The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มิ.ย. 63

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ayutthayastudies, 2020-10-06 22:06:27

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มิ.ย. 63

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มิ.ย. 63

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา

ปที ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓

ISSN 2229-1644

วัตถุประสงค : เพื่อเผยแพรองคความรูทางวิชาการและงานวิจัยทางดานอยุธยาศึกษา โดยพิมพเผยแพรบทความ
ทปี่ รึกษา : ทางวิชาการ (Article) สารนิพนธหรือบทความงานวิจัย (Research Article) บทความแปล
(Translated Article) บทความปริวรรตเอกสารโบราณ (Transformed Ancient Manuscripts)
บทความปริทศั น (Review Article) ทีม่ ีประเด็นเน้ือหาเก่ียวขอ งกบั จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา

นายกสภามหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
อธกิ ารบดมี หาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยธุ ยา

ขอบเขตเนือ้ หา : บทความวชิ าการในสาขามนษุ ยศาสตรแ ละสงั คมศาสตร และบทความสารคดีทม่ี ีเนอ้ื หาเกี่ยวของกับ
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

เงื่อนไขการตพี มิ พ : บทความที่จะไดรับการตีพิมพ ตองจัดเตรียมอยางถูกตองสมบูรณตามมาตรฐานวารสารวิชาการ
โดยกองบรรณาธิการจะตรวจสอบเปนขั้นแรก แลวจัดใหมีผูทรงคุณวุฒิภายนอกในสาขานั้นๆ
รวมกล่ันกรอง (Peer Review) อยางนอย ๒ ทาน โดยเปนการประเมนิ แบบ Double-blind peer
review คือ ผูพิจารณาไมทราบช่ือผูแตง และผูแตงไมทราบช่ือผูพจิ ารณา โดยมีการพิมพเผยแพร
เปนรูปเลม สำหรับจดั สง ใหห อ งสมดุ และหนว ยงานทางวชิ าการตา งๆ รวมท้ังเผยแพรออนไลนในรูป
วารสารทางอเิ ล็กทรอนกิ ส

กำหนดเผยแพร : วารสารตพี มิ พเผยแพรป ล ะ ๒ ฉบบั ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน
ฉบับที่ ๒ กรกฎาคม – ธนั วาคม

เจา ของ : สถาบนั อยธุ ยาศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยุธยา
๙๖ ถนนปรีดพี นมยงค ตำบลประตูชยั อำเภอพระนครศรอี ยุธยา
จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา ๑๓๐๐๐ โทรศัพท / โทรสาร ๐-๓๕๒๔-๑๔๐๗
เว็บไซตส ถาบนั อยธุ ยาศกึ ษา: asi.aru.ac.th
เวบ็ ไซตวารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา: jas.aru.ac.th
เว็บไซตวารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษาออนไลน asj.aru.ac.th

ศิลปกรรม : ปกหนา-หลงั ภาพเขยี นสนี ้ำของศลิ ปน อดศิ ร พรศิรกิ าญจน

จำนวน : ๕๐๐ เลม

เน้อื หาและทศั นคตใิ นบทความเปน ของผูเ ขียนเทา นน้ั บรรณาธิการ และกองบรรณาธิการ ไมจ ำเปน ตองเหน็ ดวย
ผทู ี่ประสงคจ ะนำขอความจากบทความ หรอื บทความไปตีพิมพเ ผยแพรต อ งไดรับอนุญาตจากกองบรรณาธกิ ารและผเู ขยี น

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๑

คณะกรรมการกองบรรณาธิการ

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา

บรรณาธิการบริหาร : อาจารย ดร.จงกล เฮงสวุ รรณ มหาวทิ ยาลัยศิลปากร
บรรณาธกิ าร : มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
ผชู วยศาสตราจารยช นกิ านต ผลเจริญ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร
กองบรรณาธกิ าร : มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ
ศาสตราจารย ดร.ศกั ด์ชิ ยั สายสงิ ห มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยธุ ยา
เลขานกุ ารกองบรรณาธิการ : รองศาสตราจารย ดร.ศิริพร ดาบเพชร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา
ผูชวยศาสตราจารย ดร.วรางคณา นพิ ัทธสขุ กจิ
ผูช ว ยศาสตราจารยสาวติ รี พิสณพุ งศ
ผชู ว ยศาสตราจารยศ ุภกาณฑ นานรมั ย
อาจารย ดร.รงุ ทิพย รัตนภานศุ ร

นายพฑั ร แตงพันธ

คณะทำงาน : ฝา ยบริหาร ฝา ยวิชาการ
อาจารยส ุภารัตน ชัยกติ ติภรณ นางสาธยิ า ร่นื ชล
อาจารยก ันยารัตน คงพร นายปท พงษ ช่นื บญุ
อาจารยช ะกาแกว สุดสชี งั นายอายุวัฒน คาผล
ดร.เกษรา ศรีวเิ ชยี ร นางสาวอรอุมา โพธจิ์ ิว๋

ฝายบรหิ ารงานทว่ั ไป
นางสาวธัญวลยั แกวแหวน
นางสาวสายรงุ กล่ำเพชร
นางสาวศรสี วุ รรณ ชว ยโสภา
นางประภาพร แตงพนั ธ
นางยพุ ดี ปอ มทอง

๒ I วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓

ผู้ทรงคุณวุฒิ

พจิ ารณาบทความวารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา

ปีท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

๑. ศาสตราจารย ดร.ศักดช์ิ ยั สายสิงห มหาวทิ ยาลัยศิลปากร
๒. รองศาสตราจารย ดร.รงุ โรจน ธรรมรงุ เรอื ง มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
๓. รองศาสตราจารย ดร.ธานี สุขเกษม
๔. รองศาสตราจารย ดร.อรสา จรญู ธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ

๕. ผูช ว ยศาสตราจารย ดร.ภิศักดิ์ กัลยาณมติ ร มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ
ในพระบรมราชูปถัมภ
๖. ผูชว ยศาสตราจารย ดร.มยุรี รัตนเสริมพงศ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ
๗. ผูช ว ยศาสตราจารย ดร.สอาด บรรเจิดฤทธิ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ
๘. ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.กมลวรรณ วรรณธนงั มหาวิทยาลยั ราชภัฏเทพสตรี
๙. ผชู วยศาสตราจารย ดร.รัตนา รักสกุลพาณิชย มหาวทิ ยาลัยนานาชาตแิ สตมฟอรด
๑๐. ผชู ว ยศาสตราจารยพ เิ ศษ ดร.ชนาธิป ชินะนาวิน มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
๑๑. ผชู วยศาสตราจารยเ พชรรุง เทยี นปว โรจน มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา
๑๒. ผชู วยศาสตราจารยอ ษั ฎายุทธ ผลภาค ศาลยตุ ธิ รรม ศาลฎกี า
๑๓. อาจารย ดร.ปยะนาถ อังควาณิชกุล มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา
๑๔. อาจารย ดร.พิมพป ฏิมา นเรศศริ ิกุล มหาวิทยาลยั เชยี งใหม
๑๕. อาจารย ดร.ปฐมบตุ ร แกวสมนกึ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
๑๖. อาจารยสุรินทร ศรสี ังขง าม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยุธยา
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยุธยา
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรอี ยธุ ยา

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๓

สารบญั

ความสืบเนื่องของพระราชพิธีในกฎมณเฑียรบาล ๗
สมัยอยุธยาจนถึงสมยั รัตนโกสินทร
พิเศษ ปนเกตุ

ลวดลายพรรณพฤกษาประดับทวารบาลไมแกะสลัก วัดพระศรีสรรเพชญ ๒๓

พระนครศรีอยุธยา ทไ่ี ดร บั แรงบนั ดาลใจจากเครื่องลายครามจีน
วรวิทย สนิ ธุระหัส

การพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชน ๔๑
เทศบาลนครพระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
ปกาศิต เจิมรอด

การมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอการบริหารงาน ๕๖
ดา นภูมปิ ญญาทอ งถ่ินของเทศบาลตำบลนครหลวง
จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา
พชิ ชานันท แพรงาม และอดิศร ภูสาระ

ความคดิ เหน็ ของบุคลากรสาธารณสุขตอ การถายโอนภารกิจ ๖๔
โรงพยาบาลสง เสริมสขุ ภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแ กองคกรปกครองสว นทองถ่นิ

กรณีศึกษา : สาธารณสขุ จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา
ตลุ ยวดี หลอ ตระกูล

การศกึ ษาความเปน ไปไดในการพฒั นาโครงสรางหลักสูตร ๗๓
บริหารธรุ กิจบณั ฑิต สาขาวิชาการจัดการธรุ กิจชมุ ชน

คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยธุ ยา
ชเนตตี พุม พฤกษ และวรรณิภา ใจดี

๔ I วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓

บทบรรณาธกิ าร

พื้นที่มรดกโลกพระนครศรีอยุธยา ไดรับความสนใจจากนักทองเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวตางประเทศ
โดยเฉพาะนักทองเทีย่ วจากกลุม ประเทศสมาชิกอาเซยี นและนกั ทอ งเทย่ี วชาวจนี ถือเปน นักทองเทีย่ วกลุมใหญ ท่ีสราง
ความเติบโตแกอุตสาหกรรมการทองเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาโดยตลอด เรามักจะเห็นนักทองเที่ยว
นั่งรถตุกตุก หัวกบ หรืออาจข่ีจักรยานเพ่ือทองเท่ียวในเกาะเมอื งพระนครศรอี ยุธยารวมทัง้ บริเวณใกลเคียงอยางคุนตา
มาหลายสิบป แตในขณะนี้การแพรระบาดอยางรุนแรงของโรคติดเช้อื ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรอื โรคโควดิ -๑๙ ซ่งึ เปนภัย
ตอความอยรู อดปลอดภยั หรอื ตอความมน่ั คงของรฐั ในรปู แบบใหมท่ีเราไมเคยพบมากอน ทำใหรัฐบาลไทยตองประกาศ
สถานการณฉกุ เฉนิ เพอื่ รับมือวิกฤติท่ีเกิดข้ึน เรอื่ งน้ีถือเปนบทพิสูจนความรัก ความสามคั คีและความมีวินัยของคนไทย
ท่ีเชอ่ื ไดวาจะชวยใหเราผา นพน วกิ ฤตนิ ี้ไปดวยกนั

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา รวบรวมความรูเกี่ยวกับ “อยุธยา” ในทุกศาสตรและทุกมิติ กองบรรณาธิการ
เปดรับบทความวิจัยและบทความวิชาการทางดานสังคมศาสตรจากผูเขียนทุกสาขาอาชีพ เพื่อสงเสริมใหผูอานไดรบั
ความรู ตั้งแตประวัติศาสตร วัฒนธรรมและภูมิปญญาทองถ่ิน ไปจนถึงความรวมสมัยในทุกแงมุมของ “อยุธยา”
บทความทีผ่ านการพจิ ารณาจากผูทรงคณุ วุฒิจะไดร ับการตพี มิ พต ามลำดับ

เนื้อหาของบทความวิชาการ และบทความวิจัย ประกอบดวย ๑. ความสืบเนื่องของพระราชพิธีใน
กฎมณเฑียรบาล สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร โดย อาจารยพิเศษ ปนเกตุ ๒. ลวดลายพรรณพฤกษาประดับ
ทวารบาลไมแกะสลัก วัดพระศรีสรรเพชญ พระนครศรีอยุธยา ที่ไดรับแรงบันดาลใจจากเครื่องลายครามจีน
โดย อาจารยว รวิทย สนิ ธุระหัส ๓. การพฒั นาการมีสว นรว มในการปองกนั อาชญากรรมของประชาชนในชมุ ชนเทศบาล
นครพระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา โดย ผชู วยศาสตราจารยป กาศิต เจิมรอด
๔. การมีสว นรวมของคณะกรรมการชุมชนตอ การบรหิ ารงานดานภูมิปญญาทอ งถิ่นของเทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา โดย คุณพิชชานันท แพรงาม และผูชวยศาสตราจารย ดร.อดิศร ภูสาระ ๕. ความคิดเห็นของ
บุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอนภารกิจ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวน
ทอ งถนิ่ กรณีศึกษา : สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย คุณตุลยวดี หลอ ตระกลู ๖. การศกึ ษาความเปนไปได
ในการพัฒนาโครงสรางหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชน คณะวิทยาการจัดการ
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยุธยา โดยอาจารยช เนตตี พมุ พฤกษ และอาจารยวรรณิภา ใจดี

ในนามของคณะกรรมการกองบรรณาธกิ าร วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา ขอขอบพระคุณผูทรงคุณวุฒิทุกทาน
ที่ไดพิจารณา กลั่นกรอง ชี้แนะและปรับปรุงแตละบทความใหสมบูรณยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณผูอานทุกทานที่ติดตาม
วารสารมาโดยตลอด หากมีขอเสนอแนะประการใด กรุณาแจงมายังกองบรรณาธิการ จกั ขอบพระคณุ ยง่ิ

บรรณาธิการวารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา

วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๕



ความสบื เนอ่ื งของพระราชพธิ ใี นกฎมณเฑยี รบาล
สมยั อยุธยาจนถึงสมยั รตั นโกสนิ ทร์

The Continuation of Royal Ceremonies in the Royal Law
from the Ayutthaya Period to the Period of Rattanakosin

พิเศษ ปน เกตุ / Piset Pinket

ครูชำนาญการ โรงเรยี นวัดไทรงาม อำเภออทุ ยั จังหวดั พระนครศรีอยุธยา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาพระนครศรอี ยธุ ยา เขต ๑

Professional Level Teacher of Wat Sai Ngam School, Uthai District, Phranakhon Si Ayutthaya Province
at the Phranakhon Si Ayutthaya Primary Educational Service Area office 1

รับบทความ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓ แกไขบทความ ๑ มีนาคม ๒๕๖๓ ตอบรบั ๗ มีนาคม ๒๕๖๓

บทคัดยอ่

กฎมณเฑียรบาล เปนกฎหมายท่ีตราขน้ึ ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีสวนทเ่ี ปนกฎหมายขอบังคับ
ตาง ๆ ที่ขาราชสำนักตองพึงปฏิบัติ สวนที่เกี่ยวดวยพระราชอิสริยศของเจานายในลำดับขั้นตาง ๆ สวนที่เกี่ยวกับ
พระราชกิจจานุกจิ และสวนที่เกี่ยวกบั พระราชพธิ ตี าง ๆ ในราชสำนัก ซึ่งพระราชพธิ ีท่ีปรากฏในกฎมณเฑียรบาลนน้ั
มีทั้งสิ้น ๒๖ พระราชพิธี เมื่อสืบคนหลักฐานทั้งในพระราชพงศาวดารฉบับตาง ๆ คำใหการชาวกรุงเกา และคำใหก าร
ขุนหลวงหาวัด พบวา พระราชพิธีที่พบหลักฐานวามีการจัดในสมัยกรุงศรีอยุธยาในเอกสารเหลานี้มีจำนวนทั้งส้ิน
๑๖ พระราชพิธี ถึงสมัยรัตนโกสินทรพบหลักฐานวา มีการจัดพระราชพิธีที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลจำนวน ๙
พระราชพิธี และยุคหลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง พบวา พระราชพิธีที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลที่ยังมีการจัด
พิธีสืบเนื่องมาจนปจจุบัน มีจำนวน ๔ พระราชพิธี คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีสงกรานต พระราชพิธี
ตรียัมพวาย และพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และยังพบรองรอยของการลดทอนและเพิ่มเติม
รายละเอียดพระราชพิธมี ากกวาท่ีปรากฏในกฎมณเฑยี รบาล

คำสำคัญ : กฎมณเฑียรบาล พระราชพิธีสมัยกรงุ ศรีอยุธยา พระราชพิธสี มัยรัตนโกสนิ ทร

Abstract

The royal law was enacted during the reign of King Borommatrailokkanat. There’re the various
laws and regulations that the courtier must perform, the order of dynasty's ranks, the royal duties
and the twenty-six royal ceremonies appeared in the royal court. When searching the evidence in
various royal chronicles and the testimony of the Ayutthaya people in the past and the testimony

วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๗

of KhunLuang Ha Wat. It revealed that there’re the evidence were found, namely the total sixteen
royal ceremonies organized in the Ayutthaya period in these documents. In Rattanakosin period,
there’re nine royal ceremonies organized and appeared in the royal law. After the revolution, there’re
four royal ceremonies appeared namely the coronation ceremony, Songkran ceremony,
the ceremonial Triyumpwai and the royal ploughing ceremony. The vestiges about decreasing in the
royal ceremonies and more adding the royal ceremonies' details than appearing in the royal law were
still found.

Keywords : Royal law, Royal ceremonies in Ayutthaya period, Royal ceremonies in Rattanakosin period

ความสำคญั และภูมิหลงั ของพระราชพธิ ีในสถาบันพระมหากษัตริย์

คนไทยมีสถาบันพระมหากษัตริยเปนศูนยรวมใจมาชานานนับตั้งแตอดีตตราบเทาปจจบุ นั ซง่ึ การจดั พิธีตาง ๆ
ในราชสำนักนั้น เรียกวา พระราชพิธี ไดมีปรากฏหลักฐานนับแตอดีตมา พระราชพิธี หมายถึง เปนงานท่ี
พระมหากษัตริยไดทรงพระกรุณาใหจัดขึ้นตามลัทธิประเพณีเพื่อความเปนสวัสดิมงคลของประเทศและประชาชน
หรือเพื่อความเปนสวัสดิมงคลแกสิริราชสมบัติ พระบรมราชวงศและพระองคเอง หรือเพื่อนอมนำใหระลึกถึง
ความสำคัญในทางพระศาสนา หรอื เพอ่ื สำแดงความกตญั ธู รรมและระลกึ ในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย
ในรชั กาลกอ นๆ ตลอดจนพระบรมราชบรู พการีทไ่ี ดทรงกระทำคุณประโยชนแ กป ระเทศชาติประชาชน (หมอมทวีวงศ
ถวัลยศักดิ์, พลตรี, ๒๕๑๐, หนา ๒) ดังนั้น พระราชพิธีจึงเปน พิธีกรรมทีเ่ ก่ียวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย มิอาจ
แยกจากกนั ได

ในสมัยโบราณน้นั ทา นถือวาถาไดมีการพระราชพธิ ีสักเดือนละครง้ั ก็จะบังเกดิ ความเปนสริ ิมงคลแกบานเมือง
(หมอมทวีวงศถ วลั ยศกั ด์ิ,พลตร,ี ๒๕๑๐, หนา ๒) ดวยเหตนุ ้ี พระราชพิธจี งึ มคี วามสำคญั ยิ่ง ซ่ึงมที ้งั พระราชพธิ ที ่จี ัดเปน
ประจำทุกป และพระราชพิธีทจ่ี ัดขึน้ เปนครง้ั คราวตามวาระโอกาสท่สี ำคัญ

หลักฐานที่ปรากฏเกี่ยวกับพระราชพิธีอันเกี่ยวของกบั พระมหากษตั ริยไ ทยนั้น ปรากฏตั้งแตสมัยสุโขทัยเปน
ราชธานี ดังขอความในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ดานที่ ๓ บรรทัดที่ ๑๙-๒๒ กลาววา “..วันเดือนดับเดือนเต็มทานแตง
ชางเผือกกระพัลยาง เที้ยรยอมทองงา..ขวา ชื่อรูจาครี พอขุนรามคำแหงขึ้นขี่ไปนบพระ..อรัญญิกแลวเขามา..”
(ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เลม ๓, ๒๕๔๒, หนา ๒๐-๒๑)

จากศิลาจารึกหลักที่ ๑ จะเห็นไดวา ในสมัยสุโขทัยน้ัน พระมหากษัตริยไดป ระกอบพระราชพิธีอันเกีย่ วเนื่อง
กับพระพุทธศาสนา โดยศิลาจารึกกลาววา ในวันเดือนดับเดือนเต็ม คือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำและแรม ๑๔ ค่ำ
พอขุนรามคำแหงไดโปรดเกลาฯใหแตงชางเผือกชื่อ รูจาครี ดวยเครื่องประดับทองคำ แลวเสด็จพระราชดำเนิน
บนหลงั พระคชาธารนน้ั เพอ่ื ทรงนมสั การพระทเี่ ขตอรัญญิก อันเปนพทุ ธสถานนอกเมอื งสุโขทยั แสดงใหเห็นวา สถาบัน
พระมหากษัตริยนับแตอดีตมา จำเปนตองประกอบพระราชพิธีตางๆเพื่อเปนแบบอยางแกไพรฟาในการแสดงความ
เคารพตอศาสนา เปนการแสดงพระบารมีใหประชาชนไดเห็นและยังเปนการสรางขวัญกำลังใจแกป ระชาชน พระราชพิธี
จงึ เปนส่ิงทแ่ี ยกไมออกจากสถาบันพระมหากษตั ริย

๘ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓

เมื่อถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี ไดมีการจัดระเบียบการปกครองใหสถาบันพระมหากษัตริยดำรง
ความสำคัญสูงสุด มีพิธีกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริยมากมาย มีการผสมผสานความเช่ือ
และพิธีกรรมท่ีไดร ับอทิ ธพิ ลจากศาสนาพราหมณ ศาสนาพุทธและความเชอื่ พน้ื เมือง หลอมรวมเปนระเบยี บพิธีกรรมใน
ราชสำนักใหแตกตางจากพิธีของประชาชนทั่วไป กำหนดข้ึนเปน พระราชพธิ ีทตี่ อ งกระทำทกุ เดอื นหมนุ เวียนไป ซึ่งพระ
ราชพธิ เี หลานปี้ รากฏในเอกสารทช่ี อื่ วา กฎมณเฑียรบาล นบั เปนหลักฐานสมัยอยุธยาทเ่ี กาแกทส่ี ุดท่รี ะบถุ ึงรายละเอียด
พระราชพธิ ีที่จดั ข้ึนในราชสำนกั ยุคน้ัน

ความเปนมาของกฎมณเฑียรบาล
กฎมณเฑียรบาล หมายถึง กฎรักษาเรือนหลวง มาจากคำวา มณฺฑิร ในภาษาสันสกฤต แปลวาเรือนหรือ

เรือนหลวง และคำวา ปาล แปลวารักษา (วินัย พงศรีเพียร, ๒๕๔๘, คำนำ.) เปนหนึ่งในกฎหมายที่ปรากฏอยูใน
กฎหมายตราสามดวง ตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ปรากฏในสวนตน ของกฎมณเฑียรบาลวา ศุภมัสดุ
ศักราช ๗๒๐ วันเสารเดือนหาขึ้นหกค่ำ ชวดนักษัตรศก ซึ่งปจุลศักราช ๗๒๐ ที่ใหไวเปนไปไมได เพราะตกในป
พุทธศักราช ๑๙๐๑ ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ และจุลศกั ราช ๗๒๐ ไมตรงกบั ปช วดแตต รงกบั ปจอ ประเสริฐ
ณ นคร สันนิษฐานวาควรเปนปจ ุลศักราช ๘๓๐ เพราะเปน ปช วดเดียวท่ีสอดคลองกับวันลูกทีใ่ หไว (วินัย พงศรีเพียร,
๒๕๔๘, หนา ๖๓) ดงั น้นั กฎมณเฑียรบาลจงึ เปน กฎหมายท่ีตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อันเปนยุคท่ี
ราชสำนักอยุธยามีการปรับปรุงโครงสรางทางการปกครองขนาดใหญ เพื่อใหสอดคลองกับพระราชอาณาเขตของ
อาณาจักรที่กวางขวางขึ้น จำนวนคนในปกครองทมี่ ากขนึ้ และจำนวนขนุ นางทเี่ พ่มิ ข้นึ ตามไปดวย จงึ จำเปนท่ีตองมีการ
จัดระบบการปกครองใหสอดคลองตามไปดวย

กฎมณเฑียรบาลมีสวนประกอบสำคัญอยูหลายสวนดวยกัน คือสวนที่เปนกฎหมายขอบังคับตางๆ ที่ขาราช
สำนักตองพึงปฏิบัติ สวนที่เกี่ยวดวยพระราชอิสริยศของเจานายในลำดับขั้นตางๆ สวนที่เกี่ยวกับพระราชกิจจานุกจิ
และสว นท่เี กี่ยวกับพระราชพธิ ตี า งๆ ในราชสำนัก

เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยากฎหมายตางๆ ถูกทำลายไปพรอมกับการเสียกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ.๒๓๑๐ ตอมา
ในรัชกาลที่ ๑ เมื่อพ.ศ.๒๓๔๗ ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาโปรดกระหมอมใหมีการรวบรวมชำระกฎหมายสมัย
กรุงศรอี ยธุ ยาเปน หมวดหมู (สถาบันพระปกเกลา, www.wiki.kpi.ac.th) ปจจุบันเรยี กวา กฎหมายตราสามดวง ซึ่งกฎ
มณเฑียรบาลเปน หนึ่งในการรวบรวมชำระครัง้ น้นั ครัน้ สมัยรัชกาลที่ ๔ มีการออกประกาศตา งๆ พระราชนิยมในเร่ือง
ตางๆ อันมีพระราชประสงคจะใหประชาชนปฏิบัติ ประกาศบางเรื่องวาดว ยความประพฤติของขา ราชการในราชสำนัก
เชน ประกาศ จ.ศ.๑๒๑๖ วาดวยเวลากราบทูลขอ ราชการและกิจธุระ ประกาศ จ.ศ.๑๒๑๗ วาดวยหามมใิ หเรอื ทีโ่ ดย
เสด็จตัดกระบวน ดังนั้นประกาศเหลานี้จึงถอื วาเปนกฎมณเฑียรบาลได (สถาบันพระปกเกลา , www.wiki.kpi.ac.th)

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ไดมีพระบรมราชโองการเรื่องวิธีเขาเฝาทูลละอองธุลีพระบาทและวิธีถวายบังคม
ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีแกพระบรมวงศานุวงศและขาทูลละอองธุลีพระบาท เมื่อคราว
พระองคทรงบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ ในพ.ศ. ๒๔๑๗ และในเวลาตอมาไดมีการตราพระราชบัญญัติขึ้นมารองรับ
พระบรมราชโองการเรอ่ื งน้ี ดงั นั้นพระบรมราชโองการและพระราชบัญญตั ิเร่ืองวธิ ีการเขาเฝา ฯ จึงเปนกฎมณเฑียรบาล
อยา งหนึง่ เรียกกนั ท่ัวไปวา กฎมณเฑียรบาลวาดว ยการเปลย่ี นธรรมเนียมใหม และในสมยั รัชกาลท่ี ๖ มกี ารประกาศใช

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๙

กฎมณเฑยี รบาลวาดวยการเสกสมรสแหง เจานายในพระราชวงศ เม่อื พ.ศ.๒๔๖๑ และกฎมณเฑยี รบาลวาดวยการสืบ
ราชสันตติวงศ พ.ศ.๒๔๖๗ และในสมยั รัชกาลที่ ๗ ไดมีการประกาศกฎมณเฑยี รบาลวา ดว ยการสมรสพระราชวงศแกไข
เพิ่มเติม พ.ศ.๒๔๗๕ เปนกฎมณเฑียรบาลฉบับเดียวที่ตราขึ้นสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (สถาบัน
พระปกเกลา, www.wiki.kpi.ac.th) แสดงใหเห็นวา กฎมณเฑียรบาลเปนกฎหมายสำคัญที่มีพัฒนาการควบคูกับ
สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมยั

ในบทความของผูเขียน มุงเนนทีจ่ ะกลาวถงึ เฉพาะพระราชพธิ ตี างๆที่ปรากฏในกฎมณเฑยี รบาล โดยกลาวถงึ
พระราชพิธีที่พบการบนั ทกึ ในกฎมณเฑียรบาล วา พระราชพธิ เี หลาน้ีมพี ระราชพธิ ีใดบาง และมีพัฒนาการสืบทอดมาสู
ยุคปจจบุ ันเชนไร

พระราชพิธที ป่ี รากฏในกฎมณเฑยี รบาลสมยั กรงุ ศรีอยุธยาจากกฎหมายตราสามดวง
ในกฎมณเฑียรบาลมีการเอยถึงพระราชพิธีที่จัดขึน้ ในเดือนตางๆทั้งสิบสองเดือน โดยกลาววา “....ศุภสวัสดิ

เดือน ๕ การพระราชพิธีเผด็จศก ลดแจตร ออกสนาม เดือน ๖ พิธีไพศากขยจรดพระราชอังคัล เดือน ๗ ทูลน้ำลาง
พระบาท เดือน ๘ เขาพระวสา เดือน ๙ ตุลาภาร เดือน ๑๐ ภัทรบทพิธีสารท เดือน ๑๑ อาสยชุ แขง เรอื เดือน ๑๒ พิธี
จองเปรียงลดชุดลอยโคม เดือน ๑ ไลเรือเถลิงพิธีตรียัมพวาย เดือน ๒ การพิธีบุษยาภิเษกเฉวียนพระโคกินเลี้ยง
เดือน ๓ พิธีธานยะเทาะห เดือน ๔ การสัมพรรษฉิน” (กฎหมายตราสามดวง เลม ๑, ๒๕๔๘, หนา ๙๕-๙๖)

จากขอความขางตน แสดงวาพระราชพิธีที่ตราขึ้นในกฎมณเฑียรบาลมุงหมายใหจัดขึ้นในทุกเดือน ทั้งนี้เพอ่ื
ความเปนสวัสดิมงคลแกพระนคร แตเมื่อมีการพิจารณาลงไปในรายละเอียดของกฎมณเฑียรบาลจะพบวา
ในกฎมณเฑียรบาลมิไดระบุเฉพาะพระราชพิธีท่ตี องจัดเปน ประจำในทุกเดือนเทาน้ัน ยงั มกี ารกลาวถึงพระราชพิธีท่ีจัด
ขึ้นเปนครั้งคราวอีกดวย ซึ่งพระราชพิธีตางๆมีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้ (กฎหมายตราสามดวง เลม ๑, ๒๕๔๘,
หนา ๙๙-๑๑๓)

๑. พระราชพิธีออกสนามใหญ จัดในเดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ มีการแหขบวนชางขบวนมาและขบวนทหารตาง ๆ
สมเด็จพระเจาอยูหัวประทับในพระบัญชรชั้นสิงห เขานายจัดที่นั่งชมลดหลั่นกันไป หลังการเดินขบวนมีการละเลน
สมโภช เชน ลอชา ง แขงระแทะ ววั ชน กระบือชน ชุมพาชน ชางชน คนชน ปรบไก คลชี งโคน มวยปลำ้ เปน ตน

๒. พระราชพิธีจรดพระอังคัล จัดในเดือน ๖ เจาพญาจันทกุมารเปนผูแรกนา และไดอาญาสิทธิ์แทนสมเด็จ
พระเจา อยูหัว มีสมโภช ๓ วัน ใหก รมการในกรมนาเขา เฝา

๓. พระราชพธิ ที ลู นำ้ ลางพระบาท จดั ในเดอื น ๗ มีพระเบญจา ๙ ชั้น ปกฉัตรทองนากเงนิ รายลอ ม ขุนนางใช
กระออมเงนิ กระออมทองกระออมนากทูลถวายนำ้ อภเิ ษก

๔. พระราชพิธีตุลาภาร จัดในเดือน ๙ ประกอบพระราชพธิ ที ่พี ระทนี่ งั่ มังคลาภเิ ษก ตง้ั ตราชกู ลางทองพระโรง
มีกระบวนแหเสด็จพระราชดำเนินดวยพระที่นั่งราเชนทรยานเวียน ๙ รอบ แลวเสด็จถีบตราชู สมเด็จพระอัครมเหสี
เสด็จถีบตราชูดวย

๕. พระราชพิธีภัทรบท จัดในเดือน ๑๐ มีการทอดเชือกดามเชือก ขุนนางเขาเฝาถวายบังคมและเลี้ยงลูกขนุ
พรอ มถือนำ้ พระพิพฒั สัตยา

๑๐ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

๖. พระราชพิธีอาสยุช จัดในเดือน ๑๑ สมเด็จพระเจาอยูหัวเสด็จประทับเรือพระที่นั่งสมรรถไชย สมเด็จ
พระอัครมเหสปี ระทบั เรือพระทนี่ ่ังไกรสรมุข ใหเรอื พระทน่ี ่งั ทัง้ สองน้นั พายแขงเสย่ี งทาย ถา เรอื พระทน่ี งั่ สมรรถไชยแพ
จะอยูเ ย็นเปนสขุ ถา เรอื พระทน่ี ง่ั สมรรถไชยชนะจะเกดิ ยคุ เข็ญ

๗. พระราชพิธีตรองเปรียงลดชุดลอยโคม จัดในเดือน ๑๒ เสด็จลงเรือพระที่นั่งเบญจา ๕ ชั้น มีเรือขบวน
ติดตาม พรอมมีระทำ และหนังใหญสมโภช เมื่อเลี้ยงลูกขุนและฝายในแลว จึงตัดสมอลอยเรือพระที่นั่งไปถึง
วดั พทุ ไธศวรรย แลวจดุ ดอกไมเ พลิงเลนหนงั สมโภช แลวลงเรือกลับมาทางเกาะแกว

๘. พระราชพธิ ีไลเรือ สมเด็จพระเจา อยหู ัวทรงพระมาลาสกุ หร่ำ เสด็จทางเรือมาถงึ ทา ยบานรนุ จงึ เสด็จยืนทรง
พัชนี ครั้นถงึ ประตไู ชยทรงสาว

๙. พระราชพธิ ีเล้ยี งดอกไมวงมงคล สมเดจ็ พระอคั รมเหสีแตง กระแจะแปง ดอกไม พระภรรยาเจาพระราชกุมาร
พระราชนดั ดา แมห ยวั เจาเมอื งจัดแตงหมาก มกี ารใหข ุนนางทำสำรับ ในวนั พระราชพิธีเสด็จขึ้นหอพระ เมื่อเสด็จออก
ชักมาน พระครูพราหมณถ วายมนตและนำ้ สังขก ลศ เสนาบดีขุนนางเขาเฝา แลวแจกหมากดอกไมพ รอมเล้ียงลูกขุนท้ัง
ปวง

๑๐. พระราชพิธสี นานตรยี ัมพวาย มีการสรงสนานโดยพระครพู ราหมณถวายน้ำสังขกลศ และถวายขาวตอก
ดอกไม

๑๑. พระราชพิธีเฉวียนพระโค ใหพระโคยืนบนแทนประดับดวยเครื่องประดับทองคำ มีพานทองรองหญา
พระราชกมุ ารปอ นหญา มีบายศรสี มโภชพระโค สมเด็จพระเจาอยูห ัวทรงถอื ดอกบัวทอง สมเด็จพระอคั รมเหสีทรงถอื
ดอกบัวเงิน เดินประทักษิณรอบพระโค ๙ รอบ

๑๒. พระราชพิธีเบาะพก มีการตั้งโรงพิธี มีราชวัตรฉัตรรายลอม พราหมณทำพิธสี มโภชแมห ยัวพระพี่ ๓ วัน
แลวแหแมหยัวพระพี่ดวยพระที่นั่งราเชนทรยานไปยังพระมหาปราสาท สมเด็จพระเจาอยูหัวเขาบรรทมดวยแมหยวั
พระพ่ี แลวจึงเสด็จไปโรงพธิ พี ราหมณ พระครพู ราหมณถวายน้ำสงั ขกลด แลวมมี หรสพสมโภช

๑๓. พระราชพิธีอินทราภิเษก มีการสรางเขาพระสุเมรุ เขาอิสินธร เขายุคนธร เขากรวิกและเขาไกรลาส
ประดับดว ยรปู สัตวท ้ังปวง มีรูปเทวาประจำทุกเขา มนี าค ๗ ศรี ษะเกย้ี วพระสุเมรุ ใหม หาดเลก็ ตำรวจเล็กแตงกายเปน
เทวดาและอสูรทำการชักนาคดึกดำบรรพ พราหมณ ขุนนาง ผลัดกันเขาเฝาถวายพระพรทกุ วนั แลว พระราชทานรางวัล
แกพราหมณและขุนนาง มมี หรสพสมโภช และโปรยทานรอบพระนครใชเ วลาจดั พระราชพิธี ๑ เดอื น

๑๔.พระราชพิธีเผด็จศกพิธีลดแจตร ตั้งการพระราชพิธีในพระปรัศซายพระที่นั่ง มีตำหนักอาบน้ำพระสงฆ
มกี ารกั้นมา นฝายในฝายหนา พระทีน่ ่ังสรงนำ้ ปกไมพมุ ตนหุมผาแดง มีที่น่งั ตามบรรดาศกั ด์ิลดหลัน่ กันไป มีการสรงน้ำ
ทั้งเชา กลางวันและเย็น ขุนนางเตรียมผานุง ๓ สำรับเพื่อลงน้ำตามเสด็จ

๑๕.พระราชพิธีเมือ่ สมเดจ็ พระอัครมเหสีทรงครรภ ทำพิธีใตตนหมันพระเสื้อเมือง ๗ วัน ขุนนางเขาเฝาถวาย
บังคม มีการปลูกเรือนไฟยาว ๕ หองและพระโรงยาว ๗ หอง เมื่อประสูติกาลพระราชกุมารแลว หมอหลวงทำพิธี
เสียกบาล เสียขาว เชิญพระกุมารใสพานนวรตั น ขุนนางถวายบังคมพระกุมาร มีการสมโภช ๓ วัน และพระราชทาน
สิ่งของตา งๆ แกผ รู ว มพระราชพธิ ี

นอกจากนี้ยังมีพระราชพิธีที่ปรากฏแตชื่อแตไมบอกรายละเอียด เชน พระราชพิธีสัมพรรษฉิน บุษยาภิเษก
ราชาภิเษก คชกรรม ประถมาภิเษก ประถมกรรม มัทยกรรม อุดมกรรม อาจารยิ าภเิ ษก อปุ ราคาปราบดาภเิ ษก ซง่ึ บอก

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๑๑

วาพระราชพิธีเหลานี้จะมีการสนาน และพราหมณถวายน้ำสังขกลศ มีทอสหัสธารา (กฎหมายตราสามดวง เลม ๑,
๒๕๔๘, หนา ๙๙) และยังเอยถงึ พระราชพิธีเผาขา ว แตเขียนวา ไมมี ซึ่งสันนิษฐานวา อาจจะหมายถงึ ไมมตี นฉบบั ที่ใช
คัดลอกก็เปนได (กฎหมายตราสามดวง เลม ๑, ๒๕๔๘, หนา ๑๐๗)

ซึ่งจากขอมูลที่ไดจากกฎมณเฑียรบาล พบวามีพระราชพิธีที่ปรากฏรายละเอียดจำนวน ๑๕ พระราชพิธี
และพระราชพิธีที่ปรากฏแตชื่อแตไมบอกรายละเอียดจำนวน ๑๑ พระราชพิธี รวมจำนวนพระราชพิธีที่ปรากฏ
ในกฎมณเฑียรบาลท้ังสนิ้ ๒๖ พระราชพธิ ี

พระราชพิธที ปี่ รากฏในกฎมณเฑียรบาลซงึ่ ไดจดั ในสมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยาจากหลักฐานตา งๆ
ในพระราชพงศาวดารสมัยกรุงศรีอยุธยาฉบับตางๆ มีบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชพิธีตางๆ ของ

พระมหากษัตริยไว แมจะไมพบเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดงานพระราชพิธีในทุกรัชกาล แตยังพอเปนรองรอยไดวา
พระราชพิธีตางๆที่กลาวไวในกฎมณเฑียรบาลนั้น มีการจัดขึ้นจริงตั้งแตเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งปรากฏหลักฐาน
ดังตอไปนี้

๑.พระราชพิธีราชาภิเษก ในกฎมณเฑียรบาลมิไดกลาวถึงรายละเอียดไว พงศาวดารที่กลาวถึงเหตุการณ
สมยั ตนกรุงศรีอยุธยา มไิ ดเอย รายละเอียดไวเ ชนกนั ปรากฏรายละเอยี ดครง้ั แรกในรัชกาลขุนวรวงศาธิราช ดงั ขอความ
ในพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) ความวา “..นางพระยาจงึ พระเสาวนียสงั่ ปลดั วังใหเอาราชยานเครื่องสูง
แตรสังขกับขตั ิยวงศ ออกไปรับขุนวรวงศาธริ าช เขามาในราชนเิ วศมณเฑียรสถาน แลวตั้งพระราชาภิเษกขุนวรวงศา-
ธริ าช เปนเจาพิภพกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา..” (ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เลม ๓, ๒๕๔๒, หนา ๒๒๖)
ครนั้ รชั กาลตอ มาจึงพบวามีรายละเอยี ดพระราชพิธีมากข้นึ

๒.พระราชพิธีปฐมกรรม ในกฎมณเฑียรบาลใชชื่อวา ประถมกรรม ซึ่งมิไดกลาวถึงรายละเอียดไว ในรัชกาล
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ไดมีการจัดพระราชพิธีนีข้ ึน้ ดังขอความในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสรฐิ กลาววา
“..ศักราช ๘๕๙ มะเส็งศก ทานใหทำการปฐมกรรม”(พระราชพงศาวดารกรุงเกาฉบับหลวงประเสริฐอกั ษรนิต,์ิ ๒๕๔๔,
หนา ๒๐) และจัดอีกคราวในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โดยกลา ววา “..ศกั ราช ๙๑๒ จอศก เดือน ๘ ขึ้น ๒ ค่ำ
ทำการพระราชพธิ ปี ฐมกรรมสมเด็จพระมหาจกั รพรรดเิ จา ตำบลทาแดง พระกรรมวาจาเปนพฤฒบิ าศ พระพเิ ชฏฐเปน
อัษฎาจารย พระอินโทรเปน กรมการ..” (พระราชพงศาวดารกรุงเกาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนติ ,์ิ ๒๕๔๔, หนา ๒๔)

๓.พระราชพิธีมัธยกรรม ในกฎมณเฑียรบาลใชชื่อวา มัทยกรรม ซึ่งมิไดกลาวถึงรายละเอียดไว ในพระราช
พงศาวดารมิไดกลาวรายละเอียดอีกเชนกัน เพียงบันทึกวาจัดในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิที่ตำบลชัยนาทบุรี
(พระราชพงศาวดารกรุงเกาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, ๒๕๔๔, หนา ๒๕)

๔. พระราชพธิ ีอาจาริยาภเิ ษก ซ่งึ ในกฎมณเฑยี รบาลมไิ ดกลาวถึงรายละเอียด ในพระราชพงศาวดารระบุเพียง
วาจัดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระราชพงศาวดารกรุงเกาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, ๒๕๔๔,
หนา ๒๕)

๕. พระราชพิธีอินทราภิเษก ในพระราชพงศาวดารมิไดกลาวรายละเอียด ระบุเพียงวาจัดขึ้นในรัชกาล
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กลาวถึงวามีไฟไหมวังและใหจัดพระราชพิธีอินทราภิเษกในวังใหม พรอมพระราชทาน
สัตดกมหาทาน (พระราชพงศาวดารกรุงเกาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, ๒๕๔๔, หนา ๒๕) กอนหนานี้ในรัชกาล

๑๒ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ มีการบันทึกไววา “..ศักราช ๘๕๘ มะโรงศก ทานประพฤติการเบญจาพิธพระองคทาน
และใหเลนการดึกดำบรรพ..” (พระราชพงศาวดารกรุงเกาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนติ ิ์, ๒๕๔๔, หนา ๒๐) ซง่ึ การเลน
ชกั นาคดกึ ดำบรรพน ้เี ปน สวนหนง่ึ ของพระราชพิธอี นิ ทราภเิ ษก

๖. พระราชพิธีอาศวยุช ซึ่งในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา อาสยุช มีบันทึกในพระราชพงศาวดารฉบับ
พันจันทนุมาศ(เจิม)เมื่อคราวรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แตกลาวโดยยอวา “..ครั้นเสร็จการพระราชทาน
พิธีอาศวยุชแลว มีพระราชบรหิ ารสัง่ ใหเกณฑทัพเตรียมไว..” (ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภเิ ษก เลม ๓, ๒๕๔๒,
หนา ๓๒๑) ครั้งแผนดินสมเด็จพระเอกาทศรถจึงไดบ ันทึกรายละเอียดไว ความวา “..ครั้นถึงทิพพารกาลพระราชพิธี
อาศวยุช ก็ใหประดบั ประดาพระทีน่ ่ังอรรณพดวยเครื่องอลงการมเหาฬารพิจิตรโอภาสชัชวาลและจามรทัง้ ปวง จึงให
เอาพระครุฑพาหนะอันรจนาประดิษฐานพระพิศวกรรมออกตั้งฉาน และใหพระราชครูทั้ง ๔ กระทำการพระราช
พิธีอาศวยุช จึงใหตั้งเรือแหและใหเทียบเรือตนเรือแขงตามกระบวน....”(พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา
เลม ๑, ๒๕๓๔, หนา ๑๘๓)

๗. พระราชพิธีไลเรือ ในพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กลาววาจัดในรัชกาลสมเด็จ
พระเอกาทศรถ มีการสรางพระพุทธรูปบุทอง บุนาก และบุเงินเพื่อเชิญเขารวมในพระราชพิธี มีการจัดขบวนเรือ
พระที่นั่งจำนวนมากแหไปที่บางขดาน (ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เลม ๓, ๒๕๔๒, หนา ๓๗๑) และใน
คำใหการชาวกรุงเกาก็ระบุวามกี ารจัดพระราชพธิ นี ้ี คำใหก ารชาวกรงุ เกา , ๒๕๔๔, หนา ๒๔๙-๒๕๐)

๘. พระราชพิธีตรีรำภาวาย ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา ตรียัมพวายซึ่งมิไดกลาวรายละเอียด
ในพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กลาววาเมื่อครั้งรัชกาลสมเด็จพระนารายณมหาราชนั้น พระไตร
ภูวนาทิตยจ ะลอบทำรายพระองคในพระราชพิธีน้ี แตสมเดจ็ พระนารายณมหาราชยงั ไปรวมพระราชพิธีน้ี ความวา “..
เมื่อวนั การพิธีตรีรำภาวายนั้น เราจะไปสงพระเจาถึงเทวสถาน ถาแลองคพระไตรภูวนาทติ ยวงษจ ะทำรา ยเรากใ็ หท ำเถิด
เราจะเอาบุญญาธิการแหงเราเปนที่พึ่ง..” (ประชุมพงศาวดารฉบบั กาญจนาภิเษก เลม ๓, ๒๕๔๒, หนา ๓๙๔) แตใน
คำใหการชาวกรุงเการะบุชื่อวา พระราชพิธีขันดอ โดยกลาววา มีการตั้งเสาสูง ๔๐ ศอกสองเสา มีเชือกผูกแขวน
กระดาน พราหมณ ๔ คนข้ึนไปนง่ั เหนอื กระดานโลช ิงชาใหค าบเงนิ บาทท่หี อ ยไว ถา พราหมณท ำไมไ ดจ ะถูกฝงดินเพียง
บั้นเอว ใหพลเทพเสนาบดีกรมนาตางพระองคแหไปยังที่พราหมณโลชิงชา นั่งในมณฑป แตเอาเทาลงดินไดขางเดียว
ถา เมอ่ื ยเผลอเอาเทา ลงดนิ ๒ ขาง ถูกปรับของที่ไดรับพระราชทาน ตองตกเปนของพราหมณทง้ั สน้ิ (คำใหการชาวกรุง
เกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๕๑)

๙. พระราชพิธีละแลงสุก(เถลิงศก) ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา เผด็จศกพิธีลดแจตร ปรากฏในคำใหการ
ชาวกรุงเกา กลาววาจัดเมื่อสงกรานต สรงน้ำพระศรีสรรเพชญ พระพฆิ เนศวร โปรดใหนิมนตพระสงฆราชาคณะเขามา
สรงนำ้ แลรบั พระราชทานอาหารบิณฑบาต กอ พระเจดยี ท รายวัดพระศรีสรรเพชญ ตั้งโรงทานเลี้ยงพระแลราษฎรที่มา
แตจตุรทิศ ๓ วัน (คำใหการชาวกรุงเกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๔๗-๒๔๘)

๑๐. พระราชพิธีจรดพระนังคัล ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา จรดพระอังคัล ปรากฏในคำใหการชาวกรุงเกา
กลาววา จัดในเดือน ๖ พระเจากรุงศรีอยธุ ยาโปรดใหพ ระภกิ มุ ารแรกนาตา งพระองค สวนพระมเหสกี จ็ ัดนางเทพีตา ง
พระองคเหมือนกัน พลเทพจูงโคไถ ๓ รอบ นางเทพีหวานพรรณขาว เสรจ็ แลวจึงปลดโคอุสภุ ราชออกใหก ินน้ำแลถ่ัวงา

วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๑๓

ขาวเปลือก ถากินสิ่งใดก็มีคำทำนายตางๆ ภายในเวลาการพระราชพิธี ยกพระราชทานภาษีคา ทาแลอากรขนอนตลาด
แกพ ระภกิ มุ าร (คำใหก ารชาวกรงุ เกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๔๘)

๑๑. พระราชพิธีตุลาภาร ในกฎมณเฑียรบาลระบุวาจัดในเดือน ๙ แตในคำใหการชาวกรุงเการะบุวาจัดใน
เดือน ๗ โดยมีการเสดาะพระเคราะหแลวทำพิธีมังคลาภิเษก เอาเงินบาทชั่งใหหนักเทาพระองคพระราชทานแก
พราหมณ (คำใหการชาวกรุงเกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๔๙)

๑๒. พระราชพิธีภัทรบท ในคำใหการชาวกรุงเกา ระบุวาจัดในเดือน ๑๐ ซึ่งตรงกบั กฎมณเฑียรบาล กลาววา
พวกพราหมณทำพิธที อดเชือกดามเชือก แตท่ีเพ่มิ เติมจากกฎมณเฑยี รบาลคือ พระเจา กรุงศรีอยุธยาทรงฉลองพระภิกษุ
สามเณรซึ่งทรงพระกรุราใหบวชเปนนาคหลวง สนานชางตนมาตน (คำใหการชาวกรุงเกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๔๙)

๑๓. พระราชพิธีจองเปรียง ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา ตรองเปรียงลดชุดลอยโคม ปรากฏในคำใหการ
ชาวกรุงเกา กลาววา ตามประทีปในพระราชวังและบานเรือนทั้งในพระนครนอกพระนครทั่วกันกำหนด ๑๕ วัน
ถงึ วันขึ้น ๑๕ คำ่ โปรดใหท ำจลุ กฐิน คอื ทอผา ใหเ สรจ็ ในวนั เดยี ว (คำใหการชาวกรุงเกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๕๐)

๑๔. พระราชพิธีบษุ ยาภเิ ษก ในคำใหก ารชาวกรงุ เกา ระบวุ าจดั ในเดือนยี่ กลาววา ตง้ั พระมณฑปเอาดอกไม ๗
สีมาเรียงไว พระเจากรุงศรีอยุธยาเสด็จประทับเหนือบัลลังกดอกไมนั้น จำเริญพระนขา แลวพราหมณจึงถวาย
มุรธาภเิ ษก (คำใหก ารชาวกรงุ เกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๕๐)

๑๕. พระราชพธิ สี มั พจั ฉรฉนิ ในกฎมณเฑียรบาลเรยี กวา สมั พรรษฉิน ปรากฏในคำใหการชาวกรงุ เกา กลา ววา
นิมนตพระสงฆเขามาเจริญพระพุทธมนต ๓ วัน และสวดอาฏานาฏิยสูตร เวลาสวดมนตนั้น พระเจากรุงศรีอยุธยา
ทรงพระมหามงคลผูกกับสายสิญจน คร้ันถึงวันคำรบ ๓ ซึ่งสวดอาฏานาฏิยสูตร เจาพนักงานยิงปนใหญนอยรอบท้ัง
กำแพงพระราชวังแลกำแพงพระนคร เมื่อเสร็จการพิธีแลว ใหเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑสรรพาวุธมาประพรมน้ำมนต
แลประพรมน้ำมนตชางตนมาตนดวย (คำใหการชาวกรุงเกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๕๑-๒๕๒)

๑๖. พระราชพธิ ีธญั ญาเธาะ ในกฎมณเฑียรบาลเรยี กวา พธิ ีธานยะเทาะห อกี แหง หนึ่งเรยี ก เผาขา ว ปรากฏใน
คำใหการขุนหลวงหาวัดฉบับหอหลวงวา จึงออกไปเผาขาวทุงวัดโพธาราม แลวจึงใหพระจันทกุมารฉลองพระองค
อันเครื่องอปุ โภคบริโภคทัง้ ปวงดุจพระอินทกุมารแรกนาขวัญ ครั้นแหไปถึงพิธีแลว พราหมณทั้งปวงจงึ เอาฉัตรอันทำ
ดวยรวงขาว ๓ อยาง ๓ ชั้นมา แลว พระจนั ทกมุ ารจึงจดุ เพลงิ ขึ้น พราหมณท ง้ั ปวงจึงดับเพลงิ แลว จงึ มีอินทพลน้ันยกพล
ทั้ง ๔ ทศิ มาชิงเอารวงขาวไป ถา ทิศใดไดขาวฉัตรชัน้ ตน ชนั้ สองก็ดีชนั้ สามก็ดี มีคำทำนายตางๆกนั (คำใหการขุนหลวง
หาวัด, ๒๕๔๙, หนา ๑๐๖) ในรัชกาลสมเด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศ มกี ารจัดพระราชพธิ นี ี้ ปรากฏในพระราชพงศาวดาร
ฉบับหมอบรัดเล กลาววา ถึงหนานวดขาวก็เสด็จไปที่ทุงหันตรานาหลวง แลวเอาขาใสระแทะ แลวให
พระราชบุตรพระราชธิดา กำนัลนางทั้งปวงลากไปในพระราชวังแลวเอาพวนขาวทำฉัตรใหญ และเอายาคูไปถวาย
พระราชาคณะท่อี ยูอ ารามหลวงทุกๆปมไิ ดเ วน (พระราชพงศาวดารกรงุ ศรีอยธุ ยา, ๒๔๖๕, หนา ๖๕๖)

จากหลักฐานทั้งในพระราชพงศาวดารฉบับตางๆ คำใหการชาวกรุงเกาและคำใหการขนุ หลวงหาวัด สรุปไดวา
พระราชพิธีที่พบหลักฐานในเอกสารเหลานี้มีจำนวนทั้งสิ้น ๑๖ พระราชพิธี และยังพบรองรอยของการลดทอนและ
เพมิ่ เตมิ รายละเอียดพระราชพิธมี ากกวา ท่ีปรากฏในกฎมณเฑียรบาลที่ไดกลา วไว แสดงใหเห็นวา พระราชพิธีท่ีตราข้ึน
เมื่อครั้งรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถน้ัน สมัยตอมามีการเพิ่มเติมและลดทอนใหเหมาะสมแกก าลสมัย สะทอน
ภาพของสงั คมที่ไมหยุดนิ่งมีการพัฒนาไปตามวนั เวลาท่ีเปลีย่ นไป

๑๔ I วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

สวนพระราชพิธที ีป่ รากฏในกฎมณเฑยี รบาลซ่ึงไมพบหลักฐานการจัดพระราชพธิ ีในเอกสารตางๆ มจี ำนวน ๑๐
พระราชพธิ ี ไดแ ก ๑) พระราชพธิ อี อกสนามใหญ ๒) พระราชพธิ ที ลู นำ้ ลา งพระบาท ๓) พระราชพิธเี ลย้ี งดอกไมวงมงคล
๔) พระราชพธิ เี ฉวยี นพระโค ๕) พระราชพธิ เี บาะพก ๖) พระราชพธิ เี มอ่ื สมเดจ็ พระอัครมเหสีทรงครรภ ๗) พระราชพิธี
คชกรรม ๘) พระราชพิธีประถมาภิเษก ๙) พระราชพิธีอุดมกรรม และ ๑๐) พระราชพิธีอุปราคาปราบดาภิเษก
ซึ่งจำเปนตองสืบหาจากหลักฐานแหลงอื่นวา พระราชพิธเี หลา นไี้ ดมกี ารจดั ในสมัยอยธุ ยาหรือไม

พระราชพธิ ที ่ีปรากฏในกฎมณเฑียรบาลสมยั กรงุ ธนบุรี
สมัยกรุงธนบรุ ี มีระยะเวลาเพยี ง ๑๕ ป และเปน ชว งหวั เล้ียวหัวตอของประวัตศิ าสตรจ ากสมัยกรุงศรีอยุธยาสู

สมยั รตั นโกสินทร เหตุการณตางๆในสมัยกรุงธนบุรีที่ถูกบันทึกไวในพระราชพงศาวดารหลายฉบับ สำเนาทองตราและ
เอกสารอื่น สวนมากลว นแตเปนเรื่องราวเก่ียวกบั พระราชกรณยี กจิ ดานสงครามเปน สว นใหญ เร่ืองราวเกี่ยวกับพระราช
พิธีตางๆพบเปนบางเรื่องเทานั้น เชน การถวายพระเพลงิ พระบรมศพสมเดจ็ พระเจา อยูหัวเอกทัศ พระราชพิธีถวายพระ
เพลงิ พระบรมศพกรมพระเทพามาตย เปนตน ซง่ึ การพระราชพิธเี ก่ยี วกับการพระบรมศพนน้ั ไมปรากฏรายละเอียดใน
กฎมณเฑียรบาล แตพระราชพิธีทีป่ รากฏในกฎมณเฑียรบาลทั้ง ๒๖ พระราชพิธีนัน้ ไมพบหลักฐานวามีการจัดขึ้นใน
สมัยกรุงธนบุรี

พระราชพิธที ป่ี รากฏในกฎมณเฑยี รบาลในสมัยตนรัตนโกสินทร
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชไดสถาปนากรุงรัตนโกสินทรขึ้นเปนราชธานีเม่ือ

พ.ศ.๒๓๒๕ นอกจากมีการกอสรางพระนครขึ้นใหมใหงดงามเหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแลว ยังมีการรื้อฟน
พระราชพิธีตางๆที่เคยจัดสมัยกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาใหม เพื่อแสดงถึงความเปนปกแผนมั่นคงของพระนคร เฉกเชน
เมื่อคร้ังบา นดเี มอื งดี และในรัชกาลตอ มาไดป ระกอบพระราชพธิ ีสบื เนือ่ งตอมา และยังมีการตั้งธรรมเนียมพระราชพิธี
ใหมขึ้นๆมาอีก สำหรับพระราชพิธีที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลซึ่งไดมีการประกอบพระราชพิธีเหลานั้นในสมัย
รัตนโกสนิ ทร มดี งั น้ี

๑. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งในกฎมณเฑียรบาลไมปรากฏรายละเอียด ครั้นรัชกาลที่ ๑ โปรดเกลาฯ
ใหประชุมขาราชการเกาสมัยกรุงศรีอยุธยาเขียนตำราบรมราชาภิเษกขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๖ (รวมเรื่องราชาภิเษก
ธรรมเนยี มราชตระกูลในกรงุ สยาม พระราชานุกจิ และอธิบายวาดว ยยศเจา, ๒๕๔๖, หนา๘-๑๕) และไดมีการประกอบ
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเต็มตำรา ในป พ.ศ.๒๓๒๘ (พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๑ ฉบับ
เจาพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี, ๒๕๕๒, หนา ๖๓-๗๕) ซึ่งใหรายละเอียดขั้นตอนพระราชพิธีไวมาก และเปน
แบบอยางในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลตอมา

๒. พระราชพิธีลอยพระประทีป ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา พระราชพิธีตรองเปรียงลดชุดลอยโคม ยังมีการ
ประกอบพระราชพิธีสืบเนื่องเรื่อยมา แตมีการเพิ่มเติมคือ ในรัชกาลที่ ๓ มีการขอแรงพระบรมวงศานุวงศและ
ขาราชการที่มีกำลังทำกระทงใหญ กวาง ๘ ศอกบาง ๙ ศอกบาง สูง ๑๐ ศอก ๑๑ ศอก เปนการประกวดประชันกัน
(พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจาพระยาทิพากรวงศ, ๒๔๘๑, หนา ๒๖-๒๘)

๓. พระราชพธิ ไี ลเรือ ในหนังสือพระราชพิธีสบิ สองเดอื นกลา ววา ทำในปมะเสง็ สปั ตศกแผนดินพระพุทธยอด
ฟา จุฬาโลกคร้ังหนึง่ ในปเ ถาะตรศี กแผน ดินพระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกลาเจา อยหู ัวครงั้ หนง่ึ แตไ มเรยี กพธิ ไี ลเ รือ เรียกวา

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๑๕

พธิ ีไลน ำ้ (จุลจอมเกลา เจา อยหู วั ,พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๔๒, หนา ๕๐) และในสมบั รชั กาลที่ ๕ เปน ตนมาก็มไิ ดจ ัดอีก
เลย

๔. พระราชพธิ ตี รยี มั พวาย ตรปี วาย เปน ชอ่ื ปรากฏในหนงั สอื พระราชพธิ สี ิบสองเดอื นพระราชนิพนธในรัชกาล
ที่ ๕ แตในกฎมณเฑียรบาลเรยี กวา พระราชพิธีสนานตรียมั พวาย ในหนังสือพระราชพิธีสบิ สองเดือนกลาวโดยสรปุ วา
พระราชพิธีตรียัมพวายเปนการบูชาพระอิศวร พระราชพิธีตรีปวายเปนการบูชาพระนารายณ แตในกฎมณเฑียรบาล
มิไดระบุวาสนานตรียัมพวายเปนการบูชาเทพองคใดบาง พระราชพธิ ีตรียมั พวาย ตรีปวายในสมัยรัตนโกสินทรเปนพิธีท่ี
ทำเพื่อบูชาเทวดาในศาสนาพราหมณ มีการแหพระยายืนชิงชามายังเทวสถาน มีการสวดแบบพราหมณ การชาหงส
พราหมณถวายของพิธีและสมัยรัชกาลที่ ๔ มีการเพิ่มเติมพิธีสงฆดวย (จุลจอมเกลาเจาอยูหัว,พระบาทสมเด็จพระ,
๒๕๔๒, หนา ๖๐-๘๕)

๕. พระราชพธิ สี ัมพัจฉรฉินท ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา พระราชพิธีสัมพรรษฉิน หนังสือพระราชพิธีสิบสอง
เดือนกลาวโดยสรุปวา มีทั้งพิธีพุทธและพิธีพราหมณ โดยพราหมณทำพิธีสวดอยางพราหมณ มีโหมกูณฑ มีการสวด
อาฏานาฏิยสูตรมกี ารโปรยนำ้ โปรยทรายรอบพระนคร และยงิ ปนใหญ ตลอดรุง (จุลจอมเกลา เจาอยหู วั ,พระบาทสมเด็จ
พระ, ๒๕๔๒, หนา ๑๒๙-๑๖๙)

๖. พระราชพิธีคเชนทรัสวสนาน เปนชื่อที่ปรากฏในพระราชนพิ นธเ รือ่ ง พระราชพิธีสิบสองเดือนในพระราช
พงศาวดารเรียกวา แหสระสนาน ชื่อในกฎมณเฑียรบาลใชช อ่ื วา พระราชพธิ ีออกสนามใหญ ในรชั กาลที่ ๑ ปรากฏวา ได
มีการจัดพระราชพิธีนี้ข้ึนคราวหนึง่ แตไมระบปุ ที่จดั ในพระราชพงศาวดารระบเุ พียงวาขนุ นางตองแหเปน กระบวนๆ
กันครั้งหนึ่ง แตเครื่องอาวุธดวยไมจรงิ (พระราชพงศาวดารกรงุ รัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจาพระยาทิพากรวงศ
มหาโกษาธิบดี, ๒๕๕๒, หนา ๒๒๘) ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ ในพ.ศ.๒๓๗๒ มีการจัดแหสระสนานอยางใหญครั้งหนึ่ง
ครั้นนั้นทำเครื่องอาวุธจริงๆ ถามีการทัพศึกจะไดเอาไวใช (พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๓ ฉบับ
เจาพระยาทิพากรวงศ, ๒๔๘๑, หนา ๙๓-๙๔)

๗. พระราชพธิ สี งกรานต ในกฎมณเฑยี รบาลเรียกวา พระราชพธิ ีเผดจ็ ศกพิธีลดแจตร ในสมยั รัตนโกสนิ ทรยังมี
การประกอบพระราชพธิ นี ้ี ดงั ปรากฏในพระราชนิพนธเรอ่ื ง พระราชพธิ สี บิ สองเดอื น กลา วโดยสรุปวา มีการประกอบ
พระราชพิธีหลายอยางดวยกัน ประกอบดวย พระราชกุศลกอพระทรายและตีขาวบิณฑ มีการสวดพระปริตร สรงน้ำ
พระ สรงมรู ธาภเิ ษก พระราชทานรดน้ำสังข สดับปกรณพระบรมอัฐิและพระอัฐิ (จุลจอมเกลา เจา อยหู วั ,พระบาทสมเด็จ
พระ, ๒๕๔๒, หนา ๒๗๑-๓๐๗)

๘. พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา พระราชพิธีจรดพระอังคัล ในสมัย
รตั นโกสนิ ทรจัดพระราชพธิ ที ่ที ุงสม ปอย สมัยรชั กาลท่ี ๔ มีการจัดแรกนาท่กี รุงเกาและเพชรบรุ ี (จุลจอมเกลา เจาอยูหัว,
พระบาทสมเดจ็ พระ, ๒๕๔๒, หนา ๓๒๖-๓๒๗) ในรชั กาลที่ ๔ มกี ารเพิม่ พธิ ีสงฆด ว ยเรยี กวา พืชมงคล และยังใหมีนาง
เทพีสี่คนหาบกระเชาขาว มีการแหพระยาแรกนาไปยงั มณฑลพิธี และเส่ยี งทายพระโคกินเล้ียง (จุลจอมเกลาเจาอยูหัว,
พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๔๒, หนา ๓๒๘-๓๓๗)

๙. พระราชพิธที อดเชือกดามเชือก ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา พระราชพธิ ภี ทั รบท ในสมัยรตั นโกสินทรมีการ
จัดทำเปนประจำ ดังปรากฏในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดอื น กลาวโดยสรุปวา เปนพิธีพราหมณท ี่เกี่ยวกบั หมอชาง

๑๖ I วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓

มีการต้งั มณฑลพิธีนำเชอื กปะกำและเชือกบาศ พราหมณทำพิธีบูชาเทวดา มกี ารรำพัดชาซึ่งตอ งใชเชือกบาศประกอบ
ทารำดวย (จุลจอมเกลาเจาอยูหัว,พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๔๒, หนา ๒๒๔-๒๒๘)

สวนพระราชพิธีที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลแตมิไดเคยมีการประกอบพระราชพิธีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร
ไดแก ๑. พระราชพิธีทูลน้ำลางพระบาท ๒. พระราชพิธีตุลาภาร ๓. พระราชพิธีอาสยุช ๔. พระราชพิธีเลี้ยงดอกไม
วงมงคล ๕. พระราชพิธีเฉวียนพระโค ๖. พระราชพิธีเบาะพก ๗. พระราชพิธีอินทราภิเษก ๘. พระราชพิธีเม่ือ
สมเด็จพระอัครมเหสีทรงครรภ ๙. พระราชพิธีษุยาภิเษก ๑๐. พระราชพิธีคชกรรม ๑๑. พระราชพิธีประถมาภิเษก
๑๒. พระราชพธิ ปี ระถมกรรม ๑๓. พระราชพธิ มี ทั ยกรรม ๑๔. พระราชพธิ อี ดุ มกรรม ๑๕. พระราชพิธีอาจาริยาภิเษก
๑๖. พระราชพธิ อี ปุ ราคาปราบดาภิเษก ๑๗. พระราชพธิ เี ผาขา ว

เหตุที่พระราชพิธีจำนวนมากที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลไมถูกจัดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร สันนิษฐานวา
เนื่องจากหลายพระราชพิธีตำราสูญหายในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงมิไดมีการจัดขึ้น ดังเชนพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลาทรงมีพระบรมราชาธิบายเกี่ยวกับการรื้อฟนพระราชพิธีอยางโบราณเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๔ วา
“..พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหวั โปรดในการพระราชพธิ อี ยางเกาๆมาก ไดทรงลองหลายอยาง จนถึงทีไ่ ปสง
พระผูเปนเจาที่เทวสถานเปนกระบวนชางเปนตน แตท รงพระปรารภไมส ำเร็จอยูสองเรอื่ ง คือเรื่องพระราชพิธีอาสวยุช
ตำราพราหมณหายเสีย กำลังจะคิดจัดการใหมก็พอสวรรคตเสีย เรื่องหนึ่งสระสนานใหญทรงอยูเสมอไมขาดวา
ถาไดช างเผอื กใหมจะมีสระสนาน แตค รัน้ เมื่อทรงพระปรารภกับสมเด็จเจาพระยาเม่ือไหร ทา นก็ออดแอดบิดเบือนไป
ทกุ ครงั้ เรอื่ งขี่ชา งเปน ตน จนตกลงเปน จะใหข่ีเสลย่ี งก็ยังบน ตุบๆตับๆอยู เผอิญชางเผอื กกไ็ มไ ดมา เปน อนั เลิกกันไป..”
(จุลจอมเกลาเจาอยูหัว,พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๔๒, หนา ๒๒๑-๒๒๒)

พระราชพธิ ที ่ปี รากฏในกฎมณเฑยี รบาลสมัยหลงั เปลย่ี นแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕
เมือ่ มีการเปลีย่ นแปลงการปกครองในพ.ศ.๒๔๗๕ นับเปนจุดเปล่ยี นท่ีสำคัญของสงั คมไทย นอกจากระบบการ

ปกครองท่ีเปลีย่ นไปแลว คตคิ วามเช่อื ในสงั คมยงั ถกู เปล่ยี นแปลงไปอีกหลายประการ พระราชพิธีตางๆที่ราชสำนักเคย
อุปถัมภตองถูกยกเลิกไป ทั้งดวยเหตุผลทางเศรษฐกิจและการขาดราชสำนักคอยอุปถมั ภในชวงปลายรัชกาลที่ ๗ แม
เมอ่ื ประเทศไทยเขา สูภ าวะสงบสุขอกี คร้งั ในรัชกาลที่ ๙ แตเนื่องจากพระราชพิธหี ลายอยางไดเลิกกระทำมาหลายป จึง
ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย อีกทั้งไดมีพระราชพิธีและรัฐพิธีอื่นๆเพิ่มเติมแทนอีกหลายอยาง พระราชพิธีที่ปรากฏ
ในกฎมณเฑียรบาลทีย่ ังปฏบิ ตั สิ ืบทอดมาจนปจ จบุ ันจงึ พบเพียง ๔ พระราชพธิ ี ดงั น้ี

๑. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวรัชกาลที่ ๙ รับราชสมบัติในปพ.ศ.๒๔๘๙
เนื่องจากจำเปนตองทรงศึกษาตอในตางประเทศจึงยังมิไดประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จนกระทั่งในป
วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ จึงไดประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แตมีการปรบั ขน้ั ตอนลงใหเหมาะสมแกกาล
สมัย (ศรีพนม สิงหทอง, ๒๕๐๕, หนา ๖-๑๐๖) และในรัชกาลที่ ๑๐ ไดมีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ในวนั ท่ี ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ซงึ่ ยังใชรูปแบบตามอยางเมื่อครงั้ รัชกาลที่ ๙ เพยี งแตป รบั ในบางข้ันตอน เชน การ
ตักนำ้ อภิเษกที่กระทำในทุกจงั หวัด เปน ตน

วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๑๗

๒. พระราชพธิ เี ถลงิ ศก เมื่อพ.ศ.๒๔๘๒ ผสู ำเรจ็ ราชการแทนพระองคไดยกเลกิ การพระราชพิธีตรุษเสียท้ังหมด
คงใหมีอยูแตพระราชพิธีทำบุญเถลิงศกและไดเปลี่ยนชื่อพระราชพิธีเสียใหมวา พระราชพิธีเถลิงศก (หมอมทวีวงศ
ถวลั ยศักด์ิ, พลตร,ี ๒๕๑๐, หนา ๑๐) ปจจุบันเรียกวา พระราชพิธีสงกรานต

๓. พระราชพิธพี ืชมงคลจรดพระนังคลั แรกนาขวญั เม่ือพ.ศ.๒๔๗๕ ทม่ี ีการเปลีย่ นแปลงการปกครอง ไดมีการ
ระงบั การประกอบพระราชพิธีนี้ ครนั้ ถงึ รชั กาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัวทรงพระราชดำรวิ า การพระราชพิธีน้ี
กระทำเพ่ือความเปน สิรมิ งคลแกพ ืชพนั ธธุ ัญญาหาร และบำรุงขวญั ใหกำลงั ใจแกประชาชนของพระองคซึง่ สว นมากเปน
กสกิ ร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯใหฟ นฟูข้ึนใหม (หมอมทวีวงศถ วัลยศกั ดิ,์ พลตร,ี ๒๕๑๐, หนา ๒๑) แตลดข้ันตอน
พระราชพิธีลง โดยวันแรกเวลาเย็นประกอบพระราชพิธีทางพระพุทธศาสนาที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ประกอบพธิ พี ราหมณท ี่มณฑลพธิ ที อ งสนามหลวงในเวลาคำ่ วันที่สองชวงเชาจึงมกี ารแรกนา ไถนาและหวานเมล็ดพันธุ
ขาวโดยพระยาแรกนา อกี ทง้ั มกี ารพระราชทานรางวลั แกเกษตรกรดเี ดนอกี ดว ย

๔. พระราชพิธีตรียมั พวาย ตรีปวาย ซึ่งในหนังสือ เทวสถานโบสถพราหมณเสาชิงชา เรียบเรียงโดย ทองตอ
กลว ยไม ณ อยุธยาและคณะ ใชช่ือพระราชพิธนี ้ีวา พระราชพิธีตรียัมปวาย ตรปี วาย (ทองตอ กลวยไม ณ อยุธยาและ
คณะ, ๒๕๕๐, หนา ๗๘) แตในหนงั สือประเพณไี ทยฉบบั พระมหาราชครู เรยี บเรียงโดย พราหมณอ ุระคินทร วิริยบรู ณะ
เรียกชื่อพระราชพิธีนีว้ า พระราชพิธีตรียมั พวาย ตรีปวาย (อุรคินทร วิริยบูรณะ, ๒๕๑๑, หนา ๓๕๒) และปจจุบันใน
ประกาศของโบสถพราหมณเมื่อเวลาจัดพระราชพิธีนี้ใชชื่อวา พระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย (เทวสถานโบสถ
พราหมณ, ออนไลน) ซึง่ หลงั เปลย่ี นแปลงการปกครองไดม ีการยกเลิกการแหพ ระยายืนชงิ ชา และการโลช ิงชา คงเหลือ
เพียงพิธีที่พราหมณทำในเทวสถาน ซึ่งมีการรา ยพระเวทเปด ศิวาลัยไกรลาส การสวดตางๆ การเชิญเทวรูปจากสำนกั
พระราชวงั มาเขารว มพิธี และการชาหงส (อรุ คนิ ทร วริ ิยบูรณะ, ๒๕๑๑, หนา ๓๕๒-๓๕๕)

สวนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งเปนพระราชพิธีที่ยิ่งใหญในสายตาคนยุคปจจุบัน ดังเชน
พระราชพิธถี วายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ ๙ ที่เพิ่งผานพนมา กลับมิไดถูกบันทึกไวในกฎมณเฑียรบาล แมจะมี
หลักฐานวามีการจัดอยางพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอยางใหญโตมาตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยพบ
รายละเอยี ดพระราชพธิ ถี วายพระเพลงิ พระบรมศพเรม่ิ บนั ทกึ ในพระราชพงศาวดารนบั แตร ชั กาลสมเด็จพระเอกาทศรถ
เปน ตน มา (พระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา, ๒๔๖๕, หนา ๓๔๓-๓๔๔) สนั นษิ ฐานวา เม่ือครง้ั สมยั อยุธยาตอนตนใน
รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่มีการตรากฎมณเฑียรบาลนั้น ยังมิมีการประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิง
พระบรมศพท่ยี ่งิ ใหญแบบครง้ั สมัยอยุธยาตอนปลาย ดงั นน้ั พระราชพธิ ถี วายพระเพลงิ พระบรมศพจึงเปนพระราชพิธีที่
เรม่ิ คอยพัฒนานบั ตัง้ แตสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถเปนตนมา และจดั อยางยงิ่ ใหญม ากท่ีสุดสมัยอยุธยาตอนปลายและ
ตนรตั นโกสนิ ทร

บทสรปุ
นับตั้งแตมีการตรากฎมณเฑียรบาลขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเปนตนมา พระราชพิธีตางๆ ที่ปรากฏใน

กฎมณเฑยี รบาลไดถูกจัดขน้ึ นับแตค รง้ั นน้ั เรื่อยมา ซงึ่ การประกอบพระราชพิธเี หลานน้ั มกี ารจดั ข้นึ ตามกาลสมัยสืบทอด
กันมา ดังปรากฏในเอกสารที่เปนพระราชพงศาวดารและคำใหการตางๆ แสดงใหเห็นถึงความสำคัญของพระราชพิธี

๑๘ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

เหลานี้ วาเปนสิ่งที่แสดงออกถึงความเคารพตอศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณของราชสำนกั เปน การแสดงพระบารมี
ใหประชาชนไดเห็นและยังเปนการสรางขวัญกำลังใจแกประชาชน

แมกรุงศรีอยธุ ยาจะถกู ทำลายจนยอ ยยบั แตความเชือ่ เกีย่ วกับพระราชพธิ ตี างๆ ที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาล
ยังคงอยู และไดรับการสืบเนื่องมาในสมัยรัตนโกสินทรตราบจนทุกวันน้ี แมจะมีหลายพระราชพิธีถูกยกเลิกไป
แตอยางนอยพระราชพิธีพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีสงกรานต พระราชพิธีตรียัมพวาย และพระราชพิธีพืชมงคล
จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ยังมีการประกอบพระราชพิธีเหลานี้ตราบจนสมัยปจจุบัน เปนภาพสะทอนถึงความเช่ือ
ที่สืบทอดมาอยางยาวนานจากอดีตตราบจนปจจุบัน ควรที่คนไทยจะภาคภูมิใจและตระหนักถึงความสำคัญของ
พระราชพิธีเหลานี้ตลอดไป

ภาพท่ี ๑ ภาพจนิ ตนาการพระราชพธิ ีเฉวยี นพระโคสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา
ทม่ี า : พิเศษ ปนเกต,ุ ๒๕๖๒, [ภาพวาด]

วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๑๙

ภาพที่ ๒ ภาพจนิ ตนาการพระราชพิธเี บาะพกสมยั กรุงศรีอยธุ ยา
ที่มา : พิเศษ ปนเกต,ุ ๒๕๖๒, [ภาพวาด]

๒๐ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

ภาพท่ี ๓ ภาพจนิ ตนาการพระราชพธิ อี าชยุชสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา
ทีม่ า : พิเศษ ปนเกตุ, ๒๕๖๒, [ภาพวาด]

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๒๑

บรรณานุกรม

กฎหมายตราสามดวง เลม ๑. (๒๕๔๘). กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ.
คำใหการขนุ หลวงหาวัด. (๒๕๔๙). นนทบุรี : โครงการเลือกสรรหนงั สือ มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.
คำใหการชาวกรุงเกา. (๒๕๔๔). กรุงเทพฯ : จดหมายเหตุ.
จุลจอมเกลาเจา อยูห วั ,พระบาทสมเด็จพระ. (๒๕๔๒). พระราชพธิ สี ิบสองเดอื น. พิมพคร้ังท่ี ๑๘. กรงุ เทพฯ : บรรณาคาร.
ทววี งศถวัลยศักดิ์,พลตรี หมอม. (๒๕๑๐). คำบรรยายเรอื่ งพระราชพธิ ีประจำปใ นรัชกาลปจจบุ ัน. กรุงเทพฯ : พระจนั ทร.
ทองตอ กลวยไม ณ อยุธยาและคณะ. (๒๕๕๐). เทวสถานโบสถพ ราหมณเสาชงิ ชา. กรุงเทพฯ : อัมรนิ ทร.
เทวสถานโบสถพราหมณ. สบื คน ออนไลนจาก https://www.facebook.com/devasthanbangkok

สบื คนเมอ่ื ๑ มีนาคม ๒๕๖๓.
ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เลม ๓. (๒๕๔๒). กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร กรมศิลปากร.
พระราชพงศาวดารกรุงเกา ฉบบั หลวงประเสริฐอักษรนิติ์. (๒๕๔๔). กรุงเทพฯ : แสงดาว.
พระราชพงศาวดารกรุงรตั นโกสนิ ทร รัชกาลที่ ๑ ฉบบั เจาพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบด.ี (๒๕๕๒). กรงุ เทพฯ :

อมรนิ ทรพ ร้นิ ตง้ิ แอนพับลชิ ช่ิง.
พระราชพงศาวดารกรุงรตั นโกสนิ ทร รชั กาลท่ี ๓ ฉบบั เจาพระยาทพิ ากรวงศ. (๒๔๘๑). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ

โสภณพพิ รรฒธนากร.
พระราชพงศาวดารกรุงศรอี ยุธยา . (๒๔๖๕). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พอักษรนิติ บางขุนพรหม.
พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหตั ถเลขา เลม ๑. (๒๕๓๔). กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร

กรมศิลปากร.
ภาพจนิ ตนาการพระราชพิธีเฉวยี นพระโคสมยั กรุงศรีอยธุ ยา. (๒๕๖๒). [ภาพวาด]. พิเศษ ปนเกต.ุ
ภาพจนิ ตนาการพระราชพิธเี บาะพกสมยั กรงุ ศรอี ยุธยา. (๒๕๖๒). [ภาพวาด]. พิเศษ ปนเกตุ.
ภาพจินตนาการพระราชพิธอี าชยชุ สมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา. (๒๕๖๒). [ภาพวาด]. พิเศษ ปนเกต.ุ
รวมเรื่องราชาภิเษก ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม พระราชานุกิจและอธิบายวาดว ยยศเจา. (๒๕๔๖).

กรุงเทพฯ : สำนกั วรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร กรมศลิ ปากร.
วนิ ยั พงศรเี พยี ร. (๒๕๔๘). กฎมณเฑียรบาล ฉบับเฉลิมพระเกียรติ. กรุงเทพฯ : ดานสุธาการพมิ พ.
ศรพี นม สิงหทอง. (๒๕๐๕). พระราชพิธีของกษัตริยไ ทย. ม.ป.ท.
สถาบันพระปกเกลา. สบื คน ออนไลนจ าก http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=กฎมณเฑียรบาล (โดม ไกรปกรณ)

สืบคนเมอ่ื ๑ มีนาคม ๒๕๖๓.
อุรคินทร วิริยบูรณะ. (๒๕๑๑). ประเพณีไทยฉบับพระมหาราชครู. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พลูก ส. ธรรมภักดี.

๒๒ I วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

ลวดลายพรรณพฤกษาประดับทวารบาลไม้แกะสลัก วัดพระศรีสรรเพชญ
พระนครศรีอยุธยา ทไ่ี ดร้ บั แรงบนั ดาลใจจากเครอ่ื งลายครามจนี

Pattern of Ornamental Plants Decorated with Carved Wooden
Guardians Phra Sri Sanphet Temple Ayutthaya that was Inspired

By Chinese Porcelain.

วรวิทย สินธรุ ะหสั / Worawit Sinturahas

ครูวิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรยี นสมโภชกรงุ อนุสรณ (๒๐๐ ป) สำนักงานเขตสะพานสูง สังกัดกรงุ เทพมหานคร

Professional Level Teacher of Somphoch Krunganusorn (200 Pee) School,
Saphansoong District Office at the Bangkok Metropolitan Administration

รับบทความ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓ แกไขบทความ ๑๓ มนี าคม ๒๕๖๓ ตอบรบั ๑๖ มนี าคม ๒๕๖๓

บทคดั ย่อ

รูปแบบลวดลายพรรณพฤกษาของทวารบาลประดับสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ พระนครศรอี ยธุ ยา กำหนดอายุ
งานชางนาจะราวตนพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ชว งสมยั สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเปน ตนมา ลวดลายที่พบจะมีท้ังลวดลาย
ทีม่ าจากศิลปะในเครื่องลายครามจีน ลวดลายอยางศิลปะไทยผสมผสานกันและบางสว นไดแ นวคดิ มาจากศลิ ปะลานนา
การนำเขามาในงานศิลปะเครื่องลายครามจีน คงจะเกี่ยวของกับความสัมพันธดานการคา การทูตระหวางจีนกับ
กรุงศรีอยุธยา ที่สืบเนื่องมาแตยุคตนกรุง ซึ่งถายทอดสูแรงบันดาลใจใหชางประดับคิดผลงานใหเปนรูปแบบศิลปะ
อยุธยาในระยะนี้

คำสำคัญ : ลวดลายพรรณพฤกษา, เครื่องลายครามจีน

Abstract

Pattern, flora of the guardian, decorate the stupa, Phra Sri Sanphet temple of Ayutthaya. The
age of the work should be around the beginning of the 21st century Buddhist era, during the reign of
King Rama III. The patterns found include patterns from Chinese porcelain art. The patterns like Thai
art are blended and some parts are derived from the idea of Lanna art. Importing into Chinese
porcelain art probably related to trade relations and diplomatic relations between China and
Ayutthaya. That has been traded since the first era of the city, which is passed on to inspire artisans
to create works of art in this Ayutthaya period.

Keywords : Pattern, Flora Chinese porcelain

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๒๓

บทนำ

อาณาจักรจีนถือวาเปนชนชาติที่มีความเชี่ยวชาญในดานการผลิตเครื่องปนดินเผาคุณภาพดีเยี่ยม ความ
ประณีตสวยงามของลวดลายจนเปน สินคาสง ออกไปยังดินแดนตางๆ ความเปนเลิศในเร่ืองของลวดลายก็ยอมเปน เปน
การสรางมลู คาแกผลิตภัณฑเปน อยา งมาก แมแ ตอาณาจักรสยามอยางกรงุ ศรีอยธุ ยากต็ องการเคร่ืองปนดินเผาจีนเปน
สินคานำเขาดวย ซึ่งคงจะเปนกลุมสินคาฟุมเฟอยที่ใชสอยกันในราชสำนัก ขุนนาง คหบดี หรือเปนความสัมพันธ
ทางดานการทูตที่ใชเครือ่ งปนดินเผาเปนของบรรณาการ ความเกี่ยวของกบั วฒั นธรรมจีนที่มีอยูในสวนของราชสำนกั
ของกรุงศรีอยุธยาและขาราชสำนกั ที่เปน ชาวจนี หรอื พอ คาคหบดีชาวจนี ยอมลวนเปนผูบริโภคสนิ คาราคาแพงนำเขา
จากจีน เชน เครื่องถวยหรือเสื้อผาแพรไหม โดยเฉพาะเครื่องถวยเปนหลักฐานที่ไดพบแพรหลาย (สันติ เล็กสุขุม,
๒๕๕๐, หนา ๕๓) หลักฐานของการนำเขาจากจีนตั้งแตตนกรุงศรีอยุธยาของเครื่องปนดนิ เผาจนี จำพวกเครือ่ งลายคราม
คือ โถลายครามทรงแปดเหลี่ยมพรอมฝาสมัยราชวงศหยวน พบในกรุวัดมหาธาตุ รูปแบบลวดลายพรรณพฤกษาเปน
ดอกโบตน๋ั ออกชอกานขด ดอกเบญจมาศออกชอใบไมทรงแฉกเลียนแบบธรรมชาติ ปจจุบันจดั แสดงในพพิ ธิ ภัณฑสถาน
แหงชาติจันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา ลวดลายเหลานีค้ งจะเปนสว นหนึง่ ทีน่ า จะมผี ลตองานประดบั ไทยท่ใี ช
แนวคดิ จากศลิ ปะบนเครือ่ งถว ยจีนในเวลานัน้ และสมยั ตอ มา (ภาพที่ ๑)

ลวดลายประดบั ทีไ่ ดรับแรงบนั ดาลใจมาจากศลิ ปะจีนท่ีปรากฏหลกั ฐานอยางงานชา งที่สำคัญคอื ทวารบาลไม
แกะสลักประดับซุม พระสถปู ทรงระฆงั วัดพระศรสี รรเพชญในพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยา ปจจุบันทวารบาลไม
แกะสลักไดเก็บรักษาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแหงชาติเจาสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีเหลือใหชม
๓ บาน รูปแบบการสลักลวดลายมีความแตกตา งกนั ทั้งศริ าภรณ เครื่องทรงเทวดา และลวดลายพรรณพฤกษาประดบั
พื้นหลังของทวารบาลกม็ ีความแตกตางกันดวย จากการสังเกตคือมีลวดลายพรรณพฤกษามีรปู แบบอยางศิลปะจีนอยู
ดวย สันนิษฐานไดวารูปแบบงานชางคงจะรบั แรงบันดาลใจจากศลิ ปะจีน ชางสลักคงปรงุ แตงผลงานใหเขากับรสนยิ ม
แบบศิลปะอยุธยาไวดวย ดังนั้นผูจัดทำบทความจึงศึกษาดวยการนำตัวอยางลวดลายพรรณพฤกษาบางสวนจาก
ทวารบาลไมแ กะสลักวดั พระศรสี รรเพชญ มาเขียนแลว ทดลองระบายดวยสีเลยี นแบบสีครามอยางเคร่ืองลายครามจนี
เพื่อเปรยี บเทียบศึกษากับตัวอยางเคร่ืองลายครามจนี ที่อาจจะสงผลตอแนวความคิดในการคิดออกแบบสลกั ลวดลาย
พรรณพฤกษาประดับทวารบาลและความเชื่อมโยงเกี่ยวกับศิลปะจีนได โดยเลือกตัวอยางทวารบาลมาเปนตัวอยาง
๒ ชิ้นเปนการวเิ คราะหศ ึกษา เปนการทดลองเพื่อหาขอ สรุปในความคิดเห็นของการศกึ ษาครัง้ น้ีวามีการคลีค่ ลายจาก
ลวดลายบนเคร่ืองลายครามจีนมาอยา งไร

๒๔ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓

ภาพที่ ๑ โถลายครามทรงแปดเหลีย่ มพรอ มฝา สมยั ราชวงศหยวน

ทม่ี า: สุเนตร ชตุ ินธรานนทและคณะ, ๒๕๔๓, หนา ๒๐

๑. ท่มี าของทวารบาลประดบั ซุ้มพระสถปู วดั พระศรีสรรเพชญ

แตเดิมพื้นที่ของวัดพระศรีสรรเพชญเปนที่ประทับของสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี ๑ (พระเจา อทู อง) ตอมาสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนาถทรงยายพระบรมมหาราชวังดานทิศเหนืออางในหลักฐานตามพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุวา
“สมเด็จพระราเมศวรเจาผูเปนพระราชกุมารเสวยราชสมบัติทรงพระรามช่ือบรมไตรโลกนาถ ยกวังทำเปนวัดพระศรี
สรรเพชญ (พระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา เลม ๑ ฉบบั พระจกั รพรรดพิ งศ (จาด), ๒๕๐๔, หนา ๑๔) ทรงอุทิศพื้นที่
ใหเปนวัดประจำพระบรมมหาราชวังเพื่อใชประกอบศาสนพิธีของพระราชสำนัก

ภายในวัดมีพระสถปู ทรงระฆัง ๓ องค สถูปองคแรก อาจสรา งขึ้นในสมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถเปนตนมา
เพราะมีหลักฐานการสรางสถูปในลิลิตยวนพายวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กลาวถึง
เหตุการณครั้งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ สวรรคตสูเมืองสรรค สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเศราโศก มีการ
กลาวถึงการสรางสถูป ซึ่งนาจะไดแกสถูปองคใหญดานทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ (เดนดาว ศิลปานนท,
๒๕๕๘, หนา ๑๒๐ – ๑๒๑ อางถงึ ใน ประภสั สร ชูวเิ ชียร, ๒๕๕๗, หนา ๑๙๓ - ๒๒๒) (ภาพที่ ๒)

การกำหนดอายุทวารบาลจัดอยูในชวงอยุธยายุคกลางราวตนพุทธศตวรรษที่ ๒๑ (รุงโรจน ธรรมรุงเรือง,
๒๕๕๓, หนา ๑๔๑) ศิราภรณสวมมงกุฎทรงเทริด ประกอบดวย กระบังหนา กุณฑล รัดเกลาทรงกรวยชิ้นเล็ก ๔ ช้ิน
โดยรอบเลียนแบบกรณั ฑมงกฎุ แตเ ดิมคอื ตาบในศริ าภรณของเทวรูปสมยั สโุ ขทยั ซึ่งชา งอยธุ ยาไดร บั อิทธิพลการประดับ
ตาบนั้นมาดวยดัดแปลงใหเปนยอดเล็กประดับแทนตำแหนงเดิม (กรรณรส ศรีสุทธิวงศ, ๒๕๕๒, หนา ๒๖ – ๒๗) ซ่งึ เปน
ลักษณะเฉพาะของศิราภรณพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนกลาง ดังนั้นลวดลายพรรณพฤกษาก็ควรจะรวมสมัยกับ
ทวารบาล เมือ่ สงั เกตวาลวดลายมิไดเปนทำนองอยางไทยทง้ั หมด แตส นั นษิ ฐานนา จะไดรับแรงบนั ดาลใจมาจากศิลปะ
จีนจำพวกเคร่ืองลายครามจนี ตรงกับสมัยราชวงศหมิงในขณะน้ัน การสรางผลงานของชางอาจเปนทีน่ ิยม แลวนาจะมี
กระบวนการออกแบบใหเปนแนวทางของตนเองดวย จึงเปนประเด็นในการศกึ ษาลำดบั ถดั ไป

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๒๕

ภาพที่ ๒ วดั พระศรสี รรเพชญ พระนครศรอี ยธุ ยา
ทมี่ า: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหสั , ๒๕๕๙, [ภาพถาย]

ภาพที่ ๓ ทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ บานท่ี ๑
ทม่ี า: วรวทิ ย สินธรุ ะหสั , ๒๕๖๑, [ภาพถาย]

๒๖ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓

๒. ลวดลายพรรณพฤกษาทวารบาลประดับซมุ้ พระสถปู วดั พระศรสี รรเพชญ บานท่ี ๑

๒.๑ การวิเคราะหร ปู แบบทางศลิ ปกรรม
ลวดลายพรรณพฤกษาทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ บานที่ ๑ (ภาพที่ ๓) ผูศ กึ ษาจะเลือก
ตัวอยางลวดลายพรรณพฤกษาของทวารบาลองคซาย (ภาพที่ ๔) ซึ่งมีการแกะสลักประดับรอบรัศมีของทวารบาล
และชอ ดอกไมถ ือดว ยมือซาย ลวดลายพรรณพฤกษาดานซายของทวารบาลจะมีการสลกั เปน รปู ชอ ดอกไมต รงแกนกลาง
เปนดอกโบตั๋นประดิษฐที่คอยๆหุบกลีบเขาจนดูเสมือนเปนดอกโบตั๋นที่กลายเปนดอกตมู (อาษา ทองธรรมชาต,ิ ๒๕๕๗,
หนา ๑๒๗)

ภาพท่ี ๔ ทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ บานท่ี ๑ องคซ า ย
ที่มา: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหัส, ๒๕๖๑, [ภาพถาย]

ตัวอยางภาพลายเสน (ภาพที่ ๕) จากนั้นตอดวยชอใบไมมวนเกี่ยวกระหวัดสอดไขวกัน ที่นาสังเกต
คือสวนประกอบของพรรณพฤกษามกั ใชก ระหนกตัวเดยี วเปน กานขด สวนชอดอกไมทีถ่ อื นัน้ คงจะเปนดอกโบต๋นั ออก
ชอ ใบไมมวนเชน เดยี วกนั

วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๒๗

ภาพท่ี ๕ ลายเสนดอกโบตั๋นประกอบลายชอของทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ บานที่ ๑ องคซ า ย
ท่มี า: สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หนา ๓๓๓

เมื่อทำการถอดลวดลายพรรณพฤกษาประดับรอบรัศมีลงสีอยางลายครามแลวมีลักษณะคลายลายครามจีน
(ภาพที่ ๖) และชอดอกไมทีท่ วารบาลถอื อยูน ้ัน (ภาพที่ ๗) ลักษณะการเขยี นลวดลายเปนดอกโบตัน๋ ออกชอเปนใบไม
คลา ยธรรมชาติ คงจะมีความนิยมในเครอ่ื งลายครามจนี มาแลวตัง้ แตชว งตนกรุงศรีอยุธยามาเปน แรงบนั ดาลใจ

ภาพท่ี ๖ ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลักประดบั รอบรศั มี
ของทวารบาลองคซาย (บานที่ ๑)

ที่มา: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหัส, ๒๕๖๒, [ภาพถาย]

๒๘ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

ภาพที่ ๗ ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายชอดอกไมแกะสลักประดับรอบรัศมขี องทวารบาลองคซ า ย (บานท่ี ๑)
ทีม่ า: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหสั , ๒๕๖๒, [ภาพถาย]

แตใ นสมยั ราชวงศหมงิ ท่รี วมสมัยกับสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ ชว งพทุ ธศตวรรษที่ ๒๑ นั้น การสงออกเคร่ือง
ลายครามจีนซบเซา เพราะเกดิ สถานการณว ุนวายในต้ังแตรัชศกเจิง้ เพราะเกิดสงครามกบั มองโกลสงผลใหก ารสงออก
เครื่องปนดนิ เผาของจีนมีปญ หา แมว าผา นมาถึงรัชศกเทียนสุนสถานการณเรม่ิ คลี่คลายแลวอยา งไรก็ตามนโยบายการ
ผลติ เคร่ืองปนดินเผาลายครามที่กลุมเตาจิง่ เตอเจนิ้ ถกู ควบคุมโดยรัฐบาล การสง ออกจึงนอยลง แตระบบการคาเอกชน
ยังคงมบี ทบาทอยางตอ เนือ่ ง (ปริวรรต ธรรมาปรชี ากรและธนั ยกานต วงษออน, ๒๕๖๒ หนา ๕๑) ถงึ แมวาเคร่ืองลาย
ครามจีนจะถูกจำกัดการสง ออกในชวงพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ นี้ แตก็คงไมไดห มายความวาความนยิ มในศิลปะจีนจะลดลง
ไปดวย วิเคราะหจากตวั อยางการผูกลายของชามลายครามมอี ายุชว งราววชั ศกเฉิงฮั่วถงึ หงจื้อ ผลิตจากเตาจิ่งเตอเจน้ิ
อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ที่มีสวนของการเขยี นดอกโบตัน๋ ตรงกับสมัยราชวงศหมิง ซึ่งลักษณะการผูกลายจะเขยี น
ลวดลายดอกโบตั๋นแบบกลีบเริ่มหุบแลวมีกานขดออกเปนชอสอดไขวกันไปมาอยางธรรมชาติในดานในของชาม
(ภาพที่ ๘)

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๒๙

ภาพท่ี ๘ ชามลายครามชวงราวรชั ศกเฉงิ ฮ่ัวถงึ หงจื้อ ผลติ จากเตาจ่ิงเตอ เจนิ้ อายุราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑
เปรียบเทยี บกับภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลักประดับรอบรศั มี
ของทวารบาลองคซาย (บานที่ ๑)

ทมี่ า: ปรวิ รรต ธรรมาปรชี ากรและธนั ยกานต วงษอ อ น, ๒๕๖๒, หนา ๒๑๙

ในสวนนี้มีความสอดคลองกับการผูกลายของชางแกะสลักทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ
บานที่ ๑ ของทางกรุงศรีอยุธยาที่ประดิษฐดอกโบตั๋นแบบกลีบเริ่มหุบแลวตอเปนชอพรรณพฤกษา ความแตกตาง
ของเปนเร่อื งของพนื้ ทีใ่ นการวางลวดลายที่ควรจะใหสลักเหมอื นชอกิ่งไมและพ้ืนผวิ ของงานไมท่ีสรางมิติไดมากกวางาน
เขียนในเครื่องลายคราม ประเดน็ ทกี่ ลา วไดค ือในเครอื่ งลายครามจนี ราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ ปรากฏการเขยี นดอกโบต๋ัน
แบบกลีบเริ่มหุบจนเหมือนดอกบัว หมายถึงการแสดงความนิยมของศิลปะจีนในงานประดับของกรงุ ศรีอยุธยาในชวงน้ี
ดวย

๓.ลวดลายพรรณพฤกษาทวารบาลประดับซุ้มพระสถูปวัดพระศรสี รรเพชญ บานที่ ๒

รูปแบบงานชางของทวารบาลคูน้ีเปนอยางอยุธยาตอนกลางชวงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สังเกตไดจากการสวม
ศิราภรณเหนือกระบงั หนามตี ุม แหลม ๓ ตุม เทียบไดกับมงกฎุ ลกั ษณะเดยี วกนั ทีน่ ยิ มอยูใ นราวตน พุทธศตวรรษท่ี ๒๑
(ประทีป เพ็งตะโก, ๒๕๔๐ หนา ๗๙) มีรัดเกลาทรงกรวย และสวมกุณฑลแบบปลายแหลม ลวดลายลวดลายพรรณ
พฤกษาประดบั รอบรัศมจี ะสลักใหเ ขา กบั พ้นื ทวี่ างที่สมดุลแตไมเ ทา กนั เพราะการถือพระขรรคจะหนั ทลี ะดา น ซ่ึงดูแลว
คลา ยกบั ชอ กิง่ ไมโนม ลงมาเลยี นแบบธรรมชาติ (ภาพที่ ๙)

๓๐ I วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

ภาพท่ี ๙ ลวดลายพรรณพฤกษาประดับทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรสี รรเพชญ บานท่ี ๒
ท่ีมา: วรวทิ ย สินธรุ ะหสั , ๒๕๖๒, [ภาพถาย]

๓.๑ การวเิ คราะหรปู แบบทางศิลปกรรม
การสลักลวดลายพรรณพฤกษาประดบั ทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญองคซาย (ดานซาย)
จะมีการใชดอกไมประดิษฐห รือเรียกวา ดอกจอกในงานประดับไทยเปนแกนกลางแลว ตอกานขดแบบกระหนกตัวเดยี ว
สวนปลายจะออกชอใบไมเปนแฉกสลับดวยดอกโบตั๋นแบบศิลปะจีน(ภาพท่ี ๑๐)
รูปแบบของกระหนกตัวเดียวน้ีคงจะสืบทอดมาจากขอมจนเปนแบบเฉพาะของกรุงศรีอยุธยา เปรียบเทียบ
ตัวอยางของกระหนกปูนปนในลายกรวยเชิงที่อยูภายในกรอบลายรูปสามเหลี่ยมไดรับอิทธิพลจากจีนประดับปรางค
วัดจุฬามณี พิษณุโลก (ภาพที่ ๑๑) ซึ่งกลาวตามอายุงานชางตามศิลาจารึกในรัชกาลสมเด็จพระนารายณระบุวา
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดใหสรางวัดจุฬามณี (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หนา ๓๕๑ – ๓๕๓) จงึ เปนการยืนยันได
ถึงรปู แบบความสมั พันธง านชางกรุงศรีอยธุ ยาในชวงเวลานัน้ ได

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๓๑

ภาพที่ ๑๐ ลวดลายพรรณพฤกษาประดบั ทวารบาลประดบั ซมุ พระสถปู วดั พระศรสี รรเพชญองคซาย
ทม่ี า: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหสั , ๒๕๖๒, [ภาพถาย]

ภาพที่ ๑๑ ลายกรวยเชิงปูนปนประดบั ปรางควดั จุฬามณี พษิ ณโุ ลก
ท่ีมา: สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หนา ๓๕๓

เมื่อทำการถอดลวดลายใหเปนสีลายครามก็จะเห็นถึงแนวโนมวามีการใชศิลปะจีนมาอยูในกระบวนการ
ออกแบบ จึงสามารถเทียบโครงสรางของลายครามจนี สมัยราชวงศหมิงไดอ กี ชน้ิ หนง่ึ การเขยี นดอกไมท่ีนาจะเปนดอก
เบญจมาศเปนแกนกลางออกดวยชอกานขด (ภาพท่ี ๑๒)

๓๒ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓

ภาพท่ี ๑๒ ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นซา ย)
ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย (บานที่ ๒)
ที่มา: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหัส, ๒๕๖๒, [ภาพถาย]

ดังนั้นดอกเบญจมาศในงานเครื่องลายครามจีนอาจเปนดอกจากในงานชางไทยทน่ี ำมาปรบั ผสานกนั โดยใชกาน
ขดเปนสวนตอลวดลายใหจบในพื้นที่ของชิ้นงาน สวนลวดลายพรรณพฤกษา(ดานขวา) ประดบั รอบรัศมีของทวารบาล
องคซายจะสลักเปนดอกจอกแลวตอดว ยกานขดใบเปนปลายใบไมมวนปลายแฉก ซึ่งอาจจะเปนสวนท่ีเพิ่มเติมในงาน
ประดับแบบอยุธยา (ภาพท่ี ๑๒)

ภาพท่ี ๑๓ ชามลายครามสมัยราชวงศห มิงเขียนลายดอกเบญจมาศพรรณพฤกษาและอกั ษรทเิ บต
อายรุ าวพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑

ท่มี า: ปรวิ รรต ธรรมาปรชี ากรและธนั ยกานต วงษอ อ น, ๒๕๖๒, หนา ๒๒๐
เปรียบเทยี บกับดอกไมและกานขอออกชอในงานแกะสลักลวดลายพรรณพฤกษา (ดานซา ย)

ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย บานที่ ๒

วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๓๓

เปรียบเทยี บโครงสรางกับชามลายครามจีนอายุราวพุทธศตวรรษท่ี ๒๑ ที่เขียนกานขดตวดั ปลายพกู ันเปน ใบไม
ปลายแฉก ซึ่งแสดงใหเห็นวา งานศิลปะจีนชวงพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ นยิ มการใชลวดลายทำนองนี้มาก อาจสง ผลตองาน
สลักพรรณพฤกษาชิ้นน้ที ี่ใชโ ครงสรางอยา งศลิ ปะจนี มาดวย (ภาพที่ ๑๔)

ภาพที่ ๑๔ ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลัก (ดานขวา)
ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคข วาบานที่ ๒
ทีม่ า: วรวทิ ย สินธุระหสั , ๒๕๖๒, [ภาพถาย]

เมื่อพิจารณาลวดลายพรรณพฤกษาประดับทวารบาลประดบั ซุมพระสถปู วดั พระศรีสรรเพชญองคขวา พบวา
ท้งั ดา นซา ยและดานขวาจะมีการสลักเปนดอกไมคอื ดอกจอกเปน แกนกลางแลว ออกชอ เปน กิ่ง กานใบไมมวนเปนแฉก
ใบใหญสลับไขวก นั ไปมา การสลักจะโนม โคงตามวงรศั มเี หมอื นชอ ตน ไมใ นธรรมชาตมิ ากกวา ชองอ่ืน เมื่อเปรยี บเทียบ
กับแนวการเขียนลวดลายของชามลายครามเขียนลายปลา สังขและพรรณพฤกษาพบวา เขียนเปน กา นขดออกชอและมี
ปลายเปนแฉกเหมือนใบไมเชนเดียวกัน ตา งกนั ตรงทีช่ ามใบนไ้ี มมีดอกจอก (ภาพท่ี ๑๕) ดังนัน้ สนั นษิ ฐานวาโครงสราง
ของชามลายครามคงจะเปนพื้นฐานในดานการวางลวดลายอยางกานขดใหกับงานชางอยุธยาได

๓๔ I วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

ภาพที่ ๑๕ ชามลายครามเขียนลายปลา สังขและพรรณพฤกษา
เปรียบเทยี บกับลวดลายกานขดใบเปนปลายใบไมมวนปลายแฉกจากภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษา

แกะสลัก (ดานขวา) ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย บานท่ี ๒
ที่มา: ปรวิ รรต ธรรมาปรชี ากรและธนั ยกานต วงษอ อน, ๒๕๖๒, หนา ๒๑๙

ภาพที่ ๑๖ ลวดลายพรรณพฤกษาประดบั ทวารบาลประดบั ซมุ พระสถปู วดั พระศรีสรรเพชญองคขวา บานท่ี ๒
ท่มี า: วรวิทย สนิ ธรุ ะหัส, ๒๕๖๒, [ภาพถาย]

พิจารณาจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลัก (ดานซาย) ประดับรอบรศั มขี องทวารบาลองคขวา (ภาพที่ ๑๖)
เมื่อนำมาถอดลวดลายลงสีลายครามแลวก็จะมีรูปแบบบางอยางคลายเครื่องถวยจีน (ภาพที่ ๑๗) ซึ่งนำตัวอยาง
ชามลายครามจีนอายรุ าวพทุ ธศตวรรษที่ ๒๑ ที่มีการเขยี นดอกโบตั๋นแบบกลีบบานได (ภาพที่ ๑๘) วิเคราะหไดว า ชา ง
กรุงศรอี ยธุ ยาคงจะนำดอกโบต๋นั จากศิลปะจนี มาใสในงานประดบั มาโดยทีไ่ มด ัดแปลงมาก

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๓๕

ภาพที่ ๑๗ ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลัก (ดา นซา ย)
ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคขวา บานที่ ๒
ทมี่ า: วรวทิ ย สนิ ธุระหสั , ๒๕๖๒, [ภาพถาย]

ภาพที่ ๑๘ ชามลายครามจีน จากเตาเผาจิ่งเตอเจิ้น อายุราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑
เปรียบเทยี บกับดอกโบตั๋นในงานแกะสลักลวดลายพรรณพฤกษา (ดานซา ย)
ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย บานที่ ๒
ท่มี า: ธนั ยกานต วงษออน, ๒๕๖๒, [ภาพถาย]

อีกดา นหนึง่ คอื ลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลัก (ดานขวา) ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซ าย กม็ ีการสลัก
ดอกจอกเปนแกนกลางไวแลวออกชอดวย กานขด ใบไมเปนแฉกสลับไขวไปมา ลอเอียงไปตามพื้นที่แคบๆ ใหอยูใน
กรอบสามเหลย่ี มไดส วยงาม (ภาพท่ี ๑๙)

๓๖ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓

ภาพท่ี ๑๙ ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นขวา)
ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย บานที่ ๒
ท่ีมา: วรวทิ ย สินธรุ ะหสั , ๒๕๖๒, [ภาพถาย]

วเิ คราะหเปรียบเทยี บรวมกับตัวอยางจานลายครามจีนใบหนึง่ ที่อายชุ วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ พบวา เขียนใบไม
เปนแฉกสลับไขวไปมาเชนเดยี วกัน ซึ่งคิดวาเปนลวดลายที่นิยมอยูทั่วไปในชวงเวลานัน้ การวางลายตางจากงานสลกั
ทวารบาลเพราะวาอยูในพืน้ ท่วี งกลม แตโ ครงสรา งการวางลายเหมือนกัน (ภาพท่ี ๒๐)

ภาพท่ี ๒๐ จานลายครามเขียนลวดลายดอกโบตั๋น และใบไมส อดไขวก ัน อายุราวพุทธศตวรรษท่ี ๒๑
เปรียบเทยี บกับลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลักเปน ใบไมส อดไขว (ดา นขวา)

บานที่ ๒ ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย
ทม่ี า: ธันยกานต วงษอ อน, ๒๕๖๒, [ภาพถาย]

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๓๗

ดังนนั้ ลวดลายใบไมสลับไขวก ันเชนนี้ นา จะไดร ับความนิยมมากในศิลปะอยุธยาตอนกลาง ที่อาจไดแนวคิดมา
จากบรรดาเครื่องลายครามที่นำเขามาใชสอยในราชสำนักเพราะวาทวารบาลประดับอยูในพระสถูปซึ่งอยูในพื้นท่ี
พระบรมมหาราชวัง การเลือกชางเขามาออกแบบสรางงานนาจะเปนพระประสงคของผูสั่งการใหเปนไปตามอยาง
รสนิยมศิลปะจนี นน่ั เอง

สรุป

กลาวไดวาลวดลายพรรณพฤกษาประดับทวารบาลวัดพระศรีสรรเพชญ มีเคาโครงของเครื่องลายครามจีน
หลักฐานการนำเขาเครือ่ งลายครามจีนตั้งแตสมยั ราชวงศห ยวนมาตัง้ แตตนกรุงศรีอยุธยา ที่ปรากฏถึงลวดลายพรรณ
พฤกษากานขด ในภาษาจีนเรียกวาฮวา-เฉา หรือ Classic scroll มีการใชในศิลปะจีนต้ังแตราวกลางพุทธศตวรรษท่ี
๑๓ จนถึงสมัยราชวงศห ยวน (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๐, หนา ๒๒ - ๒๓) มีการใชดอกโบตั๋นหรือ(มู-ตนั ) กานขดออกชอ
ดอกเบญจมาศออกชอเปน ใบไมทรงแฉก ตอมาชวงตน พทุ ธศตวรรษที่ ๒๑ รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเปน
ชวงการสรางพระสถูปทรงระฆังที่เริ่มมีการประดับทวารบาลไมสลักดวยลวดลายพรรณพฤกษา จากการศึกษาพบ
ลวดลายประดบั อยา งดอกโบตน๋ั ทีป่ ระดิษฐมกี ลีบเรม่ิ หุบซ่งึ เปน เอกลักษณข องงานชางอยุธยาในชว งเวลาน้ี ซ่งึ สอดคลอง
กบั รูปแบบเครอื่ งลายครามจนี สมัยราชวงศหมิงท่ีพบดอกโบตั๋นแบบกลีบเริม่ หบุ ดว ยเชน กนั สว นดอกโบตน๋ั แบบกลีบหุบ
นน้ั เปนสว นหนึ่งของลวดลายประดบั พรรณพฤกษาจากศิลปะลา นนาต้งั แตพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เปนวธิ ีการจากดอกบาน
กลายเปนดอกหบุ โดยที่แตละกลีบยังมเี สนขนานภายในแตละกลีบ ปลายกลีบเปนหยักวงตอ เนือ่ งกนั โคนดอกมีกลบี
เลี้ยง (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หนา ๓๓๒) แตในรายละเอียดงานบางสวนกม็ ีดอกโบตั๋นกลับบานมาประดับดวย สวน
ดอกไมที่สลักประดับทวารบาลคือดอกจอกในงานชางไทยก็อาจจะมีเคามาจากดอกเบศจมาศในเครอ่ื งลายครามจนี กไ็ ด

การวางลวดลายจะใชดอกไมเปนแกนแลวออกชอกานขด แตกกิ่งกานเปนใบไมทรงแฉกสอดไขวกันอยาง
สวยงาม ซึ่งก็พบไดในงานประดบั อืน่ ๆดวยท่ีเช่ือวามีรูปแบบในชว งกลางอยุธยาราวตนศตวรรษที่ ๒๑ เปนตนมา เชน
ลายปูนปนพรรณพฤกษาประดบั ผนังวิหารวัดไลย ลพบุรี (ภาพท่ี ๒๐) ดงั น้ันรูปแบบของลวดลายพรรณพฤกษาเหลาน้ีก็
ควรจะเปนงานศิลปะอยุธยาตอนกลางที่มีการใชแนวคิดจากศิลปะจีน โดยอาจใชแรงบันดาลใจจากเครอ่ื งลายครามจีน
ดวย ซึ่งอยางไรกต็ ามแมจะมีเคา โครงมาจากศิลปะจีน แตงานชางอยธุ ยาในเวลานน้ั เปนชวงรัชกาลสมเด็จพระบรมไตร
โลกนาถเริ่มไดรับความนิยมในงานประดับลวดลายพรรณพฤกษาทางลา นนา ตัวอยางภาพลายเสน ลวดลายประดับชอง
หนาตา งลกู กรงของอาคารดา นใตของวหิ ารหลวง วัดพระศรสี รรเพชญ (ภาพที่ ๒๑) ซงึ่ มีความใกลช ิดกับรสนิยมจีนดวย
(สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หนา ๒๙๙) การวางโครงสรา งของลายท่ีใกลเคียงกันสวนชางอยุธยาก็อาจจะประดิษฐใหเ ปน
งานออกแบบที่มีทั้งสวนที่นำมาจากศิลปะจีนที่มีการใชงานประดับลวดลายพรรณพฤกษาอยางจนี ผานศิลปะลานนาเขา
มาดวยและการดัดแปลงผสานใหเขากันอยางพอเหมาะ

๓๘ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓

ภาพที่ ๒๑ ลวดลายพรรณพฤกษาประดบั ผนงั วหิ าร ภาพท่ี ๒๒ ลวดลายประดบั ชอ งหนา ตา งลกู กรงของ
วัดไลย ลพบรุ ี อาคารดา นใตข องวหิ ารหลวง

ท่ีมา: สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หนา ๓๖๒ วดั พระศรสี รรเพชญ พระนครศรีอยุธยา

ทม่ี า: สันติ เลก็ สขุ มุ , ๒๕๕๓, หนา ๒๙๙

บรรณานุกรม

กรรณรส ศรีศรีสุทธิวงศ. (๒๕๕๒). กรัณฑมงกฎุ เทวดาศลิ ปะสุโขทยั และพระพุทธรปู ทรงเครื่องศิลปะอยธุ ยา
ตอนกลาง. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

เดนดาว ศิลปานนท. (๒๕๖๐). จิตรกรรมบนแผน ชนิ บผุ นงั กรพุ ระสถปู ประธาน วดั พระศรีสรรเพชญ, นติ ยสาร

ศิลปากร. ปที่ ๖๐ (ฉบับที่ ๒), ๑๑๗ - ๑๒๗.

ทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรสี รรเพชญ บานที่ ๑ องคซา ย. (๒๕๖๑). [ภาพถา ย]. พระนครศรอี ยธุ ยา:
วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหสั .

ทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ บานที่ ๑. (๒๕๖๑). [ภาพถาย]. อยธุ ยา: วรวิทย สินธรุ ะหัส.
ประทีป เพ็งตะโก. (๒๕๔๐). กระเบื้องเชิงชายสมยั อยุธยา. กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร.

วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๓๙

ปรวิ รรต ธรรมาปรชี ากร และธนั ยกานต วงษอ อน. (๒๕๖๒). เคร่ืองปนดินเผาจนี และเบญจรงคท ่พี บใน พระราชวงั
หลวงจังหวัดพระนครศรอี ยุธยา การศกึ ษาเศษภาชนะท่พี บจากการขดุ คน โดยกรมศิลปากร เปรียบเทียบ
กบั ศลิ ปวตั ถใุ นสถานสะสมเอกชน. กรงุ เทพฯ: หจก. พระรามครีเอชน่ั .

พระราชพงศาวดารกรุงศรอี ยุธยา เลม ๑ ฉบับพระจักรพรรดิพงศ (จาด). (๒๕๐๔). กรุงเทพฯ: ศึกษาภณั ฑพาณิชย.
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายชอดอกไมแกะสลักประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย บานท่ี ๑. (๒๕๖๒).

[ภาพถาย]. อยุธยา: วรวทิ ย สินธรุ ะหัส.
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นขวา) ประดบั รอบรศั มขี องทวารบาลองคข วา

บานที่ ๒. (๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหัส.
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นขวา) ประดบั รอบรศั มขี องทวารบาลองคซ า ย

บานที่ ๒. (๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สินธุระหัส.
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นขวา) ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย

บานท่ี ๒. (๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สินธุระหัส.
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นซา ย) ประดบั รอบรศั มขี องทวารบาลองคบ านท่ี ๒.

(๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหสั .
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นซา ย) ประดบั รอบรศั มขี องทวารบาลองคข วา

บานท่ี ๒. (๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สินธรุ ะหสั .
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั ประดบั รอบรศั มขี องทวารบาลองคซ าย บานท่ี ๑.

(๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สินธุระหสั .
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั ประดบั รอบรศั มขี องทวารบาลองคซ าย บานที่ ๒.

(๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สนิ ธุระหัส.
รงุ โรจน ธรรมรงุ เรอื ง. (๒๕๕๓). พระพทุ ธปฏมิ าสยาม. กรงุ เทพฯ: มวิ เซียมเพรส.
วัดพระศรีสรรเพชญ พระนครศรีอยุธยา. (๒๕๕๙). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหสั .
สันติ เล็กสุขุม. (๒๕๕๐). ความสัมพันธจ ีน – ไทยโยงใยในลวดลายประดบั . กรงุ เทพฯ: สำนักพิมพเ มืองโบราณ.
___________. (๒๕๕๓). พฒั นาการของลายไทย : กระหนกกับเอกลักษณไทย. กรงุ เทพฯ: สำนกั พิมพเ มืองโบราณ.
สุเนตร ชุตินธรานนท และคณะ. ๒๕๔๓. เคร่ืองทองกรุงศรอี ยธุ ยา อมตะศิลปแผน ดนิ สยาม. กรงุ เทพฯ:

สำนกั พมิ พโมทฟิ .
อาษา ทองธรรมชาติ. (๒๕๕๗). ท่มี าและพฒั นาการของลายดอกโบตน๋ั ในงานศลิ ปกรรมไทย. กรุงเทพฯ: บัณฑิต

วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศิลปากร.

๔๐ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓

การพฒั นาการมีสว่ นรว่ มในการปอ้ งกนั อาชญากรรมของประชาชนในชมุ ชน
เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

Development Participation of People in Crime Prevention in Ayutthaya
Municipality Communities, Phranakhon Si Ayutthaya District,
Phranakhon Si Ayutthaya Province

ปกาศติ เจมิ รอด / Pakasit Jermrod

ผูชวยศาสตราจารย ประจำหลกั สตู รนติ ศิ าสตรบัณฑติ
คณะมนษุ ยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

Assistant Professor Responsible to Bachelor of Law Program,
Faculty of Humanities and Social Sciences, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University

รับบทความ ๑๗ กมุ ภาพันธ ๒๕๖๓ แกไขบทความ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๓ ตอบรบั ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๓

บทคดั ยอ่

การวจิ ัยนม้ี วี ตั ถปุ ระสงคเพื่อ ๑) ศึกษาระดบั การมสี วนรว มในการปอ งกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชน
เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ๒) ศึกษาแนวทางการมี
สวนรวมในการปอ งกนั อาชญากรรมของประชาชนในชมุ ชนเทศบาลนครพระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรีอยธุ ยา
จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา ผวู จิ ัยใชก ารวจิ ัยแบบผสมผสาน ไดแกก ารวจิ ัยเชงิ ปริมาณ โดยการใชแบบสอบถามจากกลุม
ตัวอยางประชาชนที่อาศัยอยูในเขตพื้นที่ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา และการวิจัยเชิงคุณภาพ ดวยวิธีการ
สัมภาษณเชิงลึกจากผูบริหารระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยาและเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
และการสนทนากลุมจากตัวแทนผนู ำชุมชนในพืน้ ทีช่ ุมชนเทศบาลนครพระนครศรอี ยุธยา ผลการวจิ ยั พบวา ๑. ระดับ
การมีสวนรวมในการปองกนั อาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อยูในระดับมากทง้ั
ภาพรวมและรายดาน ๒. แนวทางการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน แบงได ๓ สวน ไดแก
๑) ภาคประชาชน ควรเรียนรูใ นการปอ งกนั ตวั เองจากเหตุอาชญากรรม และควรใหความรว มมือในการประชุมวางแผน
การอบรมและการติดตามประเมินผลการปองกันอาชญากรรมใหมากยิ่งขึ้น ๒) ผูนำชุมชน ควรเปนสื่อกลางในการ
สื่อสารกับประชาชนและนำผลการดำเนินงานไปประชาสัมพันธใหประชาชนทราบอยางทั่วถึง และควรทำหนาท่ี
ประสานงานใหแกสวนราชการที่เกี่ยวของในการจัดกิจกรรมปองกันอาชญากรรมรวมกับประชาชน ๓) สวนราชการ
ควรปรบั รปู แบบการเขาถงึ ประชาชนโดยการใหบ รกิ ารเชงิ รกุ การสรางแรงจูงใจเพือ่ ใหประชาชนเกิดการมีสวนรวมใน

วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๔๑

ทุกกิจกรรม และจัดกจิ กรรมอบรมใหค วามรทู ่เี นนการสง เสริมคณุ ธรรมจรยิ ธรรม ปลกู ฝง การเปนจิตอาสา ตลอดจนการ
ปองกนั ตวั เองจากภยั รอบตัว

คำสำคัญ : การพฒั นาการมสี ว นรว ม, การปองกนั อาชญากรรม, ชุมชน

Abstract

The objectives of this research were 1) to study the level of participation in crime prevention
of people in the community of Phranakhon Si Ayutthaya Municipality, Phranakhon Si Ayutthaya District
and 2) to study guidelines for participation in crime prevention of people in the community of
Phranakhon Si Ayutthaya Municipality, Phranakhon Si Ayutthaya District, Phranakhon Si Ayutthaya
province. Researcher use mix method including quantitative research by using a questionnaire from a
sample of people living in the Phranakhon Si Ayutthaya Municipality community area and qualitative
research with in-depth interviews from senior management of Phranakhon Si Ayutthaya Police Station
and Phranakhon Si Ayutthaya Municipality and group discussions from representatives of community
leaders in the Phranakhon Si Ayutthaya Municipality community area. The results of the research are
as follows: 1. the level of participation in crime prevention of the people in the Phranakhon Si
Ayutthaya Municipality community is high level both in the overall picture and each aspect. 2. The
guideline for participation in crime prevention of the people can be divided into 3 parts as follows:
1) The public sector should learn more to protect oneself from crime and should cooperate more in
the planning meeting, training, follow-up and evaluation of crime prevention. 2) Community leaders
should be communicate to the people and bring the results to publicize thoroughly, and should
coordinate with government agencies involved in arranging criminal defense activities with the public.
3) Government agencies should adjust the pattern of access to the public by proactively providing
services. Creating incentives for people to participate in every activity and organize training activities
that focus on promoting morality and ethics. Empower volunteering as well as protecting oneself
from the dangers around.

Keywords: Development Participation, Crime Prevention, Communities

๑. บทนำ

ปญหาอาชญากรรมเปนหนึ่งในปญหาของสงั คมที่สงผลตอการพัฒนาประเทศเปน อยา งมาก ตั้งแตอดีตจนถงึ
ปจจุบัน รัฐบาลทุกสมัยจึงไดมีนโยบายควบคุม ปองกัน และปราบปรามการกออาชญากรรมมาโดยตลอด ดังเชนใน
ปจจุบัน นโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีที่แถลงตอสภานิติบัญญัติแหงชาติ ในวันท่ี
๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๗ นโยบายดานที่ ๓ การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสรางโอกาสการเขา ถึงบรกิ าร

๔๒ I วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓

ของรัฐ ที่มุงจัดระเบียบสังคม สรางมาตรฐานดานคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลใหแกเจาหนาที่ของรัฐและ
ประชาชนทั่วไป (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล, ๒๕๕๙, www.soc.go.th) โดยใชคานิยมหลัก ๑๒
ประการ ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแหงชาติที่ไดประกาศไวแลว รวมถึงยทุ ธศาสตรก ารพฒั นาประเทศตาม
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ฉบบั ที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ยทุ ธศาสตรที่ ๕ : การเสรมิ สรางความม่ันคง
แหงชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสูความมั่งคั่งและยั่งยืน ไดใหความสำคัญตอการฟนฟูพื้นฐานดานความมั่นคงที่เปน
ปจจัยสำคัญตอการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะการอยูรวมกันในสังคมอยางสันติของผูมี
ความเห็นตางทางความคิดและอดุ มการณบนพ้ืนฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเ ปน
ประมุข และการเตรียมการรับมือกับภัยคุกคามขามชาติ รัฐบาลไดกำหนดนโยบายความปลอดภัยของประชาชนเพอ่ื
มุงดูแลใหประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน และสนับสนุนใหประชาชนมีสวนรวมในการปองกัน
อาชญากรรมและสาธารณภัยในชุมชน และทองถิ่นของตนเองโดยมุงเนนมาตรการทั้งการปองกันและปราบปราม
อาชญากรรมทุกประเภท รวมทง้ั ใหมีสวนรว มในการชวยตรวจตราดแู ลปองกันไมใ หเ กิดเหตุ

จากสภาพทั่วไปของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งปจจุบันมีความเจริญเติบโตทัง้ ทางเศรษฐกิจและความเปน
สังคมเมืองอยางรวดเร็ว จากปจจัยที่เอื้ออำนวยหลายๆ ดาน เชน เปนเมืองหลวงเกาของประเทศ ที่ตั้งใกล
กรุงเทพมหานครเมืองหลวงของประเทศในปจจุบัน เปน อำเภอทีต่ ั้งของอุทยานประวตั ศิ าสตรพระนครศรอี ยุธยาท่ีไดรับ
การข้ึนทะเบียนเปนมรดกโลก อยใู กลแหลง โรงงานอตุ สาหกรรม เปนตน สงผลใหเกดิ การขยายตวั ของเขตเมอื ง การยา ย
ถิ่นของประชากร การเดินทางมาทองเที่ยวของนักทองเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวตางประเทศในพื้นที่ การเคลื่อนยาย
แรงงานเขาสูอำเภอพระนครศรีอยุธยา จากส่ิงที่ไดก ลาวมาแลวนัน้ สงผลใหเกิดปญ หาสังคมตามมา โดยเฉพาะอยางยิ่ง
ปญหาอาชญากรรม โดยเมื่อพิจารณาจากจากสถิติรายงานคดีอาญาที่เกิดขึ้น ๕ กลุมของสถานีตำรวจภูธร
พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีเขตพื้นที่รับผิดชอบในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยาที่เปรียบเทียบตั้งแตวันที่ ๑ มกราคม
๒๕๕๙ ถงึ วันที่ ๒๐ กนั ยายน ๒๕๕๙ (สถานตี ำรวจภธู รพระนครศรอี ยธุ ยา, ๒๕๕๙) พบวา

๑. คดกี ลุมท่ี ๑ เปน คดอี กุ ฉกรรจและสะเทอื นขวญั ซงึ่ ประกอบดว ยคดฆี าผอู ่นื ปลนทรัพย ชิงทรัพย ลักพา
เรียกคาไถ และวางเพลิง เกิดขึ้น ๘ คดี

๒. คดีกลมุ ท่ี ๒ เปนคดีประทุษรายตอชีวิต รางกาย และเพศ ซึ่งประกอบดวยคดฆี าคนตายโดยเจตนา ฆาคน
ตายโดยไมเจตนา ฆาคนตายโดยประมาท พยายามฆา ทำรายรางกาย และขมขืนกระทำชำเรา เกดิ ขน้ึ ๔๔ คดี

๓. คดีกลุมที่ ๓ เปนคดีประทุษรายตอทรัพย ซึ่งประกอบดวยคดีลักทรัพย วิ่งราวทรัพย รีดเอาทรัพย
กรรโชกทรพั ย ชงิ ทรัพย ปลนทรพั ย รับของโจร และทำใหเ สียทรัพย เกดิ ขึ้น ๑๐๖ คดี

๔. คดีกลุมที่ ๔ เปนคดีที่นาสนใจ ซึ่งประกอบดวยคดีโจรกรรมรถจักรยานยนต โจรกรรมรถยนต โจรกรรม
โค-กระบือ โจรกรรมเครอื่ งมือเกษตร ปลน-ชงิ รถยนตโดยสาร ปลน-ชงิ รถยนตแทก็ ซ่ี ขมขนื และฆา ลักพาเรียกคา
ไถ ฉอ โกงทรพั ย และยกั ยอกทรพั ย เกดิ ขึ้น ๕๙ คดี

๕. คดีกลุมที่ ๕ เปนคดีที่รฐั เปนผูเ สียหาย ซึ่งประกอบดวยคดีอาวธุ เครื่องกระสุน ปน วัตถุระเบิด คดีการ
พนัน คดียาเสพติด คดีปรามการคาประเวณี คดีสถานบริการ คดีโรงแรม และคดีมีและเผยแพรวัตถุลามก เกิดขน้ึ
๓๓๘ คดี

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๔๓

จากขอมูลสถิติดังกลาว พบวาการเกิดคดีอาชญากรรมสวนใหญปรากฏอยูในพื้นที่ในเขตเทศบาลนคร
พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมมากกวาพื้นทีบ่ รเิ วณอื่น ทั้งที่ในเขตพ้ืนที่ดงั กลาวไดจ ัดให
ประชาชนมีสว นรว มในการปอ งกนั อาชญากรรมในกิจกรรมหรือโครงการตาง ๆ อยางตอเนื่อง แตป ญ หาอาชญากรรมก็
ยงั คงเกดิ ขนึ้ อยู

ดังนั้น การศึกษาการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรอี ยุธยา อำเภอพระนครศรีอยธุ ยา จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา จงึ เปน งานวจิ ัยที่ควรคาแกการศกึ ษาในปจ จบุ ัน
ทั้งนี้เพื่อเปนการหาแนวทางในการพัฒนาสงเสริมความรวมมือระหวางประชาชนกับตำรวจและฝายปกครองในการ
ปองกันและแกไขปญ หาอาชญากรรม เปนการตัดชองโอกาสของคนรายทีจ่ ะกระทำความผิดและลดคา ใชจา ยเก่ียวกบั
การแกไขปญหาอาชญากรรม ซึ่งในที่สุดแลวจะเกิดผลดีในดานการปองกันสังคมใหไดรับความปลอดภัยในชีวิตและ
ทรัพยสินมากยิ่งข้ึน อันสอดคลองตามเจตนารมณของนโยบายของรัฐบาลและยทุ ธศาสตรการวิจยั ของชาตติ อไป โดย
การวิจัยในครั้งนี้ ผูวิจัยมุงศึกษาระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อนำผลการวิจัยไปใชเปนแนวทางการ
พัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในเขตดงั กลาวตอไป

๒. วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย

๒.๑ เพื่อศึกษาระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

๒.๒ เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาล
นครพระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

๓. ขอบเขตของการวิจยั

๓.๑ ขอบเขตดานเนื้อหา การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของ
ประชาชนในชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งแบง
ออกเปน ๓ สว น คือ

๑) การมสี ว นรว มในการวางแผน
๒) การมีสวนรวมในการดำเนินการ
๓) การมีสวนรวมในการติดตามและประเมินผล
๓.๒ ขอบเขตดานพื้นที่ ศึกษาในเขตพื้นที่ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยาเทา นน้ั
๓.๓ ขอบเขตดานประชากร ไดแก ประชาชนในพื้นที่ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จังหวดั พระนครศรีอยุธยา ซ่ึงแบง ออกเปน ๓ กลุม ดงั นี้
๑) กลุมประชาชนที่มีภูมิลำเนาและพักอาศัยอยูในชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอ
พระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา จำนวน ๕๑,๘๑๕ คน โดยกำหนดกลุมตัวอยางจำนวน ๓๙๐ คน โดยเปด

๔๔ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓

ตารางการประมาณขนาดของกลุมตัวอยางของ Krejcie และ Morgan (พวงรัตน ทวีรัตน, ๒๕๔๐, หนา ๓๐๓)
ดว ยวิธีการสมุ แบบกำหนดสัดสว น

๒) กลุมผูบริหารระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยธุ ยาจำนวนทั้งสิน้ ๓ คน ผูบริหารระดับสงู
ของเทศบาลนครพระนครศรีอยธุ ยาจำนวนทัง้ สิน้ ๓ คน

๓) ตัวแทนผูนำชุมชนในพื้นที่ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด
พระนครศรอี ยุธยา จำนวนทั้งส้นิ ๑๐๐ คน

๔. ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะไดร้ บั จากการวิจัย

๔.๑ ทำใหทราบระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

๔.๒ ไดแนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

๕. วิธดี ำเนินการวจิ ยั

๕.๑ การศึกษาวิจัย แบงระยะการศกึ ษาวิจัยออกเปน ๔ ระยะ ดังนี้
ระยะที่ ๑ เพื่อศึกษาระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีข้ันตอนดงั น้ี

๑) ศึกษาขอมลู ทุติยภมู ิ (Secondary Data) จากแนวคิด ทฤษฎี เอกสารทางราชการ เอกสารทางวชิ าการ
หนงั สอื ตำรา และวิทยานิพนธ ทีเ่ กย่ี วกับการพฒั นาการมีสว นรวมในการปอ งกนั อาชญากรรมของประชาชน

๒) ศึกษาขอมูลระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนจากประชากรและกลุม
ตัวอยา ง ดงั นี้

๒.๑) สรางแบบสอบถามแบบมาตราสวนประเมินคา (Rating Scales) ตามวัตถุประสงคของการ
ศกึ ษาวจิ ัย แบบมาตราสวนประมาณคา ๕ ระดับตามแบบของลิเคิรท

คะแนน ๕ หมายถึง เห็นดว ยในระดบั มากท่ีสุด
คะแนน ๔ หมายถึง เห็นดวยในระดับมาก
คะแนน ๓ หมายถึง เห็นดวยในระดับปานกลาง
คะแนน ๒ หมายถึง เห็นดว ยในระดบั นอ ย
คะแนน ๑ หมายถงึ เหน็ ดว ยในระดับนอ ยทีส่ ุด
๒.๒) เกบ็ รวบรวมขอมลู จากกลมุ ตัวอยาง
๒.๓) วิเคราะหขอมูลจากแบบสอบถาม แปลความหมายของขอมูล และสรปุ ผล
๒.๔) ทำใหทราบขอมูลระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน
๓) นำขอมูลจากขอ ๑ และ ๒ มาสังเคราะหเปนกรอบแนวคิดสำหรับการสมั ภาษณเชงิ ลกึ และการสนทนา
กลมุ เพ่ือหาแนวทางการพฒั นาการมสี ว นรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๔๕

ระยะที่ ๒ เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชน
เทศบาลนครพระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา โดยมีขั้นตอนดังนี้

๑) นำขอ มูลท่ีไดจากระยะที่ ๑ ขอ ๓ มากำหนดกรอบแนวคิด และดำเนินการดงั น้ี
๑.๑) การสมั ภาษณเ ชงิ ลกึ (In-depth Interview) ตามขั้นตอนดังนี้
(๑) สรางแบบสัมภาษณ (Interview) โดยกำหนดประเดน็ สมั ภาษณจากกรอบแนวคิดทีไ่ ดจากขอมลู

ในระยะท่ี ๑ ขอ ๓
(๒) ทำการสัมภาษณเชิงลึก ผูบริหารระดับสูงของสถานตี ำรวจภธู รพระนครศรีอยุธยาและเทศบาล

นครพระนครศรีอยธุ ยา
(๓) รวบรวมขอ มลู วิเคราะห และสรุปผลการสัมภาษณ
๑.๒) การสนทนากลมุ (Focus Group) โดยดำเนินการดังนี้
(๑) เชญิ ผูนำชมุ ชนเขา รว มการสนทนากลุม เพื่อแสดงความคิดเหน็ และขอ เสนอแนะเกยี่ วกับแนวทาง

ในการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน
(๒) ดำเนินการประชุม โดยแบง ผูเขารวมประชุมเปนกลุมยอย จำนวน ๔ กลมุ และผูวิจัยไดนำเสนอ

ขอมูลที่ไดจากระยะที่ ๑ ขอ ๓ ใหผูเขารวมประชุมทราบ แลวใหผูเขารวมประชุมในแตละกลุมยอยระดมสมอง
(Brainstorming) เพื่อแสดงความคดิ เห็นและขอ เสนอแนะเกีย่ วกับแนวทางในการพฒั นาการมีสว นรว มในการปองกนั
อาชญากรรมของประชาชน แลว นำผลการประชมุ กลุมยอยมานำเสนอตอ ที่ประชุมกลุมใหญเ พ่ือใหไดม ีความคิดเห็นและ
ขอเสนอแนะรวมกัน และสรุปเปนแนวทางในการพัฒนาการมีสวนรว มในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน

๒) นำผลการสัมภาษณและผลการสนทนากลุม ท่ีไดจ ากระยะท่ี ๒ ขอ ๑.๑) และ ๑.๒) มาสังเคราะหเพอ่ื
เปนแนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน

๓) จัดเวทีการประชุมเพื่อนำเสนอผลที่ไดจากการสังเคราะหใหแกประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรีอยุธยา เพอื่ สรางความเขา ใจและพฒั นาการมีสวนรวมในการปองกนั อาชญากรรมแกป ระชาชนในชมุ ชน

ระยะท่ี ๓ การประเมินผลการวิจัย
๑) นำผลการสังเคราะหขอ มลู จากระยะที่ ๒ ขอ ๒) ใหน กั วิชาการทางดา นกฎหมายอาญา หรือผเู ช่ยี วชาญ

ทางดานการปองกันอาชญากรรม เพื่อพิจารณาประเมินผลของขอมูลดังกลาว
๒) นำความคดิ เห็นหรอื ขอ เสนอแนะจากผทู รงคุณวฒุ ิ (ถาม)ี มาปรับปรงุ

ระยะที่ ๔ การรายงานผลการวจิ ัยและการเผยแพรผ ลการศกึ ษาวจิ ัย
๑) รวบรวมขอมลู ท่ไี ดจ ากการวิจัยเพื่อจัดทำบทสรุปและขอเสนอแนะ
๒) จดั ทำรูปเลมงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ
๓) เผยแพรผ ลการศึกษาวิจัยไปยังหนวยงานที่เก่ยี วของตอ ไป

๕.๒ กลุมตัวอยา ง
กลมุ ตัวอยางทีใ่ ชใ นการศึกษาวิจัยคร้ังน้ี แบง ออกเปน ๓ กลมุ ดงั น้ี

๑) กลุมตัวอยางที่ตอบแบบสอบถาม คือ ประชาชนที่มีภูมิลำเนาและพักอาศัยอยูในชุมชนของเทศบาล
นครพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๕๑,๘๑๕ คน ซึ่งผูวิจัยสุมมาจากประชากร และดำเนินการกำหนดขนาดของกลุม

๔๖ I วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

ตัวอยาง โดยเปดตารางการประมาณขนาดของกลุมตัวอยางของ Krejcie และ Morgan ไดจ ำนวนประชากรท่ีเปนกลุม
ตวั อยา ง ๓๘๒ คน (พวงรตั น ทวรี ตั น, ๒๕๔๐, หนา ๓๐๓) ผูว จิ ัยจงึ ไดกำหนดกลมุ ตวั อยางจำนวน ๓๙๐ คน ดว ยวธิ ีการ
สุมแบบกำหนดสัดสวน

๒) กลุมตัวอยางที่ใชในการสัมภาษณ โดยเลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จาก
หนวยงานภาครฐั ทีเ่ กี่ยวขอ งกับปญ หาในพน้ื ท่ี ไดแ ก

(๑) ผูบริหารระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา ประกอบดวย
- ผูกำกบั การสถานีตำรวจภธู รพระนครศรอี ยธุ ยา จำนวน ๑ คน
- รองผูกำกับการ (งานปองกันปราบปราม) จำนวน ๑ คน
- สารวัตรงานสืบสวนสอบสวน จำนวน ๑ คน

(๒) ผูบริหารระดับสูงของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ประกอบดว ย
- รองนายกเทศมนตรนี ครพระนครศรอี ยธุ ยาจำนวน ๒ คน
- ผอู ำนวยการกองสวสั ดิการสังคม จำนวน ๑ คน

๓) กลุมตัวอยางที่จัดการสนทนากลุม ไดแก ผูนำชุมชนในพื้นที่ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
จำนวน ๑๐๐ คน

๕.๓ เคร่อื งมือ
เครื่องมือท่ีใชใ นการวจิ ัยครง้ั นี้ ประกอบดวย แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ ดังน้ี

๑) แบบสอบถาม (Questionnaire) สำหรับกลมุ ตัวอยางซึ่งเปนประชาชนทมี่ ภี ูมลิ ำเนาและพกั อาศัยอยูใน
ชุมชนของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา

๒) แบบสัมภาษณ (Interview) เกี่ยวกับการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของ
ประชาชนในชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำหรับ
ผบู รหิ ารระดบั สงู ของสถานตี ำรวจภธู รพระนครศรอี ยธุ ยา และเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา

๖. สรปุ ผลการวจิ ัย

๖.๑ การศึกษาระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา สรปุ ผลการวิจยั ไดด งั น้ี

๑) ขอมูลเกี่ยวกับปจจัยสวนบุคคลของผูตอบแบบสอบถาม พบวา กลุมตัวอยางเพศหญิง จำนวน
๒๔๖ คน คิดเปนรอ ยละ ๖๓.๑๐ เพศชาย จำนวน ๑๔๔ คน คิดเปน รอยละ ๓๖.๙๐ สวนใหญมีอายรุ ะหวา ง ๕๑-๖๐ ป
จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเทา ประกอบอาชีพรับจางทวั่ ไป และสวนใหญมเี ขตที่อยอู ยูที่ตำบลประตชู ยั

๒) ขอมูลการมสี วนรวมในการปอ งกนั อาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบวา กลุมตัวอยางมีระดับการมีสวนรวมในการปองกัน
อาชญากรรม ภาพรวมอยูในระดบั มาก (ˉx = ๔.๓๖, S.D. = ๐.๓๒๒) และเมื่อพิจารณาเปน รายดา น

๒.๑) การมสี ว นรว มในการวางแผน

วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๔๗

กลุมตัวอยางประชาชนที่อาศัยอยูในเขตชุมชนของเทศบาลนครพระนครศรอี ยุธยามีสวนรวมในการ
วางแผน ภาพรวมอยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๓๕, S.D. = ๐.๓๙๓) โดยมีสวนรวมในเรื่อง ทานเขารวมการประชุมเพ่ือ
วางแผนในการปองกันอาชญากรรม อยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๔๒, S.D. = ๐.๖๕๕) เปนอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ ทาน
รวมตัดสินใจในการประชมุ เพื่อหาแนวทางในการปอ งกนั อาชญากรรมท่ีเกิดขึน้ ในชมุ ชน อยูใ นระดับมาก (ˉx = ๔.๓๘,
S.D. = ๐.๖๓๘) และ ทานนำเสนอปญ หาเกีย่ วกบั อาชญากรรมในชุมชนทเี่ กิดข้ึนตอทีป่ ระชมุ และทา นมักจะมีสวนรวม
วิเคราะหหาสาเหตุของปญหาอาชญากรรมในชุมชนเสมอ อยูในระดบั มาก (xˉ = ๔.๓๖, S.D. = ๐.๖๔๙) ตามลำดบั

๒.๒) การมีสวนรวมในการดำเนินการ
กลุมตัวอยางประชาชนที่อาศัยอยูในเขตชุมชนของเทศบาลนครพระนครศรอี ยุธยามีสวนรวมในการ
ดำเนินการ ภาพรวมอยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๓๖, S.D. = ๐.๓๙๖) โดยมีสว นรวมในเร่ือง ทา นไดชว ยเหลืออาหารหรือ
น้ำดื่ม เพื่อเปนสวัสดิการแกผูปฏิบัติหนาที่เขาเวรยาม หรือรักษาความสงบเรียบรอยในชุมชน อยูในระดับมาก (ˉx =
๔.๔๔, S.D. = ๐.๖๗๗) เปนอันดบั หน่ึง รองลงมาคือ ทานไดแนะนำใหส มาชิกในครอบครัวและเพือ่ นบา นรูจักปอ งกัน
อาชญากรรม อยูในระดับมาก (xˉ = ๔.๔๒, S.D. = ๐.๖๓๙) และทานชวยเปนหูเปนตา สอดสองดูแลความเรียบรอย
ภายในชมุ ชน อยใู นระดับมาก (ˉx = ๔.๔๑, S.D. = ๐.๖๔๑) ตามลำดับ
๒.๓) การมีสวนรวมในการติดตามและประเมินผล
กลมุ ตัวอยางประชาชนทอี่ าศยั อยูในเขตชุมชนของเทศบาลนครพระนครศรีอยธุ ยามสี วนรวมในการมี
สวนรวมในการติดตามและประเมินผล ภาพรวมอยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๓๖, S.D. = ๐.๔๕๙) โดยมีสวนรวมในเรื่อง
การปฏิบัติกิจกรรมเกีย่ วกับการปองกันอาชญากรรมในชุมชนเปน ไปตามแผนที่ไดวางไว อยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๕๐,
S.D. = ๐.๖๔๔) เปนอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ ทานมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของหนวยงานที่เกี่ยวของในการ
ปองกันอาชญากรรม อยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๔๑, S.D. = ๐.๖๓๐) และ ทานเสนอความคิดเห็นหรือขอเสนอในการ
ประชมุ เพื่อสรุปผลการปฏิบตั ิงานในกิจกรรม/โครงการเก่ียวกับการปอ งกนั อาชญากรรมของชุมชน ซง่ึ จัดโดยหนว ยงาน
ที่เกีย่ วขอ งเสมอ อยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๓๔, S.D. = ๐.๗๓๔) ตามลำดับ
๖.๒ การศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาล
นครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา สรปุ ผลการวจิ ยั ไดดังน้ี
๑) จากการวิจัยเอกสาร สามารถสรุปแนวทางในการปองกันอาชญากรรมไดดังน้ี
องคก รทม่ี บี ทบาทเกีย่ วของกบั การปองกันและปราบปรามอาชญากรรมน้นั พนมกร สุวรรณเรือง (๒๕๔๑,
หนา ๓๐ – ๓๗) เห็นวา ควรกระทำไดจาก ๓ องคกร คือ
๑. การปองกันอาชญากรรมโดยชมุ ชน วิธีน้เี ปน ความรว มมอื ระหวา งประชาชนกบั หนว ยงานของรัฐใน
การรวมกันปองกนั และปราบปรามอาชญากรรม ตลอดจนประชาชนรว มกันชวยเหลือแกไขผูกระทำผิดใหก ลับตัวเปน
คนดี เชน หากประสบพบเหตุมีการกอ อาชญากรรม กใ็ หรีบแจงตอ เจาหนาที่ตำรวจ หรือมกี ารแจงขาวท่ีเปนประโยชน
แกการปองกันอาชญากรรมแกตำรวจ เปนตน การรวมตัวกันปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชมุ ชนทำใหโ อกาสใน
การท่ีผูก ระทำผิดจะประกอบอาชญากรรมโดยไมมีผูรูเหน็ หรือไมมีผขู ัดขวางลดนอยลง ดงั น้นั การรวมตัวกันของชุมชน
ในการปอ งกันอาชญากรรมจงึ เปน สิ่งสำคัญ

๔๘ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓

๒. องคกรความรวมมือระหวางตำรวจกับชุมชน การปฏิบัติหนาที่ของตำรวจโดยลำพังยอมประสบ
ผลสำเร็จนอ ยมากในการปองกันและปราบปรามอาชญากรรม เพราะหากพิจารณาถงึ ปญ หาอาชญากรรมแลว อาจกลา ว
ไดวาเปนปญหาพื้นฐานของทุกคนในสังคมที่ตองรวมกันรับผดิ ชอบในการกำหนดมาตรการแกไ ขปญ หาอาชญากรรมให
อยูในขอบเขตที่เหมาะสม ตำรวจอาจเปนหนวยงานหลักในการปองกันและปราบปรามอาชญากรรมเทา น้ัน ซึ่งยอมมี
ความหมายชัดเจนอยูวามิใชหนวยงานเดียวที่รับผิดชอบในการแกไขปญหาอาชญากรรม แตเปนหนาที่ของทุกฝายท่ี
เกยี่ วของในสงั คมทจ่ี ะตอ งรว มมือชว ยเหลอื กนั ในการขจัดปญ หาอาชญากรรม (ชดิ ชัย วรรณสถิตย, ๒๕๓๙, หนา ๒๒๓)

๓. องคกรประชาชนตามกฎหมายในการปองกันและปราบปรามอาชญากรรม ดว ยวธิ กี าร ดังน้ี
๓.๑ การเปน พยาน พนกั งานสอบสวนมอี ำนาจออกหมายเรยี กผูเ สยี หายหรือบคุ คลใดซึง่ มีเหตุอันควร
เชื่อวาถอยคำของเขาอาจเปนประโยชนแกคดี ใหมาตามเวลาและสถานที่ในหมายแลว ใหถามปากคำบุคคลนัน้ ไว ซง่ึ การ
เปนพยานนน้ั จะเปน พยานในชัน้ สอบสวนหรือชน้ั ดำเนนิ คดกี ็ได (ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๕๒)
๓.๒ การแจง เหตุความผดิ ตอเจา หนาที่ การดำเนินคดีจะเรม่ิ จากตวั ผูเสียหายเองหรือบุคคลอ่นื ก็ได ใน
กรณีของประชาชนนนั้ โดยทว่ั ไปแลว หากพบเห็นการกระทำความผดิ ทางอาญาซ่งึ เปนภัยตอสว นรวม ประชาชนก็มีสทิ ธิ
ที่จะแจงใหเจาพนักงานดำเนนิ การได เรียกวา คำกลาวโทษ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๘))
๓.๓ การจับกุมผูกระทำผิด โดยทั่วไปเปนอำนาจของเจาพนักงานฝา ยปกครองหรอื ตำรวจ มีขอ ยกเวน
ท่กี ฎหมายใหอำนาจประชาชนจับกมุ ผกู ระทำความผิดไดดงั นี้ ราษฎรท่ีพบการกระทำความผิดซ่งึ หนาและความผิดนั้น
อยูในบญั ชีทา ยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๗๙) และ
กรณที ่เี ปน การชว ยเหลือเจาพนกั งาน กลา วคอื เจาพนกั งานที่จดั การตามหมายจับ จะขอใหผทู ีอ่ ยใู กลเ คียงชวยเหลือใน
การจบั น้ันก็ได แตจ ะบงั คบั ใหผูใดชว ยโดยนาจะเกิดอนั ตรายแกเขานั้นมิได (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๘๒)
๓.๔ การชว ยเหลอื เจาพนกั งาน การชว ยเหลือเจาพนักงานในการปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมายน้ัน มีท้ัง
ในกรณีท่กี ฎหมายกำหนดไว ซงึ่ ในกรณีนีห้ ากไมเ ขา ชว ยเหลอื ก็อาจมีความผดิ ได แตในบางกรณีไมไ ดม กี ฎหมายกำหนด
ไวหากประชาชนประสงคเขาชวยเหลือเจาพนักงานเพื่อ ทำการจับกุมผูกระทำความผิด กจ็ ำเปน จะตอ งใชอำนาจน้ีดวย
ความระมดั ระวังดว ย เพราะหากใชอ ำนาจโดยมชิ อบก็อาจจะมีความผิดทางกฎหมายได
๓.๕ การปองกนั ตัวเอง ประมวลกฎหมายอาญาไดบัญญัติในเรื่องการกระทำความผดิ ดว ยความจำเปน
และการกระทำอนั อยูในลักษณะปอ งกนั ไวว า เพราะอยูในท่บี ังคบั หรอื ภายใตอ ำนาจซ่งึ ไมสามารถหลีกเล่ียงหรือขัดขืน
ได หรือเพราะเพื่อใหตนเองหรือผูอืน่ พนจากภยนั ตรายท่ีใกลจ ะถึงและไมสามารถหลีกเลีย่ งใหพนโดยวธิ อี ืน่ ใดได เม่ือ
ภยันตรายน้ัน ตนมิไดกอใหเกิดขึน้ เพราะความผิดของตน ถาการกระทำนั้นไมเ ปนการเกินสมควรแกเ หตุแลว ผูนั้นไม
ตองรับโทษ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗)
๒) สถานภาพและขอมูลทั่วไปของผใู หสัมภาษณแ ละการสนทนากลุม
ตัวแทนผูนำชุมชน จำนวน ๑๐๐ คน เปนเพศชาย จำนวน ๓๘ คน เปนเพศหญิง จำนวน ๖๒ คน โดยมี
อายุระหวาง ๒๑-๓๐ ป จำนวน ๑๗ คน มีอายุระหวาง ๓๑-๔๐ ป จำนวน ๓๐ คน มีอายุระหวาง ๔๑-๕๐ ป จำนวน
๓๕ คน มอี ายรุ ะหวา ง ๕๑-๖๐ ป จำนวน ๑๕ คน มอี ายมุ ากกวา ๖๐ ปขึ้นไป จำนวน ๓ คน มตี ำแหนง เปนกรรมการ
ชุมชน จำนวน ๗๖ คน และมีตำแหนงเปนประธานชุมชน จำนวน ๒๔ คน

วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๔๙


Click to View FlipBook Version