ขอตกลงยกเวนความรับผิด (ม.373)
หลักเกณฑ
1.เปนความตกลงไวลวงหนา
คือ ตกลงกันกอนเกิดความรับผิด หากความรับผิดเกิดขึ้นแลว แมจะเกิด
จากกลฉอฉลหรือประมาทเลินเลออยางรายแรง แมมาตกลงให
ลูกหนี้ไมตองรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น ขอตกลงนั้นใชบังคับได
ไมตกเปนโมฆะ
2. ขอยกเวนมิใหลูกหนี้ตองรับผิดมี 2 กรณี คือ
ก. ความรับผิดเพื่อกลฉอฉล หมายถึง ขอตกลงยกเวนความรับผิดที่เกิดจาก
ลูกหนี้จงใจทำใหเกิดความเสียหาย
ข. ความรับผิดเนื่องจากความประมาทเลินเลออยางรายแรง เปนการละเลย
ไมใสใจ เปนการกระทำไปโดยปราศจากความระมัดระวังอยางมาก
จนเกดิ ความเสียหาย
เจาหนี้ ลูกหนี้
42
สัญญาเพอ่ื ประโยชนบคุ คลภายนอก (ม.374-376)
คูสัญญา คูสัญญา บุคคลภายนอก
คูสัญญาฝายหนึ่งตกลงวาจะชำระหนี้ สิทธิของบุคคลภายนอกยอมเกิดมีขึ้น
แกบุคคลภายนอก ตั้งแตเวลาที่แสดงเจตนาแกลูกหนี้วาจะ
ถอื เอาประโยชนจ ากสญั ญานน้ั (มาตรา
เมื่อสิทธิของบุคคลภายนอกเกิดขึ้นแลว 374)
คูสัญญาจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิ
ไมได (ม.375)
การทำสญั ญาเพอ่ื ประโยชนบ คุ คลภายนอก
ไมตองทำตามแบบเพราะไมมีกฎหมาย
บังคับไว
ขอตอสูของลูกหนี้ตอบุคคลภายนอกที่ไดรับประโยชนจากสัญญา มาตรา 376
ขอตอสูอันเกิดจากสัญญาที่ลูกหนี้ไดทำกับคูสัญญาอีกฝายหนึ่ง
ลูกหนี้ก็สามารถยกขอตอสูบุคคลภายนอกที่ไดรับประโยชนจาก
สัญญาได
ลูกหนี้จะยกขอตอสูบุคคลภายนอกไดตอเมื่อ บุคคลภายนอกแสดง
เจตนาเขาถือเอาประโยชนจากสัญญาแลว
บุคคลภายนอก
43
บุคคลภายนอก
1.บุคคลภายนอก คือ บุคคลที่มิใชคูสัญญา แตไมจำตองมีตัวอยูในขณะทำสัญญา
ก็ได คูสัญญาจงึ ไมจ ำตองระบตุ วั บคุ คลภายนอกผรู บั ประโยชนว าเปนผใู ดโดยเฉพาะ
เจาะจงในขณะทำสัญญา
เชน ตกลงโอนที่ดินใหแกบริษัทที่จะกอตั้งในอนาคตก็ได (ฎ.277/51)
2. สัญญาเพื่อประโยชนแกบุคคลภายนอก ตองเปนสัญญาที่ใหคูสัญญามีหนาที่ที่
ตองชำระหนี้ใหแกบุคคลภายนอก ถาเพียงแตใหสิทธิคูสัญญาชำระหนี้แกบุคคล
ภายนอกหรือไมก็ได ไมใชสัญญาเพื่อประโยชนแกบุคคลภายนอก บุคคลภายนอก
ไมมีสิทธิฟองบงั คับตามสัญญาได เชน
- ถาผูรับจางไมจายเงินคาจางใหแกลูกจาง ผูรับจางยอมใหผูวาจางเอาเงินคาจางที่
ผูวาจางจะตองจายใหแกผูรับจางจายใหแกลูกจางของผูรับจางได (ฎ.639/30)
3.สัญญาเพื่อประโยชนของบุคคลภายนอก เปนสัญญาที่ไมมีแบบ
- อาจเปนการแสดงเจตนาโดยชัดแจงหรือโดยปริยายก็ได
- ไมจำตองจดทะเบียน ก็ผูกพันคูสัญญาตองปฏิบัติตามขอตกลง
(ฎ.5791/2556,ฎ.15123/2555)
ตัวอยาง
1. เจาของอาคารชุดทำสัญญาขายหองชุดแกลูกคาไปแลว ตอมาโอนขายอาคารชุดทั้งโครงการ
ใหแกผูอื่น โดยมีขอตกลงใหผูรับโอนรับไปทั้งสิทธิเรียกรอง และ ภาระหนี้ ตามสัญญาจะซื้อจะขาย
หองชุดที่เจาของเดิมมีตอลูกคาทุกราย ถือเปนสัญญาเพื่อประโยชนบุคคลภายนอก การที่ลูกคา
ทวงถามใหผูรับโอนโครงการโอนกรรมสิทธิ์หองชุด ถือเปนการแสดงเจตนาเขาถือเอาประโยชนจาก
สัญญานั้นแลว (ฎ.1412/57)
(ขอสังเกต : โอนสิทธิเรียกรองตามมาตรา 306 ไมได เพราะเปนสัญญาตางตอบแทนตางฝาย
ตางเปนเจาหนี้ลูกหนี้ซึ่งกันและกัน)
44
ตัวอยาง
2. เจาของที่ดินทำสัญญาใหอีกฝายปลูกสรางอาคารบนที่ดินของตนและใหกรรมสิทธิ์ตกเปนของตน
โดยตกลงใหฝายที่ปลูกสรางอาคารมีสิทธิเรียกเงินชวยคากอสรางจากผูมาขอเชาอาคาร โดยเจาของ
ที่ดินจะทำสัญญาเชาใหแกผูมาขอเชาอาคาร ถือวาผูที่มาขอเชาอาคารเปนบุคคลภายนอกผูรับประโยชน
ขอเท็จจริง เมื่อโจทกมาขอเชาอาคารกับผูปลูกสรางอาคาร ถือวาเปนการเขารับเอาประโยชนแลว
โจทกมีสิทธิเรียกใหเจาของที่ดินจดทะเบียนการเชาได (ฎ.175/12)
(ขอสังเกต : เรื่องนี้ไมใชเรื่องโอนสิทธิการเชา เพราะ การโอนสิทธิการเชา คือการระบุในสัญญาวา
การโอนสิทธิการเชาใหบุคคลภายนอกจะตองไดรับความยินยอมจากผูใหเชากอน จึงเปนกรณีอยูใน
อำนาจของผูใหเชาวาจะอนุญาตใหโอนสิทธิการเชาหรือไม จึงไมเปนสัญญาเพื่อประโยชนบุคคลภายนอก
หากโอนสิทธิการเชาไมชอบ บุคคลภายนอกไมมีสิทธิฟองใหผูใหเชาทำสัญญาเชาได (ฎ.3467/35)
3. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีขอตกลงจะชำระหนี้ใหแกเจาหนี้ของอีกฝายหนึ่งมีลักษณะ
เปนสัญญาเพื่อประโยชนบุคคลภายนอก (ฎ.7355/53)
4. คูสัญญาอาจจะกำหนดใหบุคคลภายนอกผูรับประโยชนตามสัญญาชำระหนี้ตอบแทนดวยก็ได ยังคง
ถือวาเปนสัญญาเพื่อประโยชนบุคคลภายนอกอยู กรณีเปนเรื่องที่บุคคลภายนอกจะเลือกเอาวาจะ
เขาถืออาประโยชนหรือไม (ฎ.2733/17)
5. สัญญาประกันภัยที่ระบุผูอื่นเปนผูรับประโยชน เปนสัญญาเพื่อประโยชนบุคคลภายนอก สิทธิของ
ผูรับประโยชน จะเกิดมีขึ้นก็ตอเมื่อไดแสดงเจตนาแกผูรับประกันภัย ถาผูรับประโยชนยังไมได
แสดงเจตนา คูสัญญาอาจเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นได เมื่อบุคคลภายนอกยังไมไดรับเอา
ประโยชนผูเอาประกันภัยจึงมีสิทธิฟองผูรับประกันภัยในฐานะคูสัญญาได (ฎ.1463/37)
6. กอนบุคคลภายนอกแสดงเจตนาแกลูกหนี้วาจะถือเอาประโยชนจากสัญญา คูสัญญาไดทำสัญญา
กันใหม โดยไมไดระบุถึงหนี้ที่จะตองชำระแกบุคคลภายนอกดั่งเชนสัญญาฉบับแรก ถือวาคูสัญญา
ตกลงระงับสิทธิของบุคคลภายนอกแลว (ฎ.1200/2552)
45
การถือเอาประโยชนของบุคคลภายนอก
บุคคลภายนอก
1. สามีภริยาหยากันตกลงยกทรัพยใหบุตร เมื่อบุตรยังไมไดแสดงเจตนาถือเอาประโยชนจาก
สัญญานั้น สามีภริยายังคงเปนเจารวม มีสวนเทา ๆ กัน (ฎ.12272/55)
2. บุคคลภายนอกยังมิไดแสดงเจตนาถือเอาประโยชนจากสัญญานั้น สิทธิของบุคคลภายนอก
ยังไมอาจตกทอดเปนมรดกแกทายาทของบุคคลภายนอกได (ฎ.2401/15 ป)
(แตหากเปนกรณีคูสัญญา (ที่ตกลงใหประโยชนแกบุคคลภายนอก) ถึงแกความตาย กอน
บุคคลภายนอกเขาถือเอาประโยชนจากสัญญา หนาที่และความรับผิดยอมเปนมรดกตกทอด
แกทายาทของคูสัญญา บุคคลภายนอกยอมแสดงเจตนาถือเอาประโยชนจากสัญญาแก
ทายาทของคูสัญญาได (ฎ.2435/36)
3. เมื่อบุคคลภายนอกแสดงเจตนาถือเอาประโยชนจากสัญญาแลว ถือเปนการไดมาโดย
นิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพยตามม.1299 ว.1 บุคคลภายนอกมีอำนาจฟองบังคับตาม
สัญญาดวยตนเองได ซึ่งเปนกรณีที่ไมมีกฎหมายบัญญัติอายุความไวโดยเฉพาะ จึงมีกำหนด
อายุความ 10 ป ตามม.193/30 นับแตเวลาที่ไดแสดงเจตนาแกลูกหนี้วาจะถือเอาประโยชน
จากสัญญานั้น ตามม.374 ว.2
(ทั้งนี้ ไมถือวาเปนการตัดอำนาจของคูสัญญาเดิม เมื่อบุคคลภายนอกไดแสดงเจตนาถือเอา
ประโยชนจากสัญญาแลว ทั้งบุคคลภายนอกและคูสัญญาเดิมมีสิทธิฟองบังคับใหอีกฝาย
ชำระหนี้ใหแกบุคคลภายนอกได (ฎ.2675/51)
4. ถาบุคคลภายนอกมิไดแสดงเจตนาถือเอาประโยชนจากสัญญา บุคคลภายนอกไมมีอำนาจ
ฟองคูสัญญา บุคคลภายนอกไมมีอำนาจฟองคูสัญญา แตเฉพาะคูสัญญาเทานั้นที่มีอำนาจ
ฟองบังคับตามสัญญา โดยเปนการฟองบังคับใหอีกฝายชำระหนี้แกบุคคลภายนอกสวน
บุคคลภายนอกจะยอมรับหรือไม เปนเรื่องในชั้นบังคับคดี (ฎ.4156/32)
46
การถือเอาประโยชนของบุคคลภายนอก
บุคคลภายนอก
5. ในชั้นพิจารณาของศาล คูความอาจทำสัญญาประนีประนอมยอมยกทรัพยใหบุคคลภายนอก
ได โดยคูความเดิมยังบังคับคดีไดอยู (ฎ.3053/27)
6. เมื่อบุคคลภายนอกไดเขาถือเอาประโยชนจากสัญญาแลว คูสัญญาจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับ
สิทธิไมได (ม.375) แมสัญญานั้นจะเปนสัญญาระหวางสมรส สามีภริยาซึ่งเปนคูสัญญาก็
ไมอาจบอกลางซึ่งจะมีผลเปนการระงับสิทธิของบุคคลภายนอกได (ฎ.11692/55)
7. การแสดงเจตนาเพื่อถือเอาประโยชนของบุคคลภายนอก เปนนิติกรรมที่ไมมีแบบ ดังนั้น
อาจเปนการแสดงเจตนาโดยชัดแจงหรือโดยปริยายก็ได (ฎ.4278/30)
8. การโอนสิทธิเรียกรองตามม.306 ถือเปนสัญญาเพื่อประโยชนบุคคลภายนอก เมื่อผูรับโอน
(บุคคลภายนอก) แจงใหลุกหนี้ชำระหนี้ เปนการแสดงเจตนาวาจะถือเอาประโยชนจาก
สัญญานั้นตามม.374 ว.2) แลว การที่ผูโอนแจงระงับการโอนในภายหลังจึงไมอาจกระทำได
และไมมีผลผูกพันผูรับโอน กลาวคือ ผูรับโอนมีสิทธิเรียกใหลูกหนี้ชำระหนี้ (ฎ.12616/55)
9. สัญญาตางตอบแทนยิ่งกวาการเชาธรรมดา เปนบุคคลสิทธิผูกพันเฉพาะผูเชาและผูใหเชา
ไมผูกพันผูรับโอนทรัพยที่เชาตาม ม.569 เมื่อผูใหเชาโอนทรัพยที่เชาใหบุคคลภายนอก
มีขอ ตกลงใหผ ูรบั โอนตองใหผ ูเ ชามีสิทธอิ ยูตอไปจนครบกำหนดเวลาตามสัญญาเชา ตา งตอบแทน
เปนสัญญาเพื่อประโยชนบุคคลภายนอก การที่ผูเชาคงถือตามสัญญาเชาและชำระคาเชา
ตอมา เปนการแสดงเจตนาถือเอาประโยชนจากสัญญาแลว (ฎ.1002/09ป)
10. กรณีบุคคลภายนอกเปนผูเยาว ผูแทนโดยชอบธรรมจึงเปนผูแสดงเจตนาถือเอาประโยชน
จากสัญญาแทนผูเยาว การที่ผูเยาวโดยชอบธรรมบอกใหคูสัญญาออกจากที่ดินและบานซึ่ง
คูสัญญาตกลงยกใหแกผูเยาว ถือวาผูเยาวไดแสดงเจตนาแกลูกหนี้วาจะถือเอาประโยชน
จากสัญญาแลว คูสัญญาเดิมจะทำพินัยกรรมยกใหผูอื่นไมได (ฎ.15123/55)
11. การที่บุคคลภายนอกฟองบังคับใหคูกรณีปฏิบัติตามสัญญา ถือวาบุคคลภายนอกไดถือเอา
ประโยชนจากสัญญาแลว (ฎ.484/34)
47
มัดจำ
ป.พ.พ. มาตรา 377 เมื่อเขาทำสัญญา ถาไดใหสิ่งใดไวเปนมัดจำ ทานใหถือวา
การที่ใหมัดจำนั้นยอมเปนพยานหลักฐานวาสัญญานั้นไดทำกันขึ้นแลว อนึ่ง มัดจำ
นี้ยอมเปนประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นดวย
มัดจำ คอื สิ่งทใี่ หไ วเ มือ่ เขาทำสญั ญา
เพอ่ื เปนหลักฐานวาสญั ญาน้นั ไดท ำกันขน้ึ แลว หรอื เปน ประกัน
สิ่งที่ใหไว
หมายถึง ทรัพยสินใดก็ไดที่ตองสงมอบไดและตองริบไดทันที ฉะนั้น มัดจำจึง
นาจะเปนสังหาริมทรัพยเทานั้น เชน เงิน หรือ สังหาริมทรัพย
เมื่อเขาทำสัญญา
หมายถึง วันที่สัญญาเกิดขึ้นเมื่อคำเสนอและคำสนองถูกตองตรงกัน
เพื่อเปนหลักฐานวาสัญญานั้นได
ทำกันขึ้นแลวหรือเปนประกัน
ลักษณะของมัดจำ คือ ใหเพื่อเปนพยานหลักฐานวาสัญญาไดทำขึ้นแลวหรือ
เปนประกันการปฏิบัติตามสัญญา (เงินที่ใหไวโดยมิใชเพื่อวัตถุประสงคเหลานี้
จึงไมใชเงินมัดจำ)
เชน เงินดาวนหรือเงินที่ชำระใหเปนสวนหนึ่งของราคาทรัพยสินที่แบง
ชำระลวงหนาเทานั้น
(ระวัง! แมจะระบุวาเปน “มัดจำ” แตหากคูสัญญาทำสัญญาอันมีลักษณะ
เปนสัญญาเสร็จเด็ดขาด ผูซื้อวางมัดจำ 60,000 บาท สวนที่เหลือจะชำระภายใน
15 วัน โดยมีขอความวาหากไมชำระถือวาผิดสัญญา ยอมใหผูขายฟองรองได
ทันที ถือวา คูสัญญาตกลงใหเงินนั้นเปนการแบงชำระราคา มิใชการวางมัดจำ)
48
ขอสังเกต
• หากเปนสัญญามีเงื่อนไขวาจะตองทำเปนหนังสือ เมื่อยังมิไดทำเปนหนังสือ สัญญา
จะยังไมเกิดขึ้น เชน ใบรับมัดจำมีขอความระบุวาจะทำสัญญากันขึ้นในภายหลังอีก เมื่อยัง
มิไดทำเปนหนังสือสัญญาจึงยังไมเกิดขึ้น เงินที่วางจึงไมใชมัดจำ ฝายที่รับมัดจำไมมีสิทธิ
ริบมัดจำ (ฎ.2223/53)
• หนังสือสัญญาค้ำประกันที่นำมาวางในขณะทำสัญญา โดยระบุวา ธนาคารยอมผูกพัน
ชำระเงินใหกรณีผูรับจางกอใหเกิดความเสียหายเงินตามหนังสือค้ำประกันจึงมิใชเงิน
ที่จำเลยมอบใหโจทกทันทีในขณะทำสัญญา แตเปนเงินประกันความเสียหายที่เกิดจากการ
ที่จำเลยผิดสัญญา จำนวนเงินที่ริบจึงไมแนนอนตายตัวและมิใชการริบในลักษณะที่เปน
มัดจำ แตเปนการริบในลักษณะเบี้ยปรับ
• เช็คเปนทรัพยสินและสิ่งที่มีคาในตัวเอง เพราะสามารถเรียกเก็บและเปลี่ยนมือได
คูสัญญาอาจมอบเช็คใหอีกฝายเปนเงินมัดจำได (ฎ.747/44)
• คูสัญญาอาจตกลงใหฝายที่วางมัดจำทำสัญญากูยืมเงินจากฝายผูรับมัดจำไวแทนการ
วางมัดจำ
มดั จำ
มาตรา 378
มัดจำนั้น ถามิไดตกลงกันไวเปนอยางอื่น ทานใหเปนไปดังจะกลาวตอไปนี้ คือ
(1) ใหสงคืน หรือจัดเอาเปนการใชเงินบางสวนในเมื่อชำระหนี้
- ตองเปนการชำระหนี้โดยถูกตองตามสัญญา >> หากผิดสัญญาจะอางวามีเงินมัดจำ
ที่วางไวและจะนำมาชำระหนี้บางสวนไมได
- กรณียังมีหนี้ที่ตองปฏิบัติกันตามสัญญาอีก ลูกหนี้จะขอใหนำมัดจำเปนการชำระหนี้
ยังไมได เพราะจะไมมีมัดจำเปนการประกันการปฏิบัติตามสัญญาไดอีก (ฎ.200/21)
เวนแตจะเปนการขอใหนำมัดจำมาหักชำระไมได
(2) ใหริบ ถาฝายที่วางมัดจำละเลยไมชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเปนพนวิสัย
เพราะพฤติการณอันใดอันหนึ่งซึ่งฝายนั้นตองรับผิดชอบ หรือถามีการเลิก
สัญญาเพราะความผิดของฝายนั้น
- เงินมัดจำที่ยังไมชำระ เมื่อสัญญาเลิกกันแลว จะบังคับใหสงมอบเงินไมได เพราะเงินมัดจำ
ที่ริบไดตองการสงมอบกันแลว
- การเลิกสัญญาโดยปริยาย มิใชการเลิกเพราะความผิดของฝายที่วางมัดจำ จึงไมมีสิทธิริบเงิน
มัดจำ ตองคืน (ม.391) (ฎ.2569/56)
49
มดั จำ
มาตรา 378
(3) ใหสงคืน ถาฝายที่รับมัดจำละเลยไมชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเปนพนวิสัยเพราะ
พฤติการณอันใดอันหนึ่งซึ่งฝายนี้ตองรับผิดชอบ
- การละเลยไมชำระหนี้
ก. การตกลงใหจดทะเบียนโอนที่ดินในวันหยุดราชการ ตอมา การที่ผูขาย
ไมไปจดทะเบียนในวันเปดทำการวันแรก จะถือวาผูขายละเลยไมชำระหนี้
ยังไมได
ข. ผูรับมัดจำผิดสัญญาละเลยไมชำระหนี้ ผูวางมัดจำเรียกรองดอกเบี้ยจาก
เงินมัดจำดังกลาวได นับแตวันที่ผูริบมัดจำผิดนัดเปนตนไป
- การชำระหนี้ตกเปนพนวิสัยเพราะพฤติการณอันใดอันหนึ่ง (ม.378(3))
ก. กรณีการตกเปนพนวิสัยเพราะพฤติการณที่จะโทษฝายใดไมได ก็ตองคืน
เงินมัดจำ
**** การฟองเรียกมัดจำคืน มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไวโดยเฉพาะ จึงมีอายุความ
10 ป ตามมาตรา 193/30 (ฎ.1117/41)
อำนาจศาลในการลดมัดจำ
ตาม ป.พ.พ. มิไดมีบทบัญญัติในลักษณะเดียวกันไว ตาม พ.ร.บ.วาดวยขอสัญญา
อันไมเปนธรรม พ.ศ.2540 ม.7 ใหอำนาจศาลที่จะลดมัดจำที่สูงเกินสวน ใหเหลือ
เพียงเทาความเสียหายที่แทจริงไดตามบทบัญญัติดังกลาว
50
เบย้ี ปรบั
มาตรา 379 ถาลูกหนี้สัญญาแกเจาหนี้วาจะใชเงินจำนวนหนึ่งเปนเบี้ยปรับเมื่อตน
ไมชำระหนี้ก็ดี หรือไมชำระหนี้ใหถูกตองสมควรก็ดี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ใหริบเบี้ยปรับ
ถาการชำระหนี้อันจะพึงทำนั้นไดแกงดเวนการอันใดอันหนึ่ง หากทำการอันนั้นฝาฝน
มูลหนี้เมื่อใด ก็ใหริบเบี้ยปรับเมื่อนั้น
ลูกหนี้สัญญาแกเจาหนี้วาจะใชเงินใหแกเจาหนี้
เมื่อตนไมชำระหนี้หรือไมชำระหนี้ใหถูกตองตามสมควร
ลูกหนี้ เจาหนี้
= คาเสียหายที่คูสัญญากำหนดกันไวลวงหนากอนผิดสัญญา
ขอสังเกต
• ขอตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ใหยินยอมใหคิดดอกเบี้ยได หากผิดสัญญา ดอกเบี้ยที่
กำหนดไว จึงเปนคาเสียหายจากการไมชำระหนี้ที่กำหนดไวลวงหนา จึงเปนเบี้ยปรับ
ดังนั้น หากจำเลยไมผิดนัดโจทกมีสิทธิคิดดอกเบี้ยดังกลาวจากจำเลย
• เบี้ยปรับเปนหนี้เงินตาม มาตรา 224 ว.1 เจาหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยไดในระหวาง
ผิดนัด (ฎ.252/48)
• เจาหนี้มีสิทธิริบเบี้ยปรับไดตอเมื่อ ลูกหนี้ไมชำระหนี้เพราะผิดนัด หากไมชำระหนี้เพราะ
พฤติการณซึ่งลูกหนี้ไมตองรับผิดชอบ ถือวาลูกหนี้ยังไมผิดนัด จึงไมตองรับผิดใชเบี้ยปรับ
(ฎ.89/36) หรือไมชำระหนี้ เพราะเหตุพนวิสัยอันจะโทษลูกหนี้ไมได ลูกหนี้ไมตอง
รับผิดชอบในเบี้ยปรับตามมาตรา 219 (ฎ.545/32)
51
เบย้ี ปรับ
เบีย้ ปรบั มีดวยกนั 2 กรณี
1. กรณลี กู หน้ไี มช ำระหนี้ (มาตรา380)
ลูกหนี้ เจาหนี้
เชน ตองเกิดจากความผิดของลูกหนี้
• หากผิดสัญญายอมใหผูซื้อปรับ ….
• ผูเชายินยอมขนยายสัมภาระภายใน 30 วัน
หากครบกำหนดแลวไมยอมออก ยินยอมชำระ
คาปรับ
• มีสิทธิเรียกใหลูกหนี้ชำระหนี้ • เรียกเอาเบี้ยปรับ
(เรียกเอาอยางใดอยางหนึ่ง ถาเจาหนี้เรียกเอาเบี้ยปรับแลวก็เปนอันขาดสิทธิเรียกรอง)
• เปนสิทธิของเจาหนี้เปนผูเลือก ลูกหนี้จะบังคับใหเจาหนี้เลือกไมได
• กรณีที่เจาหนี้เกิดความเสียหายจากการไมชำระหนี้ของลูกหนี้ แมวาเจาหนี้จะ
เลือกใหลูกหนี้ชำระหนี้จะหมดสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับก็ตาม แตเจาหนี้ก็มีสิทธิ
เรียกเอาคาสินไหมทดแทนได โดยถือเอาเบี้ยปรับที่กำหนดไวเปนคาเสียหาย
จำนวนนอยที่สุด (มาตรา 380 วรรคสอง)
• การใชสิทธิเลือกใหลูกหนี้ชำระหนี้หรือชำระเบี้ยปรับ ไมจำตองกระทำการ
ฟองคดีเสมอไป การแสดงเจตนาไปยังลูกหนี้ ก็ถือวาเจาหนี้ไดใชสิทธิแลว
• เมื่อเรียกเบี้ยปรับที่มีจำนวนสูงกวาคาเสียหายแลว จะเรียกคาเสียหายอีกไมได
(ฎ.664/30)
• (กลับกัน) เมื่อเรียกคาเสียหายเต็มจำนวนแลว จะเรียกเบี้ยปรับอีกไมได
(ฎ.5272/40)
52
เบี้ยปรับ
เบ้ยี ปรบั มดี ว ยกัน 2 กรณี
2. กรณีลกู หนีไ้ มช ำระหนีใ้ หถูกตองตามสมควร (มาตรา 381)
ลูกหนี้ เจาหนี้
เชน ชำระลา ชา กวากำหนด,ชำระหนี้ไมค รบถว น,ชำระหนบ้ี กพรอ ง
• ผูจะขายไมไปจดทะเบียนใหถูกตองตามกำหนด
ยอมใชคาเสียหาย….
• ถาสงมอบลาชาจะถูกปรับ …. (ลงมือทำแลว แต
ทำไมส ำเรจ็ ) แตถ า ไมไ ดเ รม่ิ ทำเลย ถอื วา เปน กรณี
ที่ไมไดชำระหนี้เลย จะฟองเรียกเบี้ยปรับไมได
(ขอสังเกต : ถาเปนสัญญาซื้อขาย หากยังมิไดสงมอบ
แมจะลงมือสรางสิ่งที่ซื้อขายไปแลวก็เปนกรณีไมชำระหนี้
โดยสิ้นเชิง จะเรียกเบี้ยปรับกรณีไมสมควรไมได)
(เรียกไดทั้งหมดตามเงื่อนไข)
• มีสิทธิเรียกใหลูกหนี้ชำระหนี้ • เรียกเอาเบี้ยปรับ • เรียกคาสินไหมทดแทน
(ตองสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับ) (กรณีที่คาเสียหายสูงกวาเบี้ยปรับ)
คือ ในเวลารับชำระหนี้ครั้งสุดทาย (ฎ.1642/2538)
หากรับชำระหนี้ตองสงวนสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับในเวลานั้น หากรับชำระหนี้ไวอยางเดียว
ถือวาไมสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับ = หมดสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับตามม.387
• การบอกสงวนสิทธิ ตองบอกสงวนสิทธิเมื่อการชำระหนี้โดยสิ้นเชิงและเจาหนี้
รับชำระหนี้แลว หากลูกหนี้ชำระหนี้บางสวน เจาหนี้ไมสิ้นสิทธิเรียกเบี้ยปรับ (ฎ.979/50)
• การบอกสงวนสิทธิตองเปนกรณีที่เจาหนี้รูวาลูกหนี้ผิดนัด ถาเจาหนี้ไมรู เจาหนี้
ไมหมดสิทธิเรียกเบี้ยปรับ (ฎ.2571/41)
เจาหนี้มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับ ก็ตอเมื่อลูกหนี้ผิดนัด ตามมาตรา 204 และ มาตรา 205
ถาลูกหนี้ไมชำระหนี้เพราะพฤติการณซึ่งลูกหนี้ไมตองรับผิดชอบถือวาลูกหนี้ยังไมผิดนัด
ลูกหนี้จึงไมตองรับผิดใชคาปรับใหแกเจาหนี้
53
ขอตกลงใหชำระหนี้อยา งอนื่ เปนเบ้ยี ปรับ (ม.382)
ลูกหนี้ • หากตกลงทำการชำระหนอี้ ยา งอื่นใหเปนเบย้ี ปรับ
• ถาเจาหน้เี รยี กเอาเบย้ี ปรับแลว สิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนเปน
อันขาดไปตามม.382
เชน หากโจทกใ ชสิทธบิ อกเลิกสญั ญา ใหบ รรดาผลงานทจี่ ำเลย
ทำตกเปนกรรมสิทธิ์ของโจทก ถือเปนขอตกลงที่มีลักษณะเปนการ
ชำระหนี้อยางอื่น หากจำเลยผดิ นดั โจทกย อ มรบิ เบย้ี ปรบั ได ถา เบย้ี ปรบั
สงู เกนิ สว นศาลลดลงเปน จำนวนตามสมควรกไ็ ด (ม.383)
อำนาจศาลในการลดเบีย้ ปรับทสี่ ูงเกนิ สว น (ม.383)
• ถา เบย้ี สงู เกนิ สวน ศาลจะลดลงมาเปนจำนวนพอสมควรก็ได โดย
ศาลตองพิเคราะหถึงทางไดเสียของเจาหนี้ทุกอยางอันชอบดวย
กฎหมาย มิใชแ ตเพียงทางไดเ สยี ในเชิงทรพั ยส นิ แตถาใชเงนิ ตาม
เบ้ียปรบั แลว สิทธิเรียกรองขอลดเบย้ี ปรบั ก็เปนอนั ขาดไป
• ขอ สญั ญาที่มลี กั ษณะเปน การกำหนดคา เสียหายไวล ว งหนา แมจ ะ
ไมเ รียกวาเบี้ยปรับ ก็ถือวาเปนเบี้ยปรับ ศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับ
ได (ฎ.1492/44)
- เมื่อสญั ญาเลกิ กนั คสู ัญญาตองใหอกี ฝายกลับคืนสฐู านะเดิม
โดยตองใชค าการงานที่ทำใหกันดวยตามม.391 ถาตกลงกันวา
ไมตองใชคาการงาน ถือเปนเบี้ยปรับตามม.382 หากสูงเกินสวน
ศาลลดลงได (ฎ.4330/54) หรอื เมือ่ กลับคูฐานะเดิม เงนิ ท่ีชำระเปน
งวด ๆ จะตองคืน แตหากตกลงใหผูขายริบเงินที่ชำระไปแลวโดย
ไมตอ งคนื ถือเปน เบ้ยี ปรบั ตาม ม.379 ศาลลดลงไดต ามม.383
54
เลกิ สญั ญา
หลักทั่วไปของการเลิกสัญญา (มาตรา 386) คือ
(1) โดยขอสัญญา
(2) โดยบทบัญญัติแหงกฎหมาย
การเลิกสัญญาเชนนั้นยอมทำดวยแสดงเจตนาแกอีกฝายหนึ่ง
การบอกเลิกสัญญา กรณีคูสัญญาไมชำระหนี้ (มาตรา 387)
ไมชำระหนี้
เจาหนี้ตองบอกกลาวใหฝายที่ไมชำระหนี้
ใหชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรกอน
เจาหนี้ จึงจะบอกเลิกสัญญาได ลูกหนี้
1. ตองเปนกรณีคูสัญญาฝายหนึ่งไมชำระหนี้ (ใหหมายรวมถึง การชำระหนี้
ไมถูกตองตามสัญญา)
2. ตองเปนกรณีที่ไดบอกกลาวใหฝายที่ไมชำระหนี้ ใหชำระหนี้ภายในเวลา
สมควรกอน หากอีกฝายไมชำระหนี้ภายในกำหนด จึงจะมีสิทธิบอกเลิก
สัญญาได
(เพราะเพียงแตอีกฝายหนึ่งไมชำระหนี้หรือผิดนัดไมชำระหนี้ ไมทำใหสัญญา
เลิกทันทียังคงมีผลผูกพันอยู เวนแตคูสัญญาจะระบุไวในสัญญาเลิกกันทันที)
3. กรณีที่คูสัญญาไดระบุขอตกลงในการเลิกสัญญาไว แตภายหลังไมถือเอา
ขอสัญญาดังกลาวเปนสาระสำคัญ สัญญาจึงยังไมเลิกทันที คูสัญญาตอง
ปฎิบัติตามขั้นตอนตามมาตรา 387 กอน
เชน สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมิไดระบุชัดแจงวา หากผูซื้อผิดนัดไมนำเงินที่เหลือชำระใหแกผูขายตามกำหนด
สัญญาจะซื้อขายเปนอันเลิกกันทันที แมจะไดกำหนดเวลาการชำระหนี้คาที่ดินที่คางไวแนนอนแลวก็ตาม
แตวัตถุประสงคแหงสัญญานั้นวาโดยสภาพหรือโดยเจตนาที่คูสัญญาแสดงไว มิใชวาจะเปนผลสำเร็จได
ก็แตดวยการชำระหนี้ ณ เวลาที่กำหนดตาม ป.พ.พ.มาตรา 388 สัญญาจะซื้อขายดังกลาวจึงตองบังคับ
ตามมาตรา 387 กลาวคือ จำเลยผูขายจะตองบอกกลาวใหโจทกผูซื้อ ชำระหนี้ภายในเวลาพอสมควรกอน
ถาโจทกไมชำระหนี้ภายในระยะเวลาดังกลาวจึงจะบอกเลิกสัญญาเสียได หากยังไมไดปฏิบัติเชนนั้น
จำเลยก็ยังไมมีสิทธิบอกเลิกสัญญา (ฎ.2809-2810/2515)
55
การบอกเลิกสัญญา กรณีคูสัญญาไมชำระหนี้ตามกำหนดเวลา (มาตรา 388)
ไมชำระหนี้
เจาหนี้ ลูกหนี้
เลิกสัญญาโดยไมตองบอกกลาวกอน
1. วัตถุประสงคของสัญญาโดยสภาพหรือโดยเจตนาของคูกรณี จะสำเร็จไดดวย
การชำระหนี้ภายในเวลากำหนด
2. ถือเอาเวลาที่กำหนดชำระหนี้เปนสำคัญ หากฝายหนึ่งไมชำระหนี้ภายในกำหนด
เวลาดังกลาว อีกฝายบอกเลิกสัญญาไดทันทีโดยไมตองบอกกลาวกอน
3. ถาคูสัญญาไมใชสิทธิบอกเลิกสัญญาตาม มาตรา 388 ดังกลาว กลับขอให
อีกฝายปฏิบัติตามสัญญาตอไป ดังนี้ ถือวาคูสัญญามิไดถือเอากำหนดเวลา
ชำระหนี้เปนสาระสำคัญอีกตอไป ตองบอกกลาวใหชำระหนี้ตามมาตรา 387
กอน
เชน สัญญาเชาซื้อที่ดินพิพาทเปนสัญญาที่จำเลยผูใหเชาซื้อตกลงใหโจทกเชาซื้อที่ดินและ
บานพักอาศัย จำเลยผูใหเชาซื้อมีหนาที่ตามสัญญาเชาซื้อจะตองสรางบานใหเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์
ใหโจทกตามสัญญาเชาซื้อดังกลาว ฉะนั้น กำหนดเวลาที่จำเลยจะตองสรางบานใหแลวเสร็จเพื่อโอน
กรรมสิทธิ์ใหโจทกจึงเปนสาระสำคัญที่โจทกและจำเลยตองตกลงกัน จำเลยเปนฝายผิดสัญญาเชาซื้อ
ไมสามารถสรางบานใหแลวเสร็จตามระยะเวลาที่ตกลงกันไวในสัญญา โจทกผูเชาซื้อจึงไมตองชำระ
คางวดตอไปตามมาตรา 369 และมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแกจำเลยไดตามมาตรา 388 โดยโจทกไม
ตองบอกกลาวใหจำเลยชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดพอสมควรตามมาตรา 387 กอน และเมื่อ
โจทกบอกเลิกสัญญาแกจำเลยแลวจำเลยจึงมีหนาที่ตองคนเงินคาเชาซื้อที่โจทกชำระแลวพรอมดอกเบี้ย
ใหโจทกตามมาตรา 391 (ฎ.845/2541)
สัญญาซื้อขายเครื่องปรับอากาศที่กำหนดใหโจทกผูซื้อตระเตรียมสถานที่สำหรับการติดตั้งเดินสาย
ไฟฟา และติดสวิตซสำหรับเครื่องปรับอากาศใหแกจำเลยผูขาย ยอมเปนสัญญาที่ถือเอากำหนดเวลา
และวิธีการสงมอบเปนขอสาระสำคัญ เมื่อถึงกำหนดสงมอบตามสัญญา โจทกไมมีโรงแรมใหจำเลย
เขาติดตั้งสงมอบเครื่องปรับอากาศ เปนกรณีที่โจทกละเลยไมรับชำระหนี้จากจำเลย โจทกจึงเปน
ฝายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาไดโดยมิพักตองบอกกลาวตาม ป.พ.พ.มาตรา 388 และ
มีสิทธิริบเงินมัดจำตามมาตรา 378(2) (ฎ.44/2532)
56
ผลของการเลิกสัญญา
ผลของการเลิกสัญญาตามมาตรา 391 ว.1
เจาหนี้ ลูกหนี้
1. คูสัญญากลับคืนสูฐานะเดิม
2. การเลิกสัญญาไมกระทบถึงสิทธิบุคคลภายนอก คือ จะทำใหบุคคลภายนอก
เสียสิทธิที่เขาไดมาโดยสมบูรณแลวไมได
3. ไมกระทบสิทธิเรียกคาเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการที่ฝายที่ถูกเลิกสัญญาไม
ชำระหนี้
4. การชำระหนี้ในการเลิกสัญญา นำเรื่องสัญญาตางตอบแทนมาใชบังคับ
5. กรณีมีการใชทรัพยเมื่อบอกเลิกสัญญาแลวตองชดใชเปนเงิน
ผลของการเลิกสัญญาตามมาตรา 391 ว.3
สวนที่เปนการงาน การยอมใหใชทรัพย
1. จางแรงงาน (กลับคืนสูฐานะเดิม) 1. เชาทรัพย (กลับคืนสูฐานะเดิม)
- ไมตองมีการคืนเงิน - ผูเชาสงมอบทรัพยที่เชาใหผูใหเชา
- ผูใหเชาไมตองคืนเงินที่เชา
2. จางทำของ (กลับคืนสูฐานะเดิม)
- เรียกคืนไดเฉพาะสวนที่ยังไมไดทำ 2. เชาซื้อ (ดูวาบอกเลิกตามมาตราใด)
- มาตรา 573 (ผูเชาบอกเลิกสัญญา)
(โยงมาตรา 382 ได คือ มีการตกลงยกเวน
มาตรา 391 ว.3 คือ ไมตองกลับสูฐานะเดิม การกลับคืนสูฐานะเดิมนำมาตรา 391 มาใช
ขอตกลงนี้เขาลักษณะเปนการกำหนดเบี้ยปรับ 1. ผูเชาซื้อคืนทรัพย
ที่ไมไดชดใชเปนจำนวนเงินตามมาตรา 382 2. ผูใหเชาซื้อคืนเงินคากรรมสิทธิ์หักดวย
ซึ่งศาลสามารถลดลงไดตามมาตรา 383 คาเชา
- มาตรา 574 (ผูเชาผิดนัด)
ไมนำมาตรา 391 มาใช เพราะมาตรา 574
บัญญัติถึงผลของการบอกเลิกสัญญาไวโดย
เฉพาะแลว คือ บรรดาเงินที่ไดใ ชมาใหร บิ เปน
ของเจาของทรัพยสินและเจาของทรัพยสิน
กลับเขาครอบครองทรัพย)
57
จดั จำหนา ยโดย ราคา 149 บาท
สำนกั งานกฎหมายดไี ซน ลอว อนิ เตอรเ นชัน่ แนล
211/17 หมู 7 ถ.บา นกลว ย-ไทรนอ ย ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
โทร 061-013-0532