The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เนื้อหาประกอบด้วยประวัติ รูปถ่าย ผลงานและเกียรติประวัติ รวมถึงสรุปความสำคัญ ผลงานที่มีประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากบุคคลสาคัญแต่ละท่านเพื่อนำข้อคิดและคติที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thanchanok Naiyanet, 2020-08-24 02:16:08

ประวัติบุคคลสำคัญของไทย

เนื้อหาประกอบด้วยประวัติ รูปถ่าย ผลงานและเกียรติประวัติ รวมถึงสรุปความสำคัญ ผลงานที่มีประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากบุคคลสาคัญแต่ละท่านเพื่อนำข้อคิดและคติที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคม

Keywords: ประวัติบุคคลสำคัญของไทย,ประวัติศาสตร์,บุคคล,ประเทศไทย,สำคัญ

ประวตั ิบคุ คลสำคัญ
ของไทย

คำนำ

หนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ เร่อื ง ประวตั ิบคุ คลสาคัญของไทย เป็นส่วนหน่ึงของรายวิชา ส๓๓๑๐๓
ประวัติศาสตรไ์ ทย ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ ๖ โดยมวี ัตถปุ ระสงค์เพื่อศึกษาคน้ คว้าขอ้ มลู เกยี่ วกับบคุ คลสาคญั
ของไทย โดยเน้ือหาประกอบด้วยประวัติ รูปถา่ ย ผลงานและเกียรตปิ ระวตั ิ รวมถึงสรุปความสาคญั ผลงาน
ท่ีมปี ระโยชนต์ อ่ สังคมและสงิ่ ทไ่ี ดเ้ รียนร้จู ากบคุ คลสาคญั แต่ละท่านเพอื่ นาข้อคดิ และคติทไ่ี ด้มาประยุกต์ใช้
ให้เกดิ ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสงั คม หากหนงั สืออิเล็กทรอนิกสเ์ ล่มนี้เกิดข้อผิดพลาดประการใด คณะ
ผ้จู ดั ทาก็ขออภัยมา ณ ทน่ี ดี้ ว้ ย

๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๓

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖/๔

สารบญั

หนา้
คำนำ
สำรบัญ
พระยำพิชัยดำบหกั (ทองด)ี .............................................................................................................................. ๑
พระยำพหลพลพยหุ เสนำ (พจน์ พหลโยธนิ ) .................................................................................................... ๓
สมเดจ็ พระรำมำธบิ ดีท่ี ๒ ................................................................................................................................ ๕
ปรดี ี พนมยงค์ .................................................................................................................................................. ๗
หลวงประดษิ ฐไพเรำะ (ศร ศลิ ปบรรเลง) ......................................................................................................... ๙
กำพล วชั รพล ............................................................................................................................................... ๑๑
พลเอกเปรม ติณสูลำนนท์ ............................................................................................................................. ๑๓
เอ้ือ สนุ ทรนำน .............................................................................................................................................. ๑๕
สมเดจ็ พระมหำสมณเจำ้ กรมพระปรมำนุชิตชิโนรส ..................................................................................... ๑๗
เจำ้ ฟ้ำธรรมธเิ บศไชยเชษฐ์สุรยิ วงศ์ (เจำ้ ฟำ้ กงุ้ ) ............................................................................................. ๑๙
เจ้ำพระยำวชิ ำเยนทร์ (คอนสแตนตนิ ฟอลคอน) .......................................................................................... ๒๑
พระรำชวรวงศเ์ ธอ กรมหมืน่ พทิ ยำลงกรณ์ ................................................................................................... ๒๓
ป๋วย อ๊ึงภำกรณ์ ............................................................................................................................................. ๒๕
เจำ้ พระยำพระคลงั (หน) ............................................................................................................................... ๒๗
พระเจ้ำบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงรำชบรุ ีดเิ รกฤทธิ์ ........................................................................................... ๒๙
สุนทรภู่ ......................................................................................................................................................... ๓๑
เจ้ำพระยำยมรำช (ป้ัน สุขุม) ......................................................................................................................... ๓๓
พลตรีพระเจ้ำวรวงศเ์ ธอ กรมหมืน่ นรำธปิ พงศป์ ระพันธ์ ............................................................................... ๓๕
พันทำ้ ยนรสงิ ห์ .............................................................................................................................................. ๓๗
พระเจำ้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงชมุ พรเขตอดุ มศกั ดิ์ ....................................................................................... ๓๙
ทำ่ นผู้หญิงพนู ศขุ พนมยงค์ .......................................................................................................................... ๔๑

หมอ่ มรำชวงศ์คึกฤทธ์ิ ปรำโมช ..................................................................................................................... ๔๓
สมเดจ็ พระเอกำทศรถ ................................................................................................................................... ๔๕
นำยขนมต้ม ................................................................................................................................................... ๔๗
หลวงสุขุมนัยประดษิ ฐ์ (ประดิษฐ์ สุขมุ ) ........................................................................................................ ๔๙
นำยจันหนวดเข้ียว ........................................................................................................................................ ๕๑
ท้ำวสุรนำรี .................................................................................................................................................... ๕๓
จอมพลแปลก พิบลู สงครำม .......................................................................................................................... ๕๕
สฤษด์ิ ธนะรัชต์ ............................................................................................................................................. ๕๗
พระสุพรรณกลั ยำ ......................................................................................................................................... ๕๙
เจำ้ พระยำพระเสดจ็ สุเรนทรำธิบดี (หม่อมรำชวงศเ์ ปยี มำลำกลุ ) ................................................................. ๖๑
พระยำอนมุ ำนรำชธน (ยง เสฐยี รโกเศศ) ...................................................................................................... ๖๓
หม่อมหลวงป่ิน มำลำกลุ ............................................................................................................................... ๖๕
สืบ นำคะเสถยี ร ............................................................................................................................................ ๖๗
สมเดจ็ พระเพทรำชำ ..................................................................................................................................... ๖๙
พระเจ้ำบรมวงศเ์ ธอ กรมหมนื่ พไิ ชยมหนิ ทโรดม ........................................................................................... ๗๑
สมเดจ็ พระมหติ ลำธเิ บศร อดุลยเดชวกิ รม พระบรมรำชชนก ....................................................................... ๗๓
สมเดจ็ พระรำชปิตลุ ำ บรมพงศำภิมุข เจำ้ ฟำ้ ภำณุรงั ษสี ว่ำงวงศ์ กรมพระยำภำณพุ นั ธวุ งศว์ รเดช ................ ๗๕
พระยำศรสี นุ ทรโวหำร (น้อย อำจำรยำงกรู ) ................................................................................................. ๗๗

๑ พระยาพิชยั ดาบหัก(ทองดี)

โดย นายศภุ กฤษ อยูเยน็ ชน้ั ม.๖/๔ เลขท่ี๑
ในสมัยอยุธยาตอนปลายและธนบุรี มีวีรชนทานหน่ึงไดเขาตอสูกับศัตรูท่ีมารุกราน อยางเด็ดเดี่ยวและ
กลาหาญ เพ่ือปกปองบานเมืองแผนดินเกิด วีรชนทานน้ัน คือ พระยาพิชัยดาบหัก ทานปรากฏช่ือในพระราช
พงศาวดารเนื่องจากเปนทหารเอกคูพระทัยของสมเด็จพระเจากรุงธนบุรี และเปนผูมีสวนกอบกูเอกราชของ
ชาติไทยหลงั การเสียกรงุ ศรีอยุธยาครง้ั ทีส่ อง มีช่ือเสียงอยางยิ่งในดานความกตญั ูกตเวทแี ละความกลาหาญ

เดิมทานช่ือ จอย เกิดท่ีบานหวยคา อําเภอพิชัย จังหวัด
อุตรดิตถ ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ศึกษาอยูกับทานพระครู
วัดมหาธาตุหรือวัดใหญ เมืองพิชัย ภายหลัง จอยไดเปลี่ยนชื่อ
ใหมเปนทองดี หรือ ทองดีฟนขาว มีความสามารถและช่ือเสียง
อยางย่ิงทั้งทางเชิงมวยและเชิงดาบ จนไดเขารับราชการกับ
สมเด็จพระเจากรุงธนบุรี ตั้งแตคร้ังดํารงตําแหนงเปนพระยา
ตาก ตอมานายทองดีไดรับแตงตั้งเปนองครักษมีบรรดาศักดิ์
เปน "หลวงพิชัยอาสา"

หลวงพิชัยอาสาไดรวมรบกับพระยาวชิรปราการ(สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช)พรอมดวยกําลังทหาร
ไดเขาปะทะตอสู รบกับทัพพมา มีชัยชนะหลายคร้ังหลายคราว เม่ือกอบกูเอกราชไดแลว พระยาวชิรปราการ
ไดข ้ึนเปน กษตั รยิ ป กครองกรุงธนบุรแี ละไดโ ปรดเกลา ฯใหห ลวงพชิ ัยอาสาเปน จมื่นไวยวรนาถ เอกราชองครกั ษ

ในป พ.ศ.๒๓๑๑ พมาไดยกทัพมาหนึ่งหม่ืน สมเด็จพระเจากรุงธนบุรีพรอมดวยจมื่นไวยวรนาถ ไดเขา
โจมตีจนตะเลงแตกพายไป และไดมีการสูรบปราบกกตาง ๆ อีกหลายคราว เมื่อสมเด็จพระเจากรุงธนบุรีเสด็จ
กลับกรุงธนบุรี พระองคไดโปรดแตงตั้งจม่ืนไวยวรนาถ เปน "พระยาสีหราชเดโช" มีตําแหนงเปนนายทหารเอก
ราชองครักษตามเดิม สุดทายเมื่อปราบกกพระเจาฝางไดแลว สมเด็จพระเจากรุงธนบุรีไดทรงปูนบําเหน็จ
ความชอบใหทหารของพระองคโดยทั่วหนา สวนพระยาสีหราชเดโชน้ัน ไดโปรดเกลาฯ บําเหน็จความชอบให
เปน พระยาพิชัยปกครองเมืองพชิ ัย อันเปน บานเกดิ เมืองนอนแตเยาวว ยั

ภายหลงั ขา ศกึ ยกทพั มาตีเมอื งพิชัยสองคร้ัง ในการรบครงั้ ทสี่ อง พระยาพิชัยถอื ดาบสองมือออกตอสูจน
ดาบหักไปขางหนึง่ และรักษาเมอื งไวไ ด ดังน้ันจึงไดร บั สมญานามวา "พระยาพิชัยดาบหัก"

ในบั้นปลายของชีวิต สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชถูกสําเร็จโทษโดยสมเด็จเจาพระยามหากษัตริยศึก
พระยาพิชัย ดวยการที่ทานเปนคนจงรักภักดีและซื่อสัตยตอองคสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ทานจึงขอให
สมเด็จเจา พระยามหากษัตริยศกึ สาํ เร็จโทษตนเปนการถวายชวี ติ ตายตามสมเด็จพระเจาตากสนิ มหาราช

พระยาพิชยั ดาบหัก(ทองดี) ๒

พระยาพิชัยดาบหัก นับเปนวีรชนของชาติ ผูรวมกูเอก
ราชของชาติไทยในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ทานเปน
บุคคลสําคัญ และเปนแบบอยางท่ีควรแกการยกยองสรรเสริญ
ในดานตางๆอันไดแก ความซื่อสัตยสุจริต ความกตัญูกตเวที
ความเด็ดเดยี่ วเฉียบขาดกลา หาญ รวมถงึ ความรักชาติ ตอ งการ
ใหช าติเจรญิ รงุ เรอื งมน่ั คงตอ ไป

การกอบกูเอกราชของพระยาพิชัย สงผลใหแ ผนดินไทย
กลับมาเปนปกแผน ประชาชนสามารถอยูไดอยางสงบสุข วีร
ชนรุนตอๆมา ก็สามารถสรางเสริมความเปนปกแผนใหกับ
แผนดินไทยไดมากยิ่งขึ้น และดวยความกลาหาญ การเสียสละ
ของทาน ทําใหสังคมไทยตระหนักถึงคุณคาของแผนดินไทย
บานเกิดเมืองนอน ที่บรรพบุรุษไดรวมปกปกรักษากันมา, เปน
แบบอยางทดี่ ใี หส งั คมปฏบิ ตั ิไดต าม

จากการศึกษาประวัติของพระยาพิชัย ไดเห็นถึงความเหน่ือยยากลําบากและการเสียสละของทาน ท่ีได
สูรบ กอบกูเอกราชจนดาบหักลงไปขางหนึ่ง ทําใหตระหนักไดวา กวาแผนดินไทยนี้จะรวบรวมจนเปนปกแผน
ตองมีวีรชนแบบพระยาพิชัยหรือวีชนอื่นๆ เสียสละรวมกันมามากมายขนาดไหน เราท่ีเปนคนไทย ก็ควรท่ีจะ
ทําประโยชนตอบานเกิดเมืองนอน ชวยพัฒนาประเทศไทยใหเจริญกาวหนา ใหสมกับที่บรรพบุรุษไดปกปก
รักษากันมา และ ดวยคุณธรรมตางๆของพระยาพิชัย ก็เปนแบบอยางที่ดีใหปฏิบัติตาม เชน การรูจักเสียสละ
ตอสวนรวม-ทําความสะอาดหองเรียนหรือชวยเก็บขยะที่ตกอยูตามพ้ืน, มีความซ่ือสัตย-ไมคดโกง ไมลอก
ขอสอบ ไมใชจายโดยทุจริต, มีความมั่นใจ ความกลาในการกระทําและตั้งใจทําใหดีที่สุด-มีความม่ันใจเวลา
นาํ เสนอหนาชนั้ เรยี น ตัง้ ใจทําใหด ีทีส่ ดุ เวลาทาํ ขอ สอบ
อา งองิ : “พระยาพชิ ัยดาบหัก” [ออนไลน]. เขาถึงไดจ าก: https://th.wikipedia.org/wiki/พระยาพชิ ยั ดาบหกั

[ม.ป.ป.]. สืบคน ๑ สงิ หาคม ๒๕๖๓



พระยาพหลพลพยหุ เสนา (พจน์ พหลโยธนิ )
โดย นายณัฏฐ์ ปรชั ญกลุ ชนั้ ม.๖ หอ้ ง ๔ เลขที่ ๒

พลเอก พลเรอื เอก พลอากาศเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นามเดิม พจน์ พหลโยธนิ เปน็ นายทหารปนื ใหญ่
รัฐบุรุษ และนายกรฐั มนตรีไทยคนทส่ี อง เป็นหนึง่ ในส่ีทหารเสอื ผู้กอ่ การปฏวิ ัตสิ ยามในปีพ.ศ.๒๔๗๕ เพอื่ เปล่ียนแปลง
การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสทิ ธิราชย์มาเป็นระบอบราชาธปิ ไตยภายใต้รฐั ธรรมนญู และเปน็ ผกู้ ่อรัฐประหาร
โค่นล้มรัฐบาลพระยามโนปกรณนติ ิธาดา (ก้อน หตุ ะสงิ ห์) ที่พยายามล้มรัฐสภาและนำระบอบกษัตรยิ ์กลบั มา

เม่อื ท่านต้องรบั ตำแหนง่ นายกรัฐมนตรเี ป็นคนท่ี ๒ ของประเทศ แทนท่ีพระยามโนปกรณนิตธิ าดา (ก้อน
หุตะสงิ ห)์ ทถี่ ูกรฐั ประหารไปเมอ่ื วันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖ การทำหนา้ ที่ของท่านไมร่ าบรื่น เน่ืองด้วยประสบกับ
ปญั หาหลายด้าน ท้งั ทางดา้ นเศรษฐกจิ การเมือง รวมทั้งการสงคราม ที่กำลังจะเกดิ สงครามโลกครัง้ ทส่ี อง ขน้ึ ทำให้
ทา่ นต้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตดิ ตอ่ กันถงึ ๓ สมยั จากนั้นก็ลงจากตำแหน่ง แลว้ เข้ามาเป็นรฐั มนตรีอีก ๓
กระทรวง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในปี พ.ศ.๒๔๗๗ รฐั มนตรีว่ากระทรวงการตา่ งประเทศ และรฐั มนตรี
ว่าการกระทรวงการคลงั ในปี พ.ศ.๒๔๗๘ จากนน้ั เมื่อมเี หตุการณ์ผันผวนทางการเมือง ท่านกก็ ลับมาเป็นนายกรฐั มน
ตรี เปน็ สมยั ที่ ๔ โดยน่ังควบตำแหนง่ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงเกษตราธิการ หลังจากนน้ั กอ่ นจะเข้าดำรงตำแหนง่ เป็น
นายกรฐั มนตรสี มัยที่ ๕ วันท่ี ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ และลาออกจากตำแหน่ง เม่ือวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๑
และยุตบิ ทบาททางการเมืองไป

ตำแหน่ง : นายกรฐั มนตรีไทย (๒๑ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๑๑ กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๘๑),
รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย (๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๙ มนี าคม พ.ศ. ๒๔๗๗),
รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงกลาโหม (๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๒ กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๗๗),
รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงการต่างประเทศ (๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๑ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๔๗๘) ,
รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงการคลงั (๑ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๔๗๘–๑๒ กุมภาพัน พ.ศ. ๒๔๗๙), ผบู้ ัญชาการทหารบก
(๖ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ - ๔ มกราคม พ.ศ. ๑๔๘๑) และ (๒๕ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๔๘๗- ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙)



ความสำคญั ของพระยาพหลพลพยหุ เสนา คอื เป็นแม่ทัพใหญใ่ นสมัยสงครามโลกครั้งท่ี ๒ ได้รับยกย่องเปน็
“เชษฐบรุ ุษ” เนอื่ งจากมีคุณูปการต่อบ้านเมอื งและเป็นหัวหนา้ คณะราษฎรทำการปฏิวตั เิ ปลี่ยนแปลงการปกครอง
นำระบอบประชาธปิ ไตยมาสู่ปวงชนชาวไทย และตลอดชวี ติ ได้รับราชการดว้ ยความซือ่ สัตย์

ในสว่ นของผลงานที่ทำประโยชน์ตอ่ สังคมนนั้ คือ การแก้ไขสนธสิ ัญญาความไม่เปน็ ธรรมทง้ั ดา้ นการศาล
และการกำหนดอตั ราศุลกากรทป่ี ระเทศไทยต้องเสียเปรยี บต่างชาติมาเปน็ เวลานาน อย่างไรกต็ าม ตลอดระยะเวลา
เกอื บ ๖ ปี แมว้ ่าภารกจิ ของรัฐบาลชุดน้ีจะไม่สำเรจ็ สมบรู ณ์ทกุ อย่างเนื่องมีอปุ สรรคทางการเมืองเกิดข้ึนหลายครั้ง
เช่น กบฏบวรเดช กบฏนายสบิ พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หวั สละราชสมบัติ รวมทั้งการกวาดล้างจับกุมผทู้ ี่
จะเป็นภยั ต่อรัฐบาลและกล่าวร้ายดูหมิน่ รัฐธรรมนูญ แต่ผลงานของรฐั บาลของพันเอก พระยาพหลพลพยหุ เสนาใน
ระยะเร่มิ แรกของประชาธิปไตยถอื เสมือนเป็นการปูพ้นื ฐานการพฒั นาประเทศใหแ้ กร่ ฐั บาลชุดต่อไป

จากการที่ไดศ้ ึกษาประวตั ิของพระยาพหลพลพยหุ เสนา พบวา่ ท่านนน้ั มีความสำคัญต่อประเทศไทยเปน็
อย่างมากทงั้ ในด้านการเปลี่ยนระบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย
อนั มีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมขุ และการทำหน้าทเ่ี ม่อื ดำรงตำแหนง่ เป็นนายกณัฐมนตรีของประเทศไทย
อกี ท้ังเราสามารถนำข้อคดิ ในเร่อื งการซื่อสัตย์ดงั คำพูดท่ที ่านไดก้ ลา่ วว่า “ชาติเสอื ต้องไว้ลาย ชาติชายตอ้ งไวช้ ่อื ”

ผมรสู้ กึ ปราบปลื้มทา่ นเปน็ อยากมากจากการทท่ี ่านเป็นคนซอ่ื สตั ยใ์ นหน้าที่การงาน ท่ีถงึ ทา่ นจะถูกเสนอให้
เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยแต่ท่านไดป้ ระกาศไวแ้ ลว้ ว่าท่านจะไมย่ ุ่งกับการเมืองอกี แลว้ ดังทที่ ่านมีมีคตปิ ระจำใจวา่
"ชาตเิ สือต้องไว้ลาย ชาตชิ าย ตอ้ งไว้ชอ่ื " และชีวิตของท่านไมม่ ที รัพย์สนิ เงนิ ทองมากมายเลยแม้จะผา่ นตำแหน่งสำคญั
ๆ มามากก็ตาม สุดท้ายผมจะนำแนวคดิ ความซ่ือสัตย์,ความเป็นคนดีของท่านมาใชใ้ นชวี ิตประจำวนั ทง้ั ในด้านหน้าท่ี
การงานและการเรียน
อ้างองิ
“พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธนิ ).” [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก:

https://th.wikipedia.org/wiki/พระยาพหลพลพยหุ เสนา_(พจน์_พหลโยธิน)
สบื คน้ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๖๓.



สมเด็จพระรามาธิบดีท่ี ๒

โดย นายธนาชยั อยสู่ ำราญ ช้ัน ม.๖ หอ้ ง ๔ เลขที่ ๓

บุคคลสำคญั ในประเทศไทยนัน้ มีต้งั แต่ยุคสโุ ขทัย อยธุ ยา ธนบุรี และในยคุ รตั นโกสินทร์ มที งั้ พระมหากษัตริย์
ราชวงศ์ นายทหาร กวี แม้กระทั่งปราชญช์ าวบ้าน ผ้เู ป็นส่วนสำคญั ในการทำใหป้ ระเทศไทยเจรญิ ร่งุ เรอื งดงั เช่นทกุ
วันนี้ บางทา่ นมีการบันทึกเรอื่ งราวไวใ้ ห้รนุ่ หลังได้ศกึ ษา บางท่านไมม่ กี ารบนั ทกึ ทำใหเ้ รื่องราวอาจสญุ หายไปตาม
กาลเวลา อยา่ งไรก็ตาม ทกุ ทา่ นลัวนแลว้ แตม่ พี ระคณุ ตอ่ ประเทศชาติ ในที่น้กี ระผมขอยกตวั อย่างราชาผเู้ จรญิ
สมั พันธไมตรกี ับโปรตเุ กส ส่งเสริมพระพุทธศาสนา และประกาศศกั ดาถึงเมอื งมะละกา น่ันคอื สมเด็จพระรามาธบิ ดี
ท่ี ๒ ผู้ปราศเปรือ่ ง เพอ่ื เปน็ การเชดิ ชเู กยี รตยี ศทท่ี ่านไดท้ ำตอ่ ประเทศไทย

พระราชประวตั ิ

สมเดจ็ พระรามาธิบดีที่ ๒ มพี ระนามเดิมว่า พระเชษฐา เสด็จพระราช
สมภพเม่ือปมี ะโรง พ.ศ. ๒๐๑๕ ทเี่ มอื งพษิ ณโุ ลก พระองคเ์ ปน็ พระราชโอรสใน
สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถมพี ระเชษฐา ไดแ้ ก่ พระอนิ ทรราชาและพระบรม
ราชา (ต่อมา คอื สมเดจ็ พระบรมราชาธิราชที่ ๓)

เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๒๗ พระองค์ผนวชพรอ้ มด้วยพระราชโอรสใน สมเด็จ
พระบรมราชาธิราชที่ ๓ เมอื่ พระองคล์ าผนวชแลว้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
สถาปนาพระองคไ์ ว้ ท่พี ระมหาอุปราชขณะท่มี พี ระชันษาได้ ๑๓ ปี แตม่ ไิ ด้ทรง
ระบุวา่ เป็นพระมหาอุปราชเมอื งใด

สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถเสดจ็ สวรรคตในปี พ.ศ. ๒๐๓๑ ขณะที่พระองคม์ พี ระชันษาได้ ๑๖ พรรษา
สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี ๓ ซึง่ ครองกรุงศรอี ยุธยาอยจู่ งึ ไดย้ า้ ยราชธานีมายังกรงุ ศรอี ยุธยาอกี ครงั้ หลงั จาก
ทส่ี มเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถทรงย้ายราชธานีไปยังเมอื งพิษณโุ ลก ส่วนพระองคย์ งั คงประทบั อยทู่ ่ีเมืองพษิ ณโุ ลกใน
ตำแหนง่ พระมหาอปุ ราช จนกระท่งั สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี ๓ เสดจ็ สวรรคตในปี พ.ศ. ๒๐๓๔

สมเด็จพระเชษฐาธริ าชจงึ เสด็จจากเมืองพิษณุสมเด็จพระเชษฐาธิราชจึงเสด็จจากเมอื งพิษณโุ ลกมาเสวยราชสมบตั ิ
ทก่ี รุงศรอี ยธุ ยา เม่ือมพี ระชนั ษาได้ ๑๙ พรรษา โดยทรงพระนามวา่ สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ่ี ๒



สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ เสด็จสวรรคตเมอื่ ปี พ.ศ. ๒๐๗๒ ขณะทม่ี พี ระชนมพรรษาได้ ๕๗ พรรษา
พระองค์ครองราชสมบัติรวม ๓๘ ปี ในปีท่พี ระองค์เสด็จสวรรคตนนั้ เปน็ ปีท่ดี าวหางฮัลเลย์โคจรมาใกลโ้ ลก โดยมี
ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอกั ษรนิติ์

ผลงาน -ทรงทำนบุ ำรงุ พระพุทธศาสนา โดยโปรดเกล้า ฯ ใหห้ ล่อพระศรีสรรเพชญข์ น้ึ มคี วามสงู ถึง ๑๖ เมตร

-ทำสงครามกับมะละกา ส่งผลใหก้ ษตั ริย์มะละกาผูป้ กครอง ปัตตานี ปาหัง กลันตนั และเมอื งทา่ ทต่ี ้ังอยู่
ชายฝ่ังทั้งหมดตอ้ งส่งบรรณาการต่อกษัตริย์อยุธยาทุกปี

-ทำสงครามกบั ล้านนา พ.ศ. ๒๐๕๖ พระเมอื งแกว้ กษตั ริยเ์ มอื งเชียงใหม่แห่งอาณาจกั รลา้ นนา ยกทัพ
มาตีกรุงสุโขทัย สมเด็จพระรามาธบิ ดีได้ทรงออกทพั ขึ้นไปป้องกนั ทางเหนอื จนกองทัพเชยี งใหมแ่ ตกกลับไป
พ.ศ. ๒๐๕๘ พระองคไ์ ดท้ รงยกกองทัพขึ้นไปตลี า้ นนาอีกหน คราวนีท้ รงตเี มอื งลำปางได้

-การเจริญสมั พนั ธไมตรีกับโปรตเุ กส ใน พ.ศ. ๒๐๕๔ ทูตนำสารของ อะฟองซู ดอื อะบูแกร์ แมท่ พั ใหญ่
ของโปรตเุ กสไดเ้ ดินทางมากรุงศรอี ยธุ ยา เพอ่ื เจรญิ สัมพนั ธไมตรแี ละการค้า พระองค์ทรงตอบรบั ไมตรจี าก
โปรตเุ กส และได้ทำสญั ญาทางราชไมตรีกับทางการค้าต่อกนั ใน พ.ศ. ๒๐๕๙ นบั เปน็ สัญญาฉบับแรกที่ไทยทำกบั
ตา่ งประเทศ จึงเปน็ ประเทศแรกในทวีปยโุ รปท่เี ขา้ มาในกรุงศรอี ยธุ ยา

ผลจากการเข้ามาสรา้ งไมตรีของชาวโปรตเุ กส ไดม้ กี ารนำเอาอาวุธแบบใหมท่ ่ีมปี ระสิทธภิ าพเขา้ มาถวาย
ไดแ้ ก่ ปนื ประเภทต่าง ๆ และกระสุนดนิ ดำ ต่อมาชาวโปรตเุ กสไดเ้ ขา้ มาเป็นทหารอาสาฝรง่ั ได้ช่วยฝกึ วิธกี ารใช้
อาวธุ แบบตะวันตกกบั กรุงศรีอยุธยา

-การจดั ระเบยี บกองทพั ทรงจดั ให้มกี ารจัดระเบยี บกองทพั และแต่งตำราพิชยั สงคราม โปรดเกลา้ ฯ ให้
จัดทำบัญชกี ำลงั พล เมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๑ เพอื่ เกณฑพ์ ลเมืองเขา้ รบั ราชการท้งั ฝ่ายทหารและพลเรอื น

การประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจำวนั

การยอมรับสิ่งใหมๆ่ เขา้ มาในชวี ติ จะช่วยให้เราพฒั นาตวั เองได้เรว็ ขึ้น อย่างไรกต็ าม
เราควรแยกแยะว่าสง่ื ใดควรรบั มา สงิ่ ใดไมค่ วร ถ้าหากรับสงิ่ ท่ไี มด่ ี อาจจะส่งผลร้ายตอ่ ตัวเราเอง

อ้างองิ “สมเดจ็ พระรามาธบิ ดีท่ี 2.” [ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก: http://thitima2323.blogspot.com

/2016/09/2.html?m=1 2559. สบื คน้ 2 สงิ หาคม 2563.



ชอื่ บคุ คลทศ่ี ึกษา นายปรดี ี พนมยงค์
โดย นายพศวัต ศริ วัฒนามงคล
ชัน้ ม. ๖ ห้อง ๔ เลขที่ ๔

นายปรีดี พนมยงค์ ถือเปน็ บุคคลที่มคี วามสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธปิ ไตย เนื่องจากเป็นผู้ก่อการ
อภิวฒั นส์ ยาม ๒๔๗๕ ผ้คู นสว่ นมากมกั จดจำนายปรดี ีได้เพียงในฐานะผกู้ อ่ การฯ แต่แทจ้ รงิ แล้ว หลงั จากการ
อภวิ ฒั นส์ ยาม นายปรีดียงั มบี ทบาททส่ี ำคญั ตอ่ การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยมากมาย เชน่ การกระจายอำนาจสู่
ทอ้ งถิ่น การให้สทิ ธิสตรใี นการเลอื กต้งั และรบั สมคั รเป็นผ้แู ทนราษฎร ฯลฯ ดว้ ยบทบาททัง้ หลายทก่ี ล่าวมานี้ จึงถอื
วา่ เปน็ บุคคลหนึ่งท่ีมคี วามสำคัญในประวัตศิ าสตรช์ าติไทย

นายปรีดีเกิดเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ จบการศึกษาขั้นต้นจากโรงเรียนในจังหวัด
พระนครศรีอยธุ ยาและกรุงเทพมหานคร หลงั จากน้นั ไดเ้ ขา้ ศกึ ษาท่โี รงเรยี นกฎหมาย ตอ่ มาได้สอบไล่วชิ ากฎหมาย
ช้ันเนตบิ ณั ฑติ ไดเ้ มอื่ อายุ ๑๙ ปี และได้เปน็ สมาชกิ เนตบิ ัณฑิตยสภาเมอ่ื อายุ ๒๐ ปี หลังจากนน้ั ไดร้ ับทุนให้ศึกษา
ต่อด้านกฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศสได้ดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายฝ่ายเนติศาสตร์และประกาศนียบัตรชั้นสูงทาง
เศรษฐศาสตร์ ในระหว่างศึกษา ได้มีการพูดคุยกับนักเรียนไทยหัวก้าวหน้า จนเกิดความคิดเปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง นำไปสู่การเกิดขนึ้ ของคณะราษฎรในทีส่ ดุ เมือ่ สำเรจ็ การศึกษาจากประเทศฝร่งั เศสแลว้ ไดร้ บั ราชการใน
กระทรวงยตุ ธิ รรมจนได้รบั พระราชทานบรรดาศักดเิ์ ป็น อำมาตย์ตรีหลวงประดษิ ฐ์มนูธรรม ตอ่ มาในสมัยจอมพล
ป. พิบูลสงคราม ได้มีการยกเลกิ บรรดาศักดิ์ จงึ ใชน้ ามนายปรดี ี พนมยงค์ นับแตน่ น้ั เปน็ ตน้ มา

ผลงานของนายปรีดี พนมยงค์นนั้ ล้วนสอดคลอ้ งกบั หลกั ๖ ประการของคณะราษฎร กลา่ วคอื หลักการขอ้
ที่ ๑ รกั ษาความเป็นเอกราชทงั้ หลาย ท้งั การเมือง การศาล และเศรษฐกิจใหม้ ั่นคง ผลงานทีส่ ำคญั คอื การแกไ้ ข
สนธิสญั ญาท่ไี มเ่ ปน็ ธรรมกบั นานาประเทศ ทส่ี ง่ ผลใหป้ ระเทศไทยได้เอกราชทางการศาลและเศรษฐกิจกลบั คนื
หลักการขอ้ ท่ี ๓ การบำรงุ ความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ คือ การวางเค้าโครงเศรษฐกจิ แหง่ ชาติ อันเป็น



การดำเนนิ การทางเศรษฐกิจดว้ ยวธิ ีสงั คมนิยมและรัฐสวสั ดกิ าร แมย้ ังไมส่ ำเรจ็ ยงั มผี ลงานอื่น ๆ ไดแ้ ก่ การยกเลกิ
เงินภาษีรัชชูปการ อากรคา่ นา สถาปนาประมวลรษั ฎากร ออกพระราชบญั ญตั ิภาษเี งนิ ได้ และการตง้ั ธนาคารกลาง
แหง่ ชาติ หลกั การขอ้ ที่ ๔ จะตอ้ งใหร้ าษฎรมสี ทิ ธเิ สมอภาคกัน คือการใหส้ ิทธสิ ตรีในการเลอื กและลงสมัครเป็น
ผแู้ ทนราษฎร และหลกั การขอ้ ท่ี ๖ จะต้องใหก้ ารศึกษาอยา่ งเตม็ ท่แี กร่ าษฎร นายปรีดเี ปน็ ผ้กู ่อตง้ั และเปน็ ผู้
ประศาสน์การของมหาวทิ ยาลัยวิชาธรรมศาสตรแ์ ละการเมอื ง ซ่งึ ปจั จุบนั คือ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์

นอกจากหลกั ๖ ประการของคณะราษฎรแล้ว ยังมผี ลงานในดา้ นอน่ื ๆ เชน่ กัน คอื ในดา้ นการตา่ งประเทศ
ในช่วงสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ นายปรดี ไี ด้เป็นผจู้ ัดตั้งขบวนการเสรีไทยทำใหไ้ ทยรอดพน้ จากสถานะผแู้ พส้ งคราม และ
เป็นสมาชิกองคก์ รสหประชาชาติได้อย่างสมเกียรติ นอกจากน้ยี ังมใี นดา้ นการปกครองและการกระจายอำนาจสู่
ทอ้ งถ่นิ คอื พระราชบัญญตั ริ ะเบยี บราชการบรหิ ารแหง่ ราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ พระราชบญั ญัตเิ ทศบาล
และพระราชบญั ญัตปิ กครองท้องที่ นอกจากนย้ี งั เปน็ ผ้รู ่างรฐั ธรรมนญู ๒ ฉบับ และพระราชบญั ญตั กิ ารเลอื กตงั้

ภายหลัง พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวอานันทมหดิ ลไดม้ ีพระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯยกยอ่ งนายปรีดี
พนมยงค์ ไวใ้ นฐานะรฐั บรุ ุษอาวุโส เมือ่ วนั ท่ี ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ อนั เนื่องมาจากเป็นผมู้ ีคุณูปการมากมาย ทั้ง
เป็นผ้กู อบกู้บ้านเมืองในยามคับขัน และสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติในหลาย ๆ ดา้ น

นายปรดี ี พนมยงค์ มคี วามสำคัญคอื เป็นหวั หน้าคณะราษฎรสายพลเรือน ผเู้ ปลีย่ นแปลงการปกครองจาก
ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย และยงั มีคุณปู ระการมากมายตอ่ ประเทศในหลาย ๆ ด้าน

ผลงานที่นายปรีดไี ดก้ ระทำ คือทำใหป้ ระเทศไทยเปน็ เอกราชสมบรู ณ์ ทำใหป้ ระชาชนมสี ่วนร่วมในการ
ปกครองมากข้ึน เป็นผ้กู อ่ ตง้ั มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ อันเป็นตน้ กำเนิดของบุคคลทสี่ ำคญั ของประเทศหลายคน
เช่น นายป๋วย อ๊งึ ภากรณ์ นายดเิ รก ชัยนาม เปน็ ต้น

การศกึ ษาประวตั ขิ องนายปรดี ี ทำใหร้ บั รู้ถงึ เป้าประสงค์หลัก คอื การหมายใหป้ ระเทศไทยมีระบอบ ประชาธิปไตย
ที่สมบูรณ์ อันเป็นหนทางเพื่อนำให้ชาติไทยของเราเป็นชาติที่พัฒนา ปัจจุบนั น้ีนบั วา่ ระบอบประชาธิปไตยยังใน
ประเทศไทยยงั ไม่สมบูรณ์ จึงนับเปน็ ภารกิจสำคญั ของคนทุกผู้เพื่อทำให้ประชาธปิ ไตยสมบูรณ์ หนทางการทำให้
ประชาธิปไตยสมบูรณ์มีหลายวิธี แต่ละบุคคล ล้วนมีวิถีทางเปน็ ของตน ในส่วนของผู้เขียน นายปรดี ีทำให้ผู้เขยี น
เกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อในคณะ รัฐศาสตร์ รวมถึงการศึกษาต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศสในอนาคต เพื่อนำ
ความรู้ความสามารถมาพัฒนาใหช้ าติไทยมีประชาธิปไตยสมบูรณ์ตามภารกิจท่ีนายปรีดไี ดเ้ ร่ิมต้นไว้

อ้างอิง : “ปรดี ี พนมยงค์.” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงได้จาก: https://th.m.wikipedia.org/ปรีด_ี พนมยงค์
สืบค้น ๒๑ กรกฎาคม ๒๔๖๓.



หลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
โดยนายพฤตริ ัตน์ มูลมะณี ม.๕/๔ เลขท่ี ๕

จะมีใครบา้ งที่รู้ว่าทาไมดนตรีไทยถึงรอดมาถึงปัจจุบนั ? ในสมยั ก่อนดนตรีไทยถือเป็ นสิ่งผิด
กฎหมายแค่เล่นดนตรีก็สามารถติดคุกได้ แต่ที่ดนตรีไทยยงั มีมาถึงปัจจุบนั เพราะหลวงประดิษฐไพเราะ ได้
ทาการประทว้ งพร้อมแตง่ เพลง “แสนคานึง”

หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) (๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๔ – ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๗) เกิด
เมื่อวนั ท่ี ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๔ เป็ นบุตรของ นายสิน นางยิ้ม ศิลปบรรเลง บิดาของท่านคือครูสินเป็ น
เจา้ ของวงปี่ พาทย์ และเป็นศิษยข์ องพระประดิษฐไ์ พเราะ (มี ดุริยางกรู )

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ขณะเมื่ออายุ ๑๙ ปี ท่านไดแ้ สดงฝี มือเดี่ยวระนาดเอกถวายสมเด็จพระราชปิ ตุลา
บรมพงศาภิมุข เจา้ ฟ้ าภาณุรังษีสวา่ งวงศ์ กรมพระยาภาณุพนั ธุวงศว์ รเดช เป็นท่ีตอ้ งพระทยั มาก จึงทรงรับตวั
เขา้ มาไวท้ ่ีวงั บูรพาภิรมย์ ทาหน้าท่ีคนระนาดเอกประจาวงวงั บูรพาไปดว้ ย พร้อมกบั สมเด็จท่านได้ เชิญครู
มาสอนที่วงั คือ พระยาประสานดุริยศพั ท์ (แปลก ประสานศพั ท)์ เน่ืองจากจางวางศร ไดร้ ับพระกรุณาจาก
สมเด็จเจา้ ฟ้ ากรมพระยาภาณุพนั ธุ์วงศว์ รเดช เป็นอยา่ งมาก ทรงจดั หาครูท่ีมีฝี มือมาฝึ กสอน ทาใหจ้ างวางศร
มีฝี มือกลา้ แข็งข้ึนในสมยั น้นั ไม่มีใครมีฝี มือเทียบเท่าไดเ้ ลยจางวางศร ไดร้ ับพระราชทานบรรดาศกั ด์ิ เป็ น
หลวงประดิษฐไพเราะ

ในสมยั รัชกาลท่ี ๖ เมื่อวนั ที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ท้งั ๆ ท่ีท่านไม่เคยรับราชการอยู่ในกรม
กองใดมาก่อน ท้งั น้ีก็เพราะฝี มือและความสามารถของท่าน เป็ นที่ตอ้ งพระหฤทยั นัน่ เองคร้ันถึงปี พ.ศ.
๒๔๖๙ ทา่ นไดเ้ ขา้ รับราชการในกรมปี่ พาทยแ์ ละโขนหลวง กระทรวงวงั ท่านไดม้ ีส่วนถวายการสอนดนตรี

๑๐

ให้กบั พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว และสมเด็จพระนางเจา้ ราไพพรรณี พระบรมราชินี รวมท้งั มี
ส่วนช่วยงานพระราชนิพนธ์เพลงสามเพลง คือ เพลงราตรีประดบั ดาวเถา เพลงเขมรละออองคเ์ ถา และ เพลง
โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง สามช้นั เพลงไดแ้ ต่งไวห้ ลวงประดิษฐไพเราะ ไดแ้ ตง่ เพลงไวม้ ากกวา่ ร้อยเพลง

ผลงานเด่นๆ ของท่านมมี ากมาย ได้แก่

 ประดิษฐว์ ธิ ีบรรเลงดนตรี "ทางกรอ" ข้ึนใหมใ่ นเพลง"เขมรเรียบพระนครสามช้นั " เป็นผลใหไ้ ดร้ ับ
พระราชทานเหรียญรุจิทอง ร.๕ และ ร.๖

 ตน้ ตารับเพลงทางเปล่ียน คือ เพลงเดียวกนั แต่บรรเลงไม่ซ้ากนั ในแต่ละเที่ยว
 พระอาจารยส์ อนดนตรีแด่พระปกเกลา้ เจา้ อยู่หวั จนทรงมีพระปรีชาสามารถ พระราชนิพนธ์เพลง

ไดเ้ อง คือเพลง "คล่ืนกระทบฝั่งโหมโรง" "เขมรละออองคเ์ ถา" และ "ราตรีประดบั ดาวเถา"
 คิดโนต้ ตวั เลขสาหรับเครื่องดนตรีไทยซ่ึงไดใ้ ชม้ าจนทุกวนั น้ี
 นาเคร่ืองดนตรีชวาคือ "องั กะลุง" เขา้ มาและไดแ้ กไ้ ขจนเป็นแบบไทย
 สอนดนตรีไทยในพระราชสานกั เมืองกมั พชู า และไดน้ าเพลงเขมรมาทาเป็น เพลงไทยหลายเพลง
 ตนั ตารับการแตง่ เพลงและบรรเลงเพลง ๔ ช้นั

ท่านเป็นคีตกวใี นสมยั รัชกาลที่ ๖ ถึงรัชกาลที่ ๗ ซ่ึงนบั วา่ เป็ นดวงประทีปทาง ดนตรีไทย ที่ใหญ่ท่ีสุดในยุค
ท่ีดนตรีไทยเฟ่ื องฟูท่ีสุดดว้ ย

จากท่ีไดศ้ ึกษาหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) กระผมเห็นถึงความสามารถของหลวง
ประดิษฐ์ไพเราะ ท่านเป็ นนักประพันธ์เพลงที่ได้แต่งเพลงกว่า ๑๐๐เพลง และได้สอนดนตรีให้กับ
พระมหากษตั ริย์ สิ่งท่ีกระผมรู้สึกประทบั ใจและซาบซ้ึงคือ การท่ีทา่ นยงั หลงเหลือสิ่งๆต่างใหล้ ูกหลาน นนั่ ก็
คือ ผลงานเพลงของท่าน, ชีวประวตั ิของท่านจนมาเป็ นละครเวทีเร่ือง โหมโรง และการท่ีท่านประทว้ งเร่ือง
ดนตรีไทย ท่านเป็ นผูท้ ่ีมีความขยนั หมนั่ เพียรรอบรู้ ผมจะนาขอ้ น้ีไปใช้ในการเรียนหนงั สือของผม ผมจะ
ต้งั ใจเรียนเพอ่ื ท่ีจะเขา้ มหาลยั ที่ติองการ

อา้ งอิง “หลวงประดิษฐไ์ พเราะ (ศร ศิลปบรรเลง).” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก:

https://sites.google.com/site/pipesuyeon/khit-kwi-thiy/khi-tk-si-khxng-thiy

๑๑

นายกาพล วัชรพล

โดยนายธรี ตุ ม์ เสนเพง็ ม.๖/๔ เลขที่ ๖

นายกาพล วชั รพล เกิดเมอื่ วนั เสารท์ ่ี ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ตรงกับวนั ข้ึน ๖ คา่ เดือนย่ี ปีมะแม
ทก่ี ระทอ่ มหลงั คามงุ จาก หลงั วดั ดอนไก่ดี ริมคลองภาษเี จรญิ ในเขตอาเภอกระทุ่มแบน จงั หวดั สมทุ รสาคร
เปน็ บตุ รคนสดุ ท้องของนายหลี (บิดา) และนางทองเพียร (มารดา) มีชื่อเดิมวา่ แตงกวย ยิ้มละมยั และตอ่ มาได้
เปลยี่ นชอ่ื เป็น นิพนธ์ ตามนโยบายรฐั นยิ มของรัฐบาลจอมพล ป. พิบลู สงคราม กาพลจบการศกึ ษาชั้น
ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔ จากโรงเรียนวัดดอนไกด่ ี และไมม่ ีโอกาสไดศ้ ึกษาต่อ และใชช้ วี ิตสว่ นมากบนเรือ นายกาพล
ถึงแกอ่ นจิ กรรมอย่างสงบ เมอ่ื เวลา ๐๑.๔๕ น. วนั พุธท่ี ๒๑ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ ขณะมีอายุ ๗๗ ปี ๑
เดือน ๒๕ วัน ราวปี พ.ศ.๒๔๗๗ เมอ่ื อายุได้ ๑๕ ปี นายกาพลเร่มิ ตน้ การทางานของตนเอง โดยเป็นพนกั งาน
เก็บคา่ โดยสารเรอื เมล์ปล่องเขียว วง่ิ ระหว่างประตนู า้ อ่างทอง ถึงประตูนา้ ภาษีเจรญิ ระหว่างนั้นได้คบหาเปน็
เพ่ือนสนทิ กบั นายวสันต์ ชสู กลุ ต่อมาเมอ่ื กาพลสอบเป็นนายท้ายเรอื ได้ กเ็ ขา้ เปน็ นายท้ายเรอื “พนั ธ์ทุ พิ ย”์
โดยมีนายวสันต์เปน็ พนักงานเกบ็ คา่ โดยสาร
เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ นายกาพลเข้ารบั ราชการทหารเรอื โดยเริ่มจากเขา้ ศกึ ษาที่โรงเรียนชมุ พลทหารเรอื จังหวัด
สมทุ รปราการ ตอ่ มาบรรจเุ ข้าประจาเรือหลวงสชี ัง นอกจากนี้ นายกาพลยงั เขา้ รว่ มรบในราชการสงครามใหญ่
๒ ครั้งคือ สงครามอินโดจีนในกรณพี ิพาทระหว่างเขตแดนของไทยกับอินโดจีนฝรงั่ เศส และสงครามมหาเอเชีย
บรู พา (สงครามโลกครงั้ ทีส่ อง) ในยุทธภมู คิ รงั้ หลงั น้ี สง่ ผลให้นายกาพลไดร้ บั พระราชทาน “เหรียญชยั
สมรภูม”ิ เหรียญกล้าหาญ และเลอื่ นยศขนึ้ เป็นจา่ โท จากนนั้ นายกาพลลาออกจากราชการในวนั ท่ี ๑
มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๓๕๖ เมื่ออายุ ๒๕ ปี

เกยี รตปิ ระวตั แิ ละผลงาน
➢ นายกาพลไดร้ บั แต่งต้งั เปน็ สมาชิกสภานิติบญั ญตั ิแห่งชาติ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖
➢ ไดร้ ับพระมหากรณุ าธิคณุ โปรดเกล้าฯ แตง่ ตงั้ ให้ดารงตาแหน่งสมาชกิ สภานิตบิ ญั ญัติแหง่ ชาติ พ.ศ.

๒๕๑๖, สมาชกิ สภานิตบิ ญั ญตั แิ หง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๒๐ และสมาชกิ วุฒสิ ภา ๓ สมยั ตดิ ตอ่ กัน
➢ ได้รบั พระราชทานเครือ่ งราชอสิ ริยาภรณส์ งู สดุ ช้นั มหาปรมาภรณช์ า้ งเผอื ก เมือ่ พ.ศ. ๒๕๓๓
➢ ไดร้ บั พระราชทานเหรียญกาชาดสรรเสริญชน้ั ท่ี ๑

๑๒
➢ หนังสอื “เปเปอร์ ไทเกอรส์ ” (Paper Tigers) ทเี่ ขยี นโดยนโิ คลสั โคลรดิ จ์ นกั เขยี นและ

นกั หนังสือพมิ พ์ชาวอังกฤษ กลา่ วชนื่ ชมนายกาพลไวใ้ นบทความเรอ่ื ง “25 คนหนังสือพิมพผ์ ยู้ ิ่งใหญ่
ของโลก พรอ้ มวถิ ที างแหง่ ชัยชนะ”
➢ หนงั สอื “ฮู’ส ฮู อนิ เดอะ เวริ ล์ ด์” (Who’s Who in the World) ทจ่ี ัดพิมพ์โดยบริษทั คงิ สพ์ อรท์ รฐั
เทนเนสซี สหรฐั อเมรกิ า ฉบบั ปี ค.ศ. ๑๙๗๖-๑๙๗๗ นาประวัติของกาพลไปตพี ิมพ์ พรอ้ มทง้ั มอบ
เกยี รตบิ ัตรในนามคณะกรรมการการพิมพม์ าร์ควิสอกี ด้วย
➢ นิตยสาร “อินเวสเตอร์” ภาษาอังกฤษรายเดือน ฉบับประจาเดอื นตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๑๒ กลา่ วยกย่อง
นายกาพลในบทความเศรษฐกจิ เรอ่ื ง “กาพล วัชรพล : ลอรด์ ทอมสนั แห่งประเทศไทย”
➢ มลู นิธหิ นงั สอื พิมพ์แห่งเอเชีย ที่มสี านกั งานใหญ่อยูใ่ นกรุงมะนิลาของฟลิ ปิ ปนิ ส์ เชิญกาพลเข้ารว่ มเปน็
กรรมการบรหิ าร

ความสาคญั

ส่งเสริมการศกึ ษาอยา่ งจรงิ จัง ผา่ นการสร้างโรงเรยี นใหมใ่ หแ้ กเ่ ยาวชนในส่วนทข่ี ัดสน ตามชนบททหี่ ่างไกล
ความเจรญิ และไมส่ ามารถเข้าถึงไดข้ องอุปกรณ์การเรยี นการสอน อาคารสถานท่ี และครทู ่ีเอาใจใส่ในการ
อบรมเยาวชนในประเทศ หลงั จากโรงเรียนต้นแบบทเ่ี ขาให้เงนิ ไปทา ๒ โรงเรียนที่ประสบความสาเรจ็ ใน
จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา ภายในเวลาสามสบิ ปี นายกาพลใชจ้ า่ ยเงนิ ประมาณ ๑๐๐ ลา้ นเหรยี ญสหรฐั ใน
การสรา้ งเครอื ข่ายไทยรัฐวิทยาท่วั ประเทศ ๑๐๑ โรง ทีโ่ รงเรียนไทยรัฐวิทยาได้รวมเอาวิชาเสรมิ สองวชิ า
เข้าไว้ คอื วิชาความสามารถในการอ่านเขยี นสื่อ (Media literacy - การรเู้ ท่าทนั สื่อ) และ การศกึ ษาวชิ า
หน้าที่พลเมอื งและศลี ธรรม (พลเมืองด)ี

ประโยชน์ตอ่ สงั คม

✓ สง่ เสริมความรู้ และการศึกษาผา่ นกจิ การทางสอื่ ชาวบา้ นไดศ้ กึ ษาในด้านการเมอื ง และสภาพ
เศรษฐกจิ สงั คมของประเทศ

✓ ตอ่ ต้านความพยายามในการถูกตรวจพิจารณาข่าวสาร (censor) โดยรฐั บาลระบอบเผด็จการทาง
ทหารของไทยกอ่ น พ.ศ. ๒๕๓๕

✓ ทาใหเ้ ดก็ ในชนบททหี่ า่ งไกลไดร้ บั การศึกษาอย่าท่ัวถึง

ประโยชน์ที่ได้รบั จากการศึกษา

จากการศกึ ษาไดเ้ ห็นถงึ ความพยายามทีพ่ ัฒนาประเทศ โดย
การคืนประโยชนใ์ หส้ ังคมไมเ่ หน็ แกป่ ระโยชน์สว่ นตน เหน็ แก่
ประเทศชาติเปน็ หลกั ไดม้ ีความสุขกบั การเปน็ ผู้ให้ เป็นแรง
บนั ดาลใจให้รจู้ กั การให้ตอบแทนสงั คมไทย เช่นการให้
ความรู้ การตวิ หนังสือให้นอ้ ง ๆ เพอ่ื น ๆ เก็บขยะ รกั ษา
ส่ิงแวดลอ้ ม อนรุ ักษค์ วามเป็นไทย

เกียรติศักดิ์ หมนื่ เอ. กาพล วชั รพล ในเส้นทางเจา้ ของหนงั สอื พิมพส์ บู่ ุคคลสาคญั ของโลก. [ออนไลน]์ . เข้าถงึ ไดจ้ าก
: https://ngthai.com/cultures/24871/mrkampholvacharaphol/. วนั ที่สบื คน้ ข้อมลู : ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓

๑๓

พลเอกเปรม ติณสลู านนท์

 โดย นายจริ ภทั ร สิทธาภิรมย์ ชั้นม.๖/๔ เลขท่ี ๗

อนั บุคคลสำคญั ในประเทศไทยเรำน้ันมมี ำกมำย ต้ังแต่ยุคสุโขทยั อยธุ ยำ ธนบุรี และในยุครัตนโกสนิ ทร์
หรือยุคปจั จุบันน่ันเอง มีท้ังพระมหำกษตั ริย์ รำชวงศ์ นำยทหำร กวี แมก้ ระทง่ั ปรำชญ์ชำวบำ้ น แตว่ ันน้ี กระผม
จะมำนำเสนอบคุ คลทม่ี คี วำมสำคัญในหลำยๆด้ำนของประเทศไทยเรำ ทงั้ ด้ำนทหำร ด้ำนกำรเมืองกำรปกครอง
แมก้ ระทง่ั ในรำชวงศ์ ทำ่ นเป็นบุคคลจำกสำมญั ชนคนธรรมดำ ขึ้นมำสจู่ ดุ สงู สดุ ของสำมัญชน นั่นคอื ทำ่ นเคยเป็น
ถงึ ประธำนองคมนตรขี องพระมหำกษตั รยิ ์ถึง ๒ พระองค์

ประวัติ

พลเอก เปรม ตณิ สลู ำนนท์ เกิดที่ตำบลบ่อยำง อำเภอเมือง
สงขลำ จังหวัดสงขลำ ช่ือ "เปรม" นั้น พระรตั นธัชมนุ ี (แบน คณฺฐำภรโณ) เป็น
ผตู้ ง้ั ให้ ส่วนนำมสกุล "ติณสลู ำนนท์" พระบำทสมเด็จพระมงกุฏเกลำ้
เจำ้ อยหู่ วั ได้พระรำชทำนให้ เมื่อวันที่ ๑๔ มิถนุ ำยน ๒๔๖๒ เปน็ บุตรชำยคน
รองสุดท้อง จำกจำนวน ๘ คน ของรองอำมำตย์โทหลวงวนิ ิจทณั ฑกรรม (บึ้ง
ติณสูลำนนท)์ ตน้ ตระกูลติณสูลำนนท์ กับนำงวนิ จิ ทณั ฑกรรม (ออด ตณิ สูลำ
นนท)์

พลเอก เปรม สำเรจ็ กำรศึกษำช้ันประถมศกึ ษำจำกโรงเรยี นวัดบ่อยำง
ศกึ ษำต่อมธั ยมศกึ ษำปที ่ี ๖ ทโี่ รงเรียนมหำวชิรำวุธ จังหวัดสงขลำ ในปี ๒๔๗๘
ต่อมำจบมัธยมศึกษำปที ี่ ๗-๘ แผนกวทิ ยำศำสตรจ์ ำก โรงเรียนสวนกุหลำบ
วทิ ยำลยั เมอื่ ปี ๒๔๗๙ เขำ้ ศึกษำต่อนักเรยี นนำยร้อย ที่โรงเรยี นเทคนคิ ทหำรบก (ต่อมำคอื โรงเรียนนำยร้อย
พระจุลจอมเกลำ้ ) รนุ่ ท่ี ๕ สังกดั เหลำ่ ทหำรมำ้ เมื่อวนั ท่ี ๒ พฤษภำคม ๒๔๘๑ จบหลกั สูตรนำยทหำรฝกึ รำชกำร
โรงเรียนนำยทหำรม้ำ ระดับผู้บงั คับบัญชำปี ๒๔๙๐ หลงั จำกนนั้ ก็ไปศกึ ษำต่อตำ่ งประเทศ ที่สหรฐั หลักสูตรผู้
บังคบั กองพนั โรงเรยี นยำนเกรำะของกองทัพบกสหรฐั ปี ๒๔๙๖, หลักสตู รพิเศษ วิทยำลัยกำรทัพบก ปี ๒๕๐๓
หลักสูตรวิทยำลยั อ้งกนั รำชอำณำจักร ร่นุ ท่ี ๙ ปี ๒๕๐๙ และได้ดุษฏบี ัณฑติ กิตตมิ ศกั ดิ์ทำงดำ้ นกฎหมำยจำก
มหำวทิ ยำลยั แหง่ ชำติฟลิ ปิ ปนิ ส์ เม่ือ ๒๓ เมษำยน ๒๔๙๘ และยงั ได้วิศวกรรมศำสตรด์ ุษฎีบณั ฑติ กติ ตมิ ศักดิ์
มหำวิทยำลัยเทคโนโลยสี รุ นำรี จงั หวัดนครรำชสีมำ เม่ือวนั ที่ ๑๙ ตุลำคม ๒๕๕๕

เมอ่ื จบกำรศึกษำในปี ๒๔๘๔ ไดเ้ ข้ำรว่ มรบในสงครำมอินโดจีนระหวำ่ งไทยกับฝร่งั เศส ทป่ี อย
เปต ประเทศกมั พูชำ จำกนั้นเข้ำสงั กัดกองทัพพำยัพ ภำยใตก้ ำรบังคบั บัญชำของหลวงเสรีเริงฤทธ์ิ (จรูญ รตั นกุล
เสรีเริงฤทธ)ิ์ ทำกำรรบในสงครำมโลกคร้งั ท่ีสอง ระหวำ่ งปี ๒๔๘๕ – ๒๔๘๘ ทเ่ี ชียงตุง

๑๔

ผลงาน

พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้รบั กำรแตง่ ตงั้ เป็นสมำชกิ สภำรำ่ งรัฐธรรมนูญในสมยั รัฐบำลของจอมพล สฤษด์ิ ธนะรชั ต์
พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รบั กำรแตง่ ตง้ั เป็นสมำชิกวุฒสิ ภำปี ๒๕๑๑
พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้รบั กำรแต่งตัง้ เปน็ สมำชิกสภำนติ บิ ญั ญัติแห่งชำติในช่วงสมยั จอมพลถนอม กิตติขจร
วนั ที่ ๖ ตุลำคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งยดึ อำนำจจำกรฐั บำลหม่อมรำชวงศ์เสนีย์ ปรำโมช ซง่ึ ในขณะนัน้ เขำ
ดำรงตำแหน่งเป็น"แม่ทัพภำคท่ี๒"
วนั ท่ี ๒๐ ตุลำคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งยึดอำนำจจำกรฐั บำลธำนินทร์ กรัยวเิ ชียร ซ่งึ ในขณะนน้ั เขำดำรง
ตำแหนง่ เป็น"ผชู้ ่วยผู้บญั ชำกำรทหำรบก"
เคยดำรงตำแหน่งนำยก ๓ สมยั ติดกนั

สมัย ๑ คณะรฐั มนตรี คณะท่ี ๔๒: ๓ มีนำคม ๒๕๒๓ – ๒๙ เมษำยน ๒๕๒๖ สิน้ สดุ ลงภำยหลังกำรยบุ สภำ ในวันที่
๑๙ มนี ำคม ๒๕๒๖
สมยั ๒ คณะรัฐมนตรี คณะท่ี ๔๓: ๓๐ เมษำยน ๒๕๒๖ – ๔ สงิ หำคม ๒๕๒๙ ส้ินสดุ ลงภำยหลังกำรยบุ สภำ ในวนั ที่
๑ พฤษภำคม ๒๕๒๙
สมัย ๓ คณะรัฐมนตรี คณะท่ี ๔๔: ๕ สิงหำคม ๒๕๒๙ – ๓ สิงหำคม ๒๕๓๑ สิน้ สดุ ลงภำยหลังกำรยบุ สภำ ในวันที่
๒๙ เมษำยน ๒๕๓๑

หลังพ้นจำกตำแหน่งนำยกรัฐมนตรี พระบำทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหำภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมรำช
โองกำรโปรดเกลำ้ ฯ ให้พลเอกเปรม เป็นองคมนตรี ในวนั ที่ ๒๓ สิงหำคม ๒๕๓๑ จำกนน้ั ในวนั ที่ ๒๙
สิงหำคม ๒๕๓๑ ได้รบั โปรดเกล้ำฯ ยกยอ่ งให้เป็นรัฐบรุ ษุ และในวนั ที่ ๔ สงิ หำคม ๒๕๔๑ มีพระบรม
รำชโองกำร โปรดเกล้ำฯ ใหเ้ ปน็ ประธำนองคมนตรี

สรุป

๑. เคยเป็นผนู้ ำสูงสุดทำงทหำร เป็นผูน้ ำสงู สุดทำงกำรเมือง และเปน็
สำมญั ชนทเ่ี ป็นถงึ ประธำนองคมนตรถี งึ ๒ รัชกำล

๒. ชว่ ยใหส้ งั คมเกิดควำมสงบสขุ น่ันคือใหผ้ หู้ ลงผิดคิดต่ำงมำเปน็ ผ้รู ว่ ม
พัฒนำชำติไทย(ให้สมำชคิ พรรคคอมมวิ นิสต์แหง่ ประเทศไทยไดม้ ำเปน็
ผูร้ ่วมพัฒนำชำติไทย) โดยไมม่ ีควำมผิดทำงกำรเมืองติดตัว

๓. บคุ คลธรรมดำก้ำวสจู่ ดุ สูงสดุ ในดำ้ นต่ำงๆ มำควำมซื่อสตั ย์ ขยนั อดทน ทำให้เรำไดเ้ ป็นแบบอย่ำงไดว้ ่ำ
ถ้ำเรำมีควำมซื่อสตั ย์ ขยนั อดทน จะสำมำรถก้ำวสูค่ วำมสำเรจ็ ในชีวติ ได้

“เปรม ตณิ สูลำนนท์” [ออนไลน์]. เข้ำถึงได้จำก: https://th.wikipedia.org/wiki
[ม.ป.ป] สืบคน้ ๘ กรกฎำคม ๒๕๖๓

๑๕

เอือ้ สุนทรนาน
โดย นายธนาคิม มลู สาร
ช้นั ม. ๖ ห้อง ๔ เลขท่ี ๘

หากพดู ถึงวงดนตรีไทยสากลของไทยน้นั มวี งดนตรีทห่ี ลากหลายและมากมายที่เกดิ ขึน้ มาในสมยั น้ี แต่
เมื่อเรานึกถึงดนตรีไทยสากลยุคต้น ๆ นั้น วงสุนทรภรณ์อาจเป็นวงแรก ๆ ท่ีใครหลายคนนึกถึงเนื่องจากบท
เพลงอันไพเราะและคุ้นหูทาใหค้ รองใจคนทุกยุคทุกสมยั โดยผลงานต่าง ๆ ของวงสนุ ทราภรณ์ลว้ นเกิดมาจาก
ฝีมือชายท่ีชอื่ “เออ้ื สุนทรสนาน” ชายผู้เป็นหนง่ึ ในบุคคลสาคญั ท่ีของไทยในดา้ นดนตรีไทยสากล

เอ้ือ สุนทรสนาน หรอื เรียกกนั วา่ "ครเู อือ้ " เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ณ ตาบลโรง
หีบ อาเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม บิดาชื่อ นายดี สุนทรสนาน มารดาชื่อ นางแส สุนทรสนาน มีนาม
เดิมว่า "ละออ" ต่อมา บดิ าให้นามใหม่เป็น "บุญเออื้ " และได้มาเปล่ียนอีกครั้งในสมยั จอมพล ป. พิบูลสงคราม
เปน็ "เอ้ือ" ครูเอ้อื เลอื กเรยี นดนตรีฝรง่ั ตามความถนัดกับครูผู้ฝึกสอนคอื ครโู ฉลก เนตตะสุต และ อาจารย์พระ
เจนดุรยิ างค์ พระเจนดุริยางคเ์ ห็นว่า มีความสามารถพเิ ศษทางด้านดนตรี จึงใหห้ ัดไวโอลนิ และ แซกโซโฟน

เม่ืออายุไดเ้ พียง ๑๒ ปี ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อคณาจารย์ทัง้ หลาย จงึ ได้ให้เขา้ รบั ราชการ
ประจา กองเครื่องสายฝร่ังหลวงในกรมมหรสพ กระทรวงวัง รับพระราชทานยศเป็น "เด็กชา" กระทั่งมีความ
ชานาญมากข้ึนจึงได้เล่ือนข้ึนไปเล่นวงใหญ่ และ ๒ ปีต่อมาก็ได้รับพระราชทานยศ "พันเด็กชาตรี" และ "พัน
เดก็ ชาโท" หลังคณะราษฎรเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ครเู อ้ือท่รี บั ราชการประจา กองเครอ่ื งสาย
ฝรั่งหลวงในกรมมหรสพ กระทรวงวัง ถูกโอนไปอยู่กรมศิลปากร ในสังกัดกองมหรสพ นอกจากรับราชการใน
กรมศิลปากรแล้ว ยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับคณะละครร้องที่มีช่ือเสียงในยุคนั้น เช่น คณะของ แม่เลื่อน ไวณุ
นาวิน และได้แต่งทานองเพลง ยอดตองต้องลม ขึ้น นับเป็นเพลงแรกท่ีแต่งทานอง (เฉลิม บุณยเกียรติ ใส่คา
รอ้ ง) ในปีเดยี วกนั นั้นได้ขบั รอ้ งเพลง นาฏนารี (คูก่ ับ นางสาววาสนา ละออ) ซง่ึ ถือวา่ เป็นเพลงแรกที่ได้ขับร้อง
บันทกึ เสียง ตอ่ มาเมื่อมกี ารปรับปรงุ สานักงานโฆษณาการเปน็ ‘กรมโฆษณาการ’ อธบิ ดีในขณะนั้นคดิ ว่า ควร
จะมีวงดนตรีประจาสถานีวทิ ยุของรัฐบาล ด้วยฝีมือและช่ือชั้น เอ้ือและคณะจึงได้รับการแนะนามาอยู่ที่นนั่ ใน
ฐานะ ‘วงดนตรีกรมโฆษณาการ’

๑๖

จุดเร่ิมต้นของวงสุนทราภรณ์เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เม่ือคราวเขานาวงดนตรีไปแสดงที่โรง
ภาพยนตร์โอเดียนในพ.ศ. ๒๔๘๒ แล้วผู้จัดงานเห็นว่าดูไม่เหมาะท่ีจะนาวงดนตรีราชการมาบรรเลงในโรง
ภาพยนตร์เอกชน จึงหารือว่าควรใช้ชื่ออื่นสาหรับเล่นนอกเวลาราชการ ขณะนั้นเขาตกหลุมรักหญิงสาวช่ือ
‘อาภรณ’์ (ต่อมาเป็นภรรยาของครเู อ้ือ) จงึ นานามสกุลของตวั เองรวมกับช่อื คนรกั เปน็ ชื่อวง ‘สนุ ทราภรณ์’

ผลงานเพลงท่ีครูเอื้อแต่งไว้มีหลายประเภท เช่น เพลงถวายพระพร เพลงปลุกใจ เพลงสดุดี เพลง
ประจาจังหวัด เพลงมหาวิทยาลัย หรือสถาบันต่างๆ เพลงราวง เพลงรัก เพลงชมธรรมชาติ เพลงประกอบ
ละครเวที ละครวิทยุ-โทรทัศน์ และภาพยนตร์ ฯลฯ รวมทั้งสิ้นประมาณ ๒,๐๐๐ เพลง เพลงสุดท้ายที่ร้องคือ
"พระเจา้ ทั้งหา้ " ผลงานเพลงเก่ยี วกบั เทศกาลต่างๆของไทย ซง่ึ ครูเออ้ื ไดแ้ ต่งไวย้ ังคงได้รบั ความนิยม และถูกใช้
เปิดงานตามเทศกาลต่าง ๆ ทุกปีจนเพลงเหล่าน้ันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลไปด้วย เช่น ราวงเริง
สงกรานต์,ราวงลอยกระทง,นางฟา้ จาแลง เป็นต้น

ในปี ๒๕๑๒ ครูเอ้ือได้รับพระราชทานเหรียญรูปเสมาทองคาที่มีพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. จากพระ
หตั ถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว ในโอกาสครบรอบ ๓๐ ปี วงดนตรสี นุ ทราภรณ์ และไดร้ บั พระราชทาน
เคร่ืองราชอิสริยาภรณ์ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษในปี ๒๕๑๘ ต่อมาปี ๒๕๕๐ กระทรวงวัฒนธรรม ได้เสนอต่อ
องค์การยูเนสโกในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาล เพื่อใหเ้ ปน็ บคุ คลดเี ด่นของโลก และได้รบั ยกยอ่ งเป็นบุคคล
สาคญั ของโลกสาขาวัฒนธรรมดนตรไี ทยสากล ในปี ๒๕๕๒ และ นอกจากนี้ครูเออื้ กไ็ ด้เปน็ ผรู้ ว่ มก่อตง้ั สมาคม
ดนตรีแหง่ ประเทศไทยในพระบรมราชปู ถัมภ์

จากการท่ีได้ศึกษาประวัติของคุณเอื้อ สุนทรสนาน กระผมได้เห็นถึงความสามารถของท่านในด้าน
ดนตรีอันทาให้เกิดบทเพลงอันไพเราะและมีความหมายที่ลึกซึ้งโดยผลงานของท่านก็ได้กลายเป็นบทเพลงท่ี
นาไปใช้ประกอบเทศกาลหรือประเพณีตา่ ง ๆ ของไทยเชน่ ราวงวนั ลอยกระทง,ราวงเริงสงกรานต์ ลว้ นแตเ่ ป็น
บทเพลงที่คนุ้ หู มีทว่ งทานองทส่ี วยงามและมีความสาคัญอย่างมากของดนตรีไทย อันเป็นเหตุใหท้ ่านไดร้ ับการ
ยกย่องและรางวัลมากมาย สิ่งท่ีไดก้ ล่าวมาข้างตน้ นั้นทาใหก้ ระผมมีความประทับใจและไดข้ อ้ คิดการดารงชีวิต
ในการทาส่งิ ตา่ ง ๆ ด้วยความตัง้ ใจและทุ่มเท ผมจะตั้งใจศกึ ษาเล่าเรยี น ในอนาคตอันใกลน้ ้ีผมจะตอ้ งสอบเข้า
ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ผมจะนาแบบอย่างความความต้ังใจของคุณเอ้ือ เป็นแรงบันดาลใจในการตั้งใจ
และท่มุ เทให้กบั เวลาเรยี นและการอา่ นหนงั สอื เพื่อที่การสอบคร้ังน้จี ะประสบผลสาเรจ็

อ้างอิง “รู้จกั ‘ครูเอือ้ ’ รูปปั้นชายถือไวโอลินในสวนลมุ พินี” [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ ไดจ้ าก:
https://becommon.co/world/kru-eor/
สบื ค้น ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

“เออ้ื สนุ ทรสนาน” [ออนไลน]์ . เขา้ ถึงไดจ้ าก:
https://th.wikipedia.org/wiki/เอ้ือ_สนุ ทรสนาน
สืบค้น ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

๑๗

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชโิ นรส
โดย นายอฐั กร จนิ ดาดำรงเวช ม.๖/๔ เลขที๙

ในอดตี พระโอสรสของรชั กาลท่ี๑เปน็ คนสำคญั ท่ที ำใหป้ ระเทศไทยมีความเปน็
เอกลกั ษณแ์ ละวฒั นธรรมดีเด่นระดับโลก ไม่เพียงเทา่ นัน้ ยงั ทรงพระนพิ นธห์ นงั สอื ตา่ งๆ ไว้
เปน็ จำนวนมากท้งั บทรอ้ ยกรองและรอ้ ยแกว้

พระประวัติ

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงเป็นพระโอรสองคท์ ี่ ๒๘
ในพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลก (รัชกาลท่ี ๑ ) อนั เปน็ ปฐมกษัตริยแ์ หง่ ราชวงศ์
จกั รี พระมารดา คือ เจ้าจอมมารดาจุ้ย พระสนมโท ตอ่ มาได้เลอ่ื นเปน็ “ทา้ วทรง
กันดาล” เปน็ ตำแหน่งผู้รักษาการคลงั ใน เป็นทไี่ วว้ างพระราชหฤทัย ในพระบาทสมเดจ็
พระนั่งเกล้าเจ้าอยูห่ วั (รชั กาลท่ี ๓ ) ทรงประสตู ิเมื่อ วันเสาร์ เดือนอ้าย ขน้ึ ๕ คำ่ ปจี อ

จลุ ศกั ราช ๑๑๕๒ ตรงกับวันท่ี ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๓๓

สำหรบั พระราชบิดาของพระองค์ คอื พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลก น้นั ทรงมพี ระนามเดมิ วา่
ทองด้วง ประสูติทกี่ รุงศรอี ยธุ ยา เมอื่ วนั ท่ี ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๒๗๙ ในรชั กาลพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ เมอื่ ทรงเจริญพระ
ชนั ษาได้เข้ารับราชการ ทรงเปน็ กำลังสำคัญของสมเด็จพระเจา้ กรุงธนบรุ ใี นการกู้บ้านเมอื ง จนไดเ้ ลื่อนยศเปน็ สมเด็จ
เจ้าพระยามหากษัตริยศ์ ึก และตอ่ มาไดท้ รงสถาปนาพระราชวงศข์ นึ้ ใหมแ่ ละตงั้ ราชธานีข้นึ ทก่ี รุงเทพฯ ในปี พ.ศ.๒๓๒๕
นบั เปน็ ปฐมกษตั ริย์แห่งราชวงศ์จักรี

พระอสิ ริยยศและสมณศักด์ิ

ทรงได้รบั เล่ือนเป็นเจ้าต่างกรมคร้งั แรก ในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้านภาลยั (รชั กาลท่ี ๒ )
เป็น “กรมหมนื่ นชุ ิตชโิ นรส ศรสี ุคตขตั ยิ วงศ์” และดำรงพระยศนอ้ี ยู่จนสิน้ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนง่ั เกล้าเจา้ อยู่หัว

เมือ่ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั (รชั กาลที่ ๔ ) เสด็จข้ึนเสวยราชสมบตั แิ ล้ว ทรงมพี ระบรมราชโอ
การประกาศเลื่อน”กรมหม่นื นชุ ติ ชิโนรส ศรสี ุคตขตั ิวงศ์” ใหด้ ำรงตำแหนง่ สกลมหาสงั ฆปริณายก ณ วนั ศกุ ร์ ขนึ้ ๔ คำ่
เดอื น ๙ ปกี ุน จลุ ศกั ราช ๑๒๑๓ (พ.ศ.๒๓๙๔) และไดเ้ ล่อื นเปน็ “กรมสมเดจ็ พระปรมานชุ ติ ชิโนรสศรีสุคตขัติยวงศ์
บรมพงศาธบิ ดี จกั รบี รมนาถ ปฐมพันธุมหาราชวรังกรู ปรเมนทรนเรนทรสูรสัมมานาภสิ กั กาโรดมสถาน อรยิ สมศลี าจาร

พิเศษมหาวิมล มงคลธรรมเจดีย์ยุตมตุ วาที สวุ ีรมนญุ อดลุ ยคุณคณุ าธาร มโหฬารเมตตยาภิธยาศรยั ไตรปิฎกกลาโกศล
เบญจปดลเศวตฉตั ร สิริรัตโนปลกั ษณ มหาสมนตุ ตมาภิเศกาภิสิต ปรมกุ ฤษฐสมณศักดิ์ธำรง มหาสงฆปรณิ ายก พทุ ธสา
สนดิลกโลกตุ ตมมหาบณั ฑิต สุนทรวจิ ิตรปฎภิ าณ ไวยตั ิญาณมหากระวี พทุ ธาทศิ รรี ตั นตรัยคุณารกั ษ์ เอกอรรคมหา

๑๘
อนาคาริยรัตน์ สยามาทโิ ลกยปฎพิ ันธ พุทธบริษัทเนตร สมณคณนิ ทราธิเบศร์ สกลพุทธจักโรปการกจิ สฤษดิศุภการ
มหาปาโมกขประธานวโรดม บรมนาถบพติ ร”
พระเกยี รติคณุ ประกาศ

องค์การศกึ ษา วิทยาศาสตรแ์ ละวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศรายชอ่ื บุคคลสำคญั ผมู้ ี
ผลงานดเี ดน่ ทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก และถวายพระเกียรติคณุ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ิตชิโนรส
ในฐานะ ปูชนยี บุคคลสำคัญผู้มผี ลงานดเี ดน่ ทางด้านวัฒนธรรมระดับโลกประจำปพี ุทธศักราช ๒๕๓๓ ตามมตทิ ี่ประชมุ
สมยั สามญั คร้ังท่ี ๒๕ ณ สำนักงานใหญ่ยเู นสโก กรงุ ปารสี ประเทศฝรง่ั เศส และชกั ชวนให้ประเทศสมาชกิ รว่ มจัด
กิจกรรมฉลองเนอ่ื งในวันคล้ายวันประสตู ิครบ ๒๐๐ ปี วนั ที่ ๑๑ ธนั วาคม ๒๕๓๓
ผลงานดา้ นวรรณกรรม

สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานชุ ิตชโิ นรส ได้ทรงพระนพิ นธห์ นังสือตา่ งๆ ไว้เปน็ จำนวนมากท้งั บท
ร้อยกรองและรอ้ ยแก้ว สมพระเกยี รติท่ีเปน็ “รตั นกวี” ของชาติ วรรณกรรมของพระองค์ นับว่าเปน็ สมบตั ิทป่ี ระมาณ
คา่ มไิ ด้ พระนิพนธต์ ่างๆ มดี ังน้ี

ภาษาบาลี :ปฐมสมโพธกิ ถาฉบับภาษาบาลี มตี น้ ฉบับอยู่ในหอสมุดแหง่ ชาติ เป็นพระคมั ภรี ใ์ บลานจำนวน ๓๐
ผูก ผูกละประมาณ ๒๔ หนา้ เมอื่ ปริวรรตเปน็ อักษรไทยและแปลออกมาแล้วจะเป็นหนงั สอื หนาประมาณ ๒,๑๖๐ หน้า
หรือประมาณ ๒๗๐ ยก ซงึ่ เป็นหนงั สือพระพุทธประวตั ฉิ บบั ท่มี ีขนาดหนาทส่ี ุดในโลก

สรปุ ๑.ทรงเปน็ พระสงฆร์ ูปแรกที่ไดร้ บั การถวายพระเกียรติจากยเู นสโก ประกาศให้เปน็ บุคคลผมู้ ผี ลงานดเี ดน่ ดา้ น
วัฒนธรรมระดับโลก และทรงพระนพิ นธห์ นงั สือต่างๆ ไวเ้ ปน็ จำนวนมากท้งั บทรอ้ ยกรองและร้อยแก้ว

๒.พระนพิ นธท์ แี่ สดงใหเ้ หน็ ถงึ พระปรชี าสามารถในภาษาบาลคี ือ พระนพิ นธ์เรอื่ ง “สคุ ตวิทตั ถิวิธาน” ซงึ่ ทรง
นิพนธเ์ ปน็ ภาษาบาลี นอกจากน้ียังได้ทรงนิพนธ์เรอ่ื งเบ็ดเตลด็ อน่ื ๆ เปน็ ภาษาบาลอี กี หลายเรือ่ งนอกจากจะเป็น
ปราชญ์ทางภาษาบาลแี ล้ว ยังทรงมีพระปรีชาสามารถ ในด้านตา่ ง ๆ พอประมวลได้ดงั นี้ คอื ด้านสถาปัตยกรรมทรง
ออกแบบพระปฐมเจดีย์ องคท์ ีเ่ ปน็ อย่ปู ัจจบุ นั

๓.ความสามารถในพระนพิ นธ์หนังสอื ตา่ งๆของพระองค์ทำให้เราไดร้ ถู้ งึ หลักการในการใชภ้ าษาท่ีเหมาะสมและ
รูปแบบการเขยี นซง่ึ จะทำให้เราสามารถเขยี นหนังสือแบบพระองค์ไดโ้ ดยเอามาประยุกต์เปลีย่ นเปน็ ภาษาของคนรุน่
ปจั จุบันเพือ่ ใหง้ ่ายต่อการอา่ นมากขึ้น

อ้างองิ :“สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชโิ นรส”[ออนไลน์] เขา้ ถงึ ไดจ้ าก:

http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/monk-raja/krompra_hist.htm

สืบคน้ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓

๑๙

เจ้าฟา้ ธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุรยิ วงศ์ (เจ้าฟา้ กงุ้ )
โดย นางสาวพริศรา ศรีธนางกูร ช้นั ม.๖ หอ้ ง๔ เลขท่ี๑๐

เจา้ ฟา้ ธรรมาธิเบศ กรมขุนเสนาพิทกั ษ์ หรอื เรยี กตดิ ปากว่า"เจา้ ฟา้ กงุ้ " เจ้าฟา้ องคห์ น่งึ ของอยธุ ยา พระองค์มี
พระปรชี าสามารถหลายดา้ นไมว่ ่าจะเป็นด้านการทหาร การชา่ งและโดยเฉพาะดา้ นวรรณกรรม จดั ไดว้ ่าพระองค์
ทา่ นทรงเปน็ คีตกวีทีย่ ิ่งใหญ่ในสมัยกรุงศรอี ยุธยาพระองคห์ นงึ่

พระองคป์ ระสตู ิ เมอื่ พ.ศ.๒๒๔๘ ในแผน่ ดนิ สมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวท้ายสระซึ่งเปน็ พระปติ ลุ าของพระองค์ ทรง
เปน็ พระราชโอรสของสมเดจ็ พระบรมโกศหรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ กับกรมหลวงอภัยนุชิต พระมเหสี
ใหญ่ มีอย่วู ันหนึง่ เจา้ ฟ้ากุ้งทรงเห็นสมเด็จพระเจ้าอย่หู ัวบรมโกศทรงรกั ใคร่ เจ้าฟา้ นเรนทร กรมขนุ สุเรนทรพิ
ทกั ษ์อยา่ งมาก เจา้ ฟา้ กุ้งจึงเกิดความรษิ ยา เกรงวา่ พระราชบิดาจะมอบราชสมบัตใิ ห้เจา้ ฟ้านเรนทร ผู้มสี ถานะเป็น
พระนัดดาของพระองค์ เจ้าฟา้ กงุ้ จึงคิดท่ีจะกาจัดเจา้ ฟ้านเรนทร ทง้ั ๆที่อกี ฝ่ายกาลงั บวชเป็นพระภิกษุ โดยการชัก
ดาบเข้าฟันเจ้าฟ้านเรนทร แตเ่ คราะหด์ ีทีไ่ ม่ต้องพระวรกาย มเี พียงจีวรท่ีขาดไปบางสว่ นเทา่ น้นั เจ้าฟ้ากุ้งจงึ ออก
ผนวชจงึ สามารถหลบพระราชอาญาได้ หลายปีต่อมากรมหลวงอภยั นชุ ิตประชวรหนกั จวนจะสวรรคต พระองค์จึง
ขอพระราชมานอภยั โทษจากพระเจา้ อยู่หวั บรมโกศใหก้ ับเจา้ ฟา้ กงุ้ เจา้ ฟา้ กงุ้ จงึ ทรงลาผนวชกลบั มา ต่อมาเจ้าฟ้า
กุ้งทรงประชวรดว้ ยพระโรคคชราด โรคสาหรบั บุรุษ ภายหลังกรมหมื่นสนุ ทรเทพทาเรอ่ื งกราบทูลสมเดจ็
พระพทุ ธเจ้าอยหู่ ัวว่า เจ้าฟา้ กุ้งลอบทาชกู้ บั เจ้าฟา้ สังวาลย์ จึงมีพระราชดารัสลงพระราชอาญาเฆีย่ นและใหน้ าบ
พระนลาฏแล้วถอดใหเ้ ป็นไพร่ ทงั้ เจ้าฟา้ กงุ้ และเจา้ ฟา้ สงั วาลยแ์ ลว้ จงึ นาพระศพไปฝงั ที่วัดไชยวัฒนาราม

๒๐

ผลงานด้านวรรณกรรมที่พระองคพ์ ระนิพนธไ์ วเ้ ป็นสมบตั ิของ
ชาติไทยหลายเร่ืองดว้ ยกัน พระองคท์ ่านทรงชานาญ ในการ
ประพนั ธป์ ระเภทกาพย์หอ่ โคลง งานพระนิพนธเ์ ท่าที่ทราบ มดี งั นี้
กาพยเ์ หเ่ รอื บทเหเ่ รือ่ งกากี ๓ ตอน บทเห่สังวาสและเห่ครวญ
อย่างละบท กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก กาพยห์ ่อโครงนิราศ
ธารทองแดง ลลิ ิตนนั โทปนนั ทสตู รคาหลวงทรงนิพนธ์ พ.ศ. ๒๒๗๙ ขณะทรงผนวช ลลิ ิตพระมาลยั คาหลวงทรง
นิพนธ์ พ.ศ. ๒๒๘๐ ขณะทรงผนวช และเพลงยาวบางบท และพระองค์ทรงมพี ระราชกรณยี กจิ คือพระองคเ์ ปน็
แม่กองในการปฏิสงั ขรณ์วดั พระศรีสรรเพชญว์ ดั อื่น ๆ มากมายและทรงควบคมุ งานต่อพระเศยี รพระมหามงคล
บพิตร ทรงรอ้ื มณฑปที่ประดษิ ฐานพระมหามงคลบพติ รแลว้ ก่อขน้ึ ใหมเ่ ปน็ พระวหิ ารแทน รวมท้งั ทรงอานวยการ
ซ่อมพระท่ีนง่ั วิหารสมเด็จภายในพระราชวงั กรงุ ศรอี ยธุ ยา

สรุป เจ้าฟา้ กงุ้ มคี วามสาคญั ท้ังทางด้านประวตั ศิ าสตร์ วรรณคดไี ทยและศาสนา ท่านทรงเป็นแมง่ าน

บรู ณะ ปฏสิ ังขรณว์ ัดต่างๆ ทา่ นทรงประพนั ธ์บทประพนั ธ์ต่างๆมากมายให้เปน็ มรดกของคนไทยใหเ้ ราได้ศึกษากนั
จนถึงทกุ วนั นี้ โดยบทประพันธน์ ้ันได้สะท้อนถงึ ความงามทางด้านภาษา สภาพสังคม ความเชือ่ และพระปรีชา
สามารถของพระองคเ์ อง

พระราชกรณยี กจิ ของท่านในการปฏสิ งั ขรณ์วัด ทาให้วดั ตา่ งๆนน้ั สามารถดารงมาจนถึงทุกวนั นไ้ี ด้และเป็น
การสนับสนุนและสง่ เสริมพระพทุ ธศาสนา ทางดา้ นผลงานการประพันธ์น้ันมีประโยชนต์ ่อคนไทยในปัจจุบันเปน็
อย่างมาก บทประพันธ์ของท่านไดถ้ ูกบรรจไุ วใ้ นบทเรียนภาษาไทยของนกั เรยี นชน้ั ปีต่างๆ เชน่ ในมธั ยมศึกษาปีที่ ๖
นกั เรยี นจะไดเ้ รียนเรื่องกาพยเ์ หเ่ รอื ซง่ึ เป็นหนง่ึ ในผลงานของท่าน ซง่ึ เปน็ บทประพนั ธ์ทใ่ี หค้ วามรู้นักเรียนในเรอ่ื ง
ภาษา การแต่งกาพย์ โคลง และค่านยิ มต่างๆในสมัยกอ่ น

จากการที่ได้ศึกษาเร่อื งราวของทา่ น ทาให้ข้าพเจา้ ไดเ้ รียนรถู้ ึงทม่ี าของวรรณกรรมและวรรณคดีไทยทไ่ี ด้เรียน
ในวชิ าภาษาไทย ทาใหข้ า้ พเจา้ มีความคิดทจ่ี ะจัดต้ังเวบ็ ไซต์หรอื ชมรมเพ่อื การแต่งโครงและกาพยเ์ พ่อื นาความรู้
ความสามารถของทา่ นมาเป็นแบบอยา่ งและใหค้ วามร้แู กบ่ คุ คลทว่ั ไป และยงั ได้ขอ้ คดิ ว่าการท่ีเราหุนหนั พลันแล่น
หรือกระทาสงิ่ ใดโดยไม่ไดค้ ิดถงึ ผลกระทบนนั้ สามารถนาเราไปถึงการลงโทษและพลาดโอกาสดๆี ในชวี ติ ไปได้ ซึ่ง
ขา้ พเจา้ มีความคิดทจ่ี ะแตง่ นทิ านเพ่อื สอนแกเ่ ด็กๆรุ่นตอ่ ๆไปทจี่ ะไม่หนุ หนั พลันแล่นเหมอื นอย่างทท่ี ่านเคยประสบ
มา การศกึ ษาเรอ่ื งราวของเจ้าฟา้ กุ้งนั้นเปน็ ประโยชน์และสร้างแรงบนั ดาลใจแก่ตัวขา้ พเจา้ เองอยา่ งมากมาย

อ้างองิ “เจ้าฟา้ ธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สรุ ิยวงศ์.” [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/เจ้าฟา้
ธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สรุ ิยวงศ์ [ม.ป.ป.]. สืบค้น ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓

๒๑

เจ้าพระยาวิชาเยนทร(์ คอนสแตนตนิ ฟอลคอน)

โดย นางสาวชญั ญานชุ ตนั ติประภาคาร
ชนั้ ม.๖ ห้อง๔ เลขท๑่ี ๑

จากละครเร่ืองบุพเพสันนิวาสท่ีโดง่ ดังในยุคปจั จุบัน ทาให้
คนรุน่ ใหมห่ ลายคนหันมาสนใจประวตั ศิ าสตร์ไทยกันมากข้ึน
และหน่ึงในบุคคลสาคัญในเรื่องนั่นก็คอื เจ้าพระยาวชิ าเยนทร์ ซ่งึ ถึงแมท้ า่ นจะเปน็ คนต่างชาติ แตก่ ็เป็นบคุ คลท่ี
มอี ทิ ธิพลมากในประวตั ศิ าสตร์ ซงึ่ การจัดทารายงานในคร้งั น้ผี ้จู ัดทาไดค้ น้ คว้าและรวบรวมข้อมลู จากบทความ
ตา่ งๆ โดยที่ผจู้ ดั ทารายงานจะทงิ้ ปมบางอยา่ งไว้ใหผ้ ู้อ่านได้กลบั ไปคิด และผู้จัดทารายงานหวังวา่ จะเปน็
ประโยชนก์ ับผทู้ ี่สนใจไม่มากก็น้อย

ฟอลคอนเกดิ ท่ีแคว้นเซฟาโลเนยี (ประเทศกรีซ) เมือ่ พ.ศ. ๒๑๙๐ มีเช้ือสายของชาวกรกี และเวนสิ เข้าทางาน
ใหก้ บั บรษิ ัทอนิ เดียตะวนั ออกขององั กฤษ พ.ศ. ๒๒๐๕ จงึ ออกจากบา้ น และเดินเรอื สินค้าไปค้าขายยังดนิ แดน
ต่าง ๆ พ.ศ. ๒๒๑๘ เดินทางมายังกรงุ ศรอี ยธุ ยาในฐานะพ่อคา้ เนื่องจากฟอลคอนมีความสามารถพิเศษในการ
เรยี นรู้ภาษาต่างประเทศอย่างง่ายดาย ฟอลคอนจึงเรยี นรกู้ ารใช้ภาษาไทยอยา่ งคล่องแคล่วในเวลาไม่ก่ปี แี ละ
เข้ารบั ราชการในราชสานกั สมเด็จพระนารายณ์มหาราชในตาแหน่งลา่ ม นับเปน็ ชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามา
รับราชการในสมยั อยุธยา เป็นตัวกลางการค้าระหว่างอยุธยากับฝร่งั เศส ฟอลคอนได้กลายมาเปน็ สมหุ นายกใน
สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชแหง่ กรุงศรีอยธุ ยาในเวลาอนั รวดเรว็ พ.ศ. ๒๒๒๕ ฟอลคอนแตง่ งานกับ
ดอญญามารี กมี าร์ (ท้าวทองกบี ม้า) เนื่องจากฟอลคอนเป็นผู้ท่ีเคยทางานอยู่กบั องั กฤษและรู้การค้าขายกบั
ชาวต่างชาติเป็นอยา่ งดีจงึ มคี วามชอบและเป็นท่ีไวว้ างใจในด้านการคา้ กบั ชาวตา่ งประเทศเจา้ พระยาโกษาธิบดี
จงึ กราบทลู สมเดจ็ พระนารายณ์ ทรงโปรดให้เป็น หลวงวชิ าเยนทร์และมบี รรดาศกั ดิ์ต่อมาจนไดเ้ ป็นเจา้ พระยา
วชิ าเยนทร์ เปน็ บคุ คลทม่ี บี ทบาทสาคญั ในเร่ืองการค้าขายกบั ต่างประเทศและการเจริญสัมพันธไมตรีกับ
ตา่ งประเทศ ทาให้มกี ารส่งคณะราชทตู เดินทางไปยังฝรั่งเศสและประเทศอ่ืนๆ การค้าขายของกรงุ ศรีอยธุ ยา
น้นั เจ้าพระยาวชิ าเยนทร์ได้คดิ อา่ นที่จะสร้างเรือกาปัน่ หลวงเพิ่มเตมิ ข้นึ จงึ ชกั ชวนให้พวกอังกฤษออกจาก
บรษิ ทั มารบั เดนิ เรือกาป่นั หลวง โดยมขี อ้ ตกลงว่ายอมใหม้ ีการนาสนิ คา้ ของตนไปกับเรอื หลวงได้ จากนั้น
เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ไดท้ ลู ขอให้สมเด็จพระนารายณ์ ทรงต้งั เมอื งมะริดซง่ึ เปน็ เมืองทา่ ของกรงุ ศรีอยุธยาอย่นู ั้น
เปน็ สถานีคา้ ขายของหลวงและทาการสร้างปอ้ มประจาทา่ เช่นเดยี วกับสถานีค้าขายของประเทศตะวนั ตกที่
ตั้งข้นึ ในแถบนน้ั ครัน้ เม่ือออกพระยาวสิ ูตรสุนทร (ปาน ต่อมาเปน็ เจา้ พระยาโกษาธบิ ด)ี ไดน้ าคณะราชทตู
กลับมาจากฝร่งั เศส เม่อื เดือนกนั ยายน พ.ศ.๒๒๒๐ นน้ั พระเจา้ หลยุ ส์ท่ี ๑๔ ได้จดั คณะราชทตู ฝรงั่ เศส

๒๒

เดนิ ทางตามมาสง่ ถึงกรุงศรีอยุธยาด้วยพร้อมกบั ได้จดั ทหารฝร่ังเศสติดตามมาดว้ ย ๑,๔๐๐คนเข้ามารับ
ราชการอยกู่ บั สมเด็จพระนารายณ์ด้วย

สมเดจ็ พระนารายณ์ ได้มีพระราชไมตรีกบั ฝรั่งเศสอยา่ งแนน่ แฟ้นและสรา้ งเมืองลพบุรีให้เป็นเมืองราชธานี
สารองของอาณาจักรสยามไว้ ซง่ึ ทรงโปรดให้คณะราชทูตฝร่งั เศสและเจา้ พระยาวชิ าเยนทร์ อยปู่ ระจาที่เมือง
ลพบุรเี ชน่ เดียวกับพระองค์ คณะราชทูตฝร่ังเศสพานักอยู่ในอาณาจกั รสยามได้๓เดือนก็เดนิ ทางกลับฝรัง่ เศส
ความใกลช้ ดิ ระหว่างเจ้าพระยาวิชาเยนทรแ์ ละสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชทาให้เกดิ ความรษิ ยาขึน้
ในหมรู่ าชนิกลุ ซ่งึ ส่งใหเ้ กิดผลเสยี ต่อตัวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์เองในเวลาต่อมา

เมื่อพระเพทราชากมุ อานาจการสาเรจ็ ราชการแผน่ ดนิ แลว้ ก็จบั กุมเจ้าพระยาวชิ าเยนทร์และผู้ติดตามรวมถึง
ราชนกิ ุลองคต์ า่ ง ๆ และนาไปประหารชวี ิตในวันที่ ๕ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๒๓๑ ในวัยเพียง ๔๐ ปี เจ้าพระยาวิ
ชาเยนทร์เปน็ ผลใหจ้ ุดยืนของกรกี ในประวัตศิ าสตร์ไทยเป็นเรอ่ื งทีย่ ังหาข้อสรปุ มิได้ นักประวัติศาสตรท์ ่เี หน็ ด้วย
กับการกระทาของพระองคม์ องเจา้ พระยาวชิ าเยนทร์ว่าเป็นชาวตา่ งชาติทีฉ่ วยโอกาสมาใชอ้ ิทธิพลเข้าควบคุม
ราชอาณาจักรในนามของผลประโยชนจ์ ากชาติตะวนั ตกแต่นักประวตั ศิ าสตร์อีกกลมุ่ หน่ึงมองวา่ เจ้าพระยาวิ
ชาเยนทรเ์ ปน็ แพะรับบาปเปน็ ช่องวา่ งให้สมเดจ็ พระเพทราชาสามารถเข้ายึดอานาจจากองคร์ ชั ทายาทได้โดย
นาเอาความริษยาและความระแวงทมี่ ีต่อเจ้าพระยาวิชาเยนทร์มาเป็นมลู เหตสุ นบั สนนุ

สรปุ เจา้ พระยาวิชาเยนทรเ์ ป็นหน่งึ ในบุคคลท่ีมอี ิทธิพลมากในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทาให้ประเทศ
ไทยไดต้ ดิ ต่อ คา้ ขายกับชาวต่างชาติ เปน็ คนทค่ี อยชว่ ยเหลือสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชในด้านต่างๆ
โดยเฉพาะการตดิ ต่อค้าขายกับชาติตะวันตก
เจา้ พระยาวชิ าเยนทร์ทาใหป้ ระเทศไทยได้เจริญสัมพนั ธไมตรแี ละสง่ ราชทตู ไปฝรัง่ เศส และประเทศไทยยัง
ไดร้ ับวิทยาการจากชาติตะวันตกมาพฒั นาประเทศ รวมถึงการเผยแผค่ รสิ ต์ศาสนาในประเทศไทย
ไดเ้ รยี นรู้วา่ เจ้าพระยาวชิ าเยนทรน์ นั้ เป็นคนท่ีมีความพยายามเป็นอย่างมากเห็นได้จากท่ีท่านได้ศึกษาภาษา
ตา่ งๆ และเป็นคนทรี่ อบรู้มีความรูร้ อบตัวอยู่มาก อกี ทงั้ เป็นคนที่มคี วามทะเยอทะยาน(ในความหมายที่ดี)ใช้
ความร้คู วามสามารถของตัวเองจนไดเ้ ปน็ ถงึ เจา้ พระยาตั้งแต่ยังหนุ่ม ซึ่งทั้งหมดน้ีก็ได้เป็นตวั อยา่ งทีด่ ใี ห้กับคน
รนุ่ หลัง และไดเ้ ห็นอีกดา้ นของการบ้านการเมืองว่าเกดิ การอิจฉารษิ ยากนั ในหมู่ข้าราชบริพาร

อ้างอิง “เจ้าพระยาวชิ าเยนทร์.”[ออนไลน์].เขา้ ถึงจาก: https://th.m.wikipedia.org/wiki/
สบื คน้ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓.
“เจา้ พระยาวชิ าเยนทร์แห่งกรุงศรีอยุธยา.”[ออนไลน์].เขา้ ถึงจาก
https://www.thaipost.net/main/detail/4309 สืบค้น ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓.

๒๓
ชอ่ื บคุ คลทีศ่ กึ ษา พระราชวรวงศเ์ ธอ กรมหมน่ื พทิ ยาลงกรณ์
โดย นางสาวฐานิตา ฟักหอม
ช้ันม.๖ หอ้ ง ๔ เลขที่ ๑๒

มหาอามาตย์โท พระราชวรวงศเ์ ธอ กรมหม่ืนพิทยาลงกรณ์ มพี ระนามเดมิ วา่ พระบวรวงศเ์ ธอ
พระองคเ์ จ้ารัชนีแจ่มจรสั หรือนามปากกว่า น.ม.ส. เป็นปราชญแ์ ห่งกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ เป็นพระบดิ าแหง่ การ
สหกรณ์ไทย เปน็ องคต์ น้ ราชสกุล "รัชน"ี

พระบวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้ารชั นแี จ่มจรัส เปน็ พระราชโอรสในกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญกับจอม
มารดาเล่ียมเล็ก ประสตู เิ มื่อวนั ท่ี ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๙ ในพระบวรราชวงั มพี ระเชษฐภคินีหนึ่งพระองค์
คอื พระราชวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าภัททาวดีศรีราชธดิ า เมื่อเยาว์วยั ทรงเรยี นหนงั สือกับพระมารดาทต่ี าหนัก
เมือ่ พระชนั ษา ๕ ปี ทรงเขา้ ศึกษาที่โรงเรียนพระตาหนกั สวนกหุ ลาบใน พ.ศ. ๒๔๒๙ และตอ่ มาศึกษา
ภาษาอังกฤษจนถึง พ.ศ. ๒๔๓๖ จงึ เขา้ รับราชการในตาแหนง่ นายเวร กระทรวงธรรมการ ขณะพระชันษา
๑๖ ปี และได้เลอ่ื นเป็นผู้ช่วยในกรมศึกษาธกิ ารใน ทรงรับหนา้ ท่พี ิเศษเปน็ ข้าหลวงสอบไล่วิชาหนงั สือไทย ทรง
เปน็ กรรมการพิเศษร่างพระราชบญั ญตั ิพิจารณาความแพ่งและทรงไดเ้ ลอ่ื นเป็นผชู้ ว่ ยทีป่ รึกษากระทรวงพระ
คลังมหาสมบตั ิ

พระกรณียกจิ ของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมน่ื พิทยาลงกรณ์ พ.ศ. ๒๔๔๒ ทรงเข้ารบั ราชการใน
กระทรวงพระคลงั มหาสมบัติ ทรงรบั ตาแหน่งเปน็ ผชู้ ว่ ยอธิบดีกรมตรวจและกรมสารบาญชี

๒๔

พ.ศ. ๒๔๔๔ ทรงย้ายเป็นปลดั กรมธนบัตรและเจริญก้าวหน้าเปน็ ผู้แทนเจ้ากรมธนบัตร เจ้ากรมกองท่ีปรึกษา
อธิบดกี รมประสาปน์สทิ ธิการ อธิบดีกรมตรวจและกรมสารบาญชี อธบิ ดีกรมพาณชิ ย์และสถติ ิพยากรณ์ ทรง
จัดต้งั และวางรากฐานกิจการสหกรณ์ จนในทีส่ ดุ ได้เล่ือนตาแหนง่ เป็นรองเสนาบดีกระทรวงพาณชิ ย์

พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระราชวรวงศเ์ ธอ กรมหมน่ื
พทิ ยาลงกรณ์ ดารงตาแหน่งอุปนายกกรรมการหอพระสมุดสาหรบั พระนคร ซ่ึงตอ่ มาได้รวมเข้ากบั กรม
ศลิ ปากร ตอ่ มาได้เปล่ยี นจากหอสมุดสาหรับพระนครเป็น "ราชบณั ฑิตยสภา"

พระกรณยี กจิ ที่สาคัญ คือ ทรงดาริให้จดั สร้างสหกรณว์ ัดจันทร์ สหกรณ์แห่งแรกของไทย

๑. บุคคลท่นี กั เรียนศกึ ษามีความสาคัญอย่างไร
พระราชวรวงศเ์ ธอ กรมหมนื่ พิทยาลงกรณ์ มีความสาคญั คือ เปน็ ผู้ดารใิ ห้จดั สรา้ งสหกรณ์แหง่
แรกในประเทศไทยขนึ้ น่นั ก็คือ สหกรณ์วดั จันทร์ไมจ่ ากัดสินใช้

๒. ผลงานที่ทามปี ระโยชนต์ ่อสังคมอยา่ งไร
ทาใหป้ ระเทศไทยมีการจัดต้งั สหกรณ์มาได้ทุกวนั น้ีจากการพฒั นาของท่าน ทาให้ระบบทางด้าน
การเงนิ มีความเปน็ ระบบมากยงิ่ ขึ้น

๓. นกั เรยี นเกิดการเรียนรูเ้ ร่อื งอะไรจากการศกึ ษาประวัติบุคคลท่านน้ี
ไดเ้ รียนรู้ว่ากวา่ ท่านจะได้มาเป็นพระราชวรวงศเ์ ธอ กรมหมนื่ พิทยาลงกรณ์ทา่ นผ่านความ
ยากลาบากมากต้องใช้ความมานะเพยี รพยายามมากมายกว่าจะได้มา ความมานะเพียรพยายาม
นนั้ เราสามารถนามาประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ไดน้ ่ันก็คอื ถา้ เราไมเ่ ขา้ ใจเน้ือหาวชิ าทเี่ ราเรียน
ณ ขณะนี้ เราควรที่จะศกึ ษาเพมิ่ เตมิ หมนั่ ทบทวนบ่อยๆ มีความมานะทจี่ ะเข้าใจในบทเรียนน้นั ๆ

อา้ งองิ : “ประวัติกรมหม่ืนพิทยาลงกรณ์.” [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก:

http://bidyalib.eco.ku.ac.th/2019/?page_id=367&lang=th [ม.ป.ป.]. สบื คน้ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๓.

๒๕

ปว ย อ๊ึงภากรณ

โดย น.ส.ณชั ชารยี  คณู ธนาววิ รรธน ช้ัน ม.๖/๔ เลขที่ ๑๓

หากพดู ถึงบุคคลสําคญั ของไทยในดานการเมอื งและการศึกษา หลายคนตองเคยไดย ินช่ือของอาจารยป วยแหง
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร ผมู ีสว นสาํ คัญในการเมืองไทยและการศกึ ษาดานเศรษฐศาสตรของประเทศไทย

ประวตั ิ อ.ปวย องึ๊ ภากรณ เกิดที่บา นตรอกโรงสูบน้ํา ตลาดนอ ย โดยในป พ.ศ.๒๔๗๗ ไดเ ขาศกึ ษาตอเปน
นักศึกษารนุ แรกของมหาวิทยาลยั วชิ าธรรมศาสตรและการเมอื ง ตอ มา อ.ปวยไดสอบชิงทุนรัฐบาลระดบั
ปริญญาตรี สาขาวิชาเศรษฐศาสตรแ ละการคลัง ที่วิทยาลยั เศรษฐศาสตรแ ละรัฐศาสตรแ หง ลอนดอน แหง
มหาวทิ ยาลยั ลอนดอน เมอ่ื จบการศึกษาระดบั ปรญิ ญาตรี กไ็ ดรบั ทุนลเี วอรฮูลม ศึกษาตอ ระดับปรญิ ญาเอก
ผลงาน อ.ปว ย อึ๊งภากรณ เปน นกั เศรษฐศาสตรที่มีช่ือเสยี งของประเทศไทย และยังเคยดาํ รงตําแหนงผูวา
การธนาคารแหงประเทศไทย เปน เวลา ๑๒ ป เปน ยุคทส่ี ามารถรกั ษาเสถียรภาพเงนิ ตรา ไวไดอ ยางแขง็ แกรง
เงนิ บาท ไดรับไดร ับความเชื่อมัน่ จากทงั้ ในและนอกประเทศ ทําใหมกี ารคาขายและการลงทุนเพิ่มข้นึ และยงั
เปนสมาชกิ สมาชกิ ขบวนการเสรไี ทยตอ ตานการรุกรานไทยของกองทพั ญป่ี ุนในสมยั สงครามโลกคร้งั ที๒่ ซงึ่
เสรีไทยกลมุ น้มี ฉี ายาวา "ชา งเผอื ก" อ.ปวยไดร บั ยศเปน รอ ยเอกแหง กองทพั บกองั กฤษ มชี ่ือจัดตงั้ วา "นายเขม
เย็นยิง่ " และในป พ.ศ. ๒๕๐๗ อ.ปว ย เขารบั ตําแหนง อธิการบดมี หาวทิ ยาลัยธรรมศาสตรคนที่ ๑๐ และ
ตอ งการใหนักศึกษาเขาใจปญหาของสังคมไทย ไดเรยี นรูชนบท จงึ ไดก อ ตั้งมูลนธิ บิ ูรณะชนบทแหง ประเทศ
ไทย จัดทําโครงการพฒั นาชนบทลมุ แมน ํ้าแมกลองเพ่ือใหน ักศกึ ษาไดมีองคค วามรพู ้ืนฐานของปญหาชนบทใน
ปพ.ศ.๒๕๑๕ อ.ปว ย เขยี นบทความเรือ่ ง “ผูหญิงในชีวิตของผม-แม” ที่เขยี นขึ้น เลาเรอ่ื งคาถาของแมทสี่ อน
ใหเ ขาเปนปว ยที่มีใจมานะเดด็ เดี่ยว มคี วามซื่อสัตยสจุ ริต มคี วามรักในอสิ รภาพ มีความเมตตาและความอดทน
ตอ คําตฉิ นิ นนิ ทาของใครๆ

๒๖

เกียรติประวตั ิ พ.ศ. ๒๕๐๘ อ.ปว ย ไดรับ รางวลั แมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ

พ.ศ. ๒๕๕๘ องคกรยูเนสโก ยกยอง อ.ปวย อง๊ึ ภากรณเปน บุคคลสําคญั ของโลกดา น
การศกึ ษาและเศรษฐศาสตร

อ.ปวย เปน บุคคลท่สี ําคญั มากในสังคมไทย ทงั้ ดานการเมอื ง เศรษฐศาสตรและการศึกษา ในดาน
การเมอื ง ชว งสงครามโลกครง้ั ที่ ๒ ประเทศไทยเขารวมพนั ธมิตรกบั ญป่ี ุน อ.ปว ยกไ็ ดรวมกอ ตงั้ คณะเสรไี ทยข้ึน
ในอังกฤษ และไดพยายามเจรจาไกลเ กลีย่ กับรัฐบาลองั กฤษใหย อมรบั ขบวนการเสรไี ทย เมอื่ สงครามยุติลง
ประเทศไทยจงึ ไมถือเปนผูแพสงคราม ในดา นการศึกษาเนอ่ื งจากสมยั ทเ่ี ขารบั ตาํ แหนง อธิการบดี
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตรคณะเศรษฐศาสตร มอี าจารยป ระจาํ เพียงสีค่ น อ.ปวยจึงประกาศรบั สมคั รคนรุนใหม
แลวหาทนุ สง ไปเรียนตางประเทศ ทาํ ใหคณะเศรษฐศาสตรเ ติบโตขึ้น ภายในเวลาเพยี งสิบป มีอาจารยเพม่ิ นับ
รอยคน และอ.ปว ยมบี ทบาททส่ี ําคญั ท่ียืนหยัดตอสูกบั ความไมถ ูกตอ งในสงั คมไทย ประโยคหนงึ่ ของบทความ
เรอ่ื ง “ผหู ญงิ ในชีวิตของผม-แม” ท่ี อ.ปว ยเขียนขึน้ “ความเด็ดเดย่ี วกลาหาญไมใชค วามบาบน่ิ การเส่ยี งภยั
โดยไรป ระโยชนคอื ความบาบิ่น ความขลาดและความบาบ่นิ เปนลักษณะทีต่ อ งหลกี เล่ยี ง” แสดงถึงการยืนหยัด
ตอความไมถ กู ตองในประเทศไทย อ.ปว ยเปน ผูท ่ใี ฝห าเสรภี าพและประชาธปิ ไตย อ.ปว ยเปนขาราชการผใู หญ
เพยี งคนเดยี วทก่ี ลา ออกมาประทว งการรฐั ประหารตัวเองของจอมพลถนอม กิตติขจร เรียกรอ งใหม รี ัฐธรรมนญู
เปด โอกาสใหประชาชนมสี ิทธเิ สรภี าพ อ.ปว ยไดเ ขียนจดหมาย โดยใชชือ่ นายเขม เย็นยิง่ ถึงจอมพลถนอม
เพ่ือเรียกรองประชาธปิ ไตยใหก ับสังคม จดหมายนายเขม เยน็ ยิ่ง นบั เปนความกลาหาญในการตอ ตา นเผดจ็ การ
ทเ่ี กิดขน้ึ ในประเทศไทย

จากการศกึ ษาประวัติ ผลงาน และเกียรติประวตั ิของ อ.ปวย อง๊ึ ภากรณ เปน บคุ คลทซ่ี ือ่ สตั ยเ หน็
แกป ระโยชนส ว นรวมมากอ นเสมอ รกั ความยตุ ิธรรมเปน อยา งมาก แมจะตอ งขดั ใจกบั ผมู ีอิทธิพล อ.ปวยกย็ งั
ยนื หยัดในอดุ มการณ ขา พเจา รสู กึ ประทับใจเปนอยา งมากและตอ งการนําเอานสิ ัยน้ขี องอาจารยปวยมาเปน
แบบอยางในการใชชวี ิต ขาพเจาตอ งการเปนหนึ่งในฟนเฟองทีจ่ ะพฒั นาประเทศโดยนาํ ความซ่อื สตั ยม า
ปรบั ปรงุ ตนและสงั คมใหเ กดิ ความโปรง ใส ขาพเจา จะขดั ขวางและไมเ ปน ผูทท่ี จุ ริตเพอ่ื ผลประโยชนอนั มชิ อบ
รวมทั้งการที่ขา พเจา ตอ งการเปน คนที่มคี วามหนกั แนน ในการตอสกู บั ความอยุตธิ รรมทเ่ี กิดข้นึ อยูในสังคมและ
หนักแนน ในการสนบั สนุนประชาธิปไตยใหเ บิกบานในประเทศน้ี ดังท่อี .ปว ยไดป ระจกั ษไ ว

อางอิงขอ มลู BBC News ไทย. “ปวย อง๊ึ ภากรณ ราํ ลกึ บุคคลสําคญั ของโลกของยเู นสโก ผตู อ งลี้ภัยในตาง
ต แดนหลัง 6 ต.ค. 2519.” [ออนไลน] . เขาถงึ ไดจ าก:https://www.bbc.com/thai/
. thailand-51773474 สืบคน ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๓

๒๗

เจา้ พระยาพระคลงั (หน)

โดย นาวสาวณัฐภทั ร รชั ฎาภรณ์กุล ชน้ั ม.๖ ห้อง ๔ เลขท่ี ๑๔

เจา้ พระยาพระคลงั (หน) เปน็ กวเี อกคนหนงึ่ ใน
สมยั ตน้ รตั นโกสนิ ทร์ มีนามเดิมว่า หน เกิดเม่อื ใดไม่
ปรากฏหลกั ฐานแนช่ ดั คาดว่านา่ จะอยู่ในช่วงปลายสมยั
กรงุ ศรีอยุธยา และถงึ แก่อสัญกรรมในสมยั รชั กาลที่ ๑
พ.ศ. ๒๓๔๘ ประวตั ิอน่ื ๆ มปี รากฏน้อย มผี ลงานดา้ น
วรรณคดีที่ท่านไดแ้ ต่งไว้หลายเรื่องด้วยกัน

ประวตั ิ :
เจา้ พระยาพระคลัง (หน) เปน็ บตุ รของ เจา้ พระยาบดนิ ทร์สุรินทรฦ์ ๅชยั (บุญม)ี กับ ท่านผหู้ ญงิ

เจรญิ ท่านไดร้ บั ราชการมาตัง้ แต่สมัยกรุงธนบรุ ี มีบรรดาศกั ดิ์เปน็ หลวงสรวชิ ิต ตาแหนง่ นายดา่ นเมือง
อุทัยธานี ครนั้ เม่ือถึงปลายรชั กาล ท่เี หตรุ ะสา่ ระสายเกิดจลาจลในพระนคร ทา่ นได้ลอบส่งคนนา
หนังสือแจ้งเหตุภายในพระนครไปถวายสมเด็จเจา้ พระยามหากษตั รยิ ศ์ ึก (ภายหลังคือ พระบาทสมเดจ็
พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ซง่ึ กาลงั ยกกองทัพไปตเี ขมร หลวงสรวิชิต (ในเวลานน้ั ) ออกไปรบั
สมเด็จเจา้ พระยามหากษตั รยิ ์ศกึ ถงึ ท่งุ แสนแสบ แล้วบอกข้าราชการตา่ ง ๆ จากน้ันสมเด็จเจ้าพระยา
มหากษตั ริย์ศกึ ได้เข้ามาปราบเหตุจลาจลในพระนคร แล้วทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติ เป็น
ปฐมกษัตรยิ ์แหง่ ราชวงศจ์ กั รี

เมอ่ื เหตุการณใ์ นพระนครสงบเรียบร้อย พระเจา้ อยู่หัวจงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ แตง่ ตง้ั ให้
ท่านเปน็ พระยาพพิ ฒั โกษา และในทส่ี ุดเม่ือตาแหนง่ เจ้าพระยาพระคลังว่างลง ไดร้ บั พระกรณุ าโปรด
เกลา้ ฯ ให้เล่ือนข้ึนเป็นเจ้าพระยาพระคลงั เป็นเสนาบดจี ตุสดมภก์ รมทา่ มีหนา้ ท่ีควบคุมบงั คับบญั ชา
กิจการทางหัวเมืองชายทะเลท้ังหมด

เจ้าพระยาพระคลงั ท่านน้ีนอกจากมีความสามารถในเชงิ บริหารกิจการบ้านเมือง และเป็น
นักรบแลว้ ยงั มีความสามารถในเชงิ อักษรศาสตรเ์ ปน็ ที่ยกย่องว่าเป็นกวีฝปี ากเอก มสี านวนโวหาร
ไพเราะ ทั้งร้อยกรองหลากหลายชนดิ และสานวนรอ้ ยแกว้ ท่มี ีสานวนโวหารไพเราะไม่แพก้ นั ท่านมี
บุตรธิดาหลายคน ท่ีมชี อ่ื เสียง ได้แก่ เจา้ จอมพุ่มในรชั กาลท่ี ๒, เจา้ จอมมารดาน่ิม พระมารดาสมเด็จ
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาเดชาดิศร (มงั่ ) ในรชั กาลท่ี ๒, นายเกตและนายพัด ซ่ึงเป็นกวีและครู
พิณพาทย์ และทา่ นยงั เปน็ ต้นสกลุ บญุ -หลงอีกดว้ ย

๒๘

ผลงาน
๑. ลลิ ิตเพชรมงกุฎ
๒. อเิ หนาคาฉันท์ (พ.ศ. ๒๓๒๒, หลวงสรวชิ ติ )
๓. ราชาธริ าช (งานแปล, พ.ศ. ๒๓๒๘)
๔. สามก๊ก (งานแปล, พ.ศ. ๒๔๐๘)
๕. กากีคากลอน หรือ กากีกลอนสภุ าพ
๖. รา่ ยยาวมหาชาติกณั ฑ์กุมารและกณั ฑ์มทั รี
๗. ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง
๘. โคลงสุภาษิต
๙. กลอนและรา่ ยจารกึ เรื่องสรา้ งภเู ขาทองทว่ี ดั ราชคฤห์
๑๐.ลิลิตศรีวชิ ัยชาดก
๑๑.สมบตั ิอมรนิ ทรค์ ากลอน

สรุป :
๑. ในยคุ น้ันท่านเป็นบุคคลท่ีมคี วามสาคญั ต่อบ้านเมืองเป็นอย่างมากด้วยตาแหน่งพระคลังที่
รับหนา้ ทค่ี วบคุมกิจการหวั เมืองชายทะเลทง้ั หมด เนื่องด้วยท่านมีทักษะความสามารถ
ทางด้านการบรหิ ารจดั การ อีกทัง้ ยงั เปน็ กวเี อกท่สี านวนโวหารไพเราะ
๒. ผลงานท่ที ่านทาช่วยใหบ้ า้ นเมืองสงบสุข และวรรณคดที ่ีทา่ นแต่งก็กลายเป็นสมบัตทิ ่ีมีค่า
ในปัจจบุ ันใหล้ กู หลานได้ศึกษาและเรยี นรตู้ อ่ ไป
๓. ได้เรียนรู้ว่านักปราชญใ์ นสมัยกอ่ นนอกจากจะโดดเดน่ ด้านการบรหิ ารบ้านเมืองแลว้ ยังมี
ฝไี ม้ลายมือทางด้านงานเขยี น การแต่งกาพย์กลอนต่างๆ เป็นข้อคิดให้กบั ผ้ศู ึกษาประวตั ิ
ว่าควรฝกึ ฝนพฒั นาตนเองในหลายๆดา้ น ทั้งวชิ าการควบคู่ไปกับกฬี าหรือศลิ ปะ เพื่อใหม้ ี
ความสามารถและเข้าสังคมได้อยา่ งหลากหลาย

อา้ งอิง : “เจา้ พระยาพระคลัง (หน).” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก: https://th.wikipedia.org/wiki/
เจ้าพระยาพระคลัง_(หน) [ม.ป.ป.]. สืบคน้ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๓

๒๙

พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบรุ ีดเิ รกฤทธ์ิ

โดย นางสาวธนัสชา ฉัตรประเสรฐิ ชั้น ม.๖ ห้อง ๔ เลขที่ ๑๕

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบรุ ดี ิเรกฤทธ์ิ ทรงเป็นเสนาบดี
กระทรวงยุติธรรม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเปน็ ผ้วู างรากฐานดา้ นกฎหมายในเมืองไทย โดยปรบั ปรุงให้ศาลมีอิสระ
ในการพจิ ารณาพิพากษาคดี พระกรณียกิจในการปฏริ ปู ระบบกฎหมายและ
การศาล จนได้รับพระสมัญญานามว่า พระบิดาแห่งกฎหมายไทย
นักกฎหมายได้ถือเอาวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง
ราชบุรดี เิ รกฤทธ์ิ คอื วนั ท่ี ๗ สงิ หาคม ของทุกปีเป็นวันรพีเพ่ือเป็นวันรำลึก
ถึงคณุ งามความดขี องพระองค์ที่มตี ่อวงการกฎหมายไทย

พระประวัติ

เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาตลับ มีพระนาม
เดิมวา่ พระองค์เจา้ รพพี ฒั นศกั ด์ิ ประสูติเมอื่ วนั ที่ ๒๑ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๑๗

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ส่งพระราชโอรสไปศึกษายังต่างประเทศ
พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักด์ิเป็นพระราชโอรสกลุ่มแรกที่ทรงไปศึกษาต่อในทวีปยุโรป เมอื่ พ.ศ. ๒๔๒๘ พระองค์
ท่านจึงทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมาย เพื่อจะได้กลับมาพัฒนากฎหมายบ้านเมืองกับพัฒนาผู้พิพากษาและ
ราชการศาลยุติธรรม โดยเหตุที่พระองค์ทรงเลอื กศึกษาวิชากฎหมาย ก็เนื่องจากช่วงเวลานั้น เมืองไทยมีศาล
กงสุลฝรั่ง ชาวยุโรปและอเมริกันมีอำนาจในประเทศไทยอย่างมาก จึงมีพระทัยตั้งมั่นที่จะพยายามขอยกเลิก
อำนาจศาลกงสลุ ตา่ ง ๆ เพื่อทีป่ ระเทศไทยของเราจะไดม้ เี อกราชทางการศาลอยา่ งแท้จรงิ

พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์เสด็จกลับมา ด้วยพระปรีชาสามารถและพระอุตสาหะ ไม่นานพระองค์
สามารถทำงานในกรมราชเลขานุการได้ทกุ ตำแหนง่ โดยเฉพาะการร่างพระราชหัตถเลขา

ผลงาน
- เป็นประธานตรวจชำระพระราชกำหนดบทพระอัยการเกา่ ใหม่ และปรกึ ษาลกั ษณะการทีจ่ ะจดั ระเบยี บแลว้
เรียบเรยี งกฎหมายข้นึ ใหมเ่ พ่ือเปน็ บรรทดั ฐาน ทรงจดั ทำกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ซึ่งเปน็ ประมวล
กฎหมายไทยฉบับแรก
- ทรงตง้ั โรงเรียนกฎหมายเพ่ือเปดิ การสอนกฎหมาย โดยมีเจา้ พระยาอภัยราชาสยามานกุ ูลกจิ (โรลังยัคมินส์)
เป็นทป่ี รกึ ษา ทรงประสาทความรูท้ างกฎหมายและการอบรมจรยิ ธรรมตลุ าการใหแ้ ก่ผพู้ ิพากษา
- ทรงปรับปรุงกจิ การกรมทะเบียนท่ีดนิ ทรงจดั การให้มีพระราชบญั ญัติออกโฉนดท่ดี ินข้ึน ๒ ฉบบั
- ทรงดำริจัดตัง้ กองพิมพ์ลายมือขนึ้ สำหรับตรวจพมิ พ์ผ้ตู ้องหาในคดอี าญา เพื่อใชเ้ ปน็ หลักฐานเพ่ิมโทษ
ผกู้ ระทำความผดิ หลายคร้ัง

๓๐

- ทรงมีสว่ นสำคญั อยา่ งยง่ิ ในการปฏิรูปการศาล ซึ่งปญั หาสำคัญสำหรับศาลไทยในเวลานน้ั คือ เรือ่ งของศาล
กงสลุ ตา่ งชาตมิ ีอำนาจอิทธิพลมาก เมื่อเกดิ คดีความหรือข้อโต้แย้ง ชาวไทยมักตกเป็นฝา่ ยเสียเปรยี บ เพราะ
ชาวตา่ งชาติมักจะอ้างว่ากฎหมายยงั ลา้ หลงั ทรงแก้ปัญหาเรือ่ งนโี้ ดยการจา้ งชาวต่างชาติมาเปน็ ผพู้ ิพากษาเปน็
เหตใุ ห้ผู้พิพากษาศาลไทยเกิดความกระตือรือรน้ เรง่ ศึกษากฎหมายไทยและต่างประเทศ ทำใหศ้ าลไทยมีความ
เชอ่ื ถือมากข้นึ และเปน็ ทยี่ อมรับของชาวตา่ งชาติ
- ขอพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตใหศ้ าลในสงั กัดกระทรวงยุติธรรมสามารถกำหนดโทษเองได้ เนอ่ื งจาก
ในสมัยน้ันเมือ่ ศาลกำหนดโทษจำคุกผูต้ ้องหาแลว้ ต้องใหพ้ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั ทรงกำหนดเวลาใหอ้ ีก
ชน้ั หนึ่ง ซง่ึ เปน็ เหตขุ องความลา่ ชา้ ในวงการศาล
- ทรงได้วางนโยบายใหศ้ าลสามารถตัดสินคดีโดยปราศจากการแทรกแซงของฝา่ ยปกครอง

สรุป
จากการศึกษาชีวประวัติของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบรุ ีดิเรกฤทธิ์ ทำให้ข้าพเจ้าได้ทราบถึง

ผลงานอันเป็นคุณประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อวงการกฎหมายไทยและศาลสถิตยุติธรรม เช่น การปฏิรูป
ศาล เพื่อให้ชาวตา่ งชาตยิ อมรบั และ การปฏิรูปเพ่อื ให้ศาลทำงานไดร้ วดเรว็ มากขึ้น และจากการศกึ ษาข้าพเจ้า
ได้ทราบถึงความสำคัญของสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้วางรากฐานสำหรับการปรับเปลี่ยน และพัฒนาประเทศชาติ ดั่ง
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ที่ได้วางนโยบายให้ศาลสามารถตัดสินคดีโดยปราศจากการ
แทรกแซง การทีศ่ าลสามารถตดั สินคดีความได้อย่างอสิ ระถือได้ว่าเป็นหลักประกนั ความยุตธิ รรมในศาลอันเป็น
ที่พึ่งของประชาชน เป็นความประสงค์ของพระองค์เกี่ยวกับเรื่องน้ี แต่กว่าจะแยกศาลออกจากกระทรวง
ยุติธรรมฝา่ ยบรหิ ารได้ ก็ต้องใช้เวลาประมาณกว่า ๑๐๐ ปี ซึ่งเหตกุ ารณ์นเ้ี ปน็ ตวั อย่างที่เลยวา่ การลงมือทำเพื่อ
ปรับเปลี่ยนขนบเก่าๆที่ส่งผลเสียต่อประเทศอาจตอ้ งใช้เวลา แต่สักวันในอนาคตการเปลี่ยนแปลงจะตอ้ งมาถึง
หากยอมแพ้ และไม่ลงมือไม่ว่าจะสิ่งใดก็ไม่มีวันที่จะประสบผลสำเร็จได้ ข้าพเจ้าจะนำข้อคิดที่ได้จาก
การศึกษาประวัติของท่านมาปรับใช้ในชีวิต โดยการนำความมุ่งมั่น ใฝ่เรียนรู้ และความพยายามของท่านมา
เป็นแบบอย่างในการเรยี น หรือการทำงานต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งท่ีสำคัญการการทำทุกๆอย่าง
หากขาดไปก็ยากทจ่ี ะประสบความสำเร็จตามที่ได้หวังเอาไว้

อา้ งอิง
“พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบรุ ีดเิ รกฤทธิ์.” [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก:

https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ_กรมหลวงราชบุรดี ิเรกฤทธิ์ ๒๕๖๓. สบื คน้ ๒๑
กรกฎาคม ๒๕๖๓.
สถาบนั วิจัยและพฒั นารพีพัฒนศักด์ิ. “วนั รพี ประวัติวนั รพี ๗ ส.ค. วันรำลึกพระบดิ าแห่งกฎหมายไทย.”
[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://rabi.coj.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/154426 [ม.ป.ป.].
สบื คน้ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓.

๓๑ ๓๒

สนุ ทรภู

โดย นางสาวธญั วัลย วัฒนพงศกิตติ
ชัน้ ม.๖ หอ ง ๔ เลขท่ี ๑๖

หากจะกลาวถึงบุคคลสําคัญของแผนดินไทย ผูเปนสวนสําคัญในการทําใหประเทศไทยเจริญรุงเรืองดังเชนทุก
วันน้ี บางทานมีการบันทึกเร่ืองราวไวใหชนรุนหลังไดรูจัก บางทานไมมีการบันทึกชีวประวัติไว ทําใหเร่ืองราวอาจสูญ
หายไปตามกาลเวลา อยางไรก็ตาม ทุกทานลวนแลวแตมีพระคุณตอชนรุนหลัง ขาพเจาคงมิอาจกลาวไดหมดวามีก่ีทาน
ณ ทนี่ ้จี ึงขอยกตัวอยางประวัติและผลงานของบุคคลสําคัญเพียงทานเดียวคือ พระสุนทรโวหาร หรือสุนทรภู กวีเอกแหง
รัตนโกสินทร เพื่อเปน การเชิดชูเกยี รตยิ ศทท่ี านไดกระทําแดสยามประเทศเม่ือครง้ั ยงั มีชีวิต

พระสุนทรโวหาร นามเดิม ภู หรือที่เรียกกันท่ัวไปวา สุนทรภู (๒๖ มิ.ย.
พ.ศ. ๒๓๒๙ - พ.ศ. ๒๓๙๘) บิดาเปนชาวบานกร่ํา อําเภอแกลง จังหวัด
ระยอง มารดาเปนชาวเมืองอ่ืน สุนทรภูเปนอาลักษณชาวไทยท่ีมีช่ือเสียง
เชิงกวี ไดรับยกยองเปน เชกสเปยรแหงประเทศไทย เริ่มแรกเขารับราชการ
เปน อาลักษณราชสํานักในรัชสมัยรัชกาลท่ี ๑ เมื่อส้ินรัชกาลไดออกบวชเปน
เวลารวม ๒o ป กอนจะกลบั เขารับราชการอีกครั้งเม่ือสมัยปลายรัชกาลท่ี ๖
โดยเปน อาลักษณใ นสมเดจ็ เจาฟาจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค จวบจนใน
สมัยรัชกาลท่ี ๔ ไดเล่ือนตําแหนงเปน พระสุนทรโวหาร เจากรมอาลักษณ
ฝา ยพระราชวงั บวร ซ่ึงเปนตําแหนงราชการสุดทายกอนส้นิ ชีวติ

ในป พ.ศ.๒๕๒๙ ในโอกาสครบรอบ ๒oo ปช าตกาล สุนทรภูย ังไดรับยกยองจากองคก ารยเู นสโก ใหเปนบุคคลสําคัญ
ของโลกดา นงานวรรณกรรม เนอ่ื งจากผลงานการประพันธข องทา นมคี วามโดดเดน และทนั สมัยตลอดกาล
ผลงานของสุนทรภเู ทาทคี่ นพบในปจ จบุ ันรวม ๒๓ เรอ่ื ง มีดงั ตอ ไปน้ี
 ประเภทนิราศ มี ๙ เรอื่ งไดแก นริ าศเมอื งแกลง นริ าศพระบาท นริ าศภูเขาทอง นิราศเมืองเพชร นิราศวดั เจา ฟา
นริ าศอิเหนา นริ าศสพุ รรณ รําพนั พลิ าป นิราศพระประธม
 ประเภทนิทาน มี ๕ เร่อื งไดแ ก โคบุตร ลักษณวงศ พระอภยั มณี สิงหไกรภพ พระไชยสุรยิ า
 ประเภทสภุ าษติ มี ๒ เร่อื งไดแ ก สวัสดริ กั ษา เพลงยาวถวายโอวาท
 ประเภทบทละคร มี ๑ เร่ืองไดแก อภัยนุราช
 ประเภทเสภา มี ๒ เรือ่ งไดแก ขนุ ชางขุนแผน(ตอนกาํ เนดิ พลายงาม) พระราชพงศาวดาร
 ประเภทบทเหกลอ มพระบรรทม มี ๔ เรือ่ งไดแ ก บทเหเ รอ่ื งจับระบาํ บทเหเร่อื งกากี บทเหเ รอื่ งพระอภัยมณี
บทเหเรอ่ื งโคบุตร

๓๑ ๓๒
สนุ ทรภเู ปน กวที ี่มคี วามชํานาญทางดา นกลอน ทา นไดสรา งขนบการประพนั ธก ลอนนทิ านและกลอนนิราศข้ึน

ใหมจ นกลายเปน ทนี่ ิยมอยางกวา งขวาง สบื เนือ่ งมาจนกระทั่งถึงปจจุบนั ผลงานทีม่ ีชื่อเสียงของสนุ ทรภมู มี ากมาย
อาทิ นิราศภูเขาทอง นิราศสพุ รรณ เพลงยาวถวายโอวาท กาพยพ ระไชยสรุ ิยา และ พระอภยั มณี เปน ตน โดยเฉพาะ
เรอ่ื ง พระอภยั มณี ทไ่ี ดร บั ยกยอ งจากวรรณคดสี โมสรวา เปนยอดของวรรณคดีประเภทกลอนนทิ าน และเปนผลงาน
ท่แี สดงถงึ ทักษะ ความรู และทศั นะของสนุ ทรภอู ยางมากที่สดุ งานประพันธห ลายชิ้นของสุนทรภูไ ดรบั เลือกใหเปนสว น
หนง่ึ ในหลกั สตู รการเรยี นการสอนนบั แตอ ดตี มาจนถึงปจ จบุ ัน เชน กาพยพระไชยสรุ ยิ า นริ าศพระบาท และอีกหลาย ๆ
เรื่อง ซึง่ หากไดศึกษากจ็ ะทราบคา นิยมในสังคมของคนในสมยั กอน ทั้งลักษณะบานเมอื ง กฎหมาย และการดาํ รงชวี ิต
รวมถงึ คณุ คาอีกมากมายท่สี อดแทรกอยใู นวรรณกรรมแตละเรือ่ งของทา น จึงกลาวไดวา สนุ ทรภูเปนกวที ม่ี คี วามสําคัญ
เปนอยา งมากในการขับเคลือ่ นวงการวรรณกรรมไทยต้ังแตในอดตี จวบจนปจจุบัน

จากการศึกษาชวี ประวัติ เกยี รตปิ ระวัติ และผลงานอนั มีคุณคาแกส ังคมไทย ท่ีสนุ ทรภูไดสรางสรรคประพันธไ ว
ในยุคสมยั ที่ทา นยงั มชี ีวิตอยู ทําใหข าพเจา ซาบซ้งึ ในบุญคณุ เหน็ ถึงคุณคาของผลงานทีค่ นในสมยั กอนปทู างไวใหแ ก
ลูกหลาน และยังไดต ระหนกั ถงึ ขอ คดิ ท่ีวา หากจะทาํ สิ่งใด จงตั้งใจทําใหอ อกมาดที ี่สุด เพอ่ื เปนผลงานและเกียรติยศ
ใหแ กตน รวมถงึ คาํ ประพนั ธจากเรอื่ งพระอภยั มณบี ทหนงึ่ ทีข่ า พเจา ชอบและจดจําไดข้ึนใจ คือ

“อันนนิ ทากาเลเหมือนเทนา้ํ
ไมชอกชํา้ เหมอื นเอามดี มากรดี หิน
แมองคพ ระปฏมิ ายงั ราคิน
คนเดนิ หรือจะส้ินคนนินทา”
กลอนบทนพ้ี ดู ถึงเรือ่ งการนินทา ซึง่ เปน ธรรมดาของโลกใบน้ี ดงั นน้ั จึงไมควรใสใ จเก็บคําพูดเหลาน้ันมาคดิ
เปนคําสอนท่ีทนั สมัยอยูเสมอ สามารถใชไดทกุ ชั่วอายุคน ขา พเจาจงึ ถอื ยึด นาํ หลักคาํ สอนนมี้ าเปนหลักการในการใช
ชวี ติ ประจําวนั ของขาพเจาเอง

อางองิ “สุนทรภู.” [ออนไลน] เขา ถงึ ไดจาก https://th.wikipedia.org/wiki/พระสนุ ทรโวหาร(ภู) [ม.ป.ป.]. สืบคน ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

๓๓

เจาพระยายมราช (ปน สขุ มุ )
โดยนางสาวนภษร คงสกุลเจรญิ ชันม. / เลขที

ประวัตกิ ารศึกษาและชีวติ ครอบครวั
เจาพระยายมราช (ปน สขุ ุม) เกดิ ณ ตาบลบานตก (รว้ั ใหญ) เมื่อวันอังคารท่ี กรกฎาคม พ.ศ. ๐ บดิ า ชอ่ื นายกล่ัน มารดา
ชอ่ื ผงึ้ มีพีน่ องรวมบดิ ามารดาทง้ั หมดหาคนเปนชายสามคนหญิงสองโดยปนเปนบตุ รสุดทองทุกคนลวนมีบทบาทสาคัญในดานการ
ปกครองและการบริหารราชการแผนดนิ โดยไดรับเลือกใหเปนผูใหญบานแมแตพสี่ าวทัง้ สองคนก็ไดแตงงานกับขาราชการฝาย
ปกครอง เมอื่ อายุได ปทานพระอาจารยพระใบฎกี าอวมไดใหบรรพชาเปนสามเณรเพ่อื ศกึ ษาปริยัติธรรมเมือ่ อายุได ปครบ
อุปสมบทพระใบฎีกาอวมกจ็ ะใหอปุ สมบททวี่ ัดหงสรตั นารามโดยนิมนตสมเด็จพระวันรตั นาเปนพระอปุ ชฌายะ จบเปรียญ ประโยค
ตอมาเมื่อไดรับราชการและไดรับพระราชทานบรรดาศักด์ิใหเปนคุณวิจติ รวรสาสนเมอ่ื เดนิ ทางกลับจากตางประเทศกไ็ ดแตงงานกบั
นางสาวตลับธิดาคนโตของพระยาชยั วิชิต ชวงทายชีวติ ลมปวยดวยโรคปอดอักเสบ ถึงแกอสัญกรรมเมอ่ื วันที ๐ ธันวาคม พ.ศ.

เกียรตปิ ระวัติ
ไดรบั เลือกใหเปนครปู ระจาฉันถวายพระอักษรพระองคเจาสาคญั หลายพระองคซงึ่ เปนที่พอใจของกรมพระยาดารงราชานุภาพอยาง
มากและใหทรงนาช่ือปนไปกับทลู พระเจาอยหู วั เพื่อใหเดนิ ทางไปศึกษาตอท่ตี างประเทศและไดรบั พระกรุณาโปรดเกลาพระราชทาน
บรรดาศกั ด์ใิ หนายปน เปรยี ญ เปน ขุนวจิ ิตรวรสาสน มตี าแหนงในกรมอารักษแผนกครู ตอมาไดสังกัดอยูในกระทรวงการ
ตางประเทศดารงตาแหนงผชู วยเลขานุการในสถานเอกอคั รราชทตู ไทยประจากรงุ ลอนดอนและไดเลอื่ นขัน้ มาเรอ่ื ยเรอื่ ยจนถึง
บรรดาศกั ดพ์ิ ระวิจิตรวรสาสน ตอมาไดรบั ราชการในกระทรวงมหาดไทตาแหนงเลขานุการเสนาบดี และไดพระราชทาน สญั ญาบตั ร
เลือ่ นบรรดาศกั ด์ิใหเปนพระยาสขุ มุ นยั วินิต ดารงตาแหนงขาหลวงเทศาภบิ าลประจามณฑลนครศรีธรรมราช ตอมาไดดารงตาแหนง

๓๔

เปนเสนาบดีกระทรวงวงศโยธาธิการและไดเปนเสนาบดกี ระทรวงนครบาลโดยไดรบั พระมหากรุณาทคี่ ุณโปรดเกลา เลือ่ นบรรดาศกั ดิ์
ใหเปน เจาพระยา
หลงั พิธีพระบรมราชาพิเศษของพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจาอยหู วั รัชกาลที่ กไ็ ดของพระราชทานกราบบังคมลาออกจาก
ราชการและกลับมาทางานดานสังคมและสาธารณสขุ อยางตอเน่ือง ในภายหลังเมื่อพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจาอยูหวั ไดใหมีการ
แกไขพระราชบญั ญตั ิวาดวยสภาองคมนตรเี จาพระยายมราชก็เปนหนึง่ ในบคุ คลท่ไี ดรบั การเลอื กสรรใหเขาไปทางานใน
คณะกรรมการสภาองคมนตรเี พ่ือทาหนาท่ีถวายความคดิ เหน็ เก่ียวกับกจิ การบานเมือง หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองรัชกาลที่
ทรงสละราชสมบัติ และพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหัวอานนั ทมหิดลรชั กาลท่ี ทรงขึ้นของราชยแตเนอ่ื งจากยงั ทรงพระเยาวยงั ไม
บรรลนุ ติ ภิ าวะ สภาผแู ทนราษฎรจึงแตงต้ังคณะผูสาเร็จราชการแทนพระองคข้นึ เจาพระยายมราชกไ็ ดรับการแตงต้ังใหเปนหนง่ึ ใน
ผูสาเร็จราชการแทน

ผลงานท่สี าคัญในทางการเมอื ง
เนอ่ื งจากเคยดารงตาแหนงสาคญั ในระบบราชการและการเปนผสู าเร็จราชการแทนพระองคแลว ตลอดเวลาการทางานในชีวติ
ราชการไดสรางผลงานโดยต้งั แตเปนขาหลวงเทศาภบิ าลมณฑลนครศรีธรรมราชเปนคนแรกในตาแหนงพระยาสขุ มุ นยั พ่นี ดิ ไดสราง
ผลงานการพฒั นาปรับปรุงระเบยี บการปกครองเจ็ดหวั เมอื งภาคใตอยางยอดเยยี่ มและไดรบั การแตงต้งั ใหเปนเสนาบดกี ระทรวง
โยธาธกิ ารและเสนาบดกี ระทรวงนครบาล เมอ่ื กลับมารบั ราชการในสวนกลางก็ไดเปนผูสรางประปานครไฟฟานครหลวงเปน
ผอู านวยการสรางถนนและสะพานหลายแหงรวมทงั้ พระทนี่ ัง่ อนันตสมาคม

ความสาคญั ของเจาพระยายมราชคอื ในยคุ ของทานเปนยคุ แหงจดุ เริม่ ตนการสรางความเจริญในประเทศเพ่อื ใหทันตอโลก
ประเทศอาณานคิ มไมเปนบานปาเมอื งเถอ่ื นตามท่ีถกู ครหาโดยเรม่ิ จากการจดั ระเบียบประเทศใหมีถนน สะพาน มกี ารประปาใชซ่ึงมี
ความสาคญั อยางมากในการเดนิ ทางและสาธารณูปโภค สถาปตยกรรมท่เี จาพระยายมราชไดควบคุมการสรางยงั มหี ลงเหลือไว
สาหรบั ศึกษาประวตั ิศาสตรจนถงึ ปจจบุ ันเชนพระตาหนกั จิตรลดารโหฐาน วงั ปารสุ กวนั พระตาหนกั สวนกหุ ลาบ

ผลงานของเจาพระยายมราชท่ีมีตอสังคม เปนผทู ใี่ สใจการปกครองบานเมอื งทั้งในระดบั มณฑลทเี่ ปนผปู กครองเมอื ง
นครศรธี รรมราชทท่ี าหนาทีไ่ ดอยางดีจนไดรับการเปลี่ยนตาแหนงงานใหมาบรหิ ารสวนกลาง เปนผูท่คี มุ การกอสรางท่ีสรางความ
เจริญใหในยุคสมยั นน้ั ซ่ึงแมจะเปนยุคแรกแตกส็ ามารถสรางงานไดอยางสมบรู ณ
และถึงแมจะลาออกจากราชการแลวแตกย็ งั ทางานดานสงั คมและสาธารณสขุ เพ่อื ดูแลประชาชนอีกทางหน่ึง เปนบุคคลทท่ี างานเพอื่
บานเมอื งจนถึงบัน้ ปลายของชีวติ

สิง่ ท่ไี ดเรียนรูจากการศึกษาประวัติของเจาพระยายมราช ทาใหไดเรยี นรกู ารเปนผูนาท่ดี แี ละทาหนาท่ีท่ไี ดรบั มอบหมายใหดี
ทีส่ ดุ จะไดรับการยกยองเอง ใหเห็นประโยชนแกสวนรวมมากกวาสวนตน นอกจากนี้ทาใหทราบประวัติศาสตรการปกครองในสมยั
รตั นโกสนิ ทรต้งั แตรชั กาลท่ี ถึงรัชกาลท่ี โดยในยคุ นั้นใหความสาคัญเรอ่ื งการพัฒนาประเทศหลายประการทัง้ การปกครอง
สาธารณสุข เปนตน

อางอิง เจาพระยายมราช [ออนไลน]. เขาถงึ ไดจาก: http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=เจาพระยายมราช สบื คน
กรกฎาคม

๓๕

พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหม่ืนนราธิปพงศ์ประพนั ธ์

โดย นางสาวนุนิชา ทองประเสริฐ
ชน้ั ม.๖/๔ เลขที่ ๑๘

หากจะระลึกถึงผู้มบี ทบาทสำคัญทางด้านการส่อื สารทางด้านภาษเก่ยี วการเมืองการปกครองทุกท่านคงมี
บคุ คลในความคิดหลายท่านแตใ่ นวนั น้ีขอกล่าวถึงพลตรีพระเจา้ วรวงศเ์ ธอ กรมหมนื่ นราธิปพงศป์ ระพนั ธ์ ผูม้ ี
ความสำคัญ ในการใช้และบัญญัติรวมถงึ การถา่ ยศพั ท์จากตา่ งประเทศใหเ้ ขา้ รปู กบั ทำนองความคิดของไทย
รวมถงึ ยังเป็นเจา้ ของประโยค “พอเปลีย่ นแปลงการปกครอง ๒๓๗๕ ฉนั กเ็ ลง็ เห็นว่าไม่ใชเ่ ปลย่ี นแปลงการ
ปกครองเท่านั้น ยังเป็นการเปลยี่ นแปลงวถิ ีชวี ติ ของชาตไิ ทยทเี ดยี ว มหี ลกั มูลแหง่ วัฒนธรรมของเรา จะ
เปล่ยี นแปลงไปในทางประชาธปิ ไตย เพราะฉะน้ันกไ็ ดค้ ดิ ต้ังหนังสือพิมพ์ เพ่ือจะชแี้ จงให้ประชาชนชาวไทยเข้าใจ”
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธปิ พงศ์ประพนั ธ์ มีพระนามเดมิ วา่ หมอ่ มเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ หรือ
พระองค์วรรณ เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพนั ธพ์ งศ์และหม่อมหลวงตว่ นศรี
ทางด้านการศึกษา ทรงเร่ิมศึกษาที่โรงเรยี นสวนกุหลาบวิทยาลัย และสอบได้ทุน King's scholarship ได้เดินทาง
ไปศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษ โดยเขา้ อยปู่ ระจำที่ 'วทิ ยาลยั แบเลยี ล' (Balliol College) มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
ประเทศอังกฤษ และสำเร็จการศึกษาปริญญาตรใี นระดับเกียรตินยิ มและปรญิ ญาโท จากคณะบรู พคดศี กึ ษา
(Oriental Studies) สาขาวชิ าภาษาบาลแี ละภาษาสันสกฤต ที่สถาบันตะวันออก มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

๓๖

ตลอดชว่ งชีวิตการทำงานของ กรมหมน่ื นราธปิ ฯ ทรงมีความเกี่ยวข้องและมีบทบาทสำคัญในด้านการต่างประเทศ
และการทตู ของไทยเปน็ อย่างยิ่ง จดุ เริม่ ต้นของการรบั ราชการในด้านการต่างประเทศของพระองค์ เรมิ่ จากเมื่อทรง
ไดร้ ับการแตง่ ตัง้ ใหเ้ ปน็ เลขานุการตรปี ระจำสถานทตู ไทย ณ กรุงปารีส และต่อมาทรงไดร้ ับเลอื กเปน็ รองประธาน
คณะกรรมาธิการกำกับการเงินของสนั นิบาตชาติ, รองประธานในการประชมุ แก้ข้อบัญญัตแิ หง่ ศาลประจำศาล
ยตุ ิธรรมระหว่างประเทศ, ประธานคณะกรรมการระเบยี บวาระแหง่ สมชั ชาสนั นบิ าตชาติ, สมาชกิ สำนกั การทูต
ระหวา่ งประเทศ และผู้แทนประจำคณะกรรมการอ่นื ๆ สว่ นบทบาทด้านการตา่ งประเทศภายหลังเหตุการณ์
เปลย่ี นแปลงการปกครองนั้น กรมหม่นื นราธปิ ฯ ทรงเปน็ ผ้แู ทนเจรจาในการแก้ไขสนธิสญั ญากบั นานาชาติจน
บรรลผุ ล บทบาททีส่ ำคญั ของกรมหมืน่ นราธปิ ฯ ซึง่ เป็นทร่ี ับรูก้ นั อยา่ งกวา้ งขวาง คอื การท่พี ระองค์ทรงถูกยกยอ่ ง
ว่าเป็น “เอตทัคคะทางภาษา” ดว้ ยเหตุทว่ี า่ ทรงเปน็ นักภาษาศาสตรช์ ้นั เย่ยี มคนหน่ึงทรงเคยมีบทบาทในการ
ทำงานดา้ นหนงั สือพิมพ์และยังทรงเปน็ นกั ประพันธ์ และยงั ทรงมีบทบาทสำคญั ในการบัญญตั ศิ ัพทภ์ าษาไทย
จำนวนมาก โดยเฉพาะศัพทเ์ ทคนคิ ศัพท์วชิ าการและศัพท์เฉพาะทางทีย่ ังคงใชม้ าจนถงึ ปจั จุบนั หลายคำ เชน่ คำวา่
รฐั ธรรมนูญ, ประชาธปิ ไตย เป็นตน้ ด้วยทรงเล็งเหน็ เหตผุ ลสำคัญในการบญั ญัติศัพทภ์ าษาไทยขน้ึ มาใช้แทนการ
ทบั ศพั ทภ์ าษาองั กฤษวา่ “ในการจะเขา้ ถึงประชาชนนั้น เราจะใช้คำภาษาอังกฤษซึ่งยังไมไ่ ดซ้ าบซง้ึ เขา้ ไปในระบบ
ความคิดของเราน้นั ไม่ได้ ถ้าเราหาคำไทยได้ก็ยง่ิ ดี แต่ถ้าเราหาไม่ไดก้ ็หันหน้าเขา้ หาคำบาลี-สันสกฤต…” ภายหลงั
จากทม่ี ีพระบรมราชโองการแตง่ ตั้ง “ราชบณั ฑติ ” ขน้ึ เป็นครั้งแรกกรมหม่นื นราธิปฯ ก็ทรงดำรงตำแหนง่ เป็นนายก
ราชบณั ฑิตคนแรกของประเทศไทย โดยผลงานช้ินแรกท่ีทรงบุกเบกิ และสรา้ งสรรค์คอื พจนานุกรมฉบับบัณฑิตรา
ชยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓ ผลงานและความสามารถของพระองค์ทำให้ทรงไดร้ บั การยกย่องจากองค์การศึกษา
วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยเู นสโก) วา่ เป็นผมู้ ผี ลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดบั โลก ผลงานท่ี
สำคญั ในทางการเมืองกรมหมื่นนราธิปฯ ในสมยั รัชกาลที่ ๖ พระองคท์ รงมีผลงานท่ีโดดเด่นคือ ได้เปน็ คณะผู้แทน
เจรจาในการแกไ้ ขสนธสิ ัญญาเสียเปรยี บทีป่ ระเทศไทยทำกับต่างชาติต้ังแต่สมยั อดีตและสัญญาแบบเดียวกันที่
ประเทศไทยทำกบั ประเทศอ่ืน ๆ จนสามารถแก้ไขได้เปน็ ผลสมบูรณ์ จงึ ไดร้ บั พระราชทานเข็มราชการแผ่นดิน
สำหรับประดบั เหรียญดษุ ฎีมาลา จากการศึกษาประวตั ิของพลตรีพระเจ้าวรวงศเ์ ธอ กรมหมื่นนราธปิ พงศ์ประพันธ์
ทำให้แสดงให้เห็นวา่ ท่านมคี วามสามารถและชว่ ยในการพัฒนาประเทศให้มีเจริญรงุ่ เรืองและทนั สมยั มากข้นึ ทำให้
ดฉิ นั มีความคดิ ท่ีจะตัง้ ใจศึกษาเล่าเรยี นเพ่ือนำความรแู้ ละความสามารถมาเปน็ สว่ นชว่ ยในการพัฒนาประเทศชาติ
อา้ งองิ : “พลตรีพระเจา้ วรวงศเ์ ธอ กรมหม่นื นราธิปพงศ์ประพันธ์.” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก:
https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าวรวงศ์เธอ_กรมหมน่ื นราธิปพงศป์ ระพนั ธ์ สบื ค้น ๒๓ กรกฏาคม ๒๕๖๓.

๓๗

พันทา้ ยนรสิงห์

โดย น.ส. โยษิตา แสงราม

ชน้ั ม. ๖/๔ เลขท่ี ๑๙

‘’ อย่เู พราะความจงรัก ตายด้วยความภกั ดี ‘’ หากกล่าวถึงความซื่อสตั ย์ จงรักภกั ดี และความรกั ษา
ในกฎระเบยี บยง่ิ ชวี ติ ของนายทหาร ในสมัยอยุธยานนั้ คงจะเป็นใครไปไมไ่ ด้ นอกจาก ‘’ พันท้ายนรสงิ ห์ ‘’
นายทหารกล้า ผซู้ ่ึงคดั ท้ายเรือของพระเจา้ เสือ หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ท่ี ๘ ทงั้ เป็นผู้ที่ยึดม่ันในความ
ซอ่ื สัตย์ และรักษากฎมณเฑยี รบาลยิ่งกวา่ ชีวติ ตน

พนั ทา้ ยนรสงิ ห์ เดิมมนี ามวา่ สิน เป็นชาวบา้ นนรสงิ ห์ แขวงเมอื งวเิ ศษชยั ชาญ (ปจั จบุ ัน คอื อาเภอ
ปา่ โมกข์ จังหวดั อ่างทอง) มภี รรยาชื่อวา่ นวล หรือ ศรนี วล ตอ่ มา ได้มีโอกาสรับ
ราชการเปน็ นายทา้ ยเรือพระทนี่ ่ังเอกไชยของสมเด็จพระสรรเพชญท์ ี่ ๘ หรอื พระเจ้า
เสอื แห่งกรงุ ศรอี ยุธยา

พนั ทา้ ยนรสิงหน์ น้ั เป็นคนธรรมดาทมี่ ีฝีไมล้ ายมือเก่งในเรอื่ งชกมวย คร้งั หนง่ึ ไดม้ ีการ
แข่งขนั ชกมวยเหมือนกับทีผ่ ่านๆมาแตใ่ นครง้ั นี้ พนั ท้ายนรสิงหไ์ ดช้ กกบั พระเจ้าเสอื ท่ี
ได้ปลอมตวั มาขึน้ สงั เวียน ปรากฏว่า ผลการชกออกมาเสมอกนั และด้วยความท่ีพระ
เจ้าเสือรู้สึกประทับใจในตัวพันทา้ ยนรสงิ ห์ จงึ โปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการเป็นพนั
ท้ายนรสิงห์ ตาแหนง่ นายท้ายเรือพระที่นัง่ ต้ังแต่น้นั เป็นต้นไป

เหตกุ ารณ์ท่ีทาให้ชอื่ เสยี งของพนั ท้ายนรสงิ หก์ ลายเป็นทีย่ กยอ่ งด้านความซอ่ื สัตย์นนั้ มาจาก
เหตกุ ารณใ์ นครงั้ ที่สมเด็จพระเจา้ เสอื เสดจ็ โดยเรือพระทน่ี ง่ั เอกไชย จะไปประพาสเพื่อทรงเบ็ด ณ ปากน้า
เมืองสาครบรุ ี ขณะเรือพระท่ีนั่งถงึ ตาบลโคกขาม ซึ่งเป็นคลองคดเค้ียว และมีกระแสนา้ เช่ยี วกราก พันท้ายนร
สงิ ห์ซ่ึงถือท้ายเรอื พระที่นั่งมสิ ามารถคดั แก้ไขไดท้ นั ทาใหห้ ัวเรือพระทนี่ ัง่ ชนกง่ิ ไม้ใหญ่หกั ตกลงไปในน้า ซึง่
ความผิดคร้ังนีม้ ีโทษถึงประหารชีวิตตามโบราณราชประเพณี ท่กี าหนดว่า "ถา้ ผใู้ ดถือทา้ ยเรอื พระที่น่ังให้หวั
เรือพระที่นงั่ หัก ผู้นน้ั ถงึ มรณะโทษให้ตดั ศีรษะเสีย" พนั ท้ายนรสิงห์จงึ ได้กราบทลู ใหท้ รงลงพระอาญาตาม
พระกาหนดถึงสามคร้งั ดว้ ยกัน เพราะพระเจา้ เสือทรงพิจารณาเห็นวา่ อบุ ตั ิเหตุคร้ังน้เี ป็นการสดุ วิสัยมิใชค่ วาม
ประมาท จึงพระราชทานอภัยโทษให้ ซ่งึ พันท้ายนรสงิ ห์ก็ยังยนื ยนั ขอใหต้ ัดศรี ษะตน เพื่อรักษาขนบธรรมเนียม
ในพระราชกาหนดกฎหมาย เปน็ การปอ้ งกันมิใหผ้ ใู้ ดครหาติเตยี นพระเจ้าอยู่หัวได้วา่ ทรงละเลยพระราช
กาหนดของแผ่นดนิ และเพ่ือมใิ หเ้ ปน็ เยยี่ งอย่างสบื ไป แต่ท้ายสดุ พระเจ้าเสือก็ได้ตรสั สั่งให้ประหารชีวิตดว้ ย
การตัดศรี ษะพันท้ายนรสิงห์ตามคาขอ ในเวลาเชา้ ตรู่ ตรงกับวันข้ึน ๙ คา่ เดือน ๓ พ.ศ. ๒๒๔๗ แล้วสร้างศาล
ไมข้ นาดเลก็ พร้อมกับศรี ษะของพนั ท้ายนรสงิ ห์และโขนเรือพระทนี่ ั่งเอกไชยขนึ้ ตงั้ ไวบ้ ูชาพรอ้ มกนั

๓๘

จากการศึกษาประวตั บิ คุ คลสาคญั ของไทย ซงึ่ ก็คือ พันท้ายนรสงิ หน์ น้ั ไดพ้ บว่า พนั ทา้ ยนรสิงห์
นายทา้ ยเรอื พระท่นี งั่ เอกไชยทา่ นนี้ เปน็ ผทู้ ่มี ชี ่อื เสยี งในเรือ่ งของผู้ทยี่ ึดมน่ั ในความซ่ือสัตย์ จงรักภกั ดี และ
ความยดึ ม่นั ในกฎมณเฑียรบาลของบ้านเมือง ซึ่งได้กลายเป็นแบบอยา่ งให้ผคู้ นในปจั จุบันนนั้ ทตี่ ้องมีความ
ซ่ือสัตย์ ไม่ว่าจะเป็นในเร่ืองใด เพราะความซื่อสัตย์นั้น เป็นหนึง่ ในคณุ ธรรมท่ีมคี วามสาคัญ และจาเป็นในการ
ดาเนินชีวติ ของทุกคน

ผลงานของพนั ท้ายนรสิงหน์ ั้น จึงไดก้ ลายเป็นประโยชน์ตอ่ สังคม ในการเตือนใจถึงความซ่ือสตั ย์ ท่ี
ตอ้ งมีการปลกู ฝงั หรือสอนเยาวชนรนุ่ หลังให้ประพฤติปฏบิ ตั ิ ทงั้ นเี้ พราะ หากคนในสังคมขาดคณุ ธรรมข้อน้ี
เมอ่ื ใด สังคมก็จะวุ่นวาย ไมส่ งบ เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และเหน็ แก่ตวั มากขึ้น จนก่อใหเ้ กดิ ปัญหาอ่นื ๆ
ตามมาอีกมากมาย

การเรยี นร้จู ากการศกึ ษาประวัติของพันทา้ ยนรสงิ หน์ ัน้ ข้าพเจา้ จึงได้เรียนรถู้ งึ ความสาคัญของการที่
จะมจี ติ ใจที่ซ่อื ตรง ไม่หลอกลวง ไม่คิดคดทรยศ และประพฤติตนดว้ ยความสตั ยจ์ รงิ ท้ังกับตนเองและผูอ้ น่ื
เพอ่ื ใหเ้ ป็นดังพทุ ธภาษติ ที่ได้กล่าวไวว้ า่ “ สจเฺ จน กิตตฺ ึ ปปโฺ ปติ ” แปลว่า “ คนเราจะบรรลถุ งึ เกียรตไิ ดเ้ พราะ
ความสัตย์ ” น้ันกห็ มายความว่า คนทจี่ ะมีเกียรติ ยอ่ มต้องเปน็ คนทม่ี ีความสตั ยซ์ ่อื จงึ จะเป็นท่ยี อมรบั นับถอื
ของคนในสังคมได้อยา่ งจรงิ ใจ

และด้วยคุณงามความดีของพันท้ายนรสิงห์ทีถ่ ูกบอกเลา่ ตอ่ ๆ กนั มาจนถงึ ปจั จบุ ัน กท็ าให้พันทา้ ยนร

สงิ หก์ ลายเปน็ ทเี่ คารพนบั ถือและศรทั ธาของผู้คนจานวนมาก ในด้านความจงรกั ภกั ดี ความซือ่ สัตย์ที่มตี ่อ

กฎหมายบ้านเมือง ยอมถวายชีวติ เพ่ือมิให้กฎหมายบ้านเมืองคลายความศักดิ์สทิ ธ์ิ ดงั คาท่ีวา่ "ตายในหน้าที่

ดกี ว่าอยูใ่ ห้อับอาย" พนั ท้ายตกประหม่าสนิ้ สติคดิ

โดดจากเรอื ทลู อทุ ิศ โทษรอ้ ง

พนั ท้ายนรสงิ หผ์ ดิ บทฆา่ เสยี เทอญ

หัวกับโขนเรือต้อง คเู่ สน้ ทาศาล

ภูมปี ลอบกลับตงั้ ขอบรร ลัยพอ่

จาสั่งเพชฌฆาตฟัน ฟาดเกลา้

โขนเรอื กับหัวพัน เซ่นที่ ศาลแล

ศาลสืบกฤติคุณเคา้ คตไิ ว้ในสยาม โคลงภาพพระราชพงศาวดาร

อา้ งอิง : ‘’พนั ท้ายนรสงิ ห.์ ’’ [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ ได้จาก:
http://th.wikipedia.org/wiki/พนั ท้ายนรสิงห์ สบื คน้ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓.

‘’ประวตั พิ นั ท้ายนรสิงห์ นายทหารกล้าผ้ยู ดึ มั่นในความซื่อสตั ย์และจงรักภกั ด.ี ’’
[ออนไลน]์ . เข้าถงึ ได้จาก: http://hilight.kapook.com/view/138443 สืบคน้
๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓.

๓๙

พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงชุมพรเขตอดุ มศกั ด์ิ

โดย น.ส.อภสิ ร แก้วเรอื ง ช้นั ม.๖/๔ เลขท่ี ๒๐

บทนา

พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมหลวงชมุ พรเขตอดุ มศักด์ิ หรอื "เสด็จ
เตยี่ " ทเ่ี หล่าทหารเรอื เรยี กขานและเชดิ ชใู นฐานะ "พระบิดาแห่ง
กองทัพเรือไทย" เนอ่ื งจากเป็นผู้วางรากฐานของกองทัพเรือ และ
“หมอพร”ในฐานะที่พระองค์ทรงศึกษาวิชาแพทยแ์ ผนโบราณและ
รบั รกั ษาโรคใหป้ ระชาชนทั่วไปโดยคดิ แคเ่ พยี งค่าครู หลงั จาก
พระองคส์ ้นิ พระชนม์ไดม้ ีการจัดสรา้ งศาลและพระอนสุ าวรยี พ์ ระ
เจา้ บรมวงศ์เธอ กรมหลวงชมุ พรเขตอุดมศกั ด์ิรวมทั้งสิน้ ๒๑๗ แห่ง
ปัจจุบันยงั มผี ู้คนจานวนมากไปกราบสักการะและขอพร นับว่า
พระองค์ทรงเปน็ ที่เล่ือมใสศรัทธามาต้งั แต่อดตี จนถงึ ปัจจุบัน

เนื้อหา

พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมหลวงชมุ พรเขตอดุ มศักด์ิ ประสูตเิ ม่ือวนั ที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ มีพระนาม
เมื่อแรกประสูตวิ า่ พระเจ้าลกู ยาเธอ พระองคเ์ จ้าอาภากรเกียรตวิ งศ์ เปน็ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั นับเป็นพระองค์แรกที่ประสูตแิ ต่เจา้ จอมมารดาโหมด

เมอื่ วัยเยาว์ทรงเข้าเรียนในโรงเรียนพระตาหนักสวนกหุ ลาบ เมือ่ มีพระชันษาได้ ๑๓ ปี พระบาทสมเดจ็
พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว ได้ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ สด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารเรอื ณ ประเทศ
อังกฤษซึง่ เปน็ ประเทศท่ีมกี องทพั เรือเกรียงไกรทส่ี ุดในสมยั นน้ั เป็นเวลา ๖ ปี จนได้เลอ่ื นยศเปน็ เรอื เอก

หลังจากเสดจ็ กลบั ประเทศไทยไดร้ ับพระราชทานยศเป็นนายเรอื โท ทรงดารงตาแหน่งรองผู้บญั ชาการ
กรมทหารเรือและเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ จงึ ไดท้ รงแก้ไขปรบั ปรุงระเบยี บการในโรงเรยี นนายเรอื รวมถึง
เพ่ิมวชิ าท่ีสาคญั เพื่อใหน้ กั เรยี นนายเรือสามารถเดินเรอื ทางไกลในทะเลนา้ ลึกได้ และทรงเป็นเรยี่ วแรงสาคัญที่
ทาใหพ้ ระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัวทรงเหน็ ความสาคญั และโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวัง
เดมิ ให้เป็นที่ตงั้ ของโรงเรยี นนายเรอื

ต่อมาพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยูห่ วั ได้โปรดให้พระองค์ออกจากราชการอยู่ชว่ั ระยะหนึง่
พระองคจ์ งึ ไดท้ รงศึกษาวชิ าแพทย์แผนโบราณและรบั รักษาโรคใหป้ ระชาชนท่วั ไปโดยทรงคิดแตเ่ พียงค่าครู

๔๐

เท่านั้น ทรงเรียกพระองคเ์ องวา่ "หมอพร” และไดเ้ ขา้ รับราชการอกี ครัง้ เมื่อประเทศไทยได้เข้าร่วมสงครามโลก
ครั้งทีห่ นึง่ ซงึ่ ขณะนัน้ กองทัพเรอื ยังขาดผู้มีความรู้ความสามารถ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหู่ วั จึง
ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯให้พระองคเ์ สด็จกลับเขา้ รับราชการ

นอกจากน้ี พระองค์ได้ทลู เกล้าฯ ขอพระราชทานท่ดี ินบริเวณอาเภอสัตหีบ สรา้ งเปน็ ฐานทัพเรือ
เนือ่ งจากทรงเห็นวา่ อ่าวสตั หีบเปน็ อา่ วขนาดใหญ่ น้าลึกเหมาะแก่การฝึกซ้อมยิงตอร์ปิโด มเี กาะล้อมรอบ
ช่วยบังคบั คลืน่ ลมไดเ้ ป็นอยา่ งดีและเม่ือเรอื ภายนอกแลน่ ผ่านจะไม่สามารถมองเหน็ ฐานทัพได้

ต่อมาไดร้ บั แต่งต้ังให้ดารงตาแหนง่ เสนาบดีกระทรวงทหารเรอื แต่หลังจากน้ันพระองค์ได้กราบถวายบงั คม
ลาเพื่อเสด็จออกไปรักษาพระองคเ์ ป็นเวลา ๑ เดือน เน่ืองจากประชวรเรือ้ รงั ดว้ ยโรคประจาพระองค์มาเป็น
เวลานาน โดยประทับพักรักษาพระองค์อย่ทู ่ีตาบลหาดทรายรี อาเภอเมืองชุมพร จงั หวัดชุมพร ระหว่างน้นั ทรง
ประชวรดว้ ยพระโรคไขห้ วัดใหญ่ทาให้พระอาการทรดุ ลงอยา่ งรวดเร็ว จนกระทงั่ ส้ินพระชนมเ์ มอื่ วันที่ ๑๙
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ สริ พิ ระชันษาได้ ๔๒ ชันษา

สรปุ

พระองค์มีความสาคัญอย่างมากในการวางระบบและรากฐานของกองทพั เรือ พัฒนากองเรอื ให้มีศักยภาพ
ไมถ่ ูกต่างชาติคุกคามเหมือนในสมัยร.ศ.๑๑๒ นอกจากน้ียังทรงมีความรู้ด้านวิชาการแพทย์แผนโบราณและใช้
ในการรักษาประชาชนขณะท่ีทรงออกจากราชการ เหน็ ได้ว่าพระองค์เป็นผู้ทใี่ ฝ่เรียนรู้และใช้ความรู้ในการ
ช่วยเหลอื ผู้คนรวมถึงพัฒนาประเทศชาติที่คนไทยน้อยคนในสมัยนั้นมโี อกาสไดไ้ ปศึกษาตา่ งประเทศ ดังน้ันใน
ฐานะที่เราเป็นนักเรยี นจงึ ควรศึกษาหาความรู้เพอ่ื ชว่ ยแก้ไขปญั หาในประเทศโดยคานึงถึงผลประโยชนข์ อง
ประชาชนเป็นหลัก เรียนรูจ้ ากส่ิงทีผ่ ิดพลาดในอดีตและป้องกันไม่ใหม้ ันเกดิ ซา้ ข้ึนอีก ข้าพเจา้ จะนาความ
ขยนั หมั่นเพียรมาเปน็ แบบอย่าง ไม่หยดุ ท่จี ะเรียนรู้ใชค้ วามสามารถและโอกาสทางการศึกษาท่ีมีนามาใชใ้ ห้เกิด
ประโยชนส์ ูงสุดตอ่ สังคม

“พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศกั ดิ.์ ” [ม.ป.ป.]. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก:
https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจา้ บรมวงศ์เธอ_กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศกั ดิ์ สบื ค้น 31
กรกฎาคม 2563.

เอกชยั โควาวสิ ารัช. 2563. “สาเหตกุ ารสน้ิ พระชนม์ของกรมหลวงชมุ พรฯ วเิ คราะหผ์ า่ นการแพทยส์ มัยใหม่.”
[ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก: https://www.silpa-mag.com/history/article_317595 สืบค้น 1
สิงหาคม 2563.

๔๑

ทา# นผ(ูหญงิ พูนศุข พนมยงค4

โดย นางสาวอรสิ รา มะเล็ง
ชนั้ ม.๖ หอ: ง ๔ เลขที่ ๒๑
บทนำ
ท@านผู:หญงิ พูนศุข พนมยงคH มใิ ช@เปนK เพียงบคุ คลหนึ่ง ทมี่ ีช่อื ผา@ นเขา: มาใน
ประวตั ิศาสตรH เธอผ:เู ปKนสตรที ่ีไมธ@ รรมดา มชี ีวติ ท่ีเปนK แรงบนั ดาลใจให:คน
ร@นุ หลงั ไดเ: สมอ ทส่ี ำคญั คือเปKนสตรผี ูอ: ย@เู บื้องหลงั ชวี ิตของมหาบรุ ุษทช่ี อ่ื
‘ปรดี ี พนมยงคH’ ในฐานะเปKนภริยาของทา@ นรัฐบรุ ุษอาวุโส ปรดี ี พนมยงคH
และชีวติ ของท@านผหู: ญิงพนู ศุข พนมยงคH เปKนประวตั ศิ าสตรHส@วนหนึ่งดว: ย
เลยทเี ดียว

ประวตั ิ
ท@านผ:หู ญิงพนู ศุข พนมยงคH เกิดเมอ่ื วนั ท่ี ๒ มกราคม พ.ศ. ๑๕๔๔ เปKน
ธิดาของมหาอำมาตยHตรี พระยาชัยวชิ ิตวิศษิ ฎHธรรมธาดา (ขำ ณ ป_อม
เพชร) อธบิ ดกี รมราชทณั ฑHคนแรกของประเทศ กบั คณุ หญงิ เพง็ ชยั วิชติ
วศิ ิษฎHธรรมธาดา ไดร: บั พระราชทานนาม "พูนศุข" จากสมเด็จพระศรพี ัชรนิ ทราบรมราชินนี าถ พระบรมราช
ชนนีพนั ปหc ลวง

ผลงานและเกียรติประวตั ิ
อายุได: ๒๒ ปc ท@านผห:ู ญิง ตอ: งลภี้ ยั การเมือง ไปต@างประเทศ เนอื่ งจากนายปรดี ี ถูกกลา@ วหาวา@ เปKน

คอมมิวนิสตH และเมอ่ื กลับมาจาก ตา@ งประเทศ ทา@ นกต็ :องตดิ ตาม นายปรดี ี ไปทุกหนทกุ แหง@ ในฐานะ ภรรยา
ของ สามที ี่ดำรงตำแหน@ง รัฐมนตรีวา@ การ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต@างประเทศ และ
กระทรวงการคลงั ในวยั เพียง ๒๘ ปc พนู ศขุ ก็ไดร: บั พระราชทานบรรดาศักดเ์ิ ปนK ทา@ นผ:หู ญงิ เม่อื พระบาทสมเด็จ
พระเจา: อยูห@ ัวอนนั ทมหดิ ลทรงพระกรุณาโ)รดเกล:าฯ พระราชทานเครอ่ื งราชอิสริยาภรณH ทุตยิ จุลจอมเกล:า
วิเศษ ในวนั เฉลมิ พระชมพรรษ ๒๐ กนั ยายน ๒๔๘๒ พรอ: มกบั ละเอียด พบิ ลู สงคราม ภรรยาของจอมพล ป.
พบิ ูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมยั นัน้ แม:วา@ จะไดเ: ปKนทา@ นผห:ู ญงิ อายุน:อยทส่ี ดุ คนหน่ึง เนภรรยา
นายกรัฐมนตรี ภรรยาผสู: ำเรจ็ ราชการแทนพระองคH แตต@ ลอดชวี ิตทา@ นกย็ งั ใช:ชีวติ เหมือนเดมิ ทกุ ประการเยี่ยง
ชาวบา: นท่ัวไป

ระหว@างสงครามโลกคร้งั ที่ ๒ นายปรีดไี ดเ: ปนK ผสู: ำเร็จราชการแทนพระองคแH ละไดร: วบรมบรรดาผูร: ัก
ชาติทัง้ ทหาร ตำรวจ และพลเรอื น ทำการตอ@ ตา: นผร:ู กุ รานอยา@ งเงียบ ๆ สว@ นทา@ นผูห: ญิงพนู ศขุ ได:เข:ารว@ มกับ
ขบวนการเสรไี ทย ทำงานใตด: ิน สง@ ขา@ วออกนอกประเทศให:แกส@ ัมพันธมติ รตอ@ สล:ู บั ๆ กบั กองทพั ญ่ีปุjนใน
ชว@ งเวลาแห@งความเปKนความตาย เพื่อปกป_องอธิปไตยของชาติ ชว@ ยใหป: ระเทศไมต@ กเปKนเมอื งข้ึนของ

๔๒

มหาอำนาจ จนหลังสิ้นสดุ สงครามโลก นายปรดี ไี ด:ดำรงตำแหนง@ นายกรัฐมนตรี แตต@ @อมาไม@นานปรีดีก็ถกู ใส@
ร:ายป_ายสีวา@ มีส@วนพวั พันกรณีสวรรคต และต@อมมากเ็ กดิ การรฐั ประหารเม่ือวันท่ี ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ทหาร
ขับรถถังมาจ@อหนา: ทำเนยี บทา@ ชา: ง และสาดกระสนุ เข:าไปในบา: นทีท่ @านผูห: ญิงและลูก ๆ พำนักอย@ู
ตน: ปc พ.ศ. ๒๔๙๕ เมอ่ื อายุได: ๔๐ ปc ทา@ นผห:ู ญิงและลกู ชายถูกอำนาจเผดจ็ การสั่งจับกมุ คุมขงั ในข:อหากบฏ
ภายในและภายนอกราชอาณาจกั ร จนทา@ นผห:ู ญิงไม@อาจทนอย@ูเมอื งไทยได: ตัดสนิ ใจติดตามไปอยู@กับนายปรีดที ่ี
ประเทศจีนและฝร่ังเศสเปนK เวลา ๓๐ กว@าปc จนกระทัง่ นายปรีดีถึงแก@อสัญกรรมเมือ่ วันท่ี ๒ พฤษภาคม พ.ศ.
๒๕๒๖ ท@านผหู: ญงิ จงึ เดินทางกลับประเทศไทยเปKนการถาวร ใชช: ีวคิ อย@างสงบในบา: นพกั ยา@ นถนนสวนพลู
ให:อภัยกับทกุ สิ่งทกุ อย@างท่เี กดิ ขน้ึ ในอดีต ดำรงตนเปKนแบบอย@างให:คนร@นุ หลงั ได:กราบไหงด: ว: ยความสนทิ ใจ
และไดช: @วยงานสังคมเปนK ระยะโดยเฉพาะงานท่เี กย่ี วข:องกับนายปรีดี เชน@ การมบี ทบาทสำคัญในการจดั งาน
เฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปชc าตกิ าล รัฐอาวโุ ส ปรดี ี พนมยงคH เม่อื พ.ศ.๒๕๔๓

สรุป
ทา@ นผูห: ญงิ พูนศุข พนมยงคH ภรยิ าปรดี ี พนมยงคH อดีตนายกรัฐมนตรแี ละรฐั บรุ ษุ อาวุโส โดยทพี่ ูนศขุ เคยมี
บทบาทรว@ มกับปรีดีสนันสนนุ และช@วยเหลอื ขบวนการเสรีไทย
การศึกษาประวตั ิของท@านผ:หู ญิงพนู ศขุ พนมยงคH ทำใหเ: กดิ ความเช่ือม่ันวา@ ผ:ูหญงิ กส็ ามารถมีบทบาทในเร่อื ง
การเมอื งและมคี วามสามารถได:ไมต@ @างจากผ:ูชาย โดยสง@ ผลการศกึ ษาประวัติทา@ นผหู: ญงิ พนู สขุ พนมยงคH
โดยตรงถึงดิฉนั คอื ทำให:ดิฉันมีความมัน่ ใจจะทำใหส: ิ่งที่ดิฉนั เชอ่ื มัน่ ใจจะเลือกเรยี นในสิ่งทดี่ ิฉนั ชอบแม:ว@า
หลายคนจะบอกเปนK คณะทเ่ี หมาะกบั ผชู: ายมากกวา@ เพราะ ท@านผู:หญงิ พูนสขุ ทำให:ดิฉันเชื่อวา@ ผห:ู ญงิ มีสามารถ
พอท่จี ะมบี ทบาทในวงการตา@ ง ๆ ไดไ: มต@ า@ งจากผู:ชาย

อ9างอิง
“ใครคือคนดีคนนน้ั ทา@ นผู:หญงิ พนู ศขุ พนงยงค.H ” [ออนไลน]H . เข:าถงึ ได:จาก:

https://www.the101.world/phoonsuk-banomyong/
สืบค:น ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓
“พูนศุข พนงยงคH สตรผี ไ:ู มข@ อรับเกียรตใิ ด ๆ ทั้งสิ้น.” [ออนไลน]H ” เขา: ถึงไดจ: าก:
http://www.pridi-phoonsuk.org/phoonsuk-life-1912-2007/
สืบคน: ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓

๔๓ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธ์ิ ปราโมช

โดย นางสาวณัชชา ชน่ื ฉำ่ ม.๖ ห้อง ๔ เลขท่ี ๒๒

เม่อื พดู ถงึ บุคคลสำคัญซักคนหน่งึ ในประวิติศาสตรท์ เี่ ปน็ ทงั้ นักปราชญ์ นกั เขียน นกั การเมือง และศิลปนิ แหง่ ชาติ

และยูเนสโกยงั ประกาศยกยอ่ งเปน็ บุคคลสำคัญของโลก ใน ๔ สาขา ไดแ้ ก่ การศกึ ษา วฒั นธรรม สังคมศาสตร์ และ

สื่อสารมวลชน คอื หมอ่ มราชวงศ์ คกึ ฤทธ์ิ ปราโมช

หมอ่ มราชวงศค์ กึ ฤทธ์ิ ปราโมช เกิดวนั ท่ี ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๔ เปน็ โอรสคนสุดท้อง
ใน ของพระวรวงศ์เธอ พระองคเ์ จา้ คำรบ กับหม่อมแดง (บนุ นาค) ชวี ติ ส่วนตัวสมรส
กบั หมอ่ มราชวงศพ์ ักตร์พริง้ ทองใหญ่ เมือ่ พ.ศ. ๒๔๗๙ มบี ตุ รธิดา ๒ คน คือ หมอ่ มหลวง
รองฤทธิ์ ปราโมช และ หมอ่ มหลวงวิสุมิตรา ปราโมช ต่อมาไดแ้ ยกกนั อยกู่ บั หมอ่ ม
ราชวงศพ์ ักตร์พริ้ง

หมอ่ มราชวงศ์คกึ ฤทธเ์ิ ป็นบคุ คลที่มบี ุคลกิ และบทบาททหี่ ลากหลาย มชี อื่ เสยี งใน
หลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการประพันธ์ การแสดง และยงั เป็นนักการเมอื ง เป็นผูก้ ่อต้ัง
พรรคก้าวหนา้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ ต่อมาได้ยบุ รวมกบั พรรคประชาธิปัตย์ในปีถัดมา ตอ่ มา
ก่อตง้ั หนงั สือพมิ พ์สยามรฐั เมอื่ พ.ศ. ๒๔๙๓ และกอ่ ต้ังพรรคกิจสงั คม เมือ่ พ.ศ. ๒๕๑๗ และไดด้ ำรงตำแหน่งเปน็
นายกรฐั มนตรคี นท่ี ๑๓ ของประเทศไทย

เคยแสดงในภาพยนตรเ์ ร่อื ง The Ugly American (๑๙๖๓) และภาพยนตร์ ผ้แู ทนนอกสภา (๒๕๒๖)

หม่อมราชวงศค์ ึกฤทธ์ิ ได้รับฉายาจากนักการเมอื ง และสื่อมวลชนมากมาย เชน่ "เฒ่าสารพดั พษิ " "ซือแปซ๋ อยสวน
พล"ู ภายหลังเมื่อมอี าวโุ สสูงวัย จนสามารถแสดงความเหน็ ทางการเมือง ได้อยา่ งตรงไปตรงมา โดยไมต่ อ้ งเกรงกลวั อิทธพิ ล
ใด ๆ จงึ ได้รับฉายาวา่ "เสาหลักประชาธปิ ไตย" ในบางแหง่ คือ "หม่อมป้า"

ในดา้ นวรรณศิลป์ หมอ่ มราชวงศค์ กึ ฤทธิ์ มีผลงานหนังสอื ท่มี ีชื่อเสียงระดับประเทศมากมาย ทีไ่ ดร้ บั การตพี มิ พ์ซำ้
แล้วซ้ำอกี เช่น สแี่ ผน่ ดนิ , ไผแ่ ดง, กาเหว่าทบ่ี างเพลง, หลายชีวิต, ซสู ีไทเฮา, สามก๊กฉบับนายทุน และเรื่องสนั้ "มอม"
ซ่งึ ไดใ้ ชเ้ ปน็ บทความประกอบแบบเรียนภาษาไทยในปจั จบุ ัน บางช้นิ มผี ู้นำไปทำเป็นละครโทรทัศน์ เชน่ สีแ่ ผน่ ดิน, หลาย
ชวี ิต และทำเปน็ ภาพยนตร์ เช่น กาเหว่าที่บางเพลง

หมอ่ มราชวงศค์ กึ ฤทธิ์ ปราโมช ถงึ แก่อสญั กรรมด้วยโรคเบาหวาน เมอื่ วนั ท่ี ๙ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๓๘ รวมอายุ ๘๔
ปี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ กระทรวงวฒั นธรรมไดเ้ สนอชื่อต่อยเู นสโกใหเ้ ป็นบุคคลสำคญั ของโลก สาขา การศึกษา
วัฒนธรรม สังคมศาสตรแ์ ละสอ่ื สารมวลชน เนอ่ื งในโอกาสครบรอบชาตกาล ๑๐๐ ปี ในวนั ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔
นบั เปน็ คนไทยลำดบั ท่ี ๒๐

๔๔

๑.ซงึ่ หมอ่ มราชวงศค์ ึกฤทธ์ิ ปราโมช ขณะทเ่ี ป็นนายกรัฐมนตรไี ดด้ ำเนนิ การเปิดสัมพนั ธท์ างการทตู กบั สาธารณรฐั
ประชาชนจนี โดยเดนิ ทางไปเยอื นกรุงปกั กิ่งเมอื่ ปี ๒๕๑๘ จึงเป็นเหมือนตัวแทนคนไทยให้กลบั มาค้าขายกบั จนี ให้ประเทศ
เจริญข้ึนได้ และเป็นส่วนหน่ึงนำประเทศให้พฒั นาในสมัยของการเปน็ นายกรัฐมนตรี และเปน็ แบบอย่างในดา้ นตา่ งๆ ไม่ว่า
จะเร่ืองความยตุ ิธรรม ในการไม่เห็นดว้ ยของการขึ้นเงินเดือน จงึ ได้ลาออกจากการเปน็ คณะผแู้ ทนราษฎรอกี ด้วย หรือแสดง
ถึงการทำเพ่อื ชาติ คือ การยบุ สภา จากการไม่สามารถรับมอื ความขัดแยง้ เร่ืองผลประโยชน์ของคนในสภาได้ เพอื่ ไม่ใหส้ ่งผล
ต่อความมัน่ คงของชาติ

๒.โดยผลงานทผี่ า่ นมา ถงึ แม้คนมกั จะรู้จกั จากด้านวรรณศิลป์เชน่ สีแ่ ผน่ ดนิ ทบี่ รรยายผา่ นแม่พลอย แสดงใหเ้ ห็น

ถงึ ความรกั ในดา้ นตา่ งๆ ทงั้ พระเจา้ แผ่นดนิ ผมู้ ีบญุ คณุ ครอบครัวและมติ รสหาย และพืน้ ฐานด้านสงั คมต่างๆ การแตง่ ตัว
ประเพณี การกนิ อาหาร และความเชื่อ หรือมอม ทแี่ สดงใหเ้ หน็ ถงึ ความความรักและซอ่ื สัตย์ของสุนขั ทีม่ ตี อ่ เจ้าของ หรือ
สงครามทน่ี ำมาซ่งึ ความสูญเสีย กส็ ง่ ผลกระทบต่อทุกอยา่ งรวมถงึ สัตว์ด้วย แต่ท่านก็เปน็ แบบอย่างของการตแี ผ่ความจริง
ในสมัยน้ัน เช่นสมัยท่านเปน็ นายก ทา่ นกเ็ คยกลา่ วไว้ว่า "ขอเรยี นวา่ ไดอ้ ดทนมาเปน็ เวลา ๑ ปี ๑ เดอื น กบั ๔ วนั
อดทนให้คนเหยยี บย่ำดูถูก ทำทกุ อยา่ งโดยตนเองไม่ใชค่ นเช่นนั้นเลย พูดไปจริงๆ กเ็ กิดมาเป็นลูกเจ้าลกู นาย
การศึกษากส็ งู พอ่ แมก่ ็เล้ยี งมาดี ไม่เคยใหใ้ ครมากระทืบเช้ากระทืบเยน็ วนั ละ ๓ เวลาหลังอาหารอยา่ งเม่อื ครั้งเป็น
นายกรฐั มนตร"ี จงึ เป็นการแสดงให้เหน็ ถงึ ความยากลำบากของการบรหิ ารประเทศใหถ้ กู ใจคนส่วนใหญ่

๓.ดงั นั้นจากการศกึ ษาประวตั ิของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธ์ิ ปราโมช จึงสามารถนำไปประยุกต์ไดว้ า่ คนเราไม่
จำเปน็ ตอ้ งทำเป็นแคอ่ ย่างเดียว ควรจะทำไดห้ ลากหลาย เชน่ ท่านท่เี ป็นท้ัง คนเขียนหนงั สือ นกั การเมือง และเคย
ทำงานท่ธี นาคาร เพราะในทกุ ยคุ ทุกสมัย การทำเปน็ หลายอยา่ งก็ย่อมเป็นท่ตี ้องการของใคร แต่ถ้าคณุ ถนัดอย่างเดียวก็
ยอ่ มต้องมเี อกลกั ษณข์ องตนเอง และความขยันใฝ่รู้ ทำให้เราไดร้ อู้ ะไรทีห่ ลากหลายรอบด้าน จะย่ิงนำมาให้เราเป็นคนที่
โดดเดน่ มากข้ึน ซง่ึ ต้องมาคู่กับความยุติธรรม ไม่เขา้ ข้างใดข้างหนึง่ เช่นท่านที่เมอื่ เหน็ วา่ มันไม่สมเหตสุ มผล ก็ลาออกจาก
ตำแหนง่ ถึงแม้สง่ิ นั้นจะเกดิ ประโยชน์ต่อตวั ทา่ นเองด้วย และสุดท้ายเราเปน็ แค่คนธรรมดามสี องมือสองแขน เรากส็ ามารถ
ใชค้ วามพยายามนำความสำเร็จมาหาได้

อา้ งอิง “มรว.คึกฤทธ์ิ ปราโมช.”[ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก: https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-
2/pramod/index.html. สืบคน้ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓.

“มรว.คกึ ฤทธ์ิ ปราโมช.” [ออนไลน}์ . เข้าถงึ ไดจ้ าก: https://th.wikipedia.org/wiki/มรว.คึกฤทธ์ิ_ปราโมช สบื คน้
๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓.

๔๕ สมเดจ็ พระเอกาทศรถ

โดย นางสาวเพญ็ พมิ ล ววิ ฒั นศ์ รี
ช5นั ม.๖ หอ้ ง๔ เลขท>ี๒๓

ถา้ หากจะพดู ถึงเหตุการณ์ทางประวตั ิศาสตร์ในอดีต ส>ิงที>จะไม่นึกถึงไม่ไดเ้ ลยกค็ ือเบ5ืองหลงั ของ
เหตุการณ์ ซ>ึงผทู้ >ีอยเู่ บ5ืองหลงั น5นั กค็ ือบุคคลสาํ คญั ทางประวตั ิศาสตร์ท>ีเป็นส่วนหน>ึงที>สร้างประวตั ิศาสตร์ให้
เกิดเหตุการณ์ท>ีทาํ ใหเ้ ราไดเ้ รียนรู้จากหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ต่างๆที>มีการถูกเกบ็ และรวบรวมไว้ ทาํ ให้
เราทราบถึงเร>ืองราวในเหตุการณ์สาํ คญั ราวกบั เสมือนวา่ อยตู่ รงน5นั จริงๆ ดงั น5นั บุคคลสาํ คญั ทางประวตั ิ
ศาสตร์มีความสาํ คญั ต่อประวตั ิศาสตร์ไทยเป็นอยา่ งมาก
สมเดจ็ พระเอกาทศรถ หรือ พระศรีสรรเพชญ์ เป็นพระมหากษตั ริยไ์ ทย รัชกาลที> ๑๙ แห่งอาณาจกั รอยธุ ยา
สมยั ราชวงศส์ ุโขทยั

สมเดจ็ พระเอกาทศรถ หรือที>ชาวตะวนั ตกเรียกขานพระองคว์ า่ พระองคข์ าว ตามสีพระวรกายเสดจ็
พระราชสมภพที>เมืองพษิ ณุโลกในปี พ.ศ. ๒๑๐๓ เป็นพระราชโอรสพระองคเ์ ลก็ ในสมเดจ็ พระมหาธรรม
ราชาธิราชกบั พระวสิ ุทธิกษตั รีย์ เป็นพระอนุชาของพระสุพรรณกลั ยา
และสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช

สมเดจ็ พระเอกาทศรถไดต้ ามเสดจ็ สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
ออกรบอยเู่ สมอจนเป็นที>ไวว้ างพระราชหฤทยั เม>ือสมเดจ็ พระนเรศวร
มหาราชเสวยราชสมบตั ิกรุงศรีอยธุ ยา จึงทรงสถาปนาพระองคข์ 5ึนเป็น
พระมหากษตั ริยพ์ ระองคท์ >ี ๒ เมื>อสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชเสดจ็
สวรรคตในปี พ.ศ. ๒๑๔๘ โดยไม่มีพระราชโอรส บรรดาเสนา
อาํ มาตยจ์ ึงอญั เชิญพระองคข์ 5ึนครองราชยแ์ ต่เพียงพระองคเ์ ดียว ทรง
พระนามวา่ พระศรีสรรเพชญ์ สมเดจ็ บรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรี
สินทรมหาจกั รพรรดิสร บวรราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนา
กาษภาษกรวงศ์ องคป์ รมาธิเบศ ตรีภูวเนศวรวรนาถนายก ดิลกรัต
นราชชาติอาชาวศยั สมุทยตโรมนต์ สากฬจกั รพาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรา ธาดาธิบดี
วบิ ุลย์ คุณรุจิตฤทธิราเมศวร ธรรมิกราชเดโชชยั พรหมเทพาดิเทพ ตรีภูวนาธิเบศ โลกเชษฐวสิ ุทธ์ มกฎุ
ประเทศคตามหาพทุ ธางกรู บรมบพติ ร


Click to View FlipBook Version