The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ว่าด้วยพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นาวิกศาสตร์, 2022-06-06 21:34:02

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ว่าด้วยพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ว่าด้วยพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

39











ทีกรมหลวงชุมพรฯทรงมุงมันพระทัยฝกหัดคนไทยเปนนายทหารเรือ ความมุงมันพระทัยนี้ท าให้
พระบาทสมเดจพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัวทรงมีพระราชด าริเห็นชอบ จึงโปรดเกล้าฯให้พระองค์


ด ารงต าแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษา ความมุงมันพระทัยท าให้พระองค์ทรงประสบความส าเร็จในการ



วางรากฐานกิจการทหารเรือของคนไทย เรื่องนี้ในหนังสือ อนุสรณ์พิธีเปดกระโจมไฟชุมพรเขตอุดม


ศักดิ์ มีรายละเอยดเพิ่มเติมจากพระนิพนธ์พระประวัตมาก โดยเล่าถึงวิธการปฏิรปการศึกษาของ



โรงเรียนนายเรือตั้งแตทรงริเริมเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษา, ทรงรับสังให้สร้างสิ่งอ านวยการ


ฝกหัดนักเรียนนายเรือ ตลอดจนถึงการท าหน้าทีฝกหัดตาง ๆ แก่นักเรียนนายเรือด้วยพระองค์เอง




ทั้งก่อนและภายหลังการเปดโรงเรียนนายเรือ

ี่





กลุมทีสองคอ พระกรณยกิจหลังจากทรงออกจากราชการ ซึงมิได้เกยวข้องกับ


การพัฒนาปรับปรงการศึกษาของโรงเรียนนายเรือ แตมุงยังการสร้างเกยรตยศชือเสียงแก่




กองทัพเรือแทน พระนิพนธ์พระประวัตเล่าเรื่องราวในช่วงหลังการออกจากราชการและการกลับ

เข้ารับราชการใหม่เพียงเล็กน้อย โดยเน้นเพียงเรื่องการซื้อเรือหลวงพระร่วง ขณะทีพระประวัตใน


หนังสือ อนุสรณ์พิธีเปดกระโจมไฟชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้อธบายเหตุทีทรงออกจากราชการใหม่





และเพิ่มเตมเรื่องราวพระชนม์ชีพช่วงออกจากราชการ เพือแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงมีพระทัย
อุทิศพระองค์เพือประโยชน์ต่อชาตบ้านเมือง



พระประวัตเล่าว่า พระองค์ทรงออกจากราชการเนืองจากเรือตรี กรด บุนนาคดม


ื่


สุราเมาและพูดจาข่มขู่ราชการหากตนไม่ได้รับเงินพิเศษเพิ่ม เมือเรื่องทราบถึงพระบาทสมเดจพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัว พระองค์ก็ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า กรมหลวงชุมพรฯทรงอบรมสังสอน






นักเรียนทหารเรือไม่ดและก าเริบเปนพวกบอลเชวิคซึงเปนศัตรกับเจ้านาย จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรม

หลวงชุมพรฯทรงออกจากราชการ หลังจากทรงออกจากราชการแล้ว พระองค์ก็ทรงประกอบอาชีพ

เปนหมอยาแผนไทยรักษาผู้คนโดยไม่คดคารักษาจนมีชือเสียงไปทัวทั้งเมือง เมือทรงทราบว่า










สยามจะเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที 1 พระองค์ก็เสดจมาตรวจปนใหญทีป้อมพระจุลจอมเกล้าและ


ทรงมีรับสังให้ซ่อมแซมจนสามารถใช้การได้ และเมือถึงวันทีสยามประกาศสงครามและเกิดความ


วุ่นวายทีกระทรวงทหารเรือ พระองค์ก็เสด็จไปช่วยเหลือการจับกุมเรือสินค้าเยอรมันทีทอดสมอใน


แม่น ้าเจ้าพระยา โดยพระประวัตน าเสนอความพยายามของกองประวัตศาสตร์ทหารเรือในการ

ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้

กองประวัตศาสตร์ทหารเรือน าเสนอเรื่องการจับกุมเรือสินค้าเยอรมัน หรือ “การ

จับเรือเชลย” ตามทีพระประวัตส่วนใหญเรียก โดยเล่าถึงความร้ความเข้าใจเรื่องนี้จ านวนสอง




กระแส กระแสหนึ่งมีต้นเรื่องมาจากจดหมายเล่าพระประวัตบางส่วนของนาวาตรี หลวงรักษาราช

40




ทรัพย์ (รักษ์ เอกะวิภาต) จดหมายเล่าเรื่องนี้ว่า กรมหลวงชุมพรฯทรงเสด็จมายังกระทรวงทหารเรือ

และได้รับมอบหมายอ านาจจากเสนาบดกระทรวงทหารเรือให้ด าเนินการจับกุมเรือสินค้าเยอรมัน

พระองค์ทรงด าเนินการเลือกสรรทหารเรือในปฏิบัตการและก ากับจับกุมด้วยพระองค์เอง โดยทรง



ประทับและสังการบนเรือยนต์ หลวงรักษาราชทรัพย์ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ในฐานะท่านเปนผู้อยูใน
เหตุการณ์นี้ด้วยตนเองและซื้อน ้าโซดาถวายพระองค์ด้วย

อกกระแสหนึ่งมีต้นเรื่องมาจากเกร็ดพระประวัตจากความทรงจ าของพลเรือตรี

พระยาหาญกลางสมุทร (บุญมี พันธุมนาวิน) เกร็ดพระประวัตินี้เล่าว่า การจับกุมเรือสินค้าเยอรมัน



ครั้งนั้นเปนผลงานของพระยาหาญกลางสมุทร โดยท่านเปนผู้บังคับบัญชาปฏิบัตการจับกุมตาม

ค าสังลับของเสนาบดกระทรวงทหารเรือ ผลงานการจับเรือสินค้าครั้งนี้ท าให้พระยาหาญกลาง


สมุทรน าความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเดจพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัวโปรดเกล้าฯให้กรมหลวง


ชุมพรฯกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง


กองประวัตศาสตร์ทหารเรือได้น าเสนอเรื่องนี้ทั้งสองกระแส แต่ให้น ้าหนักเชือถอ



เรื่องของพระยาหาญกลางสมุทรมากกว่า เนืองจากมีเอกสารค าสังกระทรวงทหารเรือแตงตั้งให้


พระยาหาญกลางสมุทรเปนผู้บัญชาการจับเรือสินค้า และพลเรือเอก หม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร
พระโอรสของกรมหลวงชุมพรฯ ได้เล่าความทรงจ าของหม่อมช้อย หม่อมของกรมหลวงชุมพรฯและ


เปนมารดาของหม่อมเจ้าครรชิตพล ยืนยันว่า กรมหลวงชุมพรฯทรงประทับอยูทีวังในวันประกาศ

สงคราม ด้วยหลักฐานเอกสารราชการและความทรงจ าของสมาชิกในครอบครัวของพระองค์ ท า
1



ให้กองประวัตศาสตร์อธบายเรื่องของหลวงรักษาราชทรัพย์ว่า อาจเปนความเข้าใจผิดของท่านเอง


เนืองจากหลวงรักษาราชทรัพย์ได้เห็นพระองค์เสดจมารายงานพระองค์ทีกระทรวงทหารเรือ และ

ท่านเชือมันต่อพระปรีชาสามารถของพระองค์


หลังจากเรื่องพระชนม์ชีพช่วงออกจากราชการแล้ว พระประวัตฉบับนี้ได้


น าเสนอรายละเอียดเรื่องการซื้อเรือหลวงพระร่วง โดยอธบายถึงความส าคัญของเรือหลวงพระร่วง


ในฐานะเกยรตยศของพระมหากษัตริย์และสิ่งแสดงความจงรักภักดีของราษฎรตอพระองค์, การตั้ง




ราชนาวีสมาคม, การด าเนินการเรี่ยไรทรัพย์ ตลอดจนคุณสมบัตของเรือรบทจัดซื้อมาเปนเรือหลวง



พระร่วง เพือแสดงให้เห็นถึงความส าเร็จของกรมหลวงชุมพรฯในการสร้างเกยรตยศแก่กองทัพเรือไทย





เนืองด้วยทรงเลือกสรรเรือรบทีทันสมัยทีสุด ณ เวลานั้นเท่าทีทรงสามารถจัดซื้อได้มาเปนก าลังรบ

แก่กองทัพเรือไทยและเปนเกยรติยศตอชาต ิ




1 แหล่งเดิม. หน้า 58.

41





นอกเหนือจากเรื่องราวพระชนม์ชีพและพระกรณยกิจของกรมหลวงชุมพรฯแล้ว


พระประวัติฉบับนี้ยังเปนพระประวัติฉบับแรกทีน าเอาเรื่องอิทธปาฏิหาริย์เหนือจริงเข้าเปนส่วนหนึ่ง



ในพระประวัติ คอ เรื่องพระจริยวัตรเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์ เรื่องนี้มีต้นเรื่องมาจากจดหมายเล่า
พระประวัตบางส่วนของหลวงรักษาราชทรัพย์ แม้หลวงรักษาราชทรัพย์จะได้อธบายในเรื่องของ












ทานแล้ววา ทานฟงเรองน้มาจากพลเรอตร พระยาก าแหงณรงค์ฤทธ์ (ห้อง หังสนาวน) และไม่มี

1

พยานหลักฐานอนยืนยันข้อเท็จจริงนี้ แตด้วยเหตุทีกองประวัตศาสตร์ทหารเรือน าเรื่องนี้เปนส่วน






หนึ่งในข้อเท็จจริงเรื่องพระจริยวัตรของพระองค์และพระประวัตฉบับนี้ผ่านการตรวจสอบโดย
2
บุคคล 4 คน ได้แก่ 1. พลเรือเอก หม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร พระโอรสของกรมหลวงชุมพรฯ
2. หม่อมเจ้าหญง พูนพิศมัย พระธดาของสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพและทรงมีชือเสียง



จากพระนิพนธ์ด้านพุทธศาสนาและประวัตศาสตร์ 3. พลเรือตรี ทองรอด เมฆสุภะ อดตผู้ท าการ




แทนหัวหน้ากองประวัตศาสตร์ทหารเรือช่วงทศวรรษ 2480 และ 4. นาวาเอก หนู แจ่มผล อดต



หัวหน้ากองประวัตศาสตร์ทหารเรือเมือ พ.ศ. 2502-2503 ด้วยคุณสมบัตของบุคคลข้ามต้นสาม





ท่านเปนบุคคลทีมีความร้ทางด้านประวัตศาสตร์และอีกหนึ่งท่านเปนสมาชิกในครอบครัวของกรม


หลวงชุมพรฯ รวมถึงพระประวัตฉบับนี้ผลิตโดยกองทัพเรืออันเปนองค์กรทีพระองค์ทรงงาน จึงท าให้


เรื่องราวของหลวงรักษาราชทรัพย์ได้รับการรับรองความถูกต้องเชือถอในฐานะข้อเท็จจริงหนึ่ง

เกยวกับกรมหลวงชุมพรฯและได้รับการผลิตซ ้าในพระประวัติฉบับอน ๆ จวบจนปจจุบัน
ี่




พระประวัตในหนังสือ อนุสรณ์พิธีเปดกระโจมไฟชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จบลงด้วย


เรื่องราวการสิ้นพระชนม์ของกรมหลวงชุมพรฯ ซึงเล่าเรื่องตามพระนิพนธ์พระประวัตและให้


รายละเอียดเพิ่มเติมเล็กน้อยว่า กองทัพเรือได้จัดเรือหลวงเจนทะเลเปนพาหนะให้ทรงประทับเสด็จ

และกรมแพทย์ทหารเรือได้จัดแพทย์ประจ าพระองค์ถวายการดูแลรักษาพระองค์ในระหว่างการเสดจ


ลาพักราชการครั้งนั้นด้วย แตการสิ้นพระชนม์ก็เปนเหตุสุดวิสัยทีมิอาจป้องกันหรือแก้ไขได้





ท้ายทสุด พระประวัตก็ให้คุณคาตอพระองค์ในฐานะปูชนียบุคคลทีท าให้กองทัพเรือมีความเจริญ








ก้าวหน้าเปนทียอมรับในสายตาของนานาชาตในปจจุบัน เหล่าทหารเรือตางระลึกถึงพระองค์อยูเสมอ
ผ่านบทเพลงทหารเรือทีพระองค์ทรงนิพนธ์ และน ามาซึ่งการสร้างอนุสรณ์สถานกระโจมไฟแห่งนี้

ด้วยพระประวัตฉบับนี้เปนพระประวัตตลอดพระชนม์ชีพฉบับทางการฉบับที ่




สองและได้เรียบเรียงเรื่องราวด้วยวิธการทางประวัตศาสตร์ทั้งการใช้หลักฐานและความพยายาม


ี่
ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกยวกับพระองค์ รวมทั้งการเล่าเรื่องราวพระประวัติได้แสดงคุณค่าพระเกยรต ิ

1 แหล่งเดิม. หน้า 74.
2 แหล่งเดิม. หน้าค าของพระประวัติ

42









คุณตอกองทัพเรือ พระประวัตฉบับนี้จึงได้รับความเชือถอถึงความถูกต้องแม่นย าและเปนแม่บท

การเล่าพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯโดยกองทัพเรือตลอดช่วงทศวรรษ 2500-2520 ทั้งในแง่






เนื้อหาและวิธการเล่าพระประวัต รวมถึงได้รับการอ้างองในพระประวัตโดยบุคคลอนภายนอกใน
ช่วงเวลาเดียวกันด้วย ท าให้กระแสความร้ความเข้าใจต่อกรมหลวงชุมพรฯส่วนหนึ่งในฐานะปูชนีย




บุคคลด้านกิจการทหารเรือเปนทีแพร่หลายทัวไปในสังคมจวบจนปจจุบัน



2.1.5 (พ.ศ. 2527) หนงสือ พระประวัติและพระกรณียกิจในสมัยรชกาลที่ 5
ของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชมพรเขตอุดมศักดิ์ รวบรวมจากเอกสาร

ราชการ
งานเขียนนี้เปนหนังสือเล่าพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯเฉพาะช่วงพระ






ประสูตจนถึงการออกจากราชการใน พ.ศ. 2453 โดยมุงเล่าเรื่องพระกรณยกิจตาง ๆ ของพระองค์



ทีทรงมีตอกิจการทหารเรือ แม้จะมิใช่พระประวัตตลอดพระชนม์ชีพฉบับทางการโดยตรง แต ่
เรื่องราวพระประวัตฉบับนี้ได้เปลี่ยนแปลงเรื่องราวแม่บทบางส่วนและวิธการเล่าเรื่องพระประวัติใน



ช่วงเวลาตอมา ผู้เขียนพระประวัตคอ พลเรือเอก ประพัฒน์ จันทวิรัช อดตผู้บัญชาการทหารเรือ





พ.ศ. 2526-2527 ท่านเขียนงานเขียนนี้เพือ “บ าเพ็ญวิทยาทาน...เปนอนุสรณ์แห่งชีวิตการ
1
ท างาน” รวมทั้งเปนการแสดงความกตัญญูต่อกรมหลวงชุมพรฯส่วนตัวของท่านเองด้วย


พลเรือเอก ประพัฒน์ใช้วิธการทางประวัตศาสตร์อย่างเคร่งครัดในการเขียนพระ

ประวัตฉบับนี้ โดยใช้หลักฐานเอกสารตาง ๆ อ้างอิงและยืนยันข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่องราวพระชนม์



ชีพของพระองค์ หลักฐานทีพลเรือเอก ประพัฒน์น ามาใช้ ได้แก่ เอกสารจดหมายเหตุราชการตาง ๆ



ตั้งแตรัชกาลที 5 จนถึงรัชกาลที 6 ทีส านักหอจดหมายเหตุแห่งชาตเก็บรักษาไว้, ราชกิจจา



นุเบกษา, เอกสารราชการของกองทัพเรือสมัยทีเปนกรมทหารเรือและกระทรวงทหารเรือ รวมถึง



หนังสือตาง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การทีพลเรือเอก ประพัฒน์ใช้หลักฐานจ านวนมากที ่

ี่

ร่วมสมัยพระชนม์ชีพของกรมหลวงชุมพรฯและเกยวข้องกับองค์กรทีพระองค์ทรงงานท าให้งาน

เขียนพระประวัตฉบับนี้มีความน่าเชือถอในทางประวัติศาสตร์และได้รับการอ้างอิงในงานเขียนพระ


ประวัติในสมัยหลังจวบจนปจจุบัน


พระประวัตเล่าเรื่องราวพระชนม์ชีพใช้โครงเรื่องแม่บทก ากับการเล่าเรื่องตั้งแต ่
พระประสูตจนถึงการออกจากราชการใน พ.ศ. 2453 โดยเล่าเรื่องตามล าดับเรื่องในโครงเรื่อง



แม่บท ได้แก่ พระประสูต, การศึกษาของพระองค์, การรับราชการ, การปฏิรปการศึกษาของ


1 พลเรือเอก ประพัฒน์ จันทวิรัช. (2527). พระประวัติและพระกรณยกิจในสมัยรัชกาลที่ 5 ของพลเรอ

เอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รวบรวมจากเอกสารราชการ. หน้าค าปรารภ.

43









โรงเรียนนายเรือ และการออกจากราชการ แตพระประวัตฉบับนี้ได้เพิ่มเรื่องราวพระกรณยกิจอน
ของพระองค์นอกเหนือจากการปฏิรปการศึกษา เพือแสดงให้เห็นว่า บทบาทของกรมหลวงชุมพรฯ





ทีทรงมีตอกิจการทหารเรือในทุกด้านมากกว่าแคเพียงการศึกษาของโรงเรียนนายเรือ และแสดงถึง

ความวิริยะอุตสาหะของพระองค์ทีทรงพยายามฝาฟนอุปสรรคให้กิจการทหารเรือของคนไทย



สามารถตั้งขึ้นได้ส าเร็จ เนืองจากเจ้านายเชื้อพระวงศ์พระองค์อนไม่สามารถใส่ใจกิจการทหารเรือ


ได้อย่างจริงจัง
พลเรือเอก ประพัฒน์ได้อธบายภาพรวมปญหาของกิจการทหารเรือช่วงแรกที ่


กรมหลวงชุมพรฯทรงรับราชการไว้ว่า หน่วยงานต่าง ๆ เพียงมีความรับผิดชอบขึ้นตรงต่อกรมทหาร




เรือ แตมิได้จัดเปนส่วนราชการ อกทั้งเจ้านายเชื้อพระวงศ์ทีด ารงต าแหน่งระดับสูงทางทหารตาง

ปฏิบัตหน้าทีในกรมทหารเรือได้ไม่เตมที เนืองจากด ารงต าแหน่งทั้งในกระทรวงกลาโหมและกรม






ทหารเรือ รวมถึงเจ้านายบางพระองค์มีปญหาเรื่องสุขภาพ ท าให้กรมหลวงชุมพรฯต้องทรงรับภาระ
งานบริหารราชการกรมทหารเรือแทนบ่อยครั้ง ตัวอย่างหนึ่งเช่น เรื่องทรงรักษาการแทนเสนาบด ี

กระทรวงกลาโหม พลเรือเอกประพัฒน์ได้อ้างองเรื่องนี้จากลายพระหัตถ์กราบบังคมทูลลา
1

121/2412 เมือวันที 9 สิงหาคม ร.ศ. 119 (พ.ศ. 2443)


เรื่องเล่าว่า ช่วงแรกเมือทรงรับราชการในกรมทหารเรือ กรมหลวงชุมพรฯทรง
จ าเปนต้องปฏิบัตหน้าทีบังคับบัญชากรมทหารเรือแทนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์




ศลปาคม ผู้บัญชาการทหารเรือ ณ ขณะนั้น เนืองจากกรมหลวงประจักษ์ฯเสดจไปตรวจราชการ



ทหารเรือ ณ จังหวัดชายทะเลฝงตะวันออกอย่างเร่งดวน และทรงรับสังให้กรมหลวงชุมพรฯดูแล





ราชการกรมทหารเรือแทนพระองค์ พระบาทสมเดจพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัวไม่ทรงเห็นพ้องกับ




กรมหลวงประจักษ์ฯ เพราะทรงเห็นว่า กรมหลวงชุมพรฯยังทรง “เปนเดกพึงมาใหม่ จะเข้าไปเปน
2
หนังน่าไฟอยู” แตพระองค์ทรงได้รับลายพระหัตถ์แจ้งเรื่องลาไปตรวจราชการหลังจากกรมหลวง


ประจักษ์เสด็จออกไปแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงแก้ไขสถานการณ์ โดย

ให้พระศรีณรงค์วิไชย ราชปลัดทูลฉลองกระทรวงกลาโหม ท าหน้าทีถวายค าปรึกษาแดกรมหลวง

ชุมพรฯและรับผิดชอบราชการ ณ ช่วงเวลานั้น

นอกจากปญหาเรื่องการจัดระเบียบส่วนราชการของกรมทหารเรือและการที ่


เจ้านายผู้ใหญทีด ารงต าแหน่งระดับสูงของกรมทหารเรือไม่สามารถปฏิบัตหน้าทีราชการได้เตมทีแล้ว





พลเรือเอก ประพัฒน์ยังได้อธบายถึงปญหาภายในอน ๆ ทีท าให้การจัดการกิจการทหารเรือด าเนิน





1 แหล่งเดิม. หน้า 71-72.
2 แหล่งเดิม. หน้า 72.

44





ไปได้อย่างล าบาก เช่น ความไม่เปนระเบียบของการเบิกจ่ายงบประมาณของกรมทหารเรือ และ





ความขัดแย้งระหว่างข้าราชการผู้ใหญกลุมหัวใหม่กับกลุมหัวเก่า เปนต้น จนกระทังสมเด็จพระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงด ารงต าแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือและจัดการ
ระเบียบราชการ ปญหาภายในจึงลดน้อยลงไป


อย่างไรก็ตาม แม้พระประวัตฉบับนี้มีเรื่องราวใหม่จ านวนมากทีมิได้ปรากฏใน



แม่บทพระประวัตและพยายามน าเสนอข้อเท็จจริงเกยวกับอุปสรรคทีกรมหลวงชุมพรฯทรงต้อง
ี่
ประสบตลอดการรับราชการช่วงแรก ซึงท าให้ภาพกรมหลวงชุมพรฯในงานเขียนนี้ปรากฏใน





ลักษณะเจ้านายชั้นผู้น้อยทีพยายามสร้างกิจการทหารเรือให้เปนรปร่างท่ามกลางปญหาต่าง ๆ แต ่





เรื่องราวส าคัญทีได้รับการถ่ายทอดไปยังพระประวัตฉบับอนคอ เรื่องประสบการณ์การศึกษาของ
กรมหลวงชุมพรฯทีประเทศอังกฤษ พลเรือเอก ประพัฒน์น าเสนอพระอัธยาศัยกับพระปรีชา




สามารถของพระองค์ในด้านการทหารเรือผ่านพระชนม์ชีพในช่วงทีทรงศึกษาอยูทีอังกฤษ

ขณะเดียวกัน ก็เน้นความส าคัญของวิชาทหารเรืออังกฤษด้วยการอธบายความยากล าบากในการ
ฝากพระองค์เข้าเรียนในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ
พระประวัติเล่าว่า เมือกรมหลวงชุมพรฯทรงศึกษาอยูทีประเทศอังกฤษ พระองค์





ทรงศึกษาในโรงเรียนกวดวิชาทหารเรือของมิสเตอร์ลิตเติลจอห์น (W.T. Littlejohn) ซึงเปนครใหญ ่



ทีมีความเข้มงวดมากและโมโหร้าย โดยทรงมีผลการเรียนในระดับดและได้รับการยอมรับจาก
มิสเตอร์ลิตเติลจอห์น กระนั้น การฝากกรมหลวงชุมพรฯเข้าเรียนในโรงเรียนนายเรืออังกฤษประสบ

อุปสรรค เนืองจากโรงเรียนนายเรืออังกฤษ (HMS Britannia) หวงแหงความร้ทางทหารเรือของตน
1

และไม่ยินยอมให้ชาวตางชาตเข้าศึกษา ราชการไทยจึงพยายามเจรจาขอให้กระทรวงทหารเรือ



อังกฤษผ่อนผันข้อบังคับ กระทรวงทหารเรือจึงยินยอมให้กรมหลวงชุมพรฯสามารถเข้ารับการฝกหัด

บนเรือรบของราชนาวีอังกฤษได้ โดยมีเงือนไขว่า พระองค์ต้องทรงมีพระชนมายุ 16 ปเท่ากับนักเรียน

นายเรืออังกฤษทีส าเร็จการฝกทีโรงเรียนนายเรือ และทรงได้รับการแต่งตั้งเปนนักเรียนนายเรือไทยแล้ว





ราชการไทยจึงด าเนินการดังกล่าวอ้างองมาตรฐานการเข้าศึกษาในโรงเรียน


นายเรืออังกฤษ โดยแตงตั้งให้กรมหลวงชุมพรฯทรงเปนนักเรียนนายเรือไทยและรับการฝกหัดบนเรือ

พระทีนังมหาจักรีเมือพระองค์เสดจมาร่วมขบวนเสดจประพาสยุโรปของพระบาทสมเดจพระ







1 โรงเรียนนายเรืออังกฤษก่อตั้งขึ้นโดยใช้เรือรบหลวงชือ “บริตันเนีย” เปนเรือรบแบบใช้ใบสามเสา




จอดทอดสมอทีปากแม่น ้าดาร์ต และเมือเรือทรดโทรมลง ก็จะน าเรือใหม่มาทอดสมอเปนโรงเรียนนายเรือหลัง







ใหม่ เปนประเพณทีกระท าจนถึง พ.ศ. 2448 เมือมีการสร้างโรงเรียนนายเรือบริตันเนียเปนอาคารขึ้น โรงเรียน
นายเรือทเปนเรือรบก็ยุติบทบาทของตนไป




45








จุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัวใน พ.ศ. 2440 หลังจากทรงส าเร็จการฝกหัดบนเรือพระทีนังและผ่านการ

ทดสอบตามมาตรฐานของนักเรียนนายเรืออังกฤษ พระองค์ก็เสด็จขึ้นฝกหัดในฐานะนักเรียนท าการ
นายเรือ (Midshipman) บนเรือรบอังกฤษทีประจ าอยูในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทรงด าเนินพระชนม์ชีพ



ฝาฟนความยากล าบากจากความเข้มงวดของผู้บัญชาการเรือและการกลันแกล้งจากนายทหารเรือ



ในระหว่างทรงฝกหัดบนเรือรบอังกฤษ กองเรืออังกฤษในทะเลเมดเตอร์เรเนียน




ต้องท าการปราบปรามเหตุจลาจลบนเกาะครีตและเรือรบทีกรมหลวงชุมพรฯทรงฝกหัดอยูต้องร่วม


การปราบปรามครั้งนี้ ท าให้พระองค์ต้องทรงร่วมปราบจลาจล โดยทรงรับหน้าทีเปนผู้บังคับบัญชา


ทหารทียกพลขึ้นบกและทรงเล่าถึงพระชนม์ชีพอย่างล าบากบนเกาะครีตเปนเวลา 3 เดอนแก่พล

เรือตรี พระยาหาญกลางสมุทรว่า พระองค์ทรง “ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย หนาวก็หนาว ใน

สนามรบต้องนอนกับศพทีตายใหม่ ๆ และบางคราวซ ้ายังอดอาหาร ต้องจับหอยทากมาทอดเสวย



1

กับหัวหอม ศพทีถูกยิงทีท้องนับว่าเหม็นร้ายกาจ ถึงว่าจะเปนศพทีตายใหม่ ๆ ก็ตาม” หลังจาก




การปราบจลาจลบนเกาะครีตแล้ว กรมหลวงชุมพรฯก็เสด็จขึ้นฝกหัดบนเรือรบล าอน จนกระทังทรง



สอบไล่วิชาการเรือระดับเรือเอกส าเร็จและทรงศึกษาทีวิทยาลัยทหารเรือทีกรีนิชตอเปนเวลา 4 เดอน


จึงทรงส าเร็จการศึกษาวิชาทหารเรือทีประเทศอังกฤษ


เรื่องราวประสบการณ์ของกรมหลวงชุมพรฯในการศึกษาวิชาทหารเรือทีประเทศ
อังกฤษข้างต้นนี้ได้น าเสนอพระปรีชาสามารถของพระองค์ด้านกิจการทหารเรืออยู่ระดับมาตรฐาน
ของชาตตะวันตกทีเปนมหาอ านาจทางทะเลและพระอัธยาศัยอันมุ่งมันฝาฟนความเข้มงวดในการ






ฝกหัดนักเรียนนายเรือของอังกฤษ รวมถึงทรงมีประสบการณ์ในการรบจริง ท าให้พระองค์ทรงมี






ภาพลักษณ์ความเปนมนุษย์ทีผ่านประสบการณ์ฝกฝนจนมีความร้ความช านาญจริง รวมทั้งเปนสิ่ง


ยืนยันว่า ความร้ความทันสมัยทีกรมหลวงชุมพรฯทรงน ากลับมาสามารถสร้างความเจริญแก่
กองทัพเรือไทยเมือทรงปฏิรปการศึกษาของโรงเรียนนายเรือ




พระประวัตฉบับนี้จบลงด้วยการแสวงหาข้อเท็จจริงเรื่องเหตุทีกรมหลวงชุมพรฯ
ออกจากราชการทหารเรือ โดยสอบทานจากหลักฐานเรื่องเล่าความทรงจ าของบุคคลและหลักฐาน


เอกสารราชการตาง ๆ พลเรือเอก ประพัฒน์วิเคราะห์และได้ข้อสรปว่า พระองค์ทรงต้องออกจาก
ราชการด้วยเหตุรับเคราะห์จากนายทหารเรือทีใช้ค าพูดก าเริบตอพระบาทสมเดจพระมงกุฎเกล้า






เจ้าอยูหัว ท้ายทีสุด พระประวัตฉบับนี้ให้คุณคาความส าคัญตอกรมหลวงชุมพรฯในฐานะพระบิดา




ของทหารเรือไทย โดยพิจารณาถึงพระกรณยกิจทีจ าต้องทรงก่อร่างสร้างกองทัพเรือตั้งแตมิได้มี


1 พลเรือเอก ประพัฒน์ จันทวิรัช. (2527). พระประวัติและพระกรณยกิจในสมัยรัชกาลที่ 5 ของพลเรือเอก

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รวบรวมจากเอกสารราชการ. หน้า 31.

46










รากฐานใด ๆ ให้ขึ้นมาเปนรปเปนร่าง และต้องทรงฝกหัดผู้ทีจะปฏิบัตราชการในกิจการด้านนี้ทั้งใน




แง่ความร้ความสามารถและในแง่ส านึกทีผู้ปฏิบัตราชการนี้พึงมี รวมทั้งความใส่พระทัยทีทรงมีตอ



กองทัพเรือและทหารเรือจึงท าให้พระองค์ทรงเปนทีเคารพรักใคร่และสมควรได้รับการเชิดชูเปน

ปูชนียบุคคล

แม้เรื่องราวส่วนใหญในพระประวัติโดยพลเรือเอก ประพัฒน์จะมิได้รับการผลิตซ ้า




ในพระประวัตทีเขียนขึ้นภายหลัง แตด้วยวิธการน าเสนอพระประวัตด้วยวิธการทางประวัตศาสตร์



อย่างเคร่งครัดและการยืนยันข้อเท็จจริงเรื่องพระปรีชาสามารถของกรมหลวงชุมพรฯด้าน

การศึกษาวิชาการทหารเรือ ท าให้งานเขียนพระประวัตฉบับนี้เปลี่ยนแปลงแม่บทการเล่าเรื่องราว

การศึกษาของพระองค์ทีประเทศอังกฤษ และจะน าไปสูการเปลี่ยนแปลงการเล่าพระประวัตฉบับ



ี่



ทางการในช่วงเวลาตอมาทีจะเริมตรวจสอบข้อเท็จจริงเกยวกับพระจริยวัตรตาง ๆ ของพระองค์

และปฏิเสธเรื่องราวอิทธปาฏิหาริย์เหนือจริง
2.2 งานเขียนเลาเร่องอิทธิปาฏหารย์เหนอจรง






งานเขียนพระประวัติประเภทนี้จะเน้นเล่าเกร็ดพระประวัตเรื่องเล่าลืออิทธปาฏิหาริย์เหนือ



จริง โดยอ้างองจากพระจริยวัตรของกรมหลวงชุมพรฯด้านเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์และเรื่องพระ
ชนม์ชีพช่วงออกจากราชการ เรื่องราวพระประวัตกลุ่มนี้ส่วนใหญมิได้ระบุเวลาทีชัดเจนและไม่เล่า



เรื่องไล่เรียงตามเวลา แต่จะถอเอาเรื่องความเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์ตอหลวงปูศุขกับเรื่องทีทรง




ตั้งใจจะเปนหมอพรเปนจุดเริมต้นของเรื่องเล่าอทธปาฏิหาริย์อน ผู้วิจัยสามารถแยกเรื่องเล่าออก









ได้เปนสองโครงเรื่อง ได้แก่ โครงเรื่องหลวงปูศุข และโครงเรื่องหมอพร

โครงเรื่องหลวงปูศุขเปนโครงเรื่องทีอธบายความเปนมาของเรื่องราวอทธปาฏิหาริย์ตาง ๆ







เชือมโยงกับพระจริยวัตรความเลื่อมใสศรัทธาของกรมหลวงชุมพรฯต่อหลวงปูศุข วัดมะขามเฒ่า จ.





ชัยนาท โดยอธบายว่า พระองค์ทรงได้รับวิชาไสยศาสตร์ของหลวงปูศุขมาและแสดงอิทธปาฏิหาริย์
ในเหตุการณ์ตาง ๆ ส่วนโครงเรื่องหมอพรเปนโครงเรื่องทีอธบายเรื่องราวปาฏิหาริย์การรักษาโรค






ของกรมหลวงชุมพรฯทีท าให้ผู้คนหายปวยได้อย่างอัศจรรย์
2.2.1 (พ.ศ. 2496) ชดเอกสารจดหมายเหตุของกองประวัติศาสตร์ กรม





ยทธศึกษาทหารเรอเร่อง พระราชประวัติกรมหลวงชมพรฯ บางส่วน
เอกสารชุดนี้เปนชุดเอกสารจดหมายเหตุทีเก็บรักษาอยูทีกองประวัตศาสตร์





ทหารเรือ ประกอบด้วย
1. จดหมายลายมือของนาวาตรี หลวงรักษาราชทรัพย์ (รักษ์ เอกะวิภาต) ที ่
เล่าพระประวัติของกรมหลวงชุมพรฯ

47




2. เอกสารลายมือของหลวงรักษาราชทรัพย์ทีแจ้งให้หัวหน้ากอง

ประวัติศาสตร์ทหารเรือแก้ไขค าและเรื่องของท่านตามความเหมาะสม

3. บันทึกข้อความของกองประวัตศาสตร์ทหารเรือในการตรวจสอบความ

ถูกต้องเรื่องเพลงพระนิพนธ์ของกรมหลวงชุมพรฯ

4. เอกสารตัวพิมพ์ดีดคัดลอกเนื้อความในจดหมายของหลวงรักษาราชทรัพย์
ในทีนี้ผู้วิจัยจะเน้นความส าคัญเพียงจดหมายลายมือของหลวงรักษาราชทรัพย์



เปนหลัก เนืองจากเปนเอกสารต้นเรื่องในชุดเอกสารนี้


จดหมายในชุดเอกสารนี้เปนจดหมายฉบับที 2 ของหลวงรักษาราชทรัพย์ ส่ง



มาถึงพลเรือจัตวา ยงยุทธ อาชวาคม หัวหน้ากองประวัตศาสตร์ทหารเรือ ณ เวลานั้น เมือวันที 15



ธันวาคม พ.ศ. 2496 เพือเล่าพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯตามทีพลเรือจัตวา ยงยุทธเขียนร้อง

ขอในวารสารนาวิกศาสตร์ ฉบับปที 36 เล่มที 9 ประจ าเดือนกันยายน พ.ศ. 2496 และหลวงรักษา


1

ราชทรัพย์ทราบว่า กองทัพเรือก าลังด าเนินการสร้างพระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯขึ้นทีฐาน





ทัพเรือสัตหีบ จึงมีความยินดเล่าพระประวัตของพระองค์ เพือน าไปเปนเรื่องราวประกอบพระ

อนุสาวรีย์นี้ โดยท่านจะเล่าพระประวัตเรื่องตาง ๆ จากความทรงจ าของท่าน จดหมายฉบับนี้เปน


งานเขียนชิ้นแรกทีเล่าถึงเรื่องราวพระจริยวัตรด้านเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์และเรื่องทรงเปนหมอพร




ซึ่งทั้งสองเปนต้นเรื่องของเกร็ดพระประวัติในด้านนี้ทีจะปรากฏในงานเขียนอนจวบจนปจจุบัน



เรื่องราวพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯในจดหมายฉบับนี้มีภาพรวมน าเสนอ




พระเกยรตคุณของพระองค์ทีทรงมีต่อแวดวงทหารเรือไทย โดยมีเรื่องเล่าพระประวัติจ านวน 8 เรื่อง


ได้แก่ 1. อัตชีวประวัตส่วนตัวของท่านโดยย่อ 2. สถานทีประทับของกรมหลวงชุมพรฯก่อนหน้าวัง
นางเลิ้ง 3. พระจริยวัตรเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์ 4. การสืบราชการลับ 5. การตั้งกองทหารที ่
บางพระและกองทหารหัวเมือง 6. พระชนม์ชีพช่วงออกจากราชการ 7. การตั้งกิจการฌาปนกิจศพ
ทหารเรือ และ 8. บทเพลงทหารเรือทีพระองค์ทรงนิพนธ์ เรื่องราวพระประวัตข้างต้นนี้ส่วนใหญ ่


ได้รับการผลิตซ ้าในหนังสือ เกียรติประวัติกรมหลวงชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ เวทย์มนต์, ต ารายาจาก



คัมภีร์ของ (เจ้าพ่อ) ซึงเปนหนังสืออนุสรณ์งานศพหลวงรักษาราชทรัพย์ และพระประวัตฉบับ


ทางการในเวลาตอมา แต่ในทีนี้ผู้วิจัยจะทบทวนเฉพาะเรื่องพระจริยวัตรเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์
และเรื่องทรงเปนหมอพร ซึ่งอยู่ในเรื่องพระชนม์ชีพช่วงออกจากราชการ


1 ผู้วิจัยมิอาจทราบเนื้อความในวารสารได้โดยตรง เนืองด้วยข้อจ ากัดในการเข้าถึงเนื้อหาของวารสาร


ทีเก็บรักษาในแผนกวารสารนาวิกศาสตร์ ราชนาวิกสภา

48




หลวงรักษาราชทรัพย์เล่าเรื่องพระจริยวัตรเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์ว่า



หลังจากทีกรมหลวงชุมพรฯเสดจกลับมายังสยาม พระองค์ทรงประสบเหตุการณ์อทธปาฏิหาริย์


ด้วยพระองค์เองสองครั้ง ครั้งแรกเมือพระองค์ทรงลองความขลังของพระเครื่องทีทรงได้รับมาจาก




พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิบูลพรรณรังษ โดยทรงน าไปผูกไว้ทีต้นไม้หน้าประตูใหญทางเข้า
กองทัพเรือ และรับสังให้นาวาเอก พระยานาวาพลพยุหรักษ์ (ลอย ชะลายนนาวิน) ใช้ปนไรเฟลยิงใส่



ปนยิงไม่ออกสามนัด แตเมือหันปนยิงขึ้นฟ้ากลับยิงออกได้ พระองค์จึงทรงเริมเลื่อมใสศรัทธาไสย





ศาสตร์และพุทธศาสนา ครั้งทีสองเมือพระองค์ทอดพระเนตรเห็นหลวงปูศุข วัดมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท





ใช้อ านาจไสยศาสตร์เสกให้หัวหลีกล้วยกลายเปนกระตาย และเสกให้พลทหาร จ๊อก เปนจระเข้



พระองค์ก็ทรงเลื่อมใสศรัทธาและฝากตัวเปนศิษย์ของหลวงปูศุข


ในตอนท้ายของเรื่อง หลวงรักษาราชทรัพย์ได้อธบายเรื่องนี้ว่า ท่านมิได้อยูใน






เหตุการณ์ข้างต้น หากแตฟงเรื่องนี้มาจากพลเรอตร พระยาก าแหงณรงค์ฤทธ์ (ห้อง หังสนาวน)




เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือผู้เปนลูกศษย์ต้นกุฏิทีได้รับการสังสอนจากกรมหลวงชุมพรฯอย่าง

ใกล้ชิด พ านักอาศัยอยูในเขตวังของพระองค์ และอยูร่วมเหตุการณ์ข้างต้น การอธบายนี้ท าให้








ความรับผิดชอบในการชี้แจงข้อเท็จจริงตกอยูแกพระยากาจก าแพงณรงค์ฤทธ์ผู้เปนต้นเรองของ


เรื่องราว และเปนหน้าทีของพลเรือจัตวา ยงยุทธทีจะตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ ขณะทีหลวงรักษาราช


ทรัพย์อยู่ในฐานะผู้ถ่ายทอดเรื่องราวทีได้ยินได้ฟงมาเท่านั้น



ส่วนเรื่องทรงเปนหมอพรนั้น หลวงรักษาราชทรัพย์เล่าจากความทรงจ าว่า

หลังจากกรมหลวงชุมพรฯทรงออกจากราชการ พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะเปนหมอรักษาโรคให้แก่
ผู้คน โดยทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนยาไทยจากพระยาพิษณุประสาทเวช (คง ถาวรเวช) และทรง

นิพนธ์สมุดข่อยต ารายานี้ไว้ด้วย พระองค์จะทรงผสมยาและทดลองกับสัตว์ตาง ๆ เมือทรงเห็นว่า



ยาสามารถรักษาได้ผลด จึงทรงรับรักษาโรคให้แก่ผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า โดยไม่คดคายาคารักษา



และทรงให้ผู้คนเรียกพระองค์ว่า หมอพร ผู้ทีมารับการรักษาจากพระองค์มีทั้งทีรักษาแล้วหายและ




รักษาแล้วปวยหนักจนเสียชีวิต แต่พระองค์ก็ทรงมีชือเสียงไปทัวทั้งเมือง

ทั้งในเรื่องพระจริยวัตรด้านเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์และเรื่องทรงเปนหมอพร


หลวงรักษาราชทรัพย์มิได้มีหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริง แตเมือจดหมายฉบับนี้ได้รับการคัดลอกเก็บไว้




1
เปนหลักฐานทางประวัตศาสตร์ของกองประวัตศาสตร์ทหารเรือ และตอมาได้รับการตรวจสอบ

1 ในเอกสารลายมือของหลวงรักษาราชทรัพย์ทีแจ้งให้หัวหน้ากองประวัติศาสตร์เรื่องแก้ไขค าและเรื่อง

ของท่านตามความเหมาะสม มีลายมือดินสอเขียนโดยเจ้าหน้าทีในกองประวัติศาสตร์ทหารเรือว่า จดหมายของ




หลวงรักษาราชทรัพย์ได้ “คัดไว้ 2 ชุด เก็บไว้เปนประวัติศาสตร์ 1 ชุดตามต้นฉบับ สวนอีก 1 ชุดทีลงในนาวิก

49






ยืนยันในหนังสือ อนุสรณ์พิธีเปดกระโจมไฟฯ (พ.ศ. 2503) เรื่องราวทั้งสองเรื่องก็กลายเปน


ี่


ข้อเท็จจริงหนึ่งเกยวกับพระองค์ ได้รับการผลิตซ ้าในงานเขียนพระประวัตอน และกลายเปน





ี่



ค าอธบายความเปนมาของเรื่องราวอทธปาฏิหาริย์เหนือจริงเรื่องอนทีเกยวกับพระองค์ในเวลาตอมา
2.2.2 (พ.ศ. 2504) หนงสือ เจ้าพ่อกรมหลวงชมพรฯ โดยทานตะวัน


งานเขียนนี้เปนพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯตลอดพระชนม์ชีพชิ้นแรกที ่





ผลิตโดยบุคคลภายนอกกองทัพเรือและเปนพระประวัตฉบับแรกทีเล่าถึงการทีพระองค์ทรงแสดง


พลังอทธปาฏิหาริย์เหนือจริง ผู้เขียนพระประวัตคอ สิงห์ ผูกพานิช โดยใช้นามแฝงว่า ทานตะวัน





งานเขียนตพิมพ์เผยแพร่ในฐานะบทความในหนังสือพิมพ์ประชาธปไตยก่อนจะได้รับการรวม


ตพิมพ์เปนหนังสือใน พ.ศ. 2504 สิงห์อธบายถึงความเปนมาของงานเขียนนี้ว่า เขาเปน





นักหนังสือพิมพ์ประจ าส านักพิมพ์ประชาธปไตยและได้รับมอบหมายจากบรรณาธการให้เขียน

เรองพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯ เนองจากบรรณาธการมีความสนใจความศักด์สิทธ์ของ








พระองค์ทีแพร่หลายอยู่ในสังคม
ขณะเดยวกัน สิงห์อธบายความนาสนใจของเรองราวความศักด์สิทธ์ของกรม










หลวงชุมพรฯว่า ในช่วงทีสิงห์ก าลังรวบรวมเรื่องราวพระประวัต ได้เกิดเรื่องเล่าลืออทธปาฏิหาริย์

ี่

เกยวกับอุบัตเหตุทหารเรือกับประชาชนเสียชีวิตหมูในบริเวณฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี เมือวันที ่



20 มีนาคม พ.ศ. 2504 ทั้งทหารและประชาชนในพื้นทีเล่าลือกันว่า หลังจากกองทัพเรือสร้างศาล
เคารพบูชาพระองค์ทีแหลมปูเจ้า พระองค์เสดจเข้าร่างทหารเรือคนหนึ่งและทรงประสงค์ขอทหาร




ไปเฝ้าศาล แตไม่มีผู้ใดเชือ จึงทรงบันดาลให้เกิดอุบัตเหตุดังกล่าวขึ้น ผู้วิจัยจึงเห็นว่า เรื่องราว




อิทธปาฏิหาริย์เหนือจริงนี้เปนแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งให้สิงห์เขียนพระประวัติฉบับนี้ขึ้น
งานเขียนเล่าเรื่องราวพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯตลอดพระชนม์ชีพตั้งแต ่

พระประสูตจนถึงการสิ้นพระชนม์ตามโครงเรื่องแม่บทก ากับการเล่าพระประวัต และเพิ่มเกร็ดพระ


ประวัตหลายเรื่องแทรกเข้าไประหว่างพระประวัตแตละช่วง เช่น เรื่องงานอดิเรกของพระองค์, เรื่อง





พระปรีชาสามารถตาง ๆ และเรื่องการวางแผนยุทธศาสตร์ทางทะเล เปนต้น แตเนืองด้วยรปแบบ






ของงานเขียนทีเดิมเปนบทความในหนังสือพิมพ์ เกร็ดพระประวัตเหล่านี้จึงมิได้ถูกจัดล าดับการเล่า
เรื่องตามเวลาของพระชนม์ชีพ และท าให้พระประวัตมีภาพรวมล าดับการเล่าเรื่องตามโครงเรื่อง


ศาสตร์นั้น ได้จัดการตรวจแก้อักษร, ส านวน และข้อความบางประการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพราะผู้เขียน ๆ มาใน
ท านองพูด” จึงยืนยันได้ว่า กองประวัติศาสตร์ทหารเรือได้พิจารณาจดหมายของหลวงรักษาราชทรัพย์ในฐานะ
หลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว (ใน กองทัพเรือไทย. เอกสารกองประวัติศาสตร์ กรมยุทธการทหารเรือ 1.กปศ.
ยก.ทร.3.6.13 เรื่อง พระราชประวัติของกรมหลวงชุมพรฯ บางส่วน (2496 – 2497).

50






แม่บทอย่างหลวม ๆ โดยไล่เรียงเรื่องดังนี้ คอ พระประสูต, การศึกษา, การปฏิรปการศึกษาของ



โรงเรียนนายเรือ, การน านักเรียนนายเรือออกฝกภาคทะเลในตางประเทศ, การตั้งกองทหารที ่
บางพระ, การออกจากราชการ, พระชนม์ชีพช่วงออกจากราชการ, การจับเรือเชลย, การตั้งกิจการ
ฌาปนกิจทหารเรือ, การซื้อเรือหลวงพระร่วง, เกร็ดพระประวัติเรื่องต่าง ๆ และการสิ้นพระชนม์

เนืองจากงานเขียนนี้ใช้โครงเรื่องแม่บทก ากับการเล่าเรื่อง ท าให้เรื่องราวพระชนม์



ชีพของกรมหลวงชุมพรฯส่วนใหญคล้ายคลึงกับพระประวัตในหนังสือ อนุสรณ์พิธีเปดกระโจมไฟฯ

(พ.ศ. 2503) เช่น เรื่องพระชนม์ชีพวัยเยาว์ของพระองค์ งานเขียนนี้เล่าตามแม่บทว่า พระองค์ทรง

เติบโตในพระบรมมหาราชวังและทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนพระต าหนักสวนกุหลาบจนกระทังทรง



โสกันต์ใน พ.ศ. 2436 แตได้เตมแตงรายละเอยดเพิ่มว่า หลังจากทรงโสกันต์แล้ว พระบาทสมเดจ



สมเดจพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู “ทรงสังเกตอุปนิสัยใจคอของพระเจ้าลูกยาเธอแตละพระองค์ ว่า





ควรจะส่งองค์ใดไปศึกษาวิชาการแขนงใด...กทรงเห็นว่า เสดจในกรมหลวงชุมพรฯเหมาะทีจะทรง

1

เปนทหารเรือ” เปนต้น การเล่าพระประวัตตามแม่บทนี้เปนเครื่องยืนยันว่า เรื่องราวแม่บทได้





กลายเปนความร้ความเข้าใจพื้นฐานของสังคมทีมีต่อกรมหลวงชุมพรฯแล้ว



ในส่วนของเรื่องราวอทธปาฏิหาริย์เหนือจริง พระประวัตนี้ได้น าเสนอเกร็ดพระ
ประวัตด้านนี้เปนจ านวนมากกวาทีปรากฏในงานเขียนพระประวัตฉบับกอนหน้า และเปนงานเขียน








แรกทีเล่าเรื่องราวทีพระองค์ทรงสร้างเหตุการณ์ปาฏิหาริย์เหนือจริงด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้งานเขียน



ี่
เล่าเกร็ดพระประวัตด้านนี้กระจัดกระจายอยูในพระประวัตเรื่องอืนทีไม่เกยวข้อง ผู้วิจัยจึงจัดล าดับ



เกร็ดพระประวัตด้วยการพิจารณาโครงเรื่องและพบว่า เกร็ดพระประวัตด้านนี้แบ่งโครงเรื่องออกเปน





สองกลุม ได้แก่ โครงเรื่องหลวงปูศุข และโครงเรื่องหมอพร โดยมีเรื่องพระจริยวัตรด้านเลื่อมใส


ศรัทธาไสยศาสตร์กับเรื่องทรงเปนหมอพรเปนเรื่องล าดับแรกของแตละโครงเรื่องก่อนการเล่าถึงเรื่อง




อทธปาฏิหาริย์อนในกลุ่ม และจะอธบายความเปนมาของเรื่องอิทธปาฏิหาริย์อนเชือมโยงกับการที ่







พระองค์ทรงเปนศิษย์ของหลวงปูศุขและทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนไทยจากพระยาพิษณุประสาทเวช





ในโครงเรื่องหลวงปูศุข เรื่องราวอทธปาฏิหาริย์เหนือจริงในพระประวัตฉบับนี้

เริมต้นด้วยการเล่าเรื่องพระจริยวัตรของกรมหลวงชุมพรฯด้านความเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์ ซึง



ผลิตซ ้าเรื่องพระจริยวัตรด้านความเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์ในหนังสือ อนุสรณ์พิธีเปดกระโจมไฟ
ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พ.ศ. 2503) ตอมาจึงได้เล่าว่า หลังจากทีกรมหลวงชุมพรฯทรงเปนศษย์ของ









หลวงปูศุขแล้ว พระองค์ทรงได้รับวชาไสยศาสตร์จากหลวงปูศุขและทรงแสดงพลังอทธฤทธ์เหนอ




ธรรมชาตในเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ เช่น เรื่องทรงใช้อาคมตะปูสามดอกน าเรือฝาอุปสรรคในทะเลได้

1 ทานตะวัน. (2504). เจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯ. หน้า 8-9.

51







อย่างปลอดภัย, เรื่องทรงสามารถล่วงร้สิ่งตาง ๆ ทีห่างไกลได้ และเรื่องทรงเสกใบมะขามเปนตัวตอ





เปนต้น เรื่องราวอทธปาฏิหาริย์ส่วนหนึ่งในงานเขียนนี้ได้รับการผลิตซ ้าในงานเขียนพระประวัต ิ
ฉบับอนภายหลัง ตัวอย่างหนึ่งในเรื่องเหล่านั้นคอ เรื่องทรงแสดงวิชาคงกระพันชาตรีช่วยชีวิต




มหาดเล็ก เรื่องนี้เล่าว่า กรมหลวงชุมพรฯทรงได้รับวิชาคงกระพันชาตรีจากหลวงปูศุขและฝกวิชานี้


จนช านาญ วันหนึ่งเมือพระองค์ทรงทราบว่า มหาดเล็กคนหนึ่งของพระองค์ก าลังถูกนักเลงท าร้าย
พระองค์จึงรีบเสดจโดยรถม้าพระทีนังไปยังทีเกิดเหตุ ทรงกระโดดลงจากรถม้าและใช้พระวรกาย




รับคมดาบของนักเลง โดยพระวรกายขของพระองค์มิได้รับบาดเจ็บ มีเพียงรอยบุบบู้บนพระ
1
ปฤษฎางค์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนในโครงเรื่องหมอพร เรื่องราวเกยวกับหมอพรในพระประวัตฉบับนี้เริมต้น
ี่




ด้วยการเล่าถึงเรื่องทรงเปนหมอพร โดยผลิตซ ้ามาจากงานเขียนพระประวัตก่อนหน้าเช่นกัน แตมี


การอธบายเรื่องราวความส าเร็จในการรักษาโรคของกรมหลวงชุมพรฯใหม่ เรื่องราวเดิมได้อธบาย




ว่า การรักษาโรคของพระองค์มีทั้งผู้ปวยทีมารับการรักษาแล้วหายและผู้ปวยทีมารับการรักษาแล้ว

ปวยหนักจนตาย แต่พระประวัติฉบับนี้ได้อธบายใหม่ว่า การรักษาโรคของกรมหลวงชุมพรฯประสบ


ความส าเร็จทุกครั้ง เนืองจากพระองค์จะทรงทดลองยาจนกว่าทรงเห็นว่า ยานั้นรักษาโรคได้


แน่นอน จึงจะทรงน าเอารักษาผู้คน ความส าเร็จนี้จึงท าให้พระองค์ทรงมีชือเสียงไปทัวทั้งเมือง และ
เกิดเรื่องเล่าลือถึงปาฏิหาริย์เรื่องพระองค์ทรงช่วยเหลือรักษาผู้คนสองเรื่องทีผลิตซ ้าในงานเขียน

พระประวัตฉบับอนภายหลัง ได้แก่ เรื่องทรงรักษาวัณโรคแก่สามีของครอบครัวหนึ่งทีส าเพ็ง และ




เรื่องทรงท าคลอดแก่นางละคร

เรื่องทรงรักษาวัณโรคแก่สามีของครอบครัวหนึ่งทีส าเพ็งเล่าว่า หลังจากทีกรม




หลวงชุมพรฯทรงมีชือเสียงจากการรักษาโรค ครอบครัวหนึ่งในส าเพ็งมีสามีปวยเปนวัณโรครักษา



ไม่หาย เมือภรรยาของครอบครัวได้ทราบว่า กรมหลวงชุมพรฯทรงปลอมพระองค์เสดจมาทีส าเพ็ง



จึงทูลร้องขอความช่วยเหลือ พระองค์เสดจไปทีบ้านและทรงรักษาวัณโรคด้วยวิธแพทย์แผนไทย



จากนั้นไม่นานสามีผู้นั้นก็หายปวยและต้องการถวายทรัพย์ทีตนเองมีเปนคารักษา แตพระองค์ไม่



ทรงรับและให้สามีน าทรัพย์ไปท าสาธารณะประโยชน์อนแทน สามีจึงน าไปสร้างศาลาการเปรียญ

ให้วัดแห่งหนึ่ง
ส่วนเรื่องทรงท าคลอดแก่นางละครก็เล่าในลักษณะคล้ายคลึงกันว่า หลังจาก

กรมหลวงชุมพรฯทรงมีชือเสียงจากการรักษาโรค นางละครของคณะปรีดาลัยเกิดเจ็บท้องใกล้
คลอดในยามดึก และทราบถึงชือเสียงของหมอพร จึงรีบไปทูลขอความช่วยเหลือ พระองค์ตรัสว่า


1 แหล่งเดิม. หน้า 238-240.

52





ี่

ทรงไม่มีความร้เกยวกับการท าคลอด แตมิอาจทรงทนการอ้อนวอนได้ จึงทรงท าคลอดให้ แม้

พระองค์ทรงไม่มีความร้เรื่องนี้ แตก็ทรงประสบความส าเร็จในการท าคลอดอย่างง่ายดายน่า


อัศจรรย์ โดยทั้งแม่และลูกปลอดภัย ปาฏิหาริย์นี้ท าให้พระองค์ทรงมีชือเสียงมากขึ้น และหญงเจ็บ



ท้องใกล้คลอดคนอนก็ปรารถนาจะให้พระองค์เปนหมอต าแย




แม้พระประวัตฉบับนี้มิใช่งานเขียนแรกทีเล่าเรื่องอทธปาฏิหาริย์เหนือจริง แตเปน






งานเขียนแรกทีเล่าถึงการแสดงอทธปาฏิหาริย์โดยกรมหลวงชุมพรฯเอง และแสดงถึงพระปรีชา


สามารถในศาสตร์ความร้นอกระบบความเปนสมัยใหม่ ซึงตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ของพระองค์ใน



ฐานะนักปฏิรปสร้างความทันสมัยแก่กองทัพเรือ งานเขียนพระประวัตินี้จึงเปนงานเขียนแรกทีสะท้อน



ถึงความร้ความเข้าใจของสังคม ณ เวลานั้นทีมีต่อกรมหลวงชุมพรฯและคุณสมบัติส าคัญอกด้านหนึ่ง



ทีท าให้พระองค์ได้รับการจดจ าแพร่หลายในสาธารณะนอกเหนือจากความเปนทหารเรือนักปฏิรป


2.2.3 (พ.ศ. 2516) บทความเร่อง “พระประวัติ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรม




หลวงชมพรเขตรอุดมศักดิ์” โดยส านกงานเลขานการกองทพเรอ

งานเขียนนี้เปนบทความพระประวัตตลอดพระชนม์ชีพฉบับทีสี่พร้อมด้วย



เรื่องราวเกร็ดพระประวัตต่าง ๆ ผู้เขียนพระประวัตคือ ส านักงานเลขานุการกองทัพเรือ ตพิมพ์ลงใน



วารสาร นาวิกศาสตร์ ปที 56 ฉบับเดอนพฤษภาคม พ.ศ. 2516 เนืองด้วยครบรอบ 50 ปวัน





สิ้นพระชนม์ของกรมหลวงชุมพรฯ งานเขียนนี้เปนงานเขียนพระประวัตฉบับทางการชิ้นทีสองทีน า








เรื่องเกร็ดพระประวัตอทธปาฏิหาริย์เข้าเปนส่วนหนึ่งในพระประวัตฉบับทางการ โดยน าเรื่อง

อทธปาฏิหาริย์ส่วนหนึ่งจากงานเขียนพระประวัตอย่างน้อยสองชิ้นทีผลิตโดยบุคคลภายนอก





กองทัพเรือมาตพิมพ์รวมในบทความนี้ ได้แก่ หนังสือ เจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯ (พ.ศ. 2504) โดย

ทานตะวัน และหนังสือ พระประวัติ พลเรอเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
(พ.ศ. 2512) โดยชัยมงคล อุดมทรัพย์


งานเขียนพระประวัตฉบับนี้ได้แบ่งการเล่าเรื่องออกเปนสองส่วน ได้แก่ ส่วนแรก
เปนพระประวัตทัวไปตลอดพระชนม์ชีพ ซึงผลิตซ ้าตามแม่บทพระประวัตทีสร้างขึ้นในทศวรรษ






2490 โดยเล่าเรื่องราวพระชนม์ชีพตั้งแตพระประสูตจนถึงการสิ้นพระชนม์ตามโครงเรื่องแม่บท



ส่วนทีสองเปนเกร็ดพระประวัตตาง ๆ ทีส านักงานเลขานุการกองทัพเรือรวบรวมมาตพิมพ์ โดย






พิจารณาว่า แม้เรื่องราวเกร็ดพระประวัตบางเรื่องเปน “สิ่งทีเกินเลยความจริงไปบ้าง” แตก็เปน




1

เครื่องทียืนยันถึง “ความเลื่อมใสศรัทธาเปนทีนับถอกันอยู่ทัวไปในพระองค์ท่านเปนอย่างยิ่ง”






1 ส านักเลขานุการกองทัพเรือ. (2516, พฤษภาคม). พระประวัติ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร
เขตรอุดมศักดิ์. ใน นาวิกศาสตร์. 56(5): 51.

53






เกร็ดพระประวัตเรื่องอทธปาฏิหาริย์ในบทความพระประวัตนี้มีล าดับเรื่องแบ่ง





ออกเปนสองโครงเรื่องเช่นเดยวกับพระประวัตทีเขียนโดยบุคคลภายนอกกองทัพเรือ โดยมีโครง


เรื่องหลวงปูศุขกับโครงเรื่องหมอพรก ากับการเล่าเรื่อง โครงเรื่องหลวงปูศุขในบทความพระประวัต ิ

นี้เริมต้นด้วยการเล่าถึงพระจริยวัตรของกรมหลวงชุมพรฯด้านเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์ และจะ







อธบายเรื่องราวอทธปาฏิหาริย์อนในฐานะเครื่องยืนยันความเลื่อมใสศรัทธาของพระองค์ตอวิชา







ไสยศาสตร์ และยนยันข้อเทจจริงทพระองค์ทรงมีอทธฤทธ์ปาฏิหาริย์จากการได้รับวชาไสยศาสตร์

จากหลวงปูศุข เรื่องราวอิทธปาฏิหาริย์อนในกลุมนี้ได้แก่ เรื่องทรงแสดงปาฏิหาริย์ย่อพระวรกายลง





ไปอยูในขวดโหล, เรื่องทรงแสดงวิชาคงกระพันชาตรีช่วยชีวิตมหาดเล็ก, เรื่องทรงทดลองความขลัง



ของผ้าประเจียดจากหลวงปูศุข, เรื่องหลวงปูศุขลงตะกรดสามกษัตริย์ให้แก่พระองค์, เรื่องพระจริย




วัตรท าพิธไหว้ครทางไสยศาสตร์ทุกป และเรื่องทรงท้าทายวิชาไสยศาสตร์ของตากัน


ส่วนโครงเรื่องหมอพรก็เริมต้นด้วยการเล่าถึงเรื่องทรงเปนหมอพร และอธบาย

เรื่องราวปาฏิหาริย์การรักษาโรคของพระองค์ในฐานะสิ่งยืนยันพลังปาฏิหาริย์ของพระองค์
เรื่องราวปาฏิหาริย์ของหมอพร ได้แก่ เรื่องทรงรักษาวัณโรคแก่สามีของครอบครัวหนึ่งทีส าเพ็ง และ

ส่วนเรื่องทรงท าคลอดแก่นางละคร




การผลิตซ ้าเรื่องราวอทธปาฏิหาริย์จากงานเขียนพระประวัตโดยบุคคลอนลงใน





บทความพระประวัติของกรมหลวงชุมพรฯนี้ถอเปนครั้งแรกทีน าเอาเรื่องราวอิทธปาฏิหาริย์เกยวกับ
ี่


พระองค์ทีเล่าลือในสังคมเข้าเปนส่วนหนึ่งในพระประวัตฉบับทางการ ขณะเดียวกัน การผลิตซ ้านี้



เปนส่วนหนึ่งของความพยายามของกองทัพเรือทีจะเขียนพระประวัตของพระองค์ร่วมกับประชาชน



เพือผลักดันให้กองทัพเรือได้รับการยอมรับในสังคม โดยพยายามสร้างให้กรมหลวงชุมพรฯขึ้นเปน



วีรบุรษทางวัฒนธรรมด้วยการน าเรื่องเล่าลือและคุณสมบัตทีประชาชนระลึกถึงกรมหลวงชุมพรฯ

เข้าเปนส่วนหนึ่งในตัวตนของพระองค์ นอกจากนี้ ในปเดยวกัน เรื่อง “เกร็ดพระประวัตพลเรือเอก




พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์” (พ.ศ. 2516) โดยหม่อมเจ้า เริงจิตรแจรง
อาภากร ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้า จารพัตรา ศุภชลาศัย ก็ได้พยายาม


ตอกย ้าความพยายามเขียนพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯร่วมกัน โดยผลิตซ ้าเรื่องราวเกร็ดพระ
ประวัตโดยส านักงานเลขานุการกองทัพเรือและเสริมเรื่องราวความทรงจ าของท่านในเกร็ดบางเรื่อง




เข้าไปด้วย ท าให้เรื่องราวเกร็ดพระประวัตอทธปาฏิหาริย์มิใช่เปนเรื่องเล่าลือทีแตงขึ้นอย่างไม่มีทีมา




หากแต่มีร่องรอยข้อเท็จจริงบางประการอยู่และได้รับการยอมรับจากสมาชิกในราชสกุลของพระองค์

54




2.2.4 (พ.ศ. 2537) เร่อง “เกร็ดพระประวัติพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ




กรมหลวงชมพรเขตอุดมศักดิ์” ในหนงสือ อนสรณ์ท่านหญิงเริง โดยหม่อมราชวงศ์ อภิเดช
อาภากร
งานเขียนนี้เปนพระประวัตตลอดพระชนม์ชีพทีเรียบเรียงขึ้นจากเรื่องราวพระ




ประวัตทางการและความทรงจ าของหม่อมเจ้าหญง เริงจิตรแจรง อาภากร ตพิมพ์เนืองด้วยครบรอบ



หนึ่งปการสิ้นชีวิตของท่านใน พ.ศ. 2537 ผู้เรียบเรียงพระประวัตคอ หม่อมราชวงศ์ อภิเดช อาภากร




พระนัดดาของกรมหลวงชุมพรฯ ท่านน าเรื่องราวพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯมาตพิมพ์ประกอบ



ในหนังสืออนุสรณ์นี้เพือเปนประโยชน์แก่สาธารณชนผู้สนใจเรื่องราวของพระองค์ แม้งานเขียนนี้จะ

มิใช่งานศึกษาทางวิชาการด้วยวธการทางประวัตศาสตร์ แตหม่อมราชวงศ์ อภิเดช ก็พยายามแสดง




ี่


ข้อเท็จจริงเกยวกับเรื่องราวอทธปาฏิหาริย์เหนือจริง โดยใช้เรื่องเล่าความทรงจ าของหม่อมเจ้าหญง


เริงจิตรแจรงยืนยัน เนืองจากท่านเปนพระธดาทีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรมหลวงชุมพรฯมากทีสุด




งานเขียนนี้เล่าเรื่องราวพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯตามโครงเรื่องแม่บท
ตั้งแตพระประสูตจนถึงการสิ้นพระชนม์ แตจะแทรกเรื่องราวเกร็ดพระประวัตในแตละช่วงของเรื่อง







เกร็ดพระประวัตทั้งหมดจะมีเรื่องราวพื้นฐานมาจากเกร็ดพระประวัติทีเคยผลิตขึ้นในงานเขียนพระ
ประวัตฉบับก่อนหน้า และจะขยายความเรื่องราวมากขึ้นหรืออธบายเรื่องราวใหม่ด้วยความทรงจ า


ของหม่อมเจ้าหญง เริงจิตรแจรง การขยายเรื่องราวหรืออธบายเรื่องใหม่นี้ได้เปนความพยายามที ่




ช าระเรื่องราวพระประวัตใหม่ โดยเฉพาะเกร็ดพระประวัตอทธปาฏิหาริย์เหนือจริง เพือให้เรื่องราว




พระประวัตเปนข้อเท็จจริงทางประวัตศาสตร์และสอดคล้องกับการผลักดันกรมหลวงชุมพรฯจาก





วีรบุรษทางวัฒนธรรมให้กลายเปนวีรบุรษแห่งชาติ

ตัวอย่างหนึ่งคือ เรื่องพระชนม์ชีพช่วงออกจากราชการ พระประวัตฉบับก่อนหน้า

ได้เล่าว่า หลังจากกรมหลวงชุมพรฯทรงออกจากราชการ ทรงไปศึกษาวิชาแพทย์แผนไทยและรักษา
ผู้คนให้หายได้อย่างปาฏิหาริย์ ส่วนพระประวัตฉบับนี้ได้เล่าเรื่องพระชนม์ชีพช่วงออกจากราชการ

ใหม่ว่า ในช่วงแรกทีทรงออกจากราชการ พระองค์ทรงด าเนินพระชนม์ชีพบนเรือใบพร้อมครอบครัว

กับทหารเรือนอกราชการอยูระยะเวลาหนึ่งก่อนจะทรงเห็นว่า การด าเนินพระชนม์ชีพเช่นนี้ไม่ก่อเกิด

ประโยชน์ใด จึงทรงตั้งพระทัยจะเปนหมอรักษาผู้คน พระองค์ทรงเรียนทั้งวิชาแพทย์แผนไทยและแผน


ปจจุบันจากพระอาจารย์หลายคนทั้งชาวไทยและชาวตะวันตก ทรงตั้งพระทัยอย่างจริงจังด้านนี้ โดย
ทรงซื้ออุปกรณ์วิทยาศาสตร์และสารเคมีตาง ๆ รวมทั้งเสดจไปหาสมุนไพรด้วยพระองค์เอง ท่านหญง





ก็เปนลูกมือช่วยพระองค์ในการผลิตยาและตามเสด็จไปรักษาผู้คนทั้งทีบ้านสามัญชนและวังเจ้านาย



นอกจากเรื่องหมอพรแล้ว เรื่องราวอทธปาฏิหาริย์เหนือจริงอนก็ได้รับการ

อธบายใหม่ด้วยเช่นกัน เช่น เรื่องพระจริยวัตรด้านเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์ เรื่องราวเดิมได้เล่าถึง


55







ความเลื่อมใสศรัทธาของกรมหลวงชุมพรฯตอหลวงปูศุข วัดมะขามเฒ่า เนืองด้วยทรงประทับ
พระทัยปาฏิหาริย์วิชาไสยศาสตร์ทีหลวงปูแสดงตอหน้าพระพักตร์ แตเรื่องราวนี้ตามความทรงจ า





ของหม่อมเจ้าหญง เริงจิตรแจรงได้อธบายใหม่ว่า เหตุการณ์ปาฏิหาริย์ตามเรื่องราวเดมมิได้


เกิดขึ้น เมือเรือจอดทอดสมอทีวัดมะขามเฒ่า กรมหลวงชุมพรฯทรงได้ยินเด็กวัดเล่าถึงความขลัง






ของหลวงปูศุข จึงทรงสนพระทัยและเสดจลงจากเรือไปสนทนากับหลวงปู วันตอมาก็ทรงฝาก



พระองค์เปนศษย์เรียนวิชาไสยศาสตร์ ท่านหญงก็มีความสนใจอ านาจไสยศาสตร์ของหลวงปู จึง

ขอให้หลวงปูแสดงให้ท่านดู แตท่านหญงก็ถูกปฏิเสธว่า อ านาจไสยศาสตร์เปนสิ่งทีใช้เฉพาะยาม





จ าเปน แสดงให้ดูเล่น ๆ ไม่ได้ ขณะเดียวกัน เมือท่านหญงทูลขอให้กรมหลวงชุมพรฯทรงแสดงวิชา



ไสยศาสตร์ให้ดู ท่านก็ไม่เคยเห็นพระองค์ทรงแสดงให้เห็นซักครั้ง


ท้ายทีสุด งานเขียนพระประวัตฉบับนี้จบลงด้วยการอธบายการระลึกถึงกรม



หลวงชุมพรฯผ่านพื้นทีอนุสรณ์ความทรงจ าของพระองค์, บทเพลงพระนิพนธ์ และสื่อตาง ๆ โดย



แสดงให้เห็นว่า พระเกยรตคุณของพระองค์ได้สร้างความเลื่อมใสศรัทธาทัวไปและความเคารพรัก


ใคร่ในหมูทหารเรือ และในปจจุบัน กองทัพเรือได้ผลักดันให้พระองค์เปนวีรบุรษแห่งชาตอย่างเปน




ทางการด้วยการประกาศให้พระองค์ทรงเปน “พระบิดาแห่งทหารเรือไทย” และก าหนดให้ทุกวันที ่



19 พฤษภาคมเปน “วันอาภากร” เพือเปนการเฉลิมพระเกยรติพระองค์ การสร้างกรมหลวงชุมพรฯ







ให้กลายเปนวีรบุรษแห่งชาตนี้ท าให้การเขียนพระประวัตฉบับทางการตอมาพยายามน าเสนอ

ตัวตนของพระองค์ด้วยข้อเท็จจริงทางประวัตศาสตร์มากขึ้น ขณะทีลดตัวตนความเปนวีรบุรษทาง





วัฒนธรรมลงและจะน าไปสูการปฏิเสธเรื่องราวอิทธปาฏิหาริย์เหนือจริงบางเรื่องในทศวรรษ 2540

3. สรปท้ายบท



งานเขียนพระประวัติของกรมหลวงชุมพรฯทีผลิตขึ้นตั้งแต พ.ศ. 2466-2536 แสดงให้ถึง

การเปลี่ยนแปลงการเล่าพระประวัตของพระองค์ ด้านหนึ่งพระประวัตแสดงถึงการเปลี่ยนแปลง


โครงเรื่องจากเรื่องราวตั้งต้นเดมใน พ.ศ. 2466 โดยมีการตั้งโครงเรื่องแม่บทก ากับการเล่าพระ


ประวัตตั้งแตทศวรรษ 2490 และน าเสนอเรื่องราวความส าเร็จของกรมหลวงชุมพรฯทั้งในเรื่อง


ี่
เกยวกับพระชนม์ชีพทัวไปและในเรื่องพระกรณยกิจด้วยการใช้วิธการทางประวัตศาสตร์เลือกสรร


หลักฐานทางประวัติศาสตร์และความทรงจ าของบุคคลใกล้ชิดพระองค์น าเสนอข้อเท็จจริงเกยวกับ
ี่
ทั้งสองเรื่อง ท าให้การน าเสนอเรื่องราวพระประวัติตลอดทศวรรษ 2500-2530 มุงแสดงถึงสองเรื่อง




ใหญส าคัญ เรื่องแรกคอ พระปรีชาสามารถด้านการทหารเรือ โดยจะเล่าเรื่องการปฏิรปการศึกษา

ของโรงเรียนนายเรือเปนเรื่องหลัก และต่อมาได้ขยายการเล่าเรื่องมากขึ้นด้วยการเพิ่มเรื่องราวใหม่

56






ี่
ทีเกยวกับพระกรณยกิจด้านกิจการทหารเรือ เช่น การวางแผนยุทธศาสตร์ทางทะเล และการจัด

ระเบียบหน่วยงานทหารเรือ เปนต้น รวมถึงขยายความเรื่องการศึกษาวิชาการทหารเรือทีประเทศ



อังกฤษ เพือแสดงพระปรีชาสามารถด้านนี้ของพระองค์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ส่วนอกเรื่องหนึ่งคอ



พระอัธยาศัยทีท าให้พระองค์ทรงประสบความส าเร็จและเปนทีรักใคร่เคารพนับถอของผู้คนทั้งใน





หมูทหารเรือและผู้คนทัวไป ซึงเล่าผ่านความทรงจ าของสมาชิกในครอบครัวของพระองค์และ

นายทหารเรือร่วมสมัยพระชนม์ชีพทีมีโอกาสได้ใกล้ชิดพระองค์ เรื่องราวทั้งสองเรื่องนี้ได้น าไปสู ่
การสร้างตัวตนของกรมหลวงชุมพรฯในฐานะทหารเรือนักปฏิรปผู้ประกอบด้วยคุณสมบัตตาง ๆ



ของความเปนวีรบุรษและความเปนสมัยใหม่



ในช่วงเวลาเดยวกับการเล่าเรื่องราวน าเสนอตัวตนความเปนสมัยใหม่ของกรมหลวง




ชุมพรฯ เรื่องราวอทธปาฏิหาริย์เหนือจริงเกยวกับกรมหลวงชุมพรฯก็ได้ปรากฏขึ้นในช่วงต้น
ี่
ทศวรรษ 2500-2510 จากความเลื่อมใสศรัทธาและการเล่าลือของผู้คนทัวไปในสังคม เรื่องราว


เหล่านี้มีโครงเรื่องอย่างหลวม ๆ ทีสร้างขึ้นจากเรื่องพระจริยวัตรความเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์

กับเรื่องพระชนม์ชีพช่วงออกจากราชการ และน าเสนอเรื่องราวทีพระองค์ทรงสามารถสร้าง
ปาฏิหาริย์ตาง ๆ ได้ เรื่องราวอิทธปาฏิหาริย์แสดงถึงความนยมเลือมใสของผู้คนตอความศักด์สิทธ์ ิ









ของพระองค์และเปนสิ่งทีผู้คนระลึกถึงพระองค์ ท าให้เมือกองทัพเรือประสงค์จะสร้างกรมหลวง

ชุมพรฯขึ้นเปนวีรบุรษทางวัฒนธรรมในช่วงทศวรรษ 2510-2520 กองทัพเรือจึงน าเอาเรื่องราว





อทธปาฏิหาริย์เข้าเปนส่วนหนึ่งในพระประวัต แสดงถึงการยอมรับการเขียนเรื่องราวพระประวัต ิ




จากมุมมองของผู้คนทัวไปทีระลึกถึงพระองค์แตกตางจากกองทัพเรือ จนกระทังปลายทศวรรษ


2520 ความพยายามผลักดันให้กรมหลวงชุมพรฯขึ้นเปนวีรบุรษแห่งชาตได้ท าให้การเขียนพระ

ประวัติฉบับทางการมีกฎเกณฑ์หรือกรอบการน าเสนอเฉพาะข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และเริม

ปฏิเสธเรื่องเล่าลืออิทธปาฏิหาริย์เหนือจริง

เราจะเห็นได้ว่า การเล่าพระประวัติของกรมหลวงชุมพรฯมีโครงเรื่อง (การล าดับเหตุการณ์
ทางประวัตศาสตร์จากต้นจนจบ) ก ากับการเล่าเรื่องราวพระชนม์ชีพและการน าเสนอตัวตนของ

พระองค์ทั้งในเรื่องพระชนม์ชีพด้านทหารเรือและเรื่องอทธปาฏิหาริย์เหนือจริง การเปลี่ยนแปลง



โครงเรื่องย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนการน าเสนอตัวตนของพระองค์แตกตางจากเดิม รวมถึงการ


เลือกสรรเรื่องทีจะบรรจุในพระประวัตด้วย ดังนั้น ในบทต่อไปผู้วิจัยจะได้วิเคราะห์โครงเรื่องในงาน



เขียนพระประวัต เพือแสดงให้เห็นว่า โครงเรื่องของพระประวัตในแตละช่วงเวลาส่งผลให้เกิดการ

น าเสนอตัวตนของพระองค์แตกตางกันอย่างไร


บทที่ 3


โครงเร่องในพระประวัติของกรมหลวงชมพรฯ พ.ศ. 2466-2536: การน าเสนอ

ตัวตนของกรมหลวงชมพรฯในความเปนสมัยใหม่และนอกความเปนสมัยใหม่



ในบทก่อนหน้า ผู้วิจัยได้ทบทวนงานเขียนพระประวัติของกรมหลวงชุมพรฯและแสดงให้


เห็นว่า เรื่องเล่าในงานเขียนพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯตั้งแต พ.ศ. 2466-2536 มีการ




เปลี่ยนแปลงไปในแตละช่วงเวลาทั้งในเรื่องพระชนม์ชีพทัวไปและในเรื่องอทธปาฏิหาริย์ การ


เปลี่ยนแปลงการเล่าเรื่องนี้ท าให้ตัวตนของพระองค์ถูกน าเสนอแตกตางกัน ตัวตนของพระองค์ใน

เรื่องราวพระประวัตดั้งเดมทีมีเพียงหนึ่งเดียวได้ถูกแบ่งออกเปนสองกระแสความร้ทีอยูขั้วตรงข้าม








กัน ตัวตนกระแสหนึ่งมีความเปนทางการ, เปนสมัยใหม่, ถอก าเนิดจากข้อเท็จจริงทาง





ประวัตศาสตร์ และด ารงสัมพันธ์กับกองทัพเรือ ขณะทีตัวตนอกกระแสหนึ่งเปนความเชือถอศรัทธา,






อยูนอกความเปนสมัยใหม่, ถอก าเนิดขึ้นจากเรื่องราวเล่าลือ และด ารงสัมพันธ์กับผู้คนทัวไปที ่



เลื่อมใสศรัทธาพระองค์ ตัวตนทั้งสองตางประกอบขึ้นด้วยคุณสมบัตตาง ๆ ทีสื่อสารผ่านเรื่องราว

พระประวัติของพระองค์และอยู่ภายใต้การก ากับของโครงเรื่องกับแนวเรื่อง


ส าหรับบทนี้ ผู้วิจัยจะวิเคราะห์โครงเรื่องในพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯ เพือท า

ความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงการน าเสนอตัวตนของพระองค์ทีแตกตางกันในแตละช่วงเวลา


ตั้งแต่ พ.ศ. 2466-2536



1. งานเขียนประเภทชีวประวัติกบการเล่าเร่องชวิต


เมือผู้วิจัยศึกษาการเล่าเรื่องในงานเขียนพระประวัติของกรมหลวงชุมพรฯ ผู้วิจัยได้พบวา



รปแบบประเภทของงานเขียนชีวประวัตมีส่วนส าคัญอย่างยิ่งในการก าหนดและก ากับการเล่า
เรื่องราวพระชนม์ชีพของกรมหลวงชุมพรฯ โดยก าหนดว่า เรื่องราวเรื่องใดจะได้รับการน าเสนอใน

งานเขียน และควรอธบายเรื่องราวเหล่านั้นในลักษณะใด รปแบบข้างต้นนี้เปนผลมาจาก


พัฒนาการการเขียนชีวประวัตในโลกตะวันตกตั้งแตปลายพุทธศตวรรษที 22 (ปลายคริสต์ศตวรรษ





ที 17) โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ และเมือสยามพัฒนาประเทศไปสู่ความเปนสมัยใหม่ สยามก็


รับเอารปแบบวิธการเขียนชีวประวัติมาประยุกต์ใช้ เพือเล่าชีวประวัติบุคคลในแบบของตนเอง



ในโลกตะวันตก การเขียนประวัตบุคคลได้ปรากฏขึ้นมาตั้งแตก่อนสมัยใหม่แล้ว โดยเล่า




ประวัตของบุคคลในฐานะส่วนหนึ่งของประวัตศาสตร์ และมุงเน้นเพียงบุคคลส าคัญทาง




ประวัตศาสตร์ เช่น ผู้น าทางการเมือง, วีรบุรษนักรบ และนักบุญ เปนต้น จนกระทังในช่วงปลาย

58








ศตวรรษที 22 (ประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที 17) แนวคดมนุษยนิยมทีแพร่หลายในสังคมยุโรป


และความเจริญก้าวหน้าทางความร้จากการปฏิวัตวิทยาศาสตร์ได้น าไปสูความสนใจการศึกษา



การด าเนินชีวิตของมนุษย์ในฐานะปรากฏการณ์ทางธรรมชาตอย่างหนึ่งทีสามารถศึกษาวิเคราะห์


ในเชิงประจักษ์ได้เช่นเดียวกับการศึกษาสิ่งมีชีวิตอน ๆ


ความสนใจดังกล่าวได้น าไปสูการสร้างงานเขียนประเภทใหม่ขึ้นคอ ชีวประวัตบุคคล



(Biography) โดยมีจุดเดนส าคัญคอ การน าเสนอชีวิตของมนุษย์ในเชิงปจเจกและใน “พื้นที ่


ส่วนตัว” (the private realm) เพือสร้างความเข้าใจถึงชีวิตขของมนุษย์คนหนึ่ง ๆ ทุกแง่มุมและ



แยกออกจากประวัตศาสตร์เปนเอกเทศ จอห์น ไดรเดน (John Dryden) กวีชาวอังกฤษ ได้อธบาย


เปรียบเทียบความแตกตางระหว่างประวัตศาสตร์กับชีวประวัตไว้ว่า ประวัตศาสตร์มอง


ปรากฏการณ์ส าคัญขนาดใหญทีมีผู้คนจ านวนมากเข้ามามีส่วนร่วมและด าเนินกิจกรรมอย่าง



เปดเผย ขณะทีชีวประวัตให้ความส าคัญกับการกระท าตาง ๆ ทีไม่ส าคัญในชีวิตของปจเจกชน ใน









ประวัตศาสตร์ เราเข้าไปศึกษาปรากฏการณ์ทีเกิดขึ้นในระดับของรัฐ แตในชีวประวัต เราเข้าไป
พื้นทีส่วนตัวของวีรชน มองดูความเปลือยเปล่าของเขาและท าความคุ้นเคยพฤตกรรมและบท



สนทนาทีส่วนตัวทีสุดของเขา เมือเอาค ายกย่องสรรเสริญออกไป เราจะสามารถเห็นวีรชนผู้นั้นเปน






เพียงมนุษย์ผู้น่าสงสารคนหนึ่งทีมีกิเลสและความเขลาในตนเองตามทีธรรมชาตได้สร้างเขาขึ้นมา

1
เฉกเช่นมนุษย์คนอน

ค าอธบายของไดรเดนนี้ท าให้ผู้วิจัยเข้าใจว่า ในช่วงเวลาแรกทีงานเขียนประเภท


ชีวประวัติได้ปรากฏขึ้นเปนเอกเทศจากประวัติศาสตร์ ผู้เขียนงานเขียนประเภทนี้จะมุ่งน าเสนอชีวิต

ของบุคคลคนหนึ่งทุกแง่มุมในลักษณะคล้ายคลึงกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาต โดยมุงหมายเข้าถึง



ความจริงแท้ของเจ้าของชีวประวัตนั้น กรอบโครงเรื่องชีวประวัตในช่วงเวลานี้จึงจะพยายาม



ี่
น าเสนอเรื่องราวเกยวกับเจ้าของชีวประวัตตั้งแตเจ้าของชีวประวัตถอก าเนิดขึ้นบนโลกจนถึง



สิ้นชีวิตลงประหนึ่งการเฝ้าสังเกตชีวิตของบุคคลนั้นตลอด และน าเสนอเรื่องทั้งในด้านดและไม่ดี


หนึ่งในผู้สร้างแบบแผนการเขียนชีวประวัตสมัยใหม่ทีได้รับการยอมรับมากทีสุดในประวัตศาสตร์


การเขียนชีวประวัติบุคคล คือ ซามูเอล จอห์นสัน (Samuel Johnson)





เขาเปนนักเขียนชีวประวัตคนหนึ่งทีได้รับอทธพลจากงานเขียน Parallel Lives โดยพลู


ตาร์ช (Plutarch) ผู้วางแบบแผนการเขียนประวัตบุคคลโดยให้ความส าคัญตอชีวิตของบุคคลทั้งใน





ด้านทีเปดเผยตอสาธารณะและด้านส่วนตัว อทธพลงานเขียนของพลูตาร์ชท าให้จอห์นสันมองว่า


งานเขียนชีวประวัตควรน าเสนอคุณลักษณะตามความเปนจริงของเจ้าของชีวประวัติอันมาจากการ

1 Barbara Caine. (2010). Biography and History. p. 27.

59





1
ส ารวจชีวิตประจ าวันในสังคมและในชีวิตส่วนตัวมากกว่าการแสดงภาพลักษณ์ตอสาธารณะ



กระนั้น ขณะทีพลูตาร์ชส ารวจชีวิตของบุคคลส าคัญเพือสะท้อนถึงอารยธรรมทีบุคคลนั้นด ารงอยู่


แตจอห์นสันกลับส ารวจเรื่องราวชีวิตประจ าวันของบุคคลทัวไปและความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของ




ชีวประวัตกับบุคคลอนในสังคม โดยเชือว่า ชีวิตของเจ้าของชีวประวัตสามารถเปนบทเรียนชีวิตแก่



ผู้อนได้ ท าให้ความจริงทุกด้านของเจ้าของชีวประวัตไม่ว่าจะเปนด้านความส าเร็จหรือความ



ี่
ล้มเหลวจะต้องถูกน าเสนออย่างตรงไปตรงมาในงานเขียน และการเข้าถึงความจริงเกยวกับ
2

เจ้าของชีวประวัติกลายเปนเกณฑ์ก าหนดคุณค่าของงานเขียนชีวประวัตินั้น


แนวคดและวิธการการเขียนชีวประวัตของจอห์นสันมีอทธพลอย่างมากในวงการเขียน





ชีวประวัตของประเทศอังกฤษ และเปนหนึ่งในแบบแผนส าคัญของงานเขียนชีวประวัติจนเมือเข้าสู ่





ประมาณกลางพุทธศตวรรษที 24 ถงกลางพุทธศตวรรษที 25 (คริสต์ศตวรรษที 19) บริบทกระแส





ความรนแรงทางอารมณ์ความร้สึกหลังการปฏิวัตฝรังเศสส่งผลให้สังคมอังกฤษเกิดถกเถยงถึงการ
น าเสนอความออนแอและความล้มเหลวในชีวิตมนุษย์ ท าให้การเขียนชีวประวัตบุคคลอยูภายใต้




จารีตทีก ากับให้ผู้เขียนชีวประวัติต้องปฏิบัติตามอย่างระมัดระวังมิให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเจ้าของ


ชีวประวัตแม้จะสิ้นชีวิตไปแล้ว โดยเฉพาะประเดนทางศีลธรรม กรอบโครงเรื่องชีวประวัตบุคคลใน

ช่วงเวลานี้จึงจะมุงน าเสนอคุณงามความดมากกว่าความล้มเหลวในชีวิต ขณะเดยวกัน เรื่องราว



ออนไหวหรือหมิ่นเหม่ตอศลธรรมก็จะถูกละเว้นไม่กล่าวถึง ไม่ให้ความส าคัญ หรือปรับแตงแก้ไข




ให้ผ่อนเบาลง




อกทั้งชีวประวัตเริมปลีกตัวออกจากความเปนศาสตร์ทีน าเสนอความจริงเบื้องลึกของ


เจ้าของชีวประวัตไปสูความเปนวรรณกรรมมากขึ้น สาเหตุหนึ่งมาจากความต้องการบันทึกเรื่องราว








ชีวิตของบุคคลทีขยายตัวจากบุคคลส าคัญในประวัตศาสตร์หรือมีชือเสียงไปยังคนกลุมอน ๆ ใน

สังคม ขณะทีนักเขียนชีวประวัตจ านวนหนึ่งอาจมิได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดคุ้นเคยกับเจ้าของ




ชีวประวัตหรือมีประสบการณ์รับร้เรื่องราวส่วนตัวของเจ้าของชีวประวัต หากแตเปนเพียงบุคคลที ่





ถูกจ้างวานจากส านักพิมพ์หรือครอบครัวและเพือนของเจ้าของชีวประวัต เพือเขียนหนังสืออนุสรณ์


ระลึกถึงเจ้าของชีวประวัต ท าให้นักเขียนชีวประวัตเหล่านี้ต้องประกอบสร้างตัวตนของเจ้าของ
ชีวประวัตเพียงจากหลักฐานและค าบอกเล่าของผู้ใกล้ชิดเจ้าของชีวประวัตเท่านั้น รวมทั้งมิได้มี


อิสระในการน าเสนอความจริงของเจ้าของชีวประวัตทุกแง่มุมอย่างตรงไปตรงมา หากแต่อยู่ภายใต้


ข้อจ ากัดทางจารีต คุณคาทางสังคม และความคาดหวังของผู้ว่าจ้าง ข้อจ ากัดในการสะท้อนความ

1 Ibid. p. 30.
2 Ibid. p. 31.

60







จริงเกยวกับเจ้าของชีวประวัตข้างต้นท าให้งานเขียนชีวประวัตถูกให้คุณคาในฐานะวรรณกรรม
ี่




มากกว่าศาสตร์ทีน าเสนอความจริงของบุคคล และกลายเปนจารีตการเขียนชีวประวัตทียังคง

ปรากฏร่องรอยหลงเหลืออยู่ในการเขียนชีวประวัติสืบต่อเนืองมาถึงในปจจุบัน





เมือสยามรับความร้วิทยาการจากชาตตะวันตกตั้งแตพุทธศตวรรษที 24 และเกิดส านึก




ใหม่ทางประวัตศาสตร์ขึ้นในหมูชนชั้นน าสยาม ชนชั้นน าสยามก็เริมรับเอาวิธการและจารีตการ


เขียนชีวประวัตสมัยใหม่แบบตะวันตก โดยเฉพาะจากอังกฤษ งานเขียนประวัตบุคคลจึง



เปลี่ยนแปลงจากการเขียนแบบพงศาวดารเปนการเขียนแบบชีวประวัตสมัยใหม่ตามอย่างอังกฤษ

งานเขียนประวัตบุคคลของไทยแบ่งออกได้เปนสองประเภท ได้แก่ งานเขียนประวัตวงศ์ตระกูล


และงานเขียนชีวประวัติบุคคล แม้งานเขียนทั้งสองประเภทจะมีลักษณะเนื้อหาใกล้เคียงกันคือ การ





เล่าเรื่องราวชีวิตและมีจุดเริมต้นเรื่องเริมจากตัวเจ้าของประวัต แตจุดมุงเน้นของเรื่องในงานเขียน







ทั้งสองประเภทแตกตางกัน กล่าวคอ ขณะทีงานเขียนประวัตวงศ์ตระกูลจะมุงอธบายบรรพบุรษ




และความเปนมาของเจ้าของประวัต งานเขียนชีวประวัตจะมุงยังชีวิตเจ้าของประวัตและการ

กระท าของเจ้าของประวัติเปนหลัก



ส าหรับงานเขียนชีวประวัตของไทย ส่วนใหญจัดท าขึ้นเพือเปนอนุสรณ์ในงานศพ จึงจะ


จัดวางโครงเรื่องเล่าชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงสิ้นชีวิตแบบปจเจกชนในลักษณะมนุษยนิยม และเลือกมุง


น าเสนอบทบาทของเจ้าของชีวประวัตทีกระท าตลอดชีวิตภายใต้จารีตทีจะให้คุณคาชีวิตเจ้าของ






ชีวประวัตเปนสิ่งน้อมน าให้ผู้อานระลึกถึงค าสอนทางพุทธศาสนา ตัวอย่างเช่น พระนิพนธ์เรื่อง




พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระป่นเกล้าเจ้าอยูหัว โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหัว
พระราชประวัตเริมต้นเล่าเรื่องทีพระประสูตและสิ้นสุดเรื่องทีการสวรรคต เล่าบทบาทของ






พระบาทสมเด็จพระปนเกล้าเจ้าอยู่หัวทีทรงกระท าตลอดพระชนม์ชีพโดยสังเขป และให้คุณค่าพระ
ิ่


ชนม์ชีพบั้นปลายเปนสิ่งน้อมน าให้ผู้อาน “จงปลงธรรมสังเวชเถิด ว่าสมบัตวิบัตทั้งปวงเปนความ



ทุกข์ส าหรับสงสารวัฏ ความตัดอาลัยและความก าหนัดในของทุกอย่างเพือออกจากทุกข์ทั้งปวง

เปนความดีแท้แล”
1







เมือสยามเริมพัฒนาไปสูความเปนรัฐชาตสมัยใหม่ตั้งแตช่วงทศวรรษ 2440 งานเขียน







ชีวประวัตจ านวนหนึ่งได้เริมน าเสนอคุณคาใหม่ คอ การปฏิบัตหน้าทีสนองพระเดชพระคุณตอ



พระมหากษัตริย์ เพือริเริมจัดระเบียบทางสังคมใหม่ คุณคานี้ท าให้งานเขียนชีวประวัตมีการจัด


โครงเรื่องใหม่เน้นเล่าเรื่องชีวิตช่วงรับราชการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของชีวประวัตกับ

1 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหัว. (2496). พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระป่ ินเกล้า


เจ้าอยูหัว. หน้า 5.

61





พระมหากษัตริย์ และการพระราชทานตอบแทนความดความชอบ เช่น การได้รับเพิ่มเงิน


พระราชทานเบ้ยหวัด, การได้รับโปรดเกล้าฯเลือนบรรดาศักด์ และการได้รับพระราชทาน




เครื่องราชอสริยาภรณ์ เปนต้น ขณะทีเรื่องราวสายตระกูลหรือครอบครัวจะถูกกล่าวถึงเพียง

เล็กน้อย รวมถึงชีวิตวัยเยาว์ของเจ้าของชีวประวัตด้วย ตอมาคุณคาการสร้างคุณประโยชน์ตอ









ส่วนรวมเปนอกสิ่งหนึ่งทีถูกน าเสนอในงานเขียนชีวประวัตเมือสยามก าลังพัฒนาไปสู่ความเปนรัฐ





ชาตสมัยใหม่ เพือสร้างพลเมืองทีจะให้ความร่วมมือตอรัฐ และได้กลายเปนคุณคาของโครงเรื่อง




ชีวประวัตบุคคลแบบหนังสืออนุสรณ์งานศพทีแพร่หลายตลอดช่วงการสร้างรัฐชาตตั้งแตรัชสมัย


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัวจวบจนทศวรรษ 2490 โดยเฉพาะชีวประวัตของบุคคลที ่

ประกอบอาชีพข้าราชการ
เราจะเห็นได้ว่า พัฒนาการของงานเขียนชีวประวัตสมัยใหม่ในโลกตะวันตก โดยเฉพาะ

อังกฤษ ได้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงภาพรวมการเล่าเรื่องในงานเขียนประเภทนี้จากการเล่าชีวิต


ทุกแง่มุมตามข้อเท็จจริงไปสู่การเลือกสรรเล่าเรื่องราวเพียงบางด้านเพือรักษาเกยรตของผู้สิ้นชีวิต

เมือชนชั้นน าสยามรับเอาความร้วิทยาการจากตะวันตกและเกิดส านึกทางประวัตศาสตร์สมัยใหม่





ขึ้น ชนชั้นน าสยามก็รับเอาวิธการเขียนชีวประวัตสมัยใหม่และประยุกต์เข้ากับบริบทของตนเอง





โครงเรื่องชีวประวัตสมัยใหม่ของไทยจึงเริมต้นวางอยูบนกรอบใหญทีจะน าเสนอคุณคาของชีวิต





มนุษย์เปนสิ่งน้อมน าไปสูค าสอนทางพุทธศาสนา จนกระทังสยามก้าวเข้าสู่การพัฒนาเปนรัฐสมัย



ใหม่ตั้งแตทศวรรษ 2440 งานเขียนชีวประวัตก็เริมปรากฏการเปลี่ยนแปลงโครงเรื่องใหม่ โดยวาง
อยูบนกรอบโครงเรื่องทีน าเสนอคุณคาการสร้างคุณประโยชน์เพือส่วนรวมและความจงรักภักดี







ดังนั้น งานเขียนพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯทีเริมปรากฏขึ้น ณ ช่วงเวลาร่วมสมัยกันนี้จึง
ปรากฏการจัดวางโครงเรื่องทีสัมพันธ์กับรปแบบงานเขียนประเภทนี้ทีได้ถูกวางรากฐานไว้ก่อนแล้ว







2. โครงเร่องกบการเล่าเร่องทางประวัติศาสตร์


ในการวิเคราะห์โครงเรื่องพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯ ผู้วิจัยจะใช้แนวคดเรื่องโครง

เรื่องจากทฤษฎีการเขียนประวัตศาสตร์ของเฮย์เดน ไวต์ (Hayden White) นักทฤษฎีและนัก


ปรัชญาประวัตศาสตร์เชิงวรรณกรรมวิจารณ์ ไวต์ได้วิพากษ์ความพยายามของนักประวัตศาสตร์ที ่

จะพัฒนางานสาขาวิชาของตนตามแนวคดของวิทยาศาสตร์กายภาพและได้มีข้อเสนอสาม


ประการได้แก่ 1. งานเขียนทางประวัตศาสตร์เปนงานประพันธ์ทางวรรณกรรมรปแบบหนึ่ง มิได้


แตกตางจากงานวรรณกรรมแบบอน 2. วิธวิทยาทางประวัตศาสตร์เปนวิธการคดเชือมโยงแบบ








โวหารภาพพจน์ (figurative thinking) ตความข้อเท็จจริงจากอดตให้เรื่องราวมีคุณคาความหมาย




62







มิใช่วิธการวิเคราะห์ข้อมูลเพือสร้างสมมตฐานแบบวิทยาศาสตร์กายภาพ และ 3. กลวิธการ




ประพันธ์เปนเครื่องมือส าคัญของการเขียนประวัตศาสตร์ ซึงนักประวัตศาสตร์มิควรลดทอน




องค์ประกอบนี้ลง หากแตควรเรียนร้เครื่องมือในการประพันธ์มากขึ้น เพือน าไปใช้ในการตความ

1
ข้อเท็จจริงและน าเสนอภาพแทนของอดีต
ผู้วิจัยจะใช้แนวคดของข้อเสนอแรกในการวิเคราะห์โครงเรื่องกับแนวเรื่องพระประวัต ใน





ข้อเสนอแรก ไวต์ได้อธบายการท างานของนักประวัตศาสตร์ว่า นักประวัตศาสตร์มีการท างาน


คล้ายกับนักประพันธ์ โดยมีขั้นตอนการท างานแบ่งออกเปนสองส่วน ส่วนแรกเปนการเรียบเรียง




ข้อเท็จจริงทีเกิดขึ้นในรปของเรื่องราวด้วยการก าหนดจุดเริมต้น จุดกึ่งกลาง และจุดสิ้นสุด เพือ

สร้างขอบเขตของเรื่องราวเหตุการณ์ทางประวัตศาสตร์ทีจะท าการศึกษา เช่นเดยวกับนักประพันธ์



ทีสร้างจุดเริ่มต้น จุดตอนกลาง และจุดสิ้นสุด


ส่วนถัดมาคอ การตความเรื่องราวข้างต้นให้กลายเปนเรื่องเล่าทีมีความหมาย โดยสร้าง




ชุดค าอธบายให้กับเหตุการณ์ตาง ๆ ซึงแบ่งออกเปน 4 ระดับ ได้แก่ ระดับการสร้างโครงเรื่อง,



ระดับการสร้างข้อถกเถยง, ระดับนัยยะทางอุดมการณ์ และระดับการมองเหตุการณ์ผ่านโวหาร
ความเปรียบ ในการศึกษาวิเคราะห์โครงเรื่องกับแนวเรื่องพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯ ผู้วิจัย

จะเลือกเพียงสามระดับแรก เนืองด้วยข้อจ ากัดทางความร้ของผู้วิจัยในการท าความเข้าใจการสร้าง






ค าอธบายในระดับการมองเหตุการณ์ผ่านโวหารความเปรียบ ซึงจ าเปนต้องใช้วิธการทาง
ภาษาศาสตร์ในการศึกษาวิเคราะห์ ผู้วิจัยจึงขอละการศึกษาวิเคราะห์เนืองด้วยมิได้มีความร้ ู


เพียงพอ ในการสร้างค าอธบายระดับตาง ๆ ไวต์ได้สร้างชุดค าอธบายแยกออกเปน 4 ประเภทย่อย



ไล่เรียงดังนี้
2
ระดับการสร้างโครงเรื่อง (emplotment) หมายถึงการจัดวางเหตุการณ์ทาง




ประวัตศาสตร์ทีจะศึกษาเข้าไปอยูในแนวเรื่อง 4 แนว ซึงจัดเปนคูตรงข้ามกันสองคู ได้แก่ วีรคติ



(Romance) กับเย้ยหยัน (Satire) และสุขนาฏกรรม (Comedy) กับโศกนาฏกรรม (Tragedy) แนว


เรื่องคูแรกเปนแนวเรื่องทีอธบายเรื่องราวอย่างสุดขั้ว กล่าวคอ แนวเรื่องวีรคตมองว่า มนุษย์




สามารถเอาชนะก้าวข้ามอุปสรรค และปลดปล่อยตนเองออกจากการจองจ าของสถานการณ์และ

1 ตามไท ดิลกวิทยรัตน์. (2562, มกราคม-มิถุนายน). ทฤษฎีการเขียนประวัติศาสตร์ของเฮย์เดน ไวต์.
ใน วารสารประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์. 6(1): 132.


2 ผู้วิจัยอ้างอิงการอธบายทฤษฎีตามทีตามไทอธบายในเรื่อง “ทฤษฎีการเขียนประวัติศาสตร์ของเฮย์

เดน ไวต์” ตั้งแต่หน้า 139-142 (ใน ตามไท ดิลกวิทยรัตน์. (2562, มกราคม-มิถุนายน). ทฤษฎการเขียน

ประวัติศาสตร์ของเฮย์เดน ไวต์. ใน วารสารประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์. 6(1).)

63





เวลา ขณะทีแนวเรื่องเย้ยหยันจะมองว่า มนุษย์มิอาจเอาชนะชะตากรรมหรืออุปสรรคได้ ต้องตก


เปนเหยือของสถานการณ์และเวลา ส าหรับแนวเรื่องคูหลังทั้งสุขนาฏกรรมและโศกนาฏกรรมตาง




มองว่า มนุษย์ยังมีโอกาสทีจะหลุดพ้นออกจากชะตากรรมได้ชัวคราว โดยแนวเรื่องสุขนาฏกรรมจบลง

ด้วยชัยชนะของมนุษย์เหนืออุปสรรค ขณะทีแนวเรื่องโศกนาฏกรรมจบลงด้วยความพ่ายแพ้ แตจะ


ชดเชยด้วยความตระหนักร้ถึงข้อจ ากัดของมนุษย์
ระดับการสร้างข้อถกเถยง (argument) หมายถึงการใช้หลักการอนุมานตามล าดับ


ขั้นตอนเชือมโยงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยแบ่งออกเปน 4 ประเภท ซึงจัดเปนคู่ตรงข้ามกัน




สองคู ได้แก่ Formist กับ Contextualist และ Organicist กับ Mechanist ในหลักการอธบายคูแรก


Formist จะมองว่า ปรากฏการณ์หรือวัตถุแห่งการศึกษานั้นมีลักษณะเฉพาะตัวหรือพึงเข้าใจได้




โดยตัวสิ่งนั้นเอง โดยไม่จ าเปนต้องเชือมโยงกับสิ่งอนนอกเหนือจากปรากฏการณ์หรือวัตถุแห่ง
การศึกษา ส่วน Contextualist จะมองว่า การท าความเข้าใจปรากฏการณ์หรือวัตถุแห่งการศึกษา


ต้องเชือมโยงเข้ากับปรากฏการณ์อนหรือบริบทแวดล้อม ส่วนแนวการอธบายคูหลังจะมอง




ปรากฏการณ์หรือวัตถุแห่งการศึกษาเปนเพียงส่วนย่อยของภาพใหญ โดย Organicist มองว่า

ปรากฏการณ์หรือวัตถุแห่งการศึกษาเปนส่วนหนึ่งขององคาพยพและด าเนินประสานกับ




ปรากฏการณ์อน ๆ ขณะที Mechanist จะมองปรากฏการณ์หรือวัตถุแห่งการศึกษาในฐานะ





ฟนเฟองทีด าเนินอยูภายใต้กฎเกณฑ์ทีตายตัว


ระดับนัยยะทางอุดมการณ์ (ideological implication) เปนการให้คุณคาตอความ

เปลี่ยนแปลงทางประวัตศาสตร์ผ่านจุดยืนทางอุดมการณ์ โดยพิจารณาถึงภาวะอันพึงปรารถนา

(desirability) และจังหวะของการเปลี่ยนแปลงทีเหมาะสม (the optimum pace of change) นัยยะ


ทางอุดมการณ์นี้แบ่งออกเปน 4 แบบ ซึงจัดเปนคู่ตรงข้ามสองคู ได้แก่ Anarchist กับ Liberal และ




Radical กับ Conservative นัยยะคูแรกพิจารณาถึงภาวะอันพึงปรารถนา โดย Anarchist จะมอง




ว่า ภาวะอันพึงภาวะเปนสิ่งทีด ารงอยูในอดตอันไกลโพ้น ขณะที Liberal จะมองภาวะอันพึง


ปรารถนาอยูในอนาคตทียังมองไม่เห็น ส่วนนัยยะคู่หลังจะพิจารณาถึงจังหวะของการเปลี่ยนแปลง

โดย Radical มองว่า ความเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วและถอนรากถอนโคนเปนความจ าเปน ขณะที ่


Conservative จะว่า ความเปลี่ยนแปลงควรด าเนินอย่างค่อยเปนค่อยไปตามธรรมชาต ิ


เมือใช้ทฤษฎีการสร้างค าอธบายทั้งสามระดับข้างต้นนี้วิเคราะห์พระประวัตของกรม



หลวงชุมพรฯ ผู้วิจัยพบว่า เรื่องราวพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯฉบับทางการมีการ


เปลี่ยนแปลงการสร้างความหมายตอตัวตนของพระองค์ในแตละช่วงเวลา โดยมีการเปลี่ยนแปลง

โครงเรื่องจากสุขนาฏกรรม (Comedy) ในงานเขียนพระประวัตช่วงก่อนทศวรรษ 2490 ไปสูวีรคติ


64





(Romance) ในช่วงหลังทศวรรษ 2490 ทั้งในเรื่องราวพระชนม์ชีพทัวไปและในเรื่องราว

อทธปาฏิหาริย์ การเปลี่ยนแปลงโครงเรื่องนี้ท าให้ตัวตนของพระองค์ในสองช่วงเวลาดังกล่าวถูก


น าเสนอแตกตางกัน ตัวตนของพระองค์ในฐานะเชื้อพระวงศ์แบบอย่างผู้น าความทันสมัยจาก


ตะวันตกกลับมาสูสยามเพือสนองราชกิจของพระมหากษัตริย์ได้รับการผลักดันไปสูฐานะใหม่คอ


ทหารเรือนักปฏิรปผู้วางรากฐานกิจการทหารเรือไทย

อกทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงเรื่องพระประวัตก็ให้คุณคาตอนัยยะความเปลี่ยนแปลง





แตกตางกันจากจังหวะแบบ Liberal-conservative ในงานเขียนพระประวัตช่วงก่อนทศวรรษ


2490 ไปสู Liberal-radical ในงานเขียนหลังทศวรรษ 2490 กล่าวคือ พระประวัตช่วงก่อนทศวรรษ

2490 ได้มองความส าเร็จในพระกรณยกิจของกรมหลวงชุมพรฯในฐานะจุดเริมต้นหรือหน่อออน




ของกิจการทหารเรือไทยทียังต้องผ่านการฟูมฝกเตบโตอกตอไปในอนาคต ขณะทีพระประวัตช่วง








หลังทศวรรษ 2490 มองความส าเร็จเดยวกันนี้ในฐานะมรดกอันยิ่งใหญทีท าให้เกิดกองทัพเรือใน


ปจจุบัน และผลลัพธ์ความส าเร็จจากการปฏิรปของพระองค์ท าให้คนไทยมีความร้ความสามารถใน



การเดินเรือในทะเลตั้งแต่ช่วงทีพระองค์ทรงมีพระชนม์ชีพ


ทั้งนี้งานเขียนพระประวัตทั้งในช่วงก่อนและหลังทศวรรษ 2490 ส่วนใหญจะน าเสนอ



ข้อสรปของเรื่องในลักษณะแบบ Formist เปนพื้นฐานกล่าวคอ พระประวัตจะสรปความส าเร็จใน


พระกรณยกิจของกรมหลวงชุมพรฯมีสาเหตุส าคัญมาจากคุณสมบัตของพระองค์ทั้งในด้านพระ







ปรีชาสามารถและพระอัธยาศัย เนืองด้วยรปแบบของงานเขียนพระประวัตส่วนใหญเปนงานเขียน


ประเภทชีวประวัตบุคคลเชิงเชิดชูเกยรตยศ ท าให้ข้อสรปของเรื่องราวจะเปนการอธบายคุณสมบัต ิ







ของเจ้าของชีวประวัตทีท าให้เจ้าของชีวประวัตนั้นประสบความส าเร็จ ขณะเดยวกัน เรื่อง


อทธปาฏิหาริย์เหนือจริงเกยวกับกรมหลวงชุมพรฯก็มีข้อสรปของเรื่องคล้ายคลึงกัน คอ เรื่องราว


ี่




พยายามสรปให้เหนวา พระองค์ทรงมีคุณสมบัตในฐานะสิงศักด์สิทธ์ จึงท าให้พระองค์ทรงมี







อทธฤทธ์บันดาลปาฏิหาริย์ได้
อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเห็นว่า ทฤษฎีการสร้างความหมายของไวต์มิได้สามารถใช้วิเคราะห์
งานเขียนพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯได้อย่างตรงไปตรงมา เนืองจากทฤษฎีนี้เปนค าตอบที ่



ไวต์ประมวลขึ้นจากการวิเคราะห์งานเขียนทางประวัตศาสตร์แตละชิ้น เพือแสดงให้เห็นว่า งาน



เขียนทางประวัตศาสตร์ชิ้นนั้นมีลักษณะความเปนงานประพันธ์ทางวรรณกรรมมากกว่างาน


วิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์ แตผู้วิจัยได้น าทฤษฎีนี้มาใช้วิเคราะห์ตัวตนของกรมหลวงชุมพรฯที ่

ปรากฏในการเล่าพระประวัตในแตละช่วงเวลา โดยมองว่า ตัวตนของพระองค์ได้ผ่านการประกอบ




สร้างขึ้นจากงานเขียนพระประวัตหลายชิ้นทีมีผู้เขียนพระประวัตแตกตางกันและมิได้เล่าเรื่องแบบ



65





เดียวกัน กล่าวคือ งานเขียนพระประวัตแต่ละชิ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ อาจมิได้มีล าดับเรื่องเหมือนกัน



และมีการเลือกเรื่องทีจะน าเสนอแตกตางกัน แตยังน าเสนอตัวตนของพระองค์ในลักษณะเดียวกัน



ผู้วิจัยจ าเปนต้องเรียงล าดับเรื่องขึ้นใหม่ด้วยการประมวลจากงานเขียนพระประวัตทีผลิตขึ้นในแตละ




ช่วงเวลา โดยใช้โครงเรื่องการเล่าพระประวัตตามเวลาตั้งแตการประสูตจนถึงการสิ้นพระชนม์เปน



เกณฑ์ เพือให้ผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์ภาพรวมตัวตนของกรมหลวงชุมพรฯทีงานเขียนพระประวัติ
ณ ช่วงเวลานั้น ๆ พยายามน าเสนอได้ชัดเจน


ทั้งนี้ด้วยเหตุทีล าดับเรื่องใหม่เปนสิ่งทีสร้างขึ้นโดยผู้วิจัยและน าเสนอภาพรวมการเล่า

เรื่องพระประวัต ขณะทีทฤษฎีของไวต์วางอยูบนการวิเคราะห์งานเขียนแตละชิ้นในรายละเอยด






ล าดับเรื่องใหม่โดยผู้วิจัยย่อมส่งผลให้การวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีของไวต์สร้างค าตอบทีอาจ


คลาดเคลื่อนจากตัวตนของพระองค์ทีงานเขียนพระประวัตแตละชิ้นน าเสนอ ซึงผู้วิจัยตระหนักถึง



ข้อจ ากัดนี้และจะใช้ทฤษฎีของไวต์อธบายการน าเสนอตัวตนของกรมหลวงชุมพรฯในภาพรวมที ่
การเล่าเรื่องพระประวัติในช่วงเวลานั้น ๆ น าเสนอ



3. โครงเร่องพระประวัติของกรมหลวงชมพรฯ พ.ศ. 2466-2536
ในส่วนนี้ ผู้วิจัยจะวิเคราะห์โครงเรื่อง (การล าดับเหตุการณ์และการก าหนดแนวเรื่อง) ใน


พระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯทีผลิตขึ้นในชาวงระหว่างพ.ศ. 2466-2536 โดยจะพิจารณาถึงการ



สร้างและขับเน้นคุณสมบัตในตัวตนของพระองค์สองตัวตน คอ ตัวตนความเปนทหารเรือนักปฏิรป




และตัวตนผู้ใช้ศาสตร์ความร้นอกความเปนสมัยใหม่ คุณสมบัตในตัวตนแรกจะประกอบสร้างขึ้น

จากเรื่องราวพระชนม์ชีพทัวไปและความส าเร็จในพระกรณยกิจด้านกิจการทหารเรือ ส่วนตัวตนผู้ใช้



ศาสตร์ความร้นอกความเปนสมัยใหม่จะประกอบสร้างขึ้นจากเรื่องราวพระชนม์ชีพทีทรงเปนแพทย์


แผนไทย, พระจริยวัตรด้านเลื่อมใสศรัทธาไสยศาสตร์ และเรื่องราวอิทธปาฏิหาริย์เหนือจริงตาง ๆ




3.1 โครงเร่องพระประวัติเพ่อนาเสนอตัวตนทหารเรอนกปฏรูปสรางความทนสมัย







3.1.1 โครงเร่องกับแนวเร่องของพระประวัติก่อนการสรางโครงเร่องแม่บท



ในทศวรรษ 2490
งานเขียนพระประวัติทีผลิตขึ้น ณ ช่วงเวลานี้ได้แก่ พระนิพนธ์พระประวัตของกรม


หลวงชุมพรฯโดยสมเด็จ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ และงานเขียนทีผลิตซ ้าพระนิพนธ์พระประวัติ


จึงมีเรื่องราวและโครงเรื่องเพียงแนวเดยว คอ โครงเรื่องแบบสุขนาฏกรรม (Comedy) น าเสนอ


66






ความส าเร็จในพระกรณยกิจของกรมหลวงชุมพรฯทีทรงสามารถน าความทันสมัยจากตะวันตก


1
กลับมาสูสยามเพือสนองราชกิจของพระมหากษัตริย์ได้ เรื่องราวมีล าดับเรื่องดังนี้
1. กรมหลวงชุมพรฯประสูตขึ้นในฐานะพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว และมีพระชนม์ชีพวัยเยาว์อยู่ในพระบรมมหาราชวัง

จนกระทัง พ.ศ. 2436 พระองค์ทรงได้รับการโปรดเกล้าฯให้เสด็จไปศึกษาที ่


ประเทศอังกฤษ เมือถึงเวลาต้องทรงศึกษาวิชาเฉพาะ พระองค์ทรงเลือก
ศึกษาวิชาทหารเรือ



2. ในระหว่างทีทรงศึกษา พระองค์ทรงลาพักเรียนมาร่วมขบวนเสดจประพาส
ยุโรปทีศรีลังกาเมือ พ.ศ. 2440 และทรงแสดงพระปรีชาสามารถถอท้ายเรือ






พระทีนังไปจนถึงยุโรป หลังจากเสดจถึงยุโรป พระองค์ทรงศึกษาวิชา


วิชาการทหารเรือตอจนส าเร็จการศึกษา ทรงเสดจกลับสูสยามใน พ.ศ.

2442 และรับราชการในกรมทหารเรือ
3. กรมหลวงชุมพรฯทรงมุงหมายทีจะฝกหัดคนไทยให้มีความร้ความสามารถ





ในการเดนเรือในทะเลลึกได้ เนืองจากทีผ่านมาราชการไทยต้องจ้าง


ชาวตางชาตมาท าหน้าทีบังคับการเรือ แม้ราชการได้ตั้งโรงเรียนนายเรือ



แล้ว ก็ยังไม่ประสบความส าเร็จ



4. จนกระทังกรมหลวงชุมพรฯทรงเข้ารับราชการ พระองค์จึงทรงริเริมฝกหัด


นายทหารเรือไทย พระบาทสมเดจพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัวทรงมี
พระราชด าริเห็นชอบ จึงโปรดเกล้าฯให้กรมหลวงชุมพรฯด ารงต าแหน่ง

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ พระองค์ทรงฝกหัดนายทหารเรือเรื่อยมา


จนกระทัง พ.ศ. 2449 เมือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัวเสดจ




มาเปดโรงเรียนนายเรือ ทรงพอพระราชหฤทัยการฝกหัดของกรมหลวง

ชุมพรฯและมีลายพระราชหัตเลขาชืนชมไว้ในสมุดเยียมของโรงเรียนนายเรือ



1 เนืองจากมีงานเขียนพระประวัติของกรมหลวงชุมพรฯจ านวนมากในแต่ละช่วงเวลาและผู้วิจัยพระ

ประวัติแต่ละคนมีวิธการน าเสนอเรื่องราวพระชนม์ชีพของพระองค์แตกต่างกันแม้จะน าเสนอตัวตนของกรมหลวง
ชุมพรฯในลักษณะทีคล้ายคลึงกัน การพิจารณาล าดับเรื่องในแต่ละงานเขียนพระประวัติหรือเลือกวิเคราะห์เพียง


บางชิ้นงานจึงอาจไม่เหมาะสมต่อการวิเคราะห์ถึงตัวตนของพระองค์ทีได้รับการประกอบสร้างขึ้นจากงานเขียน
พระประวัติหลายชิ้นร่วมกัน ดังนั้น ผู้วิจัยจึงใช้ล าดับเรื่องนี้แสดงภาพรวมของการเล่าพระประวัติแต่ละช่วงเวลา

ตามทีผู้วิจัยประมวลขึ้นแทนการแสดงล าดับเรื่องตามงานเขียนพระประวัติ

67






5. ตอมาเมือถึงรัชสมัยพระบาทสมเดจพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัว กรมหลวง



ชุมพรฯทรงได้รับโปรดเกล้าฯเปนผู้ช่วยเสนาบดกระทรวงทหารเรือ แตทรง



ด ารงต าแหน่งได้ไม่นาน ก็ประชวรและทรงขอลาพักราชการออกเปน

นายทหารกองหนุนชัวคราวจนกระทัง พ.ศ. 2460 จึงทรงกลับเข้ารับ

ราชการอีกครั้ง
6. หลังจากกรมหลวงชุมพรฯทรงกลับเข้ารับราชการ ราชนาวีสมาคมได้เรี่ยไร


เงินเพือจัดซื้อเรือรบถวายแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัว กรม

หลวงชุมพรฯทรงได้รับมอบหมายจากราชนาวีสมาคมให้เปนข้าหลวงพิเศษ



เสดจไปซื้อเรือหลวงพระร่วงทียุโรป เมือทรงซื้อเรือได้แล้ว พระองค์ทรง

บังคับการเรือกลับมายังสยามด้วยพระองค์เอง เปนความดีความชอบท าให้


พระองค์ทรงได้รับการเลื่อนพระอิสริยยศเปนกรมหลวงและตอมาทรงได้รับ
การแต่งตั้งให้ด ารงต าแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ
7. กรมหลวงชุมพรฯทรงด ารงต าแหน่งไม่นาน ทรงประชวรกระเสาะกระแสะ

และทรงขอลาพักไปตากอากาศทีชายทะเลปากน ้าเมืองชุมพร ระหว่างที ่




ทรงอยูทีชายทะเล พระองค์ทรงถูกฝน ประชวรเปนไข้หวัดใหญ และ


สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเดจพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัวโปรดเกล้าฯให้

อัญเชิญพระศพกลับมาบ าเพ็ญพระราชกุศลทีวัง เมือถึงวันพระราชทาน



เพลิงศพ พระองค์ทรงรับสังให้มีกระบวนแห่พระศพตามพระเกยรตยศทาง



ทหารเรือในระดับนายพลเรือเอกและกระบวนแห่พระศพตามพระเกยรต ิ
เชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ ่
ล าดับเรื่องข้างต้นนี้จะเห็นว่า แนวเรื่องของพระประวัตเปนแนวเรื่องแบบ




สุขนาฏกรรม (Comedy) โดยมีปมปญหาส าคัญของเรื่องคอ การฝกหัดให้คนไทยมีความร้ ู



ความสามารถเดนเรือในทะเลลึก เรื่องราวพระประวัตมิได้มองพระกรณยกิจของกรมหลวงชุมพรฯ


ในฐานะสิ่งทีแก้ไขปมปญหาให้หมดไป หากแตเปนเพียงจุดเริมต้นของการแก้ไขปญหา สมเดจฯ







กรมพระยาด ารงราชานุภาพทรงอธบายการแก้ปญหานี้ผ่านลายพระราชหัตถเลขาของ



พระบาทสมเดจพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัวในสมุดเยียมเมือวันเปดโรงเรียนนายเรือว่า “เรา



จุฬาลงกรณ์ ป.ร. ได้มาเปดโรงเรียนนี้ มีความปลื้มใจซึงได้เห็นการทหารเรือมีรากหยังลงแล้ว




68





1

จะเปนทีมันสืบไปในภายหน้า” ข้อความนี้จึงแสดงให้เห็นถึงการคลี่คลายปมปญหาของเรื่องลง




ชัวคราวด้วยพระกรณยกิจของกรมหลวงชุมพรฯ ซึงทรงประสบส าเร็จอย่างราบรื่นและสร้างความ
พอพระราชหฤทัยแดพระมหากษัตริย์ ท าให้ทรงได้รับโปรดเกล้าฯให้ด ารงต าแหน่งส าคัญของ



ราชการทหารเรือ ท้ายทีสุด แม้เรื่องราวจะจบลงด้วยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ แตพระองค์ก็

ทรงได้รับการปฏิบัติตอพระศพอย่างสมพระเกยรติด้วยการมีกระบวนแห่พระศพตามพระเกยรตยศ







ทั้งฝายทหารเรือและฝายเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ เรื่องราวพระประวัตของพระองค์จึงลงด้วยความสุขที ่


พระองค์ทรงสามารถคลี่คลายปญหาได้ชัวคราว



ขณะเดยวกัน พระนิพนธ์พระประวัตนี้ได้น าเสนอข้อสรปแบบกึ่ง Organicist-




formist กล่าวคอ พระประวัตได้อธบายปจจัยทีท าให้กรมหลวงชุมพรฯทรงประสบความส าเร็จใน


พระกรณยกิจมาจากพระอัธยาศัยของพระองค์ “คอความซื่อตรงอย่างหนึ่ง ความกล้าหาญใน



บรรดาการซึงทรงท า...ความสามารถซึงจะท าการอันทรงจ านงให้ส าเร็จดังพระสงค์อย่างหนึ่ง แล



ความโอบอ้อมอารี...อาศรัยพระคุณสมบัตดังกล่าวมานี้ จึงทรงสามารถท าราชการตาง ๆ ซึงได้รับ


ในหน้าทีให้ลุล่วงดังได้กล่าวมาข้างต้น” แตเมือพิจารณาถึงบทบาทของพระองค์ในเรื่องราวพระ
2

ประวัต พระองค์ทรงมีบทบาทสนองตอพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์ในเรื่องตาง ๆ ทั้งใน



เรื่องการปรับปรงการศึกษาของโรงเรียนนายเรือและเรื่องการซื้อเรือหลวงพระร่วง กรมหลวงชุมพรฯ



ในพระนิพนธ์พระประวัตจึงทรงด ารงต าแหน่งแห่งทีเปนส่วนหนึ่งขององคาพยพทีน าโดย


พระมหากษัตริย์
โครงเรื่องและข้อสรปได้สะท้อนถึงบริบทความพยายามของชนชั้นน าในการจัด

ระเบียบทางสังคมขึ้นใหม่ในช่วงทศวรรษ 2450-2460 เนืองด้วยความวุนวายทางสังคมทีเกิดขึ้น



จากการเปลี่ยนผ่านสังคมของสยามไปสู่ความเปนสมัยใหม่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธราชย์




การปกครองทีรวมศูนย์อ านาจทีรัฐส่วนกลางต้องการให้ประชาชนยอมรับอ านาจและให้ความ


ร่วมมือตอรัฐ ขณะเดยวกัน ภายในกลุ่มชนชั้นน าเองก็เกิดปญหาความขัดแย้งระหว่างกันจากการ


แบ่งสรรทรัพยากรทีไม่เปนระเบียบและไม่เท่าเทียมกัน สมเดจฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพใน
3




ฐานะเจ้านายชั้นสูงของราชวงศ์และเสนาบดกระทรวงมหาดไทยจึงทรงเห็นจ าเปนต้องจัด

1 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ. (2466). จดหมายเหตุเรื่องเซอเชมสบรก

เข้ามาท าสัญญาในรัชกาลที่ 3 เมื่อปจอ พ.ศ. 2393. หน้า 13.

2 แหล่งเดิม. หน้า 18.
3 สายชล สัตยานุรักษ์. (2546). สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ: การสร้างอัตลักษณ ์
“เมืองไทย” และ “ชั้น” ของชาวสยาม. หน้า 7-15.

69






ความสัมพันธ์ทางอ านาจของผู้คนในสังคมขึ้นใหม่ พระองค์ทรงใช้พระนิพนธ์ตาง ๆ เปนเครื่องมือ

เปลี่ยนแปลงการรับร้ตัวตนของผู้คนในสังคม โดยทรงโน้มน้าวให้ผู้คนตระหนักถงบทบาทตามชนชั้น



ของตน และให้คุณคาของชีวิตเน้นไปยังการท าประโยชน์ตอสังคมบ้านเมือง รวมถึงการมีความ
1
จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
ความมุงหมายของสมเดจฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพท าให้พระนิพนธ์พระ


ประวัตกรมหลวงชุมพรฯสะท้อนถึงอุดมการณ์ของรัฐนอกเหนือผ่านการร าลึกถึงสิ่งทีกรมหลวง




ชุมพรฯได้ทรงกระท าไว้เมือครั้งยังมีพระชนม์ชีพ โดยมีเป้าหมายผู้อานทีเปนชนชั้นน าทีด ารง





ต าแหน่งราชการ พระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯในพระนิพนธ์พระประวัตจึงน าเสนอต าแหน่ง



แห่งทีของกรมหลวงชุมพรฯในฐานะองค์ประกอบย่อยขององคาพยพทีท าหน้าทีสนองตอบพระราช
ประสงค์ของพระมหากษัตริย์ทั้งในเรื่องการฝกหัดคนไทยให้มีความสามารถในการเดินเรือและเรื่อง


การซื้อเรือหลวงพระร่วง รวมทั้งน าเสนอคุณสมบัตของกรมหลวงชุมพรฯทีน าพระองค์ไปสู ่

ความส าเร็จ เพือโน้มน้าวให้ชนชั้นน ายึดถอเปนแบบอย่าง ตระหนักบทบาทหน้าทีในชนชั้นของตน




มีความสามัคคเอ้ออาทรระหว่างกัน และปฏิบัตราชการด้วยความจงรักภักด เพือเก้อหนุนให้








พระมหากษัตริย์สามารถน าพาประเทศชาตผ่านพ้นปญหาและรักษาระบอบสมบูรณาญาสิทธราชย์

ให้มันคงสืบไปได้


ขณะเดยวกัน เมือพิจารณาถึงเป้าหมายปลายทางของการแก้ปมปญหาและ


จังหวะอันเหมาะสม พระประวัตสะท้อนถึงนัยยะอุดมการณ์แบบ Liberal-conservative โดยมองว่า







สถานการณ์ทีด ารงอยูเดิมไม่เปนทีพึงปรารถนาคอ การทีคนไทยไม่มีความร้ความสามารถในการ


เดินเรือในทะเลลึกท าให้ราชการต้องจ้างชาวตางชาตท าหน้าทีแทน การฝกหัดให้คนไทยมีความร้ ู



ความสามารถในการเดนเรือได้อย่างชาวตางชาตจึงเปนภาวะพึงปรารถนาในอนาคตทีราชการไทย





ประสงค์จะไปให้ถึง กระนั้น ผลลัพธ์ของการแก้ไขปมปญหามิได้ปรากฏในพระประวัตฉบับนี้ อกทั้ง







พระประวัตยังอธบายความส าเร็จในพระกรณยกจของกรมหลวงชุมพรฯเพียงในฐานะจุดเริมต้นของ



การคลี่คลายสถานการณ์ปญหา หมายความว่า ความส าเร็จในพระกรณยกิจได้สามารถคลี่คลาย

ปมปญหาลงชัวคราวแล้ว ซึงได้สะท้อนมุมมองตอจังหวะทีเหมาะสมตอการแก้ปมปญหาเรื่องว่า







มิใช่เรื่องเร่งด่วนตอการด าเนินการแก้ไขในทันที ดังนั้น นัยยะอุดมการณ์นี้บ่งชี้มุมมองของชนชั้นน า


ทีให้ความส าคัญตอการสร้างความทันสมัยแก่กิจการทหารเรือระดับหนึ่ง โดยมองว่า การฝกหัด


1 อรรถจักร สัตยานุรักษ์. (2556). ความหมายของตัวตน: พัฒนาการหนังสอแจกในงานศพ. ใน

ประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษา: รวมบทความไทยศึกษาเพื่อระลกถึงศาสตราจารย์ อิฌิอิ โย

เนะโอะ. หน้า 202.

70








นายทหารเรือให้มีความสามารถเดนเรือเปนเรื่องทีจ าเปน และกรมหลวงชุมพรฯได้ทรงท าให้เกิด


“รากหยังลงแล้ว” แตการแก้ไขปมปญหานี้ก็มิใช่เปนเรื่องเร่งดวนทีจะต้องด าเนินให้ส าเร็จอย่าง





รวดเร็วเมือเทียบกับสถานการณ์ปญหาอน ๆ โดยเฉพาะปญหาความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นน า







จากการวิเคราะห์การสร้างคุณคาความหมายตอเรื่องเล่าพระประวัตของกรม

หลวงชุมพรฯ จะเห็นได้ว่า พระประวัตได้สร้างตัวตนของพระองค์ในฐานะเชื้อพระวงศ์แบบอย่าง

ผู้น าความทันสมัยจากตะวันตกกลับมาสูสยามเพือสนองพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์



ตัวตนนี้ถอก าเนิดขึ้นสนองตอบพระประสงค์ของสมเดจฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพในการจัด




ระเบียบการรับร้ตัวตนและบทบาทของชนชั้นน าเมือสยามก าลังเปลี่ยนผ่านไปสูความเปนสมัยใหม่

ในช่วงทศวรรษ 2450-2460 พระประวัตจึงน าเสนอกรมหลวงชุมพรฯในฐานะแบบอย่างทีชนชั้นน า

พึงยึดถอและปฏิบัต เพือรักษาสถานะของชนชั้นน าและระบอบสมบูรณาญาสิทธราชย์ให้ด าเนิน






เปลี่ยนผ่านไปสูความเปนสมัยใหม่ได้อย่างราบรื่น

3.1.2 โครงเร่องและแนวเร่องของพระประวัติหลงการสรางแม่บทพระ



ประวัติในทศวรรษ 2490 จนถึง พ.ศ. 2527
การเสื่อมสถานะและอ านาจทางการเมืองของกองทัพเรือจากความพ่ายแพ้ใน
เหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน พ.ศ. 2494 ได้ท าให้เกิดความพยายามในการเขียนประวัตศาสตร์ของ




กองทัพเรือขึ้นใหม่ เพือเปลี่ยนแปลงการรับร้ตัวตนของกองทัพเรือในฐานะกบฏ ขณะเดยวกัน



กระแสการฟนฟูสถานะทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์เพือตอต้านการขยายตัวของ



แนวคดคอมมิวนิสต์ก็น ามาซึงการมองย้อนเรื่องราวบทบาทของชนชั้นน าในอดีตและให้คุณค่าพระ




เกยรตคุณทีสร้างความเจริญตอประเทศชาต เพือสร้างการรับร้ของผู้คนทีมีตอสถาบัน





พระมหากษัตริย์ใหม่ในฐานะศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทย บริบททั้งสองนี้ได้ท าให้เรื่องราว
แม่บทพระประวัตฉบับทางการน าเสนอตัวตนของกรมหลวงชุมพรฯในฐานะปูชนียบุคคลส าคัญผู้

วางรากฐานความเจริญต่อกองทัพเรือไทยในปจจุบัน




เรื่องราวแม่บทพระประวัตนี้สร้างขึ้นจากเรื่องราวพระประวัตตามความร้ความ
เข้าใจทีด ารงอยู่ในสังคมก่อนทศวรรษ 2490 ซึ่งมาจากพระนิพนธ์พระประวัติโดยสมเด็จฯ กรมพระ


ยาด ารงราชานุภาพและการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวประวัตศาสตร์ของกองทัพเรือในช่วงทศวรรษ
2490 โดยมีงานเขียนส าคัญได้แก่ จดหมายของนาวาตรี หลวงรักษาราชทรัพย์ (รักษ์ เอกะวิภาต)
(พ.ศ. 2496), หนังสือประวัตโรงเรียนนายเรือ (พ.ศ. 2499) และเรื่องเล่าประสบการณ์ของนักเรียน

นายเรือในหนังสือ พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ แล เกศากันต์ฯ กองประวัตศาสตร์ทหารเรือได้เรียบ

เรียงขึ้นเปนพระประวัติฉบับทางการฉบับทีสองในหนังสือ อนุสรณ์พิธีเปดกระโจมไฟชุมพรเขตอุดม







ศักดิ์ (พ.ศ. 2503) แม้พระประวัตฉบับอนทีผลิตขึ้นในช่วงเวลานี้จะมีรายละเอยดการเล่าเรื่องหรือ


71







ล าดับเรื่องแตกตางกันบ้าง แตงานเขียนพระประวัตส่วนใหญยังมีภาพรวมการเล่าเรื่องตามพระ


ประวัติฉบับทางการฉบับทีสอง งานเขียนพระประวัติส่วนใหญมีภาพรวมล าดับเรื่องดังนี้

1. กรมหลวงชุมพรฯประสูตขึ้นในฐานะพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว และมีพระชนม์ชีพวัยเยาว์อยู่ในพระบรมมหาราชวัง


จนกระทัง พ.ศ. 2436 พระองค์ทรงได้รับการโปรดเกล้าฯให้เสด็จไปศึกษาที ่
ประเทศอังกฤษ โดยทรงศึกษาวิชาการทหารเรือตามพระราชด าริของ

พระบาทสมเดจพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัวทีทอดพระเนตรเห็นความไม่



มันคงของประเทศชาติเนืองด้วยการให้ชาวตางชาติรับราชการทหารเรือ




2. ในระหว่างทีทรงศึกษา พระองค์ทรงลาพักเรียนมาร่วมขบวนเสดจประพาส

ยุโรปทีศรีลังกาเมือ พ.ศ. 2440 และทรงแสดงพระปรีชาสามารถถอท้ายเรือ





พระทีนังไปจนถึงยุโรป หลังจากเสดจถึงยุโรป พระองค์ทรงศึกษาวิชา



วิชาการทหารเรือตอจนส าเร็จการศึกษา เสดจกลับสูสยามใน พ.ศ. 2442


และรับราชการในกรมทหารเรือ โดยทรงมีพระทัยมุงมันทีจะฝกหัดทหารเรือ





ไทยให้มีความร้ความสามารถในการเดนเรือได้อย่างชาวตางประเทศ แต ่
ทรงยังไม่มีโอกาส

3. เมือนาวาเอก หม่อมเจ้า ไพชยนต์เทพ ออกจากต าแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษา
ทหารเรือใน พ.ศ. 2448 กรมหลวงชุมพรฯทรงได้รับโปรดเกล้าฯให้ด ารง

ต าแหน่งแทน พระองค์ทรงถอโอกาสนี้ปฏิรปการศึกษาของโรงเรียนนายเรือ



ทั้งหมดใหม่ ทรงทุมเทพระทัยให้ความร้และฝกหัดทักษะแก่นักเรียนนาย

เรือด้วยพระองค์เอง จนกระทังนักเรียนนายเรือแสดงความสามารถในการ

จัดการเรือเปนทีประทับพระราชหฤทัยตอพระบาทสมเดจพระจุลจอมเกล้า




เจ้าอยู่หัวในวันเปดโรงเรียนนายเรือ



4. ใน พ.ศ. 2449 เมือกรมหลวงชุมพรฯเสดจไปตั้งกองทหารทีบางพระ ทรง

แสดงพระอัธยาศัยคลุกคลีใกล้ชิดและอุปถัมภ์เหล่าทหารเรือ ท าให้
ทหารเรือต่างเคารพรักใคร่พระองค์

5. เมือถึง พ.ศ. 2450 กรมหลวงชุมพรฯทรงน านักเรียนนายเรือออกฝกภาค

ทะเลในตางประเทศเปนครั้งแรก โดยให้นักเรียนนายเรือทั้งหมดเปนลูกเรือ





และไม่มีชาวตางชาตบนเรือเลย เปนการแสดงความสามารถครั้งแรกของ

คนไทยในการเดินเรือให้เปนทีประจักษ์ตอสายตาชาวต่างชาต ิ




72






6. หลังจากทกรมหลวงชุมพรฯทรงได้รับการโปรดเกล้าฯให้ด ารงต าแหน่งรองผู้
บัญชาการทหารเรือ พระองค์เสดจไปอ านวยการฝกหัดทหารเรือในการใช้







ตอร์ปโดทีอ่าวสัตหีบ ในครั้งนั้นพระองค์ทรงมีพระด าริทีจะให้อาวแห่งนี้เปน
ฐานทัพเรือในอนาคต เนืองจากเปนพื้นทีทางยุทธศาสตร์ทีเหมาะสม








7. เมือเข้าสูรัชสมัยของพระบาทสมเดจพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัว กรมหลวง

ชุมพรฯทรงจ าต้องออกจากราชการโดยยังไม่มีข้อสรปเหตุผลชัดเจน ใน
ระหว่างทรงออกจากราชการ พระองค์ยังทรงมีพระทัยห่วงใยทหารเรือ เมือ

ทรงทราบว่า สยามจะประกาศสงครามกับเยอรมนี ทรงเสดจในตรวจป้อม

พระจุลจอมเกล้าและรับสังให้ซ่อมแซม เมือถึงวันประกาศสงคราม ก็เสดจ



มาช่วยเหลือ
8. หลังจากกรมหลวงชุมพรฯทรงกลับเข้ารับราชการใน พ.ศ. 2460 ราชนาวี
สมาคมได้เรี่ยไรเงินเพือจัดซื้อเรือรบถวายแดพระบาทสมเดจพระมงกุฎ




เกล้าเจ้าอยูหัว กรมหลวงชุมพรฯทรงได้รับมอบหมายจากราชนาวีสมาคม



ให้เปนข้าหลวงพิเศษเสดจไปซื้อเรือหลวงพระร่วงทียุโรป เนืองจาก

คณะกรรมการราชนาวีสมาคมมีความเห็นร่วมกันว่า พระองค์ทรงมีพระ


ปรีชาสามารถด้านการทหารเรือมากทีสุด เมือทรงซื้อเรือได้แล้ว พระองค์

ทรงบังคับการเรือกลับมายังสยามด้วยพระองค์เอง เปนความดความชอบ



ท าให้พระองค์ทรงได้รับการเลื่อนพระอิสริยยศเปนกรมหลวงและตอมาทรง
ได้รับการแต่งตั้งให้ด ารงต าแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ

9. กรมหลวงชุมพรฯทรงด ารงต าแหน่งนี้ไม่นาน ทรงประชวรเปนพระโรค
ภายในจึงทรงขอลาพักไปตากอากาศทีชายทะเลปากน ้าเมืองชุมพร





ระหว่างทีทรงอยูทีชายทะเล พระองค์ทรงถูกฝน ประชวรเปนไข้หวัดใหญ ่


และสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเดจพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัวโปรดเกล้าฯให้


อัญเชิญพระศพกลับมาบ าเพ็ญพระราชกุศลทีวัง เมือถึงวันพระราชทาน

เพลิงศพ พระองค์ทรงรับสังให้มีกระบวนแห่พระศพตามพระเกยรตยศทาง


ทหารเรือในระดับนายพลเรือเอกและกระบวนแห่พระศพตามพระเกยรต ิ

เชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ ่


10. พระเกยรตคุณของกรมหลวงชุมพรฯทีทรงมีพระปรีชาสามารถและความ



มุ่งมันตั้งพระทัยท าให้กิจการทหารเรือของประเทศได้กลายเปนของคนไทย

73







และท าให้กองทัพเรือไทยในปจจุบันสามารถมีเกยรตภูมิเปนทียอมรับใน



สายตาของตางชาตด้วยการมีระเบียบประเพณและวิชาความร้ทัดเทียม



นานาชาต อกทั้งพระจริยวัตรและพระอัธยาศัยของพระองค์ท าให้ทหารเรือ


ต่างเคารพรักใคร่และแสดงความระลึกถึงพระองค์เสมอ


ล าดับเรื่องราวพระประวัตข้างต้นนี้ได้แสดงให้เห็นว่า พระประวัตทีผลิตขึ้นใน


ช่วงเวลานี้มีแนวเรื่องแบบวีรคต (Romance) โดยมีปมปญหาส าคัญของเรื่องคอ การฝกหัดให้คน




ไทยมีความร้ความสามารถเดนเรือในทะเลลึก เพือแทนทีชาวตางชาตทีรับราชการในกิจการ






ทหารเรือ ซึงแตกตางจากแนวเรื่องของพระประวัตในช่วงเวลาก่อนหน้าทีมีแนวเรื่องแบบ




สุขนาฏกรรม พระประวัตช่วงเวลานี้พิจารณาพระกรณยกิจของกรมหลวงชุมพรฯในฐานะสิ่งทีแก้ไข



ปมปญหาได้อย่างสมบูรณ์ โดยตีความความส าเร็จนี้จากเรื่องการฝกหัดภาคทะเลของนักเรียนนาย





เรือเมือ พ.ศ. 2450 ซึงใช้นักเรียนนายเรือไทยในการปฏิบัตหน้าทีบนเรือทั้งหมด และมองว่า การ






ฝกภาคทะเลครั้งนี้เปนครั้งแรกทีนักเรียนนายเรือได้แสดงความร้ความสามารถเดนเรือในทะเล



1
อย่างเปนทีประจักษ์ตอสายตานานาชาต ความส าเร็จนี้มีทีมาจากพระปรีชาสามารถด้านการ


ทหารเรือกับความอุตสาหะของกรมหลวงชุมพรฯทีทรงลงทุนลงแรงปฏิรปเปลี่ยนแปลงการศึกษา


ของโรงเรียนนายเรือใหม่ให้ทัดเทียมกับการศึกษาวิชาทหารเรือของตะวันตกด้วยตัวพระองค์เอง

ความส าเร็จนี้ยังได้เปลี่ยนแปลงสภาพของกิจการทหารเรือไทยจากกิจการทีชาวตางชาตเปนผู้



ขับเคลื่อนเพือผลประโยชน์ส่วนตนกลายเปนกิจการทีคนไทยด าเนินการเพือประโยชน์ของชาต ิ





บ้านเมือง เนืองด้วยการปฏิรปการศึกษาของโรงเรียนนายเรือท าให้มีนายทหารเรือไทยรับราชการ



แทนทีชาวต่างชาติจนสามารถท าให้กิจการทหารเรือเปนของคนไทยได้สมบูรณ์
นอกจากความเปลี่ยนแปลงต่อกิจการทหารเรือแล้ว ตัวตนของกรมหลวงชุมพรฯ
ในเรื่องราวพระประวัตก็เปลี่ยนแปลงจากเจ้านายเชื้อพระวงศ์พระองค์หนึ่งทีปฏิบัตราชการ




ทหารเรือไปสู่นายทหารเรือนักปฏิรปผู้วางรากฐานทหารเรือไทย ความเปลี่ยนแปลงข้างต้นมาจาก


ข้อสรปแบบ Formist ทีพระประวัต ณ ช่วงเวลานี้สร้างขึ้น โดยน าเสนอตัวตนของกรมหลวงชุมพรฯ





ใหม่ทีประกอบขึ้นด้วยคุณสมบัตตาง ๆ เช่น การมีพระปรีชาสามารถด้านการทหารเรือทีทันสมัย,



ความกล้าหาญในการริเริมกระท าสิ่งตาง ๆ และความไม่ถอพระองค์ โดยเฉพาะคุณสมบัตเรื่อง






ความมุงมันตั้งพระทัยทีจะทรงท าสิ่งใดให้ส าเร็จ ซึงถูกน าเสนอผ่านการทีพระองค์ต้องทรง

ด าเนินการเรื่องตาง ๆ ด้วยตัวพระองค์เอง เช่น พระองค์ทรงเปนอาจารย์สอนวิชาจ านวนหนึ่งใน

โรงเรียน, ทรงรับสังให้สร้างสิ่งอ านวยการฝกหัดนักเรียนนายเรือ และทรงด าเนินการฝกหัดด้วย




1 กองทัพเรือ. (2503). อนุสรณ์พิธีเปดกระโจมไฟชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 20 พฤศจิกายน 2503. หน้า 48.


74










พระองค์เอง เปนต้น คุณสมบัตเหล่านี้เปนสิ่งทีจะอธบายความส าเร็จในพระกรณยกิจและสร้าง
ความเปลี่ยนแปลงต่อกิจการทหารเรือไทย
ในการน าเสนอตัวตนของกรมหลวงชุมพรฯในฐานะวีรบุรษ นัยยะอุดมการณ์






ของการเปลี่ยนแปลงแบบ Liberal-radical ทีอยูในพระประวัตเปนสิ่งทีขับเน้นความเปนวีรบุรษ




ของพระองค์ให้โดดเด่นมากขึ้น พระประวัตในช่วงเวลานี้มองภาวะดั้งเดิมคือ การมีชาวตางชาตรับ




ราชการทหารเรือ เปนสิ่งไม่พึงปรารถนาและเปนอันตรายตอความมันคงของชาตด้วยการอธบาย




ว่า “ชาวตางประเทศทีมารับราชการในประเทศไทยเรานั้น จะหวังพึงเขาในคราวคับขันหาได้ไม่






เพราะเขามาท างานเพือคาจ้างเท่านั้น ไม่ได้มาท างานเพือช่วยป้องกันบ้านเมืองซึงไม่ใช่ของเขา”
1






การอธบายนี้ท าให้ภาวะการมีชาวตางชาตรับราชการทหารเรือเปนสิ่งทีจ าเปนต้องได้รับการแก้ไข

เร่งดวน และจังหวะของการแก้ไขปมปญหาต้องเกิดขึ้นทันทีแบบถอนรากถอนโคนด้วยการเอา

ชาวต่างชาติออกจากราชการทหารเรือจนหมดสิ้น


พระประวัตนิยามถึงวิธการด าเนินการปฏิรปของกรมหลวงชุมพรฯว่า “การร ุ


ศักราช” อันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนนักเรียนนายเรือด้วยวิชาความร้ใหม่
2

ทั้งหมด โดยทรงจัดให้สอบไล่นักเรียนนายเรือชั้นสูงสุดออกเปนนายทหารเรือ และให้ยุบนักเรียน
นายเรือชั้นอนมาเรียนด้วยหลักสูตรใหม่และระเบียบการจัดการปกครองนักเรียนนายเรือใหม่


ทั้งหมด วิธการปฏิรปของพระองค์และความอุตสาหะตั้งพระทัยทีจะให้พระกรณยกิจส าเร็จดังพระ




ประสงค์ได้สร้างผลลัพธ์เปนทีพอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเดจพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว







และสามารถท าให้คนไทยมีความร้ความสามารถในการเดนเรือได้อย่างแท้จริงเมือทรงน านักเรียน




นายเรือออกฝกภาคทะเลในตางประเทศเมือ พ.ศ. 2450 ซึงใช้เวลานับตั้งแตทรงริเริมปฏิรปจนถึง



การน านักเรียนออกฝกภาคทะเลนี้เพียง 2 ปเท่านั้น นัยยะของการแก้ปมปญหาจึงมองความส าเร็จ





ในพระกรณยกิจกรมหลวงชุมพรฯเปนสิ่งทีน ากิจการทหารเรือไทยไปสูเป้าหมายทพึงปรารถนาและ




ให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว
การน าเสนอเรื่องราวพระประวัติ ณ ช่วงเวลานี้ได้พยายามขับเน้นคุณสมบัติตาง ๆ

ของกรมหลวงชุมพรฯในฐานะวีรบุรษ เพือตอบสนองต่อบริบททีกองทัพเรือสูญเสียสถานภาพทาง



การเมืองหลังความพ่ายแพ้ในเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน พ.ศ. 2494 กองทัพเรือในฐานะฝาย

สนับสนุนนายปรีด พนมยงค์ประสบความล้มเหลวในการพยายามยึดอ านาจการเมืองจากรัฐบาล


1 พลเรือตรี ดาว เพชรชาติ. (2524, พฤศจิกายน). เทิดพระเกยรติพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรม

หลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบดาแหงทหารเรอไทย. ใน นาวิกศาสตร์. 64(11): 1218.



2 กองทัพเรือ. (2503). เล่มเดิม. หน้า 15.

75







ทหารฝายกองทัพบกกับฝายอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม ความหวาดหวันตอแสนยานุภาพของกองทัพเรือ






ท าให้ฝายรัฐบาลลดทอนแสนยานุภาพของกองทัพเรือลงมิให้เปนปรปกษ์กับรัฐบาลได้อกตอไป
โดยยุบหรือโอนหน่วยงานทีรัฐบาลเห็นว่าไม่จ าเปนส าหรับกิจการกองทัพเรือ ย้ายทีตั้งหน่วยงาน



ของกองทัพเรือทีเหลืออยูออกจากเขตพระนครและธนบุรี รวมถึงมีค าสังพักราชการและปลด




นายทหารเรือจ านวนมากทีเกยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ซึงนายทหารเรือทีถูกปลดจะมิได้รับเบี้ยหวัด

ี่

บ านาญ นอกจากการโอนย้ายหน่วยงานและการปลดนายทหารเรือออกจากราชการจ านวนมาก

กองทัพเรือยังได้สูญเสียทรัพย์สินกว่า 5 ล้านบาท, เสียเรือรบสองล า, กรมอูทหารเรือเสียหายหนัก
1

จากไฟไหม้ และเชื้อเพลิงกับอาวุธสูญหายเปนจ านวนมาก
การลดทอนแสนยานุภาพของกองทัพเรือนี้ได้ท าให้กองทัพบกขึ้นมามีบทบาท
น าทางการเมืองตลอดตั้งแต่ทศวรรษ 2500 ด้านหนึ่งสามารถเห็นได้จากผู้น าการเมืองและผู้น าการ









รัฐประหารทเกดข้น ณ ช่วงเวลาน้มีทมาจากกองทัพบกเกอบทั้งหมด ได้แก จอมพล สฤษด์ ธนะรัชต์



(พ.ศ. 2502-2506), จอมพล ถนอม กตตขจร (พ.ศ. 2501, 2506-2516), พลเอก เกรยงศักด์ ชมะ



นันทน์ (พ.ศ. 2520-2523) และพลเอก เปรม ตณสูลานนท์ (พ.ศ. 2523-2531) แม้มีช่วงระยะเวลา

ระหว่าง พ.ศ. 2518-2520 ทีมีนายทหารเรือพยายามขึ้นมามีอ านาจทางการเมืองคอ พลเรือเอก





สงัด ชลออยู (ด ารงต าแหน่งหัวหน้าคณะปฏิรปการปกครองแผ่นดน พ.ศ. 2519-2520) แตเขาก็ยัง








ต้องแตงตั้งนายทหารจากกองทัพบก คอ พลเอก เกรยงศักด์ ชมะนันทน์ ข้นเปนนายกรัฐมนตรเพือ




ประสานประโยชน์ระหว่างกลุมตาง ๆ แทนตนเอง สิ่งนี้ได้ยืนยันว่า กองทัพบกมีอทธพลทาง
การเมืองมากกว่ากองทัพเรือ


อกด้านหนึ่ง ในการรับร้ของสังคมไทยตั้งแตทศวรรษ 2500 กองทัพบกได้แสดง

ภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะผู้เสียสละปกป้องชาติไทยให้รอดพ้นจากภยันตราย หนึ่งในช่องทาง


เผยแพร่ภาพลักษณ์นี้คอ บทเพลงปลุกใจทีกระจายเสียง ณ ช่วงทศวรรษ 2500-2520 เช่น เพลง

ทหารพระนเรศวร (พ.ศ. 2515), เพลงชายชาญทหารไทย (พ.ศ. 2516), เพลงแดทหารหาญใน

สมรภูมิ (พ.ศ. 2519) และเพลงจากยอดดอย (พ.ศ. 2522) เปนต้น เพลงปลุกใจเหล่านี้ต่างน าเสนอ
ความเสียสละของทหารบกทีต้องออกเดินทางไปยังพื้นทีห่างไกล เผชิญความยากล าบากตอสู้กับ



ศัตร เพือรักษาเอกราชของชาติ ขณะทีผู้คนในสังคมอาจมิได้ล่วงร้ถึงวีรกรรมของพวกเขา บทเพลง






ปลุกในเหล่านี้โน้มน้าวให้ผู้คนมีความร้ความเข้าใจถึงความส าคัญและบทบาทหน้าทีของ
กองทัพบกในฐานะผู้เสียสละปกป้องชาต ิ



1 ศุภการ สริไพศาล และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. (2559). กบฏแมนฮัตตัน. สบค้นเมือ 25 ธันวาคม

2560, จาก http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=กบฏแมนฮัตตัน

76




ด้านกองทัพเรือ การลดทอนแสนยานุภาพจากเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน

พ.ศ. 2494 ได้สร้างความไม่มันคงในวิชาชีพทหารเรือขึ้น บุคลากรของกองทัพเรือจ านวนมาก
ประสบความยากล าบากในการด าเนินชีวิตและการปฏิบัติหน้าที โดยสะท้อนผ่านการออกโครงการ





ส่งเสริมสวัสดการทหารเรือ พ.ศ. 2494 และระเบียบกองทัพเรือที 66 ว่าด้วยเงินทุนสวัสดการเพือ
ครอบครัวทหารเรือ พ.ศ. 2495 โดยพลเรือตรี หลวงยุทธศาสตร์โกศล (ประยูร ยุทธศาสตร์โกศล)

1

เพือบรรเทาความเดอดร้อนของทหารเรือในเรื่องคาครองชีพสูงและรายได้ไม่เพียงพอ นอกจาก



ความยากล าบากในการด ารงชีพแล้ว บุคลากรทหารเรือก็มีความร้สึกไม่มันคงในวิชาชีพของตน
ด้วย เพราะรัฐบาลด าเนินนโยบายลดแสนยานุภาพของกองทัพเรือกระชั้นชิดกับเหตุการณ์กบฏ ท า
ให้บุคลากรทหารเรือเกิดความระส ่าระส่ายถงสถานะไม่แน่นอนของตนเอง พลเรือตรี ประพัฒน์ จัน





ทวิรัชเล่าถึงการกระชั้นชิดในการยึดพื้นทีของหน่วยงานทหารเรือว่า “เมือทหารหน่วยอนเข้ายึด



ครองทีท าการกองทัพเรือและกรมเสนาธการทหารเรือหลังจากเหตุการณ์ร้ายแรงวันที 29 มิถุนายน


พ.ศ. 2494 แล้วนั้น ได้ท าให้เงินราชการ เอกสารราชการ และทรัพย์สินอน ๆ สูญหายไปมาก” อก

2





ทั้งหน่วยงานทหารเรือทีเหลืออยูก็อยูห่างไกลจากเขตพระนครและอยูในพื้นทีทุรกันดาร ณ


ช่วงเวลานั้น เช่น สมุทรปราการและชลบุรี เปนต้น เมือประกอบกับความยากล าบากในการด าเนิน
ชีวิตและการปฏิบัตหน้าที ก็ย่อมท าให้ผู้คนภายนอกมองอาชีพทหารเรือเปนอาชีพทียากล าบาก





และไม่มีความมันคง




ความระส าระส่ายในวิชาชีพทหารเรือท าให้กองทัพเรือจ าเปนต้องฟนฟูขวัญ


ก าลังใจและความเชือมันของบุคลากรตอวิชาชีพทหารเรือขึ้นใหม่ โดยเฉพาะการจัดการความทรง


จ าเกยวกับเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน พ.ศ. 2494 การเชิดชูปูชนียบุคคลในอดีตของกองทัพเรือเปน
ี่


หนึ่งในวิธการทีกองทัพเรือใช้สร้างความทรงจ าร่วมใหม่ โดยแสดงให้บุคลากรในกองทัพเรือเห็นถึง
ความส าคัญของวิชาชีพนี้ทีมีมาแตอดตผ่านเรื่องราวชีวประวัตและบทบาทของบุคคลนั้นทีมีตอ








ประเทศชาต เพือโน้มน้าวให้บุคลากรเชือมันว่า ประเทศยังคงต้องการวิชาชีพทหารเรือในสังคม



ภายใน พ.ศ. 2496 วารสาร นาวิกศาสตร์ ซึงเปนวารสารของราชนาวิกสภาโดยตรง ได้ตพิมพ์



เรื่องราวชีวประวัตและบทบาทความส าคัญของบุคคลทีควรได้รับการเชิดชูเปนปูชนียบุคคลของ



1 พลเรือตรี หลวงเจียร กลการ. (2499). จอมพลเรือ หลวงยุทธศาสตร์โกศล เปนมิ่งมงคลของสวัสดิ




ภาพมวลทหารเรือ. ใน เร่องราวความเปนมาแต่หนหลังของจอมพลเรอ หลวงยุทธศาสตรโกศล ผู้บัญชาการ
ทหารเรือ. หน้า 136-139.
2 พลเรือตรี ประพัฒน์ จันทวิรัช. (2519). อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือเอก สินธุ์ กมล
นาวิน. หน้า 125.

77




1

กองทัพเรือถึงสองคน ได้แก่ สมเดจพระเจ้าตากสินมหาราช และกรมหลวงชุมพรฯ โดยเล่าเรื่อง
ี่

พระประวัติและบทบาทความส าคัญของทั้งสองพระองค์ทีเกยวข้องกับทหารเรือ





ขณะเดยวกัน บริบทการฟนฟูสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึงเปนส่วน
หนึ่งของนโยบายตอต้านการคุกคามของลัทธคอมมิวนิสต์และการกลับสู่อ านาจของกลุ่มอนุรักษ์-


กษัตริย์นิยม ได้ตอกย ้าคุณคาเรื่องบทบาทของพระมหากษัตริย์กับเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์จักรีในการ


ปกปกษ์รักษาเอกราชของชาตไทย โดยเฉพาะคุณประโยชน์ยิ่งใหญของพระบาทสมเดจพระ




จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแลเชื้อพระวงศ์ร่วมสมัยพระองค์ทีทรงแสดงพระปรีชาสามารถและวิสัยทัศน์
สร้างความทันสมัยน าพาประเทศให้รอดพ้นจากการตกเปนอาณานิคมของมหาอ านาจชาต ิ



ตะวันตก คุณประโยชน์นี้ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านงานศึกษาทางประวัตศาสตร์ทีเล่าเรื่อง





เกยวกับภัยคุกคามของจักรวรรดนิยมตะวันตกและการปฏิรปประเทศไปสูความเปนสมัยใหม่ซึง
ี่
ผลิตขึ้นในช่วงทศวรรษ 2500-2520 เช่น วิทยานิพนธ์เรื่อง การแก้ไขสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิสภาพ
นอกอาณาเขตกับประเทศมหาอ านาจในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัว (พ.ศ.


2502) โดยทรงศรี อาจอรณ ได้มีข้อสรปว่า ชนชั้นน าไทยมิได้มีความไว้วางใจตอชาวตางชาต ิ





ตะวันตก แตจ าเปนต้องท าสนธสัญญาทีไม่เปนธรรม เพือหลีกเลี่ยงการตกเปนอาณานิคมเฉก






เช่นเดียวกับประเทศเพือนบ้าน เมือกระแสจักรวรรดนิยมได้ผ่อนเบาลง ราชการไทยก็ได้พยายาม



ด าเนินการแก้ไขสนธสัญญาทีไม่เปนธรรมต่อประเทศไทยและประสบความส าเร็จขึ้นได้ เพราะพระ



ปรีชาสามารถของพระบาทสมเดจพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัวกับพระบาทสมเดจพระมงกุฎเกล้า



เจ้าอยูหัว ตลอดจนการด าเนินงานของคณะเสนาบดของทั้งสองพระองค์อันมีสมเดจพระเจ้าบรม


วงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการเปนก าลังส าคัญ และวิทยานิพนธ์เรื่อง บทบาทของประเทศ

2
มหาอ านาจตะวันตกในการสร้างทางรถไฟของประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

เจ้าอยูหัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัว (พ.ศ. 2517) โดยสมใจ ไพโรจน์ธระรัชต์ ได้


เสนอภาพการครอบง ากิจการรถไฟไทยโดยมหาอ านาจตางชาตทีเข้ามาแข่งขันแก่งแย่งผลประโยชน์




ในประเทศไทย ราชการไทยตระหนักถึงปญหานี้และได้ด าเนินการแก้ไขด้วยวิธตาง ๆ จนสามารถ



3

ท าให้อิทธพลของต่างชาติหมดสิ้นไปจากกิจการรถไฟไทย เปนต้น

1 กรมยุทธการทหารเรือ. (2496). “ตากสิน” จอมทัพเรือ. ใน นาวิกศาสตร์. 36(8). และ กรมยุทธการ
ทหารเรือ. (2496). กรมหลวงชุมพรฯผู้สร้างทหารเรือไทย. ใน นาวิกศาสตร์. 36(9).
2 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2535). รวมบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ประวัติศาสตร์
พ.ศ. 2488-2534. หน้า 3.
3 แหล่งเดิม. หน้า 18-19.

78




อีกส่วนหนึ่งถูกน าเสนอผ่านกระแสการสร้างปูชนียบุคคล “พระบิดา” ของหน่วย





ราชการตาง ๆ ตั้งแตทศวรรษ 2500 โดยมีการให้คุณคาตอเชื้อพระวงศ์ทีมีบทบาทในการสร้าง
ความทันสมัยแก่ประเทศไทยในฐานะ “พระบิดา” และการสร้างอนุสาวรีย์หลายแห่งในทศวรรษ



2500-2510 เช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก าแพงเพชรอัครโยธนทรงได้รับเฉลิมพระเกยรติเปน
“พระบิดาแห่งการรถไฟไทย” และทรงมีพระอนุสาวรีย์อยู่ทีหน้าตึกบัญชาการรถไฟแห่งประเทศไทย




เมือ พ.ศ. 2500, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรดเรกฤทธ์ทรงได้รับการเฉลิมพระเกยรตเปน





พระบิดาแห่งกฎหมายไทยโดยคณะกรรมการเนตบัณฑิตยสภา และทรงมีพระอนุสาวรีย์แห่งแรกที ่
สนามหญ้าหน้ากระทรวงยุติธรรมเมือ พ.ศ. 2507 พร้อมการก าหนดให้วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ



พระองค์วันที 7 สิงหาคมของทุกปเปน “วันรพี” เพือระลึกถึงพระเกยรตคุณของพระองค์ และพระ







เจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถทรงได้รับการเฉลิมพระเกยรตเปน “พระบิดาแห่งการ





พาณชย์ไทย” โดยข้าราชการกระทรวงพาณชย์ เนืองด้วยทรงเปนเสนาบดกระทรวงพาณชย์คนแรก

1


และทรงมีพระอนุสาวรีย์แห่งแรกทีหน้าอาคารท าการกระทรวงพาณชย์เมือ พ.ศ. 2515 เปนต้น



บริบทข้างต้นประกอบกับความประสงค์ของกองทัพเรือทีจะเชิดชูปูชนียบุคคล
ขององค์กรเปนขวัญก าลังใจของบุคลากรและปดรอยแผลจากเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน ตัวตน




ของกรมหลวงชุมพรฯจึงเริ่มต้นได้รับการน าเสนอในลักษณะวีรบุรษผู้สร้างทหารเรือ เพือตอบสนอง
ต่อบริบทปญหาการสูญเสียสถานภาพทางการเมืองของกองทัพเรือในทศวรรษ 2490 และต้องการ



ผลักดันสถานะของตนให้ได้รับการยอมรับในสังคมอกครั้งภายใต้สถานการณ์ทีกองทัพบกมี


บทบาทน าทางการเมืองและกระแสการรับร้หลักในสังคมตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เปนต้นไป อย่างไรก็


ตาม กองทัพเรือมิได้น าเสนอความเปนวีรบุรษของกรมหลวงชุมพรฯเพียงเฉพาะด้านการเปน








ทหารเรอเทานั้น หากแตยังได้ยอมรับความเปนสิงศักด์สิทธ์จากกระแสความร้ความเข้าใจของผู้คน

ในสังคมด้วย ซึ่งในประเด็นนี้ ผู้วิจัยจะวิเคราะห์ในส่วนต่อไป
3.1.3 โครงเร่องในพระประวัติกรมหลวงชมพรฯ ที่ผลตขึ้นระหว่าง



พ.ศ. 2528-2536

การเชิดชูกรมหลวงชุมพรฯและการเล่าพระประวัตในช่วงเวลาก่อนหน้าได้สร้าง


ตัวตนของพระองค์ขึ้นสองตัวตน ตัวตนหนึ่งคอ ตัวตนทหารเรือนักปฏิรปผู้สร้างทหารเรือไทย อก


ตัวตนหนึ่งคอ ผู้ใช้ศาสตร์ความร้นอกระบบความเปนสมัยใหม่ กองทัพเรือประสบความส าเร็จใน


การสร้างการยอมรับพวกตนตอสังคมท้องถินหลายแห่งผ่านการแสดงความเคารพนับถอกรมหลวง







ชุมพรฯในฐานะวีรบุรษทางวัฒนธรรม แต่สถานะวีรบุรษทางวัฒนธรรมก็ได้เริมสร้างปญหาใหม่ขึ้น


1 ดูรายละเอียดใน ปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ. (2525). พระพุทธรูปและอนุสาวรย์ส าคัญทั่วประเทศไทย.

79








เมือกองทัพเรือประสงค์จะเชิดชูกรมหลวงชุมพรฯขึ้นเปนวีรบุรษทางประวัตศาสตร์ในช่วงทศวรรษ


2530 กล่าวคือ ผู้คนในสังคมตางระลึกกรมหลวงชุมพรฯในสถานะนี้มากกว่าการเปนบุคคลส าคัญ


ทางประวัตศาสตร์ ขณะทีการเกิดขึ้นของชนชั้นกลางกลุมใหม่ทีมีการศึกษาระดับอุดมศึกษาตั้งแต ่


ทศวรรษ 2510-2530 และก าลังขึ้นมามีบทบาททางการเมืองมากขึ้นจากการขยายตัวทาง
เศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 2520-2540 รวมทั้งความพยายามของชนชั้นน าในการตอบโต้การ
เปลี่ยนแปลงทางสังคมจากกระแสโลกาภิวัฒน์ ตัวตนของกรมหลวงชุมพรฯในฐานะทหารเรือ

นักปฏิรปได้รับการขยายความมากขึ้นครอบคลุมถึงระเบียบการจัดการราชการทหารเรือ และขับเน้น
พระกรณยกิจการสร้างคุณประโยชน์ตอสังคมส่วนรวม พระกรณยกิจในและนอกกิจการทหารเรือ





จึงได้รับการเน้นให้โดดเด่นมากขึ้นและได้รับการอธบายในลักษณะการมุ่งประโยชน์ตอส่วนรวม




พระประวัตทีผลิตในช่วงเวลานี้ส่วนใหญจะมิได้เล่าพระประวัตตลอดพระชนม์ชีพ






แตมีจะเน้นเล่าเกร็ดพระประวัตรายละเอยดเรื่องตาง ๆ เพือแสดงพระเกยรตคุณของกรมหลวง

ชุมพรฯให้เด่นชัด โดยมีภาพรวมล าดับเรื่องดังนี้
1. กรมหลวงชุมพรฯประสูตขึ้นในฐานะพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว และมีพระชนม์ชีพวัยเยาว์อยู่ในพระบรมมหาราชวัง

จนกระทัง พ.ศ. 2436 พระองค์ทรงได้รับการโปรดเกล้าฯให้เสด็จไปศึกษาที ่

ประเทศอังกฤษ โดยทรงศึกษาวิชาการทหารเรือตามพระราชด าริของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
2. ในช่วงทีทรงศึกษาวิชาการทหารเรือทีประเทศอังกฤษ พระองค์ต้องทรงมี


ความวิริยะอุตสาหะและพระปรีชาสามารถฝาฟนความล าบากและความ


เข้มงวดในการเรียนและการฝกหัดบนเรือรบของอังกฤษจนกระทังทรงประสบ


ความส าเร็จในการศึกษาด้วยคะแนนระดับสูงตามมาตรฐานของอังกฤษ

3. กรมหลวงชุมพรฯเสดจกลับสูสยามใน พ.ศ. 2442 และรับราชการในกรม





ทหารเรือ โดยทรงมีพระทัยมุงมันทีจะฝกหัดทหารเรือไทยให้มีความร้ ู
ความสามารถในการเดินเรือได้อย่างชาวตางประเทศ แต่เนืองด้วยพระองค์




ยังทรงมีพระชนมายุน้อยและราชการทหารเรือเปนหน่วยราชการใหม่ทีเพิ่ง

ริเริมจัดตั้งขึ้น เชื้อพระวงศ์ผู้ใหญในกรมทหารเรือมีภาระหน้าทีมากมาย



จากการด ารงต าแหน่งทั้งเสนาบดกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการ
ทหารเรือพร้อมกัน พระองค์จึงทรงต้องอยูใต้บังคับบัญชาของเชื้อพระวงศ์


ผู้ใหญและได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการระดับสูงบ่อยครั้ง

80




4. หลังจากนาวาเอก หม่อมเจ้า ไพชยนต์เทพ ออกจากต าแหน่งเจ้ากรมยุทธ
ศึกษาทหารเรือใน พ.ศ. 2448 กรมหลวงชุมพรฯทรงได้รับโปรดเกล้าฯให้ด ารง

ต าแหน่งแทน พระองค์ทรงริเริมปฏิรปการศึกษาของโรงเรียนนายเรือทั้งหมด






เนืองจากกิจการทหารเรือเปนสิ่งใหม่ทีมิเคยมีระเบียบการปฏิบัตเปน

หลักเกณฑ์มาก่อน พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนการสอน,

ระเบียบการบริหารจัดการภายใน และสร้างสิ่งอ านวยการฝกหัด จนกระทัง



พ.ศ. 2449 เมือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัวเสดจมาเปดโรงเรียน



นายเรือ พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยการฝกหัดของกรมหลวงชุมพรฯ


5. เมือถึง พ.ศ. 2450 กรมหลวงชุมพรฯทรงน านักเรียนนายเรือไปฝกหัด
ปฏิบัตการในทะเล เพือให้นักเรียนเรียนร้ประสบการณ์การปฏิบัตงานใน






ทะเลจริงและเปนการแสดงให้นานาชาตเห็นความเปนเอกราชของชาตด้วย


การอวดธงนาวี



6. ในช่วงทีทรงรับราชการ กรมหลวงชุมพรฯทรงตั้งกองดับเพลิงขึ้นเพือฝกหัด

ให้นักเรียนนายเรือช่วยเหลือประชาชนในการดับเพลิง กองดับเพลิงนี้เปน
กองดับเพลิงเพียงแห่งเดียวในพื้นทีกรงเทพฯและธนบุรี



7. เมือถึง พ.ศ. 2454 กรมหลวงชุมพรฯกราบบังคมทูลขอออกจากราชการ

และทรงใช้พระชนม์ชีพอยูบนเรือใบอยูขณะหนึ่ง แตได้ทรงเปลี่ยนพระทัย




และมุงจะท าประโยชน์เพือชาต ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยทรง


ประกอบอาชีพเปนแพทย์แผนไทยออกรักษาผู้คน จนกระทัง พ.ศ. 2460 จึง

ทรงกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง
8. เมือทรงกลับเข้ารับราชการอกครั้ง กรมหลวงชุมพรฯทรงตั้งแผนกการกุศล


ฌาปนกิจทหารเรือขึ้นหลังจากทรงทอดพระเนตรเห็นการจัดศพทหารเรือ




เยียงสามัญชน พระองค์จึงทรงให้มีการท าพิธศพทหารเรือให้สมเกยรตขึ้น

เพือให้ทหารเรอมีเกยรตยศศักด์ศร ี




9. ใน พ.ศ. 2463 กรมหลวงชุมพรฯทรงได้รับมอบหมายเปนข้าหลวงพิเศษ



เสดจไปซื้อเรือหลวงพระร่วงทียุโรป เมือพระองค์ทรงซื้อเรือได้แล้ว ทรง



บังคับการเรือกลับมายังสยามด้วยพระองค์เอง เปนการสร้างเกยรตภูมิ

ให้แก่กองทัพเรือไทย

81




10. ในช่วงทีทรงด ารงต าแหน่งเสนาธการทหารเรือ พระองค์ทอดพระเนตรเห็น


อ่าวสัตหีบและทรงมีพระด าริเห็นว่า พื้นทีนี้มีความเหมาะสมแก่การตั้งเปน


ฐานทัพเรือ จึงทรงกราบบังคมทูลขอพระราชทานพื้นทีบริเวณนั้น



พระบาทสมเดจพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัวโปรดเกล้าฯพระราชทานให้ใน
พ.ศ. 2465 กรมหลวงชุมพรฯทรงก ากับการก่อสร้างด้วยพระองค์ แต ่
พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ไปก่อนทีจะได้ทอดพระเนตรเห็นความส าเร็จนี้


11. เมือกรมหลวงชุมพรฯทรงขึ้นด ารงต าแหน่งเสนาบดกระทรวงทหารเรือใน


พ.ศ. 2466 พระองค์ประชวรเปนโรคภายใน จึงทรงขอออกจากราชการไป
พักตากอากาศทีหาดทรายรี จ.ชุมพร พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่จังหวัดนี้

มาก เนืองจากชือจังหวัดตรงกับพระนามของพระองค์ ทรงตั้งพระทัยจะท า



สวน แตในระหว่างพระองค์ทรงพักผ่อน ทรงถูกฝนประชวรเปนไข้หวัดใหญ ่

อยู่ 3 วัน จึงสิ้นพระชนม์


12. พระเกยรตคุณของกรมหลวงชุมพรฯตลอดพระชนม์ชีพได้สร้างคุณประโยชน์



ตอประเทศชาตและกองทัพเรือ ประชาชนและทหารเรือตางระลึกและมีการ


สร้างพื้นทีอนุสรณ์ระลึกถึงพระองค์อยู่ในทุกภาคของประเทศไทย
ล าดับเรื่องข้างต้นนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ภาพรวมการเล่าพระประวัตของกรมหลวง

ชุมพรฯ ณ ช่วงเวลานี้มีแนวเรื่องแบบวีรคต (Romance) เช่นเดยวกับแนวเรื่องของการเล่าพระประวัต ิ







ในช่วงเวลาก่อนหน้า แตปมปญหาของเรื่องได้เริมเปลี่ยนไป แนวเรื่องเดมในช่วงก่อนจะมีปมปญหา


ส าคัญของเรื่องคอ การฝกหัดให้คนไทยมีความร้ความสามารถเดนเรือในทะเลลึก เพือแทนที ่






ชาวตางชาตทีรับราชการในกิจการทหารเรือ แตพระประวัตในช่วงเวลานี้จะมองปมปญหาในฐานะ



เป้าหมายเชิงคุณค่ามากขึ้น กล่าวคอ พระประวัตช่วงเวลานี้จะมองการท าคุณประโยชน์เพือส่วนรวม





เปนเป้าหมายทีกรมหลวงชุมพรฯทรงมุงหมายจะไปให้ถึง และการบรรลุเป้าหมายนี้ได้ยกสถานะของ


พระองค์ขึ้นเปนบุคคลส าคัญของชาตเช่นเดยวกับเชื้อพระวงศ์พระองค์อนทีได้รับการเชิดชูในสังคม








คุณคาเป้าหมายนี้เปนสิ่งทีเกิดขึ้นจากกระบวนการผลักดันให้สถาบัน

พระมหากษัตริย์เปนสถาบันสูงสุดของสังคมไทยในช่วงทศวรรษ 2520-2530 กระบวนการนี้ได้
ตอบสนองต่อบริบทสองประการ ประการแรกคอ การตอบสนองนโยบายทางการเมืองในการกวาด


ล้างอิทธพลของคอมมิวนิสต์ทียังหลงเหลืออยู่ในสังคม อีกประการหนึ่งคือ การตอบโต้กระแสความ

เปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วอันเกิดขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ

2520-2540 กลุ่มอนุรักษ์นิยมหวันวิตกว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากกระแสโลกาภิวัตน์จะท า

82






ให้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยส่งผลกระทบตอสถานภาพของพวกเขา โดยเฉพาะเรื่องคุณคา




ความดงามจากความสามัคค ความเปนน ้าหนึ่งใจเดยวกัน และการท าคุณประโยชน์ตอส่วนรวม




ภาครัฐจึงได้พยายามสร้างอุดมการณ์ของชาตชุดใหม่ขึ้นคอ “ชาต ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ



ประชาธปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปนประมุข” โดยยกสถาบันพระมหากษัตริย์เปนสถาบัน







สูงสุดของชาตทียึดเหนียวจิตใจของชาวไทยและความตอเนืองของประวัตศาสตร์ชาตไทย
ขณะเดียวกัน อุดมการณ์ของชาตนี้ก็ได้นิยามคุณค่าของพระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ให้ผูกพัน


กับคุณความดแบบพุทธศาสนา และต้องมีบทบาทท าคุณประโยชน์ตอปวงประชาชน เนืองด้วย


อุดมการณ์แห่งชาติก าหนดคุณค่า “ความดี” เปนคุณสมบัติทีส าคัญของผู้ปกครองประเทศ


1
อุดมการณ์ของชาตข้างต้นท าให้การเล่าเรื่องราวพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯ




จ าเปนต้องน าเสนอว่า พระองค์ทรงกระท าคุณประโยชน์ตอสังคมในวงกว้างอย่างไรบ้าง งานเขียน

พระประวัตส่วนใหญในช่วงเวลานี้จึงเน้นเล่าเกร็ดพระประวัตตาง ๆ ทั้งด้านกจการทหารเรือและใน





ด้านสาธารณะส่วนรวม เพือแสดงให้เห็นว่า กรมหลวงชุมพรฯทรงกระท าคุณประโยชน์ต่าง ๆ มากกว่า



เพียงในด้านกิจการทหารเรือ และสิ่งนี้ท าให้พระองค์ทรงเปนทีจดจ าในหมูผู้คนทัวไป เรื่องราวเกร็ด



พระประวัตเหล่านี้ส่วนใหญจะหยิบยกมาจากงานเขียนพระประวัตในช่วงเวลาก่อนหน้า แตน ามา




อธบายเพิ่มเติมหรือแก้ไขตความใหม่ให้สอดคล้องกับคุณค่าการสร้างคุณประโยชน์ตอส่วนรวม


ในด้านกิจการทหารเรือ พระประวัตยังคงให้ความส าคัญตอเรื่องราวการปฏิรป





การศึกษาของโรงเรียนนายเรือเปนเรื่องส าคัญและอธบายเรื่องนี้ด้วยแนวเรื่องวีรคต (Romance)



โดยเล่าเรื่องนี้เปนสิ่งทีท าให้นายทหารเรือไทยมีความร้ความสามารถในการเดนเรือ และสามารถ

เข้ารับราชการเปนผู้บังคับการเรือแทนทีชาวตางชาตทีรับราชการทหารเรืออยูได้จนหมดสิ้น










เช่นเดยวกับพระประวัตในช่วงเวลาก่อนหน้า แตมีการแก้ไขเรื่องราวใหม่เพือน าเสนอกรมหลวง


ชุมพรฯในลักษณะผู้ริเริมก่อร่างสร้างกิจการทหารเรือตั้งแตต้น เรื่องราวหนึ่งคอ เรื่องการตั้ง

โรงเรียนนายเรือ
เรื่องนี้ในพระประวัตช่วงก่อนทศวรรษ 2490 จะอธบายว่า ราชการได้ริเริมตั้ง




โรงเรียนนายเรือเพือฝกหัดนายทหารเรือไทยแล้วตั้งแต่ก่อนกรมหลวงชุมพรฯทรงเข้ารับราชการ แต ่




สมเดจฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพมิได้ทรงอธบายรายละเอยดสภาพของโรงเรียนนายเรือ
จนกระทังงานเขียนพระประวัตในช่วงหลังทศวรรษ 2490 จึงได้มีการอธบายสภาพของโรงเรียน




1 Office of His Majesty’s Principal Private Secretary. (1987). A Memoir of His Majesty King
Bhumibol Adulyadej of Thailand. page 7. (ใน คริส เบเกอร์; และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร. (2557). ประวัติศาสตร์
ไทยร่วมสมัย. หน้า 359.)

83















นายเรอวา เดมทการเรยนการสอนนักเรยนนายเรอจัดข้นบนเรอหลวงมูรธาวสิตสวัสด์ เมือมี

นักเรียนนายเรือมากขึ้นก็ได้ย้ายขึ้นมาบนบก แตไม่มีหลักแหล่งแน่นอนจนถึง พ.ศ. 2445
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชวังเดิมให้จัดตั้งเปนโรงเรียนนายเรือ



งานเขียนพระประวัต ณ ช่วงเวลานี้ได้อธบายเพิ่มเติมว่า กรมหลวงชุมพรฯทรงเปนผู้กราบบังคมทูล





ขอพระราชทานพระราชวังเดมตอพระบาทสมเดจพระจุลจอมจอมเกล้า เมือประกอบกับเรื่องราว





พระกรณยกิจอนทีพระองค์ทรงริเริมขึ้นครั้งแรกในกองทัพเรือ ค าอธบายนี้ได้กลายเปน



องค์ประกอบทียกสถานะของพระองค์ขึ้นสู่การเปนวีรบุรษผู้สร้างกิจการทหารเรือ




นอกจากเรื่องการปฏิรปการศึกษาของโรงเรียนนายเรือแล้ว พระประวัตได้ใช้


แนวเรื่องกึ่งวีรคต-สุขนาฏกรรม (Comedic-romance) ในการเล่าความส าเร็จในพระกรณยกิจ


ปลีกย่อยอนในด้านนี้จ านวนหนึ่ง เพือสะท้อนความใส่พระทัยของพระองค์ตอความเปนไปของ






กิจการทหารเรือในทุกด้าน ทั้งนี้เรื่องราวพระกรณยกจเหล่านี้มิได้มีปมปญหาทีชัดเจน แต่จะเล่าถึง



การริเริมผลักดันกิจการทหารเรือให้มีความเจริญมากขึ้น และอธบายเหตุแห่งความส าเร็จนั้นมา
จากพระปรีชาสามารถและพระอัธยาศัยของพระองค์ ท าให้พระองค์ทรงได้รับความร่วมมือหรือ
ความเห็นชอบจากพระมหากษัตริย์ในการผลักดันให้พระกรณยกิจให้ประสบความส าเร็จ ตัวอย่าง


เรื่องหนึ่งคือ เรื่องพระด าริการตั้งสัตหีบเปนฐานทัพเรือ

เรื่องราวนี้ได้รับกล่าวอย่างสั้น ๆ ครั้งแรกในหนังสือ อนุสรณ์พิธีเปดกระโจมไฟ




ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พ.ศ. 2503) ว่า ในช่วงทีพระองค์ทรงน านักเรียนไปฝกหัดใช้ตอร์ปโดทีอาวสัต




หีบ พระองค์ทรงมีพระด าริเห็นความเหมาะสมของอาวแห่งนี้และตั้งพระทัยทีจะให้ตั้งเปนฐาน
1

ทัพเรือ ต่อมาในบทความ “เกร็ดพระประวัต พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตร
อุดมศักด์” ในวารสาร นาวิกศาสตร์ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2534 ได้ขยายความเรื่องนี้มากขึ้น โดย


อธบายถึงคุณสมบัตความเหมาะสมของอาวสัตหีบด้วยเรื่องเล่าความทรงจ าของหม่อมเจ้าหญง





เริงจิตรแจรง อาภากรว่า “เสดจพ่อรับสังว่าต าบลสัตหีบเหมาะสมทุกอย่างส าหรับตั้งเปนฐาน


ทัพเรือ เพราะในอาวกว้างใหญ น ้าลึกจอดเรือได้ทั้งหมดกองเรือ...มีเกาะน้อยใหญล้อมรอบใช้บัง


2
คลื่นลมได้อย่างด เรือภายนอกแล่นผ่านมองไม่เห็นข้างใน คล้ายเปนม่านกั้นบังตา” พระองค์จึง




ทรงกราบทูลขอพระราชทานพื้นทีบริเวณสัตหีบ โดยทรงชี้แจงรายละเอยดข้อดข้อด้อยตาง ๆ


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระด าริทีจะให้พื้นทีตรงนั้นเปนฐานะทัพเรือตั้งแต ่




1 กองทัพเรือ. (2503). เล่มเดิม. หน้า 51-52.

2 กองบรรณาธการวารสารนาวิกศาสตร์. (2534, พฤษภาคม). เกร็ดพระประวัติ พลเรือเอก พระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์. ใน นาวิกศาสตร์. 75(5): 6.

84




แรกอยู่แล้ว จึงโปรดเกล้าฯพระราชทานให้แก่กองทัพเรือใน พ.ศ. 2465 พระด ารินี้แสดงถึงวิสัยทัศน์


ทางยุทธศาสตร์ของพระองค์ทีทอดพระเนตรเห็นการณ์ไกลตอความเหมาะสมของพื้นทีนี้ และ






ตอมาวิสัยทัศน์นี้ได้รับการยืนยันด้วยการทีสหรัฐฯใช้พื้นทีสัตหีบเปนฐานส่งก าลังบ ารงและสร้าง
1

สนามบินทีอู่ตะเภา
ส่วนด้านกิจการสาธารณะส่วนรวม พระประวัตได้ใช้แนวเรื่องกึ่งสุขนาฏกรรม-


วีรคต (Romantic-comedy) ในการเล่าและตความเกร็ดพระประวัตส่วนหนึ่งในฐานะการสร้าง


คุณประโยชน์ตอสังคม การสร้างคุณประโยชน์นี้เกิดขึ้นจากพระทัยของพระองค์ทีทรงมุงหมายจะ





สร้างประโยชน์ตอส่วนรวม ท าให้พระองค์ทรงได้รับการชืนชมและจดจ าจวบจนปจจุบัน เกร็ดพระ



ประวัตด้านนี้ก็มิได้มีปมปญหาทีชัดเจน และมองการสร้างคุณประโยชน์ตอส่วนรวมเปนเป้าหมาย






แตการสร้างคุณประโยชน์นี้เปนเพียงการแก้ไขสถานการณ์ปญหาทีด ารงอยูชัวขณะหนึ่งเท่านั้น




มิได้น าไปสูการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

หนึ่งในเรื่องราวเกร็ดพระประวัตดังกล่าวคอ เรื่องการตั้งกองดับเพลิง เรื่องนี้

เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ อนุสรณ์พิธีเปดกระโจมไฟชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พ.ศ. 2503) โดยเล่าว่า



ดั้งเดมหน้าทีการดับเพลิงอยูในความรับผิดชอบของกรมเรือกลและป้อม แตการท างานดับเพลิง



ของกรมนี้ไม่เปนระเบียบ มารยาท และจะขโมยสิ่งของของประชาชน กรมหลวงชุมพรฯจึงทรงตั้ง

กองดับเพลิงนี้ขึ้นเพือฝกหัดนักเรียนนายเรือให้มีความกล้าหาญและคล่องแคล่วว่องไว รวมถึง


ช่วยเหลือประชาชนดับไฟ ทุกครั้งทีเกิดเหตุไฟไหม้ กองดับเพลิงจะรีบตั้งแถวและเดนทางไป

ดับเพลิงทันที โดยพระองค์ทรงก ากับการท างานของนักเรียนนายเรือ ต่อมาเรื่อง เกร็ดพระประวัติฯ
2
ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้า จารพัตรา ศุภชลาศัย ได้อธบายเพิ่มเตม



และยืนยันความมุงมันพระทัยในการด าเนินงานดับเพลิงว่า กองดับเพลิงของกรมหลวงชุมพรฯเปน



เพียงกองเดยวในเขตกรงเทพฯและธนบุรี กรมหลวงชุมพรฯทรงตั้งกองดับเพลิงขึ้น เพือฝกนักเรียน





นายเรือให้ช่วยเหลือราษฎรดับเพลิง พระองค์ทรงมีพระทัยกระตอรือร้นเมือเกิดเหตุเพลิงไหม้มาก

ทรงจะลุกขึ้นแตงพระองค์เสดจไปบัญชาการการดับเพลิงทันที แตครั้งหนึ่งพระองค์ทรงประสบ





3

อุบัตเหตุพลาดตกจากก าแพง และทรงประชวรอยูเดอนหนึ่ง งานเขียนพระประวัตในช่วง พ.ศ.


1 แหล่งเดิม. หน้า 6-7.
2 กองทัพเรือ. (2503). เล่มเดิม. หน้า 23-24.

3 หม่อมเจ้าหญง เริงจิตรแจรง อาภากร. (2516). เกร็ดพระประวัติพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์. หน้า 11.

85








2527-2536 ได้ผลิตซ ้าเรื่องราวข้างต้นและให้คุณคาเรื่องนี้ในฐานะพระเกยรตคุณเรื่องหนึ่งทีทรง
สร้างคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม
1
เนืองด้วยอุดมการณ์ของชาตข้างต้นทีเข้ามาก ากับแนวเรื่องการเขียนพระ





ประวัตให้น าเสนอคุณคาของกรมหลวงชุมพรฯ ท าให้พระประวัต ณ ช่วงเวลานี้น าเสนอข้อสรป



แบบ Formist โดยมองเหตุแห่งความส าเร็จในพระกรณยกจของกรมหลวงชุมพรฯมาจากพระปรีชา






สามารถและพระอัธยาศัยของพระองค์ แม้ข้อสรปนี้จะเปนแบบเดยวกับข้อสรปทีปรากฏในงาน



เขียนพระประวัตช่วงเวลาก่อนหน้า แตคุณสมบัตเรื่องพระปรีชาสามารถและพระอัธยาศัยของ

พระองค์จะได้รับการอธบายภายใต้คุณคาเรื่องพระทัยทีจะสร้างประโยชน์ตอส่วนรวม กล่าวคอ









งานเขียนพระประวัต ณ ช่วงเวลานี้พิจารณาคุณคานี้เปนคุณคากรอบใหญทีก ากับให้พระองค์ทรง







ตั้งพระทัยทีจะกระท าพระกรณยกิจตาง ๆ โดยน าเสนอทางตรงผ่านการตความให้คุณคาตอพระ



กรณยกิจ และน าเสนอทางอ้อมผ่านจ านวนพระกรณยกิจทีทรงกระท าในช่วงทีทรงมีพระชนม์ชีพ,




ขอบเขตของพระกรณยกิจทีทรงกระท า, พระด าริเรื่องตาง ๆ รวมถึงพระจริยวัตรทีทรงปฏิบัตตอ








พระโอรสและพระธดาของพระองค์ การน าเสนอข้อสรปเช่นนี้ได้ตอกย ้าคุณคาความเปนวีรบุรษ


ของพระองค์ในฐานะแก่นแท้ภายในพระทัยของพระองค์และน าไปสูการตความพระจริยวัตรและ


พระด าริตาง ๆ ภายใต้ฐานความคดว่า พระองค์จะทรงกระท าสิ่งตาง ๆ เพือเปนประโยชน์ตอผู้อน






เสมอไม่ว่าจะเปนครอบครัวของพระองค์, เหล่าทหารเรือ หรือสาธารณชนชาวไทย



เมือพิจารณาถึงการบรรลุเป้าหมายการท าคุณประโยชน์ตอส่วนรวมแล้ว งาน

เขียนพระประวัต ณ ช่วงเวลานี้จะมีภาพรวมนัยยะอุดมการณ์สองแบบคอ แบบ Liberal-radical

และแบบ Liberal นัยยะแบบแรกถูกใช้ในการน าเสนอพระกรณยกิจด้านกิจการทหารเรือ โดย

น าเสนอให้เห็นว่า กรมหลวงชุมพรฯทรงประสบความส าเร็จในการสร้างคุณประโยชน์ตอกิจการ


ทหารเรือไทยในทุกด้านทั้งในเรื่องการฝกหัดบุคลากรทหารเรือและเรื่องการริเริมสร้าง

ความก้าวหน้าแก่ราชการทหารเรือ เช่น การตั้งโรงเรียนนายช่างและแผนกฌาปนกิจทหารเรือ
รวมถึงทรงแสดงวิสัยทัศน์เลือกพื้นทีสัตหีบเปนทีตั้งของฐานทัพเรือ ท าให้กิจการทหารเรือไทยที ่




1 เรื่องการตั้งกองดับเพลงได้รับการผลิตซ ้าในงานเขียนพระประวัติช่วง พ.ศ. 2527-2536 อย่างน้อย

สามชิ้น ได้แก่ หนังสือ พระประวัติและพระเกียรติคุณ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดม
ศักดิ์ (พ.ศ. 2534), บทความเรื่อง “เกร็ดพระประวัติพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดม
ศักดิ์” ในวารสาร นาวิกศาสตร์ ฉบับเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2534 และเรื่อง “เกร็ดพระประวัติพลเรือเอก พระเจ้า

บรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” ในหนังสอ อนุสรณ์ท่านหญิงเริง (พ.ศ. 2536)

86














มิได้มีรากฐานใดมาแตเดมก่อรปร่างขึ้นมาเปนราชการทีทันสมัย มีเกยรตภูมิเปนทียอมรับตอ
สายตานานาชาติ และด ารงอยู่มาถึงปจจุบัน

ส่วนนัยยะแบบหลังถูกใช้ในการน าเสนอพระกรณยกิจสร้างคุณประโยชน์ตอ



สาธารณชน โดยน าเสนอให้เห็นว่า กรมหลวงชุมพรฯทรงสร้างคุณประโยชน์ตอสังคมส่วนรวม ท า

ให้สถานการณ์ปญหาทีด ารงอยูคลี่คลายลง แตคุณประโยชน์ทีพระองค์ทรงกระท ามิได้น าไปสู่การ






เปลี่ยนแปลงใดอย่างชัดเจน เช่น เรื่องการตั้งกองดับเพลิง กรมหลวงชุมพรฯทรงมีพระเกยรตคุณที ่


ทรงช่วยเหลือประชาชนจากความเดอดร้อนเรื่องเพลิงไหม้ แตกองดับเพลิงทหารเรือของพระองค์

มิได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในสังคมไทย และพระประวัตก็มิได้อธบายต่อไปว่า กองดับเพลิง


ทหารเรือเปนเช่นไรหลังจากนั้น เปนต้น


เราจะเห็นได้ว่า งานเขียนพระประวัต ณ ช่วง พ.ศ. 2527-2536 ขยายความเปน





วีรบุรษของกรมหลวงชุมพรฯมากขึ้น เพือตอบสนองตอบริบททีรัฐพยายามสร้างอุดมการณ์ของ

ชาตใหม่ขึ้นด้วยการยกสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์อยูสูงสุดของสังคมไทยทั้งในฐานะ



เครื่องยึดเหนียวสร้างความเปนหนึ่งเดียวของคนไทยและเอกลักษณ์ของชาติ การยกสถานะนี้ท าให้
พระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์จักรีต้องมีบทบาทหน้าทีอุทิศพระองค์สร้าง


คุณประโยชน์ตอสังคมไทยวงกว้าง เพือธ ารงไว้ซึงคุณคาความดงามตามหลักพุทธศาสนา บทบาท








หน้าทีนี้มิได้จ ากัดอยูเพียงสถาบันพระมหากษัตริย์ในปจจุบัน หากแตย้อนกลับไปยังสถาบัน


พระมหากษัตริย์ในอดตด้วย แม้เรื่องราวพระประวัตของกรมหลวงชุมพรฯยังคงน าเสนอตัวตนของ




พระองค์ในฐานะทหารเรือนักปฏิรปสืบเนืองจากกระแสความร้ความเข้าใจเดิมทีผ่านมา แตคุณคา








การท าคุณประโยชน์ตอส่วนรวมกลายเปนคุณคากรอบใหญทีก ากับการอธบายพระกรณยกิจทุกเรื่อง



ของพระองค์ และยกสถานะของพระองค์ขึ้นเปนวีรบุรษแห่งชาติผู้สร้างคุณประโยชน์ตอส่วนรวม





3.2 โครงเร่องพระประวัติเพ่อนาเสนอตัวตนผูใช้ศาสตร์ความรู้นอกความเปน

สมัยใหม่

3.2.1 โครงเร่องและแนวเร่องของพระประวัติในทศวรรษ 2500-2510


ขณะทีการเล่าเรื่องพระประวัตส่วนหนึ่งได้น าเสนอตัวตนของกรมหลวงชุมพรฯ


ในฐานะผู้น าความเปนสมัยใหม่ มีการเล่าเรื่องอกส่วนหนึ่งทีน าเสนอตัวตนของพระองค์ในฐานะ



ผู้ใช้ศาสตร์วิชานอกระบบความเปนสมัยใหม่ด้วย โดยพยายามน าเสนอผ่านพระจริยวัตรอกด้าน




หนึ่งทีทรงเลื่อมใสอทธปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาตและทรงใช้ภูมิความร้ในการรักษาโรคแบบจารีต



เรื่องราวพระประวัตทีน าเสนอตัวตนของพระองค์ข้างต้นเริมปรากฏขึ้นในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ


2490 โดยมีงานเขียนพระประวัตโดยนาวาตรี หลวงรักษาราชทรัพย์ (รักษ์ เอกะวิภาต) นายทหาร





เรือยกกระบัตร เปนจุดเริ่มต้นในฐานะงานเขียนชิ้นแรกทีพยายามอธบายกระแสความร้ความเข้าใจ

87














ตอกรมหลวงชุมพรฯในฐานะสิงศักด์สิทธ์หรอทร้จักทัวไปคอ “เจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯ” และเล่า

พระชนม์ชีพช่วงทีทรงออกจากราชการระหว่าง พ.ศ. 2454-2460 โดยหลวงรักษาราชทรัพย์เล่าถึง
เรื่องพระจริยวัตรของพระองค์ด้านเลื่อมใสศรัทธาวิชาไสยศาสตร์ของหลวงปูศุข วัดมะขามเฒ่า จ.

ชัยนาท และเรื่องพระองค์ทรงเปนหมอพร ทั้งสองเรื่องนี้เปนแกนเรื่องราวแม่บททีสร้างโครงเรื่อง





ี่
หลวม ๆ เชือมโยงเกร็ดพระประวัตเรื่องเล่าลือตาง ๆ เกยวกับพระองค์ เพือแสดงตัวตนผู้ใช้ศาสตร์





ความร้นอกความเปนสมัยใหม่ ผู้วิจัยแบ่งออกเปนสองกลุมเรื่อง ได้แก่ กลุมเรื่องในโครงเรื่อง




พระจริยวัตรด้านเลื่อมใสศรัทธาวิชาไสยศาสตร์ และกลุมเรื่องในโครงเรื่องหมอพร เนืองจากสอง

เรื่องนี้เล่าหรืออธบายแยกออกจาก
กลุมเรื่องในโครงเรื่องพระจริยวัตรด้านเลื่อมใสศรัทธาวิชาไสยศาสตร์เปนกลุม





เรื่องทีเล่าเรื่องราวอทธปาฏิหาริย์เกยวกับกรมหลวงชุมพรฯ โดยมีเรื่องพระจริยวัตรความเลื่อมใส
ี่





ศรัทธาของพระองค์ตอหลวงปูศุขเปนต้นเรื่อง และอธบายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับ
หลวงปูศุขในฐานะศษย์กับอาจารย์ท าให้พระองค์ทรงได้รับวิชาไสยศาสตร์หรือสิ่งรางของขลังจาก


หลวงปูศุข ทรงมีพลังอทธฤทธ์เหนอธรรมชาต และเกดเรองเล่าลือทพระองค์ทรงแสดงพลังนั้นใน











เหตุการณ์ตาง ๆ เช่น เรื่องทรงมีวิชาคงกระพันชาตรี, เรื่องทรงแสดงวิชาไสยศาสตร์ย่อพระวรกาย

ลงไปอยูในขวดโหลตอหน้าหม่อมของพระองค์ และเรองทรงให้นายยัง หาญทะเลทดลองอทธฤทธ์ ิ








ผ้าประเจียดของหลวงปูศุข เปนต้น
กลุ่มเรื่องในโครงเรื่องนี้จะมีแนวเรื่องสองแบบได้แก่ แบบกึ่งสุขนาฏกรรม-เย้ยหยัน
(Comedic-satire) และแบบสุขนาฏกรรม (Comedy) แนวเรื่องแบบแรกนั้นปรากฏในเรื่องพระจริย



วัตรความเลื่อมใสศรัทธาของกรมหลวงชุมพรฯต่อหลวงปูศุข เพืออธบายถึงเหตุทีกรมหลวงชุมพรฯ

เริมมีความเลื่อมใสศรัทธาพุทธศาสนาและไสยศาสตร์ทั้งทีทรงศึกษาความร้ความทันสมัยจาก





ตะวันตก เรื่องราวมิได้มีปมปญหาทีชัดเจน เนืองจากเกร็ดพระประวัตนี้ได้อธบายว่า เมือพระองค์






ทรงประสบเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ทั้งเรื่องปนไรเฟลไม่สามารถยิงพระเครื่องได้และเรื่องพลัง

ปาฏิหาริย์ของหลวงปูศุขทีสามารถเสกหัวปลีเปนกระต่ายและเสกพลทหารจ๊อกเปนจระเข้ พระองค์






ทรงมีความเลื่อมใสวิชาไสยศาสตร์และฝากพระองค์เปนศษย์ของหลวงปูศุข โดยมิทรงแสดงความ

ขัดแย้งต่อความคิดความเชือเดิมของพระองค์ ประหนึ่งว่า ความร้ความทันสมัยจากตะวันตกมิอาจ





เข้ามาทดแทนศาสตร์ความร้ดั้งเดมทีด ารงอยูเดมในสังคมไทยได้ทุกด้าน และพลังอทธปาฏิหาริย์




อันเปนองค์ความร้นอกระบบสมัยใหม่มีความเหนือกว่า ดังจะเห็นได้จากการอธบายถึงพลัง




ปาฏิหาริย์ของพระเครื่องท าให้ปนไรเฟลไม่สามารถท างานได้ และท าให้กรมหลวงชุมพรฯทรง
เลื่อมใสแม้พระองค์ทรงเปนเจ้านายเชื้อพระวงศ์ทีได้รับการศึกษาทีทันสมัยจากตางประเทศก็ตาม





88




แนวเรื่องแบบกึ่งสุขนาฏกรรม-เย้ยหยัน (Comedic-satire) นี้เปนความพยายาม




ของหลวงรักษาราชทรัพย์ทีจะอธบายปรากฏการณ์ทีกรมหลวงชุมพรฯได้รับการระลึกถึงทัวไปใน


สังคมไทยตั้งแตทศวรรษ 2470-2480 ในฐานะเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯ การระลึกถึงนี้มาจาก
ชือเสียงเรื่องอิทธปาฏิหาริย์ของศาลเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯทีย่านนางเลิ้ง กรงเทพฯ โดยมีร่องรอย






ปรากฏขึ้นครั้งแรกอย่างน้อยในหนังสือพิมพ์ หลักเมือง เมือวันที 10 มีนาคม พ.ศ. 2484 หนังสือพิมพ์
ได้พาดหัวข่าวว่า “เจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรพอพระทัยได้ดนแดน” และมีเนื้อความเล่าปรากฏการณ์


เสียงประหลาดดังขึ้นทีศาลกรมหลวงชุมพรฯ โดยเล่าย้อนถึงเรื่องราวเสียงดังสนันหวันไหวจากศาล






กรมหลวงชุมพรฯทีเกิดขึ้นเมือเดอนมกราคมและค าอธบายจากผู้คุ้นเคยศาลแห่งนี้ว่า เสียงนี้เกิดขึ้น


เพราะเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯคงไม่พอพระทัยทีทหารฝายไทยหยุดรบ ตอมาในเดอนมีนาคมนี้




หลังจากมีข่าวทีฝรังเศสยืนยอมตกลงกรณพิพาทเรื่องดนแดนไทยกับอนโดจีน เกิดเสียงหัวเราะ






ประหลาดกับเสียงฝเท้าคนเดนดังมาจากศาลกรมหลวงชุมพรฯ และมีผู้อธบายว่า เสียงหัวเราะนี้เปน



1
อิทธปาฏิหาริย์ของเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯทีทรง “ดีพระทัยทีไทยเราได้ดนแดนคนเปนแน่”



นอกจากข่าวหนังสือพิมพ์หลักเมืองแล้ว ใน พ.ศ. 2493 พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ


พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร ทรงมีลายพระหัตถ์ประทานมาถึงครอบครัวเล่าเรื่องอทธปาฏิหาริย์


จากการบนบานศาลกรมหลวงชุมพรฯทีนางเลิ้งเพืออ านวยความปลอดภัยในการเดินทางทางทะเล
และทรงขอให้นางทองแถม ประยูรโต พระชายาคนหนึ่งของพระองค์ ไปแก้บนแทนพระองค์ โดย
ลายพระหัตถ์เล่าว่า


พร่งนี้เรือจะแวะเกาะโอกนาวาฐานทัพเรืออเมริกันเพือรับเสบียง เนืองจากเรือเราต้องเดินช้า





กว่าปกติเพราะต้องคอยเรือสชังซึ่งเปนเรือเก่าแล่นช้ามาก และโดนคลื่นลมแรงมาก...วันเดียวตามทาง



เจอไต้ฝุนหลายหนแต่เราบนกรมหลวงชุมพรหายเงียบไปทุกท ศักดิ์สทธ์มาก แกช่วยเอาเหล้าไปแก้บน

2

ทีศาลทีวังท่านแทนเราด้วย



หลักฐานทั้งสองนี้เปนร่องรอยทีแสดงให้เห็นว่า ผู้คนทัวไปในสังคมจะระลึกถึง




กรมหลวงชุมพรฯในฐานะสิงศักด์สิทธ์ทมีอ านาจดลบันดาลปาฏิหาริย์ตาง ๆ ได้ และตลอด




ช่วงเวลาทศวรรษ 2470-2490 อาจจะยังมิได้มีการอธบายความเปนมาของอ านาจอิทธปาฏิหาริย์ที ่




1 เจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรพอพระทัยได้ดินแดน. (2484, 10 มีนาคม). หลักเมือง. หน้า 1,8.
2 พลเอก หม่อมเจ้า เฉลมศึก ยุคล. (2534). อนุสรณ์งานพระราชทานเพลงพระศพพลตรี พระเจ้า


วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร. หน้า 150.


Click to View FlipBook Version