วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา
ปที ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓
ISSN 2229-1644
วัตถุประสงค : เพื่อเผยแพรองคความรูทางวิชาการและงานวิจัยทางดานอยุธยาศึกษา โดยพิมพเผยแพรบทความ
ทปี่ รึกษา : ทางวิชาการ (Article) สารนิพนธหรือบทความงานวิจัย (Research Article) บทความแปล
(Translated Article) บทความปริวรรตเอกสารโบราณ (Transformed Ancient Manuscripts)
บทความปริทศั น (Review Article) ทีม่ ีประเด็นเน้ือหาเก่ียวขอ งกบั จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา
นายกสภามหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
อธกิ ารบดมี หาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยธุ ยา
ขอบเขตเนือ้ หา : บทความวชิ าการในสาขามนษุ ยศาสตรแ ละสงั คมศาสตร และบทความสารคดีทม่ี ีเนอ้ื หาเกี่ยวของกับ
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
เงื่อนไขการตพี มิ พ : บทความที่จะไดรับการตีพิมพ ตองจัดเตรียมอยางถูกตองสมบูรณตามมาตรฐานวารสารวิชาการ
โดยกองบรรณาธิการจะตรวจสอบเปนขั้นแรก แลวจัดใหมีผูทรงคุณวุฒิภายนอกในสาขานั้นๆ
รวมกล่ันกรอง (Peer Review) อยางนอย ๒ ทาน โดยเปนการประเมนิ แบบ Double-blind peer
review คือ ผูพิจารณาไมทราบช่ือผูแตง และผูแตงไมทราบช่ือผูพจิ ารณา โดยมีการพิมพเผยแพร
เปนรูปเลม สำหรับจดั สง ใหห อ งสมดุ และหนว ยงานทางวชิ าการตา งๆ รวมท้ังเผยแพรออนไลนในรูป
วารสารทางอเิ ล็กทรอนกิ ส
กำหนดเผยแพร : วารสารตพี มิ พเผยแพรป ล ะ ๒ ฉบบั ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน
ฉบับที่ ๒ กรกฎาคม – ธนั วาคม
เจา ของ : สถาบนั อยธุ ยาศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยุธยา
๙๖ ถนนปรีดพี นมยงค ตำบลประตูชยั อำเภอพระนครศรอี ยุธยา
จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา ๑๓๐๐๐ โทรศัพท / โทรสาร ๐-๓๕๒๔-๑๔๐๗
เว็บไซตส ถาบนั อยธุ ยาศกึ ษา: asi.aru.ac.th
เวบ็ ไซตวารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา: jas.aru.ac.th
เว็บไซตวารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษาออนไลน asj.aru.ac.th
ศิลปกรรม : ปกหนา-หลงั ภาพเขยี นสนี ้ำของศลิ ปน อดศิ ร พรศิรกิ าญจน
จำนวน : ๕๐๐ เลม
เน้อื หาและทศั นคตใิ นบทความเปน ของผูเ ขียนเทา นน้ั บรรณาธิการ และกองบรรณาธิการ ไมจ ำเปน ตองเหน็ ดวย
ผทู ี่ประสงคจ ะนำขอความจากบทความ หรอื บทความไปตีพิมพเ ผยแพรต อ งไดรับอนุญาตจากกองบรรณาธกิ ารและผเู ขยี น
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๑
คณะกรรมการกองบรรณาธิการ
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา
บรรณาธิการบริหาร : อาจารย ดร.จงกล เฮงสวุ รรณ มหาวทิ ยาลัยศิลปากร
บรรณาธกิ าร : มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
ผชู วยศาสตราจารยช นกิ านต ผลเจริญ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร
กองบรรณาธกิ าร : มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ
ศาสตราจารย ดร.ศกั ด์ชิ ยั สายสงิ ห มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยธุ ยา
เลขานกุ ารกองบรรณาธิการ : รองศาสตราจารย ดร.ศิริพร ดาบเพชร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา
ผูชวยศาสตราจารย ดร.วรางคณา นพิ ัทธสขุ กจิ
ผูช ว ยศาสตราจารยสาวติ รี พิสณพุ งศ
ผชู ว ยศาสตราจารยศ ุภกาณฑ นานรมั ย
อาจารย ดร.รงุ ทิพย รัตนภานศุ ร
นายพฑั ร แตงพันธ
คณะทำงาน : ฝา ยบริหาร ฝา ยวิชาการ
อาจารยส ุภารัตน ชัยกติ ติภรณ นางสาธยิ า ร่นื ชล
อาจารยก ันยารัตน คงพร นายปท พงษ ช่นื บญุ
อาจารยช ะกาแกว สุดสชี งั นายอายุวัฒน คาผล
ดร.เกษรา ศรีวเิ ชยี ร นางสาวอรอุมา โพธจิ์ ิว๋
ฝายบรหิ ารงานทว่ั ไป
นางสาวธัญวลยั แกวแหวน
นางสาวสายรงุ กล่ำเพชร
นางสาวศรสี วุ รรณ ชว ยโสภา
นางประภาพร แตงพนั ธ
นางยพุ ดี ปอ มทอง
๒ I วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓
ผู้ทรงคุณวุฒิ
พจิ ารณาบทความวารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา
ปีท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
๑. ศาสตราจารย ดร.ศักดช์ิ ยั สายสิงห มหาวทิ ยาลัยศิลปากร
๒. รองศาสตราจารย ดร.รงุ โรจน ธรรมรงุ เรอื ง มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
๓. รองศาสตราจารย ดร.ธานี สุขเกษม
๔. รองศาสตราจารย ดร.อรสา จรญู ธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ
๕. ผูช ว ยศาสตราจารย ดร.ภิศักดิ์ กัลยาณมติ ร มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ
ในพระบรมราชูปถัมภ
๖. ผูชว ยศาสตราจารย ดร.มยุรี รัตนเสริมพงศ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ
๗. ผูช ว ยศาสตราจารย ดร.สอาด บรรเจิดฤทธิ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ
๘. ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.กมลวรรณ วรรณธนงั มหาวิทยาลยั ราชภัฏเทพสตรี
๙. ผชู วยศาสตราจารย ดร.รัตนา รักสกุลพาณิชย มหาวทิ ยาลัยนานาชาตแิ สตมฟอรด
๑๐. ผชู ว ยศาสตราจารยพ เิ ศษ ดร.ชนาธิป ชินะนาวิน มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
๑๑. ผชู วยศาสตราจารยเ พชรรุง เทยี นปว โรจน มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา
๑๒. ผชู วยศาสตราจารยอ ษั ฎายุทธ ผลภาค ศาลยตุ ธิ รรม ศาลฎกี า
๑๓. อาจารย ดร.ปยะนาถ อังควาณิชกุล มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา
๑๔. อาจารย ดร.พิมพป ฏิมา นเรศศริ ิกุล มหาวิทยาลยั เชยี งใหม
๑๕. อาจารย ดร.ปฐมบตุ ร แกวสมนกึ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
๑๖. อาจารยสุรินทร ศรสี ังขง าม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยุธยา
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยุธยา
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรอี ยธุ ยา
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๓
สารบญั
ความสืบเนื่องของพระราชพิธีในกฎมณเฑียรบาล ๗
สมัยอยุธยาจนถึงสมยั รัตนโกสินทร
พิเศษ ปนเกตุ
ลวดลายพรรณพฤกษาประดับทวารบาลไมแกะสลัก วัดพระศรีสรรเพชญ ๒๓
พระนครศรีอยุธยา ทไ่ี ดร บั แรงบนั ดาลใจจากเครื่องลายครามจีน
วรวิทย สนิ ธุระหัส
การพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชน ๔๑
เทศบาลนครพระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
ปกาศิต เจิมรอด
การมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอการบริหารงาน ๕๖
ดา นภูมปิ ญญาทอ งถ่ินของเทศบาลตำบลนครหลวง
จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา
พชิ ชานันท แพรงาม และอดิศร ภูสาระ
ความคดิ เหน็ ของบุคลากรสาธารณสุขตอ การถายโอนภารกิจ ๖๔
โรงพยาบาลสง เสริมสขุ ภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแ กองคกรปกครองสว นทองถ่นิ
กรณีศึกษา : สาธารณสขุ จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา
ตลุ ยวดี หลอ ตระกูล
การศกึ ษาความเปน ไปไดในการพฒั นาโครงสรางหลักสูตร ๗๓
บริหารธรุ กิจบณั ฑิต สาขาวิชาการจัดการธรุ กิจชมุ ชน
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยธุ ยา
ชเนตตี พุม พฤกษ และวรรณิภา ใจดี
๔ I วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓
บทบรรณาธกิ าร
พื้นที่มรดกโลกพระนครศรีอยุธยา ไดรับความสนใจจากนักทองเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวตางประเทศ
โดยเฉพาะนักทองเทีย่ วจากกลุม ประเทศสมาชิกอาเซยี นและนกั ทอ งเทย่ี วชาวจนี ถือเปน นักทองเทีย่ วกลุมใหญ ท่ีสราง
ความเติบโตแกอุตสาหกรรมการทองเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาโดยตลอด เรามักจะเห็นนักทองเที่ยว
นั่งรถตุกตุก หัวกบ หรืออาจข่ีจักรยานเพ่ือทองเท่ียวในเกาะเมอื งพระนครศรอี ยุธยารวมทัง้ บริเวณใกลเคียงอยางคุนตา
มาหลายสิบป แตในขณะนี้การแพรระบาดอยางรุนแรงของโรคติดเช้อื ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรอื โรคโควดิ -๑๙ ซ่งึ เปนภัย
ตอความอยรู อดปลอดภยั หรอื ตอความมน่ั คงของรฐั ในรปู แบบใหมท่ีเราไมเคยพบมากอน ทำใหรัฐบาลไทยตองประกาศ
สถานการณฉกุ เฉนิ เพอื่ รับมือวิกฤติท่ีเกิดข้ึน เรอื่ งน้ีถือเปนบทพิสูจนความรัก ความสามคั คีและความมีวินัยของคนไทย
ท่ีเชอ่ื ไดวาจะชวยใหเราผา นพน วกิ ฤตนิ ี้ไปดวยกนั
วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา รวบรวมความรูเกี่ยวกับ “อยุธยา” ในทุกศาสตรและทุกมิติ กองบรรณาธิการ
เปดรับบทความวิจัยและบทความวิชาการทางดานสังคมศาสตรจากผูเขียนทุกสาขาอาชีพ เพื่อสงเสริมใหผูอานไดรบั
ความรู ตั้งแตประวัติศาสตร วัฒนธรรมและภูมิปญญาทองถ่ิน ไปจนถึงความรวมสมัยในทุกแงมุมของ “อยุธยา”
บทความทีผ่ านการพจิ ารณาจากผูทรงคณุ วุฒิจะไดร ับการตพี มิ พต ามลำดับ
เนื้อหาของบทความวิชาการ และบทความวิจัย ประกอบดวย ๑. ความสืบเนื่องของพระราชพิธีใน
กฎมณเฑียรบาล สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร โดย อาจารยพิเศษ ปนเกตุ ๒. ลวดลายพรรณพฤกษาประดับ
ทวารบาลไมแกะสลัก วัดพระศรีสรรเพชญ พระนครศรีอยุธยา ที่ไดรับแรงบันดาลใจจากเครื่องลายครามจีน
โดย อาจารยว รวิทย สนิ ธุระหัส ๓. การพฒั นาการมีสว นรว มในการปองกนั อาชญากรรมของประชาชนในชมุ ชนเทศบาล
นครพระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา โดย ผชู วยศาสตราจารยป กาศิต เจิมรอด
๔. การมีสว นรวมของคณะกรรมการชุมชนตอ การบรหิ ารงานดานภูมิปญญาทอ งถิ่นของเทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา โดย คุณพิชชานันท แพรงาม และผูชวยศาสตราจารย ดร.อดิศร ภูสาระ ๕. ความคิดเห็นของ
บุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอนภารกิจ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวน
ทอ งถนิ่ กรณีศึกษา : สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย คุณตุลยวดี หลอ ตระกลู ๖. การศกึ ษาความเปนไปได
ในการพัฒนาโครงสรางหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชน คณะวิทยาการจัดการ
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยุธยา โดยอาจารยช เนตตี พมุ พฤกษ และอาจารยวรรณิภา ใจดี
ในนามของคณะกรรมการกองบรรณาธกิ าร วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา ขอขอบพระคุณผูทรงคุณวุฒิทุกทาน
ที่ไดพิจารณา กลั่นกรอง ชี้แนะและปรับปรุงแตละบทความใหสมบูรณยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณผูอานทุกทานที่ติดตาม
วารสารมาโดยตลอด หากมีขอเสนอแนะประการใด กรุณาแจงมายังกองบรรณาธิการ จกั ขอบพระคณุ ยง่ิ
บรรณาธิการวารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา
วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๕
ความสบื เนอ่ื งของพระราชพธิ ใี นกฎมณเฑยี รบาล
สมยั อยุธยาจนถึงสมยั รตั นโกสนิ ทร์
The Continuation of Royal Ceremonies in the Royal Law
from the Ayutthaya Period to the Period of Rattanakosin
พิเศษ ปน เกตุ / Piset Pinket
ครูชำนาญการ โรงเรยี นวัดไทรงาม อำเภออทุ ยั จังหวดั พระนครศรีอยุธยา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาพระนครศรอี ยธุ ยา เขต ๑
Professional Level Teacher of Wat Sai Ngam School, Uthai District, Phranakhon Si Ayutthaya Province
at the Phranakhon Si Ayutthaya Primary Educational Service Area office 1
รับบทความ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓ แกไขบทความ ๑ มีนาคม ๒๕๖๓ ตอบรบั ๗ มีนาคม ๒๕๖๓
บทคัดยอ่
กฎมณเฑียรบาล เปนกฎหมายท่ีตราขน้ึ ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีสวนทเ่ี ปนกฎหมายขอบังคับ
ตาง ๆ ที่ขาราชสำนักตองพึงปฏิบัติ สวนที่เกี่ยวดวยพระราชอิสริยศของเจานายในลำดับขั้นตาง ๆ สวนที่เกี่ยวกับ
พระราชกิจจานุกจิ และสวนที่เกี่ยวกบั พระราชพธิ ตี าง ๆ ในราชสำนัก ซึ่งพระราชพธิ ีท่ีปรากฏในกฎมณเฑียรบาลนน้ั
มีทั้งสิ้น ๒๖ พระราชพิธี เมื่อสืบคนหลักฐานทั้งในพระราชพงศาวดารฉบับตาง ๆ คำใหการชาวกรุงเกา และคำใหก าร
ขุนหลวงหาวัด พบวา พระราชพิธีที่พบหลักฐานวามีการจัดในสมัยกรุงศรีอยุธยาในเอกสารเหลานี้มีจำนวนทั้งส้ิน
๑๖ พระราชพิธี ถึงสมัยรัตนโกสินทรพบหลักฐานวา มีการจัดพระราชพิธีที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลจำนวน ๙
พระราชพิธี และยุคหลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง พบวา พระราชพิธีที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลที่ยังมีการจัด
พิธีสืบเนื่องมาจนปจจุบัน มีจำนวน ๔ พระราชพิธี คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีสงกรานต พระราชพิธี
ตรียัมพวาย และพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และยังพบรองรอยของการลดทอนและเพิ่มเติม
รายละเอียดพระราชพิธมี ากกวาท่ีปรากฏในกฎมณเฑยี รบาล
คำสำคัญ : กฎมณเฑียรบาล พระราชพิธีสมัยกรงุ ศรีอยุธยา พระราชพิธสี มัยรัตนโกสนิ ทร
Abstract
The royal law was enacted during the reign of King Borommatrailokkanat. There’re the various
laws and regulations that the courtier must perform, the order of dynasty's ranks, the royal duties
and the twenty-six royal ceremonies appeared in the royal court. When searching the evidence in
various royal chronicles and the testimony of the Ayutthaya people in the past and the testimony
วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๗
of KhunLuang Ha Wat. It revealed that there’re the evidence were found, namely the total sixteen
royal ceremonies organized in the Ayutthaya period in these documents. In Rattanakosin period,
there’re nine royal ceremonies organized and appeared in the royal law. After the revolution, there’re
four royal ceremonies appeared namely the coronation ceremony, Songkran ceremony,
the ceremonial Triyumpwai and the royal ploughing ceremony. The vestiges about decreasing in the
royal ceremonies and more adding the royal ceremonies' details than appearing in the royal law were
still found.
Keywords : Royal law, Royal ceremonies in Ayutthaya period, Royal ceremonies in Rattanakosin period
ความสำคญั และภูมิหลงั ของพระราชพธิ ีในสถาบันพระมหากษัตริย์
คนไทยมีสถาบันพระมหากษัตริยเปนศูนยรวมใจมาชานานนับตั้งแตอดีตตราบเทาปจจบุ นั ซง่ึ การจดั พิธีตาง ๆ
ในราชสำนักนั้น เรียกวา พระราชพิธี ไดมีปรากฏหลักฐานนับแตอดีตมา พระราชพิธี หมายถึง เปนงานท่ี
พระมหากษัตริยไดทรงพระกรุณาใหจัดขึ้นตามลัทธิประเพณีเพื่อความเปนสวัสดิมงคลของประเทศและประชาชน
หรือเพื่อความเปนสวัสดิมงคลแกสิริราชสมบัติ พระบรมราชวงศและพระองคเอง หรือเพื่อนอมนำใหระลึกถึง
ความสำคัญในทางพระศาสนา หรอื เพอ่ื สำแดงความกตญั ธู รรมและระลกึ ในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย
ในรชั กาลกอ นๆ ตลอดจนพระบรมราชบรู พการีทไ่ี ดทรงกระทำคุณประโยชนแ กป ระเทศชาติประชาชน (หมอมทวีวงศ
ถวัลยศักดิ์, พลตรี, ๒๕๑๐, หนา ๒) ดังนั้น พระราชพิธีจึงเปน พิธีกรรมทีเ่ ก่ียวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย มิอาจ
แยกจากกนั ได
ในสมัยโบราณน้นั ทา นถือวาถาไดมีการพระราชพธิ ีสักเดือนละครง้ั ก็จะบังเกดิ ความเปนสริ ิมงคลแกบานเมือง
(หมอมทวีวงศถ วลั ยศกั ด์ิ,พลตร,ี ๒๕๑๐, หนา ๒) ดวยเหตนุ ้ี พระราชพิธจี งึ มคี วามสำคญั ยิ่ง ซ่ึงมที ้งั พระราชพธิ ที ่จี ัดเปน
ประจำทุกป และพระราชพิธีทจ่ี ัดขึน้ เปนครง้ั คราวตามวาระโอกาสท่สี ำคัญ
หลักฐานที่ปรากฏเกี่ยวกับพระราชพิธีอันเกี่ยวของกบั พระมหากษตั ริยไ ทยนั้น ปรากฏตั้งแตสมัยสุโขทัยเปน
ราชธานี ดังขอความในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ดานที่ ๓ บรรทัดที่ ๑๙-๒๒ กลาววา “..วันเดือนดับเดือนเต็มทานแตง
ชางเผือกกระพัลยาง เที้ยรยอมทองงา..ขวา ชื่อรูจาครี พอขุนรามคำแหงขึ้นขี่ไปนบพระ..อรัญญิกแลวเขามา..”
(ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เลม ๓, ๒๕๔๒, หนา ๒๐-๒๑)
จากศิลาจารึกหลักที่ ๑ จะเห็นไดวา ในสมัยสุโขทัยน้ัน พระมหากษัตริยไดป ระกอบพระราชพิธีอันเกีย่ วเนื่อง
กับพระพุทธศาสนา โดยศิลาจารึกกลาววา ในวันเดือนดับเดือนเต็ม คือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำและแรม ๑๔ ค่ำ
พอขุนรามคำแหงไดโปรดเกลาฯใหแตงชางเผือกชื่อ รูจาครี ดวยเครื่องประดับทองคำ แลวเสด็จพระราชดำเนิน
บนหลงั พระคชาธารนน้ั เพอ่ื ทรงนมสั การพระทเี่ ขตอรัญญิก อันเปนพทุ ธสถานนอกเมอื งสุโขทยั แสดงใหเห็นวา สถาบัน
พระมหากษัตริยนับแตอดีตมา จำเปนตองประกอบพระราชพิธีตางๆเพื่อเปนแบบอยางแกไพรฟาในการแสดงความ
เคารพตอศาสนา เปนการแสดงพระบารมีใหประชาชนไดเห็นและยังเปนการสรางขวัญกำลังใจแกป ระชาชน พระราชพิธี
จงึ เปนส่ิงทแ่ี ยกไมออกจากสถาบันพระมหากษตั ริย
๘ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓
เมื่อถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี ไดมีการจัดระเบียบการปกครองใหสถาบันพระมหากษัตริยดำรง
ความสำคัญสูงสุด มีพิธีกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริยมากมาย มีการผสมผสานความเช่ือ
และพิธีกรรมท่ีไดร ับอทิ ธพิ ลจากศาสนาพราหมณ ศาสนาพุทธและความเชอื่ พน้ื เมือง หลอมรวมเปนระเบยี บพิธีกรรมใน
ราชสำนักใหแตกตางจากพิธีของประชาชนทั่วไป กำหนดข้ึนเปน พระราชพธิ ีทตี่ อ งกระทำทกุ เดอื นหมนุ เวียนไป ซึ่งพระ
ราชพธิ เี หลานปี้ รากฏในเอกสารทช่ี อื่ วา กฎมณเฑียรบาล นบั เปนหลักฐานสมัยอยุธยาทเ่ี กาแกทส่ี ุดท่รี ะบถุ ึงรายละเอียด
พระราชพธิ ีที่จดั ข้ึนในราชสำนกั ยุคน้ัน
ความเปนมาของกฎมณเฑียรบาล
กฎมณเฑียรบาล หมายถึง กฎรักษาเรือนหลวง มาจากคำวา มณฺฑิร ในภาษาสันสกฤต แปลวาเรือนหรือ
เรือนหลวง และคำวา ปาล แปลวารักษา (วินัย พงศรีเพียร, ๒๕๔๘, คำนำ.) เปนหนึ่งในกฎหมายที่ปรากฏอยูใน
กฎหมายตราสามดวง ตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ปรากฏในสวนตน ของกฎมณเฑียรบาลวา ศุภมัสดุ
ศักราช ๗๒๐ วันเสารเดือนหาขึ้นหกค่ำ ชวดนักษัตรศก ซึ่งปจุลศักราช ๗๒๐ ที่ใหไวเปนไปไมได เพราะตกในป
พุทธศักราช ๑๙๐๑ ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ และจุลศกั ราช ๗๒๐ ไมตรงกบั ปช วดแตต รงกบั ปจอ ประเสริฐ
ณ นคร สันนิษฐานวาควรเปนปจ ุลศักราช ๘๓๐ เพราะเปน ปช วดเดียวท่ีสอดคลองกับวันลูกทีใ่ หไว (วินัย พงศรีเพียร,
๒๕๔๘, หนา ๖๓) ดงั น้นั กฎมณเฑียรบาลจงึ เปน กฎหมายท่ีตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อันเปนยุคท่ี
ราชสำนักอยุธยามีการปรับปรุงโครงสรางทางการปกครองขนาดใหญ เพื่อใหสอดคลองกับพระราชอาณาเขตของ
อาณาจักรที่กวางขวางขึ้น จำนวนคนในปกครองทมี่ ากขนึ้ และจำนวนขนุ นางทเี่ พ่มิ ข้นึ ตามไปดวย จงึ จำเปนท่ีตองมีการ
จัดระบบการปกครองใหสอดคลองตามไปดวย
กฎมณเฑียรบาลมีสวนประกอบสำคัญอยูหลายสวนดวยกัน คือสวนที่เปนกฎหมายขอบังคับตางๆ ที่ขาราช
สำนักตองพึงปฏิบัติ สวนที่เกี่ยวดวยพระราชอิสริยศของเจานายในลำดับขั้นตางๆ สวนที่เกี่ยวกับพระราชกิจจานุกจิ
และสว นท่เี กี่ยวกับพระราชพธิ ตี า งๆ ในราชสำนัก
เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยากฎหมายตางๆ ถูกทำลายไปพรอมกับการเสียกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ.๒๓๑๐ ตอมา
ในรัชกาลที่ ๑ เมื่อพ.ศ.๒๓๔๗ ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาโปรดกระหมอมใหมีการรวบรวมชำระกฎหมายสมัย
กรุงศรอี ยธุ ยาเปน หมวดหมู (สถาบันพระปกเกลา, www.wiki.kpi.ac.th) ปจจุบันเรยี กวา กฎหมายตราสามดวง ซึ่งกฎ
มณเฑียรบาลเปน หนึ่งในการรวบรวมชำระครัง้ น้นั ครัน้ สมัยรัชกาลที่ ๔ มีการออกประกาศตา งๆ พระราชนิยมในเร่ือง
ตางๆ อันมีพระราชประสงคจะใหประชาชนปฏิบัติ ประกาศบางเรื่องวาดว ยความประพฤติของขา ราชการในราชสำนัก
เชน ประกาศ จ.ศ.๑๒๑๖ วาดวยเวลากราบทูลขอ ราชการและกิจธุระ ประกาศ จ.ศ.๑๒๑๗ วาดวยหามมใิ หเรอื ทีโ่ ดย
เสด็จตัดกระบวน ดังนั้นประกาศเหลานี้จึงถอื วาเปนกฎมณเฑียรบาลได (สถาบันพระปกเกลา , www.wiki.kpi.ac.th)
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ไดมีพระบรมราชโองการเรื่องวิธีเขาเฝาทูลละอองธุลีพระบาทและวิธีถวายบังคม
ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีแกพระบรมวงศานุวงศและขาทูลละอองธุลีพระบาท เมื่อคราว
พระองคทรงบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ ในพ.ศ. ๒๔๑๗ และในเวลาตอมาไดมีการตราพระราชบัญญัติขึ้นมารองรับ
พระบรมราชโองการเรอ่ื งน้ี ดงั นั้นพระบรมราชโองการและพระราชบัญญตั ิเร่ืองวธิ ีการเขาเฝา ฯ จึงเปนกฎมณเฑียรบาล
อยา งหนึง่ เรียกกนั ท่ัวไปวา กฎมณเฑียรบาลวาดว ยการเปลย่ี นธรรมเนียมใหม และในสมยั รัชกาลท่ี ๖ มกี ารประกาศใช
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๙
กฎมณเฑยี รบาลวาดวยการเสกสมรสแหง เจานายในพระราชวงศ เม่อื พ.ศ.๒๔๖๑ และกฎมณเฑยี รบาลวาดวยการสืบ
ราชสันตติวงศ พ.ศ.๒๔๖๗ และในสมยั รัชกาลที่ ๗ ไดมีการประกาศกฎมณเฑยี รบาลวา ดว ยการสมรสพระราชวงศแกไข
เพิ่มเติม พ.ศ.๒๔๗๕ เปนกฎมณเฑียรบาลฉบับเดียวที่ตราขึ้นสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (สถาบัน
พระปกเกลา, www.wiki.kpi.ac.th) แสดงใหเห็นวา กฎมณเฑียรบาลเปนกฎหมายสำคัญที่มีพัฒนาการควบคูกับ
สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมยั
ในบทความของผูเขียน มุงเนนทีจ่ ะกลาวถงึ เฉพาะพระราชพธิ ตี างๆที่ปรากฏในกฎมณเฑยี รบาล โดยกลาวถงึ
พระราชพิธีที่พบการบนั ทกึ ในกฎมณเฑียรบาล วา พระราชพธิ เี หลาน้ีมพี ระราชพธิ ีใดบาง และมีพัฒนาการสืบทอดมาสู
ยุคปจจบุ ันเชนไร
พระราชพิธที ป่ี รากฏในกฎมณเฑยี รบาลสมยั กรงุ ศรีอยุธยาจากกฎหมายตราสามดวง
ในกฎมณเฑียรบาลมีการเอยถึงพระราชพิธีที่จัดขึน้ ในเดือนตางๆทั้งสิบสองเดือน โดยกลาววา “....ศุภสวัสดิ
เดือน ๕ การพระราชพิธีเผด็จศก ลดแจตร ออกสนาม เดือน ๖ พิธีไพศากขยจรดพระราชอังคัล เดือน ๗ ทูลน้ำลาง
พระบาท เดือน ๘ เขาพระวสา เดือน ๙ ตุลาภาร เดือน ๑๐ ภัทรบทพิธีสารท เดือน ๑๑ อาสยชุ แขง เรอื เดือน ๑๒ พิธี
จองเปรียงลดชุดลอยโคม เดือน ๑ ไลเรือเถลิงพิธีตรียัมพวาย เดือน ๒ การพิธีบุษยาภิเษกเฉวียนพระโคกินเลี้ยง
เดือน ๓ พิธีธานยะเทาะห เดือน ๔ การสัมพรรษฉิน” (กฎหมายตราสามดวง เลม ๑, ๒๕๔๘, หนา ๙๕-๙๖)
จากขอความขางตน แสดงวาพระราชพิธีที่ตราขึ้นในกฎมณเฑียรบาลมุงหมายใหจัดขึ้นในทุกเดือน ทั้งนี้เพอ่ื
ความเปนสวัสดิมงคลแกพระนคร แตเมื่อมีการพิจารณาลงไปในรายละเอียดของกฎมณเฑียรบาลจะพบวา
ในกฎมณเฑียรบาลมิไดระบุเฉพาะพระราชพิธีท่ตี องจัดเปน ประจำในทุกเดือนเทาน้ัน ยงั มกี ารกลาวถึงพระราชพิธีท่ีจัด
ขึ้นเปนครั้งคราวอีกดวย ซึ่งพระราชพิธีตางๆมีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้ (กฎหมายตราสามดวง เลม ๑, ๒๕๔๘,
หนา ๙๙-๑๑๓)
๑. พระราชพิธีออกสนามใหญ จัดในเดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ มีการแหขบวนชางขบวนมาและขบวนทหารตาง ๆ
สมเด็จพระเจาอยูหัวประทับในพระบัญชรชั้นสิงห เขานายจัดที่นั่งชมลดหลั่นกันไป หลังการเดินขบวนมีการละเลน
สมโภช เชน ลอชา ง แขงระแทะ ววั ชน กระบือชน ชุมพาชน ชางชน คนชน ปรบไก คลชี งโคน มวยปลำ้ เปน ตน
๒. พระราชพิธีจรดพระอังคัล จัดในเดือน ๖ เจาพญาจันทกุมารเปนผูแรกนา และไดอาญาสิทธิ์แทนสมเด็จ
พระเจา อยูหัว มีสมโภช ๓ วัน ใหก รมการในกรมนาเขา เฝา
๓. พระราชพธิ ที ลู นำ้ ลางพระบาท จดั ในเดอื น ๗ มีพระเบญจา ๙ ชั้น ปกฉัตรทองนากเงนิ รายลอ ม ขุนนางใช
กระออมเงนิ กระออมทองกระออมนากทูลถวายนำ้ อภเิ ษก
๔. พระราชพิธีตุลาภาร จัดในเดือน ๙ ประกอบพระราชพธิ ที ่พี ระทนี่ งั่ มังคลาภเิ ษก ตง้ั ตราชกู ลางทองพระโรง
มีกระบวนแหเสด็จพระราชดำเนินดวยพระที่นั่งราเชนทรยานเวียน ๙ รอบ แลวเสด็จถีบตราชู สมเด็จพระอัครมเหสี
เสด็จถีบตราชูดวย
๕. พระราชพิธีภัทรบท จัดในเดือน ๑๐ มีการทอดเชือกดามเชือก ขุนนางเขาเฝาถวายบังคมและเลี้ยงลูกขนุ
พรอ มถือนำ้ พระพิพฒั สัตยา
๑๐ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
๖. พระราชพิธีอาสยุช จัดในเดือน ๑๑ สมเด็จพระเจาอยูหัวเสด็จประทับเรือพระที่นั่งสมรรถไชย สมเด็จ
พระอัครมเหสปี ระทบั เรือพระทนี่ ่ังไกรสรมุข ใหเรอื พระทน่ี ่งั ทัง้ สองน้นั พายแขงเสย่ี งทาย ถา เรอื พระทน่ี งั่ สมรรถไชยแพ
จะอยูเ ย็นเปนสขุ ถา เรอื พระทน่ี ง่ั สมรรถไชยชนะจะเกดิ ยคุ เข็ญ
๗. พระราชพิธีตรองเปรียงลดชุดลอยโคม จัดในเดือน ๑๒ เสด็จลงเรือพระที่นั่งเบญจา ๕ ชั้น มีเรือขบวน
ติดตาม พรอมมีระทำ และหนังใหญสมโภช เมื่อเลี้ยงลูกขุนและฝายในแลว จึงตัดสมอลอยเรือพระที่นั่งไปถึง
วดั พทุ ไธศวรรย แลวจดุ ดอกไมเ พลิงเลนหนงั สมโภช แลวลงเรือกลับมาทางเกาะแกว
๘. พระราชพธิ ีไลเรือ สมเด็จพระเจา อยหู ัวทรงพระมาลาสกุ หร่ำ เสด็จทางเรือมาถงึ ทา ยบานรนุ จงึ เสด็จยืนทรง
พัชนี ครั้นถงึ ประตไู ชยทรงสาว
๙. พระราชพธิ ีเล้ยี งดอกไมวงมงคล สมเดจ็ พระอคั รมเหสีแตง กระแจะแปง ดอกไม พระภรรยาเจาพระราชกุมาร
พระราชนดั ดา แมห ยวั เจาเมอื งจัดแตงหมาก มกี ารใหข ุนนางทำสำรับ ในวนั พระราชพิธีเสด็จขึ้นหอพระ เมื่อเสด็จออก
ชักมาน พระครูพราหมณถ วายมนตและนำ้ สังขก ลศ เสนาบดีขุนนางเขาเฝา แลวแจกหมากดอกไมพ รอมเล้ียงลูกขุนท้ัง
ปวง
๑๐. พระราชพิธสี นานตรยี ัมพวาย มีการสรงสนานโดยพระครพู ราหมณถวายน้ำสังขกลศ และถวายขาวตอก
ดอกไม
๑๑. พระราชพิธีเฉวียนพระโค ใหพระโคยืนบนแทนประดับดวยเครื่องประดับทองคำ มีพานทองรองหญา
พระราชกมุ ารปอ นหญา มีบายศรสี มโภชพระโค สมเด็จพระเจาอยูห ัวทรงถอื ดอกบัวทอง สมเด็จพระอคั รมเหสีทรงถอื
ดอกบัวเงิน เดินประทักษิณรอบพระโค ๙ รอบ
๑๒. พระราชพิธีเบาะพก มีการตั้งโรงพิธี มีราชวัตรฉัตรรายลอม พราหมณทำพิธสี มโภชแมห ยัวพระพี่ ๓ วัน
แลวแหแมหยัวพระพี่ดวยพระที่นั่งราเชนทรยานไปยังพระมหาปราสาท สมเด็จพระเจาอยูหัวเขาบรรทมดวยแมหยวั
พระพ่ี แลวจึงเสด็จไปโรงพธิ พี ราหมณ พระครพู ราหมณถวายน้ำสงั ขกลด แลวมมี หรสพสมโภช
๑๓. พระราชพิธีอินทราภิเษก มีการสรางเขาพระสุเมรุ เขาอิสินธร เขายุคนธร เขากรวิกและเขาไกรลาส
ประดับดว ยรปู สัตวท ้ังปวง มีรูปเทวาประจำทุกเขา มนี าค ๗ ศรี ษะเกย้ี วพระสุเมรุ ใหม หาดเลก็ ตำรวจเล็กแตงกายเปน
เทวดาและอสูรทำการชักนาคดึกดำบรรพ พราหมณ ขุนนาง ผลัดกันเขาเฝาถวายพระพรทกุ วนั แลว พระราชทานรางวัล
แกพราหมณและขุนนาง มมี หรสพสมโภช และโปรยทานรอบพระนครใชเ วลาจดั พระราชพิธี ๑ เดอื น
๑๔.พระราชพิธีเผด็จศกพิธีลดแจตร ตั้งการพระราชพิธีในพระปรัศซายพระที่นั่ง มีตำหนักอาบน้ำพระสงฆ
มกี ารกั้นมา นฝายในฝายหนา พระทีน่ ่ังสรงนำ้ ปกไมพมุ ตนหุมผาแดง มีที่น่งั ตามบรรดาศกั ด์ิลดหลัน่ กันไป มีการสรงน้ำ
ทั้งเชา กลางวันและเย็น ขุนนางเตรียมผานุง ๓ สำรับเพื่อลงน้ำตามเสด็จ
๑๕.พระราชพิธีเมือ่ สมเดจ็ พระอัครมเหสีทรงครรภ ทำพิธีใตตนหมันพระเสื้อเมือง ๗ วัน ขุนนางเขาเฝาถวาย
บังคม มีการปลูกเรือนไฟยาว ๕ หองและพระโรงยาว ๗ หอง เมื่อประสูติกาลพระราชกุมารแลว หมอหลวงทำพิธี
เสียกบาล เสียขาว เชิญพระกุมารใสพานนวรตั น ขุนนางถวายบังคมพระกุมาร มีการสมโภช ๓ วัน และพระราชทาน
สิ่งของตา งๆ แกผ รู ว มพระราชพธิ ี
นอกจากนี้ยังมีพระราชพิธีที่ปรากฏแตชื่อแตไมบอกรายละเอียด เชน พระราชพิธีสัมพรรษฉิน บุษยาภิเษก
ราชาภิเษก คชกรรม ประถมาภิเษก ประถมกรรม มัทยกรรม อุดมกรรม อาจารยิ าภเิ ษก อปุ ราคาปราบดาภเิ ษก ซง่ึ บอก
วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๑๑
วาพระราชพิธีเหลานี้จะมีการสนาน และพราหมณถวายน้ำสังขกลศ มีทอสหัสธารา (กฎหมายตราสามดวง เลม ๑,
๒๕๔๘, หนา ๙๙) และยังเอยถงึ พระราชพิธีเผาขา ว แตเขียนวา ไมมี ซึ่งสันนิษฐานวา อาจจะหมายถงึ ไมมตี นฉบบั ที่ใช
คัดลอกก็เปนได (กฎหมายตราสามดวง เลม ๑, ๒๕๔๘, หนา ๑๐๗)
ซึ่งจากขอมูลที่ไดจากกฎมณเฑียรบาล พบวามีพระราชพิธีที่ปรากฏรายละเอียดจำนวน ๑๕ พระราชพิธี
และพระราชพิธีที่ปรากฏแตชื่อแตไมบอกรายละเอียดจำนวน ๑๑ พระราชพิธี รวมจำนวนพระราชพิธีที่ปรากฏ
ในกฎมณเฑียรบาลท้ังสนิ้ ๒๖ พระราชพธิ ี
พระราชพิธที ปี่ รากฏในกฎมณเฑียรบาลซงึ่ ไดจดั ในสมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยาจากหลักฐานตา งๆ
ในพระราชพงศาวดารสมัยกรุงศรีอยุธยาฉบับตางๆ มีบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชพิธีตางๆ ของ
พระมหากษัตริยไว แมจะไมพบเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดงานพระราชพิธีในทุกรัชกาล แตยังพอเปนรองรอยไดวา
พระราชพิธีตางๆที่กลาวไวในกฎมณเฑียรบาลนั้น มีการจัดขึ้นจริงตั้งแตเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งปรากฏหลักฐาน
ดังตอไปนี้
๑.พระราชพิธีราชาภิเษก ในกฎมณเฑียรบาลมิไดกลาวถึงรายละเอียดไว พงศาวดารที่กลาวถึงเหตุการณ
สมยั ตนกรุงศรีอยุธยา มไิ ดเอย รายละเอียดไวเ ชนกนั ปรากฏรายละเอยี ดครง้ั แรกในรัชกาลขุนวรวงศาธิราช ดงั ขอความ
ในพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) ความวา “..นางพระยาจงึ พระเสาวนียสงั่ ปลดั วังใหเอาราชยานเครื่องสูง
แตรสังขกับขตั ิยวงศ ออกไปรับขุนวรวงศาธริ าช เขามาในราชนเิ วศมณเฑียรสถาน แลวตั้งพระราชาภิเษกขุนวรวงศา-
ธริ าช เปนเจาพิภพกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา..” (ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เลม ๓, ๒๕๔๒, หนา ๒๒๖)
ครนั้ รชั กาลตอ มาจึงพบวามีรายละเอยี ดพระราชพิธีมากข้นึ
๒.พระราชพิธีปฐมกรรม ในกฎมณเฑียรบาลใชชื่อวา ประถมกรรม ซึ่งมิไดกลาวถึงรายละเอียดไว ในรัชกาล
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ไดมีการจัดพระราชพิธีนีข้ ึน้ ดังขอความในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสรฐิ กลาววา
“..ศักราช ๘๕๙ มะเส็งศก ทานใหทำการปฐมกรรม”(พระราชพงศาวดารกรุงเกาฉบับหลวงประเสริฐอกั ษรนิต,์ิ ๒๕๔๔,
หนา ๒๐) และจัดอีกคราวในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โดยกลา ววา “..ศกั ราช ๙๑๒ จอศก เดือน ๘ ขึ้น ๒ ค่ำ
ทำการพระราชพธิ ปี ฐมกรรมสมเด็จพระมหาจกั รพรรดเิ จา ตำบลทาแดง พระกรรมวาจาเปนพฤฒบิ าศ พระพเิ ชฏฐเปน
อัษฎาจารย พระอินโทรเปน กรมการ..” (พระราชพงศาวดารกรุงเกาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนติ ,์ิ ๒๕๔๔, หนา ๒๔)
๓.พระราชพิธีมัธยกรรม ในกฎมณเฑียรบาลใชชื่อวา มัทยกรรม ซึ่งมิไดกลาวถึงรายละเอียดไว ในพระราช
พงศาวดารมิไดกลาวรายละเอียดอีกเชนกัน เพียงบันทึกวาจัดในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิที่ตำบลชัยนาทบุรี
(พระราชพงศาวดารกรุงเกาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, ๒๕๔๔, หนา ๒๕)
๔. พระราชพธิ ีอาจาริยาภเิ ษก ซ่งึ ในกฎมณเฑยี รบาลมไิ ดกลาวถึงรายละเอียด ในพระราชพงศาวดารระบุเพียง
วาจัดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระราชพงศาวดารกรุงเกาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, ๒๕๔๔,
หนา ๒๕)
๕. พระราชพิธีอินทราภิเษก ในพระราชพงศาวดารมิไดกลาวรายละเอียด ระบุเพียงวาจัดขึ้นในรัชกาล
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กลาวถึงวามีไฟไหมวังและใหจัดพระราชพิธีอินทราภิเษกในวังใหม พรอมพระราชทาน
สัตดกมหาทาน (พระราชพงศาวดารกรุงเกาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, ๒๕๔๔, หนา ๒๕) กอนหนานี้ในรัชกาล
๑๒ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ มีการบันทึกไววา “..ศักราช ๘๕๘ มะโรงศก ทานประพฤติการเบญจาพิธพระองคทาน
และใหเลนการดึกดำบรรพ..” (พระราชพงศาวดารกรุงเกาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนติ ิ์, ๒๕๔๔, หนา ๒๐) ซง่ึ การเลน
ชกั นาคดกึ ดำบรรพน ้เี ปน สวนหนง่ึ ของพระราชพิธอี นิ ทราภเิ ษก
๖. พระราชพิธีอาศวยุช ซึ่งในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา อาสยุช มีบันทึกในพระราชพงศาวดารฉบับ
พันจันทนุมาศ(เจิม)เมื่อคราวรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แตกลาวโดยยอวา “..ครั้นเสร็จการพระราชทาน
พิธีอาศวยุชแลว มีพระราชบรหิ ารสัง่ ใหเกณฑทัพเตรียมไว..” (ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภเิ ษก เลม ๓, ๒๕๔๒,
หนา ๓๒๑) ครั้งแผนดินสมเด็จพระเอกาทศรถจึงไดบ ันทึกรายละเอียดไว ความวา “..ครั้นถึงทิพพารกาลพระราชพิธี
อาศวยุช ก็ใหประดบั ประดาพระทีน่ ่ังอรรณพดวยเครื่องอลงการมเหาฬารพิจิตรโอภาสชัชวาลและจามรทัง้ ปวง จึงให
เอาพระครุฑพาหนะอันรจนาประดิษฐานพระพิศวกรรมออกตั้งฉาน และใหพระราชครูทั้ง ๔ กระทำการพระราช
พิธีอาศวยุช จึงใหตั้งเรือแหและใหเทียบเรือตนเรือแขงตามกระบวน....”(พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา
เลม ๑, ๒๕๓๔, หนา ๑๘๓)
๗. พระราชพิธีไลเรือ ในพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กลาววาจัดในรัชกาลสมเด็จ
พระเอกาทศรถ มีการสรางพระพุทธรูปบุทอง บุนาก และบุเงินเพื่อเชิญเขารวมในพระราชพิธี มีการจัดขบวนเรือ
พระที่นั่งจำนวนมากแหไปที่บางขดาน (ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เลม ๓, ๒๕๔๒, หนา ๓๗๑) และใน
คำใหการชาวกรุงเกาก็ระบุวามกี ารจัดพระราชพธิ นี ้ี คำใหก ารชาวกรงุ เกา , ๒๕๔๔, หนา ๒๔๙-๒๕๐)
๘. พระราชพิธีตรีรำภาวาย ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา ตรียัมพวายซึ่งมิไดกลาวรายละเอียด
ในพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กลาววาเมื่อครั้งรัชกาลสมเด็จพระนารายณมหาราชนั้น พระไตร
ภูวนาทิตยจ ะลอบทำรายพระองคในพระราชพิธีน้ี แตสมเดจ็ พระนารายณมหาราชยงั ไปรวมพระราชพิธีน้ี ความวา “..
เมื่อวนั การพิธีตรีรำภาวายนั้น เราจะไปสงพระเจาถึงเทวสถาน ถาแลองคพระไตรภูวนาทติ ยวงษจ ะทำรา ยเรากใ็ หท ำเถิด
เราจะเอาบุญญาธิการแหงเราเปนที่พึ่ง..” (ประชุมพงศาวดารฉบบั กาญจนาภิเษก เลม ๓, ๒๕๔๒, หนา ๓๙๔) แตใน
คำใหการชาวกรุงเการะบุชื่อวา พระราชพิธีขันดอ โดยกลาววา มีการตั้งเสาสูง ๔๐ ศอกสองเสา มีเชือกผูกแขวน
กระดาน พราหมณ ๔ คนข้ึนไปนง่ั เหนอื กระดานโลช ิงชาใหค าบเงนิ บาทท่หี อ ยไว ถา พราหมณท ำไมไ ดจ ะถูกฝงดินเพียง
บั้นเอว ใหพลเทพเสนาบดีกรมนาตางพระองคแหไปยังที่พราหมณโลชิงชา นั่งในมณฑป แตเอาเทาลงดินไดขางเดียว
ถา เมอ่ื ยเผลอเอาเทา ลงดนิ ๒ ขาง ถูกปรับของที่ไดรับพระราชทาน ตองตกเปนของพราหมณทง้ั สน้ิ (คำใหการชาวกรุง
เกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๕๑)
๙. พระราชพิธีละแลงสุก(เถลิงศก) ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา เผด็จศกพิธีลดแจตร ปรากฏในคำใหการ
ชาวกรุงเกา กลาววาจัดเมื่อสงกรานต สรงน้ำพระศรีสรรเพชญ พระพฆิ เนศวร โปรดใหนิมนตพระสงฆราชาคณะเขามา
สรงนำ้ แลรบั พระราชทานอาหารบิณฑบาต กอ พระเจดยี ท รายวัดพระศรีสรรเพชญ ตั้งโรงทานเลี้ยงพระแลราษฎรที่มา
แตจตุรทิศ ๓ วัน (คำใหการชาวกรุงเกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๔๗-๒๔๘)
๑๐. พระราชพิธีจรดพระนังคัล ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา จรดพระอังคัล ปรากฏในคำใหการชาวกรุงเกา
กลาววา จัดในเดือน ๖ พระเจากรุงศรีอยธุ ยาโปรดใหพ ระภกิ มุ ารแรกนาตา งพระองค สวนพระมเหสกี จ็ ัดนางเทพีตา ง
พระองคเหมือนกัน พลเทพจูงโคไถ ๓ รอบ นางเทพีหวานพรรณขาว เสรจ็ แลวจึงปลดโคอุสภุ ราชออกใหก ินน้ำแลถ่ัวงา
วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๑๓
ขาวเปลือก ถากินสิ่งใดก็มีคำทำนายตางๆ ภายในเวลาการพระราชพิธี ยกพระราชทานภาษีคา ทาแลอากรขนอนตลาด
แกพ ระภกิ มุ าร (คำใหก ารชาวกรงุ เกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๔๘)
๑๑. พระราชพิธีตุลาภาร ในกฎมณเฑียรบาลระบุวาจัดในเดือน ๙ แตในคำใหการชาวกรุงเการะบุวาจัดใน
เดือน ๗ โดยมีการเสดาะพระเคราะหแลวทำพิธีมังคลาภิเษก เอาเงินบาทชั่งใหหนักเทาพระองคพระราชทานแก
พราหมณ (คำใหการชาวกรุงเกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๔๙)
๑๒. พระราชพิธีภัทรบท ในคำใหการชาวกรุงเกา ระบุวาจัดในเดือน ๑๐ ซึ่งตรงกบั กฎมณเฑียรบาล กลาววา
พวกพราหมณทำพิธที อดเชือกดามเชือก แตท่ีเพ่มิ เติมจากกฎมณเฑยี รบาลคือ พระเจา กรุงศรีอยุธยาทรงฉลองพระภิกษุ
สามเณรซึ่งทรงพระกรุราใหบวชเปนนาคหลวง สนานชางตนมาตน (คำใหการชาวกรุงเกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๔๙)
๑๓. พระราชพิธีจองเปรียง ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา ตรองเปรียงลดชุดลอยโคม ปรากฏในคำใหการ
ชาวกรุงเกา กลาววา ตามประทีปในพระราชวังและบานเรือนทั้งในพระนครนอกพระนครทั่วกันกำหนด ๑๕ วัน
ถงึ วันขึ้น ๑๕ คำ่ โปรดใหท ำจลุ กฐิน คอื ทอผา ใหเ สรจ็ ในวนั เดยี ว (คำใหการชาวกรุงเกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๕๐)
๑๔. พระราชพิธีบษุ ยาภเิ ษก ในคำใหก ารชาวกรงุ เกา ระบวุ าจดั ในเดือนยี่ กลาววา ตง้ั พระมณฑปเอาดอกไม ๗
สีมาเรียงไว พระเจากรุงศรีอยุธยาเสด็จประทับเหนือบัลลังกดอกไมนั้น จำเริญพระนขา แลวพราหมณจึงถวาย
มุรธาภเิ ษก (คำใหก ารชาวกรงุ เกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๕๐)
๑๕. พระราชพธิ สี มั พจั ฉรฉนิ ในกฎมณเฑียรบาลเรยี กวา สมั พรรษฉิน ปรากฏในคำใหการชาวกรงุ เกา กลา ววา
นิมนตพระสงฆเขามาเจริญพระพุทธมนต ๓ วัน และสวดอาฏานาฏิยสูตร เวลาสวดมนตนั้น พระเจากรุงศรีอยุธยา
ทรงพระมหามงคลผูกกับสายสิญจน คร้ันถึงวันคำรบ ๓ ซึ่งสวดอาฏานาฏิยสูตร เจาพนักงานยิงปนใหญนอยรอบท้ัง
กำแพงพระราชวังแลกำแพงพระนคร เมื่อเสร็จการพิธีแลว ใหเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑสรรพาวุธมาประพรมน้ำมนต
แลประพรมน้ำมนตชางตนมาตนดวย (คำใหการชาวกรุงเกา, ๒๕๔๔, หนา ๒๕๑-๒๕๒)
๑๖. พระราชพธิ ีธญั ญาเธาะ ในกฎมณเฑียรบาลเรยี กวา พธิ ีธานยะเทาะห อกี แหง หนึ่งเรยี ก เผาขา ว ปรากฏใน
คำใหการขุนหลวงหาวัดฉบับหอหลวงวา จึงออกไปเผาขาวทุงวัดโพธาราม แลวจึงใหพระจันทกุมารฉลองพระองค
อันเครื่องอปุ โภคบริโภคทัง้ ปวงดุจพระอินทกุมารแรกนาขวัญ ครั้นแหไปถึงพิธีแลว พราหมณทั้งปวงจงึ เอาฉัตรอันทำ
ดวยรวงขาว ๓ อยาง ๓ ชั้นมา แลว พระจนั ทกมุ ารจึงจดุ เพลงิ ขึ้น พราหมณท ง้ั ปวงจึงดับเพลงิ แลว จงึ มีอินทพลน้ันยกพล
ทั้ง ๔ ทศิ มาชิงเอารวงขาวไป ถา ทิศใดไดขาวฉัตรชัน้ ตน ชนั้ สองก็ดีชนั้ สามก็ดี มีคำทำนายตางๆกนั (คำใหการขุนหลวง
หาวัด, ๒๕๔๙, หนา ๑๐๖) ในรัชกาลสมเด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศ มกี ารจัดพระราชพธิ นี ี้ ปรากฏในพระราชพงศาวดาร
ฉบับหมอบรัดเล กลาววา ถึงหนานวดขาวก็เสด็จไปที่ทุงหันตรานาหลวง แลวเอาขาใสระแทะ แลวให
พระราชบุตรพระราชธิดา กำนัลนางทั้งปวงลากไปในพระราชวังแลวเอาพวนขาวทำฉัตรใหญ และเอายาคูไปถวาย
พระราชาคณะท่อี ยูอ ารามหลวงทุกๆปมไิ ดเ วน (พระราชพงศาวดารกรงุ ศรีอยธุ ยา, ๒๔๖๕, หนา ๖๕๖)
จากหลักฐานทั้งในพระราชพงศาวดารฉบับตางๆ คำใหการชาวกรุงเกาและคำใหการขนุ หลวงหาวัด สรุปไดวา
พระราชพิธีที่พบหลักฐานในเอกสารเหลานี้มีจำนวนทั้งสิ้น ๑๖ พระราชพิธี และยังพบรองรอยของการลดทอนและ
เพมิ่ เตมิ รายละเอียดพระราชพิธมี ากกวา ท่ีปรากฏในกฎมณเฑียรบาลที่ไดกลา วไว แสดงใหเห็นวา พระราชพิธีท่ีตราข้ึน
เมื่อครั้งรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถน้ัน สมัยตอมามีการเพิ่มเติมและลดทอนใหเหมาะสมแกก าลสมัย สะทอน
ภาพของสงั คมที่ไมหยุดนิ่งมีการพัฒนาไปตามวนั เวลาท่ีเปลีย่ นไป
๑๔ I วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
สวนพระราชพิธที ีป่ รากฏในกฎมณเฑยี รบาลซ่ึงไมพบหลักฐานการจัดพระราชพธิ ีในเอกสารตางๆ มจี ำนวน ๑๐
พระราชพธิ ี ไดแ ก ๑) พระราชพธิ อี อกสนามใหญ ๒) พระราชพธิ ที ลู นำ้ ลา งพระบาท ๓) พระราชพิธเี ลย้ี งดอกไมวงมงคล
๔) พระราชพธิ เี ฉวยี นพระโค ๕) พระราชพธิ เี บาะพก ๖) พระราชพธิ เี มอ่ื สมเดจ็ พระอัครมเหสีทรงครรภ ๗) พระราชพิธี
คชกรรม ๘) พระราชพิธีประถมาภิเษก ๙) พระราชพิธีอุดมกรรม และ ๑๐) พระราชพิธีอุปราคาปราบดาภิเษก
ซึ่งจำเปนตองสืบหาจากหลักฐานแหลงอื่นวา พระราชพิธเี หลา นไี้ ดมกี ารจดั ในสมัยอยธุ ยาหรือไม
พระราชพธิ ที ่ีปรากฏในกฎมณเฑียรบาลสมยั กรงุ ธนบุรี
สมัยกรุงธนบรุ ี มีระยะเวลาเพยี ง ๑๕ ป และเปน ชว งหวั เล้ียวหัวตอของประวัตศิ าสตรจ ากสมัยกรุงศรีอยุธยาสู
สมยั รตั นโกสินทร เหตุการณตางๆในสมัยกรุงธนบุรีที่ถูกบันทึกไวในพระราชพงศาวดารหลายฉบับ สำเนาทองตราและ
เอกสารอื่น สวนมากลว นแตเปนเรื่องราวเก่ียวกบั พระราชกรณยี กจิ ดานสงครามเปน สว นใหญ เร่ืองราวเกี่ยวกับพระราช
พิธีตางๆพบเปนบางเรื่องเทานั้น เชน การถวายพระเพลงิ พระบรมศพสมเดจ็ พระเจา อยูหัวเอกทัศ พระราชพิธีถวายพระ
เพลงิ พระบรมศพกรมพระเทพามาตย เปนตน ซง่ึ การพระราชพิธเี ก่ยี วกับการพระบรมศพนน้ั ไมปรากฏรายละเอียดใน
กฎมณเฑียรบาล แตพระราชพิธีทีป่ รากฏในกฎมณเฑียรบาลทั้ง ๒๖ พระราชพิธีนัน้ ไมพบหลักฐานวามีการจัดขึ้นใน
สมัยกรุงธนบุรี
พระราชพิธที ป่ี รากฏในกฎมณเฑยี รบาลในสมัยตนรัตนโกสินทร
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชไดสถาปนากรุงรัตนโกสินทรขึ้นเปนราชธานีเม่ือ
พ.ศ.๒๓๒๕ นอกจากมีการกอสรางพระนครขึ้นใหมใหงดงามเหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแลว ยังมีการรื้อฟน
พระราชพิธีตางๆที่เคยจัดสมัยกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาใหม เพื่อแสดงถึงความเปนปกแผนมั่นคงของพระนคร เฉกเชน
เมื่อคร้ังบา นดเี มอื งดี และในรัชกาลตอ มาไดป ระกอบพระราชพธิ ีสบื เนือ่ งตอมา และยังมีการตั้งธรรมเนียมพระราชพิธี
ใหมขึ้นๆมาอีก สำหรับพระราชพิธีที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลซึ่งไดมีการประกอบพระราชพิธีเหลานั้นในสมัย
รัตนโกสนิ ทร มดี งั น้ี
๑. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งในกฎมณเฑียรบาลไมปรากฏรายละเอียด ครั้นรัชกาลที่ ๑ โปรดเกลาฯ
ใหประชุมขาราชการเกาสมัยกรุงศรีอยุธยาเขียนตำราบรมราชาภิเษกขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๖ (รวมเรื่องราชาภิเษก
ธรรมเนยี มราชตระกูลในกรงุ สยาม พระราชานุกจิ และอธิบายวาดว ยยศเจา, ๒๕๔๖, หนา๘-๑๕) และไดมีการประกอบ
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเต็มตำรา ในป พ.ศ.๒๓๒๘ (พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๑ ฉบับ
เจาพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี, ๒๕๕๒, หนา ๖๓-๗๕) ซึ่งใหรายละเอียดขั้นตอนพระราชพิธีไวมาก และเปน
แบบอยางในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลตอมา
๒. พระราชพิธีลอยพระประทีป ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา พระราชพิธีตรองเปรียงลดชุดลอยโคม ยังมีการ
ประกอบพระราชพิธีสืบเนื่องเรื่อยมา แตมีการเพิ่มเติมคือ ในรัชกาลที่ ๓ มีการขอแรงพระบรมวงศานุวงศและ
ขาราชการที่มีกำลังทำกระทงใหญ กวาง ๘ ศอกบาง ๙ ศอกบาง สูง ๑๐ ศอก ๑๑ ศอก เปนการประกวดประชันกัน
(พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจาพระยาทิพากรวงศ, ๒๔๘๑, หนา ๒๖-๒๘)
๓. พระราชพธิ ไี ลเรือ ในหนังสือพระราชพิธีสบิ สองเดอื นกลา ววา ทำในปมะเสง็ สปั ตศกแผนดินพระพุทธยอด
ฟา จุฬาโลกคร้ังหนึง่ ในปเ ถาะตรศี กแผน ดินพระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกลาเจา อยหู ัวครงั้ หนง่ึ แตไ มเรยี กพธิ ไี ลเ รือ เรียกวา
วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๑๕
พธิ ีไลน ำ้ (จุลจอมเกลา เจา อยหู วั ,พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๔๒, หนา ๕๐) และในสมบั รชั กาลที่ ๕ เปน ตนมาก็มไิ ดจ ัดอีก
เลย
๔. พระราชพธิ ตี รยี มั พวาย ตรปี วาย เปน ชอ่ื ปรากฏในหนงั สอื พระราชพธิ สี ิบสองเดอื นพระราชนิพนธในรัชกาล
ที่ ๕ แตในกฎมณเฑียรบาลเรยี กวา พระราชพิธีสนานตรียมั พวาย ในหนังสือพระราชพิธีสบิ สองเดือนกลาวโดยสรปุ วา
พระราชพิธีตรียัมพวายเปนการบูชาพระอิศวร พระราชพิธีตรีปวายเปนการบูชาพระนารายณ แตในกฎมณเฑียรบาล
มิไดระบุวาสนานตรียัมพวายเปนการบูชาเทพองคใดบาง พระราชพธิ ีตรียมั พวาย ตรีปวายในสมัยรัตนโกสินทรเปนพิธีท่ี
ทำเพื่อบูชาเทวดาในศาสนาพราหมณ มีการแหพระยายืนชิงชามายังเทวสถาน มีการสวดแบบพราหมณ การชาหงส
พราหมณถวายของพิธีและสมัยรัชกาลที่ ๔ มีการเพิ่มเติมพิธีสงฆดวย (จุลจอมเกลาเจาอยูหัว,พระบาทสมเด็จพระ,
๒๕๔๒, หนา ๖๐-๘๕)
๕. พระราชพธิ สี ัมพัจฉรฉินท ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา พระราชพิธีสัมพรรษฉิน หนังสือพระราชพิธีสิบสอง
เดือนกลาวโดยสรุปวา มีทั้งพิธีพุทธและพิธีพราหมณ โดยพราหมณทำพิธีสวดอยางพราหมณ มีโหมกูณฑ มีการสวด
อาฏานาฏิยสูตรมกี ารโปรยนำ้ โปรยทรายรอบพระนคร และยงิ ปนใหญ ตลอดรุง (จุลจอมเกลา เจาอยหู วั ,พระบาทสมเด็จ
พระ, ๒๕๔๒, หนา ๑๒๙-๑๖๙)
๖. พระราชพิธีคเชนทรัสวสนาน เปนชื่อที่ปรากฏในพระราชนพิ นธเ รือ่ ง พระราชพิธีสิบสองเดือนในพระราช
พงศาวดารเรียกวา แหสระสนาน ชื่อในกฎมณเฑียรบาลใชช อ่ื วา พระราชพธิ ีออกสนามใหญ ในรชั กาลที่ ๑ ปรากฏวา ได
มีการจัดพระราชพิธีนี้ข้ึนคราวหนึง่ แตไมระบปุ ที่จดั ในพระราชพงศาวดารระบเุ พียงวาขนุ นางตองแหเปน กระบวนๆ
กันครั้งหนึ่ง แตเครื่องอาวุธดวยไมจรงิ (พระราชพงศาวดารกรงุ รัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจาพระยาทิพากรวงศ
มหาโกษาธิบดี, ๒๕๕๒, หนา ๒๒๘) ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ ในพ.ศ.๒๓๗๒ มีการจัดแหสระสนานอยางใหญครั้งหนึ่ง
ครั้นนั้นทำเครื่องอาวุธจริงๆ ถามีการทัพศึกจะไดเอาไวใช (พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๓ ฉบับ
เจาพระยาทิพากรวงศ, ๒๔๘๑, หนา ๙๓-๙๔)
๗. พระราชพธิ สี งกรานต ในกฎมณเฑยี รบาลเรียกวา พระราชพธิ ีเผดจ็ ศกพิธีลดแจตร ในสมยั รัตนโกสนิ ทรยังมี
การประกอบพระราชพธิ นี ้ี ดงั ปรากฏในพระราชนิพนธเรอ่ื ง พระราชพธิ สี บิ สองเดอื น กลา วโดยสรุปวา มีการประกอบ
พระราชพิธีหลายอยางดวยกัน ประกอบดวย พระราชกุศลกอพระทรายและตีขาวบิณฑ มีการสวดพระปริตร สรงน้ำ
พระ สรงมรู ธาภเิ ษก พระราชทานรดน้ำสังข สดับปกรณพระบรมอัฐิและพระอัฐิ (จุลจอมเกลา เจา อยหู วั ,พระบาทสมเด็จ
พระ, ๒๕๔๒, หนา ๒๗๑-๓๐๗)
๘. พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา พระราชพิธีจรดพระอังคัล ในสมัย
รตั นโกสนิ ทรจัดพระราชพธิ ที ่ที ุงสม ปอย สมัยรชั กาลท่ี ๔ มีการจัดแรกนาท่กี รุงเกาและเพชรบรุ ี (จุลจอมเกลา เจาอยูหัว,
พระบาทสมเดจ็ พระ, ๒๕๔๒, หนา ๓๒๖-๓๒๗) ในรชั กาลที่ ๔ มกี ารเพิม่ พธิ ีสงฆด ว ยเรยี กวา พืชมงคล และยังใหมีนาง
เทพีสี่คนหาบกระเชาขาว มีการแหพระยาแรกนาไปยงั มณฑลพิธี และเส่ยี งทายพระโคกินเล้ียง (จุลจอมเกลาเจาอยูหัว,
พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๔๒, หนา ๓๒๘-๓๓๗)
๙. พระราชพิธที อดเชือกดามเชือก ในกฎมณเฑียรบาลเรียกวา พระราชพธิ ภี ทั รบท ในสมัยรตั นโกสินทรมีการ
จัดทำเปนประจำ ดังปรากฏในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดอื น กลาวโดยสรุปวา เปนพิธีพราหมณท ี่เกี่ยวกบั หมอชาง
๑๖ I วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓
มีการต้งั มณฑลพิธีนำเชอื กปะกำและเชือกบาศ พราหมณทำพิธีบูชาเทวดา มกี ารรำพัดชาซึ่งตอ งใชเชือกบาศประกอบ
ทารำดวย (จุลจอมเกลาเจาอยูหัว,พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๔๒, หนา ๒๒๔-๒๒๘)
สวนพระราชพิธีที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลแตมิไดเคยมีการประกอบพระราชพิธีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร
ไดแก ๑. พระราชพิธีทูลน้ำลางพระบาท ๒. พระราชพิธีตุลาภาร ๓. พระราชพิธีอาสยุช ๔. พระราชพิธีเลี้ยงดอกไม
วงมงคล ๕. พระราชพิธีเฉวียนพระโค ๖. พระราชพิธีเบาะพก ๗. พระราชพิธีอินทราภิเษก ๘. พระราชพิธีเม่ือ
สมเด็จพระอัครมเหสีทรงครรภ ๙. พระราชพิธีษุยาภิเษก ๑๐. พระราชพิธีคชกรรม ๑๑. พระราชพิธีประถมาภิเษก
๑๒. พระราชพธิ ปี ระถมกรรม ๑๓. พระราชพธิ มี ทั ยกรรม ๑๔. พระราชพธิ อี ดุ มกรรม ๑๕. พระราชพิธีอาจาริยาภิเษก
๑๖. พระราชพธิ อี ปุ ราคาปราบดาภิเษก ๑๗. พระราชพธิ เี ผาขา ว
เหตุที่พระราชพิธีจำนวนมากที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลไมถูกจัดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร สันนิษฐานวา
เนื่องจากหลายพระราชพิธีตำราสูญหายในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงมิไดมีการจัดขึ้น ดังเชนพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลาทรงมีพระบรมราชาธิบายเกี่ยวกับการรื้อฟนพระราชพิธีอยางโบราณเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๔ วา
“..พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหวั โปรดในการพระราชพธิ อี ยางเกาๆมาก ไดทรงลองหลายอยาง จนถึงทีไ่ ปสง
พระผูเปนเจาที่เทวสถานเปนกระบวนชางเปนตน แตท รงพระปรารภไมส ำเร็จอยูสองเรอื่ ง คือเรื่องพระราชพิธีอาสวยุช
ตำราพราหมณหายเสีย กำลังจะคิดจัดการใหมก็พอสวรรคตเสีย เรื่องหนึ่งสระสนานใหญทรงอยูเสมอไมขาดวา
ถาไดช างเผอื กใหมจะมีสระสนาน แตค รัน้ เมื่อทรงพระปรารภกับสมเด็จเจาพระยาเม่ือไหร ทา นก็ออดแอดบิดเบือนไป
ทกุ ครงั้ เรอื่ งขี่ชา งเปน ตน จนตกลงเปน จะใหข่ีเสลย่ี งก็ยังบน ตุบๆตับๆอยู เผอิญชางเผอื กกไ็ มไ ดมา เปน อนั เลิกกันไป..”
(จุลจอมเกลาเจาอยูหัว,พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๔๒, หนา ๒๒๑-๒๒๒)
พระราชพธิ ที ่ปี รากฏในกฎมณเฑยี รบาลสมัยหลงั เปลย่ี นแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕
เมือ่ มีการเปลีย่ นแปลงการปกครองในพ.ศ.๒๔๗๕ นับเปนจุดเปล่ยี นท่ีสำคัญของสงั คมไทย นอกจากระบบการ
ปกครองท่ีเปลีย่ นไปแลว คตคิ วามเช่อื ในสงั คมยงั ถกู เปล่ยี นแปลงไปอีกหลายประการ พระราชพิธีตางๆที่ราชสำนักเคย
อุปถัมภตองถูกยกเลิกไป ทั้งดวยเหตุผลทางเศรษฐกิจและการขาดราชสำนักคอยอุปถมั ภในชวงปลายรัชกาลที่ ๗ แม
เมอ่ื ประเทศไทยเขา สูภ าวะสงบสุขอกี คร้งั ในรัชกาลที่ ๙ แตเนื่องจากพระราชพิธหี ลายอยางไดเลิกกระทำมาหลายป จึง
ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย อีกทั้งไดมีพระราชพิธีและรัฐพิธีอื่นๆเพิ่มเติมแทนอีกหลายอยาง พระราชพิธีที่ปรากฏ
ในกฎมณเฑียรบาลทีย่ ังปฏบิ ตั สิ ืบทอดมาจนปจ จบุ ันจงึ พบเพียง ๔ พระราชพธิ ี ดงั น้ี
๑. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวรัชกาลที่ ๙ รับราชสมบัติในปพ.ศ.๒๔๘๙
เนื่องจากจำเปนตองทรงศึกษาตอในตางประเทศจึงยังมิไดประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จนกระทั่งในป
วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ จึงไดประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แตมีการปรบั ขน้ั ตอนลงใหเหมาะสมแกกาล
สมัย (ศรีพนม สิงหทอง, ๒๕๐๕, หนา ๖-๑๐๖) และในรัชกาลที่ ๑๐ ไดมีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ในวนั ท่ี ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ซงึ่ ยังใชรูปแบบตามอยางเมื่อครงั้ รัชกาลที่ ๙ เพยี งแตป รบั ในบางข้ันตอน เชน การ
ตักนำ้ อภิเษกที่กระทำในทุกจงั หวัด เปน ตน
วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๑๗
๒. พระราชพธิ เี ถลงิ ศก เมื่อพ.ศ.๒๔๘๒ ผสู ำเรจ็ ราชการแทนพระองคไดยกเลกิ การพระราชพิธีตรุษเสียท้ังหมด
คงใหมีอยูแตพระราชพิธีทำบุญเถลิงศกและไดเปลี่ยนชื่อพระราชพิธีเสียใหมวา พระราชพิธีเถลิงศก (หมอมทวีวงศ
ถวลั ยศักด์ิ, พลตร,ี ๒๕๑๐, หนา ๑๐) ปจจุบันเรียกวา พระราชพิธีสงกรานต
๓. พระราชพิธพี ืชมงคลจรดพระนังคลั แรกนาขวญั เม่ือพ.ศ.๒๔๗๕ ทม่ี ีการเปลีย่ นแปลงการปกครอง ไดมีการ
ระงบั การประกอบพระราชพิธีนี้ ครนั้ ถงึ รชั กาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัวทรงพระราชดำรวิ า การพระราชพิธีน้ี
กระทำเพ่ือความเปน สิรมิ งคลแกพ ืชพนั ธธุ ัญญาหาร และบำรุงขวญั ใหกำลงั ใจแกประชาชนของพระองคซึง่ สว นมากเปน
กสกิ ร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯใหฟ นฟูข้ึนใหม (หมอมทวีวงศถ วัลยศกั ดิ,์ พลตร,ี ๒๕๑๐, หนา ๒๑) แตลดข้ันตอน
พระราชพิธีลง โดยวันแรกเวลาเย็นประกอบพระราชพิธีทางพระพุทธศาสนาที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ประกอบพธิ พี ราหมณท ี่มณฑลพธิ ที อ งสนามหลวงในเวลาคำ่ วันที่สองชวงเชาจึงมกี ารแรกนา ไถนาและหวานเมล็ดพันธุ
ขาวโดยพระยาแรกนา อกี ทง้ั มกี ารพระราชทานรางวลั แกเกษตรกรดเี ดนอกี ดว ย
๔. พระราชพิธีตรียมั พวาย ตรีปวาย ซึ่งในหนังสือ เทวสถานโบสถพราหมณเสาชิงชา เรียบเรียงโดย ทองตอ
กลว ยไม ณ อยุธยาและคณะ ใชช่ือพระราชพิธนี ้ีวา พระราชพิธีตรียัมปวาย ตรปี วาย (ทองตอ กลวยไม ณ อยุธยาและ
คณะ, ๒๕๕๐, หนา ๗๘) แตในหนงั สือประเพณไี ทยฉบบั พระมหาราชครู เรยี บเรียงโดย พราหมณอ ุระคินทร วิริยบรู ณะ
เรียกชื่อพระราชพิธีนีว้ า พระราชพิธีตรียมั พวาย ตรีปวาย (อุรคินทร วิริยบูรณะ, ๒๕๑๑, หนา ๓๕๒) และปจจุบันใน
ประกาศของโบสถพราหมณเมื่อเวลาจัดพระราชพิธีนี้ใชชื่อวา พระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย (เทวสถานโบสถ
พราหมณ, ออนไลน) ซึง่ หลงั เปลย่ี นแปลงการปกครองไดม ีการยกเลิกการแหพ ระยายืนชงิ ชา และการโลช ิงชา คงเหลือ
เพียงพิธีที่พราหมณทำในเทวสถาน ซึ่งมีการรา ยพระเวทเปด ศิวาลัยไกรลาส การสวดตางๆ การเชิญเทวรูปจากสำนกั
พระราชวงั มาเขารว มพิธี และการชาหงส (อรุ คนิ ทร วริ ิยบูรณะ, ๒๕๑๑, หนา ๓๕๒-๓๕๕)
สวนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งเปนพระราชพิธีที่ยิ่งใหญในสายตาคนยุคปจจุบัน ดังเชน
พระราชพิธถี วายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ ๙ ที่เพิ่งผานพนมา กลับมิไดถูกบันทึกไวในกฎมณเฑียรบาล แมจะมี
หลักฐานวามีการจัดอยางพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอยางใหญโตมาตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยพบ
รายละเอยี ดพระราชพธิ ถี วายพระเพลงิ พระบรมศพเรม่ิ บนั ทกึ ในพระราชพงศาวดารนบั แตร ชั กาลสมเด็จพระเอกาทศรถ
เปน ตน มา (พระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา, ๒๔๖๕, หนา ๓๔๓-๓๔๔) สนั นษิ ฐานวา เม่ือครง้ั สมยั อยุธยาตอนตนใน
รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่มีการตรากฎมณเฑียรบาลนั้น ยังมิมีการประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิง
พระบรมศพท่ยี ่งิ ใหญแบบครง้ั สมัยอยุธยาตอนปลาย ดงั นน้ั พระราชพธิ ถี วายพระเพลงิ พระบรมศพจึงเปนพระราชพิธีที่
เรม่ิ คอยพัฒนานบั ตัง้ แตสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถเปนตนมา และจดั อยางยงิ่ ใหญม ากท่ีสุดสมัยอยุธยาตอนปลายและ
ตนรตั นโกสนิ ทร
บทสรปุ
นับตั้งแตมีการตรากฎมณเฑียรบาลขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเปนตนมา พระราชพิธีตางๆ ที่ปรากฏใน
กฎมณเฑยี รบาลไดถูกจัดขน้ึ นับแตค รง้ั นน้ั เรื่อยมา ซงึ่ การประกอบพระราชพิธเี หลานน้ั มกี ารจดั ข้นึ ตามกาลสมัยสืบทอด
กันมา ดังปรากฏในเอกสารที่เปนพระราชพงศาวดารและคำใหการตางๆ แสดงใหเห็นถึงความสำคัญของพระราชพิธี
๑๘ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
เหลานี้ วาเปนสิ่งที่แสดงออกถึงความเคารพตอศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณของราชสำนกั เปน การแสดงพระบารมี
ใหประชาชนไดเห็นและยังเปนการสรางขวัญกำลังใจแกประชาชน
แมกรุงศรีอยธุ ยาจะถกู ทำลายจนยอ ยยบั แตความเชือ่ เกีย่ วกับพระราชพธิ ตี างๆ ที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาล
ยังคงอยู และไดรับการสืบเนื่องมาในสมัยรัตนโกสินทรตราบจนทุกวันน้ี แมจะมีหลายพระราชพิธีถูกยกเลิกไป
แตอยางนอยพระราชพิธีพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีสงกรานต พระราชพิธีตรียัมพวาย และพระราชพิธีพืชมงคล
จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ยังมีการประกอบพระราชพิธีเหลานี้ตราบจนสมัยปจจุบัน เปนภาพสะทอนถึงความเช่ือ
ที่สืบทอดมาอยางยาวนานจากอดีตตราบจนปจจุบัน ควรที่คนไทยจะภาคภูมิใจและตระหนักถึงความสำคัญของ
พระราชพิธีเหลานี้ตลอดไป
ภาพท่ี ๑ ภาพจนิ ตนาการพระราชพธิ ีเฉวยี นพระโคสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา
ทม่ี า : พิเศษ ปนเกต,ุ ๒๕๖๒, [ภาพวาด]
วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๑๙
ภาพที่ ๒ ภาพจนิ ตนาการพระราชพิธเี บาะพกสมยั กรุงศรีอยธุ ยา
ที่มา : พิเศษ ปนเกต,ุ ๒๕๖๒, [ภาพวาด]
๒๐ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
ภาพท่ี ๓ ภาพจนิ ตนาการพระราชพธิ อี าชยุชสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา
ทีม่ า : พิเศษ ปนเกตุ, ๒๕๖๒, [ภาพวาด]
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๒๑
บรรณานุกรม
กฎหมายตราสามดวง เลม ๑. (๒๕๔๘). กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ.
คำใหการขนุ หลวงหาวัด. (๒๕๔๙). นนทบุรี : โครงการเลือกสรรหนงั สือ มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.
คำใหการชาวกรุงเกา. (๒๕๔๔). กรุงเทพฯ : จดหมายเหตุ.
จุลจอมเกลาเจา อยูห วั ,พระบาทสมเด็จพระ. (๒๕๔๒). พระราชพธิ สี ิบสองเดอื น. พิมพคร้ังท่ี ๑๘. กรงุ เทพฯ : บรรณาคาร.
ทววี งศถวัลยศักดิ์,พลตรี หมอม. (๒๕๑๐). คำบรรยายเรอื่ งพระราชพธิ ีประจำปใ นรัชกาลปจจบุ ัน. กรุงเทพฯ : พระจนั ทร.
ทองตอ กลวยไม ณ อยุธยาและคณะ. (๒๕๕๐). เทวสถานโบสถพ ราหมณเสาชงิ ชา. กรุงเทพฯ : อัมรนิ ทร.
เทวสถานโบสถพราหมณ. สบื คน ออนไลนจาก https://www.facebook.com/devasthanbangkok
สบื คนเมอ่ื ๑ มีนาคม ๒๕๖๓.
ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เลม ๓. (๒๕๔๒). กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร กรมศิลปากร.
พระราชพงศาวดารกรุงเกา ฉบบั หลวงประเสริฐอักษรนิติ์. (๒๕๔๔). กรุงเทพฯ : แสงดาว.
พระราชพงศาวดารกรุงรตั นโกสนิ ทร รัชกาลที่ ๑ ฉบบั เจาพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบด.ี (๒๕๕๒). กรงุ เทพฯ :
อมรนิ ทรพ ร้นิ ตง้ิ แอนพับลชิ ช่ิง.
พระราชพงศาวดารกรุงรตั นโกสนิ ทร รชั กาลท่ี ๓ ฉบบั เจาพระยาทพิ ากรวงศ. (๒๔๘๑). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ
โสภณพพิ รรฒธนากร.
พระราชพงศาวดารกรุงศรอี ยุธยา . (๒๔๖๕). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พอักษรนิติ บางขุนพรหม.
พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหตั ถเลขา เลม ๑. (๒๕๓๔). กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร
กรมศิลปากร.
ภาพจนิ ตนาการพระราชพิธีเฉวยี นพระโคสมยั กรุงศรีอยธุ ยา. (๒๕๖๒). [ภาพวาด]. พิเศษ ปนเกต.ุ
ภาพจนิ ตนาการพระราชพิธเี บาะพกสมยั กรงุ ศรอี ยุธยา. (๒๕๖๒). [ภาพวาด]. พิเศษ ปนเกตุ.
ภาพจินตนาการพระราชพิธอี าชยชุ สมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา. (๒๕๖๒). [ภาพวาด]. พิเศษ ปนเกต.ุ
รวมเรื่องราชาภิเษก ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม พระราชานุกิจและอธิบายวาดว ยยศเจา. (๒๕๔๖).
กรุงเทพฯ : สำนกั วรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร กรมศลิ ปากร.
วนิ ยั พงศรเี พยี ร. (๒๕๔๘). กฎมณเฑียรบาล ฉบับเฉลิมพระเกียรติ. กรุงเทพฯ : ดานสุธาการพมิ พ.
ศรพี นม สิงหทอง. (๒๕๐๕). พระราชพิธีของกษัตริยไ ทย. ม.ป.ท.
สถาบันพระปกเกลา. สบื คน ออนไลนจ าก http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=กฎมณเฑียรบาล (โดม ไกรปกรณ)
สืบคนเมอ่ื ๑ มีนาคม ๒๕๖๓.
อุรคินทร วิริยบูรณะ. (๒๕๑๑). ประเพณีไทยฉบับพระมหาราชครู. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พลูก ส. ธรรมภักดี.
๒๒ I วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
ลวดลายพรรณพฤกษาประดับทวารบาลไม้แกะสลัก วัดพระศรีสรรเพชญ
พระนครศรีอยุธยา ทไ่ี ดร้ บั แรงบนั ดาลใจจากเครอ่ื งลายครามจนี
Pattern of Ornamental Plants Decorated with Carved Wooden
Guardians Phra Sri Sanphet Temple Ayutthaya that was Inspired
By Chinese Porcelain.
วรวิทย สินธรุ ะหสั / Worawit Sinturahas
ครูวิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรยี นสมโภชกรงุ อนุสรณ (๒๐๐ ป) สำนักงานเขตสะพานสูง สังกัดกรงุ เทพมหานคร
Professional Level Teacher of Somphoch Krunganusorn (200 Pee) School,
Saphansoong District Office at the Bangkok Metropolitan Administration
รับบทความ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓ แกไขบทความ ๑๓ มนี าคม ๒๕๖๓ ตอบรบั ๑๖ มนี าคม ๒๕๖๓
บทคดั ย่อ
รูปแบบลวดลายพรรณพฤกษาของทวารบาลประดับสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ พระนครศรอี ยธุ ยา กำหนดอายุ
งานชางนาจะราวตนพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ชว งสมยั สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเปน ตนมา ลวดลายที่พบจะมีท้ังลวดลาย
ทีม่ าจากศิลปะในเครื่องลายครามจีน ลวดลายอยางศิลปะไทยผสมผสานกันและบางสว นไดแ นวคดิ มาจากศลิ ปะลานนา
การนำเขามาในงานศิลปะเครื่องลายครามจีน คงจะเกี่ยวของกับความสัมพันธดานการคา การทูตระหวางจีนกับ
กรุงศรีอยุธยา ที่สืบเนื่องมาแตยุคตนกรุง ซึ่งถายทอดสูแรงบันดาลใจใหชางประดับคิดผลงานใหเปนรูปแบบศิลปะ
อยุธยาในระยะนี้
คำสำคัญ : ลวดลายพรรณพฤกษา, เครื่องลายครามจีน
Abstract
Pattern, flora of the guardian, decorate the stupa, Phra Sri Sanphet temple of Ayutthaya. The
age of the work should be around the beginning of the 21st century Buddhist era, during the reign of
King Rama III. The patterns found include patterns from Chinese porcelain art. The patterns like Thai
art are blended and some parts are derived from the idea of Lanna art. Importing into Chinese
porcelain art probably related to trade relations and diplomatic relations between China and
Ayutthaya. That has been traded since the first era of the city, which is passed on to inspire artisans
to create works of art in this Ayutthaya period.
Keywords : Pattern, Flora Chinese porcelain
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๒๓
บทนำ
อาณาจักรจีนถือวาเปนชนชาติที่มีความเชี่ยวชาญในดานการผลิตเครื่องปนดินเผาคุณภาพดีเยี่ยม ความ
ประณีตสวยงามของลวดลายจนเปน สินคาสง ออกไปยังดินแดนตางๆ ความเปนเลิศในเร่ืองของลวดลายก็ยอมเปน เปน
การสรางมลู คาแกผลิตภัณฑเปน อยา งมาก แมแ ตอาณาจักรสยามอยางกรงุ ศรีอยธุ ยากต็ องการเคร่ืองปนดินเผาจีนเปน
สินคานำเขาดวย ซึ่งคงจะเปนกลุมสินคาฟุมเฟอยที่ใชสอยกันในราชสำนัก ขุนนาง คหบดี หรือเปนความสัมพันธ
ทางดานการทูตที่ใชเครือ่ งปนดินเผาเปนของบรรณาการ ความเกี่ยวของกบั วฒั นธรรมจีนที่มีอยูในสวนของราชสำนกั
ของกรุงศรีอยุธยาและขาราชสำนกั ที่เปน ชาวจนี หรอื พอ คาคหบดีชาวจนี ยอมลวนเปนผูบริโภคสนิ คาราคาแพงนำเขา
จากจีน เชน เครื่องถวยหรือเสื้อผาแพรไหม โดยเฉพาะเครื่องถวยเปนหลักฐานที่ไดพบแพรหลาย (สันติ เล็กสุขุม,
๒๕๕๐, หนา ๕๓) หลักฐานของการนำเขาจากจีนตั้งแตตนกรุงศรีอยุธยาของเครื่องปนดนิ เผาจนี จำพวกเครือ่ งลายคราม
คือ โถลายครามทรงแปดเหลี่ยมพรอมฝาสมัยราชวงศหยวน พบในกรุวัดมหาธาตุ รูปแบบลวดลายพรรณพฤกษาเปน
ดอกโบตน๋ั ออกชอกานขด ดอกเบญจมาศออกชอใบไมทรงแฉกเลียนแบบธรรมชาติ ปจจุบันจดั แสดงในพพิ ธิ ภัณฑสถาน
แหงชาติจันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา ลวดลายเหลานีค้ งจะเปนสว นหนึง่ ทีน่ า จะมผี ลตองานประดบั ไทยท่ใี ช
แนวคดิ จากศลิ ปะบนเครือ่ งถว ยจีนในเวลานัน้ และสมยั ตอ มา (ภาพที่ ๑)
ลวดลายประดบั ทีไ่ ดรับแรงบนั ดาลใจมาจากศลิ ปะจีนท่ีปรากฏหลกั ฐานอยางงานชา งที่สำคัญคอื ทวารบาลไม
แกะสลักประดับซุม พระสถปู ทรงระฆงั วัดพระศรสี รรเพชญในพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยา ปจจุบันทวารบาลไม
แกะสลักไดเก็บรักษาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแหงชาติเจาสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีเหลือใหชม
๓ บาน รูปแบบการสลักลวดลายมีความแตกตา งกนั ทั้งศริ าภรณ เครื่องทรงเทวดา และลวดลายพรรณพฤกษาประดบั
พื้นหลังของทวารบาลกม็ ีความแตกตางกันดวย จากการสังเกตคือมีลวดลายพรรณพฤกษามีรปู แบบอยางศิลปะจีนอยู
ดวย สันนิษฐานไดวารูปแบบงานชางคงจะรบั แรงบันดาลใจจากศลิ ปะจีน ชางสลักคงปรงุ แตงผลงานใหเขากับรสนยิ ม
แบบศิลปะอยุธยาไวดวย ดังนั้นผูจัดทำบทความจึงศึกษาดวยการนำตัวอยางลวดลายพรรณพฤกษาบางสวนจาก
ทวารบาลไมแ กะสลักวดั พระศรสี รรเพชญ มาเขียนแลว ทดลองระบายดวยสีเลยี นแบบสีครามอยางเคร่ืองลายครามจนี
เพื่อเปรยี บเทียบศึกษากับตัวอยางเคร่ืองลายครามจนี ที่อาจจะสงผลตอแนวความคิดในการคิดออกแบบสลกั ลวดลาย
พรรณพฤกษาประดับทวารบาลและความเชื่อมโยงเกี่ยวกับศิลปะจีนได โดยเลือกตัวอยางทวารบาลมาเปนตัวอยาง
๒ ชิ้นเปนการวเิ คราะหศ ึกษา เปนการทดลองเพื่อหาขอ สรุปในความคิดเห็นของการศกึ ษาครัง้ น้ีวามีการคลีค่ ลายจาก
ลวดลายบนเคร่ืองลายครามจีนมาอยา งไร
๒๔ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓
ภาพที่ ๑ โถลายครามทรงแปดเหลีย่ มพรอ มฝา สมยั ราชวงศหยวน
ทม่ี า: สุเนตร ชตุ ินธรานนทและคณะ, ๒๕๔๓, หนา ๒๐
๑. ท่มี าของทวารบาลประดบั ซุ้มพระสถปู วดั พระศรีสรรเพชญ
แตเดิมพื้นที่ของวัดพระศรีสรรเพชญเปนที่ประทับของสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี ๑ (พระเจา อทู อง) ตอมาสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนาถทรงยายพระบรมมหาราชวังดานทิศเหนืออางในหลักฐานตามพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุวา
“สมเด็จพระราเมศวรเจาผูเปนพระราชกุมารเสวยราชสมบัติทรงพระรามช่ือบรมไตรโลกนาถ ยกวังทำเปนวัดพระศรี
สรรเพชญ (พระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา เลม ๑ ฉบบั พระจกั รพรรดพิ งศ (จาด), ๒๕๐๔, หนา ๑๔) ทรงอุทิศพื้นที่
ใหเปนวัดประจำพระบรมมหาราชวังเพื่อใชประกอบศาสนพิธีของพระราชสำนัก
ภายในวัดมีพระสถปู ทรงระฆัง ๓ องค สถูปองคแรก อาจสรา งขึ้นในสมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถเปนตนมา
เพราะมีหลักฐานการสรางสถูปในลิลิตยวนพายวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กลาวถึง
เหตุการณครั้งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ สวรรคตสูเมืองสรรค สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเศราโศก มีการ
กลาวถึงการสรางสถูป ซึ่งนาจะไดแกสถูปองคใหญดานทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ (เดนดาว ศิลปานนท,
๒๕๕๘, หนา ๑๒๐ – ๑๒๑ อางถงึ ใน ประภสั สร ชูวเิ ชียร, ๒๕๕๗, หนา ๑๙๓ - ๒๒๒) (ภาพที่ ๒)
การกำหนดอายุทวารบาลจัดอยูในชวงอยุธยายุคกลางราวตนพุทธศตวรรษที่ ๒๑ (รุงโรจน ธรรมรุงเรือง,
๒๕๕๓, หนา ๑๔๑) ศิราภรณสวมมงกุฎทรงเทริด ประกอบดวย กระบังหนา กุณฑล รัดเกลาทรงกรวยชิ้นเล็ก ๔ ช้ิน
โดยรอบเลียนแบบกรณั ฑมงกฎุ แตเ ดิมคอื ตาบในศริ าภรณของเทวรูปสมยั สโุ ขทยั ซึ่งชา งอยธุ ยาไดร บั อิทธิพลการประดับ
ตาบนั้นมาดวยดัดแปลงใหเปนยอดเล็กประดับแทนตำแหนงเดิม (กรรณรส ศรีสุทธิวงศ, ๒๕๕๒, หนา ๒๖ – ๒๗) ซ่งึ เปน
ลักษณะเฉพาะของศิราภรณพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนกลาง ดังนั้นลวดลายพรรณพฤกษาก็ควรจะรวมสมัยกับ
ทวารบาล เมือ่ สงั เกตวาลวดลายมิไดเปนทำนองอยางไทยทง้ั หมด แตส นั นษิ ฐานนา จะไดรับแรงบนั ดาลใจมาจากศิลปะ
จีนจำพวกเคร่ืองลายครามจนี ตรงกับสมัยราชวงศหมิงในขณะน้ัน การสรางผลงานของชางอาจเปนทีน่ ิยม แลวนาจะมี
กระบวนการออกแบบใหเปนแนวทางของตนเองดวย จึงเปนประเด็นในการศกึ ษาลำดบั ถดั ไป
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๒๕
ภาพที่ ๒ วดั พระศรสี รรเพชญ พระนครศรอี ยธุ ยา
ทมี่ า: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหสั , ๒๕๕๙, [ภาพถาย]
ภาพที่ ๓ ทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ บานท่ี ๑
ทม่ี า: วรวทิ ย สินธรุ ะหสั , ๒๕๖๑, [ภาพถาย]
๒๖ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓
๒. ลวดลายพรรณพฤกษาทวารบาลประดับซมุ้ พระสถปู วดั พระศรสี รรเพชญ บานท่ี ๑
๒.๑ การวิเคราะหร ปู แบบทางศลิ ปกรรม
ลวดลายพรรณพฤกษาทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ บานที่ ๑ (ภาพที่ ๓) ผูศ กึ ษาจะเลือก
ตัวอยางลวดลายพรรณพฤกษาของทวารบาลองคซาย (ภาพที่ ๔) ซึ่งมีการแกะสลักประดับรอบรัศมีของทวารบาล
และชอ ดอกไมถ ือดว ยมือซาย ลวดลายพรรณพฤกษาดานซายของทวารบาลจะมีการสลกั เปน รปู ชอ ดอกไมต รงแกนกลาง
เปนดอกโบตั๋นประดิษฐที่คอยๆหุบกลีบเขาจนดูเสมือนเปนดอกโบตั๋นที่กลายเปนดอกตมู (อาษา ทองธรรมชาต,ิ ๒๕๕๗,
หนา ๑๒๗)
ภาพท่ี ๔ ทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ บานท่ี ๑ องคซ า ย
ที่มา: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหัส, ๒๕๖๑, [ภาพถาย]
ตัวอยางภาพลายเสน (ภาพที่ ๕) จากนั้นตอดวยชอใบไมมวนเกี่ยวกระหวัดสอดไขวกัน ที่นาสังเกต
คือสวนประกอบของพรรณพฤกษามกั ใชก ระหนกตัวเดยี วเปน กานขด สวนชอดอกไมทีถ่ อื นัน้ คงจะเปนดอกโบต๋นั ออก
ชอ ใบไมมวนเชน เดยี วกนั
วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๒๗
ภาพท่ี ๕ ลายเสนดอกโบตั๋นประกอบลายชอของทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ บานที่ ๑ องคซ า ย
ท่มี า: สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หนา ๓๓๓
เมื่อทำการถอดลวดลายพรรณพฤกษาประดับรอบรัศมีลงสีอยางลายครามแลวมีลักษณะคลายลายครามจีน
(ภาพที่ ๖) และชอดอกไมทีท่ วารบาลถอื อยูน ้ัน (ภาพที่ ๗) ลักษณะการเขยี นลวดลายเปนดอกโบตัน๋ ออกชอเปนใบไม
คลา ยธรรมชาติ คงจะมีความนิยมในเครอ่ื งลายครามจนี มาแลวตัง้ แตชว งตนกรุงศรีอยุธยามาเปน แรงบนั ดาลใจ
ภาพท่ี ๖ ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลักประดบั รอบรศั มี
ของทวารบาลองคซาย (บานที่ ๑)
ที่มา: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหัส, ๒๕๖๒, [ภาพถาย]
๒๘ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
ภาพที่ ๗ ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายชอดอกไมแกะสลักประดับรอบรัศมขี องทวารบาลองคซ า ย (บานท่ี ๑)
ทีม่ า: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหสั , ๒๕๖๒, [ภาพถาย]
แตใ นสมยั ราชวงศหมงิ ท่รี วมสมัยกับสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ ชว งพทุ ธศตวรรษที่ ๒๑ นั้น การสงออกเคร่ือง
ลายครามจีนซบเซา เพราะเกดิ สถานการณว ุนวายในต้ังแตรัชศกเจิง้ เพราะเกิดสงครามกบั มองโกลสงผลใหก ารสงออก
เครื่องปนดนิ เผาของจีนมีปญ หา แมว าผา นมาถึงรัชศกเทียนสุนสถานการณเรม่ิ คลี่คลายแลวอยา งไรก็ตามนโยบายการ
ผลติ เคร่ืองปนดินเผาลายครามที่กลุมเตาจิง่ เตอเจนิ้ ถกู ควบคุมโดยรัฐบาล การสง ออกจึงนอยลง แตระบบการคาเอกชน
ยังคงมบี ทบาทอยางตอ เนือ่ ง (ปริวรรต ธรรมาปรชี ากรและธนั ยกานต วงษออน, ๒๕๖๒ หนา ๕๑) ถงึ แมวาเคร่ืองลาย
ครามจีนจะถูกจำกัดการสง ออกในชวงพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ นี้ แตก็คงไมไดห มายความวาความนยิ มในศิลปะจีนจะลดลง
ไปดวย วิเคราะหจากตวั อยางการผูกลายของชามลายครามมอี ายุชว งราววชั ศกเฉิงฮั่วถงึ หงจื้อ ผลิตจากเตาจิ่งเตอเจน้ิ
อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ที่มีสวนของการเขยี นดอกโบตัน๋ ตรงกับสมัยราชวงศหมิง ซึ่งลักษณะการผูกลายจะเขยี น
ลวดลายดอกโบตั๋นแบบกลีบเริ่มหุบแลวมีกานขดออกเปนชอสอดไขวกันไปมาอยางธรรมชาติในดานในของชาม
(ภาพที่ ๘)
วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๒๙
ภาพท่ี ๘ ชามลายครามชวงราวรชั ศกเฉงิ ฮ่ัวถงึ หงจื้อ ผลติ จากเตาจ่ิงเตอ เจนิ้ อายุราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑
เปรียบเทยี บกับภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลักประดับรอบรศั มี
ของทวารบาลองคซาย (บานที่ ๑)
ทมี่ า: ปรวิ รรต ธรรมาปรชี ากรและธนั ยกานต วงษอ อ น, ๒๕๖๒, หนา ๒๑๙
ในสวนนี้มีความสอดคลองกับการผูกลายของชางแกะสลักทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ
บานที่ ๑ ของทางกรุงศรีอยุธยาที่ประดิษฐดอกโบตั๋นแบบกลีบเริ่มหุบแลวตอเปนชอพรรณพฤกษา ความแตกตาง
ของเปนเร่อื งของพนื้ ทีใ่ นการวางลวดลายที่ควรจะใหสลักเหมอื นชอกิ่งไมและพ้ืนผวิ ของงานไมท่ีสรางมิติไดมากกวางาน
เขียนในเครื่องลายคราม ประเดน็ ทกี่ ลา วไดค ือในเครอื่ งลายครามจนี ราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ ปรากฏการเขยี นดอกโบต๋ัน
แบบกลีบเริ่มหุบจนเหมือนดอกบัว หมายถึงการแสดงความนิยมของศิลปะจีนในงานประดับของกรงุ ศรีอยุธยาในชวงน้ี
ดวย
๓.ลวดลายพรรณพฤกษาทวารบาลประดับซุ้มพระสถูปวัดพระศรสี รรเพชญ บานที่ ๒
รูปแบบงานชางของทวารบาลคูน้ีเปนอยางอยุธยาตอนกลางชวงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สังเกตไดจากการสวม
ศิราภรณเหนือกระบงั หนามตี ุม แหลม ๓ ตุม เทียบไดกับมงกฎุ ลกั ษณะเดยี วกนั ทีน่ ยิ มอยูใ นราวตน พุทธศตวรรษท่ี ๒๑
(ประทีป เพ็งตะโก, ๒๕๔๐ หนา ๗๙) มีรัดเกลาทรงกรวย และสวมกุณฑลแบบปลายแหลม ลวดลายลวดลายพรรณ
พฤกษาประดบั รอบรัศมจี ะสลักใหเ ขา กบั พ้นื ทวี่ างที่สมดุลแตไมเ ทา กนั เพราะการถือพระขรรคจะหนั ทลี ะดา น ซ่ึงดูแลว
คลา ยกบั ชอ กิง่ ไมโนม ลงมาเลยี นแบบธรรมชาติ (ภาพที่ ๙)
๓๐ I วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
ภาพท่ี ๙ ลวดลายพรรณพฤกษาประดับทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรสี รรเพชญ บานท่ี ๒
ท่ีมา: วรวทิ ย สินธรุ ะหสั , ๒๕๖๒, [ภาพถาย]
๓.๑ การวเิ คราะหรปู แบบทางศิลปกรรม
การสลักลวดลายพรรณพฤกษาประดบั ทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญองคซาย (ดานซาย)
จะมีการใชดอกไมประดิษฐห รือเรียกวา ดอกจอกในงานประดับไทยเปนแกนกลางแลว ตอกานขดแบบกระหนกตัวเดยี ว
สวนปลายจะออกชอใบไมเปนแฉกสลับดวยดอกโบตั๋นแบบศิลปะจีน(ภาพท่ี ๑๐)
รูปแบบของกระหนกตัวเดียวน้ีคงจะสืบทอดมาจากขอมจนเปนแบบเฉพาะของกรุงศรีอยุธยา เปรียบเทียบ
ตัวอยางของกระหนกปูนปนในลายกรวยเชิงที่อยูภายในกรอบลายรูปสามเหลี่ยมไดรับอิทธิพลจากจีนประดับปรางค
วัดจุฬามณี พิษณุโลก (ภาพที่ ๑๑) ซึ่งกลาวตามอายุงานชางตามศิลาจารึกในรัชกาลสมเด็จพระนารายณระบุวา
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดใหสรางวัดจุฬามณี (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หนา ๓๕๑ – ๓๕๓) จงึ เปนการยืนยันได
ถึงรปู แบบความสมั พันธง านชางกรุงศรีอยธุ ยาในชวงเวลานัน้ ได
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๓๑
ภาพที่ ๑๐ ลวดลายพรรณพฤกษาประดบั ทวารบาลประดบั ซมุ พระสถปู วดั พระศรสี รรเพชญองคซาย
ทม่ี า: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหสั , ๒๕๖๒, [ภาพถาย]
ภาพที่ ๑๑ ลายกรวยเชิงปูนปนประดบั ปรางควดั จุฬามณี พษิ ณโุ ลก
ท่ีมา: สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หนา ๓๕๓
เมื่อทำการถอดลวดลายใหเปนสีลายครามก็จะเห็นถึงแนวโนมวามีการใชศิลปะจีนมาอยูในกระบวนการ
ออกแบบ จึงสามารถเทียบโครงสรางของลายครามจนี สมัยราชวงศหมิงไดอ กี ชน้ิ หนง่ึ การเขยี นดอกไมท่ีนาจะเปนดอก
เบญจมาศเปนแกนกลางออกดวยชอกานขด (ภาพท่ี ๑๒)
๓๒ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓
ภาพท่ี ๑๒ ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นซา ย)
ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย (บานที่ ๒)
ที่มา: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหัส, ๒๕๖๒, [ภาพถาย]
ดังนั้นดอกเบญจมาศในงานเครื่องลายครามจีนอาจเปนดอกจากในงานชางไทยทน่ี ำมาปรบั ผสานกนั โดยใชกาน
ขดเปนสวนตอลวดลายใหจบในพื้นที่ของชิ้นงาน สวนลวดลายพรรณพฤกษา(ดานขวา) ประดบั รอบรัศมีของทวารบาล
องคซายจะสลักเปนดอกจอกแลวตอดว ยกานขดใบเปนปลายใบไมมวนปลายแฉก ซึ่งอาจจะเปนสวนท่ีเพิ่มเติมในงาน
ประดับแบบอยุธยา (ภาพท่ี ๑๒)
ภาพท่ี ๑๓ ชามลายครามสมัยราชวงศห มิงเขียนลายดอกเบญจมาศพรรณพฤกษาและอกั ษรทเิ บต
อายรุ าวพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑
ท่มี า: ปรวิ รรต ธรรมาปรชี ากรและธนั ยกานต วงษอ อ น, ๒๕๖๒, หนา ๒๒๐
เปรียบเทยี บกับดอกไมและกานขอออกชอในงานแกะสลักลวดลายพรรณพฤกษา (ดานซา ย)
ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย บานที่ ๒
วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๓๓
เปรียบเทยี บโครงสรางกับชามลายครามจีนอายุราวพุทธศตวรรษท่ี ๒๑ ที่เขียนกานขดตวดั ปลายพกู ันเปน ใบไม
ปลายแฉก ซึ่งแสดงใหเห็นวา งานศิลปะจีนชวงพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ นยิ มการใชลวดลายทำนองนี้มาก อาจสง ผลตองาน
สลักพรรณพฤกษาชิ้นน้ที ี่ใชโ ครงสรางอยา งศลิ ปะจนี มาดวย (ภาพที่ ๑๔)
ภาพที่ ๑๔ ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลัก (ดานขวา)
ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคข วาบานที่ ๒
ทีม่ า: วรวทิ ย สินธุระหสั , ๒๕๖๒, [ภาพถาย]
เมื่อพิจารณาลวดลายพรรณพฤกษาประดับทวารบาลประดบั ซุมพระสถปู วดั พระศรีสรรเพชญองคขวา พบวา
ท้งั ดา นซา ยและดานขวาจะมีการสลักเปนดอกไมคอื ดอกจอกเปน แกนกลางแลว ออกชอ เปน กิ่ง กานใบไมมวนเปนแฉก
ใบใหญสลับไขวก นั ไปมา การสลักจะโนม โคงตามวงรศั มเี หมอื นชอ ตน ไมใ นธรรมชาตมิ ากกวา ชองอ่ืน เมื่อเปรยี บเทียบ
กับแนวการเขียนลวดลายของชามลายครามเขียนลายปลา สังขและพรรณพฤกษาพบวา เขียนเปน กา นขดออกชอและมี
ปลายเปนแฉกเหมือนใบไมเชนเดียวกัน ตา งกนั ตรงทีช่ ามใบนไ้ี มมีดอกจอก (ภาพท่ี ๑๕) ดังนัน้ สนั นษิ ฐานวาโครงสราง
ของชามลายครามคงจะเปนพื้นฐานในดานการวางลวดลายอยางกานขดใหกับงานชางอยุธยาได
๓๔ I วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
ภาพที่ ๑๕ ชามลายครามเขียนลายปลา สังขและพรรณพฤกษา
เปรียบเทยี บกับลวดลายกานขดใบเปนปลายใบไมมวนปลายแฉกจากภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษา
แกะสลัก (ดานขวา) ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย บานท่ี ๒
ที่มา: ปรวิ รรต ธรรมาปรชี ากรและธนั ยกานต วงษอ อน, ๒๕๖๒, หนา ๒๑๙
ภาพที่ ๑๖ ลวดลายพรรณพฤกษาประดบั ทวารบาลประดบั ซมุ พระสถปู วดั พระศรีสรรเพชญองคขวา บานท่ี ๒
ท่มี า: วรวิทย สนิ ธรุ ะหัส, ๒๕๖๒, [ภาพถาย]
พิจารณาจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลัก (ดานซาย) ประดับรอบรศั มขี องทวารบาลองคขวา (ภาพที่ ๑๖)
เมื่อนำมาถอดลวดลายลงสีลายครามแลวก็จะมีรูปแบบบางอยางคลายเครื่องถวยจีน (ภาพที่ ๑๗) ซึ่งนำตัวอยาง
ชามลายครามจีนอายรุ าวพทุ ธศตวรรษที่ ๒๑ ที่มีการเขยี นดอกโบตั๋นแบบกลีบบานได (ภาพที่ ๑๘) วิเคราะหไดว า ชา ง
กรุงศรอี ยธุ ยาคงจะนำดอกโบต๋นั จากศิลปะจนี มาใสในงานประดบั มาโดยทีไ่ มด ัดแปลงมาก
วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๓๕
ภาพที่ ๑๗ ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลัก (ดา นซา ย)
ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคขวา บานที่ ๒
ทมี่ า: วรวทิ ย สนิ ธุระหสั , ๒๕๖๒, [ภาพถาย]
ภาพที่ ๑๘ ชามลายครามจีน จากเตาเผาจิ่งเตอเจิ้น อายุราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑
เปรียบเทยี บกับดอกโบตั๋นในงานแกะสลักลวดลายพรรณพฤกษา (ดานซา ย)
ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย บานที่ ๒
ท่มี า: ธนั ยกานต วงษออน, ๒๕๖๒, [ภาพถาย]
อีกดา นหนึง่ คอื ลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลัก (ดานขวา) ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซ าย กม็ ีการสลัก
ดอกจอกเปนแกนกลางไวแลวออกชอดวย กานขด ใบไมเปนแฉกสลับไขวไปมา ลอเอียงไปตามพื้นที่แคบๆ ใหอยูใน
กรอบสามเหลย่ี มไดส วยงาม (ภาพท่ี ๑๙)
๓๖ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓
ภาพท่ี ๑๙ ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นขวา)
ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย บานที่ ๒
ท่ีมา: วรวทิ ย สินธรุ ะหสั , ๒๕๖๒, [ภาพถาย]
วเิ คราะหเปรียบเทยี บรวมกับตัวอยางจานลายครามจีนใบหนึง่ ที่อายชุ วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ พบวา เขียนใบไม
เปนแฉกสลับไขวไปมาเชนเดยี วกัน ซึ่งคิดวาเปนลวดลายที่นิยมอยูทั่วไปในชวงเวลานัน้ การวางลายตางจากงานสลกั
ทวารบาลเพราะวาอยูในพืน้ ท่วี งกลม แตโ ครงสรา งการวางลายเหมือนกัน (ภาพท่ี ๒๐)
ภาพท่ี ๒๐ จานลายครามเขียนลวดลายดอกโบตั๋น และใบไมส อดไขวก ัน อายุราวพุทธศตวรรษท่ี ๒๑
เปรียบเทยี บกับลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลักเปน ใบไมส อดไขว (ดา นขวา)
บานที่ ๒ ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย
ทม่ี า: ธันยกานต วงษอ อน, ๒๕๖๒, [ภาพถาย]
วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๓๗
ดังนนั้ ลวดลายใบไมสลับไขวก ันเชนนี้ นา จะไดร ับความนิยมมากในศิลปะอยุธยาตอนกลาง ที่อาจไดแนวคิดมา
จากบรรดาเครื่องลายครามที่นำเขามาใชสอยในราชสำนักเพราะวาทวารบาลประดับอยูในพระสถูปซึ่งอยูในพื้นท่ี
พระบรมมหาราชวัง การเลือกชางเขามาออกแบบสรางงานนาจะเปนพระประสงคของผูสั่งการใหเปนไปตามอยาง
รสนิยมศิลปะจนี นน่ั เอง
สรุป
กลาวไดวาลวดลายพรรณพฤกษาประดับทวารบาลวัดพระศรีสรรเพชญ มีเคาโครงของเครื่องลายครามจีน
หลักฐานการนำเขาเครือ่ งลายครามจีนตั้งแตสมยั ราชวงศห ยวนมาตัง้ แตตนกรุงศรีอยุธยา ที่ปรากฏถึงลวดลายพรรณ
พฤกษากานขด ในภาษาจีนเรียกวาฮวา-เฉา หรือ Classic scroll มีการใชในศิลปะจีนต้ังแตราวกลางพุทธศตวรรษท่ี
๑๓ จนถึงสมัยราชวงศห ยวน (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๐, หนา ๒๒ - ๒๓) มีการใชดอกโบตั๋นหรือ(มู-ตนั ) กานขดออกชอ
ดอกเบญจมาศออกชอเปน ใบไมทรงแฉก ตอมาชวงตน พทุ ธศตวรรษที่ ๒๑ รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเปน
ชวงการสรางพระสถูปทรงระฆังที่เริ่มมีการประดับทวารบาลไมสลักดวยลวดลายพรรณพฤกษา จากการศึกษาพบ
ลวดลายประดบั อยา งดอกโบตน๋ั ทีป่ ระดิษฐมกี ลีบเรม่ิ หุบซ่งึ เปน เอกลักษณข องงานชางอยุธยาในชว งเวลาน้ี ซ่งึ สอดคลอง
กบั รูปแบบเครอื่ งลายครามจนี สมัยราชวงศหมิงท่ีพบดอกโบตั๋นแบบกลีบเริม่ หบุ ดว ยเชน กนั สว นดอกโบตน๋ั แบบกลีบหุบ
นน้ั เปนสว นหนึ่งของลวดลายประดบั พรรณพฤกษาจากศิลปะลา นนาต้งั แตพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เปนวธิ ีการจากดอกบาน
กลายเปนดอกหบุ โดยที่แตละกลีบยังมเี สนขนานภายในแตละกลีบ ปลายกลีบเปนหยักวงตอ เนือ่ งกนั โคนดอกมีกลบี
เลี้ยง (สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หนา ๓๓๒) แตในรายละเอียดงานบางสวนกม็ ีดอกโบตั๋นกลับบานมาประดับดวย สวน
ดอกไมที่สลักประดับทวารบาลคือดอกจอกในงานชางไทยก็อาจจะมีเคามาจากดอกเบศจมาศในเครอ่ื งลายครามจนี กไ็ ด
การวางลวดลายจะใชดอกไมเปนแกนแลวออกชอกานขด แตกกิ่งกานเปนใบไมทรงแฉกสอดไขวกันอยาง
สวยงาม ซึ่งก็พบไดในงานประดบั อืน่ ๆดวยท่ีเช่ือวามีรูปแบบในชว งกลางอยุธยาราวตนศตวรรษที่ ๒๑ เปนตนมา เชน
ลายปูนปนพรรณพฤกษาประดบั ผนังวิหารวัดไลย ลพบุรี (ภาพท่ี ๒๐) ดงั น้ันรูปแบบของลวดลายพรรณพฤกษาเหลาน้ีก็
ควรจะเปนงานศิลปะอยุธยาตอนกลางที่มีการใชแนวคิดจากศิลปะจีน โดยอาจใชแรงบันดาลใจจากเครอ่ื งลายครามจีน
ดวย ซึ่งอยางไรกต็ ามแมจะมีเคา โครงมาจากศิลปะจีน แตงานชางอยธุ ยาในเวลานน้ั เปนชวงรัชกาลสมเด็จพระบรมไตร
โลกนาถเริ่มไดรับความนิยมในงานประดับลวดลายพรรณพฤกษาทางลา นนา ตัวอยางภาพลายเสน ลวดลายประดับชอง
หนาตา งลกู กรงของอาคารดา นใตของวหิ ารหลวง วัดพระศรสี รรเพชญ (ภาพที่ ๒๑) ซงึ่ มีความใกลช ิดกับรสนิยมจีนดวย
(สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หนา ๒๙๙) การวางโครงสรา งของลายท่ีใกลเคียงกันสวนชางอยุธยาก็อาจจะประดิษฐใหเ ปน
งานออกแบบที่มีทั้งสวนที่นำมาจากศิลปะจีนที่มีการใชงานประดับลวดลายพรรณพฤกษาอยางจนี ผานศิลปะลานนาเขา
มาดวยและการดัดแปลงผสานใหเขากันอยางพอเหมาะ
๓๘ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓
ภาพที่ ๒๑ ลวดลายพรรณพฤกษาประดบั ผนงั วหิ าร ภาพท่ี ๒๒ ลวดลายประดบั ชอ งหนา ตา งลกู กรงของ
วัดไลย ลพบรุ ี อาคารดา นใตข องวหิ ารหลวง
ท่ีมา: สันติ เล็กสุขุม, ๒๕๕๓, หนา ๓๖๒ วดั พระศรสี รรเพชญ พระนครศรีอยุธยา
ทม่ี า: สันติ เลก็ สขุ มุ , ๒๕๕๓, หนา ๒๙๙
บรรณานุกรม
กรรณรส ศรีศรีสุทธิวงศ. (๒๕๕๒). กรัณฑมงกฎุ เทวดาศลิ ปะสุโขทยั และพระพุทธรปู ทรงเครื่องศิลปะอยธุ ยา
ตอนกลาง. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.
เดนดาว ศิลปานนท. (๒๕๖๐). จิตรกรรมบนแผน ชนิ บผุ นงั กรพุ ระสถปู ประธาน วดั พระศรีสรรเพชญ, นติ ยสาร
ศิลปากร. ปที่ ๖๐ (ฉบับที่ ๒), ๑๑๗ - ๑๒๗.
ทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรสี รรเพชญ บานที่ ๑ องคซา ย. (๒๕๖๑). [ภาพถา ย]. พระนครศรอี ยธุ ยา:
วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหสั .
ทวารบาลประดับซุมพระสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ บานที่ ๑. (๒๕๖๑). [ภาพถาย]. อยธุ ยา: วรวิทย สินธรุ ะหัส.
ประทีป เพ็งตะโก. (๒๕๔๐). กระเบื้องเชิงชายสมยั อยุธยา. กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร.
วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๓๙
ปรวิ รรต ธรรมาปรชี ากร และธนั ยกานต วงษอ อน. (๒๕๖๒). เคร่ืองปนดินเผาจนี และเบญจรงคท ่พี บใน พระราชวงั
หลวงจังหวัดพระนครศรอี ยุธยา การศกึ ษาเศษภาชนะท่พี บจากการขดุ คน โดยกรมศิลปากร เปรียบเทียบ
กบั ศลิ ปวตั ถใุ นสถานสะสมเอกชน. กรงุ เทพฯ: หจก. พระรามครีเอชน่ั .
พระราชพงศาวดารกรุงศรอี ยุธยา เลม ๑ ฉบับพระจักรพรรดิพงศ (จาด). (๒๕๐๔). กรุงเทพฯ: ศึกษาภณั ฑพาณิชย.
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายชอดอกไมแกะสลักประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย บานท่ี ๑. (๒๕๖๒).
[ภาพถาย]. อยุธยา: วรวทิ ย สินธรุ ะหัส.
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นขวา) ประดบั รอบรศั มขี องทวารบาลองคข วา
บานที่ ๒. (๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหัส.
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นขวา) ประดบั รอบรศั มขี องทวารบาลองคซ า ย
บานที่ ๒. (๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สินธุระหัส.
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นขวา) ประดับรอบรัศมีของทวารบาลองคซาย
บานท่ี ๒. (๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สินธุระหัส.
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นซา ย) ประดบั รอบรศั มขี องทวารบาลองคบ านท่ี ๒.
(๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหสั .
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั (ดา นซา ย) ประดบั รอบรศั มขี องทวารบาลองคข วา
บานท่ี ๒. (๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สินธรุ ะหสั .
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั ประดบั รอบรศั มขี องทวารบาลองคซ าย บานท่ี ๑.
(๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สินธุระหสั .
ภาพลายครามถอดแบบจากลวดลายพรรณพฤกษาแกะสลกั ประดบั รอบรศั มขี องทวารบาลองคซ าย บานที่ ๒.
(๒๕๖๒). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สนิ ธุระหัส.
รงุ โรจน ธรรมรงุ เรอื ง. (๒๕๕๓). พระพทุ ธปฏมิ าสยาม. กรงุ เทพฯ: มวิ เซียมเพรส.
วัดพระศรีสรรเพชญ พระนครศรีอยุธยา. (๒๕๕๙). [ภาพถาย]. พระนครศรอี ยธุ ยา: วรวทิ ย สนิ ธรุ ะหสั .
สันติ เล็กสุขุม. (๒๕๕๐). ความสัมพันธจ ีน – ไทยโยงใยในลวดลายประดบั . กรงุ เทพฯ: สำนักพิมพเ มืองโบราณ.
___________. (๒๕๕๓). พฒั นาการของลายไทย : กระหนกกับเอกลักษณไทย. กรงุ เทพฯ: สำนกั พิมพเ มืองโบราณ.
สุเนตร ชุตินธรานนท และคณะ. ๒๕๔๓. เคร่ืองทองกรุงศรอี ยธุ ยา อมตะศิลปแผน ดนิ สยาม. กรงุ เทพฯ:
สำนกั พมิ พโมทฟิ .
อาษา ทองธรรมชาติ. (๒๕๕๗). ท่มี าและพฒั นาการของลายดอกโบตน๋ั ในงานศลิ ปกรรมไทย. กรุงเทพฯ: บัณฑิต
วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศิลปากร.
๔๐ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓
การพฒั นาการมีสว่ นรว่ มในการปอ้ งกนั อาชญากรรมของประชาชนในชมุ ชน
เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
Development Participation of People in Crime Prevention in Ayutthaya
Municipality Communities, Phranakhon Si Ayutthaya District,
Phranakhon Si Ayutthaya Province
ปกาศติ เจมิ รอด / Pakasit Jermrod
ผูชวยศาสตราจารย ประจำหลกั สตู รนติ ศิ าสตรบัณฑติ
คณะมนษุ ยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
Assistant Professor Responsible to Bachelor of Law Program,
Faculty of Humanities and Social Sciences, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University
รับบทความ ๑๗ กมุ ภาพันธ ๒๕๖๓ แกไขบทความ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๓ ตอบรบั ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๓
บทคดั ยอ่
การวจิ ัยนม้ี วี ตั ถปุ ระสงคเพื่อ ๑) ศึกษาระดบั การมสี วนรว มในการปอ งกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชน
เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ๒) ศึกษาแนวทางการมี
สวนรวมในการปอ งกนั อาชญากรรมของประชาชนในชมุ ชนเทศบาลนครพระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรีอยธุ ยา
จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา ผวู จิ ัยใชก ารวจิ ัยแบบผสมผสาน ไดแกก ารวจิ ัยเชงิ ปริมาณ โดยการใชแบบสอบถามจากกลุม
ตัวอยางประชาชนที่อาศัยอยูในเขตพื้นที่ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา และการวิจัยเชิงคุณภาพ ดวยวิธีการ
สัมภาษณเชิงลึกจากผูบริหารระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยาและเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
และการสนทนากลุมจากตัวแทนผนู ำชุมชนในพืน้ ทีช่ ุมชนเทศบาลนครพระนครศรอี ยุธยา ผลการวจิ ยั พบวา ๑. ระดับ
การมีสวนรวมในการปองกนั อาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อยูในระดับมากทง้ั
ภาพรวมและรายดาน ๒. แนวทางการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน แบงได ๓ สวน ไดแก
๑) ภาคประชาชน ควรเรียนรูใ นการปอ งกนั ตวั เองจากเหตุอาชญากรรม และควรใหความรว มมือในการประชุมวางแผน
การอบรมและการติดตามประเมินผลการปองกันอาชญากรรมใหมากยิ่งขึ้น ๒) ผูนำชุมชน ควรเปนสื่อกลางในการ
สื่อสารกับประชาชนและนำผลการดำเนินงานไปประชาสัมพันธใหประชาชนทราบอยางทั่วถึง และควรทำหนาท่ี
ประสานงานใหแกสวนราชการที่เกี่ยวของในการจัดกิจกรรมปองกันอาชญากรรมรวมกับประชาชน ๓) สวนราชการ
ควรปรบั รปู แบบการเขาถงึ ประชาชนโดยการใหบ รกิ ารเชงิ รกุ การสรางแรงจูงใจเพือ่ ใหประชาชนเกิดการมีสวนรวมใน
วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๔๑
ทุกกิจกรรม และจัดกจิ กรรมอบรมใหค วามรทู ่เี นนการสง เสริมคณุ ธรรมจรยิ ธรรม ปลกู ฝง การเปนจิตอาสา ตลอดจนการ
ปองกนั ตวั เองจากภยั รอบตัว
คำสำคัญ : การพฒั นาการมสี ว นรว ม, การปองกนั อาชญากรรม, ชุมชน
Abstract
The objectives of this research were 1) to study the level of participation in crime prevention
of people in the community of Phranakhon Si Ayutthaya Municipality, Phranakhon Si Ayutthaya District
and 2) to study guidelines for participation in crime prevention of people in the community of
Phranakhon Si Ayutthaya Municipality, Phranakhon Si Ayutthaya District, Phranakhon Si Ayutthaya
province. Researcher use mix method including quantitative research by using a questionnaire from a
sample of people living in the Phranakhon Si Ayutthaya Municipality community area and qualitative
research with in-depth interviews from senior management of Phranakhon Si Ayutthaya Police Station
and Phranakhon Si Ayutthaya Municipality and group discussions from representatives of community
leaders in the Phranakhon Si Ayutthaya Municipality community area. The results of the research are
as follows: 1. the level of participation in crime prevention of the people in the Phranakhon Si
Ayutthaya Municipality community is high level both in the overall picture and each aspect. 2. The
guideline for participation in crime prevention of the people can be divided into 3 parts as follows:
1) The public sector should learn more to protect oneself from crime and should cooperate more in
the planning meeting, training, follow-up and evaluation of crime prevention. 2) Community leaders
should be communicate to the people and bring the results to publicize thoroughly, and should
coordinate with government agencies involved in arranging criminal defense activities with the public.
3) Government agencies should adjust the pattern of access to the public by proactively providing
services. Creating incentives for people to participate in every activity and organize training activities
that focus on promoting morality and ethics. Empower volunteering as well as protecting oneself
from the dangers around.
Keywords: Development Participation, Crime Prevention, Communities
๑. บทนำ
ปญหาอาชญากรรมเปนหนึ่งในปญหาของสงั คมที่สงผลตอการพัฒนาประเทศเปน อยา งมาก ตั้งแตอดีตจนถงึ
ปจจุบัน รัฐบาลทุกสมัยจึงไดมีนโยบายควบคุม ปองกัน และปราบปรามการกออาชญากรรมมาโดยตลอด ดังเชนใน
ปจจุบัน นโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีที่แถลงตอสภานิติบัญญัติแหงชาติ ในวันท่ี
๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๗ นโยบายดานที่ ๓ การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสรางโอกาสการเขา ถึงบรกิ าร
๔๒ I วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓
ของรัฐ ที่มุงจัดระเบียบสังคม สรางมาตรฐานดานคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลใหแกเจาหนาที่ของรัฐและ
ประชาชนทั่วไป (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล, ๒๕๕๙, www.soc.go.th) โดยใชคานิยมหลัก ๑๒
ประการ ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแหงชาติที่ไดประกาศไวแลว รวมถึงยทุ ธศาสตรก ารพฒั นาประเทศตาม
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ฉบบั ที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ยทุ ธศาสตรที่ ๕ : การเสรมิ สรางความม่ันคง
แหงชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสูความมั่งคั่งและยั่งยืน ไดใหความสำคัญตอการฟนฟูพื้นฐานดานความมั่นคงที่เปน
ปจจัยสำคัญตอการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะการอยูรวมกันในสังคมอยางสันติของผูมี
ความเห็นตางทางความคิดและอดุ มการณบนพ้ืนฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเ ปน
ประมุข และการเตรียมการรับมือกับภัยคุกคามขามชาติ รัฐบาลไดกำหนดนโยบายความปลอดภัยของประชาชนเพอ่ื
มุงดูแลใหประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน และสนับสนุนใหประชาชนมีสวนรวมในการปองกัน
อาชญากรรมและสาธารณภัยในชุมชน และทองถิ่นของตนเองโดยมุงเนนมาตรการทั้งการปองกันและปราบปราม
อาชญากรรมทุกประเภท รวมทง้ั ใหมีสวนรว มในการชวยตรวจตราดแู ลปองกันไมใ หเ กิดเหตุ
จากสภาพทั่วไปของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งปจจุบันมีความเจริญเติบโตทัง้ ทางเศรษฐกิจและความเปน
สังคมเมืองอยางรวดเร็ว จากปจจัยที่เอื้ออำนวยหลายๆ ดาน เชน เปนเมืองหลวงเกาของประเทศ ที่ตั้งใกล
กรุงเทพมหานครเมืองหลวงของประเทศในปจจุบัน เปน อำเภอทีต่ ั้งของอุทยานประวตั ศิ าสตรพระนครศรอี ยุธยาท่ีไดรับ
การข้ึนทะเบียนเปนมรดกโลก อยใู กลแหลง โรงงานอตุ สาหกรรม เปนตน สงผลใหเกดิ การขยายตวั ของเขตเมอื ง การยา ย
ถิ่นของประชากร การเดินทางมาทองเที่ยวของนักทองเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวตางประเทศในพื้นที่ การเคลื่อนยาย
แรงงานเขาสูอำเภอพระนครศรีอยุธยา จากส่ิงที่ไดก ลาวมาแลวนัน้ สงผลใหเกิดปญ หาสังคมตามมา โดยเฉพาะอยางยิ่ง
ปญหาอาชญากรรม โดยเมื่อพิจารณาจากจากสถิติรายงานคดีอาญาที่เกิดขึ้น ๕ กลุมของสถานีตำรวจภูธร
พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีเขตพื้นที่รับผิดชอบในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยาที่เปรียบเทียบตั้งแตวันที่ ๑ มกราคม
๒๕๕๙ ถงึ วันที่ ๒๐ กนั ยายน ๒๕๕๙ (สถานตี ำรวจภธู รพระนครศรอี ยธุ ยา, ๒๕๕๙) พบวา
๑. คดกี ลุมท่ี ๑ เปน คดอี กุ ฉกรรจและสะเทอื นขวญั ซงึ่ ประกอบดว ยคดฆี าผอู ่นื ปลนทรัพย ชิงทรัพย ลักพา
เรียกคาไถ และวางเพลิง เกิดขึ้น ๘ คดี
๒. คดีกลมุ ท่ี ๒ เปนคดีประทุษรายตอชีวิต รางกาย และเพศ ซึ่งประกอบดวยคดฆี าคนตายโดยเจตนา ฆาคน
ตายโดยไมเจตนา ฆาคนตายโดยประมาท พยายามฆา ทำรายรางกาย และขมขืนกระทำชำเรา เกดิ ขน้ึ ๔๔ คดี
๓. คดีกลุมที่ ๓ เปนคดีประทุษรายตอทรัพย ซึ่งประกอบดวยคดีลักทรัพย วิ่งราวทรัพย รีดเอาทรัพย
กรรโชกทรพั ย ชงิ ทรัพย ปลนทรพั ย รับของโจร และทำใหเ สียทรัพย เกดิ ขึ้น ๑๐๖ คดี
๔. คดีกลุมที่ ๔ เปนคดีที่นาสนใจ ซึ่งประกอบดวยคดีโจรกรรมรถจักรยานยนต โจรกรรมรถยนต โจรกรรม
โค-กระบือ โจรกรรมเครอื่ งมือเกษตร ปลน-ชงิ รถยนตโดยสาร ปลน-ชงิ รถยนตแทก็ ซ่ี ขมขนื และฆา ลักพาเรียกคา
ไถ ฉอ โกงทรพั ย และยกั ยอกทรพั ย เกดิ ขึ้น ๕๙ คดี
๕. คดีกลุมที่ ๕ เปนคดีที่รฐั เปนผูเ สียหาย ซึ่งประกอบดวยคดีอาวธุ เครื่องกระสุน ปน วัตถุระเบิด คดีการ
พนัน คดียาเสพติด คดีปรามการคาประเวณี คดีสถานบริการ คดีโรงแรม และคดีมีและเผยแพรวัตถุลามก เกิดขน้ึ
๓๓๘ คดี
วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๔๓
จากขอมูลสถิติดังกลาว พบวาการเกิดคดีอาชญากรรมสวนใหญปรากฏอยูในพื้นที่ในเขตเทศบาลนคร
พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมมากกวาพื้นทีบ่ รเิ วณอื่น ทั้งที่ในเขตพ้ืนที่ดงั กลาวไดจ ัดให
ประชาชนมีสว นรว มในการปอ งกนั อาชญากรรมในกิจกรรมหรือโครงการตาง ๆ อยางตอเนื่อง แตป ญ หาอาชญากรรมก็
ยงั คงเกดิ ขนึ้ อยู
ดังนั้น การศึกษาการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรอี ยุธยา อำเภอพระนครศรีอยธุ ยา จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา จงึ เปน งานวจิ ัยที่ควรคาแกการศกึ ษาในปจ จบุ ัน
ทั้งนี้เพื่อเปนการหาแนวทางในการพัฒนาสงเสริมความรวมมือระหวางประชาชนกับตำรวจและฝายปกครองในการ
ปองกันและแกไขปญ หาอาชญากรรม เปนการตัดชองโอกาสของคนรายทีจ่ ะกระทำความผิดและลดคา ใชจา ยเก่ียวกบั
การแกไขปญหาอาชญากรรม ซึ่งในที่สุดแลวจะเกิดผลดีในดานการปองกันสังคมใหไดรับความปลอดภัยในชีวิตและ
ทรัพยสินมากยิ่งข้ึน อันสอดคลองตามเจตนารมณของนโยบายของรัฐบาลและยทุ ธศาสตรการวิจยั ของชาตติ อไป โดย
การวิจัยในครั้งนี้ ผูวิจัยมุงศึกษาระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อนำผลการวิจัยไปใชเปนแนวทางการ
พัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในเขตดงั กลาวตอไป
๒. วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย
๒.๑ เพื่อศึกษาระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
๒.๒ เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาล
นครพระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
๓. ขอบเขตของการวิจยั
๓.๑ ขอบเขตดานเนื้อหา การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของ
ประชาชนในชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งแบง
ออกเปน ๓ สว น คือ
๑) การมสี ว นรว มในการวางแผน
๒) การมีสวนรวมในการดำเนินการ
๓) การมีสวนรวมในการติดตามและประเมินผล
๓.๒ ขอบเขตดานพื้นที่ ศึกษาในเขตพื้นที่ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยาเทา นน้ั
๓.๓ ขอบเขตดานประชากร ไดแก ประชาชนในพื้นที่ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จังหวดั พระนครศรีอยุธยา ซ่ึงแบง ออกเปน ๓ กลุม ดงั นี้
๑) กลุมประชาชนที่มีภูมิลำเนาและพักอาศัยอยูในชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอ
พระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา จำนวน ๕๑,๘๑๕ คน โดยกำหนดกลุมตัวอยางจำนวน ๓๙๐ คน โดยเปด
๔๔ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓
ตารางการประมาณขนาดของกลุมตัวอยางของ Krejcie และ Morgan (พวงรัตน ทวีรัตน, ๒๕๔๐, หนา ๓๐๓)
ดว ยวิธีการสมุ แบบกำหนดสัดสว น
๒) กลุมผูบริหารระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยธุ ยาจำนวนทั้งสิน้ ๓ คน ผูบริหารระดับสงู
ของเทศบาลนครพระนครศรีอยธุ ยาจำนวนทัง้ สิน้ ๓ คน
๓) ตัวแทนผูนำชุมชนในพื้นที่ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด
พระนครศรอี ยุธยา จำนวนทั้งส้นิ ๑๐๐ คน
๔. ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะไดร้ บั จากการวิจัย
๔.๑ ทำใหทราบระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
๔.๒ ไดแนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
๕. วิธดี ำเนินการวจิ ยั
๕.๑ การศึกษาวิจัย แบงระยะการศกึ ษาวิจัยออกเปน ๔ ระยะ ดังนี้
ระยะที่ ๑ เพื่อศึกษาระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีข้ันตอนดงั น้ี
๑) ศึกษาขอมลู ทุติยภมู ิ (Secondary Data) จากแนวคิด ทฤษฎี เอกสารทางราชการ เอกสารทางวชิ าการ
หนงั สอื ตำรา และวิทยานิพนธ ทีเ่ กย่ี วกับการพฒั นาการมีสว นรวมในการปอ งกนั อาชญากรรมของประชาชน
๒) ศึกษาขอมูลระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนจากประชากรและกลุม
ตัวอยา ง ดงั นี้
๒.๑) สรางแบบสอบถามแบบมาตราสวนประเมินคา (Rating Scales) ตามวัตถุประสงคของการ
ศกึ ษาวจิ ัย แบบมาตราสวนประมาณคา ๕ ระดับตามแบบของลิเคิรท
คะแนน ๕ หมายถึง เห็นดว ยในระดบั มากท่ีสุด
คะแนน ๔ หมายถึง เห็นดวยในระดับมาก
คะแนน ๓ หมายถึง เห็นดวยในระดับปานกลาง
คะแนน ๒ หมายถึง เห็นดว ยในระดบั นอ ย
คะแนน ๑ หมายถงึ เหน็ ดว ยในระดับนอ ยทีส่ ุด
๒.๒) เกบ็ รวบรวมขอมลู จากกลมุ ตัวอยาง
๒.๓) วิเคราะหขอมูลจากแบบสอบถาม แปลความหมายของขอมูล และสรปุ ผล
๒.๔) ทำใหทราบขอมูลระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน
๓) นำขอมูลจากขอ ๑ และ ๒ มาสังเคราะหเปนกรอบแนวคิดสำหรับการสมั ภาษณเชงิ ลกึ และการสนทนา
กลมุ เพ่ือหาแนวทางการพฒั นาการมสี ว นรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน
วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๔๕
ระยะที่ ๒ เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชน
เทศบาลนครพระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา โดยมีขั้นตอนดังนี้
๑) นำขอ มูลท่ีไดจากระยะที่ ๑ ขอ ๓ มากำหนดกรอบแนวคิด และดำเนินการดงั น้ี
๑.๑) การสมั ภาษณเ ชงิ ลกึ (In-depth Interview) ตามขั้นตอนดังนี้
(๑) สรางแบบสัมภาษณ (Interview) โดยกำหนดประเดน็ สมั ภาษณจากกรอบแนวคิดทีไ่ ดจากขอมลู
ในระยะท่ี ๑ ขอ ๓
(๒) ทำการสัมภาษณเชิงลึก ผูบริหารระดับสูงของสถานตี ำรวจภธู รพระนครศรีอยุธยาและเทศบาล
นครพระนครศรีอยธุ ยา
(๓) รวบรวมขอ มลู วิเคราะห และสรุปผลการสัมภาษณ
๑.๒) การสนทนากลมุ (Focus Group) โดยดำเนินการดังนี้
(๑) เชญิ ผูนำชมุ ชนเขา รว มการสนทนากลุม เพื่อแสดงความคิดเหน็ และขอ เสนอแนะเกยี่ วกับแนวทาง
ในการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน
(๒) ดำเนินการประชุม โดยแบง ผูเขารวมประชุมเปนกลุมยอย จำนวน ๔ กลมุ และผูวิจัยไดนำเสนอ
ขอมูลที่ไดจากระยะที่ ๑ ขอ ๓ ใหผูเขารวมประชุมทราบ แลวใหผูเขารวมประชุมในแตละกลุมยอยระดมสมอง
(Brainstorming) เพื่อแสดงความคดิ เห็นและขอ เสนอแนะเกีย่ วกับแนวทางในการพฒั นาการมีสว นรว มในการปองกนั
อาชญากรรมของประชาชน แลว นำผลการประชมุ กลุมยอยมานำเสนอตอ ที่ประชุมกลุมใหญเ พ่ือใหไดม ีความคิดเห็นและ
ขอเสนอแนะรวมกัน และสรุปเปนแนวทางในการพัฒนาการมีสวนรว มในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน
๒) นำผลการสัมภาษณและผลการสนทนากลุม ท่ีไดจ ากระยะท่ี ๒ ขอ ๑.๑) และ ๑.๒) มาสังเคราะหเพอ่ื
เปนแนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน
๓) จัดเวทีการประชุมเพื่อนำเสนอผลที่ไดจากการสังเคราะหใหแกประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรีอยุธยา เพอื่ สรางความเขา ใจและพฒั นาการมีสวนรวมในการปองกนั อาชญากรรมแกป ระชาชนในชมุ ชน
ระยะท่ี ๓ การประเมินผลการวิจัย
๑) นำผลการสังเคราะหขอ มลู จากระยะที่ ๒ ขอ ๒) ใหน กั วิชาการทางดา นกฎหมายอาญา หรือผเู ช่ยี วชาญ
ทางดานการปองกันอาชญากรรม เพื่อพิจารณาประเมินผลของขอมูลดังกลาว
๒) นำความคดิ เห็นหรอื ขอ เสนอแนะจากผทู รงคุณวฒุ ิ (ถาม)ี มาปรับปรงุ
ระยะที่ ๔ การรายงานผลการวจิ ัยและการเผยแพรผ ลการศกึ ษาวจิ ัย
๑) รวบรวมขอมลู ท่ไี ดจ ากการวิจัยเพื่อจัดทำบทสรุปและขอเสนอแนะ
๒) จดั ทำรูปเลมงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ
๓) เผยแพรผ ลการศึกษาวิจัยไปยังหนวยงานที่เก่ยี วของตอ ไป
๕.๒ กลุมตัวอยา ง
กลมุ ตัวอยางทีใ่ ชใ นการศึกษาวิจัยคร้ังน้ี แบง ออกเปน ๓ กลมุ ดงั น้ี
๑) กลุมตัวอยางที่ตอบแบบสอบถาม คือ ประชาชนที่มีภูมิลำเนาและพักอาศัยอยูในชุมชนของเทศบาล
นครพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๕๑,๘๑๕ คน ซึ่งผูวิจัยสุมมาจากประชากร และดำเนินการกำหนดขนาดของกลุม
๔๖ I วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
ตัวอยาง โดยเปดตารางการประมาณขนาดของกลุมตัวอยางของ Krejcie และ Morgan ไดจ ำนวนประชากรท่ีเปนกลุม
ตวั อยา ง ๓๘๒ คน (พวงรตั น ทวรี ตั น, ๒๕๔๐, หนา ๓๐๓) ผูว จิ ัยจงึ ไดกำหนดกลมุ ตวั อยางจำนวน ๓๙๐ คน ดว ยวธิ ีการ
สุมแบบกำหนดสัดสวน
๒) กลุมตัวอยางที่ใชในการสัมภาษณ โดยเลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จาก
หนวยงานภาครฐั ทีเ่ กี่ยวขอ งกับปญ หาในพน้ื ท่ี ไดแ ก
(๑) ผูบริหารระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา ประกอบดวย
- ผูกำกบั การสถานีตำรวจภธู รพระนครศรอี ยธุ ยา จำนวน ๑ คน
- รองผูกำกับการ (งานปองกันปราบปราม) จำนวน ๑ คน
- สารวัตรงานสืบสวนสอบสวน จำนวน ๑ คน
(๒) ผูบริหารระดับสูงของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ประกอบดว ย
- รองนายกเทศมนตรนี ครพระนครศรอี ยธุ ยาจำนวน ๒ คน
- ผอู ำนวยการกองสวสั ดิการสังคม จำนวน ๑ คน
๓) กลุมตัวอยางที่จัดการสนทนากลุม ไดแก ผูนำชุมชนในพื้นที่ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
จำนวน ๑๐๐ คน
๕.๓ เคร่อื งมือ
เครื่องมือท่ีใชใ นการวจิ ัยครง้ั นี้ ประกอบดวย แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ ดังน้ี
๑) แบบสอบถาม (Questionnaire) สำหรับกลมุ ตัวอยางซึ่งเปนประชาชนทมี่ ภี ูมลิ ำเนาและพกั อาศัยอยูใน
ชุมชนของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
๒) แบบสัมภาษณ (Interview) เกี่ยวกับการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของ
ประชาชนในชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำหรับ
ผบู รหิ ารระดบั สงู ของสถานตี ำรวจภธู รพระนครศรอี ยธุ ยา และเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
๖. สรปุ ผลการวจิ ัย
๖.๑ การศึกษาระดับการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนคร
พระนครศรอี ยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา สรปุ ผลการวิจยั ไดด งั น้ี
๑) ขอมูลเกี่ยวกับปจจัยสวนบุคคลของผูตอบแบบสอบถาม พบวา กลุมตัวอยางเพศหญิง จำนวน
๒๔๖ คน คิดเปนรอ ยละ ๖๓.๑๐ เพศชาย จำนวน ๑๔๔ คน คิดเปน รอยละ ๓๖.๙๐ สวนใหญมีอายรุ ะหวา ง ๕๑-๖๐ ป
จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเทา ประกอบอาชีพรับจางทวั่ ไป และสวนใหญมเี ขตที่อยอู ยูที่ตำบลประตชู ยั
๒) ขอมูลการมสี วนรวมในการปอ งกนั อาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบวา กลุมตัวอยางมีระดับการมีสวนรวมในการปองกัน
อาชญากรรม ภาพรวมอยูในระดบั มาก (ˉx = ๔.๓๖, S.D. = ๐.๓๒๒) และเมื่อพิจารณาเปน รายดา น
๒.๑) การมสี ว นรว มในการวางแผน
วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๔๗
กลุมตัวอยางประชาชนที่อาศัยอยูในเขตชุมชนของเทศบาลนครพระนครศรอี ยุธยามีสวนรวมในการ
วางแผน ภาพรวมอยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๓๕, S.D. = ๐.๓๙๓) โดยมีสวนรวมในเรื่อง ทานเขารวมการประชุมเพ่ือ
วางแผนในการปองกันอาชญากรรม อยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๔๒, S.D. = ๐.๖๕๕) เปนอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ ทาน
รวมตัดสินใจในการประชมุ เพื่อหาแนวทางในการปอ งกนั อาชญากรรมท่ีเกิดขึน้ ในชมุ ชน อยูใ นระดับมาก (ˉx = ๔.๓๘,
S.D. = ๐.๖๓๘) และ ทานนำเสนอปญ หาเกีย่ วกบั อาชญากรรมในชุมชนทเี่ กิดข้ึนตอทีป่ ระชมุ และทา นมักจะมีสวนรวม
วิเคราะหหาสาเหตุของปญหาอาชญากรรมในชุมชนเสมอ อยูในระดบั มาก (xˉ = ๔.๓๖, S.D. = ๐.๖๔๙) ตามลำดบั
๒.๒) การมีสวนรวมในการดำเนินการ
กลุมตัวอยางประชาชนที่อาศัยอยูในเขตชุมชนของเทศบาลนครพระนครศรอี ยุธยามีสวนรวมในการ
ดำเนินการ ภาพรวมอยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๓๖, S.D. = ๐.๓๙๖) โดยมีสว นรวมในเร่ือง ทา นไดชว ยเหลืออาหารหรือ
น้ำดื่ม เพื่อเปนสวัสดิการแกผูปฏิบัติหนาที่เขาเวรยาม หรือรักษาความสงบเรียบรอยในชุมชน อยูในระดับมาก (ˉx =
๔.๔๔, S.D. = ๐.๖๗๗) เปนอันดบั หน่ึง รองลงมาคือ ทานไดแนะนำใหส มาชิกในครอบครัวและเพือ่ นบา นรูจักปอ งกัน
อาชญากรรม อยูในระดับมาก (xˉ = ๔.๔๒, S.D. = ๐.๖๓๙) และทานชวยเปนหูเปนตา สอดสองดูแลความเรียบรอย
ภายในชมุ ชน อยใู นระดับมาก (ˉx = ๔.๔๑, S.D. = ๐.๖๔๑) ตามลำดับ
๒.๓) การมีสวนรวมในการติดตามและประเมินผล
กลมุ ตัวอยางประชาชนทอี่ าศยั อยูในเขตชุมชนของเทศบาลนครพระนครศรีอยธุ ยามสี วนรวมในการมี
สวนรวมในการติดตามและประเมินผล ภาพรวมอยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๓๖, S.D. = ๐.๔๕๙) โดยมีสวนรวมในเรื่อง
การปฏิบัติกิจกรรมเกีย่ วกับการปองกันอาชญากรรมในชุมชนเปน ไปตามแผนที่ไดวางไว อยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๕๐,
S.D. = ๐.๖๔๔) เปนอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ ทานมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของหนวยงานที่เกี่ยวของในการ
ปองกันอาชญากรรม อยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๔๑, S.D. = ๐.๖๓๐) และ ทานเสนอความคิดเห็นหรือขอเสนอในการ
ประชมุ เพื่อสรุปผลการปฏิบตั ิงานในกิจกรรม/โครงการเก่ียวกับการปอ งกนั อาชญากรรมของชุมชน ซง่ึ จัดโดยหนว ยงาน
ที่เกีย่ วขอ งเสมอ อยูในระดับมาก (ˉx = ๔.๓๔, S.D. = ๐.๗๓๔) ตามลำดับ
๖.๒ การศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาล
นครพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา สรปุ ผลการวจิ ยั ไดดังน้ี
๑) จากการวิจัยเอกสาร สามารถสรุปแนวทางในการปองกันอาชญากรรมไดดังน้ี
องคก รทม่ี บี ทบาทเกีย่ วของกบั การปองกันและปราบปรามอาชญากรรมน้นั พนมกร สุวรรณเรือง (๒๕๔๑,
หนา ๓๐ – ๓๗) เห็นวา ควรกระทำไดจาก ๓ องคกร คือ
๑. การปองกันอาชญากรรมโดยชมุ ชน วิธีน้เี ปน ความรว มมอื ระหวา งประชาชนกบั หนว ยงานของรัฐใน
การรวมกันปองกนั และปราบปรามอาชญากรรม ตลอดจนประชาชนรว มกันชวยเหลือแกไขผูกระทำผิดใหก ลับตัวเปน
คนดี เชน หากประสบพบเหตุมีการกอ อาชญากรรม กใ็ หรีบแจงตอ เจาหนาที่ตำรวจ หรือมกี ารแจงขาวท่ีเปนประโยชน
แกการปองกันอาชญากรรมแกตำรวจ เปนตน การรวมตัวกันปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชมุ ชนทำใหโ อกาสใน
การท่ีผูก ระทำผิดจะประกอบอาชญากรรมโดยไมมีผูรูเหน็ หรือไมมีผขู ัดขวางลดนอยลง ดงั น้นั การรวมตัวกันของชุมชน
ในการปอ งกันอาชญากรรมจงึ เปน สิ่งสำคัญ
๔๘ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓
๒. องคกรความรวมมือระหวางตำรวจกับชุมชน การปฏิบัติหนาที่ของตำรวจโดยลำพังยอมประสบ
ผลสำเร็จนอ ยมากในการปองกันและปราบปรามอาชญากรรม เพราะหากพิจารณาถงึ ปญ หาอาชญากรรมแลว อาจกลา ว
ไดวาเปนปญหาพื้นฐานของทุกคนในสังคมที่ตองรวมกันรับผดิ ชอบในการกำหนดมาตรการแกไ ขปญ หาอาชญากรรมให
อยูในขอบเขตที่เหมาะสม ตำรวจอาจเปนหนวยงานหลักในการปองกันและปราบปรามอาชญากรรมเทา น้ัน ซึ่งยอมมี
ความหมายชัดเจนอยูวามิใชหนวยงานเดียวที่รับผิดชอบในการแกไขปญหาอาชญากรรม แตเปนหนาที่ของทุกฝายท่ี
เกยี่ วของในสงั คมทจ่ี ะตอ งรว มมือชว ยเหลอื กนั ในการขจัดปญ หาอาชญากรรม (ชดิ ชัย วรรณสถิตย, ๒๕๓๙, หนา ๒๒๓)
๓. องคกรประชาชนตามกฎหมายในการปองกันและปราบปรามอาชญากรรม ดว ยวธิ กี าร ดังน้ี
๓.๑ การเปน พยาน พนกั งานสอบสวนมอี ำนาจออกหมายเรยี กผูเ สยี หายหรือบคุ คลใดซึง่ มีเหตุอันควร
เชื่อวาถอยคำของเขาอาจเปนประโยชนแกคดี ใหมาตามเวลาและสถานที่ในหมายแลว ใหถามปากคำบุคคลนัน้ ไว ซง่ึ การ
เปนพยานนน้ั จะเปน พยานในชัน้ สอบสวนหรือชน้ั ดำเนนิ คดกี ็ได (ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๕๒)
๓.๒ การแจง เหตุความผดิ ตอเจา หนาที่ การดำเนินคดีจะเรม่ิ จากตวั ผูเสียหายเองหรือบุคคลอ่นื ก็ได ใน
กรณีของประชาชนนนั้ โดยทว่ั ไปแลว หากพบเห็นการกระทำความผดิ ทางอาญาซ่งึ เปนภัยตอสว นรวม ประชาชนก็มีสทิ ธิ
ที่จะแจงใหเจาพนักงานดำเนนิ การได เรียกวา คำกลาวโทษ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๘))
๓.๓ การจับกุมผูกระทำผิด โดยทั่วไปเปนอำนาจของเจาพนักงานฝา ยปกครองหรอื ตำรวจ มีขอ ยกเวน
ท่กี ฎหมายใหอำนาจประชาชนจับกมุ ผกู ระทำความผิดไดดงั นี้ ราษฎรท่ีพบการกระทำความผิดซ่งึ หนาและความผิดนั้น
อยูในบญั ชีทา ยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๗๙) และ
กรณที ่เี ปน การชว ยเหลือเจาพนกั งาน กลา วคอื เจาพนกั งานที่จดั การตามหมายจับ จะขอใหผทู ีอ่ ยใู กลเ คียงชวยเหลือใน
การจบั น้ันก็ได แตจ ะบงั คบั ใหผูใดชว ยโดยนาจะเกิดอนั ตรายแกเขานั้นมิได (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๘๒)
๓.๔ การชว ยเหลอื เจาพนกั งาน การชว ยเหลือเจาพนักงานในการปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมายน้ัน มีท้ัง
ในกรณีท่กี ฎหมายกำหนดไว ซงึ่ ในกรณีนีห้ ากไมเ ขา ชว ยเหลอื ก็อาจมีความผดิ ได แตในบางกรณีไมไ ดม กี ฎหมายกำหนด
ไวหากประชาชนประสงคเขาชวยเหลือเจาพนักงานเพื่อ ทำการจับกุมผูกระทำความผิด กจ็ ำเปน จะตอ งใชอำนาจน้ีดวย
ความระมดั ระวังดว ย เพราะหากใชอ ำนาจโดยมชิ อบก็อาจจะมีความผิดทางกฎหมายได
๓.๕ การปองกนั ตัวเอง ประมวลกฎหมายอาญาไดบัญญัติในเรื่องการกระทำความผดิ ดว ยความจำเปน
และการกระทำอนั อยูในลักษณะปอ งกนั ไวว า เพราะอยูในท่บี ังคบั หรอื ภายใตอ ำนาจซ่งึ ไมสามารถหลีกเล่ียงหรือขัดขืน
ได หรือเพราะเพื่อใหตนเองหรือผูอืน่ พนจากภยนั ตรายท่ีใกลจ ะถึงและไมสามารถหลีกเลีย่ งใหพนโดยวธิ อี ืน่ ใดได เม่ือ
ภยันตรายน้ัน ตนมิไดกอใหเกิดขึน้ เพราะความผิดของตน ถาการกระทำนั้นไมเ ปนการเกินสมควรแกเ หตุแลว ผูนั้นไม
ตองรับโทษ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗)
๒) สถานภาพและขอมูลทั่วไปของผใู หสัมภาษณแ ละการสนทนากลุม
ตัวแทนผูนำชุมชน จำนวน ๑๐๐ คน เปนเพศชาย จำนวน ๓๘ คน เปนเพศหญิง จำนวน ๖๒ คน โดยมี
อายุระหวาง ๒๑-๓๐ ป จำนวน ๑๗ คน มีอายุระหวาง ๓๑-๔๐ ป จำนวน ๓๐ คน มีอายุระหวาง ๔๑-๕๐ ป จำนวน
๓๕ คน มอี ายรุ ะหวา ง ๕๑-๖๐ ป จำนวน ๑๕ คน มอี ายมุ ากกวา ๖๐ ปขึ้นไป จำนวน ๓ คน มตี ำแหนง เปนกรรมการ
ชุมชน จำนวน ๗๖ คน และมีตำแหนงเปนประธานชุมชน จำนวน ๒๔ คน
วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๔๙