท่อาจ


มาค้าขาย ค่อย ๆ มา เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าการเดินเรือ ผิดเพ้ยนไป เพราะเมนซีส์ไม่เพียงช้ชัดลงไปว่านายพล


ของเจงเหอคออะไร นคอการขยายอาณานคมแบบ เจ้งเหอ และกองเรือของเขาซ่งบรรทุกส่งของมีค่าตาม










ตะวันออก” พระราชโองการของจักรพรรดิจูตี้ แห่งราชวงศ์หมิง เมื่อ

เม่อนักประพันธ์ช่อดัง แกวิน เมนซีส์ ได้แต่งหนังสือ ราวต้นคริสต์ศตวรรษท่ ๑๕ เป็นผู้ค้นพบทวีปน้ก่อน



ชื่อ ๑๔๒๑ : The Year China Discovered the World เท่าน้น แต่ยังเป็นผู้รวบรวมอเมริกาให้เป็นเมืองข้นของ



ข้น โดยมีการอ้างอิงทฤษฎีว่า นายพลเรือผู้กล้าหาญ จีนก่อนที่โคลัมบัสจะมาถึงด้วย




ชาวจีนผู้น้ได้ล่องเรือสาเภาไม้ขนาดใหญ่ท่สุดเท่าท่เคย เจิ้งเหอในประเทศไทย



มีมาในโลก เดินทางมาถึงอเมริกาก่อนหน้าคริสโตเฟอร์ ในประเทศไทย เจ้งเหอเป็นท่รู้จักกันในช่อ

โคลัมบัส จะค้นพบถึง ๗๑ ปี “เจ้าพ่อซาปอกง” (จีนเรียกว่าซานเป่ากง) วัดซาปอกง



แกวิน เมนซีส์ ไม่ได้ตั้งใจที่จะลบล้างประวัติศาสตร์ หรือช่อทางการว่า “วัดพนัญเชิงวรวิหาร” ต้งอยู่ท่จังหวัด

เก่ยวกับเจ้งเหอท่สืบทอดกันมายาวนาน แต่เขาเกิดไป พระนครศรีอยุธยา สาเหตุท่ชาวจีนมาเซ่นไหว้วิญญาณ








พบข้อมลบางอย่างเข้าโดยบังเอญขณะเดนทางไปฉลอง ซาปอกงท่วัดพนัญเชิงวรวิหาร และวัดกัลยาณมิตร

นาวิกศาสตร์ 45
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓






สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะความเข้าใจผิดก็ได้ เอเชีย หรือแอฟริกา พวกฝร่งตานาข้าวเหล่าน้น นอกจาก







เนองจากมเร่องเล่าว่า ชาวจนผ้นบถือพุทธศาสนา จะเข้ามายึดครองแผ่นดินของชาวตะวันออก หรือ


กลุ่มหน่งได้นมัสการหลวงพ่อโตท่วัดกัลยาณมิตร แล้ว แอฟริกาท่ด้อยกาลังกว่า รวมท้งตักตวงทรัพยากรกลับ



เกิดความเล่อมใส จึงได้เขียนหนังสือจีนไว้ท่หน้าวิหารว่า ประเทศไปสร้างความรารวย หรอเรยกว่าปล้นประเทศ










“ซาปอฮุดกง” ซ่งแปลว่าพระเจ้า ๓ พระองค์ คือ อย่างน่าละอายท่สุด สยามเราก็ไม่พ้นชะตากรรมเหล่าน้น
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ชาวจีนกลุ่มที่นับถือ แม้ว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ของสยามจะประคอง




ซาปอกง อ่านเห็นเป็น “ซาปอกง” จึงคิดว่าเป็นสถานท ่ ี บ้านเมืองฝ่าคล่นฝืนลมจากฝร่งตัวร้ายได้อย่างยาก


เซ่นไหว้วิญญาณของซาปอกง และได้มาเซ่นไหว้ซาปอกง ลาบาก แต่เรากจาเป็นต้องสญเสยดนแดนให้ฝรง








เร่อยมา ดังน้นประชาชนท่นับถือศาสนาพุทธจึงได้เรียก ตาน�้าข้าวไป เพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ดังนั้นผู้อ่าน




หลวงพ่อโตท่วัดพนัญเชิงวรวิหาร และวัดกัลยาณมิตรว่า กโปรดพจารณาดวาการดาเนนการของจนกบฝรงตานาขาว















ซาปอกงสืบต่อมา นอกจากน้นยังมีนักประวัติศาสตร์ อย่างไหนจะเลวร้ายกว่ากัน

บางท่านสันนิษฐานว่า เจ้งเหอได้เปล่ยนศาสนามานับถือ

ศาสนาพุทธ อ้างอิง

ทว่าการท่เจ้งเหอทาฮัจญ์ และมีสุสานแบบมุสลิม ๑. https://th.wikipedia.org/wiki/เจิ้งเหอ




แสดงว่าเจ้งเหอเป็นมุสลิมจนถึงแก่กรรม แม้ว่าเจ้งเหอ ๒. เหตุเกิดในราชวงศ์หมิง, สืบแสง พรหมบุญ, กรุงเทพฯ :

จะไม่มีลูก เพราะถูกตอนเป็นขันทีต้งแต่เด็ก หากแต่ ชวนอ่าน, ๒๕๕๓











หม่าเหวนหมงพชายได้ยกลกชายหญงให้กบเจงเหอ ๓.พาชิมอาหารอร่อย ตามรอยตานานเก่า เล่าเร่อง

ทายาทของเจ้งเหอบางส่วนอาศัยอยู่ในประเทศไทย จีนในไทย, นายทองพับ; กรุงเทพฯ : ๒๕๕๕
ใช้นามสกุล วงศ์ลือเกียรติ อันเป็นนามสกุลท่เจ้าแก้ว

นวรัฐ เจ้าเชียงใหม่ ได้ประทานให้ เจิ้งชงหลิ่ง ผู้ซึ่งได้รับ

พระราชทานบรรดาศักด์เป็น “ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ”

จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ ๖
เจ้งชงหล่งอพยพเข้าเมืองไทยในปีพ.ศ.๒๔๔๘ คนใน


ตระกูลวงศ์ลือเกียรติเป็นมุสลิม

แนวความคิดของนักวิชาการผู้วิจารณ์เจ้งเหอ


กล่าวว่า การเดินทางของเจ้งเหอ เหมือนกับการต้งรกราก

และการทวงบรรณาการต่าง ๆ ซ่งเป็นการล่าอาณานิคม
ของชาวตะวันตก ซ่งน่นก็คือมุมมองหน่ง แต่ในความเห็น



ของผู้เขียนแล้ว จริงอยู่ จีนซึ่งนับว่าเป็นชาติตะวันออก

และกระทาการท่นักวิชาการเรียกว่า การล่าอาณานิคม

แต่ไม่ควรลืมว่า การดาเนินการของจีนบางคร้งเรียกว่า


การส่งเครื่องราชบรรณาการ หรือ จิ้มก้อง หรือ เจิง กุง
ซ่งจีนจะให้รางวัล หรือของตอบแทนแก่ผู้ยอมจีน และ

จีนก็ไม่ได้ส่งคนมาปกครองอย่างจริงจัง แตกต่างกับฝรั่ง


ตานาข้าวชาติตะวันตก ซ่งล่าอาณานิคมไม่ว่าจะเป็น

นาวิกศาสตร์ 46
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


ฉากการรบสมมุติ









กรณีแย่งชิงหมู่เกาะ








สแปรตลีย์ (ตอนจบ)










พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก










เคยกลาวไวแลวฉากการรบ หรอสถานการณรบสมมตน ี ้ the Coming War with China เป็นการสร้างเร่องสมมุต ิ

ผู้เขียนได้ใช้ข้อมูลจาก www.future.fandom.com ในปี ค.ศ.๒๐๑๕ - ค.ศ.๒๐๑๖ แม้ว่าจะเป็น “นิยายการรบ”

ซ่งเป็นเว็บไซต์เก่ยวกับการประเมินอนาคตเร่องต่าง ๆ ในอดีตท่ผ่านมาประมาณ ๕ ปีแล้ว แต่ยังคาดว่าคง



โดยนาบทความเร่อง Scenario : South China Sea War จะเกิดประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้าง อย่างน้อยอาจจะ



มานาเสนอเล่าสู่กัน บทความน้ผู้ประพันธ์ในปี ค.ศ.๒๐๑๔ เพลิดเพลิน และพอวาดภาพออกว่าหากมีการรบใน

ใช้พื้นฐานจากนิยายเรื่อง Dragon Strike : A Novel of ทะเลจีนใต้จริงสถานการณ์น่าจะเป็นเช่นไร




















รูปท่ ๑ ทะเลจีนใต้



นาวิกศาสตร์ 47
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓






สถานการณ์ทั่วไป ท่ประจาอยู่บนฐาน ซ่งเป็นเรือยกพลข้นบกขนาดใหญ่

เพ่อเป็นพ้นฐานในการนาท่านผู้อ่านเข้าสู่สงคราม BRP Sierra Madre ปลดประจ�าการแล้วน�ามาเกยที่ตื้น


(Road to War) ใคร่ขอทบทวนเหตุการณ์สาคัญของปัญหา บริเวณสันดอน Scarborough Shoal ถูกเรือยามฝั่งจีน


การขัดแย้งอันเน่องมาจากการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะ ขัดขวางไม่สามารถส่งทางนาได้ ต้องใช้การส่งทางอากาศ






สแปรตลีย์ ซ่งต้งแต่สงครามโลกคร้งท่สองเป็นต้นมา แทน แต่อย่างไรก็ดีอีก ๒ สัปดาห์ต่อมา ใน ๒๙ มกราคม





กรณีพิพาทท่เกิดข้นของคู่กรณ หรือแม้กระท่งการส่ง เรือส่งกาลังขนาดเล็กของฟิลิปปินส์ก็สามารถหลบหลีก
ทหารเข้ายึดเกาะของแต่ละชาติยกเว้นในปี ค.ศ.๑๙๗๔ หน่วยเรือยามฝั่งของจีนเข้าไปจนถึงฐาน BRP. Sierra
และปี ค.ศ.๑๙๘๘ ท่มีการปะทะกันระหว่างจีนกับ นากาลังนาวิกโยธินชุดใหม่ ๙ นาย ไปเปล่ยนชุดเก่าได้




เวียดนามใต้ และจีนกับเวียดนามแล้ว ส่วนใหญ่จะค่อนข้าง ในการน้จีนกล่าวหากองทัพเรือสหรัฐอเมริกาว่าเข้า

ไม่รุนแรง มักจะเป็นการกล่าวหากันไปมาตามสิทธ ิ แทรกแซงให้การช่วยเหลือ โดยใช้เครื่องบินลาดตระเวน


ที่อ้าง จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.๒๐๐๙ เมื่อจีนประกาศอย่าง ทางทะเล P-8 “Poseidon” ตราทางให้ ผ้บญชาการ
เป็นทางการว่าจะไม่มีการประนีประนอมเร่องอธิปไตย ทัพเรือแปซิฟิก สหรัฐอเมริกาปฏิเสธ

เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ซ่งในปี ค.ศ.๒๐๑๐ รัฐมนตร ี

ต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า เสรีภาพการเดินเรือ
ในทะเลจีนใต้ เป็นผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐ


อเมริกา ความตึงเครียดได้เร่มข้น และโดยเฉพาะในปี ค.ศ.
๒๐๑๒ เมื่อจีนได้ประกาศเจตนารมณ์ว่า ทะเลจีนใต้เป็น
ผลประโยชน์หลักของจีน และจะไม่ต่อรองและอ่อนข้อใน
การใช้กาลังทหารเข้าปกป้องสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดน

ได้มีการเผชิญหน้าระหว่างหมู่เรือของจีนและฟิลิปปินส์


บ่อยคร้ง อันเน่องจากการเข้าไปคุ้มครองเรือประมงใน


พ้นท่ทับซ้อน และอีกสองปีต่อมาได้เกิดปัญหาระหว่าง

เวียดนามและจีน จากการท่จีนเข้าไปสร้างฐานขุดเจาะใกล้
บริเวณท่ทับซ้อน เกิดกรณีเรือท้งสองฝ่ายชนกันคร้งท่เป็น





ปัญหา คือ กรณีท่เรือประมงเวียดนามถูกเรือจีนเข้าชน




จนจม ประชาชนเวยดนามโกรธแคน มการจลาจลประทวง รูปที่ ๒ BRP. Sierra Madre
ต่อต้านจีน ซึ่งในปีนี้เอง ฟิลิปปินส์ได้น�าเรื่องขึ้นฟ้องศาล

กฎหมายทะเล องค์การสหประชาชาติกล่าวหาจีน เรื่อง ๒๘ เมษายน ค.ศ.๒๐๑๔ ประธานาธิบดโอบามา

การประกาศอาณาเขตทางทะเลไม่สอดคล้องกับกฎหมาย เยือนฟิลิปปินส์ เข้าพบประธานาธิบด อากีโน และได้ร่วม




ระหว่างประเทศว่าด้วยทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ และอื่น ๆ ลงนาม “ขอตกลงการปองกนรวม” (Enhanced Defense
Cooperation Agreement) ซึ่งมีสาระส�าคัญ คือ หาก
สถานการณ์เฉพาะ ฟิลิปปินส์ถูกโจมตีโดยชาติอ่น สหรัฐอเมริกาจะเข้าช่วย




เหตุการณ์ตึงเครียดท่นาไปสู่สงคราม เร่มใน ๙ ในเดือนพฤษภาคมต่อมากองทัพสหรัฐอเมริกา และ



มกราคม ค.ศ.๒๐๑๔ เม่อการส่งกาลังบารุงให้ทหาร ฟิลิปปินส์ได้เข้าร่วมการฝึกร่วมผสมประจาปี “Bailikatan”

นาวิกโยธิน (นย.) ๙ นาย ของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ โดยมีกองทัพออสเตรเลีย เข้าร่วมฝึกเป็นคร้งแรก ต่อมาใน

นาวิกศาสตร์ 48
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓


Click to View FlipBook Version