ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 51 | P a g e C o n f i d e n t i a l ชุดปฏิกรณ์แบบมัลติโซน จะแบ่งเป็นส่วนหลักๆ คือ Riser ในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ตัวเร่งปฏิกิริยาถูกป้อนเข้าทางด้านล่างและจะถูกก๊าซโพรพีลีน ที่มาจากชุด คอมเพรสเซอร์หลักขับขึ้นไปด้านบนพร้อมกับท าปฏิกิริยาด้วยลักษณะการไหล แบบ Fluidized bed Downcomer หลังจากก๊าซและโพลิเมอร์ที่ได้จากการเกิดปฏิกิริยาไหลขึ้นมาจาก Riser ก๊าซและโพลิ เมอร์จะถูกแยกที่ Internal cyclone โดยก๊าซจะถูกดูดกลับไปที่คอมเพรสเซอร์หลักและผ่าน เครื่อง แลกเปลี่ยนความร้อนแบบ Shell and tubes เพื่อลดอุณหภูมิและป้อนเข้าสู่MZCR ที่ ด้านล่างของ Riser ต่อไป ในส่วนของเม็ดโพลีเมอร์จะไหลลงมาด้านล่างเพื่อท าปฏิกิริยาต่อใน ส่วน Downcomer โดย เม็ดโพลิเมอร์จะเคลื่อนที่ลงมาด้านล่างในลักษณะ Packed bed อย่าง ช้าๆ เมื่อเม็ดโพลิเมอร์ที่ ท าปฏิกิริยาสมบรูณ์แล้วจะถูกปล่อยออกมาทาง Discharge line ด้านล่างของ Downcomer เพื่อไปยัง MP Bag filter เพื่อท าการแยกเม็ดโพลิเมอร์ออกจากก๊าซ ต่อไป แผนภาพการไหลของส่วนท าปฏิกิริยาหลัก (Process flow diagram for reaction section)
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 52 | P a g e C o n f i d e n t i a l กระบวนการของหน่วยผลิตที่ 3 ที่ต่างจากหนjวยผลิตที่ 1 และ 2 ดังรูปด้านบน ซึ่งคือ ระบบ ท าปฏิกิริยา (MZCR) และระบบการน าก๊าซที่ความดันสูงกลับมาใช้ใหม่ (HP Recovery) ระบบการท าปฏิกิริยาของ MZCR จะใช้คอมเพรสเซอร์เป็นตัวขับเคลื่อนให้ก๊าซ เข้าทางด้านล่างของ Riser และออกทางด้านบนของ Internal cyclone มีอุปกรณ์แลกเปลี่ยน ความร้อน อยู่ที่ด้าน discharge ของคอมเพรสเซอร์เพื่อควบคุม อุณหภูมิของ MZCR การที่จะ ท าให้โพลิเมอร์หมุนเวียนในระบบได้นั้นจะมีLine circulating gas ซึ่งแบ่งFlow มาจาก Main discharge ของคอมเพรสเซอร์โดยท าการก าจัดฝุ่นออกโดยอาศัยไซโคลน แล้วน าก๊าซจาก ด้านบนของ ไซโคลนมาเข้าที่ด้านล่างของ Downcomer เพื่อท าการดันโพลิเมอร์ที่ยังท า ปฏิกิริยาไม่ สมบรูณ์กลับขึ้นไปยัง Riser ในส่วนของฝุ่น ที่ด้านล่างของ Cyclone จะไหล กลับไปเข้า Main line ที่ Discharge เพื่อกลับเข้า MZCR ต่อไป ในส่วนของการ ควบคุมความ เข้มข้นของก๊าซต่างๆใน Main line ของ MZCR นั้น ที่ Discharge จะมีLine แยกเพื่อน าก๊าซ ไปแยกองค์ประกอบ โดยขั้นแรกจะผ่าน HP bag filter เพื่อท าการแยกฝุ่นออกจากก๊าซก่อน ฝุ่นจะกลับเข้า Main line ที่ Discharge ส่วนก๊าซจะออกจากด้านบน Bag filter แล้วไปท าการ แยก Hydrogen กลับไปใช้ใหม่ที่ Hydrogen stripper ก๊าซ Hydrogen ที่ได้จะใช้Hydrogen compressorอัดกลับไปเข้า Suction ต่อไป ด้านล่างจะเป็นของเหลว จะถูกส่งผ่านปั๊ม ไปแยก Ethylene กลับไปใช้ใหม่ที่ MZCR Ethylene stripper แผนภาพการไหลของส่วนของ MP/LP Recovery/ GPR/ Steamer/ Dryer
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 53 | P a g e C o n f i d e n t i a l โพลีเมอร์ที่ได้จาก MZCR จะถูก Discharge มายัง MP Bag filter ซึ่งก๊าซที่น า กลับไป ใช้ใหม่จะมีความดันประมาณ 18 barg จะต้องไปเข้า MP Recovery compressor เพื่อเพิ่ม ความดันเป็น 32 barg จึงสามารถกลับเข้า MZCR ได้ในส่วน ของ Polymer ถ้าเป็น HECO จะ ถูกส่งต่อไปยัง Gas phase reactor (GPR) เพื่อท าปฏิกิริยาต่อ ถ้าเป็น HOMO และ RACO จะ ถูกส่งต่อไปยังLP Bag filter เพื่อ จ่ายเข้า Steamer ต่อไป ส่วนก๊าซที่ออกจาก LP Bag filter ที่ ความดัน 0.6 barg โพลิเมอร์จาก LP Bag filter จะถูกส่งไปยัง Steamer เพื่อก าจัด TEAL (ให้TEAL ที่ เหลือ - ท าปฏิกิริยากับน้ํา) และล้าง Hydrocarbon ที่ติดอยู่กับเม็ดออก โดยที่ก๊าซที่ค้างอยู่ใน Steamer จะถูก Recovery ผ่าน Scrubber เพื่อก าจัดฝุ่นโพลิเมอร์ที่อาจหลงเหลือ หลังจากนั้น จะได้ก๊าซที่มีความชื้นปนที่เรียกว่า “Off-gas” จะถูกท าการก าจัดความชื้นออกโดยการเพิ่ม ความดัน/ลดอุณหภูมิที่ C-3510 และดูดความชื้นออก โดยใช้Molecular sieveที่ Off-gas dryer (T-3530A/B) หลังจากนั้นจะได้ก๊าซแห้ง กลับไปเข้า LP Bag filter และส่งไป LP/ MP Recovery compressor ต่อไป โพลิเมอร์ที่ผ่าน Steamer จะมีลักษณะเป็ยกชื้น จะถูกท าให้ แห้งด้วยไนโตรเจนร้อนเป่าให้Polymer ลอยตัวแบบ Fluidized bed ที่ Dryer (D-3520) เม็ดที่
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 54 | P a g e C o n f i d e n t i a l แห้งจะถูก ปล่อยออกที่ด้านล่างแล้วส่งต่อไปด้วยระบบ Pneumatic conveying (Nitrogen) ยัง Silo D-3802 เก็บเม็ดเตรียมที่จะป้อนเข้า Extruder ต่อไป แผนภาพการไหลของส่วนของ Extrusion ในส่วนของ Extrusion นี้ โพลิเมอร์ที่ได้จากส่วนท าปฏิกิริยาจะถูกป้อนมายัง D-3802 ซึ่งมี ขนาด 400 ตัน เพื่อเตรียมผสมกับสารเติมแต่ง (Additives) ต่างๆ หลอมและฉีดขึ้นรูปที่ Extruder ระบบ Additive feeding จะมี5 ประเภทคือ 1. Additive feeder จาก Feeder ลงมายัง Screw SF-3818 (W-3811, W-3812, และ W-3813) 2. Additive feeder จาก Feeder ลงมายัง Extruder hopper (W-3814) 3. Polymer และTalcum feeder ลงมายัง Screw SF-3819 4. Melted additive feeder ลงมายัง Screw SF-3818 5. Liquid peroxide feeder ลงมายัง Extruder hopper
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 55 | P a g e C o n f i d e n t i a l โพลิเมอร์และสารเติมแต่งจะถูกผสมให้เข้ากันที่ SF-3818 และขนถ่ายลงมาที่ Extruder hopper เพื่อหลอมที่ Extruder เมื่อหลอมแล้ว โพลิเมอร์และสารเติมแต่งที่เหลวจะถูกดัน ผ่าน Die plate ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นโลหะวงกลมที่มีรูขนาดเล็กท าให้มีลักษณะเป็นเส้นยาว จากนั้น โพลิเมอร์เหลวจะถูกตัด ใต้น ้าด้วยใบมีดที่หมุนอยู่หน้า Die plate เพื่อตัดเม็ด พลาสติกให้ได้ ตามขนาดที่ต้องการ หลังจากนั้น ระบบน ้า PCW (Pellet conveying water) จะน าพาเม็ด พลาสติกที่ได้จากการตัดไปแยกน ้ากับเม็ดออกจากกันโดยอาศัยแรงเหวี่ยง ที่ Pellet dryer น ้า จะถูกปล่อยกลับมาเข้าระบน ้า PCW โดยท าการแยก ฝุ่นออกก่อน เม็ดพลาสติกที่แห้งแล้วจะมาท าการคัดขนาดเม็ดที่ Classifying screen เม็ด ใหญ่เกิน ขนาดด้านบนและเม็ดเล็กเกินขนาดด้านล่างจะถูกส่งกลับไปหลอมใหม่ที่ Extruder ส่วนเม็ดที่ ได้ขนาดจะถูกส่งไปผสมที่ Blending silo หากเม็ดพลาสติกที่ผลิตได้นั้นไม่ได้คุณภาพตามที่ ต้องการ สามรถส่งกลับไป Recycle pellet silo เพื่อป้อนกลับ เข้า Extruder ต่อไป เมื่อเม็ด พลาสติกถูกผสมที่ Blending silo เรียบร้อยแล้ว จะถูกส่งไปบรรจุที่ Bagging silo ซึ่งสามารถ บรรจุได้2 แบบคือถุง 25 kg (Loose bag) และ650 kg (Jumbo bag) รูปแสดงกระบวนการคัดแยกขนาดเม็ดของ Classifying screensystem
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 56 | P a g e C o n f i d e n t i a l P&ID Piping and Instrument Diagram P&ID (Piping and Instrumentation Diagram) เป็นไดอะแกรมทางเทคนิคประเภท หนึ่งที่ใช้เพื่อแสดงการเชื่อมต่อระหว่างส่วนประกอบและเครื่องมือวัดของกระบวนการต่างๆ ตลอดจนการไหลของวัสดุผ่านกระบวนการ P&ID มักใช้ในการออกแบบและการด าเนินงาน ของอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิต และเป็นเครื่องมือส าคัญส าหรับวิศวกรกระบวนการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคอื่นๆ หากต้องการอ่าน P&ID สิ่งส าคัญคือต้องเข้าใจสัญลักษณ์และข้อตกลงต่างๆ ที่ใช้ใน แผนภาพ สัญลักษณ์และแบบแผนทั่วไปบางอย่างที่อาจใช้กับ P&ID ได้แก่: ➢ เส้น: เส้นบน P&ID แสดงถึงท่อ ท่อ หรือท่อร้อยสายประเภทอื่นๆ ที่ใช้ในการขนส่ง วัสดุหรือล าเลียงวัตถุดิบภายในกระบวนการ ประเภทของเส้นที่ใช้ (เช่น เส้นทึบ เส้นประ ฯลฯ) และประเภทของวัสดุที่ก าลังขนส่ง (เช่น ของเหลว ก๊าซ ของแข็ง) โดยทั่วไปจะระบุไว้ในแผนภาพ ➢ สัญลักษณ์: P&ID ใช้สัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อแสดงส่วนประกอบและเครื่องมือวัดต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการ สัญลักษณ์เหล่านี้เป็นมาตรฐานและเป็นไปตามมาตรฐานสากล การเข้าใจความหมายของสัญลักษณ์เหล่านี้มีความส าคัญต่อการตีความแผนภาพ ➢ ตัวเลขและตัวอักษร: P&ID มักใช้ตัวเลขและตัวอักษรเพื่อระบุส่วนประกอบและ เครื่องมือวัดต่างๆ บนไดอะแกรม โดยปกติแล้วตัวเลขและตัวอักษรเหล่านี้จะใช้ ร่วมกับสัญลักษณ์ และใช้เพื่อระบุส่วนประกอบและเครื่องมือวัดเฉพาะภายใน กระบวนการ ➢ ค าอธิบายประกอบ: ค าอธิบายประกอบใน P&ID ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ส่วนประกอบและเครื่องมือวัดต่างๆ บนไดอะแกรม ค าอธิบายประกอบเหล่านี้อาจ รวมถึงค าอธิบายของส่วนประกอบและเครื่องมือวัด ฟังก์ชันภายในกระบวนการ และ ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 57 | P a g e C o n f i d e n t i a l ในโรงงานอุตสาหกรรมในการอธิบายทิศทางการไหลของสารผลิตภัณฑ์ด้านใน รวมถึง การควบคุม และอุปกรณ์ต่างๆ โดยรวมจะมีแบบตัวหนึ่งที่ต้องใช้เลยนั้นคือ P&ID หรือ Piping and Instrument Diagram ซึ่งจะท าให้เห็นภาพของโรงงานโดยรวมเข้าใจมากยิ่งขึ้น หน้าทขี่อง P&ID โดยจุด P&ID เป็น Diagram โดยรวมที่ใช้ส าหรับบ่งบอกถึง 1. Equipment ต่างๆในโรงงานและ Process line 2. Valve, Instrument และระบบ Control loops ต่างๆ โดยอ้างอิงมาตราฐาน ANSI/ISA-S5.1
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 58 | P a g e C o n f i d e n t i a l โดยการเขียนแบบสัญลักษณ์จะจ าลองอุปกรณ์หน้างานจริง และระบบส่งสัญญาณดัง ภาพด้านล่าง สัญลักษณ์ต่างๆใน P&ID ➢ สัญลักษณ์สายต่างๆ (Instrument line symbols)
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 59 | P a g e C o n f i d e n t i a l ➢ สัญลักษณ์ของปั้ม (Pump)
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 60 | P a g e C o n f i d e n t i a l ➢ สัญลักษณ์ของคอมเพลสเซอร์ (Compressor) ➢ สัญลักษณ์ของถังเก็บ (Vessels and Tanks)
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 61 | P a g e C o n f i d e n t i a l ➢ สัญลักษณ์ของอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (Heat Exchanger) ➢ สัญลักษณ์ของงานท่อ Piping
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 62 | P a g e C o n f i d e n t i a l ➢ การอ่าน Pipe code บน Line ท่อ ➢ สัญลักษณ์ของวาล์ว (Valve)
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 63 | P a g e C o n f i d e n t i a l ➢ สัญลักษณ์ต าแหน่งเปิด-ปิดของวาล์ว ➢ สัญลักษณ์ของอุปกรณ์วัดต่างๆ
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 64 | P a g e C o n f i d e n t i a l Piping and Instrumentation Diagram เป็นแบบแสดงรายละเอียดของระบบ Piping และอุปกรณ์วัดคุมต่าง ๆ รายละเอียดของระบบ Piping มีทั้ง ขนาดท่อ Class (ชนิดของท่อ) วาล์วต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่ในระบบท่อ (ทั้งชนิด ขนาด และล าดับการติดตั้ง) การหุ้มฉนวนท่อ ข้อ ต่อลด (Reducer) ความลาดเอียงของท่อ (ถ้าท่อนั้นจ าเป็นต้องมี) ฯลฯ ในส่วนของอุปกรณ์วัด คุมนั้นก็จะมีการระบุชนิด (อุณหภูมิ ความดัน อัตราการไหล ฯลฯ) รูปแบบการวัด (แสดงผลที่ ตัวอุปกรณ์วัด ส่งสัญญาณไปแสดงผลยังห้องควบคุม ทั้งแสดงผลที่ตัวอุปกรณ์และส่งสัญญาณ ไปแสดงผลที่ห้องควบคุม ส่งสัญญาณไปควบคุมวาล์วปรับอัตราการไหล ฯลฯ) ต าแหน่งการ ติดตั้ง ฯลฯ ล าดับการเรียงอุปกรณ์ตามแนวเส้นท่อใน P&ID และการเรียงล าดับที่ปรากฏในเส้นท่อ จริงนั้นจะต้องตรงกัน ถ้าหากพบว่ามีความแตกต่างกันอยู่ก็ต้องตรวจสอบว่าความผิดพลาดนั้น อยู่ที่ P&ID หรือการประกอบท่อ ตัวอย่างเช่นในรูปที่ ๑ ข้างล่าง ระบบท่อทั้งสองเส้นต่างประกอบด้วยอุปกรณ์ชนิด เดียวกันในจ านวนที่เท่ากัน ถ้าเป็นตาม P&ID รูปบน ถ้าเราไล่เส้นท่อมาจนถึงต าแหน่งวาล์ว ควบคุมตัวนี้ เราจะต้องเจอ Flow controller ก่อน ตามด้วย Gate valve จากนั้นจะมีท่อแยก ย่อย (ในรูปคือท่อ Drain) โดยท่อแยกย่อยจะมี globe valve ติดตั้งอยู่ จากนั้นจึงเป็น Control valve (ที่รับสัญญาณมาจาก Flow controller ที่ติดตั้งไว้ทางด้าน Upstream) และตามด้วย gate valve อีกที แต่ถ้าเป็นตามรูปล่างเราจะเจอ gate valve ก่อน ตามด้วย Control valve (ที่ รับสัญญาณมาจาก Flow controller ที่ติดตั้งไว้ทางด้าน Downstream) จากนั้นจะเป็นท่อ Drain (ที่ Globe valve ติดตั้งอยู่) ตามด้วย Gate valve และ Flow controller ที่ติดตั้งไว้ ทางด้าน Downstream ของ Control valve
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 65 | P a g e C o n f i d e n t i a l รูปที่ ๑ ล าดับการเรึยงอุปกรณ์ตามแนวเส้นท่อใน P&ID นั้นมีความส าคัญ ถ้าล าดับการ ต่ออุปกรณ์ใน P&ID ไม่ตรงกับล าดับการต่อจริง ก็ต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องว่า P&ID หรือการต่อจริงนั้นถูกต้อง และต้องท าการปรับให้ตรงกัน สัญลักษณ์ที่ใช้ใน P&ID ของแต่ละโรงงานไม่จ าเป็นต้องเหมือนกัน แต่มักจะคล้าย ๆ กัน ดังนั้นก่อนที่จะอ่าน P&ID ของโรงงานไหนก็ควรที่จะหาแผ่นที่เป็นข้อตกลงเรื่องการก าหนด สัญลักษณ์มาดูก่อนว่าสัญลักษณ์ไหนใช้แทนอะไร (ชนิดของวาล์ว ต าแหน่งวาล์วว่าปิดหรือเปิด อุปกรณ์อื่น ๆ ของระบบท่อ ความหมายของอุปกรณ์วัดคุม ฯลฯ) รูปแบบของเส้นแต่ละเส้นมี ความหมายอย่างไร (เช่นรูปแบบเส้นที่ใช้แทน การส่งสัญญาณด้วยสัญญาณไฟฟ้า การส่ง สัญญาณด้วยอากาศอัดความดัน (Instrument air) เส้นท่อที่ต้องมีการ Tracing (ให้ความร้อน ด้วยการพันท่อไอน ้าไปรอบ ๆ หรือใช้ Heater ไฟฟ้า) เป็นต้น
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 66 | P a g e C o n f i d e n t i a l Fine removal Fine removal system คือระบบที่น ามาใช้ในการคัดแยกฝุ่ นผงหรือเส้นใย ที่ไม่ต้องการออกจากผลิตภัณฑ์ โดย อาศัยหลักการตกด้วยน ้าหนักของผลิตภัณฑ์ตามแรงโน้มถ่วง (Gravity) จะท าการติดตั้งที่ Silo เก็บผลิตภัณฑ์ De-dusting system คือระบบจะท าการก าจัดฝุ่นในขั้นตอนโหลด Product ที่ Silo farm โดยจะท าการดูดฝุ่น ที่เกิดขึ้นขณะที่ Product ไหลผ่าน Loading spout หลักการท างานโดยที่ขณะที่ท าการปล่อย Product ให้ไหลผ่าน Loading spout ฝุ่ นจะ ถูกดูดผ่านท่อที่ติดกับ Loading spout ไปยังชุด Bag filter เพื่อแยกฝุ่น กลไกในการจับฝุ่ น (Particle collection method) กลไลการจับฝุ่น ที่เป็นที่นิยมปัจจุบัน มีอยู่ 4 ชนิด คือ 1) Bag filter (ระบบถุงกรองฝุ่น) 2) Wet scrubber (ระบบบ าบัดอากาศแบบเปียก) 3) Electrostatic precipitator (ระบบก าจัดฝุ่นโดยใช้ไฟฟ้าสถิต) 4) Cyclone collector (ระบบคัดแยกฝุ่นโดยใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง)
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 67 | P a g e C o n f i d e n t i a l Bag filter (ระบบถุงกรองฝุ่น) เป็นระบบคัดแยกฝุ่นโดยใช้ถุงกรองในการกรองฝุ่น โดยที่อนุภาคของฝุ่นไม่สามารถผ่าน แผ่นกรองได้ สามารถก าจัดได้ทั้งฝุ่นหยาบและฝุ่นละเอียดตามขนาดของความละเอียดในการ กรองของถุงกรองอนุภาค สามารถก าจัดฝุ่นได้ถึงขนาด 0.1 ไมครอน Wet scrubber (ระบบบ าบัดอากาศแบบเปียก) ระบบบ าบัดอากาศแบบเปียกสามารถใช้ก าจัดได้ทั้งฝุ่ นและแก๊ส โดยใช้หลักการ น าพาฝุ่นและละลายฝุ่น-แก๊ส
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 68 | P a g e C o n f i d e n t i a l Electrostatic precipitator (ระบบก าจัดฝุ่นโดยใช้ไฟฟ้าสถิต) ระบบก าจัดฝุ่ นแบบไฟฟ้าสถิตเหมาะส าหรับอนุภาคขนาดเล็ก สามารถจับ อนุภาคที่มีความละเอียดตั้งแต่ 0.1 ไมครอน ขึ้นไป โดยการท าให้อนุภาคที่ไม่มีขั้วไฟฟ้า ให้เกิดขั้วไฟฟ้ากลายเป็นแม่เหล็กและติดกับเพลทแม่เหล็กที่มีขั้วตรงข้าม Cyclone collector (ระบบคัดแยกฝุ่นโดยใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง) คือระบบแยกฝุ่ นโดยอาศัยหลักการแรงเหวี่ยงและแรงโน้มถ่วงและน ้าหนักของตัวฝุ่ น เอง เหมาะส าหรับฝุ่นหยาบที่มีขนาด >10 ไมครอน ขึ้นไป แบ่งเป็น 3 ชนิดหลักๆ ดังนี้ 1) Single cyclone type 2) Double or triple cyclone type 3) Multi cyclone type ระบบ Elutriation system (De-duster) – Open loop system
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 69 | P a g e C o n f i d e n t i a l ประกอบด้วย 3 ส่วน 1. Air blower ท าหน้าที่ในการผลิตลมเพื่อส่งขึ้นไปยัง Elutriator ที่ติดตั้งอยู่บนถัง Silo เพื่อจะน าเอา ฝุ่นกลับลงมายัง Bag filter หรือ Cyclone 2.Elutriator (De-duster)
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 70 | P a g e C o n f i d e n t i a l ขั้นตอนในการคัดแยกฝุ่นออกจากผลิตภัณฑ์จะเกิดขึ้นที่ Elutriator โดย ➢ Unclean product ที่เข้าสู่ De-duster จะไหลผ่าน Magnetic flux field coil ซึ่ง จะท าลายพันธะไฟฟ้าสถิตระหว่าง Product กับฝุ่ น เพื่อให้การแยกฝุ่ นได้ง่ายขึ้นจาก Product โดยใช้ Air flow ➢ Air ที่เข้าไปใน De-duster จะไหลไปทิศทางตรงกันข้ามกับ Unclean product ที่ ไหลลงมาจากทางด้านบน ➢ Primary wash deck ภายใน De-duster จะแบ่งเป็นช่องและมีรูจ านวนมาก เพื่อให้เกิดการแยกระหว่าง Product กับฝุ่ น โดยฝุ่ นจะไหลออกทางด้านบนและ Product จะไหลลงด้านล่างของ De-duster ➢ Air ที่ไหลผ่านเข้า De-duster สามารถปรับได้เพื่อให้มีความเร็วที่เหมาะสม โดย ที่ Product จะไหลลงสู่ด้านล่างตลอดเวลา 3.Cyclone or Bag filter
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 71 | P a g e C o n f i d e n t i a l ➢ Cyclone เป็นส่วนที่รองรับลมผสมกับฝุ่นที่มาจาก Elutriator โดยลมผสมกับฝุ่น จะลงมาจากด้านบนมาเข้าที่ Dirty air inlet ของไซโคลน ไซโคลนเป็นเครื่องมือคัดแยกอนุภาคของแข็ง (ละอองฝุ่ น) ออกจากของไหล (ของเหลว หรือ ก๊าซ) โดยอาศัยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง ที่ต าแหน่งทางเข้าของไซโคลน อนุภาคของแข็งที่ผสมกับของไหลจะถูกป้อนเข้ามา โดยอนุภาคของแข็งจะเคลื่อนที่ไป ตามผนังของไซโคลนที่เป็นรูปทรงกระบอกท าให้เกิดไหลแบบหมุนวนและก่อตัวเป็น กระแสหมุนวน (Vortex) ขณะที่อนุภาคของแข็งถูกเหวี่ยงอยู่ในกระแสหมุนวนจะเกิดแรงในแนวสัมผัส (Tangential force) ที่จะผลักให้อนุภาคของแข็งเคลื่อนตัวออกจากศูนย์กลางกระแสวน ออกสู่ผนังไซโคลน ด้านล่างของไซโคลนที่ลักษณะเป็นทรงกรวยที่ปลายทางออกมี ลักษณะบีบเข้า ท าให้กระแสวนมีการเปลี่ยนทิศทางการไหลสวนทางย้อนกลับขึ้น ด้านบน ด้วยความต่างของความหนาแน่นของของไหลและอนุภาคของแข็ง จึงท าให้ อนุภาคของแข็งถูกผลักลงสู่ทางออกทางด้านล่าง และของไหลที่ปราศจากอนุภาค ของแข็งจึงไหลออกที่ทางออกด้านบนของไซโคลน ➢ Bag Filter เป็นส่วนที่รองรับลมผสมกับฝุ่ นที่มาจาก Elutriator มีหน้าที่ในการ คัดแยกฝุ่ นออกจากลม โดยลมผสมกับฝุ่ นที่มาจาก Elutriator จะเข้าทางท่อด้านล่าง และลอยขึ้นด้านบน ฝุ่ นจะไปติดอยู่ที่ filter ลมที่สะอาดจะถูกระบายออกด้านนอกทาง ท่อด้านบนส่วนฝุ่ นที่เกาะติดที่ filter จะมีลมเป่ ากระแทกให้ฝุ่ นหลุดออกและตกลง ด้านล่าง ปัจจัยทสี่่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการแยก
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 72 | P a g e C o n f i d e n t i a l ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการแยกของไซโคลนที่พบได้มากในการใช้งาน ไซโคลนในกระบวนการ ได้แก่ ปริมาณของแข็งในระบบ การแตกหักของอนุภาคของแข็ง และ ระบบล าเลียงของแข็ง เป็นต้น 1.ปริมาณของแข็งในระบบ ส าหรับระบบที่มีปริมาณของแข็งในตัวกลางมาก จะท าให้อนุภาคมีโอกาสสัมผัสกันและ เกาะตัวเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ขึ้น เมื่ออนุภาคมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงท าให้สามารถแยกได้ดีขึ้น การมีอนุภาคของแข็งมากเกินไป อาจจะท าให้ไซโคลนอุดตัน ท าให้ความดันลด (Pressure drop) ของไซโคลนเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้ประสิทธิภาพในการแยกลดลงได้ การอุดตันของไซโคลน อาจเกิดจากปัญหาทางการก่อสร้างของไซโคลนอื่น เช่นรอยต่อ รอยเชื่อมของตัวไซโคลน หรือ ขนาดที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น 2.การแตกหักของอนุภาคของแข็ง การแตกของอนุภาคของแข็งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการแยก การ แตกของอนุภาคมักเกี่ยวข้องกับสมบัติของตัวอนุภาค พบได้มากในระบบที่มีการหมุนเวียนของ ของแข็งซึ่งมีการแยกอนุภาคที่บริเวณทางออกของระบบด้วยไซโคลน เพื่อน าของแข็งกลับมา ป้อนเข้าในเครื่องปฏิกรณ์อีกครั้ง เมื่อระบบด าเนินการไประยะเวลาหนึ่ง อนุภาคมีการชนกันเองหรือชนกับผนัง จึงท าให้ อนุภาคเกิดการแตกเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการคัดแยกของ ไซโคลนลดลง 3.ความชื้นในตัวกลาง ความชื้นในตัวกลางส่งผลต่อการเกาะกลุ่มกันของอนุภาคของแข็งขนาดเล็ก ท าให้เกิด การเกาะตัวเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ กลุ่มก้อนอนุภาคขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะท าให้สามารถ แยกได้ดีขึ้น แต่ในการด าเนินการจริงนั้น ความชื้นอาจท าให้เกิดการสะสมและเกาะติดของอนุภาค บริเวณขอบผนังของไซโคลน ส่งผลให้เกิดการอุดตัน และท าให้ประสิทธิภาพในการแยกลดลง 4.ระบบล าเลียงของแข็ง
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 73 | P a g e C o n f i d e n t i a l ระบบล าเลียงของของแข็งออกจากไซโคลน ในการใช้งานภายใต้สภาวะปกติที่มีการใช้ ความดันในระบบ หากเกิดการรั่วของระบบล าเลียงเพียงเล็กน้อยอาจจะไม่ส่งผลต่อ ประสิทธิภาพในการคัดแยกมากนัก แต่อาจท าให้สูญเสียผลิตภัณฑ์ที่เราต้องการและ ปลดปล่อยอนุภาคออกสู่สิ่งแวดล้อม แต่ในกรณีที่ระบบด าเนินการภายใต้สภาวะสุญญากาศ การที่ระบบล าเลียงมีรอยรั่วจะ ท าให้ความดันจากภายนอกระบบไหลย้อนกลับเข้าสู่ภายในระบบ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการ แยกลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 74 | P a g e C o n f i d e n t i a l Bagging machine เครื่องบรรจุถุง (Bagging machine) เป็นเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ถูกออกแบบและ พัฒนาขึ้นมาเพื่อการช่วยตอบสนองต่อความต้องการในการบรรจุวัตถุดิบ วัสดุ ผลิตภัณฑ์ ที่มี ลักษณะหลากหลาย อาทิ เมล็ด เกล็ด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการบรรจุ ที่ค่อนข้างซับซ้อน ให้ลงในถุงได้อย่างรวดเร็วและแม่นย ามากยิ่งขึ้น ประเภทของเครื่องบรรจุ ประเภทของเครื่องบรรจุหากแยกตามลักษณะตัวเครื่องและการท างานสามารถแยกได้ 2 ประเภทหลัก - เครื่องบรรจุแนวตั้ง - เครื่องบรรจุแนวนอน ข้อดีและข้อเสียของเครื่องบรรจุแต่ละประเภท 1. เครื่องบรรจุแนวตั้ง หรือ Vertical packing machine เป็นเครื่องบรรจุที่ถูกออกแบบมาให้ปล่อยวัตถุดิบจากด้านบน ลงสู่ด้านล่าง โดยมาก แล้ววัตถุดิบต่างๆ มักเป็น เม็ด ผง ของเหลว หรือสิ่งของที่มีขนาดเล็กไม่สามารถนับหรือ จัดเรียงให้เป็นชิ้นโดยง่าย เช่น เกลือ, แชมพู, น ้าตาล, นมผง, ข้าวสาร, เมล็ดธัญพืชต่าง ๆ ด้วยลักษณะของตัวเครื่องที่จะมีบรรจุภัณฑ์หลากหลาย ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบบางครั้งจึงถูก เรียกชื่อตามประเภทของบรรจุภัณฑ์ เช่น เครื่องบรรจุกระสอบ, เครื่องบรรจุผง เป็นต้น ข้อดี–ช่วยให้การบรรจุวัตถุดิบที่มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะแบบผงและแบบของเหลว ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็วขึ้น, น ้าหนักแม่นย า, ประหยัดแรงงาน, ลดการสัมผัส ปนเปื้อน, ไม่ต้องกังวลเรื่องการหกสูญเสียของวัตถุดิบ, มีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ ข้อเสีย - ไม่เหมาะกับการบรรจุของที่มีขนาดใหญ่ หรือน ้าหนักมากในชิ้นเดียว
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 75 | P a g e C o n f i d e n t i a l 2. เครื่องบรรจุแนวนอน หรือ Horizontal packing machine เป็นเครื่องบรรจุที่มีการออกแบบให้เกิดการไหลของบรรจุภัณฑ์ในแนวนอน ตัววัตถุดิบ จะถูกเติมในบรรจุภัณฑ์ที่เรียงเข้ามาในแนวนอนขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า บางครั้งจึงอาจ ถูกเรียกเป็นเครื่องบรรจุถุงหรือเครื่องแพ็คถุง เป็นต้น ประเภทวัตถุดิบที่ใช้รูปทรงชัดเจนไม่เปลี่ยนไปตามปัจจัยรอบข้าง มีทั้งแบบการหยิบ ของมาวางบนสายพานหรือเชื่อมต่อกับเครื่องผลิตที่ออกมาเป็นชิ้นส าเร็จ ก่อนส่งไปบรรจุ ข้อดี– สะดวกในการใช้งาน รวดเร็ว ตรวจสอบสินค้าได้ง่าย แม้ของน ้าหนักมากก็ ไม่มีปัญหา ลดความเสี่ยง ข้อเสีย – ไม่เหมาะกับวัตถุดิบขนาดเล็กมาก เป็นผง ของเหลว หรือเป็นเม็ด ประเภทของเครื่องบรรจุถุงสามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะของถุงที่น ามาใช้งาน ร่วมกับเครื่องบรรจุถุงเป็ น 4 ประเภท ดังนี้ 1. เครื่องบรรจุถุง ส าหรับ Open-mouth bag Open-mouth bag หรือ ถุงปากเปิด เป็นถุงที่นิยมมากใช้งานร่วมกับเครื่องบรรจุถุง อย่างแพร่หลาย เนื่องจากเครื่องบรรจุถุงมักถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานกับถุงประเภทนี้ ได้หลายขนาดและหลายประเภท อีกทั้งยังตอบโจทย์การน ามาใช้ในการบรรจุสินค้าและ ผลิตภัณฑ์ได้ค่อนข้างครอบคลุม ทั้งที่เป็นเม็ดหรือเกล็ดที่มีลักษณะการไหลเป็นอิสระ 2. เครื่องบรรจุถุง ส าหรับ Valve bag Valve bag หรือถุงวาล์ว มีลักษณะพิเศษที่ปากถุงจะยื่นออกมาจากตัวถุงเพื่อใช้บรรจุ สินค้า การปิดถุงสามารถท าได้หลายวิธี เช่น การพับปากวาล์วเข้าในถุง ใช้ความร้อนรีดวาล์ว หรือการใช้คลื่น Ultrasonic seal ที่ปาก ถุงวาล์วมักใช้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มักมีฝุ่ น เกิดขึ้นในขั้นตอนการบรรจุ
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 76 | P a g e C o n f i d e n t i a l 3. เครื่องบรรจุถุง FFS Bag FFS มาจากค าว่า Form-fill-seal เป็นเทคโนโลยีการขึ้นรูปถุงจากม้วนฟิ ล์ม บรรจุ และ ปิดผนึกถุงด้วยการซีลความร้อนภายในเครื่องเดียว โดยจะมี 2 แบบหลักคือ Vertical form-fillseal เครื่องบรรจุถุงแนวตั้ง และ Horizontal form-fill-seal เครื่องบรรจุถุงแนวนอน โดยทั่วไป จะใช้ฟิ ล์มพลาสติกในการขึ้นรูป ถุงประเภทนี้มักใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร 4. เครื่องบรรจุถุง Big bag ถุง Big bag หรือ Jumbo bag เป็นบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่รองรับการจัดเก็บสินค้าหรือ ผลิตภัณฑ์ที่ปริมาณเยอะ แห้ง และไหลได้ดี อาจอยู่ในรูปของผง เกล็ด หรือเมล็ด เช่นเม็ด พลาสติก เป็นต้น น ้าหนักการบรรจุรองรับตั้งแต่ 500 ถึง 2,000 กิโลกรัม ตัวเครื่องบรรจุมักมี โครงสร้างที่ใหญ่เพื่อรองรับขนาดของถุงบรรจุ ถุงประเภทนี้มักมีความหนาและมีหูหิ้วจึง เหมาะกับการบรรจุเพื่อจัดเก็บ หรือขนย้ายโดยไม่ต้องมีพาเลทรองรับได้ ข้อดีของการเลอืกใช้งานเครื่องบรรจุถุง • เครื่องบรรจุถุงมาพร้อมด้วยความสะดวกและรวดเร็วในการใช้งาน เครื่องบรรจุถุงสามารถบรรจุวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ลงในถุงได้อย่างรวดเร็ว อีก ทั้งยังมีระดับความเร็วในการบรรจุถุงให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ทุก ความต้องการในกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ • เครื่องบรรจุถุงมีความแม่นย าในการบรรจุผลิตภัณฑ์สูง เครื่องบรรจุถุงสามารถควบคุมปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่จะท าการบรรจุลงในแต่ละถุงได้ อย่างแม่นย า ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์การน ามาใช้บรรจุแป้งหรือผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นผง ที่ ควบคุมน ้าหนักในการบรรจุด้วยมือได้ยากได้เป็นอย่างดี
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 77 | P a g e C o n f i d e n t i a l • เครื่องบรรจุถุงมีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง เครื่องบรรจุถุงรองรับการน ามาใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์และถุงหลายประเภท จึงท าให้ เหมาะส าหรับการน ามาใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายได้อย่างลงตัว • เครื่องบรรจุถุงตอบโจทย์การลงทุนในระยะยาว เครื่องบรรจุถุงไม่เพียงแต่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานคน และลดการสูญเสีย ผลิตภัณฑ์ในระหว่างกระบวนการบรรจุลงได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่เครื่องบรรจุถุงยังมี วิธีการดูแลรักษาที่ง่ายและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานอีกด้วย ข้อควรพจิารณาการเลือกใช้งานเครื่องบรรจุถุง การที่เราจะเลือกเครื่องบรรจุถุงให้เหมาะกับการใช้งานนั้น สิ่งแรกที่ต้องน ามา พิจารณาคือประเภทและขนาดของบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการใช้บรรจุสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ จากนั้น ค่อยมาดูว่าต้องการความเร็วในการบรรจุเท่าไหร่ ระบบที่พิจารณาต้องการเป็ นแบบ กึ่งอัตโนมัติ หรืออัตโนมัติหรือไม่ ความยากง่ายในการใช้งาน รวมถึงการดูแลบ ารุงรักษา ในการเลือกเครื่องจักรที่เหมาะกับความต้องการมากที่สุด ควรจะค านึงถึงปัจจัยทั้ง 6 ข้อ เพื่อมั่นใจว่าตัดสินใจได้ถูกต้อง 1. งบประมาณ 2. พื้นฐานของเครื่อง 3. อัตราการผลิต 4. ชนิดของถุง 5. ประเภทของผลิตภัณฑ์ 6. เป้าหมายของระบบอัตโนมัติ
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 78 | P a g e C o n f i d e n t i a l ข้อควรปฎิบัติท่วัไปของเครื่องบรรจุโปรดักสแ์ละเครื่องช่ังน ้าหนักอัตโนมัติ 1) ก่อนเปิด (ON) ระบบไฟฟ้าและระบบลม ควรตรวจสอบพื้นที่โดยรอบเพื่อความ ปลอดภัย 2) ไม่ควรปิด (OFF) ระบบไฟฟ้าที่ตู้ควบคุมเป็นเวลานานๆ เพื่อป้องกันโปรแกรมควบคุม การท างาน (PLC Ladder diagram)ของเครื่องสูญหาย และควรเปลี่ยนแบ็ตเตอร์รี่ของ PLC ทุกๆ2 ปี 3) ท าความสะอาดเมื่อหยุดใช้งานเครื่อง เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องและอุปกรณ์ ต่างๆ 4) ตรวจเช็คเครื่องและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงปริมาณน ้ามันหล่อลื่นเป็นประจ า 5) ห้ามเอาอุปกรณ์ป้องกัน (Safety cover) ออกจาก Motor รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ เกี่ยวข้องและห้ามปิ ด (OFF) ระบบไฟฟ้าและระบบลมขณะที่เครื่องก าลังท างาน 6) กระบอกลมหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ควรปิด (OFF) ระบบลม, ไฟฟ้าทุกครั้งที่ ตรวจเช็คหรือซ่อมบ ารุง, ปิดเบรคเกอร์ Main ทุกครั้งที่ปรับตั้งเครื่องจักร 7) ห้ามใช้งานเครื่องขณะตู้ควบคุมและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าเปิดอยู่เพื่อ ป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้าช็อต 8) ควบคุมแรงดันไฟฟ้าไม่ให้เกินหรือน้อยกว่าที่เครื่องก าหนด (380~400 VAC) ควบคุมแรงดันลมไม่ให้เกินหรือน้อยกว่าที่เครื่องก าหนด (5~7 kg/cm2 ) 9) ระวังน ้าท่วม, การรั่วไหลของน ้ามายังเครื่องควบคุมความชื้น ฝุ่นละอองเพื่อยืดอายุการ ใช้งานและป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้าช็อต 10) แต่งกายด้วยชุดท างานที่รัดกุม ไม่ให้มีส่วนที่ยื่นไปเกี่ยวหรือหนีบกับเครื่องจักรได้ใช้ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน ควรสวมหมวกและรองเท้านิรภัย 11) ควรระวังอันตรายจากการท างานของเครื่องจักร สังเกตุสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนต่างๆ
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 79 | P a g e C o n f i d e n t i a l 12) การถอดประกอบ ปรับแต่ง แก้ไขอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่างๆ นอกเหนือจากขั้นตอนการใช้ งานขอให้แจ้งหรือปรึกษากับทางบริษัท/ผู้แทนผู้จัดจ าหน่ายเครื่องจักร
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 80 | P a g e C o n f i d e n t i a l Air Compressor ปั๊มลม หรือ เครื่องอัดอากาศ เครื่องอัดลม ท าหน้าที่ในการอัดลมให้มีแรงดันสูง เพื่อ น าไปใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นระบบลมในโรงงานอุตสาหกรรมตั้งแต่ขนาดเล็ก จนถึงโรงงาน อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ระบบนิวเมติกส์ และอุตสาหกรรมครัวเรือน เช่น ร้านซ่อมรถ ซึ่งจะใช้ เป็นปั๊มลมประเภทลูกสูบ (Piston air compressor) เพราะใช้แรงดัน (Pressure) ไม่สูงมาก เป็นต้น ส่วนเครื่องปั๊มลมที่ใช้ในโรงงานนั้นส่วนมากแล้วจะใช้เป็นปั๊มลมประเภทสกรู (Screw air compressor) ซึ่งจะใช้แรงลมที่มากกว่า Air compressor หรือ ปั๊มลม แบ่งออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้ 1. Piston compressor (ปั๊มลมแบบลูกสูบ) 2. Screw compressor (ปั๊มลมแบบสกรู) 3. Diaphragm compressor (ปั๊มลมแบบ ไดอะเฟรม) 4. Sliding vane rotary compressor (ปั๊มลมแบบใบพัดเลื่อน) 5. Roots compressor (ปั๊มลมแบบใบพัดหมุน) 6. Radial and axial flow compressor (ปั๊มลมแบบกังหัน) 1. ปั๊มลมประเภทลูกสูบ (Reciprocating air compressor) หลักการท างานปั๊ มลมลูกสูบ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นต้นก าลังมาขับเคลื่อนลูกสูบให้ เคลื่อนที่ขึ้นลง ท าให้เกิดแรงดูดและอัดอากาศภายในกระบอกสูบ โดยมีวาล์วทางด้านดูดและ วาล์วทางออกท างานสัมพันธ์กัน
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 81 | P a g e C o n f i d e n t i a l 2. ปั้มลมแบบสกรู(Screw compressor) ปั้มอัดลมชนิดนี้ภายในคอมเพรสเซอร์ชนิดนี้จะมีเพลา สกรูสองเพลาที่หมุนขบกัน เรียกว่า เพลาตัวผู้ และเพลาตัวเมีย เพลาสกรูทั้งสองจะประกอบอยู่ในตัวเรือน เดียวกันโดย หมุนด้วยความเร็วรอบเกือบเท่ากัน ซึ่งเพลาตัวผู้จะหมุนเร็วกว่าเพลาตัวเมียเพียงเล็กน้อย เท่านั้น และมีทิศทางการหมุนเข้าหากัน ท าให้ดูดลมจากด้านหนึ่ง และอัดส่งต่อไปอีกด้าน หนึ่งได้ โดยสามารถท าให้ค่าความดันสูงถึง 10 บาร์ และมีอัตราการจ่ายลมได้ถึง 170 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที 3. ปั๊มลมประเภทไดอะเฟรม (Diaphragm air compressor) ปั๊มลมประเภทไดอะเฟรม เป็นปั๊มลมที่ใช้หลักการท างานของคล้ายลูกสูบ แต่จะมีแผ่น ไดอะแฟรมเป็นตัวกั้นไม่ให้อากาศสัมผัสกับลูกสูบ ท าให้ลมที่ถูกดูดเข้าไปในปั๊มหรือเครื่องอัด ลมจะไม่โดนหรือสัมผัสกับส่วนที่เป็นโลหะ ส่วนลมที่ได้ก็จะไม่มีการผสมกับน ้ามันหล่อลื่น จึง มีการนิยมน ามาใช้ในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน เช่น อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมอาหาร 4. ปั๊มลมประเภทใบพัดเลื่อน (Sliding vane rotary air compressor) ปั๊มลมประเภทใบพัดเลื่อน จุดเด่นของปั๊มลมประเภทนี้คือการที่เครื่องหมุนเรียบให้ ความสม ่าเสมอ ท าให้อากาศที่ออกมามีแรงดันที่คงที่ เหมาะกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ ต้องการแรงลมที่สม ่าเสมอและคงที่ เครื่องปั๊มลมประเภทนี้จะไม่มีลิ้นหรือวาล์วในการเปิดปิด
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 82 | P a g e C o n f i d e n t i a l ในพื้นที่จ ากัดท าให้ไวต่อความร้อน สามารถกระจายแรงลมได้ 4 – 100 ลูกบาศก์เมตรต่อ 5 นาที ความดันของลมอยู่ที่ 4 –10 บาร์ 5. ปั๊มลมประเภทใบพัดหมุน (Roots air compressor) ปั๊มลมประเภทใบพัดหมุน ลักษณะของปั๊มลมประเภทนี้จะมีใบพัดหมุน 2 ตัว เมื่อโร เตอร์ 2 ตัวท าการหมุน จะท าให้ลมถูกดูดเข้าไปจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง โดยอากาศที่ถูกดูด เข้าไปนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนปริมาตร ท าให้อากาศที่ไม่ถูกบีบหรืออัดตัว แต่อากาศจะมีการอัด ตัวตอนที่เข้าไปเก็บในถังลม ปั๊มลมประเภทนี้ต้องอาศัยการระบายความร้อนและอุณหภูมิที่ดี ไม่มีลิ้น ไม่ต้องการหล่อลื่นขณะท างานและมีต้นทุนการผลิตที่สูง 6. ปั๊มลมแบบกังหัน (Radial and Axial flow compressor) ปั๊มลมชนิดนี้ใช้หลักการของกังหันใบพัด การเคลื่อนที่ของโรเตอร์มีความเร็วสูง จะท า ให้ลมถูกดูดจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ปั๊มลมแบบ นี้เหมาะกับงานที่ต้องการอัตราไหล ของลมสูง คือ สามารถผลิตอัตราการจ่ายลมได้ตั้งแต่ 170 ถึง 2000 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที แต่ ความดันไม่สูงมากนัก คือ 4 ถึง 10 บาร์
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 83 | P a g e C o n f i d e n t i a l General flow diagram หลักการท างานของ Air compressor การท างานของเครื่องอัดอากาศ คือ เมื่อเปิดสวิทซ์การท างานของเครื่อง ถ้าอากาศยัง มีความดันต ่ากว่าที่ก าหนด Pressure switch ก็จะต่อวงจรไฟฟ้า ผ่านไปยังมอเตอร์ ท าให้ มอเตอร์หมุน และไปขับให้ปั๊มอัดอากาศท างานตามไปด้วย และเมื่ออากาศภายในถังบรรจุ อากาศมีความดันสูงตามพิกัดที่ก าหนด Pressure switch ก็จะตัดวงจรไฟฟ้า ท าให้มอเตอร์ หยุดท างาน และปั๊มอัดอากาศก็จะหยุดท างานด้วย แต่เมื่ออากาศภายในถังบรรจุอากาศถูกน าไปใช้งาน และความดันในถังบรรจุอากาศ ต ่าลงจนถึงต าแหน่งที่ก าหนดไว้ Pressure switch จะต่อวงจรให้มอเตอร์ และปั๊ มอากาศ ท างานต่อไป การท างานของปั๊มอัดอากาศจะท างานสลับกันไปเช่นนี้ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ ดังนั้นถ้าต้องการให้เครื่องอัดอากาศหยุดท างานจะต้องปิดสวิทซ์ควบคุมการท างาน
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 84 | P a g e C o n f i d e n t i a l การไหลของอากาศ อากาศที่ไหลเข้ามาจะผ่าน Filter และอากาศที่ Unload เข้าไป จะถูกบีบอัดให้มีความ ดันสูงขึ้นในอุปกรณ์ Compressor (LP stage) อากาศและน ้ามันจะถูกปล่อยออกผ่าน Inter cooler เพื่อลดอุณหภูมิให้เย็นลง และไหลผ่าน Water separator & Drain valve เพื่อแยกน ้า และน ้ามันออกจาก Compressed air Compressed air เมื่อผ่าน Inter cooler แล้วจะไหลผ่านเข้าอุปกรณ์ Compressor (HP stage) เพื่อเพิ่มความดันให้สูงขึ้นตามที่ต้องการ จากนั้นจะผ่านเข้า Inter cooler อีกครั้งเพื่อลด อุณหภูมิให้เย็นลง และไหลผ่าน Water separator & Drain valve เพื่อแยกน ้าและน ้ามันออก จาก Compressed air ส าหรับ Compressor air ที่ลดอุณหภูมิแล้วจะน าไปใช้ในกระบวนการผลิตต่อไป
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 85 | P a g e C o n f i d e n t i a l Magnetic grid แม่เหล็กถาวรชนิดตะแกรง (Magnetic Grids) นั้นเป็นการน าเอาแม่เหล็กถาวรชนิดแท่ง (Magnetic Bar) มาประกอบกัน เพื่อจะได้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม และสามารถสร้างได้ทุก ขนาดที่ต้องการ โดยทั่วไปลักษณะ ของตะแกรงแม่เหล็กที่น าไปใช้งานนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ 1. แบบสี่เหลี่ยม ( Square ) 2. แบบกลม ( Round ) แม่เหล็กถาวรชนิดตะแกรงนี้ สร้างและออกแบบได้ตามขนาดที่ต้องการ สามารถน าไป ติดตั้ง ได้เกือบทุกจุดในระบบของท่อล าเลียง ประโยชน์ของการใช้งานเพื่อดักกรองดูดจับเศษ เหล็ก และเศษโลหะที่ปลอมปนอยู่ในผลิตภัณฑ์ อีกทั้งคราบผงสนิมต่างๆ ที่ติดมาจากในท่อ ล าเลียง หรือจากกระบวนการผลิต เพื่อเป็นการ Protection ผลิตภัณฑ์ที่ผลิต ก่อนถึงขั้นตอนใน การ Packing อีกทีหนึ่ง และยังถือว่าเป็นการควบคุมคุณภาพของสินค้าอีกทางหนึ่งด้วย ตามกฎข้อบังคับของกระทรวงอุตสาหกรรมและส านักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค ( อย. ) ก าหนดให้โรงงานทุกแห่ง ที่ต้องการเข้าระบบและได้มาตราฐาน GMP และ HACCP ต้องมีอุปกรณ์ที่สามารถคัดแยกโลหะที่อาจปนเปื้อนมากับผลิตภัณฑ์ ทั้งก่อนและหลัง การบรรจุ ในการใช้งาน น าเอาแท่ง Magnetic bar มาประกอบเป็นชุด Magnetic grid แล้วจึง น าไปเรียงที่เป็นชั้นใน Separator
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 86 | P a g e C o n f i d e n t i a l เมื่อมีผลิตภัณฑ์ไหลผา่นแท่ง Magnetic grid ถา ้ มีโลหะปลอมปนมาโลหะน้นัจะติด และไม่หลุดตามผลิตภณัฑล ์ งมาในกระบวนการบรรจุ ข้อควรปฏิบัติในการใช้งานเครื่องตรวจจับโลหะ ➢ ไม่ควรติดตั้งเครื่องใกล้บริเวณที่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ ➢ ไม่ควรติดตั้งเครื่องบริเวณที่ไม่มั่นคงหรือสั่นสะเทือนมากๆ ➢ ระบบไฟฟ้าควรมีระบบกราวด์ ➢ ไม่ควรเคลื่อนย้ายเครื่องบ่อยๆ ➢ ผู้ใช้งานไม่ควรสวมใส่เครื่องประดับที่เป็นโลหะ ➢ ผู้ใช้งานควรมีความรู้ในการใช้งานเครื่อง การบ ารุงรักษาเครื่องตรวจจับโลหะ ➢ ควรท าความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน ➢ ควรเช็ดหรือเป่าให้แห้งหลังท าความสะอาดแล้ว ➢ ตรวจเช็กและอัดจาระบีจุดหมุนต่างๆ อย่างน้อยเดือนละครั้ง ➢ ตรวจเช็กน๊อตต่างๆ ให้แน่นอยู่เสมอ ➢ ตรวจเช็กระบบไฟฟ้า ระบบกราวด์
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 87 | P a g e C o n f i d e n t i a l เคร ื่องช่ังนา ้หนัก ประเภทของเครื่องช่ังน ้าหนัก (Weighing scale) เครื่องชั่งน ้าหนักหรือ Weighing scale นั้นมีใช้กันมานานตั้งแต่ในอดีต จนถึงปัจจุบัน เพื่อใช้ในการหาค่าปริมาณทางฟิ สิกส์ ซึ่งก็คือมวล โดยเราสามารถแบ่งเครื่องชั่งน ้าหนักเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามหลักการท างานได้ ได้ดังนี้ 1. เครื่องชั่งระบบแมคคานิกส์ (Mechanical scale) หรือเครื่องชั่งแบบไม่ใช้ไฟฟ้า โดย ใช้หลักการของคานถ่วงดุลน ้าหนัก หลักการของสปริง เพื่อให้เกิดแรงกดหรือแรงดึงแล้ว เปลี่ยนเป็นน ้าหนักของวัตถุที่ชั่งมาแสดงที่ค่าหน้าจอ 2. เครื่องชั่งอิเล็กทรอนิกส์ (Digital scales) เป็นเครื่องชั่งที่ใช้ระบบไฟฟ้าในการท างาน มีความเที่ยงตรงสูง สามารถเชื่อต่อข้อมูลกับระบบคอมพิวเตอร์ได้ ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ 1) Load cell โหลดเซลล์จะท าหน้าที่เป็นตัวรับแรงกดแล้วส่งสัญญาณ Analog หรือ Digital ออกไปยังส่วนประมวลผล สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ 1.1โหลดเซลล์แบบ Strain gauge จะประกอบด้วยตัว Strain gauge และ Resister ต่อกันเป็นวงจร Bridge 1.2โหลดเซลล์แบบ Electromagnetic force มีราคาแพง มีความละเอียดสูง ความ แม่นย าและเที่ยงตรงสูงกว่า Strain gauge 2) Load cell indicator หน้าจอส าหรับอ่านค่าน ้าหนักหรือจอแสดงผล โดยท าหน้าที่ รับสัญญาณจากตัว Load cell sensor และมีหน้าที่ประมวลผลของสัญญาณที่ส่งออกมาจาก โหลดเซลล์ โหลดเซลล์มีหลากหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีการออกแบบส าหรับการใช้งานที่ แตกต่างกันไป ดังนั้นการเลือกประเภทของโหลดเซลล์จึงมีความส าคัญ เพราะหากเลือกใช้ งานผิดประเภท อาจจะท าให้ทั้งงานและอุปกรณ์โหลดเซลล์เสียหายได้
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 88 | P a g e C o n f i d e n t i a l ประเภทโหลดเซลล์แบบสเตรนเกจ (Strain gauge load cell) Load cell แบบใช้แรงกดเป็นโหลดเซลล์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้แรงกดลงบนตัวโหลด เซลล์ ซึ่งมีชื่อเรียกตามรูปร่างและการใช้ ได้แก่ Shear beam load cell ปกติจะเรียก Shear beam เป็น Load cell ที่ใช้งานโดยยึดปลายด้านหนึ่งเข้ากับฐาน และน าถังวางลงบนปลายอีกด้านหนึ่ง เพื่อวัดแรงกด ซึ่งจะใช้ 4 ตัวต่อ 1 ถัง นิยมใช้มากใน การชั่งน ้าหนักในถัง Truck Scale load cell เป็น Load cell ที่เหมือนกับน า Single end shear beam จ านวน 2 ตัวมากรวมกัน ซึ่ง จะท าให้มีจ านวน Strain gauge มากขึ้น ท าให้ได้ความละเอียดมากขึ้น การติดตั้งโดยยึด ปลายทั้งสองข้างด้วยสกรูติดกับฐาน และน าถังมาวางตรงกลางโดยมีลูกบอลและเบ้ายึดกับ ถัง และ Load cell เพื่อให้ถังสามารถขยับได้แต่ไม่หลุดหล่นไป Single point load cell เป็น Load cell ที่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้กับ Platform ขนาดเล็ก ส าหรับงานชั่งที่น ้าหนัก น้อยกว่า 1 ตัน โดยใช้ Load cell เพียงตัวเดียว โดยยึด Load cell เข้าที่จุดศูนย์กลางของ Platform มีขนาดน ้าหนัก ตั้งแต่ 2 กิโลกรัม ถึง 800 กิโลกรัม
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 89 | P a g e C o n f i d e n t i a l Bending beam load cell เป็น Load cell ที่ออกแบบมา โดยการแปลงแรงบิดที่กดที่ปลายด้านหนึ่งและอีกด้าน ยึดตึดกับฐานและมีโครงสร้างคล้ายสปริง ซึ่งจะให้สัญญาณได้ดีที่ขนาดแรงกดไม่มาก ตั้งแต่ 25 กิโลกรัม ถึง 500 กิโลกรัม Pancake load cell เป็น Load cell ที่มีรูปร่างคล้ายขนมแพนเค็ก สามารถใช้ได้ทั้งแรงกดและแรงดึงมี แม่นย าสูง ค่า Linearity และ Hysteresis ในระดับ 0.05% เนื่องจากมีจ านวน Stain gauge มากกว่า Load cell ชนิดอื่น นิยมใช้ส าหรับงานเครื่องทดสอบแรงกดหรือแรงดึง มีขนาดตั้งแต่ 500 กิโลกรัม ถึง 500 ตัน Canister load cell เป็น Load cell ที่รูปร่างเหมือนกระป๋ อง ใช้รับแรงกด มีแม่นย าสูง ค่า Linearity และ Hysteresis ในระดับ 0.05%โดยนิยมใช้ท าเครื่องชั่งทั่วไปที่ต้องการความแม่นย าสูง รวมถึง เครื่องชั่งรถบรรทุก มีขนาดตั้งแต่ 200 กิโลกรัม ถึง 20 ตัน
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 90 | P a g e C o n f i d e n t i a l Load cell แบบใช้แรงดึง เป็นโหลดเซลล์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้แรงดึงตัวโหลดเซลล์ออกจากกัน ซึ่งมีชื่อเรียกตาม รูปร่างและการใช้ ได้แก่ S Beam load cell เป็น Load cell ที่ใช้งานโดยยึดด้านบนกับโครงสร้างโดยใช้ลูกปืนตาเหลือก (Rod end) ดังรูป 11 ส่วนด้านล่างใช้แขวนถังที่ต้องการชั่ง ซึ่งจะท าให้ถังสามารถแกว่งตัวเล็กน้อย ได้โดยที่ไม่มีผลกับการชั่ง มีขนาดตั้งแต่ 2 กิโลกรัม ถึง 5 ตัน
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 91 | P a g e C o n f i d e n t i a l ส่วนประกอบของเครื่องช่ังรถบรรทุก 1. รากฐานของเครื่องชั่ง เครื่องชั่งรถบรรทุกส่วนใหญ่จะติดตั้งบนรากฐาน 2แบบด้วยกัน ได้แก่แบบแท่นลอย และ ฝังพื้น ขึ้นอยู่กับสภาพและภูมิภาคที่ตกลงไว้ในการติดตั้ง เครื่องชั่งสามารถติดตั้งได้ในหลุมตื้น แตกต่างกับหลุมลึกที่ต้องการเครื่องชั่งแมคคานิกส์ที่เก่ากว่า การติดตั้งแบบฝังพื้นจะใช้พื้นที่น้อยกว่าแบบแท่นลอยซึ่งใช้เวลานานกว่าในการติดตั้ง เนื่องจากโครงสร้างของตัวแท่นลอย แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องชั่งรถบรรทุกแบบฝังพื้นต้องใช้ปั๊มน ้า (Sump pump)และท่อระบายน ้า นอกจากนี้เครื่องชั่งแบบนี้จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการกัดกร่อน เนื่องจากน ้าขัง 2. แท่นชงั่ ตัวของเครื่องชั่งและพื้นผิวที่รถบรรทุกขับเข้าไปชั่งเรียกว่า “แท่นชั่ง” ซึ่งประกอบจากแท่น เหล็กหรือคอนกรีต และโดยทั่วไปจะผลิตและน ามาประกอบกันระหว่างการติดตั้ง 3. หัวอ่าน หัวอ่านสามารถแสดงผลค่าน ้าหนักพื้นฐาน รวมทั้งท าหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมส าหรับระบบ การชั่งที่มีโปรแกรมขั้นสูงยกตัวอย่างเช่น รถเข้า/ออก และควบคุมระบบเครื่องชั่งรถบรรทุกทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงการแสดงผลทางไกลและเครื่องพิมพ์
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 92 | P a g e C o n f i d e n t i a l 4. โหลดเซลล์ โหลดเซลล์คุณภาพสูงเป็นส่วนที่ส าคัญส าหรับการท างานของเครื่องชั่งรถบรรทุก โหลด เซลล์จริงๆแล้วมีหลากหลายชนิดแต่การท างานเหมือนกันนั่นคือเพื่อการชั่งน ้าหนักบนเครื่องชั่ง อย่างถูกต้องแม่นย า โหลดเซลล์ทุกตัวจะน าการวัด-ชั่งอนาล็อกและเปลี่ยนไปเป็นข้อมูลดิจิตอล ส่งไปที่ กล่องรวมสัญญาณหรือหัวอ่าน โดยทั่วไปแล้วจะสร้างขึ้นมาจากเหล็กและติดตั้งอยู่ตาม มุมของแท่นชั่ง 5. กล่องรวมสัญญาณ กล่องรวมสัญญาณมีหน้าที่ควบคุมโหลดเซลล์และระบบการชั่งอย่างเหมาะสม ด้วยการ จับสัญญาณของแต่ละโหลดเซลล์จากนั้นรวมเข้าด้วยกันก่อนส่งไปที่หัวอ่าน กล่องรวมสัญญาณ ท าหน้าที่สมดุลระบบ เพื่อให้การชั่งที่แม่นย าและเชื่อถือได้
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 93 | P a g e C o n f i d e n t i a l ตารางเปรียบเทียบประเภทของโหลดเซลล์ ประเภท โหลดเซลล์ ความจุ น ้าหนัก ความ เทยี่งตรง (FS) การใช้งาน ข้อดี ข้อเสีย Bending Beam 25 - 500 กิโลกรัม 0.02% เครื่องชั่งน ้าหนักแบบ แพลตฟอร์ม, เครื่องชั่งน ้าหนัก ถัง ค่าใช้จ่ายต ่า, ติดตั้งง่าย ต้องมีการ์ดในการ ติดตั้งเพื่อป้องกัน ตัว Load Cell เสียหาย Canister 0.2 - 20 ตัน 0.05% ชั่งรถบรรทุก, เครื่องชั่งน ้าหนัก ถัง สามารถใช้กับงาน ที่มีการเคลื่อนไหว ได้ ใช้งานติดตั้งแบบ แนวนอนไม่ได้ Pancake 0.5 500 ตัน 0.05% เครื่องชั่งถัง, เครื่องชั่งน ้าหนัก ท าจากสแตนเลส ไม่เหมาะส าหรับ หน้างานที่มีการ เคลื่อนไหว S-beam 2 - 5000 กิโลกรัม 0.03% เครื่องชั่งน ้าหนักถัง ราคาไม่แพง, ใช้ได้ทั้งวัดแรงกด และแรงดึง มีย่านในการวัดไม่ สูงมาก Shear Beam 0.25 - 10 ตัน 0.03% เครื่องชั่งน ้าหนักแบบ แพลตฟอร์ม, เครื่องชั่งน ้าหนัก ถัง มีช่วงในการวัดที่ สูง, มีซีลป้องกันที่ ดีกว่า ไม่เหมาะกับงานที่ มีน ้าหนักมาก Single point 2 - 800 กิโลกรัม 0.03% ส าหรับงานชั่งน ้าหนักน้อยๆ, เครื่องชั่งน ้าหนักส าหรับนับ จ านวน มีย่านในการวัดที่ น ้าหนักน้อยๆ บอบบางและอาจ เสียหายได้ถ้าถูก น ้าหนักกระแทก แรงๆ Double End Shear Beam 10 - 50 ตัน 0.02% ส าหรับใช้งานที่ต้องการชั่ง น ้าหนักมากๆ เช่น ชั่ง รถบรรทุก ชั่งถังไซโลขนาด ใหญ่ในอุตสาหกรรม มีย่านในการวัด ครอบคลุมน ้าหนัก มากๆ ขนาดใหญ่ ติดตั้ง ยาก ราคาค่อนข้าง สูง
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 94 | P a g e C o n f i d e n t i a l ข้อควรระวังในการใช้งานเครื่องช่ัง การเลือกเครื่องชั่งไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน ข้อควรแนะน าต้องเลือกจากสเปค ของเครื่องชั่ง ขนาดของเครื่องชั่งที่เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อความเหมาะสมและได้ ประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน 1. สภาวะแวดล้อมภายในห้องเครื่องชั่งเช่นอุณหภูมิความชื้นไม่ควรชื้นจนเกินไป 2. การวางเครื่องชั่งไว้ใกล้เคียงกับเครื่องมือที่ท าให้เกิดความร้อนความชื้น 3. การชั่งตัวอย่างไม่ควรใช้มือจับภาชนะใส่ตัวอย่างโดยตรงเพราะอาจท าให้เกิดการ ปนเปื้อนหรืออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงได้ 4. ก่อนท าการปรับตั้งเครื่องชั่งต้องปรับระดับให้เครื่องชั่งตั้งตรงและแสดงหน้าจอเป็น ศูนย์ 5. การท าความสะอาดเครื่องชั่งและจานชั่งควรใช้แปรงปัดหรือผ้าเช็ด 6. ห้ามวางสารเคมีที่จะชั่งบนจานเครื่องชั่งโดยตรง เพราะสารเคมีอาจท าให้จานช ารุด เสียหายได้ 7. ต้องรักษาเครื่องชั่งให้สะอาดอยู่เสมอหลังจากใช้ทุกครั้งควรคลุมเครื่องชั่งเพื่อ ป้องกันฝุ่นละออง ระบบการตรวจสอบคุณภาพสินค้าในบรรจุภัณฑ์ ส่วนใหญ่มักจะท าการตรวจสอบ คุณภาพอยู่ 3 รูปแบบ 1. การตรวจสอบในส่วนที่เป็นโลหะ ปลอมปนในผลิตภัณฑ์ (Metal detector) 2. การตรวจสอบหาวัตถุแปลกปลอมที่เป็นโลหะ และไม่ใช่โลหะ ในผลิตภัณฑ์ (X-ray Machine) 3. เครื่องชั่งน ้าหนักอัตโนมัติบนสายพาน (Automatic check weigher machine) การตรวจสอบมาตรฐานน ้าหนักของผลิตภัณฑ์ใช้เพื่อท าให้แน่ใจว่าสินค้าที่บรรจุใน บรรจุภัณฑ์แล้วได้ตรงตามค่ามาตรฐานที่ก าหนดโดยสินค้าจะถูกชั่งด้วยโหลดเซล
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 95 | P a g e C o n f i d e n t i a l (Electronics load cell) ซึ่งมีสายไฟฟ้าต่อพ่วงกับหน้าจอ LCD จึงสามารถบอกน ้าหนักของ สินค้าที่ผ่านสายพานชั่งได้อย่างต่อเนื่องและแม่นย า เครื่องช่ังสายพาน (Belt scale) เครื่องชั่งแบบสายพานล าเลียง(Belt conveyor scales, Belt scale)ซึ่งอาจมีการเรียก แตกต่างกันไป สรุปการท างานหลักๆของเครื่องชั่งแบบนี้คือ การชั่งน ้าหนักโดยที่สินค้าไม่ต้อง หยุดชั่ง เหมือนการชั่งทั่วไป ( เรียกอย่างเป็นทางการว่า Static weighing ) อีกนัยหนึ่งการชั่ง สินค้าหรือผลิตภัณฑ์แบบนี้ เราจะเรียกว่า Dynamic weighing กล่าวคือ ระบบ Software ภายในตัวเครื่องจะท าการหาค่าเฉลี่ยน ้าหนักชั่ง ในช่วงเวลาที่ตั้งค่าไว้ แล้วแสดงผลออกมา ทางจอแสดงผล ตัวอย่างงานที่เหมาะกันเครื่องชั่งแบบนี้ เช่น 1) ชั่งน ้าหนัก น ้าหนักสินค้า ที่บรรจุอยู่ภายในกล่องลูกฟูก 2) ชั่งสินค้าที่บรรจุอยู่ในกระสอบ เช่น กระสอบข้าว กระสอบพลาสติก 3) ชั่งสินค้า อุปโภค บริโภค ทุกชนิด อาหาร เครื่องดื่ม เพื่อท าให้น ้าหนักของสินค้าที่บรรจุแล้วว่ามีน ้าหนักตามก าหนด ต้องตรวจสอบสินค้า ทุกชิ้นด้วยเครื่องชั่งระบบสายพานสินค้า โดยสายพานของเครื่องชั่งจะวางอยู่บนโหลดเซล (Electronics load cell) ซึ่งมีสายไฟฟ้าพ่วงต่อกับจอ LCD จึงสามารถบอกน ้าหนักสินค้าที่อยู่ บนสายพานที่อยู่บนโหลดเซลได้อย่างต่อเนื่อง เครื่องชั่งสายพานคือเครื่องชั่งที่สามารถวัดน ้าหนักที่ไหลผ่านบนตัวเครื่องชั่งได้ แบบต่อเนื่อง โดยมีส่วนประกอบดังนี้ 1. Weight controller ชุดควบคุมและอ่านค่าน้า หนกั 2. Weight frame ชุดโหลดเซลส าหรับติดตั้งบนสายพาน 3. Speed sensor ชุดอ่านค่าความเร็วสายพาน
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 96 | P a g e C o n f i d e n t i a l หลักการทา งานเครื่องช่ังสายพาน เมื่อมีวัตถุวิ่งมาบนสายพานเครื่องชั่งน ้าหนัก ชุด Weight frame จะอ่านค่าน ้าหนัก พร้อมกับชุด Speed Sensor อ่านค่าความเร็ว ท าให้ได้ค่า Flow rate ของวัตถุที่ไหลผ่าน เมื่อ น าค่า Flow rate คูณกับ เวลา (Time) จะได้ Total weight คือน ้าหนักรวมทั้งหมด
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 97 | P a g e C o n f i d e n t i a l เครื่องช่ังน ้าหนักท่ัวไป แบบตั้งพนื้ (Weighting floor scale) สามารถเชื่อมต่อได้ถึง 8 โหลดเซลล์ บนแท่นขนาดใหญ่ถึง 2 x 2 เมตร รองน ้าหนักได้ ตั้งแต่ 500 กิโลกรัม – 3 ตัน มีพอร์ทส าหรับการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์, ปริ้นเตอร์, จอแสดง น ้าหนักที่สอง และสัญญาณไฟตรวจสอบน ้าหนักได้ การใช้งาน Floor scales 1. การใช้งาน อย่ายกผลิตภัณฑ์วางกระแทกอย่างแรง อาจท าให้ระบบการชั่ง เสื่อมสภาพเร็วขึ้น 2. ปรับตั้งค่าให้เหมาะสม ความละเอียดการชั่ง สอดคล้องกับความต้องการเทียบ น ้าหนัก เช่น ต้องวัดค่าเป็น Net weight ดังนั้นต้องมีการ Tare น ้าหนักออก 3. กรณีถ้า Floor scales เสีย ให้แจ้งซ่อม แล้วเปลี่ยนตัวที่สมบูรณ์มาใข้แทน 4. การตั้งค่าควบคุมการชั่ง ให้ปฏิบัติตามรายละเอียดคู่มือการใช้งานเครื่องชั่ง กรณีเครื่องชั่งน ้าหนักเสีย (Weight scales and/ or Weight-checker) ให้ท าการทวน สอบน ้าหนักผลิตภัณฑ์ โดยปฏิบัติดังนี้ 1. ตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ที่น ้าหนักไม่ได้ตามมาตรฐานก าหนด นับตั้งแต่เครื่อง ช่วงที่เสียเป็นต้นมาจนถึงช่วงน ้าหนักปกติ 2. ช่วงที่น ้าหนักผลิตภัณฑ์ ที่ไม่ปกติ ให้ล้อมธงขาว-แดง หรือสื่อข่าวสารใดๆ ให้ทราบ ว่าผิดปรกติ 3. แจ้งผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อด าเนินการแก้ไข 4. ผลิตภัณฑ์ที่ผิดปรกตินี้ เมื่อมีผลสรุป หรือได้เวลาที่เหมาะสม ให้น ามาเติม หรือ ตัก ออก ให้น ้าหนักได้ตามเป้าหมาย (Target) 5. จากนั้นจัดเก็บเข้า Locations 6. สื่อสาร ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบเพื่อด าเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 98 | P a g e C o n f i d e n t i a l 7. การทวนสอบน ้าหนักส าหรับเครื่องชั่ง (Calibration) เป็นหน้าที่ของ M/T-Instrument เครื่องชั่งที่ได้รับการทวนสอบจะมีสติกเกอร์ติด เพื่อการเฝ้าติดตามและตรวจวัด กระบวนการต่อไป เครื่องช่ังตรวจสอบน ้าหนัก (Weight checker) เครื่องชั่งน ้าหนักบนสายพาน หรือ Weight checker คือ เครื่องชั่งน ้าหนักซึ่งใช้ชั่ง น ้าหนักสิ่งของที่วิ่งตามสายพานเพื่อตรวจสอบน ้าหนักของสินค้าจากไลน์ผลิตแบบอัตโนมัติ ซึ่งน ้าหนักของสินค้าที่ผลิตออกมานั้นสามารถใช้เป็นมาตรฐานก าหนด Spec ของสินค้าได้อีก ทางหนึ่ง ตัวเครื่องนั้นสามารถอ่านค่าของน ้าหนักสินค้าที่ผ่านสายพานได้อย่างแม่นย า รวดเร็ว ช่วยตรวจสอบความผิดปรกติที่เกิดจากการผลิตในแต่ละล็อตสินค้าได้อย่างดีเยี่ยม
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 99 | P a g e C o n f i d e n t i a l Metal detector หลักการทฤษฎีของการทา งานของเครื่องตรวจโลหะ (Theory of operation) เครื่องจับโลหะสามารถตรวจหาโลหะได้โดยอาศัย หลักการสร้างความสมดุลของ สัญญาณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดส่งสัญญาณที่มีการประกอบพันอยู่ภายใน เครื่องตรวจจับโลหะ เครื่องตรวจจับโลหะส่วนใหญ่จะใช้การสร้างคลื่นพลังงานที่คล้ายกับ คลื่นความ ถี่วิทยุ โดยการสร้างความสมดุลของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นรอบขดลวด ตัวน าไฟฟ้า หรือเรียกสภาวะสมดุลของพลังงานสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารอบขดลวดนี้ว่า Balanced coil ซึ่งเป็นสภาวะที่สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากการส่งคลื่นพลังงานจากขดลวด ส่งสัญญาณ หรือ Transmitter coil ไปยังขดลวดรับสัญญาณ หรือ Receiver ท าให้ สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่สร้างขึ้นระหว่างขดลวดทั้งสองประเภทนี้เกิดเป็น สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ มีคุณสมบัติของแม่เหล็ก (Magnetic) หรือคุณสมบัติตัวน าไฟฟ้า (Electrically conductive) เกิดเป็นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าโดยรอบบริเวณระหว่างขดลวดส่งสัญญาณและขดลวดตัวรับ การแบ่งประเภทของกลุ่มโลหะ กลุ่มโลหะแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติทางแม่เหล็กและคุณสมบัติด้านตัวน าที่ แตกต่างกัน การใช้เครื่องตรวจจับโลหะตรวจหาความแตกต่างจากสัญญาณทางไฟฟ้าที่ เกิดขึ้น สามารถน ามาก าหนดกลุ่มประเภทของโลหะ โดยระดับความไวที่เครื่องตรวจจับโลหะ สามารถตรวจจับได้หรือเรียกว่าค่า Sensitivity จะสามารถน ามาก าหนดกลุ่มของโลหะจาก ระดับที่ตรวจจับได้ง่ายสุดหรือให้ค่าความแรงของสัญญญาณทางไฟฟ้าที่สูง จนถึงการ ตรวจจับได้ยากสุด การแบ่งกลุ่มโลหะตามประเภทของโลหะแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1. กลุ่มโลหะที่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ (Ferrous) 2. กลุ่มโลหะที่ไม่มีธาตุเหล็ก (Non-Ferrous) และ 3. โลหะกลุ่มสแตนเลส
ความรู้พนื้ฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงาน Bagging, Logistic 100 | P a g e C o n f i d e n t i a l Ferrous:Fe โลหะกลุ่มที่มีธาตุเหล็ก ซึ่งมีปฏิกริยาต่อแม่เหล็ก (แม่เหล็กดูดติดได้) เช่น เหล็ก เป็น กลุ่มที่สามารถตรวจจับได้ง่ายที่สุดในประเภทของโลหะทุกกลุ่มที่ปนเปื้อน Non-Ferrous:Non-Fe โลหะกลุ่มที่มีคุณสมบัติการน าไฟฟ้า แต่ไม่มีปฏิกริยาต่อแม่เหล็ก เช่น ทองแดง อลูมิเนียม ทองเหลือง เป็นต้น หากท าการตรวจผลิตภัณฑ์ประเภท Dry products ลักษณะ ของสัญญาญที่เกิดขึ้นจะเหมือนกับโลหะประเภท Ferrous สามารถตรวจหาโลหะกลุ่มนี้ซึ่งมี คุณสมบัติเป็นสารตัวน าที่ดี หากท าการตรวจผลิตภัณฑ์ประเภทกลุ่ม Wet products จะส่งผลให้การความสามารถ ของตรวจสอบมีอัตราการตรวจพบโลหะลดลงอย่างน้อย 50% ท าให้ตรวจพบได้ยากขึ้น Non-Magnetic Stainless Steel โลหะกลุ่มสแตนเลสที่มีคุณภาพสูง เช่น Type 304, 316 จัดเป็นกลุ่มที่ตรวจจับได้ยาก สุด เนื่องจากโลหะกลุ่มนี้จัดเป็ นกลุ่มที่มีคุณสมบัติของตัวน าทางไฟฟ้า (electrical conductive qualities) ที่ต ่ามากและยังมีสมบัติทางแม่เหล็กที่ต ่าด้วย หากท าการตรวจ ผลิตภัณฑ์ประเภทกลุ่ม Dry products พบว่าความสามารถในการตรวจหาโลหะกลุ่ม NonMagnetic Stainless Steel จะตรวจหาได้ยากกว่า เนื่องจากค่าสัญญาณทางไฟฟ้าที่วัดได้จากการใช้โลหะทรงกลมที่ท าจากโลหะกลุ่ม นี้ ต้องท าให้มีของโลหะทรงกลมขนาดใหญ่กว่าโลหะกลุ่ม ferrous ถึง 50% แต่กลับให้ค่าความ แรงของสัญญาณไฟฟ้าที่ใกล้เคียงกันกับสัญญาณทางไฟฟ้าที่ได้ จากโลหะทรงกลม Ferrous และหากท าการตรวจสอบหาโลหะกลุ่มนี้ในกลุ่ม Wet products แล้วนั้น ต้องใช้โลหะสแตน เลสทรงกลมขนาดใหญ่ขึ้นถึง 200-300 % เพื่อน ามาทดสอบโดยเปรียบเทียบกับโลหะทรง กลมกลุ่ม Ferrous จึงจะส่งสัญญาณให้เครื่องตรวจจับโลหะตรวจจับสัญญาณการมีอยู่ของ โลหะกลุ่ม Non-Magnetic stainless steel นี้ได้