The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sirilak.puynoon, 2022-03-08 02:06:55

นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

วิชานวัตกรรม

Keywords: นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

นวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศกึ ษา

โดย นางสาวศริ ิลกั ษณ์ ฤทธิยา

สอนโดย
อาจารยด์ ร.กฤษฎาพนั ธ์ พงษ์บรบิ รู ณ์
รายงานนเี้ ปน็ สว่ นหนงึ่ ในรายวชิ า 810105
นวตั กรรมและเทคโนโยยสี ารสนเทศทางการศกึ ษา

ภาคเรยี นท่ี 3 ปีการศกึ ษา 2564
คณะศกึ ษาศาสตรแ์ ละศลิ ปะศาสตร์ วทิ ยาลยั บณั ฑติ เอเซยี



นวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศกึ ษา
Innovation and Educational Information Technology

โดย
นางสาวศิรลิ ักษณ์ ฤทธยิ า

สอนโดย
อาจารย์ดร.กฤษฎาพันธ์ พงษบ์ ริบรู ณ์
รายงานนเ้ี ป็นส่วนหน่ึงในรายวชิ า 810105
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

ภาคเรยี นที่ 3 ปีการศึกษา 2564
คณะศึกษาศาสตรแ์ ละศลิ ปะศาสตร์ วิทยาลยั บณั ฑิตเอเชยี





คานา

เอกสารประกอบการสอน รายวิชา “นวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศึกษา”(Inno
vation and Educational Information Technology) ในหลักสตู รประกาศนียบัตรบณั ฑิตวิชาชีพครู ผู้
ศึกษาได้รวบรวมขน้ึ เพื่อใหผ้ ูส้ นใจ ได้ศึกษาประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาทีเ่ รียนโดยได้นาเนื้อหาท่ี
แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกบั ความเป็นมาและพัฒนาการทางดา้ นเทคโนโลยที มี่ กี ารพฒั นาความก้าวหน้าอย่าง
ไม่หยุดย้ัง ท่ีชว่ ยสง่ เสริมการพัฒนาคณุ ภาพการเรยี น การวเิ คราะห์ปัญหา ท่ีเกดิ จากการใช้นวัตกรรมและ
เทคโนโลยสี ารสนเทศ แหล่งการเรียนรู้ และเครือข่ายการเรยี นรู้ การออกแบบ การสร้าง การนาไปใชก้ าร
ประเมนิ และการปรับปรงุ นวตั กรรม

ขอขอบพระคุณอาจารย์ดร.กฤษฎาพันธ์ พงษ์บริบูรณ์ ทใี่ หโ้ อกาสในการจัดทาเอกสารประกอบ
การเรยี นรายวชิ านี้ เพือ่ เปน็ ประโยชนแ์ กผ่ ทู้ ีส่ นใจ ไดศ้ ึกษาค้นควา้ ใชเ้ ปน็ เอกสารประกอบการเรยี น การ
สอน เพอื่ ใหเ้ ยาวชนรุ่นหลงั ได้ศึกษาหาความรู้และเป็นแบบอย่างในการทางาน

เอกสารประกอบการเรียนการสอนเล่มน้ี ผู้จัดทาไดร้ วบรวมข้อมลู จากเวบ็ ไซตต์ ่างๆ ทเ่ี ผยแพร่
ทางอนิ เตอรเ์ น็ต โดยผู้จดั ทาได้อ้างอิงจากเจ้าของเว็บไซต์ผา่ นทางบรรณานกุ รม หวงั เป็นอยา่ งย่ิงว่า หนัง
สืออเิ ล็กทรอนิกส์เล่มนี้ จะอานวยความสะดวกในการสืบค้นข้อมลู ได้อย่างง่ายดาย ให้กบั ผทู้ ส่ี นใจ และให้
กบั ครู อาจารย์ หากผิดพลาดประการใด ตอ้ งขออภัยมา ณ ทีน่ ดี้ ว้ ย

ศริ ิลกั ษณ์ ฤทธยิ า
27 กมุ ภาพนั ธ์ 2564



สารบญั ข

คานา หนา้
สารบญั (ก)
บทที่ 1 ประวตั ิความเป็นมาของนวัตกรรมทางการศกึ ษา (ข)
1
ความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษา 1
องคป์ ระกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 5
บทบาทของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 5
เป้าหมายทางการศึกษา 7
แนวคดิ พืน้ ฐานของนวัตกรรมการศึกษา 8
นวัตกรรมทางการศึกษาในยุคปัจจบุ ัน 10
บทท่ี 2 ความรู้เบ้ืองตน้ เกย่ี วกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ 13
คอมพวิ เตอร์และอินเตอร์เน็ต 13
ววิ ฒั นาการของสารสนเทศ 13
ความหมายของสารสนเทศ 14
ความสาคัญของสารสนเทศ 15
ความสาคัญของระบบสารสนเทศ 16
ระบบสบื คน้ ผา่ นเครือขา่ ยเพื่อการเรียนรู้ 19
สาเหตทุ ท่ี าให้เกดิ สารสนเทศ 50
องคป์ ระกอบของสารสนเทศ 22
คณุ ลักษณะของสารสนเทศที่ดี 23
บทบาทของสารสนเทศ 24
คณุ ภาพของสารสนเทศ 25
ความหมายของคาวา่ ข้อมลู 26
ชนดิ ของข้อมลู 27
การสบื ค้นข้อมูล 27
กรรมวธิ ีการจัดการข้อมลู 36
เทคโนโลยีสอ่ื สารทีคมนาคม 46
ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ 46
หลักเกณฑ์การประเมนิ ผลลัพธ์หรอื ผลิตผล 47
เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การใชช้ วี ิตในสังคมปจั จบุ นั 48
ประโยชนข์ องระบบสารสนเทศ 49

บทท่ี 3 คอมพวิ เตอรแ์ ละอนิ เทอร์เนต็ กับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 50
ประโยชนข์ องระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 53
การใชอ้ ุปกรณข์ องระบบเครือขา่ ย 54
การประยุกตเ์ ทคโนโลยเี ครอื ข่ายดา้ นการเรียนการสอน 58
การสรา้ งกรอบแนวคิดในการพฒั นา 68
การสืบค้นข้อมลู สารสนเทศ 78
ประโยชน์ของฐานข้อมูล 79
เครือ่ งมอื ช่วยค้นวสั ดุสารสนเทศ 80
โครงสรา้ งการออกแบบนวัตกรรม 86
การออกแบบการเขยี นรายงานนวัตกรรม 90
คู่มอื การใชง้ าน Google Apps Education 92
แบบทดสอบบทที่ 1 นวัตกรรมการศึกษา 94
แบบทดสอบบทที่ 2 เรอ่ื งความรเู้ บ้ืองต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ 96
แบบทดสอบบทที่ 3 เรอื่ งคอมพิวเตอร์และอินเทอรเ์ น็ตกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ 98
บรรณานุกรม 102



บทท่ี 1
นวตั กรรมทางการศกึ ษา
1.1 ความหมายของนวตั กรรม

“นวัตกรรม” หมายถึงความคิด การปฏิบตั ิ หรอื ส่ิงประดษิ ฐใ์ หม่ ๆ ทีย่ งั ไม่เคยมใี ช้มาก่อน หรือ
เป็นการพัฒนาดดั แปลงมาจากของเดมิ ท่ีมีอยู่แลว้ ให้ทันสมยั และใชไ้ ดผ้ ลดียิ่งข้ึน เม่อื นา นวัตกรรมมาใช้
จะช่วยให้การทางานน้ันได้ผลดมี ีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วย ประหยดั เวลาและ
แรงงานได้ด้วย“นวัตกรรม” (Innovation) มีรากศัพท์มาจาก innovare ในภาษาลาติน แปลว่า ทาสิ่ง
ใหม่ขึ้นมา ความหมายของนวัตกรรมในเชิงเศรษฐศาสตร์คือ การนาแนวความคิดใหม่หรือการใช้
ประโยชนจ์ ากสิง่ ทม่ี ีอยแู่ ล้วมาใชใ้ นรปู แบบใหม่ เพื่อทาใหเ้ กิดประโยชน์ทางเศรษฐกจิ หรอื ก็คือ ”การทา
ในส่ิงท่ีแตกต่างจากคนอ่ืน โดยอาศัยการเปล่ียนแปลงต่าง ๆ (Change) ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราให้กลายมา
เป็นโอกาส (Opportunity) และถ่ายทอดไปสู่แนวความคิดใหม่ท่ีทาให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและ
สังคม” แนวความคิดนี้ได้ถูกพัฒนาข้ึนมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยจะเห็นได้จากแนวคิดของ
นักเศรษฐอุตสาหกรรม เช่น ผลงานของ Joseph Schumpeter ใน The Theory of Economic
Development,1934 โดยจะเน้นไปที่การสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี อันจะนาไปสู่การได้มาซ่ึง นวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Technological Innovation) เพื่อ
ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก นวัตกรรมยังหมายถึงความสามารถในการเรียนรู้และนาไปปฎิบัติให้
เกดิ ผลไดจ้ ริงอกี ด้วย (พนั ธอุ์ าจ ชัยรตั น์ , Xaap.com) คาว่า “นวัตกรรม” เปน็ คาทค่ี อ่ นข้างจะใหมใ่ นวง
การศึกษาของไทย คาน้ี เป็นศัพท์บัญญัติของคณะกรรมการพิจารณาศัพท์วิชาการศึกษา
กระทรวงศกึ ษาธิการ มาจากภาษาองั กฤษว่า Innovation มาจากคากรยิ าว่า innovate แปลวา่ ทาใหม่
เปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งใหม่ ในภาษาไทยเดิมใช้คาว่า “นวกรรม” ต่อมาพบว่าคานี้มีความหมาย
คลาดเคล่ือน จึงเปล่ียนมาใช้คาวา่ นวตั กรรม (อา่ นวา่ นะ วดั ตะ กา) หมายถงึ การนาสง่ิ ใหมๆ่ เข้ามา

2

เปลี่ยนแปลงเพ่ิมเติมจากวิธีการท่ีทาอยเู่ ดิม เพอื่ ให้ใช้ได้ผลดียิ่งข้ึน ดังนัน้ ไม่ว่าวงการหรือกิจการใด ๆ ก็
ตาม เม่ือมีการนาเอาความเปล่ียนแปลงใหม่ๆ เข้ามาใช้เพือ่ ปรับปรุงงานให้ดีขนึ้ กว่าเดิมก็เรียกไดว้ ่าเป็น
นวัตกรรม ของวงการน้ัน ๆ เช่นในวงการศึกษานาเอามาใช้ ก็เรียกว่า “นวัตกรรมการศึกษา”
(Educational Innovation) สาหรับผู้ที่กระทา หรือนาความเปล่ียนแปลงใหม่ ๆ มาใช้น้ี เรียกว่าเป็น
“นวัตกร” (Innovator) (boonpan edt01.htm)

ทอมัส ฮิวช์ (Thomas Hughes) ได้ให้ความหมายของ “นวัตกรรม” ว่า เป็นการนาวิธีการใหม่ ๆ มา
ปฏิบัติหลังจากได้ผ่านการทดลองหรือได้รับการพัฒนามาเป็นขั้น ๆ แล้ว เร่ิมตั้งแต่การคิดค้น
(Invention) การพัฒนา (Development) ซึ่งอาจจะเป็นไปในรูปของ โครงการทดลองปฏิบัติก่อน
(Pilot Project) แล้วจึงนาไปปฏิบัติจริง ซึ่งมีความแตกต่างไปจากการปฏิบัติเดิมท่ีเคยปฏิบัติมา
(boonpan edt01.htm)

มอร์ตัน (Morton,J.A.) ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ว่าเป็นการทาให้ใหม่ข้ึนอีกครั้ง(Renewal) ซ่ึง
หมายถึง การปรับปรุงสิ่งเก่าและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วยงาน หรือองค์การน้ัน ๆ
นวัตกรรม ไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างส่ิงเก่าให้หมดไป แต่เป็นการ ปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนา
(boonpan edt01.htm)

ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2521 : 14) ได้ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ไว้ว่าหมายถึง วิธีการปฎิบัติใหม่ๆ ท่ี
แปลกไปจากเดิมโดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงของเก่าให้
เหมาะสมและส่ิงท้ังหลายเหล่าน้ีได้รับการทดลอง พัฒนาจนเป็นที่เช่ือถือได้แล้วว่าได้ผลดีในทางปฎิบัติ
ทาให้ระบบกา้ วไปส่จู ุดหมายปลายทางไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพข้ึน

จรูญ วงศ์สายัณห์ (2520 : 37) ได้กลา่ วถงึ ความหมายของ “นวัตกรรม” ไวว้ า่ “แมใ้ นภาษาองั กฤษเอง
ความหมายก็ตา่ งกันเปน็ 2 ระดับ โดยทว่ั ไป นวตั กรรม หมายถงึ ความพยายามใด ๆ จะเปน็ ผลสาเร็จ
หรือไม่ มากน้อยเพยี งใดก็ตามทเี่ ปน็ ไปเพื่อจะนาส่งิ ใหม่ ๆ เข้ามาเปลยี่ นแปลงวิธกี ารทท่ี าอย่เู ดมิ แล้ว
กบั อีกระดับหนึ่งซ่ึงวงการวทิ ยาศาสตร์แห่งพฤติกรรม ได้พยายามศกึ ษาถึงทมี่ า ลักษณะ กรรมวธิ ี และ
ผลกระทบที่มอี ยูต่ ่อกลมุ่ คนท่ีเก่ียวขอ้ ง คาวา่ นวตั กรรม มักจะหมายถึง สง่ิ ท่ีได้นาความเปล่ียนแปลง
ใหมเ่ ขา้ มาใช้ไดผ้ ลสาเรจ็ และแผ่กวา้ งออกไป จนกลายเป็นการปฏิบตั อิ ยา่ งธรรมดาสามัญ (บุญเกื้อ ควร
หาเวช , 2543)นวัตกรรม แบ่งออกเปน็ 3 ระยะ คือระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คดิ คน้ (Innovation) หรือ
เปน็ การปรงุ แตง่ ของเก่าให้เหมาะสมกบั กาลสมัย
ระยะท่ี 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหลง่ ทดลองจัดทาอยู่ในลักษณะของโครงการ
ทดลองปฏบิ ตั ิก่อน (Pilot Project)
ระยะท่ี 3 การนาเอาไปปฏิบัติในสถานการณท์ ว่ั ไป ซ่งึ จัดว่าเป็นนวตั กรรมขน้ั สมบูรณ์

3

1.2 ความหมายของนวตั กรรมการศึกษา

“นวตั กรรมการศึกษา (Educational Innovation )” หมายถึง นวัตกรรมท่ีจะช่วยให้การศกึ ษา
และการเรียนการสอนมีประสิทธภิ าพดียิง่ ข้ึน ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรูอ้ ย่างรวดเร็วมปี ระสิทธิผลสูง
กว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมการศึกษา และประหยัดเวลาในการเรียนได้อีกด้วย ใน
ปัจจุบันมีการใช้นวัตกรรมการศึกษามากมายหลายอย่าง ซ่ึงมีทั้งนวัตกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว
และประเภทที่กาลังเผยแพร่ เช่น การเรียนการสอนท่ีใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Aids
Instruction) การใช้แผ่นวิดีทัศน์เชิงโต้ตอบ (Interactive Video) ส่ือหลายมิติ ( Hypermedia ) และ
อนิ เทอร์เนต็ [Internet] เหล่านี้ เปน็ ตน้ (วารสารออนไลน์ บรรณปัญญา.htm)

“นวัตกรรมทางการศึกษา” (Educational Innovation) หมายถึง การนาเอาส่ิงใหม่ซ่ึงอาจจะอยู่ในรูป
ของความคิดหรือการกระทา รวมท้ังส่ิงประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังท่ีจะ
เปล่ียนแปลงส่ิงท่ีมีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น ทาให้ผู้เรียนสามารถเกิดการ
เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน เชน่ การสอนโดย
ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้วีดิทัศน์เชิงโต้ตอบ(Interactive Video) ส่ือหลายมิติ (Hypermedia)
และอนิ เตอร์เนต็ เหล่านี้เปน็ ตน้

ความหมายของเทคโนโลยี

ความเจริญในด้านต่างๆ ท่ีปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลมาจากการศึกษาค้นคว้าทดลองประดิษฐ์
คิดค้นสิ่งต่างๆ โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เมื่อศึกษาค้นพบและทดลองใช้ได้ผลแล้ว ก็นาออก
เผยแพร่ใช้ในกิจการด้านต่างๆ สง่ ผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาคณุ ภาพ และประสิทธิภาพในกิจการ
ต่างๆ เหล่าน้ัน และวิชาการที่ว่าด้วยการนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในกิจการด้านต่างๆ จึงเรียก
กนั ว่า “วิทยาศาสตรป์ ระยกุ ต์” หรอื นยิ มเรยี กกันท่วั ไปวา่ “เทคโนโลยี” (boonpan edt01.htm)

4

เทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร

เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) คือ การนาเอาเทคโนโลยีมาใช้สร้าง
มูลค่าเพ่ิมให้กับสารสนเทศ ทาให้สารสนเทศมีประโยชน์ และใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้น เทคโนโลยี
สารสนเทศรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีดา้ นตา่ ง ๆ ทจี่ ะรวบรวม จัดเก็บ ใช้งาน ส่งต่อ หรือสอ่ื สารระหว่าง
กัน ในระบบสารสนเทศนั้นประกอบด้วย 5 ส่วนหลักๆ ได้แก่ บุคลากร ขั้นตอนการทางาน ซอฟต์แวร์
ฮาร์ดแวร์ และข้อมูล ปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสาคัญต่อวิถีชีวิตของประชาชน ทั้งด้านการ
ตดิ ต่อสือ่ สาร การเปน็ แหลง่ ขอ้ มลู ความรู้ การดาเนนิ ธรุ กจิ และอนื่ ๆ อีกนับไมถ่ ว้ น

เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) มาจากคาว่า “เทคโนโลยี” รวมกับคาว่า
“สารสนเทศ” “เทคโนโลยี” หมายถึง ส่ิงท่ีมนุษย์พัฒนาขึ้น เพ่ือช่วยในการทางานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ
เข่น อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรวัสดุ หรือ แม้กระท่ังสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ระบบหรือกระบวนการ
ตา่ ง ๆ เพ่ือให้การดารงชีวิตของมนุษย์ง่ายและสะดวกยงิ่ ขึ้น “สารสนเทศ” หมายถงึ ข้อมูล ข้อเท็จจริง
ขา่ วสาร ความรู้ ที่ได้มีการบันทึก ประมวลหรือดาเนินการด้วยวิธีใดๆไว้ และสามารถนาไปใช้ประโยชน์
และเผยแพร่ทั้งส่วนบุคคลและสังคม ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การนาเอา
เทคโนโลยีมาใช้สร้างมูลค่าเพ่ิมให้กับสารสนเทศ ทาให้สารสนเทศมีประโยชน์ และใช้งานได้กว้างขวาง
มากข้ึน เทคโนโลยีสารสนเทศรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่จะรวบรวม จัดเก็บ ใช้งาน ส่งต่อ
หรือสื่อสารระหว่างกัน เทคโนโลยีสารสนเทศเก่ียวข้องโดยตรงกับเครื่องมือเคร่ืองใช้ในการจัดการ
สารสนเทศ ซึ่งได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง ขั้นตอน วิธีการดาเนินการ ซ่ึงเก่ียวข้อง
กับซอฟต์แวร์ เก่ียวข้องกับตัวข้อมูล เกี่ยวข้องกับบุคลากร เก่ียวข้องกับกรรมวิธีการดาเนินงานเพ่ือให้
ข้อมูลเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้แล้วยังรวมไปถึง โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์ โทรสาร หนังสือพิมพ์
นติ ยสารตา่ งๆ ฯลฯ

5

องคป์ ระกอบของระบบสารสนเทศ

ในระบบสารสนเทศน้ันประกอบด้วย 5 ส่วนหลักๆ ได้แก่ บุคลากร ขั้นตอนการทางาน ซอฟต์แวร์
ฮาร์ดแวร์ และขอ้ มูล

1) บุคลากร เป็นองค์ประกอบที่สาคญั เพราะบุคลากรท่ีมีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจวธิ ีการใน
การดาเนินการ และจัดการเก่ียวกับสารสนเทศท้ังหมด บุคลากรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศ

2) ข้นั ตอนการปฏิบัติ หมายถงึ ระเบยี บวธิ กี ารปฏิบัตงิ านในการจัดเก็บรกั ษาขอ้ มูลให้อยู่ในรปู แบบที่
จะทาใหเ้ ปน็ สารสนเทศได้ เชน่ การกาหนดให้มกี ารปอ้ นข้อมลู ทุกวนั การปรบั ปรุงแก้ไขข้อมลู ให้ถกู ตอ้ ง
อยู่เสมอ

3) เครื่องคอมพิวเตอร์ หรอื ฮาร์ดแวร์ เป็นอุปกรณท์ ่ีประมวลผลข้อมลู เพือ่ สร้างข้อมูลสารสนเทศ ซึ่ง
ประกอบดว้ ยคีย์บอรด์ เมาส์ จอภาพ หนว่ ยระบบ และอปุ กรณอ์ ่นื ๆ เคร่อื งคอมพวิ เตอร์หรือฮาร์ดแวร์

จะถกู ควบคมุ โดยซอฟตแ์ วรเ์ ปน็ เครือ่ งมือท่ชี ่วยในการจัดการสารสนเทศ

4) ซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมในระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ระบบ ( System
Software) และซอฟท์แวร์แอพพลิเคช่ัน (Application Software) เป็นชุดคาส่ังที่เรียงเป็นลาดับ
ข้นั ตอน

มหี น้าท่สี ง่ั ให้เครือ่ งคอมพิวเตอรท์ างานตามวตั ถุประสงค์ และประมวลผลเพ่ือให้ไดส้ ารสนเทศท่ตี ้องการ

5) ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือเร่ืองราวท่ีเกี่ยวข้องกับบุคคล วัตถุหรือสถานท่ี ข้อมูลมีความสาคัญอย่าง
ย่ิงเพราะใช้เป็นเคร่ืองช่วยในการวางแผนงานการบริหารจัดการ ดังนั้นข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มี
ความเท่ยี งตรง สามารถเชือ่ ถอื ได้ มคี วามเป็นปจั จบุ ัน สามารถตรวจสอบได้ และมีความสมบรู ณ์ชดั เจน

บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศในปจั จบุ ัน

ในปจั จบุ ัน เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้การกระจายขอ้ มูลข่าวสารเป็นไปอยา่ งรวดเร็ว และยังส่ือสาร
แบบสองทิศทาง ด้วยเหตุน้ีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมจึง
แตกตา่ งจากในอดีตมาก ดังจะเห็นได้จากวิกฤตการณ์ทางด้านเศรษฐกิจจากประเทศหน่ึงมีผลกระทบต่อ
ประเทศอน่ื ๆ อย่างรวดเรว็ และกว้างขวาง ผลของความก้าวหนา้ ทางดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศทาให้เกิด
แนวโน้มการเปล่ยี นแปลงท่ีสาคัญหลายด้าน อาทิเชน่

- การเปลี่ยนเป็นสังคมสารสนเทศ ปัจจุบันสังคมโลกกาลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสารสนเทศ โดย
คอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารมีบทบาทในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การซ้ือสินค้าและบริการทาง
อินเทอร์เน็ต การทางานผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รวมถึงก่อให้เกิดสังคมออนไลน์ท้ังเว็บบล็อก (Web
Blog) เว็บไซต์วีดิโอออนไลน์ เว็บไซตโ์ ซเชยี ลเน็ตเวิรค์ เป็นตน้

6

- การทางานทีไ่ ร้เงอ่ื นไขของเวลาและสถานท่ี เทคโนโลยสี ารสนเทศทาใหเ้ กดิ สภาพทางการทางานแบบ
ทุกสถานที่และทุกเวลา โดยการโต้ตอบผ่านระบบเครือข่าย ทาให้ขยายขอบเขตการทางานไปทุกหนทุก
แหง่ และดาเนินการไดต้ ลอด 24 ช่ัวโมง

- ระบบเศรษฐกิจเช่ือมโยงท่ัวโลก เทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจซ่ึงเปลี่ยนจากระบบ
แห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีสารสนเทศมีส่วนเอื้ออานวยให้การดาเนินการมีขอบเขต
กวา้ งขวางมากย่งิ ขนึ้ ระบบเศรษฐกจิ ของโลกจงึ ผูกพนั กับทกุ ประเทศและเช่ือมโยงกันแนบแน่นข้ึน

- เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศได้ถูกนามาประยุกต์ใช้งานใหม่ๆ เชน่ ระบบระบพุ ิกัด
บนพ้ืนโลก (Global Positioning System, GPS) ซงึ่ สามารถกาหนดพิกัดของสถานท่ีต่าง ๆ การสารวจ
การเดินทาง และใช้เป็นระบบติดตามรถยนต์ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีดาวเทียมสารวจระยะไกล
(Remote Sensing) ซ่ึงนามาประยุกต์ใช้กับการสืบค้นข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมทางอินเทอร์เน็ต เช่น
โปรแกรม Google Earth

เทคโนโลยี หมายถึงการใช้เคร่อื งมือให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในการแก้ปญั หา ผ้ทู ่ีนาเอาเทคโนโลยีมา
ใช้ เรียกว่านกั เทคโนโลยี (Technologist) (boonpan edt01.htm)

เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technology) ตามรูปศัพท์ เทคโน (วิธีการ) + โลยี(วิทยา)
หมายถึง ศาสตร์ทวี่ ่าด้วยวิธีการทางการศึกษา ครอบคลุมระบบการนาวิธีการ มาปรับปรุงประสิทธิภาพ
ของการศึกษาให้สูงขึ้นเทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัสดุ อุปกรณ์
และวิธีการ (boonpan edt01.htm) สภาเทคโนโลยีทางการศึกษานานาชาติได้ให้คาจากัดความของ
เทคโนโลยีทางการศึกษา ว่าเป็นการพัฒนาและประยุกต์ระบบเทคนิคและอุปกรณ์ ให้สามารถนามาใช้
ในสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพ่ือสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ของคนให้ดียิ่งขึ้น (boonpan
edt01.htm)

ดร.เปร่ือง กุมทุ ได้กล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาว่า เป็นการขยายขอบข่ายของการใช้ส่ือ
การสอน ให้กว้างขวางข้ึนทั้งในด้านบุคคล วัสดุเคร่ืองมือ สถานท่ี และกิจกรรมต่างๆในกระบวนการ
เรียนการสอน (boonpan edt01.htm)

Edgar Dale กล่าวว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา ไม่ใช่เคร่ืองมือ แต่เป็นแผนการหรือวิธีการทางานอย่าง
เป็นระบบ ใหบ้ รรลุผลตามแผนการ (boonpan edt01.htm)

นอกจากน้ีเทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นการขยายแนวคิดเก่ียวกับโสตทัศนศึกษา ให้กว้างขวางยิ่งข้ึน
ทั้งน้ี เนื่องจากโสตทัศนศึกษาหมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับการใช้ตาดูหูฟัง ดังนั้นอุปกรณ์ในสมัยก่อนมัก
เนน้ การใช้ประสาทสัมผัส ด้านการฟังและการดูเป็นหลัก จงึ ใช้คาวา่ โสตทศั นอุปกรณ์ เทคโนโลยที างการ
ศึกษา มีความหมายที่กว้างกว่า ซึ่งอาจจะพิจารณาจาก ความคิดรวบยอดของเทคโนโลยีได้เป็น 2
ประการ คือ

7

1. ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ ตามความคิดรวบยอดน้ี เทคโนโลยีทางการ
ศึกษาหมายถึง การประยุกต์วิทยาศาสตร์กายภาพ ในรูปของสิ่งประดิษฐ์ เช่น เคร่ืองฉายภาพยนตร์
โทรทัศน์ ฯลฯ มาใช้สาหรับการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นส่วนใหญ่ การใช้เคร่ืองมือเหล่านี้ มักคานึงถึง
เฉพาะการควบคุมให้เคร่ืองทางาน มักไม่คานึงถึงจิตวิทยาการเรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล และการเลือกสื่อให้ตรงกับเนื้อหาวิชา ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษา ตาม
ความคิดรวบยอดน้ี ทาให้บทบาทของเทคโนโลยีทางการศึกษาแคบลงไป คือมีเพียงวัสดุ และอุปกรณ์
เท่านั้น ไมร่ วมวิธีการ หรือปฏกิ ิริยาสมั พนั ธ์อื่น ๆ เขา้ ไปด้วย ซ่ึงตามความหมายนีก้ ็คือ “โสตทัศนศกึ ษา”
นน่ั เอง

2. ความคิดรวบยอดทางพฤติกรรมศาสตร์ เป็นการนาวิธีการทางจิตวิทยา มนุษยวิทยา
กระบวนการกลุ่ม ภาษา การสื่อความหมาย การบริหาร เคร่ืองยนต์กลไก การรับรู้มาใช้ควบคู่กับผลิต
กรรมทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เพื่อให้ผู้เรียน เปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยิ่งข้ึนมิใช่เพียงการใช้เคร่ืองมืออุปกรณ์เท่าน้ัน แต่รวมถึงวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วย มิใช่วัสดุ
หรอื อปุ กรณ์ แต่เพยี งอย่างเดยี ว (boonpan edt01.htm)

เปา้ หมายของเทคโนโลยกี ารศกึ ษา

1. การขยายพิสัยของทรัพยากรของการเรียนรู้ กล่าวคือ แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ มิได้
หมายถึงแต่เพียงตารา ครู และอุปกรณ์การสอน ท่ีโรงเรียนมีอยู่เท่าน้ัน แนวคิดทางเทคโนโลยี ทาง
การศึกษา ต้องการให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนจากแหล่งความรู้ท่ีกว้างขวางออกไปอีก แหล่งทรัพยากรการ
เรียนรคู้ รอบคลมุ ถงึ เรอื่ งต่างๆ เชน่

1.1 คน คนเป็นแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ท่ีสาคัญซึ่งได้แก่ ครู และวิทยากรอื่น ซึ่งอยู่
นอกโรงเรียน เช่น เกษตรกร ตารวจ บรุ ษุ ไปรษณีย์ เปน็ ต้น

1.2 วัสดุและเคร่ืองมือ ได้แก่ โสตทัศนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ วิทยุ
โทรทัศน์ เครือ่ งวิดีโอเทป ของจริงของจาลองส่ิงพิมพ์ รวมไปถงึ การใช้สือ่ มวลชนต่างๆ

1.3 เทคนิค-วิธีการ แต่เดิมน้ันการเรียนการสอนส่วนมาก ใช้วิธีให้ครูเป็นคนบอก
เน้ือหา แก่ผู้เรียนปัจจุบนั นั้น เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นควา้ ด้วยตนเองได้มากที่สุด ครูเปน็ เพียง ผู้
วางแผนแนะแนวทางเท่านัน้

1.4 สถานท่ี อันได้แก่ โรงเรียน ห้องปฏิบัติการทดลอง โรงฝึกงาน ไร่นา ฟาร์ม ที่ทา
การรฐั บาล ภูเขา แม่นา้ ทะเล หรอื สถานทใ่ี ด ๆ ท่ชี ่วยเพมิ่ ประสบการณ์ทด่ี ีแก่ผูเ้ รยี นได้

2. การเน้นการเรียนรู้แบบเอกบุคคล ถึงแม้นักเรยี นจะล้นชั้น และกระจัดกระจาย ยากแก่การ
จัดการศึกษาตามความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ นักการศึกษาและนักจิตวิทยาได้พยายามคิด หาวิธี
นาเอาระบบการเรยี นแบบตวั ต่อตวั มาใช้ แตแ่ ทนทีจ่ ะใชค้ รสู อนนักเรยี นทีละคน เขาก็คิด ‘แบบเรยี น

8

โปรแกรม’ ซึ่งทาหน้าที่สอน ซ่ึงเหมือนกับครูมาสอน นักเรียนจะเรียนด้วยตนเอง จากแบบเรียนด้วย
ตนเองในรูปแบบเรียนเป็นเล่ม หรือเคร่ืองสอนหรือสื่อประสมหลายๆ อย่าง จะเรียนช้าหรือเร็วก็ทาได้
ตามความสามารถของผูเ้ รียนแตล่ ะคน

3. การใช้วิธีวิเคราะห์ระบบในการศึกษา การใช้วิธีระบบ ในการปฏิบัติหรือแก้ปัญหา เป็น
วิธีการท่ีเป็นวิทยาศาสตร์ ท่ีเชื่อถือได้ว่าจะสามารถแก้ปัญหา หรือช่วยให้งานบรรลุเป้ าหมายได้
เนือ่ งจากกระบวนการของวิธรี ะบบ เปน็ การวิเคราะห์องค์ประกอบของงานหรือของระบบ อย่างมีเหตุผล
หาทางใหส้ ่วนตา่ ง ๆ ของระบบทางาน ประสานสมั พนั ธก์ นั อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

4. พฒั นาเคร่ืองมอื -วัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษา วัสดุและเคร่ืองมือต่าง ๆ ท่ีใช้ในการศึกษา หรือ
การเรียนการสอนปัจจุบันจะต้องมีการพัฒนา ให้มีศักยภาพ หรือขีดความสามารถในการทางานให้สูง
ยิ่งข้ึนไปอีก

1.3 แนวคิดพน้ื ฐานของนวัตกรรมทางการศกึ ษา
ปจั จัยสาคัญที่มีอิทธิพลอย่างมาก ต่อวิธีการศึกษา ได้แก่แนวความคิดพื้นฐานทางการศึกษาท่ี

เปลย่ี นแปลงไป อนั มผี ลทาใหเ้ กดิ นวตั กรรมการศกึ ษาท่สี าคัญๆ พอจะสรุปได้ 4 ประการ คอื
1.3.1 ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) การจัดการศึกษาของไทยได้ให้

ความสาคัญในเร่ืองความแตกต่างระหว่างบุคคลเอาไว้อย่างชัดเจนซึ่งจะเห็นได้จากแผนการศึกษาของ
ชาติ ให้มุ่งจดั การศกึ ษาตามความถนัดความสนใจ และความสามารถ ของแตล่ ะคนเปน็ เกณฑ์ ตวั อยา่ งท่ี

9

เห็นได้ชดั เจนได้แก่ การจัดระบบห้องเรยี นโดยใช้อายเุ ป็นเกณฑบ์ ้าง ใชค้ วามสามารถเป็นเกณฑ์
บ้าง นวัตกรรมทเี่ กิดข้นึ เพอื่ สนองแนวความคดิ พ้นื ฐานนี้ เชน่

- การเรยี นแบบไมแ่ บง่ ช้ัน (Non-Graded School)
- แบบเรียนสาเรจ็ รปู (Programmed Text Book)
- เคร่อื งสอน (Teaching Machine)
- การสอนเป็นคณะ (TeamTeaching)
- การจดั โรงเรยี นในโรงเรยี น (School within School)
- เครื่องคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน (Computer Assisted Instruction)
1.3.2 ความพร้อม (Readiness) เดิมทีเดียวเชื่อกันว่า เด็กจะเร่ิมเรียนได้ก็ต้องมีความพร้อมซ่ึง
เป็นพัฒนาการตามธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันการวิจัยทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ ชี้ให้เห็นว่าความพร้อม
ในการเรียนเปน็ สง่ิ ที่สร้างขึ้นได้ ถ้าหากสามารถจดั บทเรียน ให้พอเหมาะกับระดับความสามารถของเด็ก
แตล่ ะคน วชิ าที่เคยเชอ่ื กันว่ายาก และไมเ่ หมาะสมสาหรับเด็กเลก็ กส็ ามารถนามาให้ศึกษาได้ นวตั กรรม
ที่ตอบสนองแนวความคิดพ้ืนฐานนี้ได้แก่ ศูนย์การเรียน การจัดโรงเรียนในโรงเรียน นวัตกรรมท่ี
สนองแนวความคิดพน้ื ฐานดา้ นน้ี เชน่

- ศูนย์การเรียน (Learning Center)
- การจัดโรงเรียนในโรงเรยี น (School within School)
- การปรบั ปรงุ การสอนสามชน้ั (Instructional Development in 3 Phases)
1.3.3 การใช้เวลาเพื่อการศึกษา แต่เดิมมาการจัดเวลาเพ่ือการสอน หรือตารางสอนมักจะจัด
โดยอาศัยความสะดวกเป็นเกณฑ์ เช่น ถือหน่วยเวลาเป็นช่ัวโมง เท่ากันทุกวิชา ทุกวันนอกจากน้ันก็ยัง
จดั เวลาเรียนเอาไว้แน่นอนเปน็ ภาคเรียน เปน็ ปี ในปัจจุบันได้มคี วามคิดในการจัดเป็นหน่วยเวลาสอนให้
สัมพันธ์กับลักษณะของแต่ละวิชาซึ่งจะใช้เวลาไม่เท่ากัน บางวิชาอาจใช้ช่วงส้ันๆ แต่สอนบ่อยคร้ัง การ
เรียนก็ไม่จากัดอยูแ่ ต่เฉพาะในโรงเรียนเท่านัน้ นวัตกรรมทสี่ นองแนวความคิดพ้นื ฐานด้านนี้ เช่น
- การจัดตารางสอนแบบยดื หย่นุ (Flexible Scheduling)
- มหาวิทยาลยั เปิด (Open University)
- แบบเรยี นสาเรจ็ รปู (Programmed Text Book)
- การเรียนทางไปรษณยี ์

10

1.3.4 ประสิทธิภาพในการเรียน การขยายตัวทางวิชาการ และการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทา
ให้มีส่ิงต่างๆ ที่คนจะต้องเรียนรู้เพ่ิมขึ้นมาก แต่การจัดระบบการศึกษาในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพ
เพยี งพอจึงจาเป็นต้องแสวงหาวิธีการใหม่ทม่ี ีประสิทธิภาพสูงข้ึน ทงั้ ในด้านปัจจยั เกีย่ วกับตัวผ้เู รียน และ
ปจั จยั ภายนอก นวัตกรรมในด้านนท้ี ่เี กิดข้ึน เช่น

- มหาวิทยาลัยเปดิ
- การเรียนทางวิทยุ การเรียนทางโทรทัศน์
- การเรยี นทางไปรษณีย์ แบบเรียนสาเรจ็ รปู
- ชดุ การเรียน
นวตั กรรมทางการศกึ ษาที่สาคญั ของไทยในปัจจุบนั (2546)
นวัตกรรม เป็นความคิดหรือการกระทาใหม่ๆ ซ่ึงนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญในแต่ละวงการจะมี
การคิดและทาส่ิงใหม่อยู่เสมอ ดังน้ันนวตั กรรมจึงเป็นส่ิงที่เกิดขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ สิ่งใดที่คดิ และทามานาน
แลว้ กถ็ ือว่าหมดความเปน็ นวัตกรรมไป โดยจะมสี ่ิงใหมม่ าแทน
ในวงการศกึ ษาปัจจบุ นั มีสง่ิ ท่เี รียกว่านวตั กรรมทางการศกึ ษา หรือนวตั กรรมการเรียนการสอน อยู่เปน็
จานวนมาก บางอย่างเกิดข้ึนใหม่ บางอย่างมีการใช้มาหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ยังคงถือว่าเป็น นวัตกรรม
เน่ืองจากนวตั กรรมเหลา่ นนั้ ยังไมแ่ พร่หลายเปน็ ที่รู้จักท่วั ไป ในวงการศึกษา

11

นวตั กรรมทางการศึกษาตา่ งๆ ท่กี ลา่ วถึงกนั มากในปัจจบุ นั

E-learning

ความหมาย e-Learning เป็นคาท่ีใช้เรียกเทคโนโลยีการศึกษาแบบใหม่ ท่ียังไม่มีช่ือภาษาไทย
ท่ีแน่ชัด และมีผู้นิยามความหมายไว้หลายประการ ผศ.ดร.ถนอมพร เลาะจรัสแสง ให้คานิยาม E-
Learning หรือ Electronic Learning ว่า หมายถึง “การเรียนผ่านทางส่ืออิเลคทรอนิกส์ซึ่งใช้การ
นาเสนอเนื้อหาทางคอมพวิ เตอร์ในรปู ของส่ือมัลติมเี ดียไดแ้ ก่ ขอ้ ความอิเลคทรอนกิ ส์ ภาพน่ิง

ภาพกราฟิก วดิ โี อ ภาพเคลือ่ นไหว ภาพสามมิติฯลฯ”เชน่ เดยี วกบั คณุ ธิดาทิตย์ จันคนา ท่ใี ห้ความ

หมายของ e-learning า่ หมายถึงการศึกษาทเี่ รยี นรผู้ ่านเครือขา่ ยอินเตอร์เน็ตโดยผู้เรยี นรจู้ ะเรียนรู้ ด้วย
ตัวเองการเรียนรู้จะเป็นไปตามปัจจัยภายใต้ทฤษฎีแห่งการเรียนรู้สองประการคือ เรียนตามความรู้
ความสามารถของผู้เรียนเอง และ การตอบสนองใน ความแตกต่างระหว่างบคุ คล(เวลาท่แี ต่ละบุคคลใช้
ในการเรียนรู้)การเรียนจะกระทาผา่ นสื่อบนเครือข่ายอินเตอรเ์ น็ต โดยผู้สอนจะนาเสนอข้อมูลความรู้ให้
ผู้เรียนได้

ทาการศกึ ษาผ่านบริการ World Wide Web หรือเวปไซด์ โดยอาจใหม้ ีปฏิสัมพันธ์ (สนทนา โต้ตอบ ส่ง
ข่าวสาร) ระหว่างกัน จะท่มี ีการ เรยี นรู้ ูใ้ นสามรูปแบบคือ ผสู้ อนกบั ผ้เู รยี น ผเู้ รียนกับผูเ้ รยี นอกี คนหน่ึง
หรือผูเ้ รียนหนึง่ คนกบั กลมุ่ ของผเู้ รียน ปฏสิ ัมพันธ์น้สี ามารถ กระทา ผา่ นเคร่อื งมอื สองลักษณะคือ

1. ) แบบ Real-time ได้แก่การสนทนาในลักษณะของการพิมพ์ข้อความแลกเปล่ียนข่าวสารกัน หรือ
สง่ ในลกั ษณะของเสยี ง จากบริการของ Chat room

2. ) แบบ Non real-time ได้แก่การส่งข้อความถึงกันผ่านทางบริการ อิเลคทรอนิคเมลล์ WebBoard
News-group เปน็ ตน้

ความหมายของ e-Learning ทม่ี ีปรากฏอยใู่ นส่วนคาถามทถ่ี กู ถามบ่อย (Frequently Asked Question
: FAQ) ในเวป www.elearningshowcase.com ให้นิยามว่า e-Learning มีความหมาย เดียวกับ
Technology-based Learning นั้นคือการศกึ ษาที่อาศัยเทคโนโลยีมาเปน็ ส่วนประกอบท่ี สาคัญ

ความหมายของ e-Learning ครอบคลุมกว้างรวมไปถึงระบบโปรแกรม และขบวนการท่ี
ดาเนินการ ตลอดจนถึงการศึกษาท่ีใช้ ้คอมพิวเตอร์เป็นหลักการศึกษาท่ีอาศัยWebเป็นเคร่ืองมือหลัก
การศึกษาจากห้องเรียนเสมือนจริง และการศึกษาที่ใช้ การทางานร่วมกันของอุปกรณ์อิเลคทรอนิค
ระบบดิจิตอล ความหมายเหล่านี้มาจากลักษณะของการส่งเนื้อหาของบทเรียนผ่านทาง อุปกรณ์
อิเลคทรอนคิ ซึ่งรวมท้ังจากในระบบอินเตอร์เน็ต ระบบเครือขา่ ยภายใน (Intranets) การ ถา่ ยทอดผ่าน
สญั ญาณทีวี และการใช้ซดี ีรอม อย่างไรก็ตาม e-Learning จะมีความหมายในขอบเขต ท่ีแคบกวา่

12

การศึกษาแบบทางไกล (Long distance learning) ซึ่งจะรวมการเรียนโดยอาศัยการส่ง ข้อความหรือ
เอกสารระหว่างกันและชั้นเรียนจะเกิดขึ้นในขณะท่ีมีการเขียนข้อความส่งถึงกัน การนิยามความหมาย
แก่ e-learning Technology-based learning และ Web-based Learning ยังมี ความแตกต่างกัน
ตามแต่องค์กร บุคคลและกลุ่มบุคคลแต่ละแห่งจะให้ความหมาย และคาดกันว่าคา ว่าe-Learning ที่มี
การใช้มาตั้งแต่ปี คศ. 1998 ในท่สี ุดก็จะเปลี่ยนไปเป็น e-Learning เหมอื นอยา่ ง กับที่มีเปลี่ยนแปลงคา
เรียกของ e-Business

เม่ือกล่าวถึงการเรียนแบบ Online Learning หรือ Web-based Learning ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึง ของ
Technology-based Learning nีม่ กี ารเรียนการสอนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต และ เอ็กทรา
เน็ต (Extranet) พบว่าจะมีระดับ การจัดการที่แตกต่างกันออกไป Online Learning ปกติจะ
ประกอบด้วยบทเรียนที่มีข้อความและรูปภาพ แบบฝึกหัดแบบทดสอบ และบันทึกการเรียน อาทิ
คะแนนผลการทดสอบ(test score) และบันทึกความก้าวหน้าของการเรียน(bookmarks) แต่ถ้าเป็น
Online Learning ท่สี ูงข้ึนอกี ระดบั หน่งึ โปรแกรมของการเรียนจะประกอบดว้ ยภาพเคล่อื นไหว แบบ

จาลอง สื่อที่เป็นเสียง ภาพจากวิดโี อ กลุ่มสนทนาทั้งในระดับเดียวกนั หรือในระดับผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์
ท่ีปรึกษาแบบออนไลน์ (Online Mentoring) จุดเช่ือมโยงไปยังเอกสารอ้างอิงท่ีมีอยู่ ในบริการของเวป
และการส่อื สารกับระบบทบี่ ันทึกผลการเรียน เปน็ ตน้

การเรียนรู้แบบออนไลน์หรือ e-learning การศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
อินเทอร์เน็ต(Internet) หรืออินทราเน็ต(Intranet) เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตาม
ความสามารถและความสนใจของตน โดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพเสียง
วิดีโอและมลั ติมีเดยี อ่ืนๆ จะถูกสง่ ไปยังผู้เรียนผ่าน Web Browser โดยผู้เรียน ผสู้ อน และ เพอื่ นร่วมชั้น
เรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปล่ียนความคิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับ การเรียนในช้ัน
เรียนปกติ โดยอาศยั เคร่ืองมือการติดต่อ ส่ือสารที่ทันสมยั (e-mail, web-board, chat) จึงเป็นการเรยี น
สาหรบั ทกุ คน, เรยี นไดท้ กุ เวลา และทกุ สถานที่ (Learn for all : anyone, anywhere and anytime)

บทที่ 2

ความรเู้ บอ้ื งตน้ เกย่ี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ

1.คอมพวิ เตอรแ์ ละอนิ เทอรเ์ นต็
คอมพิวเตอร์ คือ เครื่องคานวณอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้วิธีทางคณิตศาสตร์ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์ (ส่วน

ตัวเครื่องและอุปกรณ์) และซอฟต์แวร์ (ส่วนชุดคาสั่ง หรือโปรแกรมท่ีส่ังให้คอมพิวเตอร์ทางาน) สามารถ
ทางานคานวณผล และเปรียบเทียบคา่ ตามชดุ คาส่ังดว้ ยความเรว็ สงู อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง และอัตโนมัติ.
อินเทอร์เน็ต (Internet) หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ มีการเช่ือมต่อระหว่างเครือข่าย
หลาย ๆ เครือข่ายทั่วโลก โดยใชภ้ าษาทใี่ ช้สื่อสารกนั ระหวา่ งคอมพิวเตอร์ท่ีเรียกวา่ โพรโทคอล (protocol)
ผใู้ ชเ้ ครือขา่ ยน้ีสามารถสอ่ื สารถึงกนั ได้ในหลาย ๆ ทาง อาทิ อีเมล์ เวบ็ บอร์ด และสามารถสบื ค้นข้อมูลและ
ขา่ วสารตา่ ง ๆ รวมทง้ั คดั ลอกแฟ้มข้อมลู และโปรแกรมมาใช้ได้
2.ววิ ฒั นาการของสารสนเทศ

อดีตมนุษย์ยังไม่มีภาษาท่ีใช้สาหรับการส่ือสาร เมื่อเกิดมีเหตุการณ์ (Event) อะไร เกิด ข้ึน ก็ไม่
สามารถถ่ายทอด หรือเผยแพร่แก่บุคคลอ่ืน หรือสังคมอ่ืนได้ อย่างถูกต้องตรงกัน ระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับ
สาร จึงมีการคิดใช้สัญลกั ษณ์ (Symbol) หรือเครื่องหมาย ทาหน้าที่ส่ือ ความหมายแทนเหตุการณ์ดังกล่าว
จึงมีการใช้กฎ และสูตร (Rule & Formulation) มาใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเกิดมาจากสาเหตใุ ด
หรือเกิดมาจากสารใดผสมกับสารใด เป็นต้น จากน้ันเมื่อ มนุษย์มีภาษา สาหรับการสื่อสารแล้ว ก็เกิดมี
ข้อมูล (Data) เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นมามากมาย ทั้งจากภายในสังคมเดียวกัน หรือจากสังคม
อ่ืนๆ เพื่อให้ได้คาตอบท่ีถูกต้อง ทาให้ต้องมีการวิเคราะห์ หรือประมวลผล ข้อมูลให้มีสถานภาพเป็น
สารสนเทศ (Information) ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ หรือผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคมีการสะสม เพ่ิมพูน
สารสนเทศมากๆเข้าและมีการเรียนรู้ (Learning) จนเกิดความเข้าใจ (Understanding) ก็จะเป็นการ
พฒั นา สารสนเทศที่มีอยู่ในตนเองเป็นองค์ความรู้ (Knowledge) เน่ืองจากมนุษย์เป็นผูท้ ่ีมีสติ (สัมปชญั ญะ)
(Intellect) รู้จักใช้ เหตุและผล (Reasonable) กับความรู้ที่ตนเองมีอยู่ก็จะมีการพัฒนาความรู้เป็นปัญญา
(Wisdom) ในท่สี ดุ ดังแสดงได้ ตาม ภาพขา้ งล่างน้ี

14

3.ความหมายของสารสนเทศ
สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลตา่ งๆ ท่ไี ด้ผา่ นการเปล่ียนแปลงหรอื มี การประมวลหรือ

วเิ คราะห์ผลสรุปดว้ ยวธิ ีการต่างๆ ใหอ้ ยใู่ นรูปแบบท่ีมีความสัมพันธก์ นั มคี วามหมาย มีคุณค่าเพ่ิมขน้ึ และมี
วตั ถปุ ระสงค์ในการใชง้ าน สามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ได้ เช่น การเก็บข้อมูล การขายรายวันแล้วนาการ
ประมวลผล เพอื่ หาว่าสินค้าใดมียอดขายสงู ท่ีสุด เพ่อื จัดทาแผนการขายในเดือนต่อไป เป็นต้น ซ่งึ
สารสนเทศมีประโยชน์ คือ

1. ใหค้ วามรู้
2. ทาใหเ้ กิดความคดิ และความเขา้ ใจ
3. ทาให้เห็นสภาพปัญหา สภาพการเปลีย่ นแปลงวา่ กา้ วหน้าหรือตกต่า
4. สามารถประเมินค่าได้
แหลง่ ท่มี าของขอ้ มลู สารสนเทศ
1. ข้อมูลภายใน หมายถึง ข้อมลู ทเี่ กิดข้ึนภายในองคก์ รนน้ั ไดแ้ ก่ ข้อมูล การปฏบิ ตั ิงาน ที่เก่ยี วข้อง
เช่น ข้อมูลงานบุคลากร ข้อมูลงานกจิ การนักเรียน
2. ขอ้ มูลภายนอก หมายถึง ข้อมูลท่ีเกิดขนึ้ นอกองค์กร ข้อมลู หน่วยงานอน่ื ๆ
ประโยชน์ของสารสนเทศ
1. ใหค้ วามรู้ทาให้เกิดความคิดและความเข้าใจ
2. ใช้ในการวางแผนการบริหารงาน
3. ใช้ประกอบการตดั สนิ ใจ
4. ใช้ในการควบคุมสถานการณ์ หรอื เหตุการณ์ที่จะเกดิ ขนึ้
5. เพ่อื ให้การบรหิ ารงานมรี ะบบ ลดความซา้ ซ้อน
แนวทางในการจัดทาระบบสารสนเทศ
1. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
2. การตรวจสอบข้อมูล
3. การประมวลผล
4. การจัดเก็บข้อมูล
5. การวิเคราะห์
6. การนาไปใช้

15

สารสนเทศ คืออะไร
สารสนเทศ คอื ขอ้ มลู ข่าวสาร ความคิดเหน็ หรอื ประสบการณ์ ในรูปแบบต่าง ๆ เชน่ ตวั อกั ษร

ตวั เลข สัญลักษณ์ รูปภาพ เสยี ง ที่ผ่านกระบวนการประมวลผล และบนั ทึกไวอ้ ย่างเป็นระบบตามหลัก
วชิ าการในส่ือประเภทต่าง ๆ เชน่ หนังสือ วารสาร หนงั สอื พิมพ์ วดี โี อ ซดี รี อม ฐานข้อมูลอเิ ล็กทรอนิกส์
ฯลฯ เพ่ือนาออกเผยแพร่ และใชป้ ระโยชน์ไม่วา่ จะเปน็ เรื่องของการบริหาร การบรกิ าร การ
ผลติ การศึกษา การแพทย์สาธารณสขุ ธุรกจิ การค้า การคมนาคม และอ่นื ๆ
สารสนเทศ คอื อะไร

สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิตของมนุษย์ หรืออาจกล่าวได้ว่า
สารสนเทศ เกิดจากการนาข้อมูล ผ่านระบบการประมวลผล คานวณ วิเคราะห์และแปลความหมายเป็น
ขอ้ ความที่สามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ได้

เชน่ สารสนเทศท่เี ปน็ ความรูท้ เี่ กิดจากวิทยุ โทรศัพท์มือถือ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ รอบตัวเราซง่ึ อาจมา
จาก วิทยุ โทรทัศน์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ดาวเทียม โทรศัพท์ เคร่ืองจักร ท่ีเก่ียวกับสารสนเทศได้ เครื่อง
คอมพิวเตอร์ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ เช่น การฝาก ถอนเงินผ่านเครื่อง ATM การจองต๋ัว
เครือ่ งบนิ การลงทะเบยี น ฯลฯ
สรุป สารสนเทศ คือ ข้อมูล ท่ีผ่านการประมวลผลแลว้ และสามรถนาไปใช้ประโยชน์ได้ ข้อมลู อาจจะอยู่ใน
รปู ของ ตัวอกั ษร ตัวเลข สัญลักษณ์ รปู ภาพ หรือเสยี ง
4.ความสาคญั ของสารสนเทศ
ความสาคัญของสารสนเทศ

สารสนเทศได้กลายมาเป็นปัจจัยสาคัญต่อการดาเนินชีวิตของคนในสังคมปัจจุบัน ในองค์กรต่างๆ
สารสนเทศได้กลายเป็นทรัพย์สินอันมีค่า จนมีคากลา่ วว่าสารสนเทศ คือ อานาจ (Information is power)
ใครที่มีสารสนเทศมากก็จะสามารถควบคุมหรือต่อรองได้ ฝ่ายท่ีมีสารสนเทศมากกว่ามักจะได้เปรียบคู่แข่ง
เสมอ จนอาจนาไปสูย่ ุค “ สงครามขอ้ มูลขา่ วสาร ” ได้

ดังน้นั สารสนเทศจงึ มปี ระโยชนม์ ากมาย เชน่ ชว่ ยลดความอยากรู้ คลายความสงสัย ชว่ ยแกป้ ญั หา
ช่วยวางแผนและการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง สารสนเทศจึงช่วยพัฒนาบุคคล ช่วยการปฏิบัติงาน ช่วยใน
การดาเนินชีวิต ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาสงั คมและประเทศ สารสนเทศจึงมีความสาคญั ตอ่ บุคคล องค์กร และ
สังคม ดังนี้

1 ความสาคัญของสารสนเทศตอ่ บุคคลและต่อองค์กร
ในชีวิตประจาวัน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การประกอบอาชีพ หรือการดารงชีพ สารสนเทศมี
บทบาทตอ่ มนษุ ยม์ ากเกินกว่าทบ่ี างคนตระหนักถงึ
ในด้านการปฏิบัติงานและในการจดั การ สารสนเทศที่ถูกตอ้ งนบั เปน็ องคป์ ระกอบสาคญั โดยเฉพาะ
การแกป้ ญั หา การตดั สินใจ และการปฏิบตั ิงานให้บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
2 ความสาคญั ของสารสนเทศต่อสงั คม

16

สารสนเทศมีความสาคัญตอ่ สงั คม 2 ด้าน คอื ดา้ นการปกครอง และด้านการพฒั นา
ด้านการเมืองการปกครอง สารสนเทศจาเป็นต่อการดาเนินชีวติ และการตัดสินใจของประชาชนอัน
เป็นพืน้ ฐานของสังคม ผู้ปกครองจึงตอ้ งจัดการใหป้ ระชาชนทุกคนสามารถเขา้ ถงึ สารสนเทศทต่ี ้องการได้ จึง
จะเกิดการบรหิ ารท่ีโปร่งใส เป็นสังคมประชาธิปไตย ไมเ่ กิดความวนุ่ วาย
ในด้านการพัฒนา สารสนเทศมีความสาคัญยิ่งท้ังในการเตรียมแผนพัฒนาและการปฏิบัติตามแผน
เช่น สารสนเทศเก่ียวกับชุมชน สารสนเทศเก่ียวกับส่ิงแวดล้อม สารสนเทศเก่ียวกับการเมืองการปกครอง
สารสนเทศเกี่ยวกับเทคนิคการแก้ปัญหา สารสนเทศเพ่ือสนับสนุนงานวิจัยหรือการประดิษฐ์ซ่ึงจะช่วยใน
การพฒั นาตอ่ ไป
5.ความสาคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร ได้เข้ามามีความสาคัญในการดารง
ชีวิตของมนษุ ย์ในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยอยู่ในรปู แบบของสอื่ ต่าง ๆ ท้ังเสียง ภาพและตัวอักษร ด้วย
วิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีโทรคมนาคม ระบบมีสายและไร้สาย
รวมท้ังระบบสอื่ มวลชน ความสาคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมี 5 ประการ (Souter 1999:
409) ไดแ้ ก่
1. การส่ือสารถือเป็นส่ิงจาเป็นในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ส่ิงสาคัญที่มีส่วนในการ
พัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ย่อมประกอบด้วย ส่ือที่ใช้ส่ือสาร (Communications media) การ
ส่ือสารโทรคมนาคม (Telecoms) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ตัวอย่าง เช่น
การสร้างภมู กิ ันโรคให้กบั พลเมืองจะมีประสิทธภิ าพยิ่งขนึ้ หากมกี ารบันทึกขอ้ มูลประวตั ิผปู้ ว่ ยหรือข้อมลู อื่น
ๆ ไวใ้ นฐานข้อมูลคอมพวิ เตอร์
2. เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลักที่มากไปกว่าโทรศัพท์และ
คอมพวิ เตอร์ เช่น แฟกซ์ อินเทอรเ์ น็ต อเี มล์ ทาใหส้ ารสนเทศเผยแพรห่ รือกระจาย
ออกไปในท่ีต่าง ๆ ได้สะดวก สิ่งเหล่าน้ีเป็นบริการสาคัญของการส่ือสารโทรคมนาคมท่ีทาให้การใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารมีมากย่งิ ข้ึน
3. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารมีผลให้การใช้งานด้านต่าง ๆ มีราคาถูกลง เช่น การใชแ้ ฟกซ์
และอีเมล์จะถูกกว่า น่าเชื่อถือกว่า และรวดเร็วกว่าการใช้บริการไปรษณีย์แบบเดิม (Post and Courier)
ท้ังนี้หน่วยงานภาคธุรกิจ รัฐบาล และบุคคลท่ัวไปต่างนิยมใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารมากขึ้น
เพราะชว่ ยประหยดั เวลาและเงิน รวมท้งั ทาใหม้ ผี ลติ ผล (Productivity) เพ่มิ ขน้ึ
4. เครือขา่ ยส่ือสาร (Communication networks) ได้รับประโยชน์จากเครือขา่ ยภายนอกเนื่องจาก
จานวนการใช้เครือข่าย จานวนผู้เชอื่ มต่อ และจานวนผู้ซึ่งมีศักยภาพในการเข้าเชื่อมต่อกับเครือข่ายนับวัน
จะเพ่มิ สูงขึน้
5. เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารทาใหฮ้ ารด์ แวรค์ อมพิวเตอร์ และต้นทนุ การใช้ไอซีทีมรี าคา

17

ถกู ลงมาก แม้ว่าการเปน็ เจา้ ของคู่สายโทรศพั ท์หรือคอมพวิ เตอร์ยงั เปน็ สิ่งฟุ่มเฟือยสาหรับคนในสังคมสว่ น
ใหญ่ แตป่ ระชาชนจานวนมากก็เร่ิมมกี าลงั หามาใช้ได้เองแลว้ เชน่ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก
การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซ่ึงเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่
ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ ใยแก้วนาแสง ดาวเทียมสื่อสาร ระบบเครือขา่ ย ซอฟต์แวร์ และมลั ติมีเดีย ประกอบ
กับราคาของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ถูกลงแต่มีขีดความสามารถในการทางานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทาให้มี
แนวโนม้ การนาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาประยกุ ตใ์ ช้งานตา่ ง ๆ มมี ากขึ้นเปน็ ลาดบั

นอกจากนี้ ซเู ตอร์ (Souter, 1999 : 408) ไดใ้ ห้ทรรศนะว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
หรอื ไอซที จี ะชว่ ยอานวยความสะดวกในการพฒั นาประเทศใน 3 ลักษณะ ไดแ้ ก่

1. การลงทุนภายในประเทศของธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัทธรุ กิจระหว่างประเทศจะเลอื กตัดสินใจ
เข้ามาลงทุนในประเทศท่ีพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเป็นลาดับแรก โดยอาศัย
เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารเปน็ ตวั เช่อื มโยงหนว่ ยธุรกจิ ในจดุ ตา่ ง ๆ ทั่วโลก

2. การพัฒนาธุรกิจของกิจการภายในประเทศ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารจะสนบั สนุนการ
ดาเนินธุรกิจของเจ้าของธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงเจ้าของธุรกิจส่งออกในด้านการตลาดข้ามพรมแดน
ระหวา่ งภมู ิภาค (Regional cross-border Markets) และการจ้างงาน

3. การรวมกลุ่มกันทางสังคมและวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทรัพยากรสารสนเทศระหว่างบุคคลและ
ชุมชน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทาให้บุคคลและชุมชนสามารถเข้าถึงสารสนเทศอย่างไร้
ขอบเขต สามารถใช้สารสนเทศตามความต้องการอย่างมีประสิทธิผล สามารถเข้าไปเก่ียวข้องในเรื่อง
นโยบายการวางแผนและการพัฒนา ตลอดจนสามารถร่วมมือกับผู้อืน่ ในการดาเนินการในเรอ่ื งทเ่ี หน็ ตรงกัน
หรือมจี ดุ ประสงคร์ ่วมกนั

สานักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (2541 : 29) ได้กล่าวถึง
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมอื สาคัญอย่างยิง่ ต่อการดาเนนิ งานขององคก์ รหรือหน่วยงานหา้ งร้านตา่ ง ๆ
น้นั มหี ลายข้อดว้ ยกนั สรุปได้ดงั ตอ่ ไปนี้

1. สามารถจดั เก็บข้อมูลจากจดุ เกิดไดอ้ ย่างรวดเร็ว
2. สามารถบนั ทึกข้อมูลจานวนมาก ๆ เอาไวใ้ ช้งาน หรือเอาไว้อ้างอิงการดาเนนิ งาน
3. สามารถคานวณผลลพั ธต์ า่ ง ๆ ไดร้ วดเรว็
4. สามารถสร้างผลลัพธ์ได้หลากหลายรูปแบบ
5. สามารถสง่ สารสนเทศข้อมูล หรอื ผลลัพธท์ ่ีได้จากที่หนง่ึ ไปยังอีกท่หี น่ึงได้ อย่างรวดเร็ว
นอกจากนเี้ ทคโนโลยีโลยสี ารสนเทศยังความสาคัญต่อการพฒั นาประเทศด้านตา่ ง ๆ ได้แก่
1. ด้านเศรษฐกิจ ในประเทศท่ีพัฒนาแล้วมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอย่าง
มาก การขยายตัวของผลผลิต การส่งออกและรายได้จากการผลิตอุปกรณ์ด้านสารสนเทศ กลายเป็น
สินค้าออกท่ีมคี วามสาคัญและมูลค่าสงู มากเปน็ ลาดบั ตน้ ๆ ของสนิ ค้าออกทง้ั หมดของประเทศ
2. ดา้ นการศกึ ษา ระบบสารสนเทศทางการศึกษาเปน็ สง่ิ ทม่ี คี วามสาคัญและจาเป็นอย่างยิ่งต่อการ

18

พัฒนานโยบายการวางแผนและพัฒนาการศึกษา เพราะกระบวนการตัดสินใจในการบริหารย่อมมีระบบ
สารสนเทศเปน็ หวั ใจสาคัญในทุกข้ันตอน การพัฒนาการศึกษาของประเทศ จะประสบความสาเร็จมากน้อย
เพียงใด ย่อมขึน้ อยูก่ บั ระบบขอ้ มูลข่าวสารและระบบสารสนเทศที่ดีเป็นประการสาคัญ การที่จะพัฒนา และ
กระจายการบริการด้านการศึกษาให้เข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด จาเป็นตอ้ งใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ไดแ้ ก่
คอมพวิ เตอร์และอนิ เตอร์เน็ต เปน็ ต้น

3. ด้านสาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนในส่วนของ
สุขภาพอนามัย เช่น การเพ่ิมประสิทธิภาพ ของสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนในการให้บริการแก่
ประชาชน โดยใชเ้ ทคโนโลยีระบบเครอื ข่ายสาธารณสุข การปรกึ ษาผ้ปู ว่ ยผา่ นดาวเทียม เป็นต้น

4. ดา้ นการเกษตร เทคโนโลยสี ารสนเทศช่วยสง่ เสริมประสิทธิภาพของเกษตรกรไทยในเร่ืองการรับรู้
ขา่ วสาร ข้อมลู การตลาด ผลิตผลทางการเกษตร เช่น ราคากลาง ความต้องการในตลาดโลก เป็นตน้ ทาให้
เกษตรกรสามารถตัดสนิ ใจเก่ยี วกบั การผลติ ไดด้ ีขึ้น และสามารถผลิตไดต้ รงกบั ความต้องการของตลาด

5. ด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการส่งเสริมป้องกันและแก้ไขปัญหาทางด้าน
ส่ิงแวดล้อม เช่น การนาคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ของ
กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและส่ิงแวดล้อมเป็นระบบฐานข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติ สาหรับการ
วางแผนด้านส่ิงแวดล้อมในระดับนโยบาย หรือการนาดาวเทียมเข้ามาช่วยในการสารวจและเก็บข้อมูลฐาน
ทรัพยากรธรรมชาติ การนาคอมพวิ เตอรเ์ ข้ามาช่วยในการจดั ระบบจราจร เป็นตน้

6. ด้านอุตสาหกรรมและการบริการ ได้มีการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพในการ
ผลิตและการบริการ เพ่ือให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ท่ีมีคุณภาพสูงขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่าลง เช่น การใช้
คอมพิวเตอรช์ ว่ ยในการออกแบบผลติ ภัณฑ์ หรือการใช้คอมพิวเตอรเ์ ข้าควบคุมกระบวนการผลิต เปน็ ต้น

7. ด้านการท่องเท่ียว เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่วนประกอบหนึ่งในกระบวนการส่งเสริมการ
ท่องเที่ยว เช่น การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการให้บริการข่าวสารข้อมูลแก่นักท่องเท่ียว และอานวยความ
สะดวกในการสารองท่นี ั่ง

8. ด้านการบริการของรัฐ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่
ประชาชน เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ในการสารองต๋ัวโดยสารรถไฟ การใช้คอมพิวเตอร์เพ่ือช่วยตรวจจับ
คนร้าย การพัฒนาระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรลงสคู่ อมพวิ เตอร์ เป็นต้น

9. ด้านอ่ืน ๆ ได้แก่ การติดตอ่ ส่ือสารการจัดสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมต่าง ๆ ทั้งเครือข่ายโทรศัพท์
ในประเทศ เครือข่ายโทรศัพท์ระหว่างประเทศหรือเครือข่ายส่ือสารข้อมูลด้วยดาวเทียมขนาดเล็กการ
บันเทิงต่าง ๆ เช่น การแพรภ่ าพรายการโทรทศั น์ เคเบิลทวี ี เป็นต้น
สรุป เทคโนโลยสี ารสนเทศจงึ มีความสาคัญมากในปัจจบุ ัน และในอนาคต เพราะเทคโนโลยเี ป็นเครื่องมือใน
การดาเนินงานสารสนเทศต้ังแต่การผลิต การจัดเก็บ การประมวลผล การเรียกใช้ การแลกเปลี่ยนและใช้
ทรัพยากรสารสนเทศร่วมกันใหเ้ กิดประโยชน์อย่างมีประสิทธภิ าพ ช่วยในการจัดระบบอัตโนมัติ ช่วยในการ
สื่อสารระหว่างกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและระยะทาง โดยใช้ระบบโทรศัพท์
อนิ เตอร์เน็ต และอืน่ ๆ เทคโนโลยสี ารสนเทศมคี วามสาคญั ตอ่ การพัฒนาประเทศในดา้ นต่าง ๆ

19

6.ระบบการสบื คน้ ผา่ นเครือขา่ ยเพอื่ การเรยี นรู้
สาระสาคญั

ในปัจจุบันสื่อและเทคโนโลยีท่ีทันสมัยมีประโยชน์ในการสืบค้นข้อมูล และแสวงหาความรู้ให้
กวา้ งขวางมากข้นึ พนื้ ท่ที ใ่ี ช้สบื คน้ องค์ความรตู้ ่างๆ มไิ ดจ้ ากดั เพยี งตาราและหนังสือเท่านั้นส่ืออินเตอรเ์ น็ต
นับว่ามบี ทบาทสาคญั อยา่ งมากสาหรับผู้เรยี นร้กู ลุ่มยุคใหม่ ระบบอินเตอรเ์ น็ตเป็นแหล่งขอ้ มูล องคค์ วามรู้
ท่ีผู้ใช้สามารถสืบค้นข้อมูลได้ง่ายดายและสะดวกรวดเร็วที่สุด ผู้สืบค้นข้อมูลสามารถสืบค้นข้อมูลต่างๆ ได้
อย่างรวดเร็ว หนว่ ยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างเห็นความสาคัญของการติดต้ังระบบอินเตอร์เน็ต
กันอย่างกว้างขวาง เพ่ือบริการบุคคลในองค์กรเพ่ือการปฏิบัติหน้าที่ได้สะดวกย่ิงข้ึน อินเทอร์เน็ตเป็น
แหล่งข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงเพื่อค้นหา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่างแทบไม่มีขีดจากัด การใช้
อินเทอร์เน็ตเพอื่ ประโยชน์ดังกลา่ ว จาเปน็ ที่เราจะตอ้ งมคี วามรูแ้ ละทักษะในการค้นหาข้อมูล (Search) รจู้ ัก
แหล่งเรียนรู้ และวิธีการนาเสนอข้อมูลความรู้และผลงานอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เราสามารถใช้
อนิ เทอร์เนต็ เปน็ เครื่องมอื ในการสบื คน้ ข้อมูลในหวั ข้อเร่ืองทน่ี ักเรียนสนใจ
การประยุกต์เน็ตเป็นเครือข่ายท่ีสามารถติดต่อส่ือสารกันได้กับแหล่งที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน สามารถสืบค้น
ขอ้ มูลได้และมีสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนท่ัวโลกได้เช่ือมเครือข่ายร่วมกัน จึงเป็นแหล่งที่จะสืบค้น
ข้อมูลเพื่อนามาศกึ ษาหาความรไู้ ด้ การนาอนิ เทอร์เน็ตใชง้ านเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตทางการศึกษา ดงั น้ี

1. การใช้เครือข่ายเพ่ือการติดต่อสื่อสาร เป็นการติดต่อระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เพ่ือส่งรายงาน
การบ้าน วิทยานิพนธ์ ในรูปแบบแฟ้มข้อมูล การเป็นสมาชิกกลุ่มสนทนาเพื่อเป็นเวทีแลกเปล่ียนความ
คิดเห็น เผยแพร่ผลงานวิจัย ช่วยเหลือซ่ึงกันและกันทางด้านวิชาการ และแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวทาง
วิชาการ

2. การใช้เครือข่ายเพ่ือการสืบค้นข้อมลู ซ่ึงผู้เรยี น นักวจิ ัย และ ผู้สอนสามารถสืบค้นจากฐานข้อมูล
ทางการศึกษา และ Online Library Catalog ของห้องสมุดต่าง ๆ ท่ีเชื่อมโยงในอินเทอร์เน็ตจากประเทศ
ในทวปี ต่าง ๆ ท่ัวโลก

3. การใช้เครือขา่ ยเพื่อการสอน หรือการสอนทางไกลโดยผ่านเครอื ข่าย โดยเปิดเป็นหลกั สตู รการ

20

สอนในระดับปริญญาและในแบบประกาศนียบัตร เรียกว่า Online Program ซ่ึงผู้เรียนสามารถสมัครและ
เรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน เอกสารและการติดต่อต่าง ๆ อยู่ในรูปของ
แฟ้มขอ้ มลู อิเลก็ ทรอนกิ ส์
การใช้ Internet ในชีวิตประจาวันส่งผลในด้านการศึกษา เราต่อเข้ากับอินเตอร์เนต็ เพื่อค้นคว้าหาข้อมูลได้
ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลทางวิชาการจากท่ีต่าง ๆ ซ่ึงในกรณีนี้ อินเตอร์เน็ต จะทาหน้าที่เหมือนห้องสมุด ขนาด
ยักษ์ ส่งข้อมูลที่เราต้องการ มาให้ถึงบนจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือที่ทางานของเรา ไม่ก่ีวินาทีจาก
แหล่งข้อมูลท่ัวโลก ไม่ว่าจะเปน็ ข้อมูลดา้ นวทิ ยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สงั คมศาสตร์ กฎหมาย ความ
บนั เทิง และการ พกั ผอ่ นหย่อนใจ หรือสันทนาการ เช่น เลือกอ่านวารสารต่างๆ ผ่านอนิ เตอร์เนต็ ท่เี รยี กว่า
magazine แบบ online รวมถงึ หนงั สือพิมพ์ และขา่ วสารอืน่ ๆ โดยมีภาพประกอบบนจอคอมพวิ เตอร์
เหมือนกบั หนังสือ
เนื่องจากขอ้ มลู ทอี่ ยู่บนเครอื ขา่ ยอินเตอร์เน็ต ในปัจจบุ ันมีมากมายและกระจดั กระจายอยู่ตามท่ีตา่ งๆ ดงั นั้น
ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจึงจาเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้บริการอินเตอร์เน็ตและเลือกใช้ให้เหมาะสม เพื่อการค้นหา
ข้อมูลในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้อินเตอร์เน็ตในการสืบค้นข้อมูล ศึกษา
คน้ คว้า และวิจัยได้หลายวธิ ีด้วยกัน วธิ ีท่ีเปน็ ที่นิยมมากทส่ี ดุ ในปจั จุบัน คือ

การสืบค้นทางเวิลด์ไวด์เว็บ เน่ืองจากสามารถรองรับข้อมูลได้หลายๆ รูปแบบ และเช่ือมโยงข้อมูลที่
เก่ียวเนอ่ื งกันให้เราได้ศกึ ษาอย่างสะดวกสบาย และมีซอฟต์แวร์ สาหรับอ่านข้อมลู ในเวบ็ ที่สมบูรณแ์ บบมาก
การค้นหาข้อมูล ในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ จาเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วยค้น (Search
engine) ซ่ึงซอฟต์แวร์สาหรับอ่านข้อมูลในเว็บ (Web Browser) ส่วนใหญ่บริการเช่ือมต่อกับเคร่ืองมือ
เหล่าน้ีไว้ให้แล้ว ผู้ใช้เพยี งแต่กดปุ่มสาหรับเรียกเครื่องมือนี้ข้ึนมา พิมพ์คา หรือขอ้ ความท่ตี ้องการสืบค้นลง
ไป เครื่องก็จะแสดงผลการค้น โดยการแสดงชื่อของข้อมูลท่ีเราต้องการศึกษา (Web Page) ซ่ึงถ้าต้องการ
เข้าไปอ่าน ก็สามารถกดลงไปบนช่ือน้ันได้เลย ข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏบนจอไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากเคร่ือง
คอมพิวเตอร์เคร่ืองใดในโลกก็ตาม
นอกจากน้กี ารเขา้ ใช้คอมพิวเตอรเ์ ครื่องอนื่ ๆ ที่ต่ออย่กู ับเครือข่าย และมกี ารอนุญาตใหเ้ ข้าไปใช้ได้ เชน่ การ
ติดต่อเข้าสู่เคร่ืองคอมพิวเตอร์ของห้องสมุดเพื่อค้นหา ยืม ต่อเวลาการยืม หรือการจองหนังสือสิ่งพิมพ์ต่าง
ๆ ก็เป็นที่นิยมกันมาก ปัจจุบันมีหอ้ งสมุดหลายแหง่ เปิดให้บริการบรกิ ารนี้สามารถเข้าใชไ้ ดโ้ ดยการ ใช้คาส่ัง
Telnet และตามด้วยช่ือเครื่อง หรือหมายเลขของเครื่องแล้วพิมพ์ชื่อในการขอเข้าใช้ (Login) บางเคร่ือง
อาจต้องใช้รหัสลับ (Password) ด้วย หลังจากนั้นต้องทาตามคาสั่งท่ีปรากฏบนจอ ซ่ึงจะแตกต่างกันไปใน
แต่ละระบบของเครือ่ ง นอกจากห้องสมุดแลว้ เราอาจจะใช้คอมพวิ เตอร์ที่เป็นฐานข้อมูลตา่ ง ๆ ได้ด้วย โดย
ในบางฐานข้อมูล นอกจากผู้ใช้จะเข้าไปค้นหาบทความที่เคยตีพิมพ์ในวารสารต่าง ๆ แล้วยังสามารถใช้
บริการพเิ ศษอ่นื ๆ เชน่ บริการสง่ อีเมล์แจ้งใหท้ ราบเกี่ยวกับบทความใหม่ ๆ ท่ีได้ตีพิมพใ์ นวารสารการศกึ ษา
ที่สนใจเล่มล่าสุด โดยต้องมีการกาหนดช่ือของวารสารท่ีสนใจไว้ล่วงหน้า หรือ มีบริการส่งแฟกซ์ บทความ
นน้ั ใหแ้ ก่ผใู้ ชท้ ี่สนใจ

21

สรุป อินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมีบทบาทในยุคน้ี โดยการนาความรู้ การเช่ือมโยงแหล่ง
ความรู้มาประกอบกันเพื่อให้ผู้เรียน ท่ีต้องการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้จึงนับว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาใน
การใชส้ บื ค้นข้อมูลต่างๆจากความจาเปน็ และความสาคญั ของอนิ เทอร์เน็ตดังกลา่ ว ผ้วู ิจยั จึงสนใจทจี่ ะศกึ ษา
พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเพ่ือการศึกษาของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร
ลาดกระบัง ผลการวจิ ัยคร้ังน้ีเปน็ ประโยชน์ตอ่ สถาบนั เพอ่ื ใชใ้ นการวางแผนการบริหารจดั การและการลงทุน
ด้านเทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารเพ่ือเป็นประโยชนส์ าหรบั ตัวเราเอง
7.สาเหตุทีท่ าให้เกิดสารสนเทศ

1. เม่อื มีวิทยาการความรู้ หรือสงิ่ ประดิษฐ์ หรอื ผลิตภณั ฑ์ใหมๆ่ พรอ้ มกนั นน้ั กจ็ ะเกดิ สารสนเทศมา
พรอ้ มๆ กันด้วย จากน้นั ก็จะมีการเผยแพร่ หรอื กระจายสารสนเทศ เกย่ี วกบั วิทยาการความรู้ หรอื
ส่งิ ประดษิ ฐ์ ผลิตภณั ฑ์ ชนดิ นั้นๆไปยงั แหลง่ ต่างๆ ทเ่ี กย่ี วข้อง

2. เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ เป็นเครือ่ งมือสาคัญในการผลติ สารสนเทศ เนื่องจากมี ความสะดวกในการ
ปอ้ น ขอ้ มูล การปรับปรงุ แก้ไข การทาซ้า การเพิม่ เตมิ ฯลฯ ทาใหม้ ีความ สะดวกและงา่ ยตอ่ การผลติ
สารสนเทศ

3. เทคโนโลยีสอ่ื สารยุคใหมม่ ีความเร็วในการส่อื สารสูงข้นึ สามารถเผยแพรส่ ารสนเทศ จากแหลง่ หนึ่ง
ไปยัง สถานท่ตี ่างๆ ทัว่ โลกในเวลาเดยี วกนั กบั เหตกุ ารณ์ทเี่ กิดขน้ึ จริง อีกทง้ั สามารถสง่ ผ่านขอ้ มลู ได้อยา่ ง
หลากหลาย รปู แบบ พรอ้ มๆ กันในเวลาเดียวกนั

4. เทคโนโลยีการพิมพท์ ี่มคี วามสามารถในการผลิตสารสนเทศสงู ขึน้ สามารถผลิตสารสนเทศไดค้ ร้งั ละ
จานวน มากๆ ในเวลาสั้นๆ มีสีสันเหมือนจริง ทาให้มีปริมาณสารสนเทศใหม่ๆ เกิดข้ึนอยู่ตลอดเวลา

5. ผู้ใช้มีความจาเป็นต้องใช้สารสนเทศเพ่ือการศึกษา เพ่ือการค้นคว้าวิจัย เพื่อการ พัฒนาคุณภาพ
ชีวิต เพ่ือการ ตัดสินใจ เพ่ือการแก้ไขปัญหา เพ่ือการปฏบิ ัตงิ าน หรือปรับปรงุ ประสทิ ธภิ าพการปฏิบัติงาน,
การบริหารงาน ฯลฯ

6. ผู้ใช้มีความต้องการใช้สารสนเทศ เพ่ือตอบสนองความสนใจ ต้องการทราบแหล่งท่ีอยู่ของ
สารสนเทศ ต้องการเข้าถึงสารสนเทศ ต้องการสารสนเทศท่ีมาจากต่างประเทศ ต้องการสารสนเทศอย่าง
หลากหลาย หรอื ต้องการ สารสนเทศอยา่ งรวดเรว็ เป็นตน้

22

8.องคป์ ระกอบของระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ เปน็ ระบบท่ีชว่ ยเสรมิ ประสทิ ธภิ าพการทางานโดยใช่เทคโนโลยสี ารสนเทศและการ

สอ่ื สาร ระบบสารสนเทศประกอบด้วย
1. ฮารด์ แวร์
ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสาคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เคร่อื งคอมพวิ เตอร์

อุปกรณร์ อบข้าง เชน่ เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดตรวจ รวมท้ังอุปกรณ์สื่อสารสาหรับเชอื่ มโยงคอมพิวเตอรเ์ ขา้
เปน็ เครอื ขา่ ย

2. ซอฟตแ์ วร์
ซอฟต์แวรห์ รือโปรแกรมคอมพิวเตอรเ์ ป็นองค์ประกอบท่ีสาคญั ประการท่ีสอง ซงึ่ ก็คอื ลาดับ

ขั้นตอนของชุดคาส่ังทีส่ ่ังงานใหฮ้ าร์ดแวร์ทางาน เพ่ือประมวลผลข้อมลู ใหไ้ ด้ผลลัพธ์ตามความต้องการของ
การใชง้ าน ในปัจจุบันมซี อฟต์แวรค์ วบคุมระบบงาน ซอฟต์แวรส์ าเรจ็ ทาให้การใช้งานคอมพวิ เตอร์ในระดับ
บคุ คลเป็นไปอย่างกว้างขวาง และสง่ เสรมิ การทางานของกลุ่มมากข้ึน ส่วนงานในระดบั องคก์ ร สว่ นใหญ่
มักจะมกี ารพฒั นาระบบตามความต้องการ โดยการวา่ จ้างบรษิ ทั ท่รี บั พฒั นาซอฟต์แวร์ หรอื โดยนกั
คอมพวิ เตอร์ท่อี ยู่ในฝา่ ยคอมพวิ เตอรข์ ององค์กร เป็นต้น

3. ข้อมลู
ข้อมูล เปน็ องค์ประกอบทส่ี าคัญอกี ประการหนึง่ ของระบบสารสนเทศ เป็นตัวช้ีความสาเร็จ

หรือความลม้ เหลวของระบบได้ เนือ่ งจากต้องมีการเกบ็ ข้อมูลจากแหลง่ กาเนิด ขอ้ มลู จะต้องมีความถูกตอ้ ง
และทันสมยั มีการกล่ันกรองและตรวจสอบแลว้ เท่าน้ันจงึ จะมีประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิง่ เมอื่ ใชง้ านใน
ระดบั กล่มุ หรือระดับองค์กร ข้อมูลตอ้ งมีโครงสร้างในการจดั เกบ็ ที่เป็นระบบระเบียบเพื่อการสืบค้นที่
รวดเรว็ และมปี ระสิทธิภาพ

4. บคุ คลากร
บคุ ลากรในระดบั ผู้ใช้ ผู้บริหาร ผ้พู ัฒนาระบบ นักวิเคราะหร์ ะบบ และนักเขยี นโปรแกรม

เป็นองค์ประกอบสาคัญในความสาเรจ็ ของระบบสารสนเทศ บุคลากรมีความรู้ ความสามารถทาง
คอมพิวเตอร์มากเทา่ ใด โอกาสทจ่ี ะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพวิ เตอรไ์ ด้เตม็ ศกั ยภาพและ
คุ้มคา่ ย่ิงมากขึ้นเท่าน้นั โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบคุ คลซ่งึ เครือ่ งคอมพวิ เตอรม์ ีขดี ความสามารถ
มากขนึ้ ทาใหผ้ ู้ใชม้ ีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพฒั นาระบบงานได้เองตามความตอ้ งการ
สาหรับระบบสารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรท่ีมีความซับซ้อนมาก อาจจะต้องใช้บุคลากรในสาขา
คอมพิวเตอร์โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงาน

5. กระบวนการวิเคราะห์
ขน้ั ตอนการปฏบิ ัติงานที่ชัดเจนของผูใ้ ชห้ รือบุคลากรท่เี กยี่ วข้องกเ็ ป็นเรื่องสาคัญอีก

ประการหนึง่ เม่ือได้พฒั นาระบบงานแล้วจาเปน็ ต้องปฏิบตั ิงานตามลาดบั ข้ันตอน ในขณะใช้งานก็
จาเป็นตอ้ งคานึงถึงลาดับขน้ั ตอนการปฏิบตั ิของคนและความสัมพนั ธก์ บั เครอ่ื ง ท้งั ในกรณีปกติและกรณี

23

ฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบนั ทึกขอ้ มูล ข้ันตอนการประมวลผล ข้นั ตอนปฏิบตั เิ มื่อเครื่องชารดุ หรอื ข้อมูล
เสียหาย และข้นั ตอนการทาสาเนาข้อมูลสารองเพอื่ ความปลอดภยั เปน็ ตน้ ส่ิงเหลา่ น้จี ะตอ้ งมีการซกั ซ้อมมี
การเตรียมการ และการทาเอกสารคูม่ ือการใช้งานท่ชี ดั เจน
9.คณุ ลักษณะของสารสนเทศทด่ี ี

1. มคี วามถกู ตอ้ งแมน่ ยา (accuracy) สารสนเทศทด่ี จี ะตอ้ งตรงกับความเปน็ จรงิ และเช่อื ถือได้
สารสนเทศบางอย่างมีความสาคญั หากไม่ตรงกับความเป็นจริงแล้ว อาจก่อใหเ้ กิดความเสยี หายได้
สารสนเทศท่ีถูกต้องแมน่ ยาจะต้องเกดิ จากการป้อนข้อมลู รวมถึงโปรแกรมทป่ี ระมวลผลจะต้องถกู ต้อง

2. ทนั ตอ่ เวลา (timeliness) สารสนเทศทด่ี ตี ้องทนั ต่อการใชง้ าน หมายถึง ข้อมูลท่ีปอ้ นให้กับเคร่ือง
คอมพิวเตอรต์ ้องมีความเปน็ ปัจจุบันทนั สมยั อยูต่ ลอดเวลา เพ่อื การนาไปใชป้ ระโยชน์ได้จริง ตัวอย่างเช่น
ข้อมลู หมายเลขโทรศัพทข์ องผ้ปู กครองนักเรียน จะต้องมกี ารปรับปรุงให้ทนั สมัย หากหมายเลขโทรศัพท์
ลา้ สมัยก็จะไม่สามารถตดิ ต่อกับผู้ปกครองไดห้ ากเกิดกรณีฉุกเฉนิ

3. มคี วามสมบรู ณค์ รอบถ้วน (complete) สารสนเทศทีด่ จี ะต้องมีความครบถ้วน สารสนเทศท่ีมี
ความครบถว้ นเกิดจากการเก็บข้อมูลได้ครบถว้ น หากเก็บข้อมลู เพียงบางสว่ นก็จะไม่สามารถใชป้ ระโยชน์
จากสารสนเทศไดเ้ ตม็ ประสทิ ธิภาพ ตวั อยา่ ง เช่น ขอ้ มูลนักเรียน ก็จะต้องมีการเกบ็ รายละเอียดเกีย่ วกบั
นักเรียนให้ได้มากที่สดุ เชน่ ชอื่ อายุ ท่ีอยู่ ชื่อผ้ปู กครอง หมายเลขโทรศัพท์ โรคประจาตัว คะแนนที่ไดร้ ับ
ในแตล่ ะวิชา เป็นต้น ทงั้ น้ีเพ่อื ให้ครูสามารถนาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ไดอ้ ย่างเต็มท่ี หากไม่มขี อ้ มูลของ
หมายเลขโทรศัพท์ เม่ือเกิดเหตฉุ ุกเฉนิ กจ็ ะไม่สามารถตดิ ต่อกับผปู้ กครองได้เชน่ เดยี วกัน

4. มคี วามสอดคลอ้ งกับความตอ้ งการของผู้ใช้ (relevancy) สารสนเทศจะตอ้ งสอดคล้องกบั ความ
ต้องการของผุใ้ ช้ กล่าวคอื การเกบ็ ข้อมลู ต้องมกี ารสอบถามการใชง้ านของผใู้ ช้ว่าตอ้ งการในเรอื่ งใดบ้าง จึง
จะสามารถสรปุ สารสนเทศได้ตรงกับความต้องการของผูใ้ ช้มากท่ีสุด ตัวอย่างเชน่ หากต้องการเก็บข้อมลู
ของนักเรยี นกต็ ้องถามครูวา่ ต้องการเกบ็ ข้อมูลใดบ้าง เพ่ือใหค้ รูสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้จรงิ

5. สามารถพิสูจน์ได้ (verifiable) สารสนเทศที่ดีจะต้องตรวจสอบแหล่งท่มี าได้ ทง้ั นีเ้ พ่ือใหผ้ ูใ้ ช้
ตรวจสอบความถูกต้องของสารสนเทศได้

24

10.บทบาทของสารสนเทศ
บทบาทของสารสนเทศ

(Role of Information)
การนาสารสนเทศไปใช้ 3 ดา้ น ดงั น้ี (จิตติมา เทยี มบุญประเสริฐ 2544 : 5) ดา้ นการวางแผน ดา้ นการ
ตัดสนิ ใจ และ ดา้ นการดาเนินงาน นอกจากนน้ั สารสนเทศยังมีบทบาท ในเชงิ เศรษฐกจิ ดังน้ี (ประภาวดี
สบื สนธ์ 2543 : 7-8)
1. ชว่ ยลดความเสี่ยงในการตดั สินใจ (Decision) หรือชว่ ยชแ้ี นวทางในการแก้ไขปญั หา (Problem
Solving)
2. ชว่ ย หรือสนับสนนุ การจดั การ (Management) หรอื การดาเนินงานขององคก์ าร ให้มีประสทิ ธภิ าพ
และเกิด ประสิทธผิ ลมากข้นึ
3. ใช้ทดแทนทรัพยากร (Resources) ทางกายภาพ เชน่ กรณีการเรยี นทางไกล ผเู้ รยี นท่เี รยี นนอก
ห้องเรียน จรงิ สามารถเรียนรู้เรอื่ งต่างๆ เช่นเดียวกบั ห้องเรียนจรงิ โดยไม่ต้องเดนิ ทางไปเรียนท่หี ้องเรียน
น้นั
4. ใช้ในการกากบั ติดตาม (Monitoring) การปฏิบตั งิ านและการตัดสนิ ใจ เพือ่ ดูความกา้ วหนา้ ของงาน
5. สารสนเทศเปน็ ช่องทางโนม้ น้าว หรอื ชักจูงใจ (Motivation) ในกรณีของการโฆษณาท่ีทาใหผ้ ชู้ ม, ผฟู้ งั
ตัดสนิ ใจ เลอื กสินค้า หรือบริการนัน้
6. สารสนเทศเป็นองคป์ ระกอบสาคัญของการศกึ ษา (Education) สาหรับการเรยี นรู้ ผา่ นสื่อประเภท
ตา่ งๆ
7. สารสนเทศเปน็ องคป์ ระกอบสาคญั ท่ีส่งเสรมิ วัฒนธรรม และสันทนาการ (Culture & Recreation) ใน
ด้าน ของการเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ เชน่ วีดทิ ศั น์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เป็นตน้
8. สารสนเทศเปน็ สินคา้ และบริการ (Goods & Services) ที่สามารถซ้ือขายได้
9. สารสนเทศเปน็ ทรัพยากรท่ีต้องลงทุน (Investment) จงึ จะได้ผลผลิตและบริการ เพ่ือเปน็ รากฐานของ
การ จัดการ และการดาเนินงาน

25

11.คุณภาพของสารสนเทศ
(Quality of Information/Information Quality)

คณุ ภาพของสารสนเทศ จะมีคณุ ภาพสูงมาก หรือน้อย พิจารณาที่ 3 ประเด็น ดังน้ี (Bentley 1998 : 58-
59)

1. ตรงกับความต้องการ (Relevant) หรอื ไม่ โดยดวู ่าสารสนเทศนนั้ ผใู้ ช้สามารถนาไปใชเ้ พิ่ม
ประสทิ ธิภาพได้ มากกวา่ ไม่ใช้สารสนเทศ หรือไม่ คณุ ภาพของสารสนเทศ อาจจะดทู ี่มันมผี ลกระทบต่อ
กิจกรรมของผู้ใช้ หรอื ไม่ อย่างไร

2. น่าเช่ือถือ (Reliable) เพียงใด ความน่าเช่ือถือมีหัวข้อที่จะใช้พิจารณา เช่น ความทันเวลา
(Timely) กับผู้ใช้ เมื่อ ผู้ใช้จาเป็นต้องใช้มีสารสนเทศน้ัน หรือไม่ สารสนเทศท่ีนามาใช้ต้องมีความถูกต้อง
(Accurate) สามารถพสิ จู น์ (Verifiable) ไดว้ ่าเปน็ ความจรงิ ด้วยการวเิ คราะห์ขอ้ มูลที่เกีย่ วข้อง เปน็ ต้น
กาลเวลาท่ีเปล่ียนไป (Rigorous of Time) หรือพิจารณาจากความอ่อนแอของมนุษย์ (Human Frailty)
เพราะมนษุ ย์ อาจทาความผิดพลาดในการป้อนขอ้ มูล หรือการประมวลผลข้อมูล เพราะฉะน้ันจะต้องมีการ
ควบคุม หรือตรวจสอบ ไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดข้ึน หรือพิจารณาจากความผิดพลาด หรือล้มเหลวของ
ระบบ (System Failure) ท่ีจะส่งผล เสยี หายต่อสารสนเทศได้ ดงั นนั้ จึงต้องมีการป้องกันความผิดพลาด (ท่ี
เน้ือหา และไม่ทันเวลา) ท่ีอาจเกิดขึ้นได้ หรือ พิจารณาจากการเปลี่ยนแปลง การจัดการ (ข้อมูล)
(Organizational Changes) ที่อาจจะส่งผลกระทบ (สร้างความเสียหาย) ต่อสารสนเทศ เช่น โครงสร้าง
แฟม้ ข้อมูล วิธกี ารเข้าถึงขอ้ มลู การรายงาน จกั ต้องมกี ารป้องกัน หากมกี าร เปลีย่ นแปลงในเรอื่ งดังกลา่ ว
นอกจากนน้ั ซวาสส์ (Zwass 1998 : 42) กล่าวถึง คณุ ภาพของสารสนเทศจะมมี ากนอ้ ยเพียงใดข้ึนอยู่กับ
การ ทันเวลา ความสมบูรณ์ ความกะทดั รัด ตรงกบั ความต้องการ ความถูกต้อง ความเท่ยี งตรง (Precision)
และรูปแบบทีเ่ หมาะสม ในเร่ืองเดียวกนั โอไบรอ์ นั (O’Brien 2001 : 16-17) กล่าวว่าคุณภาพของ
สารสนเทศ พิจารณาใน 3 มิติ ดังนี้
1. มติ ดิ า้ นเวลา (Time Dimension)

1.1 สารสนเทศควรจะมีการเตรยี มไวใ้ หท้ ันเวลา (Timeliness) กับความต้องการของผใู้ ช้
1.2 สารสนเทศควรจะต้องมีความทันสมยั หรอื เปน็ ปจั จบุ ัน (Currency)
1.3 สารสนเทศควรจะต้องมีความถี่ (Frequency) หรือบอ่ ย เท่าท่ผี ใู้ ช้ตอ้ งการ
1.4 สารสนเทศควรมเี รือ่ งเกี่ยวกับช่วงเวลา (Time Period) ตั้งแตอ่ ดตี ปัจจบุ ัน และอนาคต
2. มติ ดิ า้ นเนอื้ หา (Content Dimension)
2.1 ความถูกต้อง ปราศจากขอ้ ผดิ พลาด
2.2 ตรงกับความต้องการใช้สารสนเทศ
2.3 สมบรู ณ์ สิง่ ทีจ่ าเปน็ จะตอ้ งมีในสารสนเทศ
2.4 กะทัดรดั เฉพาะทจ่ี าเป็นเทา่ นน้ั
2.5 ครอบคลุม (Scope) ทง้ั ดา้ นกว้างและดา้ นแคบ (ด้านลกึ ) หรอื มีจดุ เน้นทั้งภายในและภายนอก

26

2.6 มคี วามสามารถ/ศกั ยภาพ (Performance) ท่ีแสดงให้เห็นไดจ้ ากการวัดคา่ ได้ การบง่ บอกถึงการ
พฒั นา หรอื สามารถเพิ่มพูนทรพั ยากร
3. มติ ดิ า้ นรปู แบบ (Form Dimension)

3.1 ชัดเจน งา่ ยตอ่ การทาความเข้าใจ
3.2 มีทัง้ แบบรายละเอยี ด (Detail) และแบบสรปุ ย่อ (Summary)
3.3 มกี ารเรียบเรียง ตามลาดบั (Order)
3.4 การนาเสนอ (Presentation) ท่หี ลากหลาย เช่น พรรณนา/บรรยาย ตวั เลข กราฟกิ และอ่นื ๆ
3.5 รปู แบบของสอื่ (Media) ประเภทต่าง ๆ เชน่ กระดาษ วดี ิทศั น์ ฯลฯ
ส่วนสแตร์และเรย์โนลด์ (Stair and Reynolds 2001 : 7) กล่าวถึง คุณค่าของสารสนเทศขน้ึ อยู่กบั การท่ี
สารสนเทศนั้น สามารถช่วยให้ผู้ทม่ี หี น้าท่ตี ดั สนิ ใจทาใหเ้ ป้าหมายขององค์การสมั ฤทธิ์ผลได้มากน้อยเพยี งใด
หาก สารสนเทศ สามารถทาให้บรรลเุ ป้าหมายขององค์การได้ สารสนเทศน้ันกจ็ ะมีคณุ ค่าสูงตามไปดว้ ย
3.6 สารสนเทศน้นั เข้มแข็ง (Robust) เพียงใด พิจารณาจากการทสี่ ารสนเทศสามารถเคลอ่ื นตัวเองไป
พรอ้ มกบั
12. ความหมายของคาวา่ ข้อมลู
จากการศึกษาพบวา่ มีผู้ให้คานิยามของคาว่าข้อมลู ไว้ หลากหลาย เชน่
 ขอ้ มลู คือ ข้อเท็จจรงิ ภาพ (Images) หรือเสียง (Sounds) ที่อาจจะ(หรือไม)่ แกไ้ ขปญั หา
(Pertinent) หรือเป็น ประโยชนต์ ่อการปฏบิ ตั ิงาน (Alter 1996 : 28)
 ขอ้ มูล คือ ตัวแทนของข้อเท็จจรงิ ตัวเลข ขอ้ ความ ภาพ รปู ภาพ หรอื เสียง (Nickerson 1998 : 10-
11)
 ข้อมูล คือ ข้อเทจ็ จริงท่ีแทนเหตกุ ารณท์ ีเ่ กิดขึ้นภายในองค์การ หรอื สงิ่ แวดล้อมทางกายภาพก่อนทจ่ี ะ
มกี ารจัด ระบบให้เปน็ รูปแบบท่ีคนสามารถเข้าใจ และนาไปใช้ได้ (Laudon and Laudon 1999 :8)
 ข้อมลู คือ ข้อเทจ็ จริง หรือการอภิปรายปรากฏการณอ์ ย่างใดอย่างหน่ึง (Haag, Cummings and
Dawkins 2000 : 31)
 ข้อมลู คือ สง่ิ ประกอบไปดว้ ยขอ้ เท็จจรงิ และสัญลกั ษณ์ (Figures) ทีม่ คี วามสมั พนั ธ์ (ไม่มีความหมาย
หรอื มี ความหมายนอ้ ย) กบั ผู้ใช้ (McLeod, Jr. and Schell 2001 : 12)
 ข้อมลู คือ คาอธิบายพ้ืนฐานเกยี่ วกับสง่ิ ของ เหตุการณ์ กิจกรรม หรือธุรกรรม ซึ่งได้รบั การบันทกึ
จาแนก และ เก็บรกั ษาไว้ โดยทยี่ งั ไม่ได้เกบ็ ให้เป็นระบบ เพ่ือท่จี ะให้ความหมายอยา่ งใดอย่างหนึ่งท่ีแน่ชัด
(Turban, McLean and Wetherbe 2001 : 17)
 ขอ้ มูล ประกอบไปดว้ ยขอ้ เท็จจรงิ (Raw Facts) เช่น ชือ่ ลูกค้า ตัวเลขเกยี่ วกบั จานวนช่ัวโมงทท่ี างาน
ในแต่ละ สปั ดาห์ ตัวเลขเกย่ี วกบั สินค้าคงคลงั หรอื รายการสงั่ ของ (Stair and Reynolds 2001 : 4)
 ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริง ที่ใชแ้ ทนเหตกุ ารณ์ทเ่ี กิดข้นึ และไดร้ ับการรวบรวม หรือปอ้ นเข้าระบบ (เลาว์
ดอน และ เลาวด์ อน 2545 : 6)

27

 ขอ้ มูล คือ ข้อเท็จจริง หรือสงิ่ ทีก่ ่อ หรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง (ขอ้ เท็จจรงิ หมายถึง ข้อความ หรอื
เหตกุ ารณท์ ่ี เป็นมา หรอื ที่เป็นอย่จู ริง (ราชบัณฑติ ยสถาน 2539 : 134) สาหรบั ใชเ้ ปน็ หลักอนมุ านหาความ
จริง หรอื การคานวณ (หน้าเดียวกนั )
 ข้อมูล คือ ข้อความจรงิ เกย่ี วกับเรือ่ งใดเร่ืองหน่งึ โดยอาจเป็นตัวเลข หรือขอ้ ความท่ีทาให้ผ้อู า่ นทราบ
ความเปน็ ไป หรือเหตุการณ์ท่เี กดิ ข้นึ (สุชาดา กรี ะนันท์ 2542 : 4)
 ข้อมูล คือ ข้อเทจ็ จรงิ ที่มอี ยู่ในชีวติ ประจาวนั เก่ียวกับบุคคล สงิ่ ของ หรอื เหตุการณต์ า่ งๆ ท่อี าจเปน็
ตวั เลข ตวั อกั ษร ข้อความ ภาพ หรอื เสียงก็ได้ (จิตติมา เทยี มบุญประเสริฐ 2544 : 3)
 ขอ้ มลู คือ ข้อมูลดิบ (Raw Data) ท่ยี ังไม่มีความหมายในการนาไปใช้งาน และถกู รวบรวมจากแหลง่
ตา่ งๆ ท้งั ภาย ใน และภายนอกองคก์ าร (ณฏั ฐพันธ์ เขจรนันทน์ และไพบูลย์ เกียรติโกมล 2545 : 40)
 ข้อมูล คือ ข้อเทจ็ จรงิ เก่ยี วกับเหตกุ ารณ์ หรอื ข้อมลู ดิบที่ยังไมผ่ า่ นการประมวลผล ยังไมม่ ีความหมาย
ในการ นาไปใช้งาน ขอ้ มลู อาจเป็นตวั เลข ตัวอกั ษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสยี ง หรอื ภาพเคลอื่ นไหว
(ทพิ วรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ 2545 : 9)
 ขอ้ มลู คือ ตัวอักษร ตัวเลข หรือสญั ลกั ษณใ์ ดๆ (นิภาภรณ์ คาเจรญิ 2545 : 14)
สรปุ ขอ้ มูล คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรอื่ งต่างๆ ท่ีมลี กั ษณะเปน็ ตัวเลข ตวั อักษร สญั ลกั ษณ์ ภาพ เสยี ง กลิ่น
หรือมี ลกั ษณะประสมกัน
13. ชนดิ ของข้อมลู

เราสามารถแบง่ ขอ้ มูลออกเป็น 4 ชนิด ดงั นี้ (Alter 1996 : 151-152, Stair and Reynolds 2001 :
5)

ข้อมลู ที่เป็นอักขระ (Alphanumeric Data) ไดแ้ ก่ ตัวเลข (Numbers) ตวั อกั ษร (Letters)
เคร่ืองหมาย (Sign) และ สัญลกั ษณ์ (Symbol)
1. ข้อมูลท่ีเปน็ ภาพ (Image Data) ได้แก่ ภาพกราฟิก (Graphic Images) และรูปภาพ (Pictures)
2. ขอ้ มูลท่ีเป็นเสียง (Audio Data) ไดแ้ ก่ เสียง (Sounds) เสยี งรบกวน/เสียงแทรก (Noise) และเสียงที่
มีระดบั (Tones) ต่างๆ เช่น เสียงสงู เสยี งต่า เปน็ ตน้
3. ขอ้ มูลท่ีเป็นภาพเคล่ือนไหว (Video Data) ได้แก่ ภาพยนตร์ (Moving Images or Pictures)และ วีดิ
ทศั น์ (Video)นอกจากนนั้ ยังพบวา่ มีข้อมูลในลักษณะของกล่ิน (Scent) และข้อมูลในลักษณะท่ีมกี าร
ประสมประสานกนั เช่น มีการนาเอาข้อมูลทั้ง 4 ชนิดมารวมกันเรยี กว่า สื่อประสม (Multimedia) แตถ่ า้ มี
การประสมข้อมูลท่เี ปน็ กลน่ิ เข้าไปด้วย เราเรียกว่า Multi-scented
14.การสบื คน้ และรับสง่ ขอ้ มลู แฟม้ ขอ้ มลู และสารสนเทศเพือ่ ใชใ้ นการจดั การเรยี นรู้

การสบื คน้ การจัดเกบ็ ค้นคืน สง่ ผา่ น และการดาเนินการข้อมลู สารสนเทศ
การสืบค้นข้อมลู ดว้ ย Search Engine

28

เสิรช์ เอนจิน (search engine) หรือ โปรแกรมคน้ หาและคือ โปรแกรมทีช่ ว่ ยในการสืบค้นหาขอ้ มลู
โดยเฉพาะขอ้ มลู บนอินเทอร์เนต็ โดยครอบคลุมทั้งข้อความ รปู ภาพ ภาพเคล่อื นไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผน
ที่ ขอ้ มลู บุคคล กล่มุ ข่าว และอน่ื ๆ ซ่ึงแตกตา่ งกันไปแล้วแต่โปรแกรมหรือผูใ้ หบ้ ริการแต่ละราย เสริ ช์ เอน
จนิ สว่ นใหญ่จะคน้ หาข้อมลู จากคาสาคัญ (คีย์เวริ ์ด) ทผ่ี ู้ใชป้ ้อนเข้าไป จากน้ันกจ็ ะแสดงรายการผลลพั ธท์ ม่ี นั
คิดว่าผใู้ ชน้ ่าจะต้องการขึ้นมา ในปจั จุบัน เสิร์ชเอนจินบางตัว เช่น กูเกลิ จะบนั ทึกประวัติการคน้ หาและการ
เลอื กผลลพั ธข์ องผใู้ ชไ้ วด้ ้วย และจะนาประวตั ิทบ่ี นั ทึกไว้นนั้ มาชว่ ยกรองผลลพั ธใ์ นการค้นหาคร้ังตอ่ ๆ ไป
ตัวอยา่ ง Web Search Engine

1. http://www.google.co.th/
2. http://www.youtube.com/
3. http://dict.longdo.com

การสบื ค้นเวบ็ ไซตข์ ้อมูลด้วย Search Engine
ขั้นตอนการสืบค้นเว็บไซตข์ ้อมลู ดว้ ย Search Engine
1. ทาการเปิดเว็บไซตท์ ี่ให้บรกิ าร http://www.google.co.th/
2. เลือกหวั ขอ้ ท่ีตอ้ งการคน้ ในทีน่ ีจ้ ะเลอื กหวั ข้อ “เว็บ”
3. พิมพ์ keyword (ขอ้ ความ) ท่ีต้องการสืบค้นลงในชอ่ ง text box
4. กดท่ีปุ่ม “ค้นหา”
5. ระบบจะทาการคน้ หาเวบ็ ไซต์ทตี่ รงกบั keyword ที่ตอ้ งการ และแสดงออกมาในรปู แบบ

ของลงิ้ คพ์ ร้อมคาอธบิ ายประกอบ

29

การสืบค้นรูปภาพดว้ ย Search Engine
ขน้ั ตอนการสืบค้นรูปภาพดว้ ย Search Engine
1. ทาการเปิดเว็บไซตท์ ี่ใหบ้ รกิ าร http://www.google.co.th/
2. เลือกหวั ข้อท่ีตอ้ งการคน้ ในทน่ี จ้ี ะเลอื กหัวขอ้ “รูปภาพ”
3. พิมพ์ keyword (ขอ้ ความ) ทีต่ อ้ งการสืบค้นลงในชอ่ ง text box
4. กดท่ปี ุ่ม “ค้นหา”
5. ระบบจะทาการคน้ หารูปภาพทตี่ รงกบั keyword ท่ีต้องการ และแสดงรูปภาพท่ีค้นหาพบ

การสืบคน้ แผนทดี่ ว้ ย Search Engine
ขนั้ ตอนการสืบค้นแผนท่ดี ว้ ย Search Engine
1. ทาการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://www.google.co.th/
2. เลอื กหัวขอ้ ที่ตอ้ งการคน้ ในทน่ี ีจ้ ะเลือกหัวขอ้ “แผนท่ี”
3. พมิ พ์ keyword (ข้อความ) สถานทท่ี ี่ต้องการสบื ค้นลงในช่อง text box
4. กดท่ปี ุ่ม “ค้นหา Maps”
5. ระบบจะทาการคน้ หาสถานท่ีท่ตี ้องการ แล้วแสดงออกมาในรปู แบบของแผนที่ รวมไป

ถงึ ลง้ิ คข์ ้อมูลเพม่ิ เติมเกย่ี วกับสถานทน่ี น้ั ๆ อีกดว้ ย

30

การสืบค้นวีดิโอดว้ ย Search Engine
ข้นั ตอนการสบื ค้นวีดิโอดว้ ย Search Engine
1. ทาการเปิดเว็บไซตท์ ่ีให้บริการ http://www.youtube.com/
2. พิมพ์ keyword (ขอ้ ความ) ทีต่ อ้ งการสบื ค้นลงในชอ่ ง text box
3. กดที่ปุ่ม “search”
4. ระบบจะทาการค้นหาวดี ิโอที่ตรงกบั keyword ทีต่ อ้ งการ และแสดงวดี ิโอทคี่ ้นหาพบ

การสบื ค้นคาศพั ทด์ ว้ ย Search Engine
ขั้นตอนการสืบค้นคาศัพทด์ ว้ ย Search Engine
1. ทาการเปดิ เว็บไซต์ท่ีให้บรกิ าร http://dict.longdo.com
2. พมิ พ์คาศัพท์ที่ตอ้ งการสืบค้นลงในช่อง text box
3. เลือกบริการ “dictionary”
4. กดทปี่ ุม่ “submit”
5. ระบบจะทาการคน้ หาคาศัพท์ท่ีต้องการพร้อมคาแปล

31

การจดั เกบ็ ขอ้ มลู สารสนเทศ
เมอื่ ทาการสืบค้นหรือค้นหาข้อมูลสารสนเทศได้แล้วถ้าต้องการทจี่ ะจัดเก็บข้อมูลทคี่ น้ หาเหล่านัน้ ไวใ้ ช้งาน
ตา่ งๆ ตอ่ ไปนี้ กต็ ้องดาเนินการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ ซ่ึงมวี ิธจี ัดเก็บดงั น้ี
การจัดเก็บขอ้ มูลสารสนเทศในรูปแบบของข้อความ จะมีไฟลข์ อ้ มลู ทจ่ี ะตอ้ งทาการจดั เก็บใน 3 รปู แบบ คอื
1.1ข้อความที่ปรากฏอยูห่ นา้ เวบ็ ไซต์

แล้วคลกิ ท่ี Copy(คดั ลอก)
ทาการเปิดโปรแกรม Microsoft Word หรอื โปรแกรมทตี่ ้องการ แลว้ คลิกเมาสข์ า้ งขวาบริเวณตาแหน่งที่
ตอ้ งการวาง เสรจ็ แลว้ ใหค้ ลิก Paste (วาง)
1.2ขอ้ ความทีม่ ีรูปแบบไฟล์ .doc
เมอื่ ทาการคน้ หาข้อมูลท่ตี ้องการ จะปรากฏชอ่ื รปู แบบของไฟล์ ถา้ เปน็ ขอ้ มูลท่สี ร้างโดย
โปรแกรม Microsoft Word จะปรากฏช่ือไฟล์ DOC
ใหค้ ลกิ ทีช่ ่ือเร่ืองท่ีต้องการ

32

จะเรม่ิ ดาเนนิ การดาวน์โหลดข้อมูล

ให้คลิกทช่ี ื่อไฟลข์ ้อมลู ทท่ี าการดาวน์โหลดเสรจ็ แลว้ เพอื่ ดาเนินการเปดิ ข้อมลู ทาการจัดเก็บข้อมลู โดยคลิก
ที่ File (แฟม้ ) ทเ่ี ราตอ้ งการ แล้วคลกิ Save (บนั ทกึ )
1.3 ขอ้ ความทมี่ ีรูปแบบไฟล์ .pdf
ไฟล์ PDF เปน็ ไฟล์ท่ีเปดิ ดว้ ยโปรแกรม Acrobat ซงึ่ จะปรากฏชื่อไฟล์ PDF

ใหท้ าการคลกิ ช่อื ไฟล์ขอ้ มลู ที่ต้องการจัดเก็บ จะปรากฏกรอบใหท้ าการดาวน์โหลด ดงั น้ี

33

ทาการจัดเก็บข้อมลู โดยคลกิ ท่ี File (แฟม้ ) ที่เราต้องการ แลว้ คลิก Save (บนั ทึก)
1.4ข้อความที่มรี ูปแบบไฟล์ .ppt

ไฟล์PPT เปน็ แฟ้มขอ้ มูลท่จี ัดเกบ็ โดยใชโ้ ปรม Microsoft PowerPoint ซ่งึ เม่อื คลิกทบี่ รเิ วณชื่อจะปรากฏชื่
เร่ืองท่ตี ้องหารแลว้ จะปรากฏกรอบให้ดาวน์โหลดดงั นี้

ทาการจดั เก็บข้อมูลโดยคลิกที่ File (แฟ้ม) ท่ีเราตอ้ งการ แลว้ คลกิ Save (บันทึก)
จะปรากฏรายละเอยี ดของเรื่องที่เราต้องการในรูปแบบของไฟล์ PowerPoint

34

การเตรียมการค้นคืนสารสนเทศ
การเข้าถงึ (Access)
เปน็ วธิ กี ารท่ีผู้ใชส้ ามารถค้น คน้ หา ค้นคืน และได้รับสารสนเทศ ทีเ่ ข้าถึงเป็นทรัพยากรสารสนเทศทีส่ ถาบนั
บรกิ ารสารสนเทศและแหล่งต่างๆ จดั เก็บไวบ้ รกิ ารผใู้ ช้
การคน้ หา(Searching)
เป็นการป้อนคาสงั่ โดยผู้คน้ เตรยี มประโยคหรอื คาค้นไว้ และปฏสิ ัมพนั ธ์กับระบบคน้ คืนและพจิ ารณาผลที่
ได้รับ ซ่ึงเป็นขน้ั ตอนในกระบวนการคน้ หา
การค้นคนื (Retrieval)
หมายถึง การไดร้ บั ส่ิงต้องการกลบั คืนมา
การคน้ คืนสารสนเทศ จงึ เป็นการกระทาใดๆท่คี ัดเลอื กสารสนเทศจากแหล่งเก็บเพอื่ ทาใหไ้ ดร้ ับสารสนเทศ
ตามที่ต้องการซึ่งอาจเปน็ ข้อมูล หรอื รายการเอกสาร ท่ีมีเนื้อหาท่ีต้องการ
หลกั สาคญั ของการคน้ คืนสารสนเทศคือ การคน้ หาและนาสารสนเทศทีต่ รงตามความต้องการ สง่ ให้ผู้ใช้
อย่างรวดเรว็ ทนั กาล จงึ เรียกวา่ ระบบการคน้ คืนสารสนเทศ เช่น บัตรรายการ ส่ิงพมิ พ์ดรรชนี เป็นตน้

สรปุ การจดั เกบ็ และคน้ คนื สารสนเทศ คือ กระบวนการในการรวบรวมรายละเอยี ดของสารสนเทศ
และทรัพยากรสารสนเทศที่ต้องการกลบั คนื มาได้สะดวกและรวดเร็ว ดว้ ยวธิ ีและเทคนคิ อยา่ งเป็นขน้ั ตอน
การเตรยี มการในการคน้ คืนสารสนเทศ มขี ้ันตอนในการปฏิบตั ิ ดังน้ี

1.การเตรยี มรายละเอียดข้อมูลที่ตอ้ งการ
WHO หมายถึงเรือ่ งราวทก่ี าลังต้องการคน้ หาเก่ียวกบั ใคร ได้มกี ารปรกึ ษาบุคคลอนื่ ก่อนหรอื ไม่และมีการ
พดู คยุ กบั กลมุ่ หรือบุคคลเปา้ หมายใดบ้าง
WHAT หมายถึง ต้องการสนเทศอะไรบ้างหรอื ประเภทใดบ้างทีต่ อ้ งการการคาดวา่ ทรพั ยากรสารสนเทศใดมี
ประโยชนส์ งู สุดต่อการคน้ หา มีการตรวจสอบทรัพยากรทมี่ ีอยู่ เพื่อยน่ ระยะเวลาในการค้นหาและรปู แบบ
สารสนเทศทตี่ ้องการเปน็ อยา่ งไร
WHERE หมายถงึ ข้อมลู ท่ีตอ้ งการค้นหาเกิดขน้ึ ทไ่ี หน สามารถคน้ พบได้แหล่งใด และในอนาคตจะสามารถ
ค้นหาสารสนเทศท่ีต้องการได้จากที่ไหน
WHY หมายถงึ จะต้องการสารสนเทศมากน้อยแค่ไหน จะนาทรพั ยากรสารสนเทศทีร่ วบรวมมาได้มา
สงั เคราะห์อยา่ งไร มงี บประมาณเทา่ ไร เพียงพอ หรือไมท่ ่ีจะสบื คน้ วิธีการคน้ หาข้อมูลมี 2 แบบ ท้ังแบบ
ออนไลน์ และแบบออฟไลน์ จะขอความช่วยเหลอื อยา่ งไรถ้าเกดิ ปญั หา และการอ้างอิงทาอย่างไร

2.พจิ ารณาเลือกฐานข้อมูลโดยให้คานึงถึง
-ขอบเขตเนือ้ หาสาระของสารสนเทศในฐานข้อมลู
-ระยะเวลาของสารสนเทศทบ่ี ันทึกอยู่ในฐานข้อมูล
-ราคาค่าใช้จ่ายท่ตี ้องการสบื คน้ ฐานขอ้ มูล
-ภาษาของสารสนเทศ

35

-จานวนสารสนเทศทีม่ อี ยู่และการเพิ่มข้นึ ของข้อมลู
-ลกั ษณะของสารสนเทศที่ให้เป็นสารสงั เขป หรือข้อมลู เตม็ รปู
-บรกิ ารอานวยความสะดวกแก่ผูใ้ ช้ เชน่ การพมิ พ์ผลการสืบคน้ หรอื การส่งขอ้ มลู ผา่ น E-Mail
การดาเนนิ การเก่ียวกบั ขอ้ มูลสารสนเทศ
การเก็บรวบรวมข้อมลู

การเก็บรวบรวมข้อมลู เปน็ ขนั้ ตอนหนึง่ ของกระบวนการทางสถติ ทิ ี่มีความสาคญั เพ่ือให้ไดม้ าซ่ึง
ข้อมลู ท่ีตอบสนองวัตถปุ ระสงค์ และสอดคลอ้ งกับกรอบแนวความคดิ สมมตุ ิฐาน เทคนคิ การวัด และการ
วิเคราะหข์ ้อมูล ซึ่งหมายรวมทั้ง การเกบ็ ข้อมลู (Data Collection) คือ การเก็บข้อมลู ข้ึนมาใหม่ และการ
รวบรวมขอ้ มลู (Data Compilation) ซง่ึ หมายถงึ การนาเอาข้อมลู ต่างๆทผี่ ู้อ่ืนไดเ้ ก็บไว้แลว้ หรอื รายงานไว้
ในเอกสารต่างๆ มาทาการศกึ ษาวเิ คราะห์ต่อ
การตรวจสอบข้อมลู

เม่อื เกบ็ รวบรวมข้อมูลไดแ้ ลว้ จาเปน็ ต้องตรวจสอบความถกู ต้องของขอ้ มูล และมีการตรวจทานหรอื
แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง ข้อมูลที่จัดเก็บต้องถูกตอ้ งและเช่ือถือไดเ้ พราะหากข้อมูลไมน่ า่ เช่ือถอื แล้ว สารสนเทศ
ท่ไี ดจ้ ากข้อมูลนั้นก็ไมน่ า่ เชื่อถือด้วย
การรวบรวมเปน็ แฟ้มข้อมูล

การเก็บรวบรวมข้อมลู ไว้เปน็ แฟม้ ข้อมลู นั้น เปน็ ข้นั ตอนท่สี าคญั ข้ันตอนหนง่ึ การไปสารวจขอ้ มูลไมว่ ่า
ในเรอ่ื งอะไรส่วนใหญ่จะรวบรวมขอ้ มลู มาหลายเรอื่ ง จาเป็นต้องแบ่งแยกขอ้ มูลออกเป็นกลมุ่ เปน็ เรื่องไว้เปน็
แฟม้ ขอ้ มูล เพื่อใหก้ ารดาเนนิ การในข้ันตอนต่อไปจะได้สะดวกและรวดเร็วข้นึ
การจดั เรียงข้อมูล

ข้อมลู ทเ่ี กบ็ ไวเ้ ปน็ แฟม้ ควรมีการจดั เรียงลาดบั ข้อมลู เพื่อสะดวกต่อการคน้ หาหรอื อ้างอิงในภายหลงั
การจัดเรียงข้อมลู เป็นวธิ ีการประมวลผลข้อมลู ใหเ้ ปน็ สารสนเทศวธิ ีหน่งึ
การคานวณ

ข้อมูลทจี่ ัดเก็บมที ัง้ ข้อมูลทีเ่ ป็นตัวอกั ษร ขอ้ ความ และตวั เลข ดังนนั้ อาจมคี วามจาเปน็ ในการ
คานวณจานวนท่ีได้มาจากขอ้ มูล เชน่ หาค่าเฉลี่ย หาผลรวม
การทารายงาน

การสรปุ ทารายงานใหต้ รงกับความต้องการของการใชง้ าน จะทาให้การใช้สารสนเทศมปี ระสทิ ธภิ าพ
และรวดเรว็ ข้ึน เพราะการทารายงานเป็นวิธีการท่ีจะจัดรปู แบบขอ้ มลู ให้เปน็ สารสนเทศตามความต้องการ
การจัดเก็บ

ขอ้ มูลท่ีมีการสารวจหรือรวบรวมมา และมีการประมวลผลใหเ้ ป็นสารสนเทศ จาเป็นต้องดาเนินการ
จดั เกบ็ เอาไวเ้ พื่อใช้ในภายหลัง การจัดเก็บสมัยใหมม่ ักเปลี่ยนขอ้ มลู ให้อยใู่ นรูปแบบท่ีสามารถจดั เกบ็ ในสอ่ื
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เช่น แผน่ บนั ทึกหรอื ซดี รี อม
การทาสาเนา

36

หากตอ้ งการใช้ข้อมูลก็สามารถคัดลอกหรือทาสาเนาขึน้ ใหม่ได้ การคัดลอกข้อมูลด้วยระบบทาง
คอมพวิ เตอร์ทาไดง้ ่ายและรวดเร็ว
การแจกจา่ ยและการสอื่ สารข้อมลู

เมอ่ื ต้องการแจกจ่ายข้อมลู ใหผ้ ู้อืน่ ใช้ สามารถกระทาการแจกจ่ายไดโ้ ดยง่าย เทคโนโลยีสอ่ื สาร
สมัยใหม่ทาให้จดั สง่ ขอ้ มลู ได้อยา่ งรวดเร็ว โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งอินเทอร์เน็ตเปน็ ส่ือทีช่ ว่ ยใหก้ ารเผยแพร่ทาได้
กวา้ งขวางมากขน้ึ
15.กรรมวธิ กี ารจดั การขอ้ มลู
การจัดการขอ้ มลู
บทบาทและความสาคัญของการจัดการข้อมลู
ขอ้ มลู (Data) เป็นองค์ประกอบทสี่ าคญั ส่วนหนง่ึ ของระบบสารสนเทศคอมพวิ เตอร์ การจดั การข้อมลู (Data
Management) เป็นกลยุทธ์หน่ึงในการบริหารองค์การให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของ
เทคโนโลยีข่าวสาร คอมพิวเตอร์ที่เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การจัดการและบริหารองค์การให้ประสบ
ความสาเร็จน้ัน การตัดสินใจที่ถูกต้อง รวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์ถือเป็นหัวใจของการทาธุรกิจในยุค
ปัจจุบัน ดังน้ันการจัดการข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ เพ่ือนาไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องจะช่วยให้องค์การอยู่
รอดได้ในการแขง่ ขนั กบั องค์การอ่ืนๆ
ขอ้ มูล คือ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ในเหตกุ ารณ์ต่างๆ ที่ได้จากการสังเกต การจดบันทึก การสมั ภาษณ์และการ
สอบถาม แต่ข้อมูล นี้ต้องยังไม่มีการประมวลผล ไม่มีการวิเคราะห์ หรือที่เรียกว่าเป็นข้อมูลดิบ โดยท่ียังไม่
สามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ได้ทนั ที
การจัดการข้อมูล คือ การบริหาร การจัดเก็บข้อมูล การประมวลข้อมูลให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีประโยชน์ท่ี
พร้อมจะสามารถนามาใช้ประโยชน์ได้ในทันทีการจัดการข้อมูลจะเกิดประโยชน์สูงสุดหรือประสิทธิภาพ
สูงสุดก็ต่อเม่ือผู้ใช้ข้อมูลสามารถใช้ข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นกลางมากท่ีสุด เพื่อจะ
ได้นาข้อมลู เหล่า นัน้ มาช่วยในการตัดสินใจหรือนาไปใช้ประโยชนอ์ ่ืนๆ ตอ่ ไปใน ปัจจบุ ันนี้ข้อมูลตา่ งๆ ไดถ้ ูก
จดั การไวอ้ ย่างเป็นระเบยี บ โดยเกบ็ ไว้ในสิ่งทเ่ี รียกวา่ แฟ้ม (File)
หลกั ในการบรหิ ารข้อมลู ประกอบด้วย

1. ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล (Access) ได้ง่ายรวดเร็วและถูกต้อง โดยจะตอ้ งมีการกาหนด
สทิ ธิในการเรียกใชข้ อ้ มูลตามลาดับความสาคญั ของผูใ้ ช้

2. จะต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยของขอ้ มูล (Security) ขอ้ มูลท่ีจัดเก็บไว้จะต้องมีระบบรักษา
ความปลอดภยั เพือ่ ป้องกนั การจารกรรมข้อมูล

3. สามารถเปล่ียนแปลงแก้ไขในอนาคตได้ (Edit) ทั้งนี้เนื่องจากแผนท่ีวางไว้อาจจะต้องมีการ
เปล่ียนแปลงตามสถานการณ์จึงทาให้ต้องมีการจัดระเบียบข้อมูล แก้ไขข้อมูลพร้อมท้ังจัดหาข้อมูลมา
เพ่มิ เติม

4. ข้อมูลท่ีจัดเก็บอาจจะต้องมีการจัดแบ่งเป็นส่วนหรือสร้างเป็นตาราง เพื่อง่ายแก่การปรับปรุง
ข้อมลู ในลักษณะการจดั การฐานข้อมลู แบบสมั พนั ธ์ (Relational database) ซ่ึงจะกล่าวถงึ ภายหลงั

37

วตั ถปุ ระสงค์ในการจดั การข้อมลู
– การเกบ็ ขอ้ มูลเพ่ือให้สามารถนากลับมาใช้ได้ในภายหลัง
– การจัดขอ้ มูลให้อยใู่ นรูปแบบทส่ี ามารถเรียกใชไ้ ด้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
– การปรบั ปรุงขอ้ มลู ใหม้ คี วามถกู ตอ้ งสมบูรณ์อย่เู สมอ
– การปกป้องข้อมูล จากการทาลาย ลักลอบใช้ หรือแก้ไขโดยมิชอบ รวมท้ังปกป้องข้อมูลจาก
อบุ ตั ิเหตทุ ่อี าจเกดิ จากวนิ าศภยั หรอื ความบกพร่องภายในระบบคอมพิวเตอร์
ประเภทของขอ้ มูล

ข้อมลู ท่นี ามาประมวลผลเพื่อใหเ้ ป็นสารสนเทศสามารถจาแนกตามลักษณะได้ 2 ลักษณะคอื
1) จาแนกตามแหล่งท่ีมา 2) จาแนกตามรูปแบบของขอ้ มลู

ขอ้ มลู ท่ีจาแนกตามแหลง่ ท่มี า สามารถจาแนกออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1. แหล่งข้อมูลภายในองค์กร แบบนี้จะเป็นการเก็บข้อมูลที่เกิดข้ึนภายในหน่วยงานของ

ตนเอง เชน่ ขอ้ มลู ของนักเรยี น ขอ้ มลู ในบรษิ ัท ขอ้ มูลในโรงพยาบาล เป็นตน้
2. แหล่งข้อมูลภายนอกองค์กร เปน็ ข้อมูลท่ีได้มาจากแหล่งอ่ืนที่อยู่นอกหน่วยงาน ซ่ึงข้อมูล

เหล่าน้ีส่วนมากจะเป็นข้อมูลท่ีมี ความพิเศษกว่าข้อมูลภายในองค์กร เพราะต้องอาศัยความสามารถของ
หน่วยงานอื่นเข้ามาเก่ียวข้อง เพ่ือความเหมาะสม และ ความเป็นธรรมของข้อมูลนั้นๆ เช่น ต้องการทราบ
อตั ราการใช้จานวนไฟฟ้าท่ีมีจานวนมากทสี่ ุด 10 อนั ดับต้นของประเทศ จะเห็น วา่ การต้องการทราบข้อมูล
เหล่าน้จี ะต้องอาศยั แหล่งข้อมลู ของท่ีอื่น เชน่ หน่วยงานการไฟฟา้ หน่วยงานจัดเกบ็ คา่ ไฟฟ้า

ขอ้ มลู ทจี่ าแนกตามรูปแบบของขอ้ มูล สามารถจาแนกออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1. ข้อมูลชั้นต้น หรือ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) เป็นข้อมูลทางตรง ที่พบ หรือประสบ

ด้วยตน หรือถ้าเป็นการเขียน ต้องเป็นการเขียนรวบรวมไว้เป็นครั้งแรก จากผู้เขียนโดยตรง ข้อมูลข้ันปฐม
ภูมิน้ีบางครั้งอาจจะเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากความเป็นจริง เพราะยังไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูล เช่น การสารวจ
มด จากการสารวจด้วยตาเปล่าอาจจะมองเห็นว่ามดไม่มีขนท่ีบริเวณรอบๆ ร่างกาย แต่ในความเป็นจริงถ้า
นามดมาส่องดว้ ยกลอ้ ง จลุ ทรรศน์ จะเห็นว่ามดจะมีขนรอบๆ รา่ งกาย

2. ข้อมูลชั้นท่ีสอง หรือ ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) เป็นข้อมูลที่ได้จากบันทึกของ
บุคคลอ่ืน หรือการบอกกล่าวถ่ายทอดต่อเน่ืองมาจากผู้อ่ืน เช่น การค้นคว้าเอกสารในห้องสมุด การอ่าน
หนงั สือ การดโู ทรทศั น์ การฟงั รายการข่าว เป็นต้น
คณุ สมบตั ิของข้อมลู ท่ดี ี
การจัดเก็บข้อมูลจาเป็นต้องมีแผนในการดาเนินการ หรือกล่าวได้ว่าการได้มาซึ่งข้อมูลท่ีจะนามาใช้
ประโยชน์ องค์กรจาเป็นต้องลงทุนทั้งในด้านตัวข้อมูล เคร่ืองจักร และอุปกรณ์ ตลอดจนการพัฒนา
บุคลากรมารองรบั ระบบ เพ่อื ให้ใช้งานไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ การจัดการระบบขอ้ มลู จงึ ต้องคานึงถึงปัญหา
ต่าง ๆ และพยายามมองปัญหาแบบท่ีเป็นจริง สามารถดาเนินการได้ ให้ประสิทธิผลคุ้มค่ากับการ
ลงทุน ข้อมลู ที่ดจี ะต้องมีคณุ สมบตั ขิ ัน้ พนื้ ฐานดังน้ี

38

1. ความถูกต้อง (Accuracy) ข้อมูลที่ดีต้องมีความถูกต้อง เพ่ือให้สามารถนาเอาไปใช้
ประโยชน์ได้ หากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้ว ถ้าข้อมูลที่เก็บมาเช่ือถือไม่ได้จะทาให้เกิดผลเสียอย่าง
มาก ผู้ใช้จะไม่กล้าอ้างอิงหรือนาไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเหตุให้การตัดสินใจของผู้บริหารขาดความ
แมน่ ยา และอาจมีโอกาสผดิ พลาดได้ รูปแบบการจัดเกบ็ ข้อมูลต้องคานงึ ถงึ กรรมวิธีการดาเนินงานเพื่อใหไ้ ด้
ความถกู ต้องแม่นยามากท่สี ดุ

2. ความรวดเร็วและเป็นปัจจุบัน (Update) ข้อมูลท่ีดีจาเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้มี
ความเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ การได้มาของข้อมูล จาเป็นต้องให้ทันต่อความต้องการของผู้ใช้ ทันสมัย และทัน
ต่อเหตุการณ์ปจั จุบัน

3. ความสมบูรณ์ (Complete) ข้อมูลท่ีมีความสมบูรณ์ คือ ข้อมูลที่สามารถตอบสนองความ
ต้องการของผู้ใช้ ซ่ึงจะขึ้นกับวิธีการรวบรวมข้อมูลและวิธีการประมวลผล ดังนั้นในการดาเนินการรวบรวม
ขอ้ มูลต้องสารวจและสอบถามความต้องการในการใชข้ อ้ มลู เพ่ือให้ได้ขอ้ มูลท่มี ีความสมบรู ณ์

4. ตรงตามความต้องการ (Relevance) และสอดคล้องตามความต้องการเป็นเร่ืองที่สาคัญ
ดังน้ันจึงต้องมีการสารวจเพ่ือหาความตอ้ งการของหน่วยงานและองค์กร ดูสภาพการใช้ข้อมลู และขอบเขต
ขอ้ มูล ทสี่ อดคลอ้ งกบั ความต้องการ

5. สามารถตรวจสอบได้ (Verifiable) ทั้งกระชับและชัดเจน แหล่งข้อมูลท่ีนามาใช้ต้องเป็น
ขอ้ มลู ทีต่ รวจสอบได้ มที มี่ าน่าเช่อื ถอื เพื่อจะได้นาข้อมูลทีไ่ ดร้ ับมาใช้ประโยชน์
การรวบรวมขอ้ มูล

การรวบรวมข้อมูล คือ กระบวนการในการแสวงหาข้อมูล และเก็บบันทึกข้อมูลไว้เพื่อให้ง่ายต่อ
การนาไปใช้ในกรณีท่ีมีข้อมูลจานวน มากๆ ฉะนั้นการจัดเก็บข้อมูลจานวนมากๆ จึงจาเป็นท่ีจะต้อง
จดั ระบบการรวบรวมข้อมลู ควร วิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลท่ีสาคญั มี 4 วิธี คือ

1. การเก็บรวบรวมข้อมลู ด้วยวธิ กี ารสอบถาม
ใช้ในกรณีที่ต้องการทราบข้อมูลเก่ียวกับเรื่องใดเร่ืองหน่ึงจากบุคคล และเป็นเร่ืองท่ีมี
รายละเอียดแบบเจาะลกึ การใชว้ ิธี การสอบถามจะได้ขอ้ มลู ที่มีรายละเอียดมาก แต่ข้อเสยี ของการรวบรวม
ขอ้ มลู ดว้ ยวิธีการสอบถามน้คี อื จะใชไ้ ดใ้ นกรณที จ่ี ะ สอบถามบุคคลเพียงกลมุ่ เลก็ ๆ เท่าน้ัน
2. การเกบ็ รวบรวมข้อมูลดว้ ยวธิ ีการสงั เกต
คอื การพิจารณาดูส่งิ นั้นๆ โดยตรง ภายในระยะเวลาและสถานท่ที ี่กาหนด การรวบรวมข้อมูล
ด้วยวิธีการสังเกตนี้นิยมใช้กับสัตว์ หรือส่ิงท่ีไม่สามารถควบคุมได้ หรือสิ่งที่ต้องการให้เกิดความเป็น
ธรรมชาติมากทส่ี ดุ เช่น สงั เกตพฤตกิ รรมของสัตว์ หรอื สังเกตพฤติกรรมของนกั เรียนในชว่ั โมงคณิตศาสตร์
3. การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวธิ ี การสารวจ
คอื การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยส่งแบบสอบถาม การสัมภาษณ์บุคคลเปา้ หมาย ซ่ึงการสารวจ
จะไดร้ บั ขอ้ มูลท่ีเฉพาะเจาะจงและ ลึกกว่าแบบ สังเกต และสามารถทจี่ ะรวบรวมข้อมูลจากบคุ คลเป้าหมาย
ไดจ้ านวนมาก

39

4. วิธีการคน้ ควา้ จากเอกสารหรอื ข้อมูลขน้ั ท่ี 2
คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าตามเอกสารจากแหล่งต่าง ๆ เช่น
ห้องสมุด หนังสือ เป็นต้น หรือ จากการจดบันทึกหรือการบอกกล่าวจากบุคคลอ่ืน ซึ่งเป็นการเก็บ
รวบรวมข้อมลู หาได้งา่ ยและมีแหลง่ ข้อมลู อา้ งอิง
โครงสร้างข้อมลู
การใช้คอมพิวเตอร์จัดการระบบฐานข้อมูลน้ัน ข้อมูลของเอนทิตีต่างๆ จะได้รับการนาไปเก็บไว้ใน
หน่วยความจาของคอมพิวเตอร์ ข้อมูลที่เก็บไว้อาจได้รับการเปล่ียนแปลงเพิ่มเติมหรือตัดออกได้ การเก็บ
ข้อมูลจะทาการเก็บข้อมูลไว้หลายๆ เอนทิตี และเมื่อมีการเรียกใช้อาจนาเอาข้อมูลจากหลายๆ เอนทิตีน้ัน
มาสมั พันธ์กนั เพื่อให้ไดผ้ ลลพั ธ์ที่ตอ้ งการ
การจดั เกบ็ ข้อมูลด้วยระบบคอมพวิ เตอร์ที่ถือวา่ มีประสิทธิภาพคือการใช้เน้ือทีใ่ นการจัดเก็บข้อมลู น้อยที่สุด
และจะต้องเรียกค้นข้อมูลได้ง่าย ดังนั้นจึงมีการแบ่งเอนทิตีออกเป็นส่วนย่อยๆ เพ่ือใช้เรียกข้อมูลย่อยซ่ึง
เรียกว่า เขตข้อมูล (Field) เมื่อนาเขตข้อมูลท้ังหมดของแฟ้มมาวางเรียงกัน จะเกิดรูปแบบที่ทาง
คอมพิวเตอร์มองเห็นเรียกว่า ระเบียน (Record) ซึ่งสามารถใช้เป็นเคร่ืองบ่งบอกถึงโครงสร้างงาของแฟ้ม
นัน้ ไดร้ วมกนั ในระบบฐานขอ้ มูลจงึ ประกอบด้วยแฟม้ ข้อมูลจานวนหลายๆ แฟม้ ที่มีความสมั พนั ธ์กนั
การจัดโครงสรา้ งแฟ้มขอ้ มูล
การจดั โครงสรา้ งแฟม้ ข้อมูลแบบตา่ งๆ มลี ักษณะเฉพาะตัวในการเขา้ ถงึ ขอ้ มูล ดงั น้ี
– แฟ้มลาดับ (Sequential file) เป็นการจัดโครงสร้างแฟ้มท่ีง่ายที่สุด คือ ระเบียนถูกเก็บเรียง
ต่อเน่อื งกันไปตามลาดับของเขตข้อมูลคีย์
– แฟ้มสุ่ม (Direct file) ใช้แก้ปัญหาความล่าช้าในการเข้าถึงข้อมูลของแฟ้มลาดับ โดยใช้ฟังก์ชันสุ่ม
ในเขตข้อมูลคีย์เปน็ ข้อมูลนาเขา้ และใหผ้ ลลัพธเ์ ปน็ ตาแหน่งท่ีอยขู่ องระเบยี น
– แฟ้มดรรชนี (Indexed file) คล้ายกับดรรชนคี าศัพท์ท่ีอยู่ท้ายเล่มหนังสือ ท่ีประกอบด้วยคาต่างๆ
เรยี งตามตัวอกั ษร โดยจะเก็บคา่ ของเขตขอ้ มูลคีย์ทง้ั หมดพรอ้ มดว้ ยตาแหนง่ ของระเบียนท่มี ีค่าเขตขอ้ มูลคีย์
นน้ั
– แฟ้มลาดับดรรชนี (Indexed sequential file) เป็นการจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูลที่แตกต่างจาก
แฟ้มดรรชนี ซึ่งตัวระเบียนในแฟ้มข้อมูลไม่เรียงตามลาดับ แต่เรียงเฉพาะคียใ์ นดรรชนี แฟ้มลาดับดรรชนี มี
ระเบียนที่เรยี งลาดบั ตามเขตคยี ข์ อ้ มูล และมดี รรชนีบางส่วน
หนว่ ยของขอ้ มูล
หน่วยของข้อมูลคอมพิวเตอร์ สามารถจัดเรียงเป็นลาดับชั้น จากขนาดเล็กไปขนาดใหญ่ได้ดังน้ี
– บิต (bit) เลขฐานสองหน่ึงหลกั ซ่ึงมีค่าเปน็ 0 หรอื 1
– ตัวอักษร (character) กลุ่มข้อบิตสามารถแทนค่าตัวอักษรได้ ในชุดอักขระASCII 1 ไบต์ (8 บิต)
แทน 1 ตวั อักษร

40

– เขตข้อมูล (field) เขตข้อมูลซ่ึงประกอบดว้ ยกลมุ่ ตวั อักษรที่แทนข้อเท็จจริง

– ระเบยี น (record) คอื โครงสร้างข้อมลู ทีแ่ ทนตัววัตถชุ นิ้ หนง่ึ เชน่ ระเบยี นนักเรยี น

– แฟ้ม (file) ตารางทีเ่ ปน็ กลุ่มของระเบยี นท่ีมโี ครงสร้างเดยี วกัน

– ฐานขอ้ มลู (database) กลุม่ ของตารางท่ีมคี วามสมั พันธก์ นั

หนว่ ยวัดความจุของหนว่ ยความจาทางคอมพิวเตอร์

8 bits =1 Byte :B

1,024 Bytes =1 Kilo Byte : KB

1,024 KB = 1 Mega Byte : MB

1,024 MB =1 Giga Byte : GB

1,024 GB = 1 Tera Byte : TB

หมายเหตุ Kilo = 210 = 1,024

การจดั การฐานข้อมูล

ในการทางานด้วยคอมพิวเตอร์ ถึงแม้จะมีเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ีมีประสิทธิภาพดีแล้วยังต้องมีชุดคาส่ัง

(Software) ท่ีจะควบคุมการทางานของเคร่ืองอีกด้วย การทางานโดยวิธีการจัดแฟ้มซ่ึงเรียกวิธีนี้ว่า ระบบ

การจัดการกระทาแฟ้มข้อมูล (file handing system) อาจใช้โปรแกรมสาเร็จซึ่งทาหน้าท่ีในการเก็บ

รวบรวมข้อมูลให้เป็นแฟ้มท่ีมีระเบียบง่ายต่อการใช้งาน และช่วยทาให้ผู้ใช้ประมวลผลข้อมูลต่างๆ ตาม

ความต้องการได้อย่างรวดเร็ว โปรแกรมเหล่านี้จะใช้ระบบการจัดการฐานข้อมูล หรือที่เรียกว่า ดีบีเอ็มเอส

(Data Base Management System : DBMS)

ระบบฐานข้อมลู เป็นส่งิ ท่ีจาเปน็ และเกี่ยวขอ้ งกบั การใช้งานประจาวัน การตัดสินใจของผู้บรหิ ารจะกระทาได้

รวดเร็ว ถ้ามีข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอ จึงมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศ

ดังกล่าว แต่การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์จาเป็นต้องมีหลักการและวิธีการที่ทาให้ระบบมีระเบียบแบบ

แผนท่ีดี การแบ่งประเภทแฟ้ม

ลักษณะการจัดการฐานขอ้ มลู ที่ดี

เทคโนโลยีดา้ นคอมพิวเตอร์ได้เปล่ียนแปลงไปตามกาลเวลา วธิ กี ารฐานขอ้ มูลไดพ้ ฒั นาใหก้ า้ วหน้าขนึ้

จากการออกแบบและเกบ็ ข้อมลู ในฐานข้อมลู ท่ีเดียว การจัดการฐานข้อมูลจึงมหี ลกั การท่สี าคญั คือ

1. ลดความซ้าซ้อนของขอ้ มลู

2. กาหนดมาตรฐานข้อมูล

3. มีระบบป้องกันความปลอดภยั ของข้อมลู

4. มีความเปน็ อสิ ระจากโปรแกรม

5. รวมขอ้ มลู เปน็ ฐานข้อมูลกลาง

องคป์ ระกอบของระบบฐานข้อมลู

41

ระบบฐานข้อมลู ส่วนใหญเ่ ปน็ ระบบทม่ี ีการนาคอมพวิ เตอรเ์ ขา้ มาช่วยในการจัดเก็บข้อมลู โดยมซี อฟแวร์หรือ
โปรแกรมชว่ ยในการจดั การข้อมูลเหล่านี้เพ่ือให้ไดข้ ้อมลู ตามผูใ้ ช้ต้องการองค์ประกอบของระบบ
ฐานข้อมูล แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คอื

1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
ในระบบฐานข้อมูลท่ีมีประสิทธิภาพควรมีฮาร์ดแวร์ต่างๆ ท่ีพร้อมจะอานวยความสะดวกในการบริหาร
ระบบงานฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นขนาดของหน่วยความจาความเร็วของหน่วย
ประมวลผลกลาง อุปกรณ์นาเข้าและออกรายงานรวมถึงหน่วยความจาสารองที่รองรับการประมวลผล
ขอ้ มลู ในระบบไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ

2.โปรแกรม (Program)
ในการประมวลผลฐานข้อมูลอาจจะใช้โปรแกรมที่แตกต่างกันทั้งน้ีขึ้นอยู่กับระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ว่าเป็น
แบบใด โปรแกรมที่ทาหน้าที่การสร้างการเรียกใช้ข้อมูลการจัดทารายงานการปรับเปล่ียนแก้ไข
โครงสร้าง การควบคมุ หรอื กล่าวไดอ้ กี อยา่ งหนง่ึ วา่ ระบบจัดการ
ฐานข้อมูล ( Database Management System ) คือโปรแกรมหรือซอฟท์แวร์ท่ีทาหน้าท่ีในการ
จดั การฐานข้อมลู โดยจะเป็นส่อื กลางระหวา่ งผ้ใู ช้ และโปรแกรมประยุกต์ตา่ ง ๆ ทีม่ อี ยใู่ นฐานข้อมูล

3.ขอ้ มลู (Data)
ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซ่ึงข้อมูลเหล่าน้ีสามารถใช้
ร่วมกันได้ ผู้ใช้ข้อมูลในระบบฐานขอ้ มูล จะมองภาพข้อมูลในลักษณะท่ีแตกต่างกัน เช่น ผใู้ ชบ้ างคนมอง
ภาพของข้อมูลท่ีถูกจัดเก็บไว้ในส่ือเก็บข้อมูลจริง ( Physical Level ) ในขณะที่ผู้ใช้บางคนมองภาพ
ข้อมูลจากการใชง้ านของผู้ใช้ ( External Level )

4.บคุ ลากร (People)
ผู้ใช้ทั่วไป เป็นบคุ ลากรทีใ่ ช้ข้อมูลจากระบบฐานขอ้ มูล เพ่ือให้งานสาเร็จลลุ ่วงได้เชน่ ในระบบข้อมลู การจอง
ตวั๋ เครื่องบิน ผู้ใช้ทั่วไป คอื พนกั งานจองต๋ัวพนักงานปฏบิ ัตงิ าน ( Operating ) เปน็ ผปู้ ฏิบัตกิ ารด้านการ
ประมวลผล
การป้อนข้อมูลลงเคร่ืองคอมพิวเตอร์ นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ ( System Analyst ) เป็น
บุคลากรที่ทาหน้าท่วี เิ คราะห์ระบบฐานขอ้ มลู และออกแบบระบบงานทจ่ี ะนามาใช้
ผู้เขียนโปรแกรมประยุกต์ใช้งาน ( Programmer ) เป็นผู้ทาหน้าท่ีเขียนโปรแกรมประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ
เพื่อใหก้ ารจดั เก็บการเรยี กใชข้ อ้ มลู เปน็ ไปตามความตอ้ งการของผ้ใู ช้
ผู้บริหารงานฐานข้อมูล(Database Administrator :DBA ) เป็นบุคคลที่ทาหน้าท่ีบริหารและควบคุมการ
บริหารงานของระบบฐานข้อมูลทั้งหมด เป็นผู้ท่ีจะต้องตัดสินใจว่าจะรวบรวมข้อมูลอะไรเข้าสู่
ระบบ จัดเก็บโดยวิธีใด เทคนิคการเรียกใช้ข้อมูล กาหนดระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลการ
สร้างระบบข้อมลู สารอง การกู้ และประสานงานกบั ผใู้ ชว้ า่ ต้องการใช้ขอ้ มูลอย่างไร รวมถงึ นกั วิเคราะห์และ


Click to View FlipBook Version