The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

e-book นักจัดการในอุตสาหกรรมอบชุบโลหะด้วยความร้อน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by gbu_un_limited, 2021-03-24 04:54:24

e-book นักจัดการในอุตสาหกรรมอบชุบโลหะด้วยความร้อน

e-book นักจัดการในอุตสาหกรรมอบชุบโลหะด้วยความร้อน

หนว ยการเรียนรู
ตามมาตรฐานอาชพี

นกั จดั การ
ในอุตสาหกรรม
อบชุบโลหะดวย

ความรอน

หนังสืออิเล็กทรอนิกส (e-book)

เลม น้�ไดพฒั นาโดยการนำสมรรถนะทกี่ ำหนด
มาประยกุ ตใชใ นรูปแบบหนว ยการเรยี นรูแบบ
ฐานสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพนกั จัดการ
ในอตุ สาหกรรมอบชุบโลหะดวยความรอ น

1

หนวย 1 หนว ย 2 หนวย 3

คำ�นำ�
หนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์(e-book) เรอ่ื ง หนว่ ยการเรยี นรตู้ ามมาตรฐานอาชพี นกั จดั การ
ในอุตสาหกรรมอบชุบโลหะด้วยความร้อน ได้พัฒนาโดยการนำ�สมรรถนะที่กำ�หนดมา
ประยุกต์ใช้ในรูปแบบหน่วยการเรียนรู้สำ�หรับการเรียนรู้แบบฐานสมรรถนะตามมาตรฐาน
อาชพี นกั จดั การในอตุ สาหกรรมอบชุบโลหะด้วยความร้อน เพื่อใชเ้ ตรยี มความพรอ้ มให้กับ
นกั ศกึ ษากอ่ นเรมิ่ ปฏบิ ตั งิ านในภาคธรุ กจิ และภาคอตุ สาหกรรม ซง่ึ หนว่ ยการเรยี นรแู้ บบฐาน
สมรรถนะจะครอบคลุมสาระการเรยี นรู้ ประกอบดว้ ย 3 หนว่ ย หน่วยท่ี 1 ความปลอดภัยใน
อตุ สาหกรรมอบชบุ โลหะดว้ ยความรอ้ น หนว่ ยท่ี 2 หลักการออกแบบสภาวะการอบชบุ โลหะ
ด้วยความร้อน และหน่วยท่ี 3 การควบคุมและติดตามในกระบวนการอบชุบโลหะด้วย
ความร้อน ผจู้ ัดท�ำ หวงั วา่ หนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์ (e-book) ฉบบั น้ี จะเปน็ ประโยชนต์ ่อผ้อู ่าน
ไม่มากก็นอ้ ย ถา้ ผดิ พลาดประการใดผู้จดั ทำ�ขออภัยไว้ ณ ทนี่ ีด้ ้วย

กนกวรรณ ควรสนิท
ผู้จดั ท�ำ

2

หนวย 1 หนว ย 2 หนว ย 3

สารบัญ

เรื่อง หนา
หนว ยท่ี 1 ความปลอดภยั ในอุตสาหกรรมอบชุบโลหะดวยความรอ น 2
1.1 ความเส่ียงในกระบวนการทำงาน 2
1.2 สาเหตุ อบุ ัติเหตทุ ี่เกิดในระบบงาน 15
1.3 มาตรฐาน กฎหมาย ขอ กำหนดดานความปลอดภยั 20
แบบทดสอบหนว ยที่ 1 37
เฉลยแบบทดสอบหนวยท่ี 1 41
หนวยท่ี 2 หลักการออกแบบสภาวะการอบชบุ โลหะดวยความรอ น 42
2.1 กระบวนการชบุ โลหะดว ยวธิ ีเหน�ยวนำทางไฟฟา 42
2.2 กระบวนการอบชบุ โลหะทางความรอ นดวยเตา (Furnace) 64
2.3 กระบวนการอบชุบโลหะดว ยวธิ ีอินดกั ชั�น (Induction) 65
2.4 การอานและอธบิ ายแบบส�งั งานในการอบชุบโลหะดว ยความรอน 66
2.5 ขอ กำหนดของกระบวนการอบชบุ ทางความรอ น 71
2.6 การออกแบบเครื่องมือสำหรบั การทดสอบในระบวนการอบชุบ 74
แบบทดสอบหนว ยที่ 2 77
เฉลยแบบทดสอบหนว ยท่ี 2 81
หนวยที่ 3 การควบคมุ และตดิ ตามในกระบวนการอบชบุ โลหะดว ยความรอน 82
3.1 การควบคมุ กระบวนการอบชุบโลหะดว ยความรอน 82
3.2 วเิ คราะหแ ละแกป ญ หาทเ่ี กดิ ขน้ึ ในกระบวนการอบชบุ โลหะดว ยความรอ น 96
3.3 การประเมินผลกระบวนการอบชุบโลหะดว ยความรอน 122
แบบทดสอบหนวยที่ 3 126
เฉลยแบบทดสอบหนว ยที่ 3 129
แบบทดสอบหลังเรยี น 130
เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน 139
เอกสารอา งอิง 36, 76, 125

3

หนวย 1 หนว ย 2 หนวย 3

หนังสืออิเล็กทรอนกิ ส (e-book) เลม น้ี
ประกอบดว ย 3 หนวย

หหนว ย ความปลอดภยั ในอุตสาหกรรมอบชุบโลหะดว ยความรอ น

1

1.1 ความเสย่ี งในกระบวนการทำงาน
1.2 สาเหตุ อุบัติเหตทุ ่เี กิดในระบบงาน
1.3 มาตรฐาน กฎหมาย ขอกำหนดดา นความปลอดภยั
นว ย

2 หลักการออกแบบสภาวะการอบชบุ โลหะดว ยความรอน

ห 2.1 กระบวนการชบุ โลหะดว ยวธิ เี หน�ยวนำทางไฟฟา
2.2 กระบวนการอบชบุ โลหะทางความรอนดว ยเตา (Furnace)
2.3 กระบวนการอบชบุ โลหะดว ยวธิ อี ินดกั ชนั� (Induction)
2.4 การอานและอธิบายแบบสง�ั งานในการอบชุบโลหะดว ยความรอน
2.5 ขอกำหนดของกระบวนการอบชุบทางความรอน
นว ย 2.6 การออกแบบเคร่ืองมือสำหรบั การทดสอบในกระบวนการอบชบุ

3 การควบคมุ และตดิ ตามในกระบวนการอบชุบโลหะดวยความรอน

3.1 การควบคุมกระบวนการอบชบุ โลหะดว ยความรอ น
3.2 วเิ คราะหแ ละแกปญหาที่เกิดขน้ึ ในกระบวนการอบชุบโลหะดว ยความรอน
3.3 การประเมินผลกระบวนการอบชุบโลหะดว ยความรอน

1

หนว ย 1 หนวย 2 หนว ย 3

1.1 ความเสี่ยงในกระบวนการทำ�งาน

คนท�ำ งานท่ีไดร้ บั อนั ตรายจากการท�ำ งาน สว่ นใหญม่ กั ขาดความเอาใจใส่
ในเรื่องของสุขภาพความปลอดภัยทั้งในส่วนตัวคนงานเอง และสถานประกอบ
การที่ไม่มีนโยบายเร่ืองสุขภาพความปลอดภัย รวมถึงการขาดประสิทธิภาพใน
การตรวจสอบให้ความรู้ อุบตั เิ หตจุ ากการท�ำ งานสามารถแบ่งออกเปน็ 2 สาเหตุ
คือ

1. สาเหตจุ ากการปฏิบัติงานทไี่ ม่ปลอดภยั (Unsafe Act) เปน็ การกระทำ�
ท่ีไม่ปลอดภยั ของผปู้ ฏิบัตงิ านในขณะทำ�งาน ซึง่ อาจกอ่ ใหเ้ กดิ อุบัติเหตไุ ด้ เช่น
1.1 ความรู้เท่าไมถ่ งึ การณ์
มกั เกดิ กบั บคุ คลทเ่ี ขา้ ท�ำ งานใหม่ ๆ หรอื เขา้ ท�ำ งานกบั เครอื่ งมอื เครอื่ งจกั ร
ใหม่ โดยทไี่ มไ่ ดร้ บั ค�ำ อธบิ ายถงึ การปฏบิ ตั ิ และการท�ำ งานของเครอ่ื งมอื เครอ่ื งจกั ร
โดยละเอยี ด จงึ มกั จะทำ�ใหเ้ กดิ อบุ ตั เิ หตุขึน้ บอ่ ย ๆ
- การสอนเกีย่ วกบั ความปลอดภยั ยงั ไม่ดีพอ
- กฎความปลอดภัยไมม่ ผี ลบังคบั ใช้
- ไมไ่ ดว้ างแผนงานความปลอดภยั ไวเ้ ปน็ ส่วนหน่งึ ของงาน
- จุดอันตรายตา่ ง ๆ ไม่ได้ทำ�การแกไ้ ข
- อุปกรณค์ วามปลอดภัยไม่ไดจ้ ัดให้
- ขาดความรู้หรอื ไมไ่ ดต้ ระหนักในเรือ่ งความปลอดภัย
1.2 ความประมาท
- เกิดจากมคี วามเชอ่ื ม่ันมากเกินไป เนอื่ งจากทำ�งานมานาน
- การละเลยไมเ่ อาใจใสห่ รอื มีทศั นคติผดิ ๆ ในเรอ่ื งความปลอดภยั
- เครือ่ งปอ้ งกันอันตรายหรือเครอื่ งก้ันจัดไวใ้ ห้ แตไ่ ม่ใชห้ รือถอดออก
- ใช้เคร่ืองมือเครื่องใช้ไม่ถูกต้องกับลักษณะของงานที่ทำ� ถึงแม้ว่าจะมี
เครอ่ื งมอื ท่ีถูกต้องให้เลือกใช้ไดเ้ หมาะสมก็ตาม

2

หนว ย 1 หนวย 2 หนว ย 3

- ยกของด้วยวิธผี ิด ๆ จนน่าจะเกิดอนั ตราย
- อิรยิ าบทในการเคลือ่ นไหวนา่ จะเกิดอนั ตราย เช่น การเดิน การวงิ่ การก้าว การปนี ป่าย
- การหยอกล้อ หรือลอ้ เลน่ ในระหว่างการท�ำ งาน
1.3 สภาพรา่ งกายของบคุ คล
- ออ่ นเพลยี เน่ืองจากไม่สบายเป็นไขแ้ ล้วเข้าทำ�งานหนัก
- หูหนวก
- สายตาไม่ดี
- โรคหวั ใจ
- สภาพร่างกายไม่เหมาะกบั งาน
1.4 สภาพจติ ใจของบุคคล
- ขาดความความตงั้ ใจในการท�ำ งาน
- ขาดความสามารถในการควบคมุ อารมณ์ในขณะท�ำ งาน
- ต่ืนเต้นง่าย ขวัญอ่อน ตกใจงา่ ย
2. สภาพการท�ำ งานทไี่ ม่ปลอดภยั (Unsafe Condition) คอื สภาพแวดล้อมท่ีไมป่ ลอดภัย
โดยรอบตวั ของผปู้ ฏบิ ัตงิ านขณะท�ำ งาน ซ่ึงอาจเป็นสาเหตุของการเกิดอบุ ัตเิ หตุได้ เชน่
2.1 อุปกรณ์เครอ่ื งมือ เคร่อื งจักร มขี อ้ บกพร่องอาจเน่ืองจากสาเหตุ เชน่
- ใชเ้ ครื่องมอื ไม่ถูกขนาด
- ใชเ้ ครอื่ งมือท่ีสึกหรอช�ำ รดุ ท่ือ หรอื หัก
- ใช้เครอ่ื งมือที่ปราศจากด้ามหรอื ทจี่ ับท่ีเหมาะสม
- ไม่ใชเ้ ครอ่ื งป้องกนั อันตราย
- จบั ตัง้ งานไมไ่ ดข้ นาด และไม่ม่ันคง
- ละเลยตอ่ การบ�ำ รงุ รกั ษา เช่น น�้ำ มนั หล่อลืน่ ไม่เพียงพอ
2.2 สภาพของบรเิ วณปฏิบัตงิ านท่ีไมป่ ลอดภยั เช่น
- แสงสว่างไม่เพยี งพอ
- เสียงดังมากเกนิ ไป
- การระบายอากาศท่ีไม่เหมาะสม, ความสกปรก
- บรเิ วณท่ปี ฏิบตั งิ านคับแคบ

3

หนว ย 1 หนว ย 2 หนว ย 3

- มสี ารเคมี และเชอื้ เพลิง
- บรเิ วณพื้นทป่ี ฏบิ ตั ิงานล่ืน เน่อื งจากคราบน�ำ ม้ นั
- มีหลุมและส่งิ กีดขวางทางเดิน

รูปที่ 1.1 อบุ ัตเิ หตจุ ากการท�ำ งาน
(ท่ีมา : www.google.com)

การสูญเสียเนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุ

การทีเ่ กิดอบุ ัตเิ หตุขึ้นแต่ละครง้ั ย่อมหมายถงึ การสญู เสยี เกดิ ขน้ึ ทุกครั้ง ไดแ้ ก่
1. การสญู เสยี โดยตรง
- ไดร้ ับบาดเจ็บ พิการ หรอื ตาย และอาจทำ�ให้ผ้อู ่ืนไดร้ บั อันตรายด้วย
- ท�ำ ใหอ้ ปุ กรณ์ เครือ่ งมือ เคร่ืองจักร ตลอดจนทรัพย์สินอ่ืน ๆ ช�ำ รุดเสยี หาย
- การสญู เสยี ทค่ี ดิ เปน็ เงนิ ทนี่ ายจา้ งหรอื รฐั บาลตอ้ งจา่ ยโดยตรง ใหแ้ กผ่ ทู้ ่ีไดร้ บั อบุ ตั เิ หตจุ าก
การท�ำ งาน เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงนิ ทดแทนทีต่ อ้ งจ่ายโดยรฐั หรอื โรงงาน คา่ ทำ�ขวัญ
2. การสูญเสยี โดยทางออ้ ม
คือ การสูญเสียซึ่งมักจะคิดไม่ถึง หรือไม่ค่อยได้คิดว่าเป็นการสูญเสียเป็นลักษณะการสูญ
เสยี ทีแ่ ฝงอยู่ ไม่ปรากฏเดน่ ชดั เช่น
- สูญเสียแรงงานของลูกจ้างที่ได้รบั บาดเจ็บ จะตอ้ งใชเ้ วลาพกั ฟน้ื จนกว่าจะหาย
- สูญเสียเวลาของลูกจ้างคนอื่น ๆ ซึ่งหยุดทำ�งานในขณะเกิดอุบตั เิ หตุด้วยเหตุผลต่อไปนี้
ความอยากร้ ู อยากเหน็ เขา้ ไปมงุ ดซู กั ถามเหตกุ ารณด์ ว้ ยความเหน็ ใจลกู จา้ งผบู้ าดเจบ็ ตนื่ เตน้ หรอื
ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในการทำ�ปฐมพยาบาลหรอื น�ำ สง่ โรงพยาบาล

4

หนวย 1 หนว ย 2 หนว ย 3

- สูญเสยี เวลาของแพทย์หรอื พยาบาล หรอื เจ้าหนา้ ทอ่ี น่ื ๆ ในการปฐมพยาบาล
- ค่าใชจ้ ่ายในการซ่อมแซมเคร่ืองจักรกล เครอื่ งมอื
- ท�ำ ใหป้ รมิ าณผลผลติ ขาดหายไป ผลติ ใหผ้ ใู้ ชไ้ มท่ นั เวลา เงนิ รางวลั โบนสั ประจ�ำ ปลี ดนอ้ ยลงไป
- สญู เสยี ผลก�ำ ไรสว่ นหน่ึงไป เนอื่ งจากลกู จา้ งบาดเจ็บและเคร่อื งจักรหยดุ ท�ำ งาน
- ท�ำ ใหค้ นงานขวญั เสยี เกิดความกลัว ประสิทธิภาพการทำ�งานลดลง
- ครอบครวั ตอ้ งสญู เสียก�ำ ลงั หลัก กำ�ลังใจ สญู เสียรายได้

อันตรายจากสิ่งแวดล้อมในการทำ�งาน

การทำ�งานในชีวิตประจำ�วนั ของคนเราน้นั จะต้องสัมผสั ส่งิ แวดลอ้ มท่ีแตกต่างกันไป ท�ำ ให้
แตล่ ะคนไดร้ บั พษิ ภยั และการเกดิ โรคอนั เนอ่ื งมาจากการท�ำ งานแตกตา่ งกนั ไปตามสถานะภาพ ใน
หน้าที่การงานของแตล่ ะคน อันตรายจากส่ิงแวดล้อมในการทำ�งานพจิ ารณาไดด้ งั น้ี
- เสียงดัง คนทำ�งานโดยทั่วไปประมาณวันละ 8 ชั่วโมง จะรับระดับเสียงได้ไม่เกิน 90
เดซิเบล ถา้ ดงั เกนิ ไปจะท�ำ ให้หูตงึ และอาจหหู นวกได้
- แสงสวา่ ง แสงสวา่ งมากเกินไป อาทิ เชน่ จากเตาหลอม ไฟเช่อื ม ทำ�ใหต้ าฝา้ ตามวั และ
อาจบอดได้
- ความร้อน ถ้าไม่มีการป้องกันความร้อนที่ดีแล้วอาจได้รับอันตรายจากความร้อน เช่น
ท�ำ ใหอ้ ่อนเพลยี ไม่มแี รง หน้ามดื บ่อย ๆ และอาจเปน็ ลมสลบได้
- ความกดดัน อากาศในบรเิ วณปฏิบตั งิ านทีม่ คี วามกดดนั สงู กว่าปกติ จะท�ำ ใหเ้ กิดอาการ
ปวดหู อาจท�ำ ให้เย่อื หฉู กี ขาดและท�ำ ใหห้ ูหนวกในที่สดุ
- ความสั่นสะเทือน อาจทำ�ให้เน้ือเย่ืออ่อนของมือ เกิดอาการอักเสบลุกลามไปถึงกระดูก
ข้อมอื หรือท�ำ ให้กลา้ มเนอ้ื มือเปน็ อัมพาตหรือท�ำ ใหอ้ วยั ะบางสว่ นลีบได้
- สารเคมี ฝุ่น ไอ ควนั ละอองแก๊สของสารพิษสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางคอื โดยการ
หายใจ สารเคมีเมื่อเข้าไปถึงปอดจะถูกดูดซึมอย่างเร็วทำ�ให้เกิดโรคปอดได้ โดยการดูดซึมทาง
ผวิ หนงั ท�ำ ใหผ้ วิ หนงั เปน็ แผล เกดิ อาการเปน็ พษิ ตอ่ ระบบหมนุ เวยี นโลหติ ของรา่ งกาย และโดยการ
กนิ เขา้ ไป
- เครอื่ งปอ้ งกนั อนั ตรายส่วนบุคคล หมายถึง ส่งิ หนงึ่ สงิ่ ใดทีส่ วมใสล่ งบนอวยั วะส่วนใดส่วน
หน่งึ ของร่างกาย หรือหลาย ๆ ส่วนรวมกัน โดยมีวัตถุประสงคเ์ พ่ือปอ้ งกันอันตรายให้แกอ่ วยั วะ

5

หนว ย 1 หนวย 2 หนว ย 3

ส่วนนั้น ๆ ไม่ให้ต้องประสบกับอันตราย คือ เป็นการป้องกันอันตรายจากสภาพแวดล้อมใน
การทำ�งาน

การประเมินความเสี่ยง และความปลอดภัยในโรงงาน

ในปจั จบุ นั พบวา่ อบุ ตั เิ หตทุ เ่ี กดิ จากการท�ำ งานนนั้ มอี ตั ราทสี่ งู ขน้ึ ซงึ่ สาเหตทุ เี่ กดิ นน้ั มหี ลาย
ประการ ผปู้ ระกอบการหรอื เจา้ ของโรงงานอตุ สาหกรรมจะตอ้ งปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรหรอื มนี โยบายทช่ี ดั เจน
อย่างไรในการลดอุบัติเหตุอันเกิดจากการทำ�งานในสถานประกอบการ และให้ความเช่ือม่ันความ
ปลอดภัยในการทำ�งานแก่คนงาน การทำ�งานทมี่ คี วามปลอดภัยคือสภาพท่ีไมม่ ภี ยนั ตราย ดังน้ัน
ความปลอดภยั ในการท�ำ งานจงึ หมายถงึ การท�ำ งานทปี่ ราศจากอนั ตราย ไมเ่ สยี่ งตอ่ การเกดิ อบุ ตั เิ หตุ
กลา่ วคอื ไม่กอ่ ให้เกดิ สงิ่ ตา่ ง ๆ ได้แก่ การเจบ็ ปว่ ย หรือเปน็ โรค การบาดเจ็บ พกิ าร หรือตาย
ทรัพย์สินเสียหาย เสียเวลา ขบวนการผลิตหยุดชะงัก คนงานเสียขวัญและกำ�ลังใจในการทำ�งาน
กจิ การเสยี ชอ่ื เสยี ง ซง่ึ ทงั้ หมดนล้ี ว้ นแตเ่ ปน็ ผลเสยี ทง้ั สนิ้ การกดี กนั ทางการคา้ ระหวา่ งประเทศ ก็ได้
ยกเอาประเด็นเร่ืองความปลอดภัยในการทำ�งานมาเป็นเคร่ืองมือพิจารณาในการค้าขายระหว่าง
ประเทศ เนอ่ื งจากความปลอดภยั ในการท�ำ งานนนั้ เปน็ ปจั จยั พนื้ ฐานในการเพมิ่ ผลผลติ ทม่ี คี ณุ ภาพ
รฐั บาลจงึ สนบั สนนุ สง่ เสรมิ ใหผ้ ปู้ ระกอบการ เสรมิ สรา้ งประสทิ ธภิ าพการผลติ สนิ คา้ ทมี่ คี ณุ ภาพ โดย
เนน้ ใหส้ ถานประกอบการค�ำ นงึ ถงึ ความปลอดภยั ในการท�ำ งาน ไดม้ กี ารออกระเบยี บโดยกรมโรงงาน
อตุ สาหกรรม วา่ ด้วยหลกั เกณฑ์การชี้บง่ อนั ตราย การประเมนิ ความเสี่ยง และการจัดท�ำ แผนงาน
บรหิ ารความเสย่ี ง พ.ศ.2543 ขน้ึ เพ่ือให้ผปู้ ระกอบกจิ การโรงงาน หรอื ผู้ขอรบั ใบอนุญาตประกอบ
กจิ การโรงงาน หรอื ใบอนญุ าตขยายโรงงาน ตอ้ งจดั ท�ำ รายงานการวเิ คราะหค์ วามเสยี่ งจากอนั ตราย
ทีอ่ าจเกดิ จากการประกอบกจิ การโรงงาน โดยต้องท�ำ การศึกษา วเิ คราะห์ และทบทวนการด�ำ เนิน
งานเพอ่ื ชบ้ี ่งอนั ตราย ประเมินความเสย่ี ง และจดั ทำ�แผนงานการจัดการความเสยี่ ง

การประเมินความเสี่ยง

1. การชบี้ ่งอนั ตราย
คือการแจกแจงความเป็นอันตรายที่แอบแฝงอยู่ในสถานท่ีทำ�งานในการประกอบกิจกรรม
ทงั้ หมด ตงั้ แตก่ ารเกบ็ การขนถา่ ย การใชว้ ตั ถดุ บิ เชอ้ื เพลงิ สารเคมี ผลติ ภณั ฑ์ เครอื่ งจกั ร อปุ กรณ์
ท่ีใช้ ตลอดจนกระบวนการผลติ และข้นั ตอนวธิ ีปฏบิ ัติงาน ตอ้ งมีการชบ้ี ง่ โดยการทำ�
1.1 Checklist
เป็นวิธีที่ใช้ในการช้ีบ่งอันตราย โดยการนำ�แบบตรวจไปใช้ในการตรวจสอบการดำ�เนินงาน

6

หนว ย 1 หนวย 2 หนวย 3

ในโรงงาน เพอื่ คน้ หาอนั ตาย ซงึ่ แบบตรวจ ประกอบดว้ ยหวั ขอ้ ค�ำ ถามทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การด�ำ เนนิ งาน
ตา่ ง ๆ เพอ่ื ตรวจสอบว่าได้ปฏิบตั ิตามมาตรฐานการออกแบบ มาตรฐานการปฏบิ ตั ิงาน หรอื กฏ
หมาย เพอ่ื น�ำ ผลจากการตรวจสอบมาท�ำ การช้ีบ่งอันตราย
1.2 What-if Analysis
เปน็ กระบวนการในการศกึ ษา วเิ คราะห์ และทบทวนเพอื่ ชบ้ี ง่ อนั ตรายในการด�ำ เนนิ งานตา่ งๆ
ในโรงงานอตุ สาหกรรมโดยการใชค้ ำ�ถาม “จะเกิดอะไรขึ้น……ถ้า……..” (What if) และหาค�ำ ตอบ
ในคำ�ถามเหลา่ น้นั เพ่อื ช้ีบ่งอันตรายทอี่ าจเกดิ ข้ึนในการดำ�เนินงานในโรงงาน
1.3 HAZOP (Hazard and Operability Study)
เปน็ เทคนคิ การศกึ ษา วเิ คราะห์ และทบทวนเพอื่ ชบี้ ง่ อนั ตรายและคน้ หาปญั หาทอ่ี าจเกดิ ขนึ้
จากการด�ำ เนนิ งานในโรงงาน โดยการวิเคราะห์หาอันตรายและปัญหาของระบบตา่ งๆ ซง่ึ อาจเกดิ
จากความไมส่ มบรู ณ์ในการออกแบบทเี่ กดิ ขนึ้ โดยไมไ่ ดต้ งั้ ใจ ดว้ ยการตงั้ ค�ำ ถามทส่ี มมตสิ ถานการณ์
ของการผลิตในภาวะตา่ ง ๆ
1.4 Fault Tree Analysis
เป็นเทคนิคการชบี้ ง่ อันตรายท่เี นน้ ถึงอุบตั ิเหตุ หรืออุบัติภัยรา้ ยแรงทีเ่ กิดขึ้น หรือคาดวา่ จะ
เกดิ ขน้ึ เพอ่ื น�ำ ไปวเิ คราะหห์ าสาเหตขุ องการเกดิ เหตุ เปน็ เทคนคิ ในการคดิ ยอ้ นกลบั ทอี่ าศยั หลกั การ
ทางตรรกวิทยาในการใช้หลักการและเหตุผล เพ่ือวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุหรือ
อุบัตภิ ยั รา้ ยแรง โดยเริ่มวิเคราะห์จากการเกิดอบุ ัติเหตหุ รอื อบุ ัติภัยร้ายแรงทีเ่ กิดขน้ึ หรอื คาดว่าจะ
เกดิ ข้นึ เพ่ือพจิ ารณาหาเหตุการณแ์ รกทเ่ี กดิ ขนึ้ กอ่ น แลว้ น�ำ มาแจกแจงข้ันตอนการเกิดเหตุการณ์
ว่ามาจากเหตกุ ารณ์ยอ่ ยอะไรไดบ้ า้ ง และเหตุการณ์ย่อยเหลา่ นั้นเกดิ ขน้ึ ได้อย่างไร การส้ินสุดการ
วเิ คราะหเ์ มอ่ื พบวา่ สาเหตขุ องการเกดิ เหตกุ ารณย์ อ่ ยเปน็ ผลเนอื่ งจากความบกพรอ่ งของเครอื่ งจกั ร
อุปกรณ์ หรือความผิดพลาดจากการปฏบิ ตั งิ าน
1.5 FMEA (Failure Modes and Effects Analysis)
เป็นเทคนคิ การชี้บง่ อันตรายในการวเิ คราะห์ในรปู แบบความล้มเหลว และผลทีเ่ กดิ ข้นึ ซ่ึง
เป็นการตรวจสอบชน้ิ ส่วนเครอ่ื งจกั รอปุ กรณ์ ในแตล่ ะสว่ นของระบบแล้วน�ำ มาวเิ คราะหห์ าผลท่จี ะ
เกดิ ขนึ้ เม่ือเกิดความล้มเหลวของเครื่องจักรอปุ กรณ์
1.6 Event Tree Analysis
เป็นเทคนิคการชี้บ่งอันตรายเพอวิเคราะห์และประเมินผลกระทบท่ีจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง เม่ือ
เกดิ เหตกุ ารณแ์ รกขึน้ (initiating event) ซ่ึงเปน็ การคิดคาดการณล์ ่วงหน้าเพื่อวิเคราะห์หาผลสืบ
เนอ่ื งทจี่ ะเกดิ ขนึ้ เมอื่ เครอ่ื งจกั รอปุ กรณเ์ สยี หายหรอื คนท�ำ งานผดิ พลาด เพอื่ ใหท้ ราบสาเหตวุ า่ เกดิ

7

หนวย 1 หนว ย 2 หนวย 3

ขึ้นได้อย่างไร และมีโอกาสที่จะเกิดข้ึนมากน้อยเพียงใด รวมทั้งเป็นการตรวจสอบว่าระบบความ
ปลอดภัยทม่ี อี ย่มู ีปัญหาหรือไม่อยา่ งไร
2. การประเมินความเสยี่ ง
คอื การวิเคราะห์พิจารณาถงึ โอกาส และความรุนแรงของอันตรายทชี่ ี้บง่ ออกมาได้ ซึง่ อาจ
จะก่อใหเ้ กดิ เพลิงไหม้ การระเบิด การร่ัวไหลของสารเคมี การประเมนิ ความเส่ียงเปน็ การจัดระดับ
ของความเสยี่ ง วา่ เปน็ การเสย่ี งเลก็ นอ้ ย หรอื ความเสยี่ งทยี่ อมรบั ได้ ความเสยี่ งสงู หรอื ความเสยี่ ง
ท่ยี อมรบั ไม่ได้ เพอ่ื จะไดเ้ ป็นข้อมูลในการดำ�เนินงานควบคุมความเสยี่ ง การประเมินความเส่ยี งให้
ใช้หลักเกณฑพ์ ิจารณาดังน้ี
2.1 พิจารณาถึงโอกาสในการเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยจดั ระดับโอกาสเป็น 4 ระดับ คือ
การจัดระดับโอกาสในการเกิดเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ
ระดบั 1 มีโอกาสในการเกิดยาก เช่น ไม่เคยเกดิ เลยในชว่ งเวลาต้งั แต่ 10 ปขี นึ้ ไป
ระดับ 2 มีโอกาสในการเกดิ นอ้ ย เชน่ ความถ่ีในการเกดิ 1 ครง้ั ในช่วง 5-10ปี
ระดบั 3 มีโอกาสในการเกดิ ปานกลาง เชน่ ความถ่ีในการเกดิ 1 ครั้ง ในชว่ ง1-5 ปี
ระดบั 4 มโี อกาสในการเกดิ สงู เชน่ ความถ่ีในการเกิด มากกวา่ 1 คร้งั ใ1ปี
2.2 พจิ ารณาถงึ ความรนุ แรงของเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ วา่ จะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบที่เกิดต่อบคุ คล
ชุมชน ทรัพย์สนิ หรือสิง่ แวดลอ้ มมากน้อยเพยี งไร โดยจัดระดับความรนุ แรงเปน็ 4 ระดบั
การจดั ระดับความรนุ แรงของเหตุการณต์ า่ ง ๆ ทส่ี ่งผลกระทบต่อบุคคล
ระดับ 1 เล็กน้อย มกี ารบาดเจ็บเล็กนอ้ ยในระดบั ปฐมพยาบาล
ระดับ 2 ปานกลาง มีการบาดเจ็บท่ตี ้องไดร้ บั การรกั ษาทางการแพทย์
ระดับ 3 สูง มีการบาดเจ็บหรอื เจบ็ ป่วยทรี่ นุ แรง
ระดับ 4 สงู มาก ทพุ ลภาพหรือเสียชีวิต

8

หนว ย 1 หนว ย 2 หนว ย 3

การออกแบบเพื่อความปลอดภัย (Safe Design)

การออกแบบเพอื่ ความปลอดภยั (Safe Design) หมายถึง กระบวนการออกแบบที่มกี ารนำ�
เทคนิคในการแจกแจงอันตราย (Hazard Identification) และวธิ ีการประเมินความเส่ยี ง (Risk As-
sessment Methods) เขา้ มาใช้ต้งั แต่ในระยะแรกเร่มิ ของกระบวนการออกแบบ เพื่อที่จะขจดั หรอื
ลดความเส่ียงของการได้รับบาดเจ็บตลอดช่วงวงจรชีวิต (Lifecycle) ของผลิตภัณฑ์ท่ีได้ทำ�การ
ออกแบบ ซ่ึงจะคลอบคลุมถงึ การออกแบบทกุ ประเภท เช่น การออกแบบสาธารณูปโภค ฮารด์ แวร์
ระบบ อุปกรณ์ ผลติ ภัณฑ์ เครอ่ื งมือ วัสดุ การควบคมุ พลังงาน แผนผงั และรปู แบบการจัดวาง
เป็นตน้
โดยกระบวนการออกแบบเพ่ือความปลอดภยั จะเร่ิมตน้ ในชว่ งของแนวคิดและการวางแผนท่ี
มงุ่ เนน้ การสร้างทางเลอื กสำ�หรับการออกแบบ วสั ดุที่ใช้ และวธิ ีการผลติ หรอื การก่อสร้างเพ่ือท่จี ะ
เพ่ิมพูนความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ซ่ึงนักออกแบบจำ�เป็นต้องพิจารณาว่าจะทำ�อย่างไร จึงจะ
สามารถท�ำ ใหเ้ กดิ ความปลอดภัยในทุกชว่ งวงจรชวี ติ ผลิตภณั ฑ์ ตัวอย่าง เชน่
- การออกแบบเครอื่ งจักรท่มี ีเคร่ืองปอ้ งกัน (Protective Guarding) ท่สี ามารถทำ�งานไดอ้ ยา่ ง
ปลอดภัย ในขณะเดียวกันกต็ อ้ งมน่ั ใจไดว้ า่ เครือ่ งจักรน้สี ามารถถูกติดตัง้ บ�ำ รงุ รกั ษา และก�ำ จัดได้
อยา่ งปลอดภัยเชน่ เดยี วกนั
- การออกแบบอาคารทีม่ ีลฟิ ตส์ �ำ หรับโดยสาร ซึ่งรูปแบบของลิฟต์ควรที่จะมีทง้ั พ้ืนท่แี ละความ
ปลอดภัยเพียงพอต่อการใช้งาน นอกจากนี้บริเวณที่ติดต้ังลิฟต์ ก็ควรมีพื้นท่ีและความปลอดภัย
เพียงพอส�ำ หรบั การซอ่ มบำ�รุงเชน่ เดยี วกัน

แผนงานบริหารจัดการความเสี่ยง

คอื แผนงานลดความเสยี่ ง และแผนงานควบคมุ ความเสยี่ ง ซง่ึ ผปู้ ระกอบกจิ การโรงงานตอ้ ง
ดำ�เนินการจัดทำ�แผนงานเพ่ือกำ�หนดมาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ใน
การลดและควบคุมความเสี่ยงจากอันตรายท่ีอาจเกดิ จากการประกอบกิจการ ดงั ต่อไปนี้
1. หากผลการประเมนิ ความเสยี่ งของสงิ่ ทเี่ ปน็ ความเสยี่ งและอนั ตรายเปน็ ระดบั ความเสย่ี งทยี่ อมรบั
ไมไ่ ด้ ผปู้ ระกอบกิจการโรงงานต้องหยดุ ด�ำ เนนิ การทนั ที และทำ�การปรับปรุงแก้ไข เพ่ือลดความ
เสยี่ ง ก่อนดำ�เนนิ การตอ่ ไป โดยจัดทำ�แผนงานลดความเสยี่ ง และแผนงานควบคุมความเสยี่ ง
2. หากผลการประเมินความเสี่ยงของสิ่งที่เป็นความเสี่ยงและอันตราย เป็นระดับความเส่ียงสูง
ผปู้ ระกอบกจิ การโรงงานตอ้ งจดั ทำ�แผนงานลดความเส่ียง และแผนงานควบคมุ ความเสย่ี ง
3. หากผลการประเมนิ ความเสยี่ งของสง่ิ ทเ่ี ปน็ ความเสย่ี งและอนั ตราย เปน็ ระดบั ความเสย่ี งทยี่ อมรบั

9

หนว ย 1 หนว ย 2 หนวย 3

ได้ ผูป้ ระกอบกิจการโรงงานต้องจัดท�ำ แผนควบคุมความเสย่ี ง
4. แผนงานลดความเส่ียง เปน็ แผนงานปรบั ปรงุ แก้ไขการด�ำ เนินงานในเร่อื งตา่ งๆ ในการลดความ
เสยี่ งใหอ้ ยรู่ ะดบั ความเสย่ี งทยี่ อมรบั ได้ ซง่ึ ตอ้ งประกอบดว้ ยมาตรการ หรอื กจิ กรรมหรอื การด�ำ เนนิ
การเพ่ือลดความเสยี่ ง โดยระบรุ ายละเอยี ดของขน้ั ตอนการปฏิบตั ิ ผ้รู ับผดิ ชอบ ระยะเวลา ในการ
ด�ำ เนนิ งาน รวมทัง้ การตรวจตดิ ตามการดำ�เนินงาน
5. มาตรการหรอื กิจกรรมหรอื การดำ�เนินการเพอื่ ลดความเสย่ี ง ประกอบด้วย
5.1 มาตรการปอ้ งกนั และควบคมุ สาเหตุของการเกิดอนั ตราย
- ลดหรือกำ�จดั อนั ตรายด้วยวิธกี ารทางวศิ วกรรม
- กำ�หนดวิธีการทำ�งานหรอื การปฏิบตั งิ านตามข้ันตอนท่ีถูกต้อง
- กำ�หนดวิธีการทดสอบ ตรวจสอบ และการซ่อมบำ�รุงเคร่ืองจักรอุปกรณ์และระบบความ
ปลอดภัย
- ก�ำ หนดกระบวนการ วธิ กี าร หรอื ขน้ั ตอนส�ำ หรบั การเปลย่ี นแปลงกระบวนการผลติ วตั ถดุ บิ
เคร่อื งจักรอปุ กรณ์ โดยให้มกี ารพิจารณาทบทวนการช้ีบง่ อันตราย และการประเมินความเสีย่ งก่อน
เรมิ่ ดำ�เนินการ
- จัดใหม้ กี ารฝกึ อบรม
- จดั ใหม้ กี ารตรวจประเมนิ ความปลอดภยั
- ก�ำ หนดวิธีควบคมุ ใหม้ กี ารปฏิบัติตามข้อกำ�หนด
- จัดใหม้ กี ารทบทวนการชบี้ ง่ อนั ตราย และการประเมินความเส่ียง
- ด�ำ เนินการอ่นื ๆ เพอื่ ปอ้ งกันและควบคมุ การเกิดอนั ตราย
5.2 มาตรการระงับและฟ้ืนฟูเหตุการณ์ ได้แก่
- จดั ทำ�และจดั ใหม้ ีการซ้อมแผนฉุกเฉิน
- จดั ใหม้ กี ารสอบสวนอบุ ตั ิเหตแุ ละอบุ ัตกิ ารณ์
- จดั ใหม้ แี ผนฟืน้ ฟูโรงงาน ชุมชน และส่งิ แวดลอ้ ม ซ่ึงเป็นผลจากการช้ีบ่งอนั ตราย และ
การประเมนิ ความเส่ยี ง
6. แผนงานควบคุมความเส่ียง เป็นแผนงานในการควบคุม และตรวจสอบมาตรการป้องกันและ
ควบคมุ สาเหตขุ องการเกดิ อนั ตราย และมาตรการระงบั และฟนื้ ฟเู หตกุ ารณ์ ใหค้ งประสทิ ธภิ าพ และ
ประสิทธผิ ลในการปอ้ งกัน ลด และควบคมุ ความเส่ียง ซง่ึ เปน็ การควบคมุ และตรวจสอบการด�ำ เนิน
งานเพ่ือรักษาความเสยี่ งใหอ้ ยู่ในระดบั ทีย่ อมรบั ไดต้ ลอดเวลา ซง่ึ ประกอบดว้ ย

10

หนวย 1 หนวย 2 หนว ย 3

- มาตรการ หรอื กจิ กรรมหรอื การด�ำ เนนิ การเพอ่ื ลดความเสยี่ งหรอื ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ทิ เี่ ปน็
ความเสี่ยง

สถานการณ์เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
และแนวทางการวิเคราะห์สถานการณ์เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

การเกดิ อบุ ตั เิ หตุ อบุ ตั ภิ ยั จากการประกอบอาชพี เปน็ ความไมป่ ลอดภยั ทเ่ี กดิ จากสถานการณ์
เสยี่ งในการดำ�เนินชวี ติ ประจำ�วนั ซ่ึงเราสามารถแก้ไขหรือหาวธิ ปี ้องกันตอ่ สถานการณ์เสย่ี งนน้ั ๆได้
หากเรารู้สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ และช่วยกันขจัดสถานการณ์เส่ียง ท�ำ ให้เกิดความปลอดภัย
ในการท�ำ งาน การด�ำ เนนิ ชวี ติ ตอ่ ตนเองและบคุ คลอนื่ ๆในสงั คม สถานการณเ์ สยี่ งตอ่ การเกดิ อบุ ตั เิ หตุ
จากการประกอบอาชพี ในชมุ ชน
ความเสยี่ ง หมายถงึ ความนา่ จะเปน็ ของการเจบ็ ปว่ ย การบาดเจบ็ หรอื การสญู เสยี โดยค�ำ นวณ
ค่าความเส่ียงได้จากความน่าจะเป็น หรือโอกาสของการเกิดเหตุการณ์น้ันคูณกับความรุนแรงของ
ผลจากเหตกุ ารณด์ งั กลา่ ว ดงั นนั้ ความเสยี่ งจงึ หมายถงึ ผลลพั ธข์ องความนา่ จะเกดิ อนั ตรายและผล
จากอนั ตรายนั้นๆ
การคำ�นวณคา่ ความเสยี่ ง ตอ้ งทราบเกย่ี วกบั
1. ค่าโอกาสเสี่ยงของการเกิดเหตุการณ์ ซึ่งก่อใหเ้ กิดอุบตั ิเหตหุ รือคา่ ความน่าจะเป็นโดย
สามารถแบง่ โอกาสเสย่ี งออกเปน็ เกดิ บอ่ ยครั้ง เกิดบางครง้ั เกิดนานๆครั้ง และไม่เคยเกดิ หรือ
อาจแบ่งคา่ โอกาสเส่ียงหรอื คา่ ความนา่ จะเป็นออกเป็น 4 ระดบั ดังนี้
ระดบั ที่ 1=0.25 ระดับท่ี 2=0.50 ระดบั ท่ี 3=0.75 ระดับที่ 4=1.00
2. ค่าความรนุ แรง มกี ารวัดออกมาเปน็ จ�ำ นวนคนท่คี าดว่าอาจไดร้ ับการบาดเจบ็ จาก
เหตุการณ์นั้น โดยแบง่ ระดบั ความรุนแรงออกเปน็ 4 ระดับ ได้แก่ ระดบั 1 ถึง 4

ในการประกอบอาชพี ความปลอดภยั เปน็ สงิ่ ทบ่ี คุ คล
ตอ้ งการ นน่ั คอื การทอ่ี บุ ตั เิ หตเุ ปน็ ศนู ย์ เพราะจะท�ำ ใหก้ าร
ท�ำ งานเปน็ ไปอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ มผี ลผลติ สงู ดงั นน้ั การ
วิเคราะห์สถานการณ์เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจึงเป็นส่ิง
จำ�เป็น เพ่อื หาทางกำ�จดั หรือลดสถานการณเ์ สีย่ งกอ่ นเกิด
อุบัติเหตุและความสูญเสียท่ีจะเกิดขึ้น เนื่องจากโรงงาน
อุตสาหกรรมมคี วามเสย่ี งสงู มากกว่ากรณอี น่ื ๆ

11

หนวย 1 หนวย 2 หนวย 3

สถานการณ์เสี่ยง

สถานการณ์เสี่ยง คือ สภาพของงานท่ีไมป่ ลอดภยั ท�ำ ใหผ้ ปู้ ฏิบัติงานเกดิ อุบตั เิ หตุ ได้รับบาดเจบ็
และเสียชีวิต ดงั ตัวอย่างสถานการณ์เสยี่ งต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการประกอบอาชีพ ดงั นี้
1. ใชเ้ ครอ่ื งจักรที่ไม่มีอปุ กรณค์ วามปลอดภัย
2. การแต่งกายของคนงานไมเ่ หมาะสมกับลักษณะของงานทปี่ ฏบิ ัติ
3. ขาดอุปกรณ์ปอ้ งกันอันตรายส่วนบคุ คล หรอื พนกั งานไม่ใชอ้ ปุ กรณป์ ้องกนั เนือ่ งจากไม่
ถนดั ไม่สะดวกหรือไม่เคยชิน
4. การระบายอากาศไมด่ พี อหรอื ขาดการระบายอากาศ
5. ระบบความปลอดภยั ไมม่ ีประสทิ ธภิ าพ
6. ขาดการบ�ำ รงุ รักษาเครอ่ื งจกั ร ทำ�ให้เสื่อมสภาพ ไมพ่ ร้อมใช้งาน หรือชำ�รุดแล้วยงั ไม่ได้
ซ่อมแซม
7.การจัดเกบ็ สารท่ีเป็นอันตรายไมถ่ ูกต้อง ไมถ่ ูกที่
8. มเี สยี งดงั เกินมาตรฐาน
9. แสงสว่างไม่เพียงพอ
10. ฝนุ่ ละอองเกนิ มาตรฐาน

การประเมินความเสี่ยง

การประเมนิ ความเสย่ี ง เปน็ เครอื่ งมอื ในระบบความปลอดภยั ทจี่ ะบง่ ชถ้ี งึ อนั ตรายตา่ งๆเพอื่
จักทำ�แผนบรหิ ารจัดการความเสย่ี ง โดยใชแ้ บบตรวจสอบ เพ่ือหาแนวโน้มอนั ตรายในการทำ�งาน
และอุปกรณ์การทำ�งาน
การประเมินความเส่ียง ควรทำ�การวิเคราะห์สถานการณ์เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ การ
วิเคราะหค์ วามเสี่ยงของอุบัตเิ หตุ โดยการวเิ คราะหส์ ถานการณ์เสยี่ งเป็นการตรวจสอบสถานการณ์
เสย่ี งของอุบตั เิ หตใุ นชุมชน วา่ มปี ัญหาอุบัติเหตดุ ้านใดที่ยังไมด่ ำ�เนินการแกไ้ ข และมคี วามเป็นไป
ไดใ้ นการจดั ท�ำ โครงการเพอ่ื แกไ้ ขปญั หาหรอื ไม่ ตอ้ งใชท้ รพั ยากรมากนอ้ ยเพยี งใด แลว้ น�ำ มาก�ำ หนด
เปน็ แผนปฏบิ ัตกิ ารตามล�ำ ดบั ขัน้ ตอน ดงั นี้
1. การสำ�รวจสถานการณเ์ สย่ี ง
2. การประเมินปัญหา นโยบาย และทรพั ยากรของชมุ ชน
- เพื่อประเมินปญั หาอุบัติเหตุ และเก็บรวบรวมข้อมูล

12

หนวย 1 หนวย 2 หนวย 3

- เพื่อประเมนิ นโยบายและกฎหมาย เพือ่ ทบทวนการวเิ คราะห์อบุ ัตเิ หตุ
3. ศกึ ษาขอ้ มลู สถิติการเกดิ อบุ ตั เิ หตโุ ดยแยดกอบุ ตั ิเหตุ เช่น การจัดอบุ ตั ิเหตุจากการลม้ ใน
พนื้ ระดบั ราบ การชนกระแทกวสั ดแุ ลว้ ลม้ การบาดเจบ็ จากการถกู กระแทกใหอ้ ยู่ในอบุ ตั เิ หตปุ ระเภท
เดยี วกนั เปน็ ตน้
4. ศึกษาสถานทีท่ เี่ กิดการบาดเจบ็ เชน่ อาคารโรงงาน ห้องโถง ห้องเครอื่ ง เป็นตน้
5. ประเมนิ สรปุ ความเสย่ี ง สถานการณเ์ สยี่ งทอี่ าจเกดิ อบุ ตั เิ หตุ พรอ้ มเสนอแนวทางปอ้ งกนั
แก้ไขอบุ ัติเหตนุ ัน้ ๆ

การป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจากการประกอบอาชีพ

อุบัติเหตุ (Accident) เปน็ เหตกุ ารณท์ ี่ไมพ่ งึ ประสงคซ์ ่ึงเกิดขน้ึ โดยไม่มแี ผนไวล้ ว่ งหนา้ หรือ
ไมม่ ีเจตนาท่จี ะท�ำ ให้เกิดขึน้ หรือขาดการควบคมุ แต่เมอ่ื เกิดแลว้ กอ่ ให้เกดิ ความสญู เสยี อย่างใด
อยา่ งหน่ึงหรือหลายๆอย่างรวมกัน ทัง้ ตอ่ คน ทรัพยส์ ิน หรอื สภาพแวดลอ้ ม เชน่ การเสยี ชวี ติ การ
บาตเจ็บ การเจบ็ ปว่ ย ความเสยี หายต่อทรัพยส์ ิน ผลกระทบต่อสภาพแวดลอ้ ม และต่อสาธารณชน
เป็นตน้
เหตุการณ์เกอื บเกดิ อุบตั เิ หตุ (Near miss) เปน็ เหตกุ ารณ์ไม่พงึ ประสงค์ ซึง่ เกิดขนึ้ โดยไม่มี
การวางแผนไวล้ ว่ งหนา้ ไมม่ เี จตนาทจ่ี ะท�ำ ใหเ้ กดิ ขนึ้ แตผ่ ลของเหตกุ ารณด์ งั กลา่ วไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ ความ
สญู เสยี เพยี งแต่ท�ำ ใหต้ กใจหรอื หวาดเสียว
อุบัติการณ์ (Incident) คือเหตกุ ารณ์ที่ไม่ต้องการใหเ้ กดิ ขน้ึ เม่ือเกิดแล้วอาจท�ำ ให้เกดิ ความ
สูญเสยี หมายรวมถงึ เหตกุ ารณ์ที่เปน็ ท้ังอุบตั เิ หตุและเหตุการณ์เกือบเกิดอุบตั เิ หตุ
1. อบุ ัตเิ หตจุ ากการท�ำ งาน
อบุ ัตเิ หตุจากการท�ำ งาน (Occupational Accidents) เป็นอุบตั ิเหตุทีเ่ กิดขนึ้ ในขณะทำ�งาน
ท�ำ ให้เกดิ ความสูญเสยี ตอ่ ชีวิตและทรพั ย์สนิ ซง่ึ อุบัติเหตสุ ่วนใหญ่มสี าเหตดุ งั น้ี
1.1 การกระท�ำ ท่ีไม่ปลอดภัย เช่น ไม่ปฏิบัติตามกฏความปลอดภยั ในการท�ำ งาน ไมส่ วม
อปุ กรณป์ อ้ งกนั อนั ตราย เชน่ หนา้ กากนริ ภยั ถงุ มอื ปอ้ งกนั สารละลาย ทอี่ ดุ หู ทค่ี รอบหเู พอื่ ปอ้ งกนั
เสยี ง แว่นกรองแสง หมวกแขง็ ตาข่ายครอบผม รองเท้ายาง เปน็ ต้น สวมใสเ่ ครือ่ งแตง่ กายไม่
เหมาะสม ทำ�การถอดอุปกรณค์ วามปลอดภยั ออก การหยอกลอ้ กันขณะทำ�งาน เป็นต้น
1.2 สภาพการท�ำ งานที่ไม่ปลอดภัย
1.2.1 ลักษณะงานท่ีไมป่ ลอดภยั ไดแ้ ก่ งานก่อสรา้ งอาคาร ซง่ึ มีโอกาสเสี่ยงต่อ
การพลดั ตกจากทสี่ งู วสั ดตุ กใส่ การพงั ของนงั่ รา้ น เปน็ ตน้ และงานในโรงงานอตุ สาหกรรม มโี อกาส

13

หนว ย 1 หนว ย 2 หนว ย 3

เสยี่ งต่อสารพิษจากวัตถุดบิ เครื่องจักร เปน็ ต้น
1.2.2 สิ่งแวดลอ้ มในการท�ำ งานไม่ปลอดภยั เชน่ แสงที่จ้าหรอื มวั เกินไป เสียงดัง
มากเกนิ ไป ฝนุ่ ควนั มาก มคี วามสน่ั สะเทอื น สภาพเครอื่ งจกั รทเ่ี กา่ และขาดการบ�ำ รงุ รกั ษา เปน็ ตน้
2. แนวทางป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาอบุ ัติเหตุ อบุ ตั ิภยั
2.1 เปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังอุบัติเหตุและตรวจสอบระบบการ
ป้องกนั อุบตั เิ หตใุ นโรงงานอุตสาหกรรม
2.2 โรงงานอุตสาหกรรมได้สร้างอาคารถูกต้องตามหลักวิศวกรรม รวมถึงมีการออกแบบ
และตดิ ต้ังเครือ่ งจกั รและอปุ กรณป์ ้องกันความปลอดภยั อยา่ งเหมาะสม
2.3 มกี ารก�ำ หนดมาตรฐานความปลอดภยั กฎระเบยี บและหลกั ความปลอดภยั ในการท�ำ งาน
2.4 รณรงค์ให้นายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการ ตระหนักถึงความสำ�คัญของการ
ป้องกันอุบัติเหตุ ให้มีความรู้และมีทักษะในการป้องกันอุบัติเหตุ อุบัติภัย และโรคท่ีเกิดจากการ
ท�ำ งาน
2.5 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ดูแลความปลอดภัยให้คำ�ปรึกษากับนายจ้าง ตรวจตรา
สถานการณ์และความเสี่ยงในการทำ�งาน และแนะนำ�ลูกจ้างและแนะนำ�ลูกจ้างในการดูแลตนเอง
ขณะทำ�งานไม่ให้เกดิ อบุ ัติเหตุหรือปอ้ งกันไม่ให้เป็นโรคจากการท�ำ งาน
2.6 มกี ารด�ำ เนนิ งานตามมาตรฐานสากลทางดา้ นความปลอดภยั อนกุ รมมาตรฐานคณุ ภาพ
(ISO 9000) อนกุ รมมาตรฐานการจดั การระบบอาชีวอนามัยความปลอดภยั (มอก. 18000)

วีดีโอ เรื่อง ความปลอดภัยในการทำ�งาน
กับเครื่องมือ เครื่องจักรกล

14

หนวย 1 หนว ย 2 หนวย 3

1.2 สาเหตุ อุบัติเหตุที่เกิดในระบบงาน

การวิเคราะห์รายงานและสถิติที่เกี่ยวข้องกับความ
ปลอดภัย

รปู ที่ 1.2 ปา้ ยสถติ ิความปลอดภยั
(ทม่ี า : http://www.tasgd.com/15-tas_sing_s.htm)

วธิ กี ารใชป้ ้ายสถติ ิ
1. ตอ้ งตั้ง “เปา้ หมาย” (2) เป็นอนั ดับแรก โดยใสช่ ุดตวั เลขตามจ�ำ นวนวนั
ท่ีคาดว่าจะไม่เกิดอุบตั ิเหตถุ งึ ขัน้ หยุดงานเลย เชน่ เราตง้ั ไวท้ ่ี 365 วัน การ
ตั้งจำ�นวนวันขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์แต่ละหน่วยงานก็อาจแตกต่างกันไปตาม
ความเหมาะสมของแต่ละทสี่ ามารถกำ�หนดขึน้ มาได้
2. เราจะเรม่ิ นบั วันที่ขึน้ ปา้ ยเป็นวันแรก โดยจะใส่ชดุ ตวั เลขทีช่ ่อง “เราเคย
ท�ำ งานมาแลว้ ” (3) ตงั้ แต่เลข 1 จนถงึ 365 ตาม “เปา้ หมาย” ที่ตงั้ ไว้จนกว่า
จะเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงาน ถ้าเกิดอุบัติเหตุคนบาดเจ็บยังทำ�งานต่อไป
ได้ก็ไมจ่ �ำ เปน็ ต้องขนึ้ ปา้ ย
3. ถา้ เกดิ อบุ ตั เิ หตถุ งึ ขน้ั หยดุ งานใหใ้ สช่ ดุ ตวั เลขและชดุ เดอื นท่ี “เกดิ อบุ ตั เิ หตุ
คร้งั สดุ ทา้ ยเม่อื ” (1) เชน่ 12 ม.ค. 53 จนกวา่ จะเกดิ อบุ ตั ิเหตุถึงขนั้ หยุดงาน
ครง้ั ตอ่ ไป โดยเราจะเร่ิมนับ “เราเคยทำ�งานมาแล้ว” (3) เริม่ นับเปน็ 1 ใหม่
เสมอทมี่ ีการเกดิ อบุ ตั ิเหตุ

15

หนว ย 1 หนวย 2 หนว ย 3

4. เราจะท�ำ การบนั ทกึ “เราเคยมจี �ำ นวนวนั สงู สดุ ที่ไมม่ อี บุ ตั เิ หตถุ งึ ขน้ั หยดุ งาน”(4) ตามแบบตวั เลข
“เราเคยทำ�งานมาแล้ว” (3) โดยจะเลือกตวั เลขที่สงู สุด เชน่ เกิดอุบัติเหตคุ ร้ังที่ 1 จ�ำ นวน 31 วนั
ครง้ั ที่ 2 จ�ำ นวน 100 วัน ใหใ้ ส่ 100 วัน ทชี่ ่อง (4)
5. เราจะท�ำ การเปลย่ี น “ปรบั ปรงุ ณ วนั ท”ี่ ซง่ึ เปน็ วนั ทป่ี ัจจุบนั ท่ที �ำ การบนั ทกึ และ “เราเคยท�ำ งาน
มาแล้ว” เปลี่ยนชดุ ตัวเลขนบั ข้นึ ทุกวันจนกว่าจะเกดิ อุบัตเิ หตแุ ล้วจงึ นับใหม่ทุกครัง้ ซงึ่ การเปล่ียน
ของแต่ละวนั ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแตล่ ะหน่วยงาน

หลักการทางวิศวกรรมเพื่อวิเคราะห์สาเหตุของอุบัติเหตุ

ทฤษฎีโดมิโน

ทฤษฎีโดมิโนของการเกดิ อุบัติเหตุ คิดค้นโดย H.W. Heinrich ตามทฤษฎกี ลา่ วว่า การบาด
เจ็บ และความเสียหายต่างๆ เป็นผลสืบเนื่องมาจากอุบัติเหตุ ซ่ึงมีสาเหตุมาจากการกระทำ�หรือ
สภาพการณ์ท่ีไม่ปลอดภัย โดยเปรยี บไดก้ ับตัวโดมโิ นท่ีเรียงกันอยู่ 5 ตัว ใกล้กัน เมือ่ ตวั ท่ีหนง่ึ ล้ม
ตัวโดมิโนท่อี ยูถ่ ัดไปก็จะล้มตามไปดว้ ย ตวั โดมิโนทง้ั หา้ ตัว มดี งั น้ี
1. ภมู ิหลงั หรือสภาพแวดล้อมทางสงั คม (Social Environment or Background)
2. ความบกพร่องของบุคคล (Defects of Person)
3. การกระท�ำ และ/หรอื สภาพการณท์ ่ีไมป่ ลอดภยั (UnsafeActs/UnsafeConditions)
4. อุบัตเิ หตุ (Accident)
5. การบาดเจบ็ หรอื ความสูญเสีย (Injury/Damages)
โดมิโนทั้งห้าตวั แสดงใหเ้ ห็นว่าภูมิหลงั หรอื สภาพแวดลอ้ มทางสังคมของบุคคล เช่น สภาพ
ครอบครวั ฐานะความเปน็ อยู่ การศกึ ษา มผี ลตอ่ ความบกพรอ่ งผดิ ปกตขิ องบคุ คลนนั้ หรอื มที ศั นคติ
ต่อความปลอดภัยไม่ถูกต้อง ซึ่งจะก่อให้เกิดการกระทําและ/หรือสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัยทําให้
เกดิ อุบัตเิ หตุ และผลที่ตามมาก็คอื การบาดเจ็บหรือความสูญเสียการปอ้ งกนอบุ ตั ิเหตตุ ามทฤษฎี
โดมโิ น หรอื ทฤษฎ“ี ลกู โซข่ องอบุ ตั เิ หต”ุ (Accident Chain) นน่ั กค็ อื การตดั ลกู โซอ่ บุ ตั เิ หตซุ งึ่ เปน็ การ
ไม่ใหล้ ูกโซอ่ ุบัติเหตลุ ้มลง (โดมโิ นตัวท4่ี ) โดยกาจัดการ กระทําและ/ หรอื สภาพการณท์ ่ีไม่เหมาะ
สมออกไป (โดมโิ นตัวท3ี่ ) การบาดเจ็บหรอื ความสญู เสยี ก็จะไม่เกดิ ข้นึ สาํ หรบั ภูมิหลงั หรือสภาพ
แวดลอ้ มทางสงั คมของบุคคล (โดมโิ นตวั ท่1ี )

16

หนวย 1 หนวย 2 หนว ย 3

รปู ท่ี 1.3 ภาพโดมิโนทง้ั หา้ ตวั
(ทมี่ า : www.google.com)

ทฤษฎีมูลเหตุเชิงซ้อน (Multiple Causation Theory)

ถึงแม้ทฤษฎีโดมิโนของ (Heinrich) จะใช้ป้องกันแก้ไขการเกิดอุบัติเหตุได้แต่ความถี่และ
ความรนุ แรงยังไมเ่ ปน็ ศนู ย์ การมองอุบัติเหตยุ งั ไมค่ รอบคลมุ ลึกลงไปถึงสาเหตุท่ีแทจ้ รงิ ต่างๆ จงึ
ทำ�ได้เพียงแก้ไขสภาพการกระทำ�ของคน ดังน้ันจึงมีการเสนอทฤษฎีมูลเหตุเชิงซ้อนของ แดน
ปีเตอร์สัน (Dan Peterson) 1971 จากหนังสือเรียนเทคนิคของการจัดการความปลอดภัย
(Technique of safety Management) ซง่ึ กลา่ วไว้วา่ อบุ ัติเหตยุ ่อมเกิดขน้ึ ไดจ้ ากเหตุต่างๆ หลาย
อยา่ งซง่ึ อยเู่ บอ้ื งหลงั และสาเหตตุ า่ งๆ เหลา่ นน้ั รวมกนั มากเขา้ ยอ่ มท�ำ ใหเ้ กดิ อบุ ตั เิ หตไุ ด้ นอกจาก
นน้ั ยังไดเ้ สนอวา่ ไมค่ วรแกไ้ ขสภาพและการกระท�ำ ท่ีไม่ปลอดภัยเทา่ นั้น จะต้องคิดแก้ไขเบอ้ื งหลัง
ของสงิ่ เหลา่ นนั้ นอกจากนน้ั ยงั แสดงใหเ้ หน็ วา่ สภาพและการกระท�ำ เปน็ เพยี งอาการทป่ี รากฏใหเ้ หน็
ได้จากความบกพร่องของระบบการทำ�งาน แต่ความบกพร่องหรือสาเหตุท่ีแท้จริงท่ีทำ�ให้เกิด
อุบัติเหตุ คือ การบริหารและการจัดการ ตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุเกิดจากการตกบันไดของอาคาร
เรียนท่ีโรงเรียน หากเป็นการสอบสวนอุบัติเหตุตามแนวของทฤษฎีโดมิโนก็คือการกระทำ�ที่
ไมป่ ลอดภยั คอื การใชบ้ ันไดทม่ี ขี นั้ บันไดชำ�รดุ สภาพไม่ปลอดภัย คอื บันไดทม่ี ขี ั้นชำ�รุด ขอ้ เสนอ
แนะในการแกไ้ ข คือ ก�ำ จัดบันไดขั้นช�ำ รดุ ไมน่ �ำ มาใชอ้ กี แต่ถ้าเป็นทฤษฎีมลู เหตุเชงิ ซ้อน อาจมี
การวิเคราะหส์ าเหตขุ องอุบตั เิ หตโุ ดยใช้ “ค�ำ ถาม”
1. ทำ�ไมไมม่ กี ารตรวจบนั ไดทช่ี �ำ รุดในขณะทมี่ กี ารตรวจปกติ
2. ท�ำ ไมยังปลอ่ ยใหม้ กี ารใชบ้ ันใดน้ี
3. คนทตี่ กบันไดหรอื ผทู้ ่ีได้รบั อุบัตเิ หตนุ น้ั รู้หรอื ไม่วา่ เขาไม่ควรใช้บันไดนี้

17

หนวย 1 หนวย 2 หนวย 3

4. มีการจดั การอบรมเรือ่ งความปลอดภัยหรือไม่
5. ผู้เก่ียวข้องยงั คงไม่ใชบ้ นั ไดน้นั อีกหรือไม่
6. ผู้ควบคุมดูแลการทำ�งานได้มีการตรวจสภาพแวดล้อมก่อนลงมือทำ�งานหรือไม่
เมื่อได้มีการพิจารณา
อุบัติเหตุท่ีเกิดขึ้นทำ�ให้ทราบถึงความบกพร่องต่างๆ ท่ีทำ�ให้เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุนั้น
แลว้ ควรสรปุ ว่าควรแกไ้ ขดังนี้
1. ควรปรับปรุงการตรวจความปลอดภัย
2. ควรปรบั ปรงุ การฝึกอบรมผ้ปู ฏิบตั งิ าน
3. ควรก�ำ หนดงานความรับผดิ ชอบใหช้ ัดเจน
4. ควรมกี ารวางแผน การนิเทศการควบคุมการท�ำ งาน
โดยสรุปทฤษฎมี ีมูลเหตุเชงิ ซอ้ นนี้เน้นการปอ้ งกนั อบุ ตั ิเหตโุ ดยการบรหิ ารจดั การโดยจัดใหม้ ี
องค์กรความปลอดภัย

หลักการ 3E ในการป้องกันควบคุมอันตราย

หลกั การ 3E ในการป้องกนั อนั ตราย ประกอบด้วย Engineering Education และ Enforce-
ment ดังนี้
1. Engineering คอื การใชค้ วามร้ดู ้านวิศวกรรม โดยการออกแบบหรอื การคำ�นวณดา้ นวิศวกรรม
มาป้องกันอนั ตรายทีอ่ าจจะเกิดขน้ึ เช่น การออกแบบเครอ่ื งมือเครอื่ งจักร กระบวนการผลิตใหเ้ กิด
ความปลอดภยั การตดิ ตั้งการ์ดนิรภยั การวางผังโรงงาน เป็นตน้
2. Education คือ การใหค้ วามร้คู วามเขา้ ใจเก่ยี วกับการป้องกนั อันตราย โรค และอบุ ตั ิเหตทุ อ่ี าจ
จะเกดิ ขนึ้ โดยการใหค้ วามรู้ การฝกึ อบรม การฝกึ ปฏบิ ตั ิ การสอนความปลอดภยั เฉพาะดา้ น เปน็ ตน้
3. Enforcement คือ การออกกฎหรือออกมาตรการควบคมุ ให้ผู้ปฏบิ ตั ิงาน ปฏบิ ตั ติ ามข้อกำ�หนด
หรือระเบียบท่ีได้กำ�หนดไว้ ถ้าฝ่าฝืนตอ้ งมีการลงโทษ

การควบคุมอันตราย (Control of Hazards)

วิธีการควบคุมอันตรายต่อสุขภาพจากสงิ่ แวดลอ้ มการท�ำ งาน แบ่งไดเ้ ป็น 3 ประเภท
1. การควบคมุ ทางวศิ วกรรม (Engineeringcontrols) เปน็ การควบคมุ อนั ตรายโดยเรม่ิ ตน้ ตง้ั แตก่ าร
ออกแบบหรือโดยการประยกุ ต์ใชว้ ิธกี ารควบคุม การใช้สารอนื่ ทดแทนสารพษิ การออกแบบระบบ

18

หนว ย 1 หนว ย 2 หนวย 3

ปิดหรอื ระบบระบายอากาศ การควบคมุ ทางวศิ วกรรมเป็นวธิ ีแรกท่ีควรจะพจิ ารณาน�ำ ไปใช้
2. การควบคุมทางการบรหิ ารจดั การ (Administrative control) เปน็ วิธีการควบคมุ อันตรายทจ่ี ะลด
การได้รบั สมั ผสั สารอนั ตราย โดยการจัดเวลาการท�ำ งานในบรเิ วณที่มีสารอันตรายให้นอ้ ยลง เช่น
จัดให้ทำ�งานกับความร้อนในช่วงเช้าหรือเย็น การฝึกอบรมคนงานเพื่อช่วยให้คนงานลดการได้รับ
สารอันตรายหรอื สารเคมจี ากการท�ำ งาน
3. อุปกรณป์ ้องกนั สว่ นบุคคล (Personal Protective Equipment, PPE) อปุ กรณป์ ้องกันสว่ นบคุ คล
หรอื เรยี กสน้ั ๆวา่ PPE เปน็ อปุ กรณท์ ม่ี ไี วใ้ หผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านสวมใสเ่ ปน็ ปราการดา่ นสดุ ทา้ ย เพอื่ ปอ้ งกนั
การเกดิ อบุ ตั เิ หตทุ อ่ี าจเกดิ ขนึ้ ในพนื้ ที่ ทม่ี คี วามเสยี่ ง เพอ่ื ลดความสญู เสยี หรอื ลดความรนุ เเรงอบุ ตั ิ
เหตุ อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลมีหลายชนิด ซึ่งจะข้ึนอยู่กับประเภทของงานและความเสี่ยงท่ี
คาดวา่ จะเกิดกบั ผูป้ ฏิบัตงิ าน

19

หนวย 1 หนว ย 2 หนว ย 3

1.3 มาตรฐาน กฎหมาย ข้อกำ�หนดด้าน
ความ ปลอดภัย

มาตรฐาน4 หมวด เกยี่ วกบั ความปลอดภยั ในการท�ำ งานในโรงงานอตุ สาหกรรม

หมวด 1 มาตรฐานด้านความร้อน

- ความรอ้ นภายในสถานทปี่ ระกอบการไมค่ วรมสี ภาพอณุ หภมู ทิ ส่ี งู จนสง่
ผลให้อณุ หภมู ิภายในร่างกายของลูกจ้างมคี ่าสงู เกิน 38 องศาเซลเซียส
- นายจ้างควรพจิ ารณาใหม้ กี ารจดั เตรยี มเครอ่ื งมือสำ�หรบั ปอ้ งกนั ความ
ร้อนให้แก่ลูกจ้าง รวมท้ังควรจัดหามาตรการที่จะสามารถดำ�เนินการปรับปรุง
แก้ไขเพอื่ ลดอุณหภูมคิ วามรอ้ นไดอ้ ย่างทนั ทว่ งที ในกรณที เี่ กดิ เหตกุ ารณ์ความ
ร้อนภายในสถานประกอบการ มีสภาพอุณหภูมิสูงจนส่งผลให้อุณหภูมิภายใน
ร่างกายของลูกจ้างมีค่าสูงเกนิ 38 องศาเซลเซยี ส
- ในกรณีท่ีเกิดเหตุการณ์ความร้อนภายในสถานประกอบการ มีสภาพ
อณุ หภมู ิสูงจนส่งผลให้อุณหภูมภิ ายในร่างกายของลูกจา้ งมคี า่ สูงเกิน 38 องศา
เซลเซียส นายจ้างต้องทำ�การจัดให้ลูกจ้างได้หยุดพักช่ัวคราว เพ่ือรักษาตัวให้
สภาพร่างกายรวมทัง้ อณุ หภมู ิภายในร่างกายกลบั มาคงทีส่ ู่สภาพปกติ
- นายจ้างควรปิดป้ายประกาศสำ�หรับแจ้งเตือนในจุดท่ีเป็นอันตรายแก่
ลกู จา้ ง ตัวอย่างเช่น จดุ ท่ีเปน็ แหล่งก�ำ เนดิ ความร้อน ท่ีมสี ภาพอุณหภูมคิ วาม
รอ้ นสงู จนสามารถสง่ ผลตอ่ สขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั ของบคุ คล นายจา้ ง
ควรจดั ตัง้ มาตรการการทำ�งาน
- ในกรณีที่ลูกจ้างมีความจำ�เป็นต้องทำ�งานในบริเวณใกล้แหล่งกำ�เนิด
ความรอ้ นทีม่ ีอณุ หภูมิสงู เกิน 45 องศาเซลเซยี ส ใหม้ ีการสวมเครอื่ งแต่งกายท่ี
รดั กมุ สวมถงุ มอื และรองเทา้ ตลอดเวลาการด�ำ เนนิ งานเพอื่ สรา้ งความปลอดภยั
และเพ่ือปอ้ งกันความรอ้ นท่ีสามารถสง่ ผลกระทบตอ่ ร่างกายของลูกจ้างได้

หมวด 2 มาตรฐานด้านแสงสว่าง

- สำ�หรบั งานท่ีไมต่ อ้ งใช้ความละเอียดสูงในการด�ำ เนินงาน ตวั อยา่ งเช่น
การบด การขนย้าย หรือการบรรจุ ควรมีแสงสว่างท่ีมีค่าความเข้มของแสง
มากกวา่ 50 Lux

20

หนวย 1 หนวย 2 หนวย 3

- พนื้ ทท่ี ี่ใชส้ �ำ หรบั เกบ็ วสั ดุ ตวั อยา่ งเชน่ หอ้ งเกบ็ วสั ดุ โกดงั รวมทง้ั บรเิ วณเฉลยี งและบนั ได
ภายในสถานที่ประกอบการ ควรมแี สงสว่างที่มีคา่ ความเข้มของแสงมากกวา่ 50 Lux
- สำ�หรับงานทต่ี ้องใชค้ วามละเอยี ดเลก็ นอ้ ยในการดำ�เนินงาน ตวั อย่างเชน่ การสีข้าว หรอื
การผลติ และประกอบชนิ้ สว่ นผลิตภณั ฑอ์ ยา่ งง่าย ควรมแี สงสว่างท่มี ีคา่ ความเข้มของแสงมากกวา่
100 Lux
- สำ�หรับงานท่ตี อ้ งใชค้ วามละเอยี ดปานกลางในการดำ�เนนิ งาน ตวั อย่างเชน่ การประกอบ
ชนิ้ ส่วนภาชนะ การเยบ็ ผา้ หรือการเย็บหนัง ควรมแี สงสวา่ งทม่ี ีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 200
Lux
- ส�ำ หรับงานทต่ี อ้ งใชค้ วามละเอยี ดสูงในการด�ำ เนินงาน ตวั อย่างเช่น การทดสอบและการ
ตรวจสอบผลติ ภัณฑ์ การซอ่ มแซมเคร่ืองจักร หรอื การกลงึ แตง่ โลหะ ควรมีแสงสวา่ งที่มคี า่ ความ
เขม้ ของแสงมากกวา่ 300 Lux
- สำ�หรบั งานท่ตี ้องใช้ความละเอียดสงู มากเป็นพิเศษในการด�ำ เนนิ งาน ตวั อยา่ งเช่น การ
เย็บผ้าสีมืดทึบ การประกอบชิ้นสว่ นท่ีมีขนาดเล็ก หรือการเจยี ระไนเพชร พลอย ควรมแี สงสว่างที่
มคี า่ ความเขม้ ของแสงมากกวา่ 1000 Lux
- พนื้ ท่ีบริเวณ ทางเดินภายนอกสถานที่ประกอบการ รวมทัง้ บริเวณถนน ควรมีแสงสวา่ งที่
มีคา่ ความเข้มของแสงมากกว่า 20 Lux

หมวด 3 มาตรฐานด้านเสียง

การทำ�งานของลูกจา้ งภายในสถานทป่ี ระกอบการ มมี าตรฐานความปลอดภัยดา้ นเสียงโดย
พจิ ารณาจากระยะเวลาในการท�ำ งาน ดงั ต่อไปนี้
- สำ�หรบั ลกู จ้างทมี่ รี ะยะเวลาในการทำ�งานไม่เกนิ 7 ชว่ั โมงต่อวนั ระดับเสยี งท่ีได้รับตดิ ตอ่
กันต้องมคี ่าไม่เกนิ 91 เดซิเบล
- สำ�หรบั ลกู จา้ งทมี่ รี ะยะเวลาในการทำ�งาน 7-8 ชวั่ โมงตอ่ วัน ระดับเสียงท่ีไดร้ ับตดิ ต่อกนั
ต้องมีค่าไม่เกิน 90 เดซิเบล สำ�หรับลูกจ้างท่ีมีระยะเวลาในการทำ�งานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน
ระดบั เสยี งท่ีได้รับตดิ ตอ่ กนั ตอ้ งมีคา่ ไมเ่ กนิ 80 เดซเิ บล
- ภายในสถานทป่ี ระกอบการ ระดับเสียงท่ลี กู จา้ งไดร้ ับจะต้องมีค่าไมเ่ กิน 140 เดซเิ บล

หมวด 4 มาตรฐานด้านสารเคมีและอนุภาค

การทำ�งานของลูกจ้างภายในสถานท่ีประกอบการ ต้องมีปริมาณความเข้มข้นของสารเคมี

21

หนว ย 1 หนว ย 2 หนวย 3

ในบรรยากาศโดยเฉลี่ยไม่เกนิ คา่ มาตรฐานทก่ี ฎหมายกำ�หนดไว้
- การท�ำ งานของลกู จา้ งภายในสถานทป่ี ระกอบการ โดยไมว่ า่ จะเปน็ ในระยะเวลาใดของการ
ทำ�งาน จะต้องมีปรมิ าณความเขม้ ข้นของสารเคมีไม่เกินมาตรฐานทก่ี ฎหมายก�ำ หนดไว้
- การท�ำ งานของลกู จา้ งภายในสถานทปี่ ระกอบการ จะตอ้ งไมอ่ ยู่ในบรเิ วณทมี่ ปี รมิ าณความ
เขม้ ขน้ ของสารเคมเี กนิ มาตรฐานท่กี ฎหมายก�ำ หนดไว้
- การทำ�งานของลูกจ้างภายในสถานท่ีประกอบการ จะต้องมีปริมาณของฝุ่นและแร่ใน
บรรยากาศโดยเฉล่ยี ไมเ่ กนิ ค่ามาตรฐานท่กี ฎหมายก�ำ หนดไว้

กฎหมายโรงงาน

กฎหมายโรงงานก�ำ หนดแบง่ โรงงานออกเปน็ 3 ประเภท ขน้ึ อยกู่ บั ความจ�ำ เปน็ ในการควบคมุ
การป้องกันเหตุเดือดร้อน รำ�คาญ การป้องกันความเสียหาย และการป้องกันอันตรายตามระดับ
ความรุนแรงของผลกระทบท่ีจะมี ต่อประชาชนหรอื สิ่งแวดล้อม คอื
โรงงานจ�ำ พวกท่ี1 ไดแ้ ก่ โรงงานประเภท ชนดิ และขนาด ทสี่ ามารถประกอบกจิ การโรงงาน
ได้ทนั ที
โรงงานจ�ำ พวกที่ 2 ไดแ้ ก่ โรงงานประเภท ชนดิ และขนาด ที่เม่อื จะประกอบกิจการโรงงาน
ต้องแจง้ ใหผ้ อู้ นญุ าตทราบก่อน
โรงงานจ�ำ พวกที่ 3 ได้แกโ่ รงงานประเภท ชนิด และขนาดท่ีการต้งั จะตอ้ งได้รบั ใบอนุญาต
กอ่ นจงึ จะด�ำ เนนิ การ

โรงงานจำ�พวกที่ 1

- เปน็ โรงงานที่ใชเ้ ครอื่ งจกั รไมเ่ กนิ 20 แรงมา้ ไมก่ อ่ ปญั หามลพษิ สงิ่ แวดลอ้ มหรอื เหตเุ ดอื ด
ร้อนอันตราย เช่น ฟกั ไขโ่ ดยใชต้ ูอ้ บ ซ่อมรองเท้า ท�ำ เครือ่ งหนัง ทำ�ขนมจนี ไอศกรีม
- ผูผ้ ลติ ไม่ต้องขออนุญาต
- ห้ามรับเหมากอ่ สรา้ งโรงงานในบางพ้ืนท่ี
- ตอ้ งปฏบิ ตั ิให้ถกู ตอ้ งตามกฎกระทรวงฯ และประกาศกระทรวงฯ รวมทั้งออกแบบกอ่ สรา้ ง

โรงงานจำ�พวกที่ 2

- เปน็ โรงงานที่ใชเ้ ครื่องจกั รเกิน 20 แรงม้า แตไ่ ม่เกิน 50 แรงมา้ อาจกอ่ ปญั หาหรอื เหตุ

22

หนว ย 1 หนวย 2 หนว ย 3

เดือดร้อนรำ�คาญเล็กน้อยแกไ้ ขปรับปรงุ ได้ไม่ยาก เช่น การขดุ ลอก กรวด ทราย ดิน การล�ำ เลียง
หนิ กรวด/ทราย/ดนิ ด้วยสายพานล�ำ เลียงโรงงานผลติ น�้ำ ดมื่ ไอศกรีม โรงผลิตน�ำ้ แขง็ ใชเ้ ครอื่ งจกั ร
ไมเ่ กิน 50 แรงมา้
- ผู้ผลิตไม่ตอ้ งขออนญุ าต แตต่ อ้ งแจ้งให้พนักงานเจ้าหนา้ ทท่ี ราบกอ่ นท�ำ งาน
- ห้ามรับเหมากอ่ สรา้ งโรงงานในบางพน้ื ท่ี
- ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ท่ีกำ�หนดในกฎกระทรวงฯ และประกาศกระทรวงฯ
รวมทัง้ ออกแบบกอ่ สรา้ ง
- เสียคา่ ธรรมเนียมรายปี

โรงงานจำ�พวกที่ 3

- เป็นโรงงานท่ีใชเ้ ครอื่ งจักรเกนิ 50 แรงม้า อาจกอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หามลพษิ หรอื เหตุเดอื ดรอ้ น
รำ�คาญ หรอื เหตอุ นั ตรายต้องควบคุมดูแลอย่างใกลช้ ิด เชน่ โรงงานน้�ำ ตาล โรงงานผลิตกระดาษ
โรงงานผลติ สุรา โรงกลนั่ น้ำ�มนั เปน็ ตน้
- ผูผ้ ลติ ตอ้ งขออนญุ าตกอ่ นเม่อื ไดร้ ับใบอนุญาตแลว้ จึงตั้งโรงงานได้
- ก่อนด�ำ เนินกจิ การต้องแจ้งขอประกอบกิจการกอ่ น
- ห้ามรับเหมากอ่ สร้างโรงงานในบริเวณบางแห่ง
- ต้องปฏบิ ตั ิใหถ้ กู ตอ้ งตามกฎกระทรวงฯ และประกาศกระทรวงฯ รวมท้งั ออกแบบกอ่ สรา้ ง
- เสียคา่ ธรรมเนยี มรายปี และเสียคา่ ใบอนญุ าตประกอบกจิ การ

กฎระเบียบความปลอดภัยในการทำ�งาน

1. กฎทั่วไปเกยี่ วกบั ความปลอดภยั
- ผปู้ ฏบิ ตั งิ านทกุ คนตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามระเบยี บ ค�ำ แนะน�ำ ตา่ งๆ อยา่ งเครง่ ครดั อยา่ ฉวยโอกาส
หรือละเว้น ถา้ ไม่ทราบไมเ่ ขา้ ใจใหถ้ ามเจา้ หนา้ ทค่ี วามปลอดภัย หรอื หวั หน้างาน
- ผปู้ ฏบิ ตั ิงานทกุ คนเมอื่ พบเหน็ สภาพการท�ำ งานที่ไม่ปลอดภัย หรือพบวา่ เครือ่ งมอื เคร่ือง
ใช้ช�ำ รดุ ไม่อยู่ในสภาพท่ีปลอดภัย ถา้ แก้ไขด้วยตนเองได้ให้ดำ�เนินการแกไ้ ขทนั ที ถ้าแกไ้ ขไม่ไดใ้ ห้
รายงานให้ผ้บู ังคบั บัญชาทราบโดยเรว็
- สังเกตและปฏบิ ัติตามป้ายหา้ มป้ายเตือนอย่างเคร่งครัด
- ห้ามบุคคลที่ไมเ่ กย่ี วขอ้ งเขา้ ไปบรเิ วณทำ�งานทต่ี นไมม่ ีหน้าท่ีเกีย่ วขอ้ ง

23

หนวย 1 หนวย 2 หนวย 3

- อยา่ ท�ำ งานในทลี่ บั ตาผคู้ นเพยี งคนเดยี ว โดยไมม่ ีใครทราบโดยเฉพาะการท�ำ งานหลงั เวลา
ท�ำ งานปกติ
- ตอ้ งแตง่ กายใหเ้ รยี บร้อยรัดกุม ไม่ขาดรุง่ ริง่ ห้ามมสี ว่ นยืน่ หอ้ ย และห้ามถอดเสื้อในขณะ
ทปี่ ฏบิ ตั ิงานตามปกติ
- ตอ้ งใส่หมวกนิรภยั ตลอดเวลาท�ำ งานในสภาพปกติทส่ี ามารถใสไ่ ด้
- หา้ มใสร่ องเทา้ แตะ และตอ้ งใสร่ องเทา้ หมุ้ สน้ ตลอดเวลาท�ำ งานในสภาพปกตทิ ส่ี ามารถใสไ่ ด้
- หา้ มหยอกล้อเล่นกนั ในขณะปฏิบตั ิงาน
- ห้ามเสพของมึนเมา และเข้ามาในสถานท่ีปฏบิ ตั ิงานในลกั ษณะมนึ เมาโดยเดด็ ขาด
- หา้ มปรบั แตง่ หรือซ่อมแซมเคร่อื งจักรกลตา่ งๆ ท่ตี ัวเองไม่มหี น้าท่หี รือไมไ่ ด้รบั อนุญาต
- ใหใ้ ชอ้ ปุ กรณป์ ้องกันต่างๆ และรักษาอปุ กรณเ์ หล่าน้ันใหอ้ ยู่ในสภาพที่ดอี ยเู่ สมอ
- ในการซอ่ มแซมอปุ กรณ์ตา่ งๆ ทางไฟฟ้า ต้องใหช้ า่ งไฟฟา้ หรอื ผู้ที่รู้วธิ กี ารเทา่ น้ันปฏิบัติ
หน้าท่นี ้ี
- เมอ่ื ไดร้ บั บาดเจบ็ ไมว่ า่ จะเลก็ นอ้ ยเพยี งใดกต็ าม ตอ้ งรายงานใหห้ วั หนา้ งานและเจา้ หนา้ ท่ี
ความปลอดภยั ทราบเพอ่ื สอบถามสาเหตหุ าวธิ ีปอ้ งกนั และแจ้งให้ผ้ปู ฏบิ ตั ิงานอนื่ ๆ ทราบเพ่ือจะได้
รแู้ ละหาวธิ ีการทด่ี ีกวา่ และรับการปฐมพยาบาลเพราะหากปลอ่ ยไว้อาจเกิดอันตรายในภายหลงั
- ถา้ หัวหน้างานเห็นว่าผใู้ ต้บังคบั บญั ชาไม่อยู่ในสภาพท่จี ะทำ�งานไดอ้ ยา่ งปลอดภยั ต้องสัง่
ให้หยุดพักทำ�งานทนั ที
2. การรกั ษาความสะอาด และการจัดเก็บวัสดุในบรเิ วณสถานท่ที ำ�งาน/การจดั การวสั ดุก่อสร้าง
- ผา้ ท่เี ป้อื นน้�ำ มนั ต้องเก็บลงถังขยะที่ทำ�ดว้ ยโลหะท่ีมีฝาปิดมดิ ชดิ เพือ่ ปอ้ งกนั การตดิ ไฟ
- หา้ มจดั วางวสั ดทุ งี่ า่ ยตอ่ การลกุ ไหม้ใกล้กบั จุดตดิ ตั้งหลอดไฟ หรอื วสั ดทุ ีม่ ีความร้อน /มี
ประกายไฟ
- ขยะในบริเวณท่ีทำ�งานจะต้องเก็บกวาดให้สะอาดอย่างสมำ่�เสมอ เพ่ือความเป็นระเบียบ
เรยี บรอ้ ย และลดการเกิดอุบัตเิ หตุ เป็นการปอ้ งกนั อุบัติภัยได้
- ใหม้ ีผ้ดู แู ลการจัดการวัสดุ ซงึ่ จะทำ�หนา้ ท่ีควบคุมดูแลวัสดกุ ่อสรา้ งทกุ ชนดิ ทีเ่ ข้ามาทีห่ นา้
งานให้มปี รมิ าณ เพียงพอในการใช้งาน และคงไวซ้ ึ่งคณุ ภาพทด่ี ตี ลอดไป
- เมอ่ื จะมกี ารเคลอื่ นยา้ ยวสั ดกุ อ่ สรา้ ง จะตอ้ งมน่ั ใจวา่ ไมก่ ดี ขวางการท�ำ งานกอ่ สรา้ งและไม่
กอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบต่อการจราจร
- ไฟแสงสว่างในพื้นท่ีจดั เก็บวสั ดุก่อสร้าง จะต้องจัดเตรียมไวใ้ หเ้ พยี งพอ เพอ่ื ให้การปฏิบตั ิ

24

หนว ย 1 หนว ย 2 หนวย 3

งานต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัย
- อุปกรณท์ ี่ใชใ้ นการยก จดั เก็บ และขนย้ายวสั ดกุ อ่ สรา้ ง ใชใ้ ห้เหมาะสม และดูแลรกั ษาให้
อยู่ในสภาพดีตลอดระยะเวลาทำ�งาน
- การขนถ่ายวสั ดอุ ันตราย จะต้องกระทำ�ตามค�ำ แนะนำ�ของผู้ผลติ อยา่ งเครง่ ครดั
3. การปอ้ งกนั อัคคีภัยและเครื่องดับเพลิง
- ปฏิบัตติ ามแผนปอ้ งกนั อคั คีภัย
- การท�ำ งานท่ีมีประกายไฟ และความร้อนใกล้กับวัสดทุ ่อี าจติดไฟได้ ต้องจัดเตรียมเครอ่ื ง
ดับเพลิงตามจ�ำ นวนและชนิดทเี่ หมาะสมที่จะสามารถดับเพลงิ ได้ทนั ทว่ งที
- ห้ามสูบบุหร่ีในบริเวณที่มีป้ายห้ามสูบและบริเวณพ้ืนท่ีก่อสร้างท่ีไม่มีป้ายอนุญาตให้สูบ
บุหร่ี และเก็บขยะต่างๆ เช่น เศษผ้า, เศษกระดาษ หรือขยะอ่ืนๆ ที่ติดไฟได้ง่ายลงท่ีท่ีจัดไว้ให้
เรียบร้อย
- ห้ามเทน�้ำ มนั เชื้อเพลิงหรือของเหลวไวไฟลงไปในทอ่ นำ้�หรือทอ่ ระบายส่ิงโสโครกอ่ืนๆ
- ห้ามท�ำ ใหเ้ กิดประกายไฟในบรเิ วณทีเ่ ก็บวตั ถไุ วไฟ
- ก่อนใชอ้ ุปกรณ์ไฟฟา้ ตอ้ งตรวจบรเิ วณรอยตอ่ หรือขอ้ ตอ่ ต่างๆ ว่าแน่นหนาดหี รือไม่ ถ้า
หลวมอาจเกดิ ประกายไฟหรอื ความรอ้ นซงึ่ จะเป็นสาเหตุให้เกิดเพลงิ ไหมไ้ ด้
- ก่อนเลิกงานจะตอ้ งตัดสวทิ ซ์ไฟฟ้าส�ำ หรับอุปกรณ์ไฟฟา้ ที่ไมไ่ ด้ใช้งานทุกจดุ
- เม่ือเกิดเพลิงไหม้ ให้ผู้ที่ประสบเหตุระงับหรือดับไฟโดยอุปกรณ์ดับเพลิงท่ีมีอยู่ ถ้าไม่
สามารถดบั ด้วยตนเองไดใ้ หแ้ จ้งผบู้ ังคบั บญั ชาทราบโดยเรว็ และปฏบิ ัติตามแผนการดับเพลิง
- ต้องจัดใหม้ เี คร่อื งดับเพลิงตามลักษณะของเพลิงอันเนอื่ งมาจากวตั ถุหรอื ของเหลวที่มีใช้
งานอยู่เชน่ เคร่ืองดบั เพลงิ ชนดิ ABC, DRY POWDER CHEMICAL หนกั 5-7 กิโลกรัม เปน็ ตน้
โดยมจี ำ�นวนตามที่กำ�หนดในประกาศอ้างถงึ
- จดั ใหม้ กี ารฝกึ อบรมดบั เพลงิ โดยเชญิ วทิ ยากรจากกองดบั เพลงิ หนว่ ยบรรเทาสาธารณภยั
4. อปุ กรณ์คุ้มครองความปลอดภยั ส่วนบุคคล
- ต้องใสห่ มวกนิรภัยตลอดเวลาที่ปฏิบตั งิ านตามสภาพงานทส่ี ามารถสวมใสไ่ ด้
- ตอ้ งใสร่ องเทา้ หมุ้ สน้ ในขณะท�ำ งานตลอดเวลาในสภาพงานทส่ี ามารถใสไ่ ด้ หา้ มใสร่ องเทา้ แตะ
- ควรใชถ้ ุงมือทเี่ หมาะสมกบั งานแต่ละชนดิ
- ตอ้ งใชเ้ ครือ่ งมือปอ้ งกันหู หรือทอ่ี ุดหู ถ้าจ�ำ เปน็ ต้องทำ�งานในสภาพซึ่งมีเสียงดังกว่าปกติ
- ผูร้ ับจา้ ง/ผรู้ บั งานชว่ ง ต้องจดั หาใหผ้ ้ปู ฏิบตั งิ านตามขอ้ กำ�หนดของกฎหมาย ตามสภาพ

25

หนวย 1 หนวย 2 หนว ย 3

ขอ้ ก�ำ หนดของสภาพการ ปฏบิ ตั ิงานโดยท่ัวไป บนดิน ใต้ดนิ ใตน้ ้ำ� บนท่ีสูงและบนภูเขา
- หมวกนิรภัย รองเทา้ ถงุ มอื เครอ่ื งปอ้ งกันเสียง เคร่ืองปอ้ งกันฝ่นุ เครอื่ งป้องกันสายตา
และอปุ กรณ์ฉุกเฉิน ส�ำ หรบั การคน้ หาไดง้ ่ายในกรณเี กิดอบุ ัติเหตโุ ดยมไิ ด้คาดหมาย
5. ความปลอดภยั ในการทำ�งานเกยี่ วกบั เครอ่ื งมือ เครือ่ งจักร
- ตอ้ งมตี ระแกรงเหลก็ เหนยี ว ครอบสว่ นท่ีหมุน และส่วนสง่ ถา่ ยกำ�ลงั ใหม้ ิดชิด
- จดั ท�ำ ทค่ี รอบปอ้ งกนั อนั ตรายจากเครอ่ื งจกั ร และตดิ ตง้ั สายดนิ เพอ่ื ปอ้ งกนั กระแสไฟฟา้ รว่ั
- ผู้ที่ทำ�งานกับเครื่องจักรต้องสวมใส่เครื่องป้องกันอันตรายที่เหมาะสมตามสภาพและ
ลกั ษณะงานอย่างเครง่ ครดั
- มที ่ีปดิ บงั ประกายไฟของเครอื่ งจักร
- เมือ่ ซ่อมแซมต้องตดิ ป้าย “กำ�ลังซ่อมห้ามเปดิ สวิทซ์”
- หา้ มใช้เครื่องมอื เคร่อื งจกั รผดิ ประเภท
- ห้ามถอื เคร่ืองมอื โดยหิ้วที่สายไฟ และถอดปลัก๊ โดยการดึงท่สี ายไฟ
- เมอื่ พบเครื่องมอื เคร่ืองจกั รช�ำ รุดต้องหยดุ การใช้ ตดั สวิทซจ์ า่ ยพลงั งานแขวนปา้ ย ”ชำ�รดุ
ห้ามใช”้ และสง่ ซอ่ มทนั ที
- หา้ มโดยสารไปกับรถ หรือเครอื่ งจักรกลท่ีไม่ได้ท�ำ ไว้เพ่อื การโดยสาร
6. ความปลอดภัยในการทำ�งานเกย่ี วกับสภาวะแวดลอ้ ม
- บริเวณทำ�งานต้องมีแสงสวา่ งเพียงพอโดยสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในระยะ 20 ม.
- ทางเดนิ ต้องมแี สงสว่างเพียงพอ และมีตลอดเส้นทาง
- หากเสยี งดงั ขนาดยืนหา่ งกัน 1 ม.แลว้ ต้องตะโกนพดู กัน ต้องใชเ้ ครอ่ื งอุดหู หรอื ครอบหู
ลดเสียง
- การทำ�งานทีม่ แี สงจ้า และรงั สีจะต้องใส่แว่นตาปอ้ งกนั แสง และรังสี
- การทำ�งานในบริเวณที่มีความร้อนสูงเกินกว่า 38 องศาเซลเซียสจะต้องมีการระบาย
ความร้อน หรอื สวมใสอ่ ปุ กรณ์ป้องกนั ความรอ้ นทเี่ หมาะสม
- การท�ำ งานเกย่ี วกบั สารเคมที ่มี ี กลิ่น ฝ่นุ ละออง แก๊ส ไอระเหย จะตอ้ งสวมใสอ่ ุปกรณ์
ปอ้ งกนั ท่ีเหมาะสม
7. ความปลอดภัยในการทำ�งานเก่ยี วกบั วสั ดุอันตราย
- การจดั เกบ็ วสั ดไุ วไฟประเภทของเหลก็ จะตอ้ งจดั เกบ็ วสั ดอุ นั ตรายอยู่ในภาชนะทมี่ ฝี าปดิ

26

หนว ย 1 หนวย 2 หนว ย 3

สนิทแยกจากวัตถุไวไฟประเภทอน่ื โดยตอ้ งตดิ ตั้งป้ายเตือนให้เหน็ อยา่ งชดั เจน
- ต้องมีการป้องกันเหตุการณ์ที่อาจนำ�ไปสู่การเกิดเพลิงไหม้ ในบริเวณจัดเก็บวัสดุไวไฟ
โดยตอ้ งตดิ ต้งั ป้ายหา้ มสูบบหุ รี่ใหเ้ ห็นอยา่ งชัดเจน
- อุปกรณ์ดับเพลิง ผู้รบั จา้ งจะจัดเตรยี มให้มีอยา่ งพอเพียง และอยู่ในสภาพทพ่ี ร้อมใช้งาน
ตลอดเวลา
- ผรู้ ับจ้างจะจัดใหม้ กี ารระบายอากาศในบรเิ วณท่จี ดั เก็บอยา่ งเพียงพอ
- ผูท้ ี่สามารถเขา้ ส่พู ้ืนที่จดั เก็บวัตถุไวไฟ ต้องเปน็ ผูท้ ่ีได้รับอนุญาตเท่านั้น
- ผรู้ บั จา้ งจะจดั ใหม้ มี าตรการปอ้ งกนั ภาชนะบรรจกุ า๊ ซจากอณุ หภมู ทจ่ี ะกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี
หายอยา่ งพอเพียง
- สารเคมอี ันตราย (ถ้ามี) ผู้รบั จ้างตอ้ งปฏิบตั ติ ามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความ
ปลอดภยั ในการทำ�งานเก่ยี วกับภาวะแวดลอ้ ม (ถา้ ม)ี ดเู อกสารแนบ แบบแจ้งรายละเอยี ดของสาร
เคมีอนั ตรายในสถานประกอบกจิ การ
8. ความปลอดภัยในการใชเ้ ครอ่ื งตัด ดดั เหล็ก
- ผคู้ วบคมุ เครอื่ ง และผู้ป้อนเหล็กจะตอ้ งเปน็ ผู้ท่ีช�ำ นาญงาน และทำ�หน้าท่ีนี้ประจ�ำ เท่านนั้
- ผูค้ วบคุมเคร่ือง และผูป้ อ้ นเหล็กต้องตดิ บตั รผูค้ วบคมุ เครอ่ื ง และผู้ปอ้ นเหลก็ ไว้ใหเ้ หน็ ได้
ชดั ตลอดเวลาที่ท�ำ หนา้ ที่
- หา้ มตดั หรอื ดดั เหลก็ ในขณะทผี่ ปู้ อ้ นเหลก็ ยงั จบั เหลก็ หรอื ตวั คน หรอื อวยั วะของรา่ งกาย
อยู่ในบรเิ วณทเ่ี หลก็ หรือเครอ่ื งจกั รอาจบีบ,ชน,กระแทกได้
- การแบกหามเหลก็ เขา้ เครื่องตดั หรอื ดัดจะต้องเปน็ ไปในทศิ ทางไปด้านเดยี วเท่านน้ั ไมม่ ี
การเดนิ สวนกันเพราะปลายเหล็กอาจท่มิ แทงกนั ได้
- เศษเหล็กที่ใชไ้ มไ่ ด้แล้วจะต้องแยกขนาด และนำ�ออกวันตอ่ วนั ไปเก็บไว้ในทท่ี ้งิ เศษเหลก็
9. ความปลอดภัยในการทำ�งานกอ่ สร้างว่าด้วยเขตกอ่ สรา้ ง
- บริเวณเขตก่อสร้างต้องจัดทำ�ร้ัวหรือคอกกั้น พร้อมปิดป้ายประกาศบริเวณเขตก่อสร้าง
โดยรอบบริเวณทีท่ ำ�การกอ่ สร้าง“เขตกอ่ สรา้ ง บคุ คลภายนอกห้ามเขา้ ”
- บริเวณเขตอันตรายต้องจัดทำ�ร้ัวหรือคอกกั้น พร้อมปิดป้ายประกาศบริเวณเขต
อันตราย“เขตอันตรายในการ ก่อสร้าง” และมีไฟสัญญาณสีแดงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในเวลา
กลางคืน
- ไม่อนุญาตให้ผูท้ ี่ไมเ่ กี่ยวข้อง หรือหมดหน้าทเี่ ขา้ ไปในเขตก่อสรา้ ง และเขตอนั ตรายใน

27

หนว ย 1 หนวย 2 หนวย 3

การก่อสรา้ ง ยกเว้นแตไ่ ดร้ บั อนุญาตจากนายจ้างหรอื ตัวแทน
- ห้ามผปู้ ฏบิ ัตงิ านพกั อาศยั ในบรเิ วณเขตกอ่ สรา้ ง
10. ความปลอดภัยในการท�ำ งานเกี่ยวกับปนั้ จ่ัน
- ต้องปฏิบตั ติ ามคูม่ อื การใช้ของผู้ผลติ อยา่ งเคร่งครดั
- ตอ้ งมีการแสดงพกิ ัดการยก คำ�เตอื น และสัญญาณอนั ตราย
- ในขณะปฏิบัติงานต้องมีผู้ให้สัญญาณเพียงคนเดียวต่อป้ันจ่ันหน่ึงตัว และผู้ให้สัญญาณ
กับผ้คู วบคมุ ปนั้ จน่ั จะต้องเขา้ ใจสัญญาณกนั เปน็ อย่างดี
- ต้องตรวจสอบป้ันจ่ันทุก 3 เดือนโดยวิศวกรซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ
วิศวกรรมควบคมุ ตามแบบ ตรวจสอบของทางราชการ (แบบ คป.1,คป.2) และเก็บแบบตรวจสอบ
ไว้พร้อมเรยี กตรวจ
- การปฏบิ ตั งิ านจะตอ้ งมรี ะยะหา่ งจากสายไฟฟา้ และเสาโทรคมนาคมตามมาตรฐานก�ำ หนด
ดังน้ี (แรงดนั ไฟฟ้า 50 กโิ ลโวลทม์ รี ะยะหา่ ง 3 เมตร และเพ่ิมระยะหา่ ง 1 ซม.ทุก 1 กโิ ลโวลท์ แรง
ดันไฟฟ้าเกิน 345 กิโลโวลทแ์ ต่ไมเ่ กิน 750 กโิ ลโวลท์ระยะหา่ งไมน่ ้อยกวา่ 5 เมตร)
- ตอ้ งมรี าวกนั ตก และเข็มขัดนิรภยั ถา้ ท�ำ งานบนแขนป้นั จ่ัน
- อปุ กรณก์ ารยกจะตอ้ งรับน�้ำ หนักไดอ้ ย่างปลอดภยั
- มุมการยก และการผูกมัดจะตอ้ งถูกต้องปลอดภยั
- ต้องสวมใสอ่ ุปกรณ์คมุ้ ครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
11. ความปลอดภัยในการทำ�งานเก่ียวกับการตอกเสาเขม็
- ต้องจัดท�ำ เขตอันตรายบริเวณที่ท�ำ การตอกเสาเขม็ และท�ำ การตรวจอุปกรณ์ต่างๆ กอ่ น
การตอกเสาเขม็ พร้อมจดั เกบ็ บันทึกไวเ้ ป็นหลกั ฐาน
- กรณีมีแนวสายไฟฟ้าอยู่ใกล้เคียงจุดตอกเสาเข็ม ต้องจัดให้มีระยะห่างระหว่างแนวสาย
ไฟฟา้ กับโครงเคร่อื งตอกเสาเข็มตามทีก่ ำ�หนด หรือประสานกับการไฟฟา้ เพ่อื ติดตั้งฉนวนหุ้มสาย
ไฟฟา้
- อปุ กรณ์การยกจะตอ้ งรับน้ำ�หนกั ได้อย่างปลอดภยั
- การผูกมดั และมมุ การยกต้องถกู ต้องปลอดภยั
- ต้องปดิ รูเสาเขม็ หากรมู เี ส้นผา่ ศนู ย์กลางกว้างเกิน 15 ซม.
- การตดั เสาเขม็ หากหวั เสาเขม็ อยตู่ �ำ่ กวา่ ระดบั ผวิ ดนิ มากกวา่ 80 ซม.และหวั เสาเขม็ มเี หลก็
เส้นท่มี ีขนาดหน้าตัดนอ้ ยกว่า 30 มม. โผล่ขึ้นมาสงู กว่า 8 ซม. จะต้องจัดทำ�ท่คี รอบหัวเสาเข็มเพอื่

28

หนวย 1 หนวย 2 หนว ย 3

ปอ้ งกนั คนพลาดตกลงไปถกู เหลก็ เสน้ ท่มิ แทง
12. ความปลอดภัยในการทำ�งานในสถานท่ีมีอันตรายจากการตกจากที่สูง วัสดุกระเด็น ตกหล่น
และการพงั ทลาย
- งานที่สูง / ต่ำ�กว่า 2 เมตรจากพ้นื ดนิ ต้องมีบนั ไดขนึ้ ลงพร้อมราวจับอยา่ งน้อย 1 ข้าง
- ชอ่ งเปดิ หรอื ปลอ่ งตา่ งๆ ตอ้ งจดั ท�ำ ฝาปดิ หรอื รวั้ กนั้ ทม่ี คี วามสงู ไมน่ อ้ ยกวา่ 90 เซนตเิ มตร
เพ่ือป้องกันการตกหล่น
- ต้องมกี ารปิดก้นั ดว้ ยน่ังร้าน ตาขา่ ยปอ้ งกนั มิให้ผู้ที่ปฏบิ ัติงานตกหลน่ ลงมาจากทีส่ ูง
- พนื้ ทีล่ าดชันระหวา่ ง 15–30 องศานายจ้างจะต้องจัดการป้องกนั มิให้ลกู จ้างตกหล่น
- ต้องมีการปอ้ งกนั การพังทลาย และวสั ดกุ ระเดน็ ตกจากทส่ี งู โดยทำ�ผนงั คำ้�ยนั ท�ำ ผา้ ใบปดิ
กัน หรอื ทำ�ที่รองรับ
- ตอ้ งสวมหมวกแขง็ ปอ้ งกนั ศรษี ะ รวมทง้ั อปุ กรณอ์ นื่ ๆตามความเหมาะสมในระหวา่ งท�ำ งาน
ในที่สูง
13. ความปลอดภยั ในงานเชื่อม
- เม่ือเลิกงานให้ดับสวทิ ซ์ไฟฟา้ ท่ีจา่ ยไปยงั ตเู้ ช่อื ม
- ถา้ จ�ำ เปน็ ตอ้ งเชอ่ื มภาชนะทม่ี สี ารไวไฟอยภู่ ายใน เชน่ ถงั น�ำ้ มนั จะตอ้ งลา้ งท�ำ ความสะอาด
เสยี กอ่ น และกอ่ นเชื่อมจะต้องแน่ใจว่าไม่มไี อระเหยของสารไวไฟตกค้างอยู่
- ก่อนจะเชื่อมจะต้องแน่ใจว่าไม่มีวัสดุติดไฟอยู่ใกล้กับบริเวณที่จะทำ�การเชื่อม ถ้ามีต้อง
ทำ�การปิดปอ้ งกนั ดว้ ยวสั ดุ ทเ่ี ป็นฉนวนให้มดิ ชดิ
- ให้ระมดั ระวงั ควันจากการเชอื่ ม โดยเฉพาะการเช่อื มตะก่ัว โลหะอาบสังกะสี เพราะควนั
จากการเชือ่ มมีอันตรายมาก
- ในกรณีท่ีต้องเชื่อมในท่ีเปียกช้ืนต้องสวมรองเท้ายาง และหาวัสดุท่ีเป็นฉนวนไฟฟ้ารอง
พน้ื ตรงจดุ ทท่ี �ำ การเช่ือม
- การตอ่ สายดนิ ต้องตอ่ ให้แนน่ จดุ ตอ่ ต้องอยู่ในสภาพดี และให้ใกลช้ ้ินงานเช่ือมมากท่สี ดุ
14. ความปลอดภัยในงานตัดดว้ ยแก๊ส
- กอ่ นเคลอ่ื นยา้ ยถงั ออ๊ กซเิ จน/แกส๊ ตอ้ งถอดหวั ปรบั ความดนั ออก และขณะเคลอื่ นยา้ ยตอ้ ง
ปดิ ฝาครอบหวั ถังดว้ ยทกุ ครัง้ หา้ มกลิ้งถัง
- เมอื่ ตอ้ งวางสายออ๊ กซเิ จน/แกส๊ ขา้ มผา่ นทางตอ้ งใชว้ สั ดวุ างกนั้ ทงั้ สองขา้ งหรอื ฝงั กองดนิ
ทับเพ่ือกนั รถทับ

29

หนว ย 1 หนวย 2 หนวย 3

- ตรวจสาย และถังอ๊อกซิเจน/แก๊ส เสมอๆ และทุกครั้งก่อนนำ�ออกใช้ สายต้องไมร่ วั่ แตก
ขอ้ ต่อต้องไม่หลวม/รว่ั และห้ามใช้สายทม่ี ีรอยไหม้
- หวั ตดั ต้องมีวาล์วกนั ไฟย้อนกลับ (CHECK VALVE)
- หวั ตัดแก๊ส หัวปรบั ความดัน ถ้าเกิดบกพรอ่ งต้องแจ้งหัวหน้าเพอ่ื เปลี่ยนหรือซ่อม
- การตอ่ ทอ่ อ๊อกซิเจน/แกส๊ ต้องใช้เข็มขัดรัดทอ่ ห้ามใชล้ วดผูก
- ถงั อ๊อกซเิ จน/แกส๊ ตอ้ งวางตง้ั และหาเชอื กหรอื โซ่ผูกใหม้ ั่นคงกันล้ม
15. ความปลอดภัยในงานเจยี ระไน
- ก่อนท�ำ งานเจยี รท์ กุ ครัง้ ตอ้ งสวมแวน่ ตานิรภยั
- ตรวจสอบเครอื่ งมอื ใหอ้ ยู่ในสภาพทปี่ ลอดภยั เครอ่ื งเจยี รต์ อ้ งมกี �ำ บงั ใบกนั ใบแตกกระเดน็
โดนผู้ใช้
- การเปลย่ี นใบเจยี ทุกครงั้ ตอ้ งดับสวทิ ซ์ และดึงปลัก๊ ไฟออก
- เวลายกเครือ่ งเจยี ให้จบั ที่ตวั เครื่อง อย่าหว้ิ สายไฟโดยเด็ดขาด
16. ความปลอดภัยในการทำ�งานบนท่สี งู
- พ้นื ทส่ี งู ท่มี ีช่องเปิดตา่ งๆ รวมทง้ั ราวบันได ตอ้ งท�ำ ราวกันตกทีม่ ่นั คงแขง็ แรง
- พน้ื รองรบั ขาตง้ั และขอ้ ตอ่ ตา่ งๆ ของนง่ั รา้ นจะตอ้ งอยู่ในสภาพดแี ละมน่ั คงและไมส่ นั่ คลอน
ในขณะท�ำ งาน
- พน้ื ไม้หรอื เหล็กจะต้องยึดวางอยา่ งมั่นคงกับโครงสร้างของน่ังรา้ น
- โครงสรา้ งของนั่งรา้ นทเ่ี ปน็ เสาคำ�้ ยันจะต้องใหไ้ ด้ฉากกบั แนวระดบั ช้นิ ส่วนของนงั่ รา้ นท่ี
เสยี หายห้ามนำ�มาใชง้ านเดด็ ขาด
- ตรวจสอบอปุ กรณท์ กุ ชนิดทเี่ กย่ี วกับข้องกบั การใช้งาน เชน่ รถเครน, ลวดสลงิ , เชอื ก,
ตะขอ, สะเก็น ว่าอยู่ในสภาพดีทุกครงั้ กอ่ นเริม่ ท�ำ งาน หากช�ำ รดุ ห้ามนำ�มาใช้
- ผปู้ ฏบิ ตั ิงานบนที่สูงเกิน 4 เมตร ในที่โดดเดย่ี วเปดิ โล่งตอ้ งสวมเข็มขัดนิรภยั และคล้อง
เมอื่ อยู่ในสภาพที่คล้องได้
- ขณะทม่ี พี ายุหรอื ฝนตก ผู้ปฏบิ ัติงานบนท่สี งู ตอ้ งหยุดท�ำ งานและลงมาขา้ งล่าง
- ในกรณที พ่ี น้ื นง่ั รา้ นลน่ื ช�ำ รดุ หรอื เปน็ ชอ่ ง ตอ้ งท�ำ การแกไ้ ขโดยทนั ทแี ละหา้ มใชไ้ มท้ ช่ี �ำ รดุ
ผกุ รอ่ นมาท�ำ พน้ื นง่ั เรยี บ นง่ั รา้ นทส่ี งู กวา่ 2 เมตร ตอ้ งมรี าวกนั ตก สงู 90 ซม. แตไ่ มเ่ กนิ 1.10 เมตร
17. ความปลอดภยั ในการใช้อปุ กรณ์ไฟฟ้า

30

หนวย 1 หนวย 2 หนว ย 3

- จดั ทำ�แผนผังวงจรไฟฟ้าชวั่ คราวท่ีใช้ในระหวา่ งกอ่ สร้าง พร้อมปรบั ปรงุ ข้อมูลในกรณที ี่มี
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงจัดทำ�ป้ายเตือนอันตรายติดต้ังไว้ในบริเวณจุดติดตั้งแผงควบคุมและ
หมอ้ แปลงไฟฟา้ เมอ่ื เกดิ ไฟฟา้ ลดั วงจร หรอื มผี ปู้ ระสบอนั ตรายเนอื่ งจากกระแสไฟฟา้ ตอ้ งท�ำ การ
ตดั กระแสไฟทนั ที ด้วยการปดิ สวิทซท์ ี่ใกลท้ ส่ี ดุ โดยเร็วท่ีสดุ
- ถ้าพบอุปกรณ์ไฟฟา้ ชำ�รดุ ตอ้ งเลิกใช้และรีบแจ้งผู้รบั ผอิ ชอบทำ�การแก้ไขทันที
- การต่อเช่ือมอุปกรณ์ไฟฟ้าต้องใช้อุปกรณ์หรือชุดต่อที่เหมาะสม รอยต่อสายไฟทุกแห่ง
ตอ้ งใชเ้ ทปพนั สายไฟพนั หุ้มลวดทองแดง ให้มิดชดิ และแนน่ หนาจนแน่ใจว่าจะไมห่ ลุด
- หลอดไฟฟ้า และเครอื่ งใชไ้ ฟฟ้าทกุ ชนิดทีจ่ ะทำ�ให้เกดิ ความร้อนไดไ้ ม่ควรใหอ้ ยู่ติดกบั ผา้
หรือเช้อื เพลงิ อน่ื ๆ ท่ีอาจทำ�ใหเ้ กดิ การลกุ ไหม้ไดง้ ่าย
- ห้ามตอ่ สายไฟฟา้ โดยไม่ผา่ นอุปกรณ์ตัด-จา่ ยกระแสไฟ และห้ามใช้ตวั น�ำ อืน่ ๆ แทนฟิวส์
- ห้ามใชส้ ายไฟชนดิ ฉนวนชั้นเดียว (THW.) ใหใ้ ช้สายไฟชนดิ ฉนวน 2 ชน้ั (VCT.) (NYY.)
ซ่งึ ทนทานทจ่ี ะใช้ในงานก่อสรา้ ง
- การชว่ ยผปู้ ระสบอันตรายให้หลดุ พ้นจากกระแสไฟฟา้ อย่าเอามอื เปลา่ จบั จงใช้ผ้า ไม้
เชอื ก สายยาง ท่ีแหง้ สนิทดงึ ผปู้ ระสบอันตรายใหห้ ลุดออกมา และถ้าผูป้ ระสบอนั ตรายหมดสติให้
รีบใหก้ ารปฐมพยาบาลโดยการเป่าลมทางปากและการนวดหวั ใจ
- ตอ่ สายดินกับโลหะท่ีครอบเครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ ทุกชนดิ เพ่ือป้องกนั อนั ตรายเมือ่ ไฟฟา้ ร่วั
18. ความปลอดภยั ในการยกเคลือ่ นย้ายของหนักด้วยมอื
- ตอ้ งสวมถงุ มือชนดิ ตา่ งๆ ให้เหมาะสมกับวัสดทุ จ่ี ะท�ำ การยกถ้าของหนักเกนิ กวา่ จะยกคน
เดยี วไดใ้ หเ้ รยี กคนมาชว่ ยมากพอทจ่ี ะยกไดโ้ ดยไมต่ อ้ งฝนื ออกแรงมากจนเกนิ ก�ำ ลงั งอเขา่ และคลู้ ง
ต่ำ�ใกล้ของให้ลำ�ตัวชิดของ ให้หลังตรงเกือบเป็นแนวดิ่งแล้วยืนขาท้ังสองขึ้น ให้ใช้ขายก อย่าใช้
หลัง ยก เมอ่ื จะวางของให้ทำ�วิธีย้อนกลบั ตามวิธเี ดิม
19. ความปลอดภัยในการใช้เครือ่ งกลหนกั และขนยา้ ยสิ่งของด้วยรถเครน
- จดั ให้มีผูใ้ หส้ ัญญาณที่ชำ�นาญเพียงคนเดยี ว หา้ มผูท้ ่ีไมม่ หี น้าที่ใหส้ ัญญาณในการยกมา
ร่วมใหส้ ญั ญาณเปน็ อนั ขาด
- อยา่ เขา้ ใกล้ส่วนท่ีเคร่อื งจักรทีจ่ ะต้องหมนุ เหว่ยี ง
- ในกรณีท่ีมีการขุด ตอ้ งกัน้ อาณาบริเวณไว้โดยรอบ
- หา้ มเข้าไปอยู่ใตว้ สั ดุทีก่ ำ�ลงั ยกโดยเด็ดขาด
- ในกรณที ท่ี �ำ งานในหลมุ หรอื เกย่ี วกบั รถตกั หรอื ขดุ ตอ้ งระวงั การตงั้ ต�ำ แหนง่ ของเครอ่ื งจกั ร

31

หนวย 1 หนวย 2 หนวย 3

เหล่านี้ให้หา่ งจากขอบบ่อ โดยกะระยะใหป้ ลอดภัยเพียงพอ เพอ่ื ป้องกันการพังทลายของขอบบอ่
20. ความปลอดภยั ในสำ�นักงานโครงการ
- เกา้ อี้ โตะ๊ และเฟอรน์ เิ จอร์ จะตอ้ งไมห่ ลวม, คลอน, โยก จนเกดิ อนั ตราย ตอ้ งอยู่ในสภาพ
ดีและใช้งานไดอ้ ย่างปลอดภัย
- การปนี ขึน้ ไปเอาเอกสารในกรณที ี่ตอ้ งใช้บนั ได ขาบันไดต้องไมล่ ื่น
- การเดินตามทางเดนิ ห้ามว่งิ การเดนิ ลงบันไดต้องจับราวบันได
- อยา่ ยนื หรอื คยุ กนั หนา้ ประตู อาจจะมีบุคคลอ่ืนเปดิ เข้ามา
- ขณะก�ำ ลังเดนิ ห้ามอา่ นหนังสือ เอกสาร น่ังใหเ้ รยี บร้อยเสียกอ่ น
- อยา่ ยนื เกะกะกีดขวางทางเดินและบนั ได
- ให้ระมัดระวังสายโทรศัพทท์ ่อี ยู่ทพ่ี ื้นสำ�นกั งาน อาจจะสะดดุ ได้
- ประตู ตเู้ กบ็ เอกสารปดิ ใหเ้ รียบรอ้ ย
- ล้ินชักทีด่ งึ ออกมาอย่าค้างไว้ เมอ่ื ใชแ้ ล้วดันเก็บเข้าทเ่ี ดมิ
- ให้ตรวจสอบ ตู้ โตะ๊ เฟอรน์ เิ จอร์ ท่ีใชส้ กรตู ่างๆ อาจจะหลวม
- เก็บมดี ตัดกระดาษและของมคี มที่นำ�มาใช้ใหเ้ รยี บรอ้ ย
- ต้องแน่ใจวา่ เครอ่ื งอปุ กรณค์ อมพวิ เตอร์วางอยู่บนโตะ๊ ท่แี ข็งแรง
- ขณะท่ีอปุ กรณส์ ำ�นกั งาน ก�ำ ลงั ทำ�งาน ห้ามปรับ-แตง่ หรอื ซ่อมแซม
- อยา่ ซ่อมไฟฟา้ ในส�ำ นักงานดว้ ยตนเองให้เรยี กชา่ งไฟฟา้
- ปฏิบตั โิ ดยเครง่ ครัดในกรณบี างพ้ืนทห่ี ้ามสบู บหุ ร่ี
21. ความปลอดภัยรถเครน
- รถเครนทกุ คันรวมท้ังเครนชนดิ อยูก่ บั ที่ จะต้องได้รับการตรวจสอบทกุ 3 เดอื น ตามแบบ
ฟอร์ม คป.2 ของกระทรวงแรงงานและลงนามโดยวิศวกรเครื่องกล จงึ จะอนุญาตให้ปฏิบตั งิ านใน
โครงการได้
- พนักงานควบคุมเครนจะต้องปฏิบัติงานใช้เครนและซ่อมบำ�รุงตามท่ีผู้สร้างได้กำ�หนด
มาตรฐานไว้เทา่ นนั้
- กอ่ นใชเ้ ครนปฏบิ ตั งิ านของพนกั งานแตล่ ะผลดั จะตอ้ งตรวจสอบสภาพของเครนกอ่ นปฏบิ ตั ิ
งานทุกวัน
- หา้ มซอ่ มบำ�รงุ เครนขณะทเ่ี ครนก�ำ ลงั ท�ำ งาน

32

หนว ย 1 หนวย 2 หนวย 3

- ใช้สัญญาณมาตรฐานสากลเทา่ นัน้ ในการให้สัญญาณ
- ปดิ กันบริเวณทเี่ ครนหมุนตวั หา้ มบุคคลอนื่ เข้าไปในบรเิ วณนน้ั
- หา้ มเกาะทขี่ อเครนโดยเด็ดขาด
- มีเครอ่ื งดับเพลิงชนดิ ABC, 5 กก. เคมีผงตดิ ต้งั ทเ่ี ครนพรอ้ มใช้ได้ตลอดเวลา
- กระเดื่องทต่ี ะขอของเครนตอ้ งมแี ละใช้ได้ตลอดเวลา เพือ่ ปอ้ งกันสลิงหลุดออกจากตะขอ
- ต้องมีลกู ศรช้ีมมุ ของบูมแสดงองศาตลอดเวลา
- การปฏบิ ตั งิ านใกล้กบั สายไฟฟ้า ใหป้ ฏบิ ัตติ ามบทกำ�หนดของประกาศกระทรวงแรงงาน
โดยเครง่ ครดั
22. ความปลอดภยั ว่าดว้ ยบนั ได
- การใชบ้ ันไดจะต้องปฏิบัตติ ามคำ�แนะนำ�ของผู้ผลิตบนั ไดโดยเครง่ ครัด
- ควรใช้บันไดทผ่ี ลติ จากโรงงานชนิดบันไดใชก้ บั งานหนัก (Heavy duty)
- บันไดท่ีชำ�รดุ แตก หกั หา้ มใชแ้ ละควรตดิ ป้าย “ห้ามใช้งาน”
- ห้ามน�ำ บนั ได 2 อนั มามัดตอ่ กันเพ่อื ให้ยาวข้นึ
- บนั ไดชนิดตรงเมื่อพาดใชง้ านจดุ ใดควรมดั ติดใหแ้ ขง็ แรงด้วย
- อยา่ ตัง้ บนั ไดบรเิ วณทล่ี ื่น มขี ยะ
- ตีนบนั ไดจะต้องต้ังห่างจากฝาทตี่ ั้งเป็นอตั รา 1 ต่อ 4 ของความสูงบนั ได
- ปลายของบันไดต้องเกนิ จากจุดทพ่ี าดผ่าน 3 ฟุต
- บนั ไดท่ีใชอ้ ยู่ใกล้บริเวณทางเดนิ ประต ควรมีสง่ิ กดี ขวางไว้ เช่น เชอื กขาว-แดง แผง
ป้องกันปิดกัน้ ไว้
- การข้ึนลงบนั ไดให้หนั หน้าเขา้ หาบนั ได
- หา้ มยกของแบกของขน้ึ ทางบันได
- ห้ามใช้บนั ไดโลหะกับงานไฟฟา้ โดยเด็ดขาด
23. ความปลอดภยั ว่าดว้ ยน่ังร้าน
- ทำ�งานในท่ีสงู เกินกว่า 2.00 เมตร ต้องท�ำ นั่งร้าน
- นง่ั รา้ นเสาเรยี งเดีย่ วสงู เกนิ 7 เมตร หรอื นัง่ ร้านสูงเกิน 21 เมตร ต้องมวี ศิ วกรรับรองตาม
แบบฟอร์มของกระทรวงแรงงาน
- นัง่ รา้ นสรา้ งด้วยโลหะต้องรบั นำ�้ หนักบรรทุกไดไ้ มน่ อ้ ยกวา่ 4 เท่า ของน้ำ�หนกั การใช้งาน

33

หนว ย 1 หนวย 2 หนวย 3

- โครงนัง่ รา้ นต้องมีการยึดโยงค้ำ�ยัน เพ่อื ป้องกนั มิใหเ้ ซหรือลม้ และในกรณีทต่ี ้องท�ำ งาน
ใกลแ้ นวสายไฟท่ีไมม่ ฉี นวนตอ้ งมรี ะยะหา่ งไมน่ อ้ ยกวา่ ทกี่ �ำ หนด หรอื ตดิ ตอ่ การไฟฟา้ มาท�ำ การติด
ตง้ั ฉนวนครอบสายไฟชัว่ คราว
- มรี าวกนั ตกสูงไม่นอ้ ยกวา่ 90 ซม. และสงู ไม่เกนิ 1.10 เมตร ยกเวน้ เฉพาะชว่ งทจ่ี ะขน
ถ่ายสงิ่ ของ
- ถา้ พบนง่ั รา้ นช�ำ รดุ หา้ มใชง้ านทนั ทจี นกวา่ จะไดท้ �ำ การซอ่ มแซมแกไ้ ขใหส้ ภาพดเี หมอื นเดมิ
- ถา้ มกี ารท�ำ งานซอ้ นกนั ตอ้ งมสี ง่ิ ปอ้ งกนั ของตกมใิ หเ้ ปน็ อนั ตรายแกผ่ ปู้ ฏบิ ตั งิ านอยขู่ า้ งลา่ ง
- การท�ำ งานอย่บู นน่งั ร้านสูงเกินกว่า 4 เมตร ผู้ปฏบิ ตั ิงานตอ้ งสวมเข็มขดั นิรภยั
24. ปา้ ยเตือนความปลอดภยั
- จดั หาปา้ ยเตือนตามมาตรฐานสากลตดิ บรเิ วณท่ที �ำ งานกอ่ สร้าง
- ตดิ ปา้ ยห้ามสบู บหุ รบี่ รเิ วณที่เกบ็ เชอื้ เพลิง เกบ็ ออ๊ กซิเจน อะซิเทลีน และหอ้ งเก็บสีหรอื
สารไวไฟ
25. การปฐมพยาบาล
- จดั ใหม้ ีห้องปฐมพยาบาลในโครงการ
- จดั หายาตามทรี่ ะบใุ นประกาศกระทรวงแรงงานแจง้ ไว้
- จดั ฝกึ การปฐมพยาบาลเบ้อื งต้นโดยคัดเลือกพนกั งานเข้ามาอบรม
26. ความปลอดภยั ลฟิ ท์ขนส่งวสั ดุ
- ลฟิ ทท์ ม่ี คี วามสงู เกนิ 9.00 เมตร จะตอ้ งมเี อกสารรบั รองการออกแบบและค�ำ นวณโครงสรา้ ง
ลฟิ ท์ โดยใช้แบบฟอรม์ ของกระทรวงแรงงาน
- หอลิฟท์สามารถรับนำ้�หนักได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของน้ำ�หนักแห่งการใช้งาน (Working
Load) มสี ่วนความปลอดภยั ไมน่ ้อยกว่า 5 (Safety Factor)
- หอลิฟทท์ ่สี ร้างดว้ ยโลหะจะตอ้ งมีจุดคราก (Yield Point) ไมน่ ้อยกวา่ 2,400 Kg/Cm2 และ
มีส่วนความปลอดภัยไม่นอ้ ยกวา่ 2 (Safety Factor = 2)
- ตวั ลฟิ ท์ตอ้ งรบั น�้ำ หนกั ได้ไม่นอ้ ยกว่า 5 เทา่ ของน�ำ้ หนกั แหง่ การใชง้ าน
- หอลิฟท์จะต้องโยงยึดกับอาคารอย่างแข็งแรง รวมถึงติดตั้งราวกันตกความสูงระหว่าง
90-110 เซนตเิ มตร บนทางเช่ือมระหวา่ งหอลิฟท์กับสงิ่ ปลกู สรา้ ง
- ตอ้ งปิดกน้ั บริเวณท่ลี ฟิ ทข์ นึ้ ลงมิใหค้ นเข้าไป
- ผบู้ ังคบั ลิฟทจ์ ะต้องไดร้ ับการอบรมการบงั คบั ลิฟท์อยา่ งปลอดภัย

34

หนว ย 1 หนวย 2 หนว ย 3

- มีปา้ ยติดไวด้ า้ นหน้า ซึ่งจะแจง้ ถึงขอ้ บังคบั การใช้ลิฟท์

- มกี ารตรวจสอบลิฟทท์ ุกวัน

- เมอื่ เกดิ การช�ำ รดุ หรอื อยู่ในระหวา่ งซอ่ มแซม หา้ มใชล้ ฟิ ท์โดยเดด็ ขาดจนกวา่ จะซอ่ มแซม
แล้วเสร็จ
- มปี า้ ยแจง้ พิกัดน�้ำ หนักอยา่ งชัดเจน

35

เอกสารอ้างอิง
1. วฑิ รู ย์ สมิ ะโชคดี และพงษ์ เฉลมิ จริ ะรตั น,์ 2563, วศิ วกรรมและการบรหิ ารความปลอดภยั
ในโรงงาน (ปรับปรุง), สง่ เสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญ่ปี ุ่น), กรุงเทพฯ, หน้า 15-140
2. อนศุ กั ด์ิ ฉน่ิ ไพศาล,2562, อาชวี อนามยั และความปลอดภยั , ซี แอนดเ์ อน็ บคุ๊ , กรงุ เทพฯ,
หนา้ 10-74.
3. นริศ โรจน์วิศาลทรัพย์, 2557, การประเมินความเส่ียง และความปลอดภัยในโรงงาน
[Online], Available:http://www.yonginter.com/index.php?lay=show&ac=arti-
cle&Id=539544345&Ntype=8 [4 มกราคม 2564].
4. สพุ ชั ตา ศภุ สทิ ธ,ิ์ 2556, สถานการณเ์ สยี่ งตอ่ การเกดิ อบุ ตั เิ หตุ[Online],Available:https://
sites.google.com/site/30916spstnun/sthankarn-seiyng-tx-kar-keid-xubatihetu
[4 มกราคม 2564].
5. พพิ ฒั น์ โพนเพชร, 2559, แนวคดิ และทฤษฎเี กย่ี วกบั การเกดิ อบุ ตั เิ หตแุ ละความปลอดภยั
[Online], Available: http://occupational-h.blogspot.com/2016/10/blog-post_48.html [5
มกราคม 2564].
6. ทวี บวั ทอง,2562, อาชวี อนามยั และความปลอดภยั , ศนู ยส์ ง่ เสรมิ อาชวี ะ ศสอ, กรงุ เทพฯ,
8-65.

36

แบบทดสอบ หนว ย 1

คำ�ชี้แจง

1. แบบทดสอบเป็นแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลอื ก จ�ำ นวน 15 ข้อ
2. ให้ผู้เรยี นเลือกคำ�ตอบทถี่ ูกตอ้ งท่สี ุดเพียงขอ้ เดียว

เรื่อง ความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอบชุบโลหะด้วยความร้อน

1. ข้อใดเป็นสาเหตุท่เี กิดจากความผดิ พลาดจากผูป้ ฏบิ ตั ิงาน สภาวะไมพ่ ร้อม
ก. ขาดความระมัดระวงั
ข. ไม่มีการจดั หาอปุ กรณ์คมุ้ ครองความปลอดภัยให้
ค. ไมม่ ีการวางแผนและเตรยี มงานด้านความปลอดภยั ไว้
ง. ไม่มีการบังคบั ใหป้ ฎิบัติตามกฎความปลอดภัย

2. สาเหตุโดยทว่ั ไปของอุบัติเหตุ ขอ้ ใดมสี าเหตุมาจากเร่อื งของความรู้เทา่ ไมถ่ ึงการณ์
ก. ขาดความรู้หรือไม่ไดต้ ระหนกั ในเรอ่ื งความปลอดภัย
ข. เกดิ จากมีความเชือ่ มน่ั มากเกนิ ไปเนอื่ งจากทำ�งานมานาน
ค. การละเลยไมเ่ อาใจใสห่ รือมที ัศนคตผิ ิด ๆในเร่ืองความปลอดภยั
ง. เครอ่ื งปอ้ งกันอันตรายหรือเครอ่ื งก้ันจัดไว้ให้ แต่ไม่ใช้หรือถอดออก

3. การคาดการณ์อันตรายในกระบวนการทำ�งานผลติ ภณั ฑ์ใหม่ เพอื่ ใชใ้ นการชบ้ี ง่ อนั ตราย โดยใช้
วิธีการนำ�แบบ ตรวจไปใช้ในการตรวจสอบการดำ�เนินงานเพ่ือค้นหาอันตราย คือหลักการทาง
วศิ วกรรมในขอ้ ใด
ก. what if analysis
ข. checklist
ค. Hazard and operability study (HAZOP)
ง. Fault tree Analysis

37

แบบทดสอบ หนว ย 1

4. หากผลการประเมนิ ความเสย่ี งอยใู่ นระดบั ความเสย่ี งสงู ผปู้ ระกอบการตอ้ งด�ำ เนนิ การตามขอ้ ใด
ก. จดั ท�ำ แผนงานลดความเสยี่ ง
ข. หยดุ การดำ�เนนิ งานโดยทันที
ค. วางแผนและเตรยี มงานเกีย่ วกบั ความปลอดภัย
ง. แนะนำ�ใหพ้ นกั งานปฎิบตั ิตามกฎความปลอดภัยในการท�ำ งาน

5. หากผลการประเมนิ ความเสยี่ งอยใู่ นระดบั ท่รี ับไม่ได้ ผปู้ ระกอบการตอ้ งดำ�เนินการตามข้อใด
ก. วางแผนและเตรียมงานเก่ยี วกับความปลอดภยั
ข. จัดหาและแนะน�ำ อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภยั
ค. หยุดการด�ำ เนนิ งานน้นั โดยทนั ที
ง. แนะนำ�ใหพ้ นกั งานปฎบิ ตั ติ ามกฎความปลอดภัยในการทำ�งาน

6. หมายเลข 3 หมายถึงขอ้ ใด


ก. วันที่ 31

ข. วันทเ่ี คยหยดุ งาน

ค. วนั หยุดส้ินเดอื น

ง. วนั ทที่ �ำ งานมาแลว้ เรม่ิ
นบั จาก 1 มกราคม

7. วนั เสาร์หรือวันอาทิตย์ ทางบรษิ ัทจะนบั เป็นสถิติหรอื ไมเ่ พราะอะไร
ก. นับ เพราะ ทุกวันน้ันมอี ุบตั เิ หตุ
ข. นับ เพราะ งา่ ยต่อการวิเคราะห์
ค. ไม่นบั เพราะ ไม่ใช่เวลาการท�ำ งงาน
ง. ไม่นบั เพราะ อาจบดิ เบือนขอ้ มลู

38

แบบทดสอบ หนว ย 1

8. หลักของโดมโิ น คือขอ้ ใด
ก. การบาดเจบ็ และความเสยี หายต่างๆ เปน็ ผลสืบเน่ืองมาจากธรรมชาติ
ข. การบาดเจ็บและความเสยี หายต่างๆ เป็นผลสืบเนือ่ งมาจากการกระทำ�
ค. การบาดเจ็บและความเสียหายตา่ งๆ เป็นผลสบื เนื่องมาจากเครือ่ งจกั ร
ง. การบาดเจ็บและความเสียหายตา่ งๆ เป็นผลสืบเนือ่ งมาจากอุบัติเหตุ
หรอื การกระทำ�ที่ไมป่ ลอดภยั
9. ทฤษฎมี ูลเหตุเชิงซอ้ น กล่าววา่ อย่างไร
ก. อุบตั ิเหตยุ อ่ มเกิดขึน้ ไดจ้ ากเหตตุ ่างๆ ขึน้ อยู่กบั สถานที่
ข. อุบัติเหตยุ อ่ มเกดิ ขน้ึ ไดจ้ ากเหตุตา่ งๆ หลายอย่างซ่งึ อยู่เบอ้ื งหลงั
ค. การบาดเจ็บและความเสยี หายต่างๆ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระท�ำ
ง. การบาดเจ็บและความเสยี หายตา่ งๆ เปน็ ผลสืบเน่ืองมาจากส่งิ แวดล้อม
10. ส่ิงทต่ี ้องค�ำ นงึ เปน็ สิ่งแรกในการปอ้ งกนั อุบัตเิ หตุคือข้อใด
ก. เวลาพกั
ข. คา่ ล่วงเวลา
ค. ค่าตอบแทน
ง. ความปลอดภัยส่วนบุคคล
11. ขอ้ ใดให้ความหมายคลา้ ยกับการกำ�หนดแนวทางป้องกันอุบตั เิ หตุ
ก. การกาํ หนดวธิ กี ารทํางานอยา่ งปลอดภยั
ข. การบำ�รุงรกั ษาเครือ่ งจักร
ค. การตัง้ กฎบังคับ
ง. จดั ท�ำ บันทึกและรายงานผล
12. ข้อใดคือระดบั เสยี งที่ยอมรับไดก้ ับเวลาการท�ำ งานปกติในแต่ละวนั
ก. 90 เดซเิ บล
ข. 100 เดซิเบล
ค. 110 เดซเิ บล
ง. 130 เดซเิ บล

39

แบบทดสอบ หนว ย 1

13. ขอ้ ใดเปน็ สิ่งท่ีโรงงานไม่ควรปฏบิ ตั ิ
ก. สร้างสายล่อฟา้ ตามความจ�ำ เปน็
ข. จา้ งวศิ วกรมาควบคมุ การด�ำ เนินงาน
ค. ระบายน�้ำ เสยี ออกจากโรงงาน
ง. จดั ทำ�ทเี่ ก็บวัสดุอนั ตราย
14. ข้อใดเปน็ มาตรการควบคมุ ป้องกันอันตรายจากสารเคมอี ันตรายทดี่ ที ส่ี ดุ
ก. ติดตง้ั พัดลมระบายอากาศ
ข. สวมใส่ถงุ มอื ตลอดเวลาทท่ี �ำ งานกับสารเคมี
ค. จัดทำ�เอกสารความปลอดภยั สารเคมีใหพ้ รอ้ มใช้ตลอดเวลา
ง. ยกเลิกการใชส้ ารเคมที ี่เปน็ อันตราย หรอื เปลย่ี นไปใช้สารชนดิ อน่ื ทปี่ ลอดภยั กว่า
15. การเลอื กวธิ กี ารควบคุมส่งิ แวดลอ้ มการท�ำ งานใหเ้ หมาะสมท่ีสดุ จะเกดิ ผลด้านใดมากท่สี ดุ
ก. เครื่องจักรใช้งานได้นาน
ข. ประหยดั เงินไมต่ อ้ งจ่ายทดแทนให้คนงาน
ค. ใชค้ นงานจำ�นวนนอ้ ยกว่าเป้าหมายที่ตงั้ ไว้
ง. ผู้ปฏบิ ัติงานที่มสี ขุ ภาพอนามัยดี มีความปลอดภยั ในการท�ำ งานสูง

40

เฉลยแบบทดสอบ หนวย 1

1. ก
2. ก
3. ข
4. ก
5. ค
6. ง
7. ข
8. ง
9. ข
10. ง
11. ก
12. ก
13. ค
14. ข
15. ง

41

หนว ย 1 หนวย 2 หนวย 3

2.1 กระบวนการชุบโลหะดว้ ยวิธีเหนีย่ วน�ำ ทางไฟฟา้
2.2 กระบวนการอบชบุ โลหะทางความร้อนด้วยเตา (Furnace)
2.3 กระบวนการอบชุบโลหะด้วยวธิ อี นิ ดกั ชั่น (Induction)
2.4 การอา่ นและอธิบายแบบสั่งงานในการอบชบุ โลหะด้วยความร้อน
2.5 ขอ้ กำ�หนดของกระบวนการอบชบุ ทางความร้อน
2.6 การออกแบบเครือ่ งมอื ส�ำ หรับการทดสอบในกระบวนการอบชุบ

2.1 กระบวนการชุบโลหะด้วยวิธีเหนี่ยวนำ�ทางไฟฟ้า

กรรมวิธีการขึ้นรูปของวัสดุ

กรรมวิธีการข้ึนรูป (Forming) หรือกระบวนการขึ้นรูปโลหะ (Metal Forming Process)
หมายถึง กระบวนการผลิตประเภทหนึ่งที่เปลี่ยนรูปร่างของวัตถุดิบ (Raw Material) ให้เป็น
ผลิตภณั ฑ์ (Product) หรอื ชิน้ งานทมี่ รี ปู รา่ งตามตอ้ งการ โดยใชแ้ มพ่ มิ พห์ รือเครอ่ื งมือเฉพาะ (Die
หรอื Forming Tool) ในการขึน้ รูปขณะทว่ี ัตถดุ ิบอยู่ในสภาวะของแขง็ โดยไม่มีการเสยี เศษ และ
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงองคป์ ระกอบภายในของวัสดนุ น้ั ๆ จึงเรยี กกระบวนการนวี้ ่า งานข้นึ รูปโลหะ
(Metal Forming Process) หรืองานเปลย่ี นรปู โลหะในชว่ งการเปลีย่ นรปู ถาวร(Metal Deformation
Process หรอื Deformation Process)
กระบวนการขน้ึ รปู โลหะแบง่ เปน็ 2 ประเภท โดยพจิ ารณาจากวสั ดเุ รม่ิ ตน้ ถา้ วสั ดเุ รม่ิ ตน้ เปน็
โลหะแผน่ จะเป็นกลมุ่ กระบวนการขึน้ รปู โลหะแผ่น (Sheet Metal Forming Process) และถ้าวัสดุ
เร่ิมต้นมีลักษณะเป็นก้อน (Bulk Metal Forming Process) จะเป็นกระบวนการข้ึนรูปโลหะก้อน
กระบวนการข้ึนรูปโลหะแผ่น (Sheet Metal Forming Process) เช่น กระบวนการตัดเฉือน

42

หนวย 1 หนว ย 2 หนวย 3

(Blanking Process) กระบวนการพบั ข้ึนรปู (Bending Process) และกระบวนการลากข้นึ รปู ลึก
(Deep Drawing Process) กระบวนการขึน้ รปู โลหะก้อน (Bulk Metal Forming Process) เช่น
กระบวนการทบุ ขน้ึ รูป (Forging Process) กระบวนการอดั รดี ขน้ึ รูป (Extrusion Process) และ
กระบวนการรดี ขึ้นรูป

องค์ประกอบในการขึ้นรูปโลหะแผ่น

การท�ำ งานและการผลติ ชน้ิ งานดว้ ยกระบวนการปมั๊ โลหะ เพอื่ ใหไ้ ดช้ นิ้ งานทสี่ มบรู ณถ์ กู ตอ้ ง
เท่ียงตรงตามความต้องการ รวมถึงกระบวนการผลิตท่ีดูแลรักษาง่ายไม่เกิดค่าใช้จ่ายสูงเกินไปอยู่
ในขอบเขตท่ีควรจะเป็น จ�ำ เปน็ ตอ้ งมีการดูแลเชื่อมโยงอย่างเปน็ ระบบโดยมีองคป์ ระกอบดงั น้ี
1. กลไกการเปลี่ยนรูปถาวรของวสั ดุและการไหลตัวสภาวะความเคน้ ที่เกดิ ข้ึนในบรเิ วณต่างๆ เพ่ือ
วางแผนการออกแบบแม่พิมพ์ให้มีประสิทธิภาพสามารถทำ�นายตำ�แหน่งหรือโอกาสในการ เกิด
ความเสยี หายขณะท�ำ การข้ึนรูป เพ่ือหาแนวทางในการแก้ไขป้องกนั เพอ่ื ใหไ้ ด้ชิน้ งานท่สี มบรู ณ์
2. สมบตั ิของวัสดเุ รม่ิ ต้น องคป์ ระกอบทางเคมี ความแขง็ แรงของวัสดุ ความสามารถในการไหล
ตัว ความแขง็ แรงทเี่ พิม่ ข้ึนในขณะขนึ้ รูป (Work Hardening) สมบัติทางด้านทิศทางตามแนวรดี
ของวสั ดุ สมบตั ิทางโลหะวิทยา รวมถึงการปรบั ปรงุ โครงสรา้ งโดยใช้ความรอ้ น (Heat Treatment)
ก่อนข้นึ รปู ดว้ ย
3. สมบตั ขิ องวสั ดหุ ลงั การขนึ้ รปู หมายถงึ สมบตั ทิ างกล ลกั ษณะของผวิ ส�ำ เรจ็ ความเทยี่ งตรงของ
ขนาดในบางกรณีการเกิดความเครยี ดในเน้อื วสั ดอุ าจส่งผลตอ่ การน�ำ ไปใช้งาน จงึ ต้องค�ำ นึงถงึ การ
ปรบั ปรงุ สมบตั ดิ ้วยความรอ้ นก่อนนำ�ไปใช้
4. บรเิ วณผิวสัมผสั ระหวา่ งช้ินงานและแมพ่ มิ พ์ เปน็ บรเิ วณทเี่ กดิ ความเสียดทานที่ตา้ นการไหลตวั
ของวสั ดุ จงึ ควรมคี วามเขา้ ใจในศาสตรข์ องการหลอ่ ลนื่ และศาสตรท์ เ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การปรบั สภาวะผวิ
ของแม่พิมพแ์ ละชนิ้ งาน รวมถงึ การสกึ หรอท่ีผิวของแม่พิมพภ์ ายใต้สภาวะการป้ัมโลหะดว้ ย
5. ความเข้าใจในกระบวนการท�ำ งานของแม่พิมพ์ ตัวแปรที่มผี ลตอ่ ความส�ำ เร็จในการขน้ึ รูปทำ�ให้
เกดิ การออกแบบทเ่ี หมาะสมในการใชง้ านและซอ่ มบ�ำ รงุ ไดง้ า่ ย รวมถงึ ความรคู้ วามเขา้ ใจทถี่ กู ตอ้ ง
ในการผลิตเพอ่ื ให้เกิดความเคน้ ตกคา้ งนอ้ ยทสี่ ุดและไม่ท�ำ ใหเ้ กิดความเสยี หายกับชิน้ สว่ นแมพ่ มิ พ์
ได้ง่าย
6. เครอ่ื งป้ัม เป็นตวั ส่งผ่านแรงในการประกบชุดแม่พิมพ์เขา้ หากนั เพ่ือขึ้นรปู ช้นิ งาน การเลอื กใช้
เครอื่ งปมั้ ทเี่ หมาะสม ความเขา้ ใจในกลไกการท�ำ งานวธิ กี ารตดิ ตงั้ แมพ่ มิ พบ์ นเครอื่ งปมั๊ และการปรบั
ตง้ั เงือ่ นไขตา่ งๆ ในการป้มั โลหะ

43

หนว ย 1 หนวย 2 หนว ย 3

กรรมวิธีการขึ้นรูปโลหะแบ่งออกได้เป็น

1. การข้ึนรูปแบบรอ้ น (Hot Working) 2. การข้ึนรูปแบบเย็น ( Cold Working)
การขึน้ รูปแบบร้อน (Hot Working) หมายถงึ ขบวนการทท่ี �ำ ใหโ้ ลหะหรอื วัสดไุ ด้รบั แรงใน
ทางกล (Mechanical Working) ทีอ่ ุณหภูมสิ ูงกว่าอุณหภมู ิในการเกดิ ผลกึ ใหม่ (Recrystallization)
แตจ่ ะต�ำ่ หรือนอ้ ยกวา่ อณุ หภูมิในการท�ำ ให้เกดิ การหลอม (Melting Point) ของโลหะหรือวัสดุน้นั ๆ
ดังตวั อย่างเช่น การตีเหล็ก (Forging) การรดี แบบร้อน (Hot Rolling) เป็นต้น
ขบวนการขึน้ รูปแบบรอ้ น ประกอบไปดว้ ย
1. การตขี นึ้ รปู (Forging)
2. การรดี ร้อน (Hot Rolling)
3. การดงึ และกดขน้ึ รูป (Drawing & Cupping)
4. การเชื่อมตอ่ ทอ่ (Pipe Welding)
5. การแทงขึ้นรูป (Piercing)
6. การเคลือ่ นไหลขนึ้ รปู (Extruding)
7. การหมนุ ขนึ้ รูป (Spinning)
ขอ้ ดีของขบวนการข้นึ รปู แบบร้อน
1. สารมลทิน (Impurity) จะแตกตวั กระจัดกระจาย
2. กำ�จัดรพู รุน (Porosity) ได้ดียง่ิ ขึ้น
3. ปรบั ปรงุ คณุ สมบตั ทิ างกล อาทเิ ชน่ Strength, Formability, Rigidity, Toughness และ
Durability
4. เกรนทย่ี าว (Elongated Grain), เกรนท่ีหยาบ (Course Grain) จะมีความละเอยี ดของ
เกรนมากข้นึ
ข้อเสยี ของขบวนการขนึ้ รปู แบบร้อน
1. เกดิ ออกไซด์ท่บี รเิ วณผิวช้ินงาน
2. เกิดสะเกด็ กับผวิ ชนิ้ งานจนทำ�ใหไ้ ด้ผิวออกมาไม่สวย
3. ไม่สามารถควบคุมขนาดของชนิ้ งานได้ สาเหตอุ นั เนอ่ื งมาจากการขยายตัวและการหด
ตวั ของโลหะเมอื่ ได้รับความรอ้ น

44

หนวย 1 หนว ย 2 หนวย 3

การข้ึนรปู แบบเยน็ (Cold Working) หมายถึง ขบวนการรีดขึน้ รูปเพือ่ ใหว้ สั ดุหรอื โลหะเกิด
การเปลย่ี น แปลง รปู รา่ งชนดิ ถาวรในท่ี ๆ อุณหภูมติ ำ�่ ๆ ทั้งน้ีโดยไมท่ ำ�ให้เกิดผลึกใหม่ขึ้น
ขบวนการขน้ึ รูปแบบเยน็ จะประกอบไปด้วย
1. การดดั งอ (Bending)
2. การรีดเย็น (Cold Rolling)
3. การอัดรดี (Extruding)
4. การบดิ งอ (Squeezing)
5. การรีดขน้ึ รูป (Shear Spinning)
6. การตัดยดึ (Stretching)
7. การงอตรง (Straight Bending)
8. การตขี ้ึนรูป (Shot Penning)
9. การขน้ึ รูปพิมพ์ลึก (Deep Drawing)
10. การกระแทกขน้ึ รปู (Forging)
11. การแทงขึ้นรปู (Hobbing)
ขอ้ ดีของขบวนการขึ้นรูปแบบเยน็
1. ใชอ้ ณุ หภูมนิ ้อยในการขึน้ รปู (ประมาณ 20 - 25oC)
2. มคี วามสวยท่ีผิว เรยี บ สะอาด และเงางามของช้ินงาน
3. ช้นิ งานท่ีได้มีขนาดที่เทีย่ งตรง และแน่นอนดีมาก
4. ไดค้ วามแขง็ แรง และแขง็ มากขึน้ กวา่ เดมิ
ข้อเสียของขบวนการขนึ้ รปู แบบเย็น
1. เกิดความเคน้ (Stress) มาก
2. เกดิ ความเครียด (Strain) มาก
3. เกรนของโลหะเกดิ การแตกหกั ไดง้ ่าย
4. ตอ้ งลงทุนมากในการติดตั้งเครื่องจกั รทมี่ กี �ำ ลังมาก ๆ และขนาดใหญ่ ๆ

45

หนวย 1 หนวย 2 หนวย 3

อิทธิพลของธาตุในชิ้นงานที่ส่งผลต่อ
กระบวนการอบชุบโลหะด้วยความร้อน

คุณสมบัตขิ องธาตุตา่ ง ๆ เมื่อผสมลงไปในเหลก็
1. คาร์บอน (Carbon) สญั ลกั ษณท์ างเคมี คือ C
เปน็ ธาตทุ ส่ี �ำ คญั ทส่ี ดุ จะตอ้ งมผี สมอยู่ในเนอื้ เหลก็ มคี ณุ สมบตั ทิ �ำ ใหเ้ หลก็ แขง็ เพม่ิ ขนึ้ หลงั
จากน�ำ ไปอบชบุ (Heat Treatment) โดยรวมตวั กับเนือ้ เหลก็ เป็นสารทเ่ี รยี กวา่ มาร์เทนไซต์ (Mar-
tensite) และซีเมนไตด์ (Cementite) นอกจากนัน้ คารบ์ อนยงั สามารถรวมตัวกบั เหลก็ และธาตุ
อ่ืน ๆ กลายเปน็ คาร์ไบด์ (Carbide) ซ่ึงจะช่วยเพ่มิ ความต้านทานตอ่ การสกึ หรอของเหลก็ อย่างไร
กต็ าม คารบ์ อนจะลดความยดื หยุน่ (Elasticity) ความสามารถในการตขี ึน้ รูป (Forging) และความ
สามารถในการเช่ือม (Welding) และไมม่ ผี ลต่อความตา้ นทานการกัดกร่อน
2. อลูมเิ นียม (Aluminium) สัญลกั ษณท์ างเคมี คือ Al
เปน็ ธาตทุ น่ี ยิ มใชเ้ ปน็ ตวั ไลแ่ กส็ ออกซเิ จน และไนโตรเจน (Deoxidizer และ Denitrizer) มาก
ทส่ี ดุ ซงึ่ ผสมอยเู่ ลก็ นอ้ ยในเหลก็ จะมผี ลท�ำ ใหเ้ นอื้ ละเอยี ดขน้ึ เมอ่ื ใชผ้ สมลงในเหลก็ ทจี่ ะน�ำ ไปผา่ น
กระบวนการอบชุบแข็ง โดยวิธีไนไตรดิ้ง (Nitriding) ท้ังน้ีเน่ืองจากอลูมิเนียมสามารถรวมตัวกับ
ไนโตรเจน เป็นสารท่แี ข็งมาก ใชผ้ สมลงในเหล็กทนความรอ้ นบางชนดิ เพ่อื ใหต้ ้านทานตอ่ การตก
สะเก็ด (Scale) ไดด้ ขี ึ้น
3. โบรอน (Boron) สญั ลักษณ์ทางเคมี คอื B
ชว่ ยเพมิ่ ความสามารถชบุ แขง็ แกเ่ หลก็ ที่ใชท้ �ำ ชนิ้ สว่ นเครอ่ื งจกั รทว่ั ไป จงึ ท�ำ ใหใ้ จกลางของ
งานทีท่ ำ�ดว้ ยเหลก็ ชบุ ผวิ แข็ง มคี วามแข็งสงู ขน้ึ โบรอนสามารถดดู กลืนนวิ ตรอนไดส้ ูง จึงนิยมเติม
ในเหล็กท่ีใช้ท�ำ ฉากกัน้ อุปกรณน์ ิวเคลียร์
4. เบรลิ เลียม (Beryllium) สญั ลกั ษณท์ างเคมี คือ Be
สปรงิ นาฬกิ าซงึ่ ตอ้ งตอ่ ตา้ นอ�ำ นาจแมเ่ หลก็ และรบั แรงแปรอยตู่ ลอดเวลานน้ั ท�ำ จากทองแดง
ผสมเบริลเลยี ม (Beryllium-Coppers Alloys) โลหะผสมนกิ เกลิ -เบริลเลียม (Ni-Be Alloys) แขง็
มาก ทนการกดั กรอ่ นได้ดี ใชท้ �ำ เคร่อื งมือผ่าตดั
5. แคลเซียม (Calcium) สญั ลกั ษณ์ทางเคมี คอื Ca
แคลเซียมจะใช้ในลักษณะแคลเซียมซิลิไซด์ (CaSi) เพื่อลดออกซิเดชั่น (Deoxidation)
นอกจากน้ัน แคลเซียม ยงั ชว่ ยเพิม่ ความต้านทานการเกดิ สเกลของวัสดทุ ่ีใชเ้ ปน็ ตัวน�ำ ความรอ้ น

46

หนวย 1 หนวย 2 หนว ย 3

6. ซเี รยี ม (Cerium) สญั ลกั ษณท์ างเคมี คือ Ce
เป็นตัวลดออกซิเจนและกำ�มะถันได้ดี ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติด้าน Hot Working ของ
เหล็กกลา้ และปรบั ปรงุ ความตา้ นทานการเกดิ สเกลของเหล็กทนความรอ้ น
7. โคบอลต์ (Cobalt) สัญลกั ษณท์ างเคมี คือ Co
ไม่ทำ�ใหเ้ กิดคาร์ไบด์ แตส่ ามารถป้องกันไม่ไห้เหลก็ เกดิ เนือ้ หยาบท่อี ุณหภมู ิสงู ดังนน้ั จึง
ช่วยปรับปรุงให้เหล็กมีความแข็งแรงที่อุณหภูมิสูง ด้วยเหตุนี้ จึงใช้ผสมในเหล็กขึ้นรูปงานร้อน
เหลก็ ทนความรอ้ น และเหลก็ ไฮสปีด ธาตโุ คบอลตเ์ มือ่ ได้รับรังสนี วิ ตรอนจะเกดิ เป็น โคบอลต์ 60
ซึ่งเป็นสารกัมมันตภาพรังสีอย่างรุนแรง ดังนั้น จึงไม่ควรเติมโคบอลต์ลงในเหล็กท่ีใช้ทำ�เครื่อง
ปฏิกรณ์ปรมาณู
8. โครเมียม (Chromium) สญั ลักษณท์ างเคมี คอื Cr
ทำ�ให้เหล็กอบชุบได้ง่ายข้ึน เพราะลดอัตราการเย็นตัววิกฤตลงอย่างมาก สามารถชุบใน
น้ำ�มันหรืออากาศได้ (Oil or Air Quenching) เพ่มิ ความแข็งให้เหล็ก แต่ลดความทนทานตอ่ แรง
กระแทก(Impact) ลง โครเมยี มทผี่ สมในเหลก็ จะรวมตวั กบั คารบ์ อน เปน็ สารประกอบพวกคาร์ไบด์
ซึง่ แขง็ มาก ดงั นัน้ จงึ ทำ�ใหเ้ หลก็ ทนทานตอ่ แรงเสียดสี และบรเิ วณท่ีเปน็ รอยคมหรือความคมไม่
ลบงา่ ย ทำ�ใหเ้ หลก็ เปน็ สนมิ ไดย้ าก เพม่ิ ความแข็งแรงของเหล็กที่ใช้งานทีอ่ ณุ หภูมสิ ูง เพิ่มความ
ทนทานต่อการกัดกรอ่ นของสารต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
9. ทองแดง (Copper) สัญลกั ษณท์ างเคมี คอื Cu
เพมิ่ ความแข็งแรง ถ้ามีทองแดงผสมอยู่ในเหลก็ แมเ้ พยี งเล็กน้อย เหล็กจะไมเ่ กิดสนิมเม่ือ
ใช้งานในบรรยากาศ ทองแดงจะไม่มีผลเสยี ต่อความสามารถในการเชือ่ มของเหล็กแต่อย่างใด
10. แมงกานีส (Manganese) สัญลกั ษณ์ทางเคมี คือ Mn
ใชเ้ ป็นตวั ไล่ก�ำ มะถัน (S) ซ่งึ เปน็ ตวั ท่ีไม่ต้องการในเนอื้ เหลก็ จะถูกกำ�จัดออกในขณะหลอม
ท�ำ ใหเ้ หลก็ อบชบุ แขง็ ง่ายข้นึ เนอื่ งจากเป็นตวั ลดอตั ราการเย็นตวั วิกฤต (Critical Cooling Rate)
ทำ�ให้เหล็กทนทานต่อแรงดึงได้มากขึ้น เพ่ิมสัมประสิทธิ์การขยายตัวของเหล็กเม่ือถูกความร้อน
แต่จะลดคณุ สมบตั ิในการเปน็ ตวั น�ำ ไฟฟ้า และความรอ้ น นอกจากน้ัน แมงกานีสยังมีอิทธิพลตอ่
การขึ้นรปู หรือเชอื่ ม เหล็กกล้าคาร์บอนที่มีปริมาณแมงกานสี เพิ่มขนึ้ จะทนตอ่ การเสยี ดสไี ด้ดีขึน้
มาก
11. โมลบิ ดนี มั (Molybdenum) สัญลักษณ์ทางเคมี คอื Mo
ปกตจิ ะใชผ้ สมรวมกบั ธาตอุ นื่ ๆ เปน็ ตวั ลดอตั ราการเยน็ ตวั วกิ ฤต ท�ำ ใหอ้ บชบุ งา่ ยขน้ึ ปอ้ งกนั
การเปราะขณะอบคืนตัว (Temper Brittleness) ท�ำ ให้เหลก็ มเี น้อื ละเอยี ด เพ่มิ ความทนทานต่อแรง

47


Click to View FlipBook Version