DARK AGE
“History is the study of all the world’s crime” — Voltaire, French writer and philosopher (1694-1778) “History is the story of events, with praise or blame” — Cotton Mather, American writer and politician (1663-1728) “History is written by the victors” — Anonymous, Italian ( 1919 )
Context Prologue ยุคมืดมืคืออะไร 1 Chapter 1 ก่อนจะมาเป็นยุคมืดมื กำ เนิดยุคมืดมื Chapter 2 ศาสนาเรืองอำ นาจ การเกิดกิและการล่มสลายของระบบฟิวดัลดั Chapter 3 สงครามครูเรูสด กำ เนิดชาติรัติรัฐ Chapter 4 สงครามร้อยปี กาฬโรค โจนออฟอาร์ก Chapter 5 นักปราชญ์แห่งยุค การล่มสลายของกรุงรุคอนแสตนติโตินเปิล 3 4 7 8 11 14 17 20 26 31 32
Chapter 6ศิลศิปกรรมในยุคมืดมื 35 Chapter 7ยุคฟื้นฟูศิลศิปวิทยาการChapter 8ศิลศิปกรรมสมัยมัยุคฟื้นฟูศิลศิปวิทยาการEpilogueสิ้นสิ้สุดสุยุคกลางรู้หรู้รือไม่ 39476371
Prologue “ยุคมืด มื คืออะไร”
ยุคมืด มื คำ ว่า "ยุคมืดมื" หรือ Dark Ages มีคมีวามหมายโดยรวมว่า 'การหยุดนิ่งทางปัญญา' นิยามขึ้นขึ้โดยนักประวัติศติาสตร์ ที่มที่องว่าศิลศิปวิทยาการ ภูมิภูปัมิปัญญา วิทยาศาสตร์ ในยุคนี้ล้า หลังและพัฒนาได้ไม่มากเท่าท่ที่คที่วร เมื่อมื่เทียทีบกับกัอารยธรรมคลาสสิกสิในยุคกรีก-โรมันมั โบราณ แต่นักประวัติศติาสตร์บางกลุ่มก็ไก็ ม่เห็น ห็ ด้วยกับกัคำ ว่า 'ยุคมืดมื' เนื่องจากมีหมีลายสิ่งสิ่ที่ พัฒนาขึ้นขึ้ในช่วงเวลานี้ เช่น ศิลศิปะแบบกอธิคธิศิลศิปะแบบไบแซนไทน์ ศิลศิปะแบบโรมาเน สก์ หรือแม้กระทั่งทั่เกิดกิมหาวิทยาลัยแห่งแรกอย่าง มหาวิทยาลัย Oxford มีกมีารออกกฏ บัตบัรแม็ก ม็ นา การตาร์ อันอัเป็นที่มที่าของระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบันบัสิ่งสิ่เหล่านี้อาจ ตีคตีวามได้ว่า "ยุคมืดมื" อาจเป็นเพียงความคิดเห็น ห็ และมุมมองของนักประวัติศติาสตร์ 1
Chapter 1 “กำ เนิดยุคมืด”มื
ในปี 476 ผู้นำ ของชนเผ่าเยอรมันมันามว่า โอโดเอเซอร์ (Odoacer) ได้นำ กองทัพทั บุกกรุงรุโรมและโค่นล้มจักรพรรดิอดิงค์สุดสุท้ายของโรมันมันักประวัติศติาสตร์ถือถืว่า เหตุกตุารณ์ นี้คือจุดจบของจักรวรรดิโดิรมันมัตะวันตกอย่างเป็นทางการ การล่มสลายของจักรวรรดิโดิรมันมัตะวันตกปัจจัยสำ คัญมาจากการที่โที่รมันมัถูกรุกรุราน จากชนเผ่าอนารยชน โดยพวกชนเผ่าเยอรมันมั (Germanic Tribes) อย่างเช่น แวนดัลดั (Vandals) วิสิกสิอธ (Visigoths) และแฟรงก์ (Franks) รวมถึงถึชนเผ่าลึกลับจากเอเชีย อย่างฮัน (Huns) การไร้ประสิทสิธิภธิาพของกองทัพทัการทุจริตภายใน และเกิดกิสงครามแย่งชิงอำ นาจ กันกัเอง ล้วนทำ ให้โรมันมัไม่สามารถต้านทานชนเผ่าเหล่านี้ ต่อมาในปี 410 และ 455 พวก วิสิกสิอธและแวนดัลดั ได้บุกมาปล้นสะดมและเข้าทำ ลายถึงถึกรุงรุโรม Timeline 3
วาระสุดสุท้ายคอนแสตนตินติได้หันไป พึ่งศาสนาคริสต์ข ต์ ณะตอนที่นที่อนป่วยอยู่ บนเตียตีง ทำ ให้ศาสนาคริสต์เ ต์ป็นศาสนา ของจักรวรรดิ ยุคกลาง (The Middle Ages) หรือที่ถูที่ถูกขนานขนามว่า "ยุคมืดมื (Dark Ages)" กล่าวถึงถึยุโรปในช่วงเวลาตั้งตั้แต่ ศตวรรษที่ 5 - 15 ซึ่งเริ่มต้นหลังจาก การล่มสลายของจักรวรรดิโดิรมันมัตะวันตก เริ่มต้นจากจักรพรรดิคดิอนแสตน ตินติที่ 1 ของโรมันมัตะวันออก บุกเข้าโรม และรวมอาณาจักรโรมันมัไว้เป็นหนึ่งเดียดีว แต่ทว่า คอนแสตนตินติเป็นจักรพรรดิขดิอง ฝั่งฝั่ตะวันออก จึงย้ายเมือมืงหลวงไปอยู่ฝั่งฝั่ ตะวันออกที่คที่อนแสตนติโตินเปิล ( เดิมดิชื่อ ไบแซนไทน์ ) - 476 - The Fallen of Roman Empire 4
ด้วยเหตุที่ตุที่พที่วกเยอรมันมัไม่คุ้นชิน กับกัการใช้ชีวิตในเมือมืง เลยแยกย้ายกันกัอยู่ ตามหมู่บ้านห่างไกลกันกัขาดแคลนผู้นำ ที่ เข้มแข็ง ข็ เพื่อควบคุมเผ่าต่างๆเป็นผลให้ดินดิ แดนยุโรปแยกออกเป็นอาณาจักรชนเผ่า ต่างๆ เกิดกิความวุ่นวายทางการเมือมืง เศรษฐกิจกิและสังสัคม ในปี ค.ศ.476 จักรวรรดิโดิรมันมัถูกรุกรุราน โดยอนารยชนเผ่าเยอรมันมัที่กที่ระจายอยู่ทั่วทั่ จักรวรรดิ เช่น แฟรงค์ อาเลมันมันี กอธ แวนดัลดัลอมบาร์ด แซกซั่น เป็นต้น เผ่ากอธ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ วิซิกอธและออสโตรกอธ เริ่มเข้าโจมตี เยอรมันมั ในค.ศ.410 ปละสามารถยึดกรุงรุ โรมได้ในค.ศ. 476 โดยนายพลโอโดวาคาร์ โค่นจักรพรรดิอดิงค์สุดสุท้ายของโรมันมัออก และตั้งตั้ตนเป็นใหญ่ 5
Chapter 2 “ศาสนาเรืองอำ นาจ และระบบฟิวดัล”ดั
เมื่อมื่พระเจ้าคอนแสตนตินติได้นอนป่วยจากกาฬโรคก็หันหัไปพึ่งพึ่ ศาสนา และได้ประกาศให้ชาวโรมันมันับถือถืศาสนาคริสต์ คริสตจักรจึงเป็นที่ พึ่งทางใจและเป็นสื่อสื่กลางระหว่างพระเจ้ากับกัมนุษย์ องค์สันสัตะปาปาเป็นผู้ ที่มีที่อำมีอำนาจสูงสูสุดสุสามารถกำ หนดนโยบายทุกอย่างรวมถึงถึการเมือมืง นอกจากนี้องค์สันสัตะปาปายังมีอำมีอำนาจทำ บัพบัพาชนียกรรม บุคคลใดก็ต ก็ ามที่ ขัดขัแย้ง ไม่ทำ ตามคำ สั่งสั่คริสตจักร จะถูกไล่ออกจากศาสนา (โทษสูงสูสุดสุ ) ทำ ให้ทุกคนเกรงกลัวการลงโทษ เกิดกิระบอบการปกครองกระจายอำ นาจ อำ นาจที่อที่ยู่ตามขุนขุนาง แคว้นต่างๆ ทำ ให้กษัตริตย์ไม่สามารถรวบรวมอำ นาจได้ เกิดกิความวุ่นวาย ในเมือมืง ประชาชนจึงต้องหันไปพึ่งขุนขุนางผู้มั่งมั่คั่ง มีปมีราสาทป้อมปราการที่ แข็ง ข็ แรงพอจะให้ความปลอดภัยภัได้ ปีค.ศ. 800 พระเจ้าชาร์ลเลอมาญ ได้รวมรวมดินดิแดนยุโรปที่ แตกแยกเป็นหนึ่งเดียดีวได้สำ เร็จ ร็ ได้รับการอภิเภิษกจากสันสัตะปาปา ภายใต้ ชื่อ จักรวรรดิโดิรมันมัอันอัศักศัดิ์สิดิ์ทสิธิ์ ( Holy Roman Empire ) หลังสิ้นสิ้สุดสุสมัยมั ของพระเจ้าชาร์ลเอลมาญ ยุโรปก็ถู ก็ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ฝรั่งเศส อิตอิาลี เยอรมันมั 7
- C.9 - Feudalism & Papacy ภายในแมนเนอร์หนึ่ง ชาวนา สามารถปลูกข้าว ปลูกพืชต่างๆ เลี้ยง สัตสัว์หรือประกอบอาชีพ แต่ต้องแบ่ง ผลผลิตให้แก่เจ้าของที่ดิที่นดิอย่าง สม่ำ เสมอ ระบบฟิวดัลดัคือการจัดสรรที่ดิที่นดิตาม ระดับดัชั้น เป็นทอดๆ ส่งผลให้เกิดกิ ความจงรักภักภัดีรดีะหว่างนาย กับกัข้า เป็นเหตุใตุห้กษัตริย์ไม่มีอำมีอำนาจควบคุม ประชาชน และถูกศาสนจักรครอบงำ ระบบการผลิตแบบแมนเนอร์ โดยขุนขุนางจะสร้างปราสาท มีกมีาร ดำ เนินกิจกิกรรมทางเศรษฐกิจกิแบบครบ วงจร รวมถึงถึประกอบพิธีกธีรรมทาง ศาสนา 8
สรุปรุแล้ว ที่ดิที่นดิในระบบแมนเนอร์จะขึ้นขึ้อยู่กับกัระบบเกษตรเป็นหลัก อุตอุสาหกรรมและการพาณิชณินั้นยังมีน้มีน้อย ทางด้านศาสนาจะเน้นความเชื่อและ ความศรัทธาในพระเจ้า ระบบเศรษฐกิจกิแบบแมนเนอร์มีลัมีลักษณะเศรษฐกิจกิแบบเลี้ยงตัวตัเองใน ยุโรปต้นยุคกลางตอนต้น ทำ ให้การจัดช่วงชั้นทางสังสัคมเป็นระเบียบีบและมีหมีน้าที่ ตามสถานภาพของตน กล่าวคือพระมีหมีน้าที่อที่บรมสั่งสั่สอนขุนขุนางมีหมีน้าที่ ปกครองและการรบ ชาวนามีหมีน้าที่รัที่รับใช้และเป็นแรงงานในไร่นาของขุนขุนาง ระบบแมนเนอร์ ทำ ให้เกิดกิชนชั้นใหม่คือชนชั้นกลางหรือพวกพ่อค้า และเจ้าของกิจกิการ ซึ่งเป็นผู้ที่มีที่อิมีสอิระหรือเสรีชน ที่เที่ห็น ห็ ได้ชัดเจนเมื่อมื่เกิดกิเมือมืง ต่างๆและกลายเป็นศูนศูย์กลางการค้ามา เศรษฐกิจกิการค้าอุตอุสาหกรรมและ วัฒนธรรมมาตั้งตั้แต่ยุคกลางตอนกลางเป็นต้นมา การล่มสลายของการผลิตแบบแมนเนอร์ ระบบแมนเนอร์เริ่มเสื่อสื่มลง ในยุคกลางตอนปลาย เนื่องจากสาเหตุหตุลายประการ เช่น การเพิ่มของประชากร การอพยพในชนบทไปทำ งานในเมือมืงตามโรงงาน และยังมีกมีารตลาดส่งผลให้ เกิดกิการขยายตัวตัทางเศรษฐกิจกิ 9
Chapter 3 “สงครามครูเสดและ รู กำ เนิดชาติรั ติรัฐ”
แต่เป็นการขาดปัญญา สงครามแห่งศาสนา เพื่อดินดิแดนศักศัดิ์สิดิ์ทสิธิ์ การต่อสู้เสู้พื่อความถูกต้อง การนองเลือดยาวนานกว่า 400 ปี . . . ความชั่วร้ายอาจจะไม่ใช่ภัยภัต่อโลก “ ” 11
- C.11-13 - The Crusades สงครามครูเรูสด คือ สงครามระหว่างศาสนา ซึ่งอาจหมายถึงถึสงคราม ระหว่างชาวคริสต์ต่ ต์ ต่างนิกายก็ไก็ ด้หรือ ชาวคริสต์กั ต์ บกัผู้นับถือถืศาสนาอื่นอื่ก็ไก็ ด้ แต่ ส่วนใหญ่มักมัหมายถึงถึสงครามครั้งใหญ่ระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์ ในช่วง ศตวรรษที่ 11 - 13 ในตอนเริ่มสงครามนั้นชาวมุสลิมปกครองดินดิแดนศักศัดิ์สิดิ์ทสิธิ์อธิ์ยู่ ดินดิแดน แห่งนี้เป็นสถานที่สำที่สำคัญของสามศาสนาได้แก่ อิสอิลาม ยูดาย และ คริสต์ ใน ปัจจุบันบัดินดิแดนแห่งนี้คือ ประเทศอิสอิราเอล หรือ ปาเลสไตน์ ค.ศ.1055 เมื่อมื่พวกเซลจูคเติร์ติร์ ก เข้ามายึดครองเมือมืงแบกแดด พวกสุลสุต่านไม่ ได้ปฏิบัฏิติบัต่ติต่อชาวคริสเตียตีนเหมือมืนเช่นเคย พวกคริสเตียตีนในยุโรปจึงโกรธมาก ค.ศ.1095 องค์สันสัตะปาปาออร์บานที่ 2 (Pope Urban II)ได้เรียกประชุมขึ้นขึ้ที่ เคลอร์มองต์ ได้ประกาศให้ทำ สงครามครูเรูสดต่อ “พวกนอกศาสนา” (ซึ่งพวกคริสเตียตีน ในเวลานั้นหมายถึงถึบรรดามุสลิมีนมีโดยเฉพาะ)องค์สันสัตะปาปาได้ปลุกระดมให้พวก คริสเตียตีนเข้าร่วมในสงครามครูเรูสด โดยประกาศว่า 12
สงคราม ครูเรูสด มีกมีารทำ สงครามและพักรบ เป็นช่วง ๆ หลายครั้ง ยุติลติง เมื่อมื่ค.ศ.1291 เมื่อมื่พวกครูเรูสดถูกอียิอียิปต์ยึ ต์ ยึดครอง ทำ ให้กองทัพทัจากยุโรปไม่สามารถ เอาชนะจักรวรรดิมุดิมุสลิมได้กษัตริย์ที่ยิ่ที่ยิ่งใหญ่ในศึกศึครั้งนี้ อาทิ พระเจ้าริชาร์ด ใจสิงสิห์ (Richard the lionheart) อังอักฤษ และ ซาลาดินดิของฝั่งฝั่อิสอิลาม เรื่องราวของครูเรูสด เกิดกิเป็นตำ นานมากมาย เช่น อัศอัวินเทมพลา ( The Knight Templar ) นักรบผู้กล้าหาญ ที่หที่ลังเสร็จ ร็ สิ้นสิ้สงครามก็ถู ก็ถูกกล่าวว่ายักยอก สมบัติบัที่ติที่ยึที่ยึดครองจากข้าศึกศึ, ริชาร์ด ใจสิงสิกับกัสุลสุต่านซาลาดินดิดังดัอยู่ในนิยายเรื่อง The Talisman ของ เซอร์วอลตันตัสก็อ ก็ ต หรือ เรื่องขุนขุศึกศึครูเรูสดใจเพชร ใน ภาพยนตร์เรื่อง The Kingdom of Heaven “ผู้ ใดถือถืไม้กางเขนหรือประดับดั ไม้กางเขนเพื่อไปในสงครามครูเรูสด ย่อมถูก ยกเว้นจากการถูกฟ้องร้องเรื่องหนี้สินสิ ไม่ต้องเสียสีภาษี และบุคคลภาพผู้นั้นอยู่ใน พิทักทัษ์ของศาสนจักร ถูกไถ่บาปทั้งทั้หมดและจะได้เข้าสวนสวรรค์อันอัสถาพร” 13 Richard Lionheart
- C.14-15 - The Nation-State ภาษาที่นัที่นักวิชาการเรียกจะเรียก ชาติรัติรัฐ แต่ในที่รู้ที่รู้กัรู้นกัทั่วทั่ๆไปคือ รัฐ ประชาชาติ (the nation-state) เป็นความสัมสัพันธ์ที่ ธ์ ที่มีที่ลัมีลักษณะพิเศษระหว่าง “รัฐ” กับกั “ชาติ”ติหรือ “ประชาชาติ”ติ (the nation) ในที่นี้ที่นี้คือ “ประชาชน” (the people) ประชาชนในที่นี้ที่นี้ไม่ได้หมายถึงถึการนำ ประชากรมนุษย์ (the populace) มาเข้าแถวรวมกันกัเท่าท่นั้น แต่หมายถึงถึ “ชุมชนทางการเมือมืงของ มนุษย์กลุ่มหนึ่งซึ่งถือถืว่าตนเป็นชาติ หรือประชาชาติเติดียดีวกันกั” (a political community that perceives itself as a nation) 14
ค.ศ. 1273 จักรพรรดิเดิป็นตำ แหน่งไม่มีอำมีอำนาจ ขุนขุนางและผู้ ครองแคว้นต่างๆแตกแยกออกเป็นรัฐเล็ก ล็ รับน้อยระบบสักสัดีนดีาเริ่มเสื่อสื่ม สลายเกิดกิสงครามระหว่างขุนขุนางภายในประเทศ ศตวรรษที่ 14 ถึงถึ15 ขุนขุนางเริ่มเสื่อสื่มอำ นาจปลดโอกาสให้ ระบบกสารรวบรวมก่อตั้งตั้ประชารัฐขึ้นขึ้มา ในระหว่างนี้เกิดกิสงคราม 100 ปีอังอักฤษกับกั ฝรั่งเศส 15
Chapter 4 “สงครามร้อยปีและโจนออฟอาร์ก”
สงครามร้อยปี (Hundred Years' War) เป็นสงครามที่เที่กิดกิขึ้นขึ้ในปี 1337 จนถึงถึ1453 โดยเป็นการต่อสู้กัสู้นกัระหว่างอังอักฤษกับกั ฝรั่งเศส มีสมีาเหตุจตุากแย่งชิง บัลบัลังก์ร ก์ ะหว่างอังอักฤษและฝรั่งเศส เหตุจตุากในปี 1328 เมื่อมื่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 4 (Charles IV of France) กษัตริย์ของฝรั่งเศสสวรรคตโดยไม่มีรัมีรัชทายาท พระเจ้าเอ็ด อ็ เวิร์ดที่ 3 แห่งอังอักฤษได้อ้างสิทสิธิ์ใธิ์นพระราชบังบัลังก์ เพราะว่าพระนางอิซอิาเบลลา (Isabella) ผู้เป็นพระมารดาของพระองค์ มีศัมีกศัดิ์เดิ์ป็นน้องสาวของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 4 ทว่าเหล่าขุนขุนางฝรั่งเศสไม่เห็น ห็ ด้วย จึงมอบราชสมบัติบัใติห้กับกัพระเจ้าฟิลิปที่ 6 (Philip VI of France) ผู้มีศัมีกศัดิ์เดิ์ป็นลูกพี่ลูกน้องของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 4 แทน สงครามนี้ไม่ได้รบติดติต่อกันกั116 ปี ในช่วง 10 ปีแรกเป็นฝั่งฝั่ของอังอักฤษที่ บุกโจมตีฝตีรั่งเศสอย่างหนักและฝรั่งเศสก็กำ ก็ กำลังจะพ่ายแพ้ แต่สงครามนี้ก็ต้ ก็ต้องหยุด ชะงักงัด้วยโรคระบาดที่เที่รียก กาฬโรค หรือว่า Black Death ที่เที่กิดกิการระบาดอย่าง หนักในปีค.ศ. 1347 ผ่านไป 110 ปีให้หลังในปีค.ศ. 1453 สงครามที่ยัที่ยังคงดำ เนิน ต่อและ ได้มีทมีหารหญิงชื่อว่า โจน ออฟ อาร์ก ได้นำ ความเชื่อเรื่องพระเจ้ามาปลุกใจ เหล่าทหารฝรั่งเศส จนสามารถนำ ให้ฝรั่งเศสชนะและขับขัไล่อังอักฤษออกไปได้สำ เร็จ ร็ ในปีค.ศ. 1457 17 Overview
- C.14-15 - กองทัพทัอังอักฤษของพระเจ้าเอ็ด อ็ เวิร์ดที่ 3 ได้ใช้ยุทธวิธีกธีารรบที่เที่รียกว่า เชโว่เชส์ (Chevauchées) โดยเป็นการใช้กองทัพทัม้า ในการบุกโจมตีแตีบบรวดเร็ว ร็ และ ฉาบฉวย เพื่อทำ ลายแหล่งเสบียบีง ปล้นสะดม และบ่อนทำ ลายฝรั่งเศส ซึ่งยุทธวิธีนี้ธีนี้ก็ ถือถืว่าประสบความสำ เร็จ ร็ ในช่วงแรกของสงครามร้อยปี อังอักฤษเป็นฝ่ายที่ไที่ด้เปรียบในสงครามเป็นอย่าง มาก อังอักฤษสามารถรบชนะฝรั่งเศสในหลายสมรภูมิภูมิไม่ว่าจะเป็น การรบที่ สเลาส์ (1340) , การรบที่เที่กรซี (1346) รวมไปถึงถึการรบที่กที่าเล (1347) ส่งผลให้ ดินดิแดนของฝรั่งเศสตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอังอักฤษเป็นจำ นวนมาก แต่ทว่า สงครามก็ดำ ก็ ดำเนินต่อไปได้ไม่นานก็ต้ ก็ต้องหยุดชะงักงัด้วย “กาฬโรค” โรค ระบาดที่พที่รากชีวิตคนฝรั่งเศสไปกว่า 75 - 200 ล้านคน ถือถืเป็น 1 ใน 3 ของ ประชากรฝรั่งเศส 19
20
The Black Death The Great Pestilence มีรมีายงานว่ากาฬโรคถูกนำ เข้าสู่ยุสู่ ยุโรป เป็นครั้งแรกโดยผ่านพ่อค้าชาว Genoese จากเมือมืงท่าท่ที่ Kaffa ในแหลมไครเมียมีปี 1347 ในขณะที่โที่รคระบาดได้แพร่ระบาด พ่อค้าชาว Genoese ได้หนีข้ามทะเลดำ ไป ยังกรุงรุคอนสแตนติโตินเปิล ซึ่งโรคนี้มาถึงถึ ยุโรปครั้งแรกในฤดูร้อนปี 1347 โดยเรือ 12 ลำ ใน Genoese โรคระบาดมาถึงถึซิซิลี โดยเรือในเดือดืนตุลตุาคม ค.ศ. 1347 จาก อิตอิาลี โรคนี้แพร่กระจายไปทางตะวันตก เฉียงเหนือทั่วทั่ยุโรป กระทบฝรั่งเศส สเปน (โรคระบาดเริ่มสร้างความหายนะครั้งแรกที่ มงกุฎแห่งอารากอนในฤดูใบไม้ผลิปี 1348) โปรตุเตุกส และอังอักฤษภายในเดือดืน มิถุมิถุนายน ค.ศ. 1348 จากนั้นแผ่ขยายไป ทางตะวันออกและเหนือผ่านเยอรมนี สกอตแลนด์ และสแกนดิเดินเวียระหว่างปี ค.ศ. 1348 ถึงถึปี ค.ศ. 1350 เป็นเหตุใตุห้ ประชากรฝรั่งเศสจำ นวนมากล้มตาย 21
การรบที่ปัที่ปัวตีเตียในปี 1356 ที่กที่องทัพทัของเจ้าชายดำ สามารถจับกุมตัวตัของพระเจ้า จอห์นที่ 2 ไว้ได้ พระเจ้าเอ็ด อ็ เวิร์ดที่ 3 ก็ไก็ ด้ทำ การเจรจากับกั ฝรั่งเศส โดยอังอักฤษจะปล่อย ตัวตัของพระเจ้าจอห์นที่ 2 คืนให้กับกัทางฝรั่งเศส โดยแลกกับกัการที่ฝที่รั่งเศสจะต้อง ยกดินดิแดนบางส่วนให้กับกัอังอักฤษ และฝรั่งเศสจะต้องจ่ายเงินงิค่าไถ่ตัวตัเป็นจำ นวน เงินงิถึงถึ3 ล้านคราวน์ (Crown | สกุลเงินงิโบราณของอังอักฤษ) ซึ่งสุดสุท้ายฝรั่งเศสก็ย ก็ อม ปฏิบัฏิติบัตติามข้อเรียกร้องของอังอักฤษ ในปี 1360 ทั้งทั้สองฝ่ายก็ไก็ ด้ทำ สนธิสัธิญสัญาเบรตีญีตี ญีเพื่อยุติสติงครามระหว่าง กันกัสงครามร้อยปีในช่วงแรก อังอักฤษเป็น ฝ่ายเอาชนะฝรั่งเศส และได้ทำ สนธิสัธิญสัญา เบรญีตี ต่อมาในปี 1350 พระเจ้าฟิลิปที่ 6 ของฝรั่งเศสได้สวรรคตลง พระเจ้าจอห์นที่ 2 (John II of France) ขึ้นขึ้ครองราชย์สืบสื ต่อมา ท่าท่มกลางช่วงเวลาที่ฝที่รั่งเศสกำ ลัง เกิดกิวิกฤตอย่างหนัก ทางฝ่ายของอังอักฤษ กองทัพทั อังอักฤษภายใต้การนำ เจ้าชายเอ็ด อ็ เวิร์ด ผู้มี สมญานาม ‘เจ้าชายดำ ’ (Edward, The Black Prince) พระโอรสของพระเจ้าเอ็ด อ็ เวิร์ดที่ 3 ก็นำ ก็ นำกองทัพทัอังอักฤษมีชัมีชัยเหนือ ฝรั่งเศสในอีกอีหลายสมรภูมิภูมิ พระเจ้าจอห์นที่ 2 และพระโอรสของพระองค์ ถูกกองทัพของเทัจ้าชายดำ ล้อมจับ การทำ สนธิสัธิญญาเบรสัตีญีตี ญี 22
ทว่าในปี 1369 ทั้งทั้สองฝ่ายก็ก ก็ ลับมาทำ สงครามกันกัอีกอีครั้งใน โดยอ้างว่าพระเจ้าเอ็ด อ็ เวิร์ดไม่ปฏิบัฏิติบัตติามเงื่องื่นไขของสนธิสัธิญสัญา พระ เจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 5 ทรงประกาศสงครามอีกอีครั้งใน เดือดืนสิงสิหาคม ฝรั่งเศสพยายามยึดปราสาทใน นอร์มังมัดีคืดีคืน อังอักฤษได้สูญสูเสียสีผู้นำ ทางทหารที่มีที่มี ความสามารถมากที่สุที่ดสุพระเจ้าเอ็ด อ็ เวิร์ดที่ 3 ซึ่ง อายุมากเกินกิกว่าจะทำ สงคราม เมื่อมื่อังอักฤษที่ขที่าดผู้นำ ที่เที่ข้มแข็ง ข็ ก็ เป็นการง่ายของฝรั่งเศสที่จที่ะยึดเมือมืงต่างๆคือได้ โดยง่าย กองทัพทัอังอักฤษที่อที่ยู่ในฝรั่งเศส เมื่อมื่ผู้นำ ถูกสังสัหาร ก็ย ก็ อมจำ นนไปตามๆกันกั ฝรั่งเศสจึง ได้ทหารเพิ่งขึ้นขึ้ พระเจ้าเอ็ด อ็ เวิร์ดที่ 3 เห็น ห็ ท่าท่ ไม่ดี ในปี ค.ศ. 1372 จึงวางแผนการรณรงค์ที่สำที่สำคัญในอากีแกีตน ภายใต้ผู้ปกครองคนใหม่เอิร์อิร์ ลแห่งเพมโบรก พระเจ้าเอ็ด อ็ เวิร์ดสิ้นสิ้พระชนม์ใม์ นปี 1376 ริชาร์ดที่ 2 หลานชายวัย 10 ขวบของ เขา ได้สืบสืราชบัลบัลังก์อั ก์ งอักฤษ พระองค์ในกรณีขณีองกษัตริย์ที่เที่ป็นเด็ก ด็ ทว่าไม่มีกมีารแต่งตั้งตั้ผู้ สำ เร็จ ร็ ราชการแทนพระองค์ อำ นาจจึงไปอยู่ในมือมืของ Gaunt ลุงของพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 ได้ใช้อำ นาจอย่างมิชมิอบ โดยการเก็บ ก็ ภาษีสูงสูลิ่วจากประชาชน เพื่อการผจญภัยภัของตนใน สกอตแลนด์ และเพื่อปกป้องกาเลส์จ ส์ ากฝรั่งเศส ทำ ให้ประชาชนไม่สนับสนุนริชาร์ดที่ 2 เป็นกษัตริย์ พิธีราชาธีภิเษกของพระเภิจ้าริชาร์ดที่ 2 ได้ถูกฝรั่งเศสยึดคืนไปหมดแล้ว อากีแกีตน เมือมืงศูนศูย์กลางการรบที่สำที่สำคัญ ได้ถูกทำ ลาย ท่าท่เรือ เสบียบีง ยากต่อการฟื้นฟู ทว่าดินดิแดนส่วนใหญ่ของอากีแกีตนนั้น 23
ในเดือดืนกรกฎาคม ค.ศ. 1385 พระเจ้าริชาร์ดที่ 2 แห่งอังอักฤษ ทรงนำ กองทัพทั อังอักฤษเข้าสู่สสู่กอตแลนด์ และได้บุกรุกรุพื้นที่บที่างส่วนของสกอตแลนด์ ทว่าฝรั่งเศสและ สกอตแลนด์มี ด์ สมีนธิสัธิญสัญาเพื่อสนับสนุนซึ่งกันกัและกันกัจึงเป็นเหตุใตุห้ฝรั่งเศสต้องยกทัพทัมา ต้อนอังอักฤษออกจากสกอตแลนด์ และด้วยความที่ ทั้งทั้สองประเทศ กำ ลังเผชิญกับกั ปัญหา โรคระบาด ( กาฬโรค ) เศรษฐกิจกิถดถอย ภาษีที่สูที่งสูลิ่วในการดำ เนิน งบประมาณทหาร จึงเกิดกิความวุ่นวายภายในประเทศ ฝั่งฝั่ของฝรั่งเศส พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 5 เสด็จ ด็ สวรรคตเมื่อมื่วันที่ 16 กันกัยายน ค.ศ. 1380 ในระหว่างการเดินดิทางเมือมืงลองเกอด็อ ด็ ก ฝรั่งเศสสูญสูเสียสีผู้นำ หลักในการทำ สงคราม ไม่นานพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 6 ขึ้นขึ้ครองราชย์ต่อในฐานะกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสเมื่อมื่อายุ ได้ 11 ปี และด้วยเหตุนี้ตุนี้พระองค์จึงอยู่ภายใต้การปกครองของอาของซึ่งสามารถรักษา อำ นาจการปกครองได้อย่างมีปมีระสิทสิธิภธิาพจนกระทั่งทั่ประมาณปี ค.ศ. 1388 หลังจากที่ พระเจ้าชาร์ลส์ไส์ ด้รับเสียสีงข้างมากจากราชวงศ์ ก็ต้ ก็ต้องผชิญกับกัการทำ ลายล้าง โรคระบาด และภาวะเศรษฐกิจกิถดถอย การเก็บ ก็ ภาษีที่สูที่งสูทำ ให้ชาวไร่ชาวนาและชุมชนเมือมืงในฝรั่งเศส ตกตระกำ ลำ บาก เกิดกิการก่อจราจลหลายแห่ง ทำ ให้เกิดกิ ปรปักษ์ระหว่างรัฐบาลและ ประชาชน อีกอีด้านหนึ่งอังอักฤษก็ไก็ ด้เผชิญปัญหาแบบเดียดีวกันกั 24
แต่สุดสุท้ายก็เ ก็ หมือมืนเดิมดิเพราะในปี 1413 พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 (Henry V of England) ก็ไก็ ด้ก่อสงครามกับกั ฝรั่งเศสอีกอีครั้ง โดยในปี 1413 อังอักฤษมีชัมีชัยเหนือฝรั่งเศสในการรบที่อที่ะจินคอร์ โดยศึกศึครั้งนี้ อังอักฤษมีกำมีกำลังไพร่พลเพียงแค่ 6,000 นาย ในขณะที่ฝที่รั่งเศสไพร่พลมากถึงถึ25,000 นาย โดยปัจจัยสำ คัญที่ทำที่ทำให้อังอักฤษเป็นฝ่ายชนะในศึกศึครั้งนี้ ก็ม ก็ าจากอาวุธที่อัที่งอักฤษใช้ใน ต่อสู้ ซึ่งก็คื ก็คือธนูยาวอังอักฤษ (English Longbow) ที่สที่ามารถใช้สังสัหารทหารฝรั่งเศสได้เป็น จำ นวนมาก หลังความพ่ายแพ้ที่อที่ะจินคอร์ ฝรั่งเศสดูเหมือมืนว่าจะยอมจำ นนต่ออังอักฤษ เพราะในปี 1420 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 5 ได้ทรงประกาศให้ทายาทพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 เป็นผู้มี สิทสิธิ์ใธิ์นราชบัลบัลังก์ฝก์ รั่งเศสต่อจากพระองค์ (สนธิสัธิญสัญาทรอย) แต่ชาวฝรั่งเศสโดยเฉพาะ ที่อที่ยู่ทางตอนใต้ที่เที่ป็นเขตยึดครองของอังอักฤษ ก็ยั ก็ยังคงสู้กัสู้บกัอังอักฤษต่อไป ซึ่งในปี 1389 อังอักฤษภายใต้การนำ ของพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 (Richard II of England) และฝรั่งเศสภายใต้การนำ ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 6 (Charles VI of France) ก็ล ก็ ง นามในสนธิสัธิญสัญาลิวลิงเฮมเพื่อยุติสติงคราม 25
ในปีค.ศ.1420 (พ.ศ.1963) ได้มีกมีาร ทำ สนธิสัธิญสัญาสันสัติภติาพ โดยสนธิสัธิญสัญา สันสัติภติาพนี้ไม่ยอมรับ “เจ้าชายชาร์ลส์ (Charles of Valois)” องค์รัชทายาทฝรั่งเศส และให้ “พระเจ้าเฮนรีที่ 5 แห่งอังอักฤษ (Henry V of England)” ขึ้นขึ้เป็นพระประมุข ของทั้งทั้อังอักฤษและฝรั่งเศส ในปีค.ศ.1422 (พ.ศ.1965) พระเจ้า เฮนรีที่ 6 แห่งอังอักฤษ (Henry VI of England) พระราชโอรสในพระเจ้าเฮนรีที่ 5 ได้ ขึ้นขึ้ครองราชย์สืบสืต่อจากพระราช บิดบิา(สวรรคต) ประชาชนฝรั่งเศสไม่ต้องการ กษัตริย์ข้ามชาติ จึงมีกมีารเรียกร้องให้ชาร์ลที่ 7 แห่งฝรั่งเศสขึ้นขึ้ครองบัลบัลังก์แ ก์ ทน ขณะมีอมีายุได้ 13 ปี โจนก็เ ก็ ริ่มได้ยิน เสียสีงในนิมิตมิซึ่งโจนก็เ ก็ ชื่อว่าเป็นเสียสีงจาก พระเจ้า เพื่อมอบหมายภารกิจกิสำ คัญให้เธอนั่น คือการกอบกู้ฝรั่งเศสและขับขัไล่ศัตศัรูอรูอกไปจาก ดินดิแดน รวมทั้งทั้ทวงคืนบัลบัลังก์ใก์ ห้เจ้าชาย ชาร์ลส์ โดยโจนนั้นเชื่อมั่นมั่และอุทิอุศทิตน จนตั้งตั้ สัตสัย์ปฏิญฏิาณว่าจะถือถืพรหมจรรย์ - 1420 - Joan of Arc 26
พฤษภาคม ค.ศ.1428 โจนได้เดินดิ ทางไปยังฐานที่มั่ที่มั่นมั่ของผู้ที่ภัที่กภัดีต่ดีต่อเจ้าชาย ชาร์ลส์ หากแต่เธอก็ถู ก็ถูกปฏิเฏิสธจาก โรเบิร์บิร์ ต เดอ บอดริคอร์ท ขุนขุนางคนหนึ่ง แต่โจนก็ไก็ ม่ ยอมแพ้ เธอสามารถรวบรวมผู้ติดติตามได้ จำ นวนหนึ่ง โดยผู้ติดติตามเหล่านี้เชื่อว่าเธอเป็น ผู้ที่จที่ะมาช่วยกอบกู้ฝรั่งเศส โจนได้ทูลเจ้าชาย ชาร์ลส์ว่ ส์ ว่าเธอจะทำ ให้พระองค์ขึ้นขึ้ครองบัลบัลังก์ ให้ได้ และได้ทูลขอกองทัพทัเพื่อเดินดิทางไปยัง เมือมืงออร์เลอ็อ อ็ ง ซึ่งถูกอังอักฤษปิดล้อมอยู่เหล่า ที่ปที่รึกษาและแม่ทัพทัของเจ้าชายชาร์ลส์ต่ ส์ ต่าง คัดค้าน หากแต่เจ้าชายชาร์ลส์ท ส์ รงยินยอมตาม คำ ขอของโจน โจนจึงนำ ทัพทัออกเดินดิทางไปสู้ รบกับกัอังอักฤษที่อที่อร์เลอ็อ อ็ งในเดือดืนมีนมีาคม ค.ศ.1429 โดยโจนใส่เกราะสีขสีาว และขี่ม้ขี่ม้าสี ขาว โจนได้นำ ทัพทัเข้าสู้แสู้ละขับขัไล่ศัตศัรู ทำ ให้ ศัตศัรูต้รูต้องถอยทัพทัข้ามแม่น้ำ ลัวร์ จากชัยชนะของโจน ทำ ให้ชื่อเสียสีงของ โจนโด่งดังดัไปทั่วทั่กองทัพทั ฝรั่งเศส โดยโจนและผู้ ติดติตามได้นำ เจ้าชายชาร์ลส์เ ส์ สด็จ ด็ ข้ามเขตของ ศัตศัรู เข้าไปยังเมือมืงไรม์ และเจ้าชายชาร์ลส์ก็ ส์ ไก็ ด้ เข้าพิธีบธีรมราชาภิเภิษก ขึ้นขึ้เป็น พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 7 แห่งฝรั่งเศส ในเดือดืนกรกฎาคม ค.ศ.1429 27
โจนได้เสนอว่ากองทัพทั ฝรั่งเศสควรใช้โอกาสในชัยชนะนี้ บุกเข้าไปยึด ปารีสคืนกลับมา หากแต่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 7 ก็ยั ก็ยังทรงลังเล อีกอีทั้งทั้เหล่าข้าราช สำ นักก็เ ก็ ริ่มจะทูลพระองค์ว่าโจนนั้นเริ่มจะมีอิมีทอิธิพธิลมากเกินกิไปแล้ว เมื่อมื่เป็นอย่างนี้ กองทัพทัเบอร์กันกัดีจึดีจึงสามารถรวบรวม กำ ลัง และยึดฐานที่มั่ที่มั่นมั่ในปารีส ก่อนจะยกทัพทักลับมาโจมตี โจนในเดือดืนกันกัยายนของปีนั้น ฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ.1430 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 7 ได้มีรัมีรับสั่งสั่ให้โจน นำ ทัพทัเข้าสู้กัสู้บกักองทัพทัเบอร์กันกัดีที่ดีที่กที่งเปียญ โดยโจนนั้นได้ถูกเหวี่ยงตกม้าและถูกทิ้งทิ้ ให้อยู่นอกกำ แพงเมือมืง พวกเบอร์กันกัดีตั้ดีตั้งตั้ใจที่จที่ะกำ จัดโจนและ ทำ ลายชื่อเสียสีงของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 7 ซึ่งพระเจ้า ชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 7 ก็ไก็ ม่ต้องการที่จที่ะมีส่มีส่วนเกี่ยกี่วข้องกับกัโจน เนื่องจากโจนถูกกล่าวหาด้วยข้อหาร้ายแรงหลายข้อหา พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 7 จึงไม่ทรงทำ สิ่งสิ่ใดเพื่อช่วยเหลือโจน โจนถูกกองทัพทัเบอร์กันกัดีจัดีจับกุมตัวตั และนำ ตัวตัเธอไปยังปราสาทที่ถูที่ถูกยึดโดยแม่ทัพทั อังอักฤษที่รูที่อ็รูอ อ็ ง โจนถูกนำ ตัวตัขึ้นขึ้ศาลเพื่อ พิจารณาโทษ โดยเธอต้องตอบคำ ถามในข้อหา ที่ถูที่ถูกกล่าวหากว่า 70 ข้อหา รวมทั้งทั้ข้อหาว่าใช้ เวทมนต์ค ต์ าถา และแต่งตัวตัด้วยเสื้อสื้ผ้าผู้ชาย 28
เช้าวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ.1431 ขณะมีอมีายุเพียง 19 ปี โจนถูกนำ ตัวตัไปยัง บริเวณตลาดเก่าของรูอ็รูอ อ็ ง และถูกเผาทั้งทั้เป็น ถึงถึแม้จะเสียสีชีวิตไปแล้ว แต่ชื่อเสียสีงของโจน นั้นก็โก็ ด่งดังดัขึ้นขึ้เรื่อยๆ และอีกอี20 ปีต่อมา พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ส์ ที่ 7 ได้มีรัมีรับสั่งสั่ให้พิจารณาคดี ใหม่เพื่อล้างมลทินทิให้โจน พฤษภาคม ค.ศ.1431 ภายหลังจากถูกคุมขังขัเป็นเวลากว่าหนึ่งปี โจนจึง ยอมลงนามยอมรับผิดผิ โดยยอมรับว่าเธอไม่เคยเกิดกิ นิมิตมิอะไรทั้งทั้นั้น หากแต่ไม่กี่วักี่วันต่อมา เธอก็แ ก็ สดงการต่อต้าน ด้วยการแต่งกายด้วยเสื้อสื้ผ้าผู้ชายอีกอีครั้ง ทำ ให้ทางการตัดตัสินสิ ประหารเธอในที่สุที่ดสุ ทั้งทั้สองฝ่ายยังคงทำ สงครามสู้รสู้บกันกัต่อไป จน ท้ายที่สุที่ดสุในปี 1453 ฝรั่งเศสก็เ ก็ป็นฝ่ายมีชัมีชัยใน สงคราม และสามารถขับขัไล่อังอักฤษให้ออกไป จากดินดิแดนฝรั่งเศสได้สำ เร็จ ร็ สงครามร้อยปีที่ สู้รสู้บยาวนานกว่า 116 ปี จึงสิ้นสิ้สุดสุลง I am the drum on which God is beating out his message — Jehanne d'Arc/Joan of Arc 29
Chapter 5 “นักปราชญ์แห่งยุคและอาณาจักรไบเซนไทน์”
354 - 430 เขียขีนเรื่อง The City of God ; อาณาจักรของพระเจ้า เป็น วรรณกรรมทางศาสนาที่มีที่อิมีทอิธิพธิลต่อ แนวคิดของชาวคริสต์ อธิบธิายแนวคิด ของศาสนาคริสต์ว่ ต์ ว่าเป็นโรคแห่งความ บริสุทสุธิ์แธิ์ละจะเน้นคำ สอนจากคัมภีร์ภีร์ ไบเบิ้ลบิ้อย่างเคร่งครัด เซนต์อ ต์ อกัสกัตินติค.ศ. เซนต์ โธมัสมัอะไควนัส ค.ศ. 1224 - 1274 เขียขีนเรื่อง Summa Theological เป็นเรื่องเกี่ยกี่วกับกัความเชื่อ และการศรัทธาอย่างมีเมีหตุผตุลอธิบธิายเกี่ยกี่ว กับกัการสร้างสรรพสิ่งสิ่ของพระเจ้าว่าเป็นไป อย่างมีจุมีจุดมุ่งหมายที่แที่น่นอน มนุษย์จึง เป็นคนมีเมีหตุผตุลและสติปัติปัญญา 31
หลังจากการล่มสลายของกรุงรุโรม โรมันมั ตะวันออกก็ค่ ก็ค่อยๆ ลืมความยิ่งใหญ่ของตัวตัเอง ในฟากตะวันตกไปหมด จักรพรรดิอดิงค์ต่อมาก็ ไม่ใช่คนอิตอิาลี แต่เป็นชาวกรีกดั้งดั้เดิมดิที่อที่ยู่มา ก่อนพวกโรมันมัชาวกรีกไม่รู้สึรู้กสึถึงถึคุณค่าความ เป็นโรมันมัก็ไก็ ด้ตั้งตั้ชื่ออาณาจักรใหม่เป็น ไบแซน ไทน์ ตามชื่อเก่าของเมือมืงคอนสแตนติโตินเปิล เมือมืงที่มั่ที่มั่งมั่คั่งที่สุที่ดสุในยุโรปยุคมืดมื จักรวรรดิไดิบแซนไทน์ มี ความรุ่งรุ่เรืองมากในสมัยมัจักรพร รดิจัดิจัสตินติเนียน พระองค์ต้องการ ฟื้นฟูจักรวรรดิ ให้ยิ่งใหญ่จึงสร้าง กรุงรุคอนสแตนติโตินเปิล เป็นเสมือมืน โรม ทรงชำ ระและรวบรวมกฎหมาย โรมันมัเพื่อใช้เป็นเครื่องมือมืในการ ปกครอง เรียกประมวลกฎหมาย ของจัสตินติเนียน The Fallen of Constantinople 32
เมื่อมื่อาณาจักรโรมันมั ตะวันตกล่มสลาย โรมันมัตะวัน ออกหรือไบแซนไทน์ ยังคงเป็น ศูนศูย์รวมความรู้เรู้กี่ยกี่วกับกักรีก - โรมันมัทำ ให้ศิลศิปะวิทยาการมี เอกลักษณ์ และเป็นมรดก อารยธรรมที่เที่ป็นรากฐานของ ศิลศิปะวิทยาการตะวันตก วิหารที่ สำ คัญคือ โบสถ์เ ถ์ ซนต์โต์ ซเฟีย ในสมัยมัจักรพรรดิจัดิจัสตินติเนียน มีโมียบายใน การขยายอำ นาจทางการเมือมืงการปกครองและด้าน ศาสนาไปยังดินดิแดนที่ยึที่ยึดครอง ศาสนาเป็นเครื่องมือมื ส่งเสริมสถานภาพและอำ นาจของจักรพรรดิ พระองค์จึงได้สร้างศาสนสถานไว้ตามเมือมืงสำ คัญ แต่ชาวอาหรับที่ขที่ยายอำ นาจออกมาก็ทำ ก็ ทำให้ไบแซน ไทน์ เสื่อสื่มลงเรื่อยๆ จนในที่สุที่ดสุก็ม ก็ าเสียสีกรุงรุให้กับกั ชาวเติร์ติร์ ก ทำ ให้กรุงรุไบแซนไทน์กลายเป็นเมือมืงหลวง ชื่ออีสอีตันตับลู ( Istanbul ) จนถึงถึปัจจุบันบั 33
Chapter 6 “ศิลปกรรมใน ศิ ยุคมืด”มื
ภายหลังที่จัที่จักรวรรดิโดิรมันมัล่มสลาย และได้ผ่านการสิ้นสิ้พระชนม์ข ม์ องพระเยซูคซูริสต์ ไปแล้วยุโรปตกอยู่ในสภาพวุ่นวานเป็นเวลานานหลายศตวรรษ มีกมีารฆ่าฟันกดขี่จขี่ากหลาย ชนเผ่า จนเรียกกันกัว่า “ยุคมืดมืของปัญญา” รูปรูแบบงานศิลศิปะจึงมีไมีม่มากนัก แต่ก็มี ก็ ปมีรากฎ อยู่บ้างในช่วงที่คที่ริสตจักรรุ่งรุ่เรืองขึ้นขึ้ — 500 - 1500— ศิลปกรรมไบแซนไท ศิ น์ ( 526 - 1453 ) โดยทั่วทั่ไปลักษณะศิลศิปกรรมไบแซนไทน์จะมีลัมีลักษณะใหญ่โต เข้มแข็ง ข็ มีกมีาร ตกแต่งประดับดั ประดาด้วยการใช้พื้นผิวผิของวัสดุหลายๆอย่าง มีกมีารคาบเกี่ยกี่วลักษณะ ศิลศิปะคริสเตียตีนอยู่มาก เช่น โบสถ์ฮ ถ์ าเจียโซเฟีย ( Saint Sophia ) ที่กที่รุงรุอีสอีตันตับลู , ตุรตุกี Saint Sophia Church ;Harbin,China Saint Sophia Church ;Istanbul,Turkey Saint Austremoine; Issoire, France 35
ศิลปกรรมกอ ศิ ธิค ธิ ( 1150 - 1500 ) สถาปัตยกรรมใช้โครงสร้างทรงสูงสูมียมีอด หอคอยรูปรูทรงแหลมอยู่ด้านบน ตัวตัอาคารมีทมีรงสูงสูเป็น พิเศษ ใช้เสาค้ำ ยันภายนอกอาคาร ซุ้มซุ้ประตูหตูน้าต่าง ช่องลม มีส่มีส่วนโค้งแปลกว่าศิลศิปะสมัยมัอื่นอื่ๆ ลักษณะ ศิลศิปะนิยมแสดงเรื่องราวศาสนาในแนวเสมือมืนจริง เริ่มต้นจากกรุงรุปารีสของฝรั่งเศสในปัจจุบันบัและ ได้แพร่หลายไปทั่วทั่ยุโรป ‘กอธิคธิ’ เดิมดิเป็นชื่อที่ใที่ช้ล้อ เลียนพวกกอทป่าเถื่อถื่นและเคยทำ ลายอาณาจักรโรมันมัใน อดีตดีแต่ศิลศิปะกอธิคธิกลับเป็นที่นิที่นิยม เป็นยุคแห่งความรุ่งรุ่เรือง แต่ทว่า ก็ถู ก็ถูกแทนที่ด้ที่ด้วยยุค เรเนสซองค์ Lincoln Cathedral ; England Sainte Chapelle ; Paris, France Duomo Di Milano ; Vatican, Italy Chartres Cathedral ; France 36
Chapter 7 “ยุคฟื้นฟูศิลปศิ วิทยาการ”
” “ ศาสนาที่ถูที่ถูกบิดบิเบือบืน และเมื่อมื่เงินงิไถ่บาปได้ . . การบิดบิเบี้ยบี้วของมนุษย์ พร้อมกับกัการแสวงหาเสรีภาพ 39
การฟื้นฟูศิลศิปวิทยาการ หมายถึงถึการเกิดกิใหม่ของการศึกศึษา การฟื้นฟูอุดอุมคติ ศิลศิปะและวรรณกรรมของกรีกและโรมันมัเป็นยุคเริ่มต้นของการแสวงหาสิทสิธิเธิสรีภาพและ ความคิดอันอัไร้ขอบเขตของมนุษย์ ซึ่งถูกจำ กัดกัโดยศาสนา ยุคฟื้นฟูศิลศิปวิทยาการ เริ่มเมื่อมื่ ศตวรรษที่ 14 - 17 เป็นจุดเชื่อมต่อของยุคสมัยมักลางและสมัยมัใหม่ — C.14 - 17— • การฟื้นตัวตัทางเศรษฐกิจกิเกิดกิการค้าระหว่างดินดิแดนต่างๆมากขึ้นขึ้ • ความเสื่อสื่มศรัทธาต่อศาสนาคริสต์ • การล่มสลายของจักรวรรดิไดิบแซนไทน์ ทำ ให้ยุโรปที่อที่พยพไปอยู่ไบแซนไทน์เดินดิทาง กลับยุโรป และนำ วิทยาการกรีก-โรมันมัมาด้วย • การประดิษดิฐ์แท่นท่พิมพ์เคลื่อนที่ไที่ด้ของจอร์น กูเตนเบิร์บิร์ ก ชาวเยอรมันมัทำ ให้หนังสือสื ราคาถูกลงประชาชนหาซื้อได้ง่าย สาเหตุของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ 40
ศิลศิปะในสมัยมัฟื้นฟูศิลศิปวิทยาการ นับเป็นการปฏิวัฏิวัติอีติกอีอย่างหนึ่ง คือ การหัน กลับไปนิยมความงามแบบกรีก ที่เที่น้นความงามตามธรรมชาติ อีกอีทั้งทั้ยังคิดค้นเทคนิค ใหม่ในการวาดภาพ มีศิมีลศิปินที่สำที่สำคัญ ได้แก่ ไมเคิลแองเจลโล, เลโอนาโด ดาวินซี และ ราฟาเอล เมื่อมื่ปี 1454 โยฮัน ยูเตนเบิร์บิร์ ก ชาว เยรมนี ได้ประดิษดิฐ์เครื่องพิมพ์ขึ้นขึ้มา ซึ่งทำ ให้ หนังสือสืมีรมีาคาที่ถูที่ถูกลง และหลังจากที่มีที่มี เครื่องพิมพ์ส่งผลทำ ให้สามารถเผยแพร่ความ รู้ต่รู้ต่างๆไปสู่ท่สู่อท่งถิ่นถิ่อื่นอื่ได้อย่างง่ายดาย ประดิษฐกรรมสำ คัญคั แนวคิดในยุค ยุ ฟื้นฟูศิลปวิทยาการ มนุษยนิยม สุขสุนิยม ปัจเจกนิยม 41
แนวคิดของลัทธิมธินุษยนิยม ที่กที่ล่าวแท้จริงแล้วมนุษย์สามารถพัฒนาเองให้ดีแดีละ มีคุมีคุณค่าขึ้นขึ้ได้ ซึ่งต่างกับกัแนวคิดเดิมดิที่เที่ชื่อว่ามนุษย์มีลัมีลักษณะติดติตัวตัมาตั้งตั้แต่กำ เนิดไม่ สามารถพัฒนาได้ มนุษยนิยนิม ( Humanism ) วิทวิรูเวียวีนแมน ( Vitruvianman ) — ลีโอนาโด ดาวินวิชี — 42
วัฒนธรรมของยุคโบราณ เช่น กรีก รวมถึงถึทัศทันะมนุษยนิยมซึ่งต่างจากในยุค กลางที่มีที่พมีระเจ้าเป็นศูนศูย์กลางชีวิต นั่นคือการกลับมาเน้นเรื่องของปัจเจกนิยม มนุษย์ไม่ได้มีชีมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าเท่าท่นั้น ดังดันั้นเขาจึงสามารถแสวงหาความสุขสุให้กับกั ชีวิตบนโลกนี้ได้ แนวคิดสุขนิยนิม ( Hedonism ) 43
แนวคิดปัจเจกชนนิยนิม ( Individualism ) การมองโลกแบบนี้ทำ ให้เกิดกิเสรีภาพใหม่ในการพัฒนาตนเอง มีกมีาร พัฒนาการในเรื่องของศิลศิปะและสถาปัตยกรรม, วรรณคดี,ดีดนตรี, ปรัชญา, และ วิทยาศาสตร์ มีกมีารท้าทายอำ นาจของศาสนจักร เพราะเริ่มมีทัมีศทันะใหม่ที่ว่ที่ว่าความ สัมสัพันธ์ร ธ์ ะหว่างปัจเจกกับกัพระเจ้ากลับมามีคมีวามสำ คัญมากกกว่าความสัมสัพันธ์ ระหว่างเขากับกัคริสตจักรในฐานะที่เที่ป็นองค์กร บุคคลสำ คัญในเรื่องนี้ คือ มาร์ติ ร์ ติน ลู เธอร์ และมีศิมีลศิปินมากมายที่เที่กิดกิขึ้นขึ้ในยุคนี้ เช่น ดาวินซี, ไมเคิล แองเจลโล, บอ ตติเซลลี, ราฟาเอล, ติเตียน, เกรกโก 44