ผูบริหารระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๓ คน มีตำแหนง ผูกำกับการ รองผู
กำกับการปองกันปราบปราม และสารวัตรสืบสวนสอบสวน ผูบริหารทั้ง ๓ คน มียศ พ.ต.ท. – พ.ต.อ. เปนเพศชาย
ทั้งหมด มีอายุระหวาง ๔๗-๕๘ ป และมีระดับการศึกษาปริญญาตรี จำนวน ๒ คน ระดับปรญิ ญาโท ๑ คน
ผูบริหารระดับสูงของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๓ คน มีตำแหนง รองนายกเทศมนตรี
เทศบาลนครพระนครศรอี ยธุ ยา จำนวน ๒ คน และผอู ำนวยการกองสวัสดกิ ารสังคม เปนเพศชายทั้งหมด มอี ายรุ ะหวา ง
๕๐-๕๒ ป และมีระดับการศึกษาปริญญาโท จำนวน ๓ คน
๓) แนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน ตามความคิดเห็นและ
ขอเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ผูกำกับการสถานีตำรวจภูธร
พระนครศรีอยธุ ยา รองผูกำกับการสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา (งานปองกันปราบปราม) สารวัตรงานสืบสวน
สอบสวน รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา ผูอำนวยการกองสวัสดิการสังคม และตัวแทนผูนำชุมชน
ซ่งึ สามารถแยกไดด งั นี้
๓.๑) ดานการมีสวนรวมในดานการวางแผน
(๑) ผนู ำชมุ ชนควรเปนสือ่ กลางในการส่อื สารกับประชาชนใหเกิดความตื่นตวั ในการวางแผนปองกัน
อาชญากรรม
(๒) การสรางแรงจูงใจเพื่อใหป ระชาชนเกิดการมีสวนรวม เชน การจายคาตอบแทนในการเดินทาง
การจัดกิจกรรมรวมกับนักแสดงหรือดารา เปนตน
(๓) หนวยงานที่รับผิดชอบควรเขาถึงชุมชน โดยการจัดการประชุมในหมูบานหรือชุมชนเพื่อความ
สะดวกแกประชาชนในการเดินทาง ตลอดจนประชาสัมพันธในทุกชอ งทาง เชน เสียงตามสาย เปน ตน
(๔) หนวยงานที่รับผิดชอบควรจัดอบรมใหความรูหรือขอมูลเกี่ยวกับสาเหตุของอาชญากรรม
การปลูกฝงจิตสำนึกใหประชาชนตระหนักถึงสาเหตุของการเกิดอาชญากรรม หรืออาชญากรรมเปนเรื่องใกลตัว
ตลอดจนการปลกู ฝงเรอ่ื งคณุ ธรรมจริยธรรมใหแกป ระชาชน เพอ่ื สรา งจิตสำนึกอันเปนพืน้ ฐานทางจิตใจใหเกิดจิตสำนึก
ในการปองกันอาชญากรรม
๓.๒) ดานการมีสวนรวมในดานการดำเนินการ
(๑) ประชาชนตองตระหนักถึงความสำคัญและใสใจในการปองกันตนเองจากเหตอุ าชญากรรม
(๒) หนวยงานที่รับผิดชอบจัดกิจกรรมสงเสริมคุณธรรมจริยธรรม เพื่อสรางจิตสำนึกอันเปนพืน้ ฐาน
ทางจิตใจใหเกิดจิตสำนึกในการปองกันอาชญากรรม
(๓) หนวยงานท่ีรับผดิ ชอบจดั กิจกรรมปลกู ฝง ความมีจติ สำนึกของการเปน จิตอาสาใหแกประชาชนใน
ชมุ ชน เพอื่ ชวยเหลือกนั ปอ งกนั อาชญากรรม
(๔) หนวยงานที่รับผิดชอบควรจัดการประชุมเพื่อชี้แจงถึงความสำคัญและประโยชนของการมีสวน
รวมของชมุ ชน ตลอดจนการจัดฝก อบรมเกยี่ วกับการปองกนั ตวั เองจากภัยรอบตวั โดยวทิ ยากรผูมีความรูความสามารถ
(๕) หนวยงานทร่ี ับผิดชอบควรจัดอบรมผูนำชมุ ชน ใหช วยสอดสอ ง ดูแลความสงบเรียบรอยในชุมชน
หรอื จัดตง้ั สายตรวจในชุมชนเพือ่ ดแู ลความสงบเรยี บรอย
๕๐ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
(๖) หนวยงานที่เกี่ยวของควรจัดใหมีสวัสดิการหรือคาตอบแทนเพื่อเปนขวัญกำลังใจในการทำงาน
ปอ งกนั อาชญากรรมใหแ กอ าสาสมัคร
๓.๓) ดานการมีสวนรวมในดานการติดตามและประเมินผล
(๑) กำนันผูใหญบานหรือผูนำชุมชนควรนำผลการดำเนินงานไปประชาสัมพันธใหประชาชนทราบ
อยางทั่วถงึ เพื่อใหประชาชนเห็นถงึ การเปล่ียนแปลงของการเกดิ อาชญากรรม อันจะชวยสง ผลใหประชาชนเกิดความ
ตน่ื ตวั และใหความสำคญั ตอการมีสวนรวมในทุกกระบวนการใหม ากยง่ิ ข้ึน
(๒) การเพิ่มชองทางในการประชาสัมพันธ เพื่อใหประชาชนมีโอกาสหรือเกิดความสะดวกในการ
ติดตามประเมินผลการดำเนินงานการปองกันอาชญากรรม
(๓) หนวยงานท่ีรบั ผิดชอบควรจดั พธิ มี อบโล หรือเกียรติบตั รใหแกอ าสาสมคั ร เพื่อสรางแรงจูงใจใน
การมีสวนรวมในการติดตามและประเมินผล
(๔) หนว ยงานท่รี บั ผดิ ชอบควรลงพ้นื ท่ีในชุมชนโดยนัดประชุมในวันหยดุ และใชแ บบสอบถามในการ
ประเมินผลหรอื ใชวธิ กี ารพดู คุยสมั ภาษณอยา งไมเปนทางการ
(๕) หนว ยงานท่รี ับผดิ ชอบควรจัดกจิ กรรมเพื่อสรางแรงจงู ใจใหป ระชาชนมีสวนรว มในการตอบคำถาม
และมอบรางวัลเปนการตอบแทน
๗. อภปิ รายผล
จากผลการวิจัยขางตนสามารถนำสูการอภิปรายได ดังนี้
๗.๑ จากผลการวจิ ัยท่พี บวา กลมุ ตวั อยา งประชาชนทอ่ี าศยั อยใู นเขตชุมชนของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
มีสว นรว มในการปอ งกนั อาชญากรรม ทัง้ ในภาพรวมและรายดา น อยูในระดบั มาก ซ่งึ สอดคลอ งกบั ชัยยันต สอนเสียม
(๒๕๔๙, บทคัดยอ) ศึกษาวิจัยเรื่อง การมีสวนรวมในการปองกันและปราบปรามอาชญากรรมกับตำรวจของกำนัน
ผใู หญบ า น ในจงั หวัดมุกดาหาร ผลการวจิ ยั พบวา กำนัน ผูใหญบ านสว นใหญเปน เพศชาย มอี ายุระหวาง ๔๖-๕๕ ป จบ
การศกึ ษาช้ันสูงสดุ ระดับมัธยมศกึ ษา มรี ายไดตอ เดอื นตำ่ กวา ๕,๐๐๐ บาท และประกอบอาชพี เกษตรกรรม การมีสวน
รว มในการปองกันอาชญากรรมของกำนนั ผูใหญบ าน ๖ ดาน ไดแก ดานการตรวจสภาพพฤติกรรมของบุคคลในตำบล
หรือหมูบาน ดานการศึกษาปญหาอาชญากรรมในตำบลหรือหมูบา น ดานการคนหาสาเหตุในการกออาชญากรรม ดาน
การวางแผนปอ งกนั และปราบปรามในการกอ อาชญากรรม ดานการปฏิบตั ิตามแผนปอ งกนั และปราบปรามในการกอ
อาชญากรรมในตำบลหรอื หมูบา น ในภาพรวมการมสี วนรวมอยูในระดบั มาก
๗.๒ จากผลการวิจยั ท่ีพบวา กลมุ ตวั อยา งประชาชนที่อาศัยอยูในเขตชมุ ชนของเทศบาลนครพระนครศรอี ยุธยา
ในดา นการมสี วนรวมในการดำเนนิ การ ภาพรวมอยใู นระดบั มาก โดยมีสวนรวมในเรื่อง ทา นไดชว ยเหลืออาหารหรือน้ำ
ด่มื เพ่ือเปน สวสั ดกิ ารแกผ ูปฏบิ ตั หิ นาท่ีเขา เวรยาม หรอื รักษาความสงบเรยี บรอยในชุมชน เปน อนั ดับหนึง่ รองลงมาคือ
ทานไดแนะนำใหสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนบานรูจักปองกันอาชญากรรม และทานชว ยเปน หูเปนตา สอดสองดูแล
ความเรยี บรอยภายในชมุ ชน ซง่ึ สอดคลอ งกบั พงศศ กั ด์ิ สุภาพร (๒๕๔๓, บทคดั ยอ) ศกึ ษาวจิ ัยเรือ่ ง การมีสว นรว มของ
กำนัน ผูใหญบานในการปองกันอาชญากรรม: ศึกษาเฉพาะกรณีในกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบวา กลุมตัวอยาง
สวนใหญมสี วนรว มในการปอ งกันอาชญากรรมเปนอยางดี โดยรว มกับเจาหนาที่ตำรวจออกตรวจทองทด่ี ูแลรักษาความ
วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๕๑
สงบเรียบรอ ยในชมุ ชน จดั กจิ กรรมหรือโครงการในการปองกันอาชญากรรม ประสานงานกับเจาหนาที่ตำรวจเพ่ือรวม
วางแผนและเสนอแนวทางในการปองกันอาชญากรรมในชุมชนและติดตามสอดสองพฤติกรรมของประชาชนท่ีอาศัยอยู
ในชุมชน และสอดคลองกบั อรรถศาสตร พิลาเคน (๒๕๕๑, หนา ๑๐๒ - ๑๐๔) ศึกษาวิจยั เรือ่ ง การมีสวนรวมในการ
ปองกันอาชญากรรมของประชาชนในพื้นที่อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ผลการวิจัยพบวา ระดบั การมีสวนรวมใน
การปองกันอาชญากรรมของกลุม กำนนั ผูใหญบาน การมีสวนรว มในการปอ งกนั อาชญากรรม อยูในระดับมาก ทั้งใน
ภาพรวม และแตละดาน ไดแก ดานการปองกันตนเองและทรัพยสินใหพนภัยอาชญากรรม และดานการเขารวม
ชว ยเหลือ สนบั สนุนตอ กจิ กรรมการปองกันอาชญากรรม
๗.๓ จากผลการวจิ ยั ที่พบวา แนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน ดาน
การมีสวนรวมในดานการดำเนินการ พบวา ประชาชนตองตระหนักถึงความสำคัญและใสใจในการปองกันตนเองจาก
เหตุอาชญากรรม ซึ่งสอดคลองกับ พชรพล วงศร จติ (๒๕๔๔, บทคดั ยอ) ศกึ ษาวจิ ยั เร่ือง การมสี วนรวมของประชาชน
ตามโครงการสมาชิกแจงขาวอาชญากรรมในเขตอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม ผลการวจิ ัยพบวา กลุมตัวอยางเห็นดวย
วาการมีสวนรวมของประชาชนตามโครงการสมาชิกแจงขาวอาชญากรรมมีสวนทำใหอาชญากรรมลดลง โดยกลุม
ตวั อยางสวนใหญเห็นดว ยวาประชาชนควรแจง เหตุใหกบั ตำรวจเม่อื พบเหตุราย ประชาชนตองการความชวยเหลือจาก
ตำรวจเมื่อประสบเหตุราย ขาวสารจากประชาชนชวยใหตำรวจมีขอมูลในการปองกันปราบปรามอาชญากรรม และเห็น
ดวยวาโครงการดังกลาวทำใหประชาชนไดม โี อกาสเขามารว มกับปฏิบตั ิกบั ตำรวจ และสอดคลองกับ เทิดเกียรติ วงศา
โรจน (๒๕๔๖, หนา ๙๕) ศึกษาวิจัยเรื่อง การมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาล
เมอื งราชบุรี อำเภอเมือง จังหวัดราชบรุ ี ผลการวิจัยพบวา แนวทางการมีสวนรว มในดานปฏิบัตกิ ิจกรรม ประชาชนควร
ใหความสนใจรวมมือแจงขา วสาร จดั เวรยามออกตรวจรว มกบั เจาหนา ทต่ี ำรวจ
๗.๔ ผลการศึกษาความคิดเห็นจากการสัมภาษณผูบริหารระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา
และผูบ ริหารระดับสูงของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาเกย่ี วกับการพัฒนาการมสี วนรว มในการปองกันอาชญากรรม
ของประชาชนในชมุ ชนเทศบาลนครพระนครศรอี ยุธยา อำเภอพระนครศรอี ยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซ่งึ ผลการ
วเิ คราะหสรุปไดด ังนี้
๑) แนวทางการพัฒนาการมสี วนรวมในดานการวางแผน ผูใหสัมภาษณทุกทา นมีความเหน็ เหมอื นกนั คอื
ประชาชนควรมีสวนรวมในการวางแผนใหมากขึ้น โดยผูนำชุมชนควรเปนสื่อกลางในการสื่อสารกับประชาชนใหเกิด
ความตืน่ ตวั ในการปองกันอาชญากรรมใหมากข้นึ และวางแผนในชมุ ชนกันเองเพอ่ื ปองกันอาชญากรรมในชมุ ชน อีกทั้ง
การปลูกฝงเรื่องคุณธรรมจริยธรรมใหแกประชาชน เพื่อสรางจิตสำนึกอันเปนพืน้ ฐานทางจิตใจใหเกดิ จิตสำนกึ ในการ
ปอ งกนั อาชญากรรม ดังทผ่ี บู ริหารเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาทานหนึ่งไดกลาววา “การมสี วนรวมของประชาชนที่
ดีที่สุดคือการสรางจติ สำนกึ ใหแกป ระชาชน โดยการจัดกจิ กรรมสง เสริมคุณธรรมจริยธรรมใหแกป ระชาชนเปน ประจำ
ทุกเดือน”
๒) แนวทางการพฒั นาการมีสวนรว มในดา นการดำเนนิ การ ผใู หสัมภาษณทกุ ทานมีความเหน็ เหมอื นกันคือ
ประชาชนควรมีสว นรวมในการดำเนนิ การใหม ากข้ึน โดยในปจจุบันนีแ้ มว าจะมีภาคประชาชนเขามามีสว นรวมในการ
ดำเนินการเพื่อปองกันอาชญากรรมในชุมชน แตก็ยังคงเปนเพียงสวนนอยเมื่อเทียบกับประชาชนในชุมชนทั้งหมด
เนื่องจากประชาชนกลมุ น้ยี ังไมไ ดร บั ผลกระทบโดยตรงจากปญ หาอาชญากรรม จงึ ไมไดใ หความสำคัญกับการมสี วนรวม
๕๒ I วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
ในการปอ งกนั อาชญากรรมเทาท่ีควร ซง่ึ ตา งหากจากประชาชนอีกกลมุ หนึ่ง โดยเปนกลุมทมี่ ีจิตอาสามารว มทำกิจกรรม
ในการปอ งกนั อาชญากรรมดว ยใจ และแนวทางการมสี วนรว มทีส่ ำคัญ คอื ตองเรม่ิ จากตวั ประชาชน ดังท่ีทานผูบริหาร
สถานตี ำรวจภธู รพระนครศรอี ยธุ ยาทานหน่ึงไดก ลาววา “ประชาชนตองปองกันตัวเอง ตามทฤษฎกี ารเกดิ อาชญากรรม
คือ เกิดจากตัวเหยื่อ เกิดจากผูกระทำความผิดหรือคนราย และโอกาส ประชาชนตองปอ งกนั ตวั เอง ไมต กเปน เหยอ่ื ของ
อาชญากร ไมทำตัวใหเสี่ยงในโอกาสที่จะเกิดอาชญากรรม นั่นก็เปนการตัดโอกาสของการเกิดอาชญากรรม อันถือเปน
เปนสวนรวมในการปองกนั อาชญากรรมไดอยา งงา ยและดีท่ีสุด”
๓) แนวทางการพัฒนาการมีสวนรว มในดานการติดตามและประเมนิ ผล ผูใหส ัมภาษณทุกทานมีความเห็น
เหมือนกันคือ ประชาชนควรไดรับรูถึงผลการดำเนินงานในการปองกันอาชญากรรมใหม ากขน้ึ โดยในกระบวนการมีสว น
รวมในดา นการติดตามและประเมนิ ผลน้ีมีการสื่อสารถึงประชาชนนอ ยมากถงึ มากท่ีสุด ซึง่ บุคคลท่รี หู รือทราบขอมูลใน
การดำเนินงานการปองกันอาชญากรรมหรือมีสวนรวมในการดำเนินงานปองกันอาชญากรรมตามปกตแิ ลว ไดแก กำนัน
ผใู หญบ า น หรือผนู ำชมุ ชน บคุ คลเหลานี้ควรนำผลการดำเนนิ งานไปประชาสมั พนั ธใ หประชาชนทราบอยางทั่วถึงและ
ใหมากขึ้นกวาเดิม เพื่อใหประชาชนไดรับทราบถึงผลการดำเนินงาน และเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของการเกิด
อาชญากรรม อันจะชวยสงผลใหประชาชนเกิดความตืน่ ตัวและใหความสำคัญตอการมีสวนรวมในทุกกระบวนการให
มากยิ่งขน้ึ ซึ่งกำนันผูใหญห รือผนู ำชุมชนควรเปนตัวกลางในการสื่อสารระหวางหนว ยงานราชการผูทำหนาที่ดำเนินการ
ปองกันอาชญากรรมกับประชาชนในชุมชน อันจะนำไปสูการสรางความเขาใจและสรา งการมีสว นรว มของประชาชนกับ
หนวยงานราชการใหมากย่ิงขึ้นตอไป รวมทั้งการเพม่ิ ชองทางในการประชาสัมพันธผลการดำเนนิ งานและการติดตาม
ประเมินผลจากประชาชน เพื่อใหประชาชนมีโอกาสหรือเกิดความสะดวกในการติดตามประเมินผลการดำเนินงานการ
ปองกันอาชญากรรม อันถือเปนสวนหนึ่งของกระบวนการการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมในชุมชนของ
ประชาชนนั้นเอง
๘. ขอ้ เสนอแนะ
จากผลการวิจัยที่คนพบและการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ผูวิจัยมีขอเสนอแนะเกี่ยวกับการ
พัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอ
พระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา ดังน้ี
๘.๑ ขอเสนอแนะเชิงนโยบายและกลยทุ ธ
๑) ประชาชนในเขตชุมชนของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาควรพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกัน
อาชญากรรม ดังนี้
(๑) ควรเรียนรูในการปองกันตัวเองเพื่อตัดโอกาสของการเกิดอาชญากรรม ใหค วามสำคญั และใสใจใน
การปองกนั ตนเองจากเหตุอาชญากรรม
(๒) ควรใหค วามรว มมอื ในการประชมุ วางแผน การอบรมในโครงการตา ง ๆ ทเี่ กี่ยวของกบั การปองกัน
อาชญากรรม และการติดตามประเมินผลการปองกันอาชญากรรมใหมากยิ่งขึ้น
๒) ผนู ำชมุ ชน ควรพฒั นาการมีสวนรว มในการปองกันอาชญากรรม ดงั นี้
วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๕๓
(๑) ควรเปนสื่อกลางในการสื่อสารกับประชาชนใหเกิดความตื่นตัวในการวางแผนและการดำเนินการ
ปองกันอาชญากรรม ตลอดจนนำผลการดำเนินงานไปประชาสัมพันธใหประชาชนทราบอยางทวั่ ถงึ
(๒) ควรทำหนาที่ประสานการทำงานใหแกสวนราชการหนวยงานที่เกี่ยวของในการจัดกจิ กรรมตาง ๆ
ในการปองกันอาชญากรรมรวมกับประชาชน
๓) สวนราชการหนวยงานที่เกี่ยวของ ไดแก สถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา และเทศบาลนคร
พระนครศรีอยธุ ยา ควรพฒั นาการมีสวนรว มในการปอ งกนั อาชญากรรม ดงั น้ี
(๑) ควรปรับรูปแบบการเขาถึงประชาชนโดยการใหบริการเชิงรุก เชน การจดั โครงการ หรือกิจกรรม
ในชุมชน เพื่อความสะดวกแกประชาชนในการเดนิ ทาง การจัดกิจกรรมในวันหยดุ เสาร-อาทิตย เปนตน ตลอดจนการ
เพ่ิมชอ งทางการประชาสัมพนั ธใ หมีความหลากหลาย
(๒) ควรสรางแรงจูงใจเพื่อใหประชาชนเกิดการมีสวนรวมในทุก ๆ กิจกรรม เชน การจัดกิจกรรม
โดยมีนักรองนักแสดงมารวมงาน การจัดพิธีมอบโลหรือเกียรติบตั รเพ่ือเชิดชูเกียรติ การจายคาตอบแทนการเดินทาง
การตอบคำถามเพอื่ ชงิ รางวลั หรอื การจดั สวสั ดกิ ารใหแกผปู ฏบิ ตั ิหนา ท่ีปอ งกันอาชญากรรม เปน ตน
(๓) ควรจัดกิจกรรมอบรมใหความรูที่เนนการสงเสริมคุณธรรมจริยธรรม ปลูกฝงความมีจิตสำนึก
ของการเปนจิตอาสาใหแกประชาชนในชุมชน ตลอดจนการจัดฝกอบรมเกี่ยวกับการปองกันตัวเองจากภัยรอบตัว
โดยวิทยากรผูมคี วามรูความสามารถ
๘.๒ ขอเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งตอไป
จากการสัมภาษณและเก็บขอมูลจากผูบริหารระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยาและผูบริหาร
ระดับสูงของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา พบวา ในปจจุบันนี้แมวาจะมีภาคประชาชนเขามามีสวนรวมในการ
ดำเนินการเพื่อปองกันอาชญากรรมในชุมชน แตก็ยังคงเปนเพียงสวนนอยเมื่อเทียบกับประชาชนในชุมชนทั้งหมด
แนวทางการมีสวนรวมที่สำคัญ คือ ตองเริ่มจากตัวประชาชนประชาชน อีกทั้งประชาชนในชุมชนสวนใหญยังให
ความสำคัญในการมีสวนรวมในดานการดำเนินการปองกนั อาชญากรรมไมมากเทาที่ควร ดังนั้นในการวิจัยครั้งตอไป
ควรทำการวิจัยเพื่อหาแรงจูงใจในการเขารวมกิจกรรมของประชาชนสำหรับการทำกิจกรรมตาง ๆ ของสวนราชการ
หนวยงานที่เกี่ยวของ เพื่อหาแนวทางในการจัดรูปแบบการทำกิจกรรมที่ตอบสนองความตองการของประชาชนใน
ชุมชนตอไป อีกทั้งเพื่อใหเกิดผลสัมฤทธิ์ในการปองกันอาชญากรรมใหรอบดาน จึงเห็นควรทำการวิจัยการมีสวนรวม
ของภาคประชาชน ผนู ำชมุ ชน และหนว ยงานรัฐท่ีเก่ียวขอ งในการปอ งกนั อาชญากรรมในพ้นื ทต่ี อไป
๙. บรรณานุกรม
กลมุ งานขอ มลู สารสนเทศและการส่ือสาร สำนกั งานจังหวัดพระนครศรอี ยุธยา. (๒๕๕๙). ขอมลู จงั หวัด
พระนครศรีอยุธยา. คนเมือ่ ๑๙ กนั ยายน ๒๕๕๙, จาก http://www.ayutthaya.go.th
ชัยยันต สอนเสียม. (๒๕๔๙). การมีสวนรวมในการปองกันและปราบปรามอาชญากรรมกับตำรวจของกำนัน
ผใู หญบา น ในจังหวดั มกุ ดาหาร. วิทยานิพนธศ ิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสงั คมศาสตรเพื่อการพฒั นา,
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุดรธาน.ี
๕๔ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
ชดิ ชยั วรรณสถิตย. (๒๕๓๙). ความสัมพันธระหวางตำรวจกับชุมชนในการบริหารงานยุติธรรม. วทิ ยานิพนธ
ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร, มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
เทอดเกียรติ วงศาโรจน. (๒๕๔๖). การมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลเมือง
ราชบรุ ี อำเภอเมอื ง จังหวัดราชบุร.ี วิทยานิพนธปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาสงั คมศาสตรเ พอ่ื การ
พฒั นา, สถาบันราชภัฏนครปฐม.
พงศศกั ดิ์ สภุ าพร. (๒๕๔๓). การมีสว นรวมของกำนนั ผูใหญบา นในการปอ งกนั อาชญากรรม : ศึกษาเฉพาะกรณใี น
กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธสังคมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาและงานยตุ ธิ รรม,
มหาวทิ ยาลัยมหิดล.
พชรพล วงศร จติ . (๒๕๔๔). การมีสวนรวมของประชาชนตามโครงการสมาชิกแจงขาวอาชญากรรมในเขตอำเภอ
สารภี จังหวัดเชยี งใหม. วิทยานพิ นธร ัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร, มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.
พนมกร สวุ รรณเรอื ง. (๒๕๔๑). การมีสว นรวมของอาสาสมคั รปองกนั ภัยฝา ยพลเรือนในการปอ งกนั อาชญากรรมใน
เขตจังหวัดนครปฐม. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาและงานยตุ ธิ รรม,
มหาวิทยาลัยมหิดล.
พวงรตั น ทวีรตั น. (๒๕๔๐). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตรและสังคมศาสตร. (พมิ พค รง้ั ท่ี ๗). กรงุ เทพฯ: สำนัก
ทดสอบทางการศึกษาและจิตวทิ ยา มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรว ิโรฒ ประสานมติ ร.
สถานตี ำรวจภธู รพระนครศรอี ยธุ ยา. (๒๕๕๙). รายงานคดอี าญาเปรยี บเทยี บของสถานตี ำรวจภูธร
พระนครศรีอยุธยา. ม.ป.ท.
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล. (๒๕๕๗). คำแถลงนโยบายของคณะรฐั มนตร.ี คน เมือ่ ๑๙
กนั ยายน ๒๕๕๙, จาก https://www.soc.go.th/bb_main๓๑.htm
อรรถศาสตร พิลาเคน. (๒๕๕๑). การมสี วนรว มในการปอ งกนั อาชญากรรมของประชาชนในพื้นท่ีอำเภอหนอง
หาน จงั หวดั อุดรธาน.ี วทิ ยานพิ นธศ ิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตรก ารพฒั นา, มหาวิทยาลัย
ราชภัฏอุดรธาน.ี
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๕๕
การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนต่อการบริหารงาน
ด้านภูมปิ ัญญาทอ้ งถิน่ ของเทศบาลตำบลนครหลวง
จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
Participation of Community Committees in Local Wisdom Administration
of Nakhonluang Sub-district Municipality,
Phranakhon Si Ayutthaya Province
พชิ ชานันท แพรงาม / Phichanun Praengam๑
อดิศร ภูสาระ / Adisorn Pusara๒
๑นักจัดการทั่วไปปฏิบัติการ เทศบาลตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
General Administration officer, Practitioner Level, Nakhonluang Sub-District Municipality,
Nakhonluang District, Phranakhon Si Ayutthaya Province
๒ผูชวยศาสตราจารย ดร. ประจำหลักสูตรรฐั ประศาสนศาสตรบัณฑติ
คณะมนษุ ยศาสตรแ ละสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา
Assistant Professor Dr. Responsible to Bachelor of Public Administration,
Faculty of Humanities and Social Sciences, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University
รับบทความ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๖๓ แกไขบทความ ๑๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๓ ตอบรบั ๒๐ กุมภาพนั ธ ๒๕๖๓
บทคัดยอ่
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อ ๑) ศึกษาการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอการบริหารงานดาน
ภูมิปญ ญาทองถ่นิ ของเทศบาลตำบลนครหลวง จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา และ ๒) เปรยี บเทียบระดับการมีสว นรวมของ
คณะกรรมการชุมชนตอ การบริหารงานดานภมู ิปญญาทองถ่ินของเทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
จำแนกตามปจจัยสวนบุคคล ประชากรที่ใช คือ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา จำนวน ๑๘๐ คน เครื่องมือทีใ่ ชในการศึกษา คือ แบบสอบถามประเภทมาตราสวนประมาณคา ๕
ระดับ ที่มีความเชื่อมั่นเทากับ ๐.๗๕ สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก ความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน การทดสอบคาที การทดสอบคาเอฟ และการเปรียบเทียบคาเฉลี่ยรายคู ดวยวิธีการ แอล เอสดี โดยกำหนด
ระดับนยั สำคัญทางสถิติที่ .๐๕
ผลการศึกษา พบวา ๑) คณะกรรมการชุมชนมีสว นรวมตอ การบรหิ ารงานดานภูมปิ ญญาทอ งถ่ินของเทศบาล
ตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยาในภาพรวมอยูในระดับมาก โดยเรียงลำดบั จากมากไปหานอ ย ไดแก การมี
สวนรวมปฏิบัติ การมีสวนรวมคิดวิเคราะห การมีสวนรวมติดตามหรือประเมินผล และการมีสวนรวมในการตัดสินใจ
๕๖ I วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
และวางแผน และ ๒) คณะกรรมการชุมชนท่ีมีระดบั การศึกษา อาชีพ และรายได แตกตางกันมีผลตอการบรหิ ารงาน
ดา นภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่นิ แตกตา งกนั อยางมีนัยสำคญั ทางสถิติ
คำสำคัญ : การมีสว นรว ม คณะกรรมการชุมชน ภูมปิ ญญาทองถนิ่
ABSTRACT
The purposes of this study are: 1) to study participation of community committees in local
wisdom administration of Nakhonluang sub- district Municipality, Phranakhon Si Ayutthaya province;
and 2) to compare levels of participation among the community committees in local wisdom
administration of Nakhonluang sub- district Municipality, Phranakhon Si Ayutthaya province, as
classifies by personal factors. The subject are 180 community committees of Nakhonluang sub-district
Municipality, Phranakhon Si Ayutthaya. The instrument used is a five- point- scale questionnaire with
the reliability at 0.75, the statistical tools for data analysis are frequency, percentage, mean, standard
deviation, t-test, F-test with 0.5 statistically significant level specified.
The results indicate that : 1) the participation of community committees in local wisdom
administration of Nakhonluang sub- district Municipality, Phranakhon Si Ayutthaya, as a whole, is a
hight level, ranking from highest to lowest as follows : participation in practicing, critical thinking,
monitoring or assessment, decision making and planning ; and 2) differences of education background,
occupation and monthly income of community committees significantly affect local wisdom of
administration difference statistically significant.
Keywords : Participation, community committees, local wisdom
บทนำ
ภูมิปญญาทองถ่ินเปนวิถชี ีวติ ของชาวบา นในการปรบั ตัว เพื่อการดำรงชีพ ภายใตสภาพแวดลอมทั้งทางดาน
กายภาพ สังคม เศรษฐกจิ การเมือง มกี ารส่งั สอนสบื ทอด ไปสูคนรนุ ตอ ไป ภมู ิปญ ญาทอ งถ่นิ จงึ เปน แกนหลักของการ
มองชวี ติ การใชช วี ติ อยา งมีความสุข ซงึ่ มคี วามหมายในแงของปจเจกบคุ คล และในแงข องสังคมหมูบ านไมใชการกลับไป
หาอดีต แตเปนการแสวงหามิติที่กาวหนาโดยศึกษาประสบการณจากประวัติศาสตรดวยคำวา “ภูมิปญญาไทย”
บางทานไดใ หความหมายวา ภมู ิปญญาทอ งถิน่ หมายถงึ พน้ื เพ รากฐานความรูของชาวบาน หรอื ส่ิงทเ่ี กิดจากการสะสม
การเรยี นรนู ำมาเปน ระยะเวลานาน มีความเชือ่ มโยงกันไปในหลายสาขาวชิ า อกี นยั หนึง่ ภมู ิปญ ญาทองถ่ินแตกตางจาก
องคความรูในสวนที่องคความรูจะมีหลักการ ทฤษฎีที่มาอางอิงได (กองวิจัยทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ,
๒๕๔๒, หนา ๙)
ภูมิปญญาทองถิ่นเปนการสืบทอดประสบการณจากอดีตสูปจจุบันที่มีความตอเนื่องไมขาดสาย เปนสิ่งที่
ชาวบานคิดขึ้นไดเอง นำมาใชในการแกไขปญหาการดำรงชีวิตประจำวันในทองถิ่น ที่สะทอนออกมาในรูปของ
วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๕๗
ความสัมพันธระหวา งมนุษยกบั โลก สิ่งแวดลอม สัตว และพืช ความสัมพันธกับเพ่ือนมนุษยท่ีอยูรวมกันในสังคมหรอื
ชมุ ชน และความสัมพันธกบั ส่ิงศักดส์ิ ทิ ธ์ิ สง่ิ ทีเ่ หนือธรรมชาติ หรือสงิ่ ทีไ่ มส ามารถสมั ผัสได อนั เปนรากฐานในการดำเนิน
ชวี ิตของมนุษยและสังคม (สามารถ จันทรสรู ย, ๒๕๔๔, หนา ๒๖)
กองวิจัยทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (๒๕๔๒ หนา ๑๐) ไดกลาวถึง ประเภทของภูมิปญญาทองถ่ิน
ออกเปน ๔ กลุม ดังนี้
๑. เรื่องเกี่ยวกับ คติ ความคิด ความเชื่อ และหลักฐานที่เปนพื้นฐานขององคความรูที่เกิดจากการสั่งสม
ถายทอดกันมา
๒. เรื่องของศิลปะ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี
๓. เรอ่ื งของการประกอบอาชพี ในแตล ะทองถ่นิ ทีไ่ ดรับการพฒั นาใหเ หมาะสมกับกาลสมัย
๔. เรื่องของแนวความคิด หลักการปฏิบัติและเทคโนโลยีในเรื่องการประกอบอาชีพ ศิลปวัฒนธรรม
และประเพณีตางๆ และการอบรมสั่งสอนที่ปรากฏมาถึงปจจุบัน
ภูมิปญญาทองถิ่นจึงเปนทุนทางสังคม ซึ่งมองวาคนในชุมชนมีสติปญญาและความสามารถที่ควรรักษาไว
หรือทำการพัฒนาใหดียิ่งขึ้น ซึ่งคนในทองถิ่นตองมีความตระหนักที่จะรักษา รวมทั้งระบบการศึกษาที่ตองกระจายสู
ทองถิ่นใหมากขึ้น เปดโอกาสใหการเรียนรูทั้งสองทางประกอบดวย การเรียนรูจากตนเอง อันเปนการเรียนรูภายใน
ชุมชนหรือการเรียนรูภูมิปญญาทองถิ่นควบคูกับการเรียนรูจากสวนกลางที่เปนการเรียนรูภายนอกชุมชนและนอก
ประเทศ
เทศบาลตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปนองคกรปกครองสวนทองถ่ิน
ที่ทำหนาที่บริการสาธารณะใหตรงกับสภาพทองที่และความตองการของประชาชน โดยมีหนาที่สำคัญประการหน่ึง
คือ การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิน่ และวัฒนธรรมอนั ดีของทองถ่ิน ความกาวหนาทางสงั คม
และเศรษฐกิจ การขยายตัวของความเปนเมือง ทำใหประชาชนปรับวิถีชีวิตกลายเปนวิถเี มือง การใหค วามสนใจกับส่ือ
เทคโนโลยีสารสนเทศทำใหหางเหินความเปนทองถิ่น และความเปนรากเหงาแหงวิถีของชุมชนทองถิ่นของตนเองใน
ขณะที่ผูที่มีความรู มีภูมิปญญากลับเปนผูสูงอายุ เพื่อไมใหภูมิปญญาทองถิ่นของชุมชนชาวนครหลวงสูญหายไป
เทศบาลตำบลนครหลวงจึงตั้งกลุมกิจกรรมดานภูมิปญญาทองถิ่นโดยเริ่มตนจากการทำกิจกรรมที่เกี่ยวของกับภูมิ
ปญญาทองถิ่นของชาวนครหลวง ประกอบดวย กลุมขนมกระยาสารท กลุมทำน้ำพริก กลุมทำพวงหรีดและ
ดอกไมจ ันทน กลุมจกั สานและกลมุ เลีย้ งปลาดุกบอปนู โดยกิจกรรมดา นภมู ิปญญาทอ งถน่ิ เปนกจิ กรรมท่ีเทศบาลตำบล
นครหลวงกำหนดใหมีการดำเนนิ การโดยเนนถงึ การมสี วนรว มของชุมชน
จากนโยบายทต่ี องการใหป ระชาชนเขามามีสว นรวมในกิจกรรมสงเสรมิ ภูมิปญญาทอ งถิ่น เทศบาลนครหลวงจึง
ไดศ กึ ษาวิเคราะหถงึ กระบวนการมีสวนรวมของประชาชนท่ีเหมาะสมสำหรับประเทศไทยทป่ี ระกอบดวยขั้นตอนสำคัญ
สขี่ นั้ ตอน ดังนี้ (อคนิ รพีพัฒน, ๒๕๒๗, หนา ๑๐๐-๑๐๑)
ข้นั ตอนที่ ๑ การมีสว นรวมในการคดิ วเิ คราะหเพอื่ คน หาปญ หาและสาเหตุของปญหาเพอ่ื ความเขาใจในปญหา
ดวยตนเองและมองเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรม
ขั้นตอนที่ ๒ การมสี วนรวมในการวางแผนดำเนินกจิ กรรม รว มกับเจาหนาที่ หรือนักพฒั นาชุมชน
๕๘ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
ข้ันตอนที่ ๓ การมสี ว นรว มในการลงทุนและปฏบิ ตั ิการ ซ่ึงชุมชนมที รัพยากรท่สี ามารถลงทุนปฏิบตั ิการไดอ ยา ง
นอยทีส่ ุดกม็ ีแรงงานของตนเองท่ีเปน การลงทนุ ขนั้ ต่ำที่สุดท่ีจะเขา รว มได การเขา รวมลงทุนปฏิบตั ิการจะเปนการสราง
ความรูสึกรวมวาประชาชนก็เปนเจาของโครงการ
ขน้ั ตอนท่ี ๔ การมีสว นรวมในการตดิ ตามและประเมินผลงานเพอ่ื ทำใหชมุ ชนทราบวากิจกรรมท่ีไดดำเนินการ
เกดิ ประโยชนห รือไมอยางไร
การบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิน่ จึงเปน กระบวนการที่ใชว ิธีการมสี วนรว มของชมุ ชนอันเปนผูทีม่ ีความรู
ความเขาใจและสืบทอดภูมิปญญาทองถิ่นที่มีการสืบทอด สงตอจากคนรุนหนึ่งไปสูคนอีกรุนหนึ่ง ซึ่งระหวางการ
ถายทอดก็มีการปรับปรุง ประยุกต และเปลี่ยนแปลงจนอาจเกิดเปนองคความรูใหมตามสภาพการณทางสังคม
วฒั นธรรมและส่ิงแวดลอ ม ปฏบิ ัติสืบทอดกนั มาเปน วถิ ชี วี ติ
จากประเด็นดงั กลาวจึงเปน ท่ีนาสนใจวา คณะกรรมการชุมชนอนั เปนผูนำของชมุ ชนที่ไดรับ การคัดเลือกจาก
ประชาชนในชุมชนไดเขามามีสวนรวมตอการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิ่นของเทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัด
พระนครศรอี ยธุ ยาอยูในระดับใด กอ ใหเกดิ ประโยชนต อเทศบาลในเขตพน้ื ท่ี ประชาชน และหนวยงานอื่นที่ดำเนินการ
ดานการมีสวนรวมของประชาชนตอไป
วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย
๑. เพื่อศึกษาระดับการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิ่นของ
เทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำแนกตามปจจัยสว นบุคคล
๒. เพือ่ เปรียบเทียบระดับการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอการบรหิ ารงานดานภมู ิปญ ญาทองถ่ินของ
เทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำแนกตามปจจัยสว นบุคคล
กรอบแนวคิดการวจิ ยั ตัวแปรตาม
ตัวแปรอิสระ การมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชน
- การคิดวิเคราะห
ปจจัยสว นบคุ คล - การตัดสินใจและวางแผน
- เพศ - การปฏิบัติ
- อายุ - การติดตามและประเมนิ ผล
- ระดับการศึกษา
- อาชีพ
- รายได
ภาพที่ ๑ กรอบแนวคิดการวิจัย
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๕๙
ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ บั
๑. ทำใหทราบถึงระดับการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนเกี่ยวกับการบริหารงานดา น ภมู ิปญญาทองถ่ิน
ของเทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
๒. ทำใหทราบถึงปจจัยสวนบุคคลของคณะกรรมการชุมชนที่มีผลตอการมีสวนรวมใน การบริหารงานดาน
ภูมปิ ญ ญาทองถ่นิ ของเทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สรุปผลการวจิ ัย
๑. ขอมูลทั่วไปของประชากร
ประชากรที่ใชศึกษาวิจัยครั้งน้ี ไดแก คณะกรรมการชุมชนของเทศบาลตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๑๘๐ คน สวนใหญเปนเพศชาย มีอายุระหวาง ๔๖-๖๐ ป การศึกษามัธยมศึกษา
หรือ ปวช. อาชีพธุรกจิ สวนตัว และมีรายไดต อเดอื นมากกวา ๙,๐๐๐ บาทขึ้นไป
๒. จากการเก็บรวบรวมแบบสอบถามการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอ การบริหารงานดา นภูมิปญญา
ทองถน่ิ ของเทศบาลตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา พบวา คณะกรรมการชุมชนมีระดับ
การมีสวนรวมตอการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิ่น ของเทศบาลตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัด
พระนครศรีอยธุ ยาอยูในระดับมาก
๓. คณะกรรมการชุมชนทมี่ เี พศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายไดตอเดือนแตกตา งกนั มรี ะดบั การมีสวน
รวมของคณะกรรมการชมุ ชนตอการบริหารงานดานภูมปิ ญญาทองถิน่ ของเทศบาลตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง
จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา แตกตา งกันอยางมีนยั สำคญั
อภิปรายผลการวจิ ัย
ผลการวจิ ัยเร่อื ง การมสี วนรว มของคณะกรรมการชุมชนตอการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถ่ินของเทศบาล
ตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา สามารถสรุปผลการวิจยั ได ดังนี้
การมีสวนรว มของคณะกรรมการชุมชนตอ การบริหารงานดานภูมปิ ญญาทองถนิ่ ของเทศบาลตำบลนครหลวง
อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในภาพรวมอยูในระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจากเทศบาลตำบลนครหลวง
อำเภอนครหลวง มีเปาหมายที่สำคัญอยูที่การนำเอาภูมิปญญาทองถิ่นมาสรางความสมดุลระหวางคนกับธรรมชาติ
แวดลอม มาสืบทอดประสบการณจากรุนถึงรุน ซึ่งเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมกันมาเปนเวลานาน ถาถูกละเลย
ขาดการยอมรับ และถูกทำลายลงก็จะสญู หายไปไรซึง่ ภูมิปญ ญาของตนเอง ทำใหคนในทองถิ่นไมมศี ักดิ์ศรี ขาดความ
ภาคภูมิใจในทองถิ่นของตน โดยการใหคณะกรรมการชุมชนเขามามีสวนรวมในการบริหารงานภูมิปญญาทองถิ่น
ชว ยใหผคู นดำรงตนและปรับเปลยี่ นทันตอความเปล่ียนแปลงและผลกระทบอันเกดิ จากสังคมภายนอกซง่ึ เปนประโยชน
ตอการทำงานพัฒนาชนบทของเจาหนาท่ีจากหนวยงานตางๆ เพื่อที่จะไดกำหนดทาทีการทำงานใหกลมกลืน
กับชาวบานไดมากยิ่งขึ้นสอดคลองกับงานวิจัยของทิมาพร มงคลแถลง (๒๕๕๖,บทคัดยอ) ไดทำการศึกษาระดับ
การมีสวนรวมของประชาชน ตอการบริหารงานดานภูมปิ ญญาทองถิ่นและวิถีชีวติ ความเปนอยู : กรณีศึกษาองคการ
บริหารสวนตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผลการศึกษาพบวาการมสี วนรวมของ
ประชาชนตอการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิ่นและวิถีชีวิตความเปน อยูขององคกรการบริหารสวนตำบลภูเขาทอง
๖๐ I วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
โดยรวม ๕ ดา น อยูในระดับมาก นมิ ติ ร สุขแยง (๒๕๔๙, บทคดั ยอ) การศกึ ษาเร่อื งการมีสวนรว มของประชาชนท่ีมีตอ
การบริหารงานองคการบริหารสวนตำบล : กรณีศึกษาองคการบริหารสวนตำบลแมกา อำเภอสันปาตอง จังหวัด
เชียงใหม พบวา ประชาชนมีระดับการมีสวนรวมในการบริหารงานองคการบริหารสวนตำบลอยูในระดับสูง และไม
สอดคลองกับงานวิจัยของ พีรวิชญ รัตนอมรวิสิทธิ์ (๒๕๕๔, บทคัดยอ) ไดทำการศึกษาระดับการมีสวนรวมของ
ประชาชน ตอการบริหารงานแบบกระจายอำนาจดานภูมิปญญาทองถนิ่ และวิถีชีวิตความเปนอยู : กรณีศึกษาองคการ
บริหารสว นตำบลรมิ กก อำเภอเมอื ง จังหวดั เชียงราย พบวา (๑) ระดับการมสี วนรวมของประชาชนตอการบริหารงาน
ขององคการบริหารสวนตำบลริมกก อำเภอเมือง จงั หวดั เชียงราย ในดานภมู ปิ ญ ญาทอ งถิน่ และวิถีชีวติ ความเปนอยู อยู
ในระดับนอย
๑. เมือ่ แยกการพิจารณาระดับการมสี ว นรวมของคณะกรรมการชมุ ชนตอ การบริหารงานดานภมู ิปญญาทองถิ่น
โดยแยกพิจารณาแตละดาน
๑.๑ การมีสวนรวมดานการคิดวิเคราะห มีระดับการมีสวนรวมในระดับมากโดยเรียงลำดับในแตละ
ประเด็นจากมากไปนอย ไดแก ความรูความเขาใจดานภูมิปญญาทองถิ่น การเขารวมประชุมเกี่ยวกับเร่ืองภูมิปญญา
ทอ งถ่ิน การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกบั เรอื่ งภูมปิ ญ ญาทอ งถ่ิน การยอมรับความคดิ เห็นของผูเ ขารวมประชุมเกี่ยวกับภูมิ
ปญญาทองถน่ิ และการรับรถู งึ ปญหาเกีย่ วกับภมู ปิ ญญาทองถิ่น
๑.๒ การมีสว นรวมในการตัดสินใจและวางแผน มีระดับการมสี ว นรว มในระดบั มากโดยเรียงลำดับในแตละ
ประเด็น จากมากไปหานอย ไดแก ที่ประชุมยอมรบั ฟง เหตุผลในการอภิปรายและมติของท่ปี ระชุม คณะกรรมการมสี ว น
รว มในการออกกฎระเบยี บทเ่ี ก่ียวขอ งกบั ภมู ปิ ญญาทอ งถ่นิ คณะกรรมการรวมกับเจาหนาทขี่ องเทศบาลรวมกันวางแผน
กิจกรรมเกี่ยวกบั ภูมิปญ ญาทองถิ่น การเขารวมตัดสินใจแกไขปญหาภูมปิ ญญาทองถิ่น และการเขารวมกับเจาหนา ท่ี
เทศบาลในการกำหนดกิจกรรมดานภูมิปญญาทองถิ่น
๑.๓ การมีสวนรวมปฏิบตั ิ มีระดับการมีสวนรว มในระดบั มากโดยเรยี งลำดบั ในแตละประเด็นจากมากไป
นอย ไดแก การเขารวมกิจกรรมเกี่ยวกับภูมิปญญาทองถิ่น คณะกรรมการชุมชนยินดีบริจาคทรัพยสินและสิ่งของใน
การจดั กิจกรรมเก่ียวกับภูมปิ ญญาทองถิ่น การเขา รวมดำเนนิ กิจกรรมฟน ฟภู ูมปิ ญ ญาทองถน่ิ การดูแลทำความสะอาด
พน้ื ท่ีหลังกิจกรรมดา นภมู ปิ ญญาทองถิ่น และคณะกรรมการมที กั ษะความรูดานภมู ปิ ญญาทองถนิ่
๑.๔ การมีสวนรวมและประเมินผล มีระดับการมีสวนรวมในระดับมาก โดยเรียงลำดับในแตละประเด็น
จากมากไปนอย ไดแก คณะกรรมการชุมชนรวมทำหนาที่ประเมินผลการจัดกิจกรรมดานภูมิปญญาทองถิ่น
คณะกรรมการชุมชนเสนอแนะปญหาของกิจกรรมดา นภมู ปิ ญญาทอ งถ่ิน คณะกรรมการชมุ ชนนำเสนอทีป่ ระชุมใหน ำ
ผลการประเมินกิจกรรมครั้งที่ผานมาเพื่อพัฒนากิจกรรมครั้งตอไป และเทศบาลจัดผูรับผิดชอบในการติดตามและ
ประเมินผล
๒. การเปรียบเทียบระดับการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอการบริหารงานดานภมู ิปญ ญาทองถ่ินของ
เทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบวา คณะกรรมการชุมชนที่มีระดับการศึกษาอาชีพและรายได
แตกตางกัน มีสวนรวมตอการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิ่นแตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ
โดยสามารถอภิปรายในแตละประเด็น ดังนี้
วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๖๑
๒.๑ คณะกรรมการชุมชนที่มีระดับการศึกษาสูงกวาระดับอนุปริญญาและปริญญาตรี มีระดับการมีสวน
รวมคิดวิเคราะหมากกวาคณะกรรมการที่มีระดับการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนตน หรือ ปวช.
เนื่องจากผูที่ไดรับการศึกษาระดับสูง เห็นคุณคาของภูมิปญญาทองถิ่น อีกทั้งการไดรับการศึกษาในระดับสูงจึงมี
ความสามารถในการคิดวิเคราะหไ ดมากกกวา ผทู ี่มีระดบั การศกึ ษาทีต่ ำ่ กวา
๒.๒ คณะกรรมการชมุ ชนที่ประกอบอาชพี ธุรกิจสวนตัวมรี ะดับการมีสวนรว มดา นการคดิ วเิ คราะหม ากกวา
คณะกรรมการชุมชนที่ประกอบอาชีพคาขายและเกษตรกร เนื่องจากอาชีพธุรกิจสวนตัวที่พบในเขตเทศบาลตำบล
นครหลวงจะเปน การประกอบอาชีพท่เี ก่ยี วของกบั ภมู ปิ ญญาทอ งถน่ิ เชน การทำหัตถกรรมเครอื่ งจกั สาน การทำดอกไม
ประดิษฐ การทำน้ำพริก การทำขนม ซึ่งเปนผูที่มีความรูความเขาใจเกี่ยวกับภูมิปญญาทองถิ่นที่ไดรับการสืบทอด
วชิ าชพี มาจากบรรพบุรุษ เมื่อมีความรูค วามเขาใจภูมปิ ญญาทองถน่ิ จงึ พรอมจะเขา รว มประชุมและแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกบั ภมู ปิ ญญาทอ งถน่ิ ไดด ีกวา คณะกรรมการกลมุ อาชพี อ่ืน
๒.๓ คณะกรรมการชุมชนทีม่ รี ายไดต อเดือนมากกวา ๙,๐๐๐ บาท มีระดับการมสี วนรว มดา นการปฏิบัติ
มากกวาคณะกรรมการชุมชนที่มีรายไดต่ำกวา ๗,๐๐๐ บาทตอเดือน การปฏิบัติการดานภูมิปญ ญาทองถ่ินตองใชเวลา
ดำเนินการตั้งแตการเตรียมการ การจัดกิจกรรม รวมถึงการดำเนินการทำความสะอาด พื้นที่หลังกิจกรรมรวมถึงการ
ดำเนินกิจกรรมยังตองอาศัยการบริจาคทรัพยสินและสิ่งของ ทำใหคณะกรรมการชุมชนผูที่มีรายไดสูงสามารถสละ
ทรัพยส นิ ส่ิงของและเวลาเขา รวมปฏบิ ัตไิ ดด ีและสะดวกกวาคณะกรรมการชมุ ชนกลุมทีม่ ีรายไดต่ำกวา
ขอ้ เสนอแนะ
๑. ขอเสนอแนะทางการบริหาร
จากการศึกษาการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอการบริหารงานดานภมู ิปญญาทองถิ่น ของเทศบาล
ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผูวิจัยมีขอเสนอแนะเพื่อใหเทศบาลตำบลนครหลวง
อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา นำมาเปนแนวทางตอการบริหารงาน ดานภูมิปญญาทองถิ่น เพื่อชวยให
เปนไปตามความตองการของคณะกรรมการชุมชนมากที่สุด ดังตอไปนี้
๑.๑ ดานการมีสวนรวมคิดวิเคราะห สรางบรรยากาศและจัดกิจกรรมที่ดี ใหคณะกรรมการชุมชนมีสวน
รวม ในดานการบรหิ ารงานภูมิปญ ญาทอ งถ่ิน ในการทำงานรวมกนั จัดอบรมสัมมนาชีแ้ จงปญหาและอุปสรรคจัดใหม ี
การศกึ ษาดูงาน เกีย่ วกับการบริหารงานดา นภูมปิ ญ ญาทองถน่ิ ในพนื้ ทีต่ างๆ
๑.๒ ดานการมีสวนรวมในการตัดสินใจและวางแผน เทศบาลควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการให
คณะกรรมการชุมชนเขา มามสี ว นรวมในการวางแผนดา นภูมิปญ ญาทอ งถิ่นท่ีทางเทศบาลจัดข้นึ
๑.๓ ดานการมสี ว นรวมปฏิบัติ เทศบาลควรกำหนดสิทธิและหนาที่ของคณะกรรมการชมุ ชนในการปฏิบัติ
หนา ทใ่ี หชดั เจน เพือ่ เปน แรงจูงใจใหค ณะกรรมการชุมชนทม่ี ีความรคู วามสามารถมีฝมอื ดานภูมปิ ญญาทอ งถ่ิน ใหความ
สนใจเขา มารว มเปนคณะกรรมการชมุ ชน
๑.๔ ดานการมีสว นรวมติดตามหรือประเมนิ ผล เทศบาลควรจัดผูรับผิดชอบในการติดตามและประเมินผล
กิจกรรมดานภูมิปญญาทองถิ่น ใหเหมาะสมกับสถานการณและบริบทของเทศบาลเอง
๒. ขอเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งตอไป
๖๒ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
๒.๑ ควรศึกษาการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนในการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิ่นในพื้นท่ี
อ่นื ๆ เพอ่ื จะไดข อ มลู ที่หลากหลาย ไดท ราบปญ หา ทางแกไ ข และแนวทางการมีสว นรวมรูปแบบใหม ไดขอ คน พบใหม
๒.๒ ควรสง เสรมิ ใหคณะกรรมการชมุ ชนไดตระหนัก ใหค วามสำคัญถึงประโยชนทจ่ี ะไดร ับตอการท่ีไดเขา
มามสี ว นรวมในการบริหารงานดา นภมู ิปญ ญาทองถิ่นของตน
บรรณานกุ รม
กองวจิ ัยทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๔๒). คมู อื ครูแนวทางการจัดทำแผนการสอนพัฒนาศกั ยภาพ
โครงการทดลองพฒั นาศกั ยภาพของเดก็ ไทย. กรุงเทพฯ : ชวงพมิ พ.
ทิมาพร มงคลแถลง. (๒๕๕๖). การศึกษาระดับการมีสว นรวมของประชาชนตอ การบรหิ ารงานดา น ภูมิปญ ญา
ทองถิ่นและวิถชี วี ติ ความเปนอยู. วิทยานิพนธปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ ารัฐ
ประศาสนศาสตร, มหาวทิ ยาลัยศรปี ทุม.
นิมติ สดุ แยง. (๒๕๔๙). การมสี ว นรวมของประชาชนทมี่ ีตอการบรหิ ารองคก ารบริหารสวนตำบล : กรณศี กึ ษา
องคก ารบรหิ ารสวนตำบลแมก า อำเภอสันปาตอง จังหวัดเชยี งใหม. วิทยานพิ นธ ปรญิ ญาศลิ ปะศาสตร
มหาบัณฑติ สาขาวิชาเศรษฐศาสตรการเมอื ง,มหาวิทยาลัย เชยี งใหม
พีรวิชญ รัตนอมรวิสทิ ธ์.ิ (๒๕๕๔). ระดับการมีสวนรวมของประชาชนตอการบริหารงานแบบกระจาย อำนาจดา น
ภมู ิปญญาทองถนิ่ และวิถชี ีวิตความเปนอย:ู กรณีศึกษาองคการบริหารสวนตำบล ริมกก อำเภอเมือง
จงั หวดั เชียงราย. การศึกษาอิสระ ปริญญา รัฐประศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา รฐั ประศาสนศาสตร.
มหาวิทยาลยั แมฟ า หลวง.
สามารถ จันทรสรู ย. (๒๕๔๔). “ภูมปิ ญญาชาวบานคืออะไร” ใน การสัมมนาทางวชิ าการ เร่ือง ภูมิปญญาชาวบาน.
(พิมพค รัง้ ท่ี ๒) กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง ชาติ.
อคิน รพพี ฒั น. (๒๕๒๗). “การมีสวนรว มของชุมชนในสภาพสงั คมและวัฒนธรรมไทย” ใน การมีสวนรวมของ
ประชาชนในการพฒั นา. กรุงเทพฯ : ศักด์ิโสภาการพมิ พ.
วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๖๓
ความคดิ เห็นของบุคลากรสาธารณสุขต่อการถา่ ยโอนภารกจิ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แกอ่ งคก์ รปกครองสว่ น
ท้องถ่ิน กรณศี กึ ษา : สาธารณสุขจงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
The Opinion of Personnel of Tambon Health Promoting Hospital (HPH)
in Transferring the Mission of Tambon Health Promoting Hospital (HPH)
to Local Administrative Organizations in Phranakhon Si Ayutthaya Province
ตุลยวดี หลอตระกลู / Tulyawadee Lortrakul
นิสติ รัฐประศาสนศาสตรมหาบณั ฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
Master student of Public Administration Program, Mahachulalongkornrajavidyalana University
รับบทความ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓ แกไขบทความ ๙ มีนาคม ๒๕๖๓ ตอบรบั ๑๑ มนี าคม ๒๕๖๓
บทคดั ยอ่
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ ๑) ศึกษาลักษณะสวนบุคคลของกลุมตัวอยางที่ปฏิบัติงานภารกิจโรงพยาบาล
สง เสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)ในจงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา และ ๒) ศึกษาระดับความคิดเหน็ ของบุคลากรโรงพยาบาล
สงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการถายโอนภารกิจโรงพยาบาลสง เสรมิ สุขภาพตำบล (รพ.สต.)ใหแกอ งคกรปกครอง
สวนทอ งถ่ินในจงั หวัดพระนครศรีอยุธยา การวจิ ัยน้เี ปนการวิจัยเชิงปรมิ าณ กลมุ ตัวอยา งเปนกลุมบุคลากรสาธารณสุข
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา จำนวน ๑๓๖ คน เครือ่ งมอื ทใ่ี ชในการวจิ ยั เปนแบบสอบถาม และวเิ คราะหขอมลู ดวยรอยละ
คาเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย ผลการวิจัย พบวา ๑) ผูตอบแบบสอบถามสวนใหญเปนหญิง อายุ
ระหวา ง ๔๐ – ๔๙ ป มีการศึกษา ระดับปริญญาตรี ตำแหนงนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สว นใหญด ำรงตำแหนง
๑๐ – ๑๙ ป และสวนใหญคอื ๑๐๕ คน ไมเ ห็นดวยกับการถายโอนรพ.สต.ใหทองถน่ิ และ ๒) ระดบั ความคิดเห็นของ
บุคลากรโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการถายโอนภารกิจโรงพยาบาลสงเสรมิ สขุ ภาพตำบล (รพ.สต.)
ใหแ กองคกรปกครองสว นทอ งถน่ิ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมเหน็ ดว ยในระดับนอ ย เมื่อพจิ ารณารายดาน
ไดแก ดานการใหบริการงานสาธารณสุข ดานการบริหารจัดการ ดานบุคลากร ดานบริหารจัดการ ดา นงบประมาณ และ
ดา นการบริหารจัดการดานเคร่อื งมอื วัสดุ อปุ กรณ สงิ่ กอสรา ง พบวา อยูในระดบั นอ ยทุกดาน
คำสำคญั : การถายโอนภารกิจ, โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ, องคก รปกครองสวนทอ งถิน่
Abstract
This research has objective 1. to study personal characteristics of person who work in
Phranakorn Si Ayutthaya HPH and 2. To survey the opinion of personnel of Tambon Health Promoting
๖๔ I วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
Hospital ( HPH) in transferring the mission of Tambon Health Promoting Hospital ( HPH) to local
administrative organizations. The methodology of this research was quantitative method. By collecting
data with questionnaires from 136 people who were the person working in Phranakorn Si Ayutthaya
HPH, and analyzed data by using descriptive and inferential statistics. The research findings: 1. The
respondents were almost female in aging between 40 – 49 years educated in bachelor degree in
Academic position ( Public Health Specialist) and 105 persons disagree in transferring the mission of
Tambon Health Promoting Hospital ( HPH) to local administrative organizations. 2. The opinion in
transferring the mission of Tambon Health Promoting Hospital ( HPH) to local administrative
organizations were in low level. We concluded the opinion in transferring the mission of Tambon
Health Promoting Hospital ( HPH) to local administrative organizations were in low level in any case
and they wanted not to transferring the mission of Tambon Health Promoting Hospital (HPH) to local
administrative organizations.
Keywords : Transferring the mission, Health Promoting Hospital (HPH), local administrative organizations
ที่มาและความสำคัญ
การถายโอนภารกิจดานสาธารณสุข เปนภารกิจหนึ่งที่กำหนดไวในแผนกระจายอำนาจ ซึ่งจะเปนผลให
กระทรวงสาธารณสุขจะตองโอนภารกิจงานการบริการดานสาธารณสุขใหองคกรปกครองสวนทองถิ่น การกระจาย
อำนาจการใหบริการสาธารณสุขเปนนโยบายและวาระสำคัญของชาติ โดยหลักการคือ งานบริหารราชการสวนกลาง
โดยกระทรวงสาธารณสุขตองกระจายอำนาจงานบริการดานสาธารณสุขและทรัพยากรไปยงั องคก รปกครองสว นทอ งถ่ิน
ตามแผนการกระจายอำนาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น (จรวยพร ศรีศศลักษณ, จเร วิชาไท และ รำไพ แกว
วิเชียร, ๒๕๕๒, หนา ๑๖) ประกอบกับ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ณ หองประชุม ๓๐๑ ตึกบัญชาการ ๑
ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปนประธานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจใหแก
องคกรปกครองสวนทองถิ่น (กกถ.) ครั้งที่ ๒/๒๕๖๑ ซึ่งสรุปสาระสำคัญของการประชุมฯ ดังนี้ (ขอมูลจากสำนัก
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาลเขาถึงเมื่อ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๒) ที่ประชุมไดพจิ ารณาและมมี ติเห็นชอบใน
หลักการ เรื่อง การถายโอนภารกิจโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. จากกระทรวงสาธารณสุขใหแก
องคก รปกครองสว นทองถิ่น (อปท.) ซ่งึ เปน ไปตามหลกั การการกระจายอำนาจใหแก อปท. ทงั้ น้ี ทป่ี ระชมุ มอบหมายให
ฝายเลขานุการฯ ไปประสานหนวยงานที่เกี่ยวของ ไดแก กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ และ อปท. เพ่ือ
ดำเนินการตอ ไปพรอ มกนั นี้ ทปี่ ระชุมไดพิจารณาและมีมติเห็นชอบในหลกั การเกี่ยวกับหลักเกณฑ วธิ กี าร และขั้นตอน
การบริหารจัดการภารกิจถายโอนดานแหลงน้ำ ตามแผนการกระจายอำนาจใหแก อปท. พรอมมีมติเห็นชอบแตงต้ัง
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อจัดทำฐานขอ มลู ดานการถายโอนภารกิจและดานอ่ืน ๆ ที่เกี่ยวของ เพื่อเปนการสรา ง
องคค วามรแู ละความเขาใจท่ีชัดเจนในดานการดำเนินงานใหเปนไปในทิศทางเดียวกนั และจากพระราชบัญญัติกำหนด
แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจใหแกองคกรปกครองทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดใหงานบริการสาธารณสุขใน
ความรับผดิ ชอบของกระทรวงสาธารณสขุ เปนภารกจิ ทตี่ องถา ยโอนใหกบั องคกรปกครองสว นทองถิ่น (ไพยนต คำใหญ,
วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๖๕
๒๕๔๖, หนา ๑) ในมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ ครอบคลุมถึงการสาธารณสขุ การรกั ษาพยาบาล
การปองกันโรคและ การควบคุมโรคติดตอ ทั้งนี้ตองสรางระบบการถายโอนกำลังคน งบประมาณ สูทองถิ่นอยาง
เหมาะสม (โกวนิ วิวฒั นพงศพนั ธ. ๒๕๔๕,๘) ภารกิจดานสาธารณสขุ ท่ีตองถายโอนไปอยูภายใตการจัดการขององคกร
ปกครองสวนทองถิ่น คือ ภารกิจการบริหารจัดการ และงบประมาณ การบริการสาธารณสุขดานสงเสริมสุขภาพ
การปอ งกันโรค การฟน ฟูสภาพ และการรกั ษาพยาบาลเบ้อื งตนพรอมกับสถานอี นามัย และบุคลากรถายโอนใหองคกร
ปกครองสวนทองถน่ิ ทีม่ คี วามพรอ ม ดำเนินการ ทง้ั นใ้ี นการถา ยโอนยดึ หลัก “งานไป เงินไปคนไป ทรพั ยส ินไป” โดยให
กำหนดโครงสรางขององคกรปกครองสวนทองถิ่นเพื่อรองรับการถายโอน (คณะอนุกรรมการพัฒนากลไกและ
กระบวนการในการสนบั สนุนการถา ยโอนสถานีอนามัยใหแ กอ งคก รปกครองสวนทองถ่ิน. ๒๕๕๐) ซึ่งการถา ยโอนสถานี
อนามัยสูองคการบริหารสวนตำบลจะตองพิจารณาความพรอมขององคการบริหารสวนตำบลที่จะรับโอน มี ๔ ดาน
คือ การบริหารจัดการ งบประมาณ บุคลากร และทรัพยสิน จากนโยบายพัฒนาประเทศ ใหม กี ารปรบั ปรงุ ระบบบริการ
ดานสาธารณสุข โดยลงทุนพัฒนาระบบบริการสุขภาพของภาครัฐในทุกระดับมาตรฐาน ยกระดับสถานีอนามัยเปน
โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และพัฒนาระบบเครือขายการสงตอในทุกระดับใหม ปี ระสิทธภิ าพ สามารถ
เชอ่ื มโยงกนั ท้งั ภาครัฐและเอกชน เพ่ือใหระบบหลักประกนั สุขภาพมีคุณภาพอยา งเพียงพอและทวั่ ถงึ มีการปรับเปล่ียน
บทบาทบุคลากรใหสามารถทำงานเชิงรุก เนนการมีสวนรวมของประชาชน ชุมชน และองคกรปกครองสวนทองถ่ิน
ในการเพิ่มคุณภาพการรักษาพยาบาล ระบบสงตอ ยาและเวชภัณฑ ใหสามารถเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลแมขายได
ผูวิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากรโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการถายโอน
ภารกิจโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น ประกอบดวย ๔ ดาน คือ
ดานบุคลากร ดานงบประมาณ ดานการบริหารจัดการ และดานทรัพยากร
วตั ถุประสงค์ของการวิจัย
๑. เพื่อศึกษาลักษณะสวนบุคคลของกลุมตัวอยางที่ปฎิบัติงานภารกิจโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล
(รพ.สต.) ในจังหวัดพระนครศรอี ยุธยา
๒. เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากรโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการถายโอน
ภารกิจโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแ กองคก รปกครองสว นทอ งถ่นิ ในจงั หวัดพระนครศรีอยุธยา
ขอบเขตของการวิจยั
๑. ขอบเขตดานเนื้อหา ในการวิจัยครั้งนี้มุงศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ตอ การถายโอนภารกจิ โรงพยาบาลสงเสรมิ สขุ ภาพตำบล ใหแ กอ งคก รปกครองสวนทอ งถ่ิน ตัวแปรที่
ใชใ นการวิจยั ครัง้ นี้ ประกอบไปดวย
- ตัวแปรอิสระ ไดแก เพศ อายุ การศึกษา รายได ตำแหนง และระยะเวลาที่ดำรงตำแหนง
- ตัวแปรตาม ไดแก ดานการใหบ ริการงานสาธารณสุข ดานการบริหารจัดการ ดานบุคลากร ดานบริหาร
จัดการดานงบประมาณ และดานการบริหารจดั การดานเครอื่ งมอื วัสดุ อุปกรณ ส่งิ กอสรา ง
๒. ขอบเขตประชากร เฉพาะบุคลากรโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
จำนวน ๒๐๕ คน
๖๖ I วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
๓. ขอบเขตดา นพืน้ ที่ อำเภอพระนครศรอี ยุธยา จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา
๔. ขอบเขตดานเวลา ตั้งแตวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๒ ถงึ วนั ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๒
วธิ ดี ำเนนิ การวิจยั
เปนการศึกษาวจิ ยั เชิงปรมิ าณ โดยมีขน้ั ตอนการดำเนินงานดังนี้
๑. แบบสอบถามขอมูลสวนบุคคล เปนแบบสอบถามที่ผูวิจัยพัฒนาขึ้นเอง โดยมีขั้นตอนการสรางดังน้ี
ศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กีย่ วขอ ง วิเคราะหเนื้อหาของตัวแปรทีต่ องการศึกษา เอกสารตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวของ
ตัวแปรขอมูลทั่วไปไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหนง ระยะเวลาที่ดำรงตำแหนง
๒. แบบสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอนภารกิจ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ
ตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสว นทองถนิ่ กรณศี ึกษา : สาธารณสขุ จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา
๒.๑ ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่ีเกี่ยวขอ งกบั ปจจัยที่มีผลตอความคดิ เห็นของบคุ ลากร
สาธารณสุขตอการถายโอนภารกิจ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกอ งคก รปกครองสว นทอ งถน่ิ
๒.๒ กำหนดกรอบแนวคิดในการสรางแบบสอบถามตามกรอบที่ไดศึกษาจากขอ ที่ ๒.๑)
๒.๓ สรางแบบสอบถามตามวิธีการสรางแบบสอบถาม โดยมีการประมาณคา ๕ ระดับ มีเนื้อหาสาระ
ครอบคลุมปจจัยที่มีผลตอความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอนภารกิจ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ
ตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น นำแบบสอบถามที่สรางขึ้นไปใหผูเชี่ยวชาญ ๓ ทานตรวจสอบเชิง
เน้อื หาความถกู ตอ งในพฤติกรรมทต่ี อ งการวดั กอ นนำไปใชก ับกลมุ เปา หมายปรากฏวา มีคา IOC (Index of objective
Congruence) ที่ ๐.๖๗ ถึง ๑.๐๐ โดยใชส ตู ร IOC ของสมนึก ภัททิยธนี (๒๕๓๗, หนา ๑๖๗) คดั เลอื กขอท่ีสอดคลอง
และผานเกณฑ ได จำนวน ๒๓ ขอ
๓. นำแบบสอบถามทห่ี าคาความเชอ่ื ม่ันแลว ไปเกบ็ ขอมลู จากกลมุ ตวั อยาง
ประชากร
กลุมบุคลากรสาธารณสุข จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๒๐๕ คน
กลุมตวั อยา ง
การกำหนดกลุม ตวั อยางในการศกึ ษาครั้งน้ีกลมุ บคุ ลากรสาธารณสุขจงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา จำนวน ๑๓๖ คน
เครอ่ื งมือทใี่ ชใ นการวิจัย
เคร่ืองมือทีใ่ ชใ นการวจิ ัยครงั้ นี้ประกอบดวยแบบสอบถาม แบง ออกเปน ๒ ตอน ดงั นี้
ตอนที่ ๑ แบบสอบถามเกี่ยวกับขอมูลสวนบุคคล โดยจะเปนแบบกำหนดคำตอบให (Check List) และเติมคำ
ในชองวางจำนวน ๖ ขอ
ตอนที่ ๒ แบบสอบถามเกี่ยวกับระดับปจจัยที่มีผลตอความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอน
ภารกิจ โรงพยาบาลสงเสรมิ สขุ ภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคก รปกครองสว นทองถิ่น กรณศี กึ ษา : สาธารณสุขจังหวัด
พระนครศรีอยุธยาโดยจะเปนแบบมาตราสวนประเมินคา (Rating Scale) ๕ ระดับ จำนวน ๒๓ ขอ
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๖๗
ผลการวจิ ยั
๑. ขอมูลสวนบุคคลผูตอบแบบสอบถาม
ตารางที่ ๑ แสดงขอมูลสว นบุคคลของผูตอบแบบสอบถามสวนใหญ
ขอ มลู สวนบุคคล ผตู อบแบบสอบถาม
เพศ หญิง
อายุ ๔๐ – ๔๙ ป
ระดับการศึกษา ปริญญาตรี
ตำแหนง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ
ระยะเวลาที่ดำรงตำแหนง ๑๐ – ๑๙ ป
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการถายโอน รพ.สต. ไมเ ห็นดวย
ใหทอ งถ่ิน
๒. ความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอน โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแก
องคกรปกครองสวนทองถ่นิ สำนกั งานสาธารณสุขจังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา เปนดังนี้
ตารางที่ ๒ แสดงคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเกี่ยวกับความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถาย
โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
พระนครศรอี ยธุ ยา ในภาพรวม
ดาน ขอความ Χ S.D. ระดับความ
ที่ คิดเห็น
๑. ดานการใหบริการงานสาธารณสุข (Management) ๒.๓๕ ๑.๐๑๙ นอ ย
๒. ดานการบริหารจัดการดานบุคลากร (Man) ๒.๑๔ ๐.๙๔๐ นอ ย
๓. ดานบริหารจัดการดานงบประมาณ (Money) ๒.๓๕ ๐.๙๕๕ นอย
๔. ดานการบริหารจัดการดานเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ ๒.๓๙ ๐.๙๖๓ นอ ย
ส่งิ กอสราง (Material)
รวม ๒.๓๑ ๐.๙๖๙ นอย
๖๘ I วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓
อภปิ รายผล
๑. ผลการศึกษา พบวา ผูตอบแบบสอบถามเปนหญิง จำนวน ๙๐ คน คิดเปนรอ ยละ ๖๖.๑๘ มอี ายุอยรู ะหวา ง
๔๐ – ๔๙ ป มีการศึกษาระดับ ระดับปริญญาตรี จำนวน ๑๒๓ คน คิดเปนรอยละ ๙๐.๔๔ มีตำแหนงนักวิชาการ
สาธารณสุขชำนาญการ สวนใหญดำรงตำแหนง ๑๐ – ๑๙ ป และสวนใหญไมเ หน็ ดวยกบั การถา ยโอนรพ.สต.ใหทองถ่ิน
มี จำนวน ๑๐๕ คน คดิ เปน รอยละ ๗๗.๒๑ ทั้งน้บี ุคลากรของสำนักงานสาธารณสขุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาสว นใหญ
มีความคิดเห็นวา ไมเห็นดวยกับการถายโอน โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวน
ทองถิ่น อาจเปนเพราะ ยังยึดติดกับการทำงานกับกระทรวงสาธารณสุข และมีความคิดเหน็ วา งานโรงพยาบาลนา จะ
ขนึ้ อยกู ับกระทรวงสาธารณสขุ มากกวาจะมาขน้ึ อยูกบั องคกรปกครองสวนทองถ่ิน
๒. ขอมูลความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอน โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)
ใหแกองคก รปกครองสวนทอ งถ่ิน สำนักงานสาธารณสขุ จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา มีประเดน็ ที่ควรอภิปราย คอื
๒.๑ ดานการใหบริการงานสาธารณสุข (Management) ในภาพรวมอยูในระดับนอย สอดคลองกับ
งานวิจัยของ ศราวุธ สุดสวาท (๒๕๔๖, หนา ๔๒, อางถึงใน สามารถ ออ นละมุล ๒๕๔๘, หนา ๕๑) พบวา การถา ยโอน
งานบริการดานสาธารณสุข และกระจายอำนาจสูองคการบริหารสวนตำบล ในการดำเนนิ การตามระเบยี บขอกฎหมาย
บางอยางเปนอุปสรรคที่สำคัญขององคการบริหารสวนตำบลในฐานะเปนองคกรปกครองสว นทอ งถน่ิ และเปน นติ ิบุคคล
การบริหารงานบุคคลขององคการบริหารสวนตำบล ซึ่งเปนองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นไดร ับการจัดตั้ง และรับผิดชอบ
การพัฒนาทอ งถ่ิน มีระยะเวลาเพียง ๕ ป เทานั้น แตอำนาจหนาท่ีภารกิจท่ีไดร บั มอบหมายมีปรมิ าณท่ีมากเกนิ กวาท่ี
บุคลากรที่ปฏบิ ัติงานประจำเพยี ง ๓ ตำแหนง จะรับการถา ยโอนภาระงานได ประกอบกับตองใชความรูความสามารถ
เฉพาะดานที่รับผิดชอบทั้งหมด เปนสาเหตุใหเกิดความลาชาและเสียหายในการปฏิบัติราชการ และสอดคลองกับ
ประยงค เตม็ ชวาลา และคนอืน่ ๆ (๒๕๓๙, หนา ๔-๑๔) ทีพ่ บวา องคการบรหิ ารราชการสว นทอ งถิน่ ยังมขี อ จำกัดดาน
ศักยภาพและความพรอ มท่ีจะดำเนินการ ท้ังทางดา นวิสัยทัศน ทักษะ โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ดานนโยบาย และแผนในดาน
การพัฒนาระบบการบริหารจัดการ เพื่อกระจายอำนาจในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรกำลังคนทั้งสวนขาราชการ
และผูนำทองถิ่นเห็นวาควรพัฒนาทัศนคติของขาราชการใหเขาใจหลักการ และเจตนารมณของนโยบายการกระจาย
อำนาจและเขาใจบทบาทของประชาชนในการเขามามีบทบาทในการปกครองทองถิ่นตนเอง (Local Self
Government) ท้ังนี้เพื่อลดขอ ขัดแยง ในบทบาททีอ่ าจจะเกิดข้นึ ระหวางขาราชการทเ่ี คยควบคมุ ดูแล กำกับประชาชน
หรือผูนำชุมชนท่ีกำลังจะมีบทบาทในการปกครองทองถิน่ ตนเอง และไดมีการเสนอใหก ารวิจยั ทดลองในการใหส ถานี
อนามยั อยภู ายใตก ารบริหารขององคการบริหารงานสว นตำบล เพื่อเปรียบเทียบขอดี ขอ เสียกับรปู แบบสถานีอนามัยท่ี
เปน อยูในปจ จุบัน
๒.๒ ดานการบริหารจัดการดานบุคลากร (Man) ในภาพรวมอยใู นระดับนอ ย (เปนดา นที่มีคา เฉล่ียต่ำท่ีสุด)
สอดคลองกับงานวิจยั ของสมยศ แสงมะโน (๒๕๖๑, บทคัดยอ) ผลการวิจัย พบวา บุคลากรสังกัดโรงพยาบาลสงเสรมิ
สุขภาพ ประจำตำบลมีความกังวลใจเกี่ยวกับความมั่นคงของตำแหนง งานของตน อตั รากำลงั ระยะยาวทอ่ี งคก รปกครอง
สวนทองถิ่นจัดสรรไวรองรับ บำเหน็จบำนาญ ความกาวหนาเกี่ยวกับตำแหนงงานของตน ความสามารถขององคกร
ปกครองสวนทองถิ่นในการจัดหางบประมาณเพิ่มเติมสำหรับจางบุคลากรดานสาธารณสุข สวัสดิการที่ไดรับจากการ
ปฏิบัติงาน ความพอเพียงของงบประมาณขององคกรปกครองสวนทองถิ่นสำหรับจางบุคลากรดา นสาธารณสขุ รายไดท่ี
วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๖๙
ไดรับจากการปฏิบัติงาน ผลตอบแทนที่ไดรับจากการปฏิบัติงาน ความซ้ำซอนของตำแหนง งาน และยังสอดคลองกบั
พนั ธุทพิ ย รามสูต และคนอื่นๆ (๒๕๓๑, หนา ๕๓๐-๕๓๑) ไดทำการประเมินความพรอมในการปฏบิ ัตติ ามแผนบริรักษ
ของสถานบริการสาธารณสุขในอำเภอชายแดนไทย–กัมพูชา พบวา ความรู การรับรู ความคิดเห็นตอสถานการณ
และตอแผนบริรักษ กับสภาวะขวัญกำลังใจของเจาหนาที่โรงพยาบาลชุมชน มีความสัมพันธกับสถานที่ปฏิบัติงาน
ซึ่งการบริหารจัดการดานบุคลากรเปนสิ่งสำคัญ อาจเนื่องจากบุคลากรไมมั่นใจในความมั่นคง ตอความกาวหนาของ
ตำแหนงงาน
๒.๓ ดานบริหารจัดการดานงบประมาณ (Money) ในภาพรวมอยใู นระดบั นอย สอดคลอ งกับงานวิจัยของ
ศราวุธ สุดสวาท (๒๕๔๖, หนา ๔๒, อางถึงใน สามารถ ออนละมลุ , ๒๕๔๘, หนา ๕๑) พบวา ปญหาดานงบประมาณ
พบวา หนวยงานบางหนวยงานไมยนิ ยอมถายโอนเงนิ งบประมาณตามโครงการถายโอน โดยยังคงเกบ็ รกั ษาเงินของแต
ละโครงการไวกับหนวยงานตนสังกัด หากจะเบิกจายเงิน ยังคงตองเบิกผานหนวยงานเจาของงบประมาณเชนเดิม
ในประเด็นเรื่องผลประโยชนและกลุมการเมืองนั้น คณะกลุมบุคคลทั้งสองกลุมถือวามีบทบาทสำคัญในการบริหาร
องคการบริหารสวนตำบล โดยเฉพาะในการใชจายเงินงบประมาณจัดทำโครงการตางๆ ที่มีการจัดซื้อจัดจาง เชน
การประกวดราคา การสอบราคาที่มีผูประกอบการ เสนอราคาแขงขันกันเพียงไมกี่ราย ทำใหก ารจดั ซอ้ื จัดจา งในแตละ
ครัง้ ไมโ ปรงใสขาดความบรสิ ทุ ธ์ยิ ุตธิ รรม และสอดคลองกับ ปณ ณทตั นอขุนทด (๒๕๕๖, บทคดั ยอ ) ทพ่ี บวา ปจ จัยดาน
การดำเนินงานที่มีระดับความสำคัญตอการบริหารจัดการที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด ไดแก ดานงบประมาณ อาจเนื่องจาก
บุคลากรไมมั่นใจในความมั่นคงเมื่อตองยายสังกัดจากกระทรวงใหญมาอยูกับองคการบริหารสวนทองถิ่น
ซ่ึงมงี บประมาณนอ ยกวา
๒.๔ ดานการบริหารจัดการดานเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ สิ่งกอสราง (Material) ในภาพรวมอยูในระดบั
นอย สอดคลองกับงานวิจัยของ สมยศ แสงมะโน (๒๕๖๑, บทคัดยอ) ผลการวิจัย พบวา สาเหตุที่ทำใหการถายโอน
โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ประจำตำบลจากกระทรวงสาธารณสุขไปสังกัดองคกรปกครองสวนทองถิ่นในจังหวัด
เชียงใหม ยังไมเสร็จเรียบรอย เรียงตามลำดับระดับความสำคัญของสาเหตุจากมากไปหานอย ดังนี้ สาเหตุองคกร
ปกครองสวนทอ งถิน่ มีขอ จำกดั เกย่ี วกับการจดั สรรงบประมาณในการจา งบุคลากร รายไดม ีไมเ พยี งพอในการจัดซ้ือวัสดุ
อุปกรณ และเวชภัณฑ งบประมาณที่ไดรับจากรัฐบาลไมเพียงพอ การจัดหางบประมาณเพิ่มเติมเพื่อใชสำหรับการ
ดำเนินงานมีขีดจำกัดในการจางบุคลากรดานสาธารณสุข และสอดคลองกับ ปณณทัต นอขุนทด (๒๕๕๖, บทคัดยอ)
ท่พี บวา ปจ จยั ดา นการดำเนินงานทีม่ ีระดับความสำคญั ตอ การบริหารจัดการ ทมี่ ีคา เฉล่ียเปน ลำดับ ๓ ไดแก ดานวัสดุ
อปุ กรณ อาจเน่อื งจากบคุ ลากรมคี วามไมม ั่นใจจากดานงบประมาณ จงึ เชอ่ื มโยงมายงั การจดั การดานเคร่ืองมือวาจะไม
เพียงพอตอความตองการของโรงพยาบาล
ข้อเสนอแนะ
ในการวิจัยครั้งน้ี ผูว จิ ัยเหน็ ควรมขี อ เสนอแนะ ๒ สวนดงั นี้
๑. ขอเสนอแนะจากผลการวจิ ยั ครัง้ นี้
๑.๑ เนือ่ งจากผลการวจิ ยั พบวา ความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอน โรงพยาบาลสง เสริม
สุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบวา
๗๐ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
มีความคิดเหน็ โดยเฉลีย่ ในภาพรวมอยูในระดับนอ ย ดังน้ัน จึงควรจัดใหมีการอบรมใหความรูแกเจาหนา ทีส่ าธารณสขุ
ในเรื่องภารกิจที่จะตองถายโอน และมีการประเมินความรูของเจาหนาที่สาธารณสุขอยางสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยน
ทัศนคติของเจาหนา ที่สาธารณสุขใหม ีทัศนคติทีด่ ี รวมทั้งการดำเนนิ งานและการประสานงานกับองคกรปกครองสวน
ทองถิ่น อยางเปนกระบวนการและเปนรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมความพรอมในการรองรับการกระจายอำนาจ
เพื่อใหการดำเนนิ งานเปนไปอยางมีประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ล กอใหเกดิ ประโยชนแ กประชาชนในพ้ืนทีร่ ับผดิ ชอบ
อยางสงู สดุ
๑.๒ อปท.ควรจัดโครงสรางดานสาธารณสุขรองรับอยางชัดเจนและมีงบประมาณเพียงพอในการแกไข
ปญหาตางๆของชุมชน ทั้งนี้ความคาดหวังของเจาหนาที่สาธารณสุขตองการใหองคการบรหิ ารสว นตำบล แสดงบทบาท
ดานสาธารณสุข ใน ๒ ลักษณะ คือบทบาทรวมดำเนินการแกไขปญหาสาธารณสุขกับรพ.สต. และบทบาทในการ
สนับสนนุ ทรัพยากรแก รพ.สต. ในการแกไขปญหาสาธารณสุขโดยมีกจิ กรรมรูปแบบการประสานงานท่ีหลากหลายตาม
สภาพพื้นที่ อาจทำโดยการสรางความรวมมือในการสำรวจปญหาสาธารณสุขของชุมชนประจำประหวาง อปท. กับ
รพ.สต. เปนตน
๑.๓ กรมสงเสริมการปกครองทองถิ่นควรสนับสนุนงบประมาณใหกับอปท. ในดานคาใชจายในการ
บริหารงานบุคคลดานสาธารณสุข รวมถึงการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ เวชภัณฑตางๆ ดวย
๒. ขอ เสนอแนะในการวิจัยคร้ังตอไป
กลุมประชากรและกลุมตัวอยางในการวิจัยครั้งนี้ จำกัดเฉพาะในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ผูวิจัย
ปฏิบัติงานฝกสหกิจอยู เนื่องจากมีความสะดวกในการเดินทางเก็บขอมูลและมีขอจำกัดดานระยะเวลาที่กำหนดไว
๔ เดือนเทานั้น ดังนั้นการอางอิงไปสูกลุมบุคลากร สาธารณสุข ทั่วประเทศอาจไมเหมาะสม จึงควรมีการศึกษาวิจัย
เปรยี บเทียบผลการวิจยั เชนนี้ในจงั หวัดอนื่ ๆ
กติ ติกรรมประกาศ
รายงานการวิจัย ความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอน โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล
(รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยาฉบับนี้ สำเร็จไดดวย
ความกรุณา ในการใหค วามชว ยเหลอื และความรวมมือเปน อยางดีจากผูทรงคุณวฒุ ิและผูเช่ียวชาญหลายทาน ที่ไดให
คำปรึกษา แนะนำ ตรวจสอบ และปรับปรุงแกไขขอบกพรอง จนทำใหรายงานการวิจัยฉบับนี้ สำเร็จลุลวงดวยดี
ตามวัตถุประสงค ผูศึกษาขอกราบขอบพระคุณเปนอยางสูงไว ณ โอกาสนี้
ขอขอบพระคุณผูชวยศาสตราจารย ดร.อภิชาติ พานสุวรรณ อาจารยสาขาวิชาการปกครองทองถิ่น
คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร อาจารยจินดา ธำรงอาจริยกุล อาจารยที่ปรึกษาและเปนอาจารยนิเทศตลอด
ระยะเวลาที่เขารับการฝกสหกิจ และคุณเสาวนีย ประลองกิจ พี่เลี้ยงที่คอยดูแลเอาใจใสและใหคำปรึกษาตลอด
ระยะเวลาการฝกสหกิจ ที่สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และทั้งสามทานยังชวยกรุณาเปนผูเชี่ยวชาญ
ตรวจสอบความถูกตองของเครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมขอมูล
ขอขอบคุณพี่ๆ เจาหนาที่ในสำนักงานสาธารณสุขทุกทาน (ที่ไมอาจเอยนามไดหมด) ที่มีสวนเกี่ยวของให
คำปรึกษาและคำชแี้ นะตา งๆทเ่ี ปนประโยชนในการฝกสหกจิ ในครั้งนี้
วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๗๑
ขอขอบคุณผูใหขอมูลและผูทำแบบสอบถามทุกทานที่ชวยใหขอมูลและทำแบบสอบถาม ซึ่งมีสวนทำใหการ
วจิ ัย ฉบับนส้ี ำเร็จลุลว งไปดวยดี
สิ่งสำคัญที่สุด ผูวิจัยขอกราบขอบพระคุณครอบครัวอันเปนที่รักที่ไดใหความรักและชวยสนับสนุนในการทำ
วจิ ยั ฉบบั น้ี
บรรณานกุ รม
โกวิน วิวัฒนพงศพันธ. (๒๕๔๕). นโยบายและแนวทางการกระจายอำนาจดานสุขภาพสูองคกรปกครองสวน
ทองถ่ินในระดบั จงั หวัด ความเหมาะสมและความเปน ไปไดใ นทางปฏิบตั .ิ สถาบันพระปกเกลา นนทบรุ .ี
คณะอนกุ รรมการพัฒนากลไกและกระบวนการในการสนับสนนุ การถา ยโอนสถานีอนามัยใหแกอ งคกรปกครองสวน
ทอ งถนิ่ . (๒๕๕๐) สบื คนเมื่อ ๓ มีนาคม ๒๕๖๒https://www.hiso.or.th/hiso/ picture/ reportHealth/
ThaiHealth2008/report2551_25.pdf
จรวยพร ศรีศศลักษณ, จเร วิชาไท และรำไพ แกววิเชียร. (๒๕๕๒). ประสบการณการกระจายอำนาจดานบริการ
สาธารณสุขในรูปแบบการถายโอนสถานีอนามัย. วารสารวิจัยระบบสาธารณสขุ ๓ (๑)
ประยงค เต็มชวาลา และคนอื่นๆ. (๒๕๓๙). การกระจายอำนาจ : ยุทธศาสตรการปฏิรูปงานสาธารณสุขไทย.
กรุงเทพฯ : สามศาสตร.
ปณณทัต นอขุนทด. (๒๕๕๖). ปจ จัยท่ีมผี ลตอการบรหิ ารจดั การองคก รปกครอง สวนทอ งถน่ิ กรณศี ึกษาองคกร
ปกครองสวนทองถิ่นในอำเภอขามสะแกแสง จงั หวดั นครราชสีมา. สืบคนเมือ่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๒, จาก
http://eng.sut.ac.th/ce/ recourse/download/project/7-1-55/9PANNATHAD%
20NOKHUNTHOD.pdf.
พนั ธทุ พิ ย รามสตู . (๒๕๓๑). ขอเสนอสำหรบั แนวทางการปรับเปลยี่ นพฤติกรรมสขุ ภาพ. กระทรวงสาธารณสุข.
ไพยนต คำใหญ. (๒๕๔๖). การมีสวนรวมขององคการบริหารสวนตำบลในการนำนโยบายดานสาธารณสุขไป
ปฏบิ ตั ิ ในอำเภอเมืองเชียงใหม. มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม,:ม.ป.ท.
สมนึก ภัททิยธาน.ี (๒๕๓๗). การประเมนิ ผลและการสรา งแบบทดสอบ. (พิมพค รัง้ ที่ ๔). กาฬสินธุ : ประสานการพิมพ.
สมยศ แสงมะโน. (๒๕๖๑). ปญ หาการถา ยโอนโรงพยาบาลสง เสรมิ สขุ ภาพประจำตำบล จากกระทรวงสาธารณสุข
ไปสังกัดองคก รปกครองสวนทอ งถน่ิ : จังหวัดเชยี งใหม. วิทยานิพนธสาขาวิชานโยบายสาธารณะ หลักสูตร
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม.
สามารถ ออ นละมุล. (๒๕๔๘). ความพรอมในการถายโอนอำนาจใหแกองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นของเจาหนาที่
สาธารณสุข อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี. การศึกษาอิสระสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม.
๗๒ I วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
การศึกษาความเปน็ ไปไดใ้ นการพัฒนาโครงสร้างหลกั สตู ร
บรหิ ารธรุ กจิ บณั ฑิต สาขาวิชาการจดั การธรุ กจิ ชมุ ชน
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยธุ ยา
Feasibility Study for the Development of the Structure
of the Bachelor of Business Administration Program Community
Business Management Program Faculty of Management Science
Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University
ชเนตตี พุมพฤกษ / Chanattee Poompruk๑
วรรณภิ า ใจดี / Wannipha Jaidee๒
๑อาจารยประจำคณะวทิ ยาการจดั การ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยุธยา
Lecturer of the Faculty of Management Science, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University
๒อาจารยป ระจำคณะวทิ ยาการจดั การ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา
Lecturer of the Faculty of Management Science, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University
รับบทความ ๑๗ กมุ ภาพันธ ๒๕๖๓ แกไขบทความ ๗ มีนาคม ๒๕๖๓ ตอบรบั ๙ มนี าคม ๒๕๖๓
บทคดั ย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงคของเพื่อศึกษาความเปนไปไดในการพัฒนาโครงสรางหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต
สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา อาศัยการเชิงคุณภาพ
กำหนดกระบวนวิธีการวิจัยครัง้ นี้ โดยใชแบบสัมภาษณที่มีลักษณะเปนการสัมภาษณเจาะลึก (In-Depth Interview)
โดยมีการออกแบบโครงสรางของขอคำถามที่สามารถนำไปใชในการสัมภาษณแบบกง่ึ โครงสรางหรอื การสัมภาษณแบบ
ชี้นำ (Guided Interview) เกี่ยวกับโครงสรางหลักสูตรสำหรับการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑติ
สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา กำหนดใหขอคำถาม
เหลานมี้ ีความสอดคลองกับผูมีสวนรว มในการวจิ ยั หรือผูใหสมั ภาษณแ ตละคนในแตล ะสถานการณท ่มี ีเหตกุ ารณ เพ่ือให
บุคคลที่มีความสำคัญหรือมีสวนเกี่ยวของ ไดแก ผูบริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่ในจังหวัด
พระนครศรอี ยธุ ยา จำนวน ๑๐ คนจาก ๑๐ โรงเรียน อีกท้ังยงั ดำเนนิ การวจิ ยั เชิงสมั ภาษณจาก ๓ กลมุ หลกั ที่เก่ียวของ
กบั การพัฒนาธุรกิจชมุ ชน ไดแก ๑) ผูประกอบธรุ กจิ ชมุ ชน กลุม วสิ าหกจิ ชุมชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒) บริษัท
ประชารัฐรักสามัคคีพระนครศรีอยุธยา (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และ๓) หนวยงานพัฒนาชุมชนอำเภอ สำนักงาน
พัฒนาชุมชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๓ คน และนักศึกษาระดับการศกึ ษามัธยมศกึ ษาปที่ ๖ หรือเทียบเทา
จำนวน ๑๐ ราย เปนผูร ับสัมภาษณ ซึ่งเปน บคุ คลที่ทำการตอบขอคำถาม อันทำใหม าไดซ ง่ึ ขอมูลท่ีมีความหลากหลาย
วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๗๓
ในมิติตาง ๆ และขอเท็จจริงในทางปฏิบัติที่มีทั้งมิติของความความลึกและมิติของความกวางในเรื่องที่ไดดำเนินการ
สมั ภาษณเ จาะลกึ (In-Depth Interview) รวมท้งั อกี จำนวน ๑๐๐ คนเขารว มสังเกตการณเกี่ยวกับหลักสูตร กอใหเกิด
แนวทางการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชน คณะวทิ ยาการจัดการ
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยาขึ้น
คำสำคัญ : การศึกษาความเปนไปไดในการพัฒนาหลักสูตร สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชน
Abstract
The purpose of this research is to study the feasibility of developing the Bachelor of Business
Administration Curriculum. Community Business Management Program Faculty of Management
Science Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University Relying on qualitative methods to determine
the methodology of this research by using interview forms that are in-depth interviews. There are
structural designs for questions that can be used in a semi-structured interview or guided interview.
Guided interview about curriculum structure for teaching and learning management, Bachelor of
Business Administration Program Community Business Management Program Faculty of Management
Science Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University. Assigning these questions to be consistent with
each research participant or interviewee in each situation In order to have 10 important or relevant
persons, including the administrators of secondary schools in Phra Nakhon Si Ayutthaya province,
from 10 schools, Also conducting interview research from 3 main groups related to community
business development, namely 1 ) Community business operators Community Enterprise in
Phra Nakhon Si Ayutthaya Province 2) Pracharat Rak Samakkhi Ayutthaya (Social Enterprise) Limited.
And 3) District Community Development Unit Phra Nakhon Si Ayutthaya Community Development
Office, amount 3 persons and 10 students of Mattayom 6 or equivalent, were interviewees. Which is
the person who answers the questions. Which gives us a variety of information in various dimensions
and practical facts that include both the depth and dimension of the depth in which the In-Depth
Interview is conducted, including Another 100 people participated in the course observation. Causing
guidelines for the teaching and learning of the Bachelor of Business Administration Program
Community Business Management Program Faculty of Management Science Phranakhon Si Ayutthaya
Rajabhat University established.
Keywords : Feasibility study of curriculum development, Major of Community Business Management
๗๔ I วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
๑. บทนำ
การดำเนินงานภายใตยุทธศาสตรมหาวิทยาลัยราชภัฏเพ่ือพัฒนาทองถิ่น ระยะเวลา ๒๐ ป (พ.ศ. ๒๕๖๐-
๒๕๗๙) ที่ไดนอมนำพระราโชบายดานการศึกษาในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธบิ ดศี รีสนิ ทรมหาวชริ าลงกรณ -
มหศิ รภูมพิ ลราชวรางกรู กิตสิ ิริสมบรู ณอดลุ ยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพติ ร พระวชริ เกลาเจาอยูหัว
รัชกาลที่ ๑๐ มาเปนหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนใหการศึกษาสรางความมั่นคงใหกับประเทศ โดยมีมหาวิทยาลัย
ราชภัฏทั้ง ๓๘ แหงที่กระจายตัวทั่วประเทศเปนหนึ่งในกลไกการพัฒนาทองถิ่นอยางทั่วถึง โดยใชองคความรู
เขาแกปญหาตามความตองการของชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏตองศึกษาและเรียนรูขอมูลในพื้นที่ใหไดมากที่สุด
โดยอาจเขารวมจัดทำ Big Data กบั กระทรวงมหาดไทย เพอื่ ใหรูข อ มูลความตองการตลอดจนศกั ยภาพของพื้นท่มี ากข้ึน
สิ่งสำคัญขอใหนอมนำพระมหากรุณาธิคุณ ดานการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทองถิ่น ทำใหเกิดการบูรณาการความ
รวมมือจากทกุ ภาคสวนอยา งแทจริง จากการประชุมหารือเพ่ือขับเคลื่อนการดำเนนิ งานของมหาวทิ ยาลัยราชภฏั ตาม
ยุทธศาสตรใหมระหวางผูแทนที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) สำนักงานคณะกรรมการการ
อุดมศึกษา สำนักงานเลขาธิการครุสภา และสำนักงบประมาณ ทำใหทราบวาขณะนี้อยูระหวางการจัดประเภท
สถาบันอุดมศึกษาไทย เพื่อใชในการปรับสัดสวนตัวชี้วัดระดับคณะหรือสถาบันอุดมศึกษา แบงออกเปน ๔ กลุม
ไ ด แ ก ๑ . Research or Global University ๒ . Innovative & Entrepreneurial University ๓ . Social and
Community University ๔. Professional University ในสวนของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ยังคงจุดเนนการบริการ
วิชาการเพื่อพัฒนาทองถิ่นตามบทบาทหนาที่หลกั
สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยูในภูมิภาคภาคกลาง ที่มีกลุมเปาหมายของโครงการ คือ SMART
Farmer SMEs หัวขบวน วิสาหกิจชุมชน และสหกรณการเกษตร ซึ่งแบงพื้นที่ดำเนินการเปน ๓ ดาน ไดแก
ดานเกษตรกรรม (กลุมการผลิต กลุมบริการและกลุมรวบรวม) ดานทองเที่ยว (กลุมที่พักโฮมสเตย กลุมอาหารและ
เครื่องดื่ม กลุมนำเที่ยวและขนสง กลุมผลิตภัณฑชุมชน) และดานอุตสาหกรรม (กลุมแปรรูปและกลุม Logistics)
จากการสำรวจพบวา มผี ทู ีไ่ ดร บั การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑชมุ ชน จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา จำนวน ๑๔๓ รายการ
จากขอมูลทงั้ หมด ๑๑,๑๑๓ รายการ ซ่ึงสรา งสรรคผ ลิตภัณฑชุมชนอยางตอ เนอื่ งสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแหงชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) พบวาประเทศไทยมีจุดแข็งดานความหลากหลายของฐานการผลิตที่มี
ความแข็งแกรงในระดับโลก ซึ่งประเทศไทยมีสวนแบงในมูลคาการสงออกสินคาและบริการในตลาดโลกรอยละ
๑.๒ ของโลกและมูลคา การสงออกสนิ คาอตุ สาหกรรมและบริการทอ งเที่ยวสงู เปน อันดับท่ี ๑๓ และอันดับที่ ๕ ของโลก
ตามลำดับ สวนในดานการผลิตการบริการประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแขงขนั โดยสรา งความเปน เลศิ ในหลาย
อุตสาหกรรมและบริการ เชน อาหาร ธุรกิจบริการและการทองเที่ยว จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
ดังกลาว ที่มุงเนนการพัฒนาภาคบริการและการทอ งเท่ียวโดยเสริมสรางขีดความสามารถทางการแขงขันในเชิงธรุ กจิ
ของภาคบริการทีม่ ศี ักยภาพท้ังฐานบรกิ ารเดมิ และฐานบรกิ ารใหมเพือ่ สง เสริมใหเศรษฐกิจของประเทศเตบิ โตไดอยา ง
เขมแข็ง โดยมีแนวทางการพัฒนาศักยภาพของฐานบริการเดิมใหเติบโตอยางเขมแข็ง โดยสงเสริมการลงทุนเพ่ือ
ยกระดับศักยภาพในการแขง ขนั ของธรุ กิจบรกิ ารเสรมิ สรา งความเขม แข็งของผูประกอบการไทยใหส ามารถปรับตัวได
ทันตอบริบทการเปลี่ยนแปลงทีเ่ กิดขึน้ อยางเปน พลวัต พัฒนาระบบรับรองมาตรฐานและกำหนดใหมีมาตรฐานธุรกจิ
ภาคบริการตามมาตรฐานสากล สนับสนุนการวิจยั และพัฒนาโดยสงเสริมใหผูประกอบการใชประโยชนจากนวัตกรรม
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๗๕
เพ่ือพฒั นาธรุ กจิ ใหท นั ตอ การเปลย่ี นแปลงในยคุ เศรษฐกจิ ดจิ ิทัล ตลอดจนสนบั สนนุ การใชสือ่ สังคมออนไลนที่เหมาะสม
เพื่อขยายตลาดสินคาและบริการทั้งในและตางประเทศ
ดวยความสำคัญดังกลาวหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวชิ าการพัฒนาธุรกจิ ชุมชนจึงเกิดข้นึ เพ่อื ตอบสนอง
ตอการผลติ บัณฑิตกลบั คืนสูทอ งถ่ินในการบริหารจัดการธุรกจิ ชุมชนใหเกดิ การพฒั นาตอ ยอดและสรา งสรรคผลิตภัณฑ
และบริการที่ตอบสนองตามความตองการของกลุมเปาหมายอยางแทจริง อยางไรก็ตามการจัดรูปแบบการเรียนการ
สอนยังมุงเนนการประยุกตใชภ าคทฤษฎีและภาคปฏิบัตใิ นการปฏบิ ัติงานจรงิ ในธรุ กิจชุมชน โดยใหนกั ศกึ ษาเลือกเรียน
ตามอัธยาศัยตามความสนใจในศาสตรเฉพาะทางเลือกดานธุรกิจชุมชน เพื่อยกระดับความพเิ ศษในการจัดการเรียนการ
สอนและสรางประสบการณทางการเรยี นแกผูเรยี นสาขาวชิ าการพฒั นาธรุ กิจชมุ ชน คณะวิทยาการจดั การ มหาวทิ ยาลัย
ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ที่เรียกวา กระบวนการจัดการเรียนรูที่ผูเรียนไดลงมือกระทำ และไดใชกระบวนการคิด
เกี่ยวกับสิ่งที่เขาไดกระทำลงไป เปนการจัดกิจกรรมเรียนรูภายใตสมมติฐาน ๒ ประการ (Active Learning) คือ
๑. การเรยี นรูเ ปนความพยายามโดยธรรมชาติของมนุษย ๒. แตล ะคนมแี นวทางในการเรียนรทู ่ีแตกตางกัน และยงั คงไว
ซึง่ ความสอดคลอ งตามเปาหมายยุทธศาสตรกระทรวงศกึ ษาธิการและวา ดวยเร่อื งนโยบายการยกระดบั รูปแบบการเรียน
การสอนในสถาบันอุดมศึกษา โดยเปาหมายยุทธศาสตรของประเทศ ยุทธศาสตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและ
ยทุ ธศาสตรมหาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา การพฒั นาหลักสูตรจงึ มีความสอดคลองกบั ความจำเปน สำหรับการ
เตรียมพรอมบคุ ลากรใหทันตอ การเปล่ียนแปลงดังกลาว อีกทั้งจากผลการศึกษาความเปนไปไดในการเขา ศึกษาตอใน
หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการพฒั นาธุรกจิ ชุมชน
๒. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั
เพื่อศึกษาความเปนไปไดในการจัดการเรียนการสอนตามโครงสรางหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชา
การจดั การธรุ กิจชมุ ชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
๓. ขอบเขตการศึกษา
๓.๑ ขอบเขตเนื้อหา การศึกษาความเปนไปไดเพื่อการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต
สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชนคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา สำหรับนักเรียน
นักศึกษา บุคคลทัว่ ไป ทเี่ ก่ยี วของหรอื สนใจในการจัดการธรุ กิจชมุ ชน
๓.๒ ขอบเขตประชากรและกลุมเปาหมาย เปนการวิจยั เชิงสมั ภาษณจากผูบรหิ ารมหาวทิ ยาลัยจำนวน ๑๐ คน
อีกทั้งยังดำเนินการวิจัยเชิงสัมภาษณจาก ๓ กลุมหลักที่เกี่ยวของกับการพัฒนาธุรกิจชุมชน ไดแก ผูประกอบธุรกิจ
ชุมชน กลมุ วสิ าหกิจชมุ ชน บรษิ ัท ประชารัฐรกั สามัคคีพระนครศรีอยธุ ยา (วสิ าหกจิ เพื่อสังคม) จำกดั หนวยงานพัฒนา
ชุมชนอำเภอ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา และนักศึกษาระดับการศึกษามัธยมศึกษาปที่ ๖ หรือ
เทียบเทา จำนวน ๑๐ ราย เปนผูร บั สัมภาษณ และจำนวน ๑๐๐ คนเขา รว มสังเกตการณเก่ียวกับหลักสูตร
๓.๓ ขอบเขตพื้นที่ จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
๓.๔ ขอบเขตระยะการศกึ ษาเวลา ระหวางพฤษภาคม ๒๕๖๒ ถึง ธนั วาคม ๒๕๖๒
๗๖ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
๔. คำถามการวิจยั
ความเปนไปไดในการจัดการเรียนการสอนตามโครงสรางหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ
ธุรกิจชุมชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาควรมีองคประกอบและรูปแบบเปนเชนไร
อยางไร
๕. ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั
๕.๑ นำผลการวิจัยไปสูการสรางโอกาสทางการศึกษาแกผูเรียนที่มีความสนใจในศาสตรสาขาวิชาการจดั การ
ธุรกิจชุมชนใหมีโอกาสไดรับการศึกษาระดับอุดมศึกษาในระบบการศึกษาแบบปดเปนแหงแรกในกลุมมหาวิทยาลัย
ราชภฏั ทั่วประเทศ
๕.๒ ผูเรียนสามารถนำองคความรูเหลานั้นมาประยุกตใชในการประกอบอาชีพภายหลังจากจบการศึกษาไป
แลว ทั้งนี้ท้ังน้ัน ไดอาศัยการพัฒนาความรว มมอื และการประสานงานระหวา งมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
และธรุ กจิ ชุมชน วิสาหกจิ ชุมชน รวมท้ังภาคเอกชนทสี่ นับสนุนและรองรับการพฒั นาผลิตภณั ฑและบรกิ ารในกลุมธุรกิจ
ชุมชน
๕.๓ กอใหเกิดมิติทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีความตอเนื่องและไดรับความรูจากประสบการณจริงใน
ธุรกิจชุมชน โดยคำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐานการจดั การศึกษาและเนน ความตองการของผูเรียนเปน หลัก โดยสราง
กลมุ วชิ าเลือกเฉพาะดา นข้ึนเฉพาะทางท่ีเก่ียวของกบั ธรุ กจิ ชมุ ชน
๖. วธิ วี ทิ ยาการวจิ ยั
๖.๑ วธิ ีวิทยาการวิจัย
การกำหนดวิธีการวิจัย (Methodology) ตามโครงการศึกษาวิจัยครั้งนี้คณะผูวิจัยใชกระบวนวิธีการวิจัย
อนั มสี าระสำคัญโดยสรุปดังตอไปน้ี
๖.๑.๑ การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research)
สำหรับการกำหนดวิธีวิทยาการวิจัย (Methodology) โดยเบ้อื งตน ทางผวู ิจัยไดดําเนินกระบวนการวิจัย ตาม
วิธีวิทยาการวิจัย (Methodology) โดยการใชกระบวนวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)
ดวยกระบวนการศึกษาและวิเคราะหขอมูลจากเอกสารหรือการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยการ
ทบทวนแนวความคิดทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวของกับการจัดการเรียนการสอนแกผูเรียน โดยเริ่มตนจากการศึกษา
ขอความคิดเบื้องตนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแกผูเรียน สำหรับสวนที่เกี่ยวของกับขอพิจารณาตามนัยของ
แนวความคิดในทางปรัชญาความหมายและกระบวนการเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนนั้น ไดดำเนินการศึกษาจาก
เอกสารทางวิชาการผลงานวิจัยและบทความทางวิชาการท่เี กี่ยวของท้งั เอกสารทางวิชาการประเภทตาง ๆ ภายในประเทศ
และตางประเทศ รวมทัง้ ขอ มูลทางวชิ าการที่ไดจ ากการสืบคน ทางส่ืออิเลก็ ทรอนิกสหรือทางเว็บไซตต างๆ
๖.๑.๒ การสมั ภาษณเจาะลึก (in-depth interview)
การกำหนดวิธีวิทยาการวิจัย (Methodology) โดยการใชกระบวนวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Research) ดว ยการสมั ภาษณเจาะลึก (In-Depth Interview) นัน้ ในการกำหนดกระบวนวธิ ีการวิจยั คร้งั นไ้ี ดก ำหนดให
มีกระบวนวิธีการวิจัย (Methodology) โดยการใชแบบสัมภาษณที่มีลักษณะเปนการสัมภาษณเจาะลึก (In-Depth
วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๗๗
Interview) โดยมีการออกแบบโครงสรา งของขอคำถามท่ีสามารถนำไปใชในการสัมภาษณแบบกึ่ง โครงสรางหรือการ
สัมภาษณแบบช้ีนำ (Guided Interview) กลาวคือเปนการสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางหรือเปนการสัมภาษณแบบ
ปลายเปด ซึ่งเปนกระบวนวิธีการวิจัย (Methodology) ที่มีความยืดหยุนและเปดกวางหรือมีการนำคำสำคัญ
(Keywords) มาใชประกอบในการชี้นำคำสัมภาษณ กลาวคือ มีการรางขอคำถามท่ีมีลักษณะปลายเปดที่มีคำสำคัญ
พรอมกบั ลักษณะของขอคำถามท่ีมีความยืดหยุน และพรอมท่ีจะมีการปรบั เปล่ียนถอ ยคำของขอคำถามใหมีความสอด
คลองกับผูมีสวนรวมในการวิจัยหรือผูใหสัมภาษณแตละคนในแตละสถานการณที่มีเหตุการณ เพื่อใหบุคคลที่มี
ความสำคญั หรือมสี ว นเกีย่ วของ ไดแ ก ผูบรหิ ารมหาวทิ ยาลยั จำนวน ๑๐ คน อกี ท้ังยงั ดำเนินการวจิ ยั เชิงสัมภาษณจาก
๓ กลุมหลักที่เกี่ยวขอ งกับการพฒั นาธุรกิจชุมชน ไดแก ผูประกอบธุรกจิ ชุมชน กลุมวิสาหกิจชุมชน บริษัท ประชารัฐ
รกั สามัคคีพระนครศรีอยธุ ยา (วิสาหกจิ เพอ่ื สังคม) จำกดั หนวยงานพัฒนาชมุ ชนอำเภอ สำนกั งานพฒั นาชุมชนจังหวัด
พระนครศรอี ยธุ ยา จำนวน ๓ คน และนกั ศกึ ษาระดับการศึกษามธั ยมศกึ ษาปท ่ี ๖ หรือเทียบเทา จำนวน ๑๐ ราย เปน
ผรู บั สัมภาษณ ซ่งึ เปนบคุ คลท่ีทำการตอบขอ คำถามจากการสัมภาษณเจาะลึก (In-Depth Interview) อันทำใหมาไดซึ่ง
ขอมูลทม่ี ีความหลากหลายในมิติตาง ๆ และขอเทจ็ จริงในทางปฏิบตั ิท่มี ีทงั้ มิติของความความลึกและมิตขิ องความกวาง
ในเรื่องที่ไดดำเนินการสัมภาษณเจาะลึก (In-Depth Interview) รวมทั้งอีกจำนวน ๑๐๐ คนเขารวมสังเกตการณ
เกี่ยวกบั หลักสูตร
๖.๒ เครอื่ งมอื ที่ใชใ นการวิจัย
เครอื่ งมอื ทมี่ คี วามเหมาะสมในการนํามาใชสําหรบั วธิ ีวิทยาการวิจยั (Methodology) อาศัยโดยการศึกษา
คนควาจากเอกสารทางวิชาการ ตํารา ตลอดจนผลงานวิจัยประเภทตาง ๆ รวมทั้งขอมูลจากการคนควาทางสื่อ
อิเล็กทรอนิกสและจากเว็บไซตทางอนิ เทอรเน็ต เพื่อนํามาใชในกระบวนการสรา งพื้นฐานขององคความรูอยางบูรณา
การในทางวิชาการ เปนแนวทางประการสําคัญนําไปสูการสรางเครื่องมือที่สามารถนําไปใชในกระบวนการเก็บ
รวบรวมขอมูลที่มีประสิทธิภาพ สวนเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลตามกระบวนวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ
(qualitative research) อีกแนวทางหนึ่งนั้น ไดแก แบบสัมภาษณที่มีลักษณะเปนการสัมภาษณเจาะลึก (in-depth
interview) โดยมีการออกแบบโครงสรางของขอคําถามท่ีสามารถนําไปใชในกระบวนการสัมภาษณแบบ กึ่งโครงสราง
หรอื การสัมภาษณแ บบชี้นํา (guided interview) อันเปนแบบ สัมภาษณท่ีไมม ีการกําหนดโครงสรางของขอคําถามที่มี
ความชัดเจนตายตัว โดยเปน แตเพียงการกําหนดแนวขอ คําถาม แบบเปดกวา งหรือเปน การใชแบบสัมภาษณป ลายเปด
๗. สรุปผลการวจิ ัย
จากผลการศึกษาโดยอาศัยการวิจัยเชิงคุณภาพในครั้งน้ีและทำใหสามารถกำหนดโครงสรางของหลักสูตร
ดังตอไปนี้
๗.๑ หลกั สูตรมีจำนวนหนวยกิต รวมตลอดหลักสูตร ไมน อ ยกวา ๑๓๐ หนวยกิต
๗.๑.๑ โครงสรางหลักสูตร แบงเปนหมวดวิชา ดังนี้
๗๘ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓
๑) หมวดวชิ าศึกษาท่ัวไป ไมนอ ยกวา ๓๐ หนวยกิต
๑.๑) วชิ าบังคับเรียน ใหเรยี น ๓ หนว ยกิต
๑.๒) วิชาเลือกเรยี น ไมนอ ยกวา ๒๗ หนว ยกิต
(เลือกเรียนรายวิชาในแตละกลุมดังน้ีอยางนอยกลุมละ ๓ หนวยกิต โดยใหมีจำนวนรวมทัง้ หมดไมน อยกวา
๒๗ หนวยกติ )
๑.๒.๑) กลมุ วิชาภาษา ไมน อยกวา ๙ หนว ยกติ
๑.๒.๒) กลมุ วิชามนษุ ยศาสตร ไมนอยกวา ๖ หนว ยกิต
๑.๒.๓) กลมุ วชิ าสังคมศาสตร ไมน อ ยกวา ๙ หนว ยกติ
๑.๒.๔) กลุมวชิ าวิทยาศาสตรและคณติ ศาสตร ไมนอยกวา ๖ หนวยกติ
๒) หมวดวิชาเฉพาะ ไมนอยกวา ๙๔ หนว ยกติ
๒.๑) กลมุ วชิ าเฉพาะดานบังคับ ใหเ รียน ๗๒ หนวยกติ
๒.๒) กลุมวิชาเฉพาะดานเลือก ไมน อยกวา ๑๕ หนวยกิต
๒.๓) กลุมวชิ าปฏิบัตกิ ารและฝกประสบการณวิชาชีพ ไมน อ ยกวา ๗ หนวยกติ
๓) หมวดวิชาเลือกเสรี ไมนอยกวา ๖ หนวยกิต
หมายเหตุ ใหเรยี นวชิ ากลมุ ภาษาอังกฤษไมน อ ยกวา ๑๒ หนว ยกิต
๗.๑.๒ ความหมายของระบบรหัสวิชา
รหัสวิชารายวิชา แตละรายวิชาประกอบดวยตัวเลข ๗ ตัวและมกี ารกำหนดความหมายของแตล ะหลกั ไวดงั น้ี
หมวดอกั ษร ๒ ตัวหนา
เลขลำดับที่ ๑-๒ หมายถงึ หมวดวิชาและหมูวิชาของสาขาวิชาการจดั การธรุ กจิ ชมุ ชน
เลขลำดับที่ ๔ หมายถงึ ระดับความยากงาย หรอื ชน้ั ป
เลขลำดับท่ี ๕ หมายถึง เปน ลกั ษณะเนื้อหาวชิ า ไดแก
เลข ๑ หมายถงึ กลมุ วชิ าการบริการธุรกจิ ชุมชน
เลข ๒ หมายถึง กลมุ วิชาการบริหาร การจัดการทรัพยากรมนุษย
เลข ๓ หมายถงึ กลุมวิชาการขาย การตลาด การผลิต
เลข ๔ หมายถงึ กลมุ วิชากลยุทธ การบรู ณาการ นวตั กรรม
เลข ๕ หมายถงึ กลมุ วิชาการเปนผูประกอบการ โมเดลทางธุรกจิ
เลข ๖ หมายถงึ กลมุ วชิ าปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งเครือขา ยทางธรุ กิจ
เลข ๗ หมายถึง กลุมวิชาการวิเคราะห การพยากรณ เทคโนโลยี
เลข ๘ หมายถึง การวจิ ยั การสัมมนา การเรียนรูภาคปฏิบตั ิ หัวขอ โครงการ
เลข ๙ หมายถงึ กลุมวิชาฝก ประสบการณภ าคสนาม
วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๗๙
๑๒๓๔๕๖๗
ลำดบั กอ นหลงั
ลักษณะเนื้อหา ของรายวิชา
ระดบั ความยากงา ยหรอื ช้นั ป
หมวดวิชาและหมวู ิชา
๗.๒ หมวดวิชาเฉพาะ ไมน อ ยกวา ๙๔ หนว ยกติ
๗.๒.๑ กลมุ วิชาเฉพาะดา นบงั คบั ใหเ รยี น ๗๒ หนวยกติ
๑) กลมุ วชิ าแกน ใหเ รยี น ๓๐ หนวยกติ
๓๙๙๑๑๐๑ หลักการตลาด ๓(๓-๐-๖)
๓(๓-๐-๖)
Principles of Marketing ๓(๓-๐-๖)
๓(๒-๒-๕)
๓๙๙๑๒๐๑ องคการและการจัดการ ๓(๒-๒-๕)
๓(๓-๐-๖)
Organization and Management ๓(๓-๐-๖)
๓(๓-๐-๖)
๓๙๙๑๓๐๑ การจดั การทรัพยากรมนุษยและจรยิ ธรรมทางธุรกจิ ๓(๓-๐-๖)
๓(๓-๐-๖)
Human Resource Management and Business Ethics
๓๙๙๑๔๐๑ หลักการบัญชี
Principles of Accounting
๓๙๙๑๕๐๑ เทคโนโลยีดิจิทัล
Digital Technology
๓๙๙๑๖๐๑ หลักเศรษฐศาสตร
Principles of Economics
๓๙๙๒๔๐๑ การเงนิ ธรุ กจิ
Business Finance
๓๙๙๒๖๐๑ กฎหมายธรุ กจิ
Business Laws
๓๙๙๓๑๐๑ การจัดการเชิงกลยุทธ
Strategic Management
๓๙๙๓๒๐๑ การจัดการการดำเนินงาน
Operations Management
๘๐ I วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓
๒) กลมุ วิชาบังคบั เรียน ใหเรียน ๔๒ หนว ยกติ
๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๑๒๐๑ การจดั การความรใู นธรุ กิจชมุ ชน ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๑๓๐๑ ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๑๔๐๑ Knowledge Management in Community Business ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๒๒๐๑ ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๒๒๐๒ การสรางแบรนดสำหรับผลิตภัณฑชุมชน ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๒๔๐๑ ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๒๔๐๒ Branding for Community Products ๓(๒-๒-๕)
๓๖๕๒๖๐๑ ๓(๒-๒-๕)
๓๖๕๒๗๐๑ กลยุทธการขับเคล่ือนธุรกิจชมุ ชน ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๓๑๐๑ ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๓๔๐๑ Strategies for Driving Community Business ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๓๗๐๑ ๓(๒-๒-๕)
๓๖๕๓๘๐๑ การพฒั นาศักยภาพธุรกิจชุมชน ๓(๒-๒-๕)
๓๖๕๔๘๐๑
Community Business Potential Development
คุณลักษณะเฉพาะของผูประกอบการ
Characteristics for Entrepreneurs
การนำเขาและการสงออก
Import and export
นวตั กรรมและการยกระดบั ผลิตภัณฑชุมชน
Innovation and Community Product Enhancement
เครือขา ยในธุรกิจชมุ ชน
Networking in Community Business
พาณิชยอเิ ลก็ ทรอนกิ สสำหรับธุรกิจชุมชน
E-Commerce for Community Business
การพัฒนาธุรกจิ ชุมชนสูความยง่ั ยืน
Sustainable Community Business Development
การขนสงและการกระจายสินคา
Transportation and Distribution
การจัดการทางการเงินสำหรับธุรกิจชุมชน
Financial Management for Community Businesses
การวจิ ยั ธุรกจิ ชุมชน
Research for Community Business
การสัมมนาและการออกแบบโครงการทางธุรกิจชุมชน
Seminar and Community Business Project Design
วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๘๑
๗.๒.๒ กลุมวิชาฉพาะดานเลือก ไมน อยกวา ๑๕ หนวยกิต
ใหเ ลือกเรียนกลมุ วิชาเฉพาะดา นเลอื กตามทีผ่ ูเรียนสนใจเพยี งกลมุ ใดกลุมหนงึ่ ดงั ตอไปน้ี
๑) กลมุ ธรุ กจิ ชุมชน: ภาคการผลิต
๓๖๕๒๕๐๑ การดำเนินงานของกลมุ ธุรกจิ ชุมชนในภาคการผลิต ๓(๓-๐-๖)
Operations of Community Business Groups in the Manufacturing Sector
๓๖๕๒๓๐๑ กิจกรรมทางการผลติ ๓(๒-๒-๕)
Production Activities
๓๖๕๓๓๐๑ กจิ กรรมทางการขายผลผลติ ๓(๒-๒-๕)
Sales Activities
๓๖๕๓๓๐๒ กิจกรรมการซ้ือ ๓(๓-๐-๖)
Purchasing Activities
๓๖๕๔๔๐๑ การสรางคุณคาในการออกแบบการผลติ และกระบวนการผลิต ๓(๓-๐-๖)
Value Proposition in Production Design and Production Processes
๒) กลุม ธุรกจิ ชุมชน: ภาคการบรกิ าร
๓๖๕๒๒๐๓ ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งและภมู ปิ ญญาทอ งถิ่นสำหรบั ธุรกิจชมุ ชน ๓(๓-๐-๖)
Sufficiency Economy Philosophy and Wisdom for Community Business
๓๖๕๒๕๐๒ การดำเนินงานของกลมุ ธรุ กิจชมุ ชนในภาคบริการ ๓(๓-๐-๖)
The Operations of Community Business Groups in the Service Sector
๓๖๕๓๒๐๑ การพัฒนาบุคลากรสำหรับภาคบรกิ ารในธุรกิจชมุ ชน ๓(๓-๐-๖)
Personnel Development for the Service Sector in Community Business
๓๖๕๓๓๐๓ กจิ กรรมภาคบรกิ ารในธุรกจิ ชมุ ชน ๓(๒-๒-๕)
Activities in the Service Sector in the Community Business
๓๖๕๔๔๐๒ การสรา งประสบการณพิเศษสำหรับภาคบริการในธุรกิจชมุ ชน ๓(๒-๒-๕)
The Creation in Special Experience for the Service Sector in the Community Business
๗.๒.๓ กลุม วิชาปฏิบัติการและฝกประสบการณวิชาชีพ ไมน อ ยกวา ๗ หนว ยกติ
ใหเ ลือกเรียนกลุมวิชาใดวชิ าหนึง่ ตอ ไปนี้
๑) กลุม วิชาสหกิจศกึ ษา
๙๐๑๓๘๐๑ เตรียมสหกจิ ศึกษา ๑(๔๕)
Pre-Cooperative Education
๙๐๑๔๘๐๒ สหกจิ ศึกษา ๖(๖๔๐)
Cooperative Education
๒) กลมุ วชิ าฝก ประสบการณว ชิ าชีพ
๓๓๖๕๔๙๐๑ เตรียมฝก ประสบการณว ิชาชพี การจดั การธุรกจิ ชุมชน ๑(๔๕)
Preparation for Field Experience in the Community Business
๘๒ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓
๓๖๕๔๙๐๒ ฝก ประสบการณวิชาชีพการจัดการธรุ กจิ ชมุ ชน ๖(๖๔๐)
Field Experience in the Community Business
๗.๓ หมวดวิชาเลือกเสรี ไมน อยกวา ๖ หนว ยกิต
ใหเลอื กเรยี นรายวิชาใด ๆ ในหลักสูตรมหาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา โดยไมซ ้ำกบั รายวิชาที่เคยเรียน
มาแลว หรือเทียบโอนผลการเรียนตามระเบียบมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาวาดวยการโอนผลการเรียนและการยกเวน
ผลการเรยี นรายวชิ า
๘. สรุปและอภปิ รายผล
จากผลการศึกษาของการวิจัย เรื่อง การศึกษาความเปนไปไดเพื่อการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร
บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
โดยการใชก ระบวนวธิ กี ารวิจัยเชงิ คุณภาพ (qualitative research) ดวยการสมั ภาษณเจาะลึก (in-depth interview)
มีการออกแบบโครงสรางของขอคำถามที่สามารถนําไปใชในการสัมภาษณแบบกึ่งโครงสรางหรอื การสมั ภาษณแบบช้ีนํา
(guided interview) กลาวคือเปน การสัมภาษณแบบไมมโี ครงสรา งหรือเปน การสัมภาษณแบบปลายเปด สามารถสรุป
กระบวนการสังเคราะหขอมูลจากการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณเจาะลึก ประกอบไปดวย กระบวนการ
สังเคราะห ขอมูลจากการวิจัยเชิงเอกสาร โดยสามารถสังเคราะหขอมูล จากการวิจัยเชิงเอกสาร ตามนัยของ
แนวความคิด ทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกย่ี วขอ งกับการพัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวชิ าการจัดการธุรกิจ
ชุมชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา กระบวนการสังเคราะหขอมูลมีผลทำใหเปนการ
สรา งโอกาสแกนกั ศกึ ษาใหส ามารถนำองคความรูนน้ั มาประยุกตใ ชในการประกอบอาชพี โดยพฒั นาความรวมมอื ในการ
จัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหกับนักศึกษาที่มีความสนใจในการจัดการธุรกิจชุมชนใหเกิดมติของการศึกษา
ระดับอุดมศกึ ษาที่มีความตอเนื่องและมีความคดิ เหน็ ไปในทิศทางเดยี วกัน ดังนนั้ โดยภาพรวมการพัฒนาความรวมมือ
และการประสานงานดังกลาวมีความชัดเจนและสอดคลองกันและ มแี นวนโยบายทีส่ อดรับกนั โดยคำนึงถงึ คณุ ภาพและ
มาตรฐานเฉกเดียวกันศาสตรบริหารธุรกิจในสาขาวิชาอื่น ๆ ไดแก การจัดการเรียนการสอน การจัดสื่อการเรียนการ
สอนทเ่ี หมาะสมกับสาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชนการวัดและประเมินผล การเรียน การอำนวยความสะดวกและความ
ปลอดภัยในการจดั การเรียนการสอน อนั มีสาระสำคญั ดังตอ ไปนี้
๑. กระบวนการสังเคราะหขอมูลจากวรรณกรรมเชิงเอกสาร
กระบวนการสังเคราะหขอมูลจากการวิจัยเชิงเอกสารนั้น สามารถสังเคราะห ขอมูลจากการวิจัยเชิงเอกสาร
ตามนัยของแนวความคิด ทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวของกับการพัฒนาหลักสูตรที่มีขอบเขตการวิจัยบุคลากร
ซึ่งเกี่ยวของกับการจัดการสอนในสาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชนมีสาระสำคัญที่วาการสรางความรูจึงแบงได
๒ แนวทาง แนวทางแรกเช่ือวาการสรางความรูเ ปน กระบวนการสรา งสติปญญา (cognitive constructivism) ซึ่งเปน
เรื่องเฉพาะตัวของแตละบุคคล ซ่ึงแตละบคุ คลมกี ารสรางความรไู มเ หมือนกัน ดังนั้นจงึ เรยี กการสรางความรูในแนวทาง
นี้วาเปนการสรางความรูของเอกัตบุคคล (individual constructivism) อีกแนวทางหนึง่ เชอ่ื วาปฏิสัมพันธทางสังคมมี
บทบาทสำคัญในการพัฒนาความรู ดังนั้น จึงเรียกการสรางความรูในแนวทางนี้วา การสรางความรูที่มาจากสังคม
(social constructivism) แนวคิดในการสรางความรูทั้ง ๒ แนวทาง มีอิทธิพลตอการออกแบบการเรียนการสอนใน
วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๘๓
ปจ จบุ นั แนวคิดการสรางความรูทัง้ สองแนวทางมีความแตกตางกันดังนี้ (Smith & Ragan, ๒๐๐๕, p. ๒๐) นักทฤษฎี
การสรางความรูในแนวการสรางความรูของบุคคลมีความเชื่อประกอบดวย ๑. ความรูสรางขึ้นจากประสบการณ
๒. การเรียนรูเปนผลที่ไดจากการที่บุคคลแปลความหมายของความรู และ ๓. การเรียนรูเปนกระบวนการเชิงรุก
การแปลความหมายอยูบนพื้นฐานของประสบการณของแตละคน การเรียนรูต ามแนวคิดน้ี เนนทีก่ ระบวนการทางสถิติ
ปญญาของแตละบคุ คล และมีทัศนะตอการเรียนรูวาเปนเรือ่ งของการจดั ระเบียบของสติปญญาใหม “learning as a
matter of cognitive reorganization” (Duffy & Cunningham, 1996) ในที่นี้จะไดกลาวถึง หลักการของการ
ออกแบบการเรียนการสอน การประยุกตหลักการไปสูกระบวนการออกแบบการเรียนการสอน และรูปแบบการ
ออกแบบการเรยี นการสอนทอ่ี ยูบนพื้นฐานของทฤษฎกี ารสรา งความรู
๒.หลักการออกแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสรางความรู
การออกแบบการเรยี นการสอนทีน่ ำเอาทฤษฎีการสรา งความรูมาใชนั้นจะผสมผสานแนวคิดการสรางความรู
ทั้งสองแนวเขาไวในการออกแบบ เนื่องจากสภาพการเรียนรูท ี่เกดิ ขึ้นจริงนั้นแมวาผูเรียนแตละคนจะสรางความรบู น
พื้นฐานประสบการณของตนเอง ความรูที่สรางขึ้นนั้นกไ็ ดร ับอทิ ธิพลจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่ผูเรียนเปน
สมาชิกอยูด ี อีกท้ังสภาพการเรยี นรทู เ่ี กดิ ขึ้นจริงในโรงเรยี นนัน้ ผูเรยี นจะตองทำงานรว มกนั และแลกเปล่ยี นความคิดเห็น
ซึ่งกันและกันอันเปนสภาพปกติของการเรียนการสอนในปจจุบัน ดังนั้นการออกแบบการเรียนการสอนจึงควรนำ
หลักการทั้งสองแนวทางมา ใชร วมกนั ซึ่งสรุปเปน หลกั การพนื้ ฐานไดด งั นี้
๑. การเรียนรูเปนผลจากการแปลความหมายของประสบการณสวนบุคคล
๒. การเรียนรเู ปนประสบการณเ ชงิ รกุ เกดิ ขึ้นในสถานการณที่เปนจริงและผเู รยี นมคี วามเกี่ยวของ
๓. การเรียนรเู ปน กจิ กรรมทเ่ี กดิ จากการแลกเปลีย่ นความคิดเห็นอนั หลากหลาย
นอกจากน้ีกิจกรรมการเรียนรูทอี่ ยูใ นบริบททเี่ ปน ชวี ิตจรงิ ทฤษฎกี ารสรางความรสู งเสริมการเรยี นและการ
ฝกฝนในบริบทท่ีเปน ชวี ิตจรงิ ซ่ึงชวยใหการเรียนการสอนมีความนาสนใจและสรางการจูงใจในการเรียนรูใหกับผูเรียน
ไดมากขึ้น นอกจากนีย้ ังสง เสรมิ การถายโอนและการประยุกตใชค วามรูในการแกป ญหาในสภาพจริง สมิทและราแกน
(Smith & Ragan, 2005) เรียกแนวทางการเรียนการสอนประเภทนี้วา “Anchored Instruction” ผลการเรียนรูท่ี
เกิดขึ้นจากแนวการสอนน้ี คือ การเรียนรูทีเ่ ปนสภาพจริง หลักการของการสอนตามแนวทางนี้ก็คือกจิ กรรมการเรยี น
การสอนจะตองยึดอยูกับเรื่องราวที่ผูเรียนใหความสนใจ เชน นิทาน การผจญภัย เหตุการณ ปญหา หรือประเด็นท่ี
ผเู รยี นสนใจ สอ่ื ที่ใชใ นการเรยี นการสอนตองมอี ยางพรอมมลู เพอ่ื ใหผเู รียนไดสำรวจสบื คน เพื่อนามาใชในการแกปญหา
ผเู รียนใชว ิธที างานกลุมแบบรวมมือรวมพลงั เพือ่ สรา งความรแู ละแกปญ หา แบรนสฟ อรด (Bransford, 2013) กลาวถึง
“anchored instruction” วาเปนการเรียนรูที่ใชเทคโนโลยีเปนฐาน เนื่องจากในปจจุบันคอมพิวเตอรเปนอุปกรณ
สารสนเทศและการส่ือสาร ซึ่งชว ยใหผูเ รยี นสามารถทำงานรว มกนั ไดโ ดยผานอุปกรณการเชอื่ มตอตาง ๆ และสามารถ
จำลองสถานการณจริงมาใหผเู รียนไดเ รยี นรูไดโดยไมตองรอใหเกิดเหตกุ ารณจรงิ ตัวอยางโปรแกรมการศกึ ษาท่ีสรางขึ้น
ตามแนวคดิ นี้ซงึ่ ใชกับเครื่องคอมพวิ เตอร ไดแก
๑) “Jasper Woodbury Problem Solving” เปน โปรแกรมผจญภยั เพอ่ื เรียนรคู วามคดิ รวบยอดทาง
คณิตศาสตร และการนาความคิดรวบยอดคณิตศาสตรไปใชในการแกปญหา
๘๔ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓
๒) “Young Sherlock Holms” เปน โปรแกรมที่เรียนรูทักษะการเช่ือมโยงสาเหตุและผล การเรียนรู
สภาพชีวิตของชาวองั กฤษในยุควิคตอเรีย ผูเรียนไดฝก ทกั ษะการอา นจับใจความและเรียนรูประวัตศิ าสตร การเรียนรู
ตามสภาพจรงิ เชน ปญ หาในชวี ติ ประจำวัน สถานการณจรงิ ท่เี กิดขึ้นในสังคม สภาพเหลานม้ี ลี กั ษณะทีซ่ ับซอ น มีสาระ
สนเทศ ที่เกี่ยวของมากมายทงั้ ที่เกย่ี วของโดยตรงและไมเก่ียวขอ ง ซงึ่ แตกตา งจากการเรียนรูแบบดั้งเดิมท่ีครูนาปญหา
จรงิ มาดัดแปลง และทาใหงายขน้ึ โดยตัดมาเปนสว น ๆ ไมไ ดเ ชอื่ มโยงกบั บรบิ ท การคน หาและระบุปญหา ตลอดจนการ
แกปญหาตามสภาพจริงขึ้นกับปจจัยที่เกี่ยวของหลายอยาง เชน ความเชื่อและคานิยมของผูเรียน การมีสวนรวมใน
กิจกรรมและการมีปฏิสัมพนั ธ กับผอู น่ื อยางไรก็ตามเราก็สามารถจาลองกิจกรรมการเรียนรตู ามสภาพจริงมาใชไดโดย
ใชผา นเคร่อื งคอมพวิ เตอร
๓. การเรียนรูเปน ผลจากการสำรวจของมุมมองท่ีหลากหลาย หลกั การนมี้ ีรากฐานมาจากแนวคดิ ของไวกอ็ ทสกี
ซ่ึงกลา ววา การสรา งความรมู ีพ้ืนฐานมาจากสังคมและวัฒนธรรมท่บี ุคคลเปนสมาชิก ดงั นน้ั องคป ระกอบสำคญั ของ การ
ออกแบบการเรียนการสอนจึงเนนสิ่งแวดลอมการเรียนรูที่สมบูรณและสิ่งแวดลอมการเรียนรูแบบรวมพลัง เพื่อให
ผูเรียนไดมีโอกาสไดสำรวจและแลกเปลี่ยนเรียนรูความคิดเห็นของสมาชิกในสังคมอยางหลากหลาย เพื่อนาไปสูการ
ประนีประนอมความคิดเห็นและหลอมรวมเปนความคิดของตนเอง
๓.๑ ส่ิงแวดลอ มการเรยี นรทู ีส่ มบรู ณ หมายถงึ สิ่งแวดลอ มทส่ี ง เสริมแบบการเรยี นรูทหี่ ลากหลายลักษณะ
และตัวแทนของความรูจากความคิดรวบยอดและกรณีศึกษาที่แตกตางกัน สิ่งแวดลอมการเรียนรูนี้ใหมุมมองและ
สารสนเทศที่สมบูรณ เชน มีเครือขายความรู ปจจัยนำเขามาจากแหลงขอมลู หลากหลาย สามารถตีความการสอนได
หลากหลาย
๓.๒ สิ่งแวดลอมการเรียนรูแบบรวมพลัง ชวยสงเสริมผูเรียนในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรวมกนั
สะทอนการรบั รู การเรียนรแู บบรวมพลงั ไมใชเ พียงแคแบง งานกันทำและนำไปสรปุ รว มกัน แตห มายถึงการใหผูเรียนได
พัฒนา เปรียบเทียบ เขาใจมุมมองที่หลากหลายในประเด็นตาง ๆ ดังนั้นกิจกรรมการเรียนรูแบบรวมพลังจึงไดแก
การแลกเปล่ียนความคิดเห็น การอภิปราย การโตเ ถียง การสะทอ น และการประนปี ระนอมความคิดเห็น สิ่งแวดลอมนี้
อาจเกิดขึ้นภายในกลุมเล็ก ๆ หรือการจัดชุมชนแหงการปฏิบัติ ซึ่งสามารถสรางไดจากสิ่งแวดลอมอิเล็กทรอนิกส
เชน หองสนทนาทางเครือขา ยออนไลน เปนตน เรื่องที่นามาเรียนรูอาจเปนประเด็นความสนใจสวนตัว การเรียนรูใน
ลักษณะนี้เปดโอกาสใหผูเรียนไดเรียนรูขามกลุม การพัฒนาทางปญ ญาเกิดจากการสงตอจากความคิดหน่ึงสูความคดิ
หนึ่ง จากความคิดสูเครือ่ งมือและจากเครือ่ งมือสูค วามคิด อยางไรก็ตาม กระบวนการออกแบบการเรยี นการสอนตาม
ทฤษฎีการสรางความรู กระบวนการออกแบบการเรียนการสอน มีขั้นตอนที่สำคัญ ๓ ขั้น ไดแก การวิเคราะห
การออกแบบกลวิธกี ารเรียนรู และการประเมนิ ผลการเรียนรู ซ่ึงในแตละขั้นตอนไดนำหลักการของการสรางความรูไป
ใชในการดำเนินงาน ดังน้ี
๑. การวเิ คราะห การวิเคราะหม จี ดุ มงุ หมายเพื่อใหไดข อ มูลที่นำไปใชในการออกแบบ ซ่ึงกระบวนการ
ออกแบบการเรียนการสอนเชิงระบบและการออกแบบตามแนวคิดการสรา งความรูม คี วามแตกตางในการวเิ คราะหในส่ิง
ตอไปนี้
๑.๑ การวิเคราะหเปาหมายการเรียนรู การออกแบบการเรียนการสอนเชิงระบบเนนการกำหนด
เปาหมายการเรียนรูที่เฉพาะเจาะจง และแตกเปาหมายการเรยี นรูเปนจุดประสงคยอย ๆ ทเี่ รียกวาจุดประสงคนาทาง
วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๘๕
เพื่อใชเปนแนวทางในการกำหนดเน้ือหา ทักษะ และเจตคติ ตลอดจนขั้นตอนการเรยี นการสอนเพือ่ ใชเ ปน แนวทางใน
การกำหนดภาระงานยอย ๆ สาหรับใหผูเรียนปฏิบัติเพื่อการเรียนรูเนื้อหาที่เปนความคิดรวบยอด หลักการ ทฤษฎี
ทักษะ และเจตคติตามเปาหมายของการเรียนรูที่กำหนดไว สวนการออกแบบการเรยี นการสอนตามแนวคิดการสรา ง
ความรูนั้นเนื่องจากมีความเชือ่ วาความรูม าจากการสรางไมใชก ารรับ ดังนั้นจึงกำหนดเปาหมายการเรียนรูแบบทั่วไป
และแทนทจ่ี ะวิเคราะหเนอ้ื หาการเรียนรูเพ่ือจำแนกเปนเน้อื หายอ ย ๆ ใหเชื่อมโยงสมั พันธก ันดังทน่ี กั ออกแบบการเรียน
การสอนเชงิ ระบบแตน ักทฤษฎกี ารสรางความรูจะพิจารณาวาผูเรียนท่มี ีความรูป ระเภทนนั้ ตองทำอะไรไดในสภาพจริง
ดังนั้นการออกแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการสรางความรูจะเนนการวิเคราะหบริบทการเรียนรูมากกวาเน้ือหา
การเรียนรู โดยพิจารณาวาในสิ่งแวดลอมจริงนั้นมีความรู ทักษะและความซับซอนของปญหาเปนอยางไร
การวิเคราะหนี้เพื่อชวยในการจัดเตรียมแหลงขอมูลและสารสนเทศตาง ๆ อยางหลากหลาย ซึ่งเปนสิ่งแวดลอมใน
การเรียนรูเ พือ่ ใหผเู รียนไดนำไปใชในการวิเคราะหปญ หา หรอื วเิ คราะหความคดิ รวบยอดทีส่ ัมพนั ธกับปญหาตามสภาพ
จริง ผูเรียนเปนผูกำหนดเปาหมายการเรียนรูที่เหมาะสมและตรงกับความตองการของตัวเองในการเรียนรูจาก
สิ่งแวดลอมที่เปน สภาพจรงิ เปาหมายการเรยี นรูจ ึงเปนเปาหมายเฉพาะตนทีผ่ ูเรียนกำหนดข้ึนเองไมใชเปา หมายการ
เรยี นรรู ว มกนั ของกลุมซงึ่ ผสู อนเปนผกู ำหนดให
๑.๒ การวเิ คราะหผูเรยี น การออกแบบการเรยี นการสอนทง้ั สองแนวคดิ มีการวิเคราะหผูเรียน แตการ
ออกแบบการเรียนการสอนอยางเปนระบบเนนการวิเคราะหคุณลักษณะสำคัญที่เปนปจจัยที่มีผลตอการบรรลุ
จุดประสงค การ เรียนรูเฉพาะ ไดแก คุณลักษณะทั่วไป เชน เพศ อายุ ประสบการณ อาชีพ และภูมิลำเนา เปนตน
แบบการเรียนรู ทักษะและความรูที่มีมากอน แตนักออกแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการสรางความรูสนใจ
มมุ มองของผูเรยี นเปนรายบคุ คลกอนเขา รวมการเรียนรูมากกวา คุณลักษณะของกลุมผเู รยี นหรือพน้ื ฐานทีม่ มี ากอนของ
ผูเรียน ท่ีสำคัญคอื ความตระหนักของผเู รยี นท่มี ี ตอความรูของตนเองและความสามารถในกระบวนการสรา งความรู
๒.การออกแบบกลวิธีการเรียนรู กระบวนการออกแบบการเรียนการสอนอยางเปนระบบและการ
ออกแบบ การเรียนการสอนตามแนวคิดการสรา งความรูตางเห็นความสำคัญของการเลือกกลวธิ ีการเรียนการสอนให
เหมาะสมกบั การเรียนรขู องผเู รียน รชิ ี เคลนและเทรซี (Richey, R., et al. 2011, p. 135-138) ไดสรุปกลวิธีของการ
ออกแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการสรางความรูไว ดังนี้
๒.๑ การเรียนรูจ ากผูท่มี ีความเช่ียวชาญในเร่ืองที่เรียน (Cognitive Apprenticeships) โดยพยายาม
จดั สภาพแวดลอ มทีใ่ หผูเรียนไดมีโอกาสเรียนรูจากผูมีความรู ความเชย่ี วชาญในเร่อื งนนั้ เปนอยางดี หรือท่ีเรียกวาเปน
ผทู รง ภมู ิความรูแ ทนที่จะเรยี นกบั ผรู ทู วั่ ๆ ไปจากการเรียนการสอนธรรมดา นอกจากน้คี วรใหผูเ รยี นไดเ รียนรูผานการ
ทางานในสภาพจริง ครผู สู อนตองทำหนาทีเ่ ปน ผูเชี่ยวชาญในเรือ่ งท่ีสอน และทำหนาทีไ่ ดเหมือนกับโคชที่รูลึก รูจริงที่
สามารถชี้แนะ การ ปฏบิ ตั ิใหกบั ผูเรียนไดดวย มใิ ชเพยี งการถายทอดความรูเทานน้ั
๒.๒ การเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐาน (Problem-Based Learning) หรือ PBL เปน รปู แบบการเรยี นรู
ที่ เนนผูเรยี นเปน ศนู ยกลาง ที่ใหผูเรียนไดเ รียนรูจากปญหาจรงิ ท่ีเกิดข้ึน ดังนั้นจงึ มีความซับซอนเพราะไมใชป ญหาท่ี
สรางขน้ึ มาเพ่อื การเรียนรูทมี่ เี ปา หมายแนนอนซ่งึ ผูสอนเปน ผูสรางซึ่งมีการดดั แปลงใหง ายตอการวิเคราะห แตปญหาที่
เกิดขน้ึ จริงนัน้ มกั ไมม ีโครงสรางชดั เจน การเรยี นรูแ บบ PBL ครูทำหนาที่ ดังนี้
๘๖ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓
๑) สรางสิ่งแวดลอมการเรยี นรูที่สงเสริมการศึกษาและการคนพบของผูเรยี นโดยเตรียมแหลงขอมลู
ตา ง ๆ ใหผเู รยี นใชในการศกึ ษาคน ควาหาหลักฐานความรเู พ่ือนำไปใชในการแกไขปญหา
๒) ตั้งคำถามที่ชวยใหผ ูเรียนทาความเขาใจปญ หาไดอยางชัดเจน และชี้ชวนใหผูเรียนไดต้ังคำถามท่ี
นาสนใจหรือที่อยากรูเพื่อนำไปสูการคนควาหาคำตอบ เพราะหลักการเรียนรูที่สำคัญก็คือ การตั้งคำถามที่ถูกตองมี
ความสำคัญกวาการหาคำตอบ
๓) ครูชวยใหผูเรียนสามารถถอดบทเรียน (Reflection) จากสิ่งที่ไดเรียนรูเพื่อสรุปเปนสาระและ
ประสบการณการเรียนรูท่เี กิดขนึ้ การเรียนการสอนจะตอ งจัดใหผ ูเรยี นไดวเิ คราะหข อ มลู หลกั ฐานตาง ๆ ดว ยเหตผุ ลได
เปรียบเทยี บ ประเมินความเห็นตาง ๆ ที่เปนขอโตแยง การแปลความหมายของขอมูลตาง ๆ และนำมาประมวลใหเปน
ขอสรุปของสารสนเทศที่ไดจากการวิเคราะหและพิจารณาอยางถ่ถี วนที่ใชในการตอบปญ หา การเรยี นในลักษณะน้ีไมมี
คำตอบตายตัว แตผเู รียนฝก การใชค วามคิดอยางเปน ระบบ ลกึ ซึ้งถ่ถี วนและฝกการคดิ อยางสรางสรรค ทำใหก ารเรียนรู
มีความหมาย มีคุณคาเพราะคำตอบเกิดจากการสรางของผูเรียน
๒.๓ การใชเทคนิคชแ้ี นะชว ยเหลือ คำวา “การชแ้ี นะชวยเหลือ” (Scaffolding) เปนคำศัพทที่วูดและ
คณะนักจิตวิทยากลุมพุทธินิยม (Wood, D., et al. 1976) เปนผูนำมากลาวถึงเปนคนแรกเกี่ยวกับบทบาทของครูใน
การสงเสริม ชวยเหลือในระหวางกระบวนการเรียนรูเพื่อใหเหมาะสมกับความตองการของผูเรียนโดยมีจุดมุงหมาย
เพื่อใหผูเรียนบรรลุเปาหมายการเรียนรูของตน และหลักการนี้สอดคลองกับแนวคิดของไวก็อทสกี ท่ีอธิบายเกี่ยวกับ
บทบาทของครู ผใู หญหรอื ผูมีความรมู ากกวา ในการชวยเหลือผูเ รียนที่อยูในชองวา งของพฒั นาการระหวางสิ่งที่ผูเรียนรู
หรือสามารถทำไดดวยตนเองตามลาพังกับสิ่งที่ผูเรียนมีศักยภาพที่จะเรียนรูหรือสามารถทำไดเมื่อไดรับการชี้แนะ
ชวยเหลือจากผูรู ระยะหางนี้เรียกวา ZPD (Zone of Proximal Development) การชี้แนะชวยเหลือจึงหมายถึง
การชวยผเู รยี นใหข า มพน ชองวา งนีไ้ ปไดซ่งึ เปน การขยายความสามารถของผเู รียนใหเ พ่ิมขนึ้ โดยใหความชวยเหลืออยาง
เพียงพอ การชี้แนะชวยเหลอื น้ีตองทาในลักษณะทาทายและใหอ ิสระผูเ รยี นในการคิดการชี้แนะชวยเหลือน้ีทำไดหลาย
ลักษณะ เชน การอธิบาย การทำใหดูเปน ตัวอยาง การใชคำถาม การใหเอกสารแนะนาการใหข อบเขตของเนื้อหาเพอ่ื
สง เสริมความเขาใจสาระความรู การบอกแหลง เรียนรู การใหค ำปรกึ ษา จดั ใหม กี ารช้ีแนะเปนรายบคุ คล เปนตน
ตารางที่ ๑ ขอคน พบจากการสมั ภาษณเชงิ ลกึ
สภาพการณปจ จบุ ันของระบบการจัดการเรียน
การออกแบบหลักสูตรใหเหมาะสมกับกลุมผเู รยี น
การกำหนดคุณสมบตั ใิ นการเขา ศกึ ษาตอ ของผเู รยี น
แนวทาง กระบวนการจดั การเรยี นการสอนท่เี หมาะสมแกผเู รยี น
การพฒั นาหลกั สตู ร
การสรางเครือขายภาคีความรวมมือกับองคกรภาครัฐและเอกชนเพื่อ
สนบั สนุนการจัดการเรียนการสอน
การสรางอาชพี ภายหลังจบการศึกษา
สภาพการณปจจุบันของระบบการจัดการเรียนในสาขาวิชาการจัดการ
ธุรกจิ ชุมชน
การออกแบบหลกั สูตรใหเหมาะสมกบั กลุมผเู รียน
การกำหนดคุณสมบตั ิในการเขาศกึ ษาตอของผเู รียน
วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๘๗
ตารางที่ ๑ ขอคนพบจากการสัมภาษณเ ชิงลึก (ตอ ๑)
แผนการเรียนการสอนสำหรบั ผูเรียน
การกำหนดปฏิทินภาคการศกึ ษาเฉพาะสำหรับผเู รียน
สือ่ สำหรับการเรียนการสอนท่ีเหมาะสม
รูปแบบการจัดการเรยี นการสอนทีเ่ หมาะสม
การเทียบโอนรายวชิ า/ประสบการณค วามรจู ากระดบั ปวช.หรอื เทียบเทา
การสรางความรว มมือกับองคก รดา นธรุ กิจเพือ่ สนบั สนนุ
การจัดการการเรียนการสอนภาคปฏบิ ัตใิ หเหมาะสมแกผเู รียน
หนว ยกติ รวมของหลกั สตู ร
การออกแบบโครงสรางรายวชิ า
แนวทาง แนวทางท่ีดใี นการจดั ทําแผนท่ีการกระจายความรบั ผิดชอบ (Curriculum
การพัฒนาหลกั สตู ร Mapping) ในรายละเอยี ดของหลักสูตร
การสรางความรวมมอื ในเชิงพันธมิตรองคก รภาครัฐและภาคเอกชนในการ
สนับสนุนการจัดการเรยี นการสอนใหผูเ รียนไดรับประสบการณเทียบเทา
กบั บคุ คลทั่วไป
การบรู ณาการทางการศกึ ษาเฉพาะสำหรับผูเ รียน
การสรา งมาตรฐานแกหลกั สูตร
แผนการจัดการเรียนการสอนตอ เนอื่ งในมหาวทิ ยาลยั
กำหนดรายวิชาที่สงเสริมและสนับสนุนใหเกิดการพัฒนาทางความคิด
จิตสำนึกทีด่ คี ณุ ธรรมจรยิ ธรรม
รูปแบบการจัดการเรียนการสอน
การจัดการเรยี นการสอนของสาขาวชิ าการจัดการธุรกจิ ชุมชน
๙. เอกสารอ้างอิง
Bransford, J. D. (2013). The Jasper Project: Lessons in curriculum, instruction, assessment, and
professional development, Routledge.
Duffy, T. M. and D. J. Cunningham (1996). "7. Constructivism: Implications for the design and
delivery of instruction."
Moody, J. A., et al. (2005). "Critical shear stress for erosion of cohesive soils subjected to
temperatures typical of wildfires." 110(F1).
Smith, P. and T. Ragan (2005). Foundations of Instructional Design. In, Instructional Design, NJ:
John Wiley & Sons Inc. p17-37.
Spector, J. M. J. S. l. e. (2014). "Conceptualizing the emerging field of smart learning environments." 1(1): 2.
Richey, R., et al. (2011). "Chapter 8: Constructivist design theory."
Wood, D., et al. (1976). "The role of tutoring in problem solving." 17(2): 89-100.
๘๘ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
การเสนอบทความเพอ่ื ตพี มิ พ์วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา
วารสารวิชาก าร อย ุธยา ศึก ษา Journal of Ayutthaya Studies (JAS) ISSN ๒๒๒ ๙-๑๖๔๔ เปน
วารสารวิชาการของสถาบนั อยธุ ยาศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงคเ พื่อเผยแพรอ งคค วามรู
ทางวิชาการ และงานวิจัยทางดานประวัติศาสตรและวัฒนธรรมอยุธยา โดยเผยแพรบทความทางวิชาการ (Article)
บทความงานวิจัย (Research Article) วิจารณห นงั สือ (Book Review) ในสาขามนษุ ยศาสตรแ ละสงั คมศาสตร
วารสารมีกำหนดออกปละ ๒ ฉบับ คือ มกราคม – มิถุนายน และ กรกฎาคม – ธันวาคม บทความที่จะไดรบั
การตพี มิ พ ตองจัดเตรียมอยางถูกตองสมบูรณตามมาตรฐานวารสารวิชาการ โดยกองบรรณาธิการจะตรวจสอบเปนข้ัน
แรก แลวจัดใหมีผูทรงคุณวุฒิภายนอกในสาขานั้นๆ รวมกลั่นกรอง (Peer Review) อยางนอย ๒ ทาน ตามเกณฑท่ี
กำหนดในลักษณะ Double-blind peer review คือ ผูพิจารณาไมทราบ ชื่อผูแตง และผูแตงไมทราบชื่อผูพิจารณา
โดยเผยแพรออนไลนในรปู วารสารทางอเิ ล็กทรอนิกส และมีการเผยแพรเ ปนรปู เลม
หลกั เกณฑ์ในการรบั พิจารณาบทความ
๑. บทความทจ่ี ะไดรับพิจารณาตีพมิ พ ไดแ ก บทความทางวิชาการ (Article) สารนิพนธตนฉบับหรือบทความ
งานวจิ ัย (Research Article) บทความแปล (Translated Article) บทความปริวรรตเอกสารโบราณ (Transformation
of Ancient Manuscripts) วิจารณห นงั สือ (Book Review) ในสาขามนษุ ยศาสตรแ ละสงั คมศาสตร ทมี่ ีประเดน็ เนื้อหา
เก่ียวของทางดานประวัตศิ าสตร และวฒั นธรรมอยุธยา
๒. บทความทางวิชาการ หรือบทความงานวิจัยนน้ั ตอ งไมเ คยตีพิมพเ ผยแพร หรือกำลงั เสนอตีพิมพใ นวารสาร
หรือส่ิงพิมพอ นื่ ใดมากอ น
๓. บทความตองมีบทคัดยอทั้งภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
๔. บทความไดรับการจัดพิมพ ตามขอกำหนด การจัดเตรียมตนฉบับ ของวารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา
การจัดเตรียมต้นฉบับ
๑. พิมพตนฉบับดวยโปรแกรม Microsoft Word ความยาวทั้งเรื่อง รวมภาพประกอบ ตาราง และ
เอกสารอางอิง ไมเกิน ๑๕ หนากระดาษ เอ ๔
๒. เวนระยะขอบดานบน และดานซาย ดานละ ๑.๒๕ นิ้ว และเวนขอบดานลา งและดา นขวา ดานละ ๑.๐ น้ิว
ใสห มายเลขหนากำกบั ท่มี มุ บนขวามือทุกหนา
๓. ใชแบบอักษร TH SarabunPSK และใชเลขไทยตลอดทั้งบทความ (ยกเวนตัวเลขอารบิคในสวนบทคัดยอ
ภาษาองั กฤษ ขอความ หรือชอ่ื เวบ็ ไซตท เี่ ปน ภาษาองั กฤษ)
๔. ชือ่ เร่อื ง จัดกึ่งกลาง ขนาดอักษร ๒๐ พอยต ตัวหนา มีทงั้ ช่ือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
๕. บรรทัดถัดจากชื่อเรื่อง เปนชื่อผูเขียนทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ จัดชิดขอบขวา ขนาดตัวอักษร ๑๖
พอยต และบรรทดั ถัดจากชื่อผเู ขียน ตามดวยตำแหนง ทางวิชาการ และหนวยงานทส่ี งั กัด
๖. หัวขอใหญ จดั ชิดขอบดา นซา ย อักษรขนาด ๑๘ พอยต ตัวหนา สำหรบั หัวขอ รอง ใหจดั ยอ หนาปกติ อักษร
ขนาด ๑๖ พอยต ตัวหนา และตัวอักษรปกติขนาด ๑๖ พอยต
วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๘๙
๗. บทคดั ยอหรือ Abstract ตอ งมีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ และตองกำหนดคำสำคัญ (Keyword) ไมเกิน ๕ คำ
๘. ถามีภาพประกอบ แผนที่ หรือตาราง ใหใสประกอบไวในเนื้อเรื่อง และตองมีชื่อ พรอมแหลงที่มาของ
ภาพประกอบ แผนท่ี หรอื ตาราง
๙. พมิ พเ อกสารอางอิงในเนื้อหา (แบบนาม-ป) และบรรณานุกรมทายบทความ ตาม ตวั อยา งการพิมพอางอิง
และบรรณานุกรม ของวารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา และจัดเรียงตามลำดับอักษร ถามีบรรณานุกรมภาษาอังกฤษ ให
พิมพต อ ทายบรรณานกุ รมภาษาไทย
การสง่ ต้นฉบบั บทความ
๑. สงไฟลต นฉบับบทความตามขอกำหนดการจัดเตรียมตนฉบับ จำนวน ๑ ฉบับ พรอ มแนบไฟลภ าพประกอบ
ที่มีความละเอยี ดสูง พรอมกับ “แบบเสนอขอสงบทความเพือ่ ลงตพี มิ พในวารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา” มาทางอีเมล
[email protected]
๒. เจาของบทความทีไ่ ดรับเลือกใหต พี ิมพ จะไดรบั วารสารจำนวน ๒ เลม พรอมเกยี รติบตั รจากบรรณาธกิ ารบริหาร
๓. กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการนำบทความที่ไดรับการตีพิมพ ไปเผยแพรในเว็บไซตและส่ือของ
สถาบันอยุธยาศึกษา
สอบถามขอมูลเพิ่มเติมไดที่ นายพัฑร แตงพันธ นักวิชาการศึกษา ฝายวิชาการ สถาบันอยุธยาศึกษา
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา โทรศพั ท ๐๘ ๔๐๒๓ ๕๐๕๓ โทรศัพท / โทรสาร ๐๓๕ ๒๔๑ ๔๐๗
การพิมพ์อา้ งองิ
พิมพเ อกสารอางอิงในเนื้อหา (แบบนาม-ป)
การพมิ พอางองิ จาก หนงั สือ วารสาร หนงั สอื พมิ พ รายงานการวิจัย / วิทยานิพนธ
(ช่ือผูแตง ,/ปพ ิมพ,/หนา )
(รัตนไชย วาสกุ ร,ี ๒๕๕๘, หนา ๑๕)
การพิมพอางอิงจากการการสัมภาษณ
(ผูใหส มั ภาษณ, /ป,/วนั /เดอื น)
(รัตนไชย วาสกุ รี, ๒๕๕๘, ๒๓ พฤษภาคม)
การพิมพอา งองิ จากแหลง ขอ มลู ออนไลน
(ชอ่ื ผแู ตง,/ปท่ีผลิตหรือปทสี่ บื คน,/เว็บไซต)
(รตั นไชย วาสกุ ร,ี ๒๕๕๘, www.asi.aru.ac.th)
การพิมพอ า งอิงจากภาพน่ิง ภาพถา ยทางอากาศ แผนท่ี และวดี ทิ ศั น
(ชือ่ เร่อื ง,/ปท ผี่ ลิต,/[ชนิดของวัสด]ุ )
(ตลาดหัวรอ, ๒๕๕๘, [ภาพน่งิ ])
๙๐ I วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓
การพมิ พบ์ รรณานกุ รม
หนงั สือ
ชื่อผแู ตง.//(ปพ มิ พ).//ชื่อเรอ่ื ง.//(คร้ังทพี่ ิมพ).//เมืองท่ีพิมพ: /สำนกั พมิ พ.
รัตนไชย วาสกุ รี. (๒๕๕๗). พระนครศรอี ยธุ ยาในความทรงจำของขา พเจา . พระนครศรีอยุธยา: สถาบนั อยุธยาศึกษา.
วารสาร
ผูแตง.//(ปพิมพ).//ช่ือบทความ.//ชื่อวารสาร,//ปท ี่(ฉบบั ที่),//หนา ท่ีอา ง.
รัตนไชย วาสุกรี. (๒๕๔๑). เสน ทางสังคมพหุวฒั นธรรมอยธุ ยา. วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา, ๑๙(๒), ๓๔ – ๓๙.
หนังสอื พิมพ
ผเู ขียน.//(ปพ ิมพ, //วนั /เดอื น).//ชื่อขา ว,//ชือ่ หนงั สือพมิ พ,//หนา.
รัตนไชย วาสกุ ร.ี (๒๕๔๙, ๒๕ เมษายน). เปดงานสมั มนาอยุธยาศึกษาวิชาการ, สยามโพลล, หนา ๓๔.
รายงานการวิจัย และวทิ ยานพิ นธ
ชือ่ ผวู ิจัย.//(ปพ ิมพ).//ชือ่ วจิ ยั .//(รายงานผลการวจิ ัย).//เมอื งทีพ่ มิ พ: /สถาบัน.
รัตนไชย วาสุกรี. (๒๕๓๕). ประวัติศาสตรและวัฒนธรรมทองถ่ิน อำเภอเสนา จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา. (รายงาน
ผลการวจิ ยั ). พระนครศรอี ยธุ ยา: สถาบนั อยุธยาศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา.
ผูแตง.//(ปพมิ พ) .//ชือ่ วทิ ยานิพนธ. //วิทยานิพนธต ามดวยชื่อปริญญา/สาขาวิชา,//สถาบนั .
รตั นไชย วาสุกร.ี (๒๕๔๗). การศกึ ษาประวัติศาสตรท องถ่ินตลาดหัวรอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วทิ ยานิพนธ
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร, มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยธุ ยา.
การสัมภาษณ
ผูใหสมั ภาษณ.//(ป, //วนั /เดอื น).//ตำแหนงผูใ หสัมภาษณ. //หนวยงานของผูใหส มั ภาษณ.//สัมภาษณ.
รตั นไชย วาสกุ ร.ี (๒๕๕๒, ๘ มถิ นุ ายน). ประธานชุมชน. ชุมชนคลองทอ. สัมภาษณ.
แหลง ขอมลู ออนไลน
ช่ือผแู ตง .//(ปที่ผลติ หรือปทสี่ บื คน).//ชอื่ เรอ่ื ง.//คนเมือ่ /วนั /เดอื น/ป, //จาก/URL
รัตนไชย วาสุกร.ี (๒๕๕๐). ประวัตศิ าสตรท องถิ่นตลาดหัวรอ. คน เม่ือ ๑ มกราคม ๒๕๕๗, จาก www. asi.aru.ac.th
ภาพนิ่ง ภาพถายทางอากาศ แผนที่ และวดี ิทัศน
ชอื่ เรื่อง.//(ปทผ่ี ลติ ).//[ชนิดของวัสด]ุ .//สถานทผ่ี ลติ :/ผูผลิต
ตลาดหัวรอ. (๒๕๕๐). [แผนท]ี่ . พระนครศรอี ยธุ ยา: สถาบนั อยุธยาศกึ ษา
วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๙๑
แบบเสนอขอสง่ บทความเพ่อื ลงตพี มิ พใ์ นวารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา
ขาพเจา นาย นาง นางสาว (ไทย) .............................................................................................................
อ่ืนๆ ............................................ (องั กฤษ) ........................................................................................................
ตำแหนงทางวิชาการ ....................................................... วุฒิการศึกษาสงู สุด ..........................................................
ตำแหนงงาน .................................................................... หนว ยงานท่ีสังกดั ..............................................................
ขอสง บทความทางวิชาการ (Article) สารนิพนธ หรอื บทความงานวจิ ัย
บทความปริทัศน (Review Article) (Research Article)
สาขา ประวัติศาสตร ประวัติศาสตรศิลปะ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรม
ศลิ ปกรรม ภูมปิ ญ ญาทองถิน่ การจดั การมรดกทางวัฒนธรรม
อื่นๆ (ระบุ) ......................................................................................................................................
ชือ่ เร่อื ง (ไทย) .....................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
(องั กฤษ) ................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
โดยมีผแู ตงรว ม (ถา มี) ๑. ชือ่ .......................................................... ตำแหนง ทางวิชาการ .......................................
๒. ชอื่ .......................................................... ตำแหนง ทางวชิ าการ .......................................
โทรศัพท ........................................................................... โทรสาร .............................................................................
E-mail .............................................................................. Facebook .......................................................................
วตั ถปุ ระสงคข องการตพี มิ พ เพอ่ื สำเรจ็ การศกึ ษา ภายในวนั ที่ ..........................................................................
ใชประกอบการพิจารณาเลื่อนตำแหนงทางวิชาการ/วิชาชพี
อืน่ ๆ ระบุ ...............................................................................................................
ขาพเจาของรับรองวาบทความนี้ เปนผลงานของขาพเจา และผูรวมงานตามชื่อที่ระบุในบทความ (ถา มี)
และเปน บทความที่ไมไดกำลังมีการนำเสนอ หรอื ตพี มิ พท ใ่ี ดมากอ น
ลงชื่อ ..........................................................................................
( .................................................................................... )
วนั ที่ ............................................................................................
๙๒ I วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓