วิวิ วิวิชชาาหหลัลั ลัลักกภภาาษษาาไไททยย ปปรระะกกออบบกกาารรเเรีรี รี ยรี ยนน ท๓๐๒๐๖ เเออกกสสาารร ........................................................... ชั้น ชั้ ม.๔/...... เลขที่.ที่........ คครูรู รู พ รู พจจนันั นันนันท์ท์ ท์ท์พพรรหหมมสสงงค์ค์ ค์ค์ กกลุ่ลุ่มลุ่มลุ่ สสาารระะกกาารรเเรีรีย รี ย รีนนรู้รู้ภรู้ภรู้าาษษาาไไททยย โโรรงงเเรีรีย รี ย รีนนดีดีบุ ดี บุ ดีก บุก บุ พัพังพังพังงาาวิวิท วิ ท วิยยาายยนน สำสำสำสำนันั นักนักงงาานนเเขขตตพื้พื้ พื้นพื้นที่ที่ ที่ กที่ กาารรศึศึศึกศึกษษาามัมั มัธมัธยยมมศึศึศึกศึกษษาาพัพั พังพังงงาา ภูภูภูเภูเก็ก็ก็ตก็ต รระะนนอองง
คำอธิบายรายวิชา วิชาหลักภาษาไทย (เพิ่มเติม) รหัสวิชา ท30206 จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต …………………………………………………………………………………………………………………................... ศึกษาหลักภาษาไทยเรื่องลักษณะสำคัญของภาษาไทย เสียงและอักษรไทย การยืมคำ ภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย คำและกลุ่มคำ ประโยคชนิดต่างๆ เพื่อให้มีความรู้และความเข้าใจ หลักภาษาไทย สามารถนำความรู้ไปใช้วิเคราะห์การใช้ภาษาไทย และใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง ใช้กระบวนการอ่าน การเขียน การวิเคราะห์ การประเมินค่าอย่างมีวิจารณญาณ สามารถค้นคว้า จากแหล่งเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางและถูกต้อง มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้สามารถใช้ภาษาในการสื่อสารได้ถูกต้อง มีความภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมภาษาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น เสริมสร้างให้นักเรียนเกิดความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการทำงาน และรักความเป็นไทย อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์และพัฒนาภาษาไทย ผลการเรียนรู้ ๑. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของภาษา ตลอดจนวิเคราะห์องค์ประกอบของภาษา และระบุลักษณะสำคัญของภาษาไทย ๒. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเสียงในภาษาไทย ทั้งพยัญชนะ สระและวรรณยุกต์ พยางค์ปิด พยางค์เปิด คำเป็นคำตาย คำครุคำลหุ รวมทั้งการผันวรรณยุกต์ ๓. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุผลของการยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย ตลอดจนข้อสังเกตเกี่ยวกับลักษณะของคำยืมภาษาต่างประเทศที่ใช้อยู่ในภาษาไทย ๔. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการสร้างคำในภาษาไทย ทั้งประสมคำ ซ้ำคำ ซ้อนคำ สมาสคำ และการสนธิคำ ๕. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดและหน้าที่ของคำในภาษาไทยทั้ง ๗ ชนิด ๖. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของกลุ่มคำ ตลอดจนชนิดและหน้าที่ของกลุ่มคำ ๗. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของประโยค องค์ประกอบของประโยค และชนิด ของประโยคตามเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง
สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 1 ลักษณะของภาษาไทย 1 บทที่ 2 เสียงและอักษรไทย 5 บทที่ 3 พยางค์และคำ 12 บทที่ 4 การผันวรรณยุกต์ 17 บทที่ 5 คำยืมที่มาจากภาษาต่างประเทศ 20 บทที่ 6 ชนิดของคำ 27 บทที่ 7 คำมูลและการสร้างคำ 34 บทที่ 8 วลี 49 บทที่ 9 ประโยค 53
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๑ บทที่ 1 ลักษณะของภาษาไทย ความหมายของภาษา “ภาษา” ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายไว้ว่า ภาษา หมายถึง ถ้อยคำ ที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษกฎหมาย ภาษาธรรม เสียง ตัวหนังสือ หรือกิริยา อาการที่สื่อความได้ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ภาษามือ องค์ประกอบของภาษา ภาษา คือ ตัวกลางในการสื่อสารของมนุษย์ โดยการสื่อแต่ละครั้งจะมีส่วนประกอบดังนี้ ผู้ส่งสารจะส่งสารไปหาผู้รับสาร โดยสารที่ส่งไปคือภาษานั่นเอง ภาษาอาจอยู่ในรูปของภาษาเขียนหรือภาษา พูดก็ได้ เมื่อสารไปถึงผู้รับสารแล้ว ผู้รับสารจะทำความเข้าใจสารนั้น และอาจจะส่งสารกลับคืนหรือไม่ส่งก็ได้ สิ่งสำคัญของเรื่องนี้คือ สาร นั่นก็หมายถึง ภาษา โดยภาษามีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน ดังนี้ ภาษาจะเป็นภาษาสมบูรณ์แบบได้ ต้องประกอบองค์ประกอบ 3 ส่วนดังกล่าวเสมอ จะมีเพียงอย่างใด อย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะจะส่งผลให้นำไปสื่อสารไม่ได้นั่นเอง ผู้ส่งสาร สาร ผู้รับสาร
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๒ ลักษณะของภาษาไทย ภาษาไทยมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยพระโหราธิบดี ได้แต่งตำรา เรียนภาษาไทยเล่มแรกชื่อ จินดามณีขึ้น ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยกระทรวงธรรมการได้พิมพ์ตำราสยามไวยากรณ์เป็นแบบเรียน และเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี ได้เรียบเรียงขึ้นใหม่ โดยย่อจากตำราสยามไวยากรณ์ จนถึง พ.ศ.๒๔๖๑ พระยาอุปกิตศิลปสาร ได้ใช้เค้าโครง ของตำราสยามไวยากรณ์แต่งตำราหลักภาษาไทยขึ้นใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นตำราหลักภาษาไทยที่สมบูรณ์ และเป็นแบบฉบับหลักภาษาไทยที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีหลักการสังเกตลักษณะที่สำคัญของภาษาไทย ดังนี้ ๑. ภาษาไทยมีตัวอักษรเป็นของตนเอง ได้แก่ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์และตัวเลข 2. ภาษาไทยแท้เป็นคำโดด (คำพยางค์เดียว) คือ คำไทยแต่ละคำจะมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง ใช้ได้อย่างอิสระโดยไม่มีการเปลี่ยนรูปศัพท์ เช่น คำนาม พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย คำสรพนาม คุณ ท่าน เธอ ฉัน คำกริยา กิน นอน นั่ง คำวิเศษณ์ อ้วน ผอม ใหญ่ เล็ก สูง ต่ำ ดำ ขาว ส่วนคำไทยแท้ที่มีหลายพยางค์มีสาเหตุมาจาก ๒.๑ การปรับปรุงศัพท์ ด้วยการลงอุปสรรคแบบไทย คือ การเพิ่มเสียงหน้าศัพท์ เช่น ชิด ---- ......................... ทำ ---- ......................... ดุม ---- ......................... ๒.๒ การกลายเสียง เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของภาษา เช่น เสียงกร่อน หมากม่วง ---- ......................... สายเอว ---- ......................... ต้นไคร้ ---- ......................... ต่อมามีการยืมภาษาอื่นเข้ามาใช้จึงมีคำหลายพยางค์เพิ่มขึ้นจากภาษาเดิม เช่น ภาษาบาลี สันสกฤต เช่น ปัญญา บุตรี จักรี เป็นต้น คำไทยไม่มีการเปลี่ยนรูปคำเพื่อบอกเพศ พจน์ การก แต่ภาษาไทยมีคำบอกเพศ พจน์ กาล และการก เพื่อประกอบคำอื่น ดังนี้ คำบอกเพศ พ่อ หนุ่ม นาย เณร แม่ นาง หญิง คำบอกพจน์ ฝูง โสด แฝด เดี่ยว เหล่า รุม ล้อม กรู คำบอกกาล จะ กำลัง วันนี้ พรุ่งนี้ แล้ว คำบอกการก (บอกการกระทำ) ครูให้ความรู้แก่นักเรียน = ครู เป็นประธาน นักเรียนถูกแมวกัด = นักเรียน เป็นกรรม นักเรียนได้รับรางวัลจากครู = นักเรียน เป็นกรรมรอง
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๓ ๓. คำไทยแท้มีตัวสะกดตรงตามมาตรา ได้แก่ แม่กก ใช้ ก สะกด ---- ชก ศอก กระแทก โขก ผลัก แม่กด ใช้ ด สะกด ---- กัด ฟัด รัด อัด กอด ฟาด อัด แม่กบ ใช้ บ สะกด---- ตบ ทุบ งับ บีบ จับ กระทืบ ถีบ แม่กง ใช้ ง สะกด ---- ถอง พุ่ง ดึง เหวี่ยง ทึ้ง แม่กน ใช้ น สะกด---- ชน ยัน โยน ดัน แม่กม ใช้ ม สะกด ---- โถม ทิ่ม รุม ทุ่ม แม่เกย ใช้ ย สะกด---- เสย ต่อย แม่เกอว ใช้ ว สะกด ---- เหนี่ยว น้าว ยกเว้นคำว่า สัสดีพิศวง พิศ เพริศ พัศดี คำที่สะกดไม่ตรงมาตรามักมาจากภาษาอื่น เช่น บาลี วัตถุ บุปผา สัจจะ สันสกฤต อิศวร ศิลปะ พฤษภาคม เขมร เผด็จ ขจร เพ็ญ ๔. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ ซึ่งวรรณยุกต์นี้จะทำให้คำมีระดับเสียงและความหมายต่างกัน เช่น คา ค่า ค้า เขา เข่า เข้า เสือ เสื่อ เสื้อ 5. ภาษาไทยมีการสร้างคำเพื่อเพิ่มคำให้มากขึ้น ได้แก่ การซ้ำคำ การซ้อนคำ การประสมคำ และการยืมคำ ด้วยการสมาส การสนธิ การบัญญัติศัพท์ การทับศัพท์ การแผลงคำ ดังตัวอย่าง คำซ้ำ ไปๆ มาๆ ดำๆ หลัดๆ คำซ้อน ถ้วยชาม บ้านเรือน ชั่วดี คำประสม แม่น้ำ หน้าต่าง เครื่องบิน คำสมาส ประวัติศาสตร์ เกษตรกรรม กุลบุตร คำสนธิ วิทยาลัย นเรศวร นโยบาย ศัพท์บัญญัติ วิสัยทัศน์ โลกาภิวัตน์ ทฤษฎี คำทับศัพท์ ฟุตบอล ลิฟท์ เซรุ่ม คำแผลง อาจ-อำนาจ เวลา-เพลา ตารา-ดารา 6. ภาษาไทยมีรูปสระวางไว้รอบตัวพยัญชนะ ดังนี้ วางหน้าพยัญชนะ เช่น เ แ วางหลังพยัญชนะ เช่น ะ า วางบนพยัญชนะ เช่น ิ ิ ิ ิ วางใต้พยัญชนะ เช่น ุ ู 7. ภาษาไทยเป็นภาษาเรียงคำ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของคำ ความหมายและหน้าที่ของคำ จะเปลี่ยนไป เช่น ฉันต้องการเจียวไข่ ไม่ใช่ไข่เจียว ลุงขันถือขันน้ำไปอาบน้ำตอนไก่ขัน การเรียงคำในประโยคภาษาไทยจะเรียยงลำดับ ประธาน กริยา กรรม ถ้ามีบทขยายจะเรียงลำดับเป็น ประธาน + บทขยายประธาน + บทกริยา + บทกรรม + บทขยายกรรม + บทขยายกริยา
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๔ 8. คำขยายในภาษาไทยส่วนใหญ่จะเรียงอยู่หลังคำที่ถูกขยาย เช่น กระเป๋าใหญ่ บ้านหลังเล็ก สมุดสีแดง 9. ภาษาไทยมีลักษณะนาม เช่น หนังสือ – เล่ม เลื่อย – ปื้น ระนาด – ราง ๑0. ภาษาไทยมีวรรคตอนในการเขียนและการพูด เพื่อกำหนดความหมายที่ต้องการสื่อสาร หากแบ่ง วรรคตอนการเขียนผิด หรือพูดเว้นจังหวะผิด ความหมายก็จะเปลี่ยนไป เช่น - อาหาร อร่อยหมดทุกอย่าง กับ อาหารอร่อย หมดทุกอย่าง ๑1. ภาษาไทยมีระดับการใช้แบ่งได้ดังนี้ ๑1.๑ ระดับพิธีการ - ใช้ในพิธีการสำคัญต่างๆ ๑1.๒ ระดับทางการ - ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ (ภาษาทางการ) ๑1.๓ ระดับกึ่งทางการ - ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ แต่ลดระดับโดยการใช้ภาษาสุภาพ และเป็นกันเองมากขึ้น ๑1.๔ ระดับสนทนา - ใช้ในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ เช่น การพูดคุยทั่วไป ๑1.๕ ระดับกันเอง - ใช้ในโอกาสที่ไม่เป็นทางการกับเพื่อนสนิท สามารถใช้ภาษาพูด หรือภาษาคะนอง ******************************************************************************************************* แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 1 ๑. ให้นักเรียนสรุปเนื้อหาลักษณะของภาษาไทย ทั้ง ๑1 ข้อ ด้วยเครื่องมือ Bubble Map และตกแต่ง ให้สวยงาม
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๕ บทที่ ๒ เสียงและอักษรไทย เสียง เสียง คือ สิ่งที่มนุษย์เปล่งออกมาเพื่อใช้ในการสื่อสาร หรือสื่อความหมายระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง นอกจากนี้ ยังมีเสียงที่เกิดจากสัตว์ หรือธรรมชาติ เช่น เสียงฟ้าร้อง เสียงฟ้าผ่า เสียงสุนัขหอน เป็นต้น เสียงในภาษาไทย มี 3 ชนิด ได้แก่ ๑. ๒. ๓. เสียงสระ เสียงสระ คือ .................................................................................................................................................. สระในภาษาไทย มี ......... รูป ......... เสียง (ปัจจุบัน) รูปสระ เป็นเครื่องหมายที่เขียนขึ้นแทนเสียงสระ มี 21 รูป ดังนี้ 1. ะ เรียกว่า .................................... 12. ใ เรียกว่า .................................... 2. ั เรียกว่า .................................... 13. ไ เรียกว่า .................................... 3. ็ เรียกว่า .................................... 14. โ เรียกว่า .................................... 4. า เรียกว่า .................................... 15. ฤ เรียกว่า .................................... 5. ิ เรียกว่า .................................... 16. ฤๅ เรียกว่า .................................... 6. ่ เรียกว่า .................................... 17. ฦ เรียกว่า .................................... 7. ่ ่ เรียกว่า .................................... 18. ฦๅ เรียกว่า .................................... 8. ํ เรียกว่า .................................... 19. อ เรียกว่า .................................... 9. ุ เรียกว่า .................................... 20. ย เรียกว่า .................................... 10. ู เรียกว่า .................................... 21. ว เรียกว่า .................................... 11. เ เรียกว่า .................................... เสียงสระ มีทั้งสิ้น 21 เสียง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้ 1.สระเดี่ยว (สระแท้) มี 18 เสียง แบ่งได้คือ สระเดี่ยวสั้น (รัสสระ) - สระเดี่ยวยาว (ฑีฆสระ) อะ ........ อิ ........ อึ ........ อุ ........ เอะ ........ แอะ ........ โอะ ........ เอาะ ........ เออะ ........
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๖ 2.สระประสม (สระเลื่อน) คือ การเลื่อนเสียงจากสระหนึ่งไปยังอีกสระหนึ่ง โดยการนําสระเดี่ยวมา ประสมกัน มีทั้งสิ้น 3 เสียง ดังนี้ สระประสมเสียงยาว อัว = ...... + ..... เอือ = ...... + ..... เอีย = ...... + ..... ท่องไว้กันลืมว่า “……………………” สิ่งที่ควรระวังไว้ สระประสมเสียงสั้น คือ อัวะ เอือะ เอียะ ปัจจุบันไม่จัดเป็นสระประสมเพราะจะออกเสียงเป็นสระสั้นหรือ สระยาว ความหมายของคําก็ไม่เปลี่ยน เช่น เพียะ จะออกเสียงเป็น เพี้ย ในการเขียนและพูดจะนิยมใช้รูปสระยาว อัว เอือ เอีย มากกว่า และสระประสมเสียงสั้นนั้นไม่ค่อยพบในภาษาไทย ส่วนใหญ่จะพบในคํายืมภาษาจีน เช่น ขนม เปี๊ยะ กอเอี๊ยะ เป็นต้น สระเกิน ได้แก่ ............................................................... ................... ปัจจุบันไม่จัดเป็นสระ เพราะสระเกินนี้ ไม่ได้แทนสียงสระเท่านั้น กล่าวคือ อํา ไอ ใอ เอา ยังแทนเสียงพยัญชนะและเสียงวรรณยุกต์ด้วย คือ มีเสียงพยัญชนะ สะกดอยู่ด้วยเสมอ ดังนี้ อํา = .......+.......+....... ไอ = .......+.......+....... ใอ = .......+.......+....... เอา = .......+.......+....... ส่วน ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ยังแทนพยัญชนะด้วย ฤ = ...... + ..... ฤๅ = ...... + ..... ฦ = ...... + ..... ฦๅ = ...... + ..... เราจึงจัดสระเกินนี้เป็น “................................................” เสียงพยัญชนะ เสียงพยัญชนะ คือ เสียงที่เกิดจากลมในปอดเมื่อเปล่งเสียงออกมาจะถูกสกัดกั้นโดยอวัยวะต่างๆ มี ...... รูป ........ เสียง รูปพยัญชนะ ได้แก่ ก-ฮ
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๗ เสียงพยัญชนะ มี 21 เสียง ดังนี้ 1. /ก/ = .............................. 12. /ป/ = .............................. 2. /ข/ = .............................. 13. /พ/ = .............................. 3. /ง/ = .............................. 14. /ฟ/ = .............................. 4. /จ/ = .............................. 15. /ม/ = .............................. 5. /ช/ = .............................. 16. /บ/ = .............................. 6. /ซ/ = .............................. 17. /ร/ = .............................. 7. /ย/ = .............................. 18. /ล/ = .............................. 8. /ด/ = .............................. 19. /ว/ = .............................. 9. /ต/ = .............................. 20. /อ/ = .............................. 10. /ท/ = .............................. 21. /ฮ/ = .............................. 11. /น/ = .............................. * อย่างง ว่าทําไมถึงมีเสียงพยัญชนะแค่ 21 เสียง ก็ด้วยเหตุที่ว่า……………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. จากเสียงที่มี 21 เสียง เมื่อนำมาใช้เราจะแบ่งเสียงพยัญชนะออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ๑. ๒. 1. เสียงพยัญชนะต้น คือ เสียงพยัญชนะที่ปรากฏหน้าพยางค์ หน้าสระ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด 1.1 เสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว คือ เสียงพยัญชนะที่ออกเสียงพยัญชนะต้น 1 เสียง เช่น รักเธอตลอดไป = /...../ /...../ /...../ /...../ /...../ ชีวิตคนเรา = /...../ /...../ /...../ /...../ 1.2 เสียงพยัญชนะต้นประสม (ควบ) คือ เสียงพยัญชนะที่ออกเสียงพยัญชนะต้น 2 ตัวพร้อมกัน เช่น ขวนขวาย = /...../ /...../ ปลาบปลื้ม = /...../ /...../ สิ่งที่ต้องรู้เอาไว้คือ เสียงพยัญชนะต้นประสมสามารถแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ อักษรควบและอักษรนํา เมื่อดูที่รูป ของ อักษรควบ และ อักษรนําแล้ว ลักษณะของรูปนั้นจะควบกับพยัญชนะอีกตัวหนึ่ง เช่น กราบ กับ ตลาด แต่เหตุที่ ทําให้อักษรควบกลํ้าและอักษรนํานั้น แตกต่างกันอยู่ตรงที่ “.............................................” อักษรควบ คือ พยัญชนะ 2 ตัวที่ออกเสียงกลํ้าอยูในสระเดียวกัน แบงออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ 1.1 อักษรควบแท้คือ อักษรควบกลํ้าแทที่ปรากฏมาแตเดิมในระบบเสียงภาษาไทย มี 11 เสียงดังนี้ กร คร ปร พร ตร กล คล ปล พล กว ควแต่มี 15 รูป คือ............................................................................................. ................................................................................................................................................................................... ...... ท่องว่า ............................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๘ อีกนิด อักษรควบภาษาต่างประเทศ คือ อักษรควบกลํ้าแท้ที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาสันสกฤต ซึ่งมี 6 เสียง ดังนี้ /บร/ = บรั่นดี บรอนซ์บราวน์ /บล/ = บลู เบลอ บล็อก /ดร/ = ดรีม ดราฟต์ /ฟร/ = ฟรี ฟรักโทส /ฟล/ = ฟลูออรีน ฟลุต */ทร/ = แทรกเตอร์นิทรา 1.2 อักษรควบไม่แท้คือ ตัวอักษรควบกับพยัญชนะ ร แต่ออกเสียงเหมือนพยัญชนะเดี่ยว กล่าวคือ จะออกเสียงเพียงพยัญชนะตัวหน้าเท่านั้น แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ 1.2.1 ออกเสียงพยัญชนะตัวหน้า (เห็นรูป ร แต่ไม่ออกเสียง /ร/) เช่น จริง สร้าง เสริม เศร้า สระ สรวง เสร็จ เป็นต้น อักษรนํา คือ พยัญชนะ 2 ตัวประสมสระเดียวกัน เช่นเดียวกับอักษรควบแต่ต่างกันตรงวิธีการออกเสียง แบ่ง ออก เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ 1. อักษรสูง อักษรกลาง นําอักษรเดี่ยว เชน ตลาด = ต ะ-หลาด ขนม = ข ะ-หนม ฉลาม = ฉ ะ-หลาม สมอง = ส ะ-หมอง เปนตน 2. อ นํา ย มีเพียง 4 คำ คือ ......................................................... 3. ห นํา อักษรตํ่าเดี่ยว เชน หนู เหงา หยอย เหมา หงาย หญา ใหญ ไหล เปนตน 2. เสียงพยัญชนะท้าย เสียงพยัญชนะท้าย (ตัวสะกด) คือ พยัญชนะที่ตามหลังสระ มี 9 มาตรา ดังนี้ 1. ไม่มีตัวสะกด 1 มาตรา คือ แม่ ก กา 2. มีตัวสะกด 8 มาตรา คือ แม่ กง กม เกย เกอว กก กด กบ กน 2.1 เสียง ก สะกด เรียกว่า แม่กก เช่น ปาก สุข เมฆ 2.2 เสียง ด สะกด เรียกว่า แม่กด เช่น ราด 2.3 เสียง บ สะกด เรียกว่า แม่กบ เช่น บาป ภาพ โลภ ลาภ 2.4 เสียง ง สะกด เรียกว่า แม่กง เช่น ยุง จริงจัง 2.5 เสียง น สะกด เรียกว่า แม่กน เช่น อ่อน คุณ หาญ โอฬาร 2.6 เสียง ม สะกด เรียกว่า แม่กม เช่น สาม ตูมตาม 2.7 เสียง ย สะกด เรียกว่า แม่เกย เช่น ตาย เอย เคย 2.8 เสียง ว สะกด เรียกว่า แม่เกอว เช่น ดาว เปรี้ยว ราว ข้อระวัง! 1.พยัญชนะที่เป็นตัวสะกดไม่ได้คือ ผ ฝ ฌ อ ห ฉ ฮ ท่องว่า“....................................................” 2. ว และ ย ที่ปรากฏอยู่ในสระ อัว และ เอีย เป็นรูปสระ ตัววอ และ ตัวยอ จึงไม่ใช่พยัญชนะสะกด แม่เกอวและแม่เกย เช่น เรือ เสีย เรือน กลัว ด้วย เสือ เป็นต้น 3. อ เป็น รปูพยัญชนะเฉพาะเป็น พยัญชนะต้น และรูปสระที่เรียกว่า ตัว ออ ดังนั้น อ จึง ไม่ใช่พยัญชนะ ท้ายหรือตัวสะกด เช่น พอ คอ หมอ เธอ เป็นต้น
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๙ เสียงวรรณยุกต์ เสียงวรรณยุกต์คือ เสียงที่เปล่งออกมาพร้อมกับเสียงสระ จะมีเสียงสูงตํ่าตามการสั่นสะเทือนของเสียง จึงเรียกอีกชื่อว่า เสียงดนตรี วรรณยุกต์ในภาษาไทย มี ..... รูป ..... เสียง ดังนี้ เสียง รูป วรรณยุกตจําแนกตามลักษณะการใช้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้ 1. วรรณยุกต์มีรูป คือ คําที่ปรากฏรูปวรรณยุกต์บนคํานั้น ๆ เชน กิ่ง บ้าน ข้าว เป็นต้น 2. วรรณยุกต์ไม่มีรูป คือ คําที่ไม่มีรูปปรากฏอยู่บนคํานั้น ๆ เช่น คน ขัน ดาว เป็นต้น การใช้รูปและเสียงวรรณยุกต์ 1. อักษรกลางคําเป็นเทานั้นจึงจะมีรูปกับเสียงวรรณยุกต์ตรงกัน 2. อักษรสูงผันรูปและเสียงได้ไม่ครบทุกเสียงผันได้แค่เสียงเอกเสียงโทและเสียงจัตวาเท่านั้น 3. อักษรตํ่าใหสังเกตว่ารูปและเสียงวรรณยุกต์ไม่ตรงกัน ไม่ใช้รูปวรรณยุกต์ตรีกํากับเด็ดขาด 4. คําทับศัพท์ที่มาจากภาษาทางยุโรป ไม่จําเป็นต้องใช้รูปวรรณยุกต์กํากับ แต่สามารถออกเสียงตามเสียง เดิมได้ *******************************************************************************************************
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๑๐ แบบฝึกหัดท้ายบท ที่ 2 1. ขอใดมีเสียงวรรณยุกต์ครบ 5 เสียง 1. เจ้าคุมแค้นแสนโกรธพิโรธพี่ 2. แต่เดือนยี่จนย่างเข้าเดือนสาม 3. จนพระหน่อสุริยวงศ์ทรงพระนาม 4. จากอารามแรมร้างทางกันดาร 2. ขอใดไม่มีสระประสม 1. ใครดูถูกผู้ชํานาญในการช่าง 2. ความคิดขวางเฉไฉไม่เข้าเรื่อง 3. เหมือนคนป่าคนไพรไม่รุ่งเรือง 4. จะพูดด้วยนั้นก็เปลืองซึ่งวาจา 3. ขอใดไม่มีเสียงวรรณยุกต์จัตวา 1. พระเหลือบลงตรงโตรกชะโงกเงื้อม 2. นกกระเพื่อมแผ่นผาศิลาเผิน 3. กระจ่างแจ้งแสงจันทรแจ่มเจริญ 4. พระเพลิดเพลินพลางเพรียกสําเหนียกใจ 4. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนมากที่สุด (ไม่นับเสียงซํ้า) 1. ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง 2. คงจะต้องบังคับขับไส 3. เคี่ยวเข็ญเย็นคํ่ากรําไป 4. ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย 5. ข้อใดมีเสียงพยัญชนะสะกดต่างจากข้ออื่น 1. ข้าว 2. ตัว 3. ผิว 4. เกี่ยว 6. ข้อใดมีเสียงสระประสมทั้งหมด 1. เที่ยง รอง เรือง 2. ดวย เปยก ขํา 3. หลง แขก เผา 4. คั่ว เดือด เพลีย 7. ข้อใดไม่มีเสียงสระประสม 1. ควรนึกว่าบรรดาข้าพระบาท 2. ล้วนเป็นราชบริพารพระทรงศรี 3. เหมือนลูกเรืออยู่ในกลางหว่างวารี 4. จําต้องมีมิตรจิตสนิทกัน 8. คําในข้อใดประสมด้วยสระเสียงสั้นทุกคํา 1. นํ้า พระ หมู่ 2. สิ่ง ใด เข้า 3. คลื่น อยู่ ใน 4. ขาด หน้า ที่ 9. ข้อใดมีเสียงพยัญชนะสะกดน้อยที่สุด 1. ครั้นถึงบันไดไกรลาส 2. ขัดสมาธินั่งยิ้มริมอ่างใหญ่ 3. คอยหมู่เทวาสุราลัย 4. ดวยใจกําเริบอหังการ์ 10. ข้อใดมีเสียงพยัญชนะสะกดมากที่สุด 1. นกแก้วแจ้วเสียงใส 2. คลอไคล้คู่หมู่สาริกา 3. นกตั้วผัวเมียคลา 4. ฝ่าแขกเต้าเหล่าโนรี 11. คำที่มีรูปวรรณยุกต์ในข้อใดใช้รูปวรรณยุกต์กับเสียงวรรณยุกต์ตรงกันทุกคำ (O-Net ปี 61) 1. โอ้ลูกเอ๋ยเคยนอนมาก่อนไร 2. อยู่นี่ก่อนเถิดนะเจ้าอย่าเศร้าใจ 3. จักจั่นเจื้อยร้องริมลองไน 4. ด้วยหน่อเนื้อนึกรักเป็นหนักหนา 5. เอาลูกอ่อนซ้อนไว้เสียในห้อง
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๑๑ 12. คำในข้อใดใช้พยัญชนะสะกดตรงตามมาตรตัวสะกดทุกคำ (O-Net ปี 61) 1. โภชนบำบัด คือการใช้อาหารและความรู้ด้านโภชนศาสตร์รักษาโรค 2. เพื่อป้องกันการขาดวิตามิน และเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย 3. ทำให้อวัยวะของผุ้ป่วยทำงานเป็นปกติ และเผาผลาญได้ดี 4. เพื่อคงไว้ เพิ่มหรือลดน้ำหนักให้อยู่ในระดับปกติ 5. จึงควรให้ผู้ป่วยกินให้เหมาะกับโรคในแต่ละมื้อ 13. ข้อความต่อไปนี้มีคำที่มีอักษรนำกี่พยางค์(O-Net ปี 62) กระทรวงศึกษาธิการในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ เสนอแนวทางการพัฒนาโรงเรียนโดยความร่วมมือกับองค์กร เอกชน สนับสนุนด้านบุคลากรให้สังกัดที่เป็นผู้นำคนรุ่นใหม่ มาร่วมพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนโครงการประชารัฐ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 1. 5 พยางค์ 2. 6 พยางค์ 3. 7 พยางค์ 4. 8 พยางค์ 5. 10 พยางค์ 14. คำที่มีรูปวรรณยุกต์ในข้อใดใช้รูปวรรณยุกต์กับเสียงวรรณยุกต์ตรงกันทุกคำ (O-Net ปี 62) 1. ถึงตัวพี่นี้จะพรากจากเจ้าไป 2. สะอื้นไห้ไม่วายฟายน้ำตา 3. ข้าคนชั่วช่างข้าอย่าว่าเลย 4. ฉันพ้นทุกขืแล้วเมื่อไหร่จะไปหา 5. พระกอดเข่าเสณ้าสร้อยละห้อยหวน 15. คำในข้อใดใช้พยัญชนะสะกดตรงตามมาตรตัวสะกดทุกคำ (O-Net ปี 62) 1. คนยุคใหม่สมัยนี้รักสุขภาพกันมากขึ้น 2. โดยการหันมาออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง 3. แต่ไม่ควรหักโหมเกินไปเพราะอาจทำให้บาดเจ็บได้ง่าย 4. เราต้องเรียนรู้ว่ากีฬาแต่ละประเภททำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะส่วนใด 5. เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงและป้องกันไม่ให้บาดเจ็บเพราะเล่นกีฬาอย่างหักโหมเกินไป 16. ข้อความต่อไปนี้ใช้อักษรนำกี่แห่ง (O-Net ปี 62) รถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกที่ลอดแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างสถานีสนามไชยกับอิสรภาพ เปิดให้บริการอย่างเป็น ทางการในเดือนกันยายน ขณะที่รถลดใต้แม่น้ำ ผู้โยสารจะรู้วึกเหมือนนั่งในรถไฟฟ้าใต้ดินปกติ 1. 2 แห่ง 2. 3 แห่ง 3. 4 แห่ง 4. 5 แห่ง 5. 6 แห่ง
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๑๒ บทที่ 3 พยางค์และคำ
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๑๓ พยางค์ พยางค์หมายถึง ............................................................................................................................................. ......................................................................................................................................................................................... คำ คำ หมายถึง ..................................................................................................................... ......................... ......................................................................................................................................................................................... คำเป็น-คำตาย คำเป็น หรือ พยางค์เป็น 1. พยางค์ที่ประสมกับสระเสียงยาวในแม่ ก กา เช่น มา มี ปู่ แท้ โต รอ เจอ 2. พยางค์ที่มีเสียงตัวสะกดในแม่ กง กน กม เกย เกอว 3. พยางค์ที่ประสมกับสระ อำ ใอ ไอ เอา ซึ่งจัดว่าอยู่ในแม่ กม เกย เกอว ตามลำดับเช่นกัน คำตาย หรือ พยางค์ตาย 1. พยางค์ที่ประสมกับสระเสียงสั้นในแม่ ก กา เช่น พระ มิ และ ทะ 2. พยางค์ที่มีเสียงตัวสะกดในแม่ กก กบ กด มีหลักการท่องจำว่า ………………………….…………………………………………….. วัดความเข้าใจ จงสำรวจชื่อจริงและนามสกุลจริงของเพื่อนในห้องทั้งหมด แล้วระบุว่าชื่อของแต่ละคน พยางค์ใดจัดเป็นคำเป็น พยางค์ใดจัดเป็นคำตาย เลขที่ ชื่อจริง วิเคราะห์คำเป็น คำตาย นามสกุล วิเคราะห์คำเป็น คำตาย 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๑๔ คำครุ-คำลหุ คำครุ คำลหุ คำครุคือ ......................................................................................................................... ................. คำลหุคือ ......................................................................................................................... ............... ครุใช้สัญลักษณ์ ............ ลหุใช้สัญลักษณ์ ............ มีหลักการท่องจําว่า …………………………………………………………………………………………………………………………………….. วัดความเข้าใจ จงสำรวจชื่อจริงและนามสกุลจริงของเพื่อนในห้องทั้งหมด แล้วระบุว่าชื่อของแต่ละคน พยางค์ใดจัดเป็นคำครุ พยางค์ ใดจัดเป็นคำลหุ เลขที่ ชื่อจริง วิเคราะห์คำครุ คำลหุ นามสกุล วิเคราะห์คำครุ คำลหุ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ตารางสรุป คำเป็น คำตาย และ คำครุ คำลหุ ชนิด ไม่มีตัวสะกด มีตัวสะกด คำเป็น คำตาย *******************************************************************************************************
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๑๕ แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3 1. ขอใดมีพยางค์มากที่สุด 1. คณะวิทยาศาสตร์ 2. คณะนิติศาสตร์ 3. คณะอักษรศาสตร์ 4. คณะวิศวกรรมศาสตร์ 2. ข้อใดเป็นพยางค์ปิดทุกคํา 1. ถึงนนทกนํ้าใจกล้าหาญ 2. ฮึดฮัดขัดแค้นแน่นใจ 3. ตาแดงดั่งแสงไฟฟ้า 4. คิดแล้วก็รีบเดินมา 3. ข้อใดปรากฏคําที่เป็นอักษรนํา 1. พระพุทธเจ้าหลวงบํารุงซึ่งกรุงศรี 2. ใครทําชู้คู่ท่านครั้นบรรลัย 3. ดูหางยานบานชองทั้งสองฝั่ง 4. ระวังทั้งสัตวนํ้าจะทําเข็ญ 4. “ดูนํ้าวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอก กลับกระฉอกฉาดฉัดฉวัดเฉวียน บางพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมือนกงเกวียน ดูเวียนเวียนคว้างคว้างเป็นหว่างวน” จากคําประพันธ์มีอักษรนําและอักษรควบกี่คํา (นับเสียงซํ้า) 1. 5 คํา 9 คํา 2. 4 คํา 9 คํา 3. 4 คํา 11 คํา 4. 4 คํา 10 คํา 5. คําในข้อใดออกเสียงควบกลํ้าทุกคํา 1. กลวง แปรก ควาย ตรอง หลั่น 2. แขวน กลัว แตร กริช ครุย 3. สรวลครบกลาปรักปลาต 4. เกล็ด คลาด หวาด ปลาย กราบ 6. “ถึงบางพูดพูดดีเปนศรีศักดิ์ มีคนรักรสถอยอรอยจิต แมนพูดชั่วตัวตายทําลายมิตร จะชอบผิดในมนุษยเพราะพูดจา” จากคําประพันธ์มีคําเป็นและคําตายอยางละกี่คํา (นับเสียงซํ้า) 1. 17 คํา 16 คํา 2. 16 คํา 17 คํา 3. 18 คํา 15 คํา 4. 15 คํา 18 คํา 7. ข้อใดมีคําลหุปนอยู่ 1. นํ้ามาปลากินมด 2. วัวของใครเขาคอกคนนั้น 3. เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ 4. หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง จากคําประพันธตอไปนี้ ตอบคําถาม ขอ 8 - 9 1. ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร 2. มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ 3. โฉดฉลาดเพราะคําขาน ควรทราบ 4. หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้ายแสลงดิน 8. ข้อใดที่มีพยางค์คําเป็นมากที่สุด 1. ข้อ 1 2. ข้อ 2 3. ข้อ 3 4. ข้อ 4 9. ข้อใดที่พยางค์คําลหุมากที่สุด 1. ข้อ 1 2. ข้อ 2 3. ข้อ 3 4. ข้อ 4 10. คำประพันธ์ในข้อใดมีคำตายมากที่สุด 1. เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา 2. เมื่อเติบใหญ่เจ้าจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน 3. ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล 4. ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๑๖ ใช้ข้อความต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 11 -12 (O-Net ปี 61) ป่าดิบชื้นมีอยู่ในภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทย 11. ข้อความข้างต้นมีพยางค์คำเป็นกี่พยางค์ 1. 7 พยางค์ 2. 8 พยางค์ 3. ๙ พยางค์ 4. 10 พยางค์ 5. 11 พยางค์ 12. ข้อความข้างต้นมีพยางค์คำตายกี่พยางค์(นับพยางค์ซ้ำ) 1. 5 พยางค์ 2. 6 พยางค์ 3. 7 พยางค์ 4. 8 พยางค์ 5. 9 พยางค์ ใช้ข้อความต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 13 -14 (O-Net ปี 62) จงหยุดสูบบุหรี่ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ 13. ข้อความข้างต้นมีพยางค์คำเป็นกี่พยางค์ 1. 7 พยางค์ 2. 8 พยางค์ 3. ๙ พยางค์ 4. 10 พยางค์ 5. 11 พยางค์ 14. ข้อความข้างต้นมีพยางค์คำตายกี่พยางค์(นับพยางค์ซ้ำ) 1. 7 พยางค์ 2. 8 พยางค์ 3. ๙ พยางค์ 4. 10 พยางค์ 5. 11 พยางค์
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๑๗ บทที่ ๔ การผันวรรณยุกต์ ภาษาไทยมีระบบการผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะต้นในกฎของไตรยางศ์และคำเป็นคำตาย ก่อนจะผัน วรรณยุกต์ เราต้องมีความรู้ ๒ เรื่องดังกล่าวก่อน จึงจะสามารถผันวรรณยุกต์ได้ในส่วนของคำเป็นคำตายได้อธิบาย ไปแล้วในบทก่อนหน้า ในบทนี้จะอธิบายเรื่อง ไตรยางศ์ อย่างเดียว ไตรยางศ์ ไตรยางศ์ เรียกอีกหนึ่งว่า..........................................คือระบบการจัดหมวดหมูอักษรไทยเฉพาะรูปพยัญชนะ ตามลักษณะการผันวรรณยุกต เนื่องจากพยัญชนะไทย เมื่อกํากับดวยวรรณยุกตหนึ่งๆ แลวจะมีเสียงวรรณยุกต์ ที่แตกตางกัน พยัญชนะไทยแบงออกเปน 3 หมู่ โดยแบงพื้นเสียงที่ยังไมไดผันซึ่งมีระดับเสียง สูง กลาง ตํ่า เรียกว่า ไตรยางศ์ อักษรกลาง อักษรสูง อักษรคู อักษรเดี่ยว ก ผ พ ภ ง จ ฝ ฟ ญ ด ฎ ถ ฐ ท ฒ ฑ ธ น ต ฏ ข ฃ ค ฅ ฆ ย บ ส ศ ษ ซ ณ ป ห ฮ ร อ ฉ ช ฌ ว ม ฬ ล อักษรกลาง อักษรกลาง มี 9 ตัว ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ มีหลักการท่องจําว่า ………………………………………………………………….. อักษรสูง อักษรสูง มี 11 ตัว ได้แก่ผ ฝ ถ ฐ ข ส ศ ษ ห ฉ มีหลักการท่องจําว่า ………………………………………………………………….. อักษรตํ่า อักษรตํ่า มี 24 ตัว แบ่งออกเป็น 2 ชนิด อักษรคู่คือ อักษรตํ่าที่มีเสียงคู่กับอักษรสูงมี 14 ตัว ได้แก่ พ ภ ค ฅ ฆ ฟ ท ธ ฑ ฒ ซ ช ฌ ฮ มีหลักการท่องจําว่า ………………………………………………………………….. อักษรเดี่ยว คือ อักษรตํ่าที่ไมมีเสียงคู่กับอักษรสูงมี 10 ตัว ได้แก่ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ มีหลักการท่องจําว่า ………………………………………………………………….. อักษรคู่ อักษรสูง ค ฅ ฆ ………. ช ฌ ………. ฑ ฒ ท ธ ………. ซ ………. พ ภ ………. ฟ ………. ฮ ห
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๑๘ อักษรคู่คือ อะไร? แล้วคู่กับอะไร? ข้อสังเกต อักษรคู่ คือ .................................................................... เชน ............................ อักษรเดี่ยว คือ ............................................................ ............................................ การผันวรรณยุกต์ การผันอักษร มีหลักการผันอักษรแตกต่างกัน ดังนี้ 2. การผันอักษรกลาง คำเป็น พื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ สามารถผันได้ 5 เสียง เช่น สามัญ เอก โท ตรี จัตวา ปา ป่า ป้า ป๊า ป๋า คำตาย พื้นเสียงเป็นเสียงเอก สามารถผันได้ 4 เสียง เช่น สามัญ เอก โท ตรี จัตวา - ตาก ต้าก ต๊าก ต๋าก 2. การผันอักษรสูง คำเป็น พื้นเสียงเป็นเสียงจัตวา สามารถผันได้ 3 เสียง เช่น สามัญ เอก โท ตรี จัตวา - ข่า ข้า - ขา คำตาย พื้นเสียงเป็นเสียงเอก สามารถผันได้ 2 เสียง เช่น สามัญ เอก โท ตรี จัตวา - ขะ ข้ะ - - 3. การผันอักษรต่ำ คำเป็น พื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ สามารถผันได้ 3 เสียง เช่น สามัญ เอก โท ตรี จัตวา คา - ค่า ค้า - คำตายที่ประสมสระเสียงสั้น พื้นเสียงเป็นเสียงตรี สามารถผันได้ 3 เสียง เช่น สามัญ เอก โท ตรี จัตวา - - รั่ก รัก รั๋ก คำตายที่ประสมสระเสียงยาว พื้นเสียงเป็นเสียงโท สามารถผันได้ 3 เสียง เช่น สามัญ เอก โท ตรี จัตวา - - มาก ม้าก ม๋าก ************************************************************************************************
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๑๙ แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 4 ๑. ให้นักเรียนสรุปเนื้อหาการผันอักษรลงในกระดาษ A4 โดยยึดรูปแบบตามตารางที่กำหนดให้ ไตรยางศ์ คำเป็น/ คำตาย พื้นเสียง ผันได้ (เสียง) ตัวอย่าง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา อักษร กลาง คำเป็น คำตาย อักษรสูง คำเป็น คำตาย อักษรต่ำ คำเป็น คำตาย เสียงสั้น คำตาย เสียงยาว
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๒๐ บทที่ ๕ คํายืมที่มาจากภาษาต่างประเทศ คํายืมภาษาเขมร ลักษณะของคำยืมที่มาจากภาษาเขมร 1. คำเขมรชอบสะกดด้วย จ ญ ล ร ส จ : อำนาจ เสร็จ เสด็จ เผด็จ ตำรวจ ญ : เพ็ญ เผอิญ สำราญ ผจญ ครวญ ชำนาญ เจริญ ล : กังวล ถกล ถวิล ดล ดาล จรัล กำนัล ตำบล ร : ขจร อร กำธร ควร ตระการ ส : ดำรัส จรัส ตรัส 2. คำเขมรมักควบกล้ำ แต่เป็นคำควบที่ง่าย ๆ พื้น ๆ ไม่เหมือนบาลีสันสฤต เช่น กรวด กระบือ เกลอ ขลาด กระแส ไพร ตระกอง โปรด กราน กรม กระทรวง กระเพาะ กระจอก โขลน เพลา กระโปรง คลัง ควาญ ประชุม ประกายพรึก ประเดิม ปรุง เพลิง ผลาญ 3. คำเขมรมักใช้อักษรนำ ขยม โขมด เขม่า ขนอง เสวย เขนย จมูก ถวาย ฉนำ เฉลียง ฉงาย ขนุน ขยำ ขนม จรวจ ฉงน ฉลอง ฉลาด เฉลียว ฉบับ สนิม ขวนขวาย โตนด ขนง สนาน สนุก ฉนวน ถนน 4. คำเขมรมักขึ้นต้นด้วย “อำ” : กำ คำ จำ ชำ ดำ ตำ ทำ สำ อำ กำ : กำหนด กำเนิด กำจัด คำ : คำรบ จำ : จำแนก จำหน่าย ชำ : ชำนาญ ชำรุด ดำ : ดำเนิน ดำรง ดำริ ตำ : ตำรวจ ตำรา ทำ : ทำนบ ทำเนียบ สำ : สำราญ สำรวล อำ : อำนวย 5. คำเขมรมักขึ้นต้นด้วย บัง บัน บรร บำ บังเกิด บันดาล บรรทม บรรสาน บำเรอ บังควร บันเทิง บรรทุก บรรจบ บำบัด บังคับ บันดล บรรทัด บรรเจิด บำราศ บังอาจ บันทึก บรรจง บรรจุ บำเพ็ญ บำเหน็จ บำนาญ บันได บรรเทา ยกเว้น บรรพ(บุรุษ) บรรหาร บรรยาย บรรษัท บรรพต เป็นคำสันสกฤต
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๒๑ ส่วนนอกเหนือจากนี้ ขอเรียกว่าเขมรนอกกฎ จงจำไว้ให้ดี อาจจะมีเป็นตัวหลอกล่อในการทำข้อสอบได้ แข ศก ศอ เรียม เฉนียน กระจาย กระดาษ กระโดง ประจง ประจบ ประทม จัด ฉะเชิงเทรา เชวง ชะเอม เฌอ เดิม เดิน โดม แถง ไถง ทบวง ทะลาย ทหาร ผกาย ผกา ละเอียด ระบือ ลำเนา สไบ เสน่ง เสนียด สาแหรก อุตพิด เขม่า ฉบับ คำเขมรจำง่าย ๆ ว่า “..........................................................................................................................................”
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๒๒ คำยืมภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต พยัญชนะ บาลี เศษวรรคให้ท่องว่า วิรุฬห์ยลส ํ(อ่านว่า วิรุฬห์ยลสัง) เพราะเศษวรรคได้แก่ ว ร ฬ ย ล ส ํ พยัญชนะสันสฤต จะเพิ่มมาอีก 2 ตัว คือ ศ ษ สระ บาลีมี 8 ตัว คือ ............................................................................................ ลองท่องเป็นจังหวะว่า บาลีมี อะอา อิอี อุอู เอโอ เอ้าท่องซ้ำอีกรอบ อะอา อิอี อุอู เอโอ สันสกฤตเพิ่มมาอีก 6 ตัว (รวมเป็น 14 ตัว) คือ ไ เ-า ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ลองท่องง่าย ๆ ว่า “................................................” กฎของบาลี 1. พยัญชนะแถวที่ 1 เป็นตัวสะกด พยัญชนะแถวที่ ....... หรือ ....... เป็นตัวตาม เช่น คำ พยัญชนะตัวสะกด เป็นพยัญชนะแถวที่ พยัญชนะตัวตาม เป็นพยัญชนะแถวที่ ภิกขุ ทุกข์ บุปผา มัจจุ จักขุ 2. พยัญชนะแถวที่ 3 เป็นตัวสะกด พยัญชนะแถวที่ ....... หรือ ....... เป็นตัวตาม เช่น คำ พยัญชนะตัวสะกด เป็นพยัญชนะแถวที่ พยัญชนะตัวตาม เป็นพยัญชนะแถวที่ อัคคะ วิชชา ลัทธิ อิทธิ นิพพาน วรรค แถวที่ 1 แถวที่ 2 แถวที่ 3 แถวที่ 4 แถวที่ 5 วรรค กะ ก ข ค ฆ ง วรรค จะ จ ฉ ช ฌ ญ วรรค ฏะ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรค ตะ ต ถ ท ธ น วรรค ปะ ป ผ พ ภ ม
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๒๓ 3. พยัญชนะแถวที่ 5 เป็นตัวสะกด พยัญชนะแถวที่ .............. ในวรรคเดียวกันเป็นตัวตาม เช่น คำ พยัญชนะตัวสะกด เป็นพยัญชนะแถวที่ พยัญชนะตัวตาม เป็นพยัญชนะแถวที่ สังขาร อังคาร สัญญา สัมผัส สงฆ์ 4. พยัญชนะเศษวรรคเปนตัวสะกด พยัญชนะ.............................เป็นตัวตาม เช่น คำ พยัญชนะตัวสะกด เป็นพยัญชนะแถวที่ พยัญชนะตัวตาม เป็นพยัญชนะแถวที่ บัลลังก์ อัสสะ อัยยิกา วัลลภ มัสสุ เทคนิคการจำลักษณะของภาษาสันสกฤต ให้ท่องง่าย ๆ ว่า “..................................................................................” 1. หระ = สระ ให้จำว่าว่านอกเหลือจาก อะอา อิอี อุอู เอโอ แล้ว ภาษาสันสกฤตยังมี ไ เ-า ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ 2. นะ = พยัญชนะ ในภาษาบาลีสันสกฤตจะมีเพิ่มมา 2 ตัว คือ ศ ษ 3. ควบ = คำควบกล้ำเป็นสันสกฤต เช่น เนตร อัคร 4. หัน = รร ร หันเป็นสันสกฤต (บาลีจะใช้ ริ) เช่น ภรรยา 5. เคราะห์ = ภาษาสันสกฤตจะมีคำว่าเคราะห์ 6. กด = ตัวสะกด ตัวตาม นอกเหนือจากกฎของบาลี(ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) เป็นภาษาสันสกฤต ตารางเปรียบเทียบการใช้พยัญชนะบาลี-สันสกฤต บาลี สันสกฤต ถ้าบาลีใช้ ฬ ริ ฐ ส สันสกฤตจะใช้ …… ….. ….. ……..
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๒๔ หลักการสังเกตภาษาบาลี-สันสกฤต บาลี สันสกฤต 1. สระบาลี มี 8 ตัว(อะอา อิอี อุอู เอโอ) และบาลีจะ ประสมด้วยสระเหล่านี้เท่านั้น เช่น เวช กัณห อิสิ 1. สระสันสกฤต มี 14 ตัว(สระบาลี + ไ เ-า ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ) สังเกตคำที่ประสมด้วยสระพวกนี้ เช่น ไวทย กฤษณ ฤๅษี เสาวภาคย 2. การแผลงสระ (ไอ) บาลีไม่มีสระไอ คำที่ไทยแผลง ไอเป็นแอมิใช่คำที่มาจากภาษาบาลี 2. การแผลงสระไอ คำที่แผลงเป็นสระแอได้แผลงมา จากสระไอ เช่น แพทย์-ไวทย แสนยา-ไสนยา 3. พยัญชนะบาลี มี 33 ตัว สังเกตการณ์ใช้พยัญชนะ เช่น รังสี วิเสส ปเทส สิปป รัฐ 3. พยัญชนะสันสกฤต มี35 ตัว (บาลี + ศ ษ) เช่น รัศมี พิเศษ ประเทศ ศิลปะ ราษฎร 4. ฬ ใช้เฉพาะบาลี เช่น กีฬา ครุฬ จุฬา อาสาฬห วิรุฬห์ 4.สันสกฤตใช้ ฑ ฒ แทน เช่น กรีฑา ครุฑ จุฑา อาษาฒ วิรูฒ 5. ไม่ใช้ ร (ร เรผะ) ไทยเขียน รร จงสังเกตคำว่า วคค อณณว อุปสคค 5. ใช้ร ซึ่งไทยเขียนเป็น รร เช่นคำว่า พรรค อรรณพ อุปสรรค 6. ไม่ใช้อักษรควบ เช่น ปชา ปัญญา ฐาน ปฐม สาวก สามี เขตต อัคค ปุตต มัจฉา 6. ใช้อักษรควบ เช่น ประชา ปรัชญา สถาน ประถม ศราวก สวามี เกษตร อัคร บุตร มัตสยา 7. บาลีใช้ อะ อิ อุ เช่น อมตะ ติณ(หญ้า) ปุจฉา อุตุ 7. สันสกฤตใช้ ฤ เช่น อมฤต ตฤณ(หญ้า) ปฤจฉา ฤตุ (ฤดู) 8. การใช้ตัว ส ใช้กับพยัญชนะในวรรคต่าง ๆ (ตาม ฐานที่เกิด) 8. การใช้ตัว ส ใช้กับพยัญชนะในวรรคตะ (ต ถ ท ธ น) เช่น สตรี สถาน สถิติ สาธยาย 9. การใช้ตัว ณ ในภาษาเดิม เช่น กัณหา ตัณหา ญาณ จัณฑาล มาณพ มณี มณฑล ขณะ ภัณฑ์ อุณห (ภูมิ) 9. การใช้ตัว ณ ใช้ ณ ตามหลัง ฤ ร ษ แม้จะมี พยัญชนะวรรคกะ วรรคปะ หรือ ห ย ว และสระคั่น อยู่กี่ตัวก็ตาม เช่น ตฤณมัย กรณฑ์ กฤษณา ลักษณ์ พราหมณ์ นารายณ์ 10. สังเกต ริ เช่น อาจริย ภริยา อาริย อัจฉริย จริยา 10. สังเกต ร เช่น อาจารย์ ภรรยา อารยะ อัศจรรย์ จรรยา 11. คำว่าเคราะห์ ไม่ใช่คำที่มีจากภาษาบาลี (บาลีใช้ คห) 11. คำว่า “เคราะห์” อยู่ที่คำใด คำนั้นแผลงมาจาก สันสกฤต เช่น พิเคราะห์ อนุเคราะห์ สงเคราะห์ 12. มีตัวสะกดแล้วต้องมีตัวตามเสมอ เช่น รุกข บุญญ สามัญญ อากิณณ อัคคี 12. มีตัวสะกดแล้วไม่มีตัวตามก็มี เช่น มนัส บุณย พฤกษ สามานย อาเกียรณ์ อัคคนี
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๒๕ วัดความเข้าใจ จงพิจารณาวาคําใดเปนคําภาษาบาลี คําภาษาสันสกฤต 1. อิทธิ - ฤทธิ์ อธิบาย อิทธิ เปนคําภาษา.......... เพราะ......................................................................................................... ฤทธิ์ เปนคําภาษา.......... เพราะ......................................................................................................... 2. ไอศวรรย์ - อิสริยะ อธิบาย ไอศวรรย์เปนคําภาษา.......... เพราะ....................................................................... ........................... อิสริยะ เปนคําภาษา.......... เพราะ..................................................................................................... 3. จักษุ - จักขุ อธิบาย จักษุ เปนคําภาษา.......... เพราะ........................................................................................... จักขุ เปนคําภาษา.......... เพราะ............................................................................ ................ 4. ปฐม - ประถม อธิบาย ปฐม เปนคําภาษา.......... เพราะ............................................................................................ ประถม เปนคําภาษา.......... เพราะ....................................................................................... 5. จุฬา - จุฑา อธิบาย จุฬา เปนคําภาษา.......... เพราะ........................................................................................... จุฑา เปนคําภาษา.......... เพราะ........................................................................................... 6. อัจฉริยะ - อัศจรรย์ อธิบาย อัจฉริยะ เปนคําภาษา.......... เพราะ..................................................................................... อัศจรรย์ เปนคําภาษา.......... เพราะ..................................................................................... 7. วัฒนะ - วรรธนะ อธิบาย วัฒนะ เปนคําภาษา.......... เพราะ........................................................................................ วรรธนะ เปนคําภาษา.......... เพราะ..................................................................................... 8. ขัตติยะ - กษัตริย อธิบาย ขัตติยะ เปนคําภาษา.......... เพราะ.................................................................................... กษัตริย เปนคําภาษา.......... เพราะ....................................................................................... 9. อัชฌาสัย - อัธยาศัย อธิบาย อัชฌาสัย เปนคําภาษา.......... เพราะ.................................................................................... อัธยาศัย เปนคําภาษา.......... เพราะ.................................................................................... 10. ปัญญา - ปรัชญา อธิบาย ปัญญา เปนคําภาษา.......... เพราะ...................................................................... .............. ปรัชญา เปนคําภาษา.......... เพราะ.................................................................................... **************************************************************************************
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๒๖ แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 5 1. ข้อใดไม่มีคํายืมจากภาษาตางประเทศ 1. ฝรั่งเป็นต้นตํารับกินอาหารเร็ว ยืนกินเดินกินก็ได้ 2. เมื่อเรารับมาก็ต้องกินตามอย่างเขาและรู้สึกว่าง่ายดี 3. เราไม่ได้กินเพื่อประหยัดเวลาเอาไว้ทําการงานอย่างอื่น 4. เป็นการกินเล่นๆ กันในหมู่คนวัยที่ยังทํามาหากินไม่ได้มากกว่า 2. ข้อใดไม่มีคําที่มาจากภาษาบาลีหรือสันสกฤต 1. เราต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง 2. อย่าเลี้ยงลูกใหเป็นเทวดา 3. ชื่อของเขาอยู่ในทําเนียบรุ่น 4. ภรรยาของเขาทํางานอยูที่นี่ 3. ข้อใดเกิดจากคําที่เป็นภาษาบาลี สันสกฤตทั้งหมด 1. คริสต์มาส 2. เคมีภัณฑ์ 3. ศิลปกรรม 4. อนุกาชาด 4. ข้อใดไม่ใช่วิธีสังเกตคํายืมภาษาเขมรในภาษาไทย 1. ใช้คําควบกลํ้า 2. ใช้อักษรนํา 3. ใช้ตัว จ เป็นตัวสะกด 4. ใช้ตัวสะกดตัวตาม 5. ข้อใดเป็นคําที่มีที่มาจากภาษาบาลีทุกคํา 1. ศีรษะ ปัญญา 2. ขันติ อิจฉา 3. วงกต พรรษา 4. พุทธิ ศรัทธา 6. ข้อใดเป็นภาษาบาลีทุกคํา 1. อินทร์ยุทธ์ขณะ 2. พัฒนาการ วัตถุ บุญ 3. ปราชญ์อนิจจา สัตว์ 4. สามัคคี ประวัติ กษัตริย์ 7. ข้อความต่อไปนี้ใช้คำยืมจากภาษาบาลีสันสกฤตกี่คำ (O-Net ปี 61) แม้โอโซนที่พื้นดินจะเป็นอันตราย แต่เมื่อสูงขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ชั้นโอโซนถือเป็นก๊าซที่บอบบาง ที่เราต้องรักษา เพราะดอโวนช่วยปกป้องโลกจากรังสีของดวงอาทิตย์ 1. 4 คำ 2. 5 คำ 3. 6 คำ 4. 7 คำ 5. 8 คำ 8. ข้อความต่อไปนี้ส่วนใดไม่มีการใช้คำยืมจากภาษาบาลีสันสกฤต (O-Net ปี 61) 1) โรคภูมิแพ้ถือเป็นฮิตอันดันต้นๆ ของคนเมือง / ๒) เพราะมีอาการที่เป็นๆ หายๆ อย่างต่อเนื่อง / 3) เกิดขึ้นได้ทั้งกับเด็กและผู้สูงวัย / ๔) ส่วนใหญ่มักเป็นมาตั้งแต่เด็กและมีคนในครอบครัวเป็นหลายคน / 5) อาจเรียกได้ว่าโรคกรรมพันธุ์ 1. ส่วนที่ 1 2. ส่วนที่ 2 3. ส่วนที่ 3 4. ส่วนที่ 4 5. ส่วนที่ 5
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๒๗ บทที่ 6 ชนิดของคํา คําในภาษาไทย แบงออกเปน 7 ชนิด คือ 1. คำนาม ............................... 2. คำสรรพนาม ............................... 3. คำกริยา ............................... 4. คำวิเศษณ์ ............................... 5. คำบุพบท ............................... 6. คำเชื่อม ............................... 7. คำอุทาน ............................... คํานาม คำนาม เป็นคำที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ต่างๆ สภาพธรรมชาติ ความคิด ความเชื่อทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรมและนามธรม เช่น นักเรียน สุนัข โทรทัศน์ ภูเขา ความรัก การเดิน คำนามสามารถ แบ่งได้เป็น ๔ ชนิด ได้แก่ ตำนามสามัญ ตำนามวิสามัญ คำอาการนามและคำลักษณนาม 1. คำนามสามัญ เป็นคำที่ใช้เรียกสิ่งต่างๆ ทั่วไป อาจเป็นคำที่มีความหมายกว้างหรือความหมายแคบ เช่น - สวนผลไม้นี้มีผลไม้หลายชนิด มีทั้งมะม่วง มังคุด เงาะ ทุเรียน ลำไย - ประเทศไทยมีคนหลากหลายเชื้อชาติมีคนไทย คนจีน คนมอญ คนลาว คนเวียดนาม 2. คำนามวิสามัญ หมายถึง ดำนามเฉพาะที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ดังตัวอย่าง - ชื่อคน เช่น เจ้าฟ้ากุ้ง ณเดชน์ - ชื่อสัตว์ เช่น มอม ม้าสีหมอก - ชื่อสิ่งของ เช่น ดาบฟ้าฟื้น - ชื่อสถานที่ เช่น โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ **คำนามวิสามัญมักใช้ตามหลังคำนามสามัญ เช่น จังหวัดกรุงเทพฯ ถนนเพชรบุรี น้ำตกเอราวัณ เกาะสมุย ดาวศุกร์ กระทรวงศึกษาธิการ 3. คำอาการนาม หมายถึง คำนามที่เกิดจากการเติม การ หรือ ความ หน้ากริยาซึ่งมักจะเป็นคำที่แสดงความรู้สึก หรือแสดงออกทางกายและวาจา มักเติม การ หน้าคำกริยา เช่น การเดิน การเล่น การนอน การเรียน มักเติม ความ หน้าคำวิเศษณ์ เช่น ความดี ความชั่ว ความรัก ความเกลียด 4. คำลักษณนาม คือ คำที่ใช้บอกลักษณะของคำนามหรือคำกริยา เพื่อแสดงรูปลักษณะ ขนาด ปริมาณ ฯลฯ ของคำนามนั้นให้ชัดเจน อาจปรากฎอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังคำนามก็ได้ เช่น - ในห้องแต่งตัวมีกระจกเงาอยู่หลายบาน - คืนสอ ๑ โหล มีจำนวน ๑๒ แท่ง - เขากำลังผ่อนรถยนต์คันใหม่อยู่ อีกสองงวดก็หมด - แม่ซื้อบ้านหลังใหม่อยู่แถวจังหวัดจังหวัดนี้ คำนามบางคำอาจใช้คำลักษณนามได้หลายดำ แล้วแต่รูปลักษณ์และสถานะ เช่น มะม่วง ๓ ผล - มะม่วง ๓ ชนิด - มะม่วง ๓ ต้น - มะม่วง ๓ พวง - มะม่วง ๓ ถุง - มะม่วง ๓ กิโลกรัม
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๒๘ คําลักษณนามที่ออกขอสอบบอย กระบอก ใช้กับ ปืน ข้าวหลาม กระบอกสูบ กระบอกพลุ ไฟฉาย ไฟพะเนียง ตน ใช้กับ ฤๅษี ยักษ์ผีเสื้อสมุทร ผีเสื้อยักษ์ภูตผี คนธรรพ์กินนร กินรี กระสือ กระหัง โยคี นางไม้ รูป ใช้กับ นักบวช นักพรต นักบุญ พระสงฆ์พระคณาจารย์สมภาร สามเณร บาทหลวง ดวง ใช้กับ ดาว ผีพุงใต้แสตมป์วิญญาณ ดวงตา ดวงใจ หัวใจ โคม ชวาลา ตัว ใช้กับ สัตว์เข็มกลัด เข็มหมุด ขิม ขื่อ ตะขอ เก้าอี้ กีตาร์กระต่ายขูดมะพร้าว ตัวอักษร ตัวโน้ต เล่ม ใช้กับ เกวียน หนังสือ เข็ม หอก ดาบ ตะหลิว ไม้ตะพด ตะไบ ไม้พาย ไม้พลอง เทียน หวี หลัง ใช้กับ เกี้ยว เก๋ง กุฏิ กูบ กระต๊อบ กระท่อม บ้าน ตู้ตําหนัก จักรเย็บผ้า จวน ยุง คัน ใช้กับ ร่ม ช้อน ส้อม เบ็ด คันชั่ง คันไถ ซอ โซ่ง โลง ตราชู ยอ ธนู ทัพพี รถมอเตอร์ไซค์พิณ เครื่อง ใช้กับ เครื่องซักผ้า เครื่องบันทึกเสียง เครื่องบิน คอมพิวเตอร์ชิงช้าสวรรค์พัดลม เฮลิคอปเตอร์ บาน ใช้กับ หน้าต่าง บานเลื่อน บานประตู กระจกเงา บังตา บานตู้ ดอก ใช้กับ ดอกไม้เห็ด ธูป ลูกหน้าไม้ลูกหนู ลูกธนู ลูกกุญแจ ลูกเกาทัณฑ์พลุ ดอกไม้ไฟ หัว ใช้กับ หัวก๊อก หัวปลี หัวเทียน สมุดข่อย สมุดไทย เผือก มัน กลอย ขนมจีน สาย ใช้กับ สายสร้อย สายรุ้ง แม่นํ้า รัดประคด ระโยง นํ้าพุ ทางด่วน ทางหลวง ถนน ลูก ใช้กับ กระถาง กระติบ กระทะ กระบุง กะละมัง ขีปนาวุธ ภูเขา ครก คลื่น จรวด บอลลูน ฉบับ ใช้กับ สัญญา จดหมาย เช็ค สนธิสัญญา สลากกินแบ่ง วุฒิบัตร วารสาร วิทยานิพนธ์พันธบัตร ใบรับรอง ใบลา โฉนด ใบสุทธิ ใบหุ้น ใบเสร็จ ปฏิทิน ประกาศนียบัตร นิตยสาร อัน ใช้กับ กรอบรูป บันได เข็มทิศ ตะบอง นาฬิกาทราย นาฬิกานํ้า ปรอท ปลั๊กไฟ ปื่น แปรง ฟันยาง ไฟแช็ก ไม้กางเขน ไม้เท้า ไม้เรียว ลูกบิด สามตา คําสรรพนาม คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนคำนาม อาจนำมาแทนที่คำนามที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกล่าวถึง คำนามนั้นซ้ำอีก เพื่อให้เนื้อความสละสลวยมากยิ่งขึ้น คำสรรพนามแบ่งออกเป็น ๔ ชนิด ดังนี้ 1. คำบุรุษสรรพนาม หมายถึง คำที่ใช้ระบุแทนบุคคล สัตว์ สิ่งของ สามารถแบ่งได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ - คำสรรพนามบุรุษที่ ๑ คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้พูดเอง เช่น ฉัน ผม ข้าพเจ้า ดิฉัน กระผม กู อั้ว ข้า หม่อมฉัน กระหมอม เกล้ากระหม่อม - คำสรรพนามบุรุษที่ ๒ คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนผู้ที่เราพูดด้วย เช่น เธอ คุณ ท่าน แก เอ็ง มึง ลื้อ เจ้า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ใต้ฝ่าพระบาท - คำสรรพนามบุรุษที่ ๓ คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนบุดคลหรือสิ่งที่เรากล่าวถึง เช่น เขา เธอ ท่าน แก มัน พระองค์ 2. คำสรรพนามแยกฝ่าย เป็นคำที่ใช้แทนคำนามเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีหลายส่วนหลายฝ่าย ได้แก่คำว่า ต่าง กัน บ้าง ตังตัวอย่าง - ทุกคนต่างมีหน้าที่ของตน - แม้จะต่างเชื้อชาติศาสนากัน เราก็อยู่ร่วมกันได้ - นักเรียนบ้างอ่านหนังสือ บ้างก็ทำการบ้าน 3. คำสรรพนามชี้เฉพาะ เป็นดำสรรพนามที่ใช้บอกระยะใกล้ไกล ได้แก่คำว่า นี่ นั่น โน่น นู่น นี้นั้น โน้น นู้น ดังตัวอย่าง - วางกระเป้าไว้ตรงนี้สิ - เขาวิ่งไปโน่นแล้ว - นี่คือโรงเรียนของฉัน
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๒๙ 4. คำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ เป็นคำสรรพนามที่ไม่ระบุหรือกำหนดแน่นอนว่าหมายถึงใคร หรือสถานที่ใด เช่นคำว่า ใคร อะไร ไหน ผู้ใด ใด ใครๆ อะไรๆ ไหนๆ ซึ่งไม่ใช่ประโยคคำถาม - เธอไม่ว่าร้ายใครเลย - อยู่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าอยู่บ้านตัวเอง - ฉันรับประทานอะไรก็ได้ - ผู้ใดไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร 5. คำสรรพนามถาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้แสดงคำถาม ได้แก่คำว่า ใคร อะไร ไหน - ใครส่งข้อความมาแต่เช้าตรู่ - บ้านของเธออยู่ไหน - เที่ยงนี้เธออยากรับประทานอะไร คํากริยา คำกริยา เป็นคำที่แสดงอาการ การกระทำ หรือสภาพของคำนามหรือคำสรรพนาม คำกริยาแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ คำกริยาที่มีหน่วยกรรมและคำกริยาที่ไม่มีหน่วยกรรม คำกริยาที่ควรรู้จักในระดับชั้นนี้ ได้แก่คำกริยาสกรรม ซึ่งเป็นคำกริยาชนิดหนึ่งของคำกริยาที่มีหน่วยกรรม คำกริยาอกรรม และ คำกริยาต้องเติมเต็ม ซึ่งเป็นคำกริยา ในประเภทของคำกริยาที่ไม่มีหน่วยกรรม 1. คำกริยาสกรรม เป็นคำกริยาที่ต้องมีหน่วยกรรมตามหลังจึงจะมีใจความสมบูรณ์เช่น - ฉันฟังเพลง - ตำรวจจับขโมย - ชาวสวนปลูกผลไม้ - แม่ค้าขายขนมไทย - น้องกินผักทุกชนิด - ครูสอนภาษาไทย 2. คำกริยาอกรรม เป็นคำกริยาที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องมีหน่วยกรรม หน่วยเติมเต็ม หรือหน่วยเสริมความตามหลัง เช่น - ใบไม้ปลิว - ครูยืน - นักเรียนนั่ง - แมววิ่ง - นกบิน - เครื่องบินตก 3. คำกริยาต้องเติมเต็ม เป็นคำกริยาที่ต้องมีหน่วยเติมเต็มตามหลังเพื่อช่วยให้ได้ความหมาย สมบูรณ์ หน่วยเติมเต็มที่ตามหลังจะไม่เรียกว่ากรรม เพราะไม่ได้รับการกระทำ เช่นคำว่า คือ เป็น เหมือน คล้าย เท่า เกิด ฯลฯ ดังตัวอย่าง - โลมาคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม - รูปร่างหน้าตาของเธอคล้ายแม่ - ญาญ่า อุรัสยา เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๓๐ คําวิเศษณ์ คำวิเศษณ์หมายถึง คำที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยขยายคำกริยา เช่น เย็นๆ พรุ่งนี้ ทำไม เพราะเหตุใด จุ เอง ฯลฯ เพื่อบอกเวลา แสดงการถาม หรือแสดงลักษณะอื่น เช่น 1. คำวิเศษณ์ที่บอกเวลา - เย็น ๆ ค่อยคุยกันนะ - พรุ่งนี้เขาจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ 2. คำวิเศษณ์ที่แสดงการถาม - ทำไมเสื้อผ้าชุดนี้ถึงราคาแพงมาก - เพราะเหตุใดเขาจึงไม่มาตามนัด 3. คำวิเศษณ์ที่บอกปริมาณ - น้องชายกินจุ 4. คำวิเศษณ์ที่บอกความชี้เฉพาะ - ฉันทำงานบ้านเอง คําบุพบท คำบุพบท เป็นคำที่ปรากฎหน้านามหรือสรรพนาม เพื่อบอกความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งกับคำที่อยู่ ข้างหน้า มักมีความหมายเพื่อบอกตำแเหน่ง หน้าที่ ความมุ่งหมาย ความเป็นเจ้าของ ฯลฯ เช่น บน ใน ใต้ หลัง เมื่อ ตั้งแต่ จน ของ เพื่อ โดย ด้วย สำหรับ 1. คำบุพบทที่บอกความสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานที่ - กระเป๋าอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งในห้องนอน - สุนัขนอนอยู่ใต้ต้นไม้หลังบ้าน 2. คำบุพบทที่บอกความสัมพันธ์เกี่ยวกับเวลา - เมื่อวานเขาเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ - ฉันรอเขาจนเย็น เขาก็ไม่มา 3. คำบุพบทที่บอกความสัมพันธ์เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ - แหวนนี้เป็นสมบัติของคุณยาย 4. คำบุพบทที่บอกความสัมพันธ์เกี่ยวกับความประสงค์หรือสิ่งที่มุ่งหวัง - เขาขยันทำงานเพื่อลูกชายของเขา 5. คำบุพบทที่บอกความสัมพันธ์เกี่ยวกับการเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำ - พี่ไปโรงเรียนโดยรถโดยสารประจำทาง - ภาพนี้ฉันวาดด้วยฝีมือฉันเอง 6. คำบุพบทที่บอกความสัมพันธ์เกี่ยวกับการเป็นผู้รับ - ของขวัญกล่องนี้สำหรับคุณคนเดียว
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๓๑ คําเชื่อม คำเชื่อม เป็นคำที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคให้ต่อเนื่องกัน การเชื่อมหน่วยทางภาษาให้ต่อเนื่องกัน มีทั้งการเชื่อมหน่วยที่เสมอภาคกัน เช่น เชื่อมคำกับคำ เชื่อมวลีกับวลี เชื่อมประโยคกับประโยค เชื่อมข้อความ กับข้อความ และการเชื่อมหน่วยที่ไม่เสมอภาคกัน เช่น เชื่อมอนุประโยดกับมุขยประโยค แสดงความสัมพันธ์ ของหน่วยทางภาษาได้หลายลักษณะ อาจแสดงการรวมกัน แย้งกัน แสดงเหตุผล หรือแสดงความหมายอื่น ๆ ก็ได้ 1. คำเชื่อมที่เชื่อมคำกับคำ เช่น - เธอกับฉัน ลุงกะป้า จดและจำ แสดงการรวมกัน - ข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว ชาหรือกาแฟ แสดงการเลือก 2. คำเชื่อมที่เชื่อมประโยคกับประโยค เช่น - ถนนเปียกเพราะฝนตก แสดงเหตุผล - เขาเป็นคนปากร้ายแต่ใจดี แสดงความขัดแย้ง 3. คำเชื่อมที่เชื่อมอนุประโยดกับมุขยประโยค เช่น - เขาป่วยเพราะพักผ่อนน้อย (เขาป่วย เป็น มุขยประโยค เพราะพักผ่อนน้อย เป็น อนุประโยค) - ที่เธอได้ยินมานั้นถูกต้องแล้ว (ถูกต้องแล้ว เป็น มุขยประโยค ที่เธอได้ยินมานั้น เป็น อนุประโยค) คําอุทาน คำอุทาน เป็นคำที่เปล่งออกมาเพื่อบอกอาการหรือความรู้สึกของผู้พูด อาจแสดงอารมณ์ของผู้พูดในขณะ ที่ตกใจ ดีใจ เสียใจ ประหลาดใจ เวลาเขียนคำอุทานนิยมใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) กำกับหลังคำอุทาน เช่น ไชโย ! โธ่ ! โอ๊ย ! โอ้โฮ ! เอ๊ะ ! เฮ้อ ! ไชโย ! ทีมของเราชนะแล้ว โธ่ ! ไม่น่าเป็นแบบนี้เลย น่าสงสารจัง โอ๊ย ! เจ็บจังเลย ฉันจะทนไม่ไหวแล้วนะ โอ้โฮ ! วันนี้เธอแต่งตัวสวยจัง เอ๊ะ ! ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้นะ เฮ้อ ! ผมเบื่อจะพูดเรื่องนี้แล้ว *******************************************************************************************************
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๓๒ แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 6 1. “ใครๆ ก็ชอบไปทะเล” คําว่า “ใคร” เป็นสรรพนามชนิดใด ก. สรรพนามใชถาม ข. สรรพนามชี้เฉพาะ ค. สรรพนามแยกฝ่าย ง. สรรพนามไม่ชี้เฉพาะ ประโยคต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 2 และ ข้อ 3 “เสด็จเพคะ เสด็จให้หม่อมฉันมาทูลถามเสด็จว่า เสด็จจะเสด็จหรือไม่เสด็จ ถ้าเสด็จจะเสด็จ เสด็จก็จะ เสด็จ ถ้าเสด็จไม่เสด็จ เสด็จก็จะไม่เสด็จ” 2. มีบุรุษที่ 2 กี่คำ ก. 2 คำ ข. 3 คำ ค. 4 คำ ง. 5 คำ 3. บุรุษที่ 3 กี่คำ ก. 2 คำ ข. 3 คำ ค. 4 คำ ง. 5 คำ 4. มีกิริยาราชาศัพท์กี่คำ ก. 4 คำ ข. 5 คำ ค. 6 คำ ง. 7 คำ ใช้ข้อความต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 5 – 6 (O-Net ปี 61) เสื้อผ้าทั่วไปให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพราะทำหน้าที่เป็นชั้นฉนวนกันความร้อนซึ่งเก็บความร้อน ไว้ที่ผิวหนัง แต่มีการสูญเสียความร้อนผ่านเนื้อผ้าไปสู่อากาศได้ 5. ข้อความข้างต้นมีคำบุพบทกี่คำ 1. 1 คำ 2. 2 คำ 3. 3 คำ 4. 4 คำ 5. 5 คำ 6. ข้อความข้างต้นมีคำสันธานกี่คำ 1. 1 คำ 2. 2 คำ 3. 3 คำ 4. 4 คำ 5. 5 คำ ใช้ข้อความต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 7 – 8 (O-Net ปี 61) ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อเป็ด เนื้อไก่ อาจใช้การฉายรังสีเพื่อฆ่าเชื้อ ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับการอนุมัติ จากองค์การอาหารและยาแล้ว 7. ข้อความข้างต้นมีคำนามกี่คำ 1. 4 คำ 2. 5 คำ 3. 6 คำ 4. 7 คำ 5. 8 คำ 8. ข้อความข้างต้นมีคำกริยาหลักกี่คำ 1. 3 คำ 2. 4 คำ 3. 5 คำ 4. 6 คำ 5. 7 คำ
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๓๓ ใช้ข้อความต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 9 – 10 (O-Net ปี 62) บัวเป็นพืชปลูกใต้น้ำ หากปลูกจากต้นอ่อนและกลบฝังดินตื้นหรือฝังไม่แน่น ต้นมีโอกาสหลุดลอยได้ เพราะบัวยังแตกรากยึดดินไม่พอ 9. ข้อความข้างต้นมีคำบุพบทกี่คำ 1. 1 คำ 2. 2 คำ 3. 3 คำ 4. 4 คำ 5. 5 คำ 10. ข้อความข้างต้นมีคำสันธานกี่คำ 1. 1 คำ 2. 2 คำ 3. 3 คำ 4. 4 คำ 5. 5 คำ ใช้ข้อความต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 11 – 12 (O-Net ปี 62) บทร้อยกรองเป็นบทประพันธ์ที่ผู้แต่งคิด ประดิษฐ์และเรียบเรียงถ้อยคำแต่ละวรรค แต่ละบท ตามข้อกำหนดของฉันทลักษณ์ 11. ข้อความข้างต้นมีคำนามกี่คำ 1. 4 คำ 2. 5 คำ 3. 6 คำ 4. 7 คำ 5. 8 คำ 12. ข้อความข้างต้นมีคำกริยาหลักกี่คำ 1. 3 คำ 2. 4 คำ 3. 5 คำ 4. 6 คำ 5. 7 คำ
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๓๔ บทที่ 7 คำมูลและการสร้างคำ กอนที่จะนําคําที่มีอยูนั้นไปสรางใหเกิดคําใหมขึ้นนั้น ตองรูจักหนวยศัพทที่เล็กที่สุดของภาษาไทยกอนนั้นก็คือ คํามูล คำมูล คํามูล คํามูล คือ ......................................................................................................................... ................................. ......................................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................. เชน คํามูลพยางค์เดียว = ช้าง ป่า ม้า วัว ควาย ใจ กิน เห็น บน ใน คํามูลสองพยางค์ = ขนม ทะเล นารี กะทิ ตะกละ สะดวก คํามูลสามพยางค์ = กะละแม มะละกอ นาฬกา กะละมัง จะละเม็ด แล้วจะดูอย่างไร วิเคราะห์อย่างไรว่าคําคํานั้นเป็นคํามูล ไม่ใช่คําอื่น ๆ วิธีการง่าย ๆ ที่จะสังเกต คือ .............................................................................................................................................................................. เชน นาฬิกา ลองแยกออกมาจะพบวา นา+ฬิ+กา (ฬิ จะไมมีความหมาย) ดังนั้น นาฬิกา ไม่สามารถแยกเป็นคำย่อยๆ ได้อีก จึงถือว่าเปนคํามูล จำง่าย ๆ ว่า คำมูลมันชอบอยู่ตามลำพัง ยังไม่เคยมีคู่ครอง นั่นคือไม่ประสมกับคำใด ๆ เลย ต่อมาเมื่อคำไม่ พอใช้ คนไทยเลยนำเอาคำมูลมารวมกันตั้งแต่สองคำขึ้นไป มีลักษณะ 5 แบบ คือ คำประสม คำซ้อน คำซ้ำ คำสมาส คำสนธิ ท่องง่าย ๆ ว่า สม-ซ้อน-ซ้ำ-สมาส-สนธิ (เสียง /ซ/ หมดเลย) คำประสม คำซ้อน และคำซ้ำ สามคำนี้คนไทยคิดขึ้นเอง สมาสและสนธิเป็นคำที่มาจากบาลี
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๓๕ คำซ้ำ คําซํ้า คําซํ้า คือ ................................................................................................... ........................................................ ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... แต่ไม่ใช่ซ้ำกันได้ง่าย ๆ นะ ต้องมีลักษณะต่อไปนี้ด้วย จึงจะซ้ำกันได้ 1......................................................................................................................... 2......................................................................................................................... 3......................................................................................................................... คำซ้ำ มี 2 ชนิด 1. คำซ้ำชนิดเรียง 2 คำ เช่น พี่ ๆ ดำ ๆ กล้วย ๆ เรื่อง ๆ ข้าง ๆ ตู้ ๆ 2. คำซ้ำชนิดเรียง 4 คำ เช่น ออด ๆ แอด ๆ สุก ๆ ดิบ ๆ ขาด ๆ เกิน ๆ ด้อม ๆ มอง ๆ ลองพิจารณาประโยคต่อไปนี้ว่าซ้ำได้หรือไม่? หล่อนใช้หวี ๆ ผมที่ยาวสลวย หรือ หล่อนใช้หวีหวีผมที่ยาวสลวย นายดำ ๆ ลงไปลึกถึงก้นสระ หรือ นายดำดำลงไปลึกถึงก้นสระ นักเรียนใช้ยางลบ ๆ คำผิด หรือ นักเรียนใช้ยางลบลบคำผิด เขามีที่ ๆ บางนา 2 แปลง หรือ เขามีที่ที่บางนา 2 แปลง จากประโยคดังกล่าวจะใช้คำซ้ำไม่ได้ เพราะคนละตัวคนละความหมายและคนละหน้าที่ จึงซ้ำไม่ได้ หล่อนใช้หวีหวีผมที่ยาวสลวย หวีคำแรก เป็น ....................................... หวีคำหลัง เป็น ....................................... นายดำดำลงไปลึกถึงก้นสระ ดำคำแรก เป็น ....................................... ดำคำหลัง เป็น ....................................... นักเรียนใช้ยางลบลบคำผิด ลบคำแรก เป็น ....................................... ลบคำหลัง เป็น ....................................... เขามีที่ที่บางนา 2 แปลง ที่คำแรก เป็น ....................................... ที่คำหลัง เป็น ....................................... ข้อควรระวัง คำซ้ำบางคำเป็นคำซ้ำที่ห้ามใช้ไม้ยมก (ๆ) ก็มี เช่น นานา เพราะ นานา หมายถึง ต่าง ๆ แต่นานาเป็นภาษาบาลี ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะ ตุ๊กตุ๊ก เพราะ เป็นชื่อรถสามล้อเมืองไทย เป็นชื่อเฉพาะ ไวไว เพราะ เป็นชื่อยี่ห้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นชื่อเฉพาะ เรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง เพราะ คำในบทประพันธ์มีกฎว่าห้ามใช้ไม้ยมก(ๆ) ให้เขียนเต็ม คําซํ้าบางคํา นิยมใชเปนคําซํ้าอยางเดียว ไมอาจใชเปนคําเดี่ยวๆ ได เชน หยกๆ หลัดๆ ฉอดๆ ปาวๆ = เขาเพิ่งมาหยกๆ ไมสามารถใชเปน เขาเพิ่งมาหยก เพราะจะทําใหสื่อ ความหมายไดผิด
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๓๖ คำซ้อน คําซ้อน คําซ้อน คือ ......................................................................................................................... .................... .............................................................................................................................................................................. คําซ้อนมี 2 แบบ ดังนี้ 1. คําซ้อนเพื่อความหมาย มีลักษณะดังนี้ 1.1 คําซ้อนที่มีความหมายเหมือนกัน เช่น ................................................................................ 1.2 คําซ้อนที่มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น ............................................................................. 1.3 คําซ้อนที่มีความหมายตรงกันข้าม เช่น .............................................................................. 2. คําซ้อนเพื่อเสียง คือการนําคํามูลสองคํามาประกอบกัน เพื่อให้เกิดเสียงคล้องจองกัน อาจเปนคําเลียน เสียงธรรมชาติ ก็ได้เชน โครมคราม เจิดจ้า โยกเยก ชิงชัง ทอดถอน วุ่นวาย โยเย โวยวาย เป็นต้น คำซ้อนเพื่อเสียงสร้างขึ้นเพื่อความไพเราะของเสียง จะเป็นลักษณะคำมูลสองคำที่มีเสียงพยัญชนะต้น เหมือนกันมารวมกันเป็นคำใหม่ แต่จะมีความหมายตัวเดียวหรือความหมายไม่ได้อยู่ที่คำทั้งสองก็ได้ เช่น เซ่อซ่า เสียงพยัญชนะต้นคือเสียง /ซ/ เหมือนกัน แต่ความหมายอยู่ที่คำว่า เซ่อ กวาดแกวด เสียงพยัญชนะต้นคือเสียง /กว/ เหมือนกัน แต่ความหมายอยู่ที่คำว่า กวาด โวยวาย เสียงพยัญชนะต้นคือเสียง /ว/ เหมือนกัน แต่ความหมายอยู่ที่คำว่า โวย งี่เง่า เสียงพยัญชนะต้นคือเสียง /ง/ เหมือนกัน แต่ความหมายอยู่ที่คำว่า เง่า (แปลว่าโง่) ฉะนั้นเราใส่ ซ่า แกวด วาย งี่ เพื่อความไพเราะเท่านั้นเอง หรือคำซ้อนเพื่อเสียงแบบความหมายไม่ได้อยู่ที่คำทั้งสองก็ได้ เช่น โลเล โผงผาง เก้งก้าง อุ้ยอ้าย ตัวอย่างคำซ้อน ช้างสาร บ้านช่อง นัยน์ตา เจ้านาย จิตใจ คอยท่า พลัดพราก เลือกสรร เนื้อตัว หยิบยืม ดูดดื่ม หลับนอน เท็จจริง เหตุผล ตัดต่อ บุญกรรม หุ้นส่วน รูปภาพ กฎเกณฑ์ กักตุน กาลเวลา โป้ปด ชิงชัง รุดโทรม ห้องหับ ทรัพย์สมบัติ โลเล รุ่งริ่ง
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๓๗ คำประสม คําประสม คําประสม คือ.......................................................................................................................... ............... ........................................................................................................................ คําที่เกิดขึ้นจะเรียกว่า คําประสม หลักการสร้างคําประสม 1.คํามูลที่นํามาสร้างเปนคําประสม อาจทําหน้าที่เป็นคํานาม คําสรรพนาม กริยา วิเศษณ์หรือบุพบท ก็ได้ คํามูลอาจเกิดจากการประสมกับคําชนิดเดียวกัน หรือคําต่างชนิดกันก็ได้เช่น นาม+นาม เช่น หัวใจ พ่อบ้าน พ่อมด นํ้าตา ช่างไม้ นาม+สรรพนาม เช่น พระคุณท่าน กระหม่อมฉัน นาม+กริยา เช่น นํ้าตก นํ้าเน่า รถเข็น ยาถ่าย ลูกเล่น นาม+วิเศษณ์ เช่น แกงหวาน ปลาเค็ม เครื่องคาว ของแข็ง กริยา+กริยา เช่น ยกฟ้อง ตมยํา ถกเถียง กินขาด กริยา+นาม เช่น กินใจ กินแถว กินเมีย จับยาม กริยา+วิเศษณ เช่น อวดดี ไปดี ถือดี เป็นกลาง วิเศษณ์+นาม เช่น สองใจ สามเกลอ คู่ใจ วิเศษณ์+วิเศษณ์ เช่น อ่อนหวาน สุกดิบ หวานเย็น บุพบท+นาม เช่น ใต้เทา ข้างถนน (เด็ก) ซึ่งหน้า บุพบท+กริยา เช่น ตามมีตามเกิด 2. คํามูลที่นํามาประสมกันอาจเป็นคําที่มาจากภาษาใดก็ได้ซึ่งอาจเกิดจากคําไทยกับคําไทย หรือคําไทย กับคําในภาษาอื่น หรือ เป็นคําที่มาจากภาษาอื่นทั้งหมด เช่น คําไทยกับคําไทย เช่น หมอความ แม่ยาย กินที่ นํ้าหวาน โรงเรียน หมดตัว เตารีด คําไทย+เขมร เช่น ของขลัง ของโปรด ทะเลสาบ สายตรวจ คําไทย+จีน เช่น กินหุ้น ของเก๊กินโต๊ะ นํ้าเต้าหู้ตีตั๋ว คําไทย+บาลีสันสกฤต เช่น แมพิมพ์ลูกศิษย์ขี้โรค เข้าฌาน คําไทย+อังกฤษ เช่น เรียงเบอร์ฝาเบียร์นํ้าก๊อก บาลี+บาลี เช่น ผลผลิต การยุทธิ์ วัตถุโบราณ ภาพยนตร์ บาลี+สันสกฤต เช่น ภาพลักษณ์กิจจะลักษณะ สังเกตการณ์ บาลี+จีน เช่น รถเก๋ง บาลี+อังกฤษ เช่น รถเมล์รถบัส รถแท็กซี่ บาลี+เขมร เช่น นพมาศ เทพนม เจตจํานง จีน+จีน เช่น แฉโพย สิ่งที่ควรสังเกต ถ้าเจอคําเหล่านี้ขึ้นต้นมักจะเป็นคําประสม เพราะต้องนําคําอื่นๆ มาประกอบเพื่อให้เกิด ความหมายหลากหลายมากขึ้น เช่น พ่อ + แม่ + ลูก + นํ้า + ช่าง + ชาว + เครื่อง + หัว + นัก + หมอ + ที่ + การ + ความ + เสีย + ยก + กิน เป็นต้น
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๓๘ ผ่านไปแล้วสำหรับการสร้างคำ ทั้งการซ้ำคำ ซ้อนคำ และประสมคำ ส่วนการสร้างแบบต่อไปนี้ เป็นการสร้างคำ ที่รับอิทธิพลมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต เรียกว่า การสมาสคำ การสมาสคำ คือ ........................................................................................................................... ......... .............................................................................................................................................................................. การสมาสคำ มี 2 ประเภท 1. คำสมาสที่ไม่มีการสนธิ (สมาสแบบสมาส) คือ คำสมาสที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเสียงหรือกลมกลืนเสียง เรียกว่า “คำสมาส” 2. คําสมาสที่มีการสนธิ (สมาสแบบสนธิ) คือ คําสมาสที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือกลมกลืนเสียง เรียกวา “คําสนธิ” ท่องง่ายๆ ว่า “......................................................” คำสมาส คําสมาส มีลักษณะดังตอไปนี้ 1. เป็นการชนคำมูลเท่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์ เช่น ราช + การ = ........................ กุล + บุตร = ........................ กรรม + กร = ........................ 2. คำสมาสเวลาจะอ่านเรียงพยางค์ เชน ราชการ อ่านว่า ....................................................... กุลบุตร อ่านว่า ....................................................... กรรมกร อ่านว่า ....................................................... 3. คําสมาสจะแปลจากคำหลังมาคำหน้า เช่น ราชการ หมายถึง .................................................................................. กุลบุตร หมายถึง .................................................................................. กรรมกร หมายถึง .................................................................................. 4. หากระหว่างคำมูลมีรูป “สระ อะ” หรือ “ทัณฑฆาต” ให้ตัดออก เช่น ธุระ + กิจ เมื่อสมาสแล้วจะได้ ........................... มนุษย์ + ศาสตร์ เมื่อสมาสแล้วจะได้ ........................... หัตถ์ + กรรม เมื่อสมาสแล้วจะได้ ........................... 5. คําวา “พระ” ซึ่งมาจากภาษาบาลีสันสกฤตวา “วร” เมื่อไปประกอบเปนคําหนาโดยมีคําหลักที่เปนคํา ภาษาบาลีสันสกฤต จะถือวาเปนคําสมาส เชน พระบาท พระกร พระชิวหา พระสงฆ
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๓๙ สังเกต! คําตอไปนี้ดูเหมือนจะเปนคําสมาส แตตองสังเกตดีๆ จะพบวาไมใชคําสมาส เชน ผลไม้ เพราะ ไม้เปนคําไทย คริสต์จักร เพราะ คริสต์เปนคำอังกฤษ พลความ เพราะ ความ เปนคําไทย “ คําสมาสตองเกิดจากคํา กลเม็ด เพราะ เม็ด เปนคําไทย ภาษาบาลีสันสกฤตเทานั้น” ราชดําเนิน เพราะ ดําเนิน เปนคําเขมร อยาลืมเด็ดขาด !! ตัวอยางคําสมาส ประวัติศาสตร์ (ประวัติ+ศาสตร) ธรรมศาสตร์ (ธรรม+ศาสตร) วีรกรรม (วีร+กรรม) เกษตรกรรม (เกษตร+กรรม) วัฒนธรรม (วัฒน+ธรรม) ชัยภูมิ (ชัย+ภูมิ) เทวรูป (เทว+รูป) ฉัตรมงคล (ฉัตร+มงคล) ผลิตภัณฑ์ (ผลิต+ภัณฑ์) มูลนิธิ (มูล+นิธิ) ภารกิจ (ภาร+กิจ) ศุภฤกษ์ (ศุภ+ฤกษ์) มนุษยธรรม (มนุษย์+ธรรม) เอกสาร (เอก+สาร) จินตกวี (จินต+กวี) กิจกรรม (กิจ+กรรม) มาตรฐาน (มาตร+ฐาน) ธรรมชาติ (ธรรม+ชาติ) จักรยาน (จักร+ยาน) ยุทธหัตถี (ยุทธ+หัตถี) คุณลักษณะ (คุณ+ลักษณะ) นามธรรม (นาม+ธรรม) เกียรตินิยม (เกียรติ+นิยม) ชลบุรี (ชล+บุรี) โบราณคดี (โบราณ+คดี) รัฐสภา (รัฐ+สภา) แพทยสภา (แพทย์+สภา)
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๔๐ คำสนธิ คําสนธิ คําสนธิ คือ ......................................................................................................................... .................. ............................................................................................................................................................................ ...............................................................................................แบงเปน 3 ประเภท ดังนี้ ๑. ๒. ๓. 1.สระสนธิคือ การนำคำบาลีสันสกฤตที่ลงท้ายด้วยสระไปสนธิกับคำที่ขึ้นต นด้วยสระ ซึ่งเมื่อสนธิแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปสระตามเกณฑ์ดังนี้ 1.1 ตัดสระทายคําหน้า แล้วใช้สระหน้าคําหลัง (กฎของคําหน้า) มาทําความเข้าใจกันอีกครั้ง = ______(คําหน้า) + อ_____(คําหลัง) วิธีการสระสนธิ ให้จําเป็นขั้นตอน คือ 1. ตัดสระคําหน้า 2. ตัด อ คําหลัง 3. นําคํามรวกัน เช่น คำมูล+คำมูล 1. ตัดสระคําหน้า 2. ตัด อ คําหลัง 3. นําคํามารวมกัน มหา + อรรณพ มห รรณพ มหรรณพ ชล + อาลัย วชิร + อาวุธ วร + โอกาส พุทธ + โอวาท วิทย + อาลัย 1.2 ตัดสระท้ายคําหน้า ใช้สระหนาคําหลัง แต่เปลี่ยนสระคําหลังด้วย (กฎของคําหลัง) 1. ตัดสระคำหน้า 2. เปลี่ยนสระคำหลังตามกฎ 3. ตัด อ คำหลังทิ้ง สระคำหลังเป็น อะ ให้เปลี่ยนเป็น อา เช่น คำมูล+คำมูล 1. ตัดสระคําหน้า 2. เปลี่ยนสระคำ หลังตามกฎ 3. ตัด อ คําหลัง 4. นําคํามา รวมกัน ธรรม + อธิปไตย ธรรม อาธิปไตย อาธิปไตย ธรรมาธิปไตย ประชา + อธิปไตย เทศ + อภิบาล ฐาน + อนุกรม ทูต + อนุทูต
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๔๑ สระคำหลังเป็น อิ ให้เปลี่ยนเป็น เอ เช่น คำมูล+คำมูล 1. ตัดสระคําหน้า 2. เปลี่ยนสระคำ หลังตามกฎ 3. ตัด อ คําหลัง 4. นําคํามา รวมกัน นร + อิศวร นร เอศวร เ-ศวร นเรศวร ปรม + อินทร์ คช + อินทร์ มหา + อิสี เทว + อิศวร สระคำหลังเป็น อุ ให้เปลี่ยนเป็น อู เช่น คำมูล+คำมูล 1. ตัดสระคําหน้า 2. เปลี่ยนสระคำ หลังตามกฎ 3. ตัด อ คําหลัง 4. นําคํามา รวมกัน คุณ + อุปการ คุณ อูปการ อูปการ คุณูปการ ราช + อุปถัมภ์ ราช + อุทิศ สาธารณ + อุปโภค ราชินี + อุปถัมภ์ สระคำหลังเป็น อุ อู ให้เปลี่ยนเป็น โอ เช่น คำมูล+คำมูล 1. ตัดสระคําหน้า 2. เปลี่ยนสระคำ หลังตามกฎ 3. ตัด อ คําหลัง 4. นําคํามา รวมกัน นย + อุบาย นย โอบาย โ-บาย นโยบาย ยุทธ + อุปกรณ์ ชล + อุทก นร + อุดม ชล + อุดม 1.3 เปลี่ยนสระที่ท้ายคําหน้า ถ้า อิ อี เป็น ย แต่ถ้า อุ อู เป็น ว เสียก่อนแล้วสนธิ (กฎของคําหนา) อิ อี เปน ย (ทําคล้ายๆ ข้อ 1.1 หลังจากเปลี่ยนเป็น ย แล้ว) เช่น คำมูล+คำมูล 1. เปลี่ยนสระคํา หน้าตามกฎ 2. ตัด อ คําหลัง 3. นําคํามา รวมกัน อธิ + อาศัย อธย าศัย อัธยาศัย กิตติ+ อากร สามัคคี + อาจารย์ อุ อู เป็น ว (ทําคล้ายๆ ข้อ 1.1 หลังจากเปลี่ยนเป็น ว แล้ว) เช่น คำมูล+คำมูล 1. เปลี่ยนสระคํา หน้าตามกฎ 2. ตัด อ คําหลัง 3. นําคํามา รวมกัน จักขุ + อาพาธ จักขว าพาธ จักขวาพาธ สินธุ + อานนท์ ธนู + อาคม
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๔๒ 2. พยัญชนะสนธิคือ การเชื่อมคําด้วยพยัญชนะ โดยเชื่อมเสียงพยัญชนะในพยางค์ท้ายของคําหน้ากับเสียง พยัญชนะหรือ สระในพยางค์แรกของคําหลัง ดังนี้ 2.1 คําหน้าที่อ่านว่า นิส หรือ ทุส ให้เปลี่ยน ส เป็น ร เช่น คำมูล+คำมูล เปลี่ยน ส เปน ร ที่คำหน้า คำสนธิ นิส + ภัย นิร นิรภัย นิส + ทุกข์ ทุส + พล ทุส + กันดาร นิส + โทษ 2.2 คําที่ลงท้ายด้วย ส สนธิกับพยัญชนะเปลี่ยน ส เปน โ เช่น คำมูล+คำมูล เปลี่ยน ส เปน โ ที่คำหน้า คำสนธิ รหส + ฐาน รโห รโหฐาน มนส + ภาพ ศิรส + เพฐน์ มนส + คติ มนส + ธรรม 3. นฤคหิตสนธิ คือ การเชื่อมคําด้วยนฤคหิต โดยเชื่อมพยางค์หลังของคําหน้าเป็นนฤคหิตกับเสียงสระใน พยางค์แรกของคําหลัง ดังนี้ 3.1 นฤคหิตสนธิกับสระ 1.เปลี่ยน ๐ เป็น ม 2. ตัด อ คำหลังทิ้ง แลวสนธิกัน เชน คำมูล+คำมูล 1. เปลี่ยน ๐ เปน ม 2. ตัด อ คำหลัง ทิ้ง 3. นำคำมา รวมกัน สํ + อาคม สม อาคม สมาคม สํ + อิทธิ สํ + อาทาน สํ + อาบัติ สํ + อาโยค
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๔๓ 3.2 นฤคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค เปลี่ยน ๐ เปนพยัญชนะท้ายวรรคนั้นก่อนสนธิ วรรค กะ เป็น ง เช่น สํ + กร = .......... สํ + เกต = .......... สํ + คม = .......... วรรค จะ เป็น ญ เช่น สํ + จร = .......... สํ+ ชาติ = .......... สํ + ญา = .......... วรรค ตะ เป็น เช่น สํ + เทศ = .......... สํ + ดาป = .......... สํ + ดาน = .......... วรรค ฏะ เป็น ณ เช่น สํ + ฐาน = .......... สํ + ฐิติ = .......... วรคค ปะ เป็น ม เช่น สํ + บัติ = .......... สํ + บูรณ = .......... สํ + พล = .......... 3.3 นฤคหิตสนธิกับเศษวรรค เปลี่ยน ๐ เป็น ง เช่น สํ + โยค = .......... สํ + วร = .......... สํ + หรณ = .......... สํ + หาร = .......... วรรค แถวที่ 1 แถวที่ 2 แถวที่ 3 แถวที่ 4 แถวที่ 5 วรรค กะ ก ข ค ฆ ง วรรค จะ จ ฉ ช ฌ ญ วรรค ฏะ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรค ตะ ต ถ ท ธ น วรรค ปะ ป ผ พ ภ ม
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๔๔ ศัพท์บัญญัติ ศัพท์บัญญัติ ศัพท์บัญญัติคือ การคิดคำศัพท์โดยใช้คำภาษาไทย ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต แทนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและมีการยอมรับจากผู้ใช้ภาษา เช่น รถจักรยานยนต์ แทนคำว่า motorcycle สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ แทนคำว่า hello ตกลงค่ะ ตกลงครับ แทนคำว่า okey โทรทัศน์ แทนคำว่า T.V. เครื่องพิมพ์ แทนคำว่า Printer อนันต์ แทนคำว่า infinity ถ่ายสำเนา แทนคำว่า copy สลากกินแบ่งรัฐบาล แทนคำว่า lottery คำทับศัพท์ คำทับศัพท์ คำทับศัพท์คือ คำที่ไม่สามารถคิดคำศัพท์บัญญัติขึ้นมาใช้ได้ จึงอาศัยการถ่ายเสียงมาจากรูปคำภาษาอื่น แล้วนำมาเขียนในรูปแบบภาษาไทย เช่น ฟุตบอล ทับศัพท์คำว่า Football แฮมเบอร์เกอร์ ทับศัพท์คำว่า hamburger คอมพิวเตอร์ ทับศัพท์คำว่า computer ฟรี ทับศัพท์คำว่า free อีเมล ทับศัพท์คำว่า email คลิก ทับศัพท์คำว่า click คลินิก ทับศัพท์คำว่า clinic ทัวร์ ทับศัพท์คำว่า Tour คำแผลง คำแผลง คำแผลง คือ คำที่สร้างขึ้นใช้ในภาษาไทยอีกวิธีหนึ่ง โดยเปลี่ยนแปลงอักษรที่ประสมอยู่ในคำไทย หรือคำที่มาจากภาษาอื่นให้ผิดไปจากเดิม ด้วยวิธีตัด เติม หรือเปลี่ยนรูป แต่ยังคงรักษาความหมายเดิม หรือเค้าความเดิมอยู่ การแผลงคำ ทำได้ ๓ วิธี คือ ๑. การแผลงสระ คำเดิม คำแผลง คำเดิม คำแผลง ชยะ ชัย ดิรัจฉาน เดรัจฉาน พัชร เพชร คะนึง คำนึง กีรติ เกียรติ สุคนธ์ สุวคนธ์ สรเสริญ สรรเสริญ ยุวชน เยาวชน
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๔๕ ๒. การแผลงพยัญชนะ คำเดิม คำแผลง คำเดิม คำแผลง กราบ กำราบ บวช ผนวช เกิด กำเนิด ผทม ประทม, บรรเทา เรียบ ระเบียบ แข็ง กำแหง, คำแหง แสดง สำแดง เจียร จำเนียร เจาะ จำเพาะ, เฉพาะ เชิญ อัญเชิญ เฉียง เฉลียง อัญชลี ชลี, ชุลี ถก ถลก อุบาสิกา สีกา ๓. การแผลงวรรณยุกต์ คำเดิม คำแผลง คำเดิม คำแผลง เพียง เพี้ยง พุทโธ พุทโธ่ บ บ่ จึง จึ่ง *******************************************************************************************************
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๔๖ แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 7 1. คําในข้อใดเป็นคําสมาสทุกคํา 1. คุณสมบัติ คุณากร คุณคา 2. ราชการ ราชวัง ราชรถ 3. มโหฬาร มหาวิทยาลัย มหาภัย 4. พลานามัย พลศึกษา พลความ 2. ข้อใดมีคําสมาสที่มีการสนธิทั้งหมด 1. มโนมัย สัมมาทิฐิ โยธาธิการ 2. คุณูปการ นามาภิไธย ชราภาพ 3. ทัศนูปกรณ ชโลทร นิทรารมณ 4. มหาวิทยาลัย ธนาณัติ รัชนีกร 3. ข้อใดมีคำสมาส 1. ดินแดนที่เป็นประเทศไทยทุกวันนี้ มีผู้คนอยู่อาศัยมานานนับหมื่นๆ ปี 2. ดังหลักฐานสำคัญคือ โคลงกระดูกและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่พบในที่ฝังศพ 3. ผู้คนดังกล่าวได้สั่งสมความเจริญและพัฒนาต่อเนื่องจากยุคหินสู่ยุคโลหะอยู่รวมกันเป็นชุมชน 4. ครั้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 11 ก็เริ่มมีการก่อตั้งเป็นแว่นแคว้น และเริ่มมีกษัตริย์เป็นผู้ปกครอง 4. ข้อใดมีคำสมาสที่มีการสนธิ 1. คนรักษาคำพูดนั้น แม้ตัวตายไป โลกยังยกย่องสรรเสริญ 2. พึงอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนด้วย พึงคบหากับผู้ที่เต็มใจจะคบหาสมาคมด้วย 3. สติกับปัญญาเป็นสิ่งมีประโยชน์มากในการทำงานทุกอย่าง และจะต้องให้มีคู่กันไป 4. วางได้วาง ก็จะมีสุขได้บ้าง วางได้หมด ก็จะเป็นสุขไปทั้งหมด ๕. ข้อความต่อไปนี้มีคําประสมกี่คํา “การหยุดไข้เลือดออกไม่ให้ระบาดในชุมชนตองระวังไม่ให้ถูกยุงกัด เช่น ทายากันยุง นอนในมุ้ง หรือติดมุ้งลวด ฯลฯ” 1. 4 คํา 2. 5 คํา 3. 6 คํา 4. 7 คํา ๖. ข้อใดไม่เป็นคํามูล 1. กระทะ 2. มาลัย 3. แจกัน 4. ค่าตัว ๗. คําในข้อใด มีวิธีการสร้างคําแตกต่างจากข้ออื่น 1. ปวดร้าว ปวดเมื่อย 2. บอกบท บอกใบ้ 3. เศราโศก เศราหมอง 4. คลาดเคลื่อน คลาดแคล้ว 8. คำในข้อใดต่างจากพวก 1. บ้านเรือน 2. เรือแพ 3. รถถัง 4. ชั่วดี 9. คำในข้อใดต่างจากพวก 1.รถไฟฟ้า 2. เครื่องซักผ้า 3. เตารีด 4. ถ้วยชาม 10. คำในข้อใดต่างจากพวก 1. รถประจำทาง 2. มีจน 3. ร่ำรวย 4. มั่งมี
ห ลั ก ภ า ษ า ไ ท ย ห น้ า | ๔๗ 11. คำทัพศัทพ์ภาษาอังกฤษข้อใดสามารถใช้คำไทยแทนได้(O-Net ปี 61) 1. ไอเดีย ยูนิต 2. ออกไซต์ ออนซ์ 3. เฮโมโกลบิน เฮอริเคน 4. ไมล์ โครโมโซม 5. อิซูลิน ฮอรโมน 12. ข้อความต่อไปนี้มีการใช้คำซ้อนกี่คำ (O-Net ปี 61) ความทุกข์ของหมีในแถบเอเชียยังไม่หมดสิ้นไป องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกยังทำงานเพื่อหยุดยั้ง การ ทำทารุณกรรมหมีในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้หมีแสดงละครสัตว์หรือการบริโภคหมี ในขณะนี้มีหมี กว่า 22,000 ตัว ถูกกักขังไว้ในกรงแคบๆ ทุกตัวถูกเจาะรูคาไว้ที่ท้องเพื่อดูดเอาน้ำดีของมันออกมา อย่างต่อเนื่อง 1. 3 คำ 2. 4 คำ 3. 5 คำ 4. 6 คำ 5. 7 คำ 13. ข้อความส่วนใดไม่มีคำประสม (O-Net ปี 61) 1) ตลาดนัดยามเย็นแห่งนี้เป็นตลาดที่เปิดโล่ง / ๒) ขายสินค้าและอาหารให้รเดินได้ง่ายๆ / ๓) ด้านบนมีร้านอาหารและเครื่องดื้มหลากหลาย / ๔) ใครหิวก็ไปนั่งกิน อิ่มแล้วก็มาเดินกันใหม่ / 5) เพราะด้านล่างเป็นลานน้ำพุซึ่งเหมาะที่จะนั่งพักเหนื่อยเป็นอย่างมาก 1. ส่วนที่ 1 2. ส่วนที่ 2 3. ส่วนที่ 3 4. ส่วนที่ 4 5. ส่วนที่ 5 14. ข้อความส่วนใดต่อไปนี้ไม่มีคำสมาส (O-Net ปี 61) 1) คนเรามีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษเมื่อประมาณไม่เกิน 120,000 ปีมาแล้ว / 2) ประวัติศาสตร์ชาติ พันธุ์มนุษย์มีหลักฐานชัดเจนว่า / ๓) คนเรารู้จักขีดเขียนจารไว้ตามหน้าผาและผนังถ้ำมากกว่า 30,000 ปี / ๔) หรือ เมื่ครั้งคนเรายังเป็นมนุษย์โครมันยงแห่งยุคน้ำแข็ง / 5) ทั้งหมดนี้ก็เนื่องจากคุณสมบัติของมือและนิ้วที่ทำงานควบคู่ กันอย่างน่าอัศจรรย์ 1. ส่วนที่ 1 และ 2 2. ส่วนที่ 2 และ 3 3. ส่วนที่ 3 และ 4 4. ส่วนที่ 4 และ 5 5. ส่วนที่ 5 และ 1 15. คำที่ขีดเส้นใต้ในข้อใดต้องใช้เป็นคำซ้ำเท่านั้น (O-Net ปี 61) 1. อากาศชื้นๆ ทำให้คนเป็นหวัดได้ง่าย 2. ขนมจีนน้ำยาจะอร่อยน้ำยาต้องข้นๆ หน่อยนะ 2. ตอนแรกๆ ฉันก็คิดจะช่วยให้เขามาทำงานที่บ้าน 4. พนักงานเรียงกล่องบรรจุผลไม้ซ้อนๆ กันในตู้แช่ 5. เมื่อคืนตำรวจจับคนที่มาตะโกนปาวๆ อยู่หน้าหมู่บ้าน 16. คำทัพศัทพ์ภาษาอังกฤษข้อใดสามารถใช้คำไทยแทนได้(O-Net ปี 62) 1. โซดา เลเซอร์ 2. คอนกรีต เคาเตอร์ 3. ฟลูออรีน สปา 4. ไมโครโฟน แอโรบิก 5. แสตมป์ ฟอสซิล