The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มิ.ย. 63

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ayutthayastudies, 2020-10-06 22:06:27

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มิ.ย. 63

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มิ.ย. 63

ผูบริหารระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๓ คน มีตำแหนง ผูกำกับการ รองผู
กำกับการปองกันปราบปราม และสารวัตรสืบสวนสอบสวน ผูบริหารทั้ง ๓ คน มียศ พ.ต.ท. – พ.ต.อ. เปนเพศชาย
ทั้งหมด มีอายุระหวาง ๔๗-๕๘ ป และมีระดับการศึกษาปริญญาตรี จำนวน ๒ คน ระดับปรญิ ญาโท ๑ คน

ผูบริหารระดับสูงของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๓ คน มีตำแหนง รองนายกเทศมนตรี
เทศบาลนครพระนครศรอี ยธุ ยา จำนวน ๒ คน และผอู ำนวยการกองสวัสดกิ ารสังคม เปนเพศชายทั้งหมด มอี ายรุ ะหวา ง
๕๐-๕๒ ป และมีระดับการศึกษาปริญญาโท จำนวน ๓ คน

๓) แนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน ตามความคิดเห็นและ
ขอเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ผูกำกับการสถานีตำรวจภูธร
พระนครศรีอยธุ ยา รองผูกำกับการสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา (งานปองกันปราบปราม) สารวัตรงานสืบสวน
สอบสวน รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา ผูอำนวยการกองสวัสดิการสังคม และตัวแทนผูนำชุมชน
ซ่งึ สามารถแยกไดด งั นี้

๓.๑) ดานการมีสวนรวมในดานการวางแผน
(๑) ผนู ำชมุ ชนควรเปนสือ่ กลางในการส่อื สารกับประชาชนใหเกิดความตื่นตวั ในการวางแผนปองกัน
อาชญากรรม
(๒) การสรางแรงจูงใจเพื่อใหป ระชาชนเกิดการมีสวนรวม เชน การจายคาตอบแทนในการเดินทาง
การจัดกิจกรรมรวมกับนักแสดงหรือดารา เปนตน
(๓) หนวยงานที่รับผิดชอบควรเขาถึงชุมชน โดยการจัดการประชุมในหมูบานหรือชุมชนเพื่อความ
สะดวกแกประชาชนในการเดินทาง ตลอดจนประชาสัมพันธในทุกชอ งทาง เชน เสียงตามสาย เปน ตน
(๔) หนวยงานที่รับผิดชอบควรจัดอบรมใหความรูหรือขอมูลเกี่ยวกับสาเหตุของอาชญากรรม
การปลูกฝงจิตสำนึกใหประชาชนตระหนักถึงสาเหตุของการเกิดอาชญากรรม หรืออาชญากรรมเปนเรื่องใกลตัว
ตลอดจนการปลกู ฝงเรอ่ื งคณุ ธรรมจริยธรรมใหแกป ระชาชน เพอ่ื สรา งจิตสำนึกอันเปนพืน้ ฐานทางจิตใจใหเกิดจิตสำนึก
ในการปองกันอาชญากรรม
๓.๒) ดานการมีสวนรวมในดานการดำเนินการ
(๑) ประชาชนตองตระหนักถึงความสำคัญและใสใจในการปองกันตนเองจากเหตอุ าชญากรรม
(๒) หนวยงานที่รับผิดชอบจัดกิจกรรมสงเสริมคุณธรรมจริยธรรม เพื่อสรางจิตสำนึกอันเปนพืน้ ฐาน
ทางจิตใจใหเกิดจิตสำนึกในการปองกันอาชญากรรม
(๓) หนวยงานท่ีรับผดิ ชอบจดั กิจกรรมปลกู ฝง ความมีจติ สำนึกของการเปน จิตอาสาใหแกประชาชนใน
ชมุ ชน เพอื่ ชวยเหลือกนั ปอ งกนั อาชญากรรม
(๔) หนวยงานที่รับผิดชอบควรจัดการประชุมเพื่อชี้แจงถึงความสำคัญและประโยชนของการมีสวน
รวมของชมุ ชน ตลอดจนการจัดฝก อบรมเกยี่ วกับการปองกนั ตวั เองจากภัยรอบตวั โดยวทิ ยากรผูมีความรูความสามารถ
(๕) หนวยงานทร่ี ับผิดชอบควรจัดอบรมผูนำชมุ ชน ใหช วยสอดสอ ง ดูแลความสงบเรียบรอยในชุมชน
หรอื จัดตง้ั สายตรวจในชุมชนเพือ่ ดแู ลความสงบเรยี บรอย

๕๐ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

(๖) หนวยงานที่เกี่ยวของควรจัดใหมีสวัสดิการหรือคาตอบแทนเพื่อเปนขวัญกำลังใจในการทำงาน
ปอ งกนั อาชญากรรมใหแ กอ าสาสมัคร

๓.๓) ดานการมีสวนรวมในดานการติดตามและประเมินผล
(๑) กำนันผูใหญบานหรือผูนำชุมชนควรนำผลการดำเนินงานไปประชาสัมพันธใหประชาชนทราบ
อยางทั่วถงึ เพื่อใหประชาชนเห็นถงึ การเปล่ียนแปลงของการเกดิ อาชญากรรม อันจะชวยสง ผลใหประชาชนเกิดความ
ตน่ื ตวั และใหความสำคญั ตอการมีสวนรวมในทุกกระบวนการใหม ากยง่ิ ข้ึน
(๒) การเพิ่มชองทางในการประชาสัมพันธ เพื่อใหประชาชนมีโอกาสหรือเกิดความสะดวกในการ
ติดตามประเมินผลการดำเนินงานการปองกันอาชญากรรม
(๓) หนวยงานท่ีรบั ผิดชอบควรจดั พธิ มี อบโล หรือเกียรติบตั รใหแกอ าสาสมคั ร เพื่อสรางแรงจูงใจใน
การมีสวนรวมในการติดตามและประเมินผล
(๔) หนว ยงานท่รี บั ผดิ ชอบควรลงพ้นื ท่ีในชุมชนโดยนัดประชุมในวันหยดุ และใชแ บบสอบถามในการ
ประเมินผลหรอื ใชวธิ กี ารพดู คุยสมั ภาษณอยา งไมเปนทางการ
(๕) หนว ยงานท่รี ับผดิ ชอบควรจัดกจิ กรรมเพื่อสรางแรงจงู ใจใหป ระชาชนมีสวนรว มในการตอบคำถาม
และมอบรางวัลเปนการตอบแทน

๗. อภปิ รายผล

จากผลการวิจัยขางตนสามารถนำสูการอภิปรายได ดังนี้
๗.๑ จากผลการวจิ ัยท่พี บวา กลมุ ตวั อยา งประชาชนทอ่ี าศยั อยใู นเขตชุมชนของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
มีสว นรว มในการปอ งกนั อาชญากรรม ทัง้ ในภาพรวมและรายดา น อยูในระดบั มาก ซ่งึ สอดคลอ งกบั ชัยยันต สอนเสียม
(๒๕๔๙, บทคัดยอ) ศึกษาวิจัยเรื่อง การมีสวนรวมในการปองกันและปราบปรามอาชญากรรมกับตำรวจของกำนัน
ผใู หญบ า น ในจงั หวัดมุกดาหาร ผลการวจิ ยั พบวา กำนัน ผูใหญบ านสว นใหญเปน เพศชาย มอี ายุระหวาง ๔๖-๕๕ ป จบ
การศกึ ษาช้ันสูงสดุ ระดับมัธยมศกึ ษา มรี ายไดตอ เดอื นตำ่ กวา ๕,๐๐๐ บาท และประกอบอาชพี เกษตรกรรม การมีสวน
รว มในการปองกันอาชญากรรมของกำนนั ผูใหญบ าน ๖ ดาน ไดแก ดานการตรวจสภาพพฤติกรรมของบุคคลในตำบล
หรือหมูบาน ดานการศึกษาปญหาอาชญากรรมในตำบลหรือหมูบา น ดานการคนหาสาเหตุในการกออาชญากรรม ดาน
การวางแผนปอ งกนั และปราบปรามในการกอ อาชญากรรม ดานการปฏิบตั ิตามแผนปอ งกนั และปราบปรามในการกอ
อาชญากรรมในตำบลหรอื หมูบา น ในภาพรวมการมสี วนรวมอยูในระดบั มาก
๗.๒ จากผลการวิจยั ท่ีพบวา กลมุ ตวั อยา งประชาชนที่อาศัยอยูในเขตชมุ ชนของเทศบาลนครพระนครศรอี ยุธยา
ในดา นการมสี วนรวมในการดำเนนิ การ ภาพรวมอยใู นระดบั มาก โดยมีสวนรวมในเรื่อง ทา นไดชว ยเหลืออาหารหรือน้ำ
ด่มื เพ่ือเปน สวสั ดกิ ารแกผ ูปฏบิ ตั หิ นาท่ีเขา เวรยาม หรอื รักษาความสงบเรยี บรอยในชุมชน เปน อนั ดับหนึง่ รองลงมาคือ
ทานไดแนะนำใหสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนบานรูจักปองกันอาชญากรรม และทานชว ยเปน หูเปนตา สอดสองดูแล
ความเรยี บรอยภายในชมุ ชน ซง่ึ สอดคลอ งกบั พงศศ กั ด์ิ สุภาพร (๒๕๔๓, บทคดั ยอ) ศกึ ษาวจิ ัยเรือ่ ง การมีสว นรว มของ
กำนัน ผูใหญบานในการปองกันอาชญากรรม: ศึกษาเฉพาะกรณีในกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบวา กลุมตัวอยาง
สวนใหญมสี วนรว มในการปอ งกันอาชญากรรมเปนอยางดี โดยรว มกับเจาหนาที่ตำรวจออกตรวจทองทด่ี ูแลรักษาความ

วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๕๑

สงบเรียบรอ ยในชมุ ชน จดั กจิ กรรมหรือโครงการในการปองกันอาชญากรรม ประสานงานกับเจาหนาที่ตำรวจเพ่ือรวม
วางแผนและเสนอแนวทางในการปองกันอาชญากรรมในชุมชนและติดตามสอดสองพฤติกรรมของประชาชนท่ีอาศัยอยู
ในชุมชน และสอดคลองกบั อรรถศาสตร พิลาเคน (๒๕๕๑, หนา ๑๐๒ - ๑๐๔) ศึกษาวิจยั เรือ่ ง การมีสวนรวมในการ
ปองกันอาชญากรรมของประชาชนในพื้นที่อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ผลการวิจัยพบวา ระดบั การมีสวนรวมใน
การปองกันอาชญากรรมของกลุม กำนนั ผูใหญบาน การมีสวนรว มในการปอ งกนั อาชญากรรม อยูในระดับมาก ทั้งใน
ภาพรวม และแตละดาน ไดแก ดานการปองกันตนเองและทรัพยสินใหพนภัยอาชญากรรม และดานการเขารวม
ชว ยเหลือ สนบั สนุนตอ กจิ กรรมการปองกันอาชญากรรม

๗.๓ จากผลการวจิ ยั ที่พบวา แนวทางการพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชน ดาน
การมีสวนรวมในดานการดำเนินการ พบวา ประชาชนตองตระหนักถึงความสำคัญและใสใจในการปองกันตนเองจาก
เหตุอาชญากรรม ซึ่งสอดคลองกับ พชรพล วงศร จติ (๒๕๔๔, บทคดั ยอ) ศกึ ษาวจิ ยั เร่ือง การมสี วนรวมของประชาชน
ตามโครงการสมาชิกแจงขาวอาชญากรรมในเขตอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม ผลการวจิ ัยพบวา กลุมตัวอยางเห็นดวย
วาการมีสวนรวมของประชาชนตามโครงการสมาชิกแจงขาวอาชญากรรมมีสวนทำใหอาชญากรรมลดลง โดยกลุม
ตวั อยางสวนใหญเห็นดว ยวาประชาชนควรแจง เหตุใหกบั ตำรวจเม่อื พบเหตุราย ประชาชนตองการความชวยเหลือจาก
ตำรวจเมื่อประสบเหตุราย ขาวสารจากประชาชนชวยใหตำรวจมีขอมูลในการปองกันปราบปรามอาชญากรรม และเห็น
ดวยวาโครงการดังกลาวทำใหประชาชนไดม โี อกาสเขามารว มกับปฏิบตั ิกบั ตำรวจ และสอดคลองกับ เทิดเกียรติ วงศา
โรจน (๒๕๔๖, หนา ๙๕) ศึกษาวิจัยเรื่อง การมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาล
เมอื งราชบุรี อำเภอเมือง จังหวัดราชบรุ ี ผลการวิจัยพบวา แนวทางการมีสวนรว มในดานปฏิบัตกิ ิจกรรม ประชาชนควร
ใหความสนใจรวมมือแจงขา วสาร จดั เวรยามออกตรวจรว มกบั เจาหนา ทต่ี ำรวจ

๗.๔ ผลการศึกษาความคิดเห็นจากการสัมภาษณผูบริหารระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา
และผูบ ริหารระดับสูงของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาเกย่ี วกับการพัฒนาการมสี วนรว มในการปองกันอาชญากรรม
ของประชาชนในชมุ ชนเทศบาลนครพระนครศรอี ยุธยา อำเภอพระนครศรอี ยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซ่งึ ผลการ
วเิ คราะหสรุปไดด ังนี้

๑) แนวทางการพัฒนาการมสี วนรวมในดานการวางแผน ผูใหสัมภาษณทุกทา นมีความเหน็ เหมอื นกนั คอื
ประชาชนควรมีสวนรวมในการวางแผนใหมากขึ้น โดยผูนำชุมชนควรเปนสื่อกลางในการสื่อสารกับประชาชนใหเกิด
ความตืน่ ตวั ในการปองกันอาชญากรรมใหมากข้นึ และวางแผนในชมุ ชนกันเองเพอ่ื ปองกันอาชญากรรมในชมุ ชน อีกทั้ง
การปลูกฝงเรื่องคุณธรรมจริยธรรมใหแกประชาชน เพื่อสรางจิตสำนึกอันเปนพืน้ ฐานทางจิตใจใหเกดิ จิตสำนกึ ในการ
ปอ งกนั อาชญากรรม ดังทผ่ี บู ริหารเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาทานหนึ่งไดกลาววา “การมสี วนรวมของประชาชนที่
ดีที่สุดคือการสรางจติ สำนกึ ใหแกป ระชาชน โดยการจัดกจิ กรรมสง เสริมคุณธรรมจริยธรรมใหแกป ระชาชนเปน ประจำ
ทุกเดือน”

๒) แนวทางการพฒั นาการมีสวนรว มในดา นการดำเนนิ การ ผใู หสัมภาษณทกุ ทานมีความเหน็ เหมอื นกันคือ
ประชาชนควรมีสว นรวมในการดำเนนิ การใหม ากข้ึน โดยในปจจุบันนีแ้ มว าจะมีภาคประชาชนเขามามีสว นรวมในการ
ดำเนินการเพื่อปองกันอาชญากรรมในชุมชน แตก็ยังคงเปนเพียงสวนนอยเมื่อเทียบกับประชาชนในชุมชนทั้งหมด
เนื่องจากประชาชนกลมุ น้ยี ังไมไ ดร บั ผลกระทบโดยตรงจากปญ หาอาชญากรรม จงึ ไมไดใ หความสำคัญกับการมสี วนรวม

๕๒ I วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

ในการปอ งกนั อาชญากรรมเทาท่ีควร ซง่ึ ตา งหากจากประชาชนอีกกลมุ หนึ่ง โดยเปนกลุมทมี่ ีจิตอาสามารว มทำกิจกรรม
ในการปอ งกนั อาชญากรรมดว ยใจ และแนวทางการมสี วนรว มทีส่ ำคัญ คอื ตองเรม่ิ จากตวั ประชาชน ดังท่ีทานผูบริหาร
สถานตี ำรวจภธู รพระนครศรอี ยธุ ยาทานหน่ึงไดก ลาววา “ประชาชนตองปองกันตัวเอง ตามทฤษฎกี ารเกดิ อาชญากรรม
คือ เกิดจากตัวเหยื่อ เกิดจากผูกระทำความผิดหรือคนราย และโอกาส ประชาชนตองปอ งกนั ตวั เอง ไมต กเปน เหยอ่ื ของ
อาชญากร ไมทำตัวใหเสี่ยงในโอกาสที่จะเกิดอาชญากรรม นั่นก็เปนการตัดโอกาสของการเกิดอาชญากรรม อันถือเปน
เปนสวนรวมในการปองกนั อาชญากรรมไดอยา งงา ยและดีท่ีสุด”

๓) แนวทางการพัฒนาการมีสวนรว มในดานการติดตามและประเมนิ ผล ผูใหส ัมภาษณทุกทานมีความเห็น
เหมือนกันคือ ประชาชนควรไดรับรูถึงผลการดำเนินงานในการปองกันอาชญากรรมใหม ากขน้ึ โดยในกระบวนการมีสว น
รวมในดา นการติดตามและประเมนิ ผลน้ีมีการสื่อสารถึงประชาชนนอ ยมากถงึ มากท่ีสุด ซึง่ บุคคลท่รี หู รือทราบขอมูลใน
การดำเนินงานการปองกันอาชญากรรมหรือมีสวนรวมในการดำเนินงานปองกันอาชญากรรมตามปกตแิ ลว ไดแก กำนัน
ผใู หญบ า น หรือผนู ำชมุ ชน บคุ คลเหลานี้ควรนำผลการดำเนนิ งานไปประชาสมั พนั ธใ หประชาชนทราบอยางทั่วถึงและ
ใหมากขึ้นกวาเดิม เพื่อใหประชาชนไดรับทราบถึงผลการดำเนินงาน และเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของการเกิด
อาชญากรรม อันจะชวยสงผลใหประชาชนเกิดความตืน่ ตัวและใหความสำคัญตอการมีสวนรวมในทุกกระบวนการให
มากยิ่งขน้ึ ซึ่งกำนันผูใหญห รือผนู ำชุมชนควรเปนตัวกลางในการสื่อสารระหวางหนว ยงานราชการผูทำหนาที่ดำเนินการ
ปองกันอาชญากรรมกับประชาชนในชุมชน อันจะนำไปสูการสรางความเขาใจและสรา งการมีสว นรว มของประชาชนกับ
หนวยงานราชการใหมากย่ิงขึ้นตอไป รวมทั้งการเพม่ิ ชองทางในการประชาสัมพันธผลการดำเนนิ งานและการติดตาม
ประเมินผลจากประชาชน เพื่อใหประชาชนมีโอกาสหรือเกิดความสะดวกในการติดตามประเมินผลการดำเนินงานการ
ปองกันอาชญากรรม อันถือเปนสวนหนึ่งของกระบวนการการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมในชุมชนของ
ประชาชนนั้นเอง

๘. ขอ้ เสนอแนะ

จากผลการวิจัยที่คนพบและการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ผูวิจัยมีขอเสนอแนะเกี่ยวกับการ
พัฒนาการมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา อำเภอ
พระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา ดังน้ี

๘.๑ ขอเสนอแนะเชิงนโยบายและกลยทุ ธ
๑) ประชาชนในเขตชุมชนของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาควรพัฒนาการมีสวนรวมในการปองกัน

อาชญากรรม ดังนี้
(๑) ควรเรียนรูในการปองกันตัวเองเพื่อตัดโอกาสของการเกิดอาชญากรรม ใหค วามสำคญั และใสใจใน

การปองกนั ตนเองจากเหตุอาชญากรรม
(๒) ควรใหค วามรว มมอื ในการประชมุ วางแผน การอบรมในโครงการตา ง ๆ ทเี่ กี่ยวของกบั การปองกัน

อาชญากรรม และการติดตามประเมินผลการปองกันอาชญากรรมใหมากยิ่งขึ้น
๒) ผนู ำชมุ ชน ควรพฒั นาการมีสวนรว มในการปองกันอาชญากรรม ดงั นี้

วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๕๓

(๑) ควรเปนสื่อกลางในการสื่อสารกับประชาชนใหเกิดความตื่นตัวในการวางแผนและการดำเนินการ
ปองกันอาชญากรรม ตลอดจนนำผลการดำเนินงานไปประชาสัมพันธใหประชาชนทราบอยางทวั่ ถงึ

(๒) ควรทำหนาที่ประสานการทำงานใหแกสวนราชการหนวยงานที่เกี่ยวของในการจัดกจิ กรรมตาง ๆ
ในการปองกันอาชญากรรมรวมกับประชาชน

๓) สวนราชการหนวยงานที่เกี่ยวของ ไดแก สถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา และเทศบาลนคร
พระนครศรีอยธุ ยา ควรพฒั นาการมีสวนรว มในการปอ งกนั อาชญากรรม ดงั น้ี

(๑) ควรปรับรูปแบบการเขาถึงประชาชนโดยการใหบริการเชิงรุก เชน การจดั โครงการ หรือกิจกรรม
ในชุมชน เพื่อความสะดวกแกประชาชนในการเดนิ ทาง การจัดกิจกรรมในวันหยดุ เสาร-อาทิตย เปนตน ตลอดจนการ
เพ่ิมชอ งทางการประชาสัมพนั ธใ หมีความหลากหลาย

(๒) ควรสรางแรงจูงใจเพื่อใหประชาชนเกิดการมีสวนรวมในทุก ๆ กิจกรรม เชน การจัดกิจกรรม
โดยมีนักรองนักแสดงมารวมงาน การจัดพิธีมอบโลหรือเกียรติบตั รเพ่ือเชิดชูเกียรติ การจายคาตอบแทนการเดินทาง
การตอบคำถามเพอื่ ชงิ รางวลั หรอื การจดั สวสั ดกิ ารใหแกผปู ฏบิ ตั ิหนา ท่ีปอ งกันอาชญากรรม เปน ตน

(๓) ควรจัดกิจกรรมอบรมใหความรูที่เนนการสงเสริมคุณธรรมจริยธรรม ปลูกฝงความมีจิตสำนึก
ของการเปนจิตอาสาใหแกประชาชนในชุมชน ตลอดจนการจัดฝกอบรมเกี่ยวกับการปองกันตัวเองจากภัยรอบตัว
โดยวิทยากรผูมคี วามรูความสามารถ

๘.๒ ขอเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งตอไป
จากการสัมภาษณและเก็บขอมูลจากผูบริหารระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยาและผูบริหาร
ระดับสูงของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา พบวา ในปจจุบันนี้แมวาจะมีภาคประชาชนเขามามีสวนรวมในการ
ดำเนินการเพื่อปองกันอาชญากรรมในชุมชน แตก็ยังคงเปนเพียงสวนนอยเมื่อเทียบกับประชาชนในชุมชนทั้งหมด
แนวทางการมีสวนรวมที่สำคัญ คือ ตองเริ่มจากตัวประชาชนประชาชน อีกทั้งประชาชนในชุมชนสวนใหญยังให
ความสำคัญในการมีสวนรวมในดานการดำเนินการปองกนั อาชญากรรมไมมากเทาที่ควร ดังนั้นในการวิจัยครั้งตอไป
ควรทำการวิจัยเพื่อหาแรงจูงใจในการเขารวมกิจกรรมของประชาชนสำหรับการทำกิจกรรมตาง ๆ ของสวนราชการ
หนวยงานที่เกี่ยวของ เพื่อหาแนวทางในการจัดรูปแบบการทำกิจกรรมที่ตอบสนองความตองการของประชาชนใน
ชุมชนตอไป อีกทั้งเพื่อใหเกิดผลสัมฤทธิ์ในการปองกันอาชญากรรมใหรอบดาน จึงเห็นควรทำการวิจัยการมีสวนรวม
ของภาคประชาชน ผนู ำชมุ ชน และหนว ยงานรัฐท่ีเก่ียวขอ งในการปอ งกนั อาชญากรรมในพ้นื ทต่ี อไป

๙. บรรณานุกรม

กลมุ งานขอ มลู สารสนเทศและการส่ือสาร สำนกั งานจังหวัดพระนครศรอี ยุธยา. (๒๕๕๙). ขอมลู จงั หวัด
พระนครศรีอยุธยา. คนเมือ่ ๑๙ กนั ยายน ๒๕๕๙, จาก http://www.ayutthaya.go.th

ชัยยันต สอนเสียม. (๒๕๔๙). การมีสวนรวมในการปองกันและปราบปรามอาชญากรรมกับตำรวจของกำนัน
ผใู หญบา น ในจังหวดั มกุ ดาหาร. วิทยานิพนธศ ิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสงั คมศาสตรเพื่อการพฒั นา,
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุดรธาน.ี

๕๔ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

ชดิ ชยั วรรณสถิตย. (๒๕๓๙). ความสัมพันธระหวางตำรวจกับชุมชนในการบริหารงานยุติธรรม. วทิ ยานิพนธ
ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร, มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.

เทอดเกียรติ วงศาโรจน. (๒๕๔๖). การมีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเทศบาลเมือง
ราชบรุ ี อำเภอเมอื ง จังหวัดราชบุร.ี วิทยานิพนธปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาสงั คมศาสตรเ พอ่ื การ
พฒั นา, สถาบันราชภัฏนครปฐม.

พงศศกั ดิ์ สภุ าพร. (๒๕๔๓). การมีสว นรวมของกำนนั ผูใหญบา นในการปอ งกนั อาชญากรรม : ศึกษาเฉพาะกรณใี น
กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธสังคมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาและงานยตุ ธิ รรม,
มหาวทิ ยาลัยมหิดล.

พชรพล วงศร จติ . (๒๕๔๔). การมีสวนรวมของประชาชนตามโครงการสมาชิกแจงขาวอาชญากรรมในเขตอำเภอ
สารภี จังหวัดเชยี งใหม. วิทยานพิ นธร ัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร, มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.

พนมกร สวุ รรณเรอื ง. (๒๕๔๑). การมีสว นรวมของอาสาสมคั รปองกนั ภัยฝา ยพลเรือนในการปอ งกนั อาชญากรรมใน
เขตจังหวัดนครปฐม. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาและงานยตุ ธิ รรม,
มหาวิทยาลัยมหิดล.

พวงรตั น ทวีรตั น. (๒๕๔๐). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตรและสังคมศาสตร. (พมิ พค รง้ั ท่ี ๗). กรงุ เทพฯ: สำนัก
ทดสอบทางการศึกษาและจิตวทิ ยา มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรว ิโรฒ ประสานมติ ร.

สถานตี ำรวจภธู รพระนครศรอี ยธุ ยา. (๒๕๕๙). รายงานคดอี าญาเปรยี บเทยี บของสถานตี ำรวจภูธร
พระนครศรีอยุธยา. ม.ป.ท.

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล. (๒๕๕๗). คำแถลงนโยบายของคณะรฐั มนตร.ี คน เมือ่ ๑๙
กนั ยายน ๒๕๕๙, จาก https://www.soc.go.th/bb_main๓๑.htm

อรรถศาสตร พิลาเคน. (๒๕๕๑). การมสี วนรว มในการปอ งกนั อาชญากรรมของประชาชนในพื้นท่ีอำเภอหนอง
หาน จงั หวดั อุดรธาน.ี วทิ ยานพิ นธศ ิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตรก ารพฒั นา, มหาวิทยาลัย
ราชภัฏอุดรธาน.ี

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๕๕

การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนต่อการบริหารงาน
ด้านภูมปิ ัญญาทอ้ งถิน่ ของเทศบาลตำบลนครหลวง
จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา

Participation of Community Committees in Local Wisdom Administration

of Nakhonluang Sub-district Municipality,

Phranakhon Si Ayutthaya Province

พชิ ชานันท แพรงาม / Phichanun Praengam๑
อดิศร ภูสาระ / Adisorn Pusara๒

๑นักจัดการทั่วไปปฏิบัติการ เทศบาลตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
General Administration officer, Practitioner Level, Nakhonluang Sub-District Municipality,

Nakhonluang District, Phranakhon Si Ayutthaya Province

๒ผูชวยศาสตราจารย ดร. ประจำหลักสูตรรฐั ประศาสนศาสตรบัณฑติ
คณะมนษุ ยศาสตรแ ละสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา
Assistant Professor Dr. Responsible to Bachelor of Public Administration,
Faculty of Humanities and Social Sciences, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University

รับบทความ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๖๓ แกไขบทความ ๑๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๓ ตอบรบั ๒๐ กุมภาพนั ธ ๒๕๖๓

บทคัดยอ่

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อ ๑) ศึกษาการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอการบริหารงานดาน
ภูมิปญ ญาทองถ่นิ ของเทศบาลตำบลนครหลวง จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา และ ๒) เปรยี บเทียบระดับการมีสว นรวมของ
คณะกรรมการชุมชนตอ การบริหารงานดานภมู ิปญญาทองถ่ินของเทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
จำแนกตามปจจัยสวนบุคคล ประชากรที่ใช คือ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา จำนวน ๑๘๐ คน เครื่องมือทีใ่ ชในการศึกษา คือ แบบสอบถามประเภทมาตราสวนประมาณคา ๕
ระดับ ที่มีความเชื่อมั่นเทากับ ๐.๗๕ สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก ความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน การทดสอบคาที การทดสอบคาเอฟ และการเปรียบเทียบคาเฉลี่ยรายคู ดวยวิธีการ แอล เอสดี โดยกำหนด
ระดับนยั สำคัญทางสถิติที่ .๐๕

ผลการศึกษา พบวา ๑) คณะกรรมการชุมชนมีสว นรวมตอ การบรหิ ารงานดานภูมปิ ญญาทอ งถ่ินของเทศบาล
ตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยาในภาพรวมอยูในระดับมาก โดยเรียงลำดบั จากมากไปหานอ ย ไดแก การมี
สวนรวมปฏิบัติ การมีสวนรวมคิดวิเคราะห การมีสวนรวมติดตามหรือประเมินผล และการมีสวนรวมในการตัดสินใจ

๕๖ I วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

และวางแผน และ ๒) คณะกรรมการชุมชนท่ีมีระดบั การศึกษา อาชีพ และรายได แตกตางกันมีผลตอการบรหิ ารงาน
ดา นภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่นิ แตกตา งกนั อยางมีนัยสำคญั ทางสถิติ

คำสำคัญ : การมีสว นรว ม คณะกรรมการชุมชน ภูมปิ ญญาทองถนิ่

ABSTRACT

The purposes of this study are: 1) to study participation of community committees in local
wisdom administration of Nakhonluang sub- district Municipality, Phranakhon Si Ayutthaya province;
and 2) to compare levels of participation among the community committees in local wisdom
administration of Nakhonluang sub- district Municipality, Phranakhon Si Ayutthaya province, as
classifies by personal factors. The subject are 180 community committees of Nakhonluang sub-district
Municipality, Phranakhon Si Ayutthaya. The instrument used is a five- point- scale questionnaire with
the reliability at 0.75, the statistical tools for data analysis are frequency, percentage, mean, standard
deviation, t-test, F-test with 0.5 statistically significant level specified.

The results indicate that : 1) the participation of community committees in local wisdom
administration of Nakhonluang sub- district Municipality, Phranakhon Si Ayutthaya, as a whole, is a
hight level, ranking from highest to lowest as follows : participation in practicing, critical thinking,
monitoring or assessment, decision making and planning ; and 2) differences of education background,

occupation and monthly income of community committees significantly affect local wisdom of

administration difference statistically significant.

Keywords : Participation, community committees, local wisdom

บทนำ

ภูมิปญญาทองถ่ินเปนวิถชี ีวติ ของชาวบา นในการปรบั ตัว เพื่อการดำรงชีพ ภายใตสภาพแวดลอมทั้งทางดาน
กายภาพ สังคม เศรษฐกจิ การเมือง มกี ารส่งั สอนสบื ทอด ไปสูคนรนุ ตอ ไป ภมู ิปญ ญาทอ งถ่นิ จงึ เปน แกนหลักของการ
มองชวี ติ การใชช วี ติ อยา งมีความสุข ซงึ่ มคี วามหมายในแงของปจเจกบคุ คล และในแงข องสังคมหมูบ านไมใชการกลับไป
หาอดีต แตเปนการแสวงหามิติที่กาวหนาโดยศึกษาประสบการณจากประวัติศาสตรดวยคำวา “ภูมิปญญาไทย”
บางทานไดใ หความหมายวา ภมู ิปญญาทอ งถิน่ หมายถงึ พน้ื เพ รากฐานความรูของชาวบาน หรอื ส่ิงทเ่ี กิดจากการสะสม
การเรยี นรนู ำมาเปน ระยะเวลานาน มีความเชือ่ มโยงกันไปในหลายสาขาวชิ า อกี นยั หนึง่ ภมู ิปญ ญาทองถ่ินแตกตางจาก
องคความรูในสวนที่องคความรูจะมีหลักการ ทฤษฎีที่มาอางอิงได (กองวิจัยทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ,
๒๕๔๒, หนา ๙)

ภูมิปญญาทองถิ่นเปนการสืบทอดประสบการณจากอดีตสูปจจุบันที่มีความตอเนื่องไมขาดสาย เปนสิ่งที่
ชาวบานคิดขึ้นไดเอง นำมาใชในการแกไขปญหาการดำรงชีวิตประจำวันในทองถิ่น ที่สะทอนออกมาในรูปของ

วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๕๗

ความสัมพันธระหวา งมนุษยกบั โลก สิ่งแวดลอม สัตว และพืช ความสัมพันธกับเพ่ือนมนุษยท่ีอยูรวมกันในสังคมหรอื
ชมุ ชน และความสัมพันธกบั ส่ิงศักดส์ิ ทิ ธ์ิ สง่ิ ทีเ่ หนือธรรมชาติ หรือสงิ่ ทีไ่ มส ามารถสมั ผัสได อนั เปนรากฐานในการดำเนิน
ชวี ิตของมนุษยและสังคม (สามารถ จันทรสรู ย, ๒๕๔๔, หนา ๒๖)

กองวิจัยทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (๒๕๔๒ หนา ๑๐) ไดกลาวถึง ประเภทของภูมิปญญาทองถ่ิน
ออกเปน ๔ กลุม ดังนี้

๑. เรื่องเกี่ยวกับ คติ ความคิด ความเชื่อ และหลักฐานที่เปนพื้นฐานขององคความรูที่เกิดจากการสั่งสม
ถายทอดกันมา

๒. เรื่องของศิลปะ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี
๓. เรอ่ื งของการประกอบอาชพี ในแตล ะทองถ่นิ ทีไ่ ดรับการพฒั นาใหเ หมาะสมกับกาลสมัย
๔. เรื่องของแนวความคิด หลักการปฏิบัติและเทคโนโลยีในเรื่องการประกอบอาชีพ ศิลปวัฒนธรรม
และประเพณีตางๆ และการอบรมสั่งสอนที่ปรากฏมาถึงปจจุบัน
ภูมิปญญาทองถิ่นจึงเปนทุนทางสังคม ซึ่งมองวาคนในชุมชนมีสติปญญาและความสามารถที่ควรรักษาไว
หรือทำการพัฒนาใหดียิ่งขึ้น ซึ่งคนในทองถิ่นตองมีความตระหนักที่จะรักษา รวมทั้งระบบการศึกษาที่ตองกระจายสู
ทองถิ่นใหมากขึ้น เปดโอกาสใหการเรียนรูทั้งสองทางประกอบดวย การเรียนรูจากตนเอง อันเปนการเรียนรูภายใน
ชุมชนหรือการเรียนรูภูมิปญญาทองถิ่นควบคูกับการเรียนรูจากสวนกลางที่เปนการเรียนรูภายนอกชุมชนและนอก
ประเทศ
เทศบาลตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปนองคกรปกครองสวนทองถ่ิน
ที่ทำหนาที่บริการสาธารณะใหตรงกับสภาพทองที่และความตองการของประชาชน โดยมีหนาที่สำคัญประการหน่ึง
คือ การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิน่ และวัฒนธรรมอนั ดีของทองถ่ิน ความกาวหนาทางสงั คม
และเศรษฐกิจ การขยายตัวของความเปนเมือง ทำใหประชาชนปรับวิถีชีวิตกลายเปนวิถเี มือง การใหค วามสนใจกับส่ือ
เทคโนโลยีสารสนเทศทำใหหางเหินความเปนทองถิ่น และความเปนรากเหงาแหงวิถีของชุมชนทองถิ่นของตนเองใน
ขณะที่ผูที่มีความรู มีภูมิปญญากลับเปนผูสูงอายุ เพื่อไมใหภูมิปญญาทองถิ่นของชุมชนชาวนครหลวงสูญหายไป
เทศบาลตำบลนครหลวงจึงตั้งกลุมกิจกรรมดานภูมิปญญาทองถิ่นโดยเริ่มตนจากการทำกิจกรรมที่เกี่ยวของกับภูมิ
ปญญาทองถิ่นของชาวนครหลวง ประกอบดวย กลุมขนมกระยาสารท กลุมทำน้ำพริก กลุมทำพวงหรีดและ
ดอกไมจ ันทน กลุมจกั สานและกลมุ เลีย้ งปลาดุกบอปนู โดยกิจกรรมดา นภมู ิปญญาทอ งถน่ิ เปนกจิ กรรมท่ีเทศบาลตำบล
นครหลวงกำหนดใหมีการดำเนนิ การโดยเนนถงึ การมสี วนรว มของชุมชน
จากนโยบายทต่ี องการใหป ระชาชนเขามามีสว นรวมในกิจกรรมสงเสรมิ ภูมิปญญาทอ งถิ่น เทศบาลนครหลวงจึง
ไดศ กึ ษาวิเคราะหถงึ กระบวนการมีสวนรวมของประชาชนท่ีเหมาะสมสำหรับประเทศไทยทป่ี ระกอบดวยขั้นตอนสำคัญ
สขี่ นั้ ตอน ดังนี้ (อคนิ รพีพัฒน, ๒๕๒๗, หนา ๑๐๐-๑๐๑)
ข้นั ตอนที่ ๑ การมีสว นรวมในการคดิ วเิ คราะหเพอื่ คน หาปญ หาและสาเหตุของปญหาเพอ่ื ความเขาใจในปญหา
ดวยตนเองและมองเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรม
ขั้นตอนที่ ๒ การมสี วนรวมในการวางแผนดำเนินกจิ กรรม รว มกับเจาหนาที่ หรือนักพฒั นาชุมชน

๕๘ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

ข้ันตอนที่ ๓ การมสี ว นรว มในการลงทุนและปฏบิ ตั ิการ ซ่ึงชุมชนมที รัพยากรท่สี ามารถลงทุนปฏิบตั ิการไดอ ยา ง
นอยทีส่ ุดกม็ ีแรงงานของตนเองท่ีเปน การลงทนุ ขนั้ ต่ำที่สุดท่ีจะเขา รว มได การเขา รวมลงทุนปฏิบตั ิการจะเปนการสราง
ความรูสึกรวมวาประชาชนก็เปนเจาของโครงการ

ขน้ั ตอนท่ี ๔ การมีสว นรวมในการตดิ ตามและประเมินผลงานเพอ่ื ทำใหชมุ ชนทราบวากิจกรรมท่ีไดดำเนินการ
เกดิ ประโยชนห รือไมอยางไร

การบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิน่ จึงเปน กระบวนการที่ใชว ิธีการมสี วนรว มของชมุ ชนอันเปนผูทีม่ ีความรู
ความเขาใจและสืบทอดภูมิปญญาทองถิ่นที่มีการสืบทอด สงตอจากคนรุนหนึ่งไปสูคนอีกรุนหนึ่ง ซึ่งระหวางการ
ถายทอดก็มีการปรับปรุง ประยุกต และเปลี่ยนแปลงจนอาจเกิดเปนองคความรูใหมตามสภาพการณทางสังคม
วฒั นธรรมและส่ิงแวดลอ ม ปฏบิ ัติสืบทอดกนั มาเปน วถิ ชี วี ติ

จากประเด็นดงั กลาวจึงเปน ท่ีนาสนใจวา คณะกรรมการชุมชนอนั เปนผูนำของชมุ ชนที่ไดรับ การคัดเลือกจาก
ประชาชนในชุมชนไดเขามามีสวนรวมตอการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิ่นของเทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัด
พระนครศรอี ยธุ ยาอยูในระดับใด กอ ใหเกดิ ประโยชนต อเทศบาลในเขตพน้ื ท่ี ประชาชน และหนวยงานอื่นที่ดำเนินการ
ดานการมีสวนรวมของประชาชนตอไป

วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย

๑. เพื่อศึกษาระดับการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิ่นของ
เทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำแนกตามปจจัยสว นบุคคล

๒. เพือ่ เปรียบเทียบระดับการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอการบรหิ ารงานดานภมู ิปญ ญาทองถ่ินของ
เทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำแนกตามปจจัยสว นบุคคล

กรอบแนวคิดการวจิ ยั ตัวแปรตาม

ตัวแปรอิสระ การมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชน
- การคิดวิเคราะห
ปจจัยสว นบคุ คล - การตัดสินใจและวางแผน
- เพศ - การปฏิบัติ
- อายุ - การติดตามและประเมนิ ผล
- ระดับการศึกษา
- อาชีพ
- รายได

ภาพที่ ๑ กรอบแนวคิดการวิจัย

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๕๙

ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ บั

๑. ทำใหทราบถึงระดับการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนเกี่ยวกับการบริหารงานดา น ภมู ิปญญาทองถ่ิน
ของเทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

๒. ทำใหทราบถึงปจจัยสวนบุคคลของคณะกรรมการชุมชนที่มีผลตอการมีสวนรวมใน การบริหารงานดาน
ภูมปิ ญ ญาทองถ่นิ ของเทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สรุปผลการวจิ ัย

๑. ขอมูลทั่วไปของประชากร
ประชากรที่ใชศึกษาวิจัยครั้งน้ี ไดแก คณะกรรมการชุมชนของเทศบาลตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๑๘๐ คน สวนใหญเปนเพศชาย มีอายุระหวาง ๔๖-๖๐ ป การศึกษามัธยมศึกษา
หรือ ปวช. อาชีพธุรกจิ สวนตัว และมีรายไดต อเดอื นมากกวา ๙,๐๐๐ บาทขึ้นไป
๒. จากการเก็บรวบรวมแบบสอบถามการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอ การบริหารงานดา นภูมิปญญา
ทองถน่ิ ของเทศบาลตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา พบวา คณะกรรมการชุมชนมีระดับ
การมีสวนรวมตอการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิ่น ของเทศบาลตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัด
พระนครศรีอยธุ ยาอยูในระดับมาก
๓. คณะกรรมการชุมชนทมี่ เี พศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายไดตอเดือนแตกตา งกนั มรี ะดบั การมีสวน
รวมของคณะกรรมการชมุ ชนตอการบริหารงานดานภูมปิ ญญาทองถิน่ ของเทศบาลตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง
จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา แตกตา งกันอยางมีนยั สำคญั

อภิปรายผลการวจิ ัย

ผลการวจิ ัยเร่อื ง การมสี วนรว มของคณะกรรมการชุมชนตอการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถ่ินของเทศบาล
ตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา สามารถสรุปผลการวิจยั ได ดังนี้

การมีสวนรว มของคณะกรรมการชุมชนตอ การบริหารงานดานภูมปิ ญญาทองถนิ่ ของเทศบาลตำบลนครหลวง
อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในภาพรวมอยูในระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจากเทศบาลตำบลนครหลวง
อำเภอนครหลวง มีเปาหมายที่สำคัญอยูที่การนำเอาภูมิปญญาทองถิ่นมาสรางความสมดุลระหวางคนกับธรรมชาติ
แวดลอม มาสืบทอดประสบการณจากรุนถึงรุน ซึ่งเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมกันมาเปนเวลานาน ถาถูกละเลย
ขาดการยอมรับ และถูกทำลายลงก็จะสญู หายไปไรซึง่ ภูมิปญ ญาของตนเอง ทำใหคนในทองถิ่นไมมศี ักดิ์ศรี ขาดความ
ภาคภูมิใจในทองถิ่นของตน โดยการใหคณะกรรมการชุมชนเขามามีสวนรวมในการบริหารงานภูมิปญญาทองถิ่น
ชว ยใหผคู นดำรงตนและปรับเปลยี่ นทันตอความเปล่ียนแปลงและผลกระทบอันเกดิ จากสังคมภายนอกซง่ึ เปนประโยชน
ตอการทำงานพัฒนาชนบทของเจาหนาท่ีจากหนวยงานตางๆ เพื่อที่จะไดกำหนดทาทีการทำงานใหกลมกลืน
กับชาวบานไดมากยิ่งขึ้นสอดคลองกับงานวิจัยของทิมาพร มงคลแถลง (๒๕๕๖,บทคัดยอ) ไดทำการศึกษาระดับ
การมีสวนรวมของประชาชน ตอการบริหารงานดานภูมปิ ญญาทองถิ่นและวิถีชีวติ ความเปนอยู : กรณีศึกษาองคการ
บริหารสวนตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผลการศึกษาพบวาการมสี วนรวมของ
ประชาชนตอการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิ่นและวิถีชีวิตความเปน อยูขององคกรการบริหารสวนตำบลภูเขาทอง

๖๐ I วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

โดยรวม ๕ ดา น อยูในระดับมาก นมิ ติ ร สุขแยง (๒๕๔๙, บทคดั ยอ) การศกึ ษาเร่อื งการมีสวนรว มของประชาชนท่ีมีตอ
การบริหารงานองคการบริหารสวนตำบล : กรณีศึกษาองคการบริหารสวนตำบลแมกา อำเภอสันปาตอง จังหวัด
เชียงใหม พบวา ประชาชนมีระดับการมีสวนรวมในการบริหารงานองคการบริหารสวนตำบลอยูในระดับสูง และไม
สอดคลองกับงานวิจัยของ พีรวิชญ รัตนอมรวิสิทธิ์ (๒๕๕๔, บทคัดยอ) ไดทำการศึกษาระดับการมีสวนรวมของ
ประชาชน ตอการบริหารงานแบบกระจายอำนาจดานภูมิปญญาทองถนิ่ และวิถีชีวิตความเปนอยู : กรณีศึกษาองคการ
บริหารสว นตำบลรมิ กก อำเภอเมอื ง จังหวดั เชียงราย พบวา (๑) ระดับการมสี วนรวมของประชาชนตอการบริหารงาน
ขององคการบริหารสวนตำบลริมกก อำเภอเมือง จงั หวดั เชียงราย ในดานภมู ปิ ญ ญาทอ งถิน่ และวิถีชีวติ ความเปนอยู อยู
ในระดับนอย

๑. เมือ่ แยกการพิจารณาระดับการมสี ว นรวมของคณะกรรมการชมุ ชนตอ การบริหารงานดานภมู ิปญญาทองถิ่น
โดยแยกพิจารณาแตละดาน

๑.๑ การมีสวนรวมดานการคิดวิเคราะห มีระดับการมีสวนรวมในระดับมากโดยเรียงลำดับในแตละ
ประเด็นจากมากไปนอย ไดแก ความรูความเขาใจดานภูมิปญญาทองถิ่น การเขารวมประชุมเกี่ยวกับเร่ืองภูมิปญญา
ทอ งถ่ิน การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกบั เรอื่ งภูมปิ ญ ญาทอ งถ่ิน การยอมรับความคดิ เห็นของผูเ ขารวมประชุมเกี่ยวกับภูมิ
ปญญาทองถน่ิ และการรับรถู งึ ปญหาเกีย่ วกับภมู ปิ ญญาทองถิ่น

๑.๒ การมีสว นรวมในการตัดสินใจและวางแผน มีระดับการมสี ว นรว มในระดบั มากโดยเรียงลำดับในแตละ
ประเด็น จากมากไปหานอย ไดแก ที่ประชุมยอมรบั ฟง เหตุผลในการอภิปรายและมติของท่ปี ระชุม คณะกรรมการมสี ว น
รว มในการออกกฎระเบยี บทเ่ี ก่ียวขอ งกบั ภมู ปิ ญญาทอ งถ่นิ คณะกรรมการรวมกับเจาหนาทขี่ องเทศบาลรวมกันวางแผน
กิจกรรมเกี่ยวกบั ภูมิปญ ญาทองถิ่น การเขารวมตัดสินใจแกไขปญหาภูมปิ ญญาทองถิ่น และการเขารวมกับเจาหนา ท่ี
เทศบาลในการกำหนดกิจกรรมดานภูมิปญญาทองถิ่น

๑.๓ การมีสวนรวมปฏิบตั ิ มีระดับการมีสวนรว มในระดบั มากโดยเรยี งลำดบั ในแตละประเด็นจากมากไป
นอย ไดแก การเขารวมกิจกรรมเกี่ยวกับภูมิปญญาทองถิ่น คณะกรรมการชุมชนยินดีบริจาคทรัพยสินและสิ่งของใน
การจดั กิจกรรมเก่ียวกับภูมปิ ญญาทองถิ่น การเขา รวมดำเนนิ กิจกรรมฟน ฟภู ูมปิ ญ ญาทองถน่ิ การดูแลทำความสะอาด
พน้ื ท่ีหลังกิจกรรมดา นภมู ปิ ญญาทองถิ่น และคณะกรรมการมที กั ษะความรูดานภมู ปิ ญญาทองถนิ่

๑.๔ การมีสวนรวมและประเมินผล มีระดับการมีสวนรวมในระดับมาก โดยเรียงลำดับในแตละประเด็น
จากมากไปนอย ไดแก คณะกรรมการชุมชนรวมทำหนาที่ประเมินผลการจัดกิจกรรมดานภูมิปญญาทองถิ่น
คณะกรรมการชุมชนเสนอแนะปญหาของกิจกรรมดา นภมู ปิ ญญาทอ งถ่ิน คณะกรรมการชมุ ชนนำเสนอทีป่ ระชุมใหน ำ
ผลการประเมินกิจกรรมครั้งที่ผานมาเพื่อพัฒนากิจกรรมครั้งตอไป และเทศบาลจัดผูรับผิดชอบในการติดตามและ
ประเมินผล

๒. การเปรียบเทียบระดับการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอการบริหารงานดานภมู ิปญ ญาทองถ่ินของ
เทศบาลตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบวา คณะกรรมการชุมชนที่มีระดับการศึกษาอาชีพและรายได
แตกตางกัน มีสวนรวมตอการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิ่นแตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ
โดยสามารถอภิปรายในแตละประเด็น ดังนี้

วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๖๑

๒.๑ คณะกรรมการชุมชนที่มีระดับการศึกษาสูงกวาระดับอนุปริญญาและปริญญาตรี มีระดับการมีสวน
รวมคิดวิเคราะหมากกวาคณะกรรมการที่มีระดับการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนตน หรือ ปวช.
เนื่องจากผูที่ไดรับการศึกษาระดับสูง เห็นคุณคาของภูมิปญญาทองถิ่น อีกทั้งการไดรับการศึกษาในระดับสูงจึงมี
ความสามารถในการคิดวิเคราะหไ ดมากกกวา ผทู ี่มีระดบั การศกึ ษาทีต่ ำ่ กวา

๒.๒ คณะกรรมการชมุ ชนที่ประกอบอาชพี ธุรกิจสวนตัวมรี ะดับการมีสวนรว มดา นการคดิ วเิ คราะหม ากกวา
คณะกรรมการชุมชนที่ประกอบอาชีพคาขายและเกษตรกร เนื่องจากอาชีพธุรกิจสวนตัวที่พบในเขตเทศบาลตำบล
นครหลวงจะเปน การประกอบอาชีพท่เี ก่ยี วของกบั ภมู ปิ ญญาทอ งถน่ิ เชน การทำหัตถกรรมเครอื่ งจกั สาน การทำดอกไม
ประดิษฐ การทำน้ำพริก การทำขนม ซึ่งเปนผูที่มีความรูความเขาใจเกี่ยวกับภูมิปญญาทองถิ่นที่ไดรับการสืบทอด
วชิ าชพี มาจากบรรพบุรุษ เมื่อมีความรูค วามเขาใจภูมปิ ญญาทองถน่ิ จงึ พรอมจะเขา รว มประชุมและแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกบั ภมู ปิ ญญาทอ งถน่ิ ไดด ีกวา คณะกรรมการกลมุ อาชพี อ่ืน

๒.๓ คณะกรรมการชุมชนทีม่ รี ายไดต อเดือนมากกวา ๙,๐๐๐ บาท มีระดับการมสี วนรว มดา นการปฏิบัติ
มากกวาคณะกรรมการชุมชนที่มีรายไดต่ำกวา ๗,๐๐๐ บาทตอเดือน การปฏิบัติการดานภูมิปญ ญาทองถ่ินตองใชเวลา
ดำเนินการตั้งแตการเตรียมการ การจัดกิจกรรม รวมถึงการดำเนินการทำความสะอาด พื้นที่หลังกิจกรรมรวมถึงการ
ดำเนินกิจกรรมยังตองอาศัยการบริจาคทรัพยสินและสิ่งของ ทำใหคณะกรรมการชุมชนผูที่มีรายไดสูงสามารถสละ
ทรัพยส นิ ส่ิงของและเวลาเขา รวมปฏบิ ัตไิ ดด ีและสะดวกกวาคณะกรรมการชมุ ชนกลุมทีม่ ีรายไดต่ำกวา

ขอ้ เสนอแนะ

๑. ขอเสนอแนะทางการบริหาร
จากการศึกษาการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนตอการบริหารงานดานภมู ิปญญาทองถิ่น ของเทศบาล
ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผูวิจัยมีขอเสนอแนะเพื่อใหเทศบาลตำบลนครหลวง
อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา นำมาเปนแนวทางตอการบริหารงาน ดานภูมิปญญาทองถิ่น เพื่อชวยให
เปนไปตามความตองการของคณะกรรมการชุมชนมากที่สุด ดังตอไปนี้

๑.๑ ดานการมีสวนรวมคิดวิเคราะห สรางบรรยากาศและจัดกิจกรรมที่ดี ใหคณะกรรมการชุมชนมีสวน
รวม ในดานการบรหิ ารงานภูมิปญ ญาทอ งถ่ิน ในการทำงานรวมกนั จัดอบรมสัมมนาชีแ้ จงปญหาและอุปสรรคจัดใหม ี
การศกึ ษาดูงาน เกีย่ วกับการบริหารงานดา นภูมปิ ญ ญาทองถน่ิ ในพนื้ ทีต่ างๆ

๑.๒ ดานการมีสวนรวมในการตัดสินใจและวางแผน เทศบาลควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการให
คณะกรรมการชุมชนเขา มามสี ว นรวมในการวางแผนดา นภูมิปญ ญาทอ งถิ่นท่ีทางเทศบาลจัดข้นึ

๑.๓ ดานการมสี ว นรวมปฏิบัติ เทศบาลควรกำหนดสิทธิและหนาที่ของคณะกรรมการชมุ ชนในการปฏิบัติ
หนา ทใ่ี หชดั เจน เพือ่ เปน แรงจูงใจใหค ณะกรรมการชุมชนทม่ี ีความรคู วามสามารถมีฝมอื ดานภูมปิ ญญาทอ งถ่ิน ใหความ
สนใจเขา มารว มเปนคณะกรรมการชมุ ชน

๑.๔ ดานการมีสว นรวมติดตามหรือประเมนิ ผล เทศบาลควรจัดผูรับผิดชอบในการติดตามและประเมินผล
กิจกรรมดานภูมิปญญาทองถิ่น ใหเหมาะสมกับสถานการณและบริบทของเทศบาลเอง

๒. ขอเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งตอไป

๖๒ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

๒.๑ ควรศึกษาการมีสวนรวมของคณะกรรมการชุมชนในการบริหารงานดานภูมิปญญาทองถิ่นในพื้นท่ี
อ่นื ๆ เพอ่ื จะไดข อ มลู ที่หลากหลาย ไดท ราบปญ หา ทางแกไ ข และแนวทางการมีสว นรวมรูปแบบใหม ไดขอ คน พบใหม

๒.๒ ควรสง เสรมิ ใหคณะกรรมการชมุ ชนไดตระหนัก ใหค วามสำคัญถึงประโยชนทจ่ี ะไดร ับตอการท่ีไดเขา
มามสี ว นรวมในการบริหารงานดา นภมู ิปญ ญาทองถิ่นของตน

บรรณานกุ รม

กองวจิ ัยทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๔๒). คมู อื ครูแนวทางการจัดทำแผนการสอนพัฒนาศกั ยภาพ
โครงการทดลองพฒั นาศกั ยภาพของเดก็ ไทย. กรุงเทพฯ : ชวงพมิ พ.

ทิมาพร มงคลแถลง. (๒๕๕๖). การศึกษาระดับการมีสว นรวมของประชาชนตอ การบรหิ ารงานดา น ภูมิปญ ญา
ทองถิ่นและวิถชี วี ติ ความเปนอยู. วิทยานิพนธปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ ารัฐ
ประศาสนศาสตร, มหาวทิ ยาลัยศรปี ทุม.

นิมติ สดุ แยง. (๒๕๔๙). การมสี ว นรวมของประชาชนทมี่ ีตอการบรหิ ารองคก ารบริหารสวนตำบล : กรณศี กึ ษา
องคก ารบรหิ ารสวนตำบลแมก า อำเภอสันปาตอง จังหวัดเชยี งใหม. วิทยานพิ นธ ปรญิ ญาศลิ ปะศาสตร
มหาบัณฑติ สาขาวิชาเศรษฐศาสตรการเมอื ง,มหาวิทยาลัย เชยี งใหม

พีรวิชญ รัตนอมรวิสทิ ธ์.ิ (๒๕๕๔). ระดับการมีสวนรวมของประชาชนตอการบริหารงานแบบกระจาย อำนาจดา น
ภมู ิปญญาทองถนิ่ และวิถชี ีวิตความเปนอย:ู กรณีศึกษาองคการบริหารสวนตำบล ริมกก อำเภอเมือง
จงั หวดั เชียงราย. การศึกษาอิสระ ปริญญา รัฐประศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา รฐั ประศาสนศาสตร.
มหาวิทยาลยั แมฟ า หลวง.

สามารถ จันทรสรู ย. (๒๕๔๔). “ภูมปิ ญญาชาวบานคืออะไร” ใน การสัมมนาทางวชิ าการ เร่ือง ภูมิปญญาชาวบาน.
(พิมพค รัง้ ท่ี ๒) กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง ชาติ.

อคิน รพพี ฒั น. (๒๕๒๗). “การมีสวนรว มของชุมชนในสภาพสงั คมและวัฒนธรรมไทย” ใน การมีสวนรวมของ
ประชาชนในการพฒั นา. กรุงเทพฯ : ศักด์ิโสภาการพมิ พ.

วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๖๓

ความคดิ เห็นของบุคลากรสาธารณสุขต่อการถา่ ยโอนภารกจิ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แกอ่ งคก์ รปกครองสว่ น

ท้องถ่ิน กรณศี กึ ษา : สาธารณสุขจงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา

The Opinion of Personnel of Tambon Health Promoting Hospital (HPH)
in Transferring the Mission of Tambon Health Promoting Hospital (HPH)
to Local Administrative Organizations in Phranakhon Si Ayutthaya Province

ตุลยวดี หลอตระกลู / Tulyawadee Lortrakul

นิสติ รัฐประศาสนศาสตรมหาบณั ฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
Master student of Public Administration Program, Mahachulalongkornrajavidyalana University

รับบทความ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓ แกไขบทความ ๙ มีนาคม ๒๕๖๓ ตอบรบั ๑๑ มนี าคม ๒๕๖๓

บทคดั ยอ่

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ ๑) ศึกษาลักษณะสวนบุคคลของกลุมตัวอยางที่ปฏิบัติงานภารกิจโรงพยาบาล
สง เสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)ในจงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา และ ๒) ศึกษาระดับความคิดเหน็ ของบุคลากรโรงพยาบาล
สงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการถายโอนภารกิจโรงพยาบาลสง เสรมิ สุขภาพตำบล (รพ.สต.)ใหแกอ งคกรปกครอง
สวนทอ งถ่ินในจงั หวัดพระนครศรีอยุธยา การวจิ ัยน้เี ปนการวิจัยเชิงปรมิ าณ กลมุ ตัวอยา งเปนกลุมบุคลากรสาธารณสุข
จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา จำนวน ๑๓๖ คน เครือ่ งมอื ทใ่ี ชในการวจิ ยั เปนแบบสอบถาม และวเิ คราะหขอมลู ดวยรอยละ
คาเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย ผลการวิจัย พบวา ๑) ผูตอบแบบสอบถามสวนใหญเปนหญิง อายุ
ระหวา ง ๔๐ – ๔๙ ป มีการศึกษา ระดับปริญญาตรี ตำแหนงนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สว นใหญด ำรงตำแหนง
๑๐ – ๑๙ ป และสวนใหญคอื ๑๐๕ คน ไมเ ห็นดวยกับการถายโอนรพ.สต.ใหทองถน่ิ และ ๒) ระดบั ความคิดเห็นของ
บุคลากรโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการถายโอนภารกิจโรงพยาบาลสงเสรมิ สขุ ภาพตำบล (รพ.สต.)
ใหแ กองคกรปกครองสว นทอ งถน่ิ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมเหน็ ดว ยในระดับนอ ย เมื่อพจิ ารณารายดาน
ไดแก ดานการใหบริการงานสาธารณสุข ดานการบริหารจัดการ ดานบุคลากร ดานบริหารจัดการ ดา นงบประมาณ และ
ดา นการบริหารจัดการดานเคร่อื งมอื วัสดุ อปุ กรณ สงิ่ กอสรา ง พบวา อยูในระดบั นอ ยทุกดาน

คำสำคญั : การถายโอนภารกิจ, โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ, องคก รปกครองสวนทอ งถิน่

Abstract

This research has objective 1. to study personal characteristics of person who work in
Phranakorn Si Ayutthaya HPH and 2. To survey the opinion of personnel of Tambon Health Promoting

๖๔ I วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

Hospital ( HPH) in transferring the mission of Tambon Health Promoting Hospital ( HPH) to local
administrative organizations. The methodology of this research was quantitative method. By collecting
data with questionnaires from 136 people who were the person working in Phranakorn Si Ayutthaya
HPH, and analyzed data by using descriptive and inferential statistics. The research findings: 1. The
respondents were almost female in aging between 40 – 49 years educated in bachelor degree in
Academic position ( Public Health Specialist) and 105 persons disagree in transferring the mission of
Tambon Health Promoting Hospital ( HPH) to local administrative organizations. 2. The opinion in
transferring the mission of Tambon Health Promoting Hospital ( HPH) to local administrative
organizations were in low level. We concluded the opinion in transferring the mission of Tambon
Health Promoting Hospital ( HPH) to local administrative organizations were in low level in any case
and they wanted not to transferring the mission of Tambon Health Promoting Hospital (HPH) to local
administrative organizations.

Keywords : Transferring the mission, Health Promoting Hospital (HPH), local administrative organizations

ที่มาและความสำคัญ

การถายโอนภารกิจดานสาธารณสุข เปนภารกิจหนึ่งที่กำหนดไวในแผนกระจายอำนาจ ซึ่งจะเปนผลให
กระทรวงสาธารณสุขจะตองโอนภารกิจงานการบริการดานสาธารณสุขใหองคกรปกครองสวนทองถิ่น การกระจาย
อำนาจการใหบริการสาธารณสุขเปนนโยบายและวาระสำคัญของชาติ โดยหลักการคือ งานบริหารราชการสวนกลาง
โดยกระทรวงสาธารณสุขตองกระจายอำนาจงานบริการดานสาธารณสุขและทรัพยากรไปยงั องคก รปกครองสว นทอ งถ่ิน
ตามแผนการกระจายอำนาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น (จรวยพร ศรีศศลักษณ, จเร วิชาไท และ รำไพ แกว
วิเชียร, ๒๕๕๒, หนา ๑๖) ประกอบกับ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ณ หองประชุม ๓๐๑ ตึกบัญชาการ ๑
ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปนประธานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจใหแก
องคกรปกครองสวนทองถิ่น (กกถ.) ครั้งที่ ๒/๒๕๖๑ ซึ่งสรุปสาระสำคัญของการประชุมฯ ดังนี้ (ขอมูลจากสำนัก
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาลเขาถึงเมื่อ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๒) ที่ประชุมไดพจิ ารณาและมมี ติเห็นชอบใน
หลักการ เรื่อง การถายโอนภารกิจโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. จากกระทรวงสาธารณสุขใหแก
องคก รปกครองสว นทองถิ่น (อปท.) ซ่งึ เปน ไปตามหลกั การการกระจายอำนาจใหแก อปท. ทงั้ น้ี ทป่ี ระชมุ มอบหมายให
ฝายเลขานุการฯ ไปประสานหนวยงานที่เกี่ยวของ ไดแก กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ และ อปท. เพ่ือ
ดำเนินการตอ ไปพรอ มกนั นี้ ทปี่ ระชุมไดพิจารณาและมีมติเห็นชอบในหลกั การเกี่ยวกับหลักเกณฑ วธิ กี าร และขั้นตอน
การบริหารจัดการภารกิจถายโอนดานแหลงน้ำ ตามแผนการกระจายอำนาจใหแก อปท. พรอมมีมติเห็นชอบแตงต้ัง
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อจัดทำฐานขอ มลู ดานการถายโอนภารกิจและดานอ่ืน ๆ ที่เกี่ยวของ เพื่อเปนการสรา ง
องคค วามรแู ละความเขาใจท่ีชัดเจนในดานการดำเนินงานใหเปนไปในทิศทางเดียวกนั และจากพระราชบัญญัติกำหนด
แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจใหแกองคกรปกครองทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดใหงานบริการสาธารณสุขใน
ความรับผดิ ชอบของกระทรวงสาธารณสขุ เปนภารกจิ ทตี่ องถา ยโอนใหกบั องคกรปกครองสว นทองถิ่น (ไพยนต คำใหญ,

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๖๕

๒๕๔๖, หนา ๑) ในมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ ครอบคลุมถึงการสาธารณสขุ การรกั ษาพยาบาล
การปองกันโรคและ การควบคุมโรคติดตอ ทั้งนี้ตองสรางระบบการถายโอนกำลังคน งบประมาณ สูทองถิ่นอยาง
เหมาะสม (โกวนิ วิวฒั นพงศพนั ธ. ๒๕๔๕,๘) ภารกิจดานสาธารณสขุ ท่ีตองถายโอนไปอยูภายใตการจัดการขององคกร
ปกครองสวนทองถิ่น คือ ภารกิจการบริหารจัดการ และงบประมาณ การบริการสาธารณสุขดานสงเสริมสุขภาพ
การปอ งกันโรค การฟน ฟูสภาพ และการรกั ษาพยาบาลเบ้อื งตนพรอมกับสถานอี นามัย และบุคลากรถายโอนใหองคกร
ปกครองสวนทองถน่ิ ทีม่ คี วามพรอ ม ดำเนินการ ทง้ั นใ้ี นการถา ยโอนยดึ หลัก “งานไป เงินไปคนไป ทรพั ยส ินไป” โดยให
กำหนดโครงสรางขององคกรปกครองสวนทองถิ่นเพื่อรองรับการถายโอน (คณะอนุกรรมการพัฒนากลไกและ
กระบวนการในการสนบั สนุนการถา ยโอนสถานีอนามัยใหแ กอ งคก รปกครองสวนทองถ่ิน. ๒๕๕๐) ซึ่งการถา ยโอนสถานี
อนามัยสูองคการบริหารสวนตำบลจะตองพิจารณาความพรอมขององคการบริหารสวนตำบลที่จะรับโอน มี ๔ ดาน
คือ การบริหารจัดการ งบประมาณ บุคลากร และทรัพยสิน จากนโยบายพัฒนาประเทศ ใหม กี ารปรบั ปรงุ ระบบบริการ
ดานสาธารณสุข โดยลงทุนพัฒนาระบบบริการสุขภาพของภาครัฐในทุกระดับมาตรฐาน ยกระดับสถานีอนามัยเปน
โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และพัฒนาระบบเครือขายการสงตอในทุกระดับใหม ปี ระสิทธภิ าพ สามารถ
เชอ่ื มโยงกนั ท้งั ภาครัฐและเอกชน เพ่ือใหระบบหลักประกนั สุขภาพมีคุณภาพอยา งเพียงพอและทวั่ ถงึ มีการปรับเปล่ียน
บทบาทบุคลากรใหสามารถทำงานเชิงรุก เนนการมีสวนรวมของประชาชน ชุมชน และองคกรปกครองสวนทองถ่ิน
ในการเพิ่มคุณภาพการรักษาพยาบาล ระบบสงตอ ยาและเวชภัณฑ ใหสามารถเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลแมขายได
ผูวิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากรโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการถายโอน
ภารกิจโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น ประกอบดวย ๔ ดาน คือ
ดานบุคลากร ดานงบประมาณ ดานการบริหารจัดการ และดานทรัพยากร

วตั ถุประสงค์ของการวิจัย

๑. เพื่อศึกษาลักษณะสวนบุคคลของกลุมตัวอยางที่ปฎิบัติงานภารกิจโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล
(รพ.สต.) ในจังหวัดพระนครศรอี ยุธยา

๒. เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากรโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการถายโอน
ภารกิจโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแ กองคก รปกครองสว นทอ งถ่นิ ในจงั หวัดพระนครศรีอยุธยา

ขอบเขตของการวิจยั

๑. ขอบเขตดานเนื้อหา ในการวิจัยครั้งนี้มุงศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ตอ การถายโอนภารกจิ โรงพยาบาลสงเสรมิ สขุ ภาพตำบล ใหแ กอ งคก รปกครองสวนทอ งถ่ิน ตัวแปรที่
ใชใ นการวิจยั ครัง้ นี้ ประกอบไปดวย

- ตัวแปรอิสระ ไดแก เพศ อายุ การศึกษา รายได ตำแหนง และระยะเวลาที่ดำรงตำแหนง
- ตัวแปรตาม ไดแก ดานการใหบ ริการงานสาธารณสุข ดานการบริหารจัดการ ดานบุคลากร ดานบริหาร
จัดการดานงบประมาณ และดานการบริหารจดั การดานเครอื่ งมอื วัสดุ อุปกรณ ส่งิ กอสรา ง
๒. ขอบเขตประชากร เฉพาะบุคลากรโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
จำนวน ๒๐๕ คน

๖๖ I วารสารวิชาการอยุธยาศกึ ษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

๓. ขอบเขตดา นพืน้ ที่ อำเภอพระนครศรอี ยุธยา จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา
๔. ขอบเขตดานเวลา ตั้งแตวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๒ ถงึ วนั ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๒

วธิ ดี ำเนนิ การวิจยั

เปนการศึกษาวจิ ยั เชิงปรมิ าณ โดยมีขน้ั ตอนการดำเนินงานดังนี้
๑. แบบสอบถามขอมูลสวนบุคคล เปนแบบสอบถามที่ผูวิจัยพัฒนาขึ้นเอง โดยมีขั้นตอนการสรางดังน้ี
ศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กีย่ วขอ ง วิเคราะหเนื้อหาของตัวแปรทีต่ องการศึกษา เอกสารตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวของ
ตัวแปรขอมูลทั่วไปไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหนง ระยะเวลาที่ดำรงตำแหนง
๒. แบบสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอนภารกิจ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ
ตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสว นทองถนิ่ กรณศี ึกษา : สาธารณสขุ จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา

๒.๑ ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่ีเกี่ยวขอ งกบั ปจจัยที่มีผลตอความคดิ เห็นของบคุ ลากร
สาธารณสุขตอการถายโอนภารกิจ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกอ งคก รปกครองสว นทอ งถน่ิ

๒.๒ กำหนดกรอบแนวคิดในการสรางแบบสอบถามตามกรอบที่ไดศึกษาจากขอ ที่ ๒.๑)
๒.๓ สรางแบบสอบถามตามวิธีการสรางแบบสอบถาม โดยมีการประมาณคา ๕ ระดับ มีเนื้อหาสาระ
ครอบคลุมปจจัยที่มีผลตอความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอนภารกิจ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ
ตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น นำแบบสอบถามที่สรางขึ้นไปใหผูเชี่ยวชาญ ๓ ทานตรวจสอบเชิง
เน้อื หาความถกู ตอ งในพฤติกรรมทต่ี อ งการวดั กอ นนำไปใชก ับกลมุ เปา หมายปรากฏวา มีคา IOC (Index of objective
Congruence) ที่ ๐.๖๗ ถึง ๑.๐๐ โดยใชส ตู ร IOC ของสมนึก ภัททิยธนี (๒๕๓๗, หนา ๑๖๗) คดั เลอื กขอท่ีสอดคลอง
และผานเกณฑ ได จำนวน ๒๓ ขอ
๓. นำแบบสอบถามทห่ี าคาความเชอ่ื ม่ันแลว ไปเกบ็ ขอมลู จากกลมุ ตวั อยาง
ประชากร
กลุมบุคลากรสาธารณสุข จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๒๐๕ คน
กลุมตวั อยา ง
การกำหนดกลุม ตวั อยางในการศกึ ษาครั้งน้ีกลมุ บคุ ลากรสาธารณสุขจงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา จำนวน ๑๓๖ คน
เครอ่ื งมือทใี่ ชใ นการวิจัย
เคร่ืองมือทีใ่ ชใ นการวจิ ัยครงั้ นี้ประกอบดวยแบบสอบถาม แบง ออกเปน ๒ ตอน ดงั นี้
ตอนที่ ๑ แบบสอบถามเกี่ยวกับขอมูลสวนบุคคล โดยจะเปนแบบกำหนดคำตอบให (Check List) และเติมคำ
ในชองวางจำนวน ๖ ขอ
ตอนที่ ๒ แบบสอบถามเกี่ยวกับระดับปจจัยที่มีผลตอความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอน
ภารกิจ โรงพยาบาลสงเสรมิ สขุ ภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคก รปกครองสว นทองถิ่น กรณศี กึ ษา : สาธารณสุขจังหวัด
พระนครศรีอยุธยาโดยจะเปนแบบมาตราสวนประเมินคา (Rating Scale) ๕ ระดับ จำนวน ๒๓ ขอ

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๖๗

ผลการวจิ ยั

๑. ขอมูลสวนบุคคลผูตอบแบบสอบถาม

ตารางที่ ๑ แสดงขอมูลสว นบุคคลของผูตอบแบบสอบถามสวนใหญ

ขอ มลู สวนบุคคล ผตู อบแบบสอบถาม

เพศ หญิง

อายุ ๔๐ – ๔๙ ป

ระดับการศึกษา ปริญญาตรี

ตำแหนง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ

ระยะเวลาที่ดำรงตำแหนง ๑๐ – ๑๙ ป

ความคิดเห็นเกี่ยวกับการถายโอน รพ.สต. ไมเ ห็นดวย

ใหทอ งถ่ิน

๒. ความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอน โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแก
องคกรปกครองสวนทองถ่นิ สำนกั งานสาธารณสุขจังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา เปนดังนี้

ตารางที่ ๒ แสดงคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเกี่ยวกับความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถาย
โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
พระนครศรอี ยธุ ยา ในภาพรวม

ดาน ขอความ Χ S.D. ระดับความ
ที่ คิดเห็น

๑. ดานการใหบริการงานสาธารณสุข (Management) ๒.๓๕ ๑.๐๑๙ นอ ย

๒. ดานการบริหารจัดการดานบุคลากร (Man) ๒.๑๔ ๐.๙๔๐ นอ ย

๓. ดานบริหารจัดการดานงบประมาณ (Money) ๒.๓๕ ๐.๙๕๕ นอย

๔. ดานการบริหารจัดการดานเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ ๒.๓๙ ๐.๙๖๓ นอ ย
ส่งิ กอสราง (Material)

รวม ๒.๓๑ ๐.๙๖๙ นอย

๖๘ I วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓

อภปิ รายผล

๑. ผลการศึกษา พบวา ผูตอบแบบสอบถามเปนหญิง จำนวน ๙๐ คน คิดเปนรอ ยละ ๖๖.๑๘ มอี ายุอยรู ะหวา ง
๔๐ – ๔๙ ป มีการศึกษาระดับ ระดับปริญญาตรี จำนวน ๑๒๓ คน คิดเปนรอยละ ๙๐.๔๔ มีตำแหนงนักวิชาการ
สาธารณสุขชำนาญการ สวนใหญดำรงตำแหนง ๑๐ – ๑๙ ป และสวนใหญไมเ หน็ ดวยกบั การถา ยโอนรพ.สต.ใหทองถ่ิน
มี จำนวน ๑๐๕ คน คดิ เปน รอยละ ๗๗.๒๑ ทั้งน้บี ุคลากรของสำนักงานสาธารณสขุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาสว นใหญ
มีความคิดเห็นวา ไมเห็นดวยกับการถายโอน โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวน
ทองถิ่น อาจเปนเพราะ ยังยึดติดกับการทำงานกับกระทรวงสาธารณสุข และมีความคิดเหน็ วา งานโรงพยาบาลนา จะ
ขนึ้ อยกู ับกระทรวงสาธารณสขุ มากกวาจะมาขน้ึ อยูกบั องคกรปกครองสวนทองถ่ิน

๒. ขอมูลความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอน โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)
ใหแกองคก รปกครองสวนทอ งถ่ิน สำนักงานสาธารณสขุ จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา มีประเดน็ ที่ควรอภิปราย คอื

๒.๑ ดานการใหบริการงานสาธารณสุข (Management) ในภาพรวมอยูในระดับนอย สอดคลองกับ
งานวิจัยของ ศราวุธ สุดสวาท (๒๕๔๖, หนา ๔๒, อางถึงใน สามารถ ออ นละมุล ๒๕๔๘, หนา ๕๑) พบวา การถา ยโอน
งานบริการดานสาธารณสุข และกระจายอำนาจสูองคการบริหารสวนตำบล ในการดำเนนิ การตามระเบยี บขอกฎหมาย
บางอยางเปนอุปสรรคที่สำคัญขององคการบริหารสวนตำบลในฐานะเปนองคกรปกครองสว นทอ งถน่ิ และเปน นติ ิบุคคล
การบริหารงานบุคคลขององคการบริหารสวนตำบล ซึ่งเปนองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นไดร ับการจัดตั้ง และรับผิดชอบ
การพัฒนาทอ งถ่ิน มีระยะเวลาเพียง ๕ ป เทานั้น แตอำนาจหนาท่ีภารกิจท่ีไดร บั มอบหมายมีปรมิ าณท่ีมากเกนิ กวาท่ี
บุคลากรที่ปฏบิ ัติงานประจำเพยี ง ๓ ตำแหนง จะรับการถา ยโอนภาระงานได ประกอบกับตองใชความรูความสามารถ
เฉพาะดานที่รับผิดชอบทั้งหมด เปนสาเหตุใหเกิดความลาชาและเสียหายในการปฏิบัติราชการ และสอดคลองกับ
ประยงค เตม็ ชวาลา และคนอืน่ ๆ (๒๕๓๙, หนา ๔-๑๔) ทีพ่ บวา องคการบรหิ ารราชการสว นทอ งถิน่ ยังมขี อ จำกัดดาน
ศักยภาพและความพรอ มท่ีจะดำเนินการ ท้ังทางดา นวิสัยทัศน ทักษะ โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ดานนโยบาย และแผนในดาน
การพัฒนาระบบการบริหารจัดการ เพื่อกระจายอำนาจในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรกำลังคนทั้งสวนขาราชการ
และผูนำทองถิ่นเห็นวาควรพัฒนาทัศนคติของขาราชการใหเขาใจหลักการ และเจตนารมณของนโยบายการกระจาย
อำนาจและเขาใจบทบาทของประชาชนในการเขามามีบทบาทในการปกครองทองถิ่นตนเอง (Local Self
Government) ท้ังนี้เพื่อลดขอ ขัดแยง ในบทบาททีอ่ าจจะเกิดข้นึ ระหวางขาราชการทเ่ี คยควบคมุ ดูแล กำกับประชาชน
หรือผูนำชุมชนท่ีกำลังจะมีบทบาทในการปกครองทองถิน่ ตนเอง และไดมีการเสนอใหก ารวิจยั ทดลองในการใหส ถานี
อนามยั อยภู ายใตก ารบริหารขององคการบริหารงานสว นตำบล เพื่อเปรียบเทียบขอดี ขอ เสียกับรปู แบบสถานีอนามัยท่ี
เปน อยูในปจ จุบัน

๒.๒ ดานการบริหารจัดการดานบุคลากร (Man) ในภาพรวมอยใู นระดับนอ ย (เปนดา นที่มีคา เฉล่ียต่ำท่ีสุด)
สอดคลองกับงานวิจยั ของสมยศ แสงมะโน (๒๕๖๑, บทคัดยอ) ผลการวิจัย พบวา บุคลากรสังกัดโรงพยาบาลสงเสรมิ
สุขภาพ ประจำตำบลมีความกังวลใจเกี่ยวกับความมั่นคงของตำแหนง งานของตน อตั รากำลงั ระยะยาวทอ่ี งคก รปกครอง
สวนทองถิ่นจัดสรรไวรองรับ บำเหน็จบำนาญ ความกาวหนาเกี่ยวกับตำแหนงงานของตน ความสามารถขององคกร
ปกครองสวนทองถิ่นในการจัดหางบประมาณเพิ่มเติมสำหรับจางบุคลากรดานสาธารณสุข สวัสดิการที่ไดรับจากการ
ปฏิบัติงาน ความพอเพียงของงบประมาณขององคกรปกครองสวนทองถิ่นสำหรับจางบุคลากรดา นสาธารณสขุ รายไดท่ี

วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๖๙

ไดรับจากการปฏิบัติงาน ผลตอบแทนที่ไดรับจากการปฏิบัติงาน ความซ้ำซอนของตำแหนง งาน และยังสอดคลองกบั
พนั ธุทพิ ย รามสูต และคนอื่นๆ (๒๕๓๑, หนา ๕๓๐-๕๓๑) ไดทำการประเมินความพรอมในการปฏบิ ัตติ ามแผนบริรักษ
ของสถานบริการสาธารณสุขในอำเภอชายแดนไทย–กัมพูชา พบวา ความรู การรับรู ความคิดเห็นตอสถานการณ
และตอแผนบริรักษ กับสภาวะขวัญกำลังใจของเจาหนาที่โรงพยาบาลชุมชน มีความสัมพันธกับสถานที่ปฏิบัติงาน
ซึ่งการบริหารจัดการดานบุคลากรเปนสิ่งสำคัญ อาจเนื่องจากบุคลากรไมมั่นใจในความมั่นคง ตอความกาวหนาของ
ตำแหนงงาน

๒.๓ ดานบริหารจัดการดานงบประมาณ (Money) ในภาพรวมอยใู นระดบั นอย สอดคลอ งกับงานวิจัยของ
ศราวุธ สุดสวาท (๒๕๔๖, หนา ๔๒, อางถึงใน สามารถ ออนละมลุ , ๒๕๔๘, หนา ๕๑) พบวา ปญหาดานงบประมาณ
พบวา หนวยงานบางหนวยงานไมยนิ ยอมถายโอนเงนิ งบประมาณตามโครงการถายโอน โดยยังคงเกบ็ รกั ษาเงินของแต
ละโครงการไวกับหนวยงานตนสังกัด หากจะเบิกจายเงิน ยังคงตองเบิกผานหนวยงานเจาของงบประมาณเชนเดิม
ในประเด็นเรื่องผลประโยชนและกลุมการเมืองนั้น คณะกลุมบุคคลทั้งสองกลุมถือวามีบทบาทสำคัญในการบริหาร
องคการบริหารสวนตำบล โดยเฉพาะในการใชจายเงินงบประมาณจัดทำโครงการตางๆ ที่มีการจัดซื้อจัดจาง เชน
การประกวดราคา การสอบราคาที่มีผูประกอบการ เสนอราคาแขงขันกันเพียงไมกี่ราย ทำใหก ารจดั ซอ้ื จัดจา งในแตละ
ครัง้ ไมโ ปรงใสขาดความบรสิ ทุ ธ์ยิ ุตธิ รรม และสอดคลองกับ ปณ ณทตั นอขุนทด (๒๕๕๖, บทคดั ยอ ) ทพ่ี บวา ปจ จัยดาน
การดำเนินงานที่มีระดับความสำคัญตอการบริหารจัดการที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด ไดแก ดานงบประมาณ อาจเนื่องจาก
บุคลากรไมมั่นใจในความมั่นคงเมื่อตองยายสังกัดจากกระทรวงใหญมาอยูกับองคการบริหารสวนทองถิ่น
ซ่ึงมงี บประมาณนอ ยกวา

๒.๔ ดานการบริหารจัดการดานเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ สิ่งกอสราง (Material) ในภาพรวมอยูในระดบั
นอย สอดคลองกับงานวิจัยของ สมยศ แสงมะโน (๒๕๖๑, บทคัดยอ) ผลการวิจัย พบวา สาเหตุที่ทำใหการถายโอน
โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ประจำตำบลจากกระทรวงสาธารณสุขไปสังกัดองคกรปกครองสวนทองถิ่นในจังหวัด
เชียงใหม ยังไมเสร็จเรียบรอย เรียงตามลำดับระดับความสำคัญของสาเหตุจากมากไปหานอย ดังนี้ สาเหตุองคกร
ปกครองสวนทอ งถิน่ มีขอ จำกดั เกย่ี วกับการจดั สรรงบประมาณในการจา งบุคลากร รายไดม ีไมเ พยี งพอในการจัดซ้ือวัสดุ
อุปกรณ และเวชภัณฑ งบประมาณที่ไดรับจากรัฐบาลไมเพียงพอ การจัดหางบประมาณเพิ่มเติมเพื่อใชสำหรับการ
ดำเนินงานมีขีดจำกัดในการจางบุคลากรดานสาธารณสุข และสอดคลองกับ ปณณทัต นอขุนทด (๒๕๕๖, บทคัดยอ)
ท่พี บวา ปจ จยั ดา นการดำเนินงานทีม่ ีระดับความสำคญั ตอ การบริหารจัดการ ทมี่ ีคา เฉล่ียเปน ลำดับ ๓ ไดแก ดานวัสดุ
อปุ กรณ อาจเน่อื งจากบคุ ลากรมคี วามไมม ั่นใจจากดานงบประมาณ จงึ เชอ่ื มโยงมายงั การจดั การดานเคร่ืองมือวาจะไม
เพียงพอตอความตองการของโรงพยาบาล

ข้อเสนอแนะ

ในการวิจัยครั้งน้ี ผูว จิ ัยเหน็ ควรมขี อ เสนอแนะ ๒ สวนดงั นี้
๑. ขอเสนอแนะจากผลการวจิ ยั ครัง้ นี้

๑.๑ เนือ่ งจากผลการวจิ ยั พบวา ความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอน โรงพยาบาลสง เสริม
สุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบวา

๗๐ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

มีความคิดเหน็ โดยเฉลีย่ ในภาพรวมอยูในระดับนอ ย ดังน้ัน จึงควรจัดใหมีการอบรมใหความรูแกเจาหนา ทีส่ าธารณสขุ
ในเรื่องภารกิจที่จะตองถายโอน และมีการประเมินความรูของเจาหนาที่สาธารณสุขอยางสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยน
ทัศนคติของเจาหนา ที่สาธารณสุขใหม ีทัศนคติทีด่ ี รวมทั้งการดำเนนิ งานและการประสานงานกับองคกรปกครองสวน
ทองถิ่น อยางเปนกระบวนการและเปนรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมความพรอมในการรองรับการกระจายอำนาจ
เพื่อใหการดำเนนิ งานเปนไปอยางมีประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ล กอใหเกดิ ประโยชนแ กประชาชนในพ้ืนทีร่ ับผดิ ชอบ
อยางสงู สดุ

๑.๒ อปท.ควรจัดโครงสรางดานสาธารณสุขรองรับอยางชัดเจนและมีงบประมาณเพียงพอในการแกไข
ปญหาตางๆของชุมชน ทั้งนี้ความคาดหวังของเจาหนาที่สาธารณสุขตองการใหองคการบรหิ ารสว นตำบล แสดงบทบาท
ดานสาธารณสุข ใน ๒ ลักษณะ คือบทบาทรวมดำเนินการแกไขปญหาสาธารณสุขกับรพ.สต. และบทบาทในการ
สนับสนนุ ทรัพยากรแก รพ.สต. ในการแกไขปญหาสาธารณสุขโดยมีกจิ กรรมรูปแบบการประสานงานท่ีหลากหลายตาม
สภาพพื้นที่ อาจทำโดยการสรางความรวมมือในการสำรวจปญหาสาธารณสุขของชุมชนประจำประหวาง อปท. กับ
รพ.สต. เปนตน

๑.๓ กรมสงเสริมการปกครองทองถิ่นควรสนับสนุนงบประมาณใหกับอปท. ในดานคาใชจายในการ
บริหารงานบุคคลดานสาธารณสุข รวมถึงการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ เวชภัณฑตางๆ ดวย

๒. ขอ เสนอแนะในการวิจัยคร้ังตอไป
กลุมประชากรและกลุมตัวอยางในการวิจัยครั้งนี้ จำกัดเฉพาะในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ผูวิจัย
ปฏิบัติงานฝกสหกิจอยู เนื่องจากมีความสะดวกในการเดินทางเก็บขอมูลและมีขอจำกัดดานระยะเวลาที่กำหนดไว
๔ เดือนเทานั้น ดังนั้นการอางอิงไปสูกลุมบุคลากร สาธารณสุข ทั่วประเทศอาจไมเหมาะสม จึงควรมีการศึกษาวิจัย
เปรยี บเทียบผลการวิจยั เชนนี้ในจงั หวัดอนื่ ๆ

กติ ติกรรมประกาศ

รายงานการวิจัย ความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขตอการถายโอน โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล
(รพ.สต.) ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยาฉบับนี้ สำเร็จไดดวย
ความกรุณา ในการใหค วามชว ยเหลอื และความรวมมือเปน อยางดีจากผูทรงคุณวฒุ ิและผูเช่ียวชาญหลายทาน ที่ไดให
คำปรึกษา แนะนำ ตรวจสอบ และปรับปรุงแกไขขอบกพรอง จนทำใหรายงานการวิจัยฉบับนี้ สำเร็จลุลวงดวยดี
ตามวัตถุประสงค ผูศึกษาขอกราบขอบพระคุณเปนอยางสูงไว ณ โอกาสนี้

ขอขอบพระคุณผูชวยศาสตราจารย ดร.อภิชาติ พานสุวรรณ อาจารยสาขาวิชาการปกครองทองถิ่น
คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร อาจารยจินดา ธำรงอาจริยกุล อาจารยที่ปรึกษาและเปนอาจารยนิเทศตลอด
ระยะเวลาที่เขารับการฝกสหกิจ และคุณเสาวนีย ประลองกิจ พี่เลี้ยงที่คอยดูแลเอาใจใสและใหคำปรึกษาตลอด
ระยะเวลาการฝกสหกิจ ที่สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และทั้งสามทานยังชวยกรุณาเปนผูเชี่ยวชาญ
ตรวจสอบความถูกตองของเครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมขอมูล

ขอขอบคุณพี่ๆ เจาหนาที่ในสำนักงานสาธารณสุขทุกทาน (ที่ไมอาจเอยนามไดหมด) ที่มีสวนเกี่ยวของให
คำปรึกษาและคำชแี้ นะตา งๆทเ่ี ปนประโยชนในการฝกสหกจิ ในครั้งนี้

วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๗๑

ขอขอบคุณผูใหขอมูลและผูทำแบบสอบถามทุกทานที่ชวยใหขอมูลและทำแบบสอบถาม ซึ่งมีสวนทำใหการ
วจิ ัย ฉบับนส้ี ำเร็จลุลว งไปดวยดี

สิ่งสำคัญที่สุด ผูวิจัยขอกราบขอบพระคุณครอบครัวอันเปนที่รักที่ไดใหความรักและชวยสนับสนุนในการทำ
วจิ ยั ฉบบั น้ี

บรรณานกุ รม

โกวิน วิวัฒนพงศพันธ. (๒๕๔๕). นโยบายและแนวทางการกระจายอำนาจดานสุขภาพสูองคกรปกครองสวน
ทองถ่ินในระดบั จงั หวัด ความเหมาะสมและความเปน ไปไดใ นทางปฏิบตั .ิ สถาบันพระปกเกลา นนทบรุ .ี

คณะอนกุ รรมการพัฒนากลไกและกระบวนการในการสนับสนนุ การถา ยโอนสถานีอนามัยใหแกอ งคกรปกครองสวน
ทอ งถนิ่ . (๒๕๕๐) สบื คนเมื่อ ๓ มีนาคม ๒๕๖๒https://www.hiso.or.th/hiso/ picture/ reportHealth/
ThaiHealth2008/report2551_25.pdf

จรวยพร ศรีศศลักษณ, จเร วิชาไท และรำไพ แกววิเชียร. (๒๕๕๒). ประสบการณการกระจายอำนาจดานบริการ
สาธารณสุขในรูปแบบการถายโอนสถานีอนามัย. วารสารวิจัยระบบสาธารณสขุ ๓ (๑)

ประยงค เต็มชวาลา และคนอื่นๆ. (๒๕๓๙). การกระจายอำนาจ : ยุทธศาสตรการปฏิรูปงานสาธารณสุขไทย.
กรุงเทพฯ : สามศาสตร.

ปณณทัต นอขุนทด. (๒๕๕๖). ปจ จัยท่ีมผี ลตอการบรหิ ารจดั การองคก รปกครอง สวนทอ งถน่ิ กรณศี ึกษาองคกร
ปกครองสวนทองถิ่นในอำเภอขามสะแกแสง จงั หวดั นครราชสีมา. สืบคนเมือ่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๒, จาก
http://eng.sut.ac.th/ce/ recourse/download/project/7-1-55/9PANNATHAD%
20NOKHUNTHOD.pdf.

พนั ธทุ พิ ย รามสตู . (๒๕๓๑). ขอเสนอสำหรบั แนวทางการปรับเปลยี่ นพฤติกรรมสขุ ภาพ. กระทรวงสาธารณสุข.
ไพยนต คำใหญ. (๒๕๔๖). การมีสวนรวมขององคการบริหารสวนตำบลในการนำนโยบายดานสาธารณสุขไป

ปฏบิ ตั ิ ในอำเภอเมืองเชียงใหม. มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม,:ม.ป.ท.
สมนึก ภัททิยธาน.ี (๒๕๓๗). การประเมนิ ผลและการสรา งแบบทดสอบ. (พิมพค รัง้ ที่ ๔). กาฬสินธุ : ประสานการพิมพ.
สมยศ แสงมะโน. (๒๕๖๑). ปญ หาการถา ยโอนโรงพยาบาลสง เสรมิ สขุ ภาพประจำตำบล จากกระทรวงสาธารณสุข

ไปสังกัดองคก รปกครองสวนทอ งถน่ิ : จังหวัดเชยี งใหม. วิทยานิพนธสาขาวิชานโยบายสาธารณะ หลักสูตร
รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม.
สามารถ ออ นละมุล. (๒๕๔๘). ความพรอมในการถายโอนอำนาจใหแกองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นของเจาหนาที่
สาธารณสุข อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี. การศึกษาอิสระสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม.

๗๒ I วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

การศึกษาความเปน็ ไปไดใ้ นการพัฒนาโครงสร้างหลกั สตู ร
บรหิ ารธรุ กจิ บณั ฑิต สาขาวิชาการจดั การธรุ กจิ ชมุ ชน

คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยธุ ยา

Feasibility Study for the Development of the Structure

of the Bachelor of Business Administration Program Community

Business Management Program Faculty of Management Science

Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University

ชเนตตี พุมพฤกษ / Chanattee Poompruk๑
วรรณภิ า ใจดี / Wannipha Jaidee๒

๑อาจารยประจำคณะวทิ ยาการจดั การ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยุธยา
Lecturer of the Faculty of Management Science, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University

๒อาจารยป ระจำคณะวทิ ยาการจดั การ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา
Lecturer of the Faculty of Management Science, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University

รับบทความ ๑๗ กมุ ภาพันธ ๒๕๖๓ แกไขบทความ ๗ มีนาคม ๒๕๖๓ ตอบรบั ๙ มนี าคม ๒๕๖๓

บทคดั ย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงคของเพื่อศึกษาความเปนไปไดในการพัฒนาโครงสรางหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต
สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา อาศัยการเชิงคุณภาพ
กำหนดกระบวนวิธีการวิจัยครัง้ นี้ โดยใชแบบสัมภาษณที่มีลักษณะเปนการสัมภาษณเจาะลึก (In-Depth Interview)
โดยมีการออกแบบโครงสรางของขอคำถามที่สามารถนำไปใชในการสัมภาษณแบบกง่ึ โครงสรางหรอื การสัมภาษณแบบ
ชี้นำ (Guided Interview) เกี่ยวกับโครงสรางหลักสูตรสำหรับการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑติ
สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา กำหนดใหขอคำถาม
เหลานมี้ ีความสอดคลองกับผูมีสวนรว มในการวจิ ยั หรือผูใหสมั ภาษณแ ตละคนในแตล ะสถานการณท ่มี ีเหตกุ ารณ เพ่ือให
บุคคลที่มีความสำคัญหรือมีสวนเกี่ยวของ ไดแก ผูบริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่ในจังหวัด
พระนครศรอี ยธุ ยา จำนวน ๑๐ คนจาก ๑๐ โรงเรียน อีกท้ังยงั ดำเนนิ การวจิ ยั เชิงสมั ภาษณจาก ๓ กลมุ หลกั ที่เก่ียวของ
กบั การพัฒนาธุรกิจชมุ ชน ไดแก ๑) ผูประกอบธรุ กจิ ชมุ ชน กลุม วสิ าหกจิ ชุมชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒) บริษัท
ประชารัฐรักสามัคคีพระนครศรีอยุธยา (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และ๓) หนวยงานพัฒนาชุมชนอำเภอ สำนักงาน
พัฒนาชุมชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๓ คน และนักศึกษาระดับการศกึ ษามัธยมศกึ ษาปที่ ๖ หรือเทียบเทา
จำนวน ๑๐ ราย เปนผูร ับสัมภาษณ ซึ่งเปน บคุ คลที่ทำการตอบขอคำถาม อันทำใหม าไดซ ง่ึ ขอมูลท่ีมีความหลากหลาย

วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๗๓

ในมิติตาง ๆ และขอเท็จจริงในทางปฏิบัติที่มีทั้งมิติของความความลึกและมิติของความกวางในเรื่องที่ไดดำเนินการ
สมั ภาษณเ จาะลกึ (In-Depth Interview) รวมท้งั อกี จำนวน ๑๐๐ คนเขารว มสังเกตการณเกี่ยวกับหลักสูตร กอใหเกิด
แนวทางการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชน คณะวทิ ยาการจัดการ
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยาขึ้น

คำสำคัญ : การศึกษาความเปนไปไดในการพัฒนาหลักสูตร สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชน

Abstract

The purpose of this research is to study the feasibility of developing the Bachelor of Business
Administration Curriculum. Community Business Management Program Faculty of Management
Science Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University Relying on qualitative methods to determine
the methodology of this research by using interview forms that are in-depth interviews. There are
structural designs for questions that can be used in a semi-structured interview or guided interview.
Guided interview about curriculum structure for teaching and learning management, Bachelor of
Business Administration Program Community Business Management Program Faculty of Management
Science Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University. Assigning these questions to be consistent with
each research participant or interviewee in each situation In order to have 10 important or relevant
persons, including the administrators of secondary schools in Phra Nakhon Si Ayutthaya province,
from 10 schools, Also conducting interview research from 3 main groups related to community
business development, namely 1 ) Community business operators Community Enterprise in
Phra Nakhon Si Ayutthaya Province 2) Pracharat Rak Samakkhi Ayutthaya (Social Enterprise) Limited.
And 3) District Community Development Unit Phra Nakhon Si Ayutthaya Community Development
Office, amount 3 persons and 10 students of Mattayom 6 or equivalent, were interviewees. Which is
the person who answers the questions. Which gives us a variety of information in various dimensions
and practical facts that include both the depth and dimension of the depth in which the In-Depth
Interview is conducted, including Another 100 people participated in the course observation. Causing
guidelines for the teaching and learning of the Bachelor of Business Administration Program
Community Business Management Program Faculty of Management Science Phranakhon Si Ayutthaya
Rajabhat University established.

Keywords : Feasibility study of curriculum development, Major of Community Business Management

๗๔ I วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

๑. บทนำ

การดำเนินงานภายใตยุทธศาสตรมหาวิทยาลัยราชภัฏเพ่ือพัฒนาทองถิ่น ระยะเวลา ๒๐ ป (พ.ศ. ๒๕๖๐-
๒๕๗๙) ที่ไดนอมนำพระราโชบายดานการศึกษาในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธบิ ดศี รีสนิ ทรมหาวชริ าลงกรณ -
มหศิ รภูมพิ ลราชวรางกรู กิตสิ ิริสมบรู ณอดลุ ยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพติ ร พระวชริ เกลาเจาอยูหัว
รัชกาลที่ ๑๐ มาเปนหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนใหการศึกษาสรางความมั่นคงใหกับประเทศ โดยมีมหาวิทยาลัย
ราชภัฏทั้ง ๓๘ แหงที่กระจายตัวทั่วประเทศเปนหนึ่งในกลไกการพัฒนาทองถิ่นอยางทั่วถึง โดยใชองคความรู
เขาแกปญหาตามความตองการของชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏตองศึกษาและเรียนรูขอมูลในพื้นที่ใหไดมากที่สุด
โดยอาจเขารวมจัดทำ Big Data กบั กระทรวงมหาดไทย เพอื่ ใหรูข อ มูลความตองการตลอดจนศกั ยภาพของพื้นท่มี ากข้ึน
สิ่งสำคัญขอใหนอมนำพระมหากรุณาธิคุณ ดานการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทองถิ่น ทำใหเกิดการบูรณาการความ
รวมมือจากทกุ ภาคสวนอยา งแทจริง จากการประชุมหารือเพ่ือขับเคลื่อนการดำเนนิ งานของมหาวทิ ยาลัยราชภฏั ตาม
ยุทธศาสตรใหมระหวางผูแทนที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) สำนักงานคณะกรรมการการ
อุดมศึกษา สำนักงานเลขาธิการครุสภา และสำนักงบประมาณ ทำใหทราบวาขณะนี้อยูระหวางการจัดประเภท
สถาบันอุดมศึกษาไทย เพื่อใชในการปรับสัดสวนตัวชี้วัดระดับคณะหรือสถาบันอุดมศึกษา แบงออกเปน ๔ กลุม
ไ ด  แ ก  ๑ . Research or Global University ๒ . Innovative & Entrepreneurial University ๓ . Social and
Community University ๔. Professional University ในสวนของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ยังคงจุดเนนการบริการ
วิชาการเพื่อพัฒนาทองถิ่นตามบทบาทหนาที่หลกั

สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยูในภูมิภาคภาคกลาง ที่มีกลุมเปาหมายของโครงการ คือ SMART
Farmer SMEs หัวขบวน วิสาหกิจชุมชน และสหกรณการเกษตร ซึ่งแบงพื้นที่ดำเนินการเปน ๓ ดาน ไดแก
ดานเกษตรกรรม (กลุมการผลิต กลุมบริการและกลุมรวบรวม) ดานทองเที่ยว (กลุมที่พักโฮมสเตย กลุมอาหารและ
เครื่องดื่ม กลุมนำเที่ยวและขนสง กลุมผลิตภัณฑชุมชน) และดานอุตสาหกรรม (กลุมแปรรูปและกลุม Logistics)
จากการสำรวจพบวา มผี ทู ีไ่ ดร บั การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑชมุ ชน จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา จำนวน ๑๔๓ รายการ
จากขอมูลทงั้ หมด ๑๑,๑๑๓ รายการ ซ่ึงสรา งสรรคผ ลิตภัณฑชุมชนอยางตอ เนอื่ งสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแหงชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) พบวาประเทศไทยมีจุดแข็งดานความหลากหลายของฐานการผลิตที่มี
ความแข็งแกรงในระดับโลก ซึ่งประเทศไทยมีสวนแบงในมูลคาการสงออกสินคาและบริการในตลาดโลกรอยละ
๑.๒ ของโลกและมูลคา การสงออกสนิ คาอตุ สาหกรรมและบริการทอ งเที่ยวสงู เปน อันดับท่ี ๑๓ และอันดับที่ ๕ ของโลก
ตามลำดับ สวนในดานการผลิตการบริการประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแขงขนั โดยสรา งความเปน เลศิ ในหลาย
อุตสาหกรรมและบริการ เชน อาหาร ธุรกิจบริการและการทองเที่ยว จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
ดังกลาว ที่มุงเนนการพัฒนาภาคบริการและการทอ งเท่ียวโดยเสริมสรางขีดความสามารถทางการแขงขันในเชิงธรุ กจิ
ของภาคบริการทีม่ ศี ักยภาพท้ังฐานบรกิ ารเดมิ และฐานบรกิ ารใหมเพือ่ สง เสริมใหเศรษฐกิจของประเทศเตบิ โตไดอยา ง
เขมแข็ง โดยมีแนวทางการพัฒนาศักยภาพของฐานบริการเดิมใหเติบโตอยางเขมแข็ง โดยสงเสริมการลงทุนเพ่ือ
ยกระดับศักยภาพในการแขง ขนั ของธรุ กิจบรกิ ารเสรมิ สรา งความเขม แข็งของผูประกอบการไทยใหส ามารถปรับตัวได
ทันตอบริบทการเปลี่ยนแปลงทีเ่ กิดขึน้ อยางเปน พลวัต พัฒนาระบบรับรองมาตรฐานและกำหนดใหมีมาตรฐานธุรกจิ
ภาคบริการตามมาตรฐานสากล สนับสนุนการวิจยั และพัฒนาโดยสงเสริมใหผูประกอบการใชประโยชนจากนวัตกรรม

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓ I ๗๕

เพ่ือพฒั นาธรุ กจิ ใหท นั ตอ การเปลย่ี นแปลงในยคุ เศรษฐกจิ ดจิ ิทัล ตลอดจนสนบั สนนุ การใชสือ่ สังคมออนไลนที่เหมาะสม
เพื่อขยายตลาดสินคาและบริการทั้งในและตางประเทศ

ดวยความสำคัญดังกลาวหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวชิ าการพัฒนาธุรกจิ ชุมชนจึงเกิดข้นึ เพ่อื ตอบสนอง
ตอการผลติ บัณฑิตกลบั คืนสูทอ งถ่ินในการบริหารจัดการธุรกจิ ชุมชนใหเกดิ การพฒั นาตอ ยอดและสรา งสรรคผลิตภัณฑ
และบริการที่ตอบสนองตามความตองการของกลุมเปาหมายอยางแทจริง อยางไรก็ตามการจัดรูปแบบการเรียนการ
สอนยังมุงเนนการประยุกตใชภ าคทฤษฎีและภาคปฏิบัตใิ นการปฏบิ ัติงานจรงิ ในธรุ กิจชุมชน โดยใหนกั ศกึ ษาเลือกเรียน
ตามอัธยาศัยตามความสนใจในศาสตรเฉพาะทางเลือกดานธุรกิจชุมชน เพื่อยกระดับความพเิ ศษในการจัดการเรียนการ
สอนและสรางประสบการณทางการเรยี นแกผูเรยี นสาขาวชิ าการพฒั นาธรุ กิจชมุ ชน คณะวิทยาการจดั การ มหาวทิ ยาลัย
ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ที่เรียกวา กระบวนการจัดการเรียนรูที่ผูเรียนไดลงมือกระทำ และไดใชกระบวนการคิด
เกี่ยวกับสิ่งที่เขาไดกระทำลงไป เปนการจัดกิจกรรมเรียนรูภายใตสมมติฐาน ๒ ประการ (Active Learning) คือ
๑. การเรยี นรูเ ปนความพยายามโดยธรรมชาติของมนุษย ๒. แตล ะคนมแี นวทางในการเรียนรทู ่ีแตกตางกัน และยงั คงไว
ซึง่ ความสอดคลอ งตามเปาหมายยุทธศาสตรกระทรวงศกึ ษาธิการและวา ดวยเร่อื งนโยบายการยกระดบั รูปแบบการเรียน
การสอนในสถาบันอุดมศึกษา โดยเปาหมายยุทธศาสตรของประเทศ ยุทธศาสตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและ
ยทุ ธศาสตรมหาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา การพฒั นาหลักสูตรจงึ มีความสอดคลองกบั ความจำเปน สำหรับการ
เตรียมพรอมบคุ ลากรใหทันตอ การเปล่ียนแปลงดังกลาว อีกทั้งจากผลการศึกษาความเปนไปไดในการเขา ศึกษาตอใน
หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการพฒั นาธุรกจิ ชุมชน

๒. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั

เพื่อศึกษาความเปนไปไดในการจัดการเรียนการสอนตามโครงสรางหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชา
การจดั การธรุ กิจชมุ ชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

๓. ขอบเขตการศึกษา

๓.๑ ขอบเขตเนื้อหา การศึกษาความเปนไปไดเพื่อการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต
สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชนคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา สำหรับนักเรียน
นักศึกษา บุคคลทัว่ ไป ทเี่ ก่ยี วของหรอื สนใจในการจัดการธรุ กิจชมุ ชน

๓.๒ ขอบเขตประชากรและกลุมเปาหมาย เปนการวิจยั เชิงสมั ภาษณจากผูบรหิ ารมหาวทิ ยาลัยจำนวน ๑๐ คน
อีกทั้งยังดำเนินการวิจัยเชิงสัมภาษณจาก ๓ กลุมหลักที่เกี่ยวของกับการพัฒนาธุรกิจชุมชน ไดแก ผูประกอบธุรกิจ
ชุมชน กลมุ วสิ าหกิจชมุ ชน บรษิ ัท ประชารัฐรกั สามัคคีพระนครศรีอยธุ ยา (วสิ าหกจิ เพื่อสังคม) จำกดั หนวยงานพัฒนา
ชุมชนอำเภอ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา และนักศึกษาระดับการศึกษามัธยมศึกษาปที่ ๖ หรือ
เทียบเทา จำนวน ๑๐ ราย เปนผูร บั สัมภาษณ และจำนวน ๑๐๐ คนเขา รว มสังเกตการณเก่ียวกับหลักสูตร

๓.๓ ขอบเขตพื้นที่ จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
๓.๔ ขอบเขตระยะการศกึ ษาเวลา ระหวางพฤษภาคม ๒๕๖๒ ถึง ธนั วาคม ๒๕๖๒

๗๖ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

๔. คำถามการวิจยั

ความเปนไปไดในการจัดการเรียนการสอนตามโครงสรางหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ
ธุรกิจชุมชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาควรมีองคประกอบและรูปแบบเปนเชนไร
อยางไร

๕. ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั

๕.๑ นำผลการวิจัยไปสูการสรางโอกาสทางการศึกษาแกผูเรียนที่มีความสนใจในศาสตรสาขาวิชาการจดั การ
ธุรกิจชุมชนใหมีโอกาสไดรับการศึกษาระดับอุดมศึกษาในระบบการศึกษาแบบปดเปนแหงแรกในกลุมมหาวิทยาลัย
ราชภฏั ทั่วประเทศ

๕.๒ ผูเรียนสามารถนำองคความรูเหลานั้นมาประยุกตใชในการประกอบอาชีพภายหลังจากจบการศึกษาไป
แลว ทั้งนี้ท้ังน้ัน ไดอาศัยการพัฒนาความรว มมอื และการประสานงานระหวา งมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
และธรุ กจิ ชุมชน วิสาหกจิ ชุมชน รวมท้ังภาคเอกชนทสี่ นับสนุนและรองรับการพฒั นาผลิตภณั ฑและบรกิ ารในกลุมธุรกิจ
ชุมชน

๕.๓ กอใหเกิดมิติทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีความตอเนื่องและไดรับความรูจากประสบการณจริงใน
ธุรกิจชุมชน โดยคำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐานการจดั การศึกษาและเนน ความตองการของผูเรียนเปน หลัก โดยสราง
กลมุ วชิ าเลือกเฉพาะดา นข้ึนเฉพาะทางท่ีเก่ียวของกบั ธรุ กจิ ชมุ ชน

๖. วธิ วี ทิ ยาการวจิ ยั

๖.๑ วธิ ีวิทยาการวิจัย
การกำหนดวิธีการวิจัย (Methodology) ตามโครงการศึกษาวิจัยครั้งนี้คณะผูวิจัยใชกระบวนวิธีการวิจัย
อนั มสี าระสำคัญโดยสรุปดังตอไปน้ี

๖.๑.๑ การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research)
สำหรับการกำหนดวิธีวิทยาการวิจัย (Methodology) โดยเบ้อื งตน ทางผวู ิจัยไดดําเนินกระบวนการวิจัย ตาม
วิธีวิทยาการวิจัย (Methodology) โดยการใชกระบวนวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)
ดวยกระบวนการศึกษาและวิเคราะหขอมูลจากเอกสารหรือการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยการ
ทบทวนแนวความคิดทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวของกับการจัดการเรียนการสอนแกผูเรียน โดยเริ่มตนจากการศึกษา
ขอความคิดเบื้องตนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแกผูเรียน สำหรับสวนที่เกี่ยวของกับขอพิจารณาตามนัยของ
แนวความคิดในทางปรัชญาความหมายและกระบวนการเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนนั้น ไดดำเนินการศึกษาจาก
เอกสารทางวิชาการผลงานวิจัยและบทความทางวิชาการท่เี กี่ยวของท้งั เอกสารทางวิชาการประเภทตาง ๆ ภายในประเทศ
และตางประเทศ รวมทัง้ ขอ มูลทางวชิ าการที่ไดจ ากการสืบคน ทางส่ืออิเลก็ ทรอนิกสหรือทางเว็บไซตต างๆ
๖.๑.๒ การสมั ภาษณเจาะลึก (in-depth interview)
การกำหนดวิธีวิทยาการวิจัย (Methodology) โดยการใชกระบวนวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Research) ดว ยการสมั ภาษณเจาะลึก (In-Depth Interview) นัน้ ในการกำหนดกระบวนวธิ ีการวิจยั คร้งั นไ้ี ดก ำหนดให
มีกระบวนวิธีการวิจัย (Methodology) โดยการใชแบบสัมภาษณที่มีลักษณะเปนการสัมภาษณเจาะลึก (In-Depth

วารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา I ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๗๗

Interview) โดยมีการออกแบบโครงสรา งของขอคำถามท่ีสามารถนำไปใชในการสัมภาษณแบบกึ่ง โครงสรางหรือการ
สัมภาษณแบบช้ีนำ (Guided Interview) กลาวคือเปนการสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางหรือเปนการสัมภาษณแบบ
ปลายเปด ซึ่งเปนกระบวนวิธีการวิจัย (Methodology) ที่มีความยืดหยุนและเปดกวางหรือมีการนำคำสำคัญ
(Keywords) มาใชประกอบในการชี้นำคำสัมภาษณ กลาวคือ มีการรางขอคำถามท่ีมีลักษณะปลายเปดที่มีคำสำคัญ
พรอมกบั ลักษณะของขอคำถามท่ีมีความยืดหยุน และพรอมท่ีจะมีการปรบั เปล่ียนถอ ยคำของขอคำถามใหมีความสอด
คลองกับผูมีสวนรวมในการวิจัยหรือผูใหสัมภาษณแตละคนในแตละสถานการณที่มีเหตุการณ เพื่อใหบุคคลที่มี
ความสำคญั หรือมสี ว นเกีย่ วของ ไดแ ก ผูบรหิ ารมหาวทิ ยาลยั จำนวน ๑๐ คน อกี ท้ังยงั ดำเนินการวจิ ยั เชิงสัมภาษณจาก
๓ กลุมหลักที่เกี่ยวขอ งกับการพฒั นาธุรกิจชุมชน ไดแก ผูประกอบธุรกจิ ชุมชน กลุมวิสาหกิจชุมชน บริษัท ประชารัฐ
รกั สามัคคีพระนครศรีอยธุ ยา (วิสาหกจิ เพอ่ื สังคม) จำกดั หนวยงานพัฒนาชมุ ชนอำเภอ สำนกั งานพฒั นาชุมชนจังหวัด
พระนครศรอี ยธุ ยา จำนวน ๓ คน และนกั ศกึ ษาระดับการศึกษามธั ยมศกึ ษาปท ่ี ๖ หรือเทียบเทา จำนวน ๑๐ ราย เปน
ผรู บั สัมภาษณ ซ่งึ เปนบคุ คลท่ีทำการตอบขอ คำถามจากการสัมภาษณเจาะลึก (In-Depth Interview) อันทำใหมาไดซึ่ง
ขอมูลทม่ี ีความหลากหลายในมิติตาง ๆ และขอเทจ็ จริงในทางปฏิบตั ิท่มี ีทงั้ มิติของความความลึกและมิตขิ องความกวาง
ในเรื่องที่ไดดำเนินการสัมภาษณเจาะลึก (In-Depth Interview) รวมทั้งอีกจำนวน ๑๐๐ คนเขารวมสังเกตการณ
เกี่ยวกบั หลักสูตร

๖.๒ เครอื่ งมอื ที่ใชใ นการวิจัย
เครอื่ งมอื ทมี่ คี วามเหมาะสมในการนํามาใชสําหรบั วธิ ีวิทยาการวิจยั (Methodology) อาศัยโดยการศึกษา
คนควาจากเอกสารทางวิชาการ ตํารา ตลอดจนผลงานวิจัยประเภทตาง ๆ รวมทั้งขอมูลจากการคนควาทางสื่อ
อิเล็กทรอนิกสและจากเว็บไซตทางอนิ เทอรเน็ต เพื่อนํามาใชในกระบวนการสรา งพื้นฐานขององคความรูอยางบูรณา
การในทางวิชาการ เปนแนวทางประการสําคัญนําไปสูการสรางเครื่องมือที่สามารถนําไปใชในกระบวนการเก็บ
รวบรวมขอมูลที่มีประสิทธิภาพ สวนเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลตามกระบวนวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ
(qualitative research) อีกแนวทางหนึ่งนั้น ไดแก แบบสัมภาษณที่มีลักษณะเปนการสัมภาษณเจาะลึก (in-depth
interview) โดยมีการออกแบบโครงสรางของขอคําถามท่ีสามารถนําไปใชในกระบวนการสัมภาษณแบบ กึ่งโครงสราง
หรอื การสัมภาษณแ บบชี้นํา (guided interview) อันเปนแบบ สัมภาษณท่ีไมม ีการกําหนดโครงสรางของขอคําถามที่มี
ความชัดเจนตายตัว โดยเปน แตเพียงการกําหนดแนวขอ คําถาม แบบเปดกวา งหรือเปน การใชแบบสัมภาษณป ลายเปด

๗. สรุปผลการวจิ ัย

จากผลการศึกษาโดยอาศัยการวิจัยเชิงคุณภาพในครั้งน้ีและทำใหสามารถกำหนดโครงสรางของหลักสูตร
ดังตอไปนี้

๗.๑ หลกั สูตรมีจำนวนหนวยกิต รวมตลอดหลักสูตร ไมน อ ยกวา ๑๓๐ หนวยกิต
๗.๑.๑ โครงสรางหลักสูตร แบงเปนหมวดวิชา ดังนี้

๗๘ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓

๑) หมวดวชิ าศึกษาท่ัวไป ไมนอ ยกวา ๓๐ หนวยกิต

๑.๑) วชิ าบังคับเรียน ใหเรยี น ๓ หนว ยกิต

๑.๒) วิชาเลือกเรยี น ไมนอ ยกวา ๒๗ หนว ยกิต

(เลือกเรียนรายวิชาในแตละกลุมดังน้ีอยางนอยกลุมละ ๓ หนวยกิต โดยใหมีจำนวนรวมทัง้ หมดไมน อยกวา

๒๗ หนวยกติ )

๑.๒.๑) กลมุ วิชาภาษา ไมน อยกวา ๙ หนว ยกติ

๑.๒.๒) กลมุ วิชามนษุ ยศาสตร ไมนอยกวา ๖ หนว ยกิต

๑.๒.๓) กลมุ วชิ าสังคมศาสตร ไมน อ ยกวา ๙ หนว ยกติ

๑.๒.๔) กลุมวชิ าวิทยาศาสตรและคณติ ศาสตร ไมนอยกวา ๖ หนวยกติ

๒) หมวดวิชาเฉพาะ ไมนอยกวา ๙๔ หนว ยกติ

๒.๑) กลมุ วชิ าเฉพาะดานบังคับ ใหเ รียน ๗๒ หนวยกติ

๒.๒) กลุมวิชาเฉพาะดานเลือก ไมน อยกวา ๑๕ หนวยกิต

๒.๓) กลุมวชิ าปฏิบัตกิ ารและฝกประสบการณวิชาชีพ ไมน อ ยกวา ๗ หนวยกติ

๓) หมวดวิชาเลือกเสรี ไมนอยกวา ๖ หนวยกิต

หมายเหตุ ใหเรยี นวชิ ากลมุ ภาษาอังกฤษไมน อ ยกวา ๑๒ หนว ยกิต

๗.๑.๒ ความหมายของระบบรหัสวิชา
รหัสวิชารายวิชา แตละรายวิชาประกอบดวยตัวเลข ๗ ตัวและมกี ารกำหนดความหมายของแตล ะหลกั ไวดงั น้ี
หมวดอกั ษร ๒ ตัวหนา

เลขลำดับที่ ๑-๒ หมายถงึ หมวดวิชาและหมูวิชาของสาขาวิชาการจดั การธรุ กจิ ชมุ ชน
เลขลำดับที่ ๔ หมายถงึ ระดับความยากงาย หรอื ชน้ั ป
เลขลำดับท่ี ๕ หมายถึง เปน ลกั ษณะเนื้อหาวชิ า ไดแก
เลข ๑ หมายถงึ กลมุ วชิ าการบริการธุรกจิ ชุมชน

เลข ๒ หมายถึง กลมุ วิชาการบริหาร การจัดการทรัพยากรมนุษย

เลข ๓ หมายถงึ กลุมวิชาการขาย การตลาด การผลิต

เลข ๔ หมายถงึ กลมุ วิชากลยุทธ การบรู ณาการ นวตั กรรม

เลข ๕ หมายถงึ กลมุ วิชาการเปนผูประกอบการ โมเดลทางธุรกจิ

เลข ๖ หมายถงึ กลมุ วชิ าปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งเครือขา ยทางธรุ กิจ

เลข ๗ หมายถึง กลุมวิชาการวิเคราะห การพยากรณ เทคโนโลยี

เลข ๘ หมายถึง การวจิ ยั การสัมมนา การเรียนรูภาคปฏิบตั ิ หัวขอ โครงการ

เลข ๙ หมายถงึ กลุมวิชาฝก ประสบการณภ าคสนาม

วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๗๙

๑๒๓๔๕๖๗

ลำดบั กอ นหลงั
ลักษณะเนื้อหา ของรายวิชา
ระดบั ความยากงา ยหรอื ช้นั ป

หมวดวิชาและหมวู ิชา

๗.๒ หมวดวิชาเฉพาะ ไมน อ ยกวา ๙๔ หนว ยกติ

๗.๒.๑ กลมุ วิชาเฉพาะดา นบงั คบั ใหเ รยี น ๗๒ หนวยกติ

๑) กลมุ วชิ าแกน ใหเ รยี น ๓๐ หนวยกติ

๓๙๙๑๑๐๑ หลักการตลาด ๓(๓-๐-๖)
๓(๓-๐-๖)
Principles of Marketing ๓(๓-๐-๖)
๓(๒-๒-๕)
๓๙๙๑๒๐๑ องคการและการจัดการ ๓(๒-๒-๕)
๓(๓-๐-๖)
Organization and Management ๓(๓-๐-๖)
๓(๓-๐-๖)
๓๙๙๑๓๐๑ การจดั การทรัพยากรมนุษยและจรยิ ธรรมทางธุรกจิ ๓(๓-๐-๖)
๓(๓-๐-๖)
Human Resource Management and Business Ethics

๓๙๙๑๔๐๑ หลักการบัญชี

Principles of Accounting

๓๙๙๑๕๐๑ เทคโนโลยีดิจิทัล

Digital Technology

๓๙๙๑๖๐๑ หลักเศรษฐศาสตร

Principles of Economics

๓๙๙๒๔๐๑ การเงนิ ธรุ กจิ

Business Finance

๓๙๙๒๖๐๑ กฎหมายธรุ กจิ

Business Laws

๓๙๙๓๑๐๑ การจัดการเชิงกลยุทธ

Strategic Management

๓๙๙๓๒๐๑ การจัดการการดำเนินงาน

Operations Management

๘๐ I วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๖๓

๒) กลมุ วิชาบังคบั เรียน ใหเรียน ๔๒ หนว ยกติ
๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๑๒๐๑ การจดั การความรใู นธรุ กิจชมุ ชน ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๑๓๐๑ ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๑๔๐๑ Knowledge Management in Community Business ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๒๒๐๑ ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๒๒๐๒ การสรางแบรนดสำหรับผลิตภัณฑชุมชน ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๒๔๐๑ ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๒๔๐๒ Branding for Community Products ๓(๒-๒-๕)
๓๖๕๒๖๐๑ ๓(๒-๒-๕)
๓๖๕๒๗๐๑ กลยุทธการขับเคล่ือนธุรกิจชมุ ชน ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๓๑๐๑ ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๓๔๐๑ Strategies for Driving Community Business ๓(๓-๐-๖)
๓๖๕๓๗๐๑ ๓(๒-๒-๕)
๓๖๕๓๘๐๑ การพฒั นาศักยภาพธุรกิจชุมชน ๓(๒-๒-๕)
๓๖๕๔๘๐๑
Community Business Potential Development

คุณลักษณะเฉพาะของผูประกอบการ

Characteristics for Entrepreneurs

การนำเขาและการสงออก

Import and export

นวตั กรรมและการยกระดบั ผลิตภัณฑชุมชน

Innovation and Community Product Enhancement

เครือขา ยในธุรกิจชมุ ชน

Networking in Community Business

พาณิชยอเิ ลก็ ทรอนกิ สสำหรับธุรกิจชุมชน

E-Commerce for Community Business

การพัฒนาธุรกจิ ชุมชนสูความยง่ั ยืน

Sustainable Community Business Development

การขนสงและการกระจายสินคา

Transportation and Distribution

การจัดการทางการเงินสำหรับธุรกิจชุมชน

Financial Management for Community Businesses

การวจิ ยั ธุรกจิ ชุมชน

Research for Community Business

การสัมมนาและการออกแบบโครงการทางธุรกิจชุมชน

Seminar and Community Business Project Design

วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๘๑

๗.๒.๒ กลุมวิชาฉพาะดานเลือก ไมน อยกวา ๑๕ หนวยกิต

ใหเ ลือกเรียนกลมุ วิชาเฉพาะดา นเลอื กตามทีผ่ ูเรียนสนใจเพยี งกลมุ ใดกลุมหนงึ่ ดงั ตอไปน้ี

๑) กลมุ ธรุ กจิ ชุมชน: ภาคการผลิต

๓๖๕๒๕๐๑ การดำเนินงานของกลมุ ธุรกจิ ชุมชนในภาคการผลิต ๓(๓-๐-๖)

Operations of Community Business Groups in the Manufacturing Sector

๓๖๕๒๓๐๑ กิจกรรมทางการผลติ ๓(๒-๒-๕)

Production Activities

๓๖๕๓๓๐๑ กจิ กรรมทางการขายผลผลติ ๓(๒-๒-๕)

Sales Activities

๓๖๕๓๓๐๒ กิจกรรมการซ้ือ ๓(๓-๐-๖)

Purchasing Activities

๓๖๕๔๔๐๑ การสรางคุณคาในการออกแบบการผลติ และกระบวนการผลิต ๓(๓-๐-๖)

Value Proposition in Production Design and Production Processes

๒) กลุม ธุรกจิ ชุมชน: ภาคการบรกิ าร

๓๖๕๒๒๐๓ ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งและภมู ปิ ญญาทอ งถิ่นสำหรบั ธุรกิจชมุ ชน ๓(๓-๐-๖)

Sufficiency Economy Philosophy and Wisdom for Community Business

๓๖๕๒๕๐๒ การดำเนินงานของกลมุ ธรุ กิจชมุ ชนในภาคบริการ ๓(๓-๐-๖)

The Operations of Community Business Groups in the Service Sector

๓๖๕๓๒๐๑ การพัฒนาบุคลากรสำหรับภาคบรกิ ารในธุรกิจชมุ ชน ๓(๓-๐-๖)

Personnel Development for the Service Sector in Community Business

๓๖๕๓๓๐๓ กจิ กรรมภาคบรกิ ารในธุรกจิ ชมุ ชน ๓(๒-๒-๕)

Activities in the Service Sector in the Community Business

๓๖๕๔๔๐๒ การสรา งประสบการณพิเศษสำหรับภาคบริการในธุรกิจชมุ ชน ๓(๒-๒-๕)

The Creation in Special Experience for the Service Sector in the Community Business

๗.๒.๓ กลุม วิชาปฏิบัติการและฝกประสบการณวิชาชีพ ไมน อ ยกวา ๗ หนว ยกติ

ใหเ ลือกเรียนกลุมวิชาใดวชิ าหนึง่ ตอ ไปนี้

๑) กลุม วิชาสหกิจศกึ ษา

๙๐๑๓๘๐๑ เตรียมสหกจิ ศึกษา ๑(๔๕)

Pre-Cooperative Education

๙๐๑๔๘๐๒ สหกจิ ศึกษา ๖(๖๔๐)

Cooperative Education

๒) กลมุ วชิ าฝก ประสบการณว ชิ าชีพ

๓๓๖๕๔๙๐๑ เตรียมฝก ประสบการณว ิชาชพี การจดั การธุรกจิ ชุมชน ๑(๔๕)

Preparation for Field Experience in the Community Business

๘๒ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓

๓๖๕๔๙๐๒ ฝก ประสบการณวิชาชีพการจัดการธรุ กจิ ชมุ ชน ๖(๖๔๐)

Field Experience in the Community Business

๗.๓ หมวดวิชาเลือกเสรี ไมน อยกวา ๖ หนว ยกิต
ใหเลอื กเรยี นรายวิชาใด ๆ ในหลักสูตรมหาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา โดยไมซ ้ำกบั รายวิชาที่เคยเรียน
มาแลว หรือเทียบโอนผลการเรียนตามระเบียบมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาวาดวยการโอนผลการเรียนและการยกเวน
ผลการเรยี นรายวชิ า

๘. สรุปและอภปิ รายผล

จากผลการศึกษาของการวิจัย เรื่อง การศึกษาความเปนไปไดเพื่อการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร
บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
โดยการใชก ระบวนวธิ กี ารวิจัยเชงิ คุณภาพ (qualitative research) ดวยการสมั ภาษณเจาะลึก (in-depth interview)
มีการออกแบบโครงสรางของขอคำถามที่สามารถนําไปใชในการสัมภาษณแบบกึ่งโครงสรางหรอื การสมั ภาษณแบบช้ีนํา
(guided interview) กลาวคือเปน การสัมภาษณแบบไมมโี ครงสรา งหรือเปน การสัมภาษณแบบปลายเปด สามารถสรุป
กระบวนการสังเคราะหขอมูลจากการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณเจาะลึก ประกอบไปดวย กระบวนการ
สังเคราะห ขอมูลจากการวิจัยเชิงเอกสาร โดยสามารถสังเคราะหขอมูล จากการวิจัยเชิงเอกสาร ตามนัยของ
แนวความคิด ทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกย่ี วขอ งกับการพัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวชิ าการจัดการธุรกิจ
ชุมชน คณะวิทยาการจัดการ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา กระบวนการสังเคราะหขอมูลมีผลทำใหเปนการ
สรา งโอกาสแกนกั ศกึ ษาใหส ามารถนำองคความรูนน้ั มาประยุกตใ ชในการประกอบอาชพี โดยพฒั นาความรวมมอื ในการ
จัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหกับนักศึกษาที่มีความสนใจในการจัดการธุรกิจชุมชนใหเกิดมติของการศึกษา
ระดับอุดมศกึ ษาที่มีความตอเนื่องและมีความคดิ เหน็ ไปในทิศทางเดยี วกัน ดังนนั้ โดยภาพรวมการพัฒนาความรวมมือ
และการประสานงานดังกลาวมีความชัดเจนและสอดคลองกันและ มแี นวนโยบายทีส่ อดรับกนั โดยคำนึงถงึ คณุ ภาพและ
มาตรฐานเฉกเดียวกันศาสตรบริหารธุรกิจในสาขาวิชาอื่น ๆ ไดแก การจัดการเรียนการสอน การจัดสื่อการเรียนการ
สอนทเ่ี หมาะสมกับสาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชนการวัดและประเมินผล การเรียน การอำนวยความสะดวกและความ
ปลอดภัยในการจดั การเรียนการสอน อนั มีสาระสำคญั ดังตอ ไปนี้

๑. กระบวนการสังเคราะหขอมูลจากวรรณกรรมเชิงเอกสาร
กระบวนการสังเคราะหขอมูลจากการวิจัยเชิงเอกสารนั้น สามารถสังเคราะห ขอมูลจากการวิจัยเชิงเอกสาร
ตามนัยของแนวความคิด ทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวของกับการพัฒนาหลักสูตรที่มีขอบเขตการวิจัยบุคลากร
ซึ่งเกี่ยวของกับการจัดการสอนในสาขาวิชาการจัดการธุรกิจชุมชนมีสาระสำคัญที่วาการสรางความรูจึงแบงได
๒ แนวทาง แนวทางแรกเช่ือวาการสรางความรูเ ปน กระบวนการสรา งสติปญญา (cognitive constructivism) ซึ่งเปน
เรื่องเฉพาะตัวของแตละบุคคล ซ่ึงแตละบคุ คลมกี ารสรางความรไู มเ หมือนกัน ดังนั้นจงึ เรยี กการสรางความรูในแนวทาง
นี้วาเปนการสรางความรูของเอกัตบุคคล (individual constructivism) อีกแนวทางหนึง่ เชอ่ื วาปฏิสัมพันธทางสังคมมี
บทบาทสำคัญในการพัฒนาความรู ดังนั้น จึงเรียกการสรางความรูในแนวทางนี้วา การสรางความรูที่มาจากสังคม
(social constructivism) แนวคิดในการสรางความรูทั้ง ๒ แนวทาง มีอิทธิพลตอการออกแบบการเรียนการสอนใน

วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ I ๘๓

ปจ จบุ นั แนวคิดการสรางความรูทัง้ สองแนวทางมีความแตกตางกันดังนี้ (Smith & Ragan, ๒๐๐๕, p. ๒๐) นักทฤษฎี
การสรางความรูในแนวการสรางความรูของบุคคลมีความเชื่อประกอบดวย ๑. ความรูสรางขึ้นจากประสบการณ
๒. การเรียนรูเปนผลที่ไดจากการที่บุคคลแปลความหมายของความรู และ ๓. การเรียนรูเปนกระบวนการเชิงรุก
การแปลความหมายอยูบนพื้นฐานของประสบการณของแตละคน การเรียนรูต ามแนวคิดน้ี เนนทีก่ ระบวนการทางสถิติ
ปญญาของแตละบคุ คล และมีทัศนะตอการเรียนรูวาเปนเรือ่ งของการจดั ระเบียบของสติปญญาใหม “learning as a
matter of cognitive reorganization” (Duffy & Cunningham, 1996) ในที่นี้จะไดกลาวถึง หลักการของการ
ออกแบบการเรียนการสอน การประยุกตหลักการไปสูกระบวนการออกแบบการเรียนการสอน และรูปแบบการ
ออกแบบการเรยี นการสอนทอ่ี ยูบนพื้นฐานของทฤษฎกี ารสรา งความรู

๒.หลักการออกแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสรางความรู
การออกแบบการเรยี นการสอนทีน่ ำเอาทฤษฎีการสรา งความรูมาใชนั้นจะผสมผสานแนวคิดการสรางความรู
ทั้งสองแนวเขาไวในการออกแบบ เนื่องจากสภาพการเรียนรูท ี่เกดิ ขึ้นจริงนั้นแมวาผูเรียนแตละคนจะสรางความรบู น
พื้นฐานประสบการณของตนเอง ความรูที่สรางขึ้นนั้นกไ็ ดร ับอทิ ธิพลจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่ผูเรียนเปน
สมาชิกอยูด ี อีกท้ังสภาพการเรยี นรทู เ่ี กดิ ขึ้นจริงในโรงเรยี นนัน้ ผูเรยี นจะตองทำงานรว มกนั และแลกเปล่ยี นความคิดเห็น
ซึ่งกันและกันอันเปนสภาพปกติของการเรียนการสอนในปจจุบัน ดังนั้นการออกแบบการเรียนการสอนจึงควรนำ
หลักการทั้งสองแนวทางมา ใชร วมกนั ซึ่งสรุปเปน หลกั การพนื้ ฐานไดด งั นี้

๑. การเรียนรูเปนผลจากการแปลความหมายของประสบการณสวนบุคคล
๒. การเรียนรเู ปนประสบการณเ ชงิ รกุ เกดิ ขึ้นในสถานการณที่เปนจริงและผเู รยี นมคี วามเกี่ยวของ
๓. การเรียนรเู ปน กจิ กรรมทเ่ี กดิ จากการแลกเปลีย่ นความคิดเห็นอนั หลากหลาย
นอกจากน้ีกิจกรรมการเรียนรูทอี่ ยูใ นบริบททเี่ ปน ชวี ิตจรงิ ทฤษฎกี ารสรางความรสู งเสริมการเรยี นและการ
ฝกฝนในบริบทท่ีเปน ชวี ิตจรงิ ซ่ึงชวยใหการเรียนการสอนมีความนาสนใจและสรางการจูงใจในการเรียนรูใหกับผูเรียน
ไดมากขึ้น นอกจากนีย้ ังสง เสรมิ การถายโอนและการประยุกตใชค วามรูในการแกป ญหาในสภาพจริง สมิทและราแกน
(Smith & Ragan, 2005) เรียกแนวทางการเรียนการสอนประเภทนี้วา “Anchored Instruction” ผลการเรียนรูท่ี
เกิดขึ้นจากแนวการสอนน้ี คือ การเรียนรูทีเ่ ปนสภาพจริง หลักการของการสอนตามแนวทางนี้ก็คือกจิ กรรมการเรยี น
การสอนจะตองยึดอยูกับเรื่องราวที่ผูเรียนใหความสนใจ เชน นิทาน การผจญภัย เหตุการณ ปญหา หรือประเด็นท่ี
ผเู รยี นสนใจ สอ่ื ที่ใชใ นการเรยี นการสอนตองมอี ยางพรอมมลู เพอ่ื ใหผเู รียนไดสำรวจสบื คน เพื่อนามาใชในการแกปญหา
ผเู รียนใชว ิธที างานกลุมแบบรวมมือรวมพลงั เพือ่ สรา งความรแู ละแกปญ หา แบรนสฟ อรด (Bransford, 2013) กลาวถึง
“anchored instruction” วาเปนการเรียนรูที่ใชเทคโนโลยีเปนฐาน เนื่องจากในปจจุบันคอมพิวเตอรเปนอุปกรณ
สารสนเทศและการส่ือสาร ซึ่งชว ยใหผูเ รยี นสามารถทำงานรว มกนั ไดโ ดยผานอุปกรณการเชอื่ มตอตาง ๆ และสามารถ
จำลองสถานการณจริงมาใหผเู รียนไดเ รยี นรูไดโดยไมตองรอใหเกิดเหตกุ ารณจรงิ ตัวอยางโปรแกรมการศกึ ษาท่ีสรางขึ้น
ตามแนวคดิ นี้ซงึ่ ใชกับเครื่องคอมพวิ เตอร ไดแก

๑) “Jasper Woodbury Problem Solving” เปน โปรแกรมผจญภยั เพอ่ื เรียนรคู วามคดิ รวบยอดทาง
คณิตศาสตร และการนาความคิดรวบยอดคณิตศาสตรไปใชในการแกปญหา

๘๔ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปที่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓

๒) “Young Sherlock Holms” เปน โปรแกรมที่เรียนรูทักษะการเช่ือมโยงสาเหตุและผล การเรียนรู
สภาพชีวิตของชาวองั กฤษในยุควิคตอเรีย ผูเรียนไดฝก ทกั ษะการอา นจับใจความและเรียนรูประวัตศิ าสตร การเรียนรู
ตามสภาพจรงิ เชน ปญ หาในชวี ติ ประจำวัน สถานการณจรงิ ท่เี กิดขึ้นในสังคม สภาพเหลานม้ี ลี กั ษณะทีซ่ ับซอ น มีสาระ
สนเทศ ที่เกี่ยวของมากมายทงั้ ที่เกย่ี วของโดยตรงและไมเก่ียวขอ ง ซงึ่ แตกตา งจากการเรียนรูแบบดั้งเดิมท่ีครูนาปญหา
จรงิ มาดัดแปลง และทาใหงายขน้ึ โดยตัดมาเปนสว น ๆ ไมไ ดเ ชอื่ มโยงกบั บรบิ ท การคน หาและระบุปญหา ตลอดจนการ
แกปญหาตามสภาพจริงขึ้นกับปจจัยที่เกี่ยวของหลายอยาง เชน ความเชื่อและคานิยมของผูเรียน การมีสวนรวมใน
กิจกรรมและการมีปฏิสัมพนั ธ กับผอู น่ื อยางไรก็ตามเราก็สามารถจาลองกิจกรรมการเรียนรตู ามสภาพจริงมาใชไดโดย
ใชผา นเคร่อื งคอมพวิ เตอร

๓. การเรียนรูเปน ผลจากการสำรวจของมุมมองท่ีหลากหลาย หลกั การนมี้ ีรากฐานมาจากแนวคดิ ของไวกอ็ ทสกี
ซ่ึงกลา ววา การสรา งความรมู ีพ้ืนฐานมาจากสังคมและวัฒนธรรมท่บี ุคคลเปนสมาชิก ดงั นน้ั องคป ระกอบสำคญั ของ การ
ออกแบบการเรียนการสอนจึงเนนสิ่งแวดลอมการเรียนรูที่สมบูรณและสิ่งแวดลอมการเรียนรูแบบรวมพลัง เพื่อให
ผูเรียนไดมีโอกาสไดสำรวจและแลกเปลี่ยนเรียนรูความคิดเห็นของสมาชิกในสังคมอยางหลากหลาย เพื่อนาไปสูการ
ประนีประนอมความคิดเห็นและหลอมรวมเปนความคิดของตนเอง

๓.๑ ส่ิงแวดลอ มการเรยี นรทู ีส่ มบรู ณ หมายถงึ สิ่งแวดลอ มทส่ี ง เสริมแบบการเรยี นรูทหี่ ลากหลายลักษณะ
และตัวแทนของความรูจากความคิดรวบยอดและกรณีศึกษาที่แตกตางกัน สิ่งแวดลอมการเรียนรูนี้ใหมุมมองและ
สารสนเทศที่สมบูรณ เชน มีเครือขายความรู ปจจัยนำเขามาจากแหลงขอมลู หลากหลาย สามารถตีความการสอนได
หลากหลาย

๓.๒ สิ่งแวดลอมการเรียนรูแบบรวมพลัง ชวยสงเสริมผูเรียนในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรวมกนั
สะทอนการรบั รู การเรียนรแู บบรวมพลงั ไมใชเ พียงแคแบง งานกันทำและนำไปสรปุ รว มกัน แตห มายถึงการใหผูเรียนได
พัฒนา เปรียบเทียบ เขาใจมุมมองที่หลากหลายในประเด็นตาง ๆ ดังนั้นกิจกรรมการเรียนรูแบบรวมพลังจึงไดแก
การแลกเปล่ียนความคิดเห็น การอภิปราย การโตเ ถียง การสะทอ น และการประนปี ระนอมความคิดเห็น สิ่งแวดลอมนี้
อาจเกิดขึ้นภายในกลุมเล็ก ๆ หรือการจัดชุมชนแหงการปฏิบัติ ซึ่งสามารถสรางไดจากสิ่งแวดลอมอิเล็กทรอนิกส
เชน หองสนทนาทางเครือขา ยออนไลน เปนตน เรื่องที่นามาเรียนรูอาจเปนประเด็นความสนใจสวนตัว การเรียนรูใน
ลักษณะนี้เปดโอกาสใหผูเรียนไดเรียนรูขามกลุม การพัฒนาทางปญ ญาเกิดจากการสงตอจากความคิดหน่ึงสูความคดิ
หนึ่ง จากความคิดสูเครือ่ งมือและจากเครือ่ งมือสูค วามคิด อยางไรก็ตาม กระบวนการออกแบบการเรยี นการสอนตาม
ทฤษฎีการสรางความรู กระบวนการออกแบบการเรียนการสอน มีขั้นตอนที่สำคัญ ๓ ขั้น ไดแก การวิเคราะห
การออกแบบกลวิธกี ารเรียนรู และการประเมนิ ผลการเรียนรู ซ่ึงในแตละขั้นตอนไดนำหลักการของการสรางความรูไป
ใชในการดำเนินงาน ดังน้ี

๑. การวเิ คราะห การวิเคราะหม จี ดุ มงุ หมายเพื่อใหไดข อ มูลที่นำไปใชในการออกแบบ ซ่ึงกระบวนการ
ออกแบบการเรียนการสอนเชิงระบบและการออกแบบตามแนวคิดการสรา งความรูม คี วามแตกตางในการวเิ คราะหในส่ิง
ตอไปนี้

๑.๑ การวิเคราะหเปาหมายการเรียนรู การออกแบบการเรียนการสอนเชิงระบบเนนการกำหนด
เปาหมายการเรียนรูที่เฉพาะเจาะจง และแตกเปาหมายการเรยี นรูเปนจุดประสงคยอย ๆ ทเี่ รียกวาจุดประสงคนาทาง

วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๘๕

เพื่อใชเปนแนวทางในการกำหนดเน้ือหา ทักษะ และเจตคติ ตลอดจนขั้นตอนการเรยี นการสอนเพือ่ ใชเ ปน แนวทางใน
การกำหนดภาระงานยอย ๆ สาหรับใหผูเรียนปฏิบัติเพื่อการเรียนรูเนื้อหาที่เปนความคิดรวบยอด หลักการ ทฤษฎี
ทักษะ และเจตคติตามเปาหมายของการเรียนรูที่กำหนดไว สวนการออกแบบการเรยี นการสอนตามแนวคิดการสรา ง
ความรูนั้นเนื่องจากมีความเชือ่ วาความรูม าจากการสรางไมใชก ารรับ ดังนั้นจึงกำหนดเปาหมายการเรียนรูแบบทั่วไป
และแทนทจ่ี ะวิเคราะหเนอ้ื หาการเรียนรูเพ่ือจำแนกเปนเน้อื หายอ ย ๆ ใหเชื่อมโยงสมั พันธก ันดังทน่ี กั ออกแบบการเรียน
การสอนเชงิ ระบบแตน ักทฤษฎกี ารสรางความรูจะพิจารณาวาผูเรียนท่มี ีความรูป ระเภทนนั้ ตองทำอะไรไดในสภาพจริง
ดังนั้นการออกแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการสรางความรูจะเนนการวิเคราะหบริบทการเรียนรูมากกวาเน้ือหา
การเรียนรู โดยพิจารณาวาในสิ่งแวดลอมจริงนั้นมีความรู ทักษะและความซับซอนของปญหาเปนอยางไร
การวิเคราะหนี้เพื่อชวยในการจัดเตรียมแหลงขอมูลและสารสนเทศตาง ๆ อยางหลากหลาย ซึ่งเปนสิ่งแวดลอมใน
การเรียนรูเ พือ่ ใหผเู รียนไดนำไปใชในการวิเคราะหปญ หา หรอื วเิ คราะหความคดิ รวบยอดทีส่ ัมพนั ธกับปญหาตามสภาพ
จริง ผูเรียนเปนผูกำหนดเปาหมายการเรียนรูที่เหมาะสมและตรงกับความตองการของตัวเองในการเรียนรูจาก
สิ่งแวดลอมที่เปน สภาพจรงิ เปาหมายการเรยี นรูจ ึงเปนเปาหมายเฉพาะตนทีผ่ ูเรียนกำหนดข้ึนเองไมใชเปา หมายการ
เรยี นรรู ว มกนั ของกลุมซงึ่ ผสู อนเปนผกู ำหนดให

๑.๒ การวเิ คราะหผูเรยี น การออกแบบการเรยี นการสอนทง้ั สองแนวคดิ มีการวิเคราะหผูเรียน แตการ
ออกแบบการเรียนการสอนอยางเปนระบบเนนการวิเคราะหคุณลักษณะสำคัญที่เปนปจจัยที่มีผลตอการบรรลุ
จุดประสงค การ เรียนรูเฉพาะ ไดแก คุณลักษณะทั่วไป เชน เพศ อายุ ประสบการณ อาชีพ และภูมิลำเนา เปนตน
แบบการเรียนรู ทักษะและความรูที่มีมากอน แตนักออกแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการสรางความรูสนใจ
มมุ มองของผูเรยี นเปนรายบคุ คลกอนเขา รวมการเรียนรูมากกวา คุณลักษณะของกลุมผเู รยี นหรือพน้ื ฐานทีม่ มี ากอนของ
ผูเรียน ท่ีสำคัญคอื ความตระหนักของผเู รยี นท่มี ี ตอความรูของตนเองและความสามารถในกระบวนการสรา งความรู

๒.การออกแบบกลวิธีการเรียนรู กระบวนการออกแบบการเรียนการสอนอยางเปนระบบและการ
ออกแบบ การเรียนการสอนตามแนวคิดการสรา งความรูตางเห็นความสำคัญของการเลือกกลวธิ ีการเรียนการสอนให
เหมาะสมกบั การเรียนรขู องผเู รียน รชิ ี เคลนและเทรซี (Richey, R., et al. 2011, p. 135-138) ไดสรุปกลวิธีของการ
ออกแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการสรางความรูไว ดังนี้

๒.๑ การเรียนรูจ ากผูท่มี ีความเช่ียวชาญในเร่ืองที่เรียน (Cognitive Apprenticeships) โดยพยายาม
จดั สภาพแวดลอ มทีใ่ หผูเรียนไดมีโอกาสเรียนรูจากผูมีความรู ความเชย่ี วชาญในเร่อื งนนั้ เปนอยางดี หรือท่ีเรียกวาเปน
ผทู รง ภมู ิความรูแ ทนที่จะเรยี นกบั ผรู ทู วั่ ๆ ไปจากการเรียนการสอนธรรมดา นอกจากน้คี วรใหผูเ รยี นไดเ รียนรูผานการ
ทางานในสภาพจริง ครผู สู อนตองทำหนาทีเ่ ปน ผูเชี่ยวชาญในเรือ่ งท่ีสอน และทำหนาทีไ่ ดเหมือนกับโคชที่รูลึก รูจริงที่
สามารถชี้แนะ การ ปฏบิ ตั ิใหกบั ผูเรียนไดดวย มใิ ชเพยี งการถายทอดความรูเทานน้ั

๒.๒ การเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐาน (Problem-Based Learning) หรือ PBL เปน รปู แบบการเรยี นรู
ที่ เนนผูเรยี นเปน ศนู ยกลาง ที่ใหผูเรียนไดเ รียนรูจากปญหาจรงิ ท่ีเกิดข้ึน ดังนั้นจงึ มีความซับซอนเพราะไมใชป ญหาท่ี
สรางขน้ึ มาเพ่อื การเรียนรูทมี่ เี ปา หมายแนนอนซ่งึ ผูสอนเปน ผูสรางซึ่งมีการดดั แปลงใหง ายตอการวิเคราะห แตปญหาที่
เกิดขน้ึ จริงนัน้ มกั ไมม ีโครงสรางชดั เจน การเรยี นรูแ บบ PBL ครูทำหนาที่ ดังนี้

๘๖ I วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓

๑) สรางสิ่งแวดลอมการเรยี นรูที่สงเสริมการศึกษาและการคนพบของผูเรยี นโดยเตรียมแหลงขอมลู

ตา ง ๆ ใหผเู รยี นใชในการศกึ ษาคน ควาหาหลักฐานความรเู พ่ือนำไปใชในการแกไขปญหา

๒) ตั้งคำถามที่ชวยใหผ ูเรียนทาความเขาใจปญ หาไดอยางชัดเจน และชี้ชวนใหผูเรียนไดต้ังคำถามท่ี

นาสนใจหรือที่อยากรูเพื่อนำไปสูการคนควาหาคำตอบ เพราะหลักการเรียนรูที่สำคัญก็คือ การตั้งคำถามที่ถูกตองมี

ความสำคัญกวาการหาคำตอบ

๓) ครูชวยใหผูเรียนสามารถถอดบทเรียน (Reflection) จากสิ่งที่ไดเรียนรูเพื่อสรุปเปนสาระและ

ประสบการณการเรียนรูท่เี กิดขนึ้ การเรียนการสอนจะตอ งจัดใหผ ูเรยี นไดวเิ คราะหข อ มลู หลกั ฐานตาง ๆ ดว ยเหตผุ ลได

เปรียบเทยี บ ประเมินความเห็นตาง ๆ ที่เปนขอโตแยง การแปลความหมายของขอมูลตาง ๆ และนำมาประมวลใหเปน

ขอสรุปของสารสนเทศที่ไดจากการวิเคราะหและพิจารณาอยางถ่ถี วนที่ใชในการตอบปญ หา การเรยี นในลักษณะน้ีไมมี

คำตอบตายตัว แตผเู รียนฝก การใชค วามคิดอยางเปน ระบบ ลกึ ซึ้งถ่ถี วนและฝกการคดิ อยางสรางสรรค ทำใหก ารเรียนรู

มีความหมาย มีคุณคาเพราะคำตอบเกิดจากการสรางของผูเรียน

๒.๓ การใชเทคนิคชแ้ี นะชว ยเหลือ คำวา “การชแ้ี นะชวยเหลือ” (Scaffolding) เปนคำศัพทที่วูดและ

คณะนักจิตวิทยากลุมพุทธินิยม (Wood, D., et al. 1976) เปนผูนำมากลาวถึงเปนคนแรกเกี่ยวกับบทบาทของครูใน

การสงเสริม ชวยเหลือในระหวางกระบวนการเรียนรูเพื่อใหเหมาะสมกับความตองการของผูเรียนโดยมีจุดมุงหมาย

เพื่อใหผูเรียนบรรลุเปาหมายการเรียนรูของตน และหลักการนี้สอดคลองกับแนวคิดของไวก็อทสกี ท่ีอธิบายเกี่ยวกับ

บทบาทของครู ผใู หญหรอื ผูมีความรมู ากกวา ในการชวยเหลือผูเ รียนที่อยูในชองวา งของพฒั นาการระหวางสิ่งที่ผูเรียนรู

หรือสามารถทำไดดวยตนเองตามลาพังกับสิ่งที่ผูเรียนมีศักยภาพที่จะเรียนรูหรือสามารถทำไดเมื่อไดรับการชี้แนะ

ชวยเหลือจากผูรู ระยะหางนี้เรียกวา ZPD (Zone of Proximal Development) การชี้แนะชวยเหลือจึงหมายถึง

การชวยผเู รยี นใหข า มพน ชองวา งนีไ้ ปไดซ่งึ เปน การขยายความสามารถของผเู รียนใหเ พ่ิมขนึ้ โดยใหความชวยเหลืออยาง

เพียงพอ การชี้แนะชวยเหลอื น้ีตองทาในลักษณะทาทายและใหอ ิสระผูเ รยี นในการคิดการชี้แนะชวยเหลือน้ีทำไดหลาย

ลักษณะ เชน การอธิบาย การทำใหดูเปน ตัวอยาง การใชคำถาม การใหเอกสารแนะนาการใหข อบเขตของเนื้อหาเพอ่ื

สง เสริมความเขาใจสาระความรู การบอกแหลง เรียนรู การใหค ำปรกึ ษา จดั ใหม กี ารช้ีแนะเปนรายบคุ คล เปนตน

ตารางที่ ๑ ขอคน พบจากการสมั ภาษณเชงิ ลกึ

สภาพการณปจ จบุ ันของระบบการจัดการเรียน

การออกแบบหลักสูตรใหเหมาะสมกับกลุมผเู รยี น

การกำหนดคุณสมบตั ใิ นการเขา ศกึ ษาตอ ของผเู รยี น

แนวทาง กระบวนการจดั การเรยี นการสอนท่เี หมาะสมแกผเู รยี น
การพฒั นาหลกั สตู ร
การสรางเครือขายภาคีความรวมมือกับองคกรภาครัฐและเอกชนเพื่อ
สนบั สนุนการจัดการเรียนการสอน

การสรางอาชพี ภายหลังจบการศึกษา

สภาพการณปจจุบันของระบบการจัดการเรียนในสาขาวิชาการจัดการ

ธุรกจิ ชุมชน

การออกแบบหลกั สูตรใหเหมาะสมกบั กลุมผเู รียน

การกำหนดคุณสมบตั ิในการเขาศกึ ษาตอของผเู รียน

วารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๘๗

ตารางที่ ๑ ขอคนพบจากการสัมภาษณเ ชิงลึก (ตอ ๑)

แผนการเรียนการสอนสำหรบั ผูเรียน

การกำหนดปฏิทินภาคการศกึ ษาเฉพาะสำหรับผเู รียน

สือ่ สำหรับการเรียนการสอนท่ีเหมาะสม

รูปแบบการจัดการเรยี นการสอนทีเ่ หมาะสม

การเทียบโอนรายวชิ า/ประสบการณค วามรจู ากระดบั ปวช.หรอื เทียบเทา

การสรางความรว มมือกับองคก รดา นธรุ กิจเพือ่ สนบั สนนุ

การจัดการการเรียนการสอนภาคปฏบิ ัตใิ หเหมาะสมแกผเู รียน

หนว ยกติ รวมของหลกั สตู ร

การออกแบบโครงสรางรายวชิ า

แนวทาง แนวทางท่ีดใี นการจดั ทําแผนท่ีการกระจายความรบั ผิดชอบ (Curriculum
การพัฒนาหลกั สตู ร Mapping) ในรายละเอยี ดของหลักสูตร

การสรางความรวมมอื ในเชิงพันธมิตรองคก รภาครัฐและภาคเอกชนในการ

สนับสนุนการจัดการเรยี นการสอนใหผูเ รียนไดรับประสบการณเทียบเทา
กบั บคุ คลทั่วไป

การบรู ณาการทางการศกึ ษาเฉพาะสำหรับผูเ รียน

การสรา งมาตรฐานแกหลกั สูตร

แผนการจัดการเรียนการสอนตอ เนอื่ งในมหาวทิ ยาลยั

กำหนดรายวิชาที่สงเสริมและสนับสนุนใหเกิดการพัฒนาทางความคิด

จิตสำนึกทีด่ คี ณุ ธรรมจรยิ ธรรม

รูปแบบการจัดการเรียนการสอน

การจัดการเรยี นการสอนของสาขาวชิ าการจัดการธุรกจิ ชุมชน

๙. เอกสารอ้างอิง

Bransford, J. D. (2013). The Jasper Project: Lessons in curriculum, instruction, assessment, and

professional development, Routledge.
Duffy, T. M. and D. J. Cunningham (1996). "7. Constructivism: Implications for the design and

delivery of instruction."
Moody, J. A., et al. (2005). "Critical shear stress for erosion of cohesive soils subjected to

temperatures typical of wildfires." 110(F1).
Smith, P. and T. Ragan (2005). Foundations of Instructional Design. In, Instructional Design, NJ:

John Wiley & Sons Inc. p17-37.

Spector, J. M. J. S. l. e. (2014). "Conceptualizing the emerging field of smart learning environments." 1(1): 2.
Richey, R., et al. (2011). "Chapter 8: Constructivist design theory."
Wood, D., et al. (1976). "The role of tutoring in problem solving." 17(2): 89-100.

๘๘ I วารสารวิชาการอยธุ ยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

การเสนอบทความเพอ่ื ตพี มิ พ์วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา

วารสารวิชาก าร อย ุธยา ศึก ษา Journal of Ayutthaya Studies (JAS) ISSN ๒๒๒ ๙-๑๖๔๔ เปน
วารสารวิชาการของสถาบนั อยธุ ยาศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงคเ พื่อเผยแพรอ งคค วามรู
ทางวิชาการ และงานวิจัยทางดานประวัติศาสตรและวัฒนธรรมอยุธยา โดยเผยแพรบทความทางวิชาการ (Article)
บทความงานวิจัย (Research Article) วิจารณห นงั สือ (Book Review) ในสาขามนษุ ยศาสตรแ ละสงั คมศาสตร

วารสารมีกำหนดออกปละ ๒ ฉบับ คือ มกราคม – มิถุนายน และ กรกฎาคม – ธันวาคม บทความที่จะไดรบั
การตพี มิ พ ตองจัดเตรียมอยางถูกตองสมบูรณตามมาตรฐานวารสารวิชาการ โดยกองบรรณาธิการจะตรวจสอบเปนข้ัน
แรก แลวจัดใหมีผูทรงคุณวุฒิภายนอกในสาขานั้นๆ รวมกลั่นกรอง (Peer Review) อยางนอย ๒ ทาน ตามเกณฑท่ี
กำหนดในลักษณะ Double-blind peer review คือ ผูพิจารณาไมทราบ ชื่อผูแตง และผูแตงไมทราบชื่อผูพิจารณา
โดยเผยแพรออนไลนในรปู วารสารทางอเิ ล็กทรอนิกส และมีการเผยแพรเ ปนรปู เลม

หลกั เกณฑ์ในการรบั พิจารณาบทความ

๑. บทความทจ่ี ะไดรับพิจารณาตีพมิ พ ไดแ ก บทความทางวิชาการ (Article) สารนิพนธตนฉบับหรือบทความ
งานวจิ ัย (Research Article) บทความแปล (Translated Article) บทความปริวรรตเอกสารโบราณ (Transformation
of Ancient Manuscripts) วิจารณห นงั สือ (Book Review) ในสาขามนษุ ยศาสตรแ ละสงั คมศาสตร ทมี่ ีประเดน็ เนื้อหา
เก่ียวของทางดานประวัตศิ าสตร และวฒั นธรรมอยุธยา

๒. บทความทางวิชาการ หรือบทความงานวิจัยนน้ั ตอ งไมเ คยตีพิมพเ ผยแพร หรือกำลงั เสนอตีพิมพใ นวารสาร
หรือส่ิงพิมพอ นื่ ใดมากอ น

๓. บทความตองมีบทคัดยอทั้งภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
๔. บทความไดรับการจัดพิมพ ตามขอกำหนด การจัดเตรียมตนฉบับ ของวารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา

การจัดเตรียมต้นฉบับ

๑. พิมพตนฉบับดวยโปรแกรม Microsoft Word ความยาวทั้งเรื่อง รวมภาพประกอบ ตาราง และ
เอกสารอางอิง ไมเกิน ๑๕ หนากระดาษ เอ ๔

๒. เวนระยะขอบดานบน และดานซาย ดานละ ๑.๒๕ นิ้ว และเวนขอบดานลา งและดา นขวา ดานละ ๑.๐ น้ิว
ใสห มายเลขหนากำกบั ท่มี มุ บนขวามือทุกหนา

๓. ใชแบบอักษร TH SarabunPSK และใชเลขไทยตลอดทั้งบทความ (ยกเวนตัวเลขอารบิคในสวนบทคัดยอ
ภาษาองั กฤษ ขอความ หรือชอ่ื เวบ็ ไซตท เี่ ปน ภาษาองั กฤษ)

๔. ชือ่ เร่อื ง จัดกึ่งกลาง ขนาดอักษร ๒๐ พอยต ตัวหนา มีทงั้ ช่ือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
๕. บรรทัดถัดจากชื่อเรื่อง เปนชื่อผูเขียนทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ จัดชิดขอบขวา ขนาดตัวอักษร ๑๖
พอยต และบรรทดั ถัดจากชื่อผเู ขียน ตามดวยตำแหนง ทางวิชาการ และหนวยงานทส่ี งั กัด
๖. หัวขอใหญ จดั ชิดขอบดา นซา ย อักษรขนาด ๑๘ พอยต ตัวหนา สำหรบั หัวขอ รอง ใหจดั ยอ หนาปกติ อักษร
ขนาด ๑๖ พอยต ตัวหนา และตัวอักษรปกติขนาด ๑๖ พอยต

วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓ I ๘๙

๗. บทคดั ยอหรือ Abstract ตอ งมีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ และตองกำหนดคำสำคัญ (Keyword) ไมเกิน ๕ คำ
๘. ถามีภาพประกอบ แผนที่ หรือตาราง ใหใสประกอบไวในเนื้อเรื่อง และตองมีชื่อ พรอมแหลงที่มาของ
ภาพประกอบ แผนท่ี หรอื ตาราง
๙. พมิ พเ อกสารอางอิงในเนื้อหา (แบบนาม-ป) และบรรณานุกรมทายบทความ ตาม ตวั อยา งการพิมพอางอิง
และบรรณานุกรม ของวารสารวชิ าการอยุธยาศึกษา และจัดเรียงตามลำดับอักษร ถามีบรรณานุกรมภาษาอังกฤษ ให
พิมพต อ ทายบรรณานกุ รมภาษาไทย

การสง่ ต้นฉบบั บทความ
๑. สงไฟลต นฉบับบทความตามขอกำหนดการจัดเตรียมตนฉบับ จำนวน ๑ ฉบับ พรอ มแนบไฟลภ าพประกอบ

ที่มีความละเอยี ดสูง พรอมกับ “แบบเสนอขอสงบทความเพือ่ ลงตพี มิ พในวารสารวิชาการอยธุ ยาศึกษา” มาทางอีเมล
[email protected]

๒. เจาของบทความทีไ่ ดรับเลือกใหต พี ิมพ จะไดรบั วารสารจำนวน ๒ เลม พรอมเกยี รติบตั รจากบรรณาธกิ ารบริหาร
๓. กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการนำบทความที่ไดรับการตีพิมพ ไปเผยแพรในเว็บไซตและส่ือของ
สถาบันอยุธยาศึกษา
สอบถามขอมูลเพิ่มเติมไดที่ นายพัฑร แตงพันธ นักวิชาการศึกษา ฝายวิชาการ สถาบันอยุธยาศึกษา
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา โทรศพั ท ๐๘ ๔๐๒๓ ๕๐๕๓ โทรศัพท / โทรสาร ๐๓๕ ๒๔๑ ๔๐๗

การพิมพ์อา้ งองิ
พิมพเ อกสารอางอิงในเนื้อหา (แบบนาม-ป)

 การพมิ พอางองิ จาก หนงั สือ วารสาร หนงั สอื พมิ พ รายงานการวิจัย / วิทยานิพนธ
(ช่ือผูแตง ,/ปพ ิมพ,/หนา )
(รัตนไชย วาสกุ ร,ี ๒๕๕๘, หนา ๑๕)

 การพิมพอางอิงจากการการสัมภาษณ
(ผูใหส มั ภาษณ, /ป,/วนั /เดอื น)
(รัตนไชย วาสกุ รี, ๒๕๕๘, ๒๓ พฤษภาคม)

 การพิมพอา งองิ จากแหลง ขอ มลู ออนไลน
(ชอ่ื ผแู ตง,/ปท่ีผลิตหรือปทสี่ บื คน,/เว็บไซต)
(รตั นไชย วาสกุ ร,ี ๒๕๕๘, www.asi.aru.ac.th)

 การพิมพอ า งอิงจากภาพน่ิง ภาพถา ยทางอากาศ แผนท่ี และวดี ทิ ศั น
(ชือ่ เร่อื ง,/ปท ผี่ ลิต,/[ชนิดของวัสด]ุ )
(ตลาดหัวรอ, ๒๕๕๘, [ภาพน่งิ ])

๙๐ I วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา I ปท ่ี ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๖๓

การพมิ พบ์ รรณานกุ รม
 หนงั สือ
ชื่อผแู ตง.//(ปพ มิ พ).//ชื่อเรอ่ื ง.//(คร้ังทพี่ ิมพ).//เมืองท่ีพิมพ: /สำนกั พมิ พ.
รัตนไชย วาสกุ รี. (๒๕๕๗). พระนครศรอี ยธุ ยาในความทรงจำของขา พเจา . พระนครศรีอยุธยา: สถาบนั อยุธยาศึกษา.
 วารสาร
ผูแตง.//(ปพิมพ).//ช่ือบทความ.//ชื่อวารสาร,//ปท ี่(ฉบบั ที่),//หนา ท่ีอา ง.
รัตนไชย วาสุกรี. (๒๕๔๑). เสน ทางสังคมพหุวฒั นธรรมอยธุ ยา. วารสารวชิ าการอยธุ ยาศกึ ษา, ๑๙(๒), ๓๔ – ๓๙.
 หนังสอื พิมพ
ผเู ขียน.//(ปพ ิมพ, //วนั /เดอื น).//ชื่อขา ว,//ชือ่ หนงั สือพมิ พ,//หนา.
รัตนไชย วาสกุ ร.ี (๒๕๔๙, ๒๕ เมษายน). เปดงานสมั มนาอยุธยาศึกษาวิชาการ, สยามโพลล, หนา ๓๔.
 รายงานการวิจัย และวทิ ยานพิ นธ
ชือ่ ผวู ิจัย.//(ปพ ิมพ).//ชือ่ วจิ ยั .//(รายงานผลการวจิ ัย).//เมอื งทีพ่ มิ พ: /สถาบัน.
รัตนไชย วาสุกรี. (๒๕๓๕). ประวัติศาสตรและวัฒนธรรมทองถ่ิน อำเภอเสนา จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา. (รายงาน

ผลการวจิ ยั ). พระนครศรอี ยธุ ยา: สถาบนั อยุธยาศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา.
ผูแตง.//(ปพมิ พ) .//ชือ่ วทิ ยานิพนธ. //วิทยานิพนธต ามดวยชื่อปริญญา/สาขาวิชา,//สถาบนั .
รตั นไชย วาสุกร.ี (๒๕๔๗). การศกึ ษาประวัติศาสตรท องถ่ินตลาดหัวรอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วทิ ยานิพนธ

ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร, มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยธุ ยา.
 การสัมภาษณ
ผูใหสมั ภาษณ.//(ป, //วนั /เดอื น).//ตำแหนงผูใ หสัมภาษณ. //หนวยงานของผูใหส มั ภาษณ.//สัมภาษณ.
รตั นไชย วาสกุ ร.ี (๒๕๕๒, ๘ มถิ นุ ายน). ประธานชุมชน. ชุมชนคลองทอ. สัมภาษณ.
 แหลง ขอมลู ออนไลน
ช่ือผแู ตง .//(ปที่ผลติ หรือปทสี่ บื คน).//ชอื่ เรอ่ื ง.//คนเมือ่ /วนั /เดอื น/ป, //จาก/URL
รัตนไชย วาสุกร.ี (๒๕๕๐). ประวัตศิ าสตรท องถิ่นตลาดหัวรอ. คน เม่ือ ๑ มกราคม ๒๕๕๗, จาก www. asi.aru.ac.th
 ภาพนิ่ง ภาพถายทางอากาศ แผนที่ และวดี ิทัศน
ชอื่ เรื่อง.//(ปทผ่ี ลติ ).//[ชนิดของวัสด]ุ .//สถานทผ่ี ลติ :/ผูผลิต
ตลาดหัวรอ. (๒๕๕๐). [แผนท]ี่ . พระนครศรอี ยธุ ยา: สถาบนั อยุธยาศกึ ษา

วารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา I ปท่ี ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๓ I ๙๑

แบบเสนอขอสง่ บทความเพ่อื ลงตพี มิ พใ์ นวารสารวชิ าการอยธุ ยาศึกษา
ขาพเจา  นาย  นาง  นางสาว (ไทย) .............................................................................................................

 อ่ืนๆ ............................................ (องั กฤษ) ........................................................................................................

ตำแหนงทางวิชาการ ....................................................... วุฒิการศึกษาสงู สุด ..........................................................

ตำแหนงงาน .................................................................... หนว ยงานท่ีสังกดั ..............................................................

ขอสง  บทความทางวิชาการ (Article)  สารนิพนธ หรอื บทความงานวจิ ัย

 บทความปริทัศน (Review Article) (Research Article)

สาขา  ประวัติศาสตร  ประวัติศาสตรศิลปะ  โบราณคดี  ศิลปวัฒนธรรม

 ศลิ ปกรรม  ภูมปิ ญ ญาทองถิน่  การจดั การมรดกทางวัฒนธรรม

 อื่นๆ (ระบุ) ......................................................................................................................................

ชือ่ เร่อื ง (ไทย) .....................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

(องั กฤษ) ................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

โดยมีผแู ตงรว ม (ถา มี) ๑. ชือ่ .......................................................... ตำแหนง ทางวิชาการ .......................................
๒. ชอื่ .......................................................... ตำแหนง ทางวชิ าการ .......................................

โทรศัพท ........................................................................... โทรสาร .............................................................................
E-mail .............................................................................. Facebook .......................................................................

วตั ถปุ ระสงคข องการตพี มิ พ  เพอ่ื สำเรจ็ การศกึ ษา ภายในวนั ที่ ..........................................................................
 ใชประกอบการพิจารณาเลื่อนตำแหนงทางวิชาการ/วิชาชพี
 อืน่ ๆ ระบุ ...............................................................................................................

ขาพเจาของรับรองวาบทความนี้ เปนผลงานของขาพเจา และผูรวมงานตามชื่อที่ระบุในบทความ (ถา มี)
และเปน บทความที่ไมไดกำลังมีการนำเสนอ หรอื ตพี มิ พท ใ่ี ดมากอ น

ลงชื่อ ..........................................................................................
( .................................................................................... )

วนั ที่ ............................................................................................

๙๒ I วารสารวชิ าการอยุธยาศกึ ษา I ปท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ นุ ายน ๒๕๖๓


Click to View FlipBook Version