The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ปีที่ 44 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มีนาคม 2564)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ปีที่ 44 ฉบับที่ 1 (ม.ค.มี.ค.64)

วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ปีที่ 44 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มีนาคม 2564)

Keywords: วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม,ปีที่ 44,2564

สถานการณแ ละความจาํ เปน ของปูย าตายายกับการเลย้ี งดเู ด็กเลก็ ในวิถไี ทยอสี าน : กรณีศกึ ษาอําเภอสชี มพู จงั หวดั ขอนแกน

เพ่ือนําสูการพัฒนาโครงการสงเสริมสุขภาพ สาธารณสุขและองคกรปกครองสวนทองถิ่น
ดานตางๆ จากส่ิงท่ีคนพบขางตน จึงควรให ทเี่ กีย่ วขอ ง
ความสําคัญกับปูยาตายายผูเลี้ยงดูเด็ก
และควรใหการสนับสนุนในดานตางๆ เชน ■ ขอเสนอแนะ
พลังใจ สวัสดิการ ความรูในการเลี้ยงดูเด็ก
ของใชจําเปน โดยการสนับสนุนปูยาตายาย จากการศึกษาครั้งนี้ สามารถนําขอ
นั้นตองเริ่มตนจากคนในครอบครัว เพ่ือนบาน คนพบทไี่ ดเ ปน แนวทางเพอ่ื
หนวยงานสาธารณสุขและองคกรปกครอง
สวนทองถิ่น เพื่อใหเปนประโยชนตอการ 1. จัดโครงการ กิจกรรมหรือทําการ
เลีย้ งดเู ด็กเลก็ ตอไป วิจัยเชิงปฏิบัติการเพ่ือกอใหเกิดการเปล่ียน
แปลงและพัฒนาศักยภาพการเล้ียงดูเด็ก
■ สรปุ ผล ของปูยาตายายในดานโภชนาการ พัฒนาการ
เดก็ และการดแู ลสุขภาพชอ งปากเดก็
เหตุผลหลักที่ปูยาตายายรับหนาที่ใน
การเลี้ยงดูเด็ก คือ บิดามารดาของเด็กตองไป 2. เพื่อใหเจาหนาที่สาธารณสุข
ทํางานตางพ้ืนท่ีเพ่ือหารายไดเล้ียงครอบครัว ท่ีรับผิดชอบการเลี้ยงดูเด็กในดานตางๆ
ปูยาตายายมีการนําเอาประสบการณเดิม เห็นความสําคัญและสามารถนําผลการศึกษา
ในการเลี้ยงดูบุตรมาปรับเขากับการเลี้ยงดูเด็ก คร้ังน้ีไปศึกษาเชิงลึก เพ่ือนํามาพัฒนาการ
ในปจจุบัน ความรูสึกในการเล้ียงดูเด็กมีท้ัง เลย้ี งดูเด็กของปูยา ตายายตอ ไป
ความรสู กึ ดา นบวกและดา นลบ ดา นโภชนาการ
การเลือกอาหารใหเด็กรับประทานมีการเลือก 3. เปนแนวทางในการทําโครงการ
ตามประสบการณมากกวาการอิงหลักวิชาการ หรือปฏิบัติงานแบบบูรณาการรวมกันในการ
การใชกราฟประเมินการเจริญเติบโตยังไม ดูแลเด็กจากสหวชิ าชีพ
ถูกนํามาใชในทางปฏิบัติ ดานพัฒนาการ
มีการสงเสริมพัฒนาการเด็กและการฝกให ■ กิตติกรรมประกาศ
ชวยเหลือตนเองแตยังไมไดรับการประเมิน
พัฒนาการตามเกณฑดานสาธารณสุขอยาง ขอขอบคุณสาธารณสุขอําเภอสีชมพู
ทั่วถึง การดูแลสุขภาพชองปากเด็กพบวา และหัวหนา รพ.สต. ทุกพ้ืนที่ที่ใหโอกาส
ปูยาตายายสวนใหญยังตองการความรูและ สนับสนุนและอํานวยความสะดวกในการ
การฝกทักษะท่ีถูกตอง จากขอคนพบดังกลาว ลงพ้ืนท่ีเพื่อเก็บขอมูล ขอขอบคุณแขนงวิชา
จึงควรมีการสนับสนุนและหาแนวทางพัฒนา ทันตสาธารณสุข คณะทันตแพทยศาสตร
ศักยภาพปูยาตายายผูเล้ียงดูเด็กในทุกดาน มหาวิทยาลัยขอนแกน สําหรับขอชี้แนะและ
ท้ังจากคนในครอบครัว เพ่ือนบาน เจาหนาที่ ทุนสําหรับการทําวิจัย และกลุมงานทันตกรรม
โรงพยาบาลสีชมพู อําเภอสีชมพู จังหวัด
ขอนแกนสําหรับคําแนะนําและขอมูลในการ
ศกึ ษาคร้งั นี้

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 45

บ ท วิ ท ย า ก า ร

เอกสารอางอิง

1. กาญจนา เทียนลาย, วรรณี หุตะแพทย. ความหลากหลายทางประชากรและสังคมในประเทศไทย ณ ป 2558.
ใน: กาญจนา เทยี นลาย, ปท มา วา พัฒนวงศ, กาญจนา ตงั้ ชลทพิ ย, บรรณาธกิ าร. ประชากรและสงั คม 2558.
นครปฐม: สถาบนั วจิ ัยประชากรและสงั คม มหาวทิ ยาลยั มหิดล; 2558 หนา 311-24.

2. กองสถิติพยากรณ สํานักงานสถิติแหงชาติ. การสํารวจการยายถิ่นของประชากร พ.ศ.2561 [อินเทอรเน็ต]. 2562
[เขาถงึ เมื่อ 10 กรกฎาคม 2563]. เขา ถงึ ไดจ าก: https://bit.ly/2I59okj.

3. วรวรรณ ชาญดวยวิทย. เด็กกับสวัสดิการสังคม. ใน: ม่ิงทรัพย ขาวสะอาด, บรรณาธิการ. ชีวิตคนไทย
ในสองทศวรรษการพัฒนา. เชียงใหม: แผนงานสรางเสริมนโยบายสาธารณะท่ีดี (นสธ.) สถาบันศึกษา
นโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม (PPSI); 2556 หนา 22-9.

4. อุดมลักษณ กุลพิจิตร, พัชราภรณ พุทธิกุล. การวิเคราะหสถานการณของการอบรมเล้ียงดูเด็กปฐมวัย
โดยผูปกครองที่ไมใชพอแมและการนําเสนอนวัตกรรมเสริมสรางความผูกพันในครอบครัว วารสารครุศาสตร
จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั 2560;45(3):188-205.

5. กองทุนประชากรแหงสหประชาชาติประจําประเทศไทย. รายงานสถานการณประชากรไทย พ.ศ. 2558
โฉมหนาครอบครัวไทย ยุคเกิดนอย อายุยืน [อินเทอรเน็ต]. 2558 [เขาถึงเมื่อ 6 กรกฎาคม 2563].
เขาถงึ ไดจาก: https://bit.ly/2SoI7N8.

6. Tan C, Luo J, Zong R, Fu C, Zhang L, Mou J. Nutrition knowledge, attitudes, behaviours
and the influencing factors among non-parent caregivers of rural left-behind children
under 7 years old in China. Public Health Nutrition 2010;13(10):1663-8.

7. สุธรรม นันทมงคลชัย. ครอบครัว การอบรมเลี้ยงดู และพัฒนาการเด็กปฐมวัยในประเทศไทย. วารสาร
สาธารณสุขศาสตร มหาวทิ ยาลัยมหิดล 2559;46(3):205-10.

8. ทรงวุฒิ ตวงรัตนพันธ, สุจิตรา ชาตา. วิถีชีวิตของปู ยา ตา ยายผูดูแลหลัก ที่สัมพันธกับสุขภาพชองปากเด็ก
อายุ 1-3 ป ตาํ บลบา นเหลา อาํ เภอบา นฝาง จงั หวัดขอนแกน. เชียงใหมทนั ตแพทยสาร 2557;35(1):107-17.

9. รุงลาวัลย ละอําคา, ศศิลักษณ ขยันกิจ. การศึกษาขอมูลพื้นฐานชุมชนของเด็กวัยอนุบาลท่ีอาศัยอยูกับปูยาตายาย
ในชนบทอีสาน. วารสารครศุ าสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม 2560;14(1):176-92.

10. อารี จําปากลาย. เมอ่ื ตอ งเติบใหญหางไกลพอแม: ลกู ของพอแมทย่ี า ยถ่นิ ในมมุ มองของปยู า ตายาย [อนิ เทอรเนต็ ].
2552 [เขาถงึ เมื่อ 16 ธันวาคม 2562]. เขา ถงึ ไดจ าก: https://bit.ly/2Z6jR4u.

11. ธนยศ สุมาลยโรจน, ฮานานมูฮิบบะตุดดีน นอจิ สุขไสว. ผูสูงอายุในโลกแหงการทํางาน : มุมมองเชิงทฤษฎี
ทางกายจิตสังคม. วารสารปญ ญาภวิ ฒั น 2558;7(1):242-54.

12. พัชรี คมจักรพันธ, วรรณี จันทรสวาง. ประสบการณการอยูอาศัยในครัวเรือนขามรุนของผูสูงอายุไทยในภาคใต.
วารสารพยาบาลสงขลานครนิ ทร 2558;35(3):35-56.

13. ศรัณย ฤกษรัตนประทีป, อาจินต สงทับ. ครอบครัวแหวงกลาง. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิรนเอเชีย
ฉบบั สังคมศาสตรแ ละมนุษยศาสตร 2561;8(3):13-9.

14. ประไพพิศ สิงหเสม, ศักรินทร สุวรรณเวหา, อติญาณ ศรเกษตริน. การสงเสริมโภชนาการในเด็กวัยกอนเรียน.
วารสารเครอื ขา ยวิทยาลยั พยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต 2560;4(3):226-35.

15. จิรัชยา ทองจันทร, มารุต ดําชะอม, ปราณี ทองคํา. รูปแบบการสงเสริมพัฒนาการเด็กวัยกอนเรียนโดยการมี
สวนรวมของครอบครัวและชุมชน: กรณีศึกษาตําบลมูโนะ อําเภอสุไหง-โกลก จังหวัดนราธิวาส.
วารสารศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร วิทยาเขตปตตานี 2551;19(2):116-28.

16. วัชราภรณ เชื่อมกลาง, พรทิพย คําพอ. การพัฒนาศักยภาพการดูแลทันตสุขภาพเด็กกอนวัยเรียนของผูปกครอง
ศูนยพัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนพิทักษภูเบนทร อําเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิจัย
มข 2556;13(1):51-62.

17. ฉลองชัย สกลวสันต, วิชัย วิวัฒนคุณุปการ, ทรงวุฒิ ตวงรัตนพันธ. บริบทการดําเนินชีวิตของครอบครัวท่ีสัมพันธ
กบั พฤติกรรมดูแลสุขภาพชอ งปากในเด็กปฐมวัย. เชียงใหมท นั ตแพทยสาร 2549;27(2):121-33.

18. อุดมพร รักเถาว, จารุวรรณ วงษเวช. ความรู ทัศนคติ และพฤติกรรมของผูปกครองตอการดูแลสุขภาพ
ชองปากเดก็ กอนวยั เรยี น. วารสารเครือขายวิทยาลยั พยาบาลและการสาธารณสขุ ภาคใต 2558;2(1):52-64.

19. สุรศักดิ์ ภักดี, รุจิรา ดวงสงค. ความรู ทัศนคติเกี่ยวกับโรคฟนผุและการดูแลสุขภาพชองปากในเด็กกอนวัยเรียน
ของผปู กครองในเขตอาํ เภอเชยี งแสน จังหวัดเชยี งราย. วารสารโรงพยาบาลสกลนคร 2018;21(2):186-93.

HEALTH

46 ปท ี่ 44 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 วารสารการสง เสริมสุขภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ ม

วารสารการสงเสริมสุขภาพและอนามัยสิง่ แวดลอม บ ท วิ ท ย า ก า ร
ปท่ี 44 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564

ปจ จัยท่ีสง ผลตอการดาํ เนนิ งานขบั เคล่ือนการปอ งกัน
และแกไขปญ หาการต้งั ครรภในวัยรุน

ของคณะอนกุ รรมการปองกนั และแกไ ขปญ หา
การตัง้ ครรภในวัยรุนระดบั จังหวัดและกรงุ เทพมหานคร

ปตมิ า หริ สิ ัจจะ
สํานกั อนามัยการเจรญิ พันธุ กรมอนามัย

วนั สง 25 พฤศจกิ ายน 2563, วนั แกไ ข 13 มกราคม.2564, วนั ตอบรับ 5 กมุ ภาพันธ.2564.

บทคดั ยอ

การวิจัยน้ีมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาปจจัยท่ีสงผลตอการดําเนินงานขับเคลื่อนการปองกันและแกไขปญหา
การต้ังครรภในวัยรุนของคณะอนุกรรมการปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุนระดับจังหวัด
และกรุงเทพมหานคร เปนการศึกษาเชิงปริมาณ เก็บขอมูลกับคณะอนุกรรมการฯ จํานวน 62 จังหวัด โดยแบงเปน
2 กลุม กลุมท่ี 1 จงั หวัดที่มีการดาํ เนินการผา นเกณฑ 44 จังหวดั กลุมท่ี 2 จังหวัดทดี่ าํ เนนิ การไมผานเกณฑ 18 จังหวัด
ระหวางเดือนมีนาคม-สิงหาคม พ.ศ.2563 โดยใชแบบสอบถาม วิเคราะหขอมูลดวยการใชสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ
เชิงอนุมาน ไดแก Chi-square test ในการหาปจจัยท่ีสงผลตอการดําเนินงานขับเคลื่อนการปองกันและแกไขปญหา
การตั้งครรภในวัยรุนของคณะอนุกรรมการปองกันและแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุนระดับจังหวัดและ
กรุงเทพมหานคร ผลการศึกษา พบวา มีเพียงปจจัยดานฐานขอมูลท่ีมีความสัมพันธกับการดําเนินงานขับเคลื่อน
การปองกันและการแกไ ขปญหาการตง้ั ครรภใ นวัยรนุ อยางมนี ัยสําคัญทางสถติ ิ (p-value <0.05) นอกจากนค้ี วรมีการ
สงเสริมความรูความเขาใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุน พ.ศ.2559 ใหแก
คณะอนุกรรมการฯ ทุกคน ตลอดจนควรมีการพัฒนาฐานขอมูลเกี่ยวของกับการปองกันและแกไขปญหาการต้ังครรภ
ในวัยรุน ทส่ี ามารถสะทอ นปญหาไดในทุกระบบ
คําสําคัญ : การตงั้ ครรภใ นวยั รุน พระราชบัญญัติการปอ งกนั และแกไ ขปญหาการตง้ั ครรภในวัยรุน พ.ศ. 2559

คณะอนกุ รรมการปองกนั และแกไขปญ หาการตั้งครรภในวัยรนุ ระดบั จังหวดั และกรงุ เทพมหานคร

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 47

บ ท วิ ท ย า ก า ร

The Study of Factors Related
to the Implementation of Prevention
and Solution of Adolescent Pregnancy
Problem of the Prevention and Solution
of the Adolescent Pregnancy Problem
Subcommittee at the Provincial level

and Bangkok

Patima Hirisajja
Bureau of Reproductive Health, Department of Health

Received 25 November 2020, Revised 13 January 2021, Accepted 5 February 2021

Abstract

This study aims to understand the factors related to the implementation of prevention and solution
of adolescent pregnancy problem of the Prevention and Solution of the Adolescent Pregnancy Problem
Subcommittee at the provincial level and in Bangkok. This quantitative study was conducted with
members of the Prevention and Solution of the Adolescent Pregnancy Problem Subcommittee
in 62 provinces nationwide, which can be divided into two group, namely group 1: passed the criteria
(44 provinces) and group 2: not passed the criteria (18 provinces including Bangkok), between March
and August 2020, using questionnaires as a key data collection tool. Descriptive and inferential statistical
(Chi-square test) methods were used for data analyses to find the factors that associated
the implementation of prevention and solution of adolescent pregnancy problem of the Prevention
and Solution of the Adolescent Pregnancy Problem Subcommittee at the provincial level and in Bangkok.
The result shows that database factor was significantly associated with the implementation of the
prevention and solution of adolescent pregnancy problem (p-value < 0.05). In addition, we should
consider to promote the knowledge and understanding about the Act for Prevention and Solution
of the Adolescent Pregnancy Problem, B.E. 2559 (2016) among all Subcommittee members. Furthermore,
the database of teenage pregnancy prevention and solution which can reflex the problems
in all levels should be developed.
Key words : adolescent pregnancy, teenage pregnancy, the Act for Prevention and Solution of the

Adolescent Pregnancy Problem 2016 (B.E. 2559).

48 ปที่ 44 ฉบับที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสงเสรมิ สุขภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ ม

ปจ จัยท่ีสงผลตอ การดาํ เนินงานขบั เคล่อื นการปอ งกนั และแกไขปญหาการต้ังครรภใ นวัยรนุ ของคณะอนกุ รรมการปอ งกนั ฯ

■ บทนํา ปญหาดังกลาว จึงไดมีการรางพระราชบัญญัติ
การปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภใน
ปญหาการตั้งครรภในวัยรุนเปนเร่ือง วัยรุน พ.ศ. 2559 และไดประกาศในราชกิจจา-
ทที่ ว่ั โลกใหค วามสาํ คญั องคก ารสหประชาชาติ นุเบกษา เมื่อวันท่ี 31 มีนาคม 2559 และ
ไดกําหนดใหการลดอัตราคลอดในวัยรุนอายุ มีผลบังคับใชตั้งแตวันที่ 29 กรกฎาคม 2559
15-19 ป เปนหนึ่งในตัวชี้วดั ของเปา หมายการ เปนตนมา(3) ผลจากการประกาศใชมีความ
พัฒนาแหงสหัสวรรษ (Millennium กาวหนาในการดําเนินงานอยางตอเน่ือง
Development Goals, MDGs) และ อาทิ 1) มีการประกาศใชกฎกระทรวงของ
เปาหมายการพัฒนาที่ย่ังยืน (Sustainable 4 กระทรวงหลัก 2) มียุทธศาสตรการปองกัน
Development Goals, SDGs) กําหนด และแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุนระดับ
ใหการลดอัตราคลอดในวัยรุนอายุ 10-14 ป ชาติ 3) มีการจัดบริการคุมกําเนิดกึ่งถาวร
และอายุ 15-19 ป เปนสวนหน่ึงของตัวช้ีวัด เพ่ือปองกันการต้ังครรภซํ้าในหญิงอายุนอย
ในการบรรลุเปาหมายท่ี 3 วาดวยการสราง กวา 20 ป 4) ยายุติการตั้งครรภไดรับการ
หลักประกันใหคนมีชีวิตท่ีมีคุณภาพและ ขึ้นทะเบียนเปนยาในบัญชียาหลักแหงชาติ
สงเสริมสุขภาวะที่ดีของคนทุกเพศทุกวัย ในป 2560 และกระจายใชในหนวยบริการ
ท่ีนานาชาติตองการบรรลุใหไดภายในป พ.ศ. สุขภาพตาง ๆ ในประเทศไทย 5) สํานักงาน
2573 (1) หลักประกันสุขภาพแหงชาติ (สปสช.)
สนบั สนนุ คา บรกิ ารยตุ กิ ารตง้ั ครรภ 3,000 บาท
สําหรับประเทศไทย พบการคลอด ตอราย 6) มีแนวทางปฏิบัติการยุติการ
ในวยั รนุ อายตุ าํ่ กวา 20 ป เพมิ่ ขนึ้ อยา งตอ เนอ่ื ง ตั้งครรภท่ีถูกตองตามกฎหมาย ท่ีพัฒนา
ในชวงทศวรรษท่ีผานมา ขอมูลจากสถิติ รวมกันระหวางกรมอนามัย แพทยสภา และ
สาธารณสุข พบวา วัยรุนอายุต่ํากวา 20 ป สํานักงานตํารวจแหงชาติ 7) มีแนวปฏิบัติ
คลอดบุตรเพิ่มขึ้นจากประมาณ 95,000 คน ในการใหบริการยุติการต้ังครรภแบบองครวม
ในป พ.ศ.2546 เปนประมาณ 104,300 คน (Comprehensive Abortion Care)
ในป 2558 ในจาํ นวนนเ้ี ปนการคลอดบุตร โดย 8) มีกระบวนการปรับแกประมวลกฎหมาย
วัยรุนที่มีอายุนอย คือ อายุตํ่ากวา 15 ป อาญามาตรา 301-305 ใหสอดคลอ งกับสภาพ
ประมาณปละ 3,000 คน นอกจากน้ัน วัยรุน การณ 9) มีนวัตกรรมบริการยุติการต้ังครรภ
อายุ 10-19 ป ท่ีคลอดบุตรซํ้าหรือคลอด ผานระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine
เปนคร้งั ที่สองข้ึนไปมีมากถึง 12,700 คน หรอื for Safe abortion) และนวัตกรรมใบสงตอ
เทากับรอ ยละ 12.2 ของการคลอดในวัยรนุ อายุ ออนไลน เพ่ือใชสงผูรับบริการขามจังหวัด
10-19 ปทั้งหมด(2) การต้ังครรภในวัยรุน 10) มีการจัดบริการสุขภาพที่เปนมิตรและ
สงผลกระทบเชิงลบในทุกมิติของสุขภาพ พัฒนาภาคีเครือขายอนามัยการเจริญพันธุ
ตอตัวแมวัยรุนและทารก ไดแก การถูกตีตรา ในวัยรุนและเยาวชน 11) มีการใหบริการ
ทางสังคม การถูกใหออกจากโรงเรียน ปญหา คําปรึกษากรณีทองไมพรอม ผานสายดวน
การเงิน การเสียชีวิตของมารดา การเสียชีวิต 1663 เปนตน จากการดําเนินการดังกลาว
ของทารก และทารกนํา้ หนกั ตํา่ กวาเกณฑ สงผลใหสถานการณการต้ังครรภในวัยรุน
มีแนวโนมลดลงอยางตอเนื่อง อัตราการคลอด
จากสถานการณขางตนทําใหทุก ในหญิงอายุ 10-14 ป ลดลงจาก 1.4 ตอหญิง
ภาคสวนที่เกี่ยวของ ตระหนักถึงความสําคัญ
และความรุนแรงของปญหา จึงไดรวมกันผลัก
ดันใหมีกฎหมายเฉพาะเพื่อปองกันและแกไข

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 49

บ ท วิ ท ย า ก า ร

อายุ 10-14 ปพันคน ในป 2559 เหลือ 1.1 การขับเคลื่อนการปองกันและแกไขปญหาการ
ตอ หญงิ อายุ 10-14 ปพ ันคน ในป 2562 อัตรา ตั้งครรภในวัยรุนของคณะอนุกรรมการปองกัน
การคลอดในหญิงอายุ 15-19 ป ลดลงจาก และแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุนระดับ
42.5 ตอ หญงิ อายุ 15-19 ปพ นั คน ในป 2559 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ซึ่งเปนคณะ
เหลือ 31.3 หญิงอายุ 15-19 ปพันคน ในป อนุกรรมการที่เปนกลไกหลักในการดําเนิน
2562 (2, 4-5) งานในพื้นท่ี ท้ังน้ี เพ่ือนําผลท่ีไดมาปรับปรุง
พัฒนา กระบวนการหนุนเสริมการดําเนินงาน
จากขอมูลตามพระราชบัญญัติการ ของสว นกลาง ใหสามารถสนบั สนุนการดําเนนิ
ปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุน งานของคณะอนุกรรมการปองกันและแกไข
พ.ศ.2559 มาตราท่ี 11(3) กําหนดใหมีการ ปญหาการตั้งครรภในวัยรุนระดับจังหวัด
แตงต้ังคณะกรรมการปองกันและแกไขปญหา และกรุงเทพมหานคร ใหมีประสิทธิภาพ
การตั้งครรภในวัยรุน โดยคณะกรรมการ และเปนประโยชนตอวัยรุนตามเจตนารมณ
ดังกลาว มีอํานาจหนาที่ ในการแตงต้ัง ของกฎหมายตอ ไป
คณะอนุกรรมการปองกันและแกไขปญหา
ก า ร ตั้ ง ค ร ร ภ  ใ น วั ย รุ  น ร ะ ดั บ จั ง ห วั ด แ ล ะ ■ วตั ถปุ ระสงคก ารศึกษา
กรุงเทพมหานคร ทั้งน้ี เพื่อชวยขับเคล่ือน
การดําเนินงานตามยุทธศาสตรการปองกัน เพอื่ ศกึ ษาปจ จยั ทส่ี ง ผลตอ การดาํ เนนิ
และแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุนระดับ งานขับเคล่ือนการปองกันและการแกไขปญหา
พ้ืนที่ โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขมี การต้ังครรภในวัยรุนของคณะอนุกรรมการ
บทบาทในการจัดทํานโยบายและยุทธศาสตร ปองกันและแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุน
การปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภ ระดบั จงั หวดั และกรงุ เทพมหานคร
ในวัยรุน จัดทํารายงานการปองกันและแกไข
ปญหาการตั้งครรภในวัยรุนเสนอตอคณะ ■ กรอบแนวคดิ ของการศกึ ษา
กรรมการ ตลอดจนประสานงาน ติดตาม
ประเมินผล และรวมมือกับหนวยงาน การศึกษาดังกลาวมุงเนนถึงปจจัยท่ี
ท่ีเกี่ยวของใหมีการปฏิบัติตามนโยบายและ สงผลตอการดําเนินงานขับเคลื่อนการปองกัน
ยุทธศาสตรฯ เปนตน และแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุนของ
คณะอนุกรรมการปองกันและแกไขปญหา
ดังน้ัน เพื่อเปนการติดตาม ประเมิน ก า ร ตั้ ง ค ร ร ภ  ใ น วั ย รุ  น ร ะ ดั บ จั ง ห วั ด แ ล ะ
ผลการดําเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ กรุงเทพมหานคร ตามวัตถุประสงคของการ
ที่ไดรับการแตงต้ัง ในชวงระยะเวลา 2-3 ป ศึกษา จากการศึกษาและการสํารวจเบ้ืองตน
ท่ีผานมา เกี่ยวกับผลการดําเนินงานปองกัน พบวา ปจจัยท่ีสงผลตอการดําเนินงาน
และแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุน ปจจัย ขับเคล่ือนการปองกันและแกไขปญหาการ
ความสําเร็จ ปญหาอุปสรรค รวมท้ังขอเสนอ ตั้งครรภในวัยรุนของคณะอนุกรรมการปองกัน
แนะจากภาคีเครือขายตางๆ ที่มีหนาท่ี และแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุนระดับ
ขับเคลื่อนการดําเนินงานตามยุทธศาสตร จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ประกอบดวย
การปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภ 7 ดา น ดงั นี้ 1. ดา นกลยทุ ธ 2. ดา นการวางแผน
ในวัยรุน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาค การดําเนินงาน 3. ดานฐานขอมูล 4. ดาน
ประชาสังคม ทั้งในระดับประเทศและในระดับ ความเปนภาวะผูนํา 5. ดานการดําเนินงาน
จังหวัด จึงจําเปนตองศึกษาปจจัยที่สงผลตอ 6. ดานการดูแลชวยเหลือและสงตอ และ

50 ปท ี่ 44 ฉบับที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสง เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ ม

ปจจยั ทส่ี งผลตอการดําเนนิ งานขับเคล่อื นการปอ งกนั และแกไ ขปญหาการตั้งครรภในวยั รุนของคณะอนกุ รรมการปองกนั ฯ

7. ดานการส่ือสารและประชาสัมพันธ การ แบบสอบถามไดรับแบบสอบถามกลับจํานวน
ศึกษาถึงปจจัยที่สงผลตอการดําเนินงาน 62 จังหวัด คิดเปนรอยละ 80.5 ของจังหวัด
ขับเคลื่อนการปองกันและแกไขปญหาการ ที่สงไปท้ังหมด (77 จังหวัด) ทั้งนี้ มีเกณฑ
ตั้งครรภในวัยรุนของคณะอนุกรรมการปองกัน ในประเมินผลการดําเนินงานตามแผนงาน
และแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุนระดับ พระราชบญั ญตั กิ ารปอ งกนั และแกไ ขปญ หาการ
จังหวัดและกรุงเทพมหานคร จะแสดงใหเห็น ตั้งครรภใ นวยั รุน พ.ศ. 2559 ในปง บประมาณ
ถึงแนวทางในการสงเสริมกระบวนการดําเนิน 2562 รายจังหวัด ซงึ่ ประเมินโดยสํานักอนามยั
งานขับเคลื่อนการปองกันและแกไขปญหาการ การเจริญพันธุ กรมอนามัย กระทรวง
ตั้งครรภในวัยรุนเพ่ือลดปญหาการต้ังครรภใน สาธารณสุข และแบง เกณฑฯ ออกเปน 2 กลมุ
วัยรุนอยางยั่งยืนและเหมาะสม ดังแสดง คือ 1) กลุมที่ผานเกณฑ (คะแนน 3 คะแนน
ในภาพที่ 1 ขนึ้ ไป) และ 2) กลุมท่ไี มผ า นเกณฑ (คะแนน

ปจ จยั ที่สงผลตอ การดาํ เนนิ งาน ผลการดาํ เนนิ งานขบั เคลือ่ นการปอ งกนั
ขบั เคล่ือนการปองกนั และแกไ ขปญหา และแกไ ขปญหาการตัง้ ครรภใ นวยั รนุ
การตัง้ ครรภใ นวัยรนุ ของ
คณะอนกุ รรมการปองกนั และแกไข ของคณะอนกุ รรมการปอ งกัน
ปญหาการตง้ั ครรภใ นวยั รนุ ระดบั จังหวดั และแกไขปญ หาการต้ังครรภใ นวัยรุน
และกรุงเทพมหานคร ระดบั จังหวดั และกรุงเทพมหานคร
1. ดา นกลยุทธ
2. ดา นการวางแผนการดําเนนิ งาน (ผา นเกณฑ/ไมผานเกณฑ)
3. ดานฐานขอมลู
4. ดานความเปน ภาวะผูน ํา
5. ดา นการดําเนินงาน
6. ดา นการดูแลชวยเหลือและสงตอ
7. ดานการสอ่ื สารและประชาสัมพนั ธ

ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ของการศึกษา

■ วิธกี ารศกึ ษา ตํ่ากวา 3 คะแนน) โดยมีเกณฑการใหค ะแนน
ดังน้ี
การวิจัยคร้ังนี้ เปนการศึกษาเชิง
วิเคราะหแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional 1) มีการประชุมคณะอนุกรรมการ
analytic research) เพ่ือศึกษาปจจัยท่ีสงผล 1 คร้ังในปงบประมาณ 2562 ได 1 คะแนน
ตอการดําเนินงานขับเคลื่อนการปองกัน และหากประชุมครบทั้ง 2 ครั้ง ได 2 คะแนน
และแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุนของ (คะแนนรวม 2 คะแนน)
คณะอนุกรรมการปองกันและแกไขปญหา
ก า ร ตั้ ง ค ร ร ภ  ใ น วั ย รุ  น ร ะ ดั บ จั ง ห วั ด แ ล ะ 2) มีแผนปฏิบัติการปองกันและแกไข
กรุงเทพมหานคร ศึกษาระหวางเดือนมีนาคม ปญหาการตั้งครรภในวัยรุนระดับจังหวัดและ
ถึง เดือนสิงหาคม 2563 ดําเนินการศึกษา กรุงเทพมหานคร ครบท้ังปงบประมาณ 2562
ในพื้นท่ี 77 จังหวัด ประกอบไปดวยจังหวัด และ 2563 จะได 2 คะแนน หรือหากมีเพียงป
ท่ีผานเกณฑการประเมิน จํานวน 55 จังหวัด ใดปห น่ึงจะไดเ พยี ง 1 คะแนน (คะแนนรวม 2
และจงั หวดั ทไ่ี มผ า นเกณฑฯ จาํ นวน 22 จงั หวดั คะแนน) ดังน้ัน คะแนนรวมทั้งสิ้นเทากับ 4
(รวมกรุงเทพมหานคร) โดยผลการตอบกลับ คะแนน

● ประชากรและกลุม ตวั อยา ง

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 51

บ ท วิ ท ย า ก า ร

ประชากร คือ คณะอนุกรรมการ (8) ผูแทนกระทรวงสาธารณสุข (9) ผูอํานวย
ปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุน การสาํ นกั การแพทย ผอู าํ นวยการสถาบนั พฒั นา
ระดับจังหวัด จํานวน 76 จังหวัด จังหวัดละ สขุ ภาวะเขตเมอื ง กรมอนามยั (10) ผอู าํ นวยการ
23 คน และคณะอนกุ รรมการปองกันและแกไข สํานักอนามัย (11) ผูอํานวยการสํานักการ
ปญหาการต้ังครรภในวัยรุนกรุงเทพมหานคร ศึกษา (12) ผูอํานวยการสํานักพัฒนาสังคม
จํานวน 27 คน รวมจํานวนทั้งส้ิน 1,775 คน (13) ผูทรงคุณวุฒิดานเด็กและเยาวชน
โดยคณะอนุกรรมการฯ จะถูกจัดกลุมออกเปน (14) ผูแทนราชวิทยาลัยสูตินรีแพทยแหง
2 กลุม ดังนี้ ประเทศไทย (15) ผูแทนราชวิทยาลัยกุมาร
แพทยแหงประเทศไทย (16) ผูแทนสภา
1) คณะอนุกรรมการปองกันและ เยาวชนกรงุ เทพมหานครจงั หวัด (ผหู ญิง 1 คน
แกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุนระดับจังหวัด และผูชาย 1 คน) (17) ผูแทนโรงพยาบาล
จํานวน 76 จังหวัด จังหวัดละ 23 คน เอกชน (18) ผแู ทนภาคประชาชน (19) ผูแทน
ประกอบดวยตําแหนง ดังนี้ (1) ประธาน องคกรเอกชน (20) ผูแทนสถานประกอบ
อนุกรรมการ (2) พฒั นาสังคมและความมั่นคง กิจการ (21) ผูแทนส่ือมวลชน (22) รอง
ของมนุษยจังหวัด (3) ทองถิ่นจังหวัด ผูอํานวยการสํานักอนามัย (ส่ังราชการ
(4) สวัสดิการและคุมครองแรงงานจังหวัด กองสรางเสริมสุขภาพ) (23) ผูอํานวยการ
(5) วฒั นธรรมจังหวัด (6) ศึกษาธกิ ารจังหวดั กองวิชาการ สํานักการแพทย (24) ผูอํานวย
(7) หัวหนาสวนราชการประจําจังหวัด ซ่ึงได การกองสรางเสริมสุขภาพ สํานักอนามัย
รับมอบหมายเพิ่มเติม จํานวนไมเกิน 4 คน (25) หัวหนาหนวยศึกษานิเทศก สํานักการ
(8) ประธานสภาวัฒนธรรมจงั หวัด (9) ผูแทน ศึกษา (26) ผูอํานวยการสํานักงานการ
องคกรปกครองสวนทองถ่ิน ที่ตั้งอยูในเขต สงเคราะหและสวัสดิการสังคม สํานักพัฒนา
จังหวัด (10) ผูแทนบานพักเด็กและครอบครัว สงั คม รวม 27 คน
จังหวดั (11) ผแู ทนสภาเด็กและเยาวชนจังหวดั
(ผูหญิง 1 คน และผูชาย 1 คน) (12) ผูแทน กลุมตัวอยาง คือ คณะอนุกรรมการ
ภาคประชาชน (13) ผูแทนองคกรประชาชน ปองกันและแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุน
(14) ผูแทนสถานประกอบกิจการ จํานวน ระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานครที่ตอบ
ไมเกิน 3 คน (15) ผูแทนส่ือมวลชน แบบสอบถามกลับจํานวน 62 จังหวดั คิดเปน
( 1 6 ) น า ย แ พ ท ย  ส า ธ า ร ณ สุ ข จั ง ห วั ด รอยละ 80.5 ใชวิธีการสุมอยางงายโดยการ
(17) เจาหนาท่ีสาธารณสุขจังหวัดที่ไดรับ หยิบฉลากรายช่ือคณะอนุกรรมการปองกัน
มอบหมาย จํานวน 2 คน รวม 1,748 คน และแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุนระดับ
จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ท้ัง 2 กลุม
2) คณะอนกุ รรมการปอ งกนั และแกไ ข จากการประเมินผลการดําเนินงานตามแผน
ปญหาการต้ังครรภในวัยรุนกรุงเทพมหานคร ง า น พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ก า ร ป  อ ง กั น แ ล ะ ก า ร
จํานวน 27 คน ประกอบดวย (1) ประธาน แกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุน พ.ศ.2559
อนุกรรมการ (2) ปลัดกรุงเทพมหานคร ในปง บประมาณ 2562 รายละเอยี ดดงั น้ี
(3) รองปลัดกรุงเทพมหานคร ท่ีไดรับ
มอบหมาย (4) ผูแทนกระทรวงการพัฒนา กลุมท่ี 1 จังหวัดที่ผานเกณฑ
สังคมและความม่ันคงของมนุษย (5) ผูแทน ทั้งหมดจํานวน 44 จังหวัด จังหวัดละ 19 คน
กระทรวงมหาดไทย (6) ผูแทนกระทรวง จากรายชอ่ื จงั หวดั ดงั นี้ 1) ตาก 2) พษิ ณโุ ลก
แรงงาน (7) ผูแทนกระทรวงศึกษาธิการ 3) สุโขทัย 4) อุตรดิตถ 5) กําแพงเพชร

52 ปท่ี 44 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสงเสริมสขุ ภาพและอนามยั สิง่ แวดลอม

ปจ จัยทสี่ ง ผลตอการดาํ เนนิ งานขับเคล่ือนการปองกันและแกไ ขปญหาการต้ังครรภใ นวยั รนุ ของคณะอนุกรรมการปอ งกนั ฯ

6) ชัยนาท 7) นครสวรรค 8) พิจิตร แบบสอบถาม ประกอบดวยแบบสอบถาม
9) อุทัยธานี 10) นครนายก 11) ปทุมธานี ปลายเปดเพื่อใหผูตอบแบบสอบถามกรอก
12) ลพบรุ ี 13) สระบรุ ี 14) สงิ หบ รุ ี 15) อา งทอง ขอมูล และแบบสอบถามปลายปด แบบมี
1 6 ) ก า ญ จ น บุ รี 1 7 ) ป ร ะ จ ว บ คี รี ขั น ธ  หลายตัวเลือก (Multiple choice questions)
18) เพชรบรุ ี 19) ราชบรุ ี 20) สมทุ รสงคราม 21) โดยผูตอบเลือกขอท่ีเหมาะสมท่ีสุด ประกอบ
สมทุ รสาคร 22) จนั ทบรุ ี 23) ฉะเชงิ เทรา 24) ไปดวย เพศ อายุ ศาสนา สถานภาพสมรส
ช ล บุ รี 2 5 ) ต ร า ด 2 6 ) ป ร า จี น บุ รี ระดบั การศกึ ษา ตาํ แหนง ในคณะอนกุ รรมการฯ
27) ระยอง 28) สมทุ รปราการ 29) สระแกว 30) จงั หวดั และกรงุ เทพมหานคร และระยะเวลาใน
กาฬสนิ ธุ 31) ขอนแกน 32) มหาสารคาม 33) การดํารงตาํ แหนง เปน ตน
รอยเอ็ด 34) ชัยภูมิ 35) นครราชสีมา
36) บุรีรัมย 37) สุรินทร 38) กระบี่ สวนท่ี 2 ปจจัยที่สงผลตอการ
39) นครศรธี รรมราช 40) ตรงั 41) นราธวิ าส ดําเนินงานขับเคล่ือนการปองกันและการ
42) ปตตานี 43) พัทลุง และ 44) ยะลา แกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุนของ
รวมคณะอนุกรรมการฯ จังหวัดที่ผานเกณฑ คณะอนุกรรมการปองกันและแกไขปญหา
จาํ นวน 836 คน การต้ังครรภในวัยรุนระดับจังหวัดและ
กรุงเทพมหานคร มีลักษณะเปนคําถาม
กลุมท่ี 2 จังหวัดท่ีไมผานเกณฑ ปลายปด โดยใชมาตรวัดแบบ Likert scale
(รวมกรุงเทพฯ) จํานวน 18 จังหวัด โดย เกณฑการใหคะแนนแบงออกเปน 4 ระดับ
แบง เปน ไดแ ก มากทส่ี ดุ มาก นอ ย และนอ ยทส่ี ดุ โดยมี
การกําหนดคะแนนคําตอบของแบบสอบถาม
2.1) คณะอนุกรรมการฯ จังหวัด ดังนี้ 4 คะแนน หมายถึง ระดับความคิดเห็น
จํานวน 17 จังหวัด จังหวัดละ 19 คน จาก มากที่สุด 3 คะแนน หมายถึง ระดับความ
รายชือ่ จังหวัด ดงั น้ี 1) เชียงราย 2) เชยี งใหม คิดเห็นมาก 2 คะแนน หมายถึง ระดับความ
3) นาน 4) พะเยา 5) แพร 6) แมฮองสอน คิดเห็นนอย 1 คะแนน หมายถึง ระดับความ
7) ลาํ ปาง 8) เลย 9) สกลนคร 10) หนองบัวลาํ ภู คิดเหน็ นอ ยท่ีสุด
11) อุดรธานี 12) มุกดาหาร 13) ยโสธร
14) อาํ นาจเจรญิ 15) อุบลราชธานี 16) ชุมพร สวนท่ี 3 ขอเสนอแนะเพิ่มเติม
และ 17) พังงา รวม 323 คน เพ่ือใหผูตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็น
เพิ่มเติมตอการดําเนินงานขับเคล่ือนการ
2.2) คณะอนุกรรมการฯ กรุงเทพฯ ปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุน
จาํ นวน 21 คน ของคณะอนุกรรมการปองกันและแกไขปญหา
ก า ร ตั้ ง ค ร ร ภ  ใ น วั ย รุ  น ร ะ ดั บ จั ง ห วั ด แ ล ะ
รวมคณะอนุกรรมการฯ จังหวัด กรุงเทพมหานคร ประกอบดวยคําถามหลัก
และกรุงเทพมหานครที่ไมผานเกณฑ จํานวน เ ก่ี ย ว กั บ ข  อ เ ส น อ แ น ะ เ พ่ิ ม เ ติ ม ต  อ ก า ร
344 คน ดังนั้น กลุมตัวอยางในการศึกษา ดําเนินงาน ปญ หาอปุ สรรค ปจ จยั ความสาํ เร็จ
คร้ังนี้ เทากับ 1,180 คน ทําการเก็บขอมูล ตลอดจนอ่ืนๆ ท่ีเกี่ยวของ โดยมีลักษณะ
ดวยการสํารวจโดยใชแบบสอบถามกับคณะ เปนคําถามปลายเปด การวิเคราะหขอมูล
อนกุ รรมการฯ ทกุ คนท่ีหยิบรายชื่อได มี ก า ร ป ร ะ ม ว ล ผ ล แ ล ะ นํ า ม า จั ด ก ลุ  ม ต า ม
ประเด็นคําถามและคําตอบเพื่อเรียบเรียง
● เครื่องมือที่ใชในการวิจัย คือ วิเคราะหและสังเคราะหเน้ือหาโดยนําเสนอ
แบบสอบถาม โดยมีลักษณะเปนคําถาม
ปลายปด ประกอบดว ย 3 สว น ดงั น้ี

สวนที่ 1 ขอมูลทั่วไปของผูตอบ

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 53

บ ท วิ ท ย า ก า ร

เปนขอ มูลเชิงพรรณนา 14 เมษายน 2563
● วิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอมูล
1. ผูวิจัยดําเนินการขอจริยธรรม ■ ผลการศึกษา

การวิจัยกับคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย การสํารวจคณะอนุกรรมการปองกัน
กรมอนามัยกอ นดาํ เนินการเกบ็ ขอ มูล และแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุนระดับ
จังหวัดและกรุงเทพมหานคร จํานวน 62
2. ผูวิจัยนําแบบสอบถาม คําชี้แจง จงั หวดั ทัง้ หมด 1,180 คน คน จาํ แนกตามกลุม
การวิจัย หนังสือขอความรวมมือในการตอบ ผานเกณฑจ าํ นวน 857 คน กลุม ไมผา นเกณฑ
แบบสอบถามและหนังสือรับรองจากคณะ จํานวน 323 คน
กรรมการการวิจัยกรมอนามัย จัดสงใหกับเปา
หมายทุกแหง พรอมแนบซอง ติดตรา 1. ขอ มูลท่ัวไป
ไปรษณียากรสําหรับสงแบบสอบถามกลับ 1.1) ก ลุ  ม ท่ี ผ  า น เ ก ณ ฑ  พ บ ว  า
มายงั ผูว จิ ยั สวนใหญเปนเพศหญิง รอยละ 50.7 มีอายุ
ระหวาง 36-55 ป รอยละ 40.5 นับถือ
3. กลุมตัวอยางตอบแบบสอบถาม ศาสนาพุทธ รอยละ 96.7 สถานภาพสมรส
ตามท่ผี วู ิจยั จัดสงให รอยละ 63.7 ระดับการศึกษาสูงกวาปริญญา
ตรี รอยละ 49.7 ดานการดํารงตําแหนงใน
4. ผูวิจัยตรวจสอบความถูกตองและ คณะอนุกรรมการฯ ระดับจังหวัด และ
ครบถวนสมบูรณของขอมูล โดยอาจทวนสอบ กรุงเทพมหานครน้ัน สวนใหญเปนอนุกรรม
ค ว า ม ถู ก ต  อ ง กั บ ผู  ใ ห  ข  อ มู ล ห รื อ ผู  ต อ บ การฯ รอยละ 84.8 รองลงมาประธาน
แบบสอบถามทางโทรศพั ท อนุกรรมการ รอยละ 6.2 และอนุกรรมการ
และผูชวยเลขานุการ รอยละ 4.2 ตามลําดับ
● การวิเคราะหขอมูลและสถิติ ดงั ตารางที่ 1 และ 2
ท่ีใช ในการวิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณ 1.2) กลุมท่ีไมผานเกณฑ พบวา
วิเคราะหขอมูลสวนบุคคลโดยใชสถิติเชิง สวนใหญเปนเพศหญิง รอยละ 56.7 มีอายุ
พรรณนา ไดแก คารอยละ คาเฉล่ียเลขคณิต ระหวาง 36-55 ป รอยละ 45.2 นับถือ
สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ในดานสถิติเชิง ศาสนาพุทธ รอยละ 96.6 สถานภาพสมรส
อนุมาน วิเคราะหปจจัยที่สงผลตอการดําเนิน รอยละ 71.4 มีระดับการศึกษาสูงกวา
งานขับเคล่ือนการปองกันและการแกไขปญหา ปริญญาตรี รอยละ 53.8 ดานการดํารง
การตั้งครรภในวัยรุนของคณะอนุกรรมการ ตําแหนงในคณะอนุกรรมการฯ ระดับจังหวัด
ปองกันและแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุน และกรุงเทพมหานครน้ัน สวนใหญเปน
ระดบั จงั หวัดและกรงุ เทพมหานคร โดยใชสถิติ อนุกรรมการฯ รอยละ 76.2 รองลงมา
Chi-square test ในการหาปจจัยท่ีสงผลตอ อนุกรรมการและผูชว ยเลขานุการ รอยละ 12.9
การดําเนินงานขับเคลื่อนการปองกันและ และอนุกรรมการและเลขานุการ รอยละ 7.8
แกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุนของคณะ ตามลาํ ดับ ดงั ตารางที่ 1 และ 2
อนุกรรมการปองกันและแกไขปญหาการ สําหรับขอมูลดานระยะเวลาในการ
ต้ังครรภในวัยรุน โดยมีระดับนัยสําคัญทาง ดํารงตําแหนงคณะอนุกรรมการฯ ระดับ
สถติ ทิ ี่ 0.05 จังหวัดและกรุงเทพมหานครมีรายละเอียด
ดังนี้
● การพิทักษสิทธ์ิกลุมตัวอยาง
ไดรับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในคน
จ า ก ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร จ ริ ย ธ ร ร ม ก า ร วิ จั ย
กรมอนามัย เลขที่รับรอง 396 เม่ือวันท่ี

54 ปท่ี 44 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสง เสรมิ สุขภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ ม

ปจ จัยท่ีสงผลตอการดําเนินงานขับเคลื่อนการปองกนั และแกไขปญ หาการตง้ั ครรภในวัยรนุ ของคณะอนกุ รรมการปองกนั ฯ

1.1) ก ลุ  ม ท่ี ผ  า น เ ก ณ ฑ  พ บ ว  า ก า ร ต้ั ง ค ร ร ภ  ใ น วั ย รุ  น ร ะ ดั บ จั ง ห วั ด แ ล ะ
สวนใหญมีระยะเวลาในการดํารงตําแหนง กรุงเทพมหานคร คือ การดําเนินงานของ
คณะอนุกรรมการฯ อยูระหวา ง 1-2 ป รอยละ ฝายเลขานุการคณะอนุกรรมการปองกัน
50.8 รองลงมา 6 เดือนถึง 1 ป รอยละ 23.6 และแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุนระดับ
และมากกวา 2-3 ป รอ ยละ 15.4 ตามลําดบั จังหวัดและกรุงเทพมหานครอยางเขมแข็ง
ดังตารางท่ี 2 และตอเนื่อง ตลอดจนการทํางานรวมกับภาคี
เครือขายตางๆ ที่อยูในพ้ืนท่ี เพ่ือรวมกัน
1.2) กลุมที่ไมผานเกณฑ พบวา ขับเคลื่อนการดําเนินงานปองกันและแกไข
สวนใหญมีระยะเวลาในการดํารงตําแหนง ปญหาการต้ังครรภใ นวัยรุน
คณะอนุกรรมการฯ มากกวา 2-3 ป รอยละ
55.7 รองลงมา 3 ปข้ึนไป รอยละ 44.3 โดยพบปญหาอุปสรรค คือ ความ
ดังตารางท่ี 3 ลาชาในการออกกฎกระทรวงมหาดไทย
ที่ ทํ า ใ ห  ท  อ ง ถิ่ น จั ง ห วั ด ข า ด ค ว า ม ชั ด เ จ น
2. ปจจัยท่ีสงผลตอการดําเนินงาน ในการดําเนินงานขับเคล่ือนการปองกัน
ขับเคล่ือนการปองกันและการแกไขปญหา และแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุน รวมท้ัง
การตง้ั ครรภใ นวยั รนุ ของคณะอนกุ รรมการ ผูรับผิดชอบงานของทองถ่ินจังหวัดมีการ
ปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภใน เปลยี่ นแปลงทกุ ป
วัยรุนระดับจังหวดั และกรุงเทพมหานคร
ทง้ั นี้ มขี อเสนอแนะ คอื การขาดการ
จากการศึกษาปจจัยท้ัง 7 ดาน ส่ือสารประชาสัมพันธอยางตอเน่ืองในการ
ที่เกี่ยวของกับการดําเนินการปองกันและ ดําเนินงานปองกันและแกไขปญหาการต้ัง
แกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุน ไดแก ครรภในวัยรุน โดยควรออกนโยบายในภาพ
ปจจัยดานกลยุทธ ปจจัยดานการวางแผน รวมในการดูแลสุขภาพวัยรุนระดับจังหวัด
การดําเนินงาน ปจจัยดานฐานขอมูล ปจจัย เพ่ือใหสามารถวิเคราะหและสังเคราะหความ
ดานภาวะผูนํา ปจจัยดานการดําเนินงาน เช่ือมโยงของขอมูลจากทุกหนวยงานใน
ปจจัยดานการดูแลชวยเหลือและสงตอ ภาพรวมของกระทรวงสาธารณสุขไดเพื่อนํา
และปจจัยดานการสื่อสารและประชาสัมพันธ ไปใชในการวางแผนดําเนินงานตอไป ตลอด
พบวา มีเพียงปจจัยดานฐานขอมูลเทาน้ัน จนมีชองทางรูปแบบตาง ๆ ในการเผยแพร
ท่ีมีความแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ขอ มูลผลการดาํ เนนิ งานดว ย
(p-value =0.021) ดงั ตารางท่ี 4
■ อภปิ รายผล
3. ขอเสนอแนะเพิ่มเติม ตอการ
ดําเนินงานขับเคล่ือนการปองกันและ จากการศึกษาครั้งนี้ พบความ
แกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุนของ สัมพันธอยางมีนัยสําคัญทางสถิติดวยระดับ
คณะอนุกรรมการปองกันและแกไขปญหา นัยสําคัญ 0.05 ของปจจัย “ดานฐานขอมูล”
การต้ังครรภในวัยรุนระดับจังหวัดและ มีความสัมพันธตอการดําเนินงานขับเคล่ือน
กรุงเทพมหานคร ปญหาอุปสรรค และ การปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภ
อื่นๆ ท่ีเก่ียวของ ในวัยรุนของคณะอนุกรรมการปองกันและ
แกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุนระดับจังหวัด
จากการศึกษา พบวา สิ่งท่ีสงผล และกรุงเทพมหานคร ซึ่งสอดคลองกับ
ตอการดําเนินงานขับเคลื่อนการปองกัน การศึกษาของสํานักอนามัยการเจริญพันธุ
และแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุนของ
คณะอนุกรรมการปองกันและแกไขปญหา

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 55

บ ท วิ ท ย า ก า ร

ตารางท่ี 1 จาํ นวนและรอยละของกลมุ ตวั อยาง จําแนกตามขอ มูลท่วั ไป (n=1,180)

ขอมลู ทวั่ ไป ผา นเกณฑ ไมผา นเกณฑ
(n=857) (n=323)
จาํ นวน รอยละ จํานวน รอยละ
เพศ
ชาย 421 49.3 140 43.3
หญงิ 433 50.7 183 56.7
ไมร ะบุคําตอบ 3- 0 -
114 13.3 12 3.7
อายุ (ป) 71 8.3 18 5.6
นอยกวา 25 ป 346 40.5 146 45.2
26 - 35 ป 287 33.6 120 37.1
36 - 55 ป 37 4.3 27 8.4
56 - 65 ป 2- 0 -
65 ป ขน้ึ ไป 39 4.6 3 0.9
ไมร ะบคุ าํ ตอบ 48 5.6 9 2.8
343 40.1 136 42.5
การศึกษาสูงสุดหรอื กําลงั ศึกษา 425 49.7 172 53.8
ต่าํ กวา หรอื มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย/ปวช. 2- 3 -
อนุปริญญา/ปวส.
ปรญิ ญาตรี
สงู กวา ปริญญาตรี
ไมร ะบคุ ําตอบ

กรมอนามัย ระหวางป พ.ศ.2560-2562(6-8) อิงแฮม ศูนยวิจัยดานสุขภาวะทางเพศ
พบวา ควรนําขอมูลในพื้นที่มาใชประโยชน มหาวิทยาลัยเซาทแธมปตัน(9) ที่พบวาปจจัย
ในการแกไขปญหาเฉพาะกลุมท่ีสงผลตอการ สําคัญท่ีทําใหประเทศอังกฤษประสบความ
ลดอัตราการตั้งครรภและการคลอด รวมทั้ง สําเร็จในการลดอัตราการต้ังครรภในวัยรุน
ความเขาใจในประเด็นสําคัญตางๆ ในเชิง ลงคร่ึงหนึ่งในระยะเวลาสิบปได คือ การมี
ยุทธศาสตรจะเกิดข้ึนไดเม่ือองคกรและ ขอมูลเชิงประจักษท่ีนาเช่ือถือจึงทําใหสามารถ
หนว ยงานตางๆ นํายทุ ธศาสตรไปสูการปฏิบตั ิ ปรับกลยุทธในการดําเนินงานไดทันทวงที
และนําสารสนเทศที่ไดจากการดําเนินงาน และมีการถอดบทเรียนจากพื้นที่ที่มีความ
ม า สื่ อ ส า ร ภ า ย ใ ต  ก ร ะ บ ว น ก า ร ห รื อ ว ง จ ร กาวหนาในการขับเคลื่อนยุทธศาสตรเพื่อให
การบริหาร 3 วงจร ไดแก วงจรบริหาร พื้นทอ่ี ่ืนๆ นาํ ไปประยุกตใ ช และสอดคลอ งกับ
ยุทธศาสตร วงจรบริหารการดําเนินงาน การศึกษาของ ภัทรพงศ ชูเศษ และคณะ(10)
และวงจรเรียนรูเชงิ ยทุ ธศาสตร ตลอดจนควรมี ท่ีพบวาการจัดทําขอมูลซึ่งเปนพื้นฐานการ
การสงเสริมการศึกษาและรวบรวมขอมูลการ ทํางานที่ทําใหเกิดความตระหนักและเปน
ตงั้ ครรภใ นวยั รนุ ทเี่ ปน ขอ มลู ของวยั รนุ ในแตล ะ เคร่ืองมือในการติดตามกํากับใหเกิดการ
จังหวัดที่แทจริง เพ่ือการช้ีเปา คนหาพ้ืนที่ เปล่ียนแปลงในการขับเคลื่อนการดําเนินงาน
เสีย่ ง และจดั การปญหาไดอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ ปองกันและแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุน
ในระดับจังหวัด และยังสอดคลองกับการ นอกจากนี้การจัดทําขอมูลท่ีเช่ือมโยงให
ศึกษาของกองทุนประชากรแหงสหประชาชาติ หนวยงานทุกภาคสวนเห็นปญหาและรวมกัน
(UNFPA) รวมกับศาสตราจารยโรเจอร วางแผนแกไขปญหานั้น โดยการศึกษาของ

56 ปท ี่ 44 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 วารสารการสง เสริมสขุ ภาพและอนามัยสิง่ แวดลอ ม

ปจจยั ทส่ี ง ผลตอการดําเนินงานขับเคลื่อนการปอ งกันและแกไขปญ หาการตง้ั ครรภในวยั รนุ ของคณะอนกุ รรมการปอ งกันฯ

ตารางท่ี 2 จาํ นวนและรอ ยละของกลมุ ตวั อยา ง จาํ แนกตามตาํ แหนง ในคณะอนกุ รรมการฯ
ระดับจังหวัด และกรงุ เทพมหานคร (n=1,180)

ตาํ แหนง ในคณะอนุกรรมการฯ ระดบั จงั หวัดและกรุงเทพมหานคร ผา นเกณฑ ไมผ านเกณฑ
อนกุ รรมการ (n=857) (n=323)
ประธานอนุกรรมการฯ จํานวน รอยละ
อนกุ รรมการและเลขานุการ 708 84.8 จํานวน รอ ยละ
อนุกรรมการและผชู ว ยเลขานุการ 52 6.2 243 76.2
อนื่ ๆ (ไดแก ผรู ับผิดชอบงานวัยรนุ ผแู ทนอนกุ รรมการฯ 32 3.8 8 2.5
หวั หนากลุม งานสงเสรมิ และเจา หนา ทส่ี าธารณสขุ ) 35 4.2 25 7.8
ไมระบคุ าํ ตอบ 8 1.0 41 12.9
2 0.6

22 - 4 -

ตารางท่ี 3 จํานวนและรอยละของกลุมตัวอยาง จําแนกตามระยะเวลาที่ตําแหนงในคณะ
อนุกรรมการฯ ระดบั จงั หวัดและกรุงเทพมหานคร (n=1,180)

ระยะเวลาที่ดํารงตาํ แหนง คณะอนกุ รรมการฯ ผา นเกณฑ ไมผ า นเกณฑ
นอ ยกวา 6 เดือน (n=857) (n=323)
6 เดอื นถึง 1 ป จํานวน รอ ยละ
1 ถึง 2 ป 86 10.2 จํานวน รอ ยละ
มากกวา 2-3 ป 199 23.6 0 0.0
3 ปข น้ึ ไป 429 50.8 0 0.0
ไมระบุคําตอบ 130 15.4 0 0.0
0 0.0 180 55.7
13 - 143 44.3
0-

ฤทัย วรรธนวนิ จิ (11) ยังพบอกี วา การออกแบบ การฯ จะทําใหการดําเนินโครงการเกิดความ
ระบบท้ังการจัดเก็บขอมูลและการดึงขอมูล ตอเนื่องมากกวาการใหความสําคัญตอหมวด
ท่ีมีอยูจากระบบปกติของหนวยงานตางๆ ปจจัยตางๆ ในระดับนอย การใหความสําคัญ
มาวิเคราะหจะแกปญหาไดตรงประเด็น ตอแผนการดําเนินงานขับเคลื่อนการปองกัน
และมีการคืนขอมูลกลับสูประชาชนเพ่ือสราง และแกไขปญหาเปนสิ่งท่ีทุกภาคสวนตองให
ความเขาใจกับประชาชนจนนําไปสูการพัฒนา ความรวมมือและใหคุณคาในการพัฒนาแผน
อยางตอเน่ือง ตลอดจนการศึกษาของ มานพ งานดังกลาว ซ่ึงสอดคลองกับการศึกษาของ
ฉลาดธัญกิจ(12) สนับสนุนวา จุดแข็งของ ทรรศนีย ธรรมาธนวัฒน(13) การสรางความ
การดําเนินงานของคณะกรรมการพัฒนา ตระหนักใหเห็นถึงความสําคัญและรวมกัน
คุณภาพชีวิตระดับอําเภอ (พชอ.) คือ การมี ผ ลั ก ดั น ใ ห  แ ผ น ง า น ดํ า เ นิ น ไ ป ไ ด  อ ย  า ง มี
ระบบการจัดเก็บขอมูลที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพจะเปนกลไกสําคัญในการลด
ลดข้ันตอนการทํางานชวยสงผลใหการดําเนิน อัตราการต้ังครรภในวัยรนุ อยา งยัง่ ยืน
งานมปี ระสทิ ธิภาพ
อยางไรก็ตาม จากการศึกษาดังกลา ว
ทั้งนี้ การใหความสําคัญระดับมาก พบวา กลุมตัวอยางที่ผานเกณฑและกลุม
ตอหมวดปจจัยตางๆ ที่เก่ียวของกับการ ตัวอยางที่ไมผานเกณฑ ทั้ง 2 กลุมนี้ไมมี
ดําเนินงานขับเคลื่อนการปองกันและแกไข ความแตกตางทางสถิติในดานการดําเนินงาน
ปญ หาการตัง้ ครรภใ นวยั รนุ ของคณะอนุกรรม และความตอเนื่องของการดําเนินงาน ซึ่งไม

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 57

บ ท วิ ท ย า ก า ร

ตารางที่ 4 ปจ จยั ทม่ี คี วามสมั พนั ธต อ การดาํ เนนิ งานขบั เคลอื่ นการปอ งกนั และแกไ ขปญ หา
การตงั้ ครรภใ นวยั รนุ ของคณะอนกุ รรมการฯ ระดบั จงั หวดั และกรงุ เทพมหานคร
(n=1,180)

ปจจัย ผานเกณฑ ไมผานเกณฑ p-value
1. ปจ จัยดานกลยทุ ธ (n=857) (n=323) 0.073
จํานวน รอ ยละ 0.277
ระดบั ดี 315 36.8 จํานวน รอยละ 0.021*
ระดบั ปานกลาง 515 60.1 142 44.0 0.158
ระดับนอ ย 27 3.1 173 53.6 0.317
2. ปจ จัยดา นการวางแผนการดาํ เนินงาน 410 47.8 8 2.4 0.188
ระดับดี 409 47.7 162 50.2 0.289
ระดบั ปานกลาง 38 4.5 153 47.4
ระดบั นอย 304 35.5 8 2.4
3. ปจจัยดา นฐานขอ มูล 490 57.2 135 41.8
ระดับดี 63 7.3 176 54.5
ระดบั ปานกลาง 442 51.6 12 3.7
ระดบั นอย 385 44.9 186 57.6
4. ปจจยั ดานภาวะผูน าํ 30 3.5 129 39.9
ระดับดี 404 47.1 8 2.5
ระดบั ปานกลาง 423 49.4 159 49.2
ระดับนอย 30 3.5 158 48.9
5. ปจจยั ดานการดําเนินงาน 416 48.5 6 1.9
ระดบั ดี 403 47.0 163 50.5
ระดบั ปานกลาง 38 4.5 153 47.4
ระดับนอย 404 47.1 7 2.1
6.ปจ จัยดานการดูแลชวยเหลือและสงตอ 398 46.4 157 48.6
ระดับดี 55 6.5 153 47.4
ระดบั ปานกลาง 13 4.0
ระดบั นอ ย
7. ปจจยั ดานการสอ่ื สารและประชาสมั พนั ธ
ระดับดี
ระดับปานกลาง
ระดบั นอย
p-value จาก Chi-Square Test
* ปจจยั ทีม่ นี ัยสาํ คญั ทางสถิติ

ตรงกับสมมุติฐานของการวิจัยที่ต้ังไวเบื้องตน ปญหาการต้ังครรภในวัยรุนระดับจังหวัด
แสดงใหเห็นถึงเกณฑในการประเมินผาน และกรุงเทพมหานครในปงบประมาณ 2563
เกณฑ ที่ประกอบดวย 1) มีการดําเนินการ และ 4) การมีการดําเนินงานตามแผน
ประชุมคณะกรรมการ 2 คร้ังในปงบประมาณ และมีรายงานการดําเนินงาน สําหรับกลุม
2) การมีแผนปฏิบัติการปองกันและแกไข ท่ีไมผานเกณฑ คือ ขาดขอใดขอหน่ึงไป
ปญหาการต้ังครรภในวัยรุนระดับจังหวัด ที่อาจจะไมไดสะทอนถึงการทํางานหรือการให
และกรุงเทพมหานครในปงบประมาณ 2562 ความสําคัญปจจัยที่เอื้ออํานวยใหเกิดการ
3) การมีแผนปฏิบัติการปองกันและแกไข ดําเนินการขับเคล่ือนการปองกันและแกไข

58 ปที่ 44 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสง เสรมิ สุขภาพและอนามัยสิง่ แวดลอ ม

ปจ จยั ท่สี งผลตอ การดาํ เนินงานขับเคลื่อนการปองกันและแกไขปญหาการต้งั ครรภใ นวัยรนุ ของคณะอนุกรรมการปองกนั ฯ

ปญหาการต้ังครรภในวัยรุน อาจจะตองมีการ ที่มีชวงอายุแตกตางกัน และระยะเวลาในการ
พิ จ า ร ณ า ห รื อ ป รั บ แ ก  ไ ข ข  อ กํ า ห น ด ก า ร ดํารงตําแหนงแตกตางกัน ท้ังในกลุมผาน
ประเมินใหสอดคลองกับการดําเนินการจริงๆ เกณฑและไมผานเกณฑการประเมิน
หรอื มกี ารกาํ หนดตวั ชวี้ ดั หรอื เกณฑก ารประเมนิ
ท่ีสะทอนภาพการทํางานไดจริง และจะเห็นได 2. สงเสริมใหคณะอนุกรรมการฯ
วาความรูและความเขาใจในพระราชบัญญัติ ท้ังในกลุมผานเกณฑและไมผานเกณฑ
การปองกันและแกไขปญหาการต้ังครรภ การประเมินเห็นความสําคัญของการนํา
ในวัยรุน พ.ศ.2559 ของคณะอนุกรรมการฯ ขอมูลขาวสาร ฐานขอมูลท่ีเกี่ยวของกับ
ระหวางกลุมผานเกณฑและไมผานเกณฑ การปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภ
ไมแตกตา งกนั ทงั้ น้ี การทบทวนและพจิ ารณา ในวัยรุนไปใชในการวางแผนหรือกําหนด
ถึงเกณฑมาตรฐานในการประเมินการดําเนิน ยุทธศาสตรหรือเปาหมายของยุทธศาสตร
การตามแผนงานพระราชบัญญัติการปองกัน ของคณะอนุกรรมการฯ ระดบั จังหวดั และสราง
และการแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุน แนวทางในการดําเนินงานใหชัดเจน รวมทั้ง
พ.ศ.2559 จึงเปนสิ่งจําเปนในการทําใหเกิด การวางแผนการดําเนินงานท่ีสามารถปรับ
ความสอดคลอ งและเหมาะสมตอ การขบั เคลอ่ื น เปล่ียนใหเหมาะสมกับสถานการณในแตละ
และดําเนินแผนงานในแงของการประเมินถึง พ้ืนที่ โดยมีการมอบหมายผูรับผิดชอบ
ประสิทธิภาพของการดําเนินงาน โดยอาจมี ที่ ชั ด เ จ น ดํ า เ นิ น ง า น แ บ บ บู ร ณ า ก า ร
การเพ่ิมรายละเอียดทั้งในแงของตัวชี้วัด เพ่ือประโยชนสูงสุด รวมทั้ง การพัฒนาฐาน
เชิงปริมาณและตัวช้ีวัดเชิงคุณภาพเพ่ือให ข  อ มู ล ท่ี เ ป  น ร ะ บ บ แ ล ะ ทั น ต  อ เ ห ตุ ก า ร ณ 
เกณฑมคี วามจําเพาะและชดั เจนมากข้นึ เพ่ือใหการเกิดความตอเน่ืองในการดําเนินงาน
ขับเคล่ือนการปองกันและแกไขปญหาการ
ดังนั้น การผลักดันเพื่อใหเกิดการ ต้งั ครรภใ นวัยรุนไดมากขนึ้
ดําเนินงานขับเคลื่อนการปองกันและการ
แกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุนอาจจะตอง 3. ควรมีการทบทวนเพื่อปรับปรุง
คํ า นึ ง ถึ ง ห รื อ พิ จ า ร ณ า อ ง ค  ป ร ะ ก อ บ ห รื อ เกณฑในการประเมินการดําเนินงานของ
กระบวนการอื่นๆ เพ่ือใหเกิดการดําเนินงาน คณะอนุกรรมการปองกันและแกไขปญหา
ขับเคลื่อนการปองกันและการแกไขปญหาการ ก า ร ตั้ ง ค ร ร ภ  ใ น วั ย รุ  น ร ะ ดั บ จั ง ห วั ด แ ล ะ
ตงั้ ครรภใ นวัยรุนใหย งั่ ยืนตอ ไป กรุงเทพมหานครใหมีความเหมาะสมตาม
เกณฑทก่ี ําหนด
■ ขอ เสนอแนะ
■ กติ ติกรรมประกาศ
1. ควรมีการดําเนินการเพ่ิมการรับรู
และความเขาใจเกี่ยวกับขอมูลขาวสารตาม การศึกษาน้ี ไดรับการสนับสนุน
พระราชบัญญัติการปองกันและแกไขปญหา การศึกษาจากสํานักอนามัยการเจริญพันธุ
การตั้งครรภวัยรุน พ.ศ.2559 เพื่อใหเกิด กรมอนามัย และไดรับความรวมมือในการให
ความตอเน่ืองในการดําเนินงานขับเคลื่อน ขอมูลจากคณะอนุกรรมการปองกันและแกไข
การปองกันและการแกไขปญหาการต้ังครรภ ปญหาการต้ังครรภในวัยรุนระดับจังหวัด
ในวัยรุนได โดยกระบวนการเพิ่มการรับรู และกรุงเทพมหานคร ตลอดจนไดรับขอเสนอ
และความเขาใจตองออกแบบใหเหมาะสมกับ แนะตาง ๆ ที่มีประโยชน จากคณาจารย
ความหลากหลายของกลุมคณะอนุกรรมการฯ นักวิชาการ และผทู เี่ กี่ยวขอ งทุกทา น จนทําให
สําเรจ็ ไดด วยดี

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 59

บ ท วิ ท ย า ก า ร
เอกสารอา งองิ

1. สํานักอนามัยการเจริญพันธุ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ยุทธศาสตรการปองกันและแกไขปญหา
การต้ังครรภในวัยรุนระดับชาติ พ.ศ. 2560-2569 ตามพระราชบัญญัติการปองกันและแกไขปญหา
การต้ังครรภในวัยรนุ พ.ศ. 2559. พมิ พครง้ั ที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พเ ทพเพ็ญวานสิ ย; 2560.

2. สํานักอนามัยการเจริญพันธุ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. สถานการณอนามัยการเจริญพันธุในวัยรุน
และเยาวชนป 2561 [อินเทอรเน็ต]. 2561 [เขาถงึ เม่อื 22 มีนาคม 2563]. เขาถงึ ไดจ าก: http://rh. anamai.
moph.go.th/download/all_file/index/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%
E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8CRH_2561_Website.pdf

3. ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติการปองกันและแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุน พ.ศ. 2559 [อินเทอรเน็ต].
2559 [เขา ถึงเมือ่ 13 กนั ยายน 2563]. เขาถงึ ไดจ าก: http://web.krisdika.go.th

4. บุญฤทธิ์ สขุ รัตน. การตง้ั ครรภใ นวยั รุน : นโยบายแนวทางการดําเนนิ งานและการติดตามประเมนิ ผล. พิมพค ร้ังที่ 3.
นนทบุรี: โรงพิมพช ุมนมุ สหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย; 2557.

5. ยูนิเซฟ ประเทศไทย. รายงานสังเคราะหการวิเคราะหสถานการณการต้ังครรภของวัยรุนในประเทศไทย
[อนิ เทอรเ น็ต]. 2558 [เขาถึงเมื่อ 15 กันยายน 2560]. เขา ถงึ ไดจาก: https://uni.cf/3n2A4m

6. สํานักอนามัยการเจริญพันธุ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. รายงานผลโครงการประเมินผลการขับเคล่ือน
การปองกันและแกไขปญหาการต้ังครรภในวัยรุน ป 2560 ตามพระราชบัญญัติการปองกันและแกไขปญหา
การต้ังครรภในวัยรุน พ.ศ. 2559 [อินเทอรเน็ต]. 2562 [เขาถึงเม่ือ28 ธันวาคม 2563]. เขาถึงไดจาก:
http://rh.anamai.moph.go.th/ewt_news.php?nid=307&filename=totaldownload

7. กรมอนามัย สํานักอนามัยการเจริญพันธุ. รายงานผลโครงการประเมินผลการขับเคล่ือนยุทธศาสตรการปองกัน
และแกไ ขปญหาการต้ังครรภในวยั รุน ประจําป พ.ศ. 2561 ภายใตพระราชบัญญัติการปองกันและแกไ ขปญหา
การตั้งครรภในวัยรุน พ.ศ. 2559 [อินเทอรเน็ต]. 2562 [เขาถึงเมื่อ 28 ธันวาคม 2563]. เขาถึงไดจาก:
http://rh.anamai.moph.go.th/ewt_news.php?nid=288&filename=totaldownload

8. กรมอนามัย สํานักอนามัยการเจริญพันธุ. รายงานผลโครงการประเมินผลการขับเคล่ือนยุทธศาสตรการปองกัน
และแกไ ขปญ หาการต้งั ครรภใ นวัยรุน ประจาํ ป พ.ศ. 2562 ภายใตพระราชบัญญัติการปอ งกันและแกไ ขปญ หา
การต้ังครรภในวัยรุน พ.ศ. 2559 [อินเทอรเน็ต]. 2562 [เขาถึงเมื่อ28 ธันวาคม 2563]. เขาถึงไดจาก:
http://rh.anamai.moph.go.th/ewt_news.php?nid=327&filename=totaldownload

9. กองทนุ ประชากรแหงสหประชาชาติ (UNFPA) และศาสตราจารย โรเจอร อิงแฮม ศูนยวิจัยดานสุขภาวะทางเพศ
มหาวิทยาลัยเซาทแธมปตัน. รายงานการทบทวนเชิงกลยุทธและขอเสนอแนะตอการขับเคล่ือนยุทธศาสตร
การปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุน ภายใตพระราชบัญญัติการปองกันและแกไขปญหา
การต้ังครรภในวัยรุน พ.ศ.2559 โดยการประยุกตใชขอมูลเชิงประจักษและประสบการณจากประเทศอังกฤษ
[อินเทอรเน็ต]. 2560 [เขาถึงเม่ือ 28 ธันวาคม 2563]. เขาถึงไดจาก: https://thailand.unfpa.org/th/
publications-0#_ftnref1

10. ภัทรพงศ ชูเศษ, นฎาประไพ สาระ และอรอุมา ทางดี. การศึกษาการดําเนินงานปองกันและแกไขปญหา
การตั้งครรภในวัยรุนของกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอําเภอ. วารสารวิชาการสาธารณสุข
ชมุ ชน 2563;6(4):39-50.

11. ฤทัย วรรธนวินิจ. แนวทางในการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบสุขภาพโดยคณะกรรมการพัฒนา
คุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพอําเภอ ศึกษาเฉพาะกรณี อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ [อินเทอรเน็ต].
2561 [เขาถงึ เม่ือ 28 ธันวาคม 2563]. เขา ถงึ ไดจ าก: https://bit.ly/3fQDlwV

12. มานพ ฉลาดธัญกิจ. การดําเนินงานคณะกรรมการคุณภาพชีวิตระดับอําเภอ (พชอ.) จังหวัดสกลนคร
[อินเทอรเ นต็ ]. 2561 [เขาถงึ เมือ่ 28 ธนั วาคม 2563]. เขา ถงึ ไดจ าก: https://bit.ly/2VDIBRU

13. ทรรศนยี  ธรรมาธนวัฒน. การปองกันและแกไ ขปญ หาการตงั้ ครรภไ มพ รอมในวยั รนุ ของเขต 2 [อินเทอรเนต็ ]. 2556
[เขาถึงเมื่อ 28 ธันวาคม 2563]. เขาถึงไดจาก: http://hpc4.anamai.moph.go.th/ewt_dl_link.
php?nid=735

HEALTH

60 ปท ่ี 44 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสง เสริมสุขภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอม

วารสารการสงเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยส่งิ แวดลอ ม บ ท วิ ท ย า ก า ร
ปท่ี 44 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564

ปจ จยั ท่มี คี วามสัมพนั ธก ับพฤติกรรมสงเสรมิ สุขภาพ
เพื่อปอ งกนั โรคไมต ิดตอ เร้อื รงั ของผูประกอบการรานคา

วัยทํางาน หมทู ี่ 7 ตําบลบางโฉลง อําเภอบางพลี
จังหวัดสมทุ รปราการ

จริยา ทรัพยเรือง
ธมกร อว มออ
ปริศนา อัครธนพล
อจั ฉรา เดชขนุ
กนั ยา สุวรรณครี ขี ันธ
อารีย มั่งเกยี รตสิ กุล
คณะพยาบาลศาสตร มหาวทิ ยาลยั หัวเฉยี วเฉลิมพระเกียรติ

วันรบั 13 พฤศจิกายน 2563, วนั แกไ ข 29 ธันวาคม 2563, วนั ตอบรบั 12 มีนาคม 2564

บทคัดยอ

การวิจัยคร้ังนี้เปนการวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ มีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษาพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ
เพื่อปองกันโรคไมติดตอเร้ือรัง และปจจัยท่ีมีความสัมพันธกับพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพเพ่ือปองกันโรคไมติดตอเรื้อรัง
ของผูประกอบการรานคาวัยทํางาน หมูที่ 7 ตําบลบางโฉลง อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ กลุมตัวอยาง
เปนผูประกอบการรานคาวัยทํางาน จํานวน 127 คน เร่ิมดําเนินการวิจัยตั้งแต วันท่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง
วันท่ี 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563 รวมเปนระยะเวลา 6 เดือน เคร่ืองมือวิจัยเปนแบบสอบถาม ซึ่งตรวจสอบความตรง
ตามเนอ้ื หาโดยผทู รงคณุ วฒุ ิ และหาคาสัมประสิทธิ์แอลฟาได 0.75-0.86 วิเคราะหขอมูลโดยการหาคาเฉลี่ย สวนเบี่ยง
เบนมาตรฐาน คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน และคาไค-สแควร ผลการศึกษาพบวา กลุมตัวอยางสวนใหญ
รอยละ 65.10 เปนเพศหญิง อายุเฉลี่ย 38.70 ป (SD=8.66) รอยละ 64.70 มีสถานภาพสมรสคู รอยละ 55.60
มีการศึกษาระดับต่ํากวาปริญญาตรี มีรายไดเฉลี่ยตอเดือนเทากับ 19,283 บาท (SD=10,676.76) รอยละ 83.60
ไมมีโรคประจําตัว จํานวนชั่วโมงการทํางานตอสัปดาหเฉลี่ย 8 ช่ัวโมง (SD=11.95) รอยละ 58.70 มีการทํางาน
ในเวลาปกติ (เชาไป-เย็นกลับ) และระยะเวลาการปฏิบัติงานเฉล่ีย 14.50 ป (SD=9.39) ปจจัยที่มีความสัมพันธ
กับพฤติกรรมสงเสริม ไดแก รายได (r=0.362, p=0.006) การรับรูประโยชนของพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ
(r=0.395, p<0.01) การรับรูสมรรถนะของตนเอง (r=0.464, p<0.01) ผลการศึกษาจะเปนประโยชนในการพัฒนา
โปรแกรมเพื่อการสงเสริมสุขภาพเพ่ือปองกันโรคไมติดตอเร้ือรังของผูประกอบการรานคาวัยทํางาน หมูที่ 7
ตาํ บลบางโฉลง อาํ เภอบางพลี จงั หวัดสมทุ รปราการตอ ไป
คําสําคญั : พฤตกิ รรมสงเสรมิ สุขภาพ ผปู ระกอบการรา นคาวยั ทํางาน

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 61

บ ท วิ ท ย า ก า ร

Factors Related to Health-Promoting
Behaviors for Prevention

of Non-Communicable diseases among
Working-Age Store Entrepreneur

Moo 7 Bang-Chalong Sub District Bangplee
District Samutprakarn Province

Jariya Supruang
Thamakorn aomaor
Prisana Akaratanapol
Adchara dekun
Kanya Suvankereekhun
Aree Mungkietisakul
Faculty of Nursing, Huachiew Chalermprakiet University

Corresponding Author Email: [email protected]
Received 13 November 2020, Revised 29 December 2020, Accepted 12 March 2021

Abstract

This study was a descriptive correlational research. The purposes were to assess health-promoting
for prevention of non-communicable diseases, and to examine the predictors related to health-promoting
behaviors for prevention of non-communicable diseases among working-age shop operator. The sample
was 127 working-age shop operator from Moo 7 Bang-Chalong Sub District, Bangplee District,
Samutprakarn Province. They were selected by using the Krejcie and Morgan table. Data had been
collected over 6 months from January, 1st, 2020 to June, 30th, 2020. The research’s questionnaires were
validated by the experts. The alpha coefficient was 0.75-0.86. The data was analyzed by mean, standard
deviation, Pearson product moment correlation, and Multiple Regression Analysis. The study found that
65.10% of the samples were female, with a mean age of 38.70 years (SD = 8.66), 64.70% had marital
status, and 55.60% had education at a lower bachelor's degree. Their average monthly income was
19,283 baht, (SD=10,676.76). 83.60% had no congenital disease. 58.70% worked at normal hours.
The average number of hours worked per day, 8 hours (SD = 11.95) and mean operational duration
of 14.50 years (SD = 9.39). Factors associated with promoting behavior were income (r = 0.362, p = 0.006),
perceived benefits of health promotion behavior (r=0.395, p<0.01), self-efficacy (r=0.464, p<0.01).
These findings will be useful for the development of health promotion programs to prevent
non-communicable diseases among working-age entrepreneurs at Moo 7 Bang-Chalong Sub District,
Bangplee District, Samutprakarn Province.
Keywords: Health-Promoting Behaviors, Working-Age, Shop operator

62 ปที่ 44 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 วารสารการสงเสรมิ สุขภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอม

ปจ จัยที่มีความสมั พันธก บั พฤติกรรมสงเสริมสขุ ภาพเพอ่ื ปองกนั โรคไมต ิดตอ เรือ้ รังของผปู ระกอบการรา นคา วัยทาํ งานฯ

■ บทนาํ การุณงามพรรณ, สุดารัตน สุวารี และ
นันทนา น้ําฝน(4) พบวาคนวัยทํางานใน
ภาวะสุขภาพเปนพ้ืนฐานสําคัญตอ สถานประกอบการกรุงเทพมหานครมีการ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคล ซ่ึงปจจุบัน ทํางานเปนลูกจางรายวันท่ีตองมาทํางาน
คนไทยมีการดําเนินวีถีชีวิตและพฤติกรรม ตามเวลาท่ีนายจางกําหนด กรณีท่ีหยุดงาน
สุขภาพเปล่ียนแปลงไปจากเดิมเน่ืองจาก ในวันนั้นนายจางมีสิทธิไมจายคาตอบแทนให
ปญหาทางสังคมและส่ิงแวดลอม ทําใหเกิด จึงเปนการยากท่ีพนักงานลูกจางรายวัน
ปญหาเก่ียวกับโรคไมติดตอเรื้อรัง (Non- จะจัดสรรเวลามาสงเสริมพฤติกรรมสุขภาพ
Communicable Disease, NCDs) โดยมี ของตนเอง จากผลการศึกษาวิจัยพบวา
สาเหตสุ าํ คญั คอื พฤตกิ รรมสขุ ภาพและวถิ กี าร พ นั ก ง า น ลู ก จ  า ง ร า ย วั น มี พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร
ดําเนินชีวิตท่ีไมถูกตอง(1) จากรายงานการ รับประทานอาหารจานดวนเปนประจํา นิยม
สํารวจสุขภาพประชาชนไทยดวยการตรวจ ซื้ออาหารสําเร็จรูป มีพฤติกรรมการออกกําลัง
รา งกาย โดยเปรยี บเทยี บครงั้ ที่ 4 ป พ.ศ. 2552 กายอยางสม่ําเสมอระดับพอใช(4-5) จากการ
และ คร้ังที่ 5 ป พ.ศ. 2557 พบวาความชุก ดําเนินชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพของแตละ
ของโรคความดันโลหิตสูงในประชากรอายุ บุคคลจึงอาจเปนสาเหตุของการเจ็บปวย และ
15 ปข น้ึ ไป เพมิ่ ขนึ้ จากรอ ยละ 21.40 เปน รอ ยละ เสียชีวิตจากโรคไมติดตอเร้ือรังตางๆ ได
24.70 ความชุกของเบาหวานเพ่ิมขึ้นจาก แ ต  ถ  า บุ ค ค ล ส า ม า ร ถ ป ฏิ บั ติ พ ฤ ติ ก ร ร ม
รอ ยละ 6.90 เปน รอ ยละ 8.90 และภาวะอว นมี สงเสริมสุขภาพใหเปนแบบแผนในการดําเนิน
แนวโนม สงู ขน้ึ อยา งชดั เจน โดยเฉพาะในผหู ญงิ ชวี ติ จะทาํ ใหบ คุ คลนัน้ มสี ุขภาพด(ี 5)
(BMI≥25 กก./ตร.ม.) เพม่ิ จากรอ ยละ 40.70
เปนรอยละ 41.80 สวนในผูชายเพิ่มจาก การศึกษาวิจัยเชิงสํารวจในรายวิชา
รอ ยละ 28.40 เปน รอ ยละ 32.90(2) โดยพบอตั รา ปฏิบัติการพยาบาลชุมชน คณะพยาบาล
การเกิดโรคท่ีไมติดตอเรื้อรังตางๆ จากการ ศาสตร มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
มีพฤติกรรมสุขภาพไมเหมาะสมของประชากร ปการศึกษา 2562 พบวาสวนใหญผูประกอบ
วยั ทาํ งานมากทสี่ ดุ การรานคาวัยทํางาน หมูที่ 7 ตําบลบางโฉลง
อํ า เ ภ อ บ า ง พ ลี จั ง ห วั ด สุ ม ท ร ป ร า ก า ร
การศึกษาที่ผานมาพบวาสังคมไทย มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองที่ไมดี
ใ น ยุ ค ป  จ จุ บั น พ บ ผู  ป ร ะ ก อ บ ก า ร ร  า น ค  า รอยละ 38.80 จากการทบทวนวรรณกรรม
วัยทํางานที่ทําธุรกิจสวนใหญอยูในชวงอายุ ทผ่ี า นมา พบวา ทฤษฎขี องเพนเดอรเ ปน ทฤษฎี
25-59 ป เปนกลุมที่ตองหารายไดเล้ียงชีพ ท่ี ส อ ด ค ล  อ ง แ ล ะ มี แ น ว ท า ง ใ น ก า ร ศึ ก ษ า
ตนเองและคนในครอบครัว สวนใหญมุงเนน พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพเปนกระบวนการ
การทํางานเพ่ือหารายไดรายวันมากกวาการ ท่ี บุ ค ค ล ส า ม า ร ถ จั ด ก า ร ป  ญ ห า สุ ข ภ า พ
ดูแลสุขภาพตนเอง ตามยุคกระแสโลกาภิวัตน และควบคุมใหเกิดการปรับเปล่ียนสิ่งแวดลอม
ท่ีเนนระบบทุนนิยม ทําใหเกิดการแกงแยง ใหเอื้อตอการมีสุขภาพดี จึงนับวาทฤษฎีนี้
แขงขันในดานธุรกิจ มีการเอารัดเอาเปรียบ เปน ทฤษฎที สี่ าํ คญั ทจ่ี ะทาํ ใหร ะดบั ปจ เจกบคุ คล
ขาดความเอ้ืออาทรใสใจซึ่งกันและกัน จึงเปน หรือกลุมบุคคลมีสุขภาวะดีท้ังรางกาย จิตใจ
อุปสรรคในการพัฒนาสุขภาวะของสังคมและ และสังคม นอกจากน้ี Pender, Murdaugh
สุขภาพอนามัยของประชากรวัยทํางาน(3) และ Parsons(6) กลาววาการสงเสริมสุขภาพ
นอกจากน้ีสอดคลองกับการศึกษาของ มงคล

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 63

บ ท วิ ท ย า ก า ร

เปนการกระทํากิจกรรมตามความสามารถ เ พ่ื อ นํ า ผ ล ที่ ไ ด  ไ ป ใ ช  ใ น ก า ร ว า ง แ ผ น ก า ร
ข อ ง ต น ใ น ก า ร ป รั บ เ ป ล่ี ย น พ ฤ ติ ก ร ร ม สงเสริมสุขภาพแกผูประกอบการรานคาวัย
เพ่ือสงเสริมสุขภาพท่ีเหมาะสม และปฏิบัติ ทาํ งาน หมทู ี่ 7 ตาํ บลบางโฉลง อาํ เภอบางพลี
อยางตอเนื่องเพื่อคงไวซึ่งภาวะสุขภาพที่ดี จงั หวดั สมุ ทรปราการ อยา งเหมาะสมตอ ไป
พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพตามแนวคิดของ
เพนเดอร ประกอบดวยพฤติกรรม 6 ดาน ■ วตั ถุประสงคการศึกษา
ไดแก ความรับผิดชอบตอสุขภาพ กิจกรรม
และการออกกาํ ลงั กาย โภชนาการ สมั พนั ธภาพ 1. เพ่ือศึกษาพฤติกรรมสงเสริม
ระหวางบุคคล การเจริญทางจิตวิญญาณ และ สุขภาพเพื่อปองกันโรคไมติดตอเร้ือรังของ
การจัดการกับความเครียด ถาบุคคลสามารถ ผปู ระกอบการรานคาวัยทาํ งาน หมูท ี่ 7 ตําบล
ปฏิบัติกิจกรรมสรางเสริมสุขภาพจนเปน บางโฉลง อําเภอบางพลี จังหวดั สมุ ทรปราการ
แบบแผน ก็จะทําใหบุคคลนั้นมีสุขภาวะที่ดี
ตลอดชีวติ 2. เพื่อศึกษาปจจัยท่ีมีความสัมพันธ
กับพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพเพื่อปองกันโรค
คณะพยาบาลศาสตรม ภี ารกจิ ทต่ี อ งให ไมติดตอเรื้อรังของผูประกอบการรานคา
บรกิ ารวชิ าการแกบ คุ ลากรภายนอกทเี่ ปน แหลง วัยทํางาน หมูท่ี 7 ตําบลบางโฉลง อําเภอ
ชุมชนท่ีตั้งอยูใกลมหาวิทยาลัยหัวเฉียว บางพลี จงั หวัดสมุทรปราการ
เฉลมิ พระเกยี รติ ซงึ่ พบวา ผปู ระกอบการรา นคา
ท่ีทําธุรกิจอยูรายลอมรอบสถานศึกษามี ■ สมมตุ ิฐานการวิจยั
จาํ นวนมากและสว นใหญเ ปน แรงงานวยั ทาํ งาน
ที่มีพฤติกรรมการดูแลตนเองไมถูกตอง ดังน้ัน สมมติฐานท่ี 1. ปจจัยสวนบุคคลมี
ผูวิจัยจึงสนใจศึกษาพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ ความสัมพันธกับพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ
เพ่ือปองกันโรคไมติดตอเรื้อรังของผูประกอบ เพื่อปองกันโรคไมติดตอเร้ือรังของผูประกอบ
การรานคาวัยทํางาน หมูที่ 7 ตําบลบางโฉลง การรานคาวัยทํางาน หมูท่ี 7 ตําบลบางโฉลง
อาํ เภอบางพลี จงั หวดั สมุ ทรปราการ และศกึ ษา อําเภอบางพลี จงั หวัดสมทุ รปราการ
ความสัมพันธของปจจัยดานความคิดและ
อารมณ ไดแก พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ สมมตฐิ านที่ 2. ปจ จยั ดา นการทาํ งาน
เพื่อปองกันโรคไมติดตอเรื้อรังของผูประกอบ มีความสัมพันธกับพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ
การรานคาวัยทํางาน หมูที่ 7 ตําบลบางโฉลง เพื่อปองกันโรคไมติดตอเร้ือรังของผูประกอบ
อําเภอบางพลี จังหวัดสุมทรปราการ ไดแก การรานคาวัยทํางาน หมูที่ 7 ตําบลบางโฉลง
การรับรูประโยชนของพฤติกรรมสงเสริม อาํ เภอบางพลี จงั หวัดสมทุ รปราการ
สขุ ภาพเพอ่ื ปอ งกนั โรคไมต ดิ ตอ เรอื้ รงั การรบั รู
อุ ป ส ร ร ค ต  อ พ ฤ ติ ก ร ร ม ส  ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ สมมติฐานที่ 3. ปจจัยดานความคิด
เพื่อปองกันโรคไมติดตอเรื้อรัง การรับรู และอารมณมีความสัมพันธกับพฤติกรรม
สมรรถนะตนเองเพอ่ื ปอ งกนั โรคไมต ดิ ตอ เรอ้ื รงั สงเสริมสุขภาพเพ่ือปองกันโรคไมติดตอ
เร้ือรังของผูประกอบการรานคาวัยทํางาน
หมทู ี่ 7 ตําบลบางโฉลง อําเภอบางพลี จังหวดั
สมุทรปราการ

64 ปที่ 44 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 วารสารการสงเสรมิ สุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ ม

ปจ จัยทมี่ คี วามสมั พนั ธก ับพฤติกรรมสง เสรมิ สขุ ภาพเพอ่ื ปอ งกันโรคไมต ิดตอเรอ้ื รังของผปู ระกอบการรานคา วัยทาํ งานฯ

■ กรอบแนวคดิ การวิจัย พฤติกรรมสงเสริมสขุ ภาพ
- ดานความรับผดิ ชอบตอสขุ ภาพ
ปจ จยั สว นบุคคล - ดา นกจิ กรรมและการออกกําลังกาย
- เพศ - ดา นโภชนาการ
- อายุ - ดานสมั พันธภาพระหวางบุคคล
- สถานภาพสมรส - ดานการเจรญิ ทางจติ วญิ ญาณ
- ระดบั การศึกษา - ดา นการจดั การกบั ความเครียด
- รายได
- ภาวะสุขภาพ ไดจํานวน 127 คน ที่ไมมีโรคประจําตัว
ปจ จัยดา นการทํางาน ซึ่งบุคลากรเหลาน้ีประกอบอาชีพในสถาน
- ลกั ษณะงาน ประกอบการรานคาที่ตั้งอยู หมูที่ 7 ตําบล
- ชัว่ โมงการทาํ งาน บางโฉลง อาํ เภอบางพลี จังหวัดสมทุ รปราการ
- ระยะเวลาการปฏิบัตงิ าน บริเวณลอมรอบๆ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว
เฉลมิ พระเกยี รติ 6 เดือนข้นึ ไป
ปจจยั ดา นความคดิ และอารมณ
- การรับรปู ระโยชนข องพฤติกรรมสง เสรมิ สุขภาพ ● เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ นการวจิ ยั ประกอบ
- การรับรอู ุปสรรคตอ พฤติกรรมสง เสริมสขุ ภาพ ดวยเคร่ืองมือประเมินภาวะสุขภาพ และ
- การรบั รูส มรรถนะของตนเอง แบบสอบถาม ดังน้ี

■ วธิ ีการศกึ ษา 1. เครื่องมือประเมินภาวะสุขภาพ
มีดงั น้ี
การศึกษาวิจัยครั้งน้ีเปนงานวิจัยแบบ
พรรณนาเชิงหาความสัมพันธ (Descriptive 1.1 เ ค รื่ อ ง วั ด ค ว า ม ดั น โ ล หิ ต
correlational research) เพ่ือศึกษาปจ จยั ทีม่ ี แบบดิจิตอล วัดคาความดันโลหิตซิสโตลิก
ความสัมพันธกับพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ (SBP) และไดแอสโตลิก (DBP) จําแนกความ
เพ่ือปองกันโรคไมติดตอเร้ือรังของผูประกอบ เสี่ยงตอภาวะความดันโลหิตตาม JNC7(8)
การรานคาวัยทํางาน หมูที่ 7 ตําบลบางโฉลง แปลผลดังน้ี ภาวะความดันโลหิตปกติ
อาํ เภอบางพลี จงั หวดั สมทุ รปราการ คา SBP/DBP<120/80 mmHg มีความเส่ยี ง
ตอภาวะความดันโลหิตสูง คา SBP/DBP
● ประชากรและกลมุ ตวั อยาง อยูในชวง 120/80-139/89 mmHg และ
ประชากร ไดแก ผูประกอบอาชีพ มีภาวะความดันโลหิตสูง คา SBP/DBP≥
ทงั้ เพศชายและเพศหญงิ มอี ายรุ ะหวา ง 20-60 140/90 mmHg
ปบ รบิ รู ณ ไมม โี รคประจาํ ตวั ซง่ึ บคุ ลากรเหลา นี้
ประกอบอาชีพในสถานประกอบการรานคา 1.2 แบบประเมินความเส่ียง
ท่ีตั้งอยูในบริเวณลอมรอบๆ มหาวิทยาลัย
หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ หมูท่ี 7 ตําบล
บางโฉลง อาํ เภอบางพลี จงั หวดั สมทุ รปราการ
จาํ นวน 198 คน
กลมุ ตัวอยา ง คือ บุคลากรทั้งเพศชาย
และเพศหญิงท่ีประกอบอาชีพอยูในสถาน
ประกอบการรานคาท่ีมีอายุระหวาง 20-60 ป
บริบูรณ โดยคํานวณจากตารางของเครจซี่
และมอรแกน (Krejcie & Morgan)(7)

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 65

บ ท วิ ท ย า ก า ร

ตอการเปนโรคเบาหวาน ใชแบบประเมิน พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพที่ตนควรกระทํา
ความเส่ียงตอเบาหวานท่ีพัฒนาโดยวิชัย ทั้ง 6 ดาน คือ ความรับผิดชอบตอสุขภาพ
เอกพลากร(2) ครอบคลุม อายุ เพศ ดัชนีมวล กิจกรรมและการออกกําลังกาย โภชนาการ
กาย ความยาวเสนรอบเอว ความดันโลหิตสูง สัมพันธภาพระหวางบุคคล การเจริญทาง
และประวตั โิ รคเบาหวานในครอบครวั ใหน า้ํ หนกั จิตวิญญาณและการจัดการกับความเครียด
คะแนนของปจจัยเสี่ยง การแปลผลใชคะแนน ตามทฤษฎีเพนเดอร(7) วามีประโยชนตอภาวะ
รวม ดงั นี้ เส่ียงตํ่า คะแนนรวม ≤ 2 เส่ยี งนอย สุขภาพของตนเอง ลักษณะขอคําถามมีทั้ง
คะแนนรวม 3-5 เสี่ยงปานกลาง คะแนนรวม ดานบวกและดานลบมี 5 ระดับ คือ เห็นดวย
6-8 เสี่ยงสูง คะแนนรวม 9-10 เส่ียงสูงมาก อยางยิง่ เหน็ ดว ย ไมแนใจ ไมเ ห็นดวย ไมเ หน็
คะแนนรวม ≥ 11 ดวยอยางยิ่ง จํานวน 25 ขอ ประกอบดวย
ขอคาํ ถามดา นบวก จํานวน 16 ขอ ขอคาํ ถาม
1.3 เครอ่ื งชงั่ นา้ํ หนกั เปน กโิ ลกรมั ดา นลบ จํานวน 9 ขอ
และเครื่องวัดสวนสูง ชั่งน้ําหนักตัว และ
วัดสวนสูงเปนเซ็นติเมตร นํามาคํานวณ 4. แบบสอบถามการรับรูอุปสรรค
คา ดชั นีมวลกาย (Body Mass Index [BMI]) ตอพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพเพ่ือปองกัน
แปลผลดังน้ี นา้ํ หนักปกติ คา BMI อยใู นชวง โรคไมติดตอเร้ือรัง คือแบบสอบถาม
18.50-22.99 Kg/m2 นํ้าหนักเกิน คา BMI เกี่ยวกับการรับรูหรือมีความคิดเห็น หรือ
อยูในชวง 23.00-24.99 Kg/m2 และอวน คาดคะเน วามีส่ิงขัดขวางหรือเปนอุปสรรค
ระดับ 1 คา BMI อยูในชวง 25.00-29.99 ตอการกระทําพฤติกรรมที่สงเสริมสุขภาพ
Kg/m2 และอวนระดับ 2 คา BMI อยใู นชวง ของตนเอง 6 ดาน คือ ความรับผิดชอบ
≥ 30.00 Kg/m2 ข้นึ ไป ตอสุขภาพ กิจกรรมและการออกกําลังกาย
โภชนาการ สัมพันธภาพระหวางบุคคล
2. แบบสอบถามเกยี่ วกบั พฤตกิ รรม การเจริญทางจิตวิญญาณ และการจัดการ
การสรางเสริมสุขภาพ จํานวน 32 ขอ กับความเครียดตามทฤษฎีเพนเดอร(7) เชน
โดยแบบสอบถามประยุกตจากแบบสอบถาม เปนเร่ืองยุงยาก ไมทราบรายละเอียดและ
ของ ภัทรา เล็กวิจิตรธาดา และคณะ(9) วิธีการท่ีถูกตอง ลักษณะขอคําถามมีทั้ง
ตามกรอบแนวคิดการสงเสริมสุขภาพของ ดา นบวกและดา นลบ มี 5 ระดบั คือ เห็นดวย
เพนเดอร ครอบคลุม 6 ดาน คือ ดานความ อยางยงิ่ เหน็ ดว ย ไมแ นใจ ไมเ หน็ ดว ย ไมเห็น
รับผิดชอบตอสุขภาพ 5 ขอ กิจกรรมและ อยางยิ่ง จํานวน 24 ขอ ประกอบดวย
การออกกําลังกาย 5 ขอ โภชนาการ 7 ขอ ขอคําถามดานบวก จาํ นวน 21 ขอ ขอคําถาม
สัมพันธภาพระหวางบุคคล 5 ขอ การเจริญ ดานลบ จาํ นวน 3 ขอ
ทางจิตวิญญาณ 5 ขอ และการจัดการกับ
ความเครียด 5 ขอ ลักษณะขอคําถาม 5. แบบสอบถามการรบั รสู มรรถนะ
เปนมาตราสวนประมาณคา (rating scale) ของตนเองตอพฤติกรรมสรางเสริมสุข
4 ระดับ ภาพเพ่ือปองกันโรคไมติดตอเรื้อรัง คือ
แบบสอบถามเกยี่ วกบั ความเชอ่ื มนั่ ในสมรรถนะ
3. แบบสอบถามการรบั รปู ระโยชน ของตนเองวาจะกระทําพฤติกรรมสงเสริม
ตอพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพเพื่อปองกัน สุขภาพตางๆ ในการดูแลสุขภาพได สําเร็จ
โรคไมติดตอเรื้อรัง คือแบบสอบถาม อยางสม่ําเสมอและตอเน่ืองทั้ง 6 ดาน คือ
เก่ียวกับการรับรู หรือมีความคิดเห็นตอ

66 ปท ่ี 44 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 วารสารการสง เสรมิ สุขภาพและอนามัยส่งิ แวดลอ ม

ปจจยั ทม่ี ีความสมั พันธกับพฤตกิ รรมสงเสริมสขุ ภาพเพอื่ ปอ งกันโรคไมต ดิ ตอเรื้อรังของผปู ระกอบการรา นคาวยั ทํางานฯ

ความรับผิดชอบตอสุขภาพ กิจกรรมและ ประเมินและแบบสอบถามใหตอบเปนราย
การออกกําลังกาย โภชนาการ สัมพันธภาพ บุคคล ใชเวลาประมาณ 30-35 นาทีตอคน
ระหวางบุคคล การเจริญทางจิตวิญญาณ ไดแบบประเมิน และแบบสอบถามที่มีคําตอบ
และการจัดการกับความเครียด ตามทฤษฎี สมบูรณกลบั คนื จํานวน 127 ชดุ
เพนเดอร(7) เชน สามารถไปตรวจสุขภาพ
ประจําปได สามารถสังเกตอาการผิดปกติ ● การวิเคราะหขอมูล หาจํานวน
ของรางกาย เชื่อมั่นวาตนสามารถปฏิบัติตาม รอยละ คาเฉล่ีย และสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
คําแนะนําของบุคลากรทางการแพทยได ค  า สั ม ป ร ะ สิ ท ธิ์ ส ห สั ม พั น ธ  ข อ ง เ พี ย ร  สั น
สามารถออกกําลังกายได สามารถรับประทาน และคาไค-สแควร
อาหารครบ 5 หมู ด่ืมน้ําและพักผอนเพียงพอ
ตอความตองการของรางกาย สามารถจัดการ ● การพิทักษสิทธ์ิกลุมตัวอยาง
กับอารมณและผอนคลายความเครียดได ไดรับการรับรองจริยธรรมจากคณะกรรมการ
เปนตน ลักษณะขอคําถาม มี 5 ระดับ คือ จริยธรรมการวิจัยของมหาวิทยาลัยหัวเฉียว
มากที่สุด มาก ปานกลาง นอย และนอยท่ีสุด เฉลิมพระเกียรติ เลขท่ี อ.924/2562 วันท่ี 2
ประกอบดวยขอคําถามดานบวก จํานวน ธนั วาคม 2562
30 ขอ
■ ผลการศกึ ษา
● คุณภาพของเครื่องมือวิจัย
ต ร ว จ ส อ บ ค ว า ม ต ร ง เ ชิ ง เ นื้ อ ห า ข อ ง แ บ บ ผูประกอบการรานคาวัยทํางานหมูที่
สอบถามโดยผูทรงคุณวุฒิ จํานวน 3 ทาน 7 ตําบลบางโฉลง อําเภอบางพลี จังหวัด
และนําไปใชกับกลุมตัวอยางที่มีลักษณะ สมุทรปราการ กลุมตัวอยางสวนใหญ รอยละ
คลายกับกลุมตัวอยางที่ศึกษาจํานวน 30 ราย 65.10 เปนเพศหญิง อายุเฉลี่ย 38.70 ป
คาํ นวณหาคา สมั ประสทิ ธแ์ิ อลฟาของครอนบาช (SD=8.66) รอ ยละ 64.70 มีสถานภาพสมรสคู
ข อ ง แ บ บ ส อ บ ถ า ม พ ฤ ติ ก ร ร ม ส ร  า ง เ ส ริ ม รอยละ 55.60 มีการศึกษาระดับต่ํากวา
สุขภาพ แบบสอบถามการรับรูประโยชนของ ปริญญาตรี มีรายไดเฉล่ียตอเดือนเทากับ
พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ แบบสอบถาม 19,283 บาท, (SD=10,676.76) รอยละ 83.60
การรับรูอุปสรรคตอพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ ไมมโี รคประจาํ ตวั รอ ยละ 81.50 จาํ นวนช่วั โมง
และแบบสอบถามการรบั รสู มรรถนะของตนเอง การทํางานตอสัปดาหเฉลี่ย 8 ชั่วโมง
ในพฤติกรรมการสรางเสริมสุขภาพ ไดคา (SD=11.95) รอยละ 58.70 มีการทํางาน
เทากับ 0.82, 0.78, 0.75 และ 0.86 ตามลําดับ ในเวลาปกติ (เชาไป-เยน็ กลบั ) และระยะเวลา
การปฏิบตั ิงานเฉลย่ี 14.50 ป (SD=9.40)
● วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล คณะ
ผูวิจัยจัดเตรียมพื้นที่สวนตัวในมหาวิทยาลัย 1. ผลการศึกษาภาวะสุขภาพ และ
ประเมินภาวะสุขภาพของผูประกอบการ พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพของผูประกอบการ
รา นคา วยั ทาํ งานทต่ี งั้ อยหู มทู ่ี 7 ตาํ บลบางโฉลง รานคาวัยทํางาน หมูท่ี 7 ตําบลบางโฉลง
อํ า เ ภ อ บ า ง พ ลี จั ง ห วั ด ส มุ ท ร ป ร า ก า ร อาํ เภอบางพลี จังหวดั สมุทรปราการ
บริเวณลอมรอบๆ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว
เฉลิมพระเกียรติที่ศึกษาโดยการชั่งนํ้าหนักตัว 1.1 ภาวะสุขภาพของผูประกอบ
วัดสวนสูงและวัดความดันโลหิต แจกแบบ การรานคาวัยทํางาน หมูที่ 7 ตําบลบางโฉลง
อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ รอยละ
54.30 เสยี่ งตอ ภาวะความดนั โลหติ สงู รองลงมา
คือความดันโลหิตอยูในระดับปกติรอยละ

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 67

บ ท วิ ท ย า ก า ร

45.70 มีความเส่ียงตอการเปนโรคเบาหวาน อธิบายไดวา ผูประกอบการรานคาวัยทํางาน
อยใู นระดบั เสีย่ งตาํ่ รอ ยละ 44.90 รองลงมาคือ หมทู ่ี 7 ตําบลบางโฉลง อาํ เภอบางพลี จงั หวดั
เสี่ยงปานกลางรอยละ 33.10 มีน้ําหนักเกิน สมุทรปราการ มีพฤติกรรมสงเสริมเกี่ยวกับ
พบรอยละ 52.80 รองลงมาคือ ดัชนีมวลกาย ความรับผิดชอบตอสุขภาพ ในการตรวจ
อยูในระดับปกติรอยละ 27.60 มีความเครียด สุขภาพเมื่อเกิดความผิดปกติในรางกายของ
นอยรอยละ 50.40 รองลงมาคือ เครียด ตนเองระดับปานกลาง (X=2.63, SD=0.13)
ปานกลางรอยละ 47.20 ดงั ตารางที่ 1 และเม่ือเกิดอาการผิดปกติเล็กนอยไดแก
เสี่ยงตอความดันโลหิตสูงรอยละ 54.30 มี
1.2 ผูประกอบการรานคาวัย ความเส่ียงตอการเปนโรคเบาหวานอยูใน
ทํางาน หมูที่ 7 ตําบลบางโฉลง อําเภอบางพลี ระดับเส่ียงต่ํารอยละ 44.90 และนํ้าหนักเกิน
จังหวัดสมุทรปราการ มีพฤติกรรมสงเสริม รอยละ 52.80 ตามลําดับ ซ่ึงผูประกอบการ
สุ ข ภ า พ โ ด ย ร ว ม อ ยู  ใ น ร ะ ดั บ ป า น ก ล า ง รานคาวัยทํางาน หมูท่ี 7 ตําบลบางโฉลง
(X=2.86, SD=0.39) ในรายดานพบวา อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จะไมไป
มี 5 จาก 6 ดานอยูในระดับปานกลาง ไดแก ตรวจรักษาตามสถานพยาบาล เนื่องจาก
ความรับผิดชอบตอสุขภาพ ความสัมพันธ ทําใหเสียเวลาแตจะซ้ือยามารับประทานเอง
ระหวางบุคคล การออกกําลังกาย โภชนาการ เน่ืองจากตองทํางานหาเลี้ยงชีพเปนหลัก
และการจัดการความเครียด สวนดานการ พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพเกี่ยวกับดานการ
พฒั นาจติ วญิ ญาณอยูใ นระดบั ดี ดังตารางท่ี 2 ออกกําลังกาย และดานโภชนาการอยูในระดับ
ปานกลาง พบวากลุมตัวอยางไมสามารถ
2. ป  จ จั ย ท่ี มี ค ว า ม สั ม พั น ธ  กั บ ออกกําลังกาย ไดอยางนอยสัปดาหละ 3 ครั้ง
พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพของผูประกอบการ รอยละ 45.50 ซ่ึงสอดคลองกับการศึกษาของ
รานคาวัยทํางาน หมูที่ 7 ตําบลบางโฉลง ปริศนา อัครพล และคณะ(11) พบวากลุม
อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พบวา ตัวอยางไมสามารถออกกําลังกายไดอยางนอย
ปจจัยที่มีความสัมพันธกับพฤติกรรมสงเสริม สปั ดาหล ะ 3 คร้งั รอยละ 35.50 เน่อื งจากการ
ไดแก รายได (r=0.362, p=0.001) การรับรู ทํางานประจําสวนใหญตองใชแรงติดตอ
ประโยชนของพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ กันนาน จึงคิดวาไมจําเปนตองออกกําลังกาย
(r=0.395, p<0.01) การรับรูสมรรถนะของ อกี ทง้ั งานทที่ าํ ประจาํ ทาํ ใหเ กดิ ความเหนอื่ ยลา
ตนเอง (r=0.464, p<0.01) มีความสัมพันธ เม่ือกลับถึงบานจึงตองการพักผอนมากกวา
ท า ง บ ว ก กั บ พ ฤ ติ ก ร ร ม ส  ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ ออกกําลังกาย นอกจากนี้ผลการศึกษาวิจัย
เพื่อปองกันโรคไมติดตอเร้ือรังของผูประกอบ คร้ังนี้พบวาการรับประทานอาหารสวนใหญ
การรานคาวัยทํางานอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ รบั ประทานจานดว นเปน ประจาํ นยิ มซอื้ อาหาร
ดังตารางท่ี 3 สําเร็จรูปมาบริโภค รับประทานอาหารท่ีมี
เกลือโซเดียมสูง เชน บะหมี่กึ่งสําเร็จรูป
■ อภิปรายผล อาหารกระปอง อาหารหมักดอง เปนตน
และกลุมตัวอยางสวนใหญอายุ 45-59 ป
จากขอคนพบวิจัย พบวา พฤติกรรม รอยละ 58.20 เปนผูใหญตอนกลางและตอน
สงเสริมสุขภาพของผูประกอบการรานคาวัย ปลายจะมีโอกาสเกิดโรคไมติดตอเรื้อรัง เชน
ทํางานหมูที่ 7 ตําบลบางโฉลง อําเภอบางพลี
จังหวัดสมุทรปราการ สวนใหญอยูในระดับ
ปานกลาง (X=2.86, SD=0.39) สามารถ

68 ปที่ 44 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 วารสารการสงเสริมสขุ ภาพและอนามัยสิง่ แวดลอม

ปจจัยที่มีความสมั พันธกับพฤตกิ รรมสง เสริมสขุ ภาพเพอ่ื ปอ งกนั โรคไมตดิ ตอเรอื้ รังของผปู ระกอบการรา นคา วยั ทํางานฯ

ตารางท่ี 1 จํานวนและรอยละของผูประกอบการรานคาวัยทํางาน หมูที่ 7 ตําบลบางโฉลง
อาํ เภอบางพลี จงั หวัดสมุทรปราการ (n = 127)
ภาวะสุขภาพ จํานวน (ราย) รอยละ
ความเสี่ยงตอภาวะความดันโลหติ สูง (mmHg) 58 45.70
69 54.30
ความดนั โลหติ ปกติ (<120/80) 57 44.90
เส่ียงตอ ความดันโลหติ สูง (120/80-139/89) 28 22.00
ความเสี่ยงตอ การเปนโรคเบาหวาน 42 33.10
เสย่ี งต่ํา (≤ 2) 35 27.60
เสีย่ งนอย (3-5) 611507 51712..9.88000
เสย่ี งปานกลาง (6-8) 64 50.40
ดัชนีมวลกาย (Kg/m2) 60 47.20
ปกติ (18.50-22.99) 3 2.40
น้ําหนกั เกิน (23.00-24.99)
อว นระดับ 1 (25.00-29.99)
อว นระดับ 2 (≥30.00)
ความเครยี ด
เครียดนอ ย (0-4)
เครียดปานกลาง (5-7)
เครียดมาก (8-9)

ตารางท่ี 2 คาเฉลี่ย (X) สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และระดับของพฤติกรรม
สงเสริมสุขภาพของผปู ระกอบการรา นคาวัยทาํ งาน (n = 127)
X SD ระดับ
321... ดดดา าานนนคกปวิจฏากสิ มรมั รรพับมผันทิดธารชงะดอหาบวนตารองา สบงขุกคุ ภาคยาลพ 222...976273 000...011312 ปปปาาานนนกกกลลลาาางงง
4. ดา นโภชนาการ 2.94 0.20 ปานกลาง
5. ดานการพัฒนาจติ วิญญาณ 3.39 0.17 ดี
6. ดา นการจัดการความเครยี ด 2.99 0.08 ปานกลาง
2.86 0.39 ปานกลาง
โดยรวม

โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานเพ่ิมขึ้น ดังนั้นพฤติกรรมการสงเสริมสุขภาพ
จากผนังหลอดเลือดมีความยืดหยุนนอยลง ของผูประกอบการรานคาวัยทํางาน หมูที่ 7
มีไขมันมาเกาะ ทาํ ใหห ลอดเลอื ดตบี ตนั จงึ มผี ล ตําบลบางโฉลง อําเภอบางพลี จังหวัด
ตอ ระดบั ความดนั โลหติ สงู ซง่ึ มคี วามสอดคลอ ง สมทุ รปราการ โดยรวมจงึ อยใู นระดบั ปานกลาง
กบั การศกึ ษาของ ประเสรฐิ อสั สนั ตชยั (10) และ สอดคลองกับงานวิจัยของ เย็นฤดี แสงเพ็ชร
สอดคลองกับการศึกษาของ วิชัย เอกพลากร และคณะ(13) พบวา แรงงานวยั ทาํ งานมพี ฤตกิ รรม
สํารวจประชากรไทยอายุ 15 ปขึ้นไป พบวา สง เสรมิ สขุ ภาพในภาพรวมอยใู นระดบั ปานกลาง
เพศชายรอยละ 32.90 และเพศหญิงรอยละ รอยละ 57.40 แตผลการศึกษาไมสอดคลอง
41.80 จัดวาอวน โดยความชุกสูงสุดในกลุม กับการศึกษาของ ณรงคฤทธิ์ คงสมาน และ
อายุ 45-59 ป และความชุกของโรคความดัน พยุง พุมกลิ่น(12) ที่พบวาแรงงานสวนใหญ
โลหิตสูงเทากับรอยละ 24.70 (ชายรอยละ มีพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพโดยรวมในระดับ
25.60 และหญงิ รอ ยละ 23.90)(2) พอใช รอยละ 87.90 และไมดีรอยละ 36.30

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 69

บ ท วิ ท ย า ก า ร

ตารางที่ 3 ความสัมพันธกับพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพของผูประกอบการรานคาวัยทํางาน
หมทู ี่ 7 ตาํ บลบางโฉลง อําเภอบางพลี จังหวดั สมุทรปราการ (n = 127)

การรับรูดานตางๆ พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ
ปจ จัยสว นบุคคล r p value

อายุ 0.102 0.085
รายได 0.362** 0.006
ปจจยั ดา นการทาํ งาน
ชัว่ โมงการทาํ งาน -0.015 0.796
ระยะเวลาการปฏิบตั งิ าน 0.110 0.062
ปจจยั ดา นความคดิ และอารมณ
การรบั รปู ระโยชนข องพฤตกิ รรมสงเสริมสุขภาพ 0.395** <0.001
การรับรอู ุปสรรคตอพฤติกรรมการสงเสรมิ สุขภาพ -0.344** <0.001
การรับรสู มรรถนะของตนเอง 0.464** <0.001
** มนี ัยสาํ คญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ p<.001

อธิบายไดวาแรงงานสวนใหญเปนพนักงาน บางโฉลง อําเภอบางพลี จังหวดั สมุทรปราการ
ลูกจางรายวัน สวนใหญไมมีโรคประจําตัว อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ท้ังนี้เนื่องจาก
จึงอาจไมไดใหความสําคัญกับการสงเสริม การรับรูสมรรถนะของตนเองเปนความรูสึก
สุขภาพของตนเองมากนัก ประกอบกับถึงแม ความเชอื่ มน่ั ของบคุ คลเกยี่ วกบั ความสามารถ
จะมีการรับรูประโยชนของพฤติกรรมสงเสริม ของตนในการกระทําพฤติกรรมใดๆ ภายใน
สขุ ภาพ อยใู นระดบั พอใช รอ ยละ 49.50 แตด ว ย อุปสรรคหรือสภาวะตางๆ ในการปฏิบัติ
ภาระงานที่ตองทํางานอยางตอเน่ืองจนกวา พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพ และเมื่อบุคคล
จะเสร็จภารกิจ หรือบางคนทํางานเปนกะ เ ชื่ อ ว  า ต น เ อ ง ส า ม า ร ถ ป ฏิ บั ติ พ ฤ ติ ก ร ร ม
มีการอยูเวรกลางคืน จึงตองจัดสรรเวลานอน ส  ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ ภ า ย ใ ต  อุ ป ส ร ร ค ห รื อ
ใหเพียงพอในแตละวัน ทําใหมีการปฏิบัติ สถานการณตางๆ ได การรับรูความสามารถ
พฤติกรรมสงเสริมสุขภาพอยูในระดับพอใช ข อ ง ต น เ อ ง ใ น ก า ร ดู แ ล สุ ข ภ า พ มี อิ ท ธิ พ ล
ซึ่งส่ิงเหลานี้ลวนเปนอุปสรรคของการปฏิบัติ โ ด ย ต ร ง ต  อ พ ฤ ติ ก ร ร ม ส  ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ
พฤติกรรมสงเสรมิ สุขภาพ สอดคลองกับแนวคิดของ Bandura and
Kickbusch(14) ทกี่ ลา ววา ความเชอ่ื ประสทิ ธภิ าพ
นอกจากน้ีปจจัยท่ีมีความสัมพันธ แหงตน แสดงถึงการที่บุคคลตัดสินความ
กับพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพเพื่อปองกันโรค สามารถของตนเกี่ยวกับการกระทําหรือ
ไมตดิ ตอเร้ือรงั อธบิ ายไดว า รายได (r=0.362, พฤติกรรมบางอยางวาตนเองมีความสามารถ
p=0.006) การรับรูประโยชนของพฤติกรรม ทจ่ี ะนาํ ทักษะตา งๆ ทีม่ ีอยมู าใชบ คุ คลทรี่ บั รวู า
สงเสริมสุขภาพ (r=0.395, p<0.01) การรับรู ความสามารถของตนเองสูง และคาดวา
สมรรถนะของตนเอง (r=0.464, p<0.01) ถากระทําพฤติกรรมนั้นแลวจะไดรับผลที่
มีความสัมพันธทางบวกกับพฤติกรรมสงเสริม เกิดข้ึนจากการกระทําสูงดวย บุคคลน้ันก็มี
สุขภาพ เพื่อปองกันโรคไมติดตอเรื้อรังของ แนวโนมที่จะใชความพยายามในการกระทํา
ผูประกอบการรานคา วัยทาํ งาน หมูท ี่ 7 ตําบล

70 ปท่ี 44 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสงเสริมสุขภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ ม

ปจจยั ท่มี คี วามสัมพันธก ับพฤติกรรมสง เสรมิ สขุ ภาพเพอื่ ปอ งกันโรคไมติดตอ เรือ้ รังของผูประกอบการรานคา วยั ทาํ งานฯ

พฤติกรรมน้ันสูงดวย ดังน้ัน ผูประกอบการ ส่ิงขัดขวางตอการปฏิบัติพฤติกรรมสราง
รานคาวัยทํางาน หมูท่ี 7 ตําบลบางโฉลง เสริมสุขภาพมาก เชน ไมมีเวลา ไมสะดวก
อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ รับรู มีความยากลําบากในการปฏิบัติ เปนตน
ค ว า ม ส า ม า ร ถ แ ห  ง ต น ใ น ก า ร ป รั บ ส ม ดุ ล จะกระตุนใหหลีกเล่ียงการปฏิบัติพฤติกรรม
ระหวางการทํางานและการพักผอน การ สงเสรมิ สขุ ภาพน้นั ๆ
ปองกันการเกิดโรคและการหลีกเลี่ยงสาเหตุ
การเกิดโรค จึงมีความสัมพันธกับพฤติกรรม ■ ขอเสนอแนะการนําผลการวิจัยไปใช
การสงเสริมสุขภาพของตนเอง สอดคลองกับ ประโยชน
การศึกษาท่ีผานมาของ Weitzel(15) ซึ่งได
ท ด ส อ บ รู ป แ บ บ ก า ร ส  ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ ข อ ง 1. การศึกษาครั้งตอไปควรศึกษา
Pender และหาปจจัยท่ีมีความสัมพันธ แบบกึ่งทดลองโดยเนนการพัฒนาโปรแกรม
ทางบวก กับพฤติกรรมการสงเสริมสุขภาพ การสงเสริมสุขภาพหรือโปรแกรมการจัดการ
พบวาการรับรูความสามารถของตนเองมี ตนเองเพื่อปองกันโรคไมติดตอเรื้อรังของ
ความสัมพันธทางบวกกับพฤติกรรมการ ผปู ระกอบการรา นคา วยั ทํางาน หมทู ี่ 7 ตําบล
สงเสริมสุขภาพโดยรวมอยางมีนัยสําคัญทาง บางโฉลง อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
สถิติท่ีระดับ .01 และสอดคลองกับผลการวิจัย รวมกับการหารูปแบบการพัฒนาพฤติกรรม
ของ ศิริมา เขมะเพชร(16) ท่ีพบวาการรับรู สงเสริมสุขภาพ โดยอาจแยกการศึกษา
ความสามารถของตนเองมีความสัมพันธทาง รายดา น นอกจากนี้ควรหาแนวทางหรือวธิ ีการ
บวกกับพฤติกรรมการสงเสริมสุขภาพดาน ที่สอดคลองกับวิถีชีวิตของผูประกอบการ
การออกกําลังกายอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ รานคาวัยทํางาน หมูท่ี 7 ตําบลบางโฉลง
(r=0.28 p<0.01) นอกจากน้ี Pender(7) อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และให
กลาววา การรับรูความสามารถของตนเอง ผลดตี อสุขภาพ
จะเปนแรงจูงใจสําคัญของบุคคลท่ีจะกระทํา
พฤติกรรมที่ดีและถูกตองเหมาะสม และความ 2. การศึกษาประสิทธิผลวิธีการตาม
รูสึกเก่ียวกับความสามารถและทักษะในการก แ น ว ท า ง ข อ ง แ บ น ดู ร า ใ น ก า ร ส  ง เ ส ริ ม
ระทําของบุคคลเปนส่ิงสงเสริมและสนับสนุน พฤติกรรมสุขภาพรวมกับการไดรับรูถึง
ใหบุคคลมีการปฏิบัติพฤติกรรมน้ันถี่ขึ้น ประโยชนหรือขอดีของการสงเสริมสุขภาพ
จึงพบวาการรับรูสมรรถนะของตนเองมี เพื่อปองกันการเกิดโรคมากกวาการไดรับการ
อิทธิพลอยางมากในการปฏิบัติพฤติกรรม รักษาเม่ือมีอาการเจ็บปวยเพ่ือใหผูประกอบ
สงเสริมสุขภาพ นอกจากน้ีจากแนวคิดของ การรานคาวัยทํางาน หมูที่ 7 ตําบลบางโฉลง
Pender, Murdaugh, Parsons(7) จากการ อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ สามารถ
ศึกษาพบวาถาบุคคลมีการรับรูอุปสรรคท่ีเปน ปฏิบัติพฤติกรรมการสงเสริมสุขภาพไดดี
ยงิ่ ขึ้น ถกู ตอง เหมาะสม และย่ังยนื

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 71

บ ท วิ ท ย า ก า ร
เอกสารอา งองิ

1. สํานักนโยบายและยุทธศาสตร สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. การสาธารณสุขไทย 2554-2558. นนทบุรี:
สํานักงานกองทนุ สนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ; 2559.

2. วิชัย เอกพลากร. รายงานการสํารวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจรางกาย ครั้งท่ี 5 พ.ศ.2557. นนทบุรี:
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข; 2557.

3. Ariyapruchya K., Reungsri T., and Luo X. Thailand economic monitor: Aging Society and
Economy. 2016;2(1):1-10.

4. มงคล การุณงามพรรณ, สุดารัตน สุวารี และนันทนา น้ําฝน. พฤติกรรมสุขภาพและภาวะสุขภาพของคนทํางาน
ในสถานประกอบการเขตเมืองใหญ: กรณีศึกษาพื้นท่ีเขตสาทร กรุงเทพมหานคร. วารสารพยาบาล
สงขลานครินทร. 2555;51(32):55-66.

5. Aekplakorn W., Satheannoppakao W., Putwatana P., Taneepanichskul S., Kessomboon P.,
Chongsuvivatwong V., Chariyalertsak S., et al. Prevalence and trends of obesity and association
with socioeconomic status in Thai adults: National Health Examination Surveys, 1991-2009.
Journal of Obesity. 2014:137-138.

6. Pender NJ., Murdaugh C., & Parsons MA. Health promotion in nursing practice 6th ed. Boston:
Pearson; 2011.

7. Krejcie RV., & Morgan DW. Determining Sample Size for Research Activities. Educational
and Psychological Measurement. 1970;30(3):607–10.

8. Chobanian AV., Bakris GL., Black HR., Cushman WC., Green LA., Izzo Jr JL. et.al. The seventh
report of the joint national committee on prevention, detection, evaluation, and treatment
of high blood pressure: The JNC 7 report. The Journal of the American Medical Association
2019;289(19):2560-71.

9. ภัทรา เลก็ วจิ ิตรธาดา, อัจฉรา จนิ ายน, กนั ยา สวุ รรณครี ขี ันธ, ปนหทัย ศภุ เมธาพร และ ทวีศกั ด์ิ กสผิ ล. ปจ จัยที่มี
อิทธิพลตอพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพของผูใชแรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ.
สมุทรปราการ: มหาวิทยาลัยหวั เฉียวเฉลมิ พระเกยี รต;ิ 2547.

10. ประเสริฐ อัสสันตชัย. ปญหาสุขภาพที่พบบอยในผูสูงอายุและการปองกัน. พิมพคร้ังท่ี 2. กรุงเทพมหานคร:
ยูเนย่ี นครเี อช่นั ; 2554.

11. ปรศิ นา อัครธนพล, พัชรี รศั มีแจม, สดุ ารตั น สมิ เสน, สุวารี โพธศิ์ ร,ี ศริ วิ รรณ ตุรงคเรือง, กนกอร พเิ ดช และคณะ.
ภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสรางเสริมสุขภาพของพนักงานลูกจางรายวันในมหาวิทยาลัย. วารสารพยาบาล.
2561;67(4):11-20.

12. ณรงคฤทธิ์ คงสมาน และพยุง พุมกลิ่น. ปจจัยที่มีความสัมพันธกับพฤติกรรมสรางเสริมสุขภาพของแรงงาน
ในสถานประกอบการ อําเภอเขายอย จังหวัดเพชรบุรี. วารสารสํานักงานปองกันควบคุมโรคท่ี 7
จังหวัดขอนแกน 2559;23(1):62-75.

13. เย็นฤดี แสงเพ็ชร, วันเพ็ญ แกว ปาน, สรุ ินธร กลมั พากร, ดสุ ิต สจุ ริ ารัตน. ปจ จัยทม่ี ผี ลตอ พฤติกรรมสง เสริมสุขภาพ
ของแรงงานสูงอายุชายในสถานประกอบการจังหวัดสมุทรปราการ. วารสารพยาบาลสาธารณสุข
2551;22(2):17-29.

14. Bandura B, Kickbusch I. Health Promotion Research: Towards a New Social Epidermiology.
Copenhagen: WHO Regional Publications; 1991.

15. Weitzel MH. A test of the health promotion model with blue collar workers. Nursing Research.
1989;38(2):99–104.

16. ศิริมา เขมะเพชร. ความสัมพันธระหวางการรับรูความสามารถตนเองกับพฤติกรรมสงเสริมสุขภาพของขาราชการ
ตํารวจตระเวนชายแดน. วารสารพยาบาลตาํ รวจ 2554;3(2):54-69.

HEALTH

72 ปท ่ี 44 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสงเสริมสุขภาพและอนามยั สิ่งแวดลอ ม

วารสารการสงเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยส่ิงแวดลอม บ ท วิ ท ย า ก า ร
ปท่ี 44 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564

การจัดการสุขภาพของชุมชนดา นสง เสรมิ สุขภาพ
และอนามัยสิ่งแวดลอม

พริ ิยา วัฒนารงุ กานต
สุรัตน มงคลชยั อรญั ญา
สํานักทันตสาธารณสขุ กรมอนามยั
ปรียานุช บูรณะภกั ดี
ณฐั วดี แมนเมธี
สํานกั อนามัยสงิ่ แวดลอม กรมอนามัย

วนั สง 26 พฤศจิกายน 2563, วนั แกไข 19 มกราคม 2564, วนั ตอบรบั 17 มนี าคม 2564.

บทคัดยอ

การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ครัง้ น้ี มีวตั ถปุ ระสงคเ พือ่ 1) ศึกษาผลท่เี กดิ จากกระบวนการจดั การ
สุขภาพของชุมชนดานสงเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอมโดยใชแนวคิดการจัดการคากลาง 2) ศึกษารูปแบบ
การจัดการสุขภาพของชุมชนดานสงเสริมสุขภาพและอนามัยส่ิงแวดลอม การศึกษาแบงออกเปน 4 ระยะ ระยะท่ี 1
การศึกษาทบทวนขอมูลทุติยภูมิ ระยะท่ี 2 การพัฒนาแบบมีสวนรวม ระยะท่ี 3 การนําสูการปฏิบัติ ระยะที่ 4
การประเมินผลแบงเปน 2 สวน สวนท่ี 1 จากแบบรายงานผลการดําเนินงานของศูนยอนามัยที่ 1-12 สวนท่ี 2
ถอดบทเรียนรูปแบบการจัดการสุขภาพของชุมชนโดยเลือกตําบลแบบเจาะจง มีเกณฑคือเปนตําบลที่มีบริบทแตกตาง
กนั จาก 4 ภาคๆ ละ 1 ตําบล ผลการศกึ ษา ระยะท่ี 1 พบวาประชาชนยังมีพฤตกิ รรมสุขภาพไมพงึ ประสงคคอ นขา งสูง
และบทบาทของเจาหนาท่ี รพ.สต.และองคกรปกครองสวนทองถ่ินยังขาดการบูรณาการกันและเนนการใหบริการ
มากกวาการพัฒนาศักยภาพของชุมชน ระยะท่ี 2 ไดคากลางความสําเร็จและรูปแบบการขับเคลื่อนการดําเนินการ
จัดการสุขภาพของชุมชน ระยะท่ี 3 ดําเนินการในตําบลที่ศูนยอนามัยที่ 1-12 เลือกแบบเจาะจงจากจังหวัดในเขต
รับผิดชอบจังหวัดละ 1-2 ตําบล รวมทั้งสิ้น 147 ตําบล ระยะที่ 4 ประเมินผล พบวา 1) เกิดการบูรณาการงานของ
หนวยงานตางๆ ในชุมชน เกิดแผนงาน/โครงการโดยการมีสวนรวมของชุมชนและภาคีเครือขายตามกรอบกิจกรรม
สําคัญของคากลาง ตลอดจนเกิดนวัตกรรมในชุมชน 3 ประเภท คือ นวัตกรรมกระบวนการ นวัตกรรมผลผลิต
และนวัตกรรมรูปแบบ 2) ประชาชนเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดานสงเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอมดีขึ้น
และรูปแบบการจัดการสุขภาพของชุมชน มีองคประกอบท่ีทําใหงานประสบความสําเร็จ คือ การพัฒนากลไก
การมีสวนรวม การพัฒนาคน การพัฒนาความรู การพัฒนาตนแบบหรือแหลงเรียนรูในชุมชน การพัฒนาครอบครัว
และชุมชน การพัฒนาอาชีพ และการจัดการสุขภาพในชุมชนดวยกิจกรรมสําคัญของคากลาง ไดแก การเฝาระวัง
และคัดกรอง การใชมาตรการทางสังคม การส่ือสารเพื่อปรับเปล่ียนพฤติกรรม และการปรับปรุงแผนงานโครงการ
ซึ่งตอ งทาํ ไปดวยกันจงึ จะเกิดการขับเคลอ่ื นงานไดอ ยา งมีประสทิ ธิภาพ ขอเสนอแนะจากการศึกษาครั้งน้ี ควรสนับสนุน
ใหคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอําเภอ (พชอ.) นํารูปแบบการจัดการสุขภาพของชุมชนดวยแนวคิด
การจัดการคากลางไปใชในการพัฒนางานสงเสริมสุขภาพและอนามัยส่ิงแวดลอมในพ้ืนท่ี และขยายรูปแบบไปสู
ตาํ บลอืน่ ๆ
คาํ สาํ คัญ : การจัดการสุขภาพของชมุ ชน การจัดการคา กลาง การสง เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ ม

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 73

บ ท วิ ท ย า ก า ร

Community management in health
promotion and Environmental health

Piriya Wattanarungkarn
Surat Mongkolchaiarunya
Bureau of Dental Health. Department of Health.
Preeyanuch Buranapakdee
Nattawadee Manmaetee
Bureau of Environmental Health. Department of Health.

Received 26 November 2020, Revised 19 January 2021, Accepted 17 March 2021

Abstract

This action research aimed to; 1) evaluate the effects of the community health management
process in health promotion and environmental health using the concept of Norm management,
2) study the model of the community health management in health promotion and environmental health.
The study was divided into 4 phases. In phase 1, secondary data review. In phase 2, participatory
development. In phase 3, implementation. In phase 4, evaluation which was divided into 2 parts;
part 1 from the Health Promotion Center 1-12 reports and part 2 lessons learned from the model
of community health management by purposive selecting sub-districts. The criteria for selecting
sub-districts were a variety of contexts from 4 regions, 1 sub-district per region. The results showed that
phase 1 people had relatively high adverse health behaviors and the roles of officers at the Sub-district
Health Promoting Hospitals and Local Administrative Organizations still lacked of integration
and focused on services rather than developing community capacity. Phase 2 obtained a Norm of success
and a model for driving community health management. Phase 3 implemented in 147 purposive selecting
sub-district from Health Promotion Center 1-12, 1-2 sub-districts from each province. Phase 4
the evaluation presented 1) the integration of the various organizations in the community was created,
the work plans and projects were created with the participation of the community and stakeholders
following the key activities of the Norm, as well as create 3 types of innovation in the community:
process innovation, product innovation, and model innovation 2) people have changed their behavior
in promoting health and environmental health; and community health management model revealed the
elements to success which are participation mechanism development, people development, knowledge
development, model or learning resource in the community development, family and community
development, career development, and community health management with the key activities
of a Norm including surveillance and screening, social measures, behavior change communication,
and improvement of projects which should be done together to drive the work efficiently.
The recommendations are to encourage the District Health Board to use the community health
management model with the concept of Norm management in the development of health promotion
and environmental health and extend the model to other sub-districts.
Key words : community health management, Norm management, health promotion and environmental

health

74 ปท ี่ 44 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสง เสรมิ สุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ ม

การจดั การสุขภาพของชมุ ชนดานสง เสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดลอม

■ บทนาํ ประชาสังคมดานสุขภาพใหมีความรู ทัศนคติ
ท่ีถูกตองดานพฤติกรรมสุขภาพ มีการเรียนรู
ใ น อ ดี ต เ ร่ื อ ง สุ ข ภ า พ ห รื อ ก า ร มีพฤติกรรมเส่ียงทางสุขภาพลดลง สามารถ
สาธารณสุขเปนเรื่องของปจเจกบุคคล แตใน ชวยเหลือ ดูแลตนเองและชุมชน ตลอดจนมี
ป  จ จุ บั น เ กิ ด แ น ว คิ ด ใ ห ม  ว  า สุ ข ภ า พ คื อ สวนรวมในการสรางและจัดระบบสุขภาพ(3)
ความม่ันคงของรัฐ ทําใหรัฐมองมิติสุขภาพ จึ ง นํ า ม า สู  ร ะ บ บ สุ ข ภ า พ ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ที่ มี
ที่เปล่ียนไป คือ สุขภาพเปนเรื่องที่หลาย เปาหมายสูงสุดคือการพัฒนาระบบสุขภาพ
หนวยงานควรเขามาบริหารจัดการกําหนด ใหประชาชนสามารถแสดงบทบาทในการ
นโยบาย เพ่ือใหเปนไปในแนวทางท่ีประเทศ สรางสุขภาพและชุมชนอยดู ีมีสขุ อยางย่ังยืน
ชาติตองการ เนื่องจากเราตองการประชากร
ท่ีมีคุณภาพ มีความเฉลียวฉลาด มีรางกาย สอดคลองกับแนวคิดของดร.นพ.
และสขุ ภาพที่แขง็ แรง และแนวคดิ น้ียงั สงเสริม อมร นนทสุต คือ สุขภาพของประชาชน
และสนับสนุนใหประชาชนเขามามีสวนรวมกับ ตองใหประชาชนและชุมชนเปนเจาของ
ภาครัฐในการจัดการสุขภาพในระดับตางๆ ตองเชื่อมั่นและศรัทธาวาประชาชนสามารถ
ท้ังระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบุคคล ทําไดเอง โดยภาครัฐใหการสนับสนุนแนะนํา
จากรายงานสุขภาพคนไทยป 2561 พบวา ใหในดานวิชาการเทานั้น การที่จะดําเนินการ
เด็กไทยที่เต้ียและผอมมีนอยกวาคาเฉล่ียโลก ใหเ กิดผลสําเร็จได จดุ แตกหกั อยทู ีร่ ะดบั ตําบล
(23% และ 8% ตามลําดับ) แตที่อวนกลับมี เพราะเปนจุดเล็กและมีกลไกสนับสนุนอยูแลว
มากกวา (คา เฉล่ียโลก 6%) เดก็ ไทยตดิ หวาน ไดแ ก ระบบสุขภาพอําเภอ (District Health
มากข้ึน เด็กปฐมวัยไทยที่มีระดับพัฒนาการ System) โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบล
สมวัย มีเพียงรอยละ 76.9(1) จากรายงาน มีแหลงงบประมาณ คือ กองทุนหลักประกัน
สุขภาพป 2563 พฤติกรรมสุขภาพของวัยรุน สุขภาพระดับตําบล และมีองคกรปกครอง
และเยาวชนไทย พบวา รอ ยละ 47.8 ของวยั รนุ สวนทองถิ่น จากการทํางานกับชุมชน
และเยาวชนทั่วประเทศรับประทานอาหาร เปนระยะเวลานาน ทานไดพัฒนาเครื่องมือ
ฟาสตฟูด อยางนอยสัปดาหละคร้ัง ในขณะท่ี “การจัดการคากลาง (Norm)” ข้ึน ซึ่งเกิด
พฤติกรรมการกินผักผลไม ในกลุมน้ียังอยู จากการคนหาความสําเร็จของการทํางาน
ในระดับท่ีตํ่า คนรุนใหมชวงอายุ 15-24 ป ในชุมชนที่สงผลใหบรรลุเปาหมายการดําเนิน
เรม่ิ สูบบหุ รแ่ี ละดืม่ แอลกอฮอล เร็วกวาคนไทย งานซึ่งประกอบดวยกิจกรรมสําคัญ ไดแก
รุนกอนอยางเห็นไดชัด ซ่ึงสงผลใหคน การเฝาระวัง/คัดกรอง มาตรการทางสังคม
วัยทํางานปวยดวยโรคเร้ือรังท้ังเบาหวาน ก า ร ส่ื อ ส า ร เ พื่ อ ป รั บ เ ป ลี่ ย น พ ฤ ติ ก ร ร ม
ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น การปรับแผนงาน/โครงการ(4-5)
เมื่อเขาสูวัยสูงอายุก็จะเปนผูปวยติดบาน
ติดเตยี ง คุณภาพชีวิตไมด(ี 2) ถึ ง แ ม  รั ฐ จ ะ มี น โ ย บ า ย ห รื อ ก ล ไ ก
ในการพัฒนาสุขภาพและสงเสริมใหประชาชน
จากแผนการพัฒนาสุขภาพแหงชาติ ดแู ลสขุ ภาพของตนเองชดั เจน แตผ ลการพฒั นา
ฉบับท่ี 12 ซึ่งมีเปาหมายใหคนไทยมีภาวะ ก็ยังไมเปนไปตามท่ีคาดหวัง โรคที่สามารถ
สขุ ภาพดจี นถงึ อายุ 75 ป และมีอายุคาดเฉลยี่ ปองกันไดจากการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี
85 ป ยทุ ธศาสตรก ารพฒั นาสขุ ภาพ ยทุ ธศาสตร ยังมีอัตราที่คอนขางสูง ชุมชนยังไมเขมแข็ง
ท่ี 1 เรงการเสริมสรางสุขภาพคนไทยเชิงรุก พอที่ดูแลตนเองได ดังน้ัน ผูวิจัยจึงมีความ
โดย ขอท่ี 1 สรางความเขมแข็งของบุคคล สนใจในการศึกษา เพื่อหารูปแบบการจัดการ
ชมุ ชน ประชาชน องคก รปกครองสวนทองถ่ิน สุขภาพของชุมชนดานสงเสริมสุขภาพและ
ภ า คี เ ค รื อ ข  า ย ภ า ค ป ร ะ ช า ช น แ ล ะ ภ า ค อนามัยสิ่งแวดลอมแบบบูรณาการโดยชุมชน

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 75

บ ท วิ ท ย า ก า ร

มีสวนรวม และใชแนวคิดการจัดการคากลาง ■ นิยามศัพท
(Norm) เปนเคร่ืองมือในการดําเนนิ งาน
การจัดการคากลาง หมายถึง การ
■ วัตถปุ ระสงคการศกึ ษา จัดการสุขภาพในชุมชน โดยการนําคากลาง
ไดแก การเฝาระวังและคัดกรอง การใช
1. เพอ่ื ศกึ ษาผลทเี่ กดิ จากกระบวนการ มาตรการทางสังคม การส่ือสารเพ่ือปรับ
จัดการสุขภาพของชุมชนดานสงเสริมสุขภาพ เปล่ียนพฤติกรรม การปรับปรุงแผนงาน/
และอนามัยสิ่งแวดลอมโดยใชแนวคิดการ โครงการ ไปเปนเคร่ืองมือในการปรับทิศทาง
จัดการคา กลาง และบูรณาการแผนงานโครงการท่ีสําคัญ ๆ
ในชุมชน ทําใหเกิดการปรับเปล่ียนพฤติกรรม
2. เพอื่ ศกึ ษารปู แบบหรอื กระบวนการ ของกลุมเปาหมาย ยกระดับการพัฒนา
จัดการสุขภาพในชุมชนดานสงเสริมสุขภาพ จนทําใหเ กดิ นวัตกรรมในชมุ ชน
และอนามัยสิง่ แวดลอ ม

■ กรอบแนวคดิ การวิจัย ■ วิธกี ารศกึ ษา

ก า ร วิ จั ย ค รั้ ง น้ี เ ป  น ก า ร วิ จั ย เ ชิ ง การเลือกกลุมตัวอยางและเคร่ืองมือที่
ปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อศึกษา ใชในการศึกษาแบงตามระยะของการศึกษา
รู ป แ บ บ ห รื อ ก ร ะ บ ว น ก า ร จั ด ก า ร สุ ข ภ า พ ดังนี้
ในชุมชนดานสงเสริมสุขภาพและอนามัย
ส่ิงแวดลอม โดยใชการจัดการคากลางเปน ● ระยะท่ี 1 การศึกษาขอมลู เบ้อื ง
เคร่ืองมือและใชการมีสวนรวมของภาคี ตน โดยผูวิจัยศึกษาจากแหลงขอมูลทุติยภูมิ
เครือขายท่ีเก่ียวของในพื้นที่หลายภาคสวน (Secondary Data) โดยศึกษาสถานการณ
เพื่อสนับสนุนและเปนพี่เล้ียงใหตําบลเกิดการ สุขภาพของคนไทย บทบาทภาระงานของ
จัดการสุขภาพของตนเองได โดยจัดทํากรอบ เจาหนาท่ีโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบล
แนวคิดตามแผนภาพที่ 1 (รพ.สต.รูปแบบการจัดการสุขภาพขององคกร
ปกครองสว นทอ งถิน่ ) บทบาทของ อสม.

ระยะท่ี 1 การศกึ ษาขอมลู เบอื้ งตน
1. โดยศึกษาพฤตกิ รรมสุขภาพและภาวะสขุ ภาพของประชาชนไทย ป 2554-2558
2. ทบทวนบทบาทภารกจิ ของหนว ยงานที่เก่ียวขอ งกับการดาํ เนนิ งานดานสขุ ภาพในตาํ บล ไดแก รพ.สต. อปท. อสม.

ระยะที่ 2 การพัฒนาแบบมสี วนรวม ประกอบดวย 2 ขัน้ ตอนดงั นี้
ข้นั ตอนที่ 1 จดั ทําคากลางความสําเรจ็ ระดบั เขต
ขั้นตอนท่ี 2 พัฒนารปู แบบการขับเคลือ่ นการดาํ เนนิ งานจัดการสุขภาพของชุมชนดานสง เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ ม

ระยะที่ 3 การนาํ สกู ารปฏบิ ตั ิ การวางแผน
- ทีมวิจัยสว นกลาง
- ศนู ยอนามยั ท่ี 1-12 และครู ก. ระดบั จังหวัด การสะทอนผล การปฏิบัต/ิ การสงั เกตการณ
- ชุมชนและภาคเี ครอื ขาย

ระยะที่ 4 การประเมนิ ผล ประกอบดวย 2 สว น ดงั น้ี
สวนที่ 1 การประเมินผลท่ีเกิดจากกระบวนการจัดการสุขภาพของชุมชนดานสงเสริมสุขภาพและอนามัยส่ิงแวดลอมโดยใชแนวคิด

การจดั การคา กลาง
สว นท่ี 2 การประเมินรูปแบบจัดการสุขภาพของชุมชนดา นสง เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สิง่ แวดลอมดวยแนวคดิ การจัดการคา กลาง

แผนภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวจิ ัย

76 ปท ี่ 44 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสง เสรมิ สุขภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอม

การจดั การสุขภาพของชุมชนดา นสง เสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดลอ ม

● ระยะที่ 2 การพัฒนาแบบมี แบบถอดบทเรียนนวัตกรรม โดยผูรับผิดชอบ
สว นรวม แบง เปน 2 ขน้ั ตอน คอื งานของศูนยอนามัยท่ี 1–12 นิเทศ ติดตาม
ซักถาม ประเมินผลและถอดบทเรียน
ขั้นตอนท่ี 1 ศูนยอนามัยที่ 1–12 การดาํ เนนิ งานในตําบลจากเจาหนาท่ี องคการ
จัดทําคากลางความสําเร็จระดับเขต โดย บริหารสวนตําบล รพ.สต. แกนนําชุมชนแลว
คัดเลือกตําบลที่ดําเนินงานสงเสริมสุขภาพ รายงานใหทีมวิจยั รวบรวม สรปุ วิเคราะหผ ล
ทุกกลุมวัยและอนามัยสิ่งแวดลอมประสบ
ความสาํ เรจ็ มี Best Practice หรอื นวตั กรรม สวนที่ 2 ประเมินผลเชิงคุณภาพ
มาถอดบทเรียนเพ่ือหางานสูความสําเร็จ ใ ช  วิ ธี ก า ร ถ อ ด บ ท เ รี ย น ตํ า บ ล ที่ มี ผ ล ก า ร
ตามกรอบกิจกรรมสําคัญของคากลาง ไดแก ดําเนินงานดีเดน หรือมีนวัตกรรม จาก
การเฝาระวัง/คัดกรอง การสื่อสารเพ่ือปรับ 4 ภาคๆ ละ 1 ตําบล โดยเลือกแบบเจาะจง
เปล่ียนพฤติกรรม การใชมาตรการทางสังคม (Purposive Sampling) มเี กณฑการคัดเลือก
การปรับแผนงานโครงการ กลุมเปาหมายคือ คือ เปนตําบลท่ีมีบริบทดังน้ี 1) ก่ึงเมือง
เจาหนาที่รพ.สต. องคกรปกครองสวนทองถ่ิน ก่ึงชนบท 2) ในเขตพื้นท่ีเสี่ยง 3 จังหวัด
แกนนําชุมชน แบงกลุมเปน กลุมแมและเด็ก ชายแดนใต 3) เขตพ้ืนที่เศรษฐกิจพิเศษ
กลุมวัยเรียนและเยาวชน กลุมวัยทํางาน ระเบียงภาคตะวันออก (EEC) 4) เขตชาย
กลมุ ผูส งู อายุ และกลมุ อนามยั สง่ิ แวดลอม ขอบรอยตอระหวางประเทศ โดยการสนทนา
กลุม (Focus Group) กําหนดกรอบ
ข้ันตอนท่ี 2 ทีมวิจัยจัดเวทีระดม การสนทนาแบบมีโครงสราง ประกอบดวย
สมองโดยการสนทนากลุม (Focus Group) 1) รูปแบบการสงเสริมสุขภาพและอนามัย
เพ่ือพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนการดําเนิน สิ่งแวดลอมในชุมชนท่ีประสบความสําเร็จ
การจัดการสุขภาพของชุมชนดานสงเสริม 2) กิจกรรมสําคัญของคากลาง (Norm) ที่นํา
สุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอม โดยการ มาใชด ําเนินงาน 3) กลไกการทาํ งานในชุมชน
เลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive 4) ปจจัยความสําเร็จ ปญหาอุปสรรค
Sampling) คือคณะผูวจิ ัยรว มกบั ผเู ชย่ี วชาญ 5) ขอจาํ กดั และความทา ทาย
ผูทรงคุณวุฒิกรมอนามัย นักวิชาการจาก
หนวยงานสวนกลาง จาํ นวน 10 คน และศูนย ● การวิเคราะหขอมูล 1) การ
อนามัยท่ี 1–12 จํานวน 12 คน รวมท้ังส้ิน วิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณ ใชสถิติความถ่ี
22 คน รอยละ 2) การวิเคราะหเชิงคุณภาพ ใชวิธี
การวิเคราะหขอมูลเชิงเนื้อหา และการ
● ระยะท่ี 3 การนําสูการปฏิบัติ วิเคราะหแกนสาระ เพื่อตีความเช่ือมโยง
กลุมตัวอยาง ใชวิธีการเลือกแบบเจาะจง ความสัมพันธของขอมูล สรางขอสรุปรูปแบบ
(Purposive Sampling) โดยศูนยอนามัย และกลไกในพน้ื ที่
ท่ี 1–12 คัดเลือกจังหวัดในเขตรับผิดชอบ
จังหวัดละ 1–2 ตําบล รวมท้ังสิ้น 147 ตําบล ● การพิทักษสิทธิ์กลุมตัวอยาง
โดยทีมวิจัยสวนกลาง ศูนยอนามัยและครู การศกึ ษานไี้ ดร บั การรบั รองจากคณะกรรมการ
ก.ระดับจังหวัด ชุมชนและภาคีเครือขาย จริยธรรมการวิจัยในมนุษย กรมอนามัย
ดําเนินงานตามบทบาทท่ีกาํ หนด กระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 268 ต้ังแต
วนั ท่ี 24 ตลุ าคม 2561
● ระยะท่ี 4 การประเมินผล แบง
เปน 2 สว น คือ เชงิ ปริมาณ และเชงิ คณุ ภาพ ■ ผลการศึกษา

สวนที่ 1 ประเมินผลเชิงปริมาณ ระยะที่ 1 การศึกษาขอมูลเบ้ืองตน
เคร่ืองมือเก็บรวบรวมขอมูล ไดแก แบบ จากการศึกษาขอมูลการสาธารณสุขไทย
รายงานผลการดําเนินงานทุก 6 เดือน และ

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 77

บ ท วิ ท ย า ก า ร

ป 2554-2558 พบวา ประชาชนมีพฤติกรรม ยาเสพติด การลดปริมาณการใชสารเคมีการ
และปจจัยเส่ียงตอการเกิดโรค NCDs ดังน้ี จัดการขยะ และงานควบคุมมาตรฐานอาหาร
การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเพ่ิมข้ึน และยา(7) สวน อสม. พบวามีบทบาทสงเสริม
จากรอยละ 8.1 เปน 8.9 กิจกรรมทางกาย สุขภาพของคนในชุมชน โดยการถายทอด
ในระดบั มาก มแี นวโนมลดลงจากรอ ยละ 57.4 ความรู ประชาสัมพันธ และชักชวนเพ่ือนบาน
เปน 42.6 ภาวะน้ําหนักเกินเพิ่มขึ้นจาก เขารวมกิจกรรมพัฒนางานสาธารณสุข ส่ิงท่ี
รอยละ 15.3 เปนรอยละ 30.5 ภาวะอวน อสม.ทําไดดีคือ การดูแลสิ่งแวดลอมปองกัน
เพิ่มขึ้นจากรอยละ 2.6 เปนรอยละ 7.5 ควบคุมโรคติดตอ การสื่อขาวสารสาธารณสุข
ความดันโลหิตสูงเพ่ิมขึ้นจากรอยละ 8.0 ประสานงานกับภาคีเครือขาย เฝาระวังตรวจ
เปนรอยละ 15.3 โรคเบาหวานเพ่ิมข้ึนจาก วดั ความดันโลหิต(8)
รอยละ 3.2 เปน รอยละ 8.3(1) จากการทบทวน
ภาระงานของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ จากการทบทวนขอมูลพบวาภาวะ
ระดับตําบล (รพ.สต) พบวา 1) ในภาพรวม สุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน
การทํางานของบุคลากรใน รพ.สต. ใชเวลา ยังเปน ปญ หา บทบาทของ รพ.สต.และองคกร
สวนใหญกับงานรักษาพยาบาล (รอยละ ปกครองสวนทองถ่ินดานสงเสริมสุขภาพ
60-70) มากกวางานสงเสริมสุขภาพ ยังเนนการใหบริการและยังไมบูรณาการกัน
และปอ งกนั โรคซงึ่ เปน ภารกจิ หลัก 2) บคุ ลากร โดยมี อสม.เปนผูชวย จึงควรมีการพัฒนา
ทุกตําแหนงมีการใชเวลากวารอยละ 30 ความเขมแข็งใหชุมชนสามารถจัดการสุขภาพ
ของเวลาการทํางานทั้งหมด เพื่อทํารายงาน ของชมุ ชนไดดว ยตนเอง
ผลงานตามตัวช้ีวัดที่กระทรวงสาธารณสุข
กําหนด รวมถึงการทํางานดานบริหาร ร ะ ย ะ ท่ี 2 ก า ร พั ฒ น า แ บ บ มี
งานเอกสารอื่นๆ ของ รพ.สต. 3) ผลลัพธ สว นรวม ดาํ เนนิ การ ดงั น้ี
ของงานสวนใหญ คือ การจัดกิจกรรมตางๆ
ที่เก่ียวของกับตัวช้ีวัดปละครั้ง สําหรับงาน ข้ันตอนที่ 1 ศูนยอนามัยท่ี 1-12
รักษาพยาบาลตองดําเนินงานตลอดเวลา รวมวิเคราะหและจัดทําคากลางความสําเร็จ
ทําการเพื่อปองกันขอรองเรียน และเบิก ระดบั เขต เพอ่ื เปน เครอ่ื งมือใหต ําบลเปา หมาย
งบประมาณจากสํานักงานหลักประกันสุขภาพ นําไปใชในการออกแบบกิจกรรมสงเสริม
แหงชาติ(6) สําหรับการสงเสริมสุขภาพของ สุขภาพและอนามัยส่ิงแวดลอมในชุมชน
องคกรปกครองสวนทองถิ่น พบวา สวนใหญ ดังตารางท่ี 1
เปนกิจกรรมอนามัยสวนบุคคล เชน การดูแล
เรื่องนม อาหารเสริมและอาหารกลางวันเด็ก ขั้นตอนท่ี 2 ทีมวิจัยทั้งหนวยงาน
ในศูนยพัฒนาเด็กและโรงเรียน การออก สวนกลางและศูนยอนามัยที่ 1-12 ไดกําหนด
กําลังกายเพื่อสุขภาพ การตรวจสุขภาพ รูปแบบการขับเคล่ือนงานและบทบาทของทีม
การทําฟน การจัดหาเวชภัณฑและเครื่องมือ วิจัยสว นกลาง ศนู ยอ นามยั /ครู ก.ระดบั จงั หวัด
แพทยใหแกสถานีอนามัย การปองกันโรค ชุมชน/ภาคีเครือขาย ดังนี้
ตดิ ตอ ยาเสพติดและมีการดําเนนิ งานดา นการ
พัฒนาคุณภาพชีวิต เชน การสงเสริมอาชีพ ทมี วจิ ยั สว นกลาง
และการสงเคราะหเบ้ียยังชีพใหแกคนพิการ 1. พัฒนาศักยภาพบุคลากรของศูนย
ผูสูงอายุ เด็ก สตรีผูดอยโอกาส ผูประสบภัย อนามยั และภาคีเครือขาย (ครู ก.) เร่อื งแนวคดิ
ผูไดรับผลกระทบจากโรคเอดส งานปองกัน การจัดการคากลาง การบูรณาการ การสราง
นวัตกรรม วิธีการทํางานกับชุมชนและพัฒนา
นวัตกรชุมชน
2. จดั ทําเอกสารคูมือการดาํ เนินงาน
3. จดั เวทแี ลกเปลย่ี นเรยี นรนู วตั กรรม
ชุมชน

78 ปท ่ี 44 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสง เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั ส่ิงแวดลอ ม

การจดั การสุขภาพของชมุ ชนดา นสง เสรมิ สขุ ภาพ และอนามยั สงิ่ แวดลอ ม

4. ติดตามความกาวหนา/ปญหา จังหวัดๆ ละ 2 คน รวม 195 คน สนับสนุน
อุปสรรค จากแบบรายงานผลการดําเนินงาน คู  มื อ ก า ร ใ ช  ค  า ก ล า ง เ พื่ อ บู ร ณ า ก า ร ด  า น
นิเทศตดิ ตาม เยีย่ มเสริมพลัง จดั ประชมุ ระดม ส  ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ แ ล ะ อ น า มั ย สิ่ ง แ ว ด ล  อ ม
สมองรวมกับศูนยอนามัยในการแกไขปญหา/ ติดตามเย่ียมเสริมพลัง ใหคําปรึกษา จัดเวที
ปรบั แผน สั ม ม น า วิ ช า ก า ร เ พ่ื อ แ ล ก เ ป ลี่ ย น เ รี ย น รู 
ค ว า ม สํ า เ ร็ จ ข อ ง ก า ร ดํ า เ นิ น ง า น ใ น พื้ น ท่ี
5. ประเมินผลโครงการ โดยการถอด โดยศูนยคัดเลือกตําบลท่ีมีการดําเนินงาน
บทเรียนการดําเนินงานในพน้ื ที่ 4 ตาํ บล ดีเดนมาเขตละ 1 ตําบล รวม 12 ตําบล ผูเขา
รวมแลกเปล่ยี นเรียนรูรวมทัง้ สิน้ 270 คน
ทีมศูนยอนามัยและครู ก.ระดับ
จงั หวัด ทมี ศนู ยอ นามยั และครู ก. ระดบั จงั หวดั
สนบั สนนุ ใหเ กดิ การมสี ว นรว มในชมุ ชน ใหช มุ ชน
1. อบรมเจาหนาที่ระดับจังหวัด จัดทําแผนงานโครงการดานสงเสริมสุขภาพ
(ครู ข) และอนามยั สง่ิ แวดลอ มแบบบรู ณาการ ตดิ ตาม
เยย่ี มเสรมิ พลงั เปน พเ่ี ลยี้ งใหค าํ ปรกึ ษาแกต าํ บล
2. ศึกษาขอมูลชุมชน คนหาภาคี จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู คนหาและคัดเลือก
เครอื ขาย และแกนนําตามธรรมชาติในชมุ ชน ตาํ บลทมี่ ผี ลการดาํ เนนิ งานทด่ี ี หรอื มนี วตั กรรม
ชมุ ชน
3. จดั กระบวนการสรา งการมสี ว นรว ม
ในการดําเนินงานสงเสริมสุขภาพกลุมวัยและ ทีมชุมชนและภาคีเครือขาย จัดทํา
อนามัยส่ิงแวดลอมโดยใชแนวคิดการจัดการ แผนงาน/โครงการแบบบูรณาการทุกภาคสวน
คากลาง การบูรณาการงาน และใชคากลาง โดยใชคากลางความสําเร็จเปนเคร่ืองมือ
ความสําเร็จระดับเขตเพ่ือยกระดับการทํางาน ในการออกแบบกจิ กรรมและตดิ ตามประเมนิ ผล
เพอื่ ใหเ กดิ นวัตกรรม
ที ม วิ จั ย ส รุ ป ผ ล ก า ร ดํ า เ นิ น ง า น
4. จดั เวทแี ลกเปลย่ี นเรยี นรนู วตั กรรม นํ า เ ส น อ แ ล ะ ข อ คํ า ป รึ ก ษ า จ า ก ผู  บ ริ ห า ร
ระดับเขต เพ่ือคนหา Best Practice หรือ ระดับสูง ผูเช่ียวชาญ เพื่อปรับปรุงแผนการ
นวัตกรรม ดาํ เนนิ งาน ดังน้ี

5. ติดตามเย่ียมเสริมพลัง ใหคํา 1. สนับสนุนใหชุมชนพัฒนาตนเอง
ปรกึ ษา โดยพฒั นาศกั ยภาพแกนนาํ ในชมุ ชนใหส ามารถ
เปนวิทยากรกระบวนการ ชักชวนชาวบาน
ชุมชนและภาคเี ครือขาย ใหรวมคิด รวมวิเคราะหปญหาในชุมชนและ
1. การบูรณาการแผนงานโครงการ รวมกันออกแบบกิจกรรมโครงการเพื่อสงเสริม
ท่ีมีเปาหมายกลุมวัยเดียวกัน หรือประเด็น สุขภาพคนในชุมชนดวยแนวคิดการจัดการ
งานเดียวกัน คากลาง จึงจัดอบรมนวัตกรชุมชน โดยใช
2. มีสวนรวมในการวิเคราะหปญหา กระบวนการสุนทรียปรัศนี นอกจากนี้ยังให
วางแผน ออกแบบกิจกรรมโดยใชกิจกรรม การสนับสนุนขอมูล องคความรู สื่อตางๆ
สําคัญของคากลาง สนับสนุนใหเกิดการ ในการดาํ เนนิ งานในชมุ ชน
ดํ า เ นิ น ง า น ส  ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ แ ล ะ อ น า มั ย
ส่ิงแวดลอ มในชุมชน 2. จัดสัมมนาวิชาการเพื่อเปนเวที
3. รวมกํากับติดตามประเมินผล แ ล ก เ ป ลี่ ย น รู  จ า ก พ้ื น ท่ี ท่ี มี รู ป แ บ บ ก า ร
การดาํ เนินงาน ดําเนินงานท่ีดีหรือมีนวัตกรรม เพื่อยกยอง
ระยะท่ี 3 การนําสกู ารปฏบิ ัติ เชิดชูเกียรติ พ้ืนที่ที่ดําเนินการไดดี และให
ที ม วิ จั ย ส  ว น ก ล า ง ก า ร พั ฒ น า พ้ืนท่ีอื่นๆ มาเรียนรูเพ่ือนําไปพัฒนาตอยอด
ศักยภาพภาคีเครือขายในแตละระดับใหเขาใจ
กระบวนการจัดการสุขภาพโดยใชคากลาง
โดยจัดอบรมครู ก. เปนวิทยากรระดับ

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 79

บ ท วิ ท ย า ก า ร

ตารางที่ 1 คากลางความสําเร็จระดับเขตตามกิจกรรมสําคัญของคากลางเพื่อพัฒนา
รู ป แ บ บ ก า ร จั ด ก า ร สุ ข ภ า พ ข อ ง ชุ ม ช น ด  า น ส  ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ ทุ ก ก ลุ  ม วั ย
และอนามัยส่ิงแวดลอ ม

งานท่ีกาํ หนดเปน คากลาง (งานสูความสาํ เร็จ) ดา นสงเสรมิ สุขภาพ

กจิ กรรมสําคญั กลมุ แมแ ละเดก็ กลุมวัยเรยี น/ กลมุ วัยทํางาน กลมุ ผูสูงอายุ
เฝา ระวัง 1. คน หาหญิงตง้ั ครรภ วัยรนุ
และคดั กรอง และเด็ก 0-5 ปแ ละ 1. คัดกรองภาวะสขุ ภาพและพฤติกรรมเส่ียง 1. ตรวจคัดกรอง
ประเมินภาวะเสยี่ ง 1. ประเมนิ ภาวะ 2. จดั ทาํ ทะเบียนรายชอ่ื กลุม เปา หมาย/ สขุ ภาพตามเกณฑ
2. ประเมินพฒั นา สุขภาพ นาํ้ หนกั กลุมเสยี่ ง ADL
การเดก็ 0-5 ป สว นสงู ฟน สายตา 3. คืนขอ มูลใหชมุ ชน/ตดิ ตามเยยี่ มบาน 2. สาํ รวจพฤติกรรม
ดวยเคร่ืองมือ DSPM การไดย นิ รายบุคคล รายกลมุ สุขภาพที่พึงประสงค
3. เย่ียมมารดา สุขภาพจติ 3. จดั ทะเบียนกลมุ เสย่ี ง
หลังคลอดทุกราย 2. สํารวจพฤติกรรม กลุมปวย กลุมปกติ
และใหเลีย้ งลูกดว ย เส่ียงทางเพศ ใหเปนปจ จุบนั
นมแมอยา งเดียว สารเสพตดิ และคืนขอ มูลสชู มุ ชน
6 เดือน และให 3. เฝาระวังอาหาร
อาหารเสริมตามวัย ปลอดภัย
ในโรงเรยี น

การใชม าตรการ 1. กําหนดใหเปน 1. กาํ หนดเปน 1. งานศพ งานบุญปลอดเหลา 1. จัดใหม ีผูดูแล
ทางสงั คม นโยบายชมุ ชน นโยบายโรงเรียน ปลอดการพนนั (Care giver)
ตําบลนมแม ปลอดนา้ํ อดั ลม 2. ยกยองเชดิ ชูเกยี รต/ิ มอบรางวัล ในชมุ ชน
2. ประกาศเกียรตคิ ณุ ขนมหวาน บุคคลตน แบบ 2. จดั ชมรมผสู งู อายุ
แมต วั อยา ง ขนมกรุบกรอบ 3. ขอตกลงใหใ สส วมหมวกกันน็อค/ คณุ ภาพ
3. หามจําหนาย 2. หามรา นคา คาดเข็มขดั นิรภยั ในชมุ ชน 3. จัดประกวด
แจกจา ยนมผง ในชุมชนจําหนา ย ผูสงู อายตุ นแบบ
สําหรบั เดก็ เล็ก บหุ รีส่ รุ าใหเ ดก็
อายุตาํ่ กวา 18 ป

การสอื่ สาร 1. รณรงคฝ ากครรภ 1. ใหค วามรู 3 อ 1. รณรงคใ หค วามรู 3อ 2ส ทางเสยี งตามสาย 1. อบรมการดแู ล
เพ่อื ปรบั เปลีย่ น กอน 12 สปั ดาห 2ส1ฟ เอกสารความรู นทิ รรศการ ตนเองสําหรับผสู ูงอายุ
พฤตกิ รรม 2. จัดกลมุ แลกเปล่ยี น 2. สรางแกนนํา 2. จดั เวทแี ลกเปลี่ยนเรยี นรูใ นชมุ ชน และผูดูแล
เรียนรหู ญิงตงั้ ครรภ นกั เรียน อย.นอย 3. สรางกลมุ /ชมรมเพ่ือทาํ กจิ กรรม 2. จัดกจิ กรรมใหความรู
และหลงั คลอด 3. รณรงค ในเทศกาลสาํ คัญ
3. ส่ือสาร ประชาสมั พันธ 3. จัดต้งั โรงเรยี น/
ประชาสัมพันธ หลายชองทาง ชมรมผูสูงอายุ
หลากหลายรูปแบบ ตามเทศกาลสําคัญ

การปรบั ปรุง 1. จดั ทําแผนงาน/ 1. จัดทาํ แผนงาน 1. ประชมุ หมูบ า น คนื ขอมลู ปญหาสขุ ภาพ 1. จัดทําแผนงาน/
แผนงาน/ โครงการแบบมีสวนรวม โครงการบรู ณาการ ของคนในชุมชน โครงการรวมกบั
โครงการ ของชุมชนและภาคี กบั ภาคีเครอื ขาย 2. จัดทาํ โครงการบรู ณาการกบั ภาคเี ครอื ขาย ภาคเี ครือขา ย
เครอื ขา ย 2. ขอสนบั สนุน 3. ตดิ ตามประเมินผลโดยชุมชน 2. สรางความเขม แข็ง
2. อปท.สนับสนุน งบประมาณจาก ใหกบั ชมรมผูส ูงอายุ
งบประมาณ แหลงทุนตางๆ 3. บรู ณาการแผนงาน
3. ติดตามประเมินผล 3. กํากับติดตาม โครงการ เขากบั
ประเมินผลโดยชมุ ชน ประเพณที องถิ่น

กจิ กรรมสําคัญ งานที่กําหนดเปน คากลาง (งานสูค วามสาํ เรจ็ ) ดา นอนามัยส่ิงแวดลอ ม
การเฝาระวงั และคัดกรอง 213211223133............ กปคจตจสผจกตอัดนาํรดััดบุมําริดลหะเวหหทกักตตรวกนจมนจิาดาํราทาปคดวกแมใันดแีศหรจวเผรวมลธปะปอครานันการเามมารวมงตรเหหะรเาBปามินรสเณมมานลมกนiบ่ยี รgาร/ี่ยราินญูงาดูยงรนนดโCนผกาสคทคเาํ้าล/นlุขารคราดeศนแรยีอภงงัดaมื่นูสลพนนกสnาแ่ิงยะัฒังาพiารแยแปnเครูรมลดกนวgรแะมแยัะก็ดขบัาหกลปสสDสเยลโวไะลูกิ่งรคิ่งอะขaานก็แะาแตรมyงปเโวร/วงาเดทยโญอดคขกดมร็นบมี่อลรอาลงหปอกีผาืออรเงอารนรยฯขขลชมมแะยี สาตาอุมแเลทนมภายกอลชะเี่ธ/ัยทสําะอหนสาสปหุขือ้รถร(ิง่จนภอืตณ3าแจพอดานวะRัยพสทฒัปดสเ)ขุอสรงิ่ลนภะแงอ่ียอากถวายงมสพอิน่ดดาอิ่งบงลาใแ่ืนตนนอกวๆอชมสดาเรุมขุชลน/ชภอุมสือ่ นมชาถงพรนาว น/มหทกม่ีทันูบาํ ทางนุกานภ/าวคดั สว นในชมุ ชน
การใชมาตรการทางสงั คม
การสอ่ื สารเพ่อื การปรับเปลีย่ นพฤติกรรม
การปรับปรุงแผนงาน/โครงการ

80 ปที่ 44 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 วารสารการสงเสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สิง่ แวดลอ ม

การจดั การสุขภาพของชมุ ชนดา นสงเสริมสุขภาพ และอนามัยสง่ิ แวดลอม

โดยใหศ ูนยประเมนิ คัดเลือกมาเขตละ 1 ตําบล ดาํ เนนิ การไดค รอบคลมุ ทกุ ตาํ บล โดยภาพรวม
มีตําบลท่ีถูกคัดเลือกมา 10 ตําบล จํานวน ดําเนินการได รอ ยละ 52 เมอื่ ประเมนิ ในรอบป
ผูเขารวมแลกเปลี่ยนเรยี นรู 350 คน ท่ี 2 ทุกศูนยสามารถดําเนินงานครอบคลุม
มากกวารอยละ 80 โดยภาพรวมดําเนินการ
3. รวบรวมและจัดทําบัญชีนวัตกรรม ได รอ ยละ 89
ท่ีเกิดในชุมชน เพ่ือเผยแพรใหชุมชนอ่ืน
ไดเรียนรแู ละนําไปพัฒนาตอ ยอด ผลของการนําคากลางความสําเร็จ
ตามกิจกรรมสําคัญของคากลางมาใชในการ
ทีมศูนยอนามัยและครู ก. ดําเนนิ การ ออกแบบกิจกรรม ตําบลไดมีการนําไปปรับใช
ตามรูปแบบเดมิ ใหสอดคลองบริบทของชุมชน แตยังคง
กิจกรรมสําคัญไว คือ การเฝาระวังคัดกรอง
ทีมชุมชนและภาคีเครือขายรวมกับ เปนกิจกรรมที่ตําบลเลือกมาใชมากที่สุดถึง
“นวัตกรชุมชน” พัฒนาการดําเนินงาน 111 ตําบล คิดเปนรอยละ 75.5 รองลงมา คือ
สงเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอมโดยใช การใชมาตรการทางสงั คม จํานวน 103 ตําบล
คากลางความสําเร็จพัฒนาการดําเนินงาน คิดเปนรอยละ 70.0 และการสื่อสารเพ่ือ
อยางตอเนอื่ ง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จํานวน 92 ตําบล
คิดเปนรอยละ 62.6 ในสวนของการจัดการ
ระยะท่ี 4 ประเมินผลการดําเนิน สุขภาพ พบวา ตําบลเลือกทํากลุมวัยสูงอายุ
งาน แบง เปน 2 สวน มากที่สุด จํานวน 123 ตําบล คิดเปนรอยละ
83.7 รองลงมาคอื ประเด็นอนามยั สิ่งแวดลอ ม
สวนท่ี 1 ประเมินผลเชิงปริมาณ จํานวน 107 ตําบล คิดเปนรอยละ 72.8
เพื่อศึกษาผลท่ีเกิดจากกระบวนการจัดการ ท่ีตําบลเลือกทํานอยท่ีสุดคือ กลุมวัยทํางาน
สุขภาพของชุมชนดานสงเสริมสุขภาพและ จํานวน 79 ตําบล คิดเปนรอยละ 53.7
อนามัยสิ่งแวดลอมโดยใชแนวคิดการจัดการ ดังตารางท่ี 3
คากลาง โดยใชแบบรายงานผลการดําเนิน
งาน แบบประเมนิ นวัตกรรม รายงานโดยศูนย และผลท่ีเกิดจากดําเนินงานสงเสริม
อนามยั ท่ี 1-12 รอบ 6 เดอื นแรก พบวา งานท่ี สุ ข ภ า พ แ ล ะ อ น า มั ย ส่ิ ง แ ว ด ล  อ ม ใ น ตํ า บ ล
บูรณาการจะเปนงานของฝายสาธารณสุข โดยใชกิจกรรมสําคัญของคากลาง พบวา
และองคกรปกครองสวนทองถิ่นเปนหลัก เกดิ นวัตกรรมในชมุ ชน โดยจัดเปนประเภทได
โดยสรุปประเด็นการบูรณาการดานอนามัย 3 ประเภท คือ นวัตกรรมกระบวนการ
สิ่งแวดลอมและดานสงเสริมสุขภาพดวย นวัตกรรมผลผลิต และนวัตกรรมรูปแบบ
คากลางความสําเร็จระดับเขต ตามบทบาท พบวา นวัตกรรมกระบวนการพบมากทีส่ ุด คือ
ของแตละภาคสวน ไดแก บทบาทของ 45 เรื่อง นวัตกรรมรูปแบบ พบ 26 เร่ือง
ครัวเรือน บทบาทสถานบริการสาธารณสุข และนวัตกรรมผลผลิต 15 เร่ือง ดังตารางท่ี 4
และบทบาทองคกรปกครองสวนทองถ่ิน
ดังตารางท่ี 2 สวนที่ 2 ประเมินผลเชิงคุณภาพ
เพ่ือประเมินรูปแบบจัดการสุขภาพของชุมชน
จ า ก ก า ร ท่ี ที ม วิ ท ย า ก ร ข อ ง ศู น ย  ดานสงเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอม
อนามัย และครู ก. จัดประชุมระดมสมอง ดวยแนวคดิ การจดั การคา กลาง ดงั ตารางที่ 5
สรางการมีสวนรวมในชุมชน โดยนําเสนอ
ขอมูลสุขภาพของคนในชุมชน ปญหาดาน สรุปจากการถอดบทเรียนใน 4 ตําบล
ส่ิงแวดลอมที่สงผลตอสุขภาพ แลวใหชุมชน ดังน้ี
ชวยกันเสนอแนวทางแกไข โดยใชกรอบ
กิจกรรมสําคัญของคากลาง ในการออกแบบ ตําบลรองวัวแดง อาํ เภอสนั กําแพง
งานและจัดทําเปนแผนงาน/โครงการในชุมชน จังหวัดเชียงใหม ทําโครงการ “พัฒนา
ในรอบปท ่ี 1 ศูนยอ นามัยทกุ แหงยังไมสามารถ

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 81

บ ท วิ ท ย า ก า ร

คุณภาพชีวิตและสงเสริมอาชีพผูสูงอายุ” ทเี่ ขา รว มกจิ กรรมเกดิ การดแู ลสขุ ภาพและพงึ่ พา
จากปญ หาผสู งู อายใุ นตาํ บลมมี ากถงึ รอ ยละ 26.7 ตนเองมากขน้ึ ทง้ั ดา นอาหาร การออกกาํ ลงั กาย
มีท้ังกลุมติดสังคม ติดบาน ติดเตียง ผูสูงอายุ และการจัดการความเครียด ทําใหปญหาโรค
ถกู ทอดทง้ิ ใหอ ยลู าํ พงั องคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล ซมึ เศรา และการเจบ็ ปว ยลดลง 2) สามารถปรบั
ฝายสาธารณสุขและคณะกรรมการชุมชน พฤตกิ รรมผสู งู อายกุ ลมุ ตดิ บา นจากเดมิ 52 คน
จึงมีมติใหจัดตั้งศูนยพัฒนาคุณภาพชีวิต ใหมาติดสังคมได 35 คน 3) เกิดการสงเสริม
และสงเสริมอาชีพ โดยจัดประชาคมทําแผน อาชพี ใหผ สู งู อายุ โดยใชภ มู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ ทาํ ให
บูรณาการทุกภาคสวนในการพัฒนาคุณภาพ เกดิ รายไดแ กผ สู งอายุ
ชีวิต ทั้งดานสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ
จดั กจิ กรรมคดั กรองภาวะสขุ ภาพ ใหค าํ แนะนาํ ตําบลมวงเต้ีย อําเภอแมลาน
ดูแล จัดกิจกรรมใหความรู ฝกทักษะการดูแล จงั หวดั ปต ตานี ตง้ั อยใู นพนื้ ทเ่ี สย่ี งชายแดนใต
สขุ ภาพกาย สขุ ภาพจติ จดั กจิ กรรมคลายเครยี ด ชาวบานฐานะยากจนถึงปานกลาง โรงเรียน
ฝก อาชพี รว มกบั บรษิ ทั TOT ใหบ รกิ ารสายดว น เปน ศนู ยร วมของชมุ ชน จากปญ หาเดก็ มภี าวะ
สาํ หรบั ผสู งู อายตุ ดิ เตยี ง ผลลพั ธ คอื 1) ผสู งู อายุ ทพุ โภชนาการ ฝา ยสาธารณสขุ องคก ารบรหิ าร
สว นตาํ บลและโรงเรยี น จงึ ประสานความรว มมอื

ตารางท่ี 2 ประเด็นบูรณาการดานสงเสริมสุขภาพกลุมวัยและอนามัยส่ิงแวดลอม
ดว ยคากลางความสําเรจ็ ระดบั เขตตามบทบาทของแตละภาคสวน
ประเดน็ กลุมวัย บทบาทครัวเรือน บทบาทสถานบริการ บทบาทองคก รปกครอง
สาธารณสุข สว นทอ งถิ่น

แมแ ละเดก็ 1. ฝากครรภเร็ว 1. คลินิคฝากคณุ ภาพ 1. ตาํ บลนมแม
2. พอแมค ณุ ภาพ 2. คลนิ คิ เด็กดีคุณภาพ 2. ศนู ยเ ดก็ เลก็ คณุ ภาพ
วัยเรียน 3. พัฒนาการสมวยั
วยั รุน 4. เล้ียงลกู ดวยนมแม
ดา นสงเสริม วัยทาํ งาน 1. สงู ดี สมสว น 1. บรกิ ารสขุ ภาพเด็กวัยเรียน 1. โรงเรยี นสงเสริมสขุ ภาพ
สุขภาพ สงู อายุ 2. สายตาดี
ดา นอนามยั ทุกกลุมวยั 3. ฟนดี
ส่ิงแวดลอ ม 1. มีลกู เมอ่ื พรอมและอายเุ หมาะสม 1. การใหบรกิ ารท่ีเปน มติ รกับวยั รุน 1. ตาํ บลอนามยั การเจริญพันธุ
2. ไมต ัง้ ครรภซํ้า
1. BMI 1. รอบเอว 1. องคกรไรพงุ
2. รอบเอว 2. สถานทีท่ าํ งาน นา อยู
นาทาํ งาน
1. พฤติกรรมสุขภาพที่พงึ ประสงค 1. บรกิ ารสง เสรมิ สุขภาพ/ 1. ตําบลทีม่ ีระบบการดแู ล
2. บา นสาํ หรับผูสงู อายุ การดูแลสุขภาพทบ่ี า น ผสู ูงอายุระยะยาว
2. ชมรมผสู งู อายุ
ชมุ ชน/หมบู านตน แบบบา น โรงพยาบาลชมุ ชน พัฒนาคุณภาพระบบบริการ
สะอาดอนามัยดี ชีวสี มบรู ณ และรพ.สต. ดําเนินการ อนามยั ส่ิงแวดลอม (EHA)
ครอบคลมุ 3 เรอ่ื ง คอื มี 2 ประเด็น คือ การจดั การขยะ ตามความแตกตางของ
1)สุขลกั ษณะทว่ั ไปของบา น ทกุ ประเภท และโรงพยาบาล ระดบั ชมุ ชน คือ 1) ชุมชน
ลกั ษณะของบา นและรอบบา น ลดโรครอ น ชนบทอยา งนอ ย 1 ระบบ
หอ งนํ้า หอ งนอน หองครัว 2) ชมุ ชนก่ึงเมืองกง่ึ ชนบท
การจดั การมูลฝอย การจัดการ หรือเทศบาลตําบลพัฒนา
น้าํ เสีย การควบคุมคุณภาพ พ้นื ฐาน 4 ระบบ และทาํ เพ่ิม
น้ําอุปโภค บรโิ ภค การควบคมุ สตั ว ตามปญ หาพืน้ ที่ 1 ระบบ
และแมลงนาํ โรค การจดั การสารเคมี 3) ชมุ ชนเมอื งหรือเทศบาลเมอื ง/
และความปลอดภยั 2) การดแู ล เทศบาลตาํ บลพฒั นา พ้นื ฐาน
พฤตกิ รรมสุขอนามัยท่ดี ขี อง 4 ระบบและทาํ เพม่ิ ตามปญหา
คนในบาน 3) การมสี ว นรวม พ้นื ที่ 2 ระบบ
ดานการสง เสริมสขุ ภาพ
และอนามัยสิง่ แวดลอ มของชุมชน

82 ปท ี่ 44 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 วารสารการสง เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ ม

การจดั การสขุ ภาพของชุมชนดา นสงเสรมิ สขุ ภาพ และอนามัยสง่ิ แวดลอม

ตารางท่ี 3 จํานวนและรอยละตําบลที่เลือกกิจกรรมสําคัญของคากลางมาใชในการ
ออกแบบกิจกรรม
ลาํ ดบั กิจกรรมสาํ คัญ จํานวนตาํ บล รอยละ
(n = 147)
1 การเฝาระวงั /คัดกรอง 111 75.5
2 การใชมาตรการทางสังคม 103 70.0
3 การสือ่ สารเพ่ือปรับเปล่ียนพฤตกิ รรม 92 62.6
4 การปรับแผนงาน/โครงการ 80 54.4
5 การจดั การสขุ ภาพ
- สตรีและเด็กปฐมวัย 102 69.4
- วยั เรยี น/วัยรุน 95 64.6
- วยั ทาํ งาน 79 53.7
- วัยสงู อายุ 123 83.7
- อนามัยสิง่ แวดลอ ม 107 72.8

ตารางท่ี 4 จํานวนประเภทของนวัตกรรมตามประเด็นการสงเสริมสุขภาพและอนามัย
ส่ิงแวดลอ ม
ประเภทนวัตกรรม
ลําดบั ประเด็น นวัตกรรมกระบวนการ นวตั กรรมผลผลิต นวตั กรรมรูปแบบ

1 สง เสรมิ สุขภาพกลมุ แมแ ละเดก็ 3 43
2 สงเสริมสุขภาพกลมุ วยั เรยี น/วยั รนุ 4 13
3 สงเสริมสุขภาพกลุมวยั ทํางาน 5 23
4 สงเสริมสขุ ภาพกลมุ สงู อายุ 9 1 11
5 อนามยั สิ่งแวดลอม 14 1 2
6 สง เสริมสุขภาพทุกกลุมวัย 10 64
รวม 45 15 26

ตารางท่ี 5 พืน้ ท่ีตาํ บลท่ีถอดบทเรียน และประเด็นทที่ าํ ไดด ี

ลําดับ พน้ื ท่ี จํานวนผเู ขารวม (คน) ประเด็นท่ีทําไดดี
เจาหนา ท่ี แกนนาํ / “การพัฒนาคุณภาพชวี ิต
ประชาชน และสงเสริมอาชพี ผูสงู อาย”ุ
1 ต.รองวัวแดง อ.สันกําแพง จ.เชยี งใหม 16 17 “โรงเรยี นสง เสรมิ สุขภาพสกู ารสรา ง
เครือขา ยการเรยี นรใู นชุมชน”
2 ต.มว งเต้ยี อ.แมลาน จ.ปตตานี 41 9 “การพัฒนาตาํ บลนมแม”
“ขยะพษิ แลกแตม ”
3 ต.พลงตาเอีย่ ม อ.วงั จนั ทร จ.ระยอง 16 14
4 ต.กองโพน อ.นาตาล จ.อบุ ลราชธานี 11 16

กับภาคสวนตางๆ จัดทําโครงการ “โรงเรียน ขยายผลเปน มาตรการของชมุ ชน ใหท กุ ครวั เรอื น
สงเสริมสุขภาพสูการสรางเครือขายการเรียนรู ปลูกผักและเลี้ยงสัตวเพ่ือใหเด็กมีอาหาร
ในชุมชน” สงเสริมการเล้ียงสัตว และปลูกผัก ท่ีดีกินทุกม้ือ ผลลัพธ คือ เด็กนักเรียน
ปลอดสารพิษ เปนอาหารกลางวันใหเด็ก และ มภี าวะโภชนาการดขี น้ึ ดงั น้ี

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 83

บ ท วิ ท ย า ก า ร

ประเดน็ ป 2559 ป 2560 โ ด ย ใ ช  ค รั ว เ รื อ น เ ป  น ก ล ไ ก สํ า คั ญ ใ น ก า ร
สูงดี สมสวน 57.66% 61.00% ขับเคลื่อน มุงเนนการปลูกฝงจิตสํานึก
ผอม 9.19% 7.11% ใหประชาชนมีนิสัยคัดแยกขยะในครัวเรือน
เต้ีย 12.21% 9.46% ข ย ะ เ ป  ย ก ใ ห  นํ า ไ ป ห มั ก ทํ า ปุ  ย ชี ว ภ า พ
เร่ิมอว นและอว น 4.4% ข ย ะ รี ไ ซ เ คิ ล ใ ห  นํ า ม า ใ ช  ซํ้ า ห รื อ ฝ า ก ข า ย
0% ที่ธนาคารขยะ สําหรับขยะพิษจะมีแกนนํา
ในการใหความรู สรางความตระหนัก ไมท้ิง
ตาํ บลพลงตาเอย่ี ม อาํ เภอวงั จนั ทร ขยะพิษ รูจักคัดแยกขยะพิษออกจากขยะ
จังหวัดระยอง ขับเคลื่อนงานดวยคณะ ท่ัวไป มีมาตรการสรางแรงจูงใจโดยการนํา
กรรมการสุขภาพระดับตําบล มีการประชุม ขยะอันตราย เชน หลอดไฟ แบตเตอร่ี
หารือเพ่ือขับเคลื่อนงาน ไดวิเคราะหปญหา ถานไฟฉาย ฯลฯ มาแลกแตมตามที่ชุมชน
ของชุมชน พบวา การดําเนินงานอนามัย กําหนดไว และติดตามสํารวจขยะในชุมชน
แ ม  แ ล ะ เ ด็ ก ต่ํ า ก ว  า เ ก ณ ฑ  ชี้ วั ด ม า ต ร ฐ า น โดย อสม.พรอมกับการสํารวจลูกน้ํายุงลาย
จึงกาํ หนดประเด็นการพฒั นา คือ “การพฒั นา ผลการดําเนินงานพบวา นอกจากขยะทุก
ตําบลนมแม” โดยจัดประชุมประชาคม ประเภทจะลดลงแลว ลูกนํ้ายุงลายในชุมชน
และแลกเปลี่ยนเรียนรูในชุมชนเรื่องสงเสริม กล็ ดลงเชนกนั ดังนี้
การเลี้ยงลูกดวยนมแม ส่ือสารองคความรู ปริมาณขยะ ป 2559 ป 2561
เรื่องนมแมผานชองทางตางๆ ในชุมชน ปรมิ าณขยะท่เี กดิ ขึน้ 5.41 ตัน/วัน 6.85 ตนั /วนั
กําหนดเปนมาตรการสังคมใหเล้ียงลูกดวย ปริมาณขยะที่นําไป 1.75 ตัน/วัน 6.17 ตนั /วนั
นมแม จัดสรรงบกองทุนตําบลเพ่ือสนับสนุน ใชประโยชน 3.66 ตัน/วัน 0.69 ตนั /วัน
เปนสวัสดิการใหมารดาท่ีเล้ียงลูกดวยนมแม ปริมาณขยะทก่ี าํ จดั
รพ.สต.จัดบริการเชิงรุกลงชุมชนเพ่ือใหความรู ไมถูกตอ ง
รวมกับปราชญชาวบานโดยใชภูมิปญญา
ทองถิ่นในเร่ืองอาหารเพ่ิมนํ้านม การใช จากการถอดบทเรียน 4 พนื้ ท่ี พบวา
ลูกประคบในหญิงหลังคลอดและสงเสริม รูปแบบการดําเนินงานที่ทําใหประสบความ
สนบั สนนุ ใหม ธี นาคารนมแมในโรงงาน รวมทง้ั สาํ เรจ็ ไดแก
ให อสม.ติดตามการเลี้ยงลูกดวยนมแม
ในชุมชน พรอมกับการคนหาหญิงตั้งครรภ (1) การสรางการมีสวนรวมกับภาคี
ใหมาฝากครรภเร็ว และบูรณาการงานกับ เครือขายในพ้ืนที่ และพัฒนาศักยภาพแกนนํา
การตรวจคัดกรองเบาหวานดวย ผลลัพธ ชุมชน ใหประชาชนสามารถวิเคราะหปญหา
ทไ่ี ดมี ดังน้ี หรือประเด็นในการสงเสริมสุขภาพของคน
ในพื้นท่ี และออกแบบกิจกรรมการดําเนินงาน
ผลการดําเนินงาน ป 2559 ป 2560 โดยใชคนตามกลุมวัยหรือประเด็นที่ตองการ
เลยี้ งลกู ดว ยนมแมอยา งเดยี ว 61.00% 81.00% จัดการเปนเปาหมาย แลวบูรณาการงานท่ีมี
อยา งนอ ย 6 เดือน 61.11% 68.75% เปาหมายเดียวกัน โดยใชกิจกรรมสําคัญของ
ฝากครรภก อ น 12 สปั ดาห 13.51% 11.76% คากลางเปน กรอบในการบูรณาการ
เด็กแรกเกดิ นา้ํ หนัก 88.29% 91.90%
นอยกวา 2,500 กรัม (2) การจัดการสุขภาพของชุมชน
พัฒนาการเดก็ สมวัย มีองคประกอบการพัฒนาและกิจกรรมการ
จัดการสุขภาพของคนในพื้นที่ สามารถ
ตําบลกองโพน อําเภอนาตาล ประมวลสรุปได ดังตาราง
จังหวัดอุบลราชธานี ดําเนินงาน “ขยะพิษ
แลกแตม” จากการประชุมคณะกรรมการ จากการสอบถามผูรวมสนทนากลุม
ชุมชน ตองการบรหิ ารจดั การขยะพษิ ในชมุ ชน พบวา การนําคากลางความสําเร็จหรืองาน

84 ปที่ 44 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 วารสารการสง เสริมสขุ ภาพและอนามยั สงิ่ แวดลอม

การจดั การสขุ ภาพของชมุ ชนดานสงเสริมสุขภาพ และอนามยั สง่ิ แวดลอ ม

องคป ระกอบ กิจกรรมสคู วามสําเร็จ
1) ดา นการพฒั นา - สนบั สนนุ บทบาทของภาคีเครอื ขา ยทกุ ภาคสว น มกี ารบรหิ าร จดั การกระบวนการที่ดี
- สรางเวทีแลกเปล่ยี นเรียนรู พูดคุยอยา งตอ เนือ่ ง สรา งการเชือ่ มโยงเครือขาย
กลไกการมีสว นรว ม - สรา งทัศนคติเชิงบวก ใหมีจติ สํานึกทีด่ ีและมีศรัทธาในการจดั การสขุ ภาพ
2) ดา นการพฒั นาคน
3) ดา นการพัฒนา ของคนในชุมชนอยา งเปนระบบและคอยเปน คอยไป
- พัฒนาศกั ยภาพอาสาสมคั ร แกนนํา ใหเหมาะสมกับกจิ กรรมแตล ะกลมุ วัย
ความรู - สรางแกนนํารนุ ใหม เสรมิ แรงใจรุนเกา สรา งแกนนําทุกกลมุ วยั ในชมุ ชน
4) ดา นการพฒั นา - สรางความตระหนกั ใหคนในชุมชนในการดแู ลสขุ ภาพ
- มีการจัดการขอ มลู ทมี่ คี ณุ ภาพ
ตนแบบ/แหลง เรยี นรู - สรา งครวั เรือนตนแบบในการบรโิ ภคอาหารปลอดภยั
ในชุมชน - สรางหมูบา นตนแบบในการบรโิ ภคอาหารปลอดภัย
5) ดา นการพัฒนา - สาํ รวจทางกายภาพและคดั เลือกครวั เรอื นตน แบบสรา งใหเ ปนแหลง เรยี นรู
ครอบครวั และชมุ ชน - สง เสริมใหค รอบครัวมสี ว นรวม สรางความรูความเขาใจของคนในครอบครัว
6) ดานการพฒั นาอาชพี
7) ดา นการจัดการ และชมุ ชน สรางความสมั พันธอันดขี องคนในครอบครัว
สขุ ภาพในชมุ ชน - สง เสรมิ อาชพี สรางรายได
ดว ยกิจกรรมสําคัญ - สรางระบบการคดั กรองและเฝาระวังภาวะสขุ ภาพของประชาชน
ของคากลาง - สรา งมาตรการ/กตกิ า/ขอ ตกลงรวมกนั ในชมุ ชน/สรางแรงจงู ใจในการเขารวมกิจกรรม
- เพิม่ ชอ งทางการสือ่ สารประชาสมั พนั ธและเพ่มิ กิจกรรมที่หลากหลาย
- พัฒนากิจกรรมโดยบรู ณาการแผนงาน/โครงการและระดมทรพั ยากรจากหนว ยงาน

ในพ้นื ที่ โดยสรางกจิ กรรมเชงิ รกุ และมคี วามตอเน่อื งในการทาํ กิจกรรม พัฒนา
กจิ กรรมของชุมชนใหม คี วามหลากหลาย งายตอการปฏบิ ัติ เหมาะสมกบั ชว งวัย

สูความสําเร็จตามกิจกรรมสําคัญของคากลาง เฝาระวัง/คัดกรอง การใชมาตรการทางสังคม
ทํ า ใ ห  ง  า ย ต  อ ก า ร อ อ ก แ บ บ กิ จ ก ร ร ม ก า ร ก า ร ส่ื อ ส า ร เ พื่ อ ป รั บ เ ป ล่ี ย น พ ฤ ติ ก ร ร ม
ดําเนินงาน เพียงแตตองนํามาปรับใชให การปรับแผนงาน/โครงการ สงผลเกิดความ
สอดคลองกับบริบทชองชุมชน เม่ือนําคากลาง สําเร็จในการดําเนินงาน จนทําใหเกิด
ความสําเร็จของแตละเขตมาเผยแพรทําให นวตั กรรมในชุมชนทห่ี ลากหลาย ซึง่ สอดคลอง
ชมุ ชนมีทางเลือกกจิ กรรมท่หี ลากหลายขน้ึ กับขอคิดนพ.อมร นนทสุต จากการวิจัยของ
ปยพร เสารสาร(9) พบวา งานที่ทําใหประสบ
■ อภิปรายผล ความสําเร็จในการดําเนินงานสงเสริมสุขภาพ
สามารถจัดกลุมไดเปน 4 กิจกรรมสําคัญของ
ผลลัพธจากการจัดการสุขภาพของ คากลาง ดงั นัน้ สามารถใช 4 กิจกรรมสาํ คญั น้ี
ชุ ม ช น ด  า น ส  ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ แ ล ะ อ น า มั ย ไปคดิ งานใหเ หมาะสมกบั บรบิ ทของชุมชนได
สิ่งแวดลอม โดยใชแนวคิดการจัดการคากลาง
เปนเครื่องมือในการดําเนินงาน พบวา การนํากิจกรรมสําคัญของคากลาง
เกิดผลลัพธที่ดี คือ เกิดการบูรณาการงาน ไปใช สามารถใชไดท้ังงานสงเสริมสุขภาพ
กันระหวางภาคีเครือขายในชุมชนจากการ โดยใชกลุมวัยเปนเปาหมายในการบูรณาการ
ดําเนินงานในรอบที่ 1 มีการบูรณาการงาน หรือใชประเด็นงานเปนเปาหมายในการ
กันระหวางฝายสาธารณสุขกับองคกรปกครอง บูรณาการ เชน ประเด็นโรคเบาหวาน
สว นทอ งถน่ิ แตเมอ่ื ขยายผลการดําเนนิ งานไป ความดันโลหิต ไขเลือดออก การสงเสริม
พบวามีภาคสวนอื่นๆ เขามารวมเพ่ิมข้ึน สุขภาพชองปาก และสิ่งแวดลอม เชน
สง ผลใหเ กดิ แผนงาน/โครงการสง เสรมิ สขุ ภาพ การจัดการขยะ อาหารปลอดภัย เปนตน
ตามกลมุ วยั และอนามยั สง่ิ แวดลอ มทห่ี ลากหลาย สอดคลอ งกนั งานวจิ ยั ของ เพญ็ นดิ า ไชยสายนั ต
ตามปญหาหรือความตองการพัฒนาของพื้นท่ี ไดนํากิจกรรมสําคัญของคากลาง คือ การ
และกิจกรรมสําคัญของคากลาง ไดแก การ เฝาระวัง การใชมาตรการชุมชน การจัดการ

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 85

บ ท วิ ท ย า ก า ร

ดา นสขุ ภาพ การจดั การดา นอนามยั สงิ่ แวดลอ ม กัน สามารถสะทอนใหเห็นวาแนวคิดการ
การสื่อสารเพ่ือปรับเปลี่ยน และการปรับปรุง จัดการคากลางสามารถปรับเปล่ียนพฤติกรรม
แผนงาน ขับเคล่ือนดวยกระบวนการมี และเกิดการจัดการสุขภาพของประชาชน
สวนรว ม พบวา คา ดชั นมี วลกายกลมุ วัยทาํ งาน ไดจริง ซึ่งพบวา รูปแบบการจัดการสุขภาพ
ลดลงอยางมนี ยั สําคญั ทางสถิต(ิ 10) ของชุมชนดานสงเสริมสุขภาพและอนามัย
สิ่งแวดลอมน้ัน นอกจากการสรางการมี
การพัฒนาศักยภาพภาคีเครือขาย สวนรวมกับภาคีเครือขายในพ้ืนท่ีและพัฒนา
ระดับจังหวัด โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ คือ ศักยภาพแกนนําชุมชนแลว การบูรณาการ
นวัตกรชุมชน ถือเปนกลไกสําคัญท่ีทําใหเกิด แผนงาน/โครงการที่มีกลุมเปาหมาย หรือ
การขบั เคลอ่ื นงาน สรา งการมสี ว นรว มและสรา ง ประเด็นงานเดียวกันก็สําคัญ เพราะทําให
ความต่ืนตัวใหกับชุมชน เพราะอยูในพื้นที่ ลดความซ้ําซอนของงาน ลดเวลา ลดการใช
เขาใจชุมชน รูกิจกรรมของชุมชนวาจะมีงาน คน และตองมีองคประกอบท่ีจะทําใหงาน
ประเพณีที่ประชาชนมารวมกัน ซ่ึงสามารถ ประสบความสําเร็จดังนี้ 1) การพัฒนา
จัดเวทีพูดคุยไดแลกเปล่ียนกันไดแบบเปน กลไกการมีสวนรวม 2) การพัฒนาคน
ธรรมชาติ ไมตองพูดศัพทวิชาการ และพูด 3) การพัฒนาความรู 4) การพัฒนาตนแบบ/
แตเร่ืองใกลตัวคนในชุมชน ใหทุกคนไดคิด แหลงเรยี นรูในชุมชน 5) การพัฒนาครอบครัว
ตระหนักถึงปญหา หรือสิ่งท่ีควรพัฒนาและ และชุมชน 6) การพัฒนาอาชพี 7) การจัดการ
รว มกนั คดิ หาวธิ กี ารจดั การตามบรบิ ทของชมุ ชน สุขภาพในชุมชนดวยกิจกรรมสําคัญของ
คากลาง ซึ่งตองทําไปดวยกันจึงจะเกิดการ
สําหรับการจัดสัมมนาวิชาการเพื่อ ขับเคล่อื นงานไดอยางมีประสทิ ธิภาพ
แลกเปลี่ยนเรียนรูการดําเนินงาน ถือเปน
กระบวนการพัฒนาท่ีดี การศึกษาเรียนรู ■ ขอเสนอแนะเชิงนโยบายสําหรับการ
กับพ้ืนที่ที่ประสบความสําเร็จ ทําใหไดรู พฒั นานโยบายภาครฐั
แนวคิดและกระบวนการทํางานของพ้ืนที่น้ัน
และการแลกเปลยี่ นเรยี นรกู นั ระหวา งผนู าํ เสนอ 1) ระดบั นโยบาย กระทรวงสาธารณสขุ
กับผูเขารวม ทําใหเกิดบรรยากาศที่เอ้ือตอ ควรสนับสนุนใหเลขานุการคณะกรรมการ
การเรียนรูและจดจํา สามารถนําไปปรับใช พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอําเภอ (พชอ.) คือ
ตอยอดงานในพ้ืนที่ตนเองไดดีกวาการฟง สาธารณสุขอําเภอ นําแนวคิดการจัดการ
บรรยายสอดคลอ งกบั กนกกร จนี าอลงกรณ( 11) คากลางเปนเครื่องมือในการบูรณาการงานใน
ศึกษาเร่ือง กระบวนการถายทอด ความรู พ้ืนท่ี โดยกําหนดเร่ืองการจัดการคากลางไว
จากมหาวทิ ยาลัยสูชมุ ชน พบวา การถายทอด ในหลักสูตรการอบรมสาธารณสุขอําเภอท่ัว
ความรูต้ังอยูบนพ้ืนฐานของบทบาทตางๆ ประเทศ
ที่สลับสับเปลี่ยนกันไดของผูสรางและผูรับ
ความรู โดยปฏิสัมพันธระหวางท้ังสองฝายน้ี 2) กรมอนามัย ควรขยายผลการ
สงผลตอการนําความรูไปปรับใชในบริบทของ สรางพื้นท่ีตนแบบการจัดการสุขภาพของ
ตนเอง ชุ ม ช น ด  า น ส  ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ แ ล ะ อ น า มั ย
สิ่งแวดลอมดวยการจัดการคากลาง หรือหอง
รูปแบบการพัฒนาใหเกิดการจัดการ ปฏิบัตกิ ารชมุ ชน (Community Laboratory)
สุขภาพของชุมชนไมใชเรื่องใหม แตจะพัฒนา น้ี เพ่อื ใหส ํานัก/กองวชิ าการตา งๆ นาํ รูปแบบ
ใหประสบความสําเร็จน้ันไมสามารถทําเรื่องใด นโยบายที่พัฒนาขึ้นนําสูการปฏิบัติ เม่ือเกิด
เร่ืองหน่ึงได ตองทําในหลายองคประกอบ ผลอยางเปนรูปธรรม มีนวัตกรรมท่ีเกิดจาก
จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า เ ชิ ง คุ ณ ภ า พ โ ด ย ก า ร ถ อ ด การริเริ่มสรางสรรคของชุมชนแลว เปดใหเปน
บทเรียนในพื้นท่ี 4 ตําบลท่ีมีบริบทแตกตาง

86 ปท่ี 44 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 วารสารการสงเสรมิ สุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอม

การจัดการสุขภาพของชมุ ชนดา นสงเสรมิ สขุ ภาพ และอนามัยสิง่ แวดลอ ม

แหลงเรยี นรู และศกึ ษาดูงานแกพน้ื ทีอ่ ืน่ ๆ ■ กิตตกิ รรมประกาศ
3) ระดบั ชุมชน ควรเผยแพรรปู แบบ
คุณความดีท่ีเกิดจากการศึกษาคร้ังนี้
การจัดการสุขภาพไปสูชุมชนอื่นๆ และสราง ขออุทิศใหแก นายแพทยอมร นนทสุต
นวัตกรชุมชน เพื่อขับเคลื่อนงาน รวมทั้ง เจาของแนวคิดการจัดการคากลาง ที่เมตตา
เสริมสรางทัศนคติที่ดีใหแกชุมชนในการ ใหการสนับสนุน ใหคําปรึกษาในการ
มีบทบาทรับผิดชอบการดูแลสุขภาพของ ดําเนินงานตลอดโครงการ ขอบคณุ นกั วชิ าการ
ตนเอง ครอบครัว ชมุ ชนและการจดั การสภาวะ จากสวนกลาง และศูนยอนามัยที่ 1–12
แ ว ด ล  อ ม ท้ั ง ท า ง ก า ย ภ า พ แ ล ะ ท า ง สั ง ค ม ท่ีรวมกันดําเนินงานโครงการตําบลบูรณาการ
ดวยกิจกรรมสําคัญของคากลาง และท่ีสําคัญ ดานสงเสริมสุขภาพทุกกลุมวัยและอนามัย
ควรสนับสนุนใหเกิดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู สง่ิ แวดลอ มจนประสบความสาํ เรจ็
อยางสม่าํ เสมอเพ่ือใหเ กดิ การพัฒนาตอเนอ่ื ง

เอกสารอา งองิ

1. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.).
รายงานสุขภาพคนไทย 2561 “พุทธศาสนากับการสรางเสริมสุขภาวะ” [อินเทอรเน็ต]. 2561 [เขาถึงเม่ือ
21 ตุลาคม 2563]. เขาถงึ ไดจาก: https://www.hiso.or.th/hiso5/report/report2018T.php.

2. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.).
รายงานสุขภาพคนไทย 2563 “สองทศวรรษ ปฏิรูปการศึกษาไทย ความลมเหลวและความสําเร็จ”
[อินเทอรเ นต็ ]. 2561 [เขา ถึงเม่ือ 21 ตลุ าคม 2563]. เขาถงึ ไดจาก: https://www.hiso.or.th/ hiso5/report/
report2020T.php.

3. คณะกรรมการอํานวยการจัดทําแผนพัฒนาสุขภาพแหงชาติ ฉบับท่ี 12. กระทรวงสาธารณสุข. แผนพัฒนา
สุขภาพแหงชาติฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560–2565).นนทบรุ ี: กระทรวง; 2559.

4. อมร นนทสุต. วิวัฒนาการของแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร การจัดการคากลาง (Norm) การบูรณาการ
การสรางนวัตกรรม. กรุงเทพฯ: ศูนยส ่ือและสิ่งพมิ พแ กวเจา จอม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสุนันทา; 2560.

5. อมร นนทสุต. คูมือการใชคากลาง (Norm) เพ่ือการบูรณาการงานสงเสริมสุขภาพ 5 กลุมวัยและอนามัย
ส่ิงแวดลอม การจัดการสุขภาพดวยคากลาง (NORM) การบูรณาการ และการสรางนวัตกรรม. กรุงเทพฯ:
สามเจริญพาณิชย( กรุงเทพ); 2559

6. วิโรจน ตั้งเจริญเสถียร, กฤษดา แสวงดี, บญจพร รัชตารมย, กมลนัทธ มวงยิ้ม, อติญาณ ศรเกษตริน,
รุงนภา จันทรา และคนอื่นๆ. โครงการวิจัยการศึกษาภาระงานและผลิตภาพกําลังคนในโรงพยาบาล
สง เสริมสขุ ภาพตําบล (รพ.สต.). [รายงานการวิจัย]. กรุงเทพฯ: สถาบันวจิ ัยระบบสาธารณสุข; 2561.

7. สุภัชญา สุนันตะ. องคกรปกครองสวนทองถ่ินกับบทบาทการสรางเสริมสุขภาพชุมชน. วารสารกฎหมาย
สุขภาพและสาธารณสุข 2561;4(1):98–107.

8. สุพัตรา ศรีชุม. บทบาทหนาท่ีของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตามการรับรูและความคาดหวัง
ของประชาชน ตําบลเสม็ด จังหวัดชลบุรี. [วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต]. ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา;
2560.

9. ปยพร เสารสาร, ทรงยศ คําชัย. ประสิทธิผลการจัดการสุขภาพผูสูงอายุดวยคากลาง (Norm) จังหวัดเชียงใหม.
ศนู ยอ นามัยท่ี 10 เชียงใหม; 2558.

10. เพ็ญนิดา ไชยสายัณห, ตําแหนง สินสวาท, ชัญญานุช ปานนิล, เดือนเพ็ญ ใจเต, วาสนา มงคลศิลป,
สนุ ันทินี ศรปี ระจนั ทร. รปู แบบชุมชนรอบรูดา นสขุ ภาพเพือ่ วัยทาํ งานหนุ ดี-สุขภาพดี ในพ้นื ท่เี ขตสขุ ภาพท่ี 7.
วารสารการสงเสริมสุขภาพและอนามยั สง่ิ แวดลอ ม 2563;43(1):33-44.

11. กนกกร จีนา, อลงกรณ คูตระกูล. กระบวนการถายทอดความรูจากมหาวิทยาลัยสูชุมชน : กรณีศึกษา
โครงการอนุรักษวิหารพระเจาพันองค วัดปงสนุก จังหวัดลําปาง. วารสารรัฐศาสตรและรัฐประศาสนศาสตร
2561;9(1):59-80.

HEALTH

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 87

บ ท วิ ท ย า ก า ร วารสารการสงเสริมสขุ ภาพและอนามยั สงิ่ แวดลอ ม
ปท ่ี 44 ฉบับที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564

ความสัมพันธระหวางปจจัยสวนบคุ คล
ภาระในการดแู ล การสนบั สนนุ ทางสงั คม
และความเครียดของผูดูแลผปู ว ยโรคเรอ้ื รังในชุมชน

วรศิ า จนั ทรงั สีวรกลุ
จิราจันทร คณฑา
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สวรรคป ระชารกั ษ นครสวรรค

วนั สง 23 กนั ยายน 2563, วันแกไข 13 พฤศจกิ ายน.2563, วันตอบรบั 19 มนี าคม.2564.

บทคดั ยอ

การวิจัยครั้งน้ีเปนการวิจัยเชิงพรรณนา เพ่ือศึกษาความสัมพันธระหวางปจจัยสวนบุคคล ภาระในการดูแล
การสนับสนุนทางสังคม กับความเครียดของผูดูแลผูปวยโรคเร้ือรังในชุมชน ประชากรและกลุมตัวอยาง คือ ผูดูแล
ผูปวยโรคเร้ือรังในชุมชน ท่ีมีอายุ 20 ป ขึ้นไป ท่ีพักอาศัยในพื้นท่ีเขตบริการของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ
ตําบลวัดไทร โดยเลือกกลุมตัวอยางแบบงาย กําหนดขนาดกลุมตัวอยางโดยการคํานวณหาคาขนาดอิทธิพล
เพ่ือใชใน Power Analysis ไดกลุมตัวอยางจํานวน 183 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย เปนแบบวัดภาระในการดูแล
แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินระดับความเครียด และหาคาความเช่ือมั่นเคร่ืองมือได
.93 .92 และ .93 ตามลําดับ วิเคราะหขอมูลโดยหาคาความถี่ รอยละ คาเฉล่ีย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และหาความสัมพนั ธโ ดยใชสถิตสิ หสัมพนั ธของเพียรสัน ผลการศึกษา พบวา ภาระในการดูแลโดยรวมและความเครียด
อยูในระดับปานกลาง การสนับสนุนทางสังคมโดยรวมอยูในระดับสูง และภาระในการดูแลมีความสัมพันธทางบวก
กับความเครียดอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 (r=.640) และการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธทางลบ
กับความเครียดอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 (r=.334) ผลการวิจัยสามารถนําไปใชเปนแนวทางในการ
ลดความเครียดของผูดูแล โดยใหขอมูลที่ถูกตองหรือแนะนําแหลงใหความชวยเหลือแกผูดูแล เพื่อใหผูดูแล
มคี วามเครียดลดลงสงผลตอ คณุ ภาพชีวิตของผูดูแลและคุณภาพการดแู ลผปู ว ยโรคเร้ือรังท่ดี ีข้ึน
คําสําคญั : ภาระในการดแู ล การสนบั สนุนทางสงั คม ความเครยี ด ผดู แู ล

88 ปท ี่ 44 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสงเสรมิ สุขภาพและอนามยั สิง่ แวดลอม

ความสมั พนั ธระหวางปจ จัยสวนบุคคล ภาระในการดูแล การสนับสนนุ ทางสงั คม และความเครียดของผดู ูแลผูปว ยฯ

Relationships between Personal factors,
Burden of Care, Social Support

and Stress of Caregiver the Patient
with Chronic Diseases in Community.

Warisa Juntarangsrivorakul
Jirajan Kontha
Boromrajonani College of Nursing, Sawanpracharak Nakhon Sawan

Received 23 September 2020, Revised 13 November 2020, Accepted 19 March 2021

Abstract

The purpose of this descriptive research were to examine the relationship between personal
fHcahecratoolntrhisc, PbdruiosrmedaeosnteisoonfincHcaoroems,pmsitoauclni.aiTtlyhsuwephspoaomrwtpaalsensd20wstyerereeassrds.rToahlwdenoprboyopvuseliarmtiaponlnde orlfaivnsetduoidnmythwseaamssepcrlavirniecgge.ivaAreersatahomefpptlheaetiseTinzaetmwwbioathns
dacanisldceualssaeotsec.diaTlehffseuecprtpesoseirzat eracnbhdyinsPtsortewrsuesmr aeAsnsntesaslsfymosriesnctwolfhloiecrcmhti.nhgTadhtehaerneduliamatbabielwirtye1r8eo3f tchtahereebgbuiuvrrdedreentnhoeoffpcacatairreeentmmweeaiatsshuurrceehmmroeennnittc,,
amDnaodtmasewoncetiraceloarsrnueapllapytozioerntd acisnoseetffiesrscmmiesennot.tfTfforheremqureeasnnucdlyts,sptrreeevrsceseanlaetsadsgetesh,sammt eethanent ,bfsoutrarmdnednawroedrfedcea.v9rie3a,toi.of9n2ovaanenrddalPl.e9aa3nrsdroesnst’prseespcstriovwdeuelrycet.
smciogorndreiefilracatatienotnlecvwoerilrt.heTlahstteiroesnsoscwiaaitlths.0us1ptrpleeosvrstelaw.te(.rr0e1=hlie.g3vh3e4ll)evT(erlh=eos.6ef4o0v)fienardanildnl.gsTsohcceiaanol vsbeurepalpgloubriutdrewddeans toonfergceaadtriuevcewe astsihgepnoisfisticrteaivsnest
sKotfreecysaswr,eoagffrivdeec:rtsinBbguytrhdgeeivnqeuoacfloiCrtyraercoetf, ilnSiffoeocroimaflacStaiuorepngpioovrretrs,suSgagntredessttsh,aeChqaeurleapgliistvyoeuorrfcecatroe cfoarrecghivroenrsicsoillntheasts tphaetyiehnatsv.e less

■ บทนํา เสียชีวิตดวยโรคไมติดตอท้ังหมด โดยพบวา
ในระดบั ประเทศ อัตราตายจากโรคหลอดเลือด
โ ร ค เ ร้ื อ รั ง นั บ เ ป  น ป  ญ ห า ท า ง สมองมีแนวโนมเพ่ิมข้ึนจาก 31.7 ตอแสน
สาธารณสุขท่ีสําคัญในประเทศไทย ซึ่งมี ประชากร ในป 2555 เปน 48.7 ตอแสน
แนวโนมจะสงผลกระทบมากขึ้นในอนาคต ประชากร ในป 2559 และอัตราตายจากโรค
และยังเปนสาเหตุท่ีกอใหเกิดความพิการ หลอดเลือดสมองเพิ่มจาก 33.4 ตอแสน
และเสียชีวิตเพ่ิมมากข้ึน จากการติดตามการ ประชากร ในป 2555 เปน 45.3 ตอแสน
เสียชีวิตของประชากรไทยดวยโรคไมติดตอ ประชากร ในป 2559 ระดับพ้ืนที่เขตสุขภาพ
สําคัญ 5 โรค ระหวางป 2555-2559 พบวา พบวาพื้นที่เขตสุขภาพท่ี 3 ซ่ึงประกอบดวย
มีสัดสวนประมาณรอยละ 25-30 ของการ

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 89

บ ท วิ ท ย า ก า ร

จังหวัดนครสวรรค พิจิตร กําแพงเพชร หรือสมาชิกในครอบครัวเปนสวนใหญ ทั้งนี้
อุทัยธานี และชัยนาท ในป 2559 มีอัตรา เพราะปญหาการขาดแคลนบุคลากรทางดาน
ตายจากโรคหลอดเลือดสมองสูงสุด (65.5 สขุ ภาพ(5) ในการดแู ลผปู ว ยเรอ้ื รงั ผดู แู ลตอ งรบั
ตอแสนประชากร) สอดคลองกับอัตราตาย ภาระในการดูแลผูปวยท่ีบาน ซึ่งเปนงาน
กอนวยั อันควร อายุ 30-69 ป (55.6 ตอแสน ที่หนักและซับซอน ตองอาศัยความพยายาม
ประชากร) รองลงมาเปนโรคหัวใจขาดเลือดมี และแรงงานอยางตอเนื่อง ผูดูแลตองปรับตัว
อัตราตาย 37.8 ตอแสนประชากร รองลงมา และเปล่ียนแปลงในบทบาทหนาที่ของตนเอง
เปนโรคเบาหวาน มีอัตราตาย 18.8 ตอแสน จากเดิมท่ีเคยดํารงอยู เชน สูญเสียรายได
ประชากร และโรคความดันโลหิตสูง มีอัตรา จากการประกอบอาชีพ เน่ืองจากตองใชเวลา
ตาย 16.6 ตอแสนประชากร(1) ท้ังน้ีเนื่องจาก ในการดูแลผูปวยที่บาน เผชิญหนากับปญหา
ในปจจุบันมีความกาวหนาทางการแพทย ตา งๆ มคี วามเหนด็ เหนอ่ื ยกอ ใหเ กดิ ความเครยี ด
มีการรักษาท่ีทันสมัย ทําใหสามารถชวยชีวิต สงผลกระทบทั้งดานรางกาย และจิตสังคม
ผูปวย ใหพนจากภาวะวิกฤติได แตยังไม ของผดู แู ล จากผลการวจิ ยั หลายๆ เรอื่ ง พบวา
สามารถรักษาโรคเรอื้ รังใหหายขาดได การดแู ลสง ผลลบตอ การดแู ล เชน ความเครยี ด
และการเปนภาระเนื่องจากบทบาทท่ีหลาก
ผูปวยโรคเร้ือรังจําเปนตองไดรับการ หลาย(6)
ดูแลอยางตอเนื่องจากญาติหรือผูดูแล นับเปน
ภาระท่ีหนักของผูดูแลท่ีตองรับผิดชอบในการ การดูแลผูปวยโรคเร้ือรังสงผลกระทบ
ดแู ลทย่ี าวนาน ผดู แู ลมหี นา ทช่ี ว ยเหลอื กจิ วตั ร ตอ ผดู แู ลและครอบครวั ทาํ ใหเ กดิ ความเบอ่ื หนา ย
ประจาํ วนั ของผปู ว ย ตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั การดแู ล ทอแท สิ้นหวัง รูสึกเปนภาระที่ตองดูแล ซึ่ง
รักษาของแพทย ในการดูแลผูปวยท่ีบาน เกิดจากการท่ีดูแลผูปวยเปนระยะเวลานาน(7)
แตพบวาผูดูแลผูปวยเร้ือรังบางคนยังไมพรอม ทําใหญาติหรือผูดูแลในครอบครัวตองรับ
ในการดูแลผูปวย เนื่องจากผูดูแลบางคนไมมี ผดิ ชอบผปู ว ยและทาํ หนา ทแ่ี ทนผปู ว ยนอกจาก
ความรู ความสามารถเก่ียวกับการดูแลผูปวย บทบาทเดิมของตนเองที่ปฏิบัติเปนประจํา
โดยตรง ไมเคยมีประสบการณการดูแลผูปวย ทําใหมีผลกระทบตอการดําเนินชีวิตประจําวัน
รวมทง้ั ยงั มภี าระในดา นอน่ื ๆ ไดแ ก งานประจาํ ของผดู แู ล การดแู ลผปู ว ยทบ่ี า นเปน งานทห่ี นกั
ทต่ี อ งทาํ คา ใชจ า ยทเี่ พม่ิ ขน้ึ และผดู แู ลบางคน อาจทําใหผูดูแลผูปวยไดรับผลกระทบท้ังทาง
มคี รอบครวั ของตนเองทตี่ อ งดแู ล(2) ซง่ึ สง่ิ ตา งๆ รางกายและจิตใจ ทําใหเกิดความเหนื่อยลา
เหลาน้ีสงผลกระทบตอผูดูแลท้ังทางดาน จากการดูแลจนไมสามารถดูแลผูปวยไดอีก
รางกาย จิตใจและเศรษฐกิจ รวมถึงรัฐท่ีตอง ตอไป นอกจากนย้ี ังมีความรูส ึกเครยี ด รูส ึกผดิ
เสยี คา ใชจ า ยในการดแู ลรกั ษาผปู ว ยเรอ้ื รงั อยา ง เมือ่ ผูป วยเรือ้ รงั มีอาการเลวลง และญาตผิ ูด แู ล
ตอ เนอ่ื ง ซงึ่ พบวา ในชว งสามทศวรรษทผ่ี า นมา ยังตองอดทนกับสภาพอารมณของผูปวย
คาใชจายดานสุขภาพของไทยไดเพิ่มขึ้น เรอื้ รงั ทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปเนอื่ งจากภาวะเจบ็ ปว ย
อยางมาก(3) รัฐไดเล็งเห็นปญหาดังกลาวจึงได เชน หงุดหงิด โกรธงาย เอาแตใจ ไมยอม
กําหนดนโยบาย โดยมุงเนนใหมีการฟนฟู ปฏิบตั ิตามแผนการรกั ษา เปนตน ผปู ว ยเรือ้ รงั
สมรรถภาพผูปวยในชุมชนเพื่อลดคาใชจาย บางรายที่ไมสามารถควบคุมอาการของโรคได
ในการรกั ษาพยาบาล อตั ราการปว ยซา้ํ ใหผ ปู ว ย จําเปนตองเขาออกโรงพยาบาลบอยคร้ัง
สามารถดูแลตนเองไดตามอัตภาพสามารถ สงผลกระทบตอฐานะเศรษฐกิจของครอบครัว
ดาํ เนนิ ชวี ติ ประจาํ วนั และใชช วี ติ อยใู นครอบครวั ซึ่งเปนการเพ่ิมความเครียดใหกับญาติผูดูแล
และชมุ ชนได( 4) โดยบคุ คลทจี่ ะเปน ผใู หก ารดแู ล จากการทบทวนวรรณกรรม พบวา ปจจัยท่ีมี
สขุ ภาพผปู ว ยเรอื้ รงั ทบ่ี า นนนั้ เปน หนา ทข่ี องญาติ ผลตอการดูแลผูปวยไดแก อายุ เพศ ระดับ

90 ปท ี่ 44 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 วารสารการสง เสริมสขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ ม

ความสัมพันธระหวา งปจ จัยสวนบุคคล ภาระในการดแู ล การสนบั สนนุ ทางสังคม และความเครียดของผูดูแลผปู ว ยฯ

การศึกษา และสถานภาพสมรส ความเครียด 348 ราย โรคหลอดเลอื ดสมองจํานวน 79 ราย
ความวิตกกังวล ความเบ่ือหนาย ซึ่งการดูแล โรคหัวใจและหลอดเลือดจํานวน 52 ราย โรค
ผูปวยตองใชทั้งความรูและความอดทนในการ มะเร็งจํานวน 25 ราย และโรคปอดอุดก้ัน
แกปญหา นอกจากนี้การท่ีตองดูแลผูปวยเปน เร้ือรังจํานวน 20 ราย จากประชากรในพ้ืนท่ี
เวลานานและตอเนื่องจะเกิดความรูสึกเปน จํานวน 13,988 ราย(10) นับวาเปนปญหา
ภาระ เหน่ือยหนาย เครียด ทําใหเกิดความ ทางสาธารณสุขที่สําคัญของพ้ืนท่ี ดังนั้นผูวิจัย
ขัดแยงกันในครอบครัวได(7) จะเห็นไดวา จึงสนใจที่จะศึกษาปจจัยสวนบุคคล ระดับ
ความเครียดจากการดูแลเปนปจจัยที่สงผล ภาระในการดูแล การสนับสนุนทางสังคมของ
กระทบตอคุณภาพชีวิตของผูดูแล ทําให ผูดูแลผูปวยโรคเร้ือรังในชุมชนวาเปนอยางไร
ประสิทธิภาพการดูแลผูปวยลดลง ผูปวยตอง และมีความสัมพันธกับระดับความเครียดของ
กลับเขารับการรักษาในโรงพยาบาลบอยขึ้น ผูดูแลหรือไม เพ่ือนําไปใชในการวางแผนการ
หรือเสียชีวิตกอนเวลาอันควร และจาก ดูแลสุขภาพและการสนับสนุนทางสังคมแก
การศึกษาของ ณัฐพงศ เปนลาภ และธีรยุทธ ผดู แู ลในชมุ ชน เพอ่ื ใหผ ดู ูแลสามารถเผชญิ กบั
รุงนิรันดร(8) และดวงกมล หนอแกวและ ความยากลําบากในการดูแลได สงผลใหมี
ชนุกร แกวมณี(9) ที่ศึกษาผูดูแลผูปวยโรคไต ความพรอมในการดูแลผูปวยโรคเร้ือรังที่อยู
และโรคหลอดเลือดสมอง ตามลําดับ พบวา บานและชุมชนไดอยางมีประสิทธิภาพ สงผล
ความเพียงพอของรายได อายุของผูดูแล ตอคณุ ภาพชีวิตของผปู ว ยโรคเรอื้ รังตอ ไป
ระยะเวลาในการดูแลผูปวย และการสนับสนุน
ทางสังคมมีความสัมพันธกับความเครียดและ ■ วตั ถปุ ระสงคการศึกษา
การรับรภู าระในการดแู ลของผดู แู ล
1. เพื่อศึกษาปจจัยสวนบุคคล ระดับ
จั ง ห วั ด น ค ร ส ว ร ร ค  ต้ั ง อ ยู  ใ น เ ข ต ของภาระในการดูแล การสนับสนุนทางสังคม
สุขภาพท่ี 3 ซึ่งเปนพื้นท่ีท่ีมีจํานวนผูปวยโรค และความเครียดของผูดูแลผูปวยโรคเรื้อรัง
เร้ือรังอยูในอันดับตนๆ ของการเปรียบเทียบ ในชมุ ชน
จากทกุ เขตในป 2559 พบวา พนื้ ท่ีเขตสุขภาพ
ท่ี 3 มีอัตราตายจากโรคหลอดเลือดสมอง 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธระหวาง
สูงที่สุด (65.5 ตอแสนประชากรในป 2559) ปจจัยสวนบุคคลดานอายุ รายได ระยะเวลา
มีอัตราตายจากโรคหัวใจขาดเลือดสูงเปน ในการดูแล ภาระในการดูแล การสนับสนุน
อันดับ 4 คือ 37.0 ตอแสนประชากรและ ทางสังคมกับความเครียดของผูดูแลผูปวยโรค
ในป 2559 พบอัตราตายจากภาวะความดัน เร้ือรงั ในชมุ ชน
โลหิตสูงและอัตราตายกอนวัยอันควรอายุ
30-69 ปเ พมิ่ ข้นึ เปนอันดับที่ 3 (16.6 ตอ แสน ■ กรอบแนวคดิ ในการศกึ ษา
ประชากร ในป 2559)(1) และในเขตบรกิ ารของ
โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลวัดไทร ในการศึกษาคร้ังน้ีผูวิจัยใชกรอบ
อ.เมือง จ.นครสวรรค นับเปนสถานบริการ แนวคิด ทฤษฎีระบบนิเวศวิทยา (Ecological
ซึ่งรับผิดชอบในการดูแลผูปวยโรคไมติดตอ System Theory) ของบรอนเฟนเบรนเนอร
เร้ือรังจํานวนมาก ในป พ.ศ. 2561 พบวา (Bronfenbrenner, 2005)(11) ท่ีกลาวถงึ บุคคล
มีจํานวนผูปวยโรคไมติดตอเร้ือรังท่ีสําคัญ และสิ่งแวดลอมวามีความสัมพันธและมี
รวมทั้งหมด 3,602 ราย ไดแก โรคความดัน อิทธิพลซึ่งกันและกันทั้งทางตรงและทางออม
โลหิตสูงจํานวน 2,007 ราย โรคเบาหวาน โดยใหความสําคัญกับปจจัยที่มีความสัมพันธ
จํานวน 1,071 ราย ไตวายเร้ือรังจํานวน ระหวางบุคคลและสิ่งแวดลอม 5 ระดับ ไดแก
1) ปจจัยระดับบุคคล (microsystem) เปน
ปจจัยภายในตัวของบุคคล (Intrapersonal)

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 91

บ ท วิ ท ย า ก า ร

ในการศึกษาครง้ั นป้ี ระกอบดวยอายุ 2) ปจจยั เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง หลอดเลือดสมอง
ระดับระหวางบุคคล (Mesosystem) เปน หัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง และปอดอุดกั้น
ปจจยั ท่ีเกิดข้นึ ระหวางบุคคล (Interpersonal) เร้ือรัง 3) มอี ายตุ งั้ แต 20 ปข นึ้ ไป 4) เปนผูท ี่
ไดแก รายไดของครอบครัว ระยะเวลาในการ ไดรับการประเมินภาระในการดูแลของผูดูแล
ดูแล ภาระในการดูแล 3) ปจจัยระดับสังคม จ า ก แ บ บ ส อ บ ถ า ม ภ า ร ะ ใ น ก า ร ดู แ ล (8)
และชมุ ชน (Exosystem) เปน ปจ จยั ทเ่ี กยี่ วกบั ไดคะแนน 22 คะแนนขึ้นไป ถือวามีภาระ
สังคมหรือชุมชนท่ีญาติผูดูแลอาศัยอยู ไดแก 5) เปนผูที่เขาใจความหมายของภาษาไทย
แรงสนับสนุนทางสังคม 4) ปจจัยระดับ และส่ือสารภาษาไทยได 6) ยินดีและเต็มใจ
วัฒนธรรม (Macrosystem) เปนปจจัยที่อยู เขา รวมการวจิ ัย
ภายนอกสุดของบุคคล เชน ความเช่ือ
วัฒนธรรมคานิยมกฎหมาย ศีลธรรมหลัก ● เ ก ณ ฑ  ใ น ก า ร อ อ ก ศึ ก ษ า
ศาสนา เปนตน และ 5) ปจจัยระดับมิติของ (Exclusion criteria) ผูท่ีทําหนาท่ีดูแล
เวลา (Chronosystem) เปนปจ จัยทีเ่ ก่ยี วขอ ง ผูปวยโรคเรื้อรังท่ีอยูระหวางเขารับการรักษา
กับนโยบายหรือเหตุการณท่ีเกิดข้ึนแลว ในโรงพยาบาลหรอื เสยี ชวี ิต
มีผลกระทบตอบุคคลและส่ิงแวดลอมท่ีผานมา
เชน การมีนโยบายการเปล่ียนแปลงไปของ ซึ่งกลุมโรคไมติดตอเร้ือรังในชุมชน
บุคคลหรือจุดพลิกผันในชีวิตซึ่งในการศึกษา (Non-Communicable Diseases; NCDs)
ครงั้ นีศ้ ึกษา 3 ปจจยั ไดแ ก ปจ จยั ระดับบุคคล ไดแ ก โรคความดันโลหติ สูง เบาหวาน ไตวาย
ปจจัยระดับระหวางบุคคล และปจจัยระดับ เรื้อรัง หลอดเลือดสมอง หัวใจและหลอดเลือด
สังคมและชุมชน กรอบแนวคิดในการศึกษา มะเร็ง และปอดอุดก้ันเรื้อรัง ในเขตบริการ
ครั้งน้ีอธิบายปจจัยสวนบุคคล ภาระการดูแล ของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลวัดไทร
การสนับสนุนทางสังคมท่ีมีความสัมพันธกับ อ.เมือง จ.นครสวรรค กลุมตวั อยา ง คือ ผูดแู ล
ความเครยี ดในผดู ูแลผูปวยโรคเร้อื รงั ในชมุ ชน ท่ีมีอายุตั้งแต 20 ปขึ้นไป ที่ดูแลผูปวยโรค
เร้ือรัง ในชวงระหวางเดือน ตุลาคม ถึงเดือน
■ วิธีการศกึ ษา ธันวาคม 2562 เลือกกลุมตัวอยางแบบงาย
โดยกลุมตัวอยางมีคุณสมบัติตามเกณฑที่
การวจิ ยั ครงั้ นเี้ ปน การวจิ ยั เชงิ พรรณนา กําหนดจาํ นวน 183 คน
(Descriptive Research)
● ขนาดกลุมตัวอยาง กําหนด
● ประชากรและกลุมตัวอยาง ขนาดกลุมตัวอยางโดยการคํานวณหาคา
ไดแก ผูดูแลผูปวยโรคเร้ือรังในชุมชน ทั้งเพศ ขนาดอิทธิพล (Effect Size) เพอ่ื ใชใ น Power
หญิงและเพศชาย ท่ีมีอายุ 20 ป ข้ึนไป Analysis ที่ใชกับสถิติการวิเคราะหหาความ
ท่ี พั ก อ า ศั ย ใ น พ้ื น ที่ ใ น เ ข ต บ ริ ก า ร ข อ ง สมั พนั ธ โดยใชโ ปรแกรมสาํ เรจ็ รูป G* power
โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลวัดไทร version 3.1 ในการคํานวณหากลุมตัวอยาง
อ.เมือง จ.นครสวรรค จํานวน 15 หมู โดย โดยเลือก Statistical test เปน Correlation
กําหนดเกณฑในการเขาศึกษา (Inclusion Bivariate normal model และเลือก Type
criteria) ดังน้ี of power analysis เปน A priori : Compute
requires sample size-given α, power,
● เ ก ณ ฑ  ใ น ก า ร เ ข  า ศึ ก ษ า and effect size ในโปรแกรมสําเร็จรูป G*
(Inclusion criteria) 1) ผูท ่ีทําหนาทด่ี ูแลหลัก power version 3.1(12) กําหนดอํานาจการ
ผูปวยโรคเรื้อรังหลักในชุมชน ไมตํ่ากวา ทดสอบ (Power analysis) เทากับ .80
6 เดือน 2) ผูท่ีทําหนาที่ดูแลผูปวยโรคเรื้อรัง และความเช่ือมั่นท่ีระดับนัยสําคัญทางสถิติ
ในชุมชน ไดแก โรคความดันโลหิตสูง (α) เทากับ .05 จากการทบทวนวรรณกรรม

92 ปที่ 44 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 วารสารการสง เสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ ม

ความสมั พันธระหวา งปจจัยสว นบคุ คล ภาระในการดูแล การสนบั สนุนทางสงั คม และความเครียดของผูดูแลผปู ว ยฯ

ไมพบผูศึกษาปจจัยสวนบุคคล ภาระในการ การแบงของ ดวงกมล หนอแกว และ
ดแู ล การสนับสนุนทางสังคม และความเครยี ด ชนุกร แกวมณี(9) ดังนี้ คาเฉลี่ยคะแนน
ของผูดูแลผูปวยโรคเร้ือรังในชุมชนมากอน 2.74-4.00 รูสึกเปนภาระมากที่สุด คาเฉล่ีย
จากการศึกษาทางการวิจัยทางการพยาบาล คะแนน 1.83–2.73 รูสกึ เปนภาระมาก คาเฉลย่ี
ท่ีผานมาในประเทศไทย พบการใชคาขนาด คะแนน 0.92-1.82 รูสึกเปนภาระปานกลาง
อทิ ธพิ ลกลุมอยรู ะหวา ง 0.2-0.4(13) ผูวิจัยจงึ ใช คาเฉล่ียคะแนน นอยกวาหรือเทากับ 0.91
คาอิทธพิ ล 0.20 แทนคาในโปรแกรมสําเรจ็ รูป รูส กึ เปน ภาระนอ ย
G* power version 3.1 ไดขนาดกลุม ตัวอยาง
153 คน และเพ่ือปองกันสูญหายระหวางการ สวนท่ี 3 แบบประเมินการสนับสนุน
เก็บขอมูล ผูวิจัยจึงเพิ่มจํานวนกลุมตัวอยาง ทางสงั คมของ ณฐั พงศ เปน ลาภ(8) ประกอบดว ย
อกี รอ ยละ 20 ของจาํ นวนทคี่ าํ นวณได( 14) ดงั นน้ั ขอคําถาม จํานวน 16 ขอ 80 คะแนน
จึงไดข นาดกลุมตวั อยางจํานวน 183 ราย เปนมาตราสวนประมาณคา 5 ระดับจาก
1-5 คือ ไมเคยเลย นานๆ คร้ัง บางครั้ง
● การเลือกกลุมตัวอยาง โดย บอยครั้ง และประจํา แบงเปน 3 ดาน ไดแก
ทําการสุมตัวอยางแบบงาย (Simple ดานอารมณ จาํ นวน 7 ขอ ดา นขอ มูลขาวสาร
Random Sampling) โดยเก็บตัวอยาง จาํ นวน 4 ขอ ดานทรัพยากรและวตั ถุ จํานวน
จากหมูบานในเขตบริการของโรงพยาบาล 5 ขอ เปนมาตราสวนประมาณคา 5 ระดับ
สงเสริมสุขภาพตําบลวัดไทร อ.เมือง ไดแก มากท่ีสุด มาก ปานกลาง นอย
จ.นครสวรรค ท้ังหมด 15 หมู จากน้ัน นอยที่สุด โดยใชเกณฑการประเมินของ
เลือกกลุมตัวอยางมีคุณสมบัติท่ีกําหนด โดย ณัฐพงศ เปนลาภ(9) ในการแบงระดับการ
ทีมผูวิจัยคนหากลุมตัวอยางจากโรงพยาบาล สนับสนุนทางสังคม ซึ่งแปลผลจากการจัด
สง เสริมสุขภาพประจาํ ตาํ บล (รพ.สต.) และทีม กลุมขอมูลโดยใชคาเฉล่ียและสวนเบี่ยงเบน
อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบาน (อสม.) มาตรฐาน เนื่องจากการกระจายขอมูลเปน
จากนน้ั จบั สลากเลอื กกลมุ ตวั อยา งทม่ี คี ณุ สมบตั ิ แบบปกติ โดยการสนับสนุนทางสังคมที่นอย
ตามท่ีกําหนดทั้งหมด 183 คน ตามสัดสวน คือ ไดคะแนนนอยกวา mean-S.D. การ
ประชากรแตละหมู สนับสนุนทางสังคมปานกลาง ไดคะแนน
mean±S.D. การสนับสนุนทางสังคมมาก คือ
● เ ค รื่ อ ง มื อ ที่ ใ ช  ใ น ก า ร วิ จั ย ไดค ะแนนมากกวา mean±S.D การสนบั สนุน
ประกอบดวย 4 สว นดังนี้ ทางสังคมมีเกณฑก ารแบง ระดบั ดังน้ี คา เฉล่ีย
คะแนนต้ังแต 3.32-4.00 มีการสนับสนุน
สวนที่ 1 แบบสอบถามขอมูล ทางสังคมมาก คาเฉล่ียคะแนน 2.64-3.31
สวนบุคคลของกลุมตัวอยาง ประกอบดวย มีการสนับสนุนทางสังคมปานกลาง คาเฉล่ีย
อายุ ระยะเวลาในการดูแล สถานภาพสมรส คะแนนนอยกวาหรือเทากับ 2.63 มีการ
ระดบั การศกึ ษา อาชีพ รายได ความเพียงพอ สนับสนุนทางสงั คมนอย
ของรายได โรคของผูปวยที่ดูแล และความ
สมั พันธร ะหวา งผดู แู ลกบั ผปู ว ย สวนท่ี 4 แบบประเมินระดับความ
เครียด วัดดวยแบบประเมินความเครียดของ
สวนที่ 2 แบบวัดภาระในการดูแล กรมสุขภาพจิต (SPST-20) ประกอบดวย
ของ ชนัญชิดาดุษฎี ทูลศิริ รัชนี สรรเสริญ ขอคําถาม จํานวน 20 ขอ 80 คะแนน เปน
และวรรณรตั น ลาวงั (7) ประกอบดว ย ขอ คาํ ถาม มาตราสวนประมาณคา 5 ระดับจาก 1-5 คือ
จํานวน 22 ขอ 22 คะแนน เปนมาตราสวน ไมรูสึกเครียด รูสึกเครียดเล็กนอย รูสึกเครียด
ประมาณคา 5 ระดับจาก 0-4 คอื ไมเ คยเลย ปานกลาง รูสึกเครียดมาก รูสึกเครียดมาก
นานๆ คร้ัง บางครั้ง บอยครั้ง และประจํา
กําหนดเกณฑการประเมินโดยปรับจากเกณฑ

THAILAND JOURNAL OF HEALTH PROMOTION AND ENVIRONMENTAL HEALTH Vol.44 No.1 January - March 2021 93

บ ท วิ ท ย า ก า ร

ที่สุด การกําหนดเกณฑการประเมินใชเกณฑ ■ ผลการศึกษา
การแบงระดับของกรมสุขภาพจิต ดังน้ี
คาเฉลี่ยคะแนน 3.06 ข้ึนไป มีความเครียด สวนท่ี 1 ปจจัยสวนบคุ คลดานอายุ
ระดับรุนแรง คาเฉล่ียคะแนน 2.06–3.05 รายได และระยะเวลาในการดูแลของ
มีความเครียดระดับสูง คาเฉล่ียคะแนน ผดู ูแลผปู วยโรคเรือ้ รงั ในชมุ ชน
1.16-2.05 มีความเครียดระดับปานกลาง
คาเฉลี่ยคะแนน นอยกวาหรือเทากับ 1.15 ผลการศึกษา พบวา กลุมตัวอยาง
มีความเครียดระดบั นอ ย สวนใหญม อี ายุ 50-59 ป คิดเปน รอยละ 36.6
รองลงมามีอายุ 40-49 ป คดิ เปน รอยละ 22.4
การตรวจสอบความเทยี่ ง (reliability) และมีอายุ 70 ปข้ึนไปนอยที่สุด คิดเปน
นําแบบวัดภาระในการดูแล แบบประเมิน รอยละ 5.4 สวนใหญมีรายได 5,000–9,999
การสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมิน บาท/เดือน คิดเปนรอยละ 32.8 รองลงมา
ระดับความเครียดไปทดลองใชผูดูแลผูปวยท่ีมี มีรายไดนอยกวา 5,000 บาท/เดือน คิดเปน
คุณสมบัติคลายคลึงกับกลุมตัวอยาง จํานวน รอยละ 30.0 และมีรายได 30,000–34,999
30 ราย พรอมนํามาคํานวณหาคาความ บาท/เดือนนอยท่ีสุด คิดเปนรอยละ 0.5
เช่ือมั่นโดยใชสัมประสิทธ์ิอัลฟาของครอนบาค สวนใหญกลุมตัวอยางมีระยะเวลาในการดูแล
(Cronbach’s alpha coefficient) ไดคา ผูปวยจํานวน 1–10 ป คิดเปนรอยละ 80.9
ความเชอื่ มน่ั ของแบบประเมนิ ระดบั ความเครยี ด รองลงมามีระยะเวลา 11-20 ป คิดเปนรอยละ
.93 แบบวัดภาระในการดูแล .92 และแบบ 14.2 และมีระยะเวลาในการดูแล 41–50 ป
ประเมนิ การสนบั สนุนทางสงั คม .93 และ 51–60 ป นอยที่สุด คิดเปนรอยละ 0.5
ดงั ตารางท่ี 1
● การรวบรวมขอ มลู และวเิ คราะห
ขอมลู ดาํ เนินการเก็บรวบรวมขอมลู ระหวาง สวนท่ี 2 ภาระในการดูแล การ
เดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม 2562 สนับสนุนทางสังคม และความเครียด
ไดแบบสอบถามท่ีมีความสมบูรณของขอมูล ข อ ง ผู  ดู แ ล ผู  ป  ว ย โ ร ค เ ร้ื อ รั ง ใ น ชุ ม ช น
สามารถนํามาวิเคราะหตามวิธีการทางสถิติได รายดา นและโดยรวม
183 ฉบับ คิดเปนรอยละ 100 วิเคราะหขอมูล
โดยการหาคาความถี่ รอยละ ของขอมูลทั่วไป ผลการศึกษา พบวา ภาระในการดูแล
หาคาเฉล่ีย และสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน โดยรวม มีคา เฉลี่ย 1.79 อยใู นระดับปานกลาง
รายขอและโดยรวมของภาระในการดูแล การสนับสนุนทางสังคมโดยรวมมีคาเฉลี่ย
และความเครียด หาความสัมพันธระหวาง 3.32 อยูในระดับสูง เมื่อพิจารณารายดาน
ปจจัยสวนบุคคลดานอายุ รายได ระยะเวลา พบวา การสนับสนุนทางสังคมดานอารมณ
ในการดูแล ภาระในการดูแล การสนับสนุน มคี าเฉล่ยี สูงสุด 3.58 อยูในระดบั สงู รองลงมา
ทางสังคม กับความเครียดโดยใชสถิติ คือการสนับสนุนทางสังคมดานขอมูลขาวสาร
สหสัมพันธของเพียรส นั มคี า เฉลยี่ 3.41 อยใู นระดบั สงู สว นการสนบั สนนุ
ทางสังคมท่ีคาเฉล่ียต่ําสุด คือ ดานทรัพยากร
● การพิทักษสิทธ์ิกลุมตัวอยาง และวตั ถุ มคี าเฉลย่ี 2.84 อยูในระดับปานกลาง
ผูวิจัยสงโครงรางการวิจัยเพื่อขออนุมัติจาก ความเครียดโดยรวม มีคาเฉลี่ย 1.98 อยูใน
คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนจังหวัด ระดับปานกลาง ดังตารางที่ 2
นครสวรรค เลขท่ี NSWPHO-023/62 วันที่
ใหก ารรับรอง 25 กนั ยายน 2562 สวนท่ี 3 ความสัมพันธระหวาง
ปจจัยสวนบุคคลดานอายุ รายได ระยะ
เ ว ล า ใ น ก า ร ดู แ ล ภ า ร ะ ใ น ก า ร ดู แ ล
การสนับสนุนทางสังคมกับความเครยี ด

94 ปท ี่ 44 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 วารสารการสงเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอม


Click to View FlipBook Version