แพ่งI N F O G R A P H I C
นิตกิ รรม สญั ญา
ฉบับ LawDD
อา่ นง่าย เข้าใจงา่ ย
สงวนสทิ ธติ์ ามพระราชบญั ญตั กิ ารพิมพ
INFOGRAPHIC แพง นิติกรรม สญั ญา ฉบับ LawDD
ผูเขยี นและเรยี บเรยี ง นริศรา ทุมมา
พิสูจนอ ักษร นริศรา ทมุ มา
จดั ทำโดย สำนักงานกฎหมายดีไซน ลอว
อนิ เตอรเนช่นั แนล
สำนักงานกฎหมายดไี ซน ลอว อินเตอรเนชัน่ แนล
เลขท่ี 211/17 หมู 7 ถ.บานกลว ย-ไทรนอ ย ตำบลพิมลราช อำเภอบางบวั ทอง
นนทบรุ ี 11110
ชองทางการติดตอ
FB : https://www.facebook.com/LawDD.info
email : [email protected]
เบอรโ ทร 061-0130532
คำนำ
หนังสอื INFOGRAPHIC แพง ฉบับ LawDD เลมน้ี ผูเขยี นมีความ
ตั้งใจอยากนำเสนอเนื้อหาของนิติกรรมสัญญา ซึ่งหากจะพูดถึงการ
ศึกษากฎหมายในเรื่องนี้ก็เปนเรื่องคอนขางจดจำยากเพราะมีหลัก
กฎหมายท่ีตองทำความเขา ใจ
แตอยางไรก็ตาม หากมองในภาพรวม นิติกรรมสัญญา เปน
บทบัญญัติของกฎหมายที่ไดกำหนดสิทธิและหนาที่ของบุคคลซึ่งมี
เจตนาจะทำนิติกรรมรวมกัน แมกฎหมายจะใหเสรีภาพในการแสดง
เจตนาก็ตาม แตกฎหมายยังเขามาควบคุมการทำนิติกรรมตาง ๆ
ใหอ ยภู ายใตก ฎหมายประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ซึ่งหากมิได
กระทำตามบทบัญญัติดังกลาว กฎหมายก็ไดกำหนดผลของการ
กระทำขัดตอกฎหมายเอาไวเ ชนเดยี วกนั
ดังนั้น พวกเรานักกฎหมายทุกทาน จึงตองศึกษากฎหมายใน
สวนของนิติกรรมสัญญา เพื่อสามารถนำไปปรับใชทั้งเรื่องของการ
สอบและการนำไปประกอบอาชีพตาง ๆ ในการวิเคราะหนิติกรรม
สญั ญาตาง ๆ วาอยภู ายใตบ ทบัญญัตขิ องกฎหมายหรือไม
ผูเขียนหวังเปน อยางย่งิ วา หนังสือเลม นจ้ี ะชว ยใหน ักกฎหมาย
ทุกทานเขาใจเนื้อหาในสวนของนิติกรรมสัญญาไมมากก็นอย และ
สามารถนำไปใชป ระโยชนไ ดตอ ไป
ผูเ ขยี น
สารบัญ
นติ กิ รรม
ไลสายเกริน่ นำ นติ กิ รรม 1-5
การกระทำเปน นิตกิ รรมหรือไม ? (ม.149) 6
นติ กิ รรมนัน้ มวี ัตถปุ ระสงคเปน การตอ งหาม 7
ชัดแจงโดยกฎหมาย /เปนการพนวสิ ัย หรอื
ขัดตอ ความสงบเรยี บรอยหรอื ศลี ธรรมอนั ดี
ของประชาชน หรอื ไม ? (ม.150)
นติ ิกรรมนั้นแตกตา งกบั บทบัญญตั ิของกฎหมายหรือไม ? (ม.151) 9
นิติกรรมทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดหรือไม? (ม.152) 9
การทำนติ กิ รรมนนั้ กระทำโดยผหู ยอนความสามารถหรือไม ? 10
(ม.153)
การแสดงเจตนา 11
1. การแสดงเจตนา (ม.168-171) 13
2. เจตนาซอ นเรน (ม.154) 13
3. เจตนาลวง (ม.155 วรรคหนึง่ ) 14
4. นิตกิ รรมอำพราง (ม.155 วรรคสอง) 17
5. สำคัญผดิ ในสาระสำคญั แหง นติ กิ รรม (ม.156) 19
6. ความสำคญั ผิดในคณุ สมบตั ิของบุคคลหรือทรพั ยสิน (ม.157) 21
7. นติ กิ รรมทเ่ี กิดข้ึนโดยกลฉอฉล ตกเปนโมฆยี ะ (ม.159,160) 24
8. นติ กิ รรมท่เี กดิ ข้นึ โดยการถูกขมขู ตกเปนโมฆยี ะ (ม.164)
25
โมฆะกรรม (ม.172-174) 26
โมฆียกรรม (ม.175-181) 29
เงอื่ นไขและเงื่อนเวลา (ม.182-193)
สารบญั
สัญญา 31
32
การกอ ใหเกดิ สัญญา 34
การเกดิ สญั ญา 34
คำเสนอมีผลผกู พนั เพยี งใด (มาตรา 354-359) 34
คำเสนอมีกำหนดเวลา 35
คำเสนอไมมกี ำหนดเวลา 35
คำสนองลวงเวลา 36
คำเสนอสน้ิ ความผกู พนั
36
กรณีสัญญาเกดิ ขึ้นเม่อื มกี ารอันใดอันหนง่ึ โดยไมจ ำตองทำ
คำเสนอ (มาตรา 361 วรรคสอง) 37
37
สญั ญาเกิดเมอ่ื ไดต กลงในขอสาระสำคญั หมดทกุ ขอ 38
(มาตรา 366 วรรค 1) 38
ขอตกลงวา สัญญาจะตอ งทำเปนหนงั สอื (มาตรา 366 วรรค 2) 39
42
ผลแหง สญั ญา (มาตรา 369-372) 43
สญั ญาตางตอบแทน (มาตรา 369) 48
ความรับผดิ ในภยั พบิ ตั ิของสัญญาตา งตอบแทน 51
(มาตรา 370-372) 55
ขอตกลงยกเวนความรับผิด (มาตรา 373)
สญั ญาเพื่อประโยชนบ คุ คลภายนอก (มาตรา 374-376)
มัดจำ (มาตรา 377-378)
เบยี้ ปรับ (มาตรา 379-383)
เลกิ สัญญา (มาตรา 386-388,มาตรา 391)
สิทธิและหนาที่ของบุคคลตั้งแตเกิดจนต
บุคคล บุคคลจะทำนิติกรรมกันอยางไร บุคคลกระทำนิติเหตุตอ
สิทธิและ
บุคคล บุคคลจะทำนิติกรรม
บรรพ 1 ลักษณะ 2 บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรม บรรพ 2 ลักษณะ 5 ละเม
หมวดที่ 1 บุคคลธรรมดา หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป (ม.149-153) หมวด 1 ความรับผิดเพื่อละเมิด ม.420-
สวนที่ 1 สภาพบุคคล หมวด 2 แสดงเจตนาทำนิติกรรม (ม.154-171) หมวด 2 คาสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด
สวนที่ 2 ความสามารถ หมวด 3 โมฆะกรรมและโมฆียกรรม (ม.172-193)
สวนที่ 3 ภูมิลำเนา หมวด 3 นบิรโรทรษพกรร1มลมัก.4ษ49ณ-4ะ524 น
สวนที่ 4 สาญสูญ หมวด 4บเรงื่อรนพไขเ1งื่อลนักเวษลณา (มะ.1822-193)
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่ว
หมวดที่ 2 นิติบุคคล กอบใหรหหเรกมมพสสิดววววดส2ดนนทัญทที่ล1ญ1ีี่่ ัก21สบาสษัญุคคมภณคว.ญาา3ลพะม5ธา4บสร2-ุรคา3มมค6ดาล8ราถ หมวด 2 แสดงเจตนาท
หมวด 3 โมฆะกรรมและ
สวนที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป แสดงเจตนาทำคำเสนอ สวนที่ 3 ภูมิลำเนแาสดงเจตนาทำคำสนอง
สวนที่ 2 สมาคม à¡Ô´Ë¹Õ้หมวด 4 เงื่อนไขเงื่อนเว
สวนที่ 3 มูลนิธิ เกิดสัญญาประเภทสวในดท(ี่ บ4รสราพญ3สูญเอกเทศสัญญา) บรรพ 2 ลักษณ
หมวด 1 สัญญ
บรรพ 3 เอกเทศสัญญา กอใหเกิดสัญญา ม.3
ลักษณะ 1 ซื้อขาย (ม.453-517) ลักษณะ 13 จำนำ (ม.747-769)
ลักษณะ 22 หุนสวนบริษัท ลักษณะ 2 แลกเปลี่ยน (ม.518-520) ลักษณะ 14 เก็บของในคลังสินคา (ม.770-774)
(ม.1012-1273/4) ลักษณะ 3 ให (ม.521-536) ลักษณะ 15 ตัวแทน (ม.797-844) แสดงเจตนาทบำรคำรเพสนอ2 หนี้ ลักษณะ
ลักษณะ 23 สมาคม
(ม.1274-1297) ลักษณะ 4 เชาทรัพย (ม.537-571) ลักษณะ 16 นายหนา (ม.845-849) เกิดสหัญมวดญ1าวปัตรถุแะหเภงหทนใี้ มด.19(4บ-2ร0ร2พ
ลักษณะ 11786591210รจยเจคฝจชับืาาม้ำาำาขงงปซนก(แทนมรื้อทอรำะ.งง6ร(ขก(มงัพม4อัน(.า0ม.6ยง5น-0.(776ม((7มม2(04.ม-6-.2.9656.58-)508570779774-45)--7)6ห-660)5071ม8)796))ว)สสดลลลลลววััััักกกกกทนนษษษษษทที่ ณณณณณ2ีี่่ ะะะะะ21 น11221บบ987ส01ิตรทตกบปมปราั๋ัวรญิบเราบะรเพะงชคนพุคก็ดินีเีปนดมันคเ2รัน(ินภสมะลขสัย.นร8ผันะ็อจ9(พตมลม8ทัดอ.-ย8ข1ั่วอ6(0(มมอไม11-1..ปค)888ง55ว6ส63า8--ม)ัญ8865(มญ05.))85า0-852)ลลลลลลลลัััััััักกกกกกกกษษษษษษษษณณณณณณณณะะะะะะะะ
ลักษณะ 3142ซเแใชื้อหลาขกหหหหท(าเมปยรมมมม.ัพ5ลวววว(2ยี่ยมดดดด1น.-4(53245ม5(3.ม35โลผค6-.อ3)5ูกลว57น11าหแ8-7สมห5-น)57ิทรงี้เ21ะจหธ)0งาิเน)ับรหี้ียหมนกลลลลน.ี้หัััักกกกร2ี้ ลอษษษษ0มา3งณณณณ.3ย-ะะะะม21ค4.811113น-3546930เจนต5ม3ก
ลักษณะ 5 เจจชาาางงลลซแทัักกื้อรำษษงข(งมณณอา.ง5นะะ7(ม342(ม-.5.5ลจ587าัด774ภ5ก-)-6มา50ริค87ง6ว)า)รนไลลลดนััักกกอษษษ(มกณณณ.ส4ะะะั่ง01116789(3-กบป49
ลักษณะ 6 รยับืมข(นม.6(ม4.06-0674-96)09)บรรพลลัักก1ษษณณะะ
ลักษณะ 7
ลักษณะ 8
ลักษณะ 9 20 ป
ลักษณะ 21 ต
สวนลทักษี่ ณ3ะม2ูลหนมิธวิด 2 ผลแหงสัญญา (ม.369-376ล) ักษณะ
(ล3มัก.3ษเ7ณอ7ะ-ก328เท5ห)มศวสดัญ3 มญัดจาำและกำหนดเบี้ยปรับ ลักษณะ 10 ฝาลกักทษรณัพยะ (5ม.ร6ะ5ย7-ะ6เว79ล)า ม.193/1-193
บรรพ ลักษณะ 11 คจ้ำำลปนักรอษะงกณัน(มะ.(7ม60.62อ8-า07ย-476ุค0)ว1)าม
12 ม.193/9-บ19ร3
ลักษลักณษณะ ะ222หหมุนวดส4วนเลบิกสรัญิษญัทา (ม.386-394) ลักษณะ
(ม.1012-1273/4)
ลักษณะ 2
ลักษณะ 2
ลักษณะ 23 สมาคม (ม.377-38
(ม.1274-1297) ลักษณะ 2
ตายตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย สิ้นสุดสภาพบุคคล
อกัน บุคคลจะครอบครองทรัพยอยางไร บุคคลจะมีครอบครัวไดอยางไร
มิด บรรพ 1 ลักษณะ 3 ทรัพย บรรพ 5 ครอบครัว บรรพ 6 มรดก
ลักษณะ 1 การสมรส
-452 อะไรคือทรัพย (ม.137-148) ลักษณะ 1 บททั่วไป ม.1599-1619
ม.438-448 หมวด 1 การหมั้น ลักษณะ 2 สิทธิโดยธรรมในการรับมรดก
บรรพ 4 ทรัพยสิน หมวด 2 เงื่อนไขแหงการสมรส
1 หมวด 3 ความสัมพันธระหวางสามีภริยา ม.1620-1645
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป (การไดมาซึ่งทรัพยสิน หมวด 4 ทรัพยสินระหวางสามีภริยา ลักษณะ 3 พินัยกรรม ม.1646-1710
ม.290-302 โดยหลักทั่วไป (ม.1298-1307) หมวด 5 ความโมฆะของการสมรส ลักษณะ 4 วิธีจัดการและปนทรัพยมรดก
3-313 หมวด 6 การสิ้นสุดแหงการสมรส
53 ลักษณะ 2 กรรมสิทธิ์ ม.1711-1752
95-405) หมวด 1 การไดมาซึ่งกรรมสิทธิ์ (ม.1308-1307) ลักษณะ 2 บิดามารดากับบุตร ลักษณะ 5 มรดกที่ไมมีผูรับ ม.1753
419) หมวด 2 แดนแหงกรรมสิทธิ์ และการใชกรรมสิทธิ์ ลักษณะ 6 อายุความ ม.1754-1755
(ม.1335-1355) หมวด 1 บิดามารดา
หมวด 3 กรรมสิทธิ์รวม (ม.1356-1366) หมวด 2 สิทธิหนาที่ของบิดามารดาและบุตร
หมวด 3 ความปกครอง
ลักษณะ 3 ครอบครอง (1367-1386) หมวด 4 บุตรบุญธรรม
ลักษณะ 4 ภาระจำยอม (1387-1401)
ลักษณะ 5 อาศัย (1402-1409)
ลักษณะ 6 สิทธิเหนือพื้นดิน (1410-1416)
ลักษณะ 7 สิทธิเก็บกิน (ม.1417-1428)
ลักษณะ 8 ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย (ม.1429-1434)
3/8 ลักษณะ 3 คาอุปการะเลี้ยงดู
3/35
สทิ ธแิ ละหนา ทีข่ องบคุ คลตง้ั แตเ กิดจนตายตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย
บุคคลจะทำนิติกรรมกันอยางไร
บรรพ 1 ลกั ษณะ 4 นิตกิ รรม
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทัว่ ไป (ม.149-153)
หมวด 2 แสดงเจตนาทำนติ ิกรรม (ม.154-171)
หมวด 3 โมฆะกรรมและโมฆียกรรม (ม.172-193)
หมวด 4 เง่อื นไขเงื่อนเวลา (ม.182-193)
บรรพ 2 ผลของสัญญา
ลักษณะ 2 หมวด 2 ผลแหง สญั ญา (ม.369-376)
ลักษณะ 2 หมวด 3 มดั จำและกำหนดเบี้ยปรับ
(ม.377-385)
ลักษณะ 2 หมวด 4 เลิกสัญญา (ม.386-394)
นติ กิ รรม
บคุ คลจะทำนิตกิ รรม
จะตองวเิ คราะหห ลกั ดังตอไปน้ี
(1) นิติกรรมตองหามตามกฎหมายหรือไม (ม.150) (โมฆะ)
(2) นิติกรรมตกลงแตกตางไปจากบทบัญญัติของกฎหมายที่
เกย่ี วดว ยความสงบเรยี บรอ ยของประชาชนหรอื ไม (ม.151)
(โมฆะ)
(3) นิติกรรมทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดหรือไม (ม.152)
(โมฆะ)
(4) ผูกระทำนิติกรรมมีความสามารถตามที่กฎหมายกำหนด
หรือไม (ม.153) (โมฆียะ)
เมื่อนิติกรรมไมตองหามตามหลักกฎหมายขางตนแลว
ใหพิจารณาหลักตอไปวา “การแสดงเจตนา” ทำนิติกรรม
ของคูสญั ญามีผลใหนิติกรรมนั้นบังคับไดตามกฎหมาย
หรือไม ?
1
บุคคลมีเสรีภาพในการแสดงเจตนา
แตตอ งกระทำอยูภายใตก ฎหมายที่กำหนดผลของการแสดงเจตนาไวด งั น้ี
การแสดงเจตนา แบงออกเปน
การแสดงเจตนาตอ บคุ คลซึง่ อยเู ฉพาะหนา (ม.168)
มีผล
นบั แตผูรับการแสดงเจตนาไดทราบการแสดงเจตนานน้ั
2
อยูคนละทกี่ นั
การแสดงเจตนาตอ บคุ คลซ่งึ มิไดอ ยูเฉพาะหนา (ม.169)
มผี ล
นับแตเวลาที่การแสดงเจตนาน้ันไปถงึ ผรู บั การแสดงเจตนา
การแสดงเจตนาในการทำนติ กิ รรม
จะตองไมขัดตอบทบัญญัตขิ องกฎหมาย ดังตอไปนี้
(1) การแสดงเจตนาซอ นเรน (ม.154) (โมฆะ)
(2) การแสดงเจตนาลวง (ม.155 ว.1) (โมฆะ)
(3) นิตกิ รรมอำพราง ม.155 ว.2) (โมฆะ)
(4) การแสดงเจตนาโดยสำคัญผดิ ในสาระสำคัญ(ม.156) (โมฆะ)
(5) การแสดงเจตนาโดยสำคญั ผดิ ในคุณสมบัติของบคุ คลหรือ
ทรัพยสนิ (ม.157) (โมฆยี ะ)
(6) การแสดงเจตนาโดยถกู กลฉอ ฉล (ม.159-163) (โมฆียะ)
(7) การแสดงเจตนาโดยถูกขม ขู (ม.164-165) (โมฆยี ะ)
3
ของการแสดงเจตนาหรอื ทำนิติกรรมขัดตอ
ผล บทบัญญตั ขิ องกฎหมาย
โมฆะ
คนื ทรพั ยฐานลาภมิควรได
(ม.172 ว.2+406-419)
สวนหนง่ึ สวนใดของนติ กิ รรมเปนโมฆะ นิติกรรมน้นั ยอ มตกเปนโมฆะท้ังส้นิ
เวนแต จะพึงสันนิษฐานไดโดยพฤติการณแหงกรณีวา คูกรณีเจตนาจะให
สวนทไี่ มเ ปนโมฆะนน้ั แยกออกจากสวนท่เี ปนโมฆะได (ม.173)
การใดเปน โมฆะแตเขา ลกั ษณะอยา งอน่ื ซงึ่ ไมเปนโมฆะ ใหถ ือตามนิติกรรม
ซึ่งไมเปน โมฆะ ถาสันนิษฐานไดโดยพฤตกิ ารณแหงกรณีวา หากคูกรณไี ดร ู
วาการน้นั เปนโมฆะแลว ก็คงไดต้งั ใจมาตัง้ แตแรกท่ีจะทำนิตกิ รรมอยา งอ่ืน
ซ่งึ ไมเ ปน โมฆะนั้น (ม.174)
4
ผล ของการแสดงเจตนาหรือทำนิตกิ รรมขัดตอ
บทบญั ญตั ิของกฎหมาย
โมฆียะ
1.บอกลา ง
นติ ิกรรมน้นั เปนโมฆะตงั้ แตเรม่ิ แรก
คูก รณกี ลบั คนื สฐู านะเดมิ (ม.176+1376)
2.ใหสัตยาบนั
นติ กิ รรมสมบรู ณตัง้ แตเ รมิ่ แรก (ม.177)
คูกรณบี งั คับชำระหนไ้ี ด
5
เมื่อมองเห็นภาพใหญของหลักนิติกรรมแลว
วาตองอยูภายใตหลักการใด และผลของการ
กระทำขัดตอ กฎหมายเปน อยา งไร ตอไปมาลง
รายละเอยี ดของหลักนิตกิ รรมกนั วา แตละหลัก
การและผลเปนอยางไร ?
คำถาม : 1. การกระทำเปนนิติกรรมหรอื ไม ?
(มาตรา 149)
• ตองตอบดวยหลักนี้วา การใด ๆ เขาลักษณะตามความหมาย
ของนิติกรรมหรือไม ? ซง่ึ “นติ กิ รรม” หมายความวา
(1) การใด ๆ อันทำลงโดยชอบดวยกฎหมาย และ
(2) ดวยใจสมัคร
(3) มุงโดยตรงตอการผูกนิติสัมพันธขึ้นระหวางบุคคล
เพื่อจะกอ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือ ระงับ
ซึ่งสิทธิ
ตัวอยางการใด ๆ ที่เปนนิติกรรมหรือไม ?
การรองทุกขในคดีอาญาในความผิด ไมกอใหเกิดนิติสัมพันธระหวางบุคคล ไมเปนนิติกรรม
ยอมความได (ฎ.1590/30)
การฟองคดี (ฎ.3976/29) มิไดมุงโดยตรงตอการผูกนิติสัมพันธขึ้น ไมเปนนิติกรรม
ระหวางบุคคล
คำทาในคดีแพง (ฎ.3590/38) เปนเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินกระบวน ไมเปนนิติกรรม
พิจารณาคดีในศาลไมเขาลักษณะของ
นิติกรรม
การถอนฟองคดีอาญา เปนการระงับสิทธิที่จะดำเนินคดีตอไป เปนนิติกรรม
6
คำถาม : 2. นิตกิ รรมน้ันมีวตั ถปุ ระสงคเ ปน การตอ งหา ม
ชดั แจงโดยกฎหมาย เปนการพนวสิ ัย หรือ ขดั ตอความ
สงบเรียบรอ ยหรอื ศีลธรรมอันดขี องประชาชน หรอื ไม ?
= โมฆะ = (มาตรา 150)
(1) วัตถปุ ระสงคตอ งหามชดั แจง โดยกฎหมายหรอื ไม ?
แบงออกพจิ ารณาไดด งั นี้
1. วัตถุประสงคของนิติกรรม หมายถึง ประโยชนอันเปนผล
สุดทายที่ทั้งสองฝายตองการโดยคูกรณีทั้งสองฝายจะตองรู
รวมกัน ถาคูกรณีอีกฝา ยไมไ ดร ว มรูดวย จะถือวา วัตถุประสงค
นั้นตอ งหามตามกฎหมายไมได (ฎ.15693/2555)
2. ตองหามชัดแจงโดยกฎหมาย หมายถึง การทำนิติกรรมนั้นมีกฎหมายหามไว
ชัดแจงจะกระทำมิได หากกระทำ ตกเปนโมฆะ แมผูทำนิติกรรมนั้นจะไมทราบ
ขอเท็จจริงอันเปนเหตุใหนิติกรรมตกเปนโมฆะก็ตาม เชน
ก. การซื้อขายที่ดินหามโอนตามกฎหมาย (ฎ.2889/59)
ข. การซื้อที่ดินของคนตางดาว (ฎ.301/38)
ค. การซื้อขายที่ดินธรณีสงฆ (ฎ.3688/46)
(2) นิตกิ รรมทม่ี ีวตั ถปุ ระสงคเ ปนการพนวสิ ัยหรือไม ? หมายถึง
1. นิติกรรมนั้นเปนกรณีที่ไมมีทางปฏิบัติไดเลย และ
2. เหตุดังกลาวตองเกิดขึ้นกอนหรือขณะทำนิติกรรม
7
(3) นิตกิ รรมทม่ี วี ัตถปุ ระสงคข ัดตอความสงบเรยี บรอ ยและศลี ธรรมอนั ดีฯ หรือไม ? เชน
1. ขอหามในการประกอบอาชีพ ไมถือเปนการปดการทำมาหาไดโดยเด็ดขาด จึงไมขัดตอความ
สงบเรียบรอยฯ (ฎ.1275/43)
2. สัญญาระงับสิทธิการดำเนินการคดีอาญา แบงออกเปน
ก. สัญญาตกลงระงับสิทธิการดำเนินคดีอาญาในความผิดตอสวนตัว ไมขัดตอความสงบฯ เพราะ
การยอมความยอมทำใหความผิดอาญาระงับได (ฎ.2448/18)
ข. สัญญาหรือขอตกลงใหระงับการดำเนินคดีอาญาแผนดิน ขัดตอความสงบเรียบรอยฯ
(ฎ.4351/48)
3. นิติกรรมที่เปนการยุยงสงเสริมหรือแสวงหาประโยชนที่ผูอื่นเปนความกันโดยตนเองไมมีสวน
เกี่ยวของหรือสวนไดเสียในมูลคดีดวย >> ขัดตอความสงบเรียบรอยฯ
เชน ตกลงออกคาใชจายในการดำเนินคดีให ถาชนะคดีจะไดรับที่ดินที่พิพาทกันในคดีเปนการ
ตอบแทน (ฎ.5567/55)
ขอสังเกต : การจะผิดในกรณีหัวขอที่ 3 นี้จะตองดูวาผูนั้นมีสวนไดเสียในมูลคดีหรือไม ถาไมมีสวนไดเสีย
ถือวาเปนการแสวงหาประโยชนในคดีความ เวนแต จะไดกระทำไปเพื่อปองกันสวนไดเสียของตนโดยปกติ
กรณีเชนนี้ไมเปนการยุยงสงเสริมใหผูอื่นเปนความกัน (ฎ.1162-1164/2497)
4. สัญญาจางวาความที่คิดคาจางวาความจากทรัพยสินที่พิพาทกันในคดี
เดิม >> ถือวาตองหาม ฯ ตาม พ.ร.บ.ทนายความ ฯ 2477,2508
ใหม >> พรบ.ทนายความฯ 2528 (ฉ.ปจจุบัน) ไมมีบทบัญญัติหามมิไดทนายความเรียกเอา
สวนแบงจากทรัพยสินที่เปนมูลพิพาทในคดี ฯ ดังนั้น จึงไมขัดตอ พ.ร.บ.ทนายความฯ
แตหากสัญญามีลักษณะใหทนายความเขามีสวนไดเสียทางทรัพยสินโดยตรงในผลแหงคดี
ถือวาฝาฝนตอหลักจริยธรรมแหงวิชาชีพฯ ขัดตอความสงบฯ (ฎ.1260/43 ป)
5. การโอนสิทธิเรียกรองที่มีลักษณะเปนการซื้อขายความกัน >> ขัดตอความสงบฯ (ฎ.1425/2492)
6. ขอตกลงสมยอมกัน (ฮั้วกัน) ในการประมูลงานกับทางราชการ >> ขัดตอความสงบฯ (ฎ.2022/19 ป)
7. ลูกหนี้โอนขายที่ดินใหผูอื่นเพื่อขัดขวางมิใหโจทกบังคับชำระหนี้ได >> ขัดตอความสงบฯ
(ฎ.5738/45)
ขอสังเกต : กรณีดังกลาวคือเปนกรณีลูกคาทำใหฉอฉลเปนเหตุใหเจาหนี้เสียเปรียบ แตในขณะ
เดียวกันก็เปนนิติกรรมที่มีวัตถุประสงคเปนการขัดขวางตอความสงบฯ เชนนี้ เจาหนี้เลือกฟอง
ในกรณีใดก็ไดโดยจะเลือกฟองวานิติกรรมเปนโมฆะ หรือ การเพิกถอนการฉอฉล ก็ได
8. ขอตกลงจายคาวิ่งเตนเพื่อฝากคนเขาทำงานราชการ โดยไมปรากฏวาจะนำไปใชจูงใจใหพนักงาน
กระทำการอันไมชอบดวยหนาที่ ไมขัดตอความสงบฯ (ฎ.6013/37)
9. สัญญาวาจางใหเปนผูประกันตัวจำเลยตอศาล >> ขัดตอความสงบฯ (ฎ.5994/56)
8
คำถาม : 3. นติ ิกรรมนน้ั แตกตางกับบทบัญญตั ิของกฎหมายหรือไม ? (มาตรา 151)
ตองพิจารณาดังนี้
1. ถาเปนกฎหมายเกี่ยวกับความสงบฯ >> นิติกรรมนั้นตกเปนโมฆะ
2. ถาไมเปนกฎหมายเกี่ยวกับความสงบฯ >> นิติกรรมนั้นสมบูรณ
คำถาม : 4. นติ กิ รรมทำตามแบบทก่ี ฎหมายกำหนดหรือไม ? (มาตรา 152)
การแสดงเจตนาทำนิติกรรมใด ตองพิจารณาดวยวา มีกฎหมายกำหนดใหตองมีแบบในการทำ
นิติกรรมหรือไม หากมีกำหนดไวตองกระทำตามแบบแลว ตองกระทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด
มิฉะนน้ั จะตกเปน โมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 152 ซ่ึงนิติกรรมทีก่ ฎหมายกำหนดมีท้ังหมด 5 ประเภท
ดังนี้
1. แบบทำเปนหนังสือและจดทะเบียนตอ 3. ตองทำหนังสือตอพนักงานเจาหนาที่ เชน
พนักงานเจาหนาที่ เชน
พินัยกรรมเอกสารฝายเมือง (มาตรา 1658)
การซื้อขายอสังหาริมทรัพย (มาตรา 456) พินัยกรรมเอกสารลับ (มาตรา 1660)
แลกเปลี่ยน (มาตรา 519 ประกอบ มาตรา 456) การคัดคานตั๋วแลกเงิน (มาตรา 961) เปนตน
ให (มาตรา 525)
ขายฝาก (มาตรา 491) 4. ทำหนังสือระหวางกันเอง เชน
ให (มาตรา 525) และ
จำนอง (มาตรา 714) เปนตน
2. ตอ งจดทะเบยี นตอ พนกั งานเจา หนา ท่ี หนังสือรับสภาพหนี้ (มาตรา 193/14)
เชน การโอนหนี้ (มาตรา 306)
เชาซื้อ (มาตรา 572)
การจดทะเบียนบริษัทจำกัด (มาตรา 1111) การโอนหุน (ม.1129) เปนตน
จดทะเบียนหนังสือบริคณหสนธิ (ม.1099)
การจดทะเบียนสมรส (มาตรา 1457) 5. แบบอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
การจดทะเบียนหยา (มาตรา 1515) เปนกรณีที่กฎหมายกำหนดไวเปนพิเศษ เชน
การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม (ม.1598/27)
เปนตน ตั๋วแลกเงิน (มาตรา 909)
เช็ค (มาตรา 988)
ซึ่งเปนกรณีตองมีรายการระบุไวตามที่
กฎหมายกำหนด เปนตน
9
Loคำถาม : 5. การทำนิติกรรมน้นั กระทำโดยผหู ยอนความสามารถหรอื ไม ? (มาตรา 153)
ตองพิจารณาดังนี้
1.กรณีผูเยาว
หลกั : ผูเ ยาวทำนิติกรรมใดไปโดยไมไ ดรับความยนิ ยอมจากผูแ ทนโดยชอบธรรม ตกเปน โมฆียะ
(ป.พ.พ.มาตรา 21)
เวนแต : เปนกรณีตาม ป.พ.พ.ม.1574 ที่ผูแทนโดยชอบธรรมจะทำแทนผูเยาวได ตองไดรับ
อนุญาตจากศาลกอน หากกระทำไปโดยฝาฝนมาตรา1754 ผลคือ นิติกรรมนั้นไมมีผลผูกพัน
ผูเยาวไมใชกรณีเปนโมฆียะ ไมอาจใหสัตยาบันได และแมศาลจะอนุญาตในภายหลังก็ไมทำให
นิตกิ รรมสมบูรณข นึ้ ได (ฎ6838/55,3169/24)
2.คนวิกลจริต คนไรความสามารถ
การใด ๆ อันบุคคลซึ่งศาลสั่งใหเปนคนไรความสามารถไดกระทำลงการนั้น เปนโมฆียะ
(ป.พ.พ.มาตรา 29)
การใด ๆ อันบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังมิไดสั่งใหเปนคนไรความสามารถไดกระทำลง การนั้น
จะเปนโมฆียะ ตอเมื่อไดกระทำในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู และคูกรณีอีกฝายหนึ่งไดรู
แลวดวยวาผูกระทำเปนคนวิกลจริต (ป.พ.พ.มาตรา 30)
คนไรความสามารถ คอื บุคคลวกิ ลจริตท่มี จี ติ ใจผิดปกติหรอื บคุ คลที่ขาดความรำลกึ ขาดความรูสกึ
และขาดความรบั ผิดจนไมสามารถประกอบกจิ การใดๆ ได เชน โรคสมองฝอ,สมองเสอื่ มข้นั รุนแรงฯ
(ฎ.5466/37)
3. คนเสมือนไรความสามารถ
ตองจัดอยูในความพิทักษ คือ ตองไดรับความยินยอมของผูพิทักษกอนจึงจะกระทำการ
ตามที่บัญญัติไว ในมาตรา 34 ว.1,2 อีก หากไมไดรับความยินยอม มีผลทำใหเปน
โมฆียะ (มาตรา 34 ว.ทาย) ถาเปนกิจการอื่นนอกจากนี้ ผูเสมือนไรความสามารถกระทำ
ไดโดยไมตองไดรับความยินยอม
10
เมื่อพิจารณาตามหลักขางตนที่ไดกลาวมาแลว หากนิติกรรมไมตองหามตาม
กฎหมายเหลานั้นแลว ตองพิจารณาตอไปวา การทำนิติกรรมนั้นมีการแสดง
เจตนาที่ไมชอบตามกฎหมายหรือไม โดยพิจารณาตามหลักการดังตอไปนี้
1. กกาารรแแสสดดงเงจเตจนตานา
การแสดงเจตนาตอ บคุ คลซง่ึ อยูเฉพาะหนา (ม.168)
มีผล >> นับแตผูรับการแสดงเจตนาไดทราบการแสดงเจตนานั้น
ขอสังเกต : การปดประกาศ ถือเปน การแสดงเจตนาเฉพาะหนา
การแสดงเจตนาตอบุคคลซง่ึ มไิ ดอ ยูเฉพาะหนา (ม.169)
มีผล >> นับแตที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผูรับการแสดงเจตนา
Lo
Lo
ผแู สดงเจตนาถึงแกความตายหรอื ถกู ศาลส่ังใหเ ปน คนไรค วามสามารถ
หรอื คนเสมอื นไรค วามสามารถ (ม.169 ว.2)
มีผล การแสดงเจตนายอมไมเสื่อมเสียไป แมภายหลังผูแสดงเจตนา
จะถึงแกความตาย หรือ ถูกศาลสั่งใหเปนคนไรความสามารถ
หรือ คนเสมือนไรความสามารถ
11
การแสดงเจตนาตอผูเยาวหรอื ผูไ รความสามารถ (ม.170)
มีผล >> มีผลตอเมื่อผูแทนโดยชอบธรรม ผูอนุบาล ผูพิทักษ
ไดรูหรือยินยอมกอนแลว ยินยอม
ผอู นบุ าล บดิ ามารดา หรอื ผปู กครอง ผพู ทิ กั ษ
(ป.พ.พ.ม.28 ว.2) (ป.พ.พ.ม.1566+1569, (ป.พ.พ.ม.32 ว.2)
1598/3)
เจตนา
การตีความการแสดงเจตนา
ใหถ ือเจตนาอันแทจริงย่ิงกวาถอยคำสำนวนหรอื ตัวอักษร
(มาตรา 171)
12
ซอนเรน 2. เจตนาซอนเรน
เจตนา (มาตรา 154)
การแสดงเจตนา แมในใจจริงผูแสดงจะมิไดเจตนาใหตนตองผูกพันตามที่ไดแสดงเจตนา
ออกมาก็ตาม การแสดงเจตนานั้นไมเปนโมฆะ เวนแต คูกรณีอีกฝายหนึ่งจะไดรูเจตนาอัน
ซอนอยูในใจของผูแสดงนั้น
(1) กฎหมายถือเจตนาที่แสดงออกมาเปนสำคัญ
(2) เวนแตถาคูกรณีอีกฝายไดรูถึงเจตนาที่ซอนอยู ตกเปนโมฆะ
เชน จำเลยกูยืมเงินจากธนาคาร โดยใหโจทกจำนองที่ดินและค้ำประกันหนี้โจทกกลัววาจำเลยจะไมชำระหนี้แก
ธนาคารจึงใหจำเลยทำสัญญากูเงินใหโจทกยึดถือไวโดยไมมีเจตนาที่จะกูยืมเงินกันจริง (จำเลยไมไดรับเงินตาม
สัญญากูดังกลาว) สัญญากูตกเปนโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 154 (ฎ.5825/43)
ขอสังเกต : หากผูแทนนิติบุคคลมีประโยชนสวนไดเสียขัดกับนิติบุคคล การรูถึงเจตนาของผูแทน
นิติบุคคลไมมีผลถึงนิติบุคคลดวยการแสดงเจตนาจึงไมตกเปนโมฆะ (ฎ.1437/29)
สมรู 3. เจตนาลวง
ตกเปนโมฆะการแสดงเจตนาลวงโดยสมรูกับคูกรณีอีกฝายหนึ่ง แตจะยกเปนขอตอสู
บุคคลภายนอกผูทำการสุจริต และตองเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นไมได (ม.155 ว.1)
การแสดงเจตนาลวงโดยสมรูกับคูกรณีอีกฝายหนึ่ง หมายถึง คูกรณีทั้งสองฝาย
ไมประสงคใหเจตนาที่ไดแสดงออกมานั้นมีผลผูกพันกันตามกฎหมายอยางแทจริง
แตกระทำไปเพื่อใหบุคคลอื่นเขาใจวามีนิติกรรมนั้นเกิดขึ้นจริง >> โมฆะ
เชน สมคบกันทำสัญญาขายหรือยกทรัพยสินใหผูอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงมิใหถูกยึดทรัพยนำ
ไปชำระหนี้ตามคำพิพากษา (โดยมิไดมีเจตนาขายหรือยกทรัพยสินนั้นจริง) จึงตองเปนโมฆะ
และไมใชกรณีการฉอฉลตามม.237 ที่จะตองเพิกถอนนิติกรรมนั้น
เกี่ยวกับบุคคลภายนอก >> จะยกเปนขอตอสูบุคคลภายนอกผูทำการสุจริต และตอง
เสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นไมได เชน ผูไดลาภงอกนำที่ดินไปจำนองโดยผูรับจำนอง
สุจริตและเสียหายจากการรับจำนอง จะฟองใหเพิกถอนจำนองไมได (ฎ.10243/56)
ขอสังเกต : ผูไดรับโอนทรัพยจากบุคคลภายนอกยอมไดรับความคุมครองเชนเดียวกัน
(ฎ.1156/45)
13
4. นิตกิ รรมอำพราง
นิติกรรมลวงอำพราง นิติกรรมที่ถูกอำพราง
การแสดงเจตนาลวงกระทำเพอ่ื อำพรางนติ ิกรรมอืน่ ตอ งบังคับไปตามนิติกรรมที่ถูกอำพราง
หลักเกณฑ
(1) นิติกรรมอำพรางจะตองมีนิติกรรมอยู 2 นิติกรรม คือ
นติ ิกรรมแรก นิตกิ รรมสอง
เปนนิติกรรมที่แสดงออกมาโดย เปนนิติกรรมที่ไมเปดเผย เรียกวา
เปดเผยเปนนิติกรรมที่ไมตรงกับ “นิติกรรมที่ถูกอำพราง” ซึ่งตรง
เจตนาที่แทจริงของคูกรณี คูกรณีไม กับเจตนาที่แทจริงของคูกรณี และ
ประสงคใหมีผลบังคับตามกฎหมาย คูกรณีประสงคใหใชบังคับระหวาง
เปนการแสดงเจตนาลวง ตกเปนโมฆะ กันเอง จึงตองบังคับตามนิติกรรม
ที่ถูกอำพรางนี้
(2) ทั้งสองนิติกรรมตองเปนคูกรณีเดียวกัน เวนแต กรณีไมใชคูกรณีเดียวกัน
แตมีผลประโยชนรวมกัน ถือไดวาเปนฝายเดียวกัน (ฎ.10834/56)
นิตกิ รรมแรก นติ ิกรรมสอง
14
นิติกรรมสอง
(3) นิติกรรมที่มีผลบังคับในระหวางคูกรณี คือ นิติกรรมอำพราง
นิติกรรมที่ถูกอำพรางตองบังคับตามแบบที่กฎหมายกำหนด หากไมทำตามแบบ เปนโมฆะ
เวนแต นิติกรรมที่อำพรางกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมีวัตถุประสงคเชนเดียวกัน
เชนนี้ หากนิติกรรมที่อำพรางไดทำตามแบบ สัญญาที่ถูกอำพรางไดทำตาม
แบบแลว เชน
สัญญาซื้อขาย VS สัญญาให >> มีวัตถุประสงคเชนเดียวกัน
สัญญาแลกเปลี่ยน VS สัญญาซื้อขาย >> มีวัตถุประสงคเชนเดียวกัน
สัญญาซื้อขายที่ดิน VS สัญญาขายฝาก >> มีวัตถุประสงคไมเหมือนกัน
เพราะ ขายฝากตองมีเวลากำหนดใหผูขายไถที่ดินคืนได ฉะนั้น แม
สัญญาซื้อขายจะจดทะเบียนก็จะถือวาสัญญาขายฝากจดทะเบียนแลวไมได
(ฎ.2711/44)
สัญญาขายฝาก VS สัญญากูยืมเงิน >> บังคับตามสัญญากูยืมเงิน สัญญา
ขายฝากโมฆะ แตทรัพยซึ่งขายฝากตกเปนทรัพยที่ใชเปนประกันเงินกู
10
(4) นิติกรรมอำพรางกับการเปลี่ยนเจตนา
>> กรณีฝายหนึ่งตองการทำนิติกรรมอยางหนึ่ง แตอีกฝายตองการทำนิติกรรมอีกอยางหนึ่ง
เพื่อเปนหลักประกันมากขึ้นหรือมีประโยชนมากกวา คูกรณีฝายแรกยินยอมตกลงดวย เปนการ
เปลี่ยนไปทำนิติกรรมอีกอยางหนึ่งโดยสมัครใจ เชนนี้ ไมใชนิติกรรมอำพราง นิติกรรมที่ทำขึ้น
สมบูรณ
เชน เดิมจำเลยตองการกูยืมไปชำระคาเชาซื้อรถ แตโจทกตองการใหโอนกรรมสิทธิ์ในรถพิพาท
ใหโจทกแลวทำสัญญาเชาซื้อกับโจทกแทน หากจำเลยตกลง ถือเปนการเปลี่ยนเจตนา มิใช
นิติกรรมอำพราง (ฎ.2281/37)
ขอสังเกต : กรณีไมใชเรื่องการเปลี่ยนเจตนา หรือนิติกรรมอำพราง แตเปนเรื่อง
คูกรณีประสงคจะใหผูกพันตามนิติกรรมที่แสดงออกมาทั้งหมด
เชน ผูซื้อกับผูขายทำสัญญาจะซื้อจะขายผูซื้อชำระราคาเกือบครบแลว แตกลัววาผูขาย
จะโกงไมโอนกรรมสิทธิ์ให จึงขอรองใหผูขายทำสัญญาจำนองเปนประกันเงินราคา
ที่ดินที่ซื้อขายกันซึ่งไดชำระไปแลวใหอีกสัญญาจะซื้อจะขาย เปนเจตนาแทจริงของ
คูสัญญา สัญญาจำนองก็ไมใชนิติกรรมอำพราง หากเปนนิติกรรมที่คูกรณีสมัครใจ
ตกลงทำขึ้นเพื่อเปนการค้ำประกันเงินที่ผูซื้อไดชำระราคาที่ดินไปแลว สัญญาจำนอง
จึงไมตกเปนโมฆะ (ฎ.399/05)
16
5. สำคัญผดิ ในสาระสำคัญแหงนติ ิกรรม (ม.156)
การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเปนสาระสำคัญแหงนิติกรรม “เปนโมฆะ”
การสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม หมายถึง ผูทำนิติกรรมตองการทำนิติกรรม
อยางหนึ่งแตแทจริงแลวเปนการทำนิติกรรมอีกอยางหนึ่งหรือผูทำนิติกรรมไดทำ
นิติกรรมอยางหนึ่งโดยเขาใจวาเปนนิติกรรมอีกอยางหนึ่ง ซึ่งสำคัญผิดในสิ่งซึ่ง
เปนสาระสำคัญของนิติกรรม ไดแก
1. สำคัญผิดในลักษณะนิติกรรม คือ กรณีที่ผูทำนิติกรรมตั้งใจทำนิติกรรมอยางหนึ่ง แต
แทจริงแลวไดแสดงเจตนาทำนิติกรรมอีกอยางหนึ่ง เชน
(กรณีถูกฉอฉล) ทำประกันชีวิตโดยถูกหลวงลวงวาเปนการตออายุกรมธรรมประกันชีวิต
เดิมอันเปนการสำคัญผิดในลักษณะนิติกรรม (156 ว.แรก) (ฎ.4861/55)
(กรณีสำคัญผิด) พิมพลายนิ้วมือลงในเอกสารฉบับหนึ่งโดยเขาใจวาเปนหนังสือออกโฉนด
ที่ดิน แตปรากฏวาเปนหนังสือยอมแบงที่นาใหจำเลย สัญญายอมแบงที่นาจึงตกเปนโมฆะ
(ฎ.1542/2498)
2. สำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเปนคูกรณีแหงนิติกรรม คือ ผูทำนิติกรรมตั้งใจที่จะทำนิติกรรม
กับบุคคลหนึ่ง แตกลับไปแสดงเจตนาทำนิติกรรมอีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิดไปวาเปน
บุคคลคนเดียวกัน (จะเปนโมฆะตามมาตรานี้ นิติกรรมนั้นตัวบุคคลตองเปนสาระสำคัญ)
เชน
(กรณีถูกฉอฉล) รับจำนองที่ดินจากผูปลอมชื่อเจาของที่ดิน การจำนองเปนโมฆะ
เปนการสำคัญผิดในตัวบุคคลอันเปนสาระสำคัญแหงนิติกรรม ผูรับจำนองไมได
ทรัพยสินจากการจำนอง (ฎ.2049/92)
(กรณีสำคัญผิด) แดงตองการยกที่ดินใหดำ แตเวลาแสดงเจตนาเขาใจวาคือ ดำ
จึงไดแสดงทำนิติกรรมยกที่ดินใหขาว ซึ่งเปนการผิดตัว ดังนั้น สัญญาใหจึงเปน
การสำคัญผิดในตัวบุคคล เปนโมฆะ
17
3. สำคัญผิดในทรัพยสินอันเปนวัตถุแหงนิติกรรม คือ ความสำคัญผิดในตัวทรัพยสินที่จะ
ตองสงมอบ หรือขอปฏิบัติอันเปนการกระทำหรือการงดเวนที่พึงปฏิบัติ (ทรัพยสินตอง
เปนสาระสำคัญในนิติกรรมนั้น) เชน
(กรณีถูกฉอฉล) สัญญาซื้อขายทรัพยสินที่จะสงมอบตามสัญญาถือเปนวัตถุแหง
นิติกรรม เม่อื การทผ่ี ซู ือ้ ตอ งการซื้อทด่ี ินแปลงหนึ่งแตผูข ายสง มอบที่ดนิ อีกแปลงหนงึ่
ใหถือวาทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เปนสาระสำคัญของนิติกรรม สัญญาซื้อขาย
เปนโมฆะ (ฎ.4997/49)
(กรณสี ำคญั ผดิ ) แดงตองการซื้อมาจากดำ ดำสงมอบลาใหเพราะดำสำคัญผิดคิดวา
แดงทำสัญญาซื้อลา จึงเปนการแสดงโดยความสำคัญผิดในตัวทรัพยสินที่สงมอบ
จึงเปนโมฆะ
สำคัญผิดกับการฉอฉล
การสำคัญผิดในสาระสำคัญแหงนิติกรรม ผูทำนิติกรรมดังกลาวจะทำนิติกรรม
โดยการถูกกลฉอฉล (ถูกหลอกลวง) หรือสำคัญผิดเอง (เขาใจผิด) ฉะนั้น อาจจะสับสน
วาจะเปนเรื่องการทำนิติกรรมโดยกลฉอฉลที่มีผลเปนโมฆียะหรือไมนั้น
กรณีเชนนี้ นาจะตองถือวาเปนกรณีความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเปนสาระสำคัญ
แหงนิติกรรม นิติกรรมจึงตกเปนโมฆะโดยไมตองพิจารณาวาการแสดงเจตนาจะเปน
โมฆียะอีกหรือไม ?
ศาลฎีกาก็ปรับวาเปนเรื่องความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเปนสาระสำคัญของนิติกรรม
ทำใหนิติกรรมนั้นตกเปนโมฆะ (ฎ.2808/54,8755/51)
18
6. ความสำคัญผดิ ในคุณสมบัติของบคุ คลหรอื ทรพั ยส ิน (ม.157)
การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพยสิน “เปนโมฆียะ”
ความสำคัญผิดตามวรรคหนึ่ง ตองเปนความสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพยซึ่งตาม
ปกติถือวาเปนสาระสำคัญ ซึ่งหากมิไดมีความสำคัญผิดดังกลาวการอันเปนโมฆียะนั้นคงจะมิได
กระทำขึ้น”
ความสำคัญผิด หมายถึง การเขาใจหรือเชื่อโดยไมตรงตอความเปนจริง แบงไดดังนี้
1.ความสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคล
คุณสมบัติของบุคคลตองอาศัยความไววางใจหรือความชำนาญพิเศษของบุคคลนั้น
เชน สัญญาจางแรงงาน,ตัวแทน ตองการผูมีคุณสมบัติเปนชางที่มีฝมือดี
หากตกลงทำสัญญาโดยเขาใจวาเปนชางที่มีฝมือดี แตจริง ๆ แลวบุคคลนั้น
ไมมีความสามารถและความชำนาญตามที่ตองการ เชนนี้ เปนความสำคัญผิด
ในคุณสมบัติของบุคคล สัญญาจางนั้นตกเปนโมฆียะ
คุณสมบัติของคูกรณีในนิติกรรมบางประเภท
เชน คุณสมบัติของผูเชาในสัญญาเชา ที่ผูเชามุงหมายตอทรัพยที่เชา และ
ผูใหเชายอมตองการผูเชาที่ดีและชำระคาเชาตามกำหนด ฉะนั้น ผูเชาโอน
สิทธิการเชาใหบุคคลอื่นโดยไมไดรับความยินยอมจากผูใหเชาไมได หรือ
ผูเชาตายสัญญาเชาก็ระงับไป
ความมุงหมายของคูกรณีที่เขาทำนิติกรรม โดยพิจารณาวาผูแสดงเจตนามี
เจตนามุงหมายใหเปนสาระสำคัญในการทำนิติกรรม
เชน การจางแมครัว สาระสำคัญในคุณสมบัติของแมครัวคือฝมือในการ
ทำอาหาร ความคลองแคลววองไวและกิริยามารยาทอาจมิใชสาระสำคัญ
ของสัญญาจางแมครัว เปนตน
19
2. ความสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพยสิน
คุณสมบัติของทรัพยจะถือเปนสาระสำคัญในการทำนิติกรรมหรือไม ขึ้นอยูกับ
เจตนาของคูกรณีฝายผูแสดงเจตนาทำนิติกรรมเปนหลัก
ตัวอยางเชน นายหนึ่ง ตองการซื้อรถยนตของนายสอง โดยเขาใจวารถยนตของ
นายสองสามารถใชบรรทุกเพื่อวิ่งขนสงระยะไกลได (คุณสมบัติของทรัพย) จึงได
แสดงเจตนาซื้อรถยนตคันดังกลาวจากนายสอง ในราคา 300,000 บาท ปรากฏ
ความจริงวารถยนตดังกลาวไมสามารถบรรทุกเพื่อขนสงระยะไกลได แตสามารถ
ขับไดเพียงระยะทางใกลๆ เทานั้น และมีสภาพไมดี เชนนี้ จะเห็นไดวานายหนึ่ง
ไดสำคัญผิดในคุณสมบัติของรถยนตซึ่งเปนคุณสมบัติปกติอันเปนสาระสำคัญ ยอม
ทำใหสัญญาซื้อขายรถยนตนั้นตกเปนโมฆียะ
เปรียบเทียบ
สำคัญผิดในสาระสำคัญแหงนิติกรรม ความสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพยสิน
สำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเปนคูกรณีแหง ความสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคล
นิติกรรม • ตอ งเปน ความสำคญั ผดิ ในคณุ สมบตั ขิ องบคุ คล
• ตั้งใจที่จะทำนิติกรรมกับบุคคลหนึ่ง (ตองการทำสัญญากับบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่
แตกลับไปแสดงเจตนาทำนิติกรรมอีก วางไว โดยบุคคลนั้นจะเปนใครก็ไดที่มีคุณสมบัติ
บุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด ดังกลาว เชน
เชน แดงตองการยกที่ดินใหดำ แต • สญั ญาจา งแรงงาน ตองการทำสญั ญากับชา ง
เวลาแสดงเจตนาเขาใจวาขาวคือ ดำ ที่ฝมือดี,หรือตองการจางแมครัวที่มีฝมือในการ
ทำอาหารที่ดี
• สัญญาเชา ตองการทำสัญญาเชากับผูเชาที่ดี
ชำระราคาตามกำหนด
สำคัญผิดในทรัพยสินอันเปนวัตถุ ความสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพยสิน
แหงนิติกรรม • คุณสมบัติของทรัพยจะถือเปนสาระสำคัญ
• ความสำคัญผิดในตัวทรัพยสิน เชน ตองการซื้อรถยนตสามารถใชบรรทุก
เพื่อวิ่งขนสงระยะไกลได ปรากฏความจริงวา
ที่จะตองสงมอบ รถยนตดังกลาวไมสามารถบรรทุกเพื่อขนสง
เชน แดงตองการซื้อมาจากดำ ดำ ระยะไกลได ถือวาเปนการสำคัญผิดใน
สงมอบลาใหเพราะดำสำคัญผิดคิดวา คุณสมบัติของรถยนตซึ่งเปนคุณสมบัติปกติ
แดงทำสัญญาซื้อลา จึงเปนการแสดง อันเปนสาระสำคัญ
โดยความสำคัญผิดในตัวทรัพยสิน
ที่สงมอบ
20
ขอสังเกต : ความสำคัญผิดเกิดจากการประมาทเลินเลออยางรายแรง (ม.158)
ถาความสำคัญผิดตามม.156 หรือ ม.157 เกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเลออยางรายแรงของ
ผูแสดงเจตนา บุคคลนั้นจะถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาใชเปนประโยชนแกตนไมได (ม.158) กลาวคือ
ผูที่สำคัญผิดจะกลาวอางวาเปนโมฆะหรือบอกลางโมฆียกรรมนั้นไมไดนั่นเอง กฎหมายถือวานิติกรรม
ที่ทำลงนั้นยอมมีผลสมบูรณ เชน ประกาศขายทอดตลาดที่ดิน มีการระบุรายละเอียดที่ดินโดยชัดแจง
มีโอกาสตรวจสอบได เมื่อผูซื้อไมตรวจสอบจะอางสำคัญผิดไมได (ฎ.3360-3410/43)
7. นติ ิกรรมทีเ่ กิดขึ้นโดยกลฉอ ฉล ตกเปน โมฆยี ะ (ม.159,160)
กลฉอฉลที่จะทำใหนิติกรรมตกเปนโมฆียะไดนั้น จะตองถึงขนาด ซึ่งถามิไดมีกลฉอฉล
เชนนั้นการอันนั้นจะมิไดทำขึ้นเลย หมายถึง หากไมมีกลฉอฉลนั้น อีกฝายหนึ่งจะไมเขา
ทำนิติกรรมดวย
เชน
• หลอกวาไดโอนเงินคาที่ดินแลว โจทกหลงเชื่อจึงจดทะเบียนโอนขายที่ดิน หากโจทก
ทราบวายังไมโอน การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก็คงจะมิไดกระทำขึ้น (ฎ.7394/50)
• จำเลยชี้ที่ดินแปลงอื่นวาเปนที่ดินที่จะขายเพื่อปกปดเรื่องที่ดินที่จะขายมีเสาไฟฟา
แรงสูงพาดผานอยู เปนเหตุใหโจทกหลงเชื่อกลฉอฉลจึงถึงขนาดที่วาหากจำเลย
มิไดกระทำกลฉอฉลโจทกจะไมเขาทำนิติกรรมกับจำเลย (ฎ.2044/2540)
• โจทกไมเคยไปดูที่ดินที่จะซื้อขายกัน แตจำเลยยืนยันวาที่ดินตรงตาม ส.ค.1 (ซึ่งไม
เปนความจริง) จึงเปนโมฆียะ (ฎ.5975/2540)
• ตกลงขายที่ดินมือเปลา โดยหลอกลวงวาเปนที่ดินที่สามารถออกหนังสือสำคัญ
สำหรับที่ดินไดทั้งหมดแตความจริงออกไดเพียงบางสวน แมผูซื้อเปนผูดำเนินการ
ออกหนังสือสำคัญเองก็ตาม เปนการทำนิติกรรมโดยถูกกลฉอฉล (ฎ.7211/2549)
21
คสู ัญญา คูสญั ญา บุคคลภายนอก
กลฉอฉลทเ่ี กดิ จากบคุ คลภายนอก (บุคคลภายนอกหลอกใหทำนิติกรรม) ม.159 ว.3
กรณีที่กลฉอฉลเกิดจากบุคคลภายนอกเปนผูกระทำ การแสดงเจตนานั้นจะเปนโมฆียะ
ตอเมื่อคูกรณีอีกฝายหนึ่งไดรูหรือควรจะไดรูถึงกลฉอฉลนั้น หมายถึง กรณีที่เปนนิติกรรม
สองฝาย ถาบุคคลภายนอกทำกลฉอฉลใหแสดงเจตนาทำนิติกรรมฝายเดียว ตกเปนโมฆียะ
เชน
• บุคคลภายนอกหลอกเจาหนี้วาลูกหนี้มอบอำนาจใหตนจดทะเบียนจำนองที่ดินเปนประกัน
หนี้ของสามีเจาหนี้ซึ่งมีตอธนาคาร ส. เจาหนี้หลงเชื่อจึงปลดจำนองให การปลดจำนองจึงเปน
ฉอฉลของบุคคลภายนอก เมื่อการปลดจำนองเปนนิติกรรมฝายเดียว แมลูกหนี้ไมรูหรือควร
จะไดรูถึงกลฉอฉลนั้นก็ยอมเปนโมฆียะ (ฎ.5308/2538)
บทบัญญัติคุมครองบุคคลภายนอก (ม.160) (ตองสุจริต)
การบอกลางโมฆียะกรรมเพราะถูกกลฉอฉลตาม มาตรา 159 หามมิใหยกเปนขอตอสูบุคคลภายนอก
ผูกระทำการโดยสุจริต
บุคคลภายนอกตองสุจริตโดยไมตองคำนึงวาจะเสียคาตอบแทนดวยหรือไม หากบุคคลภายนอกไมสุจริต
แมจะเสียคาตอบแทน ก็ไมไดรับความคุมครอง (ฎ.7772/2546)
กลฉอฉลเพื่อเหตุ (ม.161) (หลอกเพื่อใหรับขอกำหนดที่หนักขึ้น)
ถากลฉอฉลเปนแตเพียงเหตุจูงใจใหคูกรณีฝายหนึ่งยอมรับขอกำหนดอันหนัก
ยิ่งกวาที่คูกรณีฝายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คูกรณีฝายนั้นจะบอกลางการนั้นหาไดไม
แตชอบที่จะเรียกเอาคาสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉอฉลนั้นได
เชน • ผูซื้อตองการซื้อสินคานั้นอยูแลว แตผูขายหลอกใหซื้อแพงกวาที่เปนจริงเทานั้น
(ฎ.1559/2524,696/2531,6103/2548)
22
กลฉอ ฉลโดยการนิง่ (ม.162) (ตอ งมหี นา ท่ีบอกความจริง + นง่ิ ไมบอกใหร ูแจง)
ในนิติกรรมสองฝาย การที่คูกรณีฝายหนึ่งจงใจนิ่งเสียไมแจงขอความจริงหรือคุณสมบัติ
อันคูกรณีอีกฝายหนึ่งมิไดรู การนั้นจะเปนกลฉอฉล หากพิสูจนไดวาถามิไดนิ่งเสียเชนนั้น นิติกรรม
นั้นก็คงจะมิไดกระทำขึ้น
การนิ่งเสียไมไขขอความจริงอันจะถือวาเปนกลฉอฉลนั้น จะตองเปนกรณีที่ผูนั้นมีหนาที่
ควรจะบอกความจริงดังกลาว แตนิ่งเสียไมไขขอความจริงที่ควรบอกใหรูแจง (ฎ.1131/2532)
การทำกลฉอ ฉลดวยกันทั้งสองฝา ย (ม.163)
ถาคูกรณีตางไดกระทำการโดยกลฉอฉลดวยกันทั้งสองฝาย ฝายหนึ่งฝายใดจะกลาวอาง
กลฉอฉลของอีกฝายหนึ่ง เพื่อบอกลางการนั้นหรือเรียกคาสินไหมทดแทนมิได
23
8. นติ กิ รรมท่เี กิดขนึ้ โดยการถูกขม ขู ตกเปน โมฆยี ะ (ม.164)
เงื่อนไขการเปนนิติกรรมที่เปนโมฆียะเพราะเกิดขึ้นโดยการถูกขมขู
ตองเปนการขมขูที่จะใหเกิดภัยอันใกลจะถึง และ
รายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจใหผูถูกขมขูมีมูลตองกลัว จึง
ยอมทำนิติกรรม (ม.164 ว.2)
การแสดงเจตนาเพราะถูกขมขูเปนโมฆียะ (ม.164 ว.1)
การขูวาจะใชสิทธิตามปกตินิยม ไมถือวาเปนการขมขู ดังนั้น นิติกรรมไม
ตกเปนโมฆียะ (ม.165 ว.1)
ขูวาถาไมชำระหนี้ จะไมสงสินคาที่จำเลยอีก เปนการใชสิทธิตามสัญญา
ปกติไมเปนการขมขู (ฎ.1056/21)
ขูใหออกเช็คฉบับใหม มิฉะนั้น จะดำเนินคดีอาญากับจำเลยที่ออกเช็คฉบับ
เดิมและธนาคารปฏิเสธการจายเงิน ก็เปนการใชสิทธิตามปกตินิยม
(ฎ.672/19)
การเอาเรื่องเช็คมาขูเพื่อบีบบังคับใหผูถูกขูแสดงเจตนาทำนิติกรรม ที่
ไมเกี่ยวของกับเช็ค ไมเปนการใชสิทธิตามปกตินิยม นิติกรรมเปนโมฆียะ
(ฎ.707-708/05)
ตำรวจขูใหออกเช็คชำระหนี้แกเจาหนี้ มิฉะนั้นจะจับกุม ไมถือเปนการ
ใชสิทธิตามปกติ (ฎ.1479/23)
การใดที่กระทำไปเพราะนับถือยำเกรง ไมถือวาการนั้นไดกระทำเพราะถูกขมขู
(ม.165 ว.2)
การขมขูที่กระทำโดยบุคคลภายนอก ทำใหการแสดงเจตนาเปนโมฆียะ (ม.166)
24
ผลของการแสดงเจตนาหรือทำนิติกรรมขัดตอบทบัญญัติของกฎหมาย
โมฆะกรรม
นิติกรรมเสียเปลามาแตตน ถือเสมือนมิไดเกิดนิติกรรมขึ้นเลย
ผล (1) ไมอาจใหสัตยาบันกันได
(2) ผูมีสวนไดเสียจะยกเอาความเสียเปลาแหงโมฆะขึ้นกลาวอางได
(3) คืนทรัพยในฐานลาภมิควรได (ม.172 ว.2)
เวนแต เปนกรณีชำระหนี้ตามอำเภอใจ ตามม.407
กรณีโมฆะบางสวน (ม.173)
• กรณีคูกรณีเจตนาจะใหสวนที่ไมเปนโมฆะนั้นแยกออกจากสวนที่เปนโมฆะได
เชน ตนเงินกับดอกเบี้ยแยกออกจากกันได แตแมขอตกลงในสวนดอกเบี้ย
จะตกเปนโมฆะ แตเจาหนี้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในฐานผิดนัดได ตามม.224
แตถาคูสัญญาตกลงจะไมแบงแยกตนเงินกับดอกเบี้ยแยกออกจากกัน สัญญาอาจ
เปนโมฆะทั้งฉบับ
นิติกรรมที่เปนโมฆะแตสมบูรณเปนนิติกรรมอื่น (ม.174)
การใดเปนโมฆะแตเขาลักษณะเปนนิติกรรมอยางอื่นซึ่งไมเปนโมฆะ
ใหถือตามนิติกรรมซึ่งไมเปนโมฆะ
ถาสันนิษฐานไดโดยพฤติกรรมแหงกรณีวา หากคูกรณีไดรูวาการนั้น
เปนโมฆะแลวก็คงจะไดตั้งใจมาแตแรกที่จะทำนิติกรรมอยางอื่นซึ่งไมเปนโมฆะ
เชน สัญญาซื้อขายที่ดินที่มีเพียง สค.1 ไมทำตามแบบตกเปนโมฆะ
แตผูขายไดสงมอบที่ดินใหผูซื้อในวันทำสัญญา ถือวาสมบูรณเปนสัญญาโอน
การครอบครองโดยมีคาตอบแทน ผูซื้อฟองบังคับใหผูขายสงมอบการครอบครอง
ได แตจะฟองใหจดทะเบียนโอนไมได (ฎ.378/25)
25
โมฆยี กรรม
การบอกลา งและการใหส ัตยาบนั
ผูมีสิทธิบอกลางโมฆียกรรม
Lo
1. กรณีผูเยาว 2. กรณีคนไรความสามารถ
ผอู นบุ าล
ก. ผูแทนโดยชอบธรรม ก. ผูอนุบาล
ข. ผูเยาวที่บรรลุนิติภาวะแลว
ค. ผูเยาวที่ยังไมบรรลุนิติภาวะ ข. คนไรความสามารถที่พนจาก
แตตองไดรับความยินยอมจาก เปนคนไรความสามารถแลว
ผูแทนโดยชอบธรรมกอน
3. กรณีคนเสมือนไรความสามารถ 4. กรณีนิติกรรมที่เกิดจากสำคัญผิด
หรือ ถูกกลฉอฉล หรือ ถูกขมขู
ก. ผูพิทักษ ผอู นบุ าล
ก. ผูแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด
ข. คนเสมือนไรความสามารถที่พนจาก ข. ผูแสดงเจตนาโดยถูกกลฉอฉล
ค. ผูแสดงเจตนาที่ถูกขมขู
เปนคนเสมือนไรความสามารถแลว
ค. คนเสมือนไรความสามารถที่ไดรับ
ความยินยอมจากผูพิทักษกอน
หายจากวิกลจริต
5. กรณีผูทำนิติกรรมเปนบุคคลวิกลจริต 6.กรณีบุคคลผูทำนิติกรรมอันเปนโมฆียกรรม
ตามม.30 ถึงแกความตาย กอนมีการบอกลางโมฆียกรรม
ก. ผูวิกลจริตที่จริตของผูนั้นไมวิกลแลว ก. ทายาทของบุคคลดังกลาวอาจบอกลาง
โมฆียกรรมได (ม.175 ว.2)
(ม.175 ว.1)
26
ผลการบอกลางโมฆยี กรรม (ม.176)
1. เปนโมฆะตั้งแตเริ่มแรก
2. คูกรณีกลับคืนสูฐานะเดิม
* ตองเปนการตั้งสภาพแหงขอหาในการฟองคดีขอใหกลับคืนสูฐานะเดิม
หากเรียกใหปฏิบัติตามสัญญาจะขอใหกลับคืนสูฐานะเดิมไมได (ฎ.8518/38)
3. ถาเปนการพนวิสัย ก็ใหไดรับคาเสียหายชดใชแทน (ม.176 ว.1)
4. สิทธิของผูที่ไดทรัพยสินโดยมีคาตอบแทนและโดยสุจริต ไมเสียไป
(บุคคลภายนอก) (ม.1329)
การใหส ตั ยาบนั (ม.177)
คือ การใหการรับรองนิติกรรมที่เปนโมฆียะ ใหมีผลตามกฎหมาย ทำให
หมดสิทธิที่จะบอกลางโมฆียกรรมนั้นไดอีก
ผลของการใหสัตยาบัน
1. สมบูรณมาแตเริ่มแรก
2. ไมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอก
3. ผูมีสิทธิใหสัตยาบัน เปนคนเดียวกันกับผูมีสิทธิบอกลาง
โมฆียกรรม
วิธีการบอกลางโมฆียกรรมและการใหสัตยาบัน (ม.178,179)
กระทำไดโดยการแสดงเจตนาแกคูกรณีอีกฝายหนึ่งซึ่งเปนบุคคลที่มีตัวกำหนด
แนนอน (ม.178)
* รองตออำเภอ ไมถือวาเปนการบอกลาง (ฎ.819/2500)
* รองทุกขใหดำเนินคดี ไมถือวาเปนการบอกลาง ฯ (ฎ.1286/53)
* ฟองคดีโดยปฏิเสธการปฏิบัติตามสัญญา ถือเปนการบอกลางฯ (ฎ.1918/41)
* การขอเงินคาที่ดินคืนจากผูขาย เปนการบอกลางฯ (ฎ.12473/55)
27
* การฟองคดีอาจจะเปนการบอกลางหรือใหสัตยาบันได เชน
ก. ฟองใหเพิกถอนสัญญาที่เปนโมฆียกรรม >> บอกลางฯ
ข. ฟองใหปฏิบัติตามสัญญา >> ใหสัตยาบัน (ฎ.1202/41)
* การฟองคดีอาญา ไมถือวาเปนการบอกลางฯ (ฎ.658/25)
* จำเลยยื่นคำใหการปฏิเสธความรับผิดตามนิติกรรมที่โจทกฟอง
โดยอางเหตุที่ทำใหนิติกรรมนั้นเปนโมฆียะ ถือเปนการบอกลาง
โมฆียะกรรมแลว (ฎ.3237/27)
* การบอกเลิกสัญญา ถือเปนการบอกลาง ฯ (ฎ.3285/53)
* การขอใหถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินแลวนำที่ดินมาแบงกัน เปนการ
บอกลางฯ (ฎ.1005/2511)
* ผูจะซื้อทวงเงินคาที่ดินจากผูจะขาย เปนการบอกลางฯ (ฎ.195/38)
การบอกลางหรือใหสัตยาบัน กฎหมายไมไดกำหนดแบบไว จะกระทำดวยวาจาหรือ
เปนหนังสือก็ได (ฎ.5137/33)
การใหสัตยาบันแกโมฆียกรรมนั้น จะสมบูรณตอเมื่อไดกระทำภายหลังเวลาที่มูลเหตุ
ใหเปนโมฆียกรรมนั้นหมดสิ้นไปแลว (ม.179 ว.1)
การใหสัตยาบันของผูไรความสามารถ (ม.179 ว.2)
* คนไรความสามารถ คนเสมือนไรความสามารถ คนวิกลจริต >> จะให
สัตยาบันไดภายหลังที่บุคคลนั้นพนจากเหตุดังกลาวแลว (ไมนำไปใชในกรณี
ผูแทนโดยชอบธรรม ผูอนุบาล หรือ ผูพิทักษใหสัตยาบัน)
ทายาทของผูทำนิติกรรมอันเปนโมฆียกรรม จะใหสัตยาบันไดนับแตผูทำนิติกรรมนั้น
ถึงแกความตาย เวนแต สิทธิในการบอกลางนั้นสิ้นสุดลง (ม.179 ว.3)
28
พฤติการณที่ถือวาเปนการใหสัตยาบัน (ม.180)
(1) ไดปฏิบัติการชำระหนี้แลวทั้งหมดหรือบางสวน
(2) ไดมีการเรียกใหชำระหนี้นั้นแลว
(3) ไดมีการแปลงหนี้ใหม
(4) ไดมีการใหประกันเพื่อหนี้นั้น
(5) ไดมีการโอนสิทธิหรือความรับผิดทั้งหมดหรือบางสวน
(6) ไดมีการกระทำอยางอื่นอันแสดงไดวาเปนการใหสัตยาบัน
กำหนดเวลาบอกลางโมฆียกรรม (ม.181)
1. ตองบอกลางภายใน 1 ป นับแตเวลาที่อาจใหสัตยาบันได
2. แตตองไมเกิน 10 ป นับแตไดทำนิติกรรม
เง่ือนไขและเง่ือนเวลา (ม.182-193)
คือ ขอกำหนดที่อาศัยเหตุการณในอนาคตซึ่งไมแนนอนวาจะเกิดขึ้นหรือไม ซึ่ง
ผูทำนิติกรรมนำมาเปนขอกำหนดใหนิติกรรมเปนผล
ขอสัญญาใดเปนขอกำหนดหนาที่ใหปฏิบัติ มิใชเงื่อนไขบังคับกอน
เชน ขอสัญญาวาจำเลยจะทำการหักโอนกรรมสิทธิ์ใหแกโจทก เมื่อออกโฉนด
แลวภายใน 180 วัน ถือเปนเพียงขอตกลงที่กำหนดหนาที่ของจำเลยตองดำเนินการ
ขอออกโฉนดที่จะขายใหสำเร็จกอนที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แกโจทกเทานั้น (ฎ.141/38)
เปรียบเทียบ (ฎ.560/10) จำเลยซึ่งเปนผูแทนโดยชอบธรรมของผูเยาวขายที่ดินแทน
ผูเยาว ขอตกลงวาผูขายจะตองดำเนินการยื่นตอศาลเพื่อใหศาลอนุญาตใหขายที่ดิน
มิใชขอสัญญาที่กำหนดหนาที่ของผูขายใหปฏิบัติ แตถือวาเปนเงื่อนไขที่จะทำให
สัญญาซื้อขายที่ดินเกิดขึ้นหรือไม คือ ถาศาลไมอนุญาตใหขายที่ดิน สัญญาซื้อขาย
ก็ไมเปนผล ถาศาลอนุญาต สัญญาซื้อขายก็มีผล
29
ตัวอยางเงื่อนไขบังคับกอน
ทั้งสองฝายตกลงที่จะไปจดทะเบียนหยาในวันที่ระบุ หลังจากที่ฝายชายและฝายหญิง
ทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลที่โจทกฟองหยาจำเลยไวกอนแลว ถือวาขอตกลงนี้
มีเงื่อนไขบังคับกอน (ฎ.865/40)
ตัวอยางเงื่อนไขบังคับหลัง
ถาไฟฟานครหลวงไมอนุมัติใหใชทอรอยสายไฟฟาที่เปนสินคาของโจทก ใหถือวา
ใบสั่งซื้อสินคาเปนอันยกเลิก >> ถือเปนนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับหลัง (ฎ.8691/53)
นิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับกอน และเปนเงื่อนไขอันจะสำเร็จหรือไมแลวแตใจของ
ฝายลูกหนี้ นิติกรรมนั้นตกเปนโมฆะ (ม.190)
นิติกรรมที่มีเงื่อนไขแลวแตใจเจาหนี้ ไมตกเปนโมฆะ (ฎ.6902/43)
การสละประโยชนแหงเงื่อนเวลา (ม.192 ว.2)
เงื่อนเวลาเปนประโยชนแกฝายใด ฝายนั้นจะสละประโยชนนั้นเสียก็ได หากกระทบ
กระเทือนถึงประโยชนที่คูกรณีอีกฝายหนึ่งจะถึงไดรับจากเงื่อนเวลานั้น
เชน จำเลยที่ 1 ใหการปฏิเสธหนี้ของโจทกอยางเดียว โดยมิไดยกเงื่อนเวลาขึ้น
เปนขอตอสู เปนการสละประโยชนแหงเงื่อนเวลานั้นโดยปริยาย (ฎ.2201/35) หรือ เชน
ลูกหนี้ปฏิเสธความรับผิด อางวาชำระหนี้เงินกูตามสัญญาแลว ยอมแสดงวาลูกหนี้ไมถือ
เอาประโยชนแหงเงื่อนเวลาในสัญญากูนั้น (ฎ.1098/07)
30
สัญญา
31
การกอใหเกิดสัญญา
• คำเสนอคำสนองถูกตองตรงกันทกุ ประการ
• นติ กิ รรมท่เี กิดจากการแสดงเจตนาของบคุ คลต้งั แตส องฝา ยขึน้ ไป
• ฝา ยใดฝายหน่ึงเปน ผูทำคำเสนอ อกี ฝายหน่ึงเปนผูแสดงเปน คำสนอง
การสมบูรณข องสัญญา
• คำเสนอสนองถกู ตองตรงกนั กอ ใหเ กิดสญั ญา
• จะสมบรู ณ หรือ ฟอ งรอ งบงั คับคดไี ด ตอเมอื่ ไดทำตามหลักเกณฑข องบทบัญญตั ิใน
เรือ่ งนน้ั ๆ
ขอ สงั เกต : ถาไดม ีการจดั ทำขอ ความขนึ้ เปน ขอมลู อเิ ลก็ ทรอนกิ สท ส่ี ามารถเขาถงึ นำกลับมาใช
ไดโ ดยความหมายไมเ ปลีย่ นแปลง ใหถือวา ขอความนน้ั ไดท ำเปน หนังสือ มหี ลักฐานเปน หนงั สอื
หรือมีเอกสารมาแสดงแลว ตามม.13 พ.ร.บ.วาดวยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ.2544
การติดตอสื่อสารทางโทรพิมพ ถือเปนขอมูลทางอิเล็กทรอนิกสอยางหนึ่ง ที่สามารถมีผลทาง
กฎหมายไดแ ลว
• คำเสนอตองมีขอความแนนอนชัดเจนในขอสาระสำคัญในเรื่องนั้น ๆ เพียงพอใหเกิด
สัญญาได หากไมมีขอความชัดเจนแนนอน อาจเปนเพียงคำปรารภหรือคำเชิญชวน
ใหทำคำเสนอเทานั้น ไมใชคำเสนอ มีผลทำใหเจตนาที่ผูรับแสดงมาก็ไมใชคำสนอง
ไมกอ ใหเ กดิ สัญญา เชน
- มีความประสงคซื้อแร 60 ตัน จะซื้อวันนี้ 10 ตัน เปนคำเสนอ 10 ตัน อีก 50 ตัน
เปนเพียงคำปรารภไมใชคำเสนอ (ฎ.411/2490)
- บอกขายทรัพย อีกฝายเต็มใจซื้อแตยังไมมีเงิน ไมถือวาเปนคำสนอง
- ขอรับซื้อไมสัก 1,350 ทอน ราคาแลวแตจะเห็นสมควร ถือวา ราคายังไมแนนอน ยัง
ไมเปนคำเสนอ (ฎ.927/98)
- มีหนังสือแจงใหผูถือหุนบริษัทเดียวกันทราบวาประสงคจะขายหุน โดยมิไดกำหนดราคา
คาหุน หากแตใหมาติดตอกอน จึงเปนเพียงคำเชื้อเชิญ มิใชคำเสนอ (ฎ.3245/25)
32
- ถาโจทกจะซื้อ จำเลยก็จะขายในราคา 40,000 บาท ไมใชคำเสนอ เพราะเปนความคิด
หรือคำปรารภของจำเลยเทานั้น
• ถาโจทกตกลงซื้อในราคา 40,000 บาท ถือเปนคำเสนอ
• เมื่อจำเลยไมยอมขาย คำเสนอจึงสิ้นความผูกพัน ม.357
- การแปลงหนี้ใหม มิไดบัญญัติวาตองทำเปนสัญญาแปลงหนี้ใหมระหวางเจาหนี้กับลูกหนี้
คนใหม การแสดงเจตนาโดยมีคำเสนอคำสนองตรงกัน ถือเปนการแสดงเจตนาทำสัญญา
แปลงหนี้ใหมตอกันไดแลว (ฎ.2339/51)
- การประกาศประกวดราคา ไมเปนคำเสนอ แตถือเปนคำเชื้อเชิญใหทำคำเสนอเทานั้น
(ฎ.3249/37)
• คำสนองท่ีมีขอ ความเพิม่ เติม มขี อจำกัดหรอื มขี อ แกไ ข ถอื วาเปน คำบอกปดไมร บั
คำเสนอท้งั หมดหรือบางสว น ทั้งเปนคำเสนอขึน้ ใหมดวยในตวั (ม.359 ว.2)
เชน ก.เสนอจะซื้อที่ดินของ ข. ข.ตกลงจะขายหาก ก. พรอมจะรับโอนกรรมสิทธิ์
ภายในวันที่ ….. (ถือเปนคำสนองที่มีขอความเพิ่มเติม อันเปนการบอกปดไมรับคำเสนอ
บางสวน ทั้งเปนคำเสนอขึ้นมาใหมในตัว หากผูจะซื้อไมไดสนองรับการโอนกรรมสิทธิ์ตาม
กำหนดดังกลาว คำเสนอสิ้นความผูกพัน) (ฎ.13215/56) หรือ
โจทกเสนอขายเครื่องปรับอากาศ จำเลยมีหนังสือตอบกลับใหโจทกยื่นแบบเครื่อง
ปรับอากาศใหจำเลยพิจารณากอน เปนคำสนองมีขอจำกัด (ฎ.2632/2515)
อยางไรก็ตาม คำสนองที่มีสาระสำคัญตรงกับคำเสนอ แมมีรายละเอียดที่ไมมี
ผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญเพิ่มเติม ไมถือวาเปนคำสนองที่มีขอความเพิ่มเติม สัญญา
ยอมเกิดขึ้นทันทีตามม.361 ว.1 (ฎ.15238/53)
33
การเกดิ สัญญา
ทำคำเสนอ สัญญาเกิด ทำคำสนอง
• เมื่อคำเสนอคำสนอง
ถูกตองตรงกัน
อยางไรถึงจะเปนคำเสนอคำสนองถูกตองตรงกัน ตองพิจารณาอยางแรกก็คือ
“คำเสนอมีผลผูกพัน บังคับไดหรือไม” หากมีผลผูกพัน การสนองรับคำเสนอนั้น
ก็เกิดเปนสัญญา คำเสนอที่มีผลผูกพันไดตองพิจารณาหัวขอดังตอไปนี้
คำเสนอมีผลผูกพันเพียงใด
1.คำเสนอมีกำหนดเวลา แบงออกเปน
คำเสนอตอบุคคลเฉพาะหนา
ผูเสนอ สัญญาเกิด ผูสนอง
• จะถอนคำเสนอกอน • สนองรับภายในกำหนดเวลา
กำหนดเวลามิได (ม.354) สัญญาเกิด
• ไมสนองรับภายในกำหนด
คำเสนอสิ้นผลผูกพัน (ม.354)
คำเสนอตอบุคคลที่อยูหางไกลโดยระยะทาง
สัญญาเกิด เมื่อคำสนองไปถึงผูเสนอ ผูสนอง
(ม.361 ว.1)
ผูเสนอ • สนองรับภายในกำหนดเวลา
สัญญาเกิด
• จะถอนคำเสนอกอน
กำหนดเวลามิได (ม.354) • ไมสนองรับภายในกำหนด
คำเสนอสิ้นผลผูกพัน (ม.354)
34
2.คำเสนอไมมีกำหนดเวลา แบงออกเปน
คำเสนอตอบุคคลเฉพาะหนา
ผูเสนอ สัญญาเกิด ผูสนอง
• เสนอ ณ ที่ใด เวลาใด • สนองรับ ณ ที่นั้น เวลานั้น
(ม.356) >> เกิดสัญญา
• ไมสนองรับทันที คำเสนอสิ้นผล
ผูกพัน (ม.356)
คำเสนอตอบุคคลที่อยูหางไกลโดยระยะทาง
สัญญาเกิด เมื่อคำสนองไปถึงผูเสนอ
(ม.361 ว.1)
ผูเสนอ ผูสนอง
• สนองรับภายในเวลาอันควร
• จะถอนคำเสนอภายในเวลา • ถาไมสนองรับในเวลาอันควร
อันควรคาดหมายวาจะไดรับ คาดหมายไดวาจะไดรับคำสนอง
คำสนองนั้นไมได (ม.355) คำเสนอก็สิ้นความผูกพัน (ม.357
ประกอบ ม.355)
คำสนองมาถึงลวงเวลา
ตองบอกกลาวโดยพลันวาคำสนองนั้นมาถึงเนิ่นชา
คำสนองมาถึงลวงเวลา
ผูเสนอ ผูสนอง
ถาคำบอกกลาวสนองมาถึงลวงเวลา แตเปนที่เห็นประจักษวาคำบอกกลาวนั้นไดสงโดยทางการ
ซึ่งตามปกติควรจะมาถึงภายในกำหนดไซร (เชน ผูสนองไดตอบตกลงซื้อทรัพยโดยสงคำสนองเปนจดหมาย
ทางไปรษณีย แตเปนความผิดพลาดในการจัดสง ทำใหจดหมายไปถึงผูเสนอภายหลังกำหนดของผูเสนอแตจาก
ตราไปรษณียที่ประทับบนซองจดหมายนั้น เปนที่ประจักษวาจดหมายไดสงไปโดยทางการซึ่งตามปกติควรถึง
ภายในกำหนดที่บงไวในคำเสนอ
ผูเสนอตองบอกกลาวแกคูกรณีอีกฝายหนึ่งโดยพลันวาคำสนองนั้นมาถึงเนิ่นชา เวนแตจะไดบอกกลาว
เชนนั้นกอนแลว
ถาผูเสนอละเลยไมบอกกลาว ใหถือวาคำบอกกลาวสนองนั้นมิไดลวงเวลา (มาตรา 358)
ถาคำสนองมาถึงลวงเวลา ทานใหถือวาคำสนองนั้นกลายเปนคำเสนอขึ้นใหม (มาตรา 359)
35
คำเสนอสิ้นความผูกพัน
ไมเกิดสัญญา
ผูเสนอ ผูสนอง
1. ผูสนองบอกปดไมรับคำเสนอ (ม.357) การบอกปดคำเสนอเปนการบอกปดโดยไมมีเงื่อนไข
และ ตองเปนการบอกปดไปยังผูทำคำเสนอ จะบอกปดไปยังผูอื่นไมได
2. ผูสนองไมสนองภายในเวลากำหนด (ม.357 ประกอบ ม.354) ไมวาจะเปนคำเสนอตอ
บุคคลผูอยูเฉพาะหนาหรือผูอยูหางโดยระยะทางก็ตาม
3. ผูรับการแสดงเจตนารูวาผูเสนอตายหรือตกเปนผูไรความสามารถกอนสนองรับการแสดง
เจตนา (ม.360) โดยกอนสนองรับคูกรณีฝายหนึ่งรูอยูแลววาผูเสนอตายหรือตกเปนคนไรความ
สามารถ (ไมนำมาตรา 169 ว.2 มาใชบังคับ) หรือ คำสนองรับขัดกับเจตนาที่ผูเสนอไดแสดงไว
กรณีสัญญาเกิดขึ้นเมื่อมีการอันใดอันหนึ่งโดยไมจำตองทำคำเสนอ (ม.361 ว.2)
1. ตามเจตนาของผูเสนอ
สัญญาเกิด
โดยไมตองทำคำบอกกลาวสนองอีก
ผูสนอง
ผูเสนอ
• เสนอไปโดยระบุการอันใดอันหนึ่ง • สนองรับตามเจตนาผูเสนอ
ตามเจตนาของผูเสนอ คือ สงกระเปาให ก. แลว
เชน ก. เสนอสั่งซื้อกระเปา โดยระบุ
ในใบสั่งซื้อวาหาก ข. ตกลงขาย ใหสง
กระเปาให นาย ก.
2. ตามปกติประเพณี
สัญญาเกิด ผูสนอง
ตามประเพณี
ผูเสนอ • สนองรับโดยเปดสัญญาณวิทยุคมนาคม
• เชน เสนอขอใชวิทยุคมนาคม
ถือเปนการสนองรับตามคำขอซึ่งเปนไป
ตามประเพณีของการทำสัญญาการใช
บริการวิทยุคมนาคม
36
สัญญาเกิดเมื่อไดตกลงในขอสาระสำคัญทุกขอ (ม.366 ว.1)
สัญญาเกิด ผูสนอง
เมื่อตกลงทุกขอ
• สนองรับโดยปฏิบัติตามเงื่อนไข
ผูเสนอ หมดทุกขอ
• คำเสนอมีเงื่อนไขแสดงไววาเปนสาระ
สำคัญ อันจะตองตกลงกันหมดทุกขอ
เชน ตองตกลงราคากันกอน หรือ ตอง
ชำระเงินเพิ่มกอน เปนตน
ขอตกลงวาสัญญาตองทำเปนหนังสือ (ม.366 ว.2)
สัญญาเกิด
เมื่อไดทำเปนหนังสือ
ผูสนอง
ผูเสนอ ตกลงกันวาสัญญาอันมุงจะทำนั้นจะตองทำเปนหนังสือ
เชน
• ใบรับมัดจำ มีขอความจะทำสัญญาจะซื้อจะขายกันอีก เมื่อยังมิไดทำสัญญาจะซื้อจะขาย
สัญญาจึงยังไมเกิด
• ใบจองที่ดินและสิ่งปลูกสราง มีขอความสงวนสิทธิทำสัญญากันอีก สัญญายังไมเกิด
จนกวาจะไดทำสัญญากัน
- แตถาใบจองไดระบุรายละเอียดในสาระสำคัญไวพอสมควร สัญญาจองบังคับไดใน
ฐานสัญญาจะซื้อจะขาย เชน ใบจองระบุราคาขายบานและที่ดินไวชัดเจน
• ใบประกวดราคา
- ประกาศประกวดราคา เปนคำเชื้อเชิญ
- หนังสือเสนอราคา = เปนคำเสนอ
- หนังสือตอบรับราคาของผูประกวดราคา = เปนคำสนอง
- หากตองมาคำสัญญากันอีก ก็ตองดวย ม.366 ว.2
• สัญญาจะซื้อจะขาย มีวิธีหลายวิธีในการมีหลักฐาน เชน ตองทำเปนหนังสือ วางมัดจำ
หรือชำระหนี้บางสวน ซึ่งหากตกลงจะทำเปนหนังสือ เมื่อยังไมทำเปนหนังสือ สัญญา
ก็ยังไมเกิด
37
ผลแหง สัญญา
สัญญาตางตอบแทน (ม.369-372)
สัญญาตางตอบแทน (มาตรา 369) คสู ญั ญาฝา ยหนึง่ จะไมย อมชำระหน้จี นกวาอกี ฝายหนงึ่
จะชำระหนี้ หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได แตมิใหใชบังคับถาหนี้นั้นของคูสัญญาอีกฝาย
หนึ่งยังไมถงึ กำหนด
หลักเกณฑ สัญญาตางตอบแทน
1. คสู ัญญาจะตอ งมีความพรอมในการชำระหน้ีทง้ั สองฝา ย หากฝา ยใดฝา ยหนึง่ ไมพรอมท่ี
ชำระหนต้ี อบแทนอีกฝายไมชำระหนก้ี ็ได เชน
วันโอนกรรมสิทธิ์ในสัญญาซื้อขาย ปรากฏวาที่ดินพิพาทถูกยึดโดยเจาพนักงานบังคับคดี มิไดอยู
ในสภาพที่พรอมที่จะโอนได ถือวาคูสัญญาฝายหนึ่งไมมีความพรอมในการชำระหนี้ (ฎ.776/49)
สัญญาจะซื้อจะขาย ฝายหนึ่งยังมิไดเริ่มลงมือกอสรางบาน อีกฝายยอมมีสิทธิจะไมชำระเงินได
(ฎ.277/53)
2. คูสัญญาฝายหนึ่งมีสิทธิที่จะไมยอมชำระหนี้ไดจนกวาอีกฝายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอ
ปฏิบัตกิ ารชำระหน้ีก็ได การชำระหนจ้ี ึงมลี กั ษณะตอบแทนซง่ึ กนั และกัน
3. การเรียกใหอ กี ฝา ยชำระหน้ี คูความฝายนั้นจะตองขอปฏบิ ัตกิ ารชำระหน้ดี วย
การขอปฏบิ ตั กิ ารชำระหน้ี
1. ลกู หนี้ขอปฎิบัตกิ ารชำระหนโ้ี ดยท่ีตนพรอ มท่จี ะชำระหนจี้ ริง ๆ
2. ตอ งหมายถงึ หน้ที ้ังหมด ไมใชเ ฉพาะบางสวน
3. กรณกี ารชำระหน้ีตา งตอบแทนทแี่ ตละฝายมกี ำหนดเวลาชำระหน้ีตางกนั
ฝายท่ถี งึ กำหนดชำระหนก้ี อ นจะเก่ยี งใหอีกฝายชำระหนี้กอนไมไ ด
เชน จำเลยทวงถามใหโจทกชำระเงินคางวด จำเลยจะตองขอปฏิบัติการชำระหนี้ตอโจทกดวยวา
จำเลยพรอมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ใหแกโจทกแลว
38
ความรบั ผิดในภัยพบิ ัติในสญั ญาตา งตอบแทน (ม.370-372)
1. กรณีสญั ญาตา งตอบแทนท่มี ีวัตถุประสงคโอนกรรมสิทธิใ์ นทรพั ยเฉพาะสิง่ (ม.370)
หลักเกณฑ
- สัญญาตางตอบแทนที่มีวัตถุประสงคโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพยเฉพาะสิ่ง คือ
การทำสัญญาโดยไดบงตัวทรัพยใหแนนอนวาเปนทรัพยอันใด จึงเปนทรัพย
เฉพาะสิ่ง (ไดท ำการหมาย นบั ชง่ั ตวง วดั คดั เลอื ก (ป.พ.พ.มาตรา 195 ว.2)
- เมื่อเปนทรัพยเฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์ในทรัพยเฉพาะสิ่งนั้นโอนไปยังเจาหนี้
- ทรัพยนั้นสูญหรือเสียหายไปดวยเหตุอันจะโทษลูกหนี้ไมได (ไมใชความผิด
ของลูกหนี้)
ทรัพยเฉพาะสิ่ง
ตกเปนพับแกเจาหนี้
(เจาหนี้ไมมีสิทธิเรียกใหลูกหนี้ชำระหนี้ ลูกหนี้ยอมหลุดพนจากการ
ชำระหนี้ ตามมาตรา 219
และ เจาหนี้ยังตองชำระหนี้ตอบแทน
เจาหนี้ ใหแกลูกหนี้อยู) ลูกหนี้
กรรมสิทธิ์ในทรัพยเฉพาะสิ่งโอนมายังเจาหนี้แลว
เชน จำเลยตกลงขายไมในโรงเลื่อยใหโจทก โดยเจาหนาที่ของโจทกไดวัดไมตีตรากรรมสิทธิ์
ไดไมครบตามสัญญาและชำระราคาแลวนั้นตองถือวากรรมสิทธิ์ในไมไดโอนเปนของโจทกแลว
หากไฟไหมไมนั้นเสียหายไปเพราะเหตุอันจะโทษจำเลยมิไดแลว การสูญหรือเสียหายก็
ยอมตกเปนพับแกโจทก (ฎ.339/2506)
39
2. ขอยกเวนไมใชบังคับ ม.370 (ม.371)
- สัญญาตางตอบแทนที่มีเงื่อนไขบังคับกอน
- ทรัพยอันเปนวัตถุแหงสัญญานั้นสูญหรือทำลายลงในระหวางเงื่อนไขไมสำเร็จ
ถาทรัพยนั้นเสียหายอันจะโทษเจาหนี้มิได และ เงื่อนไขนั้นสำเร็จแลว
โทษเจาหนี้มิได
1. เจาหนี้จะเรียกใหชำระหนี้โดย เจาหนี้ 2. เลิกสัญญาเสียก็ได
ลดสวนอันตนจะตองชำระหนี้
ตอบแทนลง หรือ
แลวแตจะเลือก
แตถาความเสียหายเกิดเพราะฝายลูกหนี้ เจาหนี้มีสิทธิเรียกคาสินไหมทดแทนได (ม.218) ลูกหนี้
เมื่อเงื่อนไขบังคับกอนยังไมสำเร็จลง
- กรรมสทิ ธิย์ งั ไมโ อนไปยงั เจาหน้ี เกิดความสูญหายหรอื ทำลายทรพั ย
เจาหนี้ ลูกหนี้ บุคคลภายนอก
โทษเจาหนี้ไมได ถาลูกหนี้เปนฝายผิด ถาบุคคลภายนอกเปนฝายผิด
หรือเพราะเหตุสุดวิสัย
ตองรอใหเงื่อนไขสำเร็จ นอกจากจะสิทธิลดสวนอัน
กอนเจาหนี้จึงมีสิทธิเรียก ตนตองชำระหนี้ตอบแทนลง เจาหนี้เรียกคาสินไหม
ใหชำระหนี้โดยลดสวนอัน หรือ บอกเลิกสัญญาแลว ทดแทนจากลูกหนี้ไมได
ตนจะตองชำระหนี้ตอบ เจาหนี้มีสิทธิเรียกคาสินไหม ตามม.219
แทนลง ทดแทนไดอีก ตามมาตรา
บอกเลิกสัญญา (ม.289) 371ว.2 ตอนทา ย + ม.215
ประกอบ ม.218
40
3. การชำระหนี้ตกเปนพนวิสัยในสัญญาตางตอบแทนที่ไมมีวัตถุที่ประสงคเปน
การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพยเฉพาะสิ่ง (ม.372)
หลักเกณฑ
1. สัญญาตางตอบแทนที่ไมมีวัตถุประสงคเปนการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพยเฉพาะสิ่ง
คือ “สัญญาตางตอบแทนทั่วไปนอกจาก ม.370,371”
2. การชำระหนี้ตกเปนพนวิสัย
เจาหนี้ โทษเจาหนี้ได โทษฝายใดฝายหนึ่งมิได ลูกหนี้
ลูกหนี้หาเสียสิทธิไดรับชำระหนี้ - ลูกหนี้หลุดพนจากการ
ตอบแทน (เจาหนี้มีหนาที่ตอง ชำระหนี้ตามม.219 และ
ชำระหนี้ตอบแทนแกลูกหนี้) - ลูกหนี้ไมมีสิทธิไดรับ
(ม.372 ว.2) ชำระหนี้ตอบแทน
(ม.372 ว.1)
กรณีโทษลูกหนี้ได ลูกหนี้
- ลูกหนี้ยังคงตองรับผิด
ชดใชคาสินไหมทดแทน
ตาม ม.218
(กฎหมายไมไดบอกวาโทษลูกหนี้ไดผลเปนอยางไรจึงตอง
บังคับตามกฎหมายลักษณะหนี้ตามมาตรา 217,218)
หมายเหตุ : หากลูกหนี้ไดรับชำระหนี้ไวลวงหนา ตองคืนใหแกเจาหนี้ตามสวนที่เจาหนี้ไดรับ
ประโยชนจริง (ฎ.1346/17) เวนแตมีขอตกลงยกเวน ใหเจาหนี้ไมมีสิทธิเรียกคืนกรณีทรัพยสิน
ที่สูญหายไปเพราะเหตุใด ๆ แลว (คูสัญญาอาจตกลงยกเวน ม.372 ว.1 ไดโดยใหยังคงตอง
รับผิดแมทรัพยจะสูญหาย เพราะมิใชกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ฯ ไมเปนโมฆะ
(ฎ.3728/35)
41